100. อย่าปล่อยให้ความเกียจคร้านทำลายชีวิตคุณ
ในเดือนกรกฎาคม ปี 2024 ฉันเป็นผู้ดูแลงานข้อเขียนในคริสตจักร เนื่องจากผู้นำคนหนึ่งถูกจับกุม ฉันกับผู้ร่วมงานจึงต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสี่ยง เราจึงต้องอยู่แต่ในบ้านและติดตามงานผ่านทางจดหมาย ในตอนแรก ฉันยังสามารถติดตามงานอย่างแข็งขันและเขียนจดหมายเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาในทีม ฉันยังสามารถค้นหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขสภาวะที่ไม่ถูกต้องของสมาชิกในทีมได้อีกด้วย และเมื่อมีงานที่ต้องดำเนินการ ฉันก็รีบจัดการทันที แม้ว่าฉันจะยุ่งอยู่บ้าง แต่ใจของฉันก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยขนาดนั้น เมื่อภาระงานของฉันเพิ่มขึ้น และหลายกลุ่มต่างก็มีปัญหาที่ต้องแก้ไข ฉันก็คิดในใจว่า “ถ้าทุกงานต้องมีการติดตามและการสื่อสารอย่างละเอียด แล้วจะต้องใช้ความคิดและพลังมากแค่ไหนกันนะ? อีกอย่าง การติดตามรายละเอียดทั้งหมดของงานที่มากมายขนาดนี้มันก็มากเกินไป!” ฉันนึกถึงพี่น้องชายหญิงในกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่ด้านข้อเขียนมาหลายปี เชี่ยวชาญในหลักธรรมบางอย่างแล้ว และบรรลุผลสำเร็จในหน้าที่อยู่บ้าง ฉันรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องกังวลกับกลุ่มนั้นมากนัก ดังนั้นหลังจากนั้น ฉันจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับงานของพวกเขามากเท่าไร บางครั้งฉันก็คิดที่จะตรวจสอบอย่างละเอียดว่าพวกเขามีความลำบากยากเย็นอะไรในการทำหน้าที่หรือไม่ แต่แล้วฉันก็คิดว่า “การจะเข้าใจรายละเอียดพวกนี้ต้องใช้ความพยายามและความคิดอย่างมาก ช่างมันเถอะ คนพวกนี้มีทักษะฝีมือค่อนข้างดีและมีประสบการณ์ทำงานอยู่บ้าง ให้พวกเขาทำกันเองเถอะ” หลังจากนั้น ฉันก็ไม่ได้ตรวจสอบหรือติดตามงานของกลุ่มนั้นอย่างละเอียดอีกเลย หลังจากนั้นไม่นาน ฉันเห็นว่ากลุ่มนี้ไม่ได้ส่งคำเทศนามาหลายวันแล้ว ฉันจึงรีบเขียนไปหาพวกเขาเพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้นำกลุ่มรายงานว่าคุณภาพของคำเทศนาที่ได้รับมาช่วงหลังๆ ไม่ดีนัก จึงส่งได้เพียงไม่กี่ฉบับ เมื่อเห็นว่างานมีผลลัพธ์ไม่ดี เธอเลยอยู่ในสภาวะท้อแท้เล็กน้อย ฉันสามัคคีธรรมกับผู้นำกลุ่มสั้นๆ ขอให้เธอแบกรับภาระและนำทุกคนสรุปการเบี่ยงเบนต่างๆ หลังจากนั้น เดิมทีฉันอยากจะตรวจสอบงานของกลุ่มนี้ให้ละเอียดขึ้น แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ฉันยังมีงานอื่นต้องทำอีก การจะทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องใช้ความคิดและความพยายามอย่างมาก ผู้นำกลุ่มก็รู้หลักธรรมอยู่บ้าง และผู้นำก็ได้สรุปปัญหาในคำเทศนาที่เราส่งไปแล้ว หนทางที่พวกเขาหารือกันก็ชัดเจนมาก ฉันก็เลยปล่อยให้พวกเขาไปศึกษาและลงมือทำกันเอง” ด้วยวิธีนี้ ฉันจึงทำเพียงแค่ส่งต่อจดหมายจากผู้นำไปยังกลุ่ม และไม่ได้สรุปปัญหาและการเบี่ยงเบนต่างๆ ร่วมกับพวกเขา ฉันไม่ได้ถามถึงรายละเอียดของงาน เช่น พวกเขาศึกษาอย่างไร และสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่
ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีจดหมายจากผู้นำมาถึงซึ่งบอกว่างานของทีมคำเทศนากำลังคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้าและคำเทศนาที่พวกเขาส่งมาก็มีคุณภาพต่ำ พวกเขาขอให้ฉันรีบหาสาเหตุโดยด่วน เมื่อฉันอ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันรู้สึกตำหนิตัวเองในใจ และเมื่อนั้นเองฉันจึงเริ่มทบทวนตนเอง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ลักษณะสำคัญของงานที่ผู้นำเทียมเท็จทำก็คือการเอาแต่พูดเรื่องคำสอนและท่องคำขวัญเหมือนนกแก้วนกขุนทอง หลังจากออกคำสั่งแล้ว พวกเขาก็เพียงปัดความรับผิดชอบในเรื่องนั้น พวกเขาไม่สอบถามถึงความคืบหน้าของงานหลังจากนั้นเลย ไม่สอบถามว่ามีปัญหา ความเบี่ยงเบน หรือความลำบากยากเย็นใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่ พวกเขามองว่างานของตนเสร็จสิ้นทันทีที่มอบหมายงานแล้ว… การไม่ติดตามงาน การไม่ทำสิ่งใดเพิ่มเติมเมื่อได้มอบหมายงานไปแล้ว การปัดความรับผิดชอบต่องานนั้น—คือหนทางในการทำสิ่งต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จ การไม่ติดตามงานหรือไม่ให้แนวทางเกี่ยวกับงาน การไม่สอบถามหรือไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และการไม่ทำความเข้าใจความคืบหน้าหรือประสิทธิภาพของงาน—เหล่านี้ก็เป็นการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จเช่นกัน” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4)) “ผู้นำเทียมเท็จนั้นไร้ความสามารถในการทำงานจริง ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรก็มักจะเริ่มต้นอย่างแข็งขันแต่สุดท้ายก็แผ่วปลาย บทบาทที่พวกเขาแสดงเป็นเพียงผู้กล่าวเปิดงาน กล่าวคือ ท่องคำขวัญและเทศนาคำสอน เมื่อมอบหมายงานให้ผู้อื่นและจัดแจงคนรับผิดชอบงานเสร็จแล้ว ภารกิจของพวกเขาก็จบสิ้นลง พวกเขาเปรียบได้กับเครื่องขยายเสียงประกาศตามชนบทในประเทศจีน—บทบาทของพวกเขามีอยู่เพียงเท่านั้น พวกเขาทำเพียงงานเบื้องต้นเล็กน้อย ส่วนงานที่ตามมานั้นกลับไร้เงาของพวกเขาโดยสิ้นเชิง สำหรับคำถามเฉพาะเจาะจงต่างๆ เช่น งานแต่ละรายการดำเนินไปอย่างไร สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่ และบังเกิดผลหรือไม่—พวกเขาไม่เคยรู้คำตอบ พวกเขาไม่เคยลงลึกคลุกคลีกับระดับรากหญ้าและไปยังสถานที่ปฏิบัติงานเพื่อทำความเข้าใจและหยั่งรู้ถึงความคืบหน้าและรายละเอียดเฉพาะของงานแต่ละรายการเลย ดังนั้น แม้ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้นำ ผู้นำเทียมเท็จอาจไม่ได้เจตนาก่อกวนและขัดขวาง หรือประกอบการชั่วต่างๆ นานา แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขาได้ทำให้งานเป็นอัมพาต ทำให้ความคืบหน้าของงานแต่ละรายการของคริสตจักรต้องล่าช้า และส่งผลให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและเข้าสู่ชีวิตได้ เมื่อทำงานเช่นนี้แล้ว พวกเขาจะสามารถนำพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปสู่หนทางที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไรกัน? สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ได้ทำงานจริงใดๆ เลย พวกเขาล้มเหลวในการติดตามงานที่ตนควรรับผิดชอบ หรือให้การชี้แนะและกำกับดูแลเพื่อให้มั่นใจว่างานของคริสตจักรจะดำเนินไปอย่างปกติ พวกเขาล้มเหลวในการทำหน้าที่ที่ผู้นำและคนทำงานพึงกระทำ และล้มเหลวในการลุล่วงความจงรักภักดีหรือความรับผิดชอบของตน สิ่งนี้ยืนยันได้ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ได้มีความจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน เอาแต่ทำตัวสุกเอาเผากิน หลอกลวงทั้งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและพระเจ้าพระองค์เอง ส่งผลและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระองค์ นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4)) เมื่อได้อ่านพระวจนะที่เปิดโปงผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ ฉันก็รู้สึกเหมือนถูกพิพากษาอย่างมาก ผู้นำเทียมเท็จลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง และสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตน เวลาทำงาน พวกเขาก็พอใจเพียงแค่ส่งต่อคำสั่งและออกคำสั่งเท่านั้น พวกเขาไม่ได้กำกับดูแลหรือติดตามรายละเอียดของงานจริงๆ ทั้งยังไม่เข้าใจหรือจับความเข้าใจปัญหาในงานได้ แม้เมื่อพบเจอปัญหา พวกเขาก็ไม่แก้ไขโดยทันที ทำให้ความคืบหน้าของงานล่าช้าไปอย่างมาก พฤติกรรมของฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกประการหรอกหรือ? ฉันเอาแต่กลัวว่าต้องทุ่มเทความพยายามและจะเหนื่อยล้า และไม่มีสำนึกของความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเลยแม้แต่น้อย เมื่อฉันเห็นว่างานคำเทศนาในกลุ่มหนึ่งไม่เกิดผล ฉันก็แค่ถามถึงงานนั้นพอเป็นพิธี และขอให้ผู้นำกลุ่มนำสมาชิกในกลุ่มสรุปการเบี่ยงเบนและปัญหาต่างๆ แม้ว่าต่อมาฉันจะพบว่าสมาชิกในกลุ่มยังคงใช้ชีวิตอยู่ในความลำบากยากเย็น ฉันก็ไม่อยากทุ่มเทความพยายามหรือจ่ายราคามากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ฉันแค่ส่งต่อจดหมายจากผู้นำให้พวกเขาและขอให้พวกเขาศึกษาและลงมือทำกันเอง โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาในงานจริงๆ ฉันเห็นว่าฉันก็เหมือนกับผู้นำเทียมเท็จ ที่ไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน และทำแบบขอไปทีโดยไม่ได้ลงมือทำงานจริง ฉันไม่ได้แก้ไขความลำบากยากเย็นที่แท้จริงในหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครมีเส้นทางที่จะเดินต่อไปในหน้าที่ และงานก็หยุดชะงักลง ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการที่ฉันไม่ได้ลงมือทำงานจริง เจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ทรงให้ฉันทำหน้าที่ผู้ดูแล ก็เพื่อให้ฉันคอยติดตาม กำกับดูแล และเข้าไปมีส่วนร่วมในรายละเอียดของงานของทีม ตรวจสอบและจับความเข้าใจสภาวะของสมาชิกในกลุ่ม ค้นพบการเบี่ยงเบนและปัญหาในหน้าที่ของพวกเขา และสามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ทันท่วงที เพื่อให้งานดำเนินไปได้อย่างปกติ แต่ทว่า ฉันไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง ในหน้าที่ของฉัน ฉันพอใจกับการเป็นแค่ผู้ส่งต่อคำสั่ง และคิดว่าตราบใดที่งานถูกนำไปปฏิบัติแล้ว ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี ฉันยังคิดอีกว่าเพราะสมาชิกในกลุ่มนั้นทำหน้าที่ด้านข้อเขียนมาหลายปีและเชี่ยวชาญในหลักธรรมบางอย่างแล้ว ฉันจึงไม่จำเป็นต้องทุ่มเทความคิดหรือความพยายามอีกต่อไป ฉันโยนงานทั้งหมดให้พวกเขา ราวกับเป็นเรื่องปกติ และกลายเป็นหัวหน้าที่ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมเลย เมื่อมาคิดดูแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะมีประสบการณ์ในหน้าที่อยู่บ้าง แต่ทุกคนก็มีการเบี่ยงเบนและข้อบกพร่อง และบางครั้งอาจใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ดังนั้นฉันจึงควรตรวจสอบท่าทีที่พวกเขามีต่อหน้าที่อยู่เสมอ เข้าไปจัดการกับปัญหาและความลำบากยากเย็นในงานล และแก้ไขสิ่งเหล่านี้ให้ทันท่วงที นี่คือความรับผิดชอบของฉัน แต่ทว่า สิ่งเดียวที่ฉันคำนึงถึงอยู่ตลอดก็คือจะลดความทุกข์ของเนื้อหนังตัวเองได้อย่างไร ฉันไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย! แม้ว่าฉันจะใช้ความคิดน้อยลง และเนื้อหนังของฉันไม่ได้เหนื่อยล้าเท่าไรนัก แต่ฉันกลับทำให้ความคืบหน้าของงานล่าช้าเพราะคำนึงถึงแต่เนื้อหนังและทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน และฉันก็ได้กระทำผิดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก และรู้สึกติดค้างพระเจ้า
หลังจากนั้น ฉันก็ทบทวนตนเอง ในหน้าที่ของฉัน ทำไมฉันถึงไม่เต็มใจที่จะทุ่มเทความพยายามมากขึ้น และทำไมฉันถึงเอาแต่ทำแบบสุกเอาเผากินและไร้ความรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลา? ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “มีผู้นำเทียมเท็จอีกประเภทหนึ่งที่พวกเราเคยพูดถึงอยู่บ่อยครั้งระหว่างการสามัคคีธรรมถึงหัวข้อเรื่อง ‘หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน’ คนประเภทนี้มีขีดความสามารถบางประการ พวกเขาไม่ใช่คนโง่ พวกเขามีหนทางและวิธีการในการทำงาน ทั้งยังมีแผนการในการแก้ไขปัญหา และเมื่อได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่ง พวกเขาก็สามารถทำให้สำเร็จได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่คาดหวังไว้ พวกเขาสามารถค้นพบปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในงานและสามารถแก้ไขปัญหาบางประการได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาได้ยินปัญหาที่บางคนรายงาน หรือสังเกตเห็นพฤติกรรม การสำแดง คำพูด และการกระทำของบางคน ในใจของพวกเขาก็มีปฏิกิริยา ทั้งยังมีความเห็นและท่าทีของตนเอง แน่นอนว่า หากผู้คนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีสำนึกของภาระ เช่นนั้นแล้ว ปัญหาทั้งหมดนี้ย่อมสามารถได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ในงานซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคนประเภทที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงในวันนี้ กลับยังคงมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นั่นก็เพราะผู้คนเหล่านี้ไม่ทำงานจริง พวกเขารักความสบายและเกลียดการทำงานหนัก พยายามเพียงผิวเผินอย่างสุกเอาเผากิน ชอบอยู่เฉยๆ และสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ชอบสั่งการคนอื่น เพียงขยับปากพูดเล็กน้อย ให้คำแนะนำบางอย่าง จากนั้นก็ถือว่างานของตนเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาไม่ใส่ใจงานจริงของคริสตจักรหรืองานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดซึ่งพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาเลย—พวกเขาไม่มีสำนึกของภาระเช่นนี้ และต่อให้พระนิเวศของพระเจ้าเน้นย้ำเรื่องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็ยังคงไม่ใส่ใจ ตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือสอบถามเกี่ยวกับงานผลิตภาพยนตร์หรืองานข้อเขียนของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ปรารถนาที่จะตรวจสอบว่างานประเภทเหล่านี้กำลังคืบหน้าไปอย่างไรและสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดบ้าง พวกเขาเพียงแค่สอบถามทางอ้อมบ้าง และเมื่อรู้ว่าผู้คนกำลังยุ่งกับงานนี้และกำลังทำงานนี้อยู่ พวกเขาก็ไม่ใส่ใจกับงานนี้อีกต่อไป แม้พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่างานมีปัญหา พวกเขาก็ยังไม่ต้องการที่จะสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และก็ไม่สอบถามหรือตรวจสอบว่าผู้คนกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างไร เหตุใดพวกเขาจึงไม่สอบถามหรือตรวจสอบเรื่องเหล่านี้? พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ เช่นนั้นก็จะมีปัญหามากมายรอให้พวกเขาแก้ไข และนั่นจะน่ากังวลเกินไป ชีวิตจะน่าเหน็ดเหนื่อยมากเกินไปหากพวกเขาต้องคอยแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ! หากพวกเขากังวลมากเกินไป อาหารก็จะไม่อร่อยอีกต่อไป และจะไม่สามารถนอนหลับสนิทได้ เนื้อหนังของพวกเขาจะรู้สึกอ่อนล้า และแล้วชีวิตก็จะกลายเป็นความทุกข์ยาก นั่นคือเหตุผลที่เมื่อพวกเขามองเห็นปัญหา พวกเขาจะหลบเลี่ยงและเพิกเฉยหากทำได้ ปัญหาของคนประเภทนี้คืออะไร? (พวกเขาเกียจคร้านเกินไป) จงบอกเราเถิดว่า ผู้ใดที่มีปัญหาร้ายแรง ผู้คนที่เกียจคร้านหรือผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำ? (ผู้คนที่เกียจคร้าน) เหตุใดผู้คนที่เกียจคร้านจึงมีปัญหาที่ร้ายแรง? (ผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำไม่สามารถเป็นผู้นำหรือคนทำงานได้ แต่พวกเขาพอจะมีประสิทธิภาพอยู่บ้างเมื่อทำหน้าที่ที่อยู่ภายในความสามารถของตน อย่างไรก็ดี ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถ แต่นั่นก็ไม่มีผลอะไร) ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย สรุปเป็นสองวลีก็คือ พวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขามีความพิการระดับที่สอง ไม่ว่าขีดความสามารถของผู้คนที่เกียจคร้านจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถที่ดี แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาเกียจคร้านเกินไป—พวกเขารู้ว่าควรทำสิ่งใด แต่กลับไม่ทำ และต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และแม้พวกเขารู้ว่าตนควรทุกข์ทนกับความยากลำบากอันใดเพื่อให้งานมีประสิทธิผล แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจสู้ทนความยากลำบากที่คุ้มค่าเหล่านี้—พวกเขาจึงไม่สามารถได้รับความจริงใดๆ และไม่สามารถทำงานจริงได้เลย พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากที่ผู้คนควรสู้ทน พวกเขารู้จักเพียงที่จะลุ่มหลงในความสะดวกสบาย เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันชื่นบานและการพักผ่อนหย่อนใจ และเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นอิสระและผ่อนคลาย พวกเขาไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ? ผู้คนที่สู้ทนความยากลำบากไม่ได้ย่อมไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ ผู้คนที่ปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงกาฝากอยู่เสมอนั้น ย่อมเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน และคนเช่นนี้ไม่เหมาะแม้แต่จะทำงานใช้แรง เนื่องจากพวกเขาสู้ทนความยากลำบากไม่ได้ แม้ในยามที่พวกเขาทำงานใช้แรง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ดี และหากพวกเขาปรารถนาที่จะได้รับความจริง ก็ยิ่งไม่มีหวังในเรื่องนี้ คนที่ทนทุกข์ไม่ได้และไม่รักความจริงเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานใช้แรงด้วยซ้ำไป พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย ผู้คนเช่นนี้ต้องถูกกำจัดออกไป เช่นนี้เท่านั้นจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8)) “ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้ ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร) พระเจ้าตรัสว่า “ไม่ว่าขีดความสามารถของผู้คนที่เกียจคร้านจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า” และ “พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานใช้แรงด้วยซ้ำไป พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย” และ “ต้องถูกกำจัด” ฉันเห็นว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังผู้นำเทียมเท็จมากเพียงใด ไม่ว่าผู้นำเทียมเท็จจะมีขีดความสามารถดีเพียงใด เพราะพวกเขาเกียจคร้านเกินไป ไร้ความรับผิดชอบในหน้าที่ และไม่กำกับดูแลหรือติดตามรายละเอียดของงาน พวกเขาจึงไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะลงแรงทำงาน และพวกเขาจะทำให้พระเจ้าทรงเกลียดชังและเกลียด เมื่อได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ ฉันรู้สึกราวกับว่าพระเจ้ากำลังทรงพิพากษาฉันซึ่งๆ หน้า และทุกบรรทัดก็ทิ่มแทงใจฉัน เมื่อมาคิดดูแล้ว เหตุผลที่ฉันไม่เต็มใจที่จะใช้พลังความคิดมากขึ้นก็เพราะฉันเกียจคร้านเกินไปและลุ่มหลงในความสะดวกสบายมากเกินไป ก่อนที่ฉันจะพบพระเจ้า ฉันมักจะได้ยินคนพูดว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ชีวิตนั้นสั้นนัก จงชื่นชมมันในขณะที่เจ้าสามารถทำได้” และ “ใช้ชีวิตตามใจในวันนี้ โดยไม่สนว่าถูกหรือผิด” ฉันถูกหล่อหลอมและถูกพิษของความคิดไร้สาระเหล่านี้ที่ซาตานปลูกฝังให้ฉัน ดังนั้นฉันจึงชอบใช้ชีวิตอยู่ในความสะดวกสบายของเนื้อหนังและไล่ตามไขว่คว้าชีวิตที่เป็นอิสระและสุขสบาย ฉันรู้สึกว่าคนเราจะมีชีวิตที่เป็นอิสระและสุขสบายได้ก็ต่อเมื่อมีความสุขทางเนื้อหนังเท่านั้น ฉันดำเนินชีวิตตามทัศนะการเอาชีวิตรอดเยี่ยงซาตานเหล่านี้ และเมื่อใดก็ตามที่หน้าที่ของฉันยุ่งและเหนื่อย ฉันก็เริ่มคำนึงถึงและวางแผนเพื่อเนื้อหนังของตน และไม่ทำแม้แต่สิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ ฉันรู้ดีว่าความคืบหน้าของงานเป็นไปอย่างเชื่องช้า และสมาชิกในกลุ่มนั้นก็ประสบกับความลำบากยากเย็นในหน้าที่ของตน แต่ฉันก็ไม่อยากจ่ายราคาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทั้งหมดที่ฉันคิดก็คือฉันจะทำงานและทนทุกข์น้อยลงได้อย่างไร ธรรมชาติของฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างแท้จริง และฉันไม่มีความเป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย! พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจและช่วยผู้คนให้รอด พระองค์ไม่เคยเอาแต่พูดคำขวัญ แต่กลับทรงแสดงความจริงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเพื่อจัดเตรียมให้ผู้คนตามสิ่งที่พวกเขาขาด ไม่ว่ามนุษย์เราจะมีความลำบากยากเย็นและปัญหาอะไร พระคริสต์ก็ทรงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นกับเราอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและอดทน ทรงแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นต่างๆ ในหน้าที่ของเราอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริง ฉันเห็นว่าพระคริสต์ทรงอุตสาหะและรับผิดชอบอย่างมากในการกระทำของพระองค์ จากนั้นฉันก็มองย้อนกลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง ในหน้าที่ของฉัน ฉันทำแบบสุกเอาเผากินทุกครั้งที่ทำได้ และพยายามทนทุกข์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันเกียจคร้านและเอาแต่สบาย และฉันใช้ชีวิตโดยปราศจากความซื่อตรงและศักดิ์ศรี หากฉันไม่กลับใจ ในท้ายที่สุด ฉันจะถูกพระเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์และกำจัด และฉันจะทำลายโอกาสได้รับความรอดของตัวเอง และเวลาที่พระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลงก็จะเป็นเวลาที่ฉันจะถูกลงโทษเช่นกัน เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดอย่างยิ่ง ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ในหน้าที่ของตนข้าพระองค์คำนึงถึงเนื้อหนังของตนเองอยู่เสมอ และไม่อยากทุ่มเทพยายามมากขึ้น ข้าพระองค์เอาแต่พูดคำขวัญและไม่ได้ลงมือทำงานจริง ข้าพระองค์ได้สร้างความเสียหายต่อหน้าที่ของตนและทำให้พระองค์ทรงเกลียด ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ ต่อจากนี้ไป ข้าพระองค์เต็มใจที่จะขัดขืนเนื้อหนังของตนและแก้ไขปัญหาจริงในกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม ทำหน้าที่ของตนให้ดีให้พระองค์พอพระทัย”
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าตรัสว่า “พระเจ้าประทานขีดความสามารถที่มากพอและเงื่อนไขที่เป็นผลดีให้แก่เจ้า เปิดโอกาสให้เจ้ามองเห็นบางสิ่งได้อย่างชัดเจนและสามารถพอที่จะทำงานนี้ แต่ท่าทีที่เจ้ามีต่อหน้าที่ของตนกลับไม่ถูกต้อง เจ้าไม่มีความจริงใจ และยิ่งไม่มีการอุทิศตน เจ้าไม่อยากพยายามทำหน้าที่ให้ดีอย่างสุดความสามารถ นี่ทำให้พระเจ้าผิดหวังเป็นอย่างมาก ดังนั้น ถ้าเจ้าเกียจคร้านและรู้สึกอยู่เสมอว่างานที่ได้รับมอบหมายเป็นความยุ่งยากและไม่อยากทำ ทั้งยังบ่นพึมพำในใจว่า ‘ทำไมถึงบอกให้ฉันทำ ไม่ไปบอกคนอื่น?’ เช่นนี้ย่อมเป็นความคิดที่โง่เขลา เมื่อหน้าที่ตกมาถึงเจ้า นั่นไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แต่เป็นเกียรติ และเป็นการยกชูจากพระเจ้า เจ้าควรน้อมรับด้วยความยินดีและทำหน้าที่ที่เจ้าพึงทำ ซึ่งจะไม่ทำให้เจ้าหมดแรง ในทางกลับกัน ถ้าเจ้าทำหน้าที่ของตนให้ดี เข้าใจความจริงและแก้ปัญหาต่างๆ เจ้ากลับจะรู้สึกว่ามีสันติสุขและมั่นคงในหัวใจ และย่อมจะไม่ทำให้พระเจ้าผิดหวัง เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าจะมีความเชื่อและสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้อย่างสง่าผ่าเผย” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (11)) “พวกเราจะไม่พูดถึงการเสร็จสิ้นภารกิจ หน้าที่ หรือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ แต่อย่างน้อยที่สุด เจ้าก็ควรทำบางสิ่งให้สำเร็จลุล่วง ตัวอย่างเช่น ในคริสตจักรมีบางคนทุ่มเทความพยายามทั้งมวลให้กับหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐ อุทิศกำลังวังชาทั้งชีวิตของตน จ่ายราคามากมาย และได้ผู้คนมามาก ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกว่าชีวิตของตนไม่ได้ล่วงเลยไปอย่างเปล่าประโยชน์ ชีวิตของพวกเขามีคุณค่าและนำความชูใจมาให้ เมื่อเผชิญความเจ็บป่วยและความตาย หรือเมื่อสรุปทั้งชีวิตของตนออกมา พวกเขาก็หวนนึกถึงทุกสิ่งที่เคยทำ เส้นทางที่เคยเดิน และพบความชูใจอยู่ในหัวใจ พวกเขาไม่กล่าวโทษตนเองและไม่มีความเสียใจ บางคนทุ่มเทพยายามอย่างเต็มที่ พลางรับใช้ในฐานะผู้นำคริสตจักรหรือรับผิดชอบงานด้านใดด้านหนึ่งไปด้วย พวกเขาทำอย่างสุดความสามารถ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด สละเลือดทั้งมวลจากหัวใจ และจ่ายราคาให้กับงานที่ทำ ด้วยการให้น้ำ การนำ การช่วยเหลือและเกื้อหนุนของพวกเขา ผู้คนมากมายที่ตกอยู่ในความคิดลบและความอ่อนแอกลับกลายเป็นคนที่เข้มแข็ง ยืนหยัดมั่นคง และไม่ถอนตัว แต่หวนกลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและถึงกับเป็นพยานให้พระองค์ในท้ายที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่พวกเขาเป็นผู้นำ พวกเขายังทำงานสำคัญๆ มากมายให้สำเร็จลุล่วง เอาตัวคนชั่วออกไปไม่ใช่น้อย ปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้มากมาย และนำของสำคัญที่หายไปกลับคืนมาได้เป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้และเรื่องราวอีกมากเกิดขึ้นในช่วงที่พวกเขาเป็นผู้นำ เมื่อย้อนมองดูเส้นทางที่พวกเขาเดิน นึกถึงงานที่พวกเขาทำและราคาที่พวกเขาจ่ายตลอดเวลาหลายปี พวกเขาย่อมไม่รู้สึกเสียใจหรือมีข้อกล่าวหาใดๆ พวกเขาไม่รู้สึกผิดกับการทำสิ่งเหล่านี้และเชื่อว่าตนได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า รู้สึกอยู่ในหัวใจว่าสบายใจและได้รับการชูใจ นั่นเป็นเรื่องที่วิเศษจริงๆ! ผลที่พวกเขาได้รับย่อมเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) ความรู้สึกที่มีสันติสุขและมีความชูใจนี้ การไร้ซึ่งความเสียใจนี้ คือผลลัพธ์และผลเก็บเกี่ยวจากการไล่ตามเสาะหาสิ่งที่เป็นบวกและความจริง ขอพวกเราจงอย่าวางผู้คนไว้บนมาตรฐานที่สูงนัก พวกเรามาพิจารณาสถานการณ์ที่คนคนหนึ่งพบเจองานที่ตนควรทำหรือเต็มใจทำในชีวิตของตนกันเถิด หลังจากที่ค้นพบที่ทางของตนแล้ว พวกเขาก็ตั้งมั่นในที่ของตน รักษาที่ทางของตนไว้ สละเลือดทุกหยาดหยดจากหัวใจของตน และกำลังวังชาทั้งหมดของตน ทำสิ่งที่ตนควรทำให้ครบถ้วนจนแล้วเสร็จ เมื่อพวกเขามายืนเบื้องหน้าพระเจ้าในที่สุดเพื่อตอบคำถาม พวกเขาย่อมรู้สึกค่อนข้างพอใจ ไม่มีคำกล่าวหาหรือความเสียใจในหัวใจของตน พวกเขารู้สึกชูใจและรู้สึกว่าตนได้บางสิ่งมา รู้สึกว่าชีวิตของตนนั้นมีคุณค่า” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (6)) เมื่อฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ พระเจ้าทรงประทานพรสวรรค์และขีดความสามารถให้ฉัน และประทานโอกาสให้ฉันเป็นผู้ดูแล โดยหวังว่าฉันจะจ่ายราคาในหน้าที่ของตน จริงจังและรับผิดชอบในการกระทำของตน และทำหน้าที่ของตนให้ดีด้วยสุดหัวใจ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นชีวิตของฉันจึงจะมีความหมาย หากในหน้าที่ของฉัน ฉันเอาแต่เกียจคร้านและลุ่มหลงในความสะดวกสบายอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเนื้อหนังของฉันจะไม่ทนทุกข์มากนัก แต่ฉันจะทำให้งานเสียหาย นี่คือสิ่งที่ทำให้พระเจ้าทรงเกลียด ตอนนี้พระราชกิจของพระเจ้ามาถึงช่วงเวลาสำคัญสุดท้ายแล้ว หากฉันยังคงคำนึงถึงเนื้อหนังและไม่ทุ่มเทเวลาและพลังให้กับหน้าที่ของตน เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง ฉันจะเหลือทิ้งไว้เพียงความเสียใจไปตลอดกาล ฉันต้องเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อหน้าที่ของตน จริงจังและรับผิดชอบ และลุล่วงหน้าที่ของตนด้วยสุดจิตสุดใจและสุดกำลัง เมื่อพบปัญหา ฉันควรพึ่งพาพระเจ้าและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และฉันควรลงมือทำงานที่แท้จริงอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากนั้น ฉันได้ลงมือค้นหาและสืบค้นสาเหตุที่คำเทศนามีคุณภาพต่ำอย่างจริงจัง สาเหตุหลักเป็นเพราะพี่น้องชายหญิงไม่สามารถจับความเข้าใจหลักธรรมในการคัดกรองคำเทศนาได้ และไม่สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ ฉันคัดกรองคำเทศนาบางส่วนและศึกษาหลักธรรมร่วมกับพวกเขาเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ พร้อมทั้งสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาและการเบี่ยงเบนทันทีเมื่อเราค้นพบ ต่อมา พวกเขาก็บรรลุผลสำเร็จบางอย่างในหน้าที่ของตน แม้จะต้องใช้เวลาและพลังมากขึ้น และเนื้อหนังต้องทนทุกข์มากขึ้นเล็กน้อย แต่ใจของฉันก็รู้สึกสงบสุขและสบายใจ ในขณะเดียวกัน การศึกษาหลักธรรมร่วมกับสมาชิกในทีมก็ทำให้ฉันเข้าใจหลักธรรมเหล่านั้นดีขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ที่ได้จากการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานจริง
หลังจากนั้น ฉันก็ติดตามงานของทีมอื่นๆ ไปพร้อมกับให้ความสนใจงานของกลุ่มคำเทศนาด้วย ฉันได้หารือเกี่ยวกับหลักธรรมที่ผู้นำให้นำไปปฏิบัติกับพี่น้องชายหญิงอย่างละเอียดทีละข้อ และเมื่อพบความเบี่ยงเบนในการทำงาน เราก็หารือและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ครั้งหนึ่ง ผู้นำชี้ให้เห็นว่าแม้ทีมงานคำเทศนาจะส่งคำเทศนามาเป็นจำนวนมาก แต่คุณภาพกลับต่ำ และพวกเขาขอให้ฉันสามัคคีธรรมกับทีทันทีเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ ฉันคิดในใจว่า “ตอนนี้ฉันยังมีงานที่ต้องดำเนินการอยู่อีก การเขียนจดหมายถึงทีมงานคำเทศนาเพื่อสื่อสารเรื่องนี้จะต้องใช้เวลาและพลังมากขึ้น และเนื้อหนังของฉันก็จะทนทุกข์มากขึ้น ทำไมฉันไม่แค่สื่อสารกับพวกเขาสั้นๆ โดยแนบจดหมายของผู้นำไปด้วย และขอให้พวกเขาใส่ใจกับคุณภาพของคำเทศนาให้มากขึ้นในอนาคตล่ะ?” แต่ทว่า หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อใดก็ตามที่เจ้าอยากทำตัวสุกเอาเผากิน เมื่อใดก็ตามที่เจ้าอยากกระทำการในหนทางที่กลับกลอกและเกียจคร้าน และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าว่อกแว่กหรืออยากสนุกสนาน เจ้าควรคิดคำนึงว่า ‘ในการประพฤติตนเยี่ยงนี้ ฉันกำลังเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจหรือไม่? นี่ใช่การใส่ใจทำหน้าที่ของฉันหรือไม่? ด้วยการทำเช่นนี้ ฉันไม่ได้อุทิศตนใช่หรือไม่? ฉันล้มเหลวในการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามพระบัญชาที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันใช่หรือไม่?’ นี่คือวิธีที่เจ้าควรทบทวนตนเอง ถ้าเจ้ามารู้ตัวว่าตนนั้นสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ และเจ้าไม่อุทิศตนและเจ้าได้ทำร้ายพระทัยของพระเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าควรพูดว่า ‘ในตอนนั้นฉันรู้สึกได้ว่าตรงนี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่ฉันไม่ได้มองว่านั่นคือปัญหา ฉันแค่กลบเกลื่อนไปอย่างไม่ใส่ใจ ฉันไม่ตระหนักจนถึงตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันสุกเอาเผากิน ไม่เคยลุล่วงความรับผิดชอบของตน ฉันไม่มีมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง!’ เจ้าค้นพบปัญหาและได้รู้จักตนเองบ้างแล้ว—ดังนั้นตอนนี้เจ้าต้องกลับตัว! ท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นผิด เจ้าทำเหมือนหน้าที่เป็นงานเสริมและพยายามแค่ทำให้เสร็จๆ ไป ไม่ได้ใส่หัวใจของเจ้าลงไป หากเจ้าสุกเอาเผากินเช่นนี้อีก เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและยอมให้พระองค์บ่มวินัยและสั่งสอนเจ้า ต่อเมื่อเจ้ามีปณิธานเช่นนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเท่านั้น เจ้าจึงจะกลับใจได้อย่างแท้จริง เจ้าจะกลับตัวได้ก็ต่อเมื่อมโนธรรมของเจ้าชัดเจนและท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเปลี่ยนไปแล้วเท่านั้น” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นประจำเท่านั้นจึงจะมีเส้นทางให้เดิน) เมื่อฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็นึกถึงเรื่องที่ในอดีตฉันเกียจคร้านในการทำหน้าที่เกินไป และไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือทุ่มเทความคิดให้มากนัก ซึ่งทำให้งานล่าช้า ฉันต้องเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อหน้าที่ของตน และไม่สามารถเอาแต่ลุ่มหลงในความสะดวกสบายเหมือนในอดีตได้อีก ฉันต้องขัดขืนเนื้อหนังและลุล่วงความรับผิดชอบที่ควรลุล่วง หลังจากนั้น ฉันก็เขียนจดหมายเพื่อสามัคคีธรรมถึงการเบี่ยงเบนของพวกเขาและชี้ให้เห็นเส้นทางที่จะเดินต่อไปอย่างละเอียด หลังจากนั้นไม่นาน คุณภาพของคำเทศนาที่พวกเขาส่งมาก็ดีขึ้น ตอนนี้ แม้ว่าภาระงานจะยังคงหนักและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ท่าทีของฉันที่มีต่อหน้าที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว และฉันกำลังจัดลำดับความสำคัญของงานอย่างเหมาะสม เข้าไปมีส่วนร่วมในงานจริง กำกับดูแล และติดตามรายละเอียดของงานในทีม เมื่อพบกับความลำบากยากเย็น ฉันก็แสวงหาความจริงและแก้ไขร่วมกับพี่น้องชายหญิง และงานก็เริ่มดีขึ้นช้าๆ แม้ว่าฉันจะจ่ายราคามากขึ้นและเนื้อหนังของฉันต้องทนทุกข์มากขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ใจของฉันก็รู้สึกสงบสุขและสบายใจ ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำฉันมาสู่การเปลี่ยนแปลงนี้