35. การทบทวนตนเองเรื่องการไม่ทำงานจริง
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 ฉันรับผิดชอบงานข้อเขียน กลางเดือนตุลาคม ผู้นำกลุ่มคนหนึ่งถูกปลดเพราะไม่ทำงานจริง และต่อมา พี่น้องชายหลี่จื้อก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่ม ตอนนั้น ผู้นำส่งจดหมายมาเตือนฉันเป็นพิเศษว่า หลี่จื้อมีขีดความสามารถปานกลางและขาดความสามารถในการทำงาน จึงขอให้ฉันช่วยเหลือและสนับสนุนเขาให้มากขึ้น วันนั้นฉันจึงเขียนจดหมายถึงหลี่จื้อ เพื่ออธิบายสถานการณ์เฉพาะของสมาชิกกลุ่ม ปัญหาเร่งด่วนในกลุ่ม เป็นต้น พร้อมขอให้เขาจัดลำดับความสำคัญของงานตามนั้น หลี่จื้อตอบกลับมาว่า ตอนแรกเขารู้สึกว่าขีดความสามารถของตัวเองไม่พอ มีข้อบกพร่องมากเกินไป และไม่พร้อมรับหน้าที่ผู้นำกลุ่ม แต่หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า เขาก็แก้ไขสภาวะที่ไม่ถูกต้องของตัวเอง และวางแผนสำหรับงานที่กำลังจะมาถึง ฉันนึกในใจว่า “หลี่จื้อมีการเข้าสู่ชีวิตอยู่บ้าง แม้จะขาดความสามารถในการทำงาน แต่ตราบใดที่เขาเป็นคนที่ถูกต้อง ข้อบกพร่องก็ไม่ใช่ปัญหา และฉันสามารถสนับสนุนและช่วยเหลือเขาให้มากขึ้นได้” ฉันรู้สึกว่าเมื่อเขาจับความเข้าใจหลักธรรมได้บ้างและมีประสบการณ์การทำงานมากขึ้น ทุกอย่างก็จะดีเอง หลังจากนั้น ฉันก็ติดตามงานของหลี่จื้ออย่างใกล้ชิด เขายอมรับคำแนะนำของฉัน และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรายละเอียดของงานได้ทันท่วงที
ในเวลาเดือนกว่าๆ หลี่จื้อก็ทยอยหาสมาชิกทีมงานข้อเขียนได้สามคน ซึ่งทุกคนล้วนมีขีดความสามารถอยู่พอสมควร ฉันรู้สึกดีใจมาก โดยคิดว่า “ฉันหาคนที่เหมาะสมอย่างยากลำบากมาตลอด แต่หลี่จื้อเพิ่งมาก็หาได้แล้ว ดูเหมือนความสามารถในการทำงานของเขาจะไม่ได้แย่นัก” ฉันนึกถึงตอนที่ตัวเองรับผิดชอบงานของสามกลุ่มและบ่มเพาะผู้คน ตอนนั้นฉันยุ่งมากทุกวัน แต่ตอนนี้หลี่จื้อเริ่มเข้าที่เข้าทางกับงานส่วนใหญ่แล้ว ฉันจึงผ่อนคลายได้บ้าง หลังจากนั้น ฉันก็ไม่ได้ติดตามงานของเขาอย่างใกล้ชิดเหมือนเคย ครึ่งเดือนต่อมา ฉันสังเกตเห็นว่ากลุ่มที่หลี่จื้อรับผิดชอบไม่ได้ส่งบทความคำพยานจากประสบการณ์เลย ฉันสงสัยเล็กน้อยว่า “หลี่จื้อบอกว่าพี่น้องหญิงสามคนที่เพิ่งเข้ากลุ่มก็พอมีขีดความสามารถ แล้วทำไมถึงไม่มีผลลัพธ์จากหน้าที่เลยล่ะ? เป็นไปได้ไหมว่าพวกเธอยังจับความเข้าใจหลักธรรมไม่ได้เพราะเพิ่งเริ่มฝึก?” เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันจึงไปตรวจดูว่ากลุ่มนี้คัดกรองบทความคำพยานจากประสบการณ์ไปถึงไหนแล้ว ฉันเห็นว่าหลี่จื้อพอมองเห็นปัญหาบางอย่างในบทความคำพยานจากประสบการณ์ได้ และงานก็ไม่มีการเบี่ยงเบนที่ชัดเจน ฉันคิดว่า “ผลลัพธ์งานที่หลี่จื้อรับผิดชอบไม่ค่อยดีมาตลอด จะหวังให้ผลลัพธ์ดีขึ้นทันทีคงเป็นไปไม่ได้ บางทีอาจจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป” ตอนนั้นฉันยังคิดอีกว่า “ฉันควรตรวจสอบให้ละเอียดขึ้นไหม?” แต่พอคิดว่าถ้ามีปัญหาจริงๆ ฉันต้องใช้เวลาแก้ปัญหามาก และยังมีงานของอีกสองกลุ่มที่ต้องติดตาม ก็รู้สึกว่าถ้าต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันคงเหนื่อยแย่! หลังจากคิดทบทวนอยู่นาน ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจว่าปล่อยให้หลี่จื้อตรวจสอบและแก้ไขเรื่องนี้เองจะดีกว่า ครั้งหนึ่ง ฉันได้รู้ว่าลู่หยวน พี่น้องหญิงที่เพิ่งย้ายมาใหม่ รู้สึกคัดค้านการติดตามและการกำกับดูแลของหลี่จื้อ โดยรู้สึกว่าการคอยถามความคืบหน้าของงานอยู่ตลอดทำให้เธอเสียเวลา และเธอยังแสดงทัศนะนี้ต่อหน้าคนอื่นด้วย ฉันรู้ว่าทัศนคติของเธอไม่ถูกต้องและจะทำให้หลี่จื้อติดตามงานไม่ได้ แต่ฉันก็ไม่ได้ตรวจสอบเพิ่มหรือพยายามแก้ไข แค่ขอให้หลี่จื้อสามัคคีธรรมกับลู่หยวน ต่อมา หลี่จื้อรายงานว่าลู่หยวนทำหน้าที่ของเธอตามปกติ ฉันจึงไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อีก
ไม่ทันไรก็ถึงกลางเดือนธันวาคม ฉันพบว่ากลุ่มที่หลี่จื้อรับผิดชอบยังคงส่งบทความคำพยานจากประสบการณ์มาไม่มากนัก ฉันตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบเขียนจดหมายไปถามหลี่จื้อเกี่ยวกับสถานการณ์ เขาบอกว่าสภาวะของตัวเองไม่ดี และพี่น้องชายหญิงหลายคนบอกว่าเขาไม่ทำงานจริงหรือแก้ไขความลำบากยากเย็นที่พวกเขาเผชิญในหน้าที่ได้ และกำลังคิดจะรายงานเขา ตอนนั้นฉันตกใจมาก ก่อนหน้านี้เขาก็พอทำงานได้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงขั้นจะถูกรายงานได้ล่ะ? ฉันรู้สึกกลัวนิดหน่อย การที่งานของกลุ่มนี้กลายเป็นแบบนี้เป็นเพราะฉันไม่ได้ทำงานจริงในช่วงที่ผ่านมา ฉันจึงรีบไปที่กลุ่มเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ คาดไม่ถึงว่าหลี่จื้อจะรู้สึกว่าขีดความสามารถของตัวเองไม่ดีพอและไม่สามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ไม่ว่าผู้นำจะพยายามสามัคคีธรรมและช่วยเหลือยังไง ก็ไม่ได้ผล หลังจากหลี่จื้อออกไป ฉันก็พบว่ากลุ่มที่เขารับผิดชอบมีปัญหามากมาย ลู่หยวนเอาแต่ระบายความเป็นลบอยู่เสมอ เธอคิดว่าการกำกับดูแลและการตรวจงานของหลี่จื้อทำให้เธอเสียเวลา ทำให้หลี่จื้อติดตามงานไม่ได้ ซึ่งเป็นตัวถ่วงและขัดขวางงานข้อเขียนอย่างร้ายแรง พี่น้องหญิงใหม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกนั้นทำตัวตามอำเภอใจและไร้วินัย ทั้งยังไม่เป็นระเบียบในหน้าที่ และเมื่อพบกับความลำบากยากเย็น พวกเธอก็แค่โยนไปให้หลี่จื้อ แต่หลี่จื้อไม่เคยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื่องท่าทีของพวกเธอที่มีต่อหน้าที่เลย และไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อเบื้องบน เขาแค่ปล่อยให้พวกเธอทำงานอยู่ในทีมแบบขอไปทีอย่างลวกๆ ต่อไป หลังจากได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ฉันถึงกับตะลึง หลี่จื้อไม่สามารถติดตามงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา สมาชิกในกลุ่มทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินอย่างหนัก แต่ฉันกลับไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ทำให้งานข้อเขียนส่วนนี้ต้องหยุดชะงัก ฉันเสียใจจริงๆ ที่ไม่ได้ขยันขันแข็งให้มากกว่านี้! ต่อมา ฉันปลดสมาชิกที่ไม่เหมาะสมออกจากกลุ่มและย้ายบุคลากรใหม่เข้ามาแทน หลังจากนั้นงานก็เริ่มค่อยๆ ดีขึ้น
หลังจากเหตุการณ์นี้ ฉันรู้สึกผิดมาก ฉันรู้ดีว่าขีดความสามารถของหลี่จื้อนั้นปานกลางและความสามารถในการทำงานของเขาก็ไม่ดีนัก แล้วฉันปล่อยปละละเลยงานของกลุ่มนี้ได้ยังไง? ถ้าฉันใส่ใจในการติดตามและตรวจสอบงานให้มากกว่านี้ ฉันก็คงจะพบปัญหาของหลี่จื้อได้เร็วกว่านี้ และหลีกเลี่ยงผลพวงเหล่านี้ได้ ที่งานลงเอยแบบนี้ ฉันเองก็มีส่วนรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงเวลานั้น ฉันมักจะค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงผู้นำเทียมเท็จมาอ่าน ในบรรดาพระวจนะเหล่านั้น มีบทตอนหนึ่งที่ตรงกับสภาวะของฉันเป็นพิเศษ พระเจ้าตรัสว่า “ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยซักถามหรือติดตามสถานการณ์เรื่องงานของผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ นอกจากนั้นพวกเขายังไม่ซักถาม ติดตาม หรือจับความเข้าใจในเรื่องของการเข้าสู่ชีวิตของผู้ดูแลแต่ละฝ่ายและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ ตลอดจนท่าทีที่พวกเขามีต่องานของคริสตจักรและหน้าที่ของตน รวมทั้งท่าทีต่อความเชื่อในพระเจ้า ความจริง และพระเจ้าพระองค์เอง พวกเขาไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านี้ได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงหรือการเติบโตใดๆ หรือไม่ และพวกเขาก็ไม่รู้ถึงประเด็นปัญหานานัปการที่อาจมีอยู่ในงานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาไม่รู้ถึงผลกระทบจากข้อผิดพลาดและการเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ ของงานที่มีต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร รวมถึงไม่รู้ว่าข้อผิดพลาดและการเบี่ยงเบนเหล่านี้ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องแล้วหรือไม่ พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหมดนี้ หากพวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภาวะโดยละเอียดเหล่านี้เลย พวกเขาย่อมกลายเป็นนิ่งเฉยเมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทำงานของตน ผู้นำเทียมเท็จไม่ใส่ใจกับประเด็นปัญหาโดยละเอียดเหล่านี้เลย พวกเขาเชื่อว่าหลังจากจัดการวางตัวผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ และมอบหมายงานแล้ว งานของพวกเขาเสร็จสิ้น—นั่นนับว่าเป็นการทำงานได้ดี และหากมีปัญหาอื่นๆ เกิดขึ้น นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องใส่ใจ เนื่องจากผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถควบคุมดูแล กำกับ และติดตามผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ ได้ และพวกเขาไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในด้านเหล่านี้ เรื่องนี้จึงส่งผลให้เกิดความยุ่งเหยิงในงานของคริสตจักร นี่คือผู้นำและคนทำงานที่ละเลยหน้าที่รับผิดชอบของตน พระเจ้าทรงสามารถพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในหัวใจของมนุษย์ได้ นี่คือความสามารถที่มนุษย์ไม่มี เพราะฉะนั้นเวลาทำงาน ผู้คนจึงจำเป็นต้องขยันหมั่นเพียรและใส่ใจให้มากขึ้น โดยไปสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามงาน ควบคุมดูแล และกำกับงานเพื่อให้มั่นใจว่างานของคริสตจักรมีความคืบหน้าไปตามปกติ เห็นได้ชัดเจนว่าผู้นำเทียมเท็จนั้นไร้ความรับผิดชอบต่องานของตนโดยสิ้นเชิง และพวกเขาไม่เคยควบคุมดูแล ติดตาม หรือกำกับงานต่างๆ เลย ผลลัพธ์ก็คือผู้ดูแลบางคนไม่รู้ว่าจะแก้ไขประเด็นปัญหานานัปการที่เกิดขึ้นในงานอย่างไร และยังคงอยู่ในบทบาทหน้าที่ของตนในฐานะผู้ดูแลต่อไป แม้ว่าจะไม่มีความสามารถในการทำงานเพียงพอก็ตาม ในที่สุดงานก็ล่าช้าออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าและพวกเขาก็ทำให้งานยุ่งเหยิงไปหมด นี่คือผลพวงจากการที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ซักถาม ไม่ควบคุมดูแล หรือไม่ติดตามสถานการณ์ของผู้ดูแล เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการละเลยความรับผิดชอบของผู้นำเทียมเท็จทั้งหมด” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3)) พระเจ้าตรัสว่าผู้นำเทียมเท็จไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของตนและไม่ทำงานจริง หลังจากที่เลือกผู้ดูแลแล้ว พวกเขาก็คิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีและสามารถปล่อยมือได้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ตรวจสอบหรือจับความเข้าใจรายละเอียดของงานต่างๆ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ดูแลหรือผู้ที่ทำหน้าที่มีความสามารถหรือไม่ หรือว่างานหยุดชะงักหรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่องาน นี่แหละคือผู้นำเทียมเท็จอย่างแท้จริง ฉันก็คือผู้นำเทียมเท็จอย่างที่พระเจ้าตรัสถึงนั่นเอง หลังจากหลี่จื้อได้รับเลือกเป็นผู้นำกลุ่ม ฉันเห็นว่าเขาหาสมาชิกทีมงานข้อเขียนได้สามคน และเมื่อสื่อสารกับเขาเรื่องงาน ท่าทีของเขาก็ค่อนข้างดีเสมอ ฉันจึงคิดว่าหลี่จื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถวางใจมอบหมายงานให้เขาได้ จากนั้น ฉันก็กลายเป็นคนที่เอาแต่นั่งสั่งการ ไม่กำกับดูแลหรือติดตามงานของเขา ผลก็คือ ฉันไม่รู้ว่าหลี่จื้อกำลังประสบปัญหาในหน้าที่ และฉันก็ไม่รู้เลยว่าสมาชิกกลุ่มกำลังละเลยงานที่ควรทำและทำตัวสุกเอาเผากิน ที่จริงแล้ว ฉันรู้ว่างานในกลุ่มของพวกเขาไม่เกิดผลลัพธ์มาตลอด แต่กลัวว่าถ้าลงไปตรวจสอบรายละเอียด จะต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจในการแก้ปัญหาต่างๆ ฉันจึงปล่อยให้หลี่จื้อจัดการเรื่องนี้ นอกจากนี้ ลู่หยวนไม่ยอมให้คนอื่นมากำกับดูแลเธอในหน้าที่ แถมเอาแต่ระบายความเป็นลบในกลุ่ม ซึ่งขัดขวางงานข้อเขียน ฉันไม่ได้เปิดโปงปัญหาของเธอ แต่กลับปล่อยให้หลี่จื้อจัดการ และหลังจากนั้น ฉันก็ไม่ได้ติดตามผลลัพธ์ ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งทำให้งานล่าช้าออกไป เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉันก็ตระหนักว่าฉันเป็นผู้นำเทียมเท็จจริงๆ ฉันไม่ได้ทิ้งอะไรไว้นอกจากการกระทำผิดในหน้าที่ของตัวเอง
ต่อมา ฉันคิดทบทวนว่า “ทำไมฉันถึงเชื่อใจหลี่จื้อมากขนาดนี้?” ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยซักถามถึงผู้ดูแลที่ไม่ทำงานจริงหรือไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน พวกเขาคิดว่าตนแค่จำเป็นต้องเลือกผู้ดูแลและนั่นก็จบเรื่องแล้ว หลังจากนั้นผู้ดูแลย่อมสามารถจัดการเรื่องงานทั้งหมดได้ด้วยตนเอง ดังนั้นผู้นำเทียมเท็จจึงเพียงจัดการชุมนุมเป็นครั้งคราว และไม่กำกับดูแลงานหรือสอบถามว่างานดำเนินไปอย่างไร และทำตัวเหมือนเจ้านายที่ปล่อยปละละเลย… พวกเขาไม่สามารถทำงานจริงได้ด้วยตนเอง และพวกเขาก็ไม่มีความละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องงานของผู้นำทีมและผู้ดูแลด้วยเช่นกัน—พวกเขาไม่ติดตามหรือซักถามถึงงานดังกล่าวเลย ทัศนะที่พวกเขามีต่อผู้คนนั้นเป็นไปตามความประทับใจและความคิดฝันของตนเองเท่านั้น เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนปฏิบัติงานได้ดีมาสักระยะหนึ่ง พวกเขาก็คิดว่าคนคนนี้จะดีตลอดไป เขาจะไม่เปลี่ยนไป พวกเขาจึงไม่เชื่อใครก็ตามที่กล่าวว่าคนคนนี้มีปัญหา และพวกเขาก็เพิกเฉยเมื่อมีใครบางคนเตือนในเรื่องของคนคนนั้น พวกเจ้าคิดว่าผู้นำเทียมเท็จโง่เขลาหรือไม่? พวกเขาเป็นคนโง่เขลาและเบาปัญญา สิ่งใดทำให้พวกเขาโง่เขลา? พวกเขาไว้เนื้อเชื่อใจคนคนหนึ่งโดยไม่ไตร่ตรอง เชื่อว่าตอนที่คนคนนี้ได้รับเลือก เขาให้คำสัตย์สาบาน ตั้งปณิธาน และอธิษฐานด้วยน้ำตาที่ไหลนองหน้า นั่นหมายความว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ และเขาจะไม่มีวันมีปัญหาใดๆ ในการดูแลรับผิดชอบงาน ผู้นำเทียมเท็จไม่มีความเข้าใจในธรรมชาติของผู้คน พวกเขาไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม พวกเขากล่าวว่า ‘เมื่อใครบางคนได้รับเลือกมาเป็นผู้ดูแล เขาจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงได้อย่างไร? ใครบางคนที่ดูจริงจังและน่าเชื่อถือขนาดนั้นจะหลีกเลี่ยงงานของตนได้อย่างไร? เขาจะไม่ทำอย่างนั้นใช่หรือไม่? เขามีความซื่อตรงมาก’ เนื่องจากผู้นำเทียมเท็จมีความเชื่อในความคิดฝันและความรู้สึกของตนเองมากเกินไป ท้ายที่สุดเรื่องนี้จึงทำให้พวกเขาไม่สามารถแก้ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในงานของคริสตจักรได้อย่างทันท่วงที และหยุดยั้งไม่ให้พวกเขาปลดผู้ดูแลที่เกี่ยวข้องและปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้กับคนเหล่านั้นทันที พวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริง… ผู้นำเทียมเท็จก็มีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง กล่าวคือพวกเขาไว้วางใจผู้คนอย่างรวดเร็วตามความคิดฝันของตนเอง และเรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากการไม่เข้าใจความจริงมิใช่หรือ? พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างไรบ้าง? เหตุใดพวกเขาจึงไว้ใจผู้คนที่แม้กระทั่งพระเจ้าก็ไม่ไว้วางพระทัย? ผู้นำเทียมเท็จคิดว่าตนเองถูกและโอหังมากเกินไปมิใช่หรือ? สิ่งที่พวกเขาคิดก็คือ ‘ฉันไม่น่าจะตัดสินคนคนนี้ผิดหรอก ไม่ควรจะมีปัญหาใดๆ กับคนคนนี้ที่ฉันตัดสินไปแล้วว่าเหมาะสม แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในการกิน การดื่ม และความบันเทิง หรือเป็นคนที่ชอบความสุขสบายและเกลียดชังงานหนัก เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอน เขาจะไม่เปลี่ยนแปลง หากเขาเปลี่ยนไป นั่นย่อมจะหมายความว่าฉันเข้าใจเขาผิดไปมิใช่หรือ?’ นี่เป็นตรรกะประเภทใด? เจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างนั้นหรือ? เจ้ามีสายตาที่มองทะลุได้หรือ? เจ้ามีทักษะพิเศษเช่นนั้นหรือ? เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับคนคนหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งปีหรือสองปี แต่เจ้าจะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาโดยไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการตีแผ่แก่นแท้ธรรมชาติของเขาออกมาอย่างหมดเปลือกหรือไม่? หากพระเจ้าไม่ทรงเผยเขาออกมา เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับเขาเป็นเวลาสามปี หรือแม้กระทั่งห้าปี และจะยังคงยากที่จะมองให้ออกว่าเขามีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทใดกันแน่ และจะยากขึ้นอีกเพียงใดเมื่อเจ้าแทบไม่ได้พบเขา หรือแทบไม่ได้อยู่กับเขาเลย? โดยไม่รู้ไม่ชี้ผู้นำเทียมเท็จไว้วางใจคนคนหนึ่งตามความประทับใจชั่วครั้งชั่วคราวหรือการที่คนอื่นประเมินคนคนนั้นในทางบวก และกล้าที่จะมอบหมายงานของคริสตจักรให้บุคคลดังกล่าว ในเรื่องนี้พวกผู้นำเทียมเท็จมืดบอดเป็นที่สุดมิใช่หรือ? พวกเขากระทำการอย่างไม่ระมัดระวังมิใช่หรือ? แล้วเมื่อพวกเขาทำงานแบบนี้ ผู้นำเทียมเท็จก็กำลังไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดมิใช่หรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าทำไมฉันถึงเชื่อใจคนง่าย สาเหตุที่แท้จริงคือฉันไม่เข้าใจความจริงและโอหังมาก แถมยังประเมินผู้คนตามมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของตัวเอง ฉันคิดว่าคนๆ หนึ่งสามารถทำงานจริงได้เพียงเพราะแสดงผลงานที่ดีเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ฉันเชื่อใจคนมากเกินไปและละเลยที่จะกำกับดูแลและติดตามงาน แท้จริงแล้ว ผู้นำได้เตือนฉันว่าขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานของหลี่จื้อนั้นไม่ค่อยดีนัก และบอกให้ฉันติดตามงานให้ละเอียดยิ่งขึ้น รวมทั้งคอยชี้แนะและช่วยเหลือเขาในการทำงานให้มากขึ้น แต่เพราะหลี่จื้อหาสมาชิกทีมงานข้อเขียนได้สามคนและสังเกตเห็นปัญหาบางอย่างในบทความคำพยานจากประสบการณ์ ฉันจึงเปลี่ยนทัศนะที่มีต่อเขา โดยคิดว่าเขามีความสามารถในการทำงานอยู่บ้างและขีดความสามารถของเขาก็ไม่ได้แย่นัก หลังจากนั้น ฉันก็ใช้วิธีปล่อยมือจากงานของเขาและแทบไม่ได้ติดตามหรือถามไถ่เรื่องนี้เลย ผลก็คือ ฉันไม่ได้ค้นพบหรือแก้ไขปัญหามากมาย ทำให้งานล่าช้า ที่จริงแล้ว เมื่อคิดย้อนกลับไปอย่างถี่ถ้วน ฉันก็ตระหนักว่าสมาชิกสองในสามคนนั้นผู้นำเป็นคนจัดหาให้ และหลี่จื้อรับผิดชอบแค่จัดแจงหน้าที่ของพวกเธอเท่านั้น นอกจากนี้ เหตุผลที่เขาสามารถพบปัญหาบางอย่างในบทความได้ก็เพราะเขาเคยฝึกเขียนบทความมาก่อน และสามารถจับความเข้าใจหลักธรรมบางอย่างได้ แต่เมื่อพูดถึงการทำงานจริงและการใช้ความจริงเพื่อแก้ปัญหา เช่น สมาชิกกลุ่มอยู่ในสภาวะที่ไม่ถูกต้องและมีท่าทีที่ไม่ดีต่อหน้าที่ของตัวเอง เขากลับทำไม่ได้ ฉันไม่ได้ประเมินผู้คนตามหลักธรรมความจริง และยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังลุ่มหลงในความสบายและไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคา ไม่ติดตามหรือชี้แนะงานของหลี่จื้อในรายละเอียด ซึ่งทำให้งานเสียหาย เมื่อทบทวนเรื่องนี้ ฉันรู้สึกทั้งผิดและเสียใจในใจ ฉันตระหนักว่าฉันทั้งตาบอดและใจบอดจริงๆ!
หลังจากนั้น ฉันก็ค้นหาพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับวิธีทำงานจริงมาอ่าน พระเจ้าตรัสว่า “ไม่สำคัญว่าผู้นำหรือคนทำงานจะทำงานสำคัญใด และธรรมชาติของงานนี้คือสิ่งใด ลำดับความสำคัญข้อแรกก็คือการเข้าใจและรู้ซึ้งว่างานดำเนินไปอย่างไร พวกเขาต้องอยู่ที่นั่นด้วยตัวเองเพื่อติดตามผลสิ่งทั้งหลายและถามคำถาม โดยรับข้อมูลโดยตรงด้วยตัวเอง พวกเขาต้องไม่เพียงแค่พึ่งพาคำบอกเล่าหรือรับฟังรายงานจากผู้อื่นเท่านั้น แต่ต้องจับตาดูสถานการณ์ของบุคลากรด้วยตนเอง ดูว่างานคืบหน้าไปอย่างไร ทำความเข้าใจว่ามีเรื่องยุ่งยากอันใด มีส่วนใดที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของเบื้องบนบ้างหรือไม่ มีการละเมิดหลักธรรมหรือไม่ มีการก่อกวนหรือขัดขวางบ้างหรือไม่ ในส่วนของงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญนั้นขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นหรือสื่อการสอนที่เกี่ยวข้องหรือไม่—พวกเขาต้องคอยติดตามเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่สำคัญว่าพวกเขารับฟังรายงานกี่ฉบับ หรือพวกเขารวบรวมข้อมูลจากคำบอกเล่ามาได้มากเพียงใด ทั้งสองอย่างนี้ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าการไปเยี่ยมเยือนด้วยตัวเอง จะถูกต้องแม่นยำและพึ่งพาได้มากกว่าหากพวกเขาได้เห็นสิ่งทั้งหลายด้วยตาของตัวเอง ทันทีที่พวกเขาคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ในทุกแง่มุม พวกเขาย่อมจะรู้เป็นอย่างดีถึงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนและแม่นยำว่าใครมีขีดความสามารถดีและควรค่าแก่การบ่มเพาะ เพราะสิ่งนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถบ่มเพาะและใช้คนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งหากผู้นำและคนทำงานจะปฏิบัติงานของตนให้ดี” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4)) พระเจ้าตรัสว่าเพื่อที่จะทำงานจริงให้ดี กุญแจสำคัญคือต้องไม่คำนึงถึงเนื้อหนังและไม่ฟังแค่รายงานของคนอื่น พวกเราต้องมีส่วนร่วมด้วยตนเอง ลงลึกไปยังหน้างาน และทำความเข้าใจรายละเอียดของงาน เมื่อพบปัญหา พวกเราต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเอง พวกเราต้องติดตามผลลัพธ์ของงานหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ไม่ใช่แค่นำไปปฏิบัติโดยไม่มีการติดตาม ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจว่าฉันจะไม่เป็นคนที่เอาแต่นั่งสั่งการอีกต่อไป หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างละเอียด ถามไถ่เกี่ยวกับปัญหาบางอย่างด้วยตัวเองและทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ตอนนั้น งานในกลุ่มที่พี่น้องหญิงซูจิ้งรับผิดชอบไม่เกิดผลลัพธ์ และเมื่อฉันเข้ามาตรวจสอบงาน เธอก็รายงานว่าเธอทำงานจริงอย่างไร และต้องทนทุกข์และจ่ายราคามากเพียงใด ฟังจากรายงาน ดูเหมือนซูจิ้งทำอะไรไปหลายอย่าง แต่ไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์ของงาน ฉันจึงเริ่มตรวจสอบรายละเอียดของงาน ฉันพบว่าซูจิ้งห่วงความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเองมาก และเมื่อรายงานเรื่องงาน ก็รายงานแต่เรื่องดี ไม่รายงานเรื่องแย่ เมื่อฉันถามถึงรายละเอียดของงาน เธอมักเลี่ยงประเด็นสำคัญเสมอ หลังตรวจสอบและสอบถาม ฉันก็แน่ใจว่าซูจิ้งไม่มีความสามารถในการทำงาน จึงปลดเธอ เนื่องจากตอนนั้นยังหาคนที่เหมาะสมมาเป็นผู้นำกลุ่มไม่ได้ ฉันจึงรับงานในรายละเอียดบางส่วนมาทำเอง ตลอดสองเดือนที่เข้าไปมีส่วนร่วมและติดตามงานจริงๆ ผลลัพธ์ของงานบทความก็ดีขึ้น และฉันก็ได้ลิ้มรสความชื่นใจของการทำงานจริง
ไม่นานนัก เดือนเมษายนก็มาถึง งานของสามกลุ่มที่ฉันรับผิดชอบค่อยๆ มีความคืบหน้า และพวกเราก็ได้ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำกลุ่มแล้ว ในใจฉันวางแผนว่า “ในที่สุดงานก็เข้าที่เข้าทางแล้ว ขอแค่ฉันคอยติดตามงานเป็นประจำ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร และในที่สุดฉันก็จะได้พักเสียที” ฉันค่อยๆ หันไปสนใจแค่บทความคำพยานจากประสบการณ์ที่ส่งมาในแต่ละวัน และไม่ริเริ่มตรวจสอบรายละเอียดของงานอีกต่อไป วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ฉันดูวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์ ซึ่งพี่น้องชายในวิดีทัศน์เป็นผู้นำคริสตจักรที่รับผิดชอบงานข่าวประเสริฐ เขาทำงานได้ละเอียดมากและรู้สถานการณ์ของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐแต่ละคนเป็นอย่างดี ฉันเปรียบเทียบตัวเองกับเขาและตระหนักว่าฉันยังตามหลังอยู่มาก โดยเฉพาะช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉันพอใจแค่การมีคนส่งบทความคำพยานจากประสบการณ์มา และไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดงานของแต่ละกลุ่มเลย ฉันตระหนักว่าตัวเองเริ่มหละหลวมในงาน และรีบแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ฉันเริ่มตรวจสอบงานของหลายๆ กลุ่ม และตอนนั้นเองถึงพบว่ากลุ่มหนึ่ง มีบทความคำพยานจากประสบการณ์ค้างรอการตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ส่วนอีกกลุ่มก็ทำหน้าที่อย่างไม่มีประสิทธิภาพเอามากๆ และผลงานก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด… ยิ่งตรวจสอบ ฉันก็ยิ่งพบปัญหามากขึ้น ฉันโกรธตัวเองมาก “ทำไมฉันถึงไม่พบปัญหาเหล่านี้ให้เร็วกว่านี้? ฉันเดินซ้ำรอยเส้นทางของผู้นำเทียมเท็จอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวได้ยังไง?” จากนั้นฉันจึงอธิษฐานเพื่อแสวงหา
ระหว่างที่แสวงหา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “มีผู้นำเทียมเท็จอีกประเภทหนึ่งที่พวกเราเคยพูดถึงอยู่บ่อยครั้งระหว่างการสามัคคีธรรมถึงหัวข้อเรื่อง ‘หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน’ คนประเภทนี้มีขีดความสามารถบางประการ พวกเขาไม่ใช่คนโง่ พวกเขามีหนทางและวิธีการในการทำงาน ทั้งยังมีแผนการในการแก้ไขปัญหา และเมื่อได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่ง พวกเขาก็สามารถทำให้สำเร็จได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่คาดหวังไว้ พวกเขาสามารถค้นพบปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในงานและสามารถแก้ไขปัญหาบางประการได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาได้ยินปัญหาที่บางคนรายงาน หรือสังเกตเห็นพฤติกรรม การสำแดง คำพูด และการกระทำของบางคน ในใจของพวกเขาก็มีปฏิกิริยา ทั้งยังมีความเห็นและท่าทีของตนเอง แน่นอนว่า หากผู้คนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีสำนึกของภาระ เช่นนั้นแล้ว ปัญหาทั้งหมดนี้ย่อมสามารถได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ในงานซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคนประเภทที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงในวันนี้ กลับยังคงมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นก็เพราะผู้คนเหล่านี้ไม่ทำงานจริง พวกเขารักความสบายและเกลียดการทำงานหนัก พยายามเพียงผิวเผินอย่างสุกเอาเผากิน ชอบอยู่เฉยๆ และสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ชอบสั่งการคนอื่น เพียงขยับปากพูดเล็กน้อย ให้คำแนะนำบางอย่าง จากนั้นก็ถือว่างานของตนเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาไม่ใส่ใจงานจริงของคริสตจักรหรืองานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดซึ่งพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาเลย—พวกเขาไม่มีสำนึกของภาระเช่นนี้ และต่อให้พระนิเวศของพระเจ้าเน้นย้ำเรื่องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็ยังคงไม่ใส่ใจ… ปัญหาของคนประเภทนี้คืออะไร? (พวกเขาเกียจคร้านเกินไป) จงบอกเราเถิดว่า ผู้ใดที่มีปัญหาร้ายแรง ผู้คนที่เกียจคร้านหรือผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำ? (ผู้คนที่เกียจคร้าน) เหตุใดผู้คนที่เกียจคร้านจึงมีปัญหาที่ร้ายแรง? (ผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำไม่สามารถเป็นผู้นำหรือคนทำงานได้ แต่พวกเขาพอจะมีประสิทธิภาพอยู่บ้างเมื่อทำหน้าที่ที่อยู่ภายในความสามารถของตน อย่างไรก็ดี ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถ แต่นั่นก็ไม่มีผลอะไร) ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย สรุปเป็นสองวลีก็คือ พวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขามีความพิการระดับที่สอง ไม่ว่าขีดความสามารถของผู้คนที่เกียจคร้านจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถที่ดี แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาเกียจคร้านเกินไป—พวกเขารู้ว่าควรทำสิ่งใด แต่กลับไม่ทำ และต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และแม้พวกเขารู้ว่าตนควรทุกข์ทนกับความยากลำบากอันใดเพื่อให้งานมีประสิทธิผล แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจสู้ทนความยากลำบากที่คุ้มค่าเหล่านี้—พวกเขาจึงไม่สามารถได้รับความจริงใดๆ และไม่สามารถทำงานจริงได้เลย พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากที่ผู้คนควรสู้ทน พวกเขารู้จักเพียงที่จะลุ่มหลงในความสะดวกสบาย เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันชื่นบานและการพักผ่อนหย่อนใจ และเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นอิสระและผ่อนคลาย พวกเขาไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ? ผู้คนที่สู้ทนความยากลำบากไม่ได้ย่อมไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ ผู้คนที่ปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงกาฝากอยู่เสมอนั้น ย่อมเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน และคนเช่นนี้ไม่เหมาะแม้แต่จะทำงานใช้แรง เนื่องจากพวกเขาสู้ทนความยากลำบากไม่ได้ แม้ในยามที่พวกเขาทำงานใช้แรง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ดี และหากพวกเขาปรารถนาที่จะได้รับความจริง ก็ยิ่งไม่มีหวังในเรื่องนี้ คนที่ทนทุกข์ไม่ได้และไม่รักความจริงเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานใช้แรงด้วยซ้ำไป พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย ผู้คนเช่นนี้ต้องถูกกำจัดออกไป เช่นนี้เท่านั้นจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8)) เมื่ออ่านการเปิดโปงของพระเจ้าเกี่ยวกับผู้นำเทียมเท็จที่มีขีดความสามารถแต่ไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกควร ฉันรู้สึกสะเทือนใจ ในอดีต ฉันคิดเสมอว่าตัวเองไม่ได้ขี้เกียจนัก และไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองเป็นคนไร้ประโยชน์อย่างที่พระเจ้าทรงเปิดโปง แต่ครั้งนี้ เมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริง ฉันต้องยอมรับว่าต้นตอที่ฉันไม่ทำงานจริงเป็นเพราะฉันรักความสบาย เกลียดการทำงานหนัก ละโมบความสะดวกสบาย และขี้เกียจเกินไป เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงที่ฉันกำกับดูแลงาน ในตอนแรก ฉันพอจะรับผิดชอบ ทนความลำบาก และจ่ายราคาได้บ้าง และงานก็พอมีความคืบหน้าให้เห็น แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์บางอย่างในงาน ก็เกิดความอยากสบายขึ้นมา ฉันจึงเริ่มผลักภาระงานไปให้ผู้นำกลุ่มและแอบเสพสุขกับเวลาว่าง ฉันพอใจแค่การตรวจบทความไปวันๆ และไม่อยากใช้ความคิดเพื่อพิจารณาปัญหาของแต่ละกลุ่มอย่างจริงจัง ฉันเริ่มทำหน้าที่อย่างแข็งขัน แต่ไม่สามารถทำจนจบได้ และมักจะเลือกเส้นทางที่ง่ายที่สุดเสมอ ซึ่งหมายความว่าปัญหาในงานจะไม่ถูกค้นพบและแก้ไขได้ทันท่วงที พระเจ้าประทานความคิดให้ผู้คนเพื่อไตร่ตรองเรื่องที่ถูกต้อง แต่ฉันมักจะคำนึงถึงเนื้อหนังเสมอ และไม่เคยอยากใช้ความคิดหรือพิจารณาปัญหาให้ทะลุปรุโปร่ง คริสตจักรจัดแจงให้ฉันทำหน้าที่ที่สำคัญเช่นนี้ แต่ฉันไม่ได้คิดเลยว่าจะจ่ายราคาอย่างไรเพื่อให้งานเกิดผล ตรงกันข้าม ฉันกลับลุ่มหลงในความสบายและไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง ฉันไม่มีมโนธรรมหรือความเป็นมนุษย์เลยจริงๆ ฉันไม่ใช่คนไร้ประโยชน์แบบที่พระเจ้าตรัสถึงหรอกหรือ? จากนั้นฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ยินดีที่จะขบถต่อเนื้อหนัง กลับใจต่อพระเจ้า และทำงานจริง
วันหนึ่ง ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าตรัสว่า “ในปัจจุบันโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่มีไม่มาก ดังนั้น เจ้าต้องยึดกุมโอกาสเหล่านี้เอาไว้ให้มั่นในยามที่เจ้าทำได้ เวลาที่อยู่ต่อหน้าหน้าที่นั่นเองคือยามที่เจ้าต้องใช้ความพยายามที่แท้จริง นั่นคือเวลาที่เจ้าต้องมอบถวายตนเองและสละตนเพื่อพระเจ้า และเป็นเวลาที่เจ้าต้องจ่ายราคา จงอย่าสงวนสิ่งใดไว้ อย่าเก็บงำกลอุบายใดๆ อย่าเหลือทางหนีทีไล่หรือหาทางออกให้ตนเอง หากเจ้าหาทางหนีทีไล่ ใช้เล่ห์กล หรือกะล่อนและอู้งาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่แคล้วที่จะทำได้แย่” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นที่การปฏิบัติหน้าที่) “หากเจ้ามีขีดความสามารถในระดับหนึ่งอย่างแท้จริง เข้าใจทักษะในสายงานที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนจริง และไม่ใช่คนนอกสายงานที่เจ้าทำอยู่ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เพียงต้องยึดปฏิบัติตามวลีหนึ่ง แล้วเจ้าจะสามารถจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนได้ เป็นวลีใดหรือ? ‘จงใส่ใจ’ ถ้าเจ้าใส่ใจสิ่งต่างๆ และใส่ใจผู้คน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถจงรักภักดีและรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเจ้าได้ วลีนี้ปฏิบัติง่ายหรือไม่? เจ้าจะนำไปปฏิบัติได้อย่างไร? นี่ไม่ได้หมายถึงการใช้หูฟัง หรือใช้สติปัญญาไตร่ตรอง—นี่หมายถึงการใช้หัวใจของเจ้า ถ้าคนคนหนึ่งสามารถใช้หัวใจของตนได้จริง เช่นนั้นแล้วเมื่อดวงตาของพวกเขามองเห็นใครสักคนทำอะไรบางอย่าง กระทำการในหนทางบางอย่าง หรือมีการตอบสนองบางอย่างต่อบางสิ่ง หรือเมื่อหูของพวกเขาได้ยินความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้งของบางคน ด้วยการใช้หัวใจของพวกเขาตรึกตรองและใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้ ก็ย่อมเกิดแนวคิด ทัศนะ และท่าทีบางอย่างขึ้นในใจของพวกเขา แนวคิด ทัศนะ และท่าทีเหล่านี้จะทำให้พวกเขามีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง จำเพาะ และถูกต้องในตัวคนหรือเรื่องนั้นๆ พร้อมกันนั้นก็จะทำให้เกิดการตัดสินและหลักธรรมที่เหมาะสมและถูกต้อง เฉพาะเมื่อคนคนหนึ่งมีการสำแดงเหล่านี้ในการใช้หัวใจของตนเท่านั้น จึงจะหมายความว่าพวกเขาจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (7)) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่าเพื่อที่จะลุล่วงหน้าที่ของตัวเองและทำงานจริง อันดับแรกฉันต้องขบถต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองอย่างมีสติและใส่ใจในหน้าที่ ตราบใดที่ฉันใส่ใจ ฉันก็จะสามารถค้นพบปัญหาและแก้ไขมันได้จริงๆ มีเพียงการทำเช่นนี้ ฉันจึงจะสามารถทำหน้าที่ด้วยการอุทิศตนได้ และจึงจะถือว่าเป็นการทำงานจริง ถ้าฉันไม่ใส่ใจและไม่อยากพยายามหรือจ่ายราคา ฉันก็จะไม่พยายามแสวงหาความจริงเมื่อเห็นปัญหา และอาจจะไม่พบปัญหาด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และในที่สุด ฉันก็จะไม่สามารถลุล่วงในหน้าที่ได้ ต่อมา ฉันได้สื่อสารกับพี่น้องหญิงที่ทำงานด้วยเกี่ยวกับปัญหาในกลุ่มทีละเรื่อง เราตรวจสอบงานในกลุ่มอย่างรอบคอบและพบความเบี่ยงเบนและช่องโหว่บางอย่าง จากนั้นฉันจึงเขียนจดหมายเพื่อสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรม และปัญหาเรื่องประสิทธิภาพต่ำในการทำหน้าที่ของกลุ่มก็ค่อยๆ ได้รับการแก้ไข แต่ฉันรู้ว่าฉันไม่อาจตรวจสอบและติดตามงานเหล่านี้เพียงครั้งเดียวแล้วจบไปได้ การติดตามและการกำกับดูแลเป็นประจำนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และนี่คืองานที่ต้องทำในระยะยาว บางครั้ง เมื่องานกองพะเนิน ฉันก็ยังคงเผยสภาวะที่อยากเกียจคร้านออกมา แต่ก็สามารถปรับตัวเองและขบถต่อเนื้อหนังได้ทันท่วงที และทำงานจริงตามพระวจนะของพระเจ้า งานบทความในกลุ่มที่ฉันรับผิดชอบก็เริ่มแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยไม่รู้ตัว และฉันก็รู้สึกมีความสุขจริงๆ ฉันรู้สึกสงบในใจขณะทำหน้าที่ด้วยวิธีนี้
หลังจากได้รับประสบการณ์นี้ ฉันก็ตระหนักว่าการทำงานจริงไม่ใช่เรื่องยาก มันเป็นแค่เรื่องของการใส่ใจลงไป เมื่อมีเจตนาที่ถูกต้อง ไม่หันเข้าหาความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง และหันมาพิจารณาว่าจะทำงานจริงให้ดีได้อย่างไรแทน หัวใจก็จะจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น และในหน้าที่ ก็จะได้สัมผัสกับการชี้แนะ และพรของพระเจ้า ทำให้มองเห็นปัญหาได้ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ผ่านการทำงานจริง ทำให้เราค้นพบปัญหาได้มากขึ้น และสามารถฝึกแก้ปัญหาด้วยความจริง จนเกิดความเข้าใจในหลักธรรมความจริงมากขึ้น ฉันตระหนักได้ว่ามีเพียงการทำงานจริงเท่านั้น เราจึงจะสามารถทำหน้าที่ให้ดีได้ และมีความสงบและสบายใจ ขอบคุณพระเจ้า!