97. การแก้ไขทัศนะที่ผิดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าให้ถูกต้อง
ตอนอายุสิบหกปี ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำ และในปีถัดมาก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลูปัสชนิดแพร่กระจายทั่วร่างกาย (SLE) โรคชนิดนี้รักษาไม่หายและทำได้เพียงควบคุมด้วยยาเท่านั้น นับจากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของฉันก็ตกอยู่ในเงามืด ฉันต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบทุกปี ต่อมา ข้อต่อตามแขนขาของฉันเริ่มบวมและปวด และบางครั้งก็ปวดมากจนแทบเดินไม่ไหว และถึงกับมัดผมเองไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อเห็นตัวเองอยู่ในสภาพเช่นนี้ทั้งที่ยังอายุน้อย ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดและหมดหนทาง โดยสงสัยว่าทำไมฉันต้องมาป่วยเป็นโรคแบบนี้ด้วย บางครั้งความเจ็บปวดก็รุนแรงจนฉันอยากตาย แต่ฉันก็ทำใจทำแบบนั้นไม่ลงเมื่อเห็นครอบครัวทำงานหนักและวิ่งวุ่นเพื่อฉัน ฉันแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ
ในเดือนกันยายน ปี 2012 มีคนมาประกาศพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แก่ฉัน พอได้ยินว่าการเชื่อในพระเจ้าจะนำมาซึ่งการดูแลและคุ้มครองของพระองค์ สิ่งนี้ก็ได้ให้ความหวังอันริบหรี่ท่ามกลางความสิ้นหวัง ฉันจึงตอบรับด้วยความยินดี หนึ่งปีต่อมา สุขภาพของฉันก็ดีขึ้นมาก ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าอยู่ในใจ และหวังว่าวันหนึ่งอาการป่วยของฉันจะหายขาด เพื่อที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป แต่วันหนึ่งในเดือนเมษายน ปี 2014 จู่ๆ ฉันก็มีเลือดกำเดาไหลออกมาไม่หยุด เลือดไหลทะลักออกมาเรื่อยๆ และทำอย่างไรก็ไม่หยุด ฉันใช้กระดาษทิชชูเช็ดตลอด และไม่นานพื้นก็เต็มไปด้วยกระดาษทิชชูที่ชุ่มเลือด ตอนนั้นฉันอยู่บ้านคนเดียว ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ และร้องไห้โฮออกมา ทั้งหวาดกลัวและไม่รู้จะทำอย่างไร ในตอนนั้น ฉันนึกถึงพระเจ้าและร้องทูลต่อพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย…” ฉันร้องทูลต่อพระเจ้าไม่หยุด แต่เลือดกำเดาก็ไม่หยุดไหล ฉันจ้องมองเพดานอย่างสิ้นหวัง รู้สึกเป็นครั้งแรกว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม ฉันคิดในใจว่า “ถ้าฉันจะต้องตาย ก็ให้มันเป็นไป ยังไงฉันก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว และความตายก็คงเป็นการปลดปล่อย…” ต่อมา พ่อแม่ของฉันรีบกลับมาบ้านและพาฉันไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ฉันคิดในใจว่า “การเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัยไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ฉันเชื่อในพระเจ้าแล้ว ทำไมเรื่องแบบนี้ยังเกิดขึ้นกับฉันได้อีก? ถ้าพระเจ้ามีอยู่จริง พระองค์ก็ควรจะทรงแสดงการอัศจรรย์และทำให้เลือดกำเดาของฉันหยุดไหลตอนที่ฉันร้องทูลต่อพระองค์สิ แต่ทำไมพระเจ้าไม่ทรงรักษาฉัน? ทำไมพระองค์ทรงปล่อยให้อาการป่วยของฉันกำเริบ? แล้วการเชื่อในพระเจ้าของฉันจะมีความหมายอะไร? สู้ไม่เชื่อเสียยังดีกว่า” หลังจากออกจากโรงพยาบาลและกลับมาบ้าน ฉันก็นำหนังสือพระวจนะของพระเจ้าไปคืนให้ผู้นำและตัดสินใจเลิกเชื่อในพระเจ้า
ต่อมา เมื่อพี่น้องชายหญิงจากคริสตจักรทราบถึงสภาวะของฉัน พวกเขาก็มาช่วยเหลือและเกื้อหนุนฉัน และอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งให้ฉันฟัง “ตอนที่โยบก้าวผ่านการทดสอบนั้น พระเจ้ากับซาตานเดิมพันกัน และพระเจ้าทรงเปิดโอกาสให้ซาตานทำให้โยบได้รับความทุกข์ร้อน แม้ว่านี่คือการที่พระเจ้าทรงทดสอบโยบ แต่อันที่จริงเป็นซาตานนั่นเองที่มาเผชิญหน้าโยบ สำหรับซาตาน มันคือการทดลองโยบ แต่โยบยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้า หากไม่ได้เป็นเช่นนั้น โยบก็คงจะตกอยู่ในการทดลอง เมื่อผู้คนตกอยู่ในการทดลอง พวกเขาก็ตกลงสู่ภาวะอันตราย การก้าวผ่านกระบวนการถลุงสามารถพูดได้ว่าเป็นการทดสอบจากพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่อยู่ในสภาวะที่ดี ก็พูดได้ว่าเป็นการทดลองจากซาตาน ถ้าเจ้าไม่ชัดเจนในเรื่องของนิมิต ซาตานก็จะกล่าวหาเจ้าและบดบังการรับรู้นิมิตของเจ้า ก่อนที่เจ้าจะรู้ตัว เจ้าก็จะตกลงสู่การทดลอง” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง) พี่น้องหญิงคนหนึ่งสามัคคีธรรมว่า “วันนี้ พระเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการช่วยพวกเราให้รอด แต่ซาตานก็ก่อกวนเราอยู่ตลอด ทำให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเรา เป้าหมายของมันคือการทำให้เราพร่ำบ่นพระเจ้า หรือแม้แต่ปฏิเสธและละทิ้งพระองค์ เพื่อที่ท้ายที่สุดมันจะสามารถกลืนกินเราได้ เราต้องมองแผนการร้ายของซาตานให้ออก ก็เหมือนกับตอนที่โยบเผชิญบททดสอบของเขา ในโลกวิญญาณ ซาตานกล่าวหาโยบ โดยบอกว่าโยบยำเกรงพระเจ้าก็เพราะพระองค์ประทานพรให้เขามากมาย และถ้าทุกสิ่งที่เขามีถูกทำลายไป เขาก็จะละทิ้งพระเจ้าอย่างแน่นอน หลังจากนั้น ซาตานก็ทำทุกวิถีทางเพื่อทำร้ายโยบ พรากเอาลูกๆ และทรัพย์สมบัติมหาศาลของเขาไป และถึงกับทำให้เขามีฝีร้ายขึ้นเต็มตัว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพยายามทำให้โยบละทิ้งพระเจ้า แต่โยบยึดมั่นในความเชื่อของตนที่มีต่อพระเจ้า โดยไม่พร่ำบ่น และถึงกับสรรเสริญพระนามของพระเจ้า ตั้งมั่นในคำพยานของตนให้พระเจ้า ในที่สุด ซาตานก็ล่าถอยไปอย่างอัปยศ นี่แสดงให้เห็นว่าซาตานชอบปั่นหัวและทำร้ายผู้คน และจุดประสงค์ของมันก็คือการทำให้ผู้คนตีตัวออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ วันนี้ คุณเลิกเชื่อในพระเจ้าเพียงเพราะอาการป่วยของคุณกำเริบ นั่นไม่เท่ากับว่าคุณกำลังตกหลุมพรางของซาตานพอดีหรอกหรือ?” หลังจากได้ฟังการสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงคนนั้น ฉันก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ฉันตระหนักว่าความเจ็บป่วยนี้เป็นการทดสอบฉัน เพื่อดูว่าฉันจะยืนอยู่ข้างพระเจ้าหรือข้างซาตาน ถ้าฉันเลิกเชื่อจริงๆ แผนการร้ายของซาตานก็จะสำเร็จ เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันจึงตัดสินใจเชื่อในพระเจ้าต่อไป ดังนั้น ฉันจึงขอหนังสือ “พระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนัง” จากคริสตจักร และเริ่มอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างจริงจังที่บ้านทุกวัน จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงเข้าใจถึงที่มาของความเจ็บป่วยและความเจ็บปวดของมนุษย์ ในตอนแรก พระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวา และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสวนเอเดน แต่เพราะการทดลองของซาตาน พวกเขาจึงกินผลจากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว นับจากนั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ดำรงชีวิตอยู่ในบาป และนั่นคือที่มาของการเกิด แก่ เจ็บ และตาย เมื่อมนุษยชาติถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามลึกลงเรื่อยๆ ผู้คนก็ห่างเหินจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บป่วยและความเจ็บปวดของพวกเขาก็รุนแรงขึ้น และชีวิตของพวกเขาก็ทุกข์ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน ทรงแสดงความจริงเพื่อชำระความเสื่อมทรามของมนุษย์ให้บริสุทธิ์ ช่วยมนุษย์ให้รอดจากอำนาจของซาตานโดยสมบูรณ์ ฟื้นฟูมนุษย์สู่สภาพเสมือนดั้งเดิมของตน และนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายที่สวยงาม ในอนาคต จะไม่มีความเจ็บปวดและไม่มีน้ำตาอีกต่อไป เมื่อเข้าใจทั้งหมดนี้ ฉันก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก ฉันรู้สึกว่าความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่มาก และฉันก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงจังและมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งและได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับความไม่บริสุทธิ์ในความเชื่อของฉัน ซึ่งก็คือเจตนาของการไล่ตามไขว่คว้าพระพร พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่เราอาจจะรักษาพวกเขาเท่านั้น ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเรา เพียงเพื่อที่เราอาจจะใช้ฤทธานุภาพของเราขับวิญญาณสกปรกออกจากร่างของพวกเขาเท่านั้น และผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงแค่ว่าพวกเขาอาจจะได้รับสันติสุขและความชื่นบานยินดีจากเรา ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อเรียกร้องความมั่งคั่งทางวัตถุจากเราให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตนี้อย่างสันติสุขและเพื่อที่จะอยู่อย่างปลอดภัยคลายกังวลในโลกที่จะมาถึง ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์จากนรกและเพื่อได้รับพรจากสวรรค์ ผู้คนมากมายยิ่งนักเชื่อในเราเพียงเพื่อความสะดวกสบายชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่ได้พยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดในโลกที่จะมาถึง เมื่อเรามอบความพิโรธของเราให้ผู้คนและริบเอาความชื่นบานยินดีและสันติสุขทั้งปวงที่พวกเขาเคยมีไปเสีย พวกเขาก็กลับคลางแคลงใจ เมื่อเราประทานความทุกข์จากนรกให้ผู้คนและเอาพรของสวรรค์กลับคืน พวกเขาก็บันดาลโทสะขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อผู้คนขอให้เรารักษาพวกเขา แล้วเราไม่ได้ให้ความสนใจและรู้สึกชังพวกเขา พวกเขาก็ออกห่างจากเราเพื่อแสวงหาหนทางแห่งเวชกรรมและวิทยาคมที่ชั่วแทน เมื่อเราเอาทุกอย่างที่ผู้คนเรียกร้องจากเรากลับไป พวกเขาก็ล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยเหตุนี้ เราจึงบอกว่าผู้คนมีความเชื่อในเราเพราะพระคุณของเราอุดมเกินไป และเพราะมีคุณประโยชน์ให้ได้รับมากมายเกินไป” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ?) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในใจเราอย่างแท้จริง พระองค์ทรงเปิดโปงเจตนาของฉันในการไล่ตามไขว่คว้าพระพรในความเชื่อของฉันอย่างหมดเปลือก การเชื่อในพระเจ้าของฉันเป็นไปเพียงเพื่อรับพระคุณจากพระองค์และเพื่อให้พระองค์ทรงรักษาอาการป่วยของฉัน ในตอนแรก ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าด้วยความยินดีก็เพื่อที่จะได้รับการรักษาให้หาย เมื่อพระเจ้าประทานความสงบสุขและพระพรแก่ฉัน และสุขภาพของฉันดีขึ้น ฉันก็รู้สึกขอบคุณและสรรเสริญพระองค์อย่างเปี่ยมล้น แต่เมื่ออาการป่วยของฉันกำเริบและเลือดกำเดาไม่หยุดไหลแม้หลังจากที่ฉันร้องทูลต่อพระองค์แล้ว ฉันก็บ่นว่าพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองฉัน และเริ่มสงสัยในพระองค์ ถึงขั้นอยากจะเลิกเชื่อ ฉันเห็นว่าฉันไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย ความเชื่อของฉันเป็นไปเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น ฉันปฏิบัติต่อพระเจ้าเหมือนเป็นหมอคนหนึ่ง และการสละตนในหน้าที่ของฉันก็มีเป้าหมายเพื่อให้พระเจ้าทรงรักษาฉันเช่นกัน นี่เป็นการพยายามทำข้อต่อรองกับพระเจ้าล้วนๆ เป็นการหลอกลวงพระเจ้า! มนุษย์ถูกพระเจ้าทรงสร้างขึ้นและควรเชื่อและนมัสการพระองค์โดยไม่พยายามแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือสร้างข้อเรียกร้องใดๆ แต่ฉันกลับเชื่อว่าในเมื่อฉันเชื่อในพระองค์แล้ว พระเจ้าก็ควรจะทรงรักษาฉัน ดังนั้น ทันทีที่อาการป่วยของฉันกำเริบ ฉันก็พร่ำบ่นพระองค์ และถึงกับทรยศและละทิ้งพระองค์ ฉันช่างไร้มโนธรรมและขาดสำนึกจริงๆ! ถ้าพระเจ้าไม่ทรงใช้พี่น้องชายหญิงมาช่วยเหลือและเกื้อหนุนฉัน ฉันก็คงถูกซาตานทำร้ายและกลืนกินไปแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยฉันให้รอด! เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็กลับใจต่อพระเจ้าและสารภาพบาปของฉัน ฉันตัดสินใจที่จะไม่เชื่อในพระเจ้าด้วยเจตนาที่จะได้รับพระพรอีกต่อไป และเต็มใจที่จะวางอาการป่วยของฉันไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์
หลังจากออกจากโรงพยาบาล จำนวนเกล็ดเลือดของฉันก็เกือบจะกลับมาเป็นปกติ แต่ก็ลดลงเรื่อยๆ ระหว่างการตรวจสุขภาพรายสัปดาห์ และเริ่มมีรอยฟกช้ำเล็กๆ ปรากฏขึ้นตามร่างกายของฉัน หมอเพิ่มยาให้ฉันในปริมาณสูงสุด แต่อาการของฉันก็ยังไม่ดีขึ้น ฉันจึงต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ฉันรู้สึกอ่อนแอและกังวลมาก คิดว่า “ตอนนี้ฉันพยายามจะเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกควรแล้ว ทำไมพระองค์ไม่ทรงทำให้จำนวนเกล็ดเลือดของฉันเพิ่มขึ้นล่ะ?” ฉันตระหนักว่าฉันกำลังเรียกร้องจากพระเจ้า ฉันจึงอธิษฐานในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์ไม่ควรเรียกร้องจากพระองค์ แต่วุฒิภาวะของข้าพระองค์นั้นน้อยนิดนัก และข้าพระองค์ก็ไม่เคยสามารถนบนอบพระองค์ได้อย่างเต็มที่เลย ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงชี้แนะข้าพระองค์และประทานความเชื่อให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด” แล้วฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร หรืออนาคตจะเป็นอย่างไร เพียงดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยพึ่งพาเรา แล้วเราจะนำทางเจ้าอย่างแน่นอน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 28) “ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงท่อนเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดติดอยู่กับชีวิตและเกรงกลัวความตายย่อมจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้น แต่บรรดาผู้ที่พร้อมมอบชีวิตย่อมจะสามารถข้ามไปได้ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล หากผู้คนเก็บงำความคิดที่ขลาดเขลาและเกรงกลัว นั่นก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา มันกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า ซาตานกำลังพยายามทุกหนทางที่เป็นไปได้เพื่อส่งความคิดของมันมาให้พวกเรา พวกเราควรอธิษฐานอยู่ทุกขณะจิตให้พระเจ้าประทานความกระจ่างและความรู้แจ้งแก่พวกเรา ควรพึ่งพาพระเจ้าทุกขณะให้ทรงล้างพิษของซาตานออกจากตัวพวกเรา ปฏิบัติด้วยการมาใกล้ชิดพระเจ้าทุกขณะอยู่ในวิญญาณของตน และยินยอมให้พระเจ้ามีอำนาจครอบครองและเป็นใหญ่เหนือตัวตนทั้งมวลของพวกเราเอง” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 6) พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันเข้าใจว่าความคิดที่เต็มไปด้วยความกังวลและความกลัวเหล่านั้นล้วนมาจากซาตาน และฉันจะสามารถทิ้งความขลาดกลัวและเอาชนะซาตานได้ก็ต่อเมื่อพึ่งพาพระเจ้าตลอดเวลาและมีความมุ่งมั่นที่จะเสี่ยงชีวิตเท่านั้น พระวจนะของพระเจ้ามอบความเชื่อให้ฉัน พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงปกครองทุกสิ่ง อาการป่วยของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็เต็มใจที่จะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อมีประสบการณ์กับมัน เมื่อมีพระเจ้าอยู่เคียงข้าง ฉันก็ไม่มีอะไรต้องกลัว สำหรับคนที่ไม่มีความหมายอะไรเลยที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างฉัน การที่สามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในวันนี้และได้ชื่นชมกับพระวจนะของพระองค์ ก็เป็นพระคุณและการยกชูของพระองค์แล้ว ต่อให้วันหนึ่งฉันต้องตายไป ชีวิตของฉันก็จะไม่สูญเปล่า เมื่อตระหนักได้แบบนี้ หัวใจของฉันก็ไม่กังวลหรือหวาดกลัวอีกต่อไป ฉันเต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยของพระเจ้าและยังคงอ่านพระวจนะของพระเจ้าตามปกติทุกวัน หลังจากนั้น หมอก็ลดยาของฉันลง และที่ทำให้ฉันประหลาดใจก็คือ จำนวนเกล็ดเลือดของฉันกลับเพิ่มสูงขึ้นจริงๆ ไม่นานหลังจากนั้นฉันก็ได้ออกจากโรงพยาบาล ฉันขอบพระคุณพระเจ้าในใจอย่างไม่รู้จบ ฉันเห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในทุกสิ่ง และความเชื่อของฉันในพระองค์ก็เติบโตขึ้น หลังจากนั้น จำนวนเกล็ดเลือดของฉันก็เพิ่มขึ้นทุกเดือน และไม่กี่เดือนต่อมาก็กลับมาเป็นปกติโดยสมบูรณ์ ฉันอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจในมหิทธานุภาพของพระเจ้าและซาบซึ้งใจอย่างมากว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความซาบซึ้งในพระคุณต่อพระองค์อย่างหาที่สุดไม่ได้
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอนและได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับปัญหาของฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ พระเจ้าต้องแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เสมอ ต้องทรงรักษาคนป่วยและไล่ผีเสมอ และต้องทรงเป็นดุจดั่งพระเยซูเสมอ กระนั้นในครานี้ พระเจ้ามิได้ทรงเป็นเช่นนั้นแต่อย่างใด ในยุคสุดท้าย ถ้าพระเจ้ายังคงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และยังคงทรงไล่ผีและรักษาคนป่วย—หากพระองค์ทรงทำอย่างเดียวกันกับพระเยซู—เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็คงจะกำลังทรงทำพระราชกิจเดียวกันซ้ำ และพระราชกิจของพระเยซูก็จะไม่มีนัยสำคัญหรือคุณค่า… เหตุใดพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้จึงแตกต่างจากพระราชกิจของพระเยซู? เหตุใดพระเจ้าในวันนี้จึงไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไม่ทรงไล่ผี และไม่ทรงรักษาคนป่วย? ถ้าพระราชกิจของพระเยซูเป็นเหมือนพระราชกิจที่ทรงทำในยุคธรรมบัญญัติ พระองค์จะสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าแห่งยุคพระคุณได้หรือ? พระองค์จะสามารถทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนนั้นครบบริบูรณ์ได้หรือ? ถ้าพระเยซูเสด็จเข้าพระวิหารและรักษาวันสะบาโตเหมือนในยุคธรรมบัญญัติ ไม่ถูกผู้ใดข่มเหง และผู้คนทั้งปวงก็อ้าแขนรับ พระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขนได้หรือ? พระองค์จะสามารถทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่ครบบริบูรณ์ได้หรือ? จะมีประโยชน์อันใดถ้าพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เฉกเช่นที่พระเยซูได้ทรงทำ? เฉพาะเมื่อพระเจ้าทำพระราชกิจอีกส่วนหนึ่งของพระองค์ในยุคสุดท้าย ซึ่งแสดงให้เห็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการของพระองค์เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถได้รับความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า และแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าก็จะเสร็จสมบูรณ์ได้” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า) “วันนี้มันควรจะชัดเจนกับพวกเจ้าทั้งหมดว่า ในยุคสุดท้าย โดยหลักแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ‘พระวจนะทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง’ นั่นเองที่พระเจ้าทรงทำให้สำเร็จลุล่วง พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์รู้จักพระองค์ มีปฏิสัมพันธ์กับพระองค์ และเห็นกิจการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ผ่านทางพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบนแผ่นดินโลก ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นอย่างชัดเจนว่าพระองค์สามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้ และว่ามีหลายครั้งเช่นกันที่พระองค์ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ นี่ขึ้นอยู่กับยุค จากการนี้เจ้าย่อมมองเห็นได้ว่า ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่สามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ แต่กลับทรงเปลี่ยนวิธีทำพระราชกิจของพระองค์แทน โดยสอดคล้องกับพระราชกิจที่ต้องทำและโดยสอดคล้องกับยุค ในช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจ พระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ส่วนในยุคของพระเยซูนั้น พระองค์ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บ้างเพราะพระราชกิจของพระองค์ในยุคนั้นแตกต่างไป พระเจ้าไม่ทรงทำพระราชกิจนั้นในวันนี้ และผู้คนบางคนเชื่อว่าพระองค์ไม่อาจแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้ หรือนึกว่าในเมื่อพระองค์ไม่ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้า นั่นไม่ใช่ตรรกะวิบัติหรอกหรือ? พระเจ้าแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้ แต่พระองค์กำลังทรงพระราชกิจในยุคที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ทรงพระราชกิจดังกล่าว ในยุคที่ต่างออกไปและขึ้นอยู่กับระยะต่างๆ ในพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าย่อมสำแดงกิจการที่ต่างออกไปให้เห็น ความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้าไม่ใช่ความเชื่อในหมายสำคัญและการอัศจรรย์หรือความเชื่อในปาฏิหาริย์ แต่เป็นความเชื่อในพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ในระหว่างยุคใหม่ มนุษย์มารู้จักพระเจ้าโดยผ่านทางลักษณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ และความรู้นี้ก่อให้เกิดการเชื่อในพระเจ้าขึ้นในมนุษย์ กล่าวคือ ความเชื่อในพระราชกิจและกิจการของพระเจ้า… ในแต่ละยุค พระเจ้าทรงสำแดงกิจการที่แตกต่างออกไป ในแต่ละยุค พระองค์ย่อมสำแดงกิจการของพระองค์ให้เห็นเพียงส่วนหนึ่ง และพระราชกิจของแต่ละยุคเป็นตัวแทนของส่วนหนึ่งจากพระอุปนิสัยของพระเจ้าและส่วนหนึ่งจากกิจการของพระเจ้า กิจการที่พระองค์ทรงสำแดงให้เห็นย่อมผันแปรไปตามยุคที่พระองค์ทรงพระราชกิจ แต่ก็ล้วนเปิดโอกาสให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าในเชิงลึกมากขึ้น ทั้งยังเปิดโอกาสให้มนุษย์มีความเชื่อที่แท้จริงและหนักแน่นยิ่งขึ้นในพระเจ้า มนุษย์เชื่อในพระเจ้าก็เพราะกิจการทั้งปวงของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงมหัศจรรย์ยิ่งนัก ทรงยิ่งใหญ่เหลือเกิน และเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ และเพราะพระองค์คือผู้ที่มิอาจหยั่งถึงได้—นั่นคือสาเหตุที่มนุษย์เชื่อในพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจในปัจจุบันของพระเจ้า) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่ามโนคติอันหลงผิดที่ฉันได้เผยออกมาในช่วงที่ฉันป่วยนั้นเป็นเช่นนี้ทุกประการ นั่นคือความเชื่อที่ว่าถ้าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ก็ควรจะทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ รักษาคนป่วยและขับไล่ปีศาจ และถ้าพระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น พระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้า มุมมองของฉันช่างน่าขันและไร้สาระสิ้นดี! ซาตานและวิญญาณชั่วก็สามารถเลียนแบบพระเจ้าโดยการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่างเพื่อรักษาผู้คนได้เช่นกัน นั่นหมายความว่าพวกมันก็สามารถถูกเรียกว่าพระเจ้าได้อย่างนั้นหรือ? นั่นไม่เป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ? พระเจ้าคือพระผู้สร้าง ผู้ทรงปกครองและครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง และสามารถทรงชี้แนะและช่วยมนุษยชาติให้รอดได้ ในยุคสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแสดงความจริงเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดอย่างสมบูรณ์ โดยการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้คนก็จะสามารถทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตน บรรลุความรอด และได้รับการทำให้เพียบพร้อม พระราชกิจและพระวจนะประเภทนี้มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเหนือกว่าการที่พระเจ้าทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เพื่อรักษาคนป่วยและขับไล่ปีศาจมากมายนัก นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีมนุษย์ทรงสร้างคนใด หรือซาตานหรือวิญญาณชั่วใดๆ สามารถทำได้ ฉันคิดว่าทุกวันนี้มีผู้คนมากมายที่ตัดสินว่าใครบางคนเป็นพระเจ้าหรือไม่โดยดูจากว่าพวกเขาสามารถรักษาคนป่วยหรือแสดงการอัศจรรย์ได้หรือไม่ เมื่อซาตานและวิญญาณชั่วให้ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ หรือทำการอัศจรรย์บางอย่าง พวกเขาก็เทิดทูนบูชาพวกมัน ปฏิบัติต่อซาตานเหมือนเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ ขณะที่ปิดประตูใส่พระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงแสดงความจริงและสามารถช่วยมนุษยชาติให้รอดได้ ผลก็คือ พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด มุมมองเช่นนี้ช่างไร้สาระและนำไปสู่ความพินาศอย่างแท้จริง! จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันยังเข้าใจด้วยว่าการรักษาคนป่วย การขับไล่ปีศาจ และการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำในยุคพระคุณ ถ้าพระเจ้าจะทรงทำเช่นนั้นอีกในยุคสุดท้าย ก็จะเป็นการทำซ้ำ ถ้าพระเจ้าทรงรักษาคนป่วย ขับไล่ปีศาจ และแสดงการอัศจรรย์อยู่เสมอ ทุกคนก็จะเชื่อและติดตามพระเจ้าเพียงเพราะอาการป่วยของพวกเขาหายดีหรือเพราะพวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์ แบบนี้ก็จะไม่สามารถเผยให้เห็นว่าใครที่เชื่ออย่างแท้จริงและใครที่มีความเชื่อเทียมเท็จ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจำแนกไปตามประเภทของตน ครั้งนี้ พระเจ้าไม่ทรงแสดงหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ ในพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งสามารถเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนได้ดีกว่าและเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงและชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์มากกว่า ดูฉันเป็นตัวอย่าง ถ้าพระเจ้าทรงประทานตามคำขอของฉันทุกอย่างและทรงรักษาอาการป่วยของฉันให้หายขาด ฉันก็คงไม่เคยทบทวนมุมมองที่ผิดของตัวเองเกี่ยวกับความเชื่อหรือเจตนาอันน่ารังเกียจของฉันที่พยายามต่อรองกับพระเจ้า ฉันก็จะยังคงตีกรอบพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของฉันเองต่อไป ด้วยการเชื่อในลักษณะนั้น ฉันจะไม่มีวันได้รับความจริงและชีวิต อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันจะไม่เปลี่ยนแปลง และในที่สุดฉันก็จะถูกกำจัดออกไป แม้ว่าฉันจะทนทุกข์กับความเจ็บปวดทางกายบางอย่างระหว่างการเจ็บป่วยครั้งนี้ แต่จากการอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้าท่ามกลางความทุกข์ของฉัน พระเจ้าก็ทรงให้ความรู้แจ้งและทรงชี้แนะฉันด้วยพระวจนะของพระองค์ ปลดปล่อยฉันจากข้อจำกัดของอาการป่วยและจากการดำรงชีวิตอยู่ในความเจ็บปวดและความกลัว ฉันได้รับความเชื่อบางอย่างในพระเจ้าเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันไม่มีวันได้รับในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบาย ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่าพระราชกิจของพระเจ้าในการใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเปี่ยมด้วยพระปัญญาอย่างยิ่ง! เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ ฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าในอนาคตอาการป่วยของข้าพระองค์จะเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ก็เต็มใจที่จะมอบทุกสิ่งของข้าพระองค์ไว้กับพระองค์ ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงจัง และลุล่วงหน้าที่ของข้าพระองค์”
จากนั้นฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นและได้รู้ว่าความเชื่อที่แท้จริงต่อพระเจ้าคืออะไร พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “‘การเชื่อในพระเจ้า’ หมายถึงการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริง นี่เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า แต่หากก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริงนั้นไม่เหมือนกับการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม นั่นเป็นความเชื่อที่เรียบง่ายประเภทหนึ่งซึ่งแฝงนัยทางศาสนาอย่างเข้มข้น การเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงมีความหมายดังนี้คือ คนเรามีประสบการณ์กับพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์ บนพื้นฐานของการเชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และด้วยเหตุนี้ จึงทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และมารู้จักพระเจ้า มีเพียงการเดินทางแบบนี้เท่านั้นจึงสามารถถูกเรียกว่า ‘การเชื่อในพระเจ้า’” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ) “เจ้าอาจคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเพียงการทนทุกข์ หรือการทำสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อพระองค์ หรือเป็นเพียงการที่เนื้อหนังของเจ้ามีสันติสุข หรือทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเจ้าดำเนินไปอย่างราบรื่น และตัวเจ้าก็สะดวกกายสบายใจไปเสียทุกเรื่อง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่จุดประสงค์ที่ผู้คนควรมีในการเชื่อในพระเจ้า ถ้าเจ้าเชื่อเพราะจุดประสงค์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้วมุมมองของเจ้าก็ไม่ถูกต้อง และเป็นไปไม่ได้โดยแท้ที่เจ้าจะได้รับการทำให้เพียบพร้อม กิจการของพระเจ้า อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระปัญญา พระวจนะ ความมหัศจรรย์ และความมิอาจหยั่งได้ของพระองค์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนควรทำความเข้าใจ และเจ้าควรใช้ความเข้าใจนี้ขจัดข้อเรียกร้อง ความหวัง และมโนคติอันหลงผิดส่วนตัวให้หมดไปจากหัวใจ ด้วยการกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปเท่านั้น เจ้าจึงจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่พระเจ้ากำหนด ด้วยการทำเช่นนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะมีชีวิตได้และทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ จุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าก็คือการทำให้พระองค์พอพระทัยและใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่พระองค์ทรงกำหนดให้ เพื่อที่จะสำแดงกิจการและพระสิริของพระองค์ผ่านทางกลุ่มคนที่ไม่คู่ควรนี้ นี่คือมุมมองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า และเป็นจุดหมายที่เจ้าควรไล่ตามเสาะหาอีกด้วย เจ้าต้องปรับแก้มุมมองที่มีต่อการเชื่อในพระเจ้าให้ถูกต้อง และควรเสาะแสวงที่จะได้มาซึ่งพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจำเป็นต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและเจ้าต้องมีความสามารถที่จะดำเนินชีวิตตามความจริงได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นกิจการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล ตลอดจนพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พระองค์ทรงทำในเนื้อหนังได้ ผู้คนสามารถรู้ซึ้งได้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ในตัวพวกเขาอย่างไรกันแน่และสิ่งใดคือเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขาผ่านทางประสบการณ์จริงที่พวกเขามี จุดประสงค์ของทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พวกเขาทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตนได้” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง) “บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร? การเชื่อในพระเจ้าหมายถึงการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์หรือไม่? หมายถึงการขึ้นสวรรค์หรือไม่? การเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด ควรขจัดวิธีการเชื่อทางศาสนาออกไปเสีย การไล่ตามเสาะหาการรักษาคนป่วยและการขับไล่บรรดาปีศาจ การจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การละโมบอยากได้พระคุณจากพระเจ้า สันติสุข และความชื่นบานมากยิ่งขึ้น การไล่ตามไขว่คว้าจุดหมายปลายทางในอนาคตและความสุขสบายของเนื้อหนัง—เหล่านี้คือวิธีการเชื่อทางศาสนา และวิธีการเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อชนิดที่คลุมเครือ ทุกวันนี้การเชื่อในพระเจ้าในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเป็นเช่นใด? เป็นการยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความเป็นจริงชีวิตของเจ้า รู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์ และด้วยเหตุนั้นจึงมีความรักที่แท้จริงให้พระองค์ กล่าวให้ชัดเจนก็คือ การเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจนบนอบพระเจ้า รักพระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ซึ่งควรได้รับการลุล่วงโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้รู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่ควรเป็นไปเพื่อความสงบสุขทางกาย และไม่ควรเป็นไปเพื่อพระพร แต่ควรเป็นการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้นและมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ เพื่อทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของตนและดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และสามารถรู้จัก นบนอบ และยำเกรงพระเจ้าได้ เมื่อนั้นเท่านั้นที่คนเราจะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าในท้ายที่สุด แต่มุมมองของฉันเกี่ยวกับความเชื่อนั้นผิดมาตั้งแต่ต้น ฉันต้องการให้พระเจ้าทรงรักษาฉันและประทานความสงบสุขทางกายให้ฉัน ความเชื่อประเภทนี้เป็นความเชื่อทางศาสนาที่คลุมเครือ และพระเจ้าไม่ทรงยอมรับเลยแม้แต่น้อย ฉันนึกถึงโยบ เขาไม่ได้แสวงหาความสงบสุขทางกายในความเชื่อของเขา แต่เขามุ่งเน้นไปที่การเห็นคุณค่าในอธิปไตยของพระเจ้าและรู้จักกิจการของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเขา และเขาไล่ตามเสาะหาการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เมื่อเขาต้องทรมานกับความเจ็บป่วยทางกาย เขาก็ไม่ได้ทำบาปด้วยการพูด เขายอมสู้ทนกับความเจ็บปวดอย่างสุดขีดมากกว่าที่จะพร่ำบ่นหรือตำหนิพระเจ้า และเขาก็ยังคงสรรเสริญพระนามของพระเจ้า ความเชื่อของเขาได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า แต่ฉันไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงในความเชื่อของฉัน ฉันแสวงหาเพียงความสงบสุขทางกาย เมื่ออาการป่วยของฉันกำเริบ หัวใจของฉันก็เต็มไปด้วยการบ่นว่าพระเจ้า และฉันถึงกับปฏิเสธและทรยศพระองค์ ฉันเทียบกับโยบไม่ได้เลย ชีวิตนี้ของฉันพระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ ความจริงที่ว่าชีวิตของฉันไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายระหว่างที่เลือดกำเดาไหลไม่หยุดนั้นก็เป็นการดูแลและคุ้มครองของพระเจ้าแล้ว แต่ฉันกลับไม่ขอบคุณพระเจ้า กลับพร่ำบ่นและทรยศพระองค์ ฉันช่างไร้ซึ่งมโนธรรมและขาดสำนึกอย่างแท้จริง! นอกจากนี้ ฉันก็เป็นโรคนี้ก่อนที่ฉันจะเชื่อในพระเจ้าเสียอีก ต่อให้ฉันไม่เชื่อ อาการของฉันก็ยังคงกำเริบอยู่ดี อาการกำเริบของฉันไม่เกี่ยวข้องกับว่าฉันเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ ฉันไม่ควรพร่ำบ่นพระองค์ จากนั้นฉันก็เข้าใจว่าความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าคืออะไร และฉันก็เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงจังตามข้อกำหนดของพระองค์และมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า
หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่ฉันประสบกับความเจ็บป่วย ฉันก็จะมุ่งเน้นไปที่การทบทวนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ฉันเผยออกมาและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมัน ฉันก็ไม่ถูกอาการป่วยของฉันบีบคั้นมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงใช้ความเจ็บป่วยนี้ทำให้ฉันได้เข้าใจมุมมองที่ผิดของตนเกี่ยวกับความเชื่อ และช่วยให้ฉันได้พบเส้นทางที่ถูกต้องในการเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าในอนาคตร่างกายของฉันจะเป็นอย่างไร หรืออาการป่วยของฉันจะรักษาหายได้หรือไม่ ฉันก็จะติดตามพระเจ้าและเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ขอบคุณพระเจ้า