10. เส้นทางแห่งความเชื่ออันยากลำบากของนักศึกษาคนหนึ่ง

โดย แนนซี ประเทศอินเดีย

ในเดือนกันยายนปี 2021 ฉันอยู่ปีหนึ่ง พวกเราต้องเรียนออนไลน์กันเพราะโรคระบาด แต่ก็เพราะเหตุการณ์ที่พลิกผันนี้ ฉันเลยได้รู้จักพี่น้องหญิงคนหนึ่งทางออนไลน์ ซึ่งเธอก็ชวนฉันเข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ พอพี่น้องหญิงคนนั้นเป็นพยานแก่ฉันว่าองค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว และพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันก็ตื่นเต้นมาก ในช่วงที่ฉันแสวงหาและสืบค้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากมาย และมั่นใจในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ฉันกระตือรือร้นมากที่จะประกาศข่าวประเสริฐให้ผู้คนมากขึ้น และฉันก็นึกถึงครอบครัวของฉัน ฉันคิดว่า “พวกท่านจะต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ได้ยินว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาแล้ว” ฉันชวนพ่อแม่และคุณย่าให้มาเข้าร่วมการชุมนุมด้วยกัน แต่พวกท่านไปเชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลทางออนไลน์ ก็เลยไม่มีใครยอมแสวงหาและสืบค้นเลย พวกท่านถึงกับบอกฉันว่า “อย่าไปเข้าร่วมการชุมนุมของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เลย ไปคริสตจักรทางศาสนาก็พอแล้ว” และบอกให้ฉันตั้งใจเรียน เพราะฉันยืนกรานที่จะเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พ่อแม่ก็เลยโกรธมาก พวกท่านมักจะแย่งโทรศัพท์มือถือของฉันไป และไม่ยอมให้ฉันเข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ หลายครั้งที่ฉันอยากได้โทรศัพท์คืน แต่พ่อเป็นคนอารมณ์ร้อน พ่อเลยมักจะตะคอกใส่ฉันและถึงกับทุบตีฉัน มีครั้งหนึ่ง พ่อผลักฉันออกนอกบ้าน แล้วจิกหัวลากฉันออกไป แม่เห็นแต่ก็ไม่ห้ามพ่อ แถมยังด่าฉันด้วยว่าฉันสมควรโดนแล้ว และบอกว่าฉันถูกพระคริสต์เทียมเท็จชักพาให้หลงผิด ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้ถูกชักพาให้หลงผิด องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “ในเวลานั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า ‘นี่แน่ะ พระคริสต์อยู่ที่นี่’ หรือ ‘อยู่ที่โน่น’ อย่าเชื่อเลย  เพราะว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จหลายคนปรากฏขึ้น แสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อชักพาแม้พวกที่พระเจ้าทรงเลือกให้หลงผิด ถ้าเป็นได้(มัทธิว 24:23-24)  พระคริสต์เทียมเท็จทำได้แค่เลียนแบบพระราชกิจก่อนหน้านี้ของพระเจ้า และแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด แต่พระเจ้าทรงใหม่เสมอและไม่เคยเก่าเลย  พระองค์ไม่ทรงทำพระราชกิจที่พระองค์เคยทำไปแล้วซ้ำอีก พระเจ้าทรงพระราชกิจตามความจำเป็นของมนุษยชาติ ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริงเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา ชำระมนุษยชาติให้บริสุทธิ์จากความเสื่อมทรามของพวกเขา แต่พระคริสต์เทียมเท็จไม่สามารถแสดงความจริงได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการชำระให้บริสุทธิ์หรือช่วยผู้คนให้รอดเลย นี่เป็นเพราะพระคริสต์เทียมเท็จไม่มีความจริง นอกจากนี้ จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในช่วงเวลานั้น ฉันได้เข้าใจความจริงและความล้ำลึกมากมายที่ฉันไม่เคยเข้าใจมาก่อน ฉันได้รู้ถึงความล้ำลึกของแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระเจ้า และการบังเกิดในเนื้อหนังของพระองค์ ฉันยังได้รู้ด้วยว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อทรงนำผู้คนอย่างไร พระองค์ทรงชำระผู้คนให้บริสุทธิ์อย่างไร พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาอย่างไร พระองค์ทรงจำแนกพวกเขาไปตามประเภทของตนอย่างไร และอื่นๆ อีกมากมาย จากพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดง ฉันเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าองค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว และพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันบอกพ่อแม่ว่า “ไม่ว่ายังไง หนูจะไม่เลิกเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เด็ดขาด” แม่ตบหน้าฉันเมื่อเห็นว่าฉันยืนกรานที่จะเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แม่ไม่เคยตีฉันมาก่อนเลย ฉันรู้สึกทุกข์ใจอย่างที่สุด แล้วฉันก็เริ่มร้องไห้

ตลอดสี่วันหลังจากนั้น พ่อแม่ก็ยังไม่คืนโทรศัพท์ให้ฉัน พวกท่านบอกไม่ให้ฉันไปมหาวิทยาลัย ให้ฉันอยู่บ้าน ทำงานบ้าน และดูแลน้องๆ พวกท่านยังเตือนฉันด้วยว่า อย่าพูดเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าให้น้องๆ ฟัง เมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกอ่อนแอเล็กน้อย ฉันรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจฉันเลย ฉันไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ว่าทำไมพระเจ้าถึงทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมแบบนี้ให้ฉัน?  ฉันถึงกับอยากจะเลิกเข้าร่วมการชุมนุมและเลิกทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ว่า “พระราชกิจทุกขั้นตอนที่พระเจ้าทรงกระทำภายในตัวผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการรบกวนของมนุษย์  แต่เบื้องหลังทุกขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และทั้งหมดก็ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานที่พวกเขามีให้พระเจ้า  เพื่อเป็นตัวอย่าง จงดูเมื่อโยบถูกทดสอบ กล่าวคือ หลังฉากนั้น ซาตานกำลังทำการเดิมพันกับพระเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโยบนั้นคือการกระทำของมนุษย์และการรบกวนของพวกมนุษย์  เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังทั้งหมดนั้นคือการสู้รบ… ทุกสิ่งที่ผู้คนทำล้วนต้องใช้โลหิตจำนวนหนึ่งจากหัวใจของพวกเขา  ถ้าไม่ทุกข์จริง พวกเขาจะไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ พวกเขาไม่แม้กระทั่งมาใกล้เคียงกับการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเลย และพวกเขาก็แค่พ่นคำขวัญที่ว่างเปล่าทั้งหลายเท่านั้น!(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง)  “จงอย่าท้อ อย่าอ่อนแอ เราจะสำแดงสิ่งทั้งหลายแก่เจ้า  หนทางสู่ราชอาณาจักรไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น—ไม่มีอะไรได้มาง่ายเช่นนั้น!  เจ้าอยากให้พรมาถึงตัวเจ้าโดยง่ายใช่หรือไม่?  วันนี้ ทุกคนจะเผชิญบททดสอบอันขมขื่น  ถ้าไม่มีบททดสอบเช่นนี้ หัวใจอันเปี่ยมรักที่พวกเจ้ามีให้เราก็จะไม่แข็งแกร่งขึ้น และพวกเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ให้เรา  ต่อให้บททดสอบเหล่านี้มีแต่รูปการณ์เล็กๆ ทุกคนก็ต้องผ่านการทดสอบเหล่านี้ เพียงแต่ความเข้มข้นของบททดสอบย่อมจะแตกต่างกันไป  บททดสอบคือพรจากเรา มีพวกเจ้าสักกี่คนที่มักจะคุกเข่าเบื้องหน้าเรา ขอพรจากเรา?  เจ้าพวกเด็กโง่!  พวกเจ้าคิดเสมอว่าคำมงคลไม่กี่คำนั้นนับเป็นพรจากเราแล้ว แต่กลับไม่เคยเชื่อว่าความขมขื่นคือพรจากเรา  คนที่ร่วมแบ่งปันความขื่นขมของเราย่อมจะมีส่วนร่วมในความหวานชื่นของเราอย่างแน่นอน  นั่นคือคำสัญญาของเราและเป็นพรที่เรามอบให้พวกเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 41)  พระวจนะของพระเจ้าประทานความเข้มแข็งให้ฉัน แม้ดูเผินๆ เหมือนว่าพ่อแม่กำลังทุบตีและด่าทอฉัน รวมถึงยึดโทรศัพท์ฉันไปเพื่อไม่ให้ฉันเชื่อในพระเจ้า แต่จริงๆ แล้วมีเล่ห์กลของซาตานอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เหมือนกับโยบ ซาตานทดลองโยบด้วยวิธีต่างๆ นานา ทำให้เขาสูญเสียลูกๆ และทรัพย์สมบัติ และทำให้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยฝีร้าย ซาตานต้องการใช้สิ่งนี้เพื่อทำให้โยบปฏิเสธพระเจ้า แต่โยบไม่ได้ละทิ้งพระนามของพระเจ้า ตรงกันข้าม เขายังคงสรรเสริญพระนามของพระเจ้าและตั้งมั่นในคำพยานของเขาให้พระเจ้า มีอุบายของซาตานอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้นกับฉัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตด้วยเช่นกัน แม้ว่าฉันจะหวั่นไหว แต่ฉันก็ต้องการตั้งมั่นในคำพยานของฉันให้พระเจ้า ไม่ว่าพ่อแม่จะทุบตีฉันยังไง หรือใช้วิธีไหนมาหยุดยั้งฉัน ฉันจะต้องเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันจะปล่อยให้อุบายของซาตานสำเร็จไม่ได้ ฉันรู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าที่บ้านเป็นเรื่องยากมาก และฉันก็ไม่มีสมาธิในการทำหน้าที่ของตัวเองเลย ฉันเลยตัดสินใจออกจากบ้าน

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ฉันคิด หลังจากที่ฉันออกมา ครอบครัวของฉันก็ไปแจ้งความกับตำรวจ โดยบอกว่าฉันหายไป และถ้าใครเห็นฉัน ก็ให้โทรแจ้งตำรวจได้เลย ฉันกังวลว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป มันจะนำความเดือดร้อนมาให้พี่น้องชายหญิงและคริสตจักร ฉันเลยโทรหาพวกท่านและบอกว่าสักวันฉันจะกลับไป พวกท่านไม่ยอมหยุด พวกท่านไปที่บ้านของพี่น้องหญิงคนหนึ่งและถามเธอว่าฉันอยู่ที่ไหน พวกท่านถึงกับข่มขู่พี่น้องหญิงคนนั้นด้วย เพื่อไม่ให้พี่น้องหญิงต้องมาเดือดร้อน ฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับบ้าน พอถึงบ้าน ฉันก็เห็นชาวบ้านและญาติๆ หลายคนมุงดูอยู่รอบบ้านฉัน พ่อแม่ของฉันเรียกนักข่าวมา นักข่าวถามว่า “คุณหายไปไหนมา?  ทำไมถึงทิ้งพ่อแม่ไป?  ทำไมไม่กลับบ้าน?” พวกเขายังพูดจาไม่ดีอีกหลายอย่าง หาว่าฉันอกตัญญูต่อพ่อแม่ เป็นลูกที่ไม่เชื่อฟัง และไม่สนใจการเรียน ตอนนั้น ทุกคนรอบตัวฉันเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ ไม่มีใครเข้าใจฉันเลย ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เหมือนอยู่ตัวคนเดียว ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่ในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความกล้าหาญให้ข้าพระองค์เผชิญกับเรื่องทั้งหมดนี้ด้วยเถิด” ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ฉันเคยอ่านมาก่อนที่ว่า “เจ้าต้องยอมทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง ต้องอุทิศตัวเจ้าให้กับความจริง ต้องสู้ทนการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์มากขึ้นเพื่อให้ได้รับความจริงมากขึ้น  นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ  เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อที่จะรื่นรมย์กับความกลมเกลียวในครอบครัว และต้องไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีและความซื่อตรงที่มีมาทั้งชีวิตเพื่อความรื่นรมย์ชั่วครู่ชั่วคราว  เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทุกสิ่งที่งามและดี และควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าฉันต้องทนทุกข์เพื่อความจริง และอดทนต่อความอัปยศเพื่อความจริง ฉันต้องมีความเชื่อในพระเจ้า และจะไม่มีวันละทิ้งความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างเด็ดขาด พระเจ้าทรงทนทุกข์มากมายเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงถูกรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกล่าวโทษและข่มเหง และถูกคนทั้งยุคปฏิเสธ พระเจ้าทรงเสียสละเพื่อมวลมนุษย์มามากเหลือเกิน ฉันได้ชื่นชมการให้น้ำและการจัดเตรียมจากพระวจนะของพระเจ้ามาตั้งมากมาย ความทุกข์เพียงเล็กน้อยแค่นี้ จะเทียบอะไรได้?  ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนที่ฉันทนทุกข์กับความเจ็บปวดนี้ พระเจ้าก็ทรงอยู่เคียงข้างฉัน พระเจ้าจะทรงนำและชี้แนะฉัน พอเข้าใจแบบนี้ ในใจฉันก็มีความเชื่อและเข้มแข็งขึ้น และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปค่ะ ฉันไม่สนอีกแล้วว่าคนพวกนี้จะคิดยังไงกับฉัน ทั้งลุงและคนในบ้านต่างก็บังคับให้ฉันให้สัมภาษณ์ ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร พวกเขาก็ยังไม่ยอมเชื่ออยู่ดี ต่อมา คนในครอบครัวเริ่มคอยเฝ้าดูฉัน พวกเขาล็อกประตูจากข้างนอกแม้แต่ตอนที่ฉันนอนหลับ ฉันเสียใจมาก ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด  ฉันก็แค่เชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเอง แต่นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำกับฉัน

ตอนที่ฉันกำลังเสียใจและทุกข์ทรมานใจ จู่ๆ น้องชายก็เข้ามาในห้องบอกว่าอยากอยู่เป็นเพื่อนฉัน เขาเอามือถือเครื่องเก่ามาให้ฉัน และช่วยให้ฉันใช้อินเทอร์เน็ตได้ ฉันได้ดูวิดีโอการอ่านพระวจนะของพระเจ้าเรื่อง “เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น”  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “แท้จริงแล้ว วันนี้เจ้ารักพระเจ้ามากเพียงใด?  และเจ้ารู้จักทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไว้ในตัวเจ้ามากเพียงใดกันแน่?  เหล่านี้คือบทเรียนที่เจ้าควรเรียนรู้  เมื่อพระเจ้าเสด็จมาบนแผ่นดินโลก ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำในตัวมนุษย์และยอมให้มนุษย์มองเห็นนั้น ก็เพื่อที่มนุษย์จะรักพระองค์และรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง  การที่มนุษย์สามารถทนทุกข์เพื่อพระเจ้า และสามารถมาไกลถึงเพียงนี้ได้แล้วนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรักของพระเจ้า และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะความรอดของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะการพิพากษาและพระราชกิจแห่งการตีสอนที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินการในมนุษย์  หากเจ้าปราศจากการพิพากษา การตีสอน และบททดสอบของพระเจ้า และหากพระเจ้ามิได้ทรงทำให้พวกเจ้าต้องทนทุกข์ เช่นนั้นแล้ว พูดตรงๆ ก็คือ พวกเจ้าจะไม่รักพระเจ้าอย่างแท้จริง  ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์ยิ่งใหญ่เท่าใด และยิ่งความทุกข์ของมนุษย์ใหญ่หลวงมากเท่าใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีความหมายมากเพียงนั้น  และหัวใจของมนุษย์ก็ยิ่งสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริงมากขึ้น  บทเรียนแห่งการรักพระเจ้านั้นได้มาอย่างไร?  เมื่อปราศจากความทุกข์และการถลุง หากปราศจากบททดสอบอันแสนเจ็บปวด—และยิ่งไปกว่านั้น หากพระเจ้าประทานแต่พระคุณ ความรักเมตตา และความกรุณาแก่มนุษย์—เจ้าจะสามารถไปถึงจุดที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่?  ในด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบของพระเจ้า มนุษย์ได้รู้ถึงข้อบกพร่องของตนและเห็นว่าตนนั้นไร้ความสำคัญ น่าเหยียดหยาม และต่ำต้อย ไม่มีสิ่งใดและไร้ตัวตน ในอีกด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมบางอย่างสำหรับมนุษย์เพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความน่ารักของพระเจ้าภายในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น  แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นใหญ่หลวง และบางครั้งก็ไม่สามารถผ่านพ้นไปได้—จนถึงขั้นโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส—เมื่อมีประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้ว มนุษย์ย่อมมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเขาดีงามเพียงใด และบนรากฐานนี้เท่านั้น ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าจึงเกิดขึ้นในตัวมนุษย์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า)  แม้ว่าฉันจะรู้สึกอ่อนแอในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ แต่พระวจนะของพระเจ้าก็เป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน ฉันเข้าใจว่าถ้าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่มีความยากลำบากอะไรเลย และสิ่งที่ฉันได้รับมีเพียงพระคุณ ความกรุณา และความรักของพระเจ้า ถ้าเป็นแบบนั้น ความเข้าใจที่ฉันมีต่อพระราชกิจของพระเจ้าก็คงจะจำกัดมากเกินไป ความทุกข์และบททดสอบมีไว้เพื่อทำให้ความเชื่อของฉันในพระเจ้าเพียบพร้อม ฉันรู้สึกเหมือนจะทนไม่ได้ที่ถูกครอบครัวตีกรอบและข่มเหง รวมถึงถูกผู้คนรอบข้างด้อยค่าและดูถูกเหยียดหยาม ราวกับว่าฉันใช้ชีวิตอยู่ในคุกที่ไม่มีทางออกเลย แต่ทว่าท่ามกลางสภาวการณ์นี้ ฉันก็ได้ตระหนักถึงข้อบกพร่องของตัวเอง ฉันเห็นว่าตัวเองอ่อนแอเกินไปและมีวุฒิภาวะน้อยเกินไป ในช่วงแรกๆ ที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความเชื่อในพระเจ้ามาก และสามารถเผชิญหน้ากับสภาวการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นได้ แต่พอต้องมาเผชิญกับความทุกข์และความยากลำบากเข้าจริงๆ ฉันกลับรู้สึกว่ามันยากมาก และถึงกับตัดพ้อในใจว่า ทำไมพระเจ้าถึงทรงปล่อยให้สภาวการณ์แบบนี้มาสู่ฉัน ตอนนั้นเองที่ฉันได้เข้าใจความบกพร่องของตัวเองอย่างแท้จริง และเข้าใจว่าการรับประสบการณ์กับสภาวการณ์แห่งความทุกข์เท่านั้น ที่จะทำให้ฉันมีความเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริงและมีความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าได้

ต่อมา พ่อแม่ก็บังคับพาฉันไปหาศิษยาภิบาลและขอให้ให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานเผื่อฉัน พวกท่านยังบังคับให้ฉันศึกษาพระคัมภีร์กับพวกท่าน โดยพยายามทำให้ฉันเลิกเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  พวกท่านพูดว่า “ลูกถูกชักพาให้หลงผิด ลูกคือบุตรน้อยหลงหาย ถ้าลูกยอมกลับมาและอยู่เคียงข้างพ่อแม่ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะยังทรงคุ้มครองลูก แต่ถ้าลูกยังขัดขืน องค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะไม่ทรงคุ้มครองลูก ลูกต้องเป็นเด็กดีที่กตัญญูและเคารพรักพ่อแม่ ตอนนี้ลูกกำลังเดินในเส้นทางที่ผิด!” ฉันรู้ว่านี่คือการทดลองของซาตาน พวกท่านบอกว่าฉันถูกชักพาให้หลงผิดและเชื่อในสิ่งที่ผิด แต่ฉันได้เข้าใจความจริงบางอย่างผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าองค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและกลับมาสู่พระนิเวศของพระเจ้า ฉันไม่ได้ถูกชักพาให้หลงผิด ฉันรู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันก็เหมือนกับผู้คนในยุคพระคุณที่เชื่อในองค์พระเยซูเจ้า ตอนนั้น หลายคนบอกว่าการเชื่อในองค์พระเยซูเจ้านั้นเป็นเรื่องผิด และบางคนก็ติดตามพวกฟาริสีและปฏิเสธพระองค์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว องค์พระเยซูเจ้าก็ทรงทำให้พระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนและไถ่มวลมนุษยชาติสำเร็จลุล่วง เหล่าสาวกที่ติดตามพระองค์ไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะพูดอะไร พวกเขาเต็มใจที่จะทนทุกข์ และยอมสละชีวิตเพื่อติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าไปจนสุดทาง ตอนนี้ฉันได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและเข้าใจความจริงและความล้ำลึกมากมายแล้ว และฉันก็ไม่อยากกลับไปสู่ศาสนาอีก ในศาสนาไม่มีความสว่างใหม่ และไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ลูกไม่มีทางที่จะได้รับความจริงและชีวิตในศาสนาเลย พวกท่านพูดแบบนั้นก็เพื่อขัดขวางไม่ให้ฉันติดตามพระเจ้าเท่านั้น แต่ฉันไม่หวั่นไหวไปกับคำพูดพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ฉันก็เริ่มไปมหาวิทยาลัยอีกครั้งเนื่องจากความกดดันจากพ่อแม่ แม่มักจะเอาข่าวลือที่ไม่มีมูลไปพูดต่อเพื่อกล่าวโทษพระเจ้า และหาว่าฉันไม่เชื่อฟัง เพื่อนร่วมชั้นก็เข้าใจฉันผิด มองฉันในแง่ร้าย และดูถูกฉัน แม้แต่คณบดีก็ยังพูดว่า เธอเป็นผู้นำในคริสตจักรอย่างนั้นหรือ?  ห้ามชวนเพื่อนร่วมชั้นคนไหนไปเข้าร่วมการชุมนุมของเธอเด็ดขาด แม่ของเธอเป็นห่วงเธอมาก เธอควรตั้งใจเรียนและเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่อย่างนั้น เธอจะถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย ถ้าอยากเชื่อในพระเจ้า ก็ไปคริสตจักรทางศาสนาแล้วอธิษฐานต่อพระเยซูที่นั่นสิ  แบบนั้นก็เพียงพอแล้ว พ่อแม่กับคณบดีไม่ยอมให้ฉันเข้าร่วมการชุมนุมของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาหาคนมาคอยจับตาดูฉันทุกวัน ทั้งอาจารย์ เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนๆ ครอบครัว หรือแม้แต่รปภ. ของมหาวิทยาลัยต่างก็คอยจับตาดูฉัน พ่อแม่มารับมาส่งฉันที่มหาวิทยาลัยอย่างตรงเวลาเสมอ ถ้าแม่เลิกงานช้า แม่ก็จะฝากให้รปภ. คอยดูฉันไว้ ฉันต้องรอแม่แถวๆ หน้าห้องคณบดี แม่กลัวว่าฉันจะยังเชื่อในพระเจ้าอยู่ ก็เลยเตือนฉันว่า ถ้าแม่จับได้ว่าลูกยังเชื่อในพระเจ้าอยู่อีก แม่จะแจ้งตำรวจ แล้วพวกเขาก็จะจับทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปพร้อมกับลูกด้วย พอได้ยินแบบนี้ ฉันก็นึกในใจว่า “นี่ท่านยังเป็นแม่ของฉันอยู่หรือเปล่า?  แม่บงการทุกอย่างในชีวิตฉันและไม่คำนึงถึงความรู้สึกของฉันเลยแม้แต่น้อย” ป้าของฉันก็พูดด้วยว่า “ถ้าลูกคิดจะหนีล่ะก็ พวกเราจะหักขาลูก ดูซิว่าจะยังหนีได้อีกมั้ย!” ช่วงเวลานั้น ฉันไม่สามารถเข้าร่วมการชุมนุมหรือทำหน้าที่ของตัวเองได้เลย ฉันตกอยู่ในความทุกข์ทรมานทุกวัน บางครั้ง ฉันถึงกับคิดว่า “ตายเสียยังจะดีกว่าต้องมาทนอยู่แบบนี้!” แต่ฉันก็ตระหนักได้ว่าความคิดพวกนี้มาจากซาตาน ฉันเลยบอกตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ต้องพึ่งพาพระเจ้าเพื่อเผชิญหน้ากับมัน

ต่อมา ฉันเจอเพื่อนที่มหาวิทยาลัย เธอก็เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เหมือนกัน เธอเอาโทรศัพท์ของเธอให้ฉันและบอกให้ฉันติดต่อพี่น้องหญิงโคลอี พี่น้องหญิงโคลอีเล่าเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง เรื่องราวของฉัน เรื่องราวของเรา ให้ฉันฟัง เป็นเรื่องที่พี่น้องชายส่งต่อพระวจนะของพระเจ้ากันในคุก เธอเล่าว่า “มีพี่น้องชายบางคนถูกจำคุกเป็นเวลาสิบปี พวกเขาไม่มีหน้าที่ให้ทำและไม่มีชีวิตคริสตจักร แต่พวกเขาก็ไม่เคยสูญเสียความเชื่อในพระเจ้าเลย พวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ในคุกอย่างไม่ลดละ แล้วพวกเขาก็ได้เห็นกิจการของพระเจ้า และสัมผัสได้ถึงความรักและการทรงนำของพระองค์” ฉันนึกถึงพี่น้องชายในคุกเหล่านั้น บางคนติดอยู่ในนั้นมาเป็นสิบปี ในขณะที่ฉันแค่เผชิญกับอุปสรรคและการตีกรอบจากครอบครัวเท่านั้น ฉันตระหนักได้ว่าฉันไม่ควรอ่อนแอถึงเพียงนี้ ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สองสามบทตอน “ขณะก้าวผ่านบททดสอบ เป็นปกติที่ผู้คนย่อมอ่อนแอ คิดลบอยู่ในใจ ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือไม่ชัดเจนในเส้นทางปฏิบัติ  แต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องมีความเชื่อในพระราชกิจของพระเจ้า และเช่นเดียวกับโยบ เจ้าต้องไม่ปฏิเสธพระเจ้า  แม้ว่าโยบอ่อนแอและสาปแช่งวันเกิดของเขาเอง เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า สรรพสิ่งที่ผู้คนมีหลังจากที่พวกเขาถือกำเนิดมานั้น พระยาห์เวห์ทรงเป็นผู้ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่จะพรากสิ่งเหล่านั้นไปเช่นกัน  ไม่ว่าเขาจะก้าวผ่านบททดสอบอะไรมา เขาก็ได้ธำรงรักษาการเชื่อนี้ไว้  ไม่ว่าเจ้าจะถูกพระวจนะของพระเจ้าถลุงเช่นไรในประสบการณ์ของเจ้า โดยรวมแล้วสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ก็คือความเชื่อของเจ้าและหัวใจที่รักพระเจ้า  พระองค์ทรงพระราชกิจในหนทางนี้เพื่อทำให้ความเชื่อ ความรัก และความแน่วแน่ของผู้คนมีความเพียบพร้อม  พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อมกับผู้คน และพวกเขาไม่สามารถมองเห็นมันได้ ไม่สามารถจับต้องมันได้ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเช่นนี้ย่อมต้องมีความเชื่อ  เมื่อไม่สามารถมองเห็นบางสิ่งได้ด้วยตาเปล่า ย่อมต้องมีความเชื่อ  เมื่อเจ้าไม่สามารถปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเองได้ ก็ย่อมต้องมีความเชื่อ  เมื่อเจ้าไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าพึงทำก็คือมีความเชื่อและมั่นคงในจุดยืน และตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า  เมื่อโยบได้มาถึงจุดนี้ พระเจ้าได้ทรงปรากฏต่อเขาและตรัสกับเขา  นั่นคือ เฉพาะเมื่อเจ้ามีความเชื่อเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถมองเห็นพระเจ้า  เมื่อเจ้ามีความเชื่อ พระเจ้าก็จะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อม และถ้าเจ้าไม่มีความเชื่อ พระองค์จะไม่สามารถทำการนี้ได้… ‘ความเชื่อ’ อ้างอิงถึงอะไรเล่า?  ความเชื่อคือการเชื่อที่จริงแท้และหัวใจที่จริงใจซึ่งมนุษย์ควรครองเมื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสบางสิ่งได้ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์และอยู่ไกลเกินเอื้อมของมนุษย์  นี่คือความเชื่อที่เราพูดถึง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง)  “เวลาเผชิญปัญหาในชีวิตจริง เจ้าควรทำอย่างไรจึงจะเข้าใจและตระหนักรู้คุณค่าของสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้า?  เมื่อเจ้าเผชิญหน้าปัญหาเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจ รับมือ และมีประสบการณ์กับปัญหาอย่างไร เจ้าควรใช้ท่าทีเช่นใดมาแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีเจตนาและความประสงค์ที่จะนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้า รวมทั้งความเป็นจริงของการนบนอบนี้?  ก่อนอื่น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย จากนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหา แล้วเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ  ‘การรอคอย’ หมายถึงการรอเวลาของพระเจ้า  รอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่เจ้า และรอคอยให้เจตนารมณ์ของพระองค์ค่อยๆ สำแดงแก่เจ้า  ‘การแสวงหา’ หมายถึงการพิจารณาและทำความเข้าใจเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้าผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ เป็นการทำความเข้าใจความจริงในสิ่งเหล่านั้น ทำความเข้าใจสิ่งที่มนุษย์ควรทำและหนทางที่เขาควรยึดปฏิบัติ ทำความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงหมายที่จะสัมฤทธิ์ผลอันใดในตัวมนุษย์และหมายที่จะประสบความสำเร็จอันใดในตัวเขา  ส่วน ‘การนบนอบ’ นั้นแน่นอนว่าย่อมหมายถึงการยอมรับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ และเมื่อยอมรับ ก็มีประสบการณ์ว่าพระผู้สร้างทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์อย่างไร ทรงจัดหาชีวิตให้กับมนุษย์ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างไร และทรงบ่มเพาะความจริงในตัวมนุษย์อย่างไร(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักได้ว่าเมื่อการข่มเหงและอุปสรรคจากคนในครอบครัวและอาจารย์เกิดขึ้นกับฉัน แม้ว่าฉันจะมีความอ่อนแอ แต่ฉันก็ไม่สามารถสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า ปฏิเสธพระเจ้า หรือตัดพ้อพระเจ้าได้ ฉันต้องเอาอย่างโยบ ฉันต้องเอาอย่างโยบ แม้ว่าโยบจะสาปแช่งวันที่เขาเกิดเมื่อบททดสอบมาเยือน แต่เขาไม่เคยปฏิเสธพระเจ้าหรือตัดพ้อพระเจ้าเลย แต่ฉันกลับเอาแต่ตัดพ้อพระเจ้าเมื่อเผชิญกับการข่มเหงเหล่านี้ว่า ทำไมพระองค์ถึงทรงปล่อยให้เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับฉัน?  ฉันเต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วทำไมความทุกข์และความอัปยศเหล่านี้ถึงเกิดขึ้นกับฉันได้?  ฉันไม่อยากเผชิญกับสภาวการณ์เหล่านี้ และฉันก็อยากจะหนีไปให้พ้นจากมัน ฉันไม่สามารถนบนอบพระเจ้าในสภาวการณ์เช่นนี้ได้เลย แต่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อสภาวการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับเรา อันดับแรกเราต้องรอคอย จากนั้นก็แสวงหาและนบนอบ ฉันต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย แสวงหาว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร และท้ายที่สุดก็ยอมรับและนบนอบต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้นั้นล้วนดีงาม ฉันต้องอธิษฐานให้มากขึ้นและมอบทุกสิ่งไว้กับพระเจ้า ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า แม้ว่าข้าพระองค์จะรู้สึกว่าสภาวการณ์เช่นนี้ช่างยากลำบาก และมีความอ่อนแอในใจของข้าพระองค์ แต่พระวจนะของพระองค์ได้ประทานความเข้มแข็งให้ข้าพระองค์ และพระวจนะของพระองค์ได้นำความสงบสุขมาสู่ใจข้าพระองค์ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะมอบทุกสิ่งไว้กับพระองค์”

ในวันต่อๆ มา แม่ก็ยังคงต่อต้านและกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างไม่หยุดหย่อน ทุกเย็น แม่จะให้ทุกคนอธิษฐานเผื่อฉัน และแม่ถึงกับหมิ่นประมาทพระเจ้าในคำอธิษฐานของแม่ด้วย คำพูดของแม่ทิ่มแทงใจฉันเหมือนมีดกริช ฉันทนฟังคำพูดที่กล่าวโทษและต่อต้านพระเจ้าเหล่านั้นไม่ได้เลย แล้วก็ยังมีพ่อของฉันอีก พ่อจะด่าทอและถึงกับทุบตีฉันตอนที่พ่อเมา เพียงเพราะฉันเชื่อในพระเจ้า ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “ปัจจุบันนี้ บรรดาผู้ที่แสวงหาและบรรดาผู้ที่ไม่แสวงหาคือผู้คนสองประเภทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ผู้ซึ่งบั้นปลายของพวกเขาแตกต่างกันมากเช่นกัน  บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความรู้แห่งความจริงและปฏิบัติความจริงคือผู้ซึ่งพระเจ้าจะทรงนำความรอดมาให้  ส่วนบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักหนทางที่แท้จริงคือพวกปีศาจและศัตรู พวกเขาคือลูกหลานของหัวหน้าทูตสวรรค์ และจะเป็นเป้าหมายแห่งการทำลายล้าง  แม้แต่พวกที่เชื่ออย่างเคร่งครัดในพระเจ้าที่คลุมเครือ—พวกเขาไม่ใช่ปีศาจด้วยหรอกหรือ?… ผู้ใดที่ไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์คือผู้เป็นเยี่ยงปีศาจ และมิหนำซ้ำ ยังจะถูกทำลาย  บรรดาผู้ที่มีความเชื่อแต่ไม่ได้ปฏิบัติความจริง บรรดาผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ และบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าก็จะเป็นวัตถุแห่งการทำลายล้างด้วยเช่นกัน  บรรดาผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ทั้งหมดนั้นคือผู้คนซึ่งได้ก้าวผ่านความทุกข์แห่งกระบวนการถลุงและได้ตั้งมั่น เหล่านี้คือผู้คนที่ได้สู้ทนการทดสอบอย่างแท้จริง  ผู้ใดที่ไม่ยอมรับพระเจ้าคือศัตรู กล่าวคือ ผู้ใดที่ไม่ตระหนักถึงพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์—ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ภายในหรือภายนอกกระแสนี้หรือไม่ก็ตาม—คือศัตรูของพระคริสต์!  ใครคือซาตาน ใครคือปีศาจ และใครคือศัตรูของพระเจ้าหากไม่ใช่พวกผู้ต้านทานซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้า?  พวกเขามิใช่ผู้คนเหล่านั้นที่เป็นกบฏต่อพระเจ้าหรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าพ่อแม่และฉันกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พ่อแม่ของฉันไม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง และพวกท่านถึงกับต่อต้านและกล่าวโทษพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่ของฉันมักจะกล่าวคำดูหมิ่นและประณามพระเจ้าอยู่เสมอ ในแก่นแท้ของพวกท่าน พวกท่านต่อต้านพระเจ้า พวกท่านคือศัตรูของพระเจ้า และพวกท่านคือหมู่มารและเหล่าซาตาน ในท้ายที่สุด พวกท่านจะต้องเผชิญกับการทำลายล้างโดยพระเจ้า ฉันจะยอมถูกพวกท่านผูกมัดอีกต่อไปไม่ได้แล้ว

ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อีกบทตอนหนึ่ง “ไม่ว่าซาตานจะ ‘มีอำนาจมากมาย’ เพียงใด เหิมเกริมและทะเยอทะยานเพียงใด สามารถสร้างความเสียหายได้มากเท่าใด มีความสามารถหลากหลายเพียงใดในการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามและล่อลวงมนุษย์ ไม่ว่าเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายที่มันใช้ข่มขวัญมนุษย์จะชาญฉลาดเพียงใด หรือรูปแบบการดำรงอยู่ของมันจะหลากหลายขนาดไหน มันก็ไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้แม้แต่อย่างเดียว ไม่เคยวางกฎหรือกติกาของการดำรงอยู่ให้แก่สรรพสิ่ง หรือกำกับหรือครองอธิปไตยเหนือสิ่งใดได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม  ภายในจักรวาลและแผ่นฟ้านี้ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่ถือกำเนิดเพราะมันหรือดำรงอยู่เพราะมันแม้แต่สิ่งเดียว ไม่มีใครหรือสิ่งใดอยู่ใต้อธิปไตยของมันหรือถูกมันปกครองแม้แต่สิ่งเดียว  ตรงกันข้าม ไม่เพียงมันต้องดำรงอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังต้องเชื่อฟังพระบัญชาและทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสั่งการเอาไว้อีกด้วย  หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่อาจแตะน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดินได้ด้วยซ้ำ  หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งแม้แต่มดที่อยู่บนดิน ไม่พักต้องพูดถึงมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ซาตานด้อยค่ากว่าดอกลิลลี่บนภูเขา นกที่บินอยู่ในอากาศ ปลาในทะเล และหนอนแมลงบนแผ่นดินโลก  บทบาทของมันท่ามกลางสรรพสิ่งก็คือการรับใช้ทุกสิ่ง รับใช้มวลมนุษย์ รับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์  ไม่ว่าธรรมชาติของมันจะมุ่งร้ายเพียงใด และแก่นแท้ของมันจะเลวเพียงใด แต่สิ่งเดียวที่มันทำได้ก็คือการทำตามหน้าที่ของมันอย่างว่าง่าย ซึ่งก็คือการทำงานให้พระเจ้า—ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบเสริมความเด่นให้ดี  เนื้อแท้และฐานะดั้งเดิมของซาตานเป็นเช่นนี้  แก่นแท้ของมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับชีวิต อำนาจ หรือสิทธิอำนาจ; มันเป็นเพียงของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้า เป็นเพียงเครื่องจักรให้พระเจ้าทรงใช้งานเท่านั้น!(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1)  พระวจนะของพระเจ้าประทานความเชื่อและความเข้มแข็งให้ฉัน ตอนนี้ ฉันถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนที่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า และพ่อแม่ก็สรรหาสารพัดวิธีมากีดกันไม่ให้ฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่มหาวิทยาลัยหรือที่บ้าน พวกท่านก็จับตาดูฉันทุกวัน และใช้อุบายและวิธีการมากมายเพื่อพยายามหยุดไม่ให้ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรืออธิษฐาน พวกท่านบงการชีวิตฉันอย่างเบ็ดเสร็จ แต่พระวจนะของพระเจ้าก็ประทานความหวังให้ฉัน ฉันเข้าใจว่าไม่ว่าภายนอกพวกท่านจะดูมีอำนาจมากแค่ไหน พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือและทรงดูแลทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับฉันล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ว่าซาตานจะใช้ครอบครัวของฉันมาก่อกวนฉันเพียงใด ซาตานก็เพียงแค่ทำงานให้พระเจ้าเท่านั้น ถ้าไม่มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้น ฉันก็คงมองไม่ทะลุถึงแก่นแท้ของครอบครัวฉันที่ต่อต้านพระเจ้า การรับประสบการณ์กับการข่มเหงด้วยน้ำมือของครอบครัว ยิ่งทำให้ความตั้งใจของฉันที่จะติดตามพระเจ้านั้นแน่วแน่มากขึ้น ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน ฉันก็ควรพึ่งพาพระเจ้าและตั้งมั่นในคำพยานของฉัน เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว ฉันก็ไม่รู้สึกกลัวในใจอีกต่อไป

ต่อมา เนื่องจากฉันมีบันทึกในชั้นเรียนเยอะเกินไป พ่อแม่ก็เลยซื้อแล็ปท็อปให้ฉัน เพราะที่มหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด และเพื่อนๆ กับเพื่อนร่วมชั้นก็คอยจับตาดูฉัน ฉันเลยทำได้แค่เอาแล็ปท็อปเข้าไปในห้องน้ำ แล้วต่อ Wi-Fi ของมหาวิทยาลัยเพื่อดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์และวิดีโอบทเพลงนมัสการสรรเสริญพระเจ้า ครอบครัวของฉันขอให้เพื่อนๆ คอยจับตาดูฉัน ฉันเลยไม่สามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างอิสระ และไม่สามารถใช้ชีวิตคริสตจักรได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงเลย ฉันรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย ดังนั้น เช้าตรู่วันหนึ่ง ฉันจึงหนีออกจากบ้าน ตอนนี้ ฉันได้เดินออกมาจากการผูกมัดของครอบครัวแล้ว และสามารถใช้ชีวิตคริสตจักรร่วมกับพี่น้องชายหญิงได้ ฉันสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างอิสระ และใจของฉันก็สงบสุขและเป็นอิสระอย่างที่สุด ฉันขอบคุณพระเจ้ามากสำหรับการช่วยให้รอดของพระองค์ที่มีต่อฉัน!

ก่อนหน้า: 9. การตื่นรู้หลังจากถูกขับไล่

ถัดไป: 11. แสวงหา แล้วคุณจะพบ

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger