11. ฉันฝ่าฟันการขัดขวาง  และการข่มเหงของพ่อได้อย่างไร

โดย ซินอ้าย ประเทศจีน

ตอนฉันยังเด็ก พ่อกับแม่ต่างก็เชื่อในพระเจ้า  ด้วยความอยากรู้ ฉันยังได้อ่านหนังสือพระวจนะของพระเจ้าบางเล่มด้วย และได้รู้ว่าฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง ล้วนถูกพระเจ้าทรงสร้างขึ้น และว่าพระเจ้าทรงปกครองชะตากรรม ชีวิต และความตาย  ในปี 2012 พ่อแม่ฉันเลิกเชื่อ แต่คุณย่ายังคงเชื่ออยู่ และท่านอ่านพระวจนะของพระเจ้ากับฉัน ในเดือนพฤษภาคม ปี 2021 ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อฉันยุ่งกับงาน ฉันก็จะใช้เวลาว่างเข้าร่วมการชุมนุม  ตอนนั้นพ่อไม่ได้คัดค้าน เพราะฉันทำงานในอุตสาหกรรมทำผม มีรายได้เดือนละแปดถึงหนึ่งหมื่นหยวน ญาติและเพื่อนทุกคนบอกว่าฉันทำได่ดี และพ่อก็มีความสุขและภูมิใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่อมา ผ่านการชุมนุมและการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันควรทำหน้าที่ของตนเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานที่ฉันทำ ฉันจึงไม่มีเวลาทำหน้าที่  แต่แล้วฉันก็คิดว่าการได้เข้าร่วมการชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงตลอดปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ใจฉันรู้สึกอิ่มเอมและไม่ว่างเปล่าเหมือนเมื่อก่อน  ดังนั้น ฉันจึงอยากทำหน้าที่เต็มเวลา  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้เป็นพิเศษที่ว่า “ความวิบัติทุกรูปแบบจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทุกประเทศและทุกสถานที่จะประสบความวิบัติ กล่าวคือ เกิดโรคระบาด การกันดารอาหาร  น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวทุกหนแห่ง  ความวิบัติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งสองแห่งเท่านั้น และจะไม่จบลงภายในวันสองวัน แต่จะขยายบริเวณกว้างขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงขึ้นทุกที  ในช่วงนี้ภัยพิบัติทุกรูปแบบจากแมลงจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และจะเกิดปรากฏการณ์กินเนื้อคนด้วยกันไปทั่วทุกที่  นี่คือการพิพากษาที่เรามีต่อประเทศและกลุ่มชนเป็นอันมาก(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 65)  ฉันตระหนักว่าพระราชกิจของพระเจ้ากำลังใกล้สิ้นสุดลง ความวิบัติกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา และมีเพียงการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น เราจึงจะสามารถได้รับความรอดและอยู่รอดได้  เมื่อเวลาใกล้จะหมดลง ฉันต้องรีบไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ของฉัน  เมื่อฉันคิดเช่นนี้ ฉันจึงเลือกที่จะทำหน้าที่เต็มเวลา ในช่วงเวลานั้น ฉันเข้าร่วมการชุมนุมและอ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน และฉันรู้สึกถึงความชื่นบานยินดีในใจที่ไม่เคยมีมาก่อน  สองเดือนต่อมา ฉันลาออกจากงาน เมื่อเห็นว่าฉันไม่ได้ทำงาน พ่อฉันก็ไม่พอใจเลย  พ่อพูดว่า “การที่แกเชื่อในพระเจ้าก็ดี แต่แกจะลาออกจากงานไม่ได้  แกกลับไปทำแบบเมื่อก่อนสิ ที่แบ่งเวลาทำงานบ้าง ไปร่วมประชุมบ้าง  ถ้าแกไม่ทำงาน แกจะเอาอะไรกิน?  นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของแกในการไล่ตามไขว่คว้าอาชีพการงาน  พ่อพูดแบบนี้ก็เพื่อประโยชน์ของแกเอง ถ้าแกไม่ฟังพ่อ สักวันแกจะเสียใจ!”  ฉันรู้สึกแย่มากหลังจากได้ยินสิ่งที่พ่อพูด ตั้งแต่เด็ก ฉันเชื่อฟังพ่อทุกเรื่องมาตลอดชีวิต  ถ้าครั้งนี้ฉันไม่ฟัง พ่อจะเสียใจมากแค่ไหน?  แต่แล้วฉันก็นึกถึงว่าตอนที่ฉันทำงาน หัวใจของฉันว่างเปล่าเพียงใด และตอนนี้ที่ฉันทำหน้าที่ ฉันรู้สึกอิ่มเอมมากเพียงใด  ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่มีความหมายและมีคุณค่าให้ไล่ตามเสาะหาในชีวิต  นอกจากนี้ พระราชกิจของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง ดังนั้นฉันต้องคว้าเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริง การได้รับความจริงและชีวิต นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด  ด้วยความคิดนี้ ฉันบอกพ่อว่า “ที่ทำงานเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการแก่งแย่ง การที่หนูทำหน้าที่ในตอนนี้ ก็คือหนูกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต”  แต่พ่อยังคงพยายามห้ามฉันไม่ให้เชื่อในพระเจ้า

วันหนึ่ง พ่อส่งข้อความมาหาฉันว่า “อย่าทำให้พ่อผิดหวังนะ” น้ำตาไหลลงมาอาบใบหน้าของฉันทันที ฉันคิดในใจว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พ่อต้องการให้ฉันโดดเด่นเหนือคนอื่น พ่อได้เสียสละอย่างมากเพื่อเลี้ยงดูฉัน  ตอนนี้ที่ฉันไม่ได้ทำงานอีกต่อไป ความหวังของพ่อพังทลาย พ่อต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ!  ฉันโตป่านนี้แล้ว แต่ยังทำให้พ่อเป็นห่วงอยู่อีก แบบนี้ไม่เป็นการอกตัญญูหรอกหรือ?  ตั้งแต่ฉันยังเด็ก ไม่ว่าฉันอยากได้อะไรพ่อก็ซื้อให้ทุกอย่าง พ่อเอาใจฉันเสมอ  ถ้าต่อไปฉันไม่กลับไปทำงานอีก ฉันก็จะทำให้พ่อผิดหวัง ทั้งที่พ่อทุ่มเททั้งแรงกายและเงินทองเพื่อเลี้ยงดูฉันมา  ญาติและเพื่อนๆ จะคิดอย่างไรกับฉันเล่า?”  ท่ามกลางความคิดลบ ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง จึงไปค้นมาอ่าน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จงบอกเราทีว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้คนนั้นมีกำเนิดมาจากผู้ใด?  ใครแบกรับภาระอันหนักหนาที่สุดเพื่อชีวิตมนุษย์? (พระเจ้า)  มีเพียงพระเจ้าที่ทรงรักผู้คนที่สุด  พ่อแม่และญาติพี่น้องของผู้คนรักพวกเขาจริงหรือ?  ความรักที่คนเหล่านั้นมอบให้เป็นความรักที่แท้จริงกระนั้นหรือ?  ความรักนั้นสามารถช่วยให้ผู้คนรอดจากอิทธิพลของซาตานได้หรือไม่?  ไม่ได้  ผู้คนด้านชาและหัวทึบ ไม่สามารถมองสิ่งเหล่านี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งยังพูดอยู่เสมอว่า ‘พระเจ้าทรงรักฉันอย่างไรกัน?  ฉันไม่เห็นรู้สึกเลย  ถึงอย่างไรพ่อกับแม่ก็รักฉันที่สุด  พวกท่านจ่ายค่าเล่าเรียนให้ฉันและทำให้ฉันได้เรียนรู้ทักษะเฉพาะทาง เพื่อที่เมื่อฉันโตขึ้น ฉันจะสามารถทำอะไรได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ประสบความสำเร็จ กลายเป็นดาวเด่น เป็นคนดัง  พ่อแม่ใช้เงินมากมายเพื่อบ่มเพาะฉันและให้การศึกษากับฉัน ท่านกินอยู่อย่างมัธยัสถ์  นั่นเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!  ฉันไม่มีทางตอบแทนพวกท่านได้เลย!’  พวกเจ้าคิดว่านั่นคือความรักหรือ?  อะไรคือผลที่ตามมาหลังจากพ่อแม่ของเจ้าทำให้เจ้าประสบความสำเร็จ กลายเป็นคนดังของโลก มีการงานดี และกลมกลืนกับโลก?  พวกเขาย่อมทำให้เจ้าไล่ตามไขว่คว้าความสำเร็จ นำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล และทำตัวให้เข้ากับกระแสนิยมอันชั่วของโลกอย่างไม่รู้จบ เพื่อที่สุดท้ายเจ้าจะตกอยู่ในวังวนแห่งบาป ทนทุกข์กับความพินาศ ย่อยยับ และถูกซาตานกลืนกิน  นั่นคือความรักหรือ?  นั่นไม่ใช่การรักเจ้า นั่นคือการทำร้ายเจ้า ทำลายเจ้า  สักวันหนึ่งเจ้าจะจมดิ่งจนไม่อาจกลับใจได้ จมลึกจนเจ้าไม่อาจถอนตัวได้ และเจ้าจะลงนรก  ตอนนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะตระหนักว่า ‘โอ ความรักของพ่อแม่เป็นความรักทางเนื้อหนัง  ไม่ได้มีประโยชน์ต่อการเชื่อในพระเจ้าหรือการได้รับความจริง—นี่ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง!’  พวกเจ้าอาจยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้  บางคนพูดว่า ‘ฉันไม่อาจรู้สึกได้ว่าพระเจ้ารักฉันอย่างไร  ฉันยังคงรู้สึกว่าแม่ของฉันรักฉันที่สุด  ท่านคือคนที่ใกล้ชิดกับฉันที่สุดในโลก  มีเพลงหนึ่งชื่อว่า “แม่ดีที่สุดในโลก”  ชื่อเพลงนั้นตรงกับความเป็นจริง นี่เป็นเรื่องจริงที่สุด!’  สักวันหนึ่ง เมื่อเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิตอย่างแท้จริง และเมื่อเจ้าได้รับความจริงแล้ว เจ้าจะพูดว่า ‘แม่ของฉันไม่ใช่คนที่รักฉันที่สุด พ่อก็ไม่ใช่  พระเจ้าต่างหากที่ทรงรักฉันที่สุด  พระองค์คือผู้ที่ฉันรักอย่างสุดหัวใจ เพราะพระองค์ประทานชีวิตแก่ฉัน และพระองค์ทรงนำฉัน ทรงจัดหาให้ฉัน อีกทั้งทรงช่วยฉันให้รอดจากอิทธิพลของซาตานเสมอ  มีเพียงพระเจ้าที่จัดหาชีวิตให้แก่ผู้คนได้ สามารถนำผู้คนได้ และทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง’  เฉพาะเมื่อเจ้าเข้าใจความจริง และได้รับความจริงโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถซาบซึ้งกับพระวจนะเหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การที่จะได้รับความจริง คนเราต้องเรียนรู้บทเรียนจากผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายรอบตัว)  ฉันเคยคิดว่าการทุ่มแทแรงกายแรงใจและเงินทองของพ่อเพื่อเลี้ยงดูฉันนั้นคือความรัก แต่หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อรู้สึกต่อฉันนั้นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง เป้าหมายของพ่อนั้นคือทำให้ฉันทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อไล่ตามไขว่คว้าอาชีพการงาน เป้าหมายของพ่อนั้นคือทำให้ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อไล่ตามเสาะหาความสำเร็จในอาชีพการงาน ฉันนึกถึงตอนที่ฉันทำงาน ฉันเข้าร่วมการชุมนุมได้เพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น และไม่มีเวลาที่จะทำหน้าที่ของฉันเลย เวลาและพลังทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำงาน การหาเงิน และการเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ และกับเพื่อนร่วมงาน ความคิดของฉันหมกมุ่นอยู่แต่กับการหาเงิน และเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น ฉันได้วางแผนเล่นงานเพื่อนร่วมงานและหลอกลวงลูกค้า จิตใจของฉันถูกชื่อเสียงและผลประโยชน์ครอบงำไปจนหมดสิ้น  และหัวใจก็ยิ่งทวีความว่างเปล่าและเจ็บปวดมากขึ้นทุกที เป็นเพราะความรักและความรอดของพระเจ้าเท่านั้น ฉันจึงมีโอกาสได้ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า เข้ามาในคริสตจักร และเริ่มทำหน้าที่ของฉัน ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกระแสชั่วของโลกอีกต่อไป และไม่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์อีกแล้ว ถ้าฉันไม่ได้ทำหน้าที่ ฉันคงจะยังติดอยู่ในวังวนของชื่อเสียงและผลประโยชน์ ฉันคงจะกลายเป็นคนเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ และคงจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอดอย่างสิ้นเชิง เมื่อตระหนักได้แบบนี้ ฉันจึงตั้งปณิธานในใจว่า  ฉันจะต้องทำหน้าที่ในคริสตจักรอย่างถูกควรให้จงได้ ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ถ้าพ่อแม่ของเจ้าด้อยความเป็นมนุษย์ ถ้าพวกเขาคอยขัดขวางอย่างต่อเนื่องไม่ให้เจ้าเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของเจ้า และถ้าพวกเขาถึงกับเกลียดเจ้าและสาปแช่งเจ้าเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร?  ความจริงที่เจ้าควรปฏิบัติคืออะไร?  (การปฏิเสธ) ถึงตอนนั้น เจ้าต้องปฏิเสธพวกเขา  เจ้าไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเคารพและกตัญญูต่อพวกเขาอีกต่อไป  ถ้าพวกเขาเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็คือครอบครัว เป็นพ่อแม่ของเจ้า  ถ้าพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าและถึงกับต่อต้านพระเจ้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็เดินอยู่บนเส้นทางที่ต่างกัน  พวกเขาเชื่อในซาตานและบูชาจอมมารนั้น ทั้งยังเดินบนเส้นทางของซาตาน พวกเขาอยู่บนเส้นทางที่ต่างจากเจ้า  พวกเจ้าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันอีกต่อไป  พวกเขามองว่าผู้เชื่อในพระเจ้าเป็นคู่อริ เป็นศัตรูของตน ดังนั้น เจ้าจึงไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องดูแลพวกเขาอีกต่อไป และต้องตัดขาดจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งใดหรือคือความเป็นจริงความจริง?)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าฉันกับพ่ออยู่บนสองเส้นทางที่แตกต่างกัน พ่อทำงานหนักเพื่อหาเงินและไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์เพื่อให้คนอื่นยกย่อง พ่ออยู่บนเส้นทางของซาตาน ส่วนฉันนั้น ฉันเชื่อในพระเจ้าและกำลังทำหน้าที่ของตน ฉันอยู่บนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงและการได้รับความรอด ก่อนหน้านี้ ฉันดำเนินชีวิตอยู่ในอารมณ์ของเนื้อหนัง โดยคิดว่าฉันกำลังทำให้พ่อเสียใจและผิดหวังที่ลาออกจากงาน และฉันก็ทำให้ท่านผิดหวังอยู่เสมอ แต่วันนี้ หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็มีวิจารณญาณเกี่ยวกับพ่อขึ้นมาบ้าง พ่อไม่เชื่อในพระเจ้า และถึงกับพยายามห้ามไม่ให้ฉันเชื่อ พวกเราไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกัน ดังนั้นฉันไม่สามารถมองพ่อจากมุมมองของเครือญาติทางเนื้อหนังได้อีกต่อไป เมื่อฉันตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็ไม่ถูกบีบคั้นจากอารมณ์ของตัวเองอีกต่อไป

ในเดือนธันวาคม ปี 2022 ฉันต้องออกจากบ้านเพราะหน้าที่ของฉันยุ่งมาก และกลับบ้านแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น ครั้งหนึ่งตอนฉันกลับมาบ้าน พ่อพูดกับฉันเสียงดุว่า “เมื่อไหร่แกจะหางานทำเสียทีล่ะ?  ถ้าแกไม่ทำงาน ก็อย่าอยู่ที่นี่ กลับไปบ้านเกิดที่ชนบทซะ!”  ฉันเริ่มกังวล “ถ้าฉันไม่เชื่อฟังพ่อ พ่อก็จะส่งฉันกลับบ้านเกิดจริงๆ หรือ?  แบบนั้นฉันยังจะสามารถทำหน้าที่ได้อยู่ไหม?” หลังจากนั้น ฉันจะแอบออกจากบ้านไปทำหน้าที่อยู่เสมอ ครั้งหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังจะออกจากบ้านไปทำหน้าที่ พ่อก็เห็นเข้าพอดี พูดอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ถ้าแกแอบออกจากบ้านไปอีก ก็อย่ากลับมา ถ้ากลับมาฉันจะหักขาแกทิ้งเสีย!  ฉันไม่ได้แค่ขู่นะ อยากลองดีก็เอาเลย!” ฉันรู้สึกกลัวเล็กน้อย และคิดว่า “ถ้าฉันออกไปข้างนอกแล้วกลับมา พ่อจะหักขาฉันจริงไหม?  ฉันควรทำหน้าที่ของฉันต่อไปดีไหม?”  ฉันรู้สึกขัดแย้งมาก และสงสัยว่า “แต่ถ้าฉันไม่ออกไป แล้วหน้าที่ของฉันล่ะ?  งานของคริสตจักรกำลังยุ่งมาก ถ้าฉันกลับไปไม่ทันเวลา ก็จะทำให้งานล่าช้า” ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหา จากนั้นฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบหรือบททดสอบ หรือว่าเจ้ากำลังถูกตัดแต่ง และไม่ว่าผู้คนจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร ก่อนอื่นเจ้าควรวางสิ่งเหล่านี้และมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างขะมักเขม้น แสวงหาความจริง และปรับเปลี่ยนสภาวะของเจ้า  นี่ควรได้รับการแก้ไขเสียก่อน  เจ้าควรพูดว่า ‘ไม่ว่าเรื่องนี้จะใหญ่โตเพียงใด ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ฉันก็ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดี  ตราบเท่าที่ฉันมีลมหายใจ ฉันจะไม่ล้มเลิกหน้าที่ของตนเอง’  ดังนั้นเจ้าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีได้อย่างไร?  เจ้าจะทำแค่ขอไปที หรือทำแบบกายอยู่ แต่จิตใจล่องลอยไปไม่ได้—หัวใจและความรู้สึกนึกคิดของเจ้าต้องมุ่งไปที่หน้าที่ของเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นที่การปฏิบัติหน้าที่)  พระวจนะของพระเจ้าประทานความเชื่อให้ฉัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ถึงพ่อจะหักขาฉันจริงๆ ฉันก็ต้องลุล่วงหน้าที่ของฉัน และไม่อาจละทิ้งหน้าที่นั้นได้ พอคิดได้แบบนั้น ฉันก็รู้สึกมีกำลังขึ้นมาทันที แล้วจึงออกจากบ้านไปปฏิบัติหน้าที่ของตน  ภายหลังเมื่อฉันกลับบ้านอีกครั้ง พ่อกลับไม่ตีฉัน แต่พ่อยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมฉันให้ไปหางานทำ อย่างไรก็ดี พ่อไม่ได้บีบคั้นฉันและฉันก็ยังคงทำหน้าที่ของฉันต่อไป

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 ฉันไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพราะฉันยุ่งกับหน้าที่มาก และพญานาคใหญ่สีแดงก็กำลังข่มเหงและจับกุมผู้เชื่ออย่างรุนแรง  พ่อพูดกับฉันอย่างโกรธเคืองว่า “ครั้งนี้ฉันจะล่ามแกไว้ แกจะได้ไม่ออกไปไหน!”  ตั้งแต่ฉันยังเด็กพ่อไม่เคยพูดแบบนี้กับฉันมาก่อนเลย พ่อหน้าแดง เส้นเลือดที่คอปูดด้วยความโกรธ ฉันกลัวมาก คืนนั้น น้องสาวของฉันพูดกับฉันทั้งน้ำตาว่า “พี่ อย่าไปเลยนะ พ่อจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่พี่ไม่อยู่เลยแหละ พี่ไม่คิดถึงแม่กับหนูเลยด้วยซ้ำ” วันถัดมา เมื่อฉันกำลังจะออกบ้านไปทำหน้าที่ของฉัน แม่หยุดฉันไว้และบอกฉันว่า “ก็แค่เชื่อฟังพ่อแล้วไปหางานทำก่อนสิ!  ทำไมถึงดื้อแบบนี้ล่ะ?”  ฉันรู้สึกอ่อนแอในหัวใจมาก ฉันคิดในใจว่า “ก่อนหน้านี้แม่กับน้องสาวไม่เคยคัดค้านความเชื่อหรือการปฏิบัติหน้าที่ของฉันเลย  แต่ตอนนี้กลับไปเข้าข้างพ่อกันหมด ถ้าฉันยังคงทำหน้าที่ของฉันต่อไป พ่อก็จะทะเลาะกับแม่ทุกวัน แล้วถ้าความสัมพันธ์ของพวกท่านต้องแตกร้าวจนถึงขั้นหย่าร้างกันล่ะ?  หากฉันไม่เชื่อฟังพ่อ ฉันยังจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้อีกต่อไปอย่างนั้นหรือ?”  ฉันรู้สึกกังวลและหวาดกลัวเล็กน้อย และคิดว่าจะไปหางานทำและละทิ้งหน้าที่ของฉันเสีย แต่ในการทำหน้าที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ฉันรู้สึกถึงสันติสุขและความชื่นบานยินดีในหัวใจ ตอนนี้ ความวิบัติต่างๆ กำลังเกิดขึ้น และพระราชกิจของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดแล้ว ฉันไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้รับความรอดจากพระเจ้าเลย ดังนั้น ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า หัวใจของข้าพระองค์อ่อนแอและเจ็บปวด ข้าพระองค์กลัวว่าครอบครัวนี้กำลังจะพังทลายลงจริงๆ แต่ข้าพระองค์ไม่ต้องการถูกบีบคั้น โปรดประทานความเชื่อให้ข้าพระองค์เพื่อจะได้ตั้งมั่นในคำพยานของตน”  หลังจากนั้น ฉันก็ไปหาพระวจนะของพระเจ้ามาอ่าน  พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าต้องสู้ทนทุกสิ่งเพื่อเรา เจ้าต้องพร้อมที่จะละทิ้งทุกสิ่ง และติดตามเราด้วยสุดความสามารถของเจ้า และพร้อมที่จะจ่ายราคา  บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะทดสอบเจ้า เจ้าจะมอบความจงรักภักดีแก่เราหรือไม่?  เจ้าสามารถติดตามเราอย่างจงรักภักดีไปจนสุดทางได้หรือไม่?  จงอย่ากลัวไปเลย ด้วยการเกื้อหนุนของเรา ใครเล่าจะสามารถขวางกั้นถนนสายนี้ได้?  จงจดจำการนี้ไว้!  จงจดจำไว้!  ทุกสิ่งประกอบด้วยเจตนารมณ์อันดีของเรา และอยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์ของเรา  เจ้าสามารถทำตามวจนะของเราในทุกๆ สิ่งที่เจ้าพูดและทำได้หรือไม่?  เมื่อการทดสอบด้วยไฟมาถึงตัวเจ้า เจ้าจะคุกเข่าและร้องเรียกหรือไม่?  หรือว่าเจ้าจะขดตัวด้วยความขลาดกลัว ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 10)  “เจ้าต้องมีความกล้าหาญของเราอยู่ในตัวเจ้า และเจ้าต้องมีหลักธรรมยามเผชิญหน้าญาติพี่น้องที่ไม่เชื่อ อย่างไรก็ตาม เพื่อเรา เจ้าต้องไม่ยอมจำนนต่ออำนาจมืดใดๆ เช่นกัน  จงพึ่งพาปัญญาของเราเพื่อที่จะเดินไปบนหนทางที่สมบูรณ์ จงอย่ายอมให้แผนประทุษกรรมใดๆ ของซาตานเกิดผล  ทำทุกสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อที่จะนำหัวใจของเจ้ามาวางเบื้องหน้าเรา แล้วเราจะชูใจเจ้า นำสันติสุขและความเบิกบานมาให้เจ้า  จงอย่าพยายามทำตัวแบบใดแบบหนึ่งต่อหน้าคนอื่น การทำให้เราพึงพอใจไม่มีคุณค่าและน้ำหนักมากกว่าหรอกหรือ?  ในการทำให้เราพึงพอใจนั้น เจ้าจะไม่เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นด้วยสันติสุขและความสุขนิรันดร์และตราบชั่วชีวิตหรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 10)  พระวจนะของพระเจ้าได้ประทานความเชื่อให้แก่ฉัน ฉันไม่ควรกลัวนั่นกลัวนี่อีกต่อไป ฉันต้องมีความเชื่อในพระเจ้า  ฉันไม่อาจละทิ้งหน้าที่ของฉันเพียงเพราะกลัวว่าครอบครัวจะพังทลาย ฉันเห็นว่าความผูกพันทางอารมณ์ของฉันต่อครอบครัวนั้นรุนแรงเกินไป ฉันยังไม่ได้มอบหัวใจทั้งดวงของฉันให้พระเจ้า และฉันก็ไม่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะละทิ้งทุกสิ่งและติดตามพระองค์ แล้วฉันจะเอาอะไรไปจงรักภักดีต่อพระเจ้า?  ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด ฉันต้องพึ่งพาพระเจ้าและเป็นพยานให้พระองค์ พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือการแต่งงานและชะตากรรมของผู้คน ทุกคนต่างมีชะตากรรมของตนเอง ชีวิตคู่ของพ่อแม่ฉันจะเป็นอย่างไร และครอบครัวนี้จะพังทลายหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับพระเจ้า  ชะตากรรมของฉันจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเช่นกัน พ่อของฉันไม่ใช่ผู้ที่ชี้ขาด ฉันต้องยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน และทำให้พระเจ้าพอพระทัย ถ้าฉันเชื่อฟังพ่อและหยุดทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว ฉันอาจไม่ต้องทนทุกข์ต่อการข่มเหงจากครอบครัว  แต่นั่นจะเป็นการทรยศต่อพระเจ้า และจะเป็นความเจ็บปวดชั่วนิรันดร์!

วันต่อมา เช้าตรู่ฉันกำลังเตรียมตัวออกจากบ้านไปทำหน้าที่  ฉันประหลาดใจที่พ่อตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อคอยจับตาดูฉัน  หลังหกโมงเล็กน้อย พ่อเข้ามาในห้องของฉันและเปิดวิดีโอข่าวลือที่ีไม่มีมูลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ใส่ร้ายคริสตจักรของพระเจ้าผู้เปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ฉันรู้ว่าข่าวพวกนั้นไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะหลังจากที่ฉันได้เข้าใจความจริงบางอย่างจากการทำหน้าที่มานาน  ฉันจึงไม่หวั่นไหวกับข่าวลือที่ไม่มีมูลเหล่านั้น  เมื่อพ่อเห็นว่าท่าทีของฉันไม่เปลี่ยน พ่อก็พยายามเกลี้ยกล่อมฉันโดยบอกว่า “ช่วงนี้พ่อเป็นห่วงและกังวลเกี่ยวกับแกมากนะ พ่อเลี้ยงดูแกมากับมือ  ที่พ่อทำแบบนี้ก็เพื่อแกทั้งนั้น พ่อจะทำร้ายแกได้หรือ?  ถ้าแกไปทำงานตอนนี้ พ่อจะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้ ราคาหมื่นกว่าหยวนเลยนะ พอน้องสาวแกปิดเทอม พ่อจะให้เงินแก แล้วพวกแกสองคนจะได้ไปเที่ยวซานย่ากันยังไงล่ะ”  เมื่อฉันได้ยินพ่อพูดเช่นนี้ ฉันรู้สึกว่าถ้าครั้งนี้ฉันไม่เชื่อฟังพ่อ ฉันคงจะทำให้พ่อผิดหวังจริงๆ แต่ฉันก็รู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่ของฉันนั้นเป็นหนทางที่ถูกต้องในชีวิต และฉันไม่สามารถละทิ้งสิ่งนี้ไปได้ ฉันตัดสินใจไม่ถูก ฉันตระหนักว่าสภาวะของฉันนั้นไม่ถูกต้อง ดังนั้น ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจ ขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองหัวใจของฉันไม่ให้ได้รับอิทธิพลจากคำพูดของพ่อ  เมื่อเห็นว่าฉันไม่ตอบอะไร พ่อก็กลับไปที่ห้องนั่งเล่น

หลังจากนั้น ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้า และตระหนักว่าการที่พ่อขัดขวางความเชื่อของฉันในพระเจ้านั้นคือการรบกวนของซาตาน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อผู้คนยังไม่ได้รับการช่วยให้รอด บ่อยครั้งที่ชีวิตของพวกเขาถูกรบกวน และถึงขนาดถูกควบคุมโดยซาตาน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้คนที่ยังไม่ได้รับการช่วยให้รอดนั้นเป็นนักโทษของซาตาน พวกเขาไม่มีเสรีภาพ พวกเขายังไม่ถูกซาตานปล่อยตัว พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอหรือมีสิทธิ์ที่จะนมัสการพระเจ้า และพวกเขาถูกซาตานไล่ตามอย่างกระชั้นชิดและเล่นงานอย่างโหดร้าย  ผู้คนเหล่านั้นไม่มีความสุขให้พูดถึง พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการดำรงอยู่อย่างเป็นปกติให้พูดถึง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีศักดิ์ศรีให้พูดถึง(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2)  “พระเจ้าทรงมีวิธีการและลู่ทางมากมายที่จะทดสอบมนุษย์ แต่พวกเขาทุกคนพึงต้องได้รับ ‘ความร่วมมือ’ จากศัตรูของพระเจ้า ซึ่งก็คือ ซาตาน  นี่หมายความว่าเมื่อมนุษย์ได้รับมอบอาวุธที่จะใช้สู้รบกับซาตานแล้ว พระเจ้าก็ทรงส่งมอบมนุษย์ให้แก่ซาตานและทรงอนุญาตให้ซาตาน ‘ทดสอบ’ วุฒิภาวะของมนุษย์  หากมนุษย์สามารถฝ่ากระบวนรบของซาตานออกมาได้ หากเขาสามารถหนีรอดจากวงล้อมของซาตานและยังคงมีชีวิตอยู่ได้ เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ย่อมจะผ่านการทดสอบ  แต่หากมนุษย์ล้มเหลวในการฝ่าออกจากกระบวนรบของซาตาน และกลับยอมจำนนต่อซาตาน เช่นนั้นแล้ว เขาย่อมจะไม่ผ่านการทดสอบ  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงตรวจดูแง่มุมใดของมนุษย์ก็ตาม เกณฑ์การตรวจสอบของพระองค์คือการดูว่ามนุษย์ตั้งมั่นในคำพยานของเขาเมื่อถูกซาตานโจมตีหรือไม่ และเขาละทิ้งพระเจ้า ยอมแพ้และยอมจำนนต่อซาตานยามที่ติดอยู่ในบ่วงของซาตานหรือไม่  อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเขาสามารถเอาชนะและทำให้ซาตานปราชัยได้หรือไม่ และการที่เขาจะสามารถได้รับอิสรภาพหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาสามารถหยิบอาวุธที่พระเจ้าประทานแก่เขาขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง เพื่อเอาชนะพันธนาการของซาตาน ทำให้ซาตานละทิ้งความหวังอย่างสิ้นเชิงและปล่อยเขาไปได้หรือไม่  หากซาตานละทิ้งความหวังและปล่อยใครบางคนไป นี่ย่อมหมายความว่าซาตานจะไม่มีวันพยายามเอาตัวบุคคลผู้นี้ไปจากพระเจ้าอีก จะไม่มีวันกล่าวหาและรบกวนบุคคลผู้นี้อีก จะไม่มีวันทรมานหรือโจมตีพวกเขาตามใจชอบอีก มีเพียงคนเช่นนี้เท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงรับไว้อย่างแท้จริง  นี่คือกระบวนการทั้งหมดทั้งมวลที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อรับผู้คนมา(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2)  หลังจากที่ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ฉันก็เข้าใจว่าฉันยังไม่ได้ก้าวออกจากสมรภูมิรบของซาตานเสียทีเดียว ซาตานยังคงใช้พ่อมารบกวนฉันอย่างต่อเนื่อง โดยยัดเยียดข่าวลือที่พรรคคอมมิวนิสต์สร้างขึ้นให้ฉัน เมื่อมันเห็นว่าฉันไม่ยอมฟัง มันก็ใช้ความรักใคร่ในครอบครัวและคำพูดอันอ่อนโยน พยายามทุกกลอุบายไม่ว่าไม้แข็งหรือไม้อ่อน เพื่อพยายามทำให้ฉันทรยศต่อพระเจ้า มันช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!  ฉันนึกถึงตอนที่โยบเผชิญกับการทดลองของซาตาน ฝูงแกะและฝูงวัวของเขาที่เคยมีอยู่เต็มภูเขากลับหายไปหมด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยฝีร้าย และภรรยาของเขาก็เร่งเร้าให้เขาละทิ้งพระเจ้า แต่โยบกลับกล่าวว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21)  “เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?” (โยบ 2:10)  เมื่อโยบเผชิญกับการทดลอง เขาไม่ได้ละทิ้งพระเจ้า และเขายังคงตั้งมั่นในการเป็นคำพยานให้พระเจ้า  ฉันต้องเอาอย่างโยบ ฉันต้องเอาชนะซาตานโดยใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นอาวุธ ท่ามกลางการโจมตีของมัน และตั้งมั่นในคำพยานให้พระเจ้า  ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าและตั้งปณิธาน ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อให้ฉันตั้งมั่นในคำพยานของตน

ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมอีกสองสามบทตอนและได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองบางประการ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องพลีอุทิศตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์อีกมากเพื่อให้ได้รับความจริงมากขึ้น  นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ  เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อที่จะสุขสำราญกับความกลมเกลียวในครอบครัว และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อตรงที่มีมาทั้งชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วคราว  เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทั้งหมดที่ดีงามและงดงาม และเจ้าควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่เปี่ยมความหมายมากขึ้น  หากเจ้าดำเนินชีวิตเป็นโลกียวิสัยและเป็นทางโลกเช่นนั้น และไม่มีเป้าหมายใดให้ไล่ตามเสาะหา นี่ย่อมเป็นการใช้ชีวิตของเจ้าอย่างสูญเปล่าไม่ใช่หรือ?  เจ้าสามารถได้รับอะไรบ้างจากชีวิตเช่นนั้น?  เจ้าควรละทิ้งความชื่นชมยินดีทั้งหมดของเนื้อหนังเพื่อเห็นแก่ความจริงหนึ่งประการ และไม่ควรโยนความจริงทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีเพียงเล็กน้อย ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรีเลย การดำรงอยู่ของพวกเขาช่างปราศจากความหมาย!(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา)  “พวกเจ้าได้ติดตามเรามาตลอดช่วงหลายปีนี้ กระนั้นก็ยังไม่เคยมอบความจงรักภักดีให้เราแม้เพียงสักนิดเดียว  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้ากลับวนเวียนอยู่กับผู้คนที่พวกเจ้ารักและสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้าชอบ—มากถึงขนาดที่ว่าตลอดเวลานั้น และไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใดก็ตาม เจ้าเก็บผู้คนและสิ่งเหล่านั้นไว้ใกล้หัวใจเจ้าและไม่เคยทอดทิ้งผู้คนและสิ่งเหล่านั้นเลย  เมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้ากระหายหรือกระตือรือร้นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พวกเจ้ารัก นั่นก็เป็นในขณะที่พวกเจ้ากำลังติดตามเรา หรือแม้แต่ในขณะที่พวกเจ้ากำลังฟังวจนะของเรา  ดังนั้น เราจึงบอกว่าพวกเจ้ากำลังใช้ความจงรักภักดีที่เราขอจากพวกเจ้า ไปจงรักภักดีและทะนุถนอม ‘สัตว์เลี้ยง’ ของพวกเจ้าแทน  แม้ว่าพวกเจ้าอาจพลีอุทิศสิ่งหนึ่งหรือสองสิ่งให้เรา มันก็ไม่ได้เป็นตัวแทนถึงทั้งหมดของพวกเจ้า และไม่ได้แสดงว่าเราคือผู้ที่พวกเจ้าจงรักภักดีอย่างแท้จริง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, แท้จริงแล้วเจ้าจงรักภักดีต่อใคร?)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าฉันต้องทนทุกข์เพื่อความจริง และไม่ควรละทิ้งความจริงเพียงเพื่อรักษาความสงบสุขในครอบครัว  ตลอดเวลาที่ฉันเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของฉันนั้น ฉันพยายามประคับประคองครอบครัวนี้ไว้ด้วยความระมัดระวัง  ฉันกลัวว่าความสัมพันธ์กับครอบครัวจะพังทลายลงและฉันจะกลับบ้านไม่ได้ เมื่อเผชิญกับการเกลี้ยกล่อมและการข่มขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของพ่อ ฉันรู้สึกอ่อนแอมาก และตกอยู่ในความลังเล  ไม่แน่ใจว่าจะออกไปทำหน้าที่อีกครั้งดีไหม  ฉันเห็นว่าตัวเองจงรักภักดีต่อครอบครัวมาตลอด แต่กลับไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า และแน่นอนว่า ฉันไม่ได้ให้การไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นมาเป็นอันดับแรก เพราะฉันมีความรู้สึกผูกพันธ์ต่อครอบครัวเหนียวแน่นเกินไป ฉันตกอยู่ในการทดลองของซาตานหลายครั้งและเกือบจะทรยศต่อพระเจ้า ตอนนั้นนั่นเองที่ฉันเห็นว่าซาตานทำให้ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในความรักใคร่ของครอบครัว ทำให้ลุ่มหลงในเนื้อหนัง และสุดท้าย พวกเขาก็จะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอด เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือให้เราทำหน้าที่ของเราในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไล่ตามเสาะหาความจริง ดำเนินชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง และบรรลุความรอด ถ้าครั้งนี้ฉันเชื่อฟังพ่อและกลับไปทำงานเพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตัวเอง  ฉันอาจจะรักษาความสงบสุขในครอบครัวเอาไว้ได้ แต่ฉันก็จะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความจริงไป  แล้วนั่นจะเหลืออะไรนอกจากความว่างเปล่าและความเจ็บปวด?  ฉันต้องเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง เช้าวันหนึ่ง พ่อของฉันต้องออกไปธุระข้างนอกอย่างกะทันหัน ฉันจึงใช้โอกาสนั้นออกจากบ้านและไปทำหน้าที่อีกครั้ง

สองเดือนต่อมา ฉันได้รับจดหมายจากคริสตจักรแจ้งว่าพ่อฉันแจ้งเบาะแสของฉันกับตำรวจ และยังแจ้งเบาะแสของคุณย่ากับบรรดาพี่น้องชายหญิงของฉันที่อยู่ในบ้านเกิดของเราด้วย พวกเขาทุกคนถูกจับกุม  พ่อฉันได้ใช้ทุกวิธีการที่จะข่มเหงและขัดขวางฉันอย่างบ้าคลั่งเพื่อไม่ให้ฉันทำหน้าที่  เมื่อพ่อเห็นว่าฉันไม่ยอมฟัง พ่อก็หันมาต่อว่าฉันอย่างรุนแรงและแจ้งตำรวจจับฉัน แม้กระทั่งคุณย่าก็โดนจับด้วย แก่นแท้ของพ่อคือมารนั่นเอง!  เมื่อฉันเห็นแก่นแท้ของพ่ออย่างชัดแจ้งแล้ว ฉันก็ไม่ถูกอารมณ์ของตัวเองบีบคั้นอีกต่อไป  ตั้งแต่วันนั้น ฉันก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย และทำหน้าที่เต็มเวลานับแต่นั้นมา  ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำฉันให้เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง!

ถัดไป: 12. การมีประสบการณ์กับความทรมานจากความเจ็บป่วยสอนผมให้นบนอบ

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger