12. การมีประสบการณ์กับความทรมานจากความเจ็บป่วยสอนผมให้นบนอบ

โดยหวางฉิน ประเทศจีน

วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ปี 2021 ผมรู้สึกเวียนศีรษะและไม่สบายตัว ผมจึงวัดความดันโลหิต ค่าความดันตัวบนสูงเกิน 200 และตัวล่างอยู่ที่ 120 ต่อมา ผมกินยาแล้วความดันก็ลดลง แต่บางครั้งความดันตัวบนก็ยังพุ่งขึ้นถึง 160 ทำให้ปวดหัวและเวียนศีรษะอยู่บ่อยๆ  ผมเริ่มกังวล ด้วยความดันที่สูงแบบนี้และผมยังต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวัน ผมคิดว่า “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ถ้าอาการของผมแย่ลงจนทำหน้าที่ไม่ได้อีกต่อไปล่ะ?  แล้วผมจะยังได้รับการช่วยให้รอดอยู่ไหม?”  ดังนั้น ผมจึงไม่อยากหักโหมมากเกินไป ในเวลานั้น ผมเป็นผู้นำในคริสตจักรแห่งหนึ่งและผม ต้องติดตามงานทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น พี่น้องชายหญิงสองคนที่ร่วมมือกับผมก็เพิ่งเริ่มฝึกฝน ผมจึงต้องแบกรับภาระมากขึ้น ผมเริ่มรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย กังวลว่าความเครียดทั้งหมดนี้จะทำให้ความดันสูงขึ้น ผมกังวลเรื่องอาการป่วยของตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ได้ใส่ใจหน้าที่ ผมเพียงแต่อ่านหลักธรรมต่างๆ แบบผ่านๆ เข้าใจแค่ความหมายตามตัวอักษร แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติจริงในหน้าที่ของผมได้ เมื่อเห็นว่างานของเราไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี ผมก็ไม่ได้พยายามแสวงหาวิธีแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะผมกลัวว่าการอุทิศกำลังมากเกินไปให้กับเรื่องนี้จะทำให้ความดันของผมพุ่งขึ้นสูง

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 เนื่องจากผมปวดหัวและเวียนศีรษะบ่อย พี่น้องชายในบ้านเจ้าภาพจึงแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จ หมอบอกผมว่าผมมีภาวะสมองขาดเลือดและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หมอเตือนว่าถ้าอาการแย่ลง อาจถึงขั้นเป็นอัมพาตหรืออันตรายถึงชีวิต ผมกังวลว่าถ้าอาการรุนแรงจริงๆ ผมคงไม่สามารถทำหน้าที่ของผมได้อีกต่อไป แล้วความหวังของผมที่จะได้รับการช่วยให้รอดจะไม่หายไปหรือ?  ผมอยากเข้ารับการรักษาทันที แต่แล้วผมก็ได้รับจดหมายแจ้งว่าผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งถูกจับกุมและกลายเป็นยูดาส และผมจำเป็นต้องย้ายที่อยู่ทันที หลังจากนั้น ผมก็ไม่กล้าที่จะกลับไปที่โรงพยาบาลอีก ต่อมาผมเริ่มทำหน้าที่ด้านข้อเขียน เช้าวันหนึ่ง ผมพยายามลุกจากเตียงแต่กลับเวียนศีรษะและคลื่นไส้อย่างรุนแรงจนยืนไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมต้องล้มตัวนอนลงอีกครั้ง ผมคิดในใจว่า “ผมความดันโลหิตสูงและสมองขาดเลือดอยู่แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าภาวะสมองขาดเลือดจะแย่ลง จนหลอดเลือดในสมองอุดตันแล้ว?”  ผมอยากกลับบ้านไปรับการรักษา แต่ตำรวจก็ยังตามตัวผมอยู่ ผมจึงกลับไปไม่ได้ ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าและอ่านพระวจนะที่พระองค์ทรงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการมีประสบการณ์ความเจ็บป่วย วันรุ่งขึ้น อาการเวียนศีรษะก็ดีขึ้นเล็กน้อย สองเดือนต่อมา สุขภาพของผมดีขึ้นพอสมควร แต่ผมยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลและความกลัว ผมกลัวว่าการใช้ความคิดมากเกินไปจะทำให้ร่างกายทรุด และทำให้อาการของผมแย่ลง ผมจึงไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคาสูงในหน้าที่ ผมเพียงแค่แสร้งทำพอเป็นพิธีให้งานในตอนนั้นพ้นตัวผม เวลาคัดเลือกบทความผมก็ไม่ได้ใส่ใจมาก ทำให้บทความที่เลือกนั้นมีคุณภาพไม่ดี ในเดือนเมษายน ปี 2024 พี่น้องชายเจิ้งเข้าทีมเพื่อร่วมมือกับผม ผมรู้สึกว่าภาระของผมเบาลงนิดหน่อย เมื่อเห็นเขาตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ผมก็รู้สึกอิจฉามาก ผมคิดว่า “ถ้าผมมีสุขภาพดีเหมือนเขาก็คงดี!”  “ช่วงหลายปีที่ผ่านมาสุขภาพผมแย่ลงมาก ไม่ใช่แค่ความดันสูงและสมองขาดเลือดเท่านั้น ผมยังมีอาการหูอื้อด้วย เวลาทำหน้าที่ผมมักเวียนหัวและมึนงง แขนขวาก็ชาเล็กน้อยด้วย อาจเป็นเพราะการไหลเวียนเลือดไม่ดี ตอนนี้ผมอายุเกิน 60 ปีแล้ว และภูมิคุ้มกันของผมก็อ่อนแอด้วย ด้วยสุขภาพเช่นนี้ ถ้าวันหนึ่งผมเป็นอัมพาตและไม่สามารถปฏิบติหน้าที่ได้ ผมจะไม่ไร้ประโยชน์และสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์หรอกหรือ?  ราคาที่ผมจ่ายไป และความทุกข์ที่ผมทนรับมาตลอดหลายปีนี้จะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ?”  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมก็รู้สึกท้อแท้อยู่บ้าง พี่น้องชายเจิ้งสามัคคีธรรมกับผมว่า เมื่อเผชิญกับความเจ็บป่วย เราควรแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ผมรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย คิดว่าเขาคงไม่มีทางเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ แต่แล้วผมก็คิดถึงว่า หลายปีมานี้ผมใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความทุกข์ใจและความกังวลอย่างต่อเนื่องเพราะสุขภาพของผม โดยไม่เคยใส่ใจเรื่องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย ผมรู้ว่าสภาวะของผมนั้นไม่ถูกต้อง ดังนั้นผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าเจตนารมณ์ของพระองค์อยู่ในความเจ็บป่วยนี้เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้เข้าใจความจริงและเรียนรู้บทเรียนด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และเริ่มเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ได้ดีขึ้นเล็กน้อย  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อพระเจ้าทรงจัดวางให้เจ้าเจ็บป่วย ไม่ว่าจะหนักหรือเบา จุดประสงค์ของพระองค์ในการทรงทำเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การทำให้ได้รับประสบการณ์ทุกแง่มุมของการเจ็บป่วย ไม่ใช่การมีประสบการณ์กับอันตรายที่โรคภัยก่อให้กับเจ้า ความไม่สะดวกและความยากลำบากนานัปการที่เกิดจากการเจ็บป่วย รวมถึงความรู้สึกต่างๆ นานาที่โรคภัยไข้เจ็บนำมาสู่เจ้า—จุดประสงค์ของพระองค์ไม่ใช่เพื่อให้เจ้ามีประสบการณ์ในขั้นตอนของความเจ็บป่วยนั้น  แต่จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อให้เจ้าเรียนรู้บทเรียนจากการเจ็บป่วย เรียนรู้วิธีจับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทำความรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมาและท่าทีผิดๆ ที่เจ้ามีต่อพระเจ้าเวลาเจ้าไม่สบาย เรียนรู้ว่าจะนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมการของพระเจ้าอย่างไร เพื่อให้เจ้าสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง และสามารถตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า—แน่นอนว่านี่คือกุญแจสำคัญ  พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะช่วยเจ้าให้รอดและชำระเจ้าให้บริสุทธิ์ผ่านความเจ็บป่วย  พระองค์ทรงปรารถนาที่จะชำระสิ่งใดในตัวเจ้าให้บริสุทธิ์?  พระองค์ทรงปรารถนาที่จะชำระความอยากได้อยากมีและข้อเรียกร้องอันฟุ้งเฟ้อทั้งปวงที่เจ้ามีต่อพระเจ้า และแม้กระทั่งชำระการคิดคำนวณ การตัดสิน และแผนการต่างๆ ที่เจ้าวางไว้เพื่อการอยู่รอดและเพื่อรักษาชีวิตของตนไว้ไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม  พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าวางแผนการ พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าตัดสิน และไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าอยากได้อยากมีสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อจากพระองค์ พระองค์ทรงกำหนดเพียงว่าให้เจ้านบนอบพระองค์ และในการปฏิบัติและประสบการณ์ของการนบนอบของเจ้า ก็ให้เจ้ารู้จักท่าทีที่ตนมีต่อความเจ็บป่วย รู้จักท่าทีที่ตนมีต่อภาวะทางกายเหล่านี้ที่พระองค์ประทานแก่เจ้า ตลอดจนความปรารถนาส่วนตนของเจ้า  เมื่อเจ้ามารู้จักสิ่งเหล่านี้ เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะรู้ซึ้งได้ว่าการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมรูปการณ์ที่เป็นการเจ็บป่วยให้เจ้าหรือประทานภาวะทางกายเหล่านี้แก่เจ้า เป็นผลดีต่อเจ้าเพียงใด และเจ้าย่อมรู้ซึ้งได้ว่าทั้งหมดนี้ช่วยเปลี่ยนอุปนิสัยของเจ้า ช่วยให้เจ้าได้รับความรอด และช่วยเกื้อกูลการเข้าสู่ชีวิตของเจ้ามากเพียงใด  นั่นคือสาเหตุที่เมื่อโรคภัยมาเยือนเจ้า เจ้าต้องไม่สงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าเจ้าจะกำจัดหรือหลีกหนีหรือปฏิเสธโรคภัยไข้เจ็บนั้นได้อย่างไร(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมได้เห็นว่า ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับเราพร้อมเจตนารมณ์ที่ดีของพระองค์ เพื่อเปลี่ยนแปลงและชำระเราให้บริสุทธิ์ ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงสามารถเรียนรู้บทเรียนผ่านความเจ็บป่วยและบรรลุการนบรอบพระเจ้าอย่างแท้จริง แต่เมื่อความเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับผม ผมกลับไม่ได้แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าและไม่ได้ทบทวนหรือรู้จักตัวเองเลย ผมเอาแต่จมอยู่กับความเจ็บป่วยของตัวเอง กังวลว่าถ้าวันหนึ่งผมเป็นอัมพาต ทำหน้าที่ของตนไม่ได้ หรือแม้แต่เสียชีวิต ความหวังของผมที่จะได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ก็คงพังทลายโดยสิ้นเชิง เพราะผมกังวลว่าอาการของผมจะทรุดลง ผมจึงไม่ได้แบกรับภาระในหน้าที่ กลัวว่าทำให้ร่างกายทรุดลง เมื่อพี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมกับผมเรื่องการเรียนรู้บทเรียนจากความเจ็บป่วย ผมก็ยังไม่ยอมรับ ผมคิดว่า “พูดมันง่ายสิ คุณไม่ได้เป็นคนที่เจ็บป่วยและเจ็บปวดแบบผม” ผมอิจฉาคนอื่นอยู่เสมอที่มีสุขภาพดี และบ่นว่าพระเจ้าไม่ได้ประทานร่างกายที่แข็งแรงให้ผม ผมไม่ได้แสวงหาความจริงหรือพยายามเรียนรู้บทเรียนเลยแม้แต่น้อย แล้วผมจะมีความหวังที่จะได้รับความจริง ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ หรือได้รับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?

ต่อมา ผมเริ่มแสวงหาความจริงเกี่ยวกับปัญหาของตัวเอง และได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อพูดถึงเนื้อหนังที่แก่ชราของมนุษย์นี้ ไม่สำคัญว่าผู้คนป่วยเป็นโรคอะไร จะดีขึ้นได้หรือไม่ หรือทนทุกข์กันเพียงใด ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขา—ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าทั้งสิ้น  เวลาเจ้าเจ็บป่วย ถ้าเจ้านบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และเจ้าเต็มใจที่จะสู้ทนและยอมรับข้อเท็จจริงนี้ กระนั้นเจ้าก็ยังจะเป็นโรคนี้อยู่ดี ถึงเจ้าไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ เจ้าก็จะไม่สามารถกำจัดความเจ็บป่วยนี้ออกไปได้—นี่คือข้อเท็จจริง  ในวันหนึ่งๆ เจ้าสามารถเผชิญความเจ็บป่วยของเจ้าในทางที่เป็นบวก หรือในทางที่เป็นลบก็ได้  กล่าวคือ ไม่ว่าท่าทีของเจ้าเป็นเช่นไร เจ้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าป่วย  ผู้คนที่เฉลียวฉลาดเขาเลือกสิ่งใด?  แล้วผู้คนที่เบาปัญญาเลือกสิ่งใด?(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (4))  “เมื่อคนปกติเจ็บป่วย พวกเขาจะทนทุกข์และรู้สึกหมดกำลังใจเสมอ พวกเขามีขีดจำกัดว่าจะสามารถสู้ทนอะไรได้บ้าง  อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้ก็คือ เวลาเจ็บป่วย ถ้าผู้คนคิดพึ่งพาพละกำลังของตนในการขจัดและหลบหนีให้พ้นจากความเจ็บป่วยอยู่เสมอ ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร?  เช่นเดียวกับความเจ็บป่วย พวกเขาจะยิ่งทนทุกข์และรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมมิใช่หรือ?  นั่นคือสาเหตุที่ยิ่งผู้คนถูกความเจ็บป่วยห่อหุ้มเอาไว้ พวกเขาก็ยิ่งควรแสวงหาความจริงและยิ่งควรแสวงหาวิธีปฏิบัติที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ยิ่งผู้คนถูกห่อหุ้มด้วยความเจ็บป่วย พวกเขาก็ยิ่งควรที่จะมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ทำความรู้จักความเสื่อมทรามของตนและข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลที่พวกเขามีต่อพระเจ้า  ยิ่งเจ้าถูกความเจ็บไข้ได้ป่วยห่อหุ้มเอาไว้ ความนบนอบที่แท้จริงของเจ้าก็ยิ่งถูกทดสอบ  เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าล้มป่วย ความสามารถของเจ้าในการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องและต่อต้านคำพร่ำบ่นและข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลของตนเอง ย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงโดยแท้และนบนอบพระเจ้าจริง เจ้าเป็นคำพยาน ความจงรักภักดีและความนบนอบที่เจ้ามีให้พระเจ้านั้นจริงแท้และสามารถผ่านการทดสอบได้ ความจงรักภักดีและความนบนอบที่เจ้ามีต่อพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อและคำสอนเท่านั้น  นี่คือสิ่งที่ผู้คนพึงปฏิบัติเวลาที่พวกเขาล้มป่วย  เวลาเจ้าล้มป่วย นี่เป็นการเผยข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลของเจ้า ความคิดเพ้อฝันที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง และมโนคติอันหลงผิดที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้าทั้งหมดออกมา และนี่ยังเป็นการทดสอบความเชื่อในพระเจ้าและความนบนอบที่เจ้ามีในพระองค์อีกด้วย  ถ้าเจ้าผ่านการทดสอบในเรื่องเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมมีคำพยานที่แท้จริงและหลักฐานที่เป็นจริงมายืนยันความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า ความจงรักภักดีต่อพระเจ้าของเจ้า และความนบนอบที่เจ้ามีต่อพระองค์ของเจ้า  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์ และเป็นเรื่องที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีและควรใช้ในการดำเนินชีวิต  สิ่งเหล่านี้เป็นบวกทั้งสิ้นมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (4))  พระวจนะของพระเจ้าได้ชี้ให้เห็นมุมมองที่ถูกต้องและเส้นทางแห่งทางปฏิบัติที่เราควรมีเมื่อเผชิญกับความเจ็บป่วย คือให้เราเชื่ออย่างแท้จริงและนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และไม่พยายามกำจัดความเจ็บป่วยด้วยตัวเอง นั่นรังแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์มากขึ้น ผมเองก็มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงกับพระวจนะของพระเจ้าอยู่บ้าง ตอนที่ความดันของผมพุ่งเกิน 200 มิลลิเมตรปรอท ผมกลัวมาก ผมคิดว่า ถ้าผมไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง หรือเกิดหกล้มขึ้นมา ผมอาจจะลงเอยด้วยการเป็นอัมพาตหรือถึงกับเสียชีวิต ผมกลัวว่าถ้าผมพยายามใช้ความคิดมากเกินไปในหน้าที่ อาการจะยิ่งแย่ลง และอาจเกิดผลร้ายแรงตามมา ผมจึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอารมณ์ที่เป็นลบของความทุกข์ใจและความกระวนกระวายตลอดเวลา สิ่งนี้ทำให้ร่างกายและจิตใจของผมเต็มไปด้วยความกดดันและความเจ็บปวด และส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของผม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะผมไม่รู้จักอธิปไตยของพระเจ้าหรือ?  ความจริงก็คือ ไม่ว่าอาการของผมจะหนักหรือเบา หรือผมจะตายเมื่อไร สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความกังวลหรือความทุกข์ใจ ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ผมเป็นความดันโลหิตสูง มีอยู่สัปดาห์หนึ่งที่ผมล้มจากจักรยานถึงสองครั้ง และแต่ละครั้งก็ล้มรุนแรงมาก ตอนนั้นผมคิดว่า “คราวนี้คงจบแล้ว ผมน่าจะเป็นอัมพาตแน่ๆ” แต่สุดท้าย ผมแค่มีแผลถลอกเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ผมคิดไว้เลย นี่ไม่ใช่การคุ้มครองของพระเจ้าหรือ?  ผมต้องเปลี่ยนมุมมองที่ผิดของตัวเองและเผชิญกับความเจ็บป่วยอย่างถูกต้อง ผมควรไปรับการรักษาเมื่อจำเป็น แต่ส่วนเรื่องว่าจะอาการดีขึ้นหรือไม่ หรือจะมีชีวิตอยู่หรือตายนั้น ผมไม่อาจเรียกร้องจากพระเจ้า และที่แน่ๆ ห้ามเข้าใจพระองค์ผิดหรือบ่นพระองค์ ผมต้องนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และท่ามกลางความเจ็บป่วยนั้น ผมต้องแสวงหาความจริงมากขึ้น ทบทวนตัวเอง และรู้จักตัวเองให้มากขึ้น นี่คือหนทางเดียวที่จะได้รับประโยชน์ที่แท้จริง

หลังจากนั้น ผมทบทวนต่อไปถึงสาเหตุที่ผมจมอยู่ในอารมณ์ที่เป็นลบ ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ผู้คนเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพร การปูนบำเหน็จ และการสวมมงกุฎ  เรื่องนี้มิได้มีอยู่ในหัวใจของทุกคนหรอกหรือ?  เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าเรื่องนี้มีอยู่ในหัวใจของทุกคน  แม้ว่าผู้คนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ และแม้กระทั่งปิดบังเหตุจูงใจและความอยากได้รับพร ความอยากและเหตุจูงใจนี้ซึ่งอยู่ลึกในหัวใจของผู้คนก็ไม่เคยสั่นคลอนได้เสมอมา  ไม่ว่าผู้คนเข้าใจทฤษฎีฝ่ายวิญญาณเท่าไร พวกเขามีความรู้จากประสบการณ์ใด พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ใด พวกเขาสู้ทนความทุกข์เท่าไร หรือพวกเขาจ่ายราคาไปเท่าไร พวกเขาก็ไม่เคยปล่อยมือจากแรงจูงใจในการได้รับพรซึ่งซ่อนเร้นอยู่ลึกในหัวใจของพวกเขา และออกแรงทำงานเพื่อรับใช้แรงจูงใจนี้อย่างเงียบๆ อยู่เป็นนิตย์  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฝังอยู่ลึกที่สุดภายในหัวใจของผู้คนหรอกหรือ?  หากไม่มีแรงจูงใจในการได้รับพรนี้ พวกเจ้าจะรู้สึกเช่นไร?  พวกเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนและติดตามพระเจ้าด้วยท่าทีเช่นไร?  หากแรงจูงใจในการได้รับพรนี้ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของพวกเขาถูกกำจัดไป ผู้คนจะกลายเป็นอย่างไร?  เป็นไปได้ว่าผู้คนจำนวนมากจะกลายเป็นคนคิดลบ ในขณะที่บางคนจะกลายเป็นคนที่ไม่มีแรงจูงใจในหน้าที่ของตน  พวกเขาจะสูญสิ้นความสนใจในการเชื่อในพระเจ้าของตน ราวกับว่าวิญญาณของพวกเขาได้อันตรธานไป  พวกเขาจะปรากฏออกมาราวกับว่าหัวใจของพวกเขาถูกกระชากไป  นี่เป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่าแรงจูงใจในการได้รับพรเป็นบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกในหัวใจของผู้คน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หกข้อบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของชีวิต)  “ก่อนตัดสินใจทำหน้าที่ของตน ลึกลงไปในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวังต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตของตน การได้รับพร บั้นปลายที่ดี และแม้กระทั่งมงกุฎ และพวกเขาก็มีความเชื่อมั่นสูงสุดในการที่จะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้  พวกเขามายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนาและความมุ่งมาดปรารถนาดังกล่าว  แล้วการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขามีความจริงใจ ความเชื่อที่ถ่องแท้ และความจงรักภักดีที่พระเจ้าทรงกำหนดหรือไม่?  ณ จุดนี้ คนเรายังไม่สามารถมองเห็นความจงรักภักดี ความเชื่อ หรือความจริงใจที่ถ่องแท้ของตนได้ เนื่องจากทุกคนเก็บงำกรอบความคิดเชิงแลกเปลี่ยนโดยสมบูรณ์เอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะทำหน้าที่ของตน ทุกคนตัดสินใจที่จะทำหน้าที่ของตนโดยมีผลประโยชน์เป็นแรงขับเคลื่อน และมีพื้นฐานอยู่บนเงื่อนไขเบื้องต้นเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและความอยากอันเปี่ยมล้นของตนด้วย  เจตนาของศัตรูของพระคริสต์ในการทำหน้าที่ของตนคืออะไร?  คือการทำข้อตกลง ทำข้อแลกเปลี่ยน  อาจกล่าวได้ว่านี่คือภาวะที่พวกเขากำหนดในการทำหน้าที่ กล่าวคือ ‘หากฉันทำหน้าที่ของฉัน เช่นนั้นฉันก็ต้องได้มาซึ่งพรและมีบั้นปลายที่ดี  ฉันต้องได้มาซึ่งพรและประโยชน์ทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสว่าได้รับการจัดเตรียมให้กับมวลมนุษย์  หากฉันไม่สามารถได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นฉันก็จะไม่ทำหน้าที่นี้’  พวกเขามายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนา ความทะเยอทะยาน และความอยากดังกล่าว  ดูเหมือนว่าพวกเขามีความจริงใจอยู่บ้างจริงๆ และแน่นอนว่าสำหรับบรรดาผู้ที่เป็นผู้เชื่อใหม่ และกำลังเริ่มทำหน้าที่ของตน นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นความกระตือรือร้นได้ด้วยเช่นกัน  แต่ไม่มีความเชื่อหรือความจงรักภักดีที่ถ่องแท้ในการนี้ มีเพียงแค่ความกระตือรือร้นในระดับนั้นเท่านั้น  นี่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความจริงใจ  เมื่อพิจารณาจากท่าทีนี้ที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการทำหน้าที่ของตนแล้ว นี่เป็นการแลกเปลี่ยนทั้งสิ้นและเต็มไปด้วยความอยากได้ประโยชน์ของตน เช่น การได้รับพร การเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ การได้มาซึ่งมงกุฎ และการได้บำเหน็จ(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมได้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์มายังคริสตจักรและทำหน้าที่ของตนเพียงเพื่อให้ได้รับพระพรเท่านั้น เพื่อให้ได้รับพระพร ศัตรูของพระคริสต์ยอมละทิ้งทุกอย่าง สละตน และจ่ายราคา แต่ทันทีที่พวกเขารู้สึกว่าอาจไม่ได้รับพร ก็สามารถทรยศต่อพระเจ้าได้ เมื่อผมทบทวนตัวเอง ผมก็เห็นว่าเจตนาและเป้าหมายของผมในการเชื่อพระเจ้าก็เหมือนกันทุกประการ คือเพื่อให้ได้รับพระพรและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ตลอดหลายปีที่มีความเชื่อ ผมไม่ได้ถูกตีกรอบด้วยการข่มเหงจากของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือคำเยาะเย้ยและใส่ร้ายจากโลก และผมก็ยังคงติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ของผมต่อไป ผมทำทั้งหมดนี้โดยคิดว่าราคาที่ผมจ่ายและการสละตนจะทำให้ผมได้รับพระคุณและพระพรจากพระเจ้า และทำให้ผมได้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์อย่างแน่นอน เมื่อผมเป็นความดันโลหิตสูงและมีภาวะสมองขาดเลือด ผมกังวลว่าถ้าความดันสูงขึ้น ต่อให้ไม่ตาย ผมก็จะลงเอยด้วยการเป็นอัมพาต และถ้าผมทำหน้าที่ของผมเองไม่ได้ ผมก็จะสูญเสียพระพรในการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมอยู่ในสภาวะท้อแท้ตลอดเวลา เมื่อผมเห็นว่าหน้าที่ของผมไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี ผมไม่ได้กระวนกระวายเรื่องนั้น แต่กลับกังวลว่าถ้าผมใช้ความคิดมากเกินไป อาการจะยิ่งแย่ลง และผมจะเสียโอกาสในการได้รับพระพร ผมเห็นว่าทุกสิ่งที่ผมคิดและทำล้วนเป็นไปเพื่อตัวเองและผลประโยชน์ทางเนื้อหนัง ผมเชื่อ ละทิ้ง และสละตนก็เพื่อให้ได้รับพระพร ผมกำลังดำเนินชีวิตตามกฎการเอาตัวรอดของซาตานที่ว่า “ทุกคนทำเพื่อตัวเอง และปีศาจคือผู้ที่รั้งท้าย” เพื่อให้ได้รับพระพร ผมยอมละทิ้งและสละตนโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด แต่ถ้าผมไม่ได้รับพระพร ผมก็จะคิดลบและอู้งานทันที ผมไม่ได้กำลังเผยอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ?  ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงแสดงความจริงเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษยชาติให้รอด เจตนารมณ์ของพระเจ้าไม่ใช่ให้ผมติดตามพระองค์และทำหน้าที่ของผมเพียงเพื่อจะได้รับพระพรเท่านั้น พระองค์ทรงหวังว่าขณะที่ผมทำหน้าที่ของตนเอง ผมจะไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เปลี่ยนทัศนะผิดๆ ของผมเกี่ยวกับความเชื่อ ทิ้งสิ่งต่างๆ ที่เป็นของซาตาน และกลายเป็นคนที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นที่ผมจะได้รับการยอมรับจากพระเจ้า ในทางตรงกันข้าม ผมใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่เห็นแก่ตัวและรับใช้ตนเองมาโดยตลอด โดยไล่ตามไขว่คว้าพระพรเท่านั้น ผมไม่ได้กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของเปาโลหรอกหรือ?  เปาโลเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงและชีวิต เขาถือว่างานและการลงแรงทั้งหมดที่เขาทำเพื่อพระเจ้านั้นเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งมงกุฎและพระพร โดยพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า หลังจากที่เชื่อมาหลายปี อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เขาเอะอะโวยวายต่อต้านพระเจ้าอย่างอวดดี เรียกร้องมงกุฎ และในการทำเช่นนี้ เขาได้ก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้าและถูกลงโทษ หากผมเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและชีวิต และเอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าพระพรและพยายามต่อรองกับพระเจ้า ผมก็จะถูกลงโทษเช่นกันหากผมไม่กลับใจ เมื่อตระหนักถึงผลที่ตามมาของการเดินต่อไปบนเส้นทางนี้ ผมก็อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่เบื้องหลังความเจ็บป่วยนี้ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อเผยให้เห็นข้าพระองค์และช่วยข้าพระองค์ให้รอด นี่คือความรักของพระองค์ที่มาถึงข้าพระองค์ ซึ่งทำให้ข้าพระองค์เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าพระองค์เอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าพระพรและกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ผิด ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ ต่อจากนี้ไป ข้าพระองค์จะมุ่งเน้นที่การไล่ตามเสาะหาความจริง” หลังจากอธิษฐานแล้ว ผมรู้สึกสงบและสบายใจมากขึ้นเยอะ

ต่อมา ผมคิดทบทวนเรื่องทัศนะที่ผิดอีกประการหนึ่งที่ผมมี นั่นคือ แนวคิดที่ว่า หากอาการป่วยของผมรุนแรงและผมทำหน้าที่ตัวเองไม่ได้ ผมจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด ผมแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งนี้ต่อไป ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “โดยส่วนใหญ่นั้นการได้รับการช่วยให้รอดหมายถึงการเป็นอิสระจากบาป เป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตาน หันมาหาพระเจ้าและนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง  เจ้าต้องมีสิ่งใดจึงจะเป็นอิสระจากบาปและจากอิทธิพลของซาตาน?  ความจริง  หากผู้คนหวังจะได้รับความจริง พวกเขาก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยพระวจนะอันมากมายของพระเจ้า พวกเขาต้องสามารถมีประสบการณ์และปฏิบัติตามพระวจนะได้ เพื่อที่พวกเขาอาจเข้าใจความจริงและเข้าไปสู่ความเป็นจริง  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด  การที่คนเราจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่นั้นไม่เกี่ยวข้องกับว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามานานเพียงใด ความรู้ของพวกเขาก้าวหน้าไปไกลเพียงใด พวกเขามีพรสวรรค์และจุดแข็งหรือไม่ หรือพวกเขาทนทุกข์มามากเพียงใด  สิ่งเดียวที่สัมพันธ์โดยตรงกับการได้รับความรอดก็คือว่าคนคนหนึ่งได้มาซึ่งความจริงหรือไม่(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทะนุถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือรากฐานของการเชื่อในพระเจ้า)  พระเจ้าได้ทรงทำให้มาตรฐานของการได้รับการช่วยให้รอดกระจ่างชัด หลักๆ แล้ว พระองค์ทรงพิจารณาว่าผู้คนสามารถดำเนินชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะของพระองค์ได้หรือไม่ ทรงพิจารณาว่าพวกเขาเลิกดำเนินชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานในทุกเรื่องหรือไม่ และหันมามองผู้คนและสิ่งต่างๆ รวมทั้งประพฤติปฏิบัติและกระทำตามพระวจนะของพระองค์และหลักธรรมความจริงหรือไม่ ทรงพิจารณาว่าพวกเขามีความยำเกรง การนบนอบ ความจงรักภักดี และความรักต่อพระองค์หรือไม่ และทรงพิจารณาว่าพวกเขาดำเนินชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงหรือไม่ มีเพียงผู้ที่มีความเป็นจริงความจริงเหล่านี้เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า แต่สำหรับผม หลังจากที่เชื่อมาหลายปี ผมยังไม่ได้ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดๆ เลย เช่น ความโอหัง ความทะนงตน ความเห็นแก่ตัว หรือความน่ารังเกียจ แม้ว่าผมจะสามารถทนทุกข์และจ่ายราคาได้เล็กน้อยตอนทำหน้าที่ของตัวเอง แท้จริงแล้วผมกำลังพยายามต่อรองกับพระเจ้าด้วยความอยากได้รับพระพร ทั้งชีวิตของผมยังคงดำเนินอยู่ภายใต้อิทธิพลมืดของซาตาน มิได้เข้าใกล้การได้รับการช่วยให้รอดด้วยซ้ำ หากผมไม่แก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้ หากความอยากได้รับพระพรนั้นยังคงอยู่ในหัวใจของผม เช่นนั้น ต่อให้ผมทำหน้าที่ตัวเอง สุดท้ายผมก็จะยังคงไม่ได้รับการช่วยให้รอด ผมต้องมุ่งเน้นที่การไล่ตามเสาะหาความจริง นั่นคือหนทางเดียวที่ผมจะมีโอกาสได้รับการช่วยให้รอด

อีกทั้งเรื่องที่ผมกังวลอยู่ตลอดว่า หากผมป่วยหนักและตาย ผมจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด เรื่องนั้นมาจากการไม่เข้าใจความจริงเช่นกัน ดังนั้น ผมจึงค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องมาอ่าน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ถ้าชั่วขณะที่ชีวิตของเจ้าจวนเจียนจะถูกพรากไปจากเจ้า เจ้ากลับผ่อนคลาย เต็มใจ และนบนอบโดยไม่พร่ำบ่น รู้สึกว่าตัวเจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน และหน้าที่ของตนจวบจนวาระสุดท้าย และหัวใจของเจ้าก็เบิกบานและมีสันติสุข—ถ้าเจ้าจากไปแบบนี้—เช่นนั้นแล้ว สำหรับพระเจ้า เจ้าก็ไม่ได้จากไปแต่อย่างใด  เจ้ากลับดำรงชีวิตอยู่ในอีกโลกและในรูปสัณฐานอีกอย่างหนึ่ง  สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรูปแบบการใช้ชีวิตของเจ้าเปลี่ยนไปเท่านั้น—เจ้าไม่ได้ตายจริง  ตามความเห็นของมนุษย์ ‘คนคนนี้ตายเมื่ออายุน้อยเช่นนี้ ช่างน่าเวทนา!’  แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าไม่ได้ตายหรือจากไปเพื่อทนทุกข์  เจ้ากลับจากไปเพื่อชื่นชมพรและมาใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น  เพราะในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าทำถึงมาตรฐานของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าแล้ว ยามนี้เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่นี้ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายอีกต่อไป  สำหรับพระเจ้าแล้ว ‘การไป’ ของเจ้าไม่ได้เรียกว่า ‘การไป’ เจ้า ‘ถูกเอาตัวไป’ ‘พาไป’ หรือ ‘นำทางไป’ และนี่ก็เป็นเรื่องที่ดีงาม(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การประกาศข่าวประเสริฐเป็นหน้าที่ที่ผู้เชื่อทุกคนต้องทำให้ลุล่วง)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าบางคน ในขณะที่พวกขายังมีชีวิตอยู่นั้น สามารถยึดมั่นในการทำหน้าที่ของตน ไม่ว่าจะเผชิญกับสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการข่มเหง ความทุกข์เข็ญ การทรมานจากความเจ็บป่วย หรือความยากลำบากทางการเงิน โดยไม่บ่นหรือทรยศพระเจ้า คนเช่นนี้ได้เป็นพยานที่แท้จริง แม้ว่าเนื้อหนังจะตาย แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาถูกพระเจ้าทรงรับไปมีชีวิตอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ผมเคยกังวลอยู่เสมอว่าการตายหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด แต่ความเป็นจริงคือ จุดจบของคนคนหนึ่งหลังความตายถูกกำหนดโดยท่าทีที่เขามีต่อพระเจ้าและความจริงในขณะที่มีชีวิตอยู่ ผมนึกถึงโยบ เขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์แห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง ตลอดชีวิต เขาได้ติดตามพระเจ้าและเดินบนหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เมื่อเขาเผชิญกับความตาย เขาไม่มีความกังวลหรือความกลัว เพราะเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์และทรงจัดการเตรียมการชีวิตและความตายของคนคนหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงสามารถเผชิญได้อย่างสงบ โยบเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เขาตั้งมั่นในคำพยานของตนในช่วงการทดลองของซาตาน และแม้ว่าเขาจะตายไป เขาก็ได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า เนื่องจากผมไม่เข้าใจความจริง และมองเรื่องชีวิต ความตาย และความรอดไม่ออก ผมจึงกังวลอยู่เสมอว่าการตายแปลว่าผมไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด ผมช่างโง่เขลาเสียจริง!  ในความเป็นจริง ต่อให้ผมยังมีชีวิตอยู่ หากผมไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่เดินบนหนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และในขณะที่เชื่อในพระเจ้า ผมละทิ้งและสละตนเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งมงกุฎและพระพร เช่นนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผมจะอยู่หรือตายก็ไม่ต่างกัน สิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความรอดเลย นั่นเป็นเพราะการสละตนเช่นนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนัง เห็นแก่ตัว และไม่ได้ลุล่วงหน้าที่และความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง บัดนี้ พระเจ้ายังคงประทานโอกาสให้ผมมีชีวิตอยู่ ผมไม่สามารถหมกมุ่นอยู่กับความกังวลเกี่ยวกับชีวิต ความตาย หรือพระพรอีกต่อไปได้ ในขณะที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมต้องไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงจัง และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดีเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย นั่นคือสิ่งที่ผมควรใส่ใจและมุ่งเน้นมากที่สุด มีเพียงการได้รับความจริงและดำเนินชีวิตตามความเป็นจริงความจริงเท่านั้นที่จะทำให้หัวใจของผมจะมีความชื่นบานยินดีและความสงบสุข เมื่อนั้นเท่านั้นที่ผมจะไม่กลัวความตายอีกต่อไป

ปัจจุบัน เมื่อผมทำหน้าที่ของผมเป็นเวลานาน ผมยังคงมีอาการปวดศีรษะและเวียนศีรษะอยู่ แต่ผมไม่ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจ็บป่วยมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว หากปวดศีรษะผมก็พักสักครู่ ในชีวิตประจำวัน ผมก็พยายามออกกำลังกายมากขึ้นด้วย และไม่กังวลหรือกระวนกระวายอีกต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของผม และผมจะอยู่หรือตาย ทุกวันที่ผมมีชีวิตอยู่นี้ ผมจะทำหน้าที่ของผมอย่างสุดความสามารถ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 11. ฉันฝ่าฟันการขัดขวาง  และการข่มเหงของพ่อได้อย่างไร

ถัดไป: 13. ไม่มีความแตกต่างในสถานะระหว่างหน้าที่ที่แตกต่างกัน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger