13. ไม่มีความแตกต่างในสถานะระหว่างหน้าที่ที่แตกต่างกัน

โดย หลิน เซิน ประเทศจีน

ตั้งแต่ยังเด็ก ในครอบครัวของผมผู้ชายเป็นฝ่ายกุมอำนาจในบ้านมาตลอด และพ่อก็เป็นคนที่มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจทุกเรื่อง  พ่อไม่เคยทำงานบ้านเลย ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว ซักผ้าและทำความสะอาด ล้วนเป็นหน้าที่ของแม่กับน้องสาวของผม พ่อสอนผมกับพวกพี่ชายน้องชายอยู่บ่อยๆ ว่า “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” และการทำไร่ทำนาและการหาเงินนั้นเป็นงานของผู้ชาย ส่วนการทำกับข้าวและซักผ้าน้้นถือเป็นงานของผู้หญิง  จากคำพูดและการกระทำของพ่อ พี่ชายของผมทุกคนหลังแต่งงานก็กลายเป็นหัวหน้าครอบครัว และไม่เคยทำงานบ้านเลย  ผมเองก็อยากเป็นเหมือนพวกพี่ๆ เพราะผมรู้สึกว่านั่นคือหนทางเดียวที่ผมจะมีท่าทีและศักดิ์ศรีที่สมกับเป็นลูกผู้ชาย หลังจากผมแต่งงาน ภรรยาของผมเป็นแม่ศรีเรือนที่ขยันและมีความสามารถ เธอรับผิดชอบงานบ้านทุกอย่าง  บางครั้งตอนทานอาหาร เธอถึงกับยกอาหารมาเสิร์ฟผมให้ถึงที่  สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกมากขึ้นว่า ในฐานะผู้ชาย ผมไม่ควรทำงานบ้านอย่างซักผ้า ปะชุนเสื้อผ้า หรือดูแลลูกๆ  นั่นล้วนเป็นงานของผู้หญิง  ถ้าผมทำงานเหล่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่น่าอับอายและต่ำต้อยเกินไปสำหรับผม ต่อมา หลังจากที่ภรรยาของผมคลอดลูก หลังเลิกงานกลับมาบ้านและเห็นว่าเธอลำบากมากที่ต้องทำอาหารและทำงานบ้านในขณะที่อุ้มลูกไปด้วย  ผมอยากช่วยเธอ แต่แล้วผมก็คิดว่าถ้ามีคนรู้ว่าผู้ชายที่โตแล้วอย่างผมทำงานพวกนั้น มันจะน่าอับอายแค่ไหน  ดังนั้น ผมจึงแค่ออกไปเล่นไพ่นอกบ้านแทนที่จะช่วยภรรยาทำงานบ้าน หลังจากที่ผมยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ผมก็เพลิดเพลินกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างมาก  จากพระวจนะของพระองค์ ผมเริ่มตระหนักว่าในการเชื่อในพระเจ้า ผมต้องปฏิบัติความจริงในทุกสิ่งและใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ผมไม่อาจปล่อยให้คนอื่นมารับใช้ผมได้ เพราะนั่นไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมเริ่มช่วยภรรยาทำงานบ้านบางอย่าง หัดทำกับข้าว ล้างผัก และทำความสะอาด

วันหนึ่งในเดือนมกราคม ปี 2023 ผู้นำกล่าวว่า บ้านเจ้าภาพแห่งหนึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและพี่น้องหญิงที่พักอยู่ที่นั่นจำเป็นต้องย้ายออกจากบ้านหลังนั้นทันที  เขาขอให้ผมเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเธอชั่วคราว และบอกว่าหลังปีใหม่ เมื่อหาบ้านเจ้าภาพที่เหมาะสมได้แล้ว พวกเธอจะย้ายออก  ผมคิดว่า “ฉันเป็นพี่น้องชายนะ การที่จะต้องอยู่หน้าเตาทั้งวัน ช่างดูเสียศักดิ์ศรีและน่าอึดอัดใจเสียจริง!  ทำไมผู้นำถึงจัดแจงให้ฉันมาทำหน้าที่เจ้าภาพล่ะ?  เขาแค่อยากทำให้ฉันลำบากหรือเปล่า?”  แต่แล้วผมก็คิดว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว ถ้าฉันปฏิเสธหน้าที่นี้ไป ผู้นำจะไม่บอกว่า ฉันไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรอกหรือ?  อีกอย่าง บ้านฉันก็ค่อนข้างเหมาะสำหรับการเป็นบ้านเจ้าภาพ  และแม้ว่าภรรยาฉันจะถูกคัดออกจากคริสตจักรแล้ว เธอก็ยังเกื้อหนุนฉันในการทำหน้าที่ และลูกสองคนของฉันก็ไม่ได้คัดค้านอะไร  เป็นเรื่องเหมาะมากที่พี่น้องหญิงจะมาพักที่บ้านฉันในช่วงปีใหม่  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำก็แค่ขอให้ฉันเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเธอชั่วคราวเท่านั้น  พวกเธอจะย้ายออกทันทีที่หาบ้านเจ้าภาพที่เหมาะสมได้”  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงตอบตกลง แต่เมื่อถึงเวลาต้องเป็นเจ้าภาพ แนวคิดที่ว่า “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” ก็ลอยเข้ามาในห้วอีกครั้งหนึ่ง เพราะภรรยาของผมทำงานที่ร้านขายอาหารเช้า ผมจึงเป็นคนทำอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่บ้านทุกวัน ภรรยาของผมเตือนผมหลายครั้งแล้วว่า “เวลาทำอาหารพี่ควรใส่ผ้ากันเปื้อนและปลอกแขนนะ ไม่อย่างนั้นแล้วเสื้อผ้าของพี่ก็จะสกปรกและซักยาก” ผมเห็นด้วยแต่ปาก แต่ไม่เคยทำเลยสักครั้ง  ผมคิดว่า “เธออยากให้ฉันใส่ปลอกแขนกับผ้ากันเปื้อนงั้นหรือ?  ฉันจะดูเป็นยังไงกันนะ?  คงจะดูเหมือนแม่บ้านแก่ๆ!  ถ้าพี่น้องหญิงเห็นฉันแบบนั้น มันจะน่าอับอายแค่ไหน?  การทำอาหารและการซักผ้าเป็นงานของพี่น้องหญิง ไม่ใช่งานของพี่น้องชาย ถ้าพี่น้องชายหญิงรู้ว่าฉันทำหน้าที่เจ้าภาพ พวกเขาจะต้องดูถูกฉันเป็นแน่ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า ทั้งๆ ที่ฉันเป็นพี่น้องชายที่ทำงานข้อเขียนแต่ตอนนี้กลับมากลายเป็นพ่อครัวมืออาชีพไปเสีย!”  หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ผู้นำก็จัดแจงให้พี่น้องหญิงอีกคนย้ายมาอยู่ที่บ้านผม และดูเหมือนว่าพวกเธอไม่มีแผนที่จะย้ายออกไปเลย ผมคิดว่า “พวกเขาบอกว่าจะย้ายออกหลังปีใหม่ไม่ใช่หรือ?  ทำไมถึงมีคนย้ายเข้ามาอยู่บ้านฉันเพิ่มอีกล่ะ?  การทำอาหารทุกวันแบบนี้มันเป็นการลดเกียรติฉันอยู่แล้ว เมื่อไรเรื่องแบบนี้จะจบสักที?”  ผมรู้สึกอึดอัดเพราะความคิดลบ ทั้งยังเลิกตั้งใจในการทำอาหารและเริ่มทำแบบสุกเอาเผากิน ข้าวที่ผมหุงถ้าไม่แข็งก็แฉะ กับข้าวประเภทผัดถ้าไม่เค็มเกินไปก็จืดสนิทเลย แต่ผมก็ยังไม่ได้ทบทวนตัวเองเลย กลับรู้สึกเสียด้วยซ้ำว่า แค่มีอาหารขึ้นโต๊ะได้ก็ดีพอแล้ว  ต่อมา พวกเธอก็เริ่มให้คำติชมกับผม บอกผมว่าเส้นที่ผมต้มยังไม่สุกและเกลือที่ปรุงในอาหารจานเย็นนั้นก็ยังไม่ทันละลาย เมื่อได้ยินแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิมอีก “ลำพังการที่ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างฉันต้องมาทำอาหารให้พวกเธอกินทั้งวัน มันก็น่าอดสูพออยู่แล้ว ตอนนี้ยังจะมาจับผิดฉันทุกอย่างอีกหรือ?  นี่มันเกินทนแล้วนะ!”  ในใจของผม ผมเพียงหวังว่าพวกเธอจะย้ายออกไปเร็วๆ ต่อมา ผมตระหนักว่าสภาวะของผมไม่ถูกต้อง ดังนั้นผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อขอให้พระองค์ทรงชี้แนะผมให้เข้าใจปัญหาของตนเอง

ในเวลานั้น ผมได้ยินบทเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้าบทหนึ่งที่ว่า

มวลมนุษย์ดั้งเดิมนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ

1  ในปฐมกาล เราได้สร้างมวลมนุษย์ นั่นคือ เราได้สร้างบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ คืออาดัม  เขาได้รับมอบทั้งรูปสัณฐานและรูปลักษณ์ ปริ่มด้วยเรี่ยวแรง ปริ่มด้วยพลังชีวิต และยิ่งไปกว่านั้น ได้อยู่ด้วยกันกับสง่าราศีของเรา  นั่นเป็นวันอันรุ่งโรจน์เมื่อเราได้สร้างมนุษย์  หลังจากนั้น เอวาก็ได้ถูกสร้างขึ้นจากร่างกายของอาดัม และเธอก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เช่นกัน และดังนั้นผู้คนที่เราได้สร้างขึ้นจึงถูกเติมด้วยลมหายใจของเราและปริ่มด้วยสง่าราศีของเรา

2  แต่เดิมนั้น อาดัมถือกำเนิดมาจากมือของเราและเป็นตัวแทนของฉายาของเรา  ด้วยเหตุนี้ ความหมายดั้งเดิมของ “อาดัม” ก็คือสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งที่เราสร้าง ชุ่มฉ่ำไปด้วยพลังชีวิตของเรา ชุ่มฉ่ำไปด้วยสง่าราศีของเรา มีรูปสัณฐานและภาพลักษณ์ มีวิญญาณและลมหายใจ  เขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งมีจิตวิญญาณ ที่มีความสามารถในการเป็นตัวแทนเรา ในการแบกรับฉายาของเรา และได้รับลมหายใจของเรา

3  ในปฐมกาล เอวาเป็นมนุษย์คนที่สองที่ได้รับมอบลมหายใจผู้ซึ่งเราได้กำหนดการสร้างไว้ ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างผู้ที่จะดำเนินสง่าราศีของเราต่อไป ถูกเติมด้วยพลังชีวิตของเราและยิ่งไปกว่านั้นคือได้รับมอบสง่าราศีของเรา เอวามาจากอาดัม ดังนั้นเธอจึงมีฉายาของเราด้วยเช่นกัน เพราะเธอเป็นมนุษย์คนที่สองที่ถูกสร้างขึ้นในฉายาของเรา  ความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ มีจิตวิญญาณ เนื้อหนัง และกระดูก คำพยานที่สองของเรา รวมทั้งฉายาที่สองของเราท่ามกลางมวลมนุษย์  พวกเขาคือบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ เป็นสมบัติอันบริสุทธิ์และล้ำค่าของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตที่ได้รับมอบจิตวิญญาณตั้งแต่แรก

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร

ผมใคร่ครวญเนื้อร้องนั้น และผมก็ตระหนักได้ว่าเมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นครั้งแรก ซึ่งก็คืออาดัมและเอวา พระองค์ไม่เคยตรัสเลยว่าผู้ชายสูงส่งกว่าผู้หญิง หรือผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้ชายและผู้หญิงต่างก็เท่าเทียมกัน ในพระนิเวศของพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะทำหน้าที่ใดก็ตาม พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าหน้าที่บางอย่างต้องให้พี่น้องชายทำและหน้าที่บางอย่างทำได้เฉพาะพี่น้องหญิง แต่ผมได้รับการปลูกฝังจากคำพูดและการกระทำของพ่อมาตั้งแต่เด็ก และผมดำเนินชีวิตตามแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ผมดูหมิ่นผู้หญิงอยู่เสมอและดูถูกงานอย่างการทำกับข้าวและการซักผ้า คิดว่างานพวกนั้นล้วนเป็นงานของผู้หญิง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงรู้สึกคัดค้านต่อหน้าที่เจ้าภาพอย่างมาก และแม้ผมจะทำหน้าที่นี้ ก็เพียงทำแบบสุกเอาเผากินเท่านั้น ทุกสิ่งที่ผมคิดและทำนั้นไม่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าเลย เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็เต็มใจนบนอบและลุล่วงหน้าที่เจ้าภาพอย่างขยันขันแข็ง หลังจากนั้น เวลาผมต้มเส้น ผมก็จะต้มให้นานขึ้นหน่อย และผมก็จะคลุกเครื่องปรุงในอาหารจานเย็นไว้ล่วงหน้า ผมยังเริ่มคิดหาเมนูอาหารที่หลากหลายมากขึ้น เมื่อผมเห็นว่าพี่น้องหญิงบางคนป่วยและไอ ผมก็ทำเครื่องดื่มลูกแพร์ผสมกับน้ำตาลกรวดให้พวกเธอดื่ม ขณะที่ผมกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงนั่นเอง พวกเธอกลับย้ายออกไปโดยที่ผมไม่ได้คาดคิด

หลังจากที่พวกเธอจากไปแล้ว ผมก็มักจะใคร่ครวญว่า “ทำไมตอนที่ฉันทำหน้าที่เจ้าภาพ ฉันถึงเผยความรู้สึกคัดค้านออกมามากขนาดนั้นนะ?”  ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงปัญหาเรื่องแนวคิดชายเป็นใหญ่ และผมก็เข้าใจบางสิ่งเกี่ยวกับตัวผมเอง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนมากมายคิดว่า ‘การซักล้างและปะชุนเป็นงานของผู้หญิงทั้งสิ้น  ปล่อยให้ผู้หญิงจัดการไป  ฉันรู้สึกโมโหเวลาที่ต้องทำงานพวกนี้ รู้สึกเหมือนไม่ค่อยเป็นผู้ชาย’… ผู้ชายบางคนมีความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ พวกเขาดูแคลนงานบ้านอย่างการดูแลเด็ก ซักเสื้อผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาด และไม่เต็มใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้  ต่อให้พวกเขาทำ ก็ทำอย่างค่อนข้างจำใจ พลางกลัวว่าผู้อื่นจะดูแคลนตน  คิดไปว่า ‘ถ้าฉันทำงานบ้านเหล่านี้อยู่เสมอ แล้วจะต่างกับผู้หญิงอย่างไร?’  การคิดอ่านของพวกเขามีปัญหามิใช่หรือ? (ใช่)… ผู้คนในบางภูมิภาคเชื่อเป็นพิเศษในเรื่องชายเป็นใหญ่—ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็นผลจากการสร้างเงื่อนไขโดยครอบครัวของพวกเขาและเกิดจากอิทธิพลของครอบครัว  ดังนั้น การสร้างเงื่อนไขเช่นนี้ย่อมทำร้ายเจ้าหรือเป็นประโยชน์ต่อเจ้า? (ทำร้าย)  นี่เป็นผลเสียต่อผู้คนอย่างยิ่ง(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (14))  “ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้าเป็นพี่น้องชาย และมีการขอให้เจ้าทำอาหารและล้างจานให้พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ทุกวัน  เจ้าจะนบนอบได้หรือไม่? (ข้าพระองค์คิดว่าได้)  บางทีเจ้าอาจจะทำได้ในระยะสั้น แต่ถ้าขอให้เจ้าทำหน้าที่นี้ในระยะยาว เจ้าจะนบนอบได้หรือไม่?  (ข้าพระองค์ย่อมจะนบนอบได้ถ้าต้องทำหน้าที่นี้เป็นครั้งคราวเท่านั้น  ถ้านานกว่านั้นก็อาจจะทำไม่ได้)  นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่มีการนบนอบ  สิ่งใดที่ทำให้ผู้คนไม่มีการนบนอบ?  (เกิดจากผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดตามจารีตดั้งเดิมอยู่ในหัวใจ  พวกเขาคิดว่าผู้ชายควรทำงานนอกบ้านและผู้หญิงควรดูแลงานในบ้าน คิดว่าการทำอาหารเป็นงานของผู้หญิง และพี่น้องชายย่อมเสียหน้าเมื่อทำอาหาร  ด้วยเหตุนั้นจึงนบนอบไม่ได้ง่ายๆ)  ถูกต้อง  ผู้คนพากันเลือกปฏิบัติทางเพศเมื่อมีการแบ่งงานกันทำ  ผู้ชายคิดไปว่า ‘ผู้ชายอย่างพวกเราควรออกไปทำมาหากินข้างนอกนั่น  งานบ้านอย่างการทำอาหารและทำความสะอาดควรเป็นผู้หญิงทำ  ไม่ควรให้พวกเราทำเรื่องอย่างนั้น’  แต่เหล่านี้เป็นรูปการณ์พิเศษในตอนนี้ และมีการขอให้เจ้าทำงานดังกล่าว แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?  เจ้าต้องแก้ไขข้อยุ่งยากอันใดบ้างจึงจะนบนอบได้?  นี่คือปมสำคัญของเรื่อง  เจ้าต้องก้าวข้ามการเลือกปฏิบัติทางเพศให้ได้  ไม่มีงานใดที่ต้องให้ผู้ชายทำหรือต้องให้ผู้หญิงทำ  ก่อนอื่น จงอย่าแบ่งงานกันด้วยวิธีนี้  ไม่ควรกำหนดว่าใครจะทำหน้าที่อะไรตามเพศของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การปฏิบัติความจริงเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะมีการเข้าสู่ชีวิต)  พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดโปงสภาวะของผมอย่างตรงจุด ผมคิดว่า เนื่องจากผมได้รับอิทธิพลจากคำพูดและการกระทำของพ่อรวมทั้งการเลี้ยงดูของครอบครัวของผมตั้งแต่เด็ก ผมจึงเชื่อมาโดยตลอดว่า “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” และ “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” ผมคิดว่างานบ้านอย่างเช่นการซักผ้า การทำกับข้าว และการทำความสะอาด ล้วนเป็นงานของผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็แค่ต้องทำไร่หรือทำงานเพื่อหาเงินเท่านั้น ผมเชื่อว่าสถานะของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่ภรรยาควรปรนนิบัติสามี และเชื่อว่าถ้าผู้ชายทำงานบ้านก็เป็นเรื่องน่าอับอายและจะโดนดูถูก ดังนั้น ก่อนที่ผมจะเชื่อในพระเจ้า ผมไม่เคยทำงานบ้านเลย เมื่อผมเห็นภรรยาวุ่นกับการทำงานบ้านไปด้วยอุ้มลูกไปด้วย ผมรู้สึกสงสารและอยากช่วย แต่แล้วผมก็ยังนึกขึ้นได้ว่า ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างผมควรรักษาท่าทีและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายที่แท้จริงเอาไว้  ผมคิดว่าถ้าคนอื่นเห็นผมทำงานของผู้หญิง ผมจะเสียหน้าแค่ไหน ดังนั้นผมจึงออกไปเล่นไพ่และหาความสนุกแทนที่จะช่วยภรรยาทำงานบ้าน ช่วงเวลาหลายปีนั้น ภรรยาของผมต้องทนทุกข์อยู่อย่างเงียบๆ ใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยและขมขื่น ที่สำคัญที่สุดคือ เนื่องจากผมได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่เป็นอย่างมาก ผมจึงไม่สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้าได้  เมื่อผู้นำจัดแจงให้ผมทำหน้าที่เจ้าภาพให้พี่น้องหญิงชั่วคราว ผมมองว่างานบ้านเป็นงานของผู้หญิง และรู้สึกว่าการที่พี่น้องชายอย่างผมต้องมาทำหน้าที่เจ้าภาพนั้นเป็นเรื่องน่าอับอายและต่ำต้อยเกินไป เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ความเป็นชายของผม ผมไม่กล้าแม้แต่จะสวมผ้ากันเปื้อนหรือปลอกแขนเวลาทำอาหาร กลัวว่าพี่น้องหญิงจะดูถูกผม เพราะความรู้สึกคัดค้านข้างในตัวผม ผมจึงทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน ผมไม่สามารถแม้แต่จะต้มเส้นก๋วยเตี๋ยวให้ออกมาดีได้ และเกลือในอาหารจานเย็นก็ยังไม่ละลาย เมื่อพี่น้องหญิงให้ข้อเสนอแนะกับผม ผมกลับคิดว่าพวกเธอเรียกร้องมากเกินไป และหวังเพียงว่าพวกเธอจะย้ายออกไปโดยเร็วที่สุด ผมเห็นว่า โดยการดำเนินชีวิตตามแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้ เพื่อปกป้องสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีและสถานะความเป็นชายของผมนั้น ผมได้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและเย็นชาอย่างยิ่ง ปราศจากความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ผมไม่มีแม้แต่การนบนอบหรือการอุทิศตนในหน้าที่ของผม เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็อธิษฐาน วอนขอพระเจ้าทรงโปรดชี้แนะผมให้เข้าใจความจริงและหลุดพ้นจากพันธนาการและการควบคุมของแนวคิดชายเป็นใหญ่ของผม

หลังจากนั้น ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกตอนหนึ่ง และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความรับผิดชอบทางสังคมของผู้ชายและผู้หญิงควรแบ่งแยกกันหรือไม่?  ผู้ชายและผู้หญิงควรมีสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกันหรือไม่?  การยกชูสถานะทางสังคมของผู้ชายและลดความสำคัญของผู้หญิงจนเกินควรนั้นเป็นธรรมหรือไม่?  (ไม่ สิ่งนี้ไม่เป็นธรรม)  แล้วสถานะทางสังคมของผู้ชายกับผู้หญิงควรจัดการในหนทางที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผลอย่างไรกันแน่?  หลักธรรมของการนี้คืออะไร?  (คือผู้ชายกับผู้หญิงเท่าเทียมกัน และควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม)  การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเป็นรากฐานทางทฤษฎี แต่สิ่งนี้ควรนำไปปฏิบัติอย่างไรในหนทางที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมและความมีเหตุผล?  สิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรอกหรือ?  ก่อนอื่น พวกเราต้องกำหนดว่าสถานะของผู้ชายกับผู้หญิงนั้นเท่าเทียมกัน—นี่คือเรื่องที่ไม่สามารถโต้แย้งได้  เพราะฉะนั้น การแบ่งงานในสังคมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงก็ควรเท่าเทียมกัน และควรพิจารณาและจัดการเตรียมการตามขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานนั้นๆ ของพวกเขา  ความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ตราบเท่าที่ผู้หญิงควรได้ชื่นชมสิ่งที่ผู้ชายชื่นชมเช่นกัน เพื่อเป็นการรับประกันสถานะที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงในสังคม  ผู้ใดที่สามารถทำงานนั้นได้ หรือผู้ใดที่มีความสามารถในการเป็นผู้นำก็ควรได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้น ไม่ว่าพวกเขาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม  เจ้าคิดอย่างไรกับหลักธรรมข้อนี้?  (เป็นหลักธรรมที่ดี)  สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง  ตัวอย่างเช่น หากมีผู้ชายสองคนกับผู้หญิงสองคนมาสมัครงานเป็นนักดับเพลิง ใครควรได้รับการว่าจ้าง?  การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมนั้นเป็นรากฐานทางทฤษฎีและหลักปฏิบัติ  เช่นนั้นแล้ว อันที่จริงคนเราควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร?  ดังที่เราเพิ่งกล่าวไปว่า ปล่อยให้คนที่เหมาะสมกับงานได้ทำงานนี้ตามความสามารถและขีดความสามารถของพวกเขา  จงเลือกตามหลักธรรมข้อนี้ ดูว่าในบรรดาผู้สมัคร ใครที่มีรูปร่างเหมาะสมและไม่งุ่มง่าม  การดับเพลิงเป็นเรื่องของการปฏิบัติด้วยความว่องไวในภาวะฉุกเฉิน  หากเจ้างุ่มง่าม หัวทึบ และเอื่อยเฉื่อยเกินไปราวกับเต่าหรือวัวแก่ เจ้าย่อมจะทำให้สิ่งต่างๆ ล่าช้า  หลังสืบค้นลักษณะนิสัยของผู้สมัครแต่ละคนแล้ว ในแง่ของขีดความสามารถ ความสามารถ ประสบการณ์ ระดับของทักษะในงานดับเพลิงของพวกเขา และอื่นๆ บทสรุปที่ได้ก็คือ ผู้ชายหนึ่งคนกับผู้หญิงหนึ่งคนเป็นผู้ที่ค่อนข้างเหมาะสม ผู้ชายนั้นตัวสูง ร่างกายแข็งแรง มีประสบการณ์ในการดับเพลิง และเคยเข้าร่วมดับเพลิงและปฏิบัติการช่วยชีวิตมากมาย ส่วนผู้หญิงเป็นคนคล่องแคล่ว เคยผ่านการฝึกฝนที่เข้มงวด มีความรู้เกี่ยวกับการดับเพลิงและกระบวนการต่างๆ ในงานที่เกี่ยวข้อง มีขีดความสามารถ ทั้งยังเป็นคนที่โดดเด่นในงานอื่นๆ และได้รับรางวัลมา  เพราะฉะนั้น ท้ายที่สุดพวกเขาสองคนจึงได้รับเลือก  สิ่งนั้นถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง)  สิ่งนี้เรียกว่าการเลือกเพชรยอดมงกุฏโดยไม่แสดงความโปรดปรานต่อคนใดคนหนึ่ง… สิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าไม่มีอคติต่อผู้ชายหรือผู้หญิงเวลาที่รับมือกับเรื่องเรื่องหนึ่ง  เจ้าเชื่อว่ามีผู้หญิงที่โดดเด่นและมีความสามารถพิเศษอยู่มากมาย และเจ้าก็รู้จักคนเช่นนั้นอยู่หลายคนทีเดียว  เพราะฉะนั้น ความเข้าใจเชิงลึกของเจ้าจึงโน้มน้าวเจ้าให้เชื่อว่าความสามารถในการทำงานของผู้หญิงไม่ด้อยไปกว่าผู้ชาย และคุณค่าที่ผู้หญิงมอบให้สังคมก็ไม่ได้น้อยไปกว่าผู้ชาย  เมื่อเจ้ามีความเข้าใจเชิงลึกและมีความเข้าใจนี้ เมื่อไรก็ตามที่เจ้ากระทำการในอนาคต เจ้าย่อมจะตัดสินและเลือกได้อย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริงนี้  อีกนัยหนึ่งก็คือ หากเจ้าไม่แสดงความโปรดปรานต่อใครคนหนึ่งและไม่มีอคติทางเพศ เช่นนั้นความเป็นมนุษย์ของเจ้าในเรื่องนี้จะค่อนข้างเป็นปกติ และเจ้าจะสามารถปฏิบัติตนได้อย่างเป็นธรรม  ข้อห้ามทางวัฒนธรรมดั้งเดิมในแง่ที่ผู้ชายถูกมองว่าเหนือกว่าผู้หญิงย่อมจะถูกยกออกไป ความคิดของเจ้าจะไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป และเจ้าจะไม่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดั้งเดิมในแง่มุมนี้อีกต่อไป(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11))  หลังจากที่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ผมรู้สึกกระจ่างชัดอย่างมาก และผมก็เข้าใจว่า เพื่อที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการของแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่าง “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” และ “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” ได้นั้น ก่อนอื่นผมต้องยอมรับความจริงที่ว่าผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกัน ผู้ชายไม่ควรมีอคติต่อผู้หญิง ต้องลดการดูหมิ่นหรือกดขี่พวกเธอเสีย นั่นเป็นสิ่งที่ไร้ศีลธรรมและปราศจากความเป็นมนุษย์ ผู้ชายควรปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างยุติธรรม และไม่ควรมองว่างานบ้านเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงควรทำอยู่แล้ว ในขณะที่ผมมองว่างานที่มีหน้ามีตาเป็นสิ่งที่สร้างสถานะนั้นเป็นงานของผู้ชาย มุมมองเช่นนี้เป็นหนึ่งในความนอกรีตและความคลาดเคลื่อนของซาตาน และขัดแย้งกับความจริงอย่างสิ้นเชิง ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีข้อกำหนดว่าหน้าที่ใดต้องทำโดยพี่น้องชาย และหน้าที่ใดต้องทำโดยพี่น้องหญิง ในพระนิเวศของพระเจ้านั้น หน้าที่ไม่ได้จัดแจงตามเพศ แต่ถูกจัดแจงไว้อย่างเหมาะสมตามขีดความสามารถ จุดแข็ง ความสามารถในการทำงานของแต่ละคน และจัดแจงไว้ตามความจำเป็นต่องานของคริสตจักร ตัวอย่างเช่น ผู้นำได้จัดแจงให้ผมทำหน้าที่เจ้าภาพ เพราะบ้านที่พี่น้องหญิงพักอยู่นั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และยังไม่สามารถหาบ้านที่ปลอดภัยได้ทันที ในทางกลับกัน บ้านของผมเหมาะสม และภรรยาและลูกๆ ของผมก็สนับสนุนให้ผมทำหน้าที่นี้ ในด้านหนึ่ง การจัดแจงของผู้นำช่วยให้พี่น้องหญิงปลอดภัย และในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้พวกเธอสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ เพื่อให้มั่นใจว่างานของคริสตจักรจะไม่ได้รับผลกระทบ  การที่ผมเป็นเจ้าภาพรับรองพวกเธอนั้น ก็เป็นการค้ำจุนงานของคริสตจักรและทำหน้าที่ของตนเช่นกัน ผมควรยอมรับการจัดแจงและนบนอบ ปล่อยวางแนวคิดและมุมมองที่คลาดเคลื่อนที่ว่า “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” และ “ผู้ชายควรทำงานนอกบ้าน และผู้หญิงควรจัดการงานในบ้าน” และลุล่วงหน้าที่เจ้าภาพของผมตามพระวจนะของพระเจ้า

หลังจากนั้น ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม และได้เรียนรู้ว่าควรมีท่าทีต่อหน้าที่ของตนอย่างไรให้ถูกควร  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า  “ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าจะเป็นสิ่งใด จงอย่าเลือกปฏิบัติระหว่างสูงและต่ำ  สมมุติว่าเจ้าพูดว่า ‘แม้ว่ากิจนี้จะเป็นพระบัญชาจากพระเจ้าและงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า แต่หากฉันทำกิจนี้ ผู้คนอาจจะดูแคลนฉัน  คนอื่นได้ทำงานที่ปล่อยให้พวกเขาโดดเด่น  ฉันได้รับมอบกิจนี้ ซึ่งไม่ได้เปิดโอกาสให้ฉันโดดเด่น แต่กลับทำให้ฉันต้องทุ่มเทอยู่หลังฉาก นี่ไม่เป็นธรรม!  ฉันจะไม่ทำหน้าที่นี้  หน้าที่ของฉันต้องเป็นหน้าที่ที่ทำให้ฉันโดดเด่นต่อหน้าคนอื่น และเปิดโอกาสให้ฉันได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเอง—และต่อให้ฉันไม่ได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเองหรือโดดเด่น ฉันก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องได้รับประโยชน์จากหน้าที่นั้นและรู้สึกสุขสบายทางกาย’  นี่เป็นท่าทีที่ยอมรับได้อยู่หรือ?  การเลือกมากคือการไม่ยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า เป็นการตัดสินใจเลือกตามความชอบของเจ้าเอง  นี่ไม่ใช่การยอมรับหน้าที่ของเจ้า นี่คือการปฏิเสธหน้าที่ของเจ้า  เป็นการสำแดงความเป็นกบฏที่เจ้ามีต่อพระเจ้า  การเลือกมากเช่นนั้นเจือปนไปด้วยการเลือกชอบและความอยากได้อยากมีแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า  เมื่อเจ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง ความมีหน้ามีตาของเจ้า และอื่นๆ ท่าทีของเจ้าต่อหน้าที่ของเจ้าจึงไม่นบนอบ  เจ้าควรมีท่าทีเช่นใดต่อหน้าที่ของเจ้า?  ประการแรก เจ้าต้องไม่วิเคราะห์หน้าที่ของเจ้า พยายามค้นหาว่าใครมอบหมายหน้าที่นี้แก่เจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเจ้าควรยอมรับหน้าที่นี้จากพระเจ้าในฐานะพระบัญชาของพระเจ้าและในฐานะหน้าที่ของเจ้า และเจ้าควรเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า และยอมรับหน้าที่ของเจ้าจากพระเจ้า  ประการที่สอง จงอย่าแยกแยะสูงต่ำ และจงอย่ากังวลสนใจในธรรมชาติของหน้าที่ ไม่ว่าหน้าที่จะส่งให้เจ้าโดดเด่นหรือไม่ ไม่ว่าจะทำต่อหน้าธารกำนัลหรืออยู่เบื้องหลัง  จงอย่าคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้  ยังมีอีกท่าทีหนึ่งด้วยคือการนบนอบและให้ความร่วมมืออย่างแข็งขัน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน?)  “ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าความรับผิดชอบของเจ้าคือการทำอาหารให้พี่น้องชายหญิง และนั่นคือหน้าที่ของเจ้า  เจ้าควรทำอย่างไรกับงานนี้?  (พวกเราควรแสวงหาหลักธรรมความจริง)  แล้วเจ้าแสวงหาหลักธรรมความจริงอย่างไร?  นี่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงและความจริง  เจ้าต้องตรึกตรองว่าจะนำความจริงไปปฏิบัติอย่างไรและจะปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ดีได้อย่างไร  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับแง่มุมใดของความจริงบ้าง?  ขั้นแรก เจ้าต้องรู้ก่อนว่า ‘ฉันไม่ได้ทำอาหารให้ตัวเอง  นี่คือหน้าที่ของฉัน’  นี่เกี่ยวข้องกับแง่มุมที่เป็นนิมิต  แล้วขั้นตอนที่สองเป็นเช่นใด?  (พวกเราต้องตรองว่าจะทำอาหารมื้อนี้ให้ดีได้อย่างไร)  มาตรฐานของการทำอาหารให้ดีคืออะไร?  (พวกเราต้องแสวงหาข้อกำหนดของพระเจ้า)  ถูกต้อง  ข้อกำหนดของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง เป็นมาตรฐาน และหลักธรรม  จงทำสิ่งต่างๆ ตามข้อกำหนดของพระเจ้า—นี่คือแง่มุมหนึ่งของความจริง  ก่อนอื่น เจ้าต้องนึกถึงความจริงในแง่มุมนี้ จากนั้นก็ตรองดูว่า ‘พระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่นี้ให้ฉันปฏิบัติ  มาตรฐานตามที่พระเจ้าทรงกำหนดคืออะไร?’  เจ้าต้องมีรากฐานนี้เสียก่อน  แล้วเจ้าควรจะกระทำการอย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของพระเจ้า?  อาหารที่เจ้าทำควรดีต่อสุขภาพ รสชาติดี ถูกสุขอนามัย และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย—เหล่านี้คือรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง  ตราบใดที่เจ้ากระทำการตามหลักธรรมนี้ อาหารที่เจ้าทำก็ย่อมจะมีการปรุงตามข้อกำหนดของพระเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เพราะเจ้าแสวงหาหลักธรรมของหน้าที่นี้แล้ว และการกระทำของเจ้าก็ไม่ได้เกินขอบเขตที่พระเจ้าทรงขีดเส้นเอาไว้  วิธีที่เจ้าใช้กระทำการนั้นถูกต้อง  เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นอย่างดีแล้ว และเจ้าก็ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่เป็นไปตามมาตรฐาน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการแสวงหาหลักธรรมความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี)  ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่มีหน้าที่ใดเลยที่ถูกจัดแจงไว้ตามเพศ  และไม่มีหน้าที่ใดสูงส่งหรือต่ำต้อย ท่าทีที่ถูกควรต่อหน้าที่ของแต่ละคนคือการยอมรับว่าหน้าที่ของเรามาจากพระเจ้าและนบนอบ  ไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดแจงหรือว่าตัวเราจะเด่นหรือไม่ก็ตาม เราควรแสวงหาหลักธรมมความจริงเพื่อลุล่วงหน้าที่ของเรา นี่คือหนทางปฏิบัติที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อผู้นำจัดแจงให้ผมทำหน้าที่เจ้าภาพ ผมก็ไม่ควรกังวลว่าจะโดนดูถูก แต่ควรแสวงหาหลักธรรมความจริงและทำให้ดีที่สุดเพื่อลุล่วงหน้าที่ของผม ประการแรก ผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดำรงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้พี่น้องหญิง นอกจากนี้ ผมต้องรักษาความสะอาดในบ้าน และเวลาทำอาหาร ผมต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการและดีต่อสุขภาพ การทำหน้าที่เจ้าภาพของผม ในด้านหนึ่ง ผมได้แก้ไขมุมมองที่คลาดเคลื่อนแบบชายเป็นใหญ่ของผม ทำให้ผมไม่มองผู้หญิงผ่านกรอบความคิดแบบดั้งเดิมที่ว่า “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” อีกต่อไป ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะชีวิตของผมอีกด้วย ตอนนี้ผมมีทักษะในการล้างและหั่นผักมากขึ้น และที่บ้าน ผมเป็นคนยืนพื้นในการทำอาหารและทำความสะอาด ผมจำได้ว่า ครั้งหนึ่งขณะที่ทานมื้อกลางวัน ภรรยาของผมพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “เมื่อก่อนน้องทำอาหารให้พี่ แต่น้องไม่เคยคิดเลยว่าตอนนี้จะสลับกัน” ลูกๆ ก็บอกว่าผมเปลี่ยนไปแล้ว บางครั้ง พี่น้องหญิงบางคนมาที่บ้านของผมเพื่อสนทนาเรื่องคำเทศนาของพวกเธอ และส่วนใหญ่แล้ว ผมเป็นคนทำอาหารให้พวกเธอทาน ผมไม่รู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องต่ำต้อยหรือน่าอับอายอีกเลย พี่น้องหญิงยังบอกว่าปลาที่ผมทำนั้นอร่อยมาก การที่ผมสามารถหลุดพ้นจากแนวคิดชายเป็นใหญ่แบบดั้งเดิมเหล่านี้ และดำเนินชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้บ้างเล็กน้อยนั้นล้วนแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 12. การมีประสบการณ์กับความทรมานจากความเจ็บป่วยสอนผมให้นบนอบ

ถัดไป: 14. การทบทวน หลังจากปกปิดความผิดพลาด

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger