99. การคิดทบทวนหลังจากปฏิเสธหน้าที่ของตน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันทำงานการชำระให้บริสุทธิ์ในคริสตจักร และได้เห็นผู้ดูแลถูกปลดทีละคน และบางคนก็ถูกเอาตัวออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตผู้ดูแลสองคนที่เคยรับผิดชอบงานการชำระให้บริสุทธิ์มีขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานที่ยอดเยี่ยม และมีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุมหลายด้าน พวกเขาเป็นผู้ดูแลมาสองสามปีแล้ว แต่ก็ถูกปลดเพราะไม่ได้ทำงานจริงและไม่ยอมรับความจริง ผลก็คือ ฉันคิดว่าการเป็นผู้ดูแลนั้นอันตรายเกินไป การเป็นผู้ดูแลหมายถึงการมีความรับผิดชอบครอบคลุมหลายด้านและต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ถ้าทำได้ไม่ดี ก็จะนำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานของคริสตจักรและทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกปลดหรือถูกเผยและถูกกำจัดออกไป ฉันคิดว่าการเป็นสมาชิกในทีมจะดีกว่า เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าและไม่ต้องกังวลมากนัก แต่ก็ยังมีความหวังที่จะได้รับความรอด ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ปี 2023 ผู้ดูแลต้องไปทำหน้าที่ที่อื่น และขอให้ฉันรับช่วงต่องานของเขา ฉันคิดในใจว่า “ในฐานะสมาชิกในทีม มีผู้รับผิดชอบคอยช่วยตรวจสอบขั้นสุดท้ายและชี้นำงาน ดังนั้นฉันจะไม่ทำความชั่วใหญ่หลวงใดๆ แล้วก็ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป การเป็นผู้ดูแลนั้นแตกต่างออกไป คุณต้องรับผิดชอบงานโดยรวม และต้องเผชิญกับปัญหามากมายและรับผิดชอบอย่างมาก ถ้าฉันจัดการสิ่งต่างๆ ได้ไม่ถูกควรและก่อให้เกิดการขัดขวางต่องานของคริสตจักร ฉันก็จะทิ้งร่องรอยของการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง ถ้าฉันทำชั่วมากมาย ฉันจะไม่ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป และสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอดหรอกหรือ? เป็นสมาชิกในทีมดีกว่า ฉันจะได้ไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบใหญ่ๆ เช่นนั้นย่อมปลอดภัยไร้กังวล และฉันก็มีความหวังที่จะได้รับความรอด” เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็ปฏิเสธไป โดยอ้างว่าขีดความสามารถของฉันธรรมดา ความสามารถในการทำงานของฉันมีจำกัด และฉันไม่ควรค่าแก่การบ่มเพาะ หลังจากนั้น ผู้ดูแลก็เขียนจดหมายมาหาฉันอีกสองครั้งและขอให้ฉันลองคิดเรื่องนี้ดู ฉันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “การไม่ยอมรับก็คือการไม่เชื่อฟัง แต่ถ้าฉันยอมรับ งานการชำระให้บริสุทธิ์ก็เกี่ยวข้องกับหลักธรรมในทุกขั้นตอน ถ้าฉันจัดการสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดีและละเมิดหลักธรรม ก็จะทิ้งการกระทำผิดและการทำชั่วไว้เบื้องหลัง หากเป็นเรื่องเล็กน้อย ฉันก็จะถูกปลด แต่ถ้าเป็นเรื่องร้ายแรง เช่นนั้นฉันก็จะถึงขั้นถูกขับไล่ ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงและสถานะของฉันจะเสียหาย แต่ฉันอาจจะไม่มีจุดจบหรือบั้นปลายที่ดีด้วย” หลังจากคิดอยู่นาน ฉันก็ปฏิเสธไป เมื่อฉันพบกับผู้ดูแล เขาบอกฉันว่า “คุณได้รับคะแนนเสียงจากพี่น้องชายหญิงมากที่สุด คุณต้องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้านะ” ฉันไม่มีอะไรจะพูด หัวใจของฉันรู้สึกเหมือนถูกฉีกเป็นสองส่วน และฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าควรนบนอบในเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ข้าพระองค์ก็นบนอบไม่ได้ ข้าพระองค์กลัวว่าจะไม่สามารถทำหน้าที่ผู้ดูแลได้ดี จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และจะถูกเผยและถูกกำจัดออกไป ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าควรเข้าสู่ความจริงใดเพื่อหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ ข้าพระองค์ทูลขอพระองค์ โปรดนำข้าพระองค์ด้วยเถิด!”
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กระทบใจฉันจริงๆ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้าควรกระทำการไปตามมโนธรรมอย่างไร? จงกระทำด้วยความจริงใจ และ จงควรค่าแก่ พระเมตตาของพระเจ้า ควรค่าแก่การที่พระเจ้าประทานชีวิตนี้แก่เจ้า และควรค่าแก่โอกาสบรรลุความรอดที่พระเจ้าประทานมานี้ นั่นใช่ผลแห่งมโนธรรมของเจ้าหรือไม่? ทันทีที่เจ้าทำได้ถึงมาตรฐานขั้นต่ำสุดนี้ เจ้าย่อมจะได้รับการคุ้มครอง และจะไม่ทำความผิดพลาดร้ายแรง เมื่อนั้นเจ้าจะไม่ทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นกบฏต่อพระเจ้าหรือล้มเลิกหน้าที่ของเจ้าอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ อีกทั้งเจ้าจะไม่หมิ่นเหม่ถึงเพียงนี้ในอันที่จะกระทำการในลักษณะสุกเอาเผากิน เจ้าจะไม่โน้มเอียงไปในการวางอุบายเพื่อสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และอนาคตของเจ้าเองด้วยเช่นกัน นี่คือบทบาทที่มโนธรรมมี ความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งควรมีทั้งมโนธรรมและสำนึกเป็นส่วนประกอบ สองสิ่งนี้คือรากฐานที่สำคัญที่สุด คนประเภทใดที่ไม่มีมโนธรรมและไร้สำนึกตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ? พูดโดยทั่วไปแล้ว พวกเขาก็คือคนที่ไร้ความเป็นมนุษย์ เป็นคนที่ด้อยความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง เมื่อลงรายละเอียดมากขึ้น คนคนนี้มีลักษณะเช่นไรที่สำแดงให้เห็นว่าสูญเสียความเป็นมนุษย์? ลองวิเคราะห์กันดูว่ามีลักษณะเฉพาะอันใดที่พบเห็นได้ในตัวผู้คนแบบนี้ และพวกเขาแสดงให้เห็นถึงการสำแดงสิ่งใดเป็นการเฉพาะ (พวกเขาเห็นแก่ตัวและต่ำช้า) ผู้คนที่เห็นแก่ตัวและต่ำช้าย่อมสุกเอาเผากินในการกระทำของพวกเขาและปลีกตัวห่างจากสิ่งใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเป็นการส่วนตัว พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาไม่มีภาระใจเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาหรือเป็นพยานยืนยันแด่พระเจ้า และพวกเขาไม่มีสำนึกรับรู้แห่งความรับผิดชอบเลย… บุคคลประเภทนี้มีมโนธรรมและสำนึกหรือไม่? (ไม่) บุคคลที่ไม่มีมโนธรรมและสำนึกที่ประพฤติตนในหนทางนี้รู้สึกตำหนิติเตียนตนเองหรือไม่? ผู้คนเช่นนี้ไม่มีสำนึกของการตำหนิติเตียนตนเอง มโนธรรมของบุคคลประเภทนี้ไม่มีประโยชน์อันใด พวกเขาไม่มีวันรู้สึกถึงการถูกตำหนิติเตียนโดยมโนธรรมของตนเอง ดังนั้นพวกเขาจะสามารถรู้สึกถึงการตำหนิติเตียนหรือการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือ? ไม่ พวกเขาไม่สามารถรู้สึกได้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการมอบหัวใจของตนให้แก่พระเจ้า คนเราย่อมสามารถได้รับความจริง) พระเจ้าตรัสว่าคนเหล่านั้นที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก เป็นพวกที่เห็นแก่ตัวและต่ำช้าเป็นพิเศษ พวกเขาคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่งานของคริสตจักร อีกทั้งไม่แบกรับภาระหรือมีสำนึกแห่งรับผิดชอบต่องานของคริสตจักรเลย เมื่อทบทวนดู ฉันก็ตระหนักว่าฉันเป็นคนแบบนั้นทุกประการ ในเมื่อพี่น้องชายหญิงเลือกฉัน ฉันก็ควรจะยอมรับหน้าที่นี้ อย่างไรก็ตาม ฉันกลัวว่าความรับผิดชอบในการทำหน้าที่นี้จะหนักหนาเกินไป กลัวว่าถ้าทำได้ไม่ดีก็จะทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง และถ้าฉันทำชั่ว ฉันก็จะถูกปลดและถูกกำจัดออกไป ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงและสถานะของฉันจะเสียหาย แต่ฉันยังเสี่ยงที่จะสูญเสียแม้กระทั่งจุดจบและบั้นปลายที่ดีของฉันด้วย ดังนั้น ฉันจึงปฏิเสธ โดยอ้างว่าขีดความสามารถของฉันธรรมดา ความสามารถในการทำงานของฉันก็ไม่ดี และฉันไม่ควรค่าแก่การบ่มเพาะ ผู้ดูแลเขียนจดหมายมาหาฉันหลายครั้งเพื่อสามัคคีธรรมกับฉัน แต่ฉันก็ยังคงหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธ ฉันคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและปฏิเสธที่จะยอมรับหน้าที่นี้ ฉันขาดมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง! ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัวและต่ำช้าเช่นนี้อีกต่อไป ฉันจึงยอมรับหน้าที่นี้
ไม่กี่เดือนต่อมา ฉันได้รับมอบหมายงานใหม่ให้เป็นสมาชิกในทีม เพราะขีดความสามารถของฉันไม่ดีพอสำหรับงานนั้น ต่อมา ผู้นำเขียนจดหมายมาบอกว่ามีทีมหนึ่งขาดคนจัดระเบียบเอกสารสำหรับการคัดผู้คนออก และพวกเขาก็จับความเข้าใจหลักธรรมไม่ได้อย่างครบถ้วน บรรดาผู้นำจึงขอให้ฉันไปที่นั่นและเป็นหัวหน้าทีมเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ฉันคิดในใจว่า “ถ้าฉันจัดระเบียบเอกสารสำหรับการคัดผู้คนออกได้ไม่ดีและระบุลักษณะของใครผิดไป ฉันจะต้องรับผิดชอบเรื่องนั้น ถ้าฉันมองอะไรไม่ชัดเจนและกระทำการในลักษณะที่ละเมิดหลักธรรม ทิ้งการกระทำผิดและการทำชั่วไว้เบื้องหลัง เช่นนั้นฉันก็จะใกล้ที่จะถูกปลดและกำจัดออกไป การเป็นสมาชิกในทีมปลอดภัยกว่า” ดังนั้น ฉันจึงบ่ายเบี่ยงงานนี้อีกครั้ง โดยอ้างว่าขีดความสามารถของฉันไม่ดี ความสามารถในการทำงานของฉันไม่ดี และฉันไม่ควรค่าแก่การบ่มเพาะ ต่อมา ผู้นำเขียนจดหมายมาสามัคคีธรรมกับฉันและชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของการที่ฉันปฏิเสธหน้าที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือการปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง ฉันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าการสามัคคีธรรมของผู้นำเป็นการเตือนสติและคำเตือนจากพระเจ้า และฉันก็รู้สึกเศร้าและรู้สึกผิด “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว ทำไมฉันถึงไม่เปลี่ยนแปลงเลย? ทำไมฉันถึงดื้อแพ่งขนาดนี้?” ฉันตระหนักว่าสภาวะนี้จะอันตรายมากถ้าฉันไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขในทันที ฉันจึงค้นหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของฉัน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนกลับกลัวการรับผิดชอบ ถ้าคริสตจักรมอบหมายงานให้พวกเขาทำ พวกเขาก็จะพิจารณาก่อนว่างานนั้นต้องให้พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่รับงาน เงื่อนไขของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ ก็คือ หนึ่ง ต้องเป็นงานที่ไม่รีบร้อน สอง เป็นงานที่ไม่ยุ่งหรือเหนื่อย และสาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ นี่เป็นหน้าที่ประเภทเดียวที่พวกเขายอมทำ นี่คือคนประเภทใด? นี่คือคนกลับกลอกหลอกลวงมิใช่หรือ? พวกเขาไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบแม้แต่น้อย ถึงขนาดกลัวว่าใบไม้ที่ร่วงจากต้นจะทำให้ตนหัวแตก คนเช่นนี้จะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้? พวกเขาจะทำประโยชน์อะไรได้ในพระนิเวศของพระเจ้า? งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน รวมทั้งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร มีหน้าที่ใดบ้างที่ไม่พ่วงความรับผิดชอบมาด้วย? พวกเจ้าว่าการเป็นผู้นำนั้นแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้หรือไม่? ความรับผิดชอบของพวกเขากลับยิ่งมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นมิใช่หรือ? ไม่ว่าเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน ทำวีดิทัศน์ และอื่นๆ—ไม่ว่าเจ้าจะทำงานอะไร—ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง งานนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไร้หลักธรรม ก็จะส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถ้าเจ้ากลัวที่จะรับผิดชอบ เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้ คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นพวกคนขลาด หรือว่าอุปนิสัยของพวกเขามีปัญหากันแน่? เจ้าต้องสามารถบอกความแตกต่างได้ แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความขลาด เหตุใดพวกเขาจึงกล้าขนาดนั้นในการเป็นคนรวยหรือเวลาทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเอง? พวกเขาจะยอมเสี่ยงเพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่พอทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักร เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับไม่ยอมรับความเสี่ยงแต่อย่างใด ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ เป็นคนที่คิดคดทรยศที่สุด ใครก็ตามที่ไม่รับผิดชอบยามปฏิบัติหน้าที่ ย่อมไม่มีความจริงใจให้พระเจ้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจงรักภักดีของพวกเขา แล้วคนประเภทใดที่กล้ารับผิดชอบ? คนประเภทใดมีความกล้าที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง? คนที่ขึ้นมานำและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า กล้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งและไม่กลัวที่จะทนฝ่าความยากลำบากและอันตรายเมื่อพวกเขามองเห็นว่างานนั้นสลักสำคัญอย่างยิ่งยวด นั่นคือคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นทหารดีของพระคริสต์ ใช่หรือไม่ที่ว่าทุกคนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนกลัวเช่นนั้นเพราะไม่เข้าใจความจริง? ไม่ใช่ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขามีปัญหา พวกเขาไร้สำนึกเรื่องความยุติธรรมหรือความรับผิดชอบ เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าที่มีความจริงใจ และไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้เพียงข้อเดียว พวกเขาก็ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดแล้ว… ถ้าเจ้าปกป้องตัวเองเสมอเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า และเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้ เจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่? นี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง—เป็นการทำตัวกลิ้งกลอก ตอนนี้เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า หลักธรรมข้อแรกในการปฏิบัติหน้าที่คืออะไร? คือเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าเสียก่อน ใช้ความพยายามทั้งหมด อันเป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือหลักธรรมความจริงข้อหนึ่ง เป็นหลักธรรมความจริงที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ การปกป้องตนเองด้วยการเหลือทางหนีทีไล่ให้ตนเองนั้นคือหลักปฏิบัติที่ผู้ไม่มีความเชื่อเขาทำกัน และเป็นปรัชญาสูงสุดของพวกเขา การคำนึงถึงตนเองก่อนในทุกสิ่ง วางผลประโยชน์ของตนเองเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใด และไม่นึกถึงผู้อื่น พลางเชื่อว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของผู้อื่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน แล้วจากนั้นก็นึกถึงทางหนีทีไล่—นี่คือผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ? นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อเป็นโดยแท้ คนแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)) ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงใจ พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าคนประเภทที่เห็นแก่ตัว ต่ำช้า และเจ้าเล่ห์นั้นกลัวที่จะต้องรับผิดชอบ เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น พวกเขามักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองก่อนเสมอ และคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะหาทางออกให้ตัวเองได้อย่างไรแทนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร พวกเขาไม่ต้องการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น คนประเภทนี้ไม่ยอมรับความจริงและไม่มีความเป็นมนุษย์ พวกเขาเป็นผู้ไม่มีความเชื่อในสายพระเนตรของพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่สมควรที่จะทำหน้าที่ ฉันเป็นคนประเภทนี้ทุกประการ พระนิเวศของพระเจ้าได้บ่มเพาะฉันให้ทำงานการชำระให้บริสุทธิ์มาหลายปี และฉันก็ได้เชี่ยวชาญหลักธรรมที่เกี่ยวข้องบางอย่างและเข้าใจหนทางบางอย่างในการจัดการกับปัญหา เมื่อผู้นำมอบหมายให้ฉันเป็นหัวหน้าทีม ฉันก็กังวลว่าจะต้องรับผิดชอบหากทำงานได้ไม่ดี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันจึงหาเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น ขีดความสามารถของฉันไม่ดีและความสามารถในการทำงานของฉันไม่ดี เพื่อพูดจาบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยง ฉันรู้ดีว่างานของคริสตจักรต้องการอะไร และฉันก็เป็นผู้สมัครที่เหมาะสม แต่ฉันก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมและไม่ต้องการเป็นหัวหน้าทีมหรือรับผิดชอบใดๆ เพราะฉันกำลังคำนึงถึงจุดจบและบั้นปลายของตัวเอง พวกผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านั้นที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เป็นอันดับแรก จะคำนวณและวางแผนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองในทุกสิ่งที่ทำอยู่เสมอ พวกเขาทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ทุกความคิดและแนวคิดของฉันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน เมื่อถึงคราวที่ต้องรับผิดชอบ ฉันก็เล่นเล่ห์เหลี่ยมและถอยหนี ฉันไม่มีความจงรักภักดีหรือการนบนอบต่อพระเจ้าเลย และไม่ต่างอะไรกับผู้ไม่มีความเชื่อหรือผู้ไม่เชื่อ ฉันไม่คู่ควรกับการทำหน้าที่เลยจริงๆ! เมื่อฉันเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจและการตำหนิตัวเอง
ต่อมา ฉันได้ทบทวนตัวเองว่า ในเมื่อฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว ทำไมฉันถึงอยากปฏิเสธหน้าที่อยู่ตลอดเวลา? อะไรคือต้นตอของปัญหานี้? วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยทำตามการจัดแจงเตรียมการแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขายึดโยงหน้าที่ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเข้ากับความหวังที่จะได้รับพรและบั้นปลายในอนาคตอย่างแนบแน่นเสมอ ราวกับว่าทันทีที่ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาสูญสิ้น พวกเขาก็หมดหวังที่จะได้รับพรและรางวัล และทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับสูญสิ้นชีวิตไปด้วย พวกเขาคิดว่า ‘ฉันต้องรอบคอบ ฉันต้องไม่ประมาท! พระนิเวศของพระเจ้า พี่น้องชายหญิง ผู้นำและคนทำงาน และแม้กระทั่งพระเจ้าก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาได้ ฉันไม่สามารถไว้ใจพวกเขาคนใดได้ คนที่คุณพึ่งพาได้ที่สุดและคู่ควรแก่ความไว้วางใจที่สุดก็คือตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่วางแผนให้ตัวเองเช่นนั้นแล้วใครจะมาใส่ใจดูแลคุณ? ใครจะมาคำนึงถึงอนาคตของคุณ? ใครจะมาคำนึงว่าคุณจะได้รับพรหรือไม่? เพราะฉะนั้น ฉันต้องวางแผนและคิดคำนวณเพื่อตัวเองให้รอบคอบ ฉันจะทำผิดพลาดหรือประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นฉันจะทำอย่างไรถ้ามีใครพยายามเอาเปรียบฉัน?’ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงระวังตัวกับเหล่าผู้นำและคนทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า กลัวว่าจะมีคนรู้ทันหรือดูพวกเขาออก แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะถูกปลด และความฝันที่จะได้รับพรก็จะพังทลาย พวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอาไว้ เพื่อให้พวกเขามีความหวังที่จะได้รับพร ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย หรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรือแสดงความคิดเห็น ในขณะที่การได้รับพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาก็เอามายึดโยงกับการได้รับพร ระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างยิ่ง และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถนบนอบหน้าที่ที่คริสตจักรจัดแจงให้ได้ สาเหตุหลักเป็นเพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการได้รับพรมากเกินไป ศัตรูของพระคริสต์ไม่ไว้ใจใครนอกจากตัวเอง พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาได้แต่ตัวเองเท่านั้น มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะดูแลตัวเองอย่างแท้จริง และพวกเขาต้องระมัดระวังและรอบคอบในทุกย่างก้าว ด้วยความหวาดกลัวว่าการนบนอบการจัดแจงของพระนิเวศของพระเจ้าจะส่งผลเสียต่อพรของพวกเขาและทำลายความฝันที่จะได้รับพรของพวกเขา เมื่อทบทวนตัวเอง พฤติกรรมของฉันก็เหมือนกับพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? ฉันให้ความสำคัญกับการได้รับพรอย่างมาก คริสตจักรมอบหมายให้ฉันเป็นผู้ดูแลแล้วก็เป็นผู้นำทีม แต่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคำนึงถึงจุดจบและบั้นปลายของตัวเอง โดยระมัดระวังและคิดคำนวณอยู่ตลอดเวลา ฉันคิดว่าการทำหน้าที่ผู้ดูแลหรือผู้นำทีมนั้นมีความรับผิดชอบที่หนักหนา และถ้าฉันทำงานได้ไม่ดี ฉันก็จะทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลัง หากเป็นเรื่องร้ายแรง ฉันอาจจะถึงขั้นถูกเผยและถูกกำจัดออกไป ในทางกลับกัน สมาชิกทั่วไปในทีมมีความรับผิดชอบน้อย และแม้ว่าฉันจะไม่ได้รับความดีความชอบที่โดดเด่นใดๆ ฉันก็จะไม่ทิ้งการกระทำผิดไว้เบื้องหลังจนถูกเผยและถูกกำจัดออกไป สิ่งที่ฉันคิดคือการทำทุกวิถีทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และฉันไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรเลย ฉันใช้ชีวิตโดยพึ่งพาพิษของซาตานอย่างสิ้นเชิง เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ไม่ต้องแสวงหาความดี แต่ให้หลีกหนีคำติเตียน” และ “การระวังระไวเป็นบ่อเกิดของความปลอดภัย” ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ปกติที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเอง การทำอย่างอื่นนั้นโง่เขลา เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือการให้ฉันได้รับการฝึกฝนมากขึ้นโดยการเป็นผู้ดูแลและผู้นำทีม และสามารถแสวงหาความจริงเพื่อทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมได้ อย่างไรก็ตาม ฉันกลับสงสัยในพระเจ้าโดยอาศัยทัศนะที่บิดเบือนของฉัน ฉันรู้สึกว่าการให้ฉันเป็นผู้ดูแลเป็นหนทางที่จะเผยและกำจัดฉันออกไป ฉันคิดว่าพระเจ้าเป็นเหมือนคนเหล่านั้นในโลกที่มีสถานะและอำนาจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเที่ยงธรรมและชอบธรรมต่อผู้คนเสมอไป และคนที่ทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะถูกกำจัดออกไป นี่ไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ? ฉันช่างหลอกลวงและเลวร้ายเสียจริง! การเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนั้นเป็นเรื่องธรรมดาและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ฉันผูกพันด้วยเกียรติซึ่งไม่อาจหลบเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม ฉันถูกพิษซาตานทำร้ายและกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ชั่วร้าย และหลอกลวง ฉันปฏิเสธหน้าที่ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย การใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานเหล่านี้จะนำฉันไปสู่การต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และกำจัดออกไป เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจและการตำหนิตัวเอง ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ช่างเห็นแก่ตัว ต่ำช้า เลวร้าย และหลอกลวงเหลือเกิน ตั้งแต่ข้าพระองค์เริ่มเชื่อในพระองค์ ข้าพระองค์ก็ไล่ตามไขว่คว้าแต่พร และไม่เคยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์หรือคิดถึงงานของคริสตจักรเลย ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ และหยุดเดินบนเส้นทางที่ผิด”
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “คนบางคนไม่เชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าสามารถปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองพระนิเวศของพระองค์ และว่าความจริงครองความเป็นใหญ่ที่นั่น พวกเขาเชื่อว่าไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำหน้าที่ใด หากมีปัญหาเกิดขึ้นในหน้าที่นั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะรับมือกับคนคนนั้นทันที โดยตัดสิทธิ์ในการทำหน้าที่ของพวกเขา โยกย้ายพวกเขาออกไป หรือแม้กระทั่งเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ? ไม่ใช่อย่างแน่นอน พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักธรรมความจริง พระเจ้าทรงชอบธรรมในการปฏิบัติต่อทุกคน พระองค์ไม่ทรงมองเพียงว่าคนคนหนึ่งประพฤติตัวอย่างไรในครั้งเดียวเท่านั้น พระองค์ทรงดูที่แก่นแท้ธรรมชาติของคน ความตั้งใจของเขา และท่าทีของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนคนหนึ่งทำผิดพลาด พระองค์ทรงมองว่าเขาสามารถทบทวนตนเองได้หรือไม่ เขาสำนึกผิดหรือไม่ และเขาสามารถเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาตามพระวจนะของพระองค์หรือไม่ เพื่อที่จะเข้าใจความจริง เกลียดตนเอง และกลับใจอย่างแท้จริง หากใครบางคนไม่มีท่าทีที่ถูกต้องเช่นนี้ และเจือปนด้วยเจตนาส่วนตนโดยสิ้นเชิง หากพวกเขาเต็มไปด้วยกลอุบายเล็กๆ น้อยๆ และเผยให้เห็นแต่อุปนิสัยอันเสื่อมทราม และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น หากพวกเขาถึงกับใช้การเสแสร้ง การอ้างเหตุผลลวง และการให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง กับการดื้อดึงไม่ยอมรับสิ่งที่ตนได้ทำลงไป เช่นนั้นแล้วบุคคลดังกล่าวก็ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด เขาไม่ยอมรับความจริงเลยและถูกเผยโดยสมบูรณ์ พวกที่ไม่ใช่ผู้คนที่ถูกต้อง และไม่สามารถยอมรับความจริงได้เลยแม้แต่น้อยเป็นพวกผู้ไม่เชื่อในแก่นแท้ และสามารถถูกกำจัดออกไปได้เท่านั้น… จงบอกเราทีว่า หากคนคนหนึ่งทำผิดพลาดไปแล้ว แต่เขากลับเกิดความเข้าใจที่แท้จริงและเต็มใจที่จะกลับใจ พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะให้โอกาสพวกเขาไม่ใช่หรือ? ขณะที่แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดลง มีหน้าที่มากมายเหลือเกินที่จำเป็นต้องทำ แต่หากเจ้าไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และไม่ใส่ใจในงานที่ถูกควรของเจ้า หากเจ้าได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ แต่ไม่รู้จักถนอมความล้ำค่าของโอกาสนั้น ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย ปล่อยให้เวลาที่ดีที่สุดผ่านเจ้าไป เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะถูกเผย” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงและความชอบธรรมครองราชย์ พระนิเวศของพระเจ้าปลดและกำจัดผู้คนตามหลักธรรม และไม่มีใครจะถูกจัดการตามอำเภอใจเพราะพฤติกรรมของพวกเขาในเวลาใดเวลาหนึ่งหรือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่สม่ำเสมอของผู้คน ท่าทีต่อการยอมรับความจริงของพวกเขา และข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาได้กลับใจอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง หากคนคนหนึ่งขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างต่อเนื่อง และไม่กลับใจหรือเปลี่ยนแปลงไม่ว่าคนอื่นจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เขาก็จะถูกปลดและกำจัดออกไป อย่างไรก็ตาม หากคนคนหนึ่งเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเมื่อทำหน้าที่ของตน หรือนำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานของคริสตจักร แต่สามารถทบทวน เข้าใจ กลับใจ และเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที พระนิเวศของพระเจ้าก็ย่อมจะให้โอกาสเขาทำหน้าที่อื่นๆ ต่อไป ฉันคิดว่าตั้งแต่ฉันเริ่มทำงานการชำระให้บริสุทธิ์ ฉันได้นำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานเพราะฉันไม่เข้าใจหลักธรรม และเป็นผลให้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ปลดหรือกำจัดฉันออกไปเพราะการกระทำผิดของฉัน แต่กลับสามัคคีธรรมกับฉันและช่วยเหลือฉัน หลังจากนั้น เนื่องจากฉันเต็มใจที่จะกลับใจ ฉันจึงได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ต่อไป สำหรับพวกที่ถูกปลดและกำจัดออกไป นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมหรือผู้ดูแล แต่เพราะพวกเขากำลังเดินบนเส้นทางที่ผิด พวกเขาได้กระทำผิด แต่ไม่ยอมรับการตัดแต่ง และไม่กลับใจ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงถูกปลดและกำจัดออกไป ฉันคิดถึงพี่น้องหญิงคนหนึ่งในทีมที่ไม่ใช่ผู้ดูแล แต่ขณะที่เธอทำหน้าที่ เธอได้แก่งแย่งชื่อเสียงและผลประโยชน์กับพี่น้องหญิงที่เธอทำงานด้วยและบ่อนทำลายพวกเขาอยู่เบื้องหลัง สิ่งนี้ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และเธอก็ไม่กลับใจหลังจากการสามัคคีธรรม ในที่สุดเธอก็ถูกปลด นอกจากนี้ อดีตผู้ดูแลสองคนก่อนหน้านี้ถูกปลดไม่ใช่เพราะพวกเขามีความรับผิดชอบที่หนักหนา แต่เพราะพวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างสม่ำเสมอและไม่ได้ทำงานที่แท้จริง เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่งหรือพี่น้องชายหญิงของพวกเขาสามัคคีธรรมเพื่อช่วยเหลือ พวกเขาก็ไม่ได้กลับใจหรือเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง การที่พวกเขาถูกปลดไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ที่พวกเขาทำหรือความรับผิดชอบของพวกเขาหนักหนาเพียงใด ฉันตระหนักถึงการที่ฉันเชื่อว่าการเป็นผู้นำทีมนั้นอันตรายเพราะความรับผิดชอบอันหนักหนาที่พ่วงมาด้วย และการเป็นสมาชิกในทีมนั้นค่อนข้างปลอดภัยไร้กังวลนั้นเป็นเรื่องคลาดเคลื่อนและไร้สาระ และไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง พระนิเวศของพระเจ้าให้โอกาสฉันทำหน้าที่ และเจตนารมณ์ของพระเจ้าคือให้ฉันแสวงหาความจริงในผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับฉัน และให้ฉันจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงให้ได้มากขึ้น ฉันควรจะทะนุถนอมโอกาสที่หาได้ยากนี้และยอมรับหน้าที่ของฉัน
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เช่นนั้นแล้ว บุคคลที่ซื่อสัตย์ควรประพฤติตัวอย่างไร? พวกเขาควรนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อุทิศตนให้หน้าที่ที่พวกเขาสมควรปฏิบัติ และเพียรพยายามที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า การนี้แสดงออกได้หลายหนทาง หนทางหนึ่งคือการยอมรับหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของเจ้า ไม่ทำอย่างไม่เต็มใจ และไม่ออกอุบายเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง เหล่านั้นคือการแสดงออกของความซื่อสัตย์ อีกหนทางหนึ่งคือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีด้วยหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของเจ้า ทำงานที่พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าทำอย่างถูกควร และทุ่มเทหัวใจและความรักของเจ้าลงไปในหน้าที่ของเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย สิ่งเหล่านี้คือลักษณะการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์ควรมีระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) “ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายหรือไม่ หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ปราศจากเงื่อนไขหรือเหตุผล เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา… เจ้าไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และไม่ควรปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะกลัวว่าจะประสบเคราะห์ร้าย เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์) พระเจ้าตรัสว่าผู้คนที่ซื่อสัตย์สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าได้ และทุ่มเทหัวใจและกำลังของตนในการทำหน้าที่ของตนให้ดี พวกเขาไม่ได้วางอุบายเพื่อตนเอง หรือคำนึงถึงผลได้ผลเสียในผลประโยชน์ส่วนตน ยิ่งไปกว่านั้น หน้าที่เป็นความรับผิดชอบที่พวกเราผูกพันด้วยเกียรติซึ่งไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ยิ่งไปกว่านั้น หน้าที่เป็นความรับผิดชอบที่พวกเรามีเกียรติผูกพันที่จะไม่หลีกเลี่ยง พวกเราไม่ควรปฏิเสธหน้าที่เพราะพวกเรากลัวความโชคร้าย และพวกเราก็ไม่ควรยอมรับหน้าที่เพื่อเห็นแก่พร เป็นเรื่องธรรมดาและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่ผู้คนจะลุล่วงหน้าที่ของตน หลังจากเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็รู้วิธีปฏิบัติต่อหน้าที่ของฉัน แม้ว่าขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานของฉันจะธรรมดา แต่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันต้องทำในสิ่งที่ฉันควรทำ ฉันสามารถแสวงหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจขณะทำหน้าที่ และภายในขอบเขตของขีดความสามารถและความสามารถของฉันเอง ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลุล่วงหน้าที่ที่ฉันควรจะลุล่วง นี่คือท่าทีที่ฉันควรมี เพื่อชดใช้ความผิดที่ผ่านมาของตัวเอง ฉันได้เสนอตัวไปช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงในการจัดระเบียบเอกสารการชำระให้สะอาด และผู้นำก็เห็นด้วย แม้ว่าฉันจะยังไม่สัมฤทธิ์การเข้าสู่หรือการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่จากการถูกเผยในครั้งนี้ ฉันก็ได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับมุมมองที่ผิดพลาดเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาในความเชื่อของฉัน ได้เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ของฉันให้ดีเพื่อแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และฉันก็เต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!