90. เมื่อความปรารถนาในพระพรของฉันพังทลายลง
ในปี 2009 ญาติคนหนึ่งของฉันประกาศข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าให้กับฉัน เธอเล่าให้ฉันฟังว่าในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงแสดงความจริงเพื่อชำระความเสื่อมทรามของเราให้บริสุทธิ์ ช่วยมนุษยชาติให้รอดจากบาป และปลดปล่อยเราจากชีวิตที่เป็นทุกข์นี้ และท้ายที่สุดจะทรงนำเราไปสู่บั้นปลายที่สวยงาม ที่ซึ่งจะไม่มีความเจ็บปวดหรือความโศกเศร้าอีกต่อไป ทันทีที่ได้ยินแบบนี้ ฉันก็คิดว่า “นี่คือชีวิตที่ฉันปรารถนามาตลอดไม่ใช่เหรอ?” จากนั้นฉันจึงยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าด้วยความยินดี และไม่นานก็เริ่มทำหน้าที่ของฉันในคริสตจักร ในช่วงสองสามปีต่อมา ทุกอย่างในครอบครัวของฉันเป็นไปด้วยดี และชีวิตของพวกเราก็ราบรื่น ฉันขอบคุณพระเจ้าอยู่บ่อยๆ และยิ่งมีแรงจูงใจที่จะละทิ้งสิ่งทั้งหลาย และสละตนมากขึ้นไปอีก
แล้วบ่ายวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงปี 2019 ลูกสาวคนโตของฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากสถานีตำรวจ เกิดอุบัติเหตุขึ้นที่สถานที่ก่อสร้างที่สามีของฉันเป็นผู้รับเหมา มีคนงานต่างถิ่นเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างทำงาน และสามีของฉันก็ถูกนำตัวไปที่สถานกักกันเพื่อรอการดำเนินการตามกฎหมาย พอได้ยินข่าว ฉันก็คิดอะไรไม่ออกเลย ฉันคิดในใจว่า “เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง? เราจะต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร? แต่แรกเราก็ไม่มีเงินอยู่แล้ว เราจ่ายไม่ไหวแน่ๆ เมื่อสามีถูกกักตัว ครอบครัวของเราจะไม่พังพินาศเหรอ?” ฉันบรรยายความรู้สึกข้างในไม่ถูกเลย ลูกสาวของฉันบ่นว่า “แม่เชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เหรอคะ? แล้วทำไมเรื่องแบบนี้ยังเกิดขึ้นกับครอบครัวเราได้อีกล่ะคะ?” เมื่อญาติๆ ที่บ้านได้ยินเรื่องนี้ บางคนก็บ่นว่า “โชคร้ายอะไรอย่างนี้ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับพวกเขา! เงินทั้งหมดที่หามาได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็สูญเปล่าหมด!” คนอื่นๆ ก็พูดว่า “ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาจะต้องจ่ายเท่าไร!” การได้ยินพวกเขาทุกคนพูดพร้อมๆ กัน โดยไม่มีใครเสนอตัวช่วยฉันหาเงิน แถมยังพูดจาไร้น้ำใจอีก ทำให้ฉันรู้สึกท้อใจอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังกังวลว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะมาสร้างปัญหาอีก ในช่วงสองสามวันนั้น ฉันทั้งหวาดกลัวและวิตกกังวล ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อใดก็ตามที่ฉันคิดถึงเรื่องค่าชดเชย ฉันก็เต็มไปด้วยความกังวลว่า “เงินทั้งหมดที่สามีหามาได้อย่างยากลำบากตั้งแต่เช้าจรดค่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ถูกนำไปใช้หนี้และซื้อเครื่องจักรกับเครื่องมือหมดแล้ว เราไม่มีเงินเหลือเลย ถ้าเราต้องจ่ายค่าชดเชยหลายแสนหยวน ฉันจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?” สิ่งที่ฉันทำได้คือวางใจมอบความยากลำบากเหล่านี้ไว้กับพระเจ้าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้จะทำอย่างไรกับค่าชดเชยก้อนใหญ่นี้ ข้าพระองค์พึ่งพาญาติหรือเพื่อนไม่ได้ ข้าพระองค์ขอมอบทุกสิ่งนี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยเถิด” สองสามเดือนต่อมา หลังจากศาลไกล่เกลี่ย อีกฝ่ายเรียกร้องค่าชดเชย 280,000 หยวน ทนายความบอกว่าถ้าเราสามารถจ่ายเงินได้และอีกฝ่ายลงนามในหนังสือแสดงการให้อภัย สามีของฉันก็จะไม่ต้องติดคุก ถ้าเราจ่ายไม่ได้ เขาจะถูกตัดสินโทษ สำหรับฉันแล้ว เงิน 280,000 หยวนเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลมาก! ผู้หญิงอย่างฉันจะหาเงินมากขนาดนั้นได้ยังไง? แต่ถ้าฉันจ่ายไม่ได้ สามีของฉันก็จะถูกตัดสินจำคุก ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปขอยืมเงินจากญาติๆ ทุกคน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เมื่อฉันไปขอความช่วยเหลือ พวกเขาทุกคนก็ปฏิเสธฉันด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา เมื่อเผชิญกับความเฉยเมยของพวกเขา ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังมาก และฉันก็กังวลมากจนหยุดร้องไห้ไม่ได้ ฉันร้องทูลต่อพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า โดยหวังว่าพระองค์จะทรงช่วยฉันให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดชำระเงิน ฉันก็ยังไม่สามารถหาเงินได้ใกล้เคียงกับจำนวนนั้นเลย ฉันอดไม่ได้ที่จะเริ่มบ่นในใจว่า “พวกผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านั้นก็ใช้ชีวิตกันได้สบายดี ส่วนฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันทิ้งทุกอย่างเพื่อความเชื่อของฉัน และแม้แต่ตอนที่สามีกับน้องชายพยายามห้ามฉัน ฉันก็ยังยืนกรานทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันเป็นผู้เชื่อที่แท้จริง แล้วทำไมพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองฉันล่ะ? ทำไมพระองค์ถึงทรงปล่อยให้ความวิบัติเช่นนี้เกิดขึ้นกับฉัน?” ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกคับข้องใจ และฉันก็ร้องทูลต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทำหน้าที่ของข้าพระองค์มาตลอดหลายปีนี้ ทำไมพระองค์ไม่ทรงคุ้มครองข้าพระองค์? ความวิบัติครั้งนี้เหมือนภูเขาลูกใหญ่ที่ทับข้าพระองค์อยู่จนแทบหายใจไม่ออก ข้าพระองค์ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรดี?” ฉันรู้ว่าการที่ฉันบ่นนั้นผิด แต่ฉันไม่มีที่พึ่งจริงๆ และฉันก็ไม่สามารถนบนอบในใจได้เลย ในช่วงนั้น ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีเรี่ยวแรงเลย และหมดกำลังใจที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกห่างเหินจากพระเจ้ามาก ต่อมา เนื่องจากครอบครัวของฉันไม่สามารถหาเงินค่าชดเชยได้ สามีของฉันจึงถูกตัดสินจำคุกหนึ่งปีครึ่ง ฉันทุกข์ใจอย่างหนักเมื่อเผชิญกับผลลัพธ์นี้ เมื่อสามีติดคุก ก็ไม่มีใครหาเงินเข้าบ้าน แล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตได้ยังไง? เมื่อเผชิญกับความยากลำบากเหล่านี้ ฉันก็รู้สึกว่าฉันไม่สามารถพึ่งพาใครได้นอกจากตัวเอง ฉันเริ่มคิดว่าฉันไม่สามารถทำหน้าที่เต็มเวลาได้อีกต่อไป และจะต้องใช้เวลาครึ่งวันทำงานพิเศษ
หลังจากผู้ดูแลคริสตจักรได้ทราบถึงสถานการณ์ของฉัน เธอก็สามัคคีธรรมเพื่อช่วยฉัน โดยบอกให้ฉันแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัว และเรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้ ดังนั้นฉันจึงเริ่มอธิษฐานและแสวงหาจากพระเจ้า ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางตอนที่ว่า “ถ้อยแถลงของโยบที่ว่า ‘เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?’ อธิบายชัดเจนแล้วว่าเพราะเหตุใดเขาจึงสามารถนบนอบพระเจ้าได้ มีความจริงให้แสวงหาอยู่ในถ้อยแถลงนี้ ยามที่กล่าวเช่นนี้ เขามีคำพร่ำบ่นหรือแสดงความคับข้องใจบ้างหรือไม่? (ไม่) มีความคลุมเครือหรือความหมายโดยนัยที่เป็นลบบ้างหรือไม่? (ไม่) ไม่มีอย่างแน่นอน ด้วยการรับบททดสอบครั้งนี้ โยบจึงมาเข้าใจว่าการที่พระผู้สร้างจะทรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องให้ผู้คนตัดสินใจ นี่อาจฟังดูไม่ค่อยรื่นหูนัก แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงของเรื่อง พระเจ้าทรงจัดเตรียมชะตากรรมทั้งชีวิตเอาไว้ให้ทุกคนแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ นี่ก็คือข้อเท็จจริง เจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้ พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และเจ้าควรนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ไม่ว่าพระเจ้าจะทำสิ่งใดย่อมถูกต้อง เพราะพระองค์คือความจริงและเป็นองค์อธิปัตย์ของสรรพสิ่ง—ผู้คนควรนบนอบพระองค์ ‘สรรพสิ่ง’ นี้รวมถึงตัวเจ้า และรวมเอาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอื่นๆ ทั้งมวลเอาไว้ด้วย เช่นนั้นแล้ว การที่เจ้าอยากต่อต้านอยู่เสมอนั้นเป็นความผิดของใคร? (เป็นความผิดของพวกเราเอง) นี่เป็นปัญหาที่ตัวผู้คน เจ้าอยากหาข้อแก้ตัวและมีความได้เปรียบอยู่เสมอ—ทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? เจ้าอยากได้รับพรและผลประโยชน์จากพระเจ้าตลอดเวลา—แบบนี้ถูกต้องหรือไม่? ไม่มีเรื่องใดถูกต้อง ทัศนะเหล่านี้เป็นความรู้และความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับพระเจ้า เป็นเพราะมีทัศนะที่ไม่ถูกต้องคอยขับเคลื่อนการเชื่อในพระเจ้านั่นเอง จึงมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่เจ้าจะขัดขืน ขับเคี่ยวกับพระเจ้า และต่อต้านพระเจ้าเมื่อใดก็ตามที่เกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า คิดอยู่เสมอว่า ‘พระเจ้าทำแบบนี้ผิด ฉันไม่อาจเข้าใจได้ การที่พระองค์ทำเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติของมนุษย์ ทำแบบนั้นไม่เหมือนพระเจ้า!’ ไม่สำคัญว่าสิ่งที่พระเจ้าทำจะสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้าหรือไม่—ไม่ว่าพระเจ้าจะทำสิ่งใด พระองค์ก็ยังคงเป็นพระเจ้า ถ้าเจ้าไม่มีสำนึกเช่นนี้และความเข้าใจนี้ คอยพินิจพิเคราะห์และใช้เหตุผลสรุปสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าในแต่ละวัน นี่จะได้แต่ส่งผลให้เจ้าขับเคี่ยวกับพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ทุกครั้งไป เจ้าจะไม่สามารถหลุดพ้นจากสภาวะนี้ได้ แต่ถ้าเจ้าเข้าใจเช่นนี้ สามารถอยู่ในที่ทางอันถูกควรของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเมื่อเผชิญสิ่งต่างๆ เจ้าก็นำความจริงข้อนี้ไปเทียบดู นำไปปฏิบัติและเข้าสู่ความจริงข้อนี้ เมื่อนั้นในใจของเจ้าก็จะยำเกรงพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และโดยที่ไม่ทันรู้ตัว เจ้าจะรู้สึกว่า ‘กลายเป็นว่าสิ่งที่พระเจ้าทำนั้นไม่ผิด สิ่งที่พระเจ้าทำล้วนดีงาม ผู้คนไม่จำเป็นต้องพินิจและวิเคราะห์สิ่งที่พระองค์ทรงทำ ฉันจะยอมอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าก็แล้วกัน!’ และเมื่อเจ้าพบว่าตนเองไม่สามารถนบนอบพระเจ้าหรือยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ได้ หัวใจของเจ้าก็จะรู้สึกถูกตำหนิว่า ‘ฉันไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ดี เหตุใดฉันจึงไม่สามารถนบนอบได้? ฉันกำลังทำให้พระผู้สร้างเศร้าพระทัยไม่ใช่หรือ?’ ยิ่งเจ้าปรารถนาที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ดี เจ้าก็จะยิ่งชัดเจนและแจ่มแจ้งในความจริงข้อนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ท่าทีที่มนุษย์ควรมีต่อพระเจ้า) ก่อนหน้านี้ ฉันเคยอ่านเรื่องราวของโยบอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มองว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเท่านั้น พอมาไตร่ตรองอีกครั้งในวันนั้น เมื่อเห็นว่าโยบไม่ได้ทำบาปด้วยริมฝีปากของเขาแม้ต้องเผชิญกับบททดสอบที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น ฉันก็เต็มไปด้วยความชื่นชมในการนบนอบพระเจ้าของเขา โยบสูญเสียแกะและวัวทั้งหมดที่เคยมีอยู่เต็มเนินเขา ทรัพย์สมบัติมหาศาล และลูกๆ ทุกคนของเขา เขายังเป็นฝีร้ายทั่วตัว แต่เขาก็ไม่ได้บ่นว่าพระเจ้า เขารู้ว่าพระเจ้าคือพระผู้สร้าง และไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด มนุษย์ก็ควรนบนอบ เขารู้ว่านี่คือสำนึกที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี และคนเราจะมีความสุขเมื่อพระเจ้าทรงอวยพร แต่กลับบ่นว่าเมื่อพระเจ้าทรงริบคืนไปไม่ได้ นั่นคือการวางตัวในตำแหน่งที่ผิด นั่นคือเหตุผลที่โยบสามารถพูดได้ว่า “เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?” (โยบ 2:10) โยบเชื่อว่าไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดก็ล้วนดีงาม และแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจ เขาก็ยังสามารถนบนอบได้ เมื่อเทียบกับบททดสอบที่โยบเผชิญแล้ว สิ่งที่ฉันได้เผชิญนั้นจะนับเป็นอะไรได้? ถึงกระนั้น ฉันก็ไม่ได้แสดงการนบนอบแม้แต่น้อย ฉันใช้เวลาทั้งวันกล่าวประกาศว่า “พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง เราควรนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์” แต่เมื่อสามีของฉันประสบปัญหา ฉันกลับนบนอบไม่ได้เลย ฉันเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้พระเจ้าทรงช่วยฉันแก้ไขความยากลำบากเฉพาะหน้า เมื่อพระเจ้าไม่ทรงสนองความต้องการของฉัน ฉันก็ถึงกับตั้งคำถามกับพระองค์ ถามว่าทำไมพระองค์ถึงทรงปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับฉัน ฉันรู้สึกเหมือนพระเจ้าทรงจงใจเล่นงานฉัน และสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่สมเหตุสมผล ฉันถึงกับคิดที่จะละทิ้งหน้าที่เพื่อหาทางออกด้วยตัวเอง ฉันเห็นว่าฉันไม่มีความเข้าใจในอธิปไตยของพระเจ้าเลย และไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแม้แต่น้อย เมื่อคิดดูแล้ว ก่อนที่ฉันจะเชื่อในพระเจ้า ครอบครัวของฉันก็มีทั้งช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี พวกผู้ไม่มีความเชื่อก็มีช่วงเวลาที่ราบรื่นบ้าง ในขณะที่บางครั้งพวกเขาก็ต้องเผชิญกับความวิบัติทางธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว ชะตากรรมของคนเราในชีวิต รวมถึงความยากลำบากและอุปสรรคที่จะต้องเผชิญนั้น พระเจ้าได้ทรงลิขิตเอาไว้นานแล้ว แต่ฉันกลับเชื่อว่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรมีชีวิตที่ดีกว่าผู้ไม่มีความเชื่อ และไม่ควรประสบกับความวิบัติ นี่ไม่ใช่ความเข้าใจที่บิดเบือน และการขาดความรู้ในอธิปไตยของพระเจ้าหรอกหรือ? พระเจ้าคือพระผู้สร้าง พระองค์ทรงรู้ถึงความจำเป็นของเราดีที่สุด และพระองค์ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้เราได้ประสบ อธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลาเสมอ ต่อให้ดูภายนอกแล้วสิ่งทั้งหลายจะไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเรา แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราอย่างแน่นอน ฉันควรนบนอบและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่ถึงแม้ฉันจะได้ชื่นชมกับพระคุณและพระพรจากพระเจ้ามากมาย และได้รับการให้น้ำและหล่อเลี้ยงจากพระวจนะของพระองค์ ฉันกลับไม่ได้แสดงความสำนึกในพระคุณเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่เกิดเรื่องที่ไม่ถูกใจฉัน ฉันก็บ่นว่าพระเจ้าอย่างขมขื่น ฉันเห็นว่าตัวเองไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์เพียงใด! ฉันเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและอธิษฐานถึงพระเจ้าในการกลับใจ และเต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์
หลังจากนั้น ฉันก็ทบทวนตัวเองว่า ทำไมฉันถึงบ่นว่าพระเจ้าทุกครั้งที่เกิดเรื่องไม่พึงประสงค์? จากนั้นฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางตอนที่ว่า “เจ้าหวังว่าความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้าจะไม่พ่วงเอาความยุ่งยากหรือความทุกข์เข็ญอันใด หรือความทุกข์แม้เพียงน้อยนิดมาด้วย เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งไร้ค่าเสมอ และเจ้าไม่ให้คุณค่ากับชีวิต แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับให้ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเจ้าเองมาก่อนความจริง เจ้าช่างไร้ค่ายิ่งนัก! เจ้ามีชีวิตอยู่เหมือนสุกรตัวหนึ่ง—มีความแตกต่างอะไรเล่าระหว่างตัวเจ้า และพวกสุกรกับพวกสุนัข? พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับรักเนื้อหนัง ไม่ใช่สัตว์ร้ายทั้งหมดหรอกหรือ? พวกที่ตายไปแล้วและปราศจากจิตวิญญาณไม่ใช่ซากศพที่เดินได้หรอกหรือ? วจนะมากมายเพียงใดแล้วที่ได้กล่าวไปท่ามกลางพวกเจ้า? งานที่ได้ถูกกระทำไปท่ามกลางพวกเจ้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างนั้นหรือ? เราได้จัดเตรียมไปมากเพียงใดแล้วท่ามกลางพวกเจ้า? แล้วเหตุใดเจ้ายังไม่ได้รับมัน? เจ้ามีอะไรให้พร่ำบ่น? นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพราะเจ้าหลงรักเนื้อหนังมากเกินไปหรอกหรือ? และนี่ไม่ใช่เพราะความคิดของเจ้านั้นฟุ้งซ่านเกินไปหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าโง่เง่าเกินไปหรอกหรือ? ถ้าเจ้าล้มเหลวที่จะได้รับพรเหล่านี้ เจ้าสามารถติเตียนพระเจ้าเพราะการที่ไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดได้อย่างนั้นหรือ? สิ่งที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้ามีแต่การสามารถได้รับสันติสุขหลังการเชื่อในพระเจ้า—เพื่อลูกหลานของเจ้าจะได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ เพื่อสามีของเจ้าจะมีงานที่ดี เพื่อบุตรชายของเจ้าจะได้เจอภรรยาที่ดี เพื่อบุตรสาวของเจ้าจะได้พบเจอสามีที่ดี เพื่อม้าและโคของเจ้าจะไถพรวนผืนดินได้ดี เพื่อปีที่มีสภาพอากาศที่ดีสำหรับพืชผลของเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหา การไล่ตามเสาะหาของเจ้าก็เพียงเพื่อจะมีชีวิตในความสุขสบาย—เพื่อที่จะไม่มีอุบัติภัยตกมาถึงครอบครัวของเจ้า เพื่อที่สายลมจะโชยผ่านเจ้า เพื่อที่ใบหน้าของเจ้าจะไม่สัมผัสกรวดทราย เพื่อที่พืชผลของครอบครัวเจ้าจะไม่ถูกน้ำท่วม—ไม่ได้รับผลกระทบจากความวิบัติอันใด มีชีวิตอยู่ใน ‘อ้อมกอดของพระเจ้า’ เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในรังอันอุ่นสบาย คนขี้ขลาดอย่างเจ้าผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาเนื้อหนังเสมอนั้น—เจ้ามีหัวใจ เจ้ามีจิตวิญญาณหรือไม่? เจ้าไม่ใช่สัตว์ร้ายหรอกหรือ? เรามอบหนทางที่แท้จริงแก่เจ้าโดยที่ไม่ได้ขอสิ่งใดตอบแทน กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้ายังคงเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าอยู่หรือไม่? เรามอบชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงให้แก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้าเป็นพวกเดียวกับหมูหมาไม่ใช่หรือ? พวกหมูไม่เสาะหาชีวิตของมนุษย์ พวกมันไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพวกมันไม่เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกมันกินกันจนอิ่มแปล้ มันก็แค่หลับไป เรามอบหนทางที่แท้จริงแก่เจ้าไปแล้ว แต่เจ้าก็ไม่รับเอาไว้ มือของเจ้ายังคงว่างเปล่า เจ้าเต็มใจที่จะดำเนินต่อไปในชีวิตนี้ ชีวิตของหมูตัวหนึ่งหรือไม่? อะไรคือนัยสำคัญของการที่ผู้คนเช่นนั้นมีชีวิตอยู่? ชีวิตของเจ้าช่างน่าเหยียดหยามและต่ำศักดิ์ เจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโสมมและความเสเพล และเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายใดเลย ดังนั้น ชีวิตของเจ้าจึงเป็นชีวิตที่ต่ำต้อยที่สุดมิใช่หรือ? เจ้ากล้าเผชิญหน้าพระเจ้ากระนั้นหรือ? หากเจ้ามีประสบการณ์ในหนทางนี้ต่อไป เจ้าย่อมจะไม่ได้สิ่งใดเลยไม่ใช่หรือ? หนทางที่แท้จริงก็ได้มอบให้เจ้าไปแล้ว แต่ท้ายที่สุด เจ้าจะรับได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาในส่วนของเจ้าเอง” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา) ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ถ้อยคำเหล่านั้นก็ทิ่มแทงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนประเภทที่พระเจ้าทรงเปิดโปงหรอกหรือ คนที่แสวงหาความสงบสุขทางเนื้อหนังอยู่เสมอ และไร้ทั้งหัวใจและจิตวิญญาณ? เหตุผลที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้าในตอนแรกก็เพราะครอบครัวของฉันประสบปัญหาอยู่เสมอ และฉันก็แค่ต้องการหาที่พึ่งพิง เมื่อฉันได้ยินว่าพระเจ้าสามารถช่วยผู้คนให้รอดและประทานความสงบสุขกับพระพรให้ได้ ฉันก็ปฏิบัติต่อพระเจ้าประหนึ่งพระผู้ช่วยให้รอดผู้ยิ่งใหญ่ของฉัน ฉันคิดว่าตราบใดที่ฉันเชื่อในพระเจ้าอย่างถูกควรและทำหน้าที่ของฉัน พระองค์ก็จะทรงอวยพรให้ครอบครัวของฉันสงบสุขและคุ้มครองเราจากภัยพิบัติหรือความวิบัติ เมื่อสามีของฉันได้สัญญาจ้างงานก่อสร้างและสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเราดีขึ้น ฉันก็ขอบคุณพระเจ้าอย่างล้นเหลือและยิ่งกระตือรือร้นในหน้าที่ของฉันมากขึ้น แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่ไซต์งานของเขา เราไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยได้ และเขาถูกตัดสินจำคุก ฉันก็บ่นว่าพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองฉัน และไม่อยากกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าหรืออธิษฐาน ฉันถึงกับรู้สึกว่าพระเจ้าพึ่งพาไม่ได้และคิดที่จะหาทางออกด้วยตัวเองโดยการหางานพิเศษทำเพื่อหาเงิน ลองคิดดูสิ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายและเสด็จมายังโลกเพื่อประทานความจริงอันอุดมสมบูรณ์แก่มนุษย์ ทำให้ผู้คนได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ ไล่ตามเสาะหาความจริง และบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย เพื่อที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ในที่สุด นี่คือความรักและความรอดอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ แต่ในการเชื่อในพระเจ้าของฉัน เป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของฉันนั้นไม่ถูกต้อง ฉันต้องการเพียงแค่ความสุขสบายทางเนื้อหนัง และถึงกับมีความเพ้อฝันว่าถ้าคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้า ทั้งครอบครัวของเขาก็จะได้รับพระพร นี่ไม่ใช่ทัศนะต่อความเชื่อแบบเดียวกับที่คนในศาสนามีหรอกหรือ? ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอน โดยทรงแสดงความจริงเพื่อชำระอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนให้บริสุทธิ์ พระเจ้าทรงหวังว่าทุกคนจะสามารถไล่ตามเสาะหาและได้รับความจริง และใช้ชีวิตที่มีความหมาย แต่ฉันกลับไล่ตามไขว่คว้าแต่พระคุณและพระพร แสวงหาความสุขสบายทางเนื้อหนังเหมือนสัตว์ นี่คือชีวิตที่น่าสมเพชและไร้ค่าที่สุด ถ้าฉันยังคงไล่ตามไขว่คว้าแบบนี้ต่อไป ฉันก็จะไม่ได้รับความจริงและอุปนิสัยของฉันก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย แล้วฉันจะไม่ลงเอยด้วยมือเปล่า ไม่มีอะไรติดตัวเลยหรือ? ในที่สุด ฉันก็จะยังคงถูกพระเจ้ากำจัดออกไปอยู่ดี ฉันเห็นว่าตัวเองโง่เขลาและไม่รู้เรื่องรู้ราวเพียงใด!
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของตัวเอง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หนึ่งในเจตนาและท่าทีหลักที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อหน้าที่ของตนก็คือการใช้หน้าที่เป็นโอกาสในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า และเป็นโอกาสให้ตนได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ต้องการ พวกเขายังเชื่อด้วยว่า ‘เมื่อผู้คนละทิ้งครอบครัวของตนและประกาศตัดขาดจากความสำเร็จทางโลกในภายหน้าเพื่อทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาควรได้บางสิ่งไป ได้อะไรตอบแทน แบบนี้เท่านั้นถึงจะยุติธรรมและสมเหตุสมผล ถ้าคุณทำหน้าที่ของคุณแล้วไม่ได้อะไร ต่อให้คุณได้รับความจริงบางอย่าง ก็ไม่คุ้มค่า การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยก็ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่จับต้องได้เช่นกัน—ต่อให้คุณได้รับความรอด ก็จะไม่มีใครมองเห็นได้!’ ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ทำเป็นไม่รู้เรื่องข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ พวกเขาไม่ยอมรับหรือเชื่อข้อกำหนด ทั้งยังใช้ท่าทีที่เป็นการปฏิเสธ เมื่อดูจากท่าทีและเจตนาที่ศัตรูของพระคริสต์นำมาใช้กับหน้าที่ของตนแล้ว ก็ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่เป็นผู้ไม่เชื่อและนักฉวยโอกาส มีธรรมชาติของซาตาน พวกเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่าซาตานสามารถทำหน้าที่ได้อย่างจงรักภักดี? (ไม่เคย) ถ้าซาตานสามารถทำ ‘หน้าที่’ ของมันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า คำว่าหน้าที่นี้ก็ต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูด เพราะซาตานย่อมทำหน้าที่โดยไม่ริเริ่มอะไรและทำเพราะถูกบังคับ ซาตานอยู่ภายใต้การบงการของพระเจ้า และพระเจ้าก็กำลังใช้มันให้เป็นประโยชน์ ด้วยเหตุนั้น เป็นเพราะแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ในตัวพวกเขา เพราะพวกเขาไม่รักความจริง รังเกียจความจริง และยิ่งไปกว่านั้น เพราะธรรมชาติของพวกเขานั้นเลว ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างไร้เงื่อนไขหรือไร้ค่าตอบแทน และไม่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงหรือได้รับความจริงขณะที่ทำหน้าที่ของตนหรือทำหน้าที่ตามข้อกำหนดในพระวจนะของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด)) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ และรังเกียจความจริง ในการทำหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาเพียงแค่พยายามต่อรองกับพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าเนื่องจากพวกเขาได้จ่ายราคาด้วยการละทิ้งสิ่งทั้งหลาย และสละตนเองในหน้าที่ พระเจ้าจึงต้องประทานพระคุณและพระพรแก่พวกเขาตามที่ต้องการ และนี่เป็นวิธีเดียวที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผล มิฉะนั้น พระเจ้าก็จะไม่ชอบธรรม แก่นแท้ธรรมชาติของฉันนั้นน่าเกลียดและเลวร้ายเช่นเดียวกับของศัตรูของพระคริสต์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันสามารถยืนหยัดในหน้าที่ของฉันได้แม้ว่าสามีจะขัดขวางและญาติๆ จะเยาะเย้ยฉัน ทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่าจากพระเจ้า ฉันเชื่อมาตลอดว่าถ้าฉันสละตนเองเพื่อพระเจ้าและทำหน้าที่ของฉัน พระองค์จะทรงอวยพรและคุ้มครองฉัน ให้ชีวิตฉันปราศจากความกังวล เป็นชีวิตที่สงบสุขซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ฉันไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่ไซต์งานก่อสร้างของสามี และเขาจะถูกตัดสินจำคุกเพราะเราไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยได้ ฉันรู้สึกทนรับเรื่องนี้ไม่ได้ และดังนั้นฉันจึงใช้การละทิ้งและการสละตนของฉันเป็นข้ออ้างไปโต้แย้งกับพระเจ้า ตั้งคำถามว่าทำไมพระองค์ไม่ทรงคุ้มครองฉัน และทำไมพระองค์ถึงทรงปล่อยให้ความวิบัติใหญ่หลวงเช่นนี้เกิดขึ้นกับฉัน ฉันดำเนินชีวิตตามกฎการเอาตัวรอดเยี่ยงซาตาน เช่น “อย่ากระดิกแม้แต่นิ้วเดียวหากไม่ได้รางวัล” “สู้เพื่อทุกเศษเสี้ยว” และ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” ไม่ว่าฉันจะปฏิสัมพันธ์กับใคร ถ้าฉันจ่ายราคา ฉันก็คาดหวังบางสิ่งตอบแทน หลังจากที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า ฉันก็พยายามต่อรองกับพระองค์โดยธรรมชาติเช่นกัน ฉันเชื่อว่าตราบใดที่ฉันทนทุกข์และสละตนเองเพื่อพระเจ้า พระองค์ก็ควรจะอวยพรฉัน มิฉะนั้น พระองค์ก็ไม่ชอบธรรม ผู้เชื่อที่แท้จริงทำหน้าที่ของตนโดยไม่ต่อรองหรือเรียกร้อง เหมือนกับโนอาห์ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อสร้างเรือ ยืนหยัดเป็นเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบปี วันแล้ววันเล่า เขาทนทุกข์และจ่ายราคาเพียงเพื่อทำให้พระบัญชาของพระเจ้าสำเร็จ โดยไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์หรือความสูญเสียส่วนตัวเลย แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ การเชื่อในพระเจ้าของฉันเป็นเพียงการใช้พระองค์เพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเองในการได้รับพระพร ฉันไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริงเลย ฉันพยายามหลอกลวงและใช้ประโยชน์จากพระเจ้า ธรรมชาติของฉันเลวร้ายและหลอกลวงเหมือนกับของศัตรูของพระคริสต์ ฉันเป็นพวกผู้ไม่เชื่อและพวกฉวยโอกาสที่พระเจ้าทรงเปิดโปงนั่นเอง เมื่อเห็นว่าการกระทำของฉันเป็นกบฏและทำร้ายพระทัยของพระเจ้าอย่างมาก ฉันก็รู้สึกเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและการตำหนิตัวเอง จากนั้นฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าอีกครั้งว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ช่างไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์และสำนึกเสียจริง การเชื่อในพระองค์และการปฏิบัติหน้าที่ของข้าพระองค์ล้วนเป็นความพยายามที่จะต่อรองกับพระองค์และหลอกลวงพระองค์ ข้าพระองค์ทำให้พระองค์ทรงผิดหวังอย่างมาก! ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ ข้าพระองค์จะนบนอบสภาวการณ์ที่พระองค์ทรงจัดเตรียม และจะไม่กบฏหรือทำให้พระองค์เสียพระทัยอีกต่อไป”
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางตอน และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติในนั้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ทำเหมือนว่าการได้รับพรคือเป้าหมายอันชอบธรรมที่พึงไล่ตามเสาะหา เรื่องนี้ผิดอย่างไร? นี่สวนทางกับความจริงอย่างสิ้นเชิง และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่จะช่วยผู้คนให้รอด ในเมื่อการได้รับพรไม่ใช่เป้าหมายอันควรแก่การไล่ตามเสาะหาของผู้คน แล้วสิ่งใดคือเป้าหมายอันควร? การไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเพื่อที่จะสามารถนบนอบทุกการจัดวางเรียบเรียงและทุกการจัดเตรียมของพระเจ้า—นี่คือเป้าหมายที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหา… เมื่อเจ้าปล่อยมือจากความอยากได้พรและเดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง น้ำหนักที่กดทับอยู่บนบ่าของเจ้าย่อมหายไป เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้ายังจะคิดลบอยู่อีกหรือไม่? แม้จะยังมีบางเวลาที่เจ้าคิดลบ แต่เจ้าก็จะไม่ถูกเรื่องนี้ตีกรอบเอาไว้ เจ้าจะอธิษฐานและสู้รบอยู่ในหัวใจต่อไป เปลี่ยนเป้าหมายที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้าจากที่ไล่ตามไขว่คว้าการได้รับพรและมีบั้นปลายหนึ่งๆ มาเป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าจะคิดในใจว่า ‘การไล่ตามเสาะหาความจริงคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันเข้าใจความจริงบ้างแล้ว และนั่นคือผลเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ต่อให้พระเจ้าไม่ทรงต้องการฉัน ตัวฉันไม่มีบั้นปลายที่ดี และความหวังที่จะได้รับพรก็พังทลาย ฉันก็จะยังคงทำหน้าที่ของตนให้ดี นี่คือความรับผิดชอบที่ฉันไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ฉันก็จะยอมให้เรื่องนั้นๆ ส่งผลกระทบต่อการลุล่วงหน้าที่ของฉันไม่ได้เป็นอันขาด และไม่อาจยอมให้เรื่องนั้นๆ ส่งผลต่อการทำให้พระบัญชาของพระเจ้าแล้วเสร็จได้ นี่คือหลักธรรมที่ฉันใช้ประพฤติปฏิบัติตน’ นี่คือการออกจากกรอบการควบคุมของเนื้อหนังมิใช่หรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การปฏิบัติความจริงเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะมีการเข้าสู่ชีวิต) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าในการเชื่อในพระเจ้า เราควรไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย และแสวงหาความจริงและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดเตรียม ไม่ว่าเราจะได้รับพระพรหรือเผชิญกับความทุกข์ยาก เราต้องลุล่วงหน้าที่ของเรา นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องสำหรับผู้เชื่อที่จะเดิน ในอดีต หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความอยากได้พระพร เมื่อความวิบัติมาถึง ฉันก็ต้องการที่จะหลีกหนีมันเสมอ ฉันดำเนินชีวิตอยู่ในสภาวะของการกบฏต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและทรมานเกินไป วันนี้ ฉันได้เข้าใจความจริงแล้ว ไม่ว่าฉันจะได้รับพระพรในอนาคตหรือไม่ ฉันก็เพียงปรารถนาที่จะยึดมั่นในหน้าที่ของฉันและไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของฉันอย่างถูกควร หลังจากนั้น สภาวะของฉันก็กลับเป็นปกติ และฉันก็สามารถทำหน้าที่ของฉันด้วยหัวใจที่สงบสุข แม้ว่าความยากลำบากของครอบครัวฉันจะยังคงอยู่ แต่ฉันก็เต็มใจที่จะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อมีประสบการณ์กับมัน ฉันไม่ได้เรียกร้องอย่างไม่มีเหตุผลจากพระเจ้าอีกต่อไป และไม่ได้คิดที่จะพยายามหลีกหนีจากสถานการณ์ที่ยากลำบากด้วยความสามารถของตัวเองอีกแล้ว ฉันก็เริ่มเห็นการทรงชี้แนะของพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว ในช่วงเวลาหนึ่งปีกว่าๆ ที่สามีของฉันอยู่ในคุก ลูกสาวคนโตก็ช่วยดูแลความเป็นอยู่ประจำวันและการเรียนของน้องสาว ทำให้ฉันไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องค่าชดเชย ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเห็นว่าเราไม่สามารถจ่ายได้จริงๆ จึงไม่ได้ดำเนินเรื่องต่อ ฉันรู้สึกจริงๆ ว่าพระเจ้าทรงช่วยเหลือฉันอย่างลับๆ มาโดยตลอด ทรงนำฉันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของฉัน
แม้ว่าฉันจะผ่านความเจ็บปวดและความทรมานมาบ้างในช่วงปีเศษๆ นั้น แต่ฉันก็ได้รู้จักธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของตัวเองและเส้นทางที่ผิดที่ฉันได้เดินในความเชื่อของฉัน ฉันยังได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอีกด้วย ฉันเห็นว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการนั้นดีและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของฉัน ฉันได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการเผชิญกับความทุกข์ยากไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ว่าคุณจะประสบกับความทุกข์ใด ถ้าคุณสามารถเข้าใจความจริงและชีวิตของคุณเติบโตขึ้นได้ นั่นคือการได้รับพรของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!