94. ผลสืบเนื่องของการเลือกทำแต่งานเบาและหลีกเลี่ยงงานหนักในการทำหน้าที่

โดยเสี่ยวเล่อ ประเทศจีน

ในเดือนตุลาคม ปี 2023 ผู้นำจัดแจงให้ผมทำสเปเชียลเอฟเฟกต์  ตอนแรกผมแค่เรียนรู้การใช้งานพื้นฐาน ซึ่งไม่ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคมากนัก  หลังจากเรียนรู้ ผมก็สร้างเอฟเฟกต์ออกมาได้บ้างอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์ให้ดีขึ้นและสมจริงยิ่งขึ้น ผมจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติม  แต่ผมก็มีความกังวลอยู่บ้างว่า “เทคนิคพวกนี้ค่อนข้างยาก ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียนรู้ได้หรือเปล่า”  ต่อมา ตอนที่ศึกษาบทช่วยสอน มีบางขั้นตอนที่ผมจำได้ในตอนนั้นแต่ภายหลังก็ลืม บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจประเด็นในบทช่วยสอน การเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องยาก  หลังจากเรียนรู้ไปได้ระยะหนึ่ง ผมรู้สึกว่ามันเหนื่อยล้าทางจิตใจเกินไป ผมเลยอยากจะถอย  ตอนนั้น ผมเห็นพี่น้องชายคนหนึ่งในทีมกำลังเรียนกราฟิกดีไซน์ ผมก็คิดว่า “ทำไมผู้ดูแลถึงไม่จัดแจงให้ผมทำกราฟิกดีไซน์บ้างนะ?  ผมเคยเรียนด้านนี้มาก่อน ถ้าให้ผมทำก็น่าจะเริ่มต้นได้ง่ายกว่า แบบนั้นผมก็จะสบายขึ้นอีกหน่อย” ต่อมา ผมก็บอกความคิดของผมกับพี่น้องชายคนนั้น แต่เขาบอกว่าคนทำหน้าที่สเปเชียลเอฟเฟกต์ยังมีไม่พอ เขาเลยแนะนำให้ผมศึกษาสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่อไป ผมรู้สึกว่านี่ก็เหมาะสมดี ผมจึงตัดสินใจศึกษาต่อไป  สองสามเดือนต่อมา ผมได้ศึกษาบทช่วยสอนไปบ้างและเริ่มทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ยากขึ้น เมื่อพบกับความลำบากยากเย็น ผมก็ไม่ใส่ใจค้นคว้าอะไร และจะตรงไปถามพี่น้องชายที่ทำงานร่วมกับผมทันที พี่น้องชายจะอธิบายให้ผมฟังอย่างอดทน แล้วปัญหาก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ผมคิดกับตัวเองว่า “คราวหน้า ถ้ามีความลำบากยากเย็น ฉันก็แค่ขอให้คู่ทำงานช่วย แบบนี้ง่ายกว่าเยอะ และฉันก็ไม่ต้องกังวลหรือคิดอะไรมากด้วย” ต่อมา ผมก็เลิกใส่ใจศึกษาและเลิกเจาะลึกทักษะทางเทคนิค ปกติก็ทำแค่สเปเชียลเอฟเฟกต์ง่ายๆ ทักษะของผมจึงพัฒนาอย่างเชื่องช้ามาก ปลายเดือนมีนาคม ปี 2024 เราจำเป็นต้องสร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ซับซ้อนขึ้น และผมก็คิดกับตัวเองว่า “นี่คงจะทำยากน่าดู ฉันคงต้องทุ่มเทอย่างมากในการศึกษาบทช่วยสอน แล้วยังต้องค้นหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง มันคงเหนื่อยกายมากแน่ๆ ให้คู่ทำงานของฉันทำไปเลยดีกว่า” ต่อมา ผมเห็นว่าคู่ทำงานได้พัฒนาทักษะทางเทคนิคจากการทำสเปเชียลเอฟเฟกต์นี้ ส่วนผมกลับไม่มีความก้าวหน้าอะไรเลย ผมจึงรู้สึกผิดและเสียใจอยู่บ้าง ทักษะของผมก็ไม่ได้ดีนักตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และถ้าผมได้เจาะลึกสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ซับซ้อนอย่างใกล้ชิดไปด้วยกันกับคู่ทำงาน ผมก็คงพัฒนาทักษะของตัวเองขึ้นได้บ้างเหมือนกัน

หลังจากนั้น ผมก็เริ่มสงสัยว่า “ทำไมฉันถึงไม่เคยอยากทุ่มเทศึกษา ค้นคว้า และก้าวข้ามความลำบากยากเย็นในหน้าที่ของตัวเองเลยนะ?” ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ตรงกับสภาวะของผมพอดี  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังเป็นประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงเช่นกัน  พวกเจ้าคิดว่าการสำแดงถึงการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมีอะไรบ้าง?  พวกเจ้าสามารถยกตัวอย่างอะไรได้บ้างจากสิ่งที่พวกเจ้าเคยเห็นในประสบการณ์ของตนเอง?  การสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งนับว่าใช่หรือไม่? (ใช่) มีอะไรอีก?  (การเลือกชอบงานที่ง่ายมากกว่างานที่ยากเมื่อมีการทำหน้าที่ของคนเรา และต้องการเลือกงานเบาอยู่เสมอ)  เวลาทำหน้าที่ ผู้คนเลือกงานเบาเสมอ งานที่ไม่เหนื่อย และไม่มีการออกไปผจญสภาพอากาศข้างนอก  นี่คือการเลือกงานง่ายและบ่ายเบี่ยงงานหนัก เป็นการสำแดงความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง  มีสิ่งใดอีก?  (การพร่ำบ่นตลอดเวลาเมื่อหน้าที่ของพวกเขาหนักไปนิด เหน็ดเหนื่อยไปหน่อย เมื่อหน้าที่นั้นเกี่ยวพันกับการจ่ายราคา)  (การหมกมุ่นอยู่กับอาหาร เสื้อผ้า และความหรรษาทางเนื้อหนัง)  เหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังทั้งหลาย  เมื่อคนแบบนี้เห็นว่างานหนึ่งๆ ตรากตรำหรือเสี่ยงจนเกินไป พวกเขาก็ผลักงานนั้นไปให้คนอื่น ตัวเองทำแต่งานสบาย และพวกเขาก็หาข้ออ้างมากล่าวว่าตนมีขีดความสามารถอ่อนด้อย ขาดความสามารถในการทำงาน และไม่สามารถแบกรับงานนี้ได้—แม้ว่าที่จริงแล้วนั่นเป็นเพราะพวกเขาละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังก็ตาม  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะทนทุกข์ ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานใดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด… นอกจากนี้ เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ ก็มักจะพร่ำบ่นถึงความยากลำบากอยู่เสมอ และไม่ต้องการทุ่มเทความพยายามใดๆ และทันทีที่พวกเขามีเวลาว่างเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะหยุดพัก พูดคุยเรื่อยเปื่อย หรือใช้เวลาไปกับการพักผ่อนและความบันเทิง  เมื่อมีงานเข้ามาขัดจังหวะและกิจวัตรในชีวิตของตน พวกเขาก็จะไม่มีความสุขและไม่พอใจ  พวกเขาพร่ำบ่นพึมพำ แล้วก็ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน  นี่คือการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมิใช่หรือ?… ผู้คนที่ลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังเหมาะที่จะทำหน้าที่หรือไม่?  ทันทีที่มีคนหยิบยกเรื่องการทำหน้าที่ของพวกเขาขึ้นมา หรือพูดคุยเรื่องการจ่ายราคาและการทนทุกข์กับความยากลำบาก พวกเขาก็จะเอาแต่ส่ายหน้า พวกเขามีความลำบากยากเย็นมากเกินไป เต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น และมีแต่การคิดลบ  ผู้คนแบบนี้ไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำหน้าที่ของตน และควรถูกกำจัดออกไป(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ตระหนักว่าการเอาแต่บ่นถึงความยากลำบาก การถอยหนีเมื่อเผชิญความลำบากยากเย็นในหน้าที่ และการคิดแต่จะทำงานที่ง่ายและสะดวกสบาย ก็คือการเลือกทำแต่งานเบาและลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ผู้คนที่ไม่อยากสู้ทนความยากลำบากหรือจ่ายราคาใดๆ ย่อมไม่สามารถทำงานที่แท้จริงได้ คนแบบนี้ไร้ประโยชน์และมีแต่จะถูกกำจัดเท่านั้น  ผมก็คือคนเกียจคร้านแบบที่ถูกพระเจ้าทรงเปิดโปงพอดี  ผมรู้ดีว่าหน้าที่สเปเชียลเอฟเฟกต์นั้นขาดแคลนคน แต่ผมคิดว่าการเรียนรู้ทักษะนี้ต้องใช้ความพยายามมากเกินไปและเหนื่อยล้าทางจิตใจเกินไป และเมื่อใดก็ตามที่มีความลำบากยากเย็น ผมก็อยากถอยหนี ไม่เต็มใจทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่อเรียนรู้ เมื่อเห็นพี่น้องชายคนหนึ่งในทีมกำลังเรียนกราฟิกดีไซน์ ผมก็คิดว่าในเมื่อผมมีประสบการณ์ในด้านนี้อยู่บ้างและกราฟิกดีไซน์ก็ไม่ได้ยากเกินไป ผมจึงอยากทำกราฟิกดีไซน์และหลุดพ้นจากหน้าที่สเปเชียลเอฟเฟกต์ ต่อมา เมื่อทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ซับซ้อนขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เจอปัญหาทางเทคนิคที่ยาก ผมก็แค่ขอให้คู่ทำงานแก้ไขให้ และไม่ศึกษาหรือค้นคว้าเจาะลึกในเชิงรุกด้วยตัวเอง ส่งผลให้ทักษะของผมพัฒนาไปอย่างเชื่องช้ามาก  ผมเลือกทำหน้าที่ที่ทำได้ง่ายกว่า อยากทำแต่งานง่ายๆ สบายๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงกายหรือแรงความคิดมากนัก และเมื่อใดก็ตามที่พบความลำบากยากเย็น ผมก็อยากทิ้งหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่ได้ตั้งใจจะเอาชนะความท้าทายและทำให้พระเจ้าพอพระทัยเลย ด้วยทัศนคติแบบนี้ ผมไม่มีทางเรียนรู้ทักษะใดๆได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำหน้าที่ให้ลุล่วง และผมก็จะมีแต่กลายเป็นคนไร้ประโยชน์และถูกพระเจ้าทรงกำจัด  ผมไม่อยากเป็นแบบนี้ต่อไปอีกแล้ว  ต่อมา ผมริเริ่มศึกษาทักษะสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ซับซ้อนขึ้นด้วยตัวเอง และพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่ผมคิดไว้ ผ่านไประยะหนึ่ง ทักษะทางเทคนิคของผมก็พัฒนาขึ้นอย่างมาก แนวคิดที่ตอนแรกผมไม่เข้าใจก็ชัดเจนขึ้น และผมก็แก้ปัญหาส่วนใหญ่ได้ ผมมีความสุขมาก

แต่ผ่านไปสักพัก ผมก็กลับมาพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่อีกครั้ง บางครั้ง เมื่อผมเห็นคู่ทำงานเจาะลึกเทคนิคที่ซับซ้อน ผมก็คิดกับตัวเองว่า “การจะเชี่ยวชาญเทคนิคพวกนั้นคงจะยากน่าดู และโค้ดที่ไม่คุ้นเคยพวกนั้นก็ทำให้ผมปวดหัว  การเรียนรู้มันคงต้องจ่ายราคามหาศาลและใช้แรงคิดอย่างมาก คงเหนื่อยแย่เลย! ผมมาได้ไกลขนาดนี้ก็ดีพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองลำบากไปกว่านี้ ผมจะปล่อยให้คู่ทำงานค้นคว้าทักษะที่ยากๆ พวกนี้ไป ส่วนผมก็ทำแค่เท่าที่ตัวเองทำได้ก็พอ” คู่ทำงานถามว่าผมอยากเรียนรู้ทักษะที่ยากขึ้นไหม ปากผมก็ตอบตกลง บอกว่าถ้ามีเวลาผมจะเรียน แต่ในความเป็นจริง ผมไม่เคยศึกษาสิ่งเหล่านั้นเลย  มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาสังเกตเห็นว่าผมยังศึกษาบทช่วยสอนชุดเดิมจากเมื่อก่อนอยู่เลย และเขาก็พูดว่า “คุณทำหน้าที่นี้มา 8 หรือ 9 เดือนแล้ว ทำไมถึงยังเรียนชุดนี้ไม่จบอีก?” คำพูดของเขาแทงใจ แต่เขาก็พูดถูก จริงๆ แล้ว ถ้าผมศึกษาบทช่วยสอนชุดนี้อย่างจริงจัง ผมก็คงจะเรียนจบได้ภายใน 3 หรือ 4 เดือน แต่ผมเลิกใส่ใจศึกษาอย่างจริงจังตั้งแต่เชี่ยวชาญเทคนิคบางอย่างแล้ว ผมเลยยังเรียนไม่จบเสียที แบบนี้ผมจะก้าวหน้าได้อย่างไร? การเห็นทัศนคติต่อหน้าที่ของตัวเองที่เป็นแบบนี้มาตลอดทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจมาก ผมจึงอธิษฐาน ขอให้พระเจ้าทรงนำผมให้รู้จักตัวเองและเรียนรู้บทเรียนของผม  ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย  สรุปเป็นสองวลีก็คือ พวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขามีความพิการระดับที่สอง  ไม่ว่าขีดความสามารถของผู้คนที่เกียจคร้านจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถที่ดี แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์  พวกเขาเกียจคร้านเกินไป—พวกเขารู้ว่าควรทำสิ่งใด แต่กลับไม่ทำ และต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และแม้พวกเขารู้ว่าตนควรทุกข์ทนกับความยากลำบากอันใดเพื่อให้งานมีประสิทธิผล แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจสู้ทนความยากลำบากที่คุ้มค่าเหล่านี้—พวกเขาจึงไม่สามารถได้รับความจริงใดๆ และไม่สามารถทำงานจริงได้เลย  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากที่ผู้คนควรสู้ทน พวกเขารู้จักเพียงที่จะลุ่มหลงในความสะดวกสบาย เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันชื่นบานและการพักผ่อนหย่อนใจ และเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นอิสระและผ่อนคลาย  พวกเขาไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ?  ผู้คนที่สู้ทนความยากลำบากไม่ได้ย่อมไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่  ผู้คนที่ปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงกาฝากอยู่เสมอนั้น ย่อมเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน และคนเช่นนี้ไม่เหมาะแม้แต่จะทำงานใช้แรง  เนื่องจากพวกเขาสู้ทนความยากลำบากไม่ได้ แม้ในยามที่พวกเขาทำงานใช้แรง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ดี และหากพวกเขาปรารถนาที่จะได้รับความจริง ก็ยิ่งไม่มีหวังในเรื่องนี้  คนที่ทนทุกข์ไม่ได้และไม่รักความจริงเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานใช้แรงด้วยซ้ำไป  พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย  ผู้คนเช่นนี้ต้องถูกกำจัดออกไป เช่นนี้เท่านั้นจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าคนเกียจคร้านนั้นไร้ประโยชน์ ใช้ชีวิตแบบปรสิต และไร้ความเป็นมนุษย์ และพระเจ้าก็ทรงเกลียดชังคนแบบนี้จริงๆ เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ทบทวนพฤติกรรมในหน้าที่ของตัวเอง: ผมมองว่าความลำบากยากเย็นเป็นเรื่องยุ่งยาก ถอยหนีเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก และไม่อยากทนทุกข์เลยแม้แต่น้อย  เมื่อเห็นคู่ทำงานศึกษาและเจาะลึกเทคนิคใหม่ๆ ผมก็รู้สึกว่าเทคนิคพวกนั้นยากและยุ่งยากเกินไป ผมเลยไม่อยากศึกษา  ผมคิดว่าการมีทักษะถึงระดับนี้ก็ดีพอแล้ว ผู้คนจึงไม่ควรเรียกร้องอะไรจากผมสูงขนาดนั้น ผมนี่หมดหวังเกินเยียวยาจริงๆ แม้ว่าผมจะทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ทุ่มเทพัฒนาทักษะและไม่ได้เจาะลึกเทคนิคใหม่ๆ เลย ซึ่งหมายความว่าผมไม่สามารถสร้างเอฟเฟกต์ที่ซับซ้อนได้  บทช่วยสอนชุดหนึ่งที่ควรเรียนจบได้ในสามถึงสี่เดือน ผมกลับใช้เวลาถึงเก้าเดือน ผมกินอาหารที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดเตรียมให้และชื่นชมพระคุณของพระเจ้า แต่กลับรู้สึกสบายใจกับการทำงานแค่นิดหน่อยแบบนี้ โดยไม่คิดหาวิธีพัฒนาทักษะทางวิชาชีพและประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเองเลย  ผมกำลังใช้ชีวิตแบบปรสิต  ผมขาดความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และผมก็คือสัตว์ร้ายที่ไร้มโนธรรมหรือสำนึกแบบที่พระเจ้าทรงเปิดโปงพอดี  ถ้าผมทุ่มเทศึกษา ทักษะของผมก็คงพัฒนาขึ้นจากเดิมแน่นอน แต่ผมกลับลุ่มหลงในความสบายทางร่างกาย และไม่เต็มใจทนทุกข์และจ่ายราคา ผมเอาแต่อยู่ในคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ไม่เต็มใจจะทุ่มเทความพยายาม และแค่เก็บเกี่ยวผลจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่น แม้เนื้อหนังของผมจะไม่เหนื่อย แต่ทักษะของผมก็ก้าวหน้าน้อยมาก และผมก็มีบทบาทสำคัญในหน้าที่ไม่ได้เลย นี่เป็นไปตามที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย”  วิธีทำหน้าที่ของผมแบบนี้ไม่ได้ฉลาดเลย แต่โง่เขลาต่างหาก!

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและตระหนักว่าการทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินและเลือกทำแต่งานง่ายๆ นั้นอันตรายอย่างยิ่ง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางคนดูมีความนบนอบในการทำหน้าที่ของตน ทำทุกสิ่งตามที่เบื้องบนจัดแจง  แต่เมื่อถามว่า ‘คุณทำหน้าที่ของคุณอย่างสุกเอาเผากินหรือไม่?  คุณทำหน้าที่ตามหลักธรรมหรือเปล่า?’ พวกเขากลับให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ ได้แต่กล่าวว่า ‘ฉันทำตามที่เบื้องบนสั่งและไม่กล้าก่อความวุ่นวายด้วยการกระทำความผิด’  เมื่อถามว่าพวกเขาทำให้ความรับผิดชอบของตนลุล่วงหรือยัง พวกเขาก็ตอบว่า ‘เอาเป็นว่าฉันทำสิ่งที่ควรทำอยู่’  เห็นหรือไม่?  พวกเขามีท่าทีเช่นนี้เสมอเวลาทำหน้าที่—ไม่รีบร้อน ทำสิ่งต่างๆ อย่างเชื่องช้า และทำตัวเหลาะแหละ  เจ้าไม่อาจจับผิดพวกเขาได้โดยแท้ แต่ถ้าเจ้าประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาตามหลักธรรมความจริง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาย่อมไร้ประสิทธิภาพและไม่ได้มาตรฐาน  แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ ยังคงกระทำการเหมือนเมื่อก่อน และไม่ทำสิ่งที่ควรริเริ่มลงมือทำอยู่ดี—พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงเลย  พวกเขาดื้อดึงอย่างไม่ละอายแก่ใจมิใช่หรือ?  พวกเขารักษาท่าทีเช่นนี้อยู่เสมอ บอกว่า ‘คุณอาจมีแผนการอันชาญฉลาดนับพัน แต่ฉันก็มีกฎเกณฑ์ของฉันเอง  ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้  มาดูกันว่าคุณจะทำอะไรฉันได้  นี่คือท่าทีของฉัน!’  พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่คิดคดทรยศหรือชั่วอย่างร้ายแรง แต่ก็ทำดีไว้น้อยเช่นกัน  เจ้าว่าพวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางแบบใด?  ท่าทีต่อการเชื่อในพระเจ้าและต่อหน้าที่ของตนเช่นนี้ดีหรือไม่? (ไม่) ในพระคัมภีร์ พระเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ‘เพราะว่าเจ้าเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็น เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา’ (วิวรณ์ 3:16) การเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็น—ท่าทีเช่นนี้ดีหรือไม่?  (ไม่) บางคนคิดว่า ‘ถ้าฉันทำชั่วและก่อให้เกิดการขัดขวาง ฉันก็จะถูกกล่าวโทษอย่างรวดเร็ว  แต่ถ้าฉันขวนขวายทำสิ่งต่างๆ ในเชิงรุก ฉันก็จะเหนื่อย และถ้าทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา ฉันก็อาจจะถูกตัดแต่ง หรือถึงกับถูกปลด ซึ่งเป็นเรื่องน่าอายมาก!  ดังนั้น ฉันจึงเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็นต่อไป  ไม่ว่าคุณจะบอกให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะทำ  แต่ถ้าคุณไม่บอกให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะไม่ก้าวก่าย  แบบนี้ฉันก็จะไม่เหนื่อย และยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนก็จะจับผิดอะไรฉันไม่ได้  วิธีนี้เยี่ยมมาก!’  การประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้ดีหรือไม่? (ไม่) เจ้ารู้ว่าไม่ดี ดังนั้น การปฏิบัติของเจ้าควรเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?  ถ้าเจ้าไม่เคยเสาะแสวงที่จะเดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง และยังคงยืนกรานที่จะใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตาน เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่มีหวังที่จะได้รับความรอดแน่แล้ว(พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (11))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าผู้คนทำแต่งานแบบผิวเผินในหน้าที่ของตน และไม่ได้ทำตามความรับผิดชอบอย่างแข็งขันและในเชิงรุก นี่คือการทำหน้าที่ของตนแบบผิวเผินและครึ่งๆ กลางๆ และท้ายที่สุดคนเหล่านี้ก็จะถูกพระเจ้าทรงกำจัด  ผมรู้สึกว่าสภาวะของตัวเองอันตรายมาก  ผมขาดทัศนคติที่แข็งขันและเชิงรุกในหน้าที่ของตัวเอง ผมเอาแต่ทำไปตามความเคยชิน ไม่ร้อนไม่เย็น และพอใจตราบใดที่พอถูไถไปได้โดยไม่ก่อการก่อกวนหรือการขัดขวางใดๆ ผมมีความก้าวหน้าในหน้าที่น้อยมาก แค่ทำงานง่ายๆ และทำไปวันๆ ด้วยการทำหน้าที่ของตัวเองแบบครึ่งๆ กลางๆ ผมกำลังดื้อด้านอย่างหน้าไม่อายเหมือนที่พระเจ้าทรงเปิดโปง ไม่อยากทนทุกข์ทางกาย และแค่อยากออกแรงนิดๆ หน่อยๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แค่พอไม่ถึงตาย ผมหลอกตัวเองได้ แต่หลอกพระเจ้าไม่ได้ และถ้าผมไม่กลับใจ ท้ายที่สุดผมก็จะถูกกำจัด

หลังจากนั้น ผมก็ไตร่ตรองว่า “ทำไมผมถึงเกียจคร้านขนาดนี้ แล้วทำไมถึงลุ่มหลงในความสบายนัก? ต้นตอของปัญหานี้คืออะไรกันแน่?” ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ความคิดที่ผู้คนได้พึ่งพาเพื่อการอยู่รอดของพวกเขาได้กัดกร่อนหัวใจของพวกเขาจนถึงจุดที่พวกเขากลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ ขลาดเขลา และน่ารังเกียจไปแล้ว  ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่มีความมุ่งมั่นและความแน่วแน่เท่านั้น แต่พวกเขายังกลายเป็นคนโลภ โอหัง และเอาแต่ใจตัวเองอีกด้วย  พวกเขาขาดความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามตนเองโดยสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีความกล้าแม้เพียงเล็กน้อยที่จะสลัดข้อจำกัดของอิทธิพลมืดเหล่านี้ทิ้งไป  ความคิดและชีวิตของผู้คนนั้นเสื่อมทรามเสียจนทัศนคติที่พวกเขามีเบื้องหลังการเชื่อในพระเจ้ายังคงน่าเกลียดน่ากลัวเหลือทน และถึงขั้นบาดหูเป็นอย่างยิ่ง  ผู้คนล้วนขลาดเขลา ไร้พลัง น่ารังเกียจ และเปราะบางทั้งสิ้น  พวกเขาไม่ชิงชังกองกำลังแห่งความมืด และพวกเขาไม่รู้สึกถึงความรักที่มีต่อความสว่างและความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำอย่างสุดความสามารถที่จะขับไล่สิ่งเหล่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?)  หลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ผู้คนก็ใช้ชีวิตตามพิษของซาตาน เช่น “ชีวิตคือการกินดีอยู่ดีและแต่งตัวดีเท่านั้น” “ชีวิตนี้สั้น ดังนั้นควรสุขสำราญกับชีวิตเมื่อยังทำได้” และ “จงทำดีกับตัวเอง”  พวกเขาทำให้การไล่ตามไขว่คว้าความสุขสำราญทางเนื้อหนังเป็นเป้าหมาย พวกเขาคิดว่าการใช้ชีวิตง่ายๆ สบายๆ ไร้กังวลคือความสุขและคือความหมายของการชื่นชมชีวิต ดังนั้นไม่ว่าทำอะไร พวกเขาก็ไม่อยากทนทุกข์หรือจ่ายราคา มองย้อนกลับไป ตอนที่ผมทำงานในเมืองเล็กๆ ที่จังหวะชีวิตเนิบช้ากว่า งานก็ค่อนข้างสบาย และผมก็ชอบชีวิตเนิบช้าสบายๆ แบบนั้น แม้ค่าตอบแทนจะน้อยไปหน่อย แต่ผมก็ไม่สนใจ ผมรู้สึกว่าตราบใดที่ผมประหยัด มันก็โอเคแล้ว  หลังจากพบพระเจ้า ผมก็ยังเป็นเหมือนเดิม  ผมทำหน้าที่โดยไม่มุ่งมั่นก้าวหน้า เอาแต่ทำครึ่งๆกลางๆ และพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ เมื่อเห็นว่าหน้าที่สเปเชียลเอฟเฟกต์ของผมต้องเรียนรู้เทคนิคที่ยาก ผมก็จมอยู่กับความลำบากยากเย็นโดยไม่มุ่งมั่นก้าวหน้า และไม่อยากเรียนรู้เทคนิคพวกนั้นทั้งที่ถ้าจ่ายราคาผมก็เชี่ยวชาญได้ ผมแค่พอใจกับการย่ำอยู่กับที่และรักษาสภาพเดิมเอาไว้ และไม่มีความปรารถนาจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือคำนึงถึงพระเจ้าเลย พระเจ้าทรงประทานพระคุณให้ผมมีโอกาสทำหน้าที่ ด้วยเจตนารมณ์ที่ว่าในระหว่างที่ทำหน้าที่นั้น ผมจะไล่ตามเสาะหาความจริง ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง และทำให้หน้าที่ของผมลุล่วง  แต่ผมกลับลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังอยู่เสมอ และไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคาเพื่อทำให้หน้าที่ของผมลุล่วง  หลังจากทำหน้าที่มาหลายปี ผมก็ยังไม่เชี่ยวชาญทักษะทางวิชาชีพใดๆ เลย และไม่ได้เรียนรู้เทคนิคอะไรเลย ผมรับมือเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองไม่ได้ และเป็นคนที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี ผมเห็นว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตตามความคิดและมุมมองของซาตานอย่างไร้ศักดิ์ศรีและความซื่อตรง และไม่เพียงทำหน้าที่ให้ลุล่วงไม่ได้เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือ ผมจะได้รับความจริงไม่ได้ และจะไม่ได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า พิษของซาตานเป็นสิ่งที่เป็นลบและชักพาผู้คนให้หลงผิด ทำให้พวกเขาตกลงสู่ความเสื่อมทราม  ผมไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไป ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า เต็มใจที่จะเปลี่ยนทัศนคติต่อหน้าที่ กบฏต่อเนื้อหนังของตัวเอง และทำหน้าที่อย่างสุดหัวใจ

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งเกี่ยวกับวิธีที่โนอาห์ปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้า และก็พบเส้นทางการปฏิบัติบางอย่าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา สถานการณ์ที่ยากลำบาก และความท้าทายสารพัดชนิด โนอาห์ก็ไม่ได้ถอยหนี  แม้ในยามที่งานทางวิศวกรรมที่ยากลำบากบางอย่างของเขามักจะล้มเหลวและสิ่งต่างๆ ได้รับความเสียหาย ถึงแม้ในหัวใจของโนอาห์จะรู้สึกเสียใจและเป็นกังวล แต่เมื่อเขาคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเขาคิดถึงทุกพระวจนะที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาต่อเขา และการที่พระเจ้าทรงยกชูเขา เขาก็มักจะรู้สึกมีแรงจูงใจอย่างยิ่งยวดว่า ‘ฉันยอมแพ้ไม่ได้ ฉันไม่สามารถละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาและไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันทำได้ นี่คือพระบัญชาของพระเจ้า และในเมื่อฉันยอมรับไว้แล้ว ในเมื่อฉันได้ยินพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและพระสุรเสียงของพระเจ้า และในเมื่อฉันยอมรับการนี้จากพระเจ้า เช่นนั้นฉันก็ควรนบนอบโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็คือสิ่งที่มนุษย์ควรที่จะบรรลุ’  ดังนั้น ไม่ว่าเขาเผชิญกับความลำบากยากเย็นประเภทใด ไม่ว่าเขาพบเจอการเยาะเย้ยหรือการใส่ร้ายป้ายสีประเภทใด ไม่ว่าร่างกายของเขาจะเหนื่อยล้าและเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เขาก็ไม่ละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา และยังคงจดจำทุกพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสและทรงบัญชาไว้ตลอดเวลา  ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ว่าความลำบากยากเย็นที่เขาเผชิญหน้านั้นใหญ่หลวงเพียงใด เขาก็ไว้วางใจว่าไม่มีสิ่งใดจากการนี้ที่จะคงอยู่ตลอดไป พระวจนะของพระเจ้าเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะไม่มีวันสูญสิ้นไป และมีเพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาให้ทำเท่านั้นที่จะสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน  ในตัวโนอาห์มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและการนบนอบที่เขาควรมี และเขาก็ยังสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงขอให้เขาสร้างต่อไป  วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า โนอาห์อายุมากขึ้น แต่ความเชื่อของเขาไม่ได้ลดน้อยลง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในท่าทีและความมุ่งมั่นของเขาที่จะทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์  แม้ว่ามีหลายครั้งที่ร่างกายของเขารู้สึกอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อย และเขาก็ล้มป่วย และในหัวใจของเขานั้นอ่อนแอ แต่ความมุ่งมั่นและความบากบั่นของเขาต่อการทำพระบัญชาของพระเจ้าให้ครบบริบูรณ์และการนบนอบพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย  ในช่วงหลายปีที่โนอาห์สร้างเรือใหญ่ โนอาห์ก็กำลังฝึกฝนการฟังและการนบนอบพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสเอาไว้ และเขากำลังปฏิบัติความจริงที่สำคัญด้วยเช่นกัน นั่นคือ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างและคนธรรมดาควรทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สาม: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่สอง))  เมื่อคิดดูแล้ว ไม่ว่าโนอาห์จะเผชิญกับความลำบากยากเย็นมากเพียงใดในการสร้างเรืออาร์ค เขาก็ไม่เคยบ่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถอยหนี  เขาไม่เคยลืมพระบัญชาของพระเจ้า บากบั่นมาตลอด 120 ปี และในที่สุดก็สร้างเรืออาร์คจนเสร็จ ทำให้พระบัญชาของพระเจ้าลุล่วง  ความมุ่งมั่นและความบากบั่นของโนอาห์ในการทำพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จและนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า แล้วผมก็หันกลับมามองตัวเองอีกครั้ง เมื่อเผชิญความลำบากยากเย็นแค่เล็กน้อยในหน้าที่ ผมก็อยากถอยหนี ผมขาดความมุ่งมั่นที่จะทนทุกข์และจ่ายราคา และขาดความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ให้ดีเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย อันที่จริง ผมมีบทช่วยสอนสำเร็จรูปไว้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ และยังปรึกษาคู่ทำงานได้อีก ผมจึงไม่ได้ไร้ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ แต่เพราะต้องทนทุกข์และจ่ายราคา ผมเลยไม่อยากศึกษา ผมเห็นว่าตัวเองไม่มีความจงรักภักดีต่อหน้าที่เลย และถ้าผมได้ร่วมสร้างเรืออาร์คด้วย ผมก็คงหนีไปตั้งนานแล้ว และเรืออาร์คก็คงไม่มีวันสร้างเสร็จ  พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมถึงแบบอย่างของโนอาห์อย่างละเอียดเช่นนี้ โดยทรงหวังว่าพวกเราจะเอาอย่างทัศนคติของโนอาห์ที่มีต่อพระบัญชาของพระเจ้าได้ ต่อไปเมื่อเผชิญความลำบากยากเย็นในหน้าที่ ผมไม่ควรหลบหนีหรือถอยหนีอีก ผมต้องเลิกอยากทำงานที่ง่ายกว่าและลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง และต้องทำความรับผิดชอบที่ควรทำให้ลุล่วง อีกทั้งต้องจ่ายราคาให้มากขึ้นเพื่อเรียนรู้ทักษะทางวิชาชีพและทำหน้าที่ตัวเองให้ลุล่วง

หลังจากนั้น ผมก็จัดสรรเวลาเพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ  ช่วงต้นเดือนตุลาคม ปี 2024 เราจำเป็นต้องสร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์แบบใหม่ เอฟเฟกต์ประเภทนี้คู่ทำงานของผมเป็นคนสร้างมาตลอด ผมจึงคิดว่าถ้าผมต้องเป็นคนสร้าง ในกรณีที่ผมพบกับความลำบากยากเย็นขึ้นมา ผมคงต้องใช้เวลาและความทุ่มเททางความคิดอย่างมากในการไตร่ตรองถึงเรื่องเหล่านั้น และมันคงยุ่งยากเกินไป ผมตระหนักว่าผมกำลังคำนึงถึงเนื้อหนังของตัวเองอีกแล้ว จึงรู้สึกว่าครั้งนี้ ผมจะถอยหนีเพียงเพราะมันดูยุ่งยากไม่ได้ แล้วผมก็พูดว่า “ผมจะสร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์นี้เอง” ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หากเจ้าสามารถอธิษฐานถึงพระเจ้า แสวงหาความจริงและทุ่มเททั้งหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของตนลงไป หากเจ้าสามารถให้ความร่วมมือได้ในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าย่อมจะทรงตระเตรียมทุกสิ่งไว้ล่วงหน้าให้แก่เจ้าแล้ว เพื่อในยามที่เจ้ารับมือกับเรื่องต่างๆ ทุกสิ่งจะเข้าที่เข้าทางและให้ผลลัพธ์ที่ดี  เจ้าจะไม่จำเป็นต้องใช้พลังมากมาย เมื่อเจ้าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พระเจ้าย่อมจะทรงจัดการเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เจ้าแล้ว(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระเจ้าทรงมองดูทัศนคติของผู้คนที่มีต่อหน้าที่ที่มาถึงพวกเขา  หากผู้คนมีหัวใจที่ให้ความร่วมมือ พระเจ้าก็จะทรงเปิดทางให้ ดังนั้นแม้ว่าผมจะไม่เคยทำสเปเชียลเอฟเฟกต์แบบนี้มาก่อน ผมก็ต้องพึ่งพาพระเจ้าและให้ความร่วมมือ หลังจากนั้น ผมก็อธิษฐานถึงพระเจ้าและขอการทรงนำจากพระองค์ และในขณะที่ทำงาน ผมก็ค้นหาข้อมูลและได้ไอเดียบางอย่างมาอย่างรวดเร็ว  แม้ภายหลังจะเจอความลำบากยากเย็นบ้างระหว่างขั้นตอนการทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ แต่ผ่านการศึกษาและสำรวจค้นคว้า สุดท้ายปัญหาก็ได้รับการแก้ไข และผมก็รู้สึกสบายใจทีเดียว อีกทั้งในแง่ทักษะ ผมก็พัฒนาขึ้นบ้าง

ในเดือนธันวาคม ผมอยากค้นคว้าวิธีใหม่ในการสร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์  ถ้าได้ผล ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ตอนแรกทุกอย่างราบรื่นดี แต่ระหว่างทาง ผมก็เจอความท้าทายทางเทคนิค ผมลองมาแล้วสารพัดวิธี แต่ก็แก้ไม่ได้เสียที คู่ทำงานของผมก็มาช่วยดูด้วย แต่เราก็คิดวิธีแก้ดีๆ ไม่ออก ผมคิดกับตัวเองว่า “ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยเทคนิคที่ผมมีอยู่ตอนนี้ บางทีผมควรจะกลับมาทำใหม่เมื่อทักษะของผมพัฒนาขึ้นแล้ว”  แต่แล้วผมก็นึกถึงเมื่อก่อน ตอนทำหน้าที่ ผมมักถอยหนีทันทีที่เจอความลำบากยากเย็น ตอนนี้ผมจึงไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ และอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้า วันรุ่งขึ้น ผมค้นคว้าต่อ และหลังจากการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาก็ได้รับการแก้ไขอย่างไม่คาดคิด  ผมมีความสุขมาก และขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำของพระองค์ ผมตระหนักว่าหากเราใส่หัวใจลงไปในหน้าที่และจ่ายราคา เราก็จะทำหน้าที่ได้ดี และตราบใดที่เราเต็มใจให้ความร่วมมือกับพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงนำเรา ตอนนี้ผมยังมีข้อบกพร่องอีกมากในทักษะทางเทคนิค และผมก็เริ่มเรียนรู้เทคนิคที่ยากขึ้นแล้ว  เมื่อเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ผมไม่จมอยู่กับความลำบากยากเย็นอีกต่อไป แต่จะอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ให้ลุล่วงแทน ผมรู้สึกว่าการทำหน้าที่โดยมีการทรงนำของพระเจ้าเช่นนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ! ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 90. เมื่อความปรารถนาในพระพรของฉันพังทลายลง

ถัดไป: 97. การแก้ไขทัศนะที่ผิดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าให้ถูกต้อง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger