14. การทบทวน หลังจากปกปิดความผิดพลาด

โดย ธีโอดอร์ ประเทศอิตาลี

ผมทำหน้าที่ตัดต่อวีดิทัศน์ในคริสตจักรมาโดยตลอด  ในเดือนพฤษภาคม ปี 2022 หลังจากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเสร็จ ก็เข้าสู่ช่วงหลังการผลิตที่เข้มข้น และต้องรีบตัดต่อให้เสร็จเพื่อส่งให้ผู้นำตรวจสอบ  หลังจากใช้เวลาตัดต่อแต่ละฉากอยู่นาน ผมก็เผลอกดปุ่มลบ และภาพจากห้าฉากแรกที่ตัดต่อแล้วก็ถูกลบไปทันที  ผมพยายามย้อนกลับการกระทำล่าสุดตามสัญชาตญาณ ไม่เพียงแต่โปรแกรมกู้ภาพกลับคืนมาไม่ได้ แต่มันค้างไปเลย  พอเห็นไทม์ไลน์ว่างเปล่า สมองผมก็เหมือนจะหยุดทำงานไปเลย พอตั้งสติได้ ผมก็รีบลองทุกวิถีทางเพื่อกู้คืนโปรเจกต์ และระหว่างที่หาวิธี ผมก็เอาแต่คิดว่า “จบกัน แล้วจะทำยังไงดี?  ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมไม่ได้สำรองข้อมูล โปรเจกต์ต้องหายไปแน่ๆ ผมแทบไม่เคยทำผิดพลาดในหน้าที่มาก่อน และผู้ดูแลก็ไว้ใจผม  เกิดเรื่องผิดพลาดในช่วงเวลาสำคัญก่อนส่งให้ผู้นำตรวจสอบได้ยังไง?  ถ้าทุกคนรู้ว่าผมทำผิดพลาดแบบมือใหม่ทั้งที่เป็นคนตัดต่อมาตั้งนาน พวกเขาจะคิดยังไงกับผม?  แม้แต่มือใหม่ยังรู้ว่าต้องสำรองข้อมูลทุกวันเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายโดยบังเอิญ แต่ผมกลับคิดว่าเพราะผมไม่เคยทำโปรเจกต์หายเลยหลังจากทำงานนี้มาหลายปี การสำรองข้อมูลทุกวันจึงไม่จำเป็น  ทำไมผมถึงเชื่อมั่นในตัวเองขนาดนั้นนะ?”  เมื่อก่อน เวลาพี่น้องชายหญิงคนอื่นทำผิดพลาดเนื่องจากข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ผมมักจะพูดอย่างมั่นใจมากว่า “ปัญหาแบบนี้หลีกเลี่ยงได้ด้วยการระวังมากขึ้นสักหน่อย”  ความคิดนี้ทำให้ผมหน้าร้อนผ่าว  ผมทำพลาดในช่วงเวลาสำคัญและทำสิ่งที่ขาดความรับผิดชอบมาก ทุกคนจะต้องดูถูกผมแน่ถ้าพวกเขารู้เข้า  ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีของผมจะไม่พังทลายหมดเหรอ?  ไม่ได้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมจะให้พี่น้องชายหญิงรู้เรื่องนี้ไม่ได้  ผมดูการสำรองข้อมูลจากเมื่อหลายวันก่อน และพบว่ามีแค่สองฉากที่เพิ่งถ่ายทำที่ต้องทำใหม่  ผมอดหลับอดนอนทำก็น่าจะแก้ไขเกือบเสร็จ และพอแก้ไขเสร็จหมดแล้ว พี่น้องชายหญิงก็จะไม่มีวันรู้ว่าผมทำโปรเจกต์หาย และผมก็จะรักษาภาพลักษณ์ที่ดีไว้ได้  พอคิดได้แบบนั้น ผมก็รีบกู้คืนโปรเจกต์ แต่ระหว่างทำ ผมสังเกตเห็นว่าต้องปรับแก้สีและใส่เสียงของหนังใหม่ทั้งหมด  พอดูปริมาณงานตรงหน้า ผมก็รู้ว่าทำใหม่ให้เสร็จในวันเดียวคืนเดียวไม่ได้ ผมรู้สึกท้อใจจริงๆ  ผมเห็นชัดเลยว่าผมทำโปรเจกต์นี้ให้เสร็จคนเดียวไม่ได้ และทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเท่านั้น ผมคิดในใจว่า “ถ้าผมไปขอความช่วยเหลือตอนนี้ พวกเขาจะรู้ว่าผมทำโปรเจกต์หายไม่ใช่เหรอ?  ทุกคนจะดูถูกผมถ้าพวกเขารู้  แต่ถ้าผมไม่พูดอะไร งานก็จะยิ่งล่าช้าไปอีก  อีกอย่าง ความจริงจะปรากฏเสมอ”  ผมตระหนักว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และมีบทเรียนที่ผมต้องเรียนรู้  ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้สำรองข้อมูลโปรเจกต์ไว้ และข้าพระองค์ไม่กล้าเผชิญความผิดพลาดแบบมือใหม่นี้  ข้าพระองค์กลัวมากว่าคนอื่นจะรู้ จึงเอาแต่อยากจะปกปิด ข้าพระองค์ไม่ใช่คนซื่อสัตย์  ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงชี้แนะข้าพระองค์ และทรงทำให้ข้าพระองค์สามารถตรงไปตรงมาและเปิดใจเกี่ยวกับปัญหานี้กับพี่น้องชายหญิงและขอความช่วยเหลือด้วยเถิด”  หลังจากอธิษฐาน ผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ราชอาณาจักรของเราต้องการคนที่ซื่อสัตย์ และคนที่ไม่หน้าซื่อใจคดหรือหลอกลวง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 33)  พระเจ้าทรงชอบคนซื่อสัตย์  เห็นได้ชัดว่าผมทำผิดพลาด และผมควรจะตรงไปตรงมาและเปิดใจ ยอมรับความผิดพลาดของตน และขอความช่วยเหลือ  แต่ผมกลับเอาแต่คิดหาวิธีปกปิดเพื่อไม่ให้ใครรู้  หัวใจของผมมืดมนและหลอกลวงมาก!  จริงๆ แล้ว พอทำผิดพลาด ผมควรยอมรับก่อน และไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะมองผมยังไง หรือต่อให้ผมถูกตำหนิหรือถูกตัดแต่ง มันก็เป็นสิ่งที่ผมสมควรได้รับแล้ว  เมื่อเผชิญความผิดพลาดของตน คนซื่อสัตย์จะกล้ายอมรับและมีความกล้าที่จะรับผิดชอบ  ทำไมผมถึงปฏิบัติแบบนี้ไม่ได้ล่ะ?  ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มขอความช่วยเหลือจากทุกคน  ผมส่งข้อความหาพี่น้องชายที่อาจรู้วิธีแก้ไขทีละคน  ผมเห็นว่าผมถามเกือบทุกคนแล้ว และก็ยังไม่มีวิธีกู้คืน ตอนนั้นเอง พี่น้องชายที่รับผิดชอบการบันทึกเสียงก็เดินเข้ามาถามว่า “หาเจอไหมครับ?”  ผมตอบด้วยความท้อใจว่า “ไม่ครับ”  แล้วเขาก็พูดว่า “ผมเพิ่งสำรองข้อมูลโปรเจกต์ตัดต่อไว้เมื่อวานนี้เองครับ”  พอได้ยินแบบนั้น ผมก็เกือบร้องไห้  ปรากฏว่าหลังจากผมทำงานเสร็จในคืนก่อนหน้า พี่น้องชายที่บันทึกเสียงได้เข้าสตูดิโอในเช้าวันต่อมาและได้สำรองข้อมูลไว้  มันคือสิ่งที่ผมทำหายไปเลย  ผมดูโปรเจกต์ที่ถูกสำรองข้อมูลไว้ตรงหน้า  การตัดต่อ การปรับแก้สี และเสียง ทั้งหมดอยู่ครบถ้วน  ผมอดไม่ได้ที่จะขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้าในใจ  ปัญหาเรื่องโปรเจกต์ที่สูญหายก็จบลง  หลังจากโล่งใจแล้ว ผมก็เริ่มทบทวนตัวเองว่า “ทำไมผมถึงพยายามปกปิดเสมอเวลาทำผิดพลาดในหน้าที่และไม่อยากให้คนอื่นรู้?”

ระหว่างทบทวน ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “มนุษย์ที่เสื่อมทรามเก่งเรื่องการอำพรางตน  ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดหรือเผยความเสื่อมทรามอันใดออกมา พวกเขาก็พยายามอำพรางตนอยู่เสมอ  หากเกิดเรื่องผิดพลาดหรือพวกเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาก็อยากที่จะโยนความผิดให้ผู้อื่น  พวกเขาอยากได้ความดีความชอบจากการทำเรื่องที่ดีไว้กับตัว และให้ผู้อื่นรับผิดในเรื่องไม่ดี  ในชีวิตจริงมีการอำพรางเช่นนี้อยู่มากมิใช่หรือ?  มีอยู่มากเกินไป  ระหว่างการทำผิดพลาดกับการอำพรางตน สิ่งไหนเกี่ยวเนื่องกับอุปนิสัยที่เสื่อมทราม?  การอำพรางเป็นเรื่องของอุปนิสัยที่เสื่อมทราม เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันโอหัง ความเลว และความหลอกลวง พระเจ้าทรงเกลียดชังการอำพรางเป็นพิเศษ  อันที่จริงเมื่อเจ้าอำพรางตนเอง ทุกคนต่างเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้านึกว่าผู้อื่นมองไม่เห็น ทั้งยังพยายามโต้แย้งและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองอย่างสุดความสามารถด้วยการพยายามที่จะรักษาหน้าและทำให้ทุกคนคิดว่าเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด  นี่เป็นเรื่องที่โง่เขลามิใช่หรือ?  ผู้อื่นประเมินเรื่องนี้ว่าอย่างไร?  พวกเขารู้สึกอย่างไร?  ขยะแขยงและเกลียดชัง  หลังจากที่ผิดพลาดไปแล้ว ถ้าเจ้าจัดการความผิดพลาดได้อย่างถูกต้อง ยอมให้ทุกคนพูดถึงเรื่องนี้ แสดงความคิดเห็น และใช้วิจารณญาณในเรื่องนี้ได้ ตัวเจ้าเองก็สามารถชำแหละและตีแผ่เรื่องนี้ให้ผู้อื่นดูได้ ความคิดเห็นที่ทุกคนมีต่อเจ้าจะเป็นเช่นไร?  พวกเขาจะพูดอย่างแน่นอนว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เพราะเจ้าเปิดใจให้พระเจ้า และพวกเขาก็สามารถมองเห็นหัวใจของเจ้าผ่านทางการกระทำและพฤติกรรมของเจ้า  แต่ถ้าเจ้าพยายามอำพรางตนและหลอกลวงทุกคน พวกเขาก็จะดูถูกเจ้า และพูดว่าเจ้าเป็นคนที่โง่เขลาและไร้ปัญญา  ถ้าเจ้าไม่พยายามเสแสร้งหรือหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ถ้าเจ้าสามารถยอมรับความผิดพลาดของตนได้ ทุกคนย่อมจะพูดว่าเจ้าซื่อสัตย์และมีปัญญา  แล้วอะไรทำให้เจ้ามีปัญญา?  ทุกคนล้วนผิดพลาด  ทุกคนมีข้อเสียและข้อบกพร่อง  และทุกคนก็มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหมือนกัน  จงอย่าคิดว่าตนเองสูงส่ง เพียบพร้อม และมีจิตใจดีกว่าผู้อื่น การคิดเช่นนั้นไร้สำนึกสิ้นดี!  เมื่อเจ้ามองเห็นอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนและโฉมหน้าที่แท้จริงซึ่งก็คือแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของพวกเขาได้อย่างชัดเจน และเจ้าไม่พยายามปกปิดความผิดพลาดของตน ไม่ถือโทษโกรธเคืองความผิดพลาดของผู้อื่น และสามารถรับมือความผิดพลาดทั้งสองอย่างได้อย่างถูกต้อง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ในเชิงลึก ไม่ทำเรื่องโง่เขลา และย่อมจะเป็นคนที่มีปัญญา  ทุกคนที่ไร้สำนึกต่างก็ไม่ใช่คนที่มีปัญญา เป็นคนที่โง่เขลาทั้งสิ้น  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาผิดพลาดหรือทำเรื่องเหลวไหลและถูกตัดแต่ง พวกเขาย่อมหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนั้น พยายามหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมและแก้ตัวเสมอ พลางทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่เบื้องหลัง  เป็นเรื่องน่าขยะแขยงเมื่อได้เห็น  อันที่จริง สิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ผู้อื่นเห็นได้ชัดในทันที แต่พวกเขาก็ยังคงเล่นละครตบตาอย่างหน้าไม่อาย  สำหรับผู้อื่นแล้ว กลับดูเหมือนการแสดงตลก  นี่คือความโง่เขลามิใช่หรือ?  เป็นความโง่เขลาโดยแท้  ผู้คนที่โง่เขลาย่อมไร้ซึ่งปัญญา  ไม่ว่าพวกเขาจะฟังคำเทศนาไปมากเพียงใด ก็ยังคงไม่เข้าใจความจริงหรือมองเห็นสิ่งใดตามที่เป็นจริง  พวกเขาไม่เคยเลิกคิดว่าตนนั้นเหนือกว่า นึกว่าตนแตกต่างจากทุกคนและสูงส่งกว่า นี่คือความโอหังและความคิดว่าตนถูก นี่คือความโง่เขลา  ผู้คนที่โง่เขลาย่อมไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณมิใช่หรือ?  เจ้าโง่เขลาและไร้ปัญญาในเรื่องใด ก็ย่อมไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณในเรื่องนั้น และไม่สามารถเข้าใจความจริงได้โดยง่าย  นี่คือความเป็นจริงของเรื่องนี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมได้เข้าใจว่าเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดข้อผิดพลาดหรือความเบี่ยงเบนบ้างในหน้าที่ของเรา แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดคือผู้คนต้องเผชิญความผิดพลาดของตนอย่างถูกต้อง และไม่พยายามปกปิดและอำพรางความผิดพลาดเหล่านั้น การปกปิดและการอำพรางเป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่เลวร้ายและหลอกลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจและเกลียดชัง  จากการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่าเมื่อผมทำผิดพลาดในหน้าที่ ความคิดแรกของผมคือต้องปกปิด ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่เลวร้ายและหลอกลวง  เมื่อคิดว่าผมทำหน้าที่ตัดต่อวีดิทัศน์มาสักพักแล้ว มีประสบการณ์บ้าง และทุกคนมองผมในแง่ดีพอสมควร ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองจะทำผิดพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญๆ ผมรู้สึกว่าควรพึ่งพาได้และน่าไว้วางใจมากกว่าคนอื่น  ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น ผมจึงกังวลว่าจะเสียหน้าและสถานะ และผมก็จะพยายามสุดความสามารถเพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้  โดยเฉพาะเมื่อเป็นความผิดพลาดแบบมือใหม่อย่างนี้ ผมก็ยิ่งกลัวว่าถ้าคนอื่นรู้เข้า พวกเขาจะดูถูกผม และสถานะของผมในสายตาพวกเขาจะตกฮวบ ยิ่งคิดแบบนี้ ผมก็ยิ่งไม่สามารถเผชิญความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างถูกควร  ผมอยากอำพรางตัวเองว่าเป็นคนที่ไร้ที่ติ และไม่กล้ายอมรับความผิดพลาดหรือขอความช่วยเหลือ  ผมถึงกับอยากจะแอบแก้ไขโดยไม่ให้ใครรู้ เพื่อรักษาหน้าตัวเอง  ความจริงก็คือความผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว และผมควรจะแค่เปิดใจ ยอมรับผิด และเรียนรู้จากมัน  แต่ผมกลับทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดและหันไปพึ่งการหลอกลวง  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง ถึงแม้ผมจะหลอกคนได้ แต่ผมจะหลอกพระเจ้าได้จริงๆ เหรอ?  ผมไม่ได้หลีกหนีความจริงอยู่หรอกเหรอ?  ผมช่างโง่เขลาจริงๆ!  ใครๆ ก็ทำผิดพลาดกันได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร และยิ่งไปกว่านั้น จริงๆ แล้ว นี่เป็นเครื่องเตือนใจ ช่วยให้ผมรอบคอบมากขึ้นเมื่อกลับไปทำหน้าที่อีกครั้ง  แต่พอผมทำผิดพลาด ผมกลับขบคิดหาวิธีปกปิด ในสายพระเนตรของพระเจ้า การปกปิดที่หลอกลวงนี้ร้ายแรงกว่าความผิดพลาดในตัวมันเองมากนัก  ยิ่งผมปกปิดความผิดพลาดมากเท่าไร ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าอุปนิสัยของผมเลวร้ายและหลอกลวงมากแค่ไหน  ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหน้าซื่อใจคดและน่าขยะแขยงและน่ารังเกียจในสายพระเนตรของพระเจ้าจริงๆ  ผมยังคิดด้วยว่าถ้าครั้งนี้ผมกู้คืนโปรเจกต์ได้เอง ผมจะไม่บอกใครหรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแน่นอน และเป็นเพราะผมไม่มีทางแก้ไขมันได้ ผมถึงยอมบอกความจริงกับพี่น้องชายหญิง  ดังนั้นสำหรับความผิดพลาดทั่วไปที่ผมมักจะปกปิดได้ ผมจะไม่ยิ่งปกปิดมันมากกว่านี้เหรอ?  ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพตัวเองทำหน้าที่เมื่อก่อน  บางครั้งเวลาตัดต่อวีดิทัศน์สั้นๆ ผมจะเน้นความเร็วและผลผลิตเพียงเพื่อให้ได้รับคำชม และผลก็คือปัญหาเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มักทำให้ต้องกลับมาทำใหม่และแก้ไขปรับปรุง  พอคนอื่นถามว่าทำไมถึงเกิดปัญหาพวกนี้ ผมก็กลัวคนอื่นจะว่าผมสะเพร่าและไม่ใส่ใจ  ผมเลยกุเหตุผลภายนอกขึ้นมา อ้างว่าเป็นเพราะขั้นตอนการถ่ายทำ หรือบอกว่าโปรแกรมของผมมีปัญหา ทั้งหมดก็เพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง  สิ่งเหล่านี้ถูกเผยออกมาในตัวผมตลอดเวลา  พอคิดได้แบบนี้ ผมก็ตระหนักว่าผมอำพรางตัวเองและหลอกลวงคนอื่นมากแค่ไหน  ผมจะใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่หลอกลวงนี้ต่อไปไม่ได้ และผมต้องเริ่มปฏิบัติและเข้าสู่มาตรฐานของคนซื่อสัตย์  สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาทำให้ผมทบทวนลึกซึ้งยิ่งขึ้นและได้รู้จักตัวเองมากขึ้นบ้าง

ไม่นานหลังจากนั้น ภาพยนตร์ก็ถูกส่งให้ผู้นำตรวจสอบ  แต่แล้วพี่น้องชายคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าในฉากหนึ่ง เสียงไม่ตรงกับภาพไปสิบสามเฟรม และเขาไม่แน่ใจว่าต้องเรนเดอร์ใหม่ไหม  หัวใจผมเริ่มปั่นป่วน “ทำไมผมถึงไม่เห็นข้อผิดพลาดนั้นนะ?  พอตั้งใจดู จริงๆ แล้ว มันชัดเจนมากทีเดียว  ภาพกับเสียงไม่ตรงกันไปครึ่งวินาที  ผมถึงกับขอให้พี่น้องหญิงคนหนึ่งเช็กส่วนนั้น ทำไมเธอถึงไม่เห็นข้อผิดพลาดนั้นเหมือนกันนะ?  การเรนเดอร์ใหม่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง มันจะทำให้งานล่าช้าจริงๆ!  บางทีผมไม่ควรบอกใคร  มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร คนส่วนใหญ่จะไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำ อีกอย่าง ถ้าทุกคนรู้ว่าวีดิทัศน์มีปัญหาแบบนี้ พวกเขาจะคิดยังไงกับผม?  พวกเขาจะว่าผมพึ่งพาไม่ได้หรือขาดความรับผิดชอบไหม?  ช่วงนี้ผมทำผิดพลาดแบบมือใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ใครจะไว้ใจผม?”  ผมรู้สึกไม่สงบ และรู้สึกผิดและถูกกล่าวโทษในใจ แต่หลังจากคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมก็ยังตัดสินใจไม่พูดอะไร  หลังจากตัดสินใจแบบนั้น ผมรู้สึกกระวนกระวายที่หน้าคอมพิวเตอร์ หัวใจผมปั่นป่วนมาก และข้างในรู้สึกมืดมนจริงๆ  ผมตระหนักว่าผมกำลังปกปิดความผิดพลาดอีกแล้ว ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เพิ่งรู้สึกจริงๆ ว่ามันยากแค่ไหนที่จะพูดความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์  เมื่อใดก็ตามที่อาจเสียศักดิ์ศรีหรือเสียหน้า ข้าพระองค์อดไม่ได้ที่จะปกป้องตนเอง อยากจะโกหกและหลอกลวง  ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้  โปรดประทานความกล้าและความเด็ดเดี่ยวให้ข้าพระองค์ปฏิบัติการเป็นคนซื่อสัตย์ตามพระวจนะของพระองค์ด้วยเถิด”  หลังจากอธิษฐาน ผมก็มีกำลังใจขึ้นมาบ้าง และผมก็เปิดใจกับพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับปัญหานี้  ต่อมา ยังมีปัญหาอื่นๆ ในวีดิทัศน์นี้ ผมเลยแก้ไขทั้งหมดในคราวเดียว ตรวจสอบทุกอย่าง แล้วส่งกลับไปให้ผู้นำ

ประสบการณ์นั้นทำให้ผมเริ่มทบทวนว่า “ทำไมฉันถึงอยากปกปิดความผิดพลาดอยู่เสมอ?  รากเหง้าของปัญหานี้คืออะไร?”  ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอน “สมมุติว่าตอนนี้พระเจ้าตรัสบอกให้เจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์และพูดเรื่องจริงเกี่ยวกับบางสิ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง หรืออนาคตและชะตากรรมของเจ้า  การที่เจ้าทำเช่นนั้นอาจจะไม่เป็นผลดีกับเจ้า กล่าวคือ เป็นไปได้ว่าผู้อื่นจะไม่ยกย่องเจ้าอีกต่อไป และเจ้าก็รู้สึกว่าความมีหน้ามีตาของเจ้าย่อยยับไปแล้ว  ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าจะตรงไปตรงมาและพูดเรื่องจริงได้หรือไม่?  เจ้าจะซื่อสัตย์ได้หรือไม่?  นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด ยากยิ่งกว่าการสละชีวิตของเจ้าเองมาก  เจ้าอาจจะพูดว่า ‘ฉันยอมตายเพื่อพระเจ้าได้ แต่ถ้าพระเจ้าจะทรงให้ฉันพูดเรื่องจริง ฉันย่อมทำไม่ได้  ฉันไม่อยากเป็นคนที่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย  ฉันยอมตายดีกว่ายอมให้ทุกคนดูถูกฉัน ดีกว่ายอมให้ทุกคนเห็นว่าฉันเป็นแค่คนธรรมดา’  จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผู้คนเห็นว่าล้ำค่าที่สุดยังคงเป็นสถานะและความมีหน้ามีตา—พวกเขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ล้ำค่ายิ่งกว่าชีวิตของตนเองเสียอีก  เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และหัวใจของพวกเขาก็ยังคงถูกซาตานควบคุม  ถ้าพวกเขาเผชิญภัยร้ายแรง พวกเขาก็อาจจะยอมเสี่ยงชีวิตได้ด้วยความพยายามชั่ววูบ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะยอมทิ้งสถานะและความมีหน้ามีตา  สำหรับผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า การสละชีวิตไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนยอมรับความจริง และเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์อย่างแท้จริงโดยพูดความในใจออกมา เปิดใจตีแผ่ตนเองแก่ทุกคน  การทำเช่นนี้ง่ายหรือไม่? (ไม่ง่าย) อันที่จริง พระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกให้เจ้าสละชีวิตของตน  ชีวิตของเจ้าคือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มิใช่หรือ?  แล้วชีวิตของเจ้าจะมีประโยชน์อะไรต่อพระเจ้า?  พระเจ้าไม่ทรงต้องการชีวิตของเจ้า  พระองค์ทรงต้องการให้เจ้าพูดจาด้วยความสัตย์จริง พูดว่าเจ้าเป็นคนเช่นใดและเจ้าคิดอะไรอยู่ในใจ  เจ้าจะพูดสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่?  ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มยาก และเจ้าอาจพูดว่า ‘ให้ฉันทำงานหนักเถิด ฉันย่อมจะมีแรงทำ  ให้ฉันสละทรัพย์สินทั้งหมดเถิด ฉันย่อมจะทำได้  ฉันสามารถละทิ้งพ่อแม่และลูกๆ ของฉัน ทิ้งชีวิตแต่งงานและอาชีพการงานของฉันได้โดยง่าย  แต่จะให้ฉันพูดสิ่งหนึ่งจากหัวใจหรือพูดอะไรที่ซื่อสัตย์สักประโยค—นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำไม่ได้’  อะไรคือสาเหตุที่เจ้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้?  สาเหตุก็คือว่าทันทีที่เจ้าทำ ผู้ใดก็ตามที่รู้จักเจ้าหรือคุ้นเคยกับเจ้า จะมองเจ้าต่างออกไป  พวกเขาจะไม่ยอมรับนับถือเจ้าอีกต่อไป  เจ้าจะเสียหน้าและรู้สึกอับอายอย่างที่สุด เจ้าจะไม่มีความซื่อตรงและศักดิ์ศรีอีกต่อไป  สถานะและเกียรติภูมิอันสูงส่งของเจ้าในหัวใจของผู้อื่นจะไม่มีอีกต่อไป  นี่คือสาเหตุที่เจ้าจะไม่พูดความจริงในรูปการณ์แวดล้อมดังกล่าวไม่ว่าจะอย่างไร  เมื่อผู้คนเผชิญกับสิ่งนี้ จะมีการสู้รบในหัวใจของพวกเขา  เมื่อการสู้รบนั้นจบลง บางคนก็ฝ่าพ้นความลำบากยากเย็นของพวกเขาไปในท้ายที่สุด ขณะที่คนอื่นยังไม่ได้ฝ่าพ้นการผูกมัดและข้อจำกัดของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาจนถึงทุกวันนี้และยังคงถูกควบคุมโดย สถานะ ความทะนงตน ความไร้แก่นสาร และสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีของพวกเขาเอง  นี่คือความลำบากยากเย็นอย่างหนึ่งมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน)  “เจ้าอยากเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่เจ้าไม่สามารถปล่อยวางความหยิ่งยโส ความไร้แก่นสาร และผลประโยชน์ส่วนตนไปได้  เจ้าได้แต่โกหกเท่านั้น ใช้ความเท็จมารักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้  หากเจ้าเป็นใครบางคนที่รักความจริง เจ้าย่อมจะสู้ทนความทุกข์ต่างๆ นานาเพื่อปฏิบัติความจริงได้  ต่อให้นั่นหมายถึงการสูญเสียความมีหน้ามีตาและสถานะของตน หมายถึงการสู้ทนให้ผู้อื่นดูหมิ่นเหยียดหยามและเย้ยหยัน เจ้าก็จะไม่เก็บมาใส่ใจ และจะคิดไปว่า—ตราบเท่าที่เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ นั่นก็พอแล้ว  คนที่รักความจริงย่อม เลือกที่จะปฏิบัติความจริงและเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์  นี่คือเส้นทางที่ถูกต้อง และได้รับการอวยพรจากพระเจ้า  หากคนคนหนึ่งไม่รักความจริง พวกเขาย่อมเลือกสิ่งใด?  พวกเขาเลือกที่จะใช้คำโกหกมาดำรงรักษาความมีหน้ามีตา สถานะ ศักดิ์ศรี และเปลือกนอกที่ดูซื่อตรงของตน  พวกเขายอมเป็นคนหลอกลวง ยอมถูกพระเจ้าชิงชังและปฏิเสธมากกว่าที่จะยอมปฏิบัติความจริง  ผู้คนดังกล่าวเป็นคนที่รังเกียจความจริงและปฏิเสธพระเจ้า  พวกเขาเลือกความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง อยากเป็นคนหลอกลวง  พวกเขาไม่ใส่ใจว่าพระเจ้าทรงยินดีหรือไม่ หรือว่าพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่  ผู้คนเช่นนั้นยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน เพราะพวกเขาได้เลือกเส้นทางผิดไปแล้ว  พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตด้วยการโกหกและหลอกลวงเท่านั้น ได้แต่ผ่านพ้นวันเวลาอันเจ็บปวดที่เกิดจากการโกหกและคอยปกปิดเรื่องโกหกเหล่านั้น พลางเค้นสมองคิดหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเองทุกวัน  ถ้าเจ้าคิดว่าเรื่องโกหกสามารถดำรงรักษาความมีหน้ามีตา สถานะ ความไร้แก่นสาร และความภาคภูมิใจที่เจ้าปรารถนาเอาไว้ได้ เจ้าก็คิดผิดถนัด  ในความเป็นจริงนั้น การพูดโกหกไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าไม่สามารถรักษาความไร้แก่นสารและความภาคภูมิใจ รวมถึงศักดิ์ศรีและความซื่อตรงของเจ้าไว้ได้เท่านั้น แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือ เจ้ายังพลาดโอกาสที่จะปฏิบัติความจริงและเป็นคนที่ซื่อสัตย์อีกด้วย  ต่อให้ในตอนนั้นเจ้าสามารถดำรงรักษาความมีหน้ามีตา สถานะ ความไร้แก่นสาร และความภาคภูมิใจของตนไว้ได้ เจ้าก็ทิ้งความจริงและทรยศพระเจ้าไปแล้ว  นี่หมายความว่าเจ้าได้เสียโอกาสที่พระองค์จะทรงช่วยเจ้าให้รอดและทำให้เจ้าเพียบพร้อมไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดและเป็นความเสียใจชั่วนิรันดร์  คนหลอกลวงจะไม่มีวันเท่าทันเรื่องนี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้ก็ด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น)  พระวจนะของพระเจ้าเสียดแทงหัวใจผม  ผมมองว่าสถานะของตัวเองในหัวใจผู้คนสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และเพื่อปกป้องสิ่งเหล่านี้ ผมถึงกับพูดความจริงไม่ได้แม้แต่คำเดียว  ผมอยากหลอกลวงและปกปิดความผิดพลาดของตัวเองมากกว่าที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ที่ตรงไปตรงมาและเปิดใจ และปฏิบัติความจริง  นี่แสดงให้เห็นว่าผมไม่มีความรักต่อความจริงเลย  คนซื่อสัตย์นั้นสามารถเผชิญข้อบกพร่องและปัญหาของตนได้โดยตรง และเพื่อปฏิบัติความจริง พวกเขาเต็มใจที่จะทนรับความอับอายและความเจ็บปวดทุกรูปแบบ  แต่สิ่งเดียวที่ผมต้องทำคือตรงไปตรงมาและเปิดใจเกี่ยวกับความผิดพลาดและปัญหาของตัวเอง และแม้จะไม่ต้องเผชิญความอับอายหรือการเยาะเย้ยใดๆ ผมก็ยังทำไม่ได้  เมื่อเกิดปัญหา ผมจะหาข้ออ้างเพื่อแก้ตัวและปกป้องตัวเองอยู่เสมอ พยายามปกปิดปัญหาของตัวเอง  ผมจะโทษว่าเป็นปัญหาในช่วงแรกของการถ่ายทำ หรือไม่ก็โทษอุปกรณ์หรือโปรแกรม ครั้งนี้พอมีปัญหากับภาพยนตร์ ผมถึงกับอยากโยนความผิด และผมบ่นในใจว่าพี่น้องหญิงคนนั้นไม่เห็นความผิดพลาด ผมขาดสำนึกและหลอกลวงจริงๆ!  ผมตระหนักว่าเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง ผมสามารถหาข้ออ้างได้สารพัด  ผมตระหนักว่าพิษของซาตานอย่าง “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” และ “หน้าตานั้นประเมินค่ามิได้” ส่งอิทธิพลต่อผมและทำให้ผมเสื่อมทราม  ผมเชื่อเสมอว่าชีวิตจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้รับความยกย่องและความเห็นชอบจากคนอื่น และถ้าปราศจากการชื่นชมจากคนอื่น ชีวิตก็ไร้ความหมาย  ตลอดมา ผมคิดถึงแต่ศักดิ์ศรีและสถานะในหน้าที่ของตัวเอง และทันทีที่ความผิดพลาดปรากฏ ผมก็กลัวมากว่าคนอื่นจะรู้ พฤติกรรมที่รอบคอบและระแวดระวังของผมแสดงให้เห็นว่าผมให้คุณค่ากับสถานะและชื่อเสียงเหนือสิ่งอื่นใด ผมละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานเพื่อมาทำหน้าที่ และผมทำงานล่วงเวลาและจ่ายราคา แต่พอถึงเวลาต้องยอมรับความผิด ต้องพูดความจริง เปิดใจ และเปิดเผยความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของตัวเองอย่างหมดเปลือก ผมกลับทำไม่ได้  ระหว่างการรักษาศักดิ์ศรีและสถานะกับการเป็นคนซื่อสัตย์ ผมเลือกอย่างแรกครั้งแล้วครั้งเล่า  ผมเห็นว่าศักดิ์ศรีและสถานะได้ผูกมัดและควบคุมผมไว้แน่นหนาแค่ไหน  ผมอาจปกปิดความผิดพลาดได้ แต่ผมได้หลอกลวงพี่น้องชายหญิงและใช้ชีวิตโดยปราศจากความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรี และผมยังคงใช้ชีวิตภายใต้อำนาจของซาตาน  ผมถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างชัดเจน เต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานและพิษของซาตานทุกชนิด แต่ผมก็ยังพยายามแสดงตัวว่าเป็นนักบุญที่ไร้ที่ติและไม่มีข้อผิดพลาด  ผมช่างจอมปลอมและหน้าซื่อใจคดเหลือเกิน!  ต่อให้ผมปกปิดความผิดของตัวเองได้ จริงๆ แล้วจะได้อะไรขึ้นมาล่ะ?  ครั้งแล้วครั้งเล่า ผมหันไปพึ่งเล่ห์เหลี่ยมและการหลอกลวงเพียงเพื่อรักษาหน้า ทิ้งโอกาสที่จะปฏิบัติความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์  ในสายพระเนตรของพระเจ้า พฤติกรรมเช่นนี้คือการหลอกลวงและความหน้าซื่อใจคด และถ้าผมเป็นแบบนี้ต่อไปโดยไม่ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของการหลอกลวงและการอำพรางตัวเอง พระเจ้าจะทรงรังเกียจเดียดฉันท์ผมและทรงกำจัดผมออกไปอย่างแน่นอน และนี่จะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง!  เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็ไม่อยากมีชีวิตเพื่อศักดิ์ศรีอีกต่อไป และผมเต็มใจที่จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขการอำพรางตัวเองและการหลอกลวงของตัวเอง

ต่อมา ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาใด เจ้าต้องแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาเหล่านั้น เจ้าต้องไม่อำพรางตนหรือนำเสนอภาพลักษณ์จอมปลอมแก่ผู้อื่นเป็นอันขาด  ไม่ว่าจะเป็นข้อบกพร่อง สิ่งที่เจ้าด้อยความสามารถ ข้อเสีย หรืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้า เจ้าต้องเปิดใจสามัคคีธรรมถึงเรื่องทั้งหมดนี้  อย่าปิดบังเอาไว้  การเรียนรู้วิธีเปิดใจคือก้าวแรกสู่การเข้าสู่ชีวิต และเป็นด่านแรกซึ่งผ่านได้ยากที่สุด  เมื่อเจ้าผ่านด่านนี้ได้แล้ว การเข้าสู่ความจริงก็จะเป็นเรื่องง่าย  เมื่อเจ้าผ่านก้าวนี้ไปแล้ว ย่อมจะหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเจ้ากำลังเปิดใจ กำลังจะตีแผ่และเปิดใจถึงทุกส่วนที่เป็นเจ้า—ไม่ว่าจะดีหรือเลว เป็นบวกหรือเป็นลบ—พลางเปิดเผยทั้งหมดนั้นให้ผู้อื่นเห็นและให้พระเจ้าทอดพระเนตร ไม่ซ่อนเร้นหรือปิดบังสิ่งใดจากพระเจ้า ไม่ใช้การอำพราง การหลอกลวง หรือเล่ห์ลวงใดๆ กับพระเจ้า ทั้งยังตรงไปตรงมากับผู้อื่นเช่นกัน  เมื่อทำดังนี้ เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่าง ไม่เพียงพระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าเท่านั้น แต่ผู้อื่นก็จะมองเห็นอีกด้วยว่าการกระทำของเจ้ามีหลักธรรมและโปร่งใส  เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดๆ มาปกป้องความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์ และสถานะของเจ้า ไม่จำเป็นต้องปิดบังหรือกลบเกลื่อนความผิดพลาดของเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายามทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้  ถ้าเจ้าสามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของเจ้าก็จะผ่อนคลายลงมาก ไม่ถูกตีกรอบ ไร้ซึ่งความเจ็บปวด และเจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างโดยสมบูรณ์(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าก้าวแรกของการกลายเป็นคนซื่อสัตย์คือต้องตรงไปตรงมาและเปิดใจ  คนเราต้องกล้าเปิดใจเกี่ยวกับข้อบกพร่องและความเสื่อมทรามของตน  โดยเฉพาะเมื่อเราทำผิดพลาดและไม่อยากให้คนอื่นรู้ นั่นคือตอนที่เราต้องเปิดเผยตัวเองอย่างหมดเปลือกและซื่อสัตย์เกี่ยวกับเรื่องนั้น  สิ่งที่พระเจ้าทรงให้คุณค่าคือหัวใจที่รักความจริงและท่าทีของการมุ่งมั่นที่จะซื่อสัตย์ แม้จะต้องเสียหน้าก็ตาม  ผมเห็นว่าผมยังห่างไกลจากการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่ผมก็เต็มใจที่จะฝึกฝนและปฏิบัติในด้านนี้  ต่อจากนี้ไป ถ้าผมทำผิดพลาดหรือเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ในหน้าที่ ผมจะเปิดใจกับคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจงใจ และเมื่อผมทำแบบนี้ ผมก็ไม่ได้ถูกพี่น้องชายหญิงดูถูก ตรงกันข้าม ผมได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงใจจากพวกเขา  ผมค่อยๆ เลิกรู้สึกกระวนกระวาย กลัว หรือพยายามปกปิดเมื่อทำผิดพลาดเหมือนเมื่อก่อน พอมองย้อนกลับไปตอนที่ผมไม่กล้าเปิดใจหลังจากทำผิดพลาด ผมเหมือนหนูที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด กลัวที่จะออกมาเจอแสงสว่าง  ตอนนี้ หลังจากเปิดใจกับพี่น้องชายหญิง ผมก็รู้สึกเป็นไท เหมือนภาระหนักถูกยกออกไป  ต่อมา ผมคิดทบทวนเรื่องปัญหาอย่างไฟล์โปรเจกต์ที่สูญหายและปัญหาภาพและเสียงไม่ตรงกัน  หลักๆ แล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะผมสะเพร่าในหน้าที่ และพึ่งพาประสบการณ์ และเพราะผมมั่นใจในตัวเองมากเกินไป  เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ในอนาคต ผมจะสำรองข้อมูลโปรเจกต์เป็นประจำและไม่เชื่อมั่นในตัวเองมากขนาดนั้นอีกต่อไป แต่ผมจะปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบแทน

ครั้งหนึ่ง เนื่องจากการจัดการที่ไม่เหมาะสม ผมลบโปรเจกต์วีดิทัศน์หลายตัวที่อัปโหลดไปแล้ว  พี่น้องชายหญิงบอกว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรงและต้องรายงานให้ผู้นำทราบ  แต่ผมกังวลจริงๆ ว่าผู้นำจะมองผมในแง่ร้ายถ้ารู้เรื่องเข้า ผมเลยอยากทำให้ปัญหาดูเล็กลง  ผมใช้เวลาสักพักกู้คืนโปรเจกต์ คิดว่าแค่แก้ไขปัญหาก็พอแล้ว ผมเลยไม่ได้บอกผู้นำทันที  แต่หลังจากนั้น ผมรู้สึกผิดมาก  ระหว่างการชุมนุม ผมอยากเปิดใจกับผู้นำเกี่ยวกับความผิดพลาดที่ผมทำ แต่ผมก็ยังห่วงศักดิ์ศรีเกินกว่าจะพูดออกมา  ตอนนั้นเอง พวกเราบังเอิญได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กินใจผมมาก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ พวกเขาชอบบรรยายตนเองว่าสูงส่งและยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ มีความเข้าใจเชิงลึกและมั่งคั่งเป็นพิเศษ รวมทั้งมีสถานะและภูมิหลังบางอย่างเป็นพิเศษ  พวกเขาไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องสกปรกหรือโง่เขลาที่ตนทำเอาไว้ในที่ลับ ความผิดพลาดที่ทำลงไป หรือข้อเสียและข้อบกพร่องที่พวกเขามี—พวกเขาไม่พูดสักคำเดียวหรือไม่ยอมให้รายละเอียดหลุดลอดออกมาแม้แต่น้อย กลัวว่าผู้อื่นจะล่วงรู้เรื่องดังกล่าว และจะมองเห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นเช่นไร  นี่คือการสร้างภาพมิใช่หรือ?  นี่คือการโกหกและหลอกลวงมิใช่หรือ? (ใช่)” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (25))  ขณะที่ผมไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่าผมกำลังพยายามปกปิดความผิดพลาดของตัวเองอีกแล้วเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง แม้ว่าผมจะกู้คืนโปรเจกต์ทั้งหมดได้ และไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับงานของคริสตจักร แต่ผมก็ยังแสดงแนวโน้มที่จะปกปิดความผิดพลาดของตัวเองในเรื่องนี้ และผมไม่อยากให้คนอื่นเห็นข้อบกพร่องของผม  นี่เป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำหน้าที่ของผม ดังนั้นผมจำเป็นต้องรายงานรายละเอียดทั้งหมดให้ผู้นำทราบอย่างชัดเจนและซื่อสัตย์  ผมจึงอธิษฐานในใจเงียบๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่หลอกลวงของข้าพระองค์  โปรดทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะตรงไปตรงมา เปิดใจ และเป็นคนซื่อสัตย์”  หลังจากอธิษฐาน ผมก็สามัคคีธรรมเกี่ยวกับความเสื่อมทรามที่ผมเผยออกมาในเรื่องนี้และความเข้าใจที่ผมมีต่อตัวเอง  หลังจากพูดจบ ผมก็รู้สึกเหมือนภาระถูกยกออกไป  แม้ว่าตอนนั้นผมจะขายหน้านิดหน่อย แต่หัวใจผมก็รู้สึกสบายขึ้นมากเมื่อได้เปิดใจและสามัคคีธรรม  ขอบคุณพระเจ้า!

ถัดไป: 15. ทางเลือกของผู้จัดการฝ่ายขายคนหนึ่ง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger