34. ผู้สูงอายุยิ่งควรไล่ตามเสาะหาความจริง

โดยซินเข่า ประเทศจีน

ตอนอายุห้าสิบ ฉันได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย ฉันไม่เคยฝันเลยว่าในชั่วชีวิตนี้จะได้ยินถ้อยดำรัสที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง และได้ต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า การเห็นความหวังในการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ทำให้ฉันรู้สึกมีเป้าหมายอย่างแท้จริง ทุกวันฉันตื่นแต่เช้าและนอนดึกเพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า และฉันยอมรับและนบนอบต่อหน้าที่ใดก็ตามที่คริสตจักรจัดแจงให้ ฉันคิดว่า “ตราบใดที่ฉันยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป ฉันก็จะได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์” พอถึงปี 2023 ฉันก็อายุ 75 ปีแล้ว  ฉันแก่แล้ว ความจำก็แย่ หูตึง ตาฝ้าฟาง และเดินเหินไม่มั่นคงอีกต่อไป คริสตจักรจัดแจงให้ฉันทำหน้าที่เจ้าภาพรับรองตามสภาพของฉัน ฉันคิดถึงเรื่องที่ตัวเองอายุมากขึ้นและสุขภาพที่ทรุดลงเรื่อยๆ ฉันลืมโน่นลืมนี่อยู่เรื่อยเพราะความจำแย่ และบางครั้งก็เลอะเลือน อีกไม่กี่ปี ถ้าฉันแก่จนเลอะเลือนและทำหน้าที่ไม่ได้ ฉันจะไม่กลายเป็นคนไร้ประโยชน์หรอกเหรอ?  ฉันจะยังได้รับการช่วยให้รอดได้อยู่ไหม?  ครั้งหนึ่ง ฉันเพิ่งย้ายบ้านและหลงทางตอนหาทางกลับ พี่น้องหญิงคนหนึ่งพอรู้เรื่องก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “คุณเริ่มเลอะเลือนแล้วหรือเปล่าคะ?” ฉันรีบตอบว่า “ฉันไม่ได้เลอะเลือนค่ะ”  ฉันคิดว่า “หวังว่าพวกเขาจะไม่คิดว่าฉันเริ่มเลอะเลือนจนไม่ให้ฉันทำหน้าที่นะ ถ้าฉันไม่มีหน้าที่ให้ทำ นั่นจะไม่ใช่จุดจบสำหรับฉันหรอกเหรอ?  แล้วอย่างนั้นฉันจะได้รับการช่วยให้รอดได้ยังไง?” แต่พอมาคิดดูทีหลัง ฉันก็ตระหนักว่าฉันมักลืมใส่เกลือหรือต้นหอมเวลาทำกับข้าว และบางครั้งก็หลงทิศหลงทางบนถนนจนหาทางกลับบ้านไม่เจอ ฉันเริ่มกลัวขึ้นมา ฉันคิดว่า “ฉันเริ่มเลอะเลือนแล้วจริงๆ เหรอ?  คริสตจักรจะยังใช้ฉันทำหน้าที่ได้อยู่ไหม?  ถ้าฉันทำหน้าที่ไม่ได้ ฉันจะยังได้รับการช่วยให้รอดอยู่ไหม?” ฉันเริ่มจมอยู่ในความกังวลและความกระวนกระวาย

ในเดือนมิถุนายน ปี 2023 ฉันเป็นเจ้าภาพรับรองการชุมนุมให้พี่น้องชายหญิง ตอนนั้นอพาร์ตเมนต์ชั้นบนกำลังปรับปรุง และมีเสียงทุบตึงตังทั้งวันทุกวัน หลังจากนั้น ฉันก็ไม่เห็นพี่น้องชายหญิงมาร่วมการชุมนุมอยู่นานทีเดียว และฉันก็งุนงงว่า “ทำไมช่วงนี้พวกเขาถึงไม่แวะมาเลย?  พวกเขาไม่ใช้ฉันเป็นเจ้าภาพรับรองแล้วเหรอ?  ในวัยนี้ สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ก็คือหน้าที่เจ้าภาพรับรอง ถ้าแม้แต่หน้าที่เจ้าภาพรับรองฉันยังทำไม่ได้ ฉันจะไม่สูญเสียโอกาสได้รับการช่วยให้รอดไปหรอกเหรอ?” ฉันกระวนกระวายใจมากและหวังเหลือเกินว่าพวกเขาจะมาอีก เย็นวันหนึ่ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งมาเคาะประตู และลูกสะใภ้ของฉันไปเปิดประตู พี่น้องหญิงบอกว่าพวกเขาแวะมาสามสี่ครั้งแล้ว แต่ไม่มีใครมาเปิดประตูเลย ฉันรู้สึกแย่มากจริงๆ ฉันคิดว่า “ไม่ใช่เพราะฉันแก่และหูตึงหรอกเหรอ ฉันถึงไม่ได้ยินพวกเขา?  ฉันไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตนให้ดีเลย ตอนนี้ฉันหูตึง ตาฝ้าฟาง ตอบสนองช้า และเดินเหินไม่มั่นคง ฉันทำอะไรให้ดีไม่ได้เลยจริงๆ!  แม้แต่หน้าที่เจ้าภาพรับรองก็ยังทำให้ดีไม่ได้!  ความแก่ชราทำให้คนเราไร้ประโยชน์จริงๆ!”  ฉันอิจฉาคนหนุ่มสาวเหลือเกินที่พวกเขาเรียนรู้ได้รวดเร็วและทำหน้าที่ได้ทุกอย่าง ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงโปรดคนหนุ่มสาว และในท้ายที่สุดพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน ฉันคิดว่าถ้าเพียงแต่ย้อนกลับไปได้สักสิบปี ฉันก็คงยังทำหน้าที่บางอย่างได้ในวัยหกสิบ สภาวะของฉันแย่ลงทีละน้อย และทุกวันฉันก็จมอยู่ในความทุกข์ใจและความกระวนกระวายใจ การอธิษฐานของฉันไม่เป็นปกติ และการอ่านพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่นำความสว่างหรือความรู้แจ้งใดๆ มาให้ฉัน หัวใจของฉันห่างเหินจากพระเจ้าออกไปทุกที  วันหนึ่งขณะเดินอยู่ ฉันสะดุดล้มจนเอ็นขาอักเสบ แม้จะไม่ได้ทำให้การชุมนุมล่าช้า แต่ฉันก็ยิ่งกังวลมากขึ้นไปอีก แม้การหกล้มในครั้งนี้จะไม่ได้ทำให้การรวมตัวต้องล่าช้า ถ้าวันหนึ่งฉันล้มป่วยขึ้นมา ฉันก็อาจเข้าร่วมการชุมนุมหรือทำหน้าที่ไม่ได้ ต่อมาฉันก็ล้มป่วยขึ้นมาจริงๆ และต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ช่วงเวลานี้ฉันคิดลบมาก  ฉันคิดว่า “คราวนี้ฉันจบสิ้นแล้วจริงๆ—แม้แต่การชุมนุมฉันยังเข้าร่วมไม่ได้ นับประสาอะไรกับการทำหน้าที่ใดๆ นั่นไม่ทำให้ฉันไร้ประโยชน์อย่างแท้จริงหรอกเหรอ?”  หลังจากออกจากโรงพยาบาล สภาวะของฉันก็ยังคงย่ำแย่  ฉันกังวลว่า ฉันจะได้รับการช่วยให้รอดได้ไหม ถ้าแม้แต่หน้าที่เจ้าภาพรับรองยังทำไม่ได้  นั่นจะไม่หมายความว่าความเชื่อตลอดหลายปีของฉันสูญเปล่าไปหรอกเหรอ?  ยิ่งคิด ฉันก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าวใจและเป็นทุกข์ ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่ฉัน เพื่อฉันจะได้หลุดจากสภาวะที่เป็นลบ

วันหนึ่ง ฉันได้อ่านบทความคำพยานจากประสบการณ์ที่พี่น้องหญิงสูงอายุคนหนึ่งเขียน และมันสะท้อนสภาวะของฉันได้ตรงทีเดียว พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ยกมาอ้างอิงในนั้นกระทบใจฉันอย่างลึกซึ้ง  พระเจ้าตรัสว่า “ยังมีผู้สูงอายุในหมู่พี่น้องชายหญิง ซึ่งอยู่ในวัยตั้งแต่ 60 ไปจนถึงประมาณ 80 หรือ 90 ปี และเพราะสูงวัยจึงพลอยประสบความลำบากบางอย่างไปด้วย  แม้พวกเขาจะมีอายุมาก แต่การคิดอ่านของพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องถูกต้องหรือเป็นเหตุเป็นผลนัก แนวคิดและทัศนะของพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามความจริง  คนสูงอายุเหล่านี้มีปัญหาเหมือนกันเลย พวกเขาวิตกกังวลเสมอว่า ‘สุขภาพของฉันไม่ค่อยดีเท่าไรแล้ว และฉันก็มีข้อจำกัดว่าจะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้บ้าง  ถ้าฉันเอาแต่ปฏิบัติหน้าที่เล็กๆ นี้ พระเจ้าจะทรงจดจำฉันหรือไม่?  บางครั้งฉันไม่สบาย  และต้องมีใครสักคนดูแล  เวลาที่ไม่มีใครคอยดูแล ฉันก็ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ แล้วฉันจะสามารถทำอะไรได้?  ฉันแก่แล้ว เวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้าก็จำพระวจนะไม่ได้ และเข้าใจความจริงได้ยาก  เวลาสามัคคีธรรมความจริง ฉันก็พูดจาเลอะเลือน ไม่เป็นเหตุเป็นผล และฉันก็ไม่มีประสบการณ์อะไรที่ควรค่าแก่การแบ่งปัน  ฉันแก่แล้ว ไม่มีกำลังวังชามากพอ สายตาก็ไม่ดีนัก และฉันก็ไม่ได้แข็งแรงอีกแล้ว  ทุกสิ่งยากลำบากสำหรับฉัน  ไม่เพียงฉันจะปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไม่ไหวเท่านั้น แต่ฉันยังลืมง่ายและผิดพลาดง่าย  บางครั้งฉันก็สับสนและก่อปัญหาให้คริสตจักรและพี่น้องชายหญิง  ฉันอยากบรรลุความรอดและไล่ตามเสาะหาความจริง แต่นั่นก็ยากมาก  ฉันจะทำอะไรได้?’  เมื่อพวกเขาคิดเรื่องเหล่านี้ พวกเขาก็เริ่มกลัดกลุ้ม คิดไปว่า ‘ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้าในวัยนี้ได้อย่างไร?  ทำไมฉันถึงไม่เป็นอย่างคนอายุยี่สิบสามสิบ หรือแม้แต่คนที่อยู่ในวัยสี่สิบห้าสิบปี?  ทำไมฉันถึงเพิ่งมาเจอพระราชกิจของพระเจ้าเอาตอนที่ฉันแก่อย่างนี้?  ไม่ใช่ว่าชะตากรรมของฉันไม่ดี อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็ได้มาเจอพระราชกิจของพระเจ้า  ชะตากรรมของฉันนี้ดี และพระเจ้าก็ทรงเมตตาฉันมาตลอด!  มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ฉันไม่มีความสุข นั่นก็คือฉันแก่เกินไป  ความจำของฉันไม่ค่อยดีนัก สุขภาพของฉันก็ไม่ได้ดีเยี่ยมขนาดนั้น แต่ฉันมีหัวใจที่แข็งแรง  เพียงแต่ว่าร่างกายไม่เชื่อฟังฉัน เวลาชุมนุม พอฟังไปสักพัก ฉันก็ง่วงนอน  บางครั้งฉันหลับตาอธิษฐานแล้วก็ผล็อยหลับไป เวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้า ความรู้สึกนึกคิดของฉันก็ล่องลอยไปไหนๆ  พออ่านไปนิดหนึ่ง ฉันก็ง่วงและงีบหลับ พระวจนะเลยไม่เข้าหัว  ฉันจะทำอย่างไรได้?  เมื่อมีอุปสรรคในทางปฏิบัติเช่นนี้ ฉันจะยังคงไล่ตามเสาะหาและเข้าใจความจริงได้หรือ?  ถ้าไม่ได้ และถ้าฉันปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงไม่ได้ เช่นนั้นแล้วความเชื่อทั้งหมดที่ฉันมีจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ?  ฉันจะไม่ได้รับความรอดใช่ไหม?  แล้วฉันจะทำอะไรได้?  ฉันวิตกกังวลเหลือเกิน!  พอถึงวัยนี้ อะไรๆ ก็ไม่สำคัญอีกแล้ว  ตอนนี้เมื่อฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันก็ไม่มีความวิตกกังวลหรือมีอะไรให้กระวนกระวายใจอีกแล้ว ลูกๆ ของฉันก็โตแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ฉันคอยดูแลหรือเลี้ยงดูอีกต่อไป ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉันก็คือการไล่ตามเสาะหาความจริง ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และท้ายที่สุดก็ได้รับความรอดในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่  อย่างไรก็ดี พอมองดูสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ตามจริง ดวงตาก็มืดมัวเพราะวัย ความรู้สึกนึกคิดสับสน สุขภาพก็แย่ การปฏิบัติหน้าที่ของตนก็ทำได้ไม่ดี และบางครั้งก็สร้างปัญหาเวลาพยายามทำให้มากเท่าที่จะทำได้ การได้รับความรอดเลยดูเหมือนจะไม่ง่ายสำหรับฉัน’  พวกเขาคิดเรื่องเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาและยิ่งกระวนกระวายใจ และแล้วก็คิดไปว่า ‘ดูเหมือนสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นแต่กับผู้คนหนุ่มสาวร่ำไป ไม่ใช่กับคนแก่  ดูเหมือนว่าไม่ว่าสิ่งต่างๆ จะดีเพียงใด ฉันก็จะไม่สามารถชื่นชมได้อีกต่อไป’  ยิ่งพวกเขาคิดเรื่องเหล่านี้ พวกเขาก็ยิ่งกลัดกลุ้มและยิ่งกระวนกระวาย  พวกเขาไม่เพียงวิตกกังวลเรื่องตัวเองเท่านั้น แต่ยังรู้สึกเสียใจอีกด้วย  ถ้าพวกเขาร้องไห้ พวกเขาก็รู้สึกว่าแท้จริงแล้วนี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรค่าแก่การร้องไห้ และถ้าพวกเขาไม่ร้องไห้ ความเจ็บปวดนั้น ความเสียใจนั้นก็คงอยู่กับพวกเขาเสมอ  ดังนั้นพวกเขาควรทำเช่นไร?… เป็นไปได้หรือที่พวกเขาไม่มีหนทางให้ไปต่อจริงๆ?  ไม่มีทางออกเลยหรือ?  (คนสูงอายุก็ควรปฏิบัติหน้าที่ของตนให้มากเท่าที่พวกเขาจะสามารถทำได้เช่นกัน)  การที่คนสูงอายุปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้มากเท่าที่พวกเขาจะสามารถทำได้นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ถูกต้องไหม?  คนสูงอายุไม่อาจไล่ตามเสาะหาความจริงได้อีกแล้วเพราะอายุของพวกเขากระนั้นหรือ?  พวกเขาไม่สามารถเข้าใจความจริงได้กระนั้นหรือ?  (พวกเขาสามารถ)  คนสูงอายุสามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถเข้าใจได้บ้าง และแม้กระทั่งคนหนุ่มสาวก็ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดเช่นกัน  ตลอดเวลาคนสูงอายุมีแนวคิดที่ผิดอยู่อย่างหนึ่ง เชื่อไปว่าตนนั้นสับสน ความจำไม่ดี ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าใจความจริงได้  พวกเขาเข้าใจถูกต้องหรือไม่?  (ไม่) แม้คนหนุ่มสาวจะมีกำลังวังชามากกว่าคนสูงอายุมากนัก ร่างกายก็แข็งแรงกว่า แต่แท้จริงแล้วความสามารถในการทำความเข้าใจ จับใจความ และรับรู้ของพวกเขานั้นเหมือนกับของคนสูงอายุไม่มีผิด  คนสูงอายุก็เคยเป็นหนุ่มเป็นสาวเช่นกันมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่ได้เกิดมาแก่ และสักวันหนึ่งคนหนุ่มสาวทุกคนก็จะแก่ตัวด้วย  คนสูงอายุต้องไม่คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเพราะตนเองแก่ ร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่ดี และความจำก็ไม่ดี พวกเขาจึงต่างจากคนหนุ่มสาว  ที่จริงแล้วไม่มีความแตกต่าง  เวลาที่เราบอกว่าไม่มีความแตกต่าง เราหมายความว่าอย่างไร?  ไม่ว่าใครบางคนจะแก่หรือเป็นหนุ่มเป็นสาว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาย่อมเหมือนกัน ท่าทีและทัศนะที่พวกเขามีต่อสิ่งต่างๆ สารพัดรูปแบบย่อมเหมือนกัน มุมมองและจุดยืนที่พวกเขามีต่อสิ่งต่างๆ นานัปการย่อมเหมือนกัน… ไม่ใช่ว่าคนสูงอายุไม่มีอะไรทำ หรือปฏิบัติหน้าที่ของตนไม่ได้ และยิ่งไม่ใช่ว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงไม่ได้—มีหลายสิ่งหลายอย่างให้พวกเขาทำ  ความคิดนอกรีตและเหตุผลวิบัติต่างๆ ที่เจ้าสะสมมาในช่วงชีวิตของตน รวมทั้งแนวคิดและมโนคติดั้งเดิมที่หลงผิด เรื่องที่ดื้อรั้นไม่รู้ความ เรื่องอนุรักษนิยม เรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล และเรื่องบิดเบือนทั้งหลายที่เจ้าสะสมเอาไว้ล้วนกองสุมอยู่ในหัวใจของเจ้า และเจ้าก็ควรใช้เวลาขุด ชำแหละ และตระหนักรู้เรื่องพวกนี้ให้มากกว่าคนหนุ่มสาวเสียอีก  นี่ไม่ใช่เรื่องว่าเจ้าไม่มีอะไรทำ หรือเรื่องที่เจ้าควรรู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวลเมื่อเจ้าไม่รู้จะทำอะไร—นี่ไม่ใช่ทั้งกิจและความรับผิดชอบของเจ้า  ก่อนอื่น คนสูงอายุควรมีวิธีคิดที่ถูกต้อง  แม้เจ้าจะมีวัยที่ล่วงเลยไปทุกที และร่างกายก็ค่อนข้างมีอายุแล้ว แต่เจ้าก็ควรมีวิธีคิดที่เป็นหนุ่มเป็นสาว  แม้เจ้าจะอายุมากขึ้น การคิดอ่านช้าลงและความจำก็ไม่ดี แต่ถ้าเจ้ายังคงทำความรู้จักตัวเองได้ ยังคงทำความเข้าใจวจนะที่เรากล่าวได้ และยังคงทำความเข้าใจความจริงได้ เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้แก่และขีดความสามารถของเจ้าก็ไม่ได้บกพร่อง  ถ้าใครบางคนมีอายุเจ็ดสิบกว่าปี แต่ไม่สามารถเข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้วนี่ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีวุฒิภาวะน้อยเกินไปและมีความสามารถไม่ถึง  เพราะฉะนั้น พอเป็นเรื่องของความจริง อายุจึงไม่มีความเกี่ยวข้อง(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3))  ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้หลายรอบ และยิ่งอ่าน หัวใจของฉันก็ยิ่งรู้สึกสว่างขึ้น พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตหัวใจส่วนลึกที่สุดของมนุษย์อย่างแท้จริง พระวจนะเหล่านี้พูดถึงฉันตรงๆ เลยไม่ใช่เหรอ?  ฉันกังวลเพราะตัวเองแก่แล้ว สุขภาพก็ไม่ดี หูตึง ตาฝ้าฟาง และความจำก็เสื่อมลง  ฉันกลัวว่าเมื่ออายุมากขึ้น ฉันจะทำหน้าที่ไม่ได้ และจะสูญเสียโอกาสได้รับการช่วยให้รอดไป ฉันใช้แต่ละวันจมอยู่ในความทุกข์ใจและความกระวนกระวายใจ หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนั้น หัวใจของฉันก็รู้สึกเป็นอิสระขึ้นมาทันที พระเจ้าทรงรู้ถึงความลำบากยากเย็นของผู้สูงอายุ และพระองค์ทรงแสดงพระวจนะเหล่านี้เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ ไม่ว่าจะหนุ่มสาวหรือชรา พระเจ้าประทานโอกาสให้ทุกคนได้ไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับการช่วยให้รอด และฉันก็เห็นว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  แม้ฉันจะแก่ แต่ฉันก็ยังจับใจความพระวจนะของพระเจ้าได้ และฉันควรแสวงหาความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน และทำความรู้จักความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของตัวเอง  ฉันควรไล่ตามเสาะหาความจริงและบรรลุการกลับใจและการเปลี่ยนแปลงด้วย เพราะผู้สูงอายุก็มีอุปนิสัยเสื่อมทรามไม่น้อยไปกว่าคนหนุ่มสาว ตัวอย่างเช่น ฉันมีอุปนิสัยโอหังอย่างรุนแรง และบางครั้งเมื่อพี่น้องชายหญิงชี้ให้เห็นปัญหาของฉัน ฉันก็ไม่อยากยอมรับ  ในชีวิตครอบครัวแต่ละวัน บางครั้งเมื่อลูกสะใภ้ไม่ฟังฉัน ฉันก็จะโกรธและพูดจาข่มเธอด้วยความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา และฉันจำเป็นต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมัน ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรที่ฉันทำได้เลย ตอนนี้ในแต่ละวันฉันมีเวลาเหลือเฟือที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่บ้านให้มากขึ้น ที่จะแสวงหาความจริงในผู้คน สิ่งทั้งหลาย และเหตุการณ์ทั้งหลายที่ฉันพบเจอ และแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ฉันยังดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ และเรียนรู้บทเรียนจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิงได้อีกด้วย ฉันยังเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ได้ โดยเขียนประสบการณ์จริงของฉันเพื่อเป็นพยานให้พระเจ้าได้  ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฉันควรทำ เมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ฉันก็ไม่เข้าใจพระองค์ผิดหรือจมอยู่ในสภาวะที่เป็นลบอีกต่อไป และฉันก็ไม่กังวลอีกต่อไปว่าจะทำหน้าที่ได้หรือไม่  ฉันตั้งปณิธานว่าไม่ว่าคริสตจักรจะจัดแจงให้ฉันทำหน้าที่หรือไม่ ฉันก็จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า นับแต่นั้นมา ฉันก็นั่งลงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างใจสงบได้ในแต่ละวัน และเมื่อเกิดขึ้นอะไรขึ้น ฉันก็อธิษฐานและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอน และได้รู้มาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้กำหนดจุดจบของผู้คน  พระเจ้าตรัสว่า “เราไม่ได้กำหนดบั้นปลายของแต่ละบุคคลตามอายุ ความอาวุโส หรือระดับความทุกข์ และยิ่งไม่ได้กำหนดโดยดูว่าพวกเขาน่าเวทนาเพียงใด แต่ดูว่าพวกเขาครองความจริงหรือไม่  ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากนี้(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า)  “ความปรารถนาของพระเจ้าคือการที่ทุกคนได้รับการทำให้เพียบพร้อม และเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรับไว้ในท้ายที่สุด เป็นผู้ที่พระองค์ทรงชำระให้สะอาด และกลายเป็นประชากรที่พระองค์ทรงรัก  ไม่สำคัญเลยกับการที่เรากล่าวว่าพวกเจ้าล้าหลังหรือมีขีดความสามารถอ่อนด้อย นี่คือข้อเท็จจริงทั้งสิ้น  อย่างไรก็ดี การที่เรากล่าวเช่นนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเราตั้งใจที่จะทอดทิ้งพวกเจ้า ว่าเราได้สูญสิ้นความหวังในตัวพวกเจ้า และยิ่งไม่ได้พิสูจน์ว่าเราไม่เต็มใจที่จะช่วยพวกเจ้าให้รอด  วันนี้เรามาเพื่อทำงานแห่งความรอดของพวกเจ้า ซึ่งหมายความว่างานที่เราทำคือการสานต่องานแห่งความรอด  ทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ หากว่าเจ้าเต็มใจ หากว่าเจ้าไล่ตามเสาะหา ในท้ายที่สุดเจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลนี้ และพวกเจ้าจะไม่ถูกทิ้งแม้แต่คนเดียว  หากเจ้ามีขีดความสามารถอ่อนด้อย ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าจะสอดคล้องกับขีดความสามารถอันอ่อนด้อยของเจ้า หากเจ้ามีขีดความสามารถสูง ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับขีดความสามารถที่สูงของเจ้า หากเจ้าไม่รู้เท่าทันหรือไม่มีการศึกษา ข้อกำหนดที่เรามีต่อเจ้าก็จะเป็นไปตามนี้ หากเจ้ามีการศึกษา ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามีการศึกษา หากเจ้าเป็นคนสูงวัย ข้อพึงประสงค์ที่เรามีต่อเจ้าย่อมจะสอดคล้องกับวัยของเจ้า ถ้าเจ้าสามารถทำหน้าที่เจ้าภาพรับรองได้ ข้อกำหนดที่เรามีต่อเจ้าก็จะสอดคล้องกับเรื่องนี้ ถ้าเจ้าบอกว่าเจ้าไม่สามารถทำหน้าที่เจ้าภาพรับรอง และได้แต่ปฏิบัติหน้าที่บางอย่างเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวประเสริฐ หรือการดูแลคริสตจักร หรือการเข้าร่วมกิจการทั่วไปอื่นๆ การทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมของเราก็จะสอดคล้องกับหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ  การจงรักภักดี การนบนอบจนถึงปลายทาง และการพยายามที่จะมีความรักสูงสุดให้แก่พระเจ้า—เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าต้องสำเร็จลุล่วง เพียงสามข้อนี้เท่านั้น และนี่ก็เป็นการปฏิบัติที่ดีที่สุดแล้ว  ท้ายที่สุด ผู้คนจำต้องสัมฤทธิ์สามสิ่งนี้ให้ได้ และคนที่ทำได้สำเร็จก็จะได้รับการทำให้เพียบพร้อม  แต่เหนืออื่นใด เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาอย่างแท้จริง เจ้าต้องมุ่งสู่ภาวะที่ดีขึ้นและสูงขึ้นอย่างแข็งขัน และต้องไม่นิ่งเฉยในการนั้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันดีงาม)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดจุดจบของบุคคลจากอายุ ความอาวุโส หรือความทุกข์ที่พวกเขาเผชิญ แต่จากที่ว่าพวกเขามีความจริงหรือไม่ ฉันคิดว่าตัวเองแก่และหมดประโยชน์แล้ว ฉันจึงกลัวถูกพระเจ้าทรงกำจัด—สิ่งนี้แสดงว่าฉันไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการช่วยผู้คนให้รอด หรือมาตรฐานที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ ในการกำหนดจุดจบของผู้คน การที่พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดและทำให้พวกเขาเพียบพร้อมไม่ได้ขั้นอยู่กับอายุหรือขีดความสามารถของพวกเขา แต่อิงตามที่ว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ หากใครสามารถยอมรับความจริงและจงรักภักดีต่อพระเจ้า นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า พระองค์ก็จะไม่ทรงทอดทิ้งพวกเขา ฉันเคยมองพระนิเวศของพระเจ้าเหมือนกับโลกที่ไม่มีความเชื่อ  ในสังคมภายนอก ผู้สูงอายุถูกมองข้ามและถูกเพิกเฉย และฉันก็ทึกทักเอาว่าในพระนิเวศของพระเจ้าก็เป็นแบบเดียวกัน—ว่าพอแก่ตัว พระเจ้าก็ไม่ทรงต้องการคุณอีกต่อไป นี่เป็นความเข้าใจผิดต่อพระเจ้าและเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า โลกนี้ถูกซาตานปกครอง และซาตานผู้เป็นมารก็ใช้ผู้คนลงแรงทำงานให้มัน พอผู้คนแก่ตัวและลงแรงทำงานไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาก็ถูกทิ้ง แต่ในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงถือครองอำนาจ พระเจ้าประทานโอกาสให้ผู้คนได้ทำหน้าที่ของตนและไล่ตามเสาะหาความจริง ในระหว่างการทำหน้าที่ ผู้คนจะได้รู้จักตัวเองและเปลี่ยนแปลง และพวกเขาก็สลัดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตน ฉันคิดถึงเรื่องที่ตัวเองแก่ขนาดไหนแล้ว แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงเอาโอกาสในการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์หรือไล่ตามเสาะหาความจริงไปจากฉัน พระเจ้าทรงแสดงพระวจนะอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้น้ำและจัดเตรียมให้พวกเรา พระองค์ยังทรงใช้พระวจนะของพระองค์ให้ความรู้แจ้งและชี้แนะฉันเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับฉัน และเป็นฉันเองที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ฉันคิดว่าในเมื่อฉันแก่และเลอะเลือน พระเจ้าก็คงไม่ทรงช่วยฉันให้รอด  แต่ในความเป็นจริง ตราบใดที่คนเราเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจและเต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริง ต่อให้วันหนึ่งพวกเขาทำหน้าที่ไม่ได้ พระนิเวศของพระเจ้าก็จะไม่คัดพวกเขาออกหรือกำจัดพวกเขา  พี่น้องชายหญิงสูงอายุหลายคนรอบตัวฉันก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน  แม้ตอนนี้พวกเขาจะทำหน้าที่ได้ไม่มากนัก แต่พวกเขาก็ยืนหยัดในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและใช้ชีวิตคริสตจักร และคริสตจักรก็ไม่ได้คัดพวกเขาออก ทว่าก็มีคนหนุ่มสาวบางคนที่ทำหน้าที่มาโดยตลอด แต่เพราะพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังคงร้ายแรงและไม่เปลี่ยนแปลง ในท้ายที่สุดพวกเขาก็กระทำชั่วมากมายและถูกคัดออกจากคริสตจักร จากสิ่งนี้ ฉันเห็นอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  พระเจ้าไม่ได้ทรงช่วยผู้คนให้รอดโดยดูว่าพวกเขาหนุ่มสาวหรือแก่ชรา แต่ทรงมองที่หัวใจของพวกเขา และมองว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ นับแต่นั้นมา ไม่ว่าจะมีหน้าที่หรือไม่ ฉันก็ตั้งปณิธานที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างตั้งอกตั้งใจ รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า มารู้จักข้อบกพร่องของตัวเอง เข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง และไม่เข้าใจพระเจ้าผิดหรือพร่ำบ่นต่อว่าพระองค์อีกต่อไป

ระหว่างการชุมนุม หลังจากพี่น้องหญิงคนหนึ่งรู้ถึงสภาวะของฉัน เธอก็ให้ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “ไม่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่ว่าเขาจะได้รับพรหรือพบเจอวิบัติ  หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ไร้เงื่อนไขหรือข้ออ้าง  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา  การได้รับพรหมายถึงพรทั้งหลายที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่อพวกเขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา  การประสบเคราะห์ร้ายหมายถึงการลงโทษที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่ออุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาแล้ว—นั่นคือ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่คือสิ่งที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำเป็นอย่างน้อย  เจ้าไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพื่อรับพร และไม่ควรปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะกลัวพบเจอวิบัติ(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง การที่มนุษย์ทำหน้าที่ของตนจึงเป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้  นี่คือความรับผิดชอบและพันธะหน้าที่ของมนุษย์ และไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการได้รับพรหรือการประสบความทุกข์ยาก มีเพียงการรับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้าขณะทำหน้าที่ของตน และบรรลุการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเท่านั้น คนเราจึงจะได้รับพรจากพระเจ้าได้ แต่ฉันกลับเชื่อว่าตราบใดที่ฉันทำหน้าที่ ฉันก็จะได้รับพรจากพระเจ้า และฉันคิดมาตลอดว่าการทำหน้าที่หมายความว่าฉันจะได้รับพร นี่เป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของฉันเท่านั้น  เมื่อคิดย้อนกลับไป ฉันทำหน้าที่มาไม่น้อยเลย แต่ฉันไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงในหน้าที่ และทำตามใจตัวเองอยู่เสมอ และฉันแทบไม่เคยอธิษฐานแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือความจริงเลย ผลก็คือ มาจนถึงจุดนี้ อุปนิสัยของฉันแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ไม่ว่าฉันจะทำหน้าที่แบบนี้มากแค่ไหน ฉันก็ยังคงไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า ฉันปล่อยเวลาหลายปีให้เสียเปล่าไปโดยไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง จากจุดนี้ไป ฉันต้องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับฉัน ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อบรรลุการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ต่อให้ในท้ายที่สุดฉันไม่ได้รับการช่วยให้รอด นั่นก็จะเป็นเพราะอุปนิสัยของฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพราะฉันแก่แล้วพระเจ้าไม่ทรงต้องการฉัน ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “โอ้ พระเจ้า ตอนนี้ข้าพระองค์เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์แล้ว ข้าพระองค์เต็มใจนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และจะไม่เข้าใจพระองค์ผิดหรือพร่ำบ่นต่อว่าพระองค์อีกต่อไป ไม่ว่าข้าพระองค์จะทำหน้าที่ใด ข้าพระองค์ก็อยากทำอย่างสุดจิตสุดใจเพื่อสนองให้พระองค์พอพระทัย”

ต่อมา พี่น้องหญิงคนนั้นก็หาพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของฉันมาให้อีก  พระเจ้าตรัสว่า “ผู้คนเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพร การปูนบำเหน็จ และการสวมมงกุฎ  เรื่องนี้มิได้มีอยู่ในหัวใจของทุกคนหรอกหรือ?  เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าเรื่องนี้มีอยู่ในหัวใจของทุกคน  แม้ว่าผู้คนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ และแม้กระทั่งปิดบังเหตุจูงใจและความอยากได้รับพร ความอยากและเหตุจูงใจนี้ซึ่งอยู่ลึกในหัวใจของผู้คนก็ไม่เคยสั่นคลอนได้เสมอมา  ไม่ว่าผู้คนเข้าใจทฤษฎีฝ่ายวิญญาณเท่าไร พวกเขามีความรู้จากประสบการณ์ใด พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ใด พวกเขาสู้ทนความทุกข์เท่าไร หรือพวกเขาจ่ายราคาไปเท่าไร พวกเขาก็ไม่เคยปล่อยมือจากแรงจูงใจในการได้รับพรซึ่งซ่อนเร้นอยู่ลึกในหัวใจของพวกเขา และออกแรงทำงานเพื่อรับใช้แรงจูงใจนี้อย่างเงียบๆ อยู่เป็นนิตย์  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฝังอยู่ลึกที่สุดภายในหัวใจของผู้คนหรอกหรือ?  หากไม่มีแรงจูงใจในการได้รับพรนี้ พวกเจ้าจะรู้สึกเช่นไร?  พวกเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนและติดตามพระเจ้าด้วยท่าทีเช่นไร?  หากแรงจูงใจในการได้รับพรนี้ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของพวกเขาถูกกำจัดไป ผู้คนจะกลายเป็นอย่างไร?  เป็นไปได้ว่าผู้คนจำนวนมากจะกลายเป็นคนคิดลบ ในขณะที่บางคนจะกลายเป็นคนที่ไม่มีแรงจูงใจในหน้าที่ของตน  พวกเขาจะสูญสิ้นความสนใจในการเชื่อในพระเจ้าของตน ราวกับว่าวิญญาณของพวกเขาได้อันตรธานไป  พวกเขาจะปรากฏออกมาราวกับว่าหัวใจของพวกเขาถูกกระชากไป  นี่เป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่าแรงจูงใจในการได้รับพรเป็นบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกในหัวใจของผู้คน  บางทีขณะที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือใช้ชีวิตคริสตจักร พวกเขารู้สึกว่าตนสามารถละทิ้งครอบครัวของตนและสละตนเองเพื่อพระเจ้าได้ด้วยความยินดี และตอนนี้พวกเขามีความรู้ในเรื่องแรงจูงใจของตนที่จะได้รับพร และได้ละวางแรงจูงใจนี้ และไม่ถูกแรงจูงใจนี้ปกครองหรือตีกรอบอีกต่อไป  จากนั้นพวกเขาก็คิดว่าตนไม่มีแรงจูงใจที่จะได้รับพรอีกต่อไป แต่พระเจ้าทรงเชื่อเป็นอย่างอื่น  ผู้คนมีทัศนะต่อเรื่องทั้งหลายเพียงผิวเผินเท่านั้น  เมื่อไม่มีบททดสอบ พวกเขาก็รู้สึกดีกับตนเอง  ตราบใดที่พวกเขาไม่ออกจากคริสตจักรหรือปฏิเสธพระนามของพระเจ้า และพวกเขายืนกรานในการสละเพื่อพระเจ้า พวกเขาก็เชื่อว่าตนได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  พวกเขารู้สึกว่าตนไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความมีใจกระตือรือร้นส่วนตนหรือแรงดลใจชั่วขณะในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอีกต่อไป  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับเชื่อว่าตนสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้ และสามารถแสวงหาและปฏิบัติความจริงได้อย่างต่อเนื่องขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เพื่อให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และพวกเขาสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงบางประการ  อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับบั้นปลายและจุดจบของผู้คน พวกเขาจะประพฤติตนอย่างไร?  ความจริงถูกเผยให้เห็นอย่างครบถ้วน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หกข้อบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของชีวิต)  พระเจ้าทรงเปิดโปงเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายในผู้คนเพื่อให้ได้รับพร  ผู้คนเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เพื่อทำให้พระองค์พอพระทัย แต่เพื่อให้ได้รับพรและผลประโยชน์ แม้ยามที่พวกเขาสามารถละทิ้งครอบครัวและการงานมาทำหน้าที่ ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงการพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า เมื่อคิดย้อนกลับไปตอนที่ฉันพบพระเจ้าครั้งแรก ฉันรู้สึกว่าฉันมีความหวังที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ฉันจึงสละตนอย่างกระตือรือร้น ฉันนบนอบต่อหน้าที่ใดก็ตามที่คริสตจักรจัดแจงให้ฉัน และฉันมีพลังงานไม่สิ้นสุดทุกวัน  แต่เมื่อฉันอายุมากขึ้นและรับหน้าที่ได้น้อยลง ฉันก็เริ่มกังวลว่าจะไม่ได้รับพร และฉันจึงกลายเป็นคนคิดลบ  ฉันยังเลิกจดจ่อกับการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วย  ฉันไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าอีกต่อไปเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับฉัน และฉันใช้แต่ละวันจมอยู่กับความทุกข์ใจและความกระวนกระวายใจ ฉันได้มาเห็นว่าตลอดหลายปีมานี้ ฉันทำหน้าที่ไปเพื่อไล่ตามไขว่คว้าพรและการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์—ไม่ใช่เพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย การที่ฉันเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่แบบนี้ก็คือการที่ฉันพยายามทำข้อตกลงและหลอกลวงพระองค์ ฉันขาดความเป็นมนุษย์จริงๆ!  เมื่อทบทวนถึงหลายปีที่ผ่านมา ฉันก็เข้าใจความจริงบางอย่างจากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า และฉันก็ได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติเยี่ยงซาตานของฉัน  ฉันยังเข้าใจเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดอยู่บ้าง  ฉันได้รับจากพระเจ้ามามากมายเหลือเกิน แต่ฉันก็ยังพยายามทำข้อตกลงกับพระองค์  ทันทีที่ฉันรู้สึกว่าจะไม่ได้รับพร ฉันก็กลายเป็นคนคิดลบและไม่อยากมุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าอีกต่อไป  ฉันช่างไร้มโนธรรมหรือสำนึกจริงๆ!  ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ!  ฉันมองดูคนวัยเดียวกับฉันที่ไม่เชื่อในพระเจ้า—พวกเขาใช้แต่ละวันไปกับการกิน การดื่ม และการแสวงหาความสำราญ และถ้าไม่นินทากัน พวกเขาก็เล่นไพ่หรือไม่ก็ไพ่นกกระจอก พวกเขาไม่รู้เลยว่าความหมายของชีวิตคืออะไร และแต่ละวันก็ทำแค่นั่งๆ นอนๆ รอความตาย ตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า ฉันได้เข้าใจว่าชีวิตที่มีความหมายคืออะไร และฉันก็ไม่ไล่ตามไขว่คว้าความสำราญทางโลกอีกต่อไป แต่กลับอยากไล่ตามเสาะหาความจริง ทำหน้าที่ของตนให้ดี และทำให้พระเจ้าพอพระทัย ฉันพบเป้าหมายของชีวิตแล้ว  ฉันรู้สึกอิ่มเอมและสบายใจ และต่อให้ฉันตายตอนนี้ ชีวิตของฉันก็คุ้มค่าแล้ว ฉันไม่ควรพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้าอีกต่อไป หรือไล่ตามไขว่คว้าเพียงเพื่อจะได้รับพร

ไม่นานหลังจากนั้น พี่น้องหญิงคนนั้นก็มาขอให้ฉันกลับไปทำหน้าที่เจ้าภาพรับรองอีกครั้ง ฉันมีความสุขมาก  พระเจ้าประทานโอกาสให้ฉันได้ทำหน้าที่อีกครั้ง และฉันอยากถนอมโอกาสนี้ไว้ให้ดี ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กระทบใจฉันอย่างลึกซึ้ง  พระเจ้าตรัสว่า “นอกจากจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีอย่างสุดความสามารถแล้ว ยังมีสิ่งต่างๆ มากมายที่คนสูงอายุสามารถทำได้  มีสิ่งต่างๆ มากมายที่เจ้าควรทำ เว้นแต่เจ้าจะโง่ วิกลจริต ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ และเว้นแต่เจ้าจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้  เจ้าสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวไม่มีผิด สามารถแสวงหาความจริง และควรมาเบื้องหน้าพระเจ้าบ่อยๆ เพื่ออธิษฐาน แสวงหาหลักธรรมความจริง พากเพียรที่จะมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย วางตนและกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าทุกประการโดยมีความจริงเป็นหลักเกณฑ์ของเจ้า  นี่คือเส้นทางที่เจ้าควรเดิน และเจ้าก็ไม่ควรรู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย หรือวิตกกังวลเพราะว่าเจ้าอายุมาก เพราะเจ้าเป็นหลายโรค หรือเพราะร่างกายของเจ้าแก่ตัวลง  การรู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวลไม่ใช่เรื่องพึงทำ—ภาวะอารมณ์เหล่านี้เป็นลักษณะที่สำแดงออกมาอย่างไม่มีเหตุผล… ในเมื่อคนสูงอายุมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหมือนคนหนุ่มสาวไม่มีผิด และมักจะเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนออกมาในชีวิตและขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนเหมือนที่คนหนุ่มสาวทำไม่มีผิด แล้วเหตุใดคนสูงอายุจึงไม่ทำสิ่งที่ถูกควร กลับรู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวลอยู่เสมอถึงวัยชราของตนและจะเกิดอะไรขึ้นกับตนหลังความตาย?  ทำไมพวกเขาถึงไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเหมือนที่คนหนุ่มสาวทำ?  ทำไมพวกเขาถึงไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเหมือนที่คนหนุ่มสาวทำ?  เจ้าได้โอกาสนี้ไปแล้ว ดังนั้นถ้าเจ้าไม่คว้าเอาไว้ และเจ้าก็แก่ตัวลงจริงๆ จนไม่สามารถได้ยินหรือมองเห็นหรือดูแลตัวเองได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะเสียใจ และชีวิตของเจ้าก็จะล่วงเลยไปแบบนี้(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าฉันไม่ควรจมอยู่ในความทุกข์ใจหรือความกระวนกระวายว่าตัวเองจะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่ และฉันก็ไม่ควรเข้าใจพระเจ้าผิดและพร่ำบ่นต่อว่าพระองค์อย่างที่เคยเป็นมาอีก สิ่งที่ฉันต้องทำคือไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง และฉันต้องไม่รอจนตัวเองเลอะเลือนและขยับเขยื้อนไม่ได้จริงๆ เพราะถึงตอนนั้นก็จะสายเกินไปที่จะมาเสียใจที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง ฉันอยากคว้าช่วงเวลาโค้งสุดท้ายนี้ไว้เพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและบรรลุการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย เมื่อคิดย้อนกลับไป ฉันมักอ่านพระวจนะของพระเจ้าแบบผ่านๆ โดยไม่ได้ซึมซับอย่างเต็มที่ และฉันก็ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ตอนนี้ฉันอายุมากขึ้น ฉันไม่มีความจำแบบคนหนุ่มสาว แต่ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าซ้ำๆ และไตร่ตรองให้มากขึ้นได้ และเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ฉันสามารถแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติในพระวจนะของพระองค์ได้  ดังที่พระเจ้าตรัสว่า “... พากเพียรที่จะมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย วางตนและกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าทุกประการโดยมีความจริงเป็นหลักเกณฑ์ของเจ้า”  ฉันต้องมุ่งมั่นไปสู่ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและจดจ่อกับการเข้าสู่ชีวิตของฉัน และฉันจะละเลยงานที่พึงกระทำของตัวเองต่อไปอีกไม่ได้ ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำฉันออกจากความทุกข์ใจ!

หลังจากนั้น ไม่ว่าจะในการทำหน้าที่หรือกับคนในครอบครัว เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น ฉันก็เรียนรู้ที่จะน้อมรับจากพระเจ้า และฉันแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าและปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์  อุปนิสัยโอหังของฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อย และลูกชายของฉันบอกว่าฉันไม่วางอำนาจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในหัวใจฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นพระเจ้าที่ทรงชี้แนะฉันมาถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ และนับจากนี้ไป ในชีวิตแต่ละวัน ฉันเต็มใจที่จะปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า และเป็นพยานให้พระเจ้าเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์

ก่อนหน้า: 33. ผู้คนควรไล่ตามเสาะหาอะไรในชีวิต?

ถัดไป: 35. การทบทวนตนเองเรื่องการไม่ทำงานจริง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger