47. สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการโกหก

โดยหย่าฉิง ประเทศจีน

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 ขณะทำหน้าที่เกี่ยวกับงานข้อเขียนในคริสตจักร ฉันได้ดูแลการฝึกฝนทักษะ แต่บางครั้งเมื่องานยุ่ง ฉันก็จะเลื่อนออกไป ส่งผลให้ไม่ได้เรียนรู้ทักษะที่ควรเรียนรู้ ผู้ดูแลสังเกตเห็นการเบี่ยงเบนนี้และกำชับฉันว่า “คุณต้องจัดอบรมทักษะอย่างสม่ำเสมอ นี่คือสิ่งที่เราขาดมากที่สุดในตอนนี้” และเขายังได้สามัคคีธรรมถึงความสำคัญของการเรียนรู้ทักษะด้วย จากนั้นผู้ดูแลก็ถามฉันว่า “คุณได้รวบรวมการเบี่ยงเบนและประเด็นปัญหาแต่ละอย่างที่พวกผู้นำชี้ให้เราเห็นแล้วหรือยัง?” ฉันตกใจและคิดว่า “ฉันรวบรวมไปแค่บางส่วนในตอนแรก แต่แล้วก็หยุดไป แต่ถ้าฉันพูดความจริง ผู้ดูแลจะคิดกับฉันยังไง?  เขาจะพูดไหมว่า ‘คุณรับผิดชอบการฝึกฝนทักษะ แต่คุณกลับไม่อยากเรียนรู้เองด้วยซ้ำ!’ ปกติแล้ว หลังจากผู้ดูแลบอกให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะรับปากและเริ่มลงมืออย่างมั่นเหมาะทันที ทำให้ทุกคนมองว่าฉันน่าเชื่อถือและแน่วแน่ในงาน แต่ถ้าฉันบอกว่าลืมรวบรวมข้อมูลพวกนี้ นั่นจะไม่ทำให้ผู้ดูแลมองว่าฉันไร้ความรับผิดชอบในหน้าที่หรอกเหรอ?” ดังนั้น ฉันจึงโกหกไปว่า “ฉันทำแล้วค่ะ” ฉันรู้สึกผิดเล็กน้อยและไม่กล้าเงยหน้ามองผู้ดูแลด้วยซ้ำ ทันใดนั้น ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “พวกเจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าโปรดผู้ที่มีความซื่อสัตย์  พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของความสัตย์ซื่อ ดังนั้น พระวจนะของพระองค์จึงเชื่อถือได้เสมอ นอกจากนี้ การกระทำของพระองค์นั้นไร้ข้อผิดพลาดและไม่มีข้อสงสัย นี่คือสาเหตุที่พระเจ้าโปรดคนที่ซื่อสัตย์กับพระองค์อย่างแท้จริง  ความซื่อสัตย์หมายถึงการถวายหัวใจของพวกเจ้าให้แก่พระเจ้า ไม่เทียมเท็จต่อพระเจ้าไม่ว่าในเรื่องใด เปิดใจต่อพระองค์ในทุกสิ่ง ไม่เคยซ่อนเร้นข้อเท็จจริงเลย ไม่พยายามหลอกลวงคนที่อยู่เหนือเจ้าและไม่พยายามซ่อนเร้นสิ่งใดจากคนที่อยู่ต่ำกว่าเจ้า และไม่ทำสิ่งที่เป็นเพียงความพยายามที่จะประจบประแจงเพื่อให้พระเจ้าโปรดตน  กล่าวสั้นๆ ก็คือ การซื่อสัตย์คือการกระทำและคำพูดที่บริสุทธิ์ ไม่หลอกลวงทั้งพระเจ้าและมนุษย์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ)  ฉันตระหนักว่าคนที่ซื่อสัตย์จะไม่เอาความจริงมาปนกับคำโกหกในคำพูดและการกระทำของตัวเอง พวกเขาจะตรงไปตรงมาและจริงใจ และสามารถแสดงความคิดของตนต่อพระเจ้าและผู้อื่นอย่างเรียบง่ายและเปิดเผย จากนั้นฉันก็คิดถึงการประพฤติปฏิบัติตนของตัวเอง เมื่อผู้ดูแลถามว่าฉันได้รวบรวมการเบี่ยงเบนและประเด็นปัญหาในเทคนิคของเราแล้วหรือยัง แม้ว่าฉันจะเพิ่งเริ่มรวบรวมสิ่งเหล่านี้ และยังไม่ได้รวบรวมส่วนที่เหลือเลย แต่ฉันกลัวว่าการพูดความจริงจะทำลายภาพลักษณ์ตัวเอง จึงบอกผู้ดูแลว่าฉันได้รวบรวมสิ่งที่ฉันควรรวบรวมไปแล้ว ฉันกำลังไม่ซื่อสัตย์และโกหกอยู่ พระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงชอบคนซื่อสัตย์และทรงชิงชังคนหลอกลวง ฉันคิดในใจว่า “ฉันควรจะเปิดใจและซื่อสัตย์กับผู้ดูแลดีไหม?  แต่ฉันจะเริ่มยังไงดี?  ถ้าฉันพูดออกไป ผู้ดูแลจะมองฉันยังไง?  เขาจะพูดไหมว่าแม้เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ฉันยังโกหก?  ไม่ได้นะ ฉันพูดออกไปไม่ได้ ถ้าพูดฉันต้องขายหน้าแน่ๆ” ต่อมา จู่ๆ ผู้ดูแลก็พูดกับฉันว่า “คุณรวบรวมปัญหาและการเบี่ยงเบนแล้วไม่ใช่เหรอ?  งั้นบ่ายนี้เรามาจัดการเรียนรู้แบบทีมกันเถอะ” หลังจากพูดจบ เขาก็จากไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเผยความจริงและทำให้ตัวเองอับอาย ฉันจึงต้องแอบรวบรวมสิ่งเหล่านี้ในช่วงพักกลางวัน แต่ฉันรู้สึกไม่สบายใจ ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ถ้าคนเราไม่รักความจริง เช่นนั้นแล้ว ต่อให้พวกเขาเข้าใจความจริง ก็จะนำความจริงไปปฏิบัติไม่ได้ เพราะหัวใจของพวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้นและพวกเขาไม่ชอบความจริง  คนแบบนี้เหลือวิสัยที่จะช่วยให้รอด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  ฉันรู้ดีว่าพระเจ้าทรงชอบคนซื่อสัตย์ แต่ฉันก็ยังโกหกและหลอกลวงต่อไป และฉันก็รู้สึกทุกข์ใจมาก ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และเปิดใจและเปิดเผยตัวเองต่อผู้ดูแล” ดังนั้นฉันจึงพูดความจริงกับผู้ดูแล และน่าประหลาดใจที่ผู้ดูแลไม่ได้ตำหนิฉัน ต่อมา ฉันได้ทบทวนตัวเองและตระหนักว่าฉันมักจะเอาความจริงมาปนกับคำโกหกในการพูดคุยในชีวิตประจำวัน หลายครั้งเมื่อผู้ดูแลสอบถามเรื่องงานของฉัน ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบหรือจัดการสถานการณ์ แต่ฉันกังวลว่าถ้าพูดความจริง ผู้ดูแลจะดูถูกฉัน ฉันจึงโกหกและพูดว่ากำลังตรวจสอบอยู่หรือทำไปแล้ว ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งตระหนักว่าฉันโกหกไปมากแค่ไหน!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กินใจฉันอย่างสุดซึ้ง พระเจ้าตรัสว่า “ในชีวิตประจำวันของผู้คน พวกเขามักจะพูดจาไร้สาระ พูดโกหก และพูดสิ่งทั้งหลายที่ไม่รู้ความ โง่ และปกป้องตัวเอง  โดยมากแล้วสิ่งเหล่านี้ถูกกล่าวออกมาเพื่อความไร้แก่นสารและความหยิ่งยโส เพื่อสนองอัตตาของพวกเขา  การกล่าวคำเท็จเช่นนั้นเผยให้เห็นถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา  หากเจ้าแก้ไของค์ประกอบอันเสื่อมทรามเหล่านี้ หัวใจของเจ้าย่อมจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และเจ้าจะค่อยๆ บริสุทธิ์มากขึ้นและซื่อสัตย์มากขึ้น  ในความเป็นจริงผู้คนต่างรู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงโกหก  พวกเขาพยายามแข่งขันกับคนอื่นและเสแสร้งเป็นบางสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็นเพื่อประโยชน์ส่วนตนและความหยิ่งยโส หรือเพื่อความไร้แก่นสารและสถานะ  อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดคำโกหกของพวกเขาก็ถูกผู้อื่นเปิดเผยและเปิดโปง และพวกเขาก็ลงเอยด้วยการเสียหน้า รวมถึงเสียศักดิ์ศรีและเสียความซื่อตรงของพวกเขาไป  ทั้งหมดนี้เกิดจากการโกหกมากเกินไป  คำโกหกของเจ้ากลายเป็นสิ่งที่มีจำนวนมากเกินไป  ทุกคำที่เจ้าพูดนั้นมีสิ่งปลอมปนและไม่จริงใจ ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่ถือได้ว่าเป็นจริงหรือซื่อสัตย์  ถึงแม้ว่าเจ้าไม่รู้สึกเสียหน้าในยามที่พูดโกหก แต่ลึกๆ เจ้าย่อมรู้สึกอับอายขายหน้า  มโนธรรมของเจ้าตำหนิเจ้า และเจ้าดูถูกตนเองโดยคิดไปว่า ‘ทำไมฉันถึงใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาเช่นนี้?  การพูดความจริงนั้นยากมากหรือ?  ฉันจำเป็นต้องใช้คำโกหกเพื่อความภาคภูมิใจของตัวเองงั้นหรือ?  ทำไมชีวิตของฉันช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน?’  เจ้าไม่จำเป็นต้องมีชีวิตที่เหนื่อยล้า  หากเจ้าสามารถเป็นคนที่ซื่อสัตย์ได้ เจ้าย่อมจะสามารถมีชีวิตที่ผ่อนคลาย เป็นอิสระ และปลดเปลื้อง  อย่างไรก็ตามเจ้าเลือกแล้วว่าจะค้ำจุนความภาคภูมิใจและความไร้แก่นสารของตนด้วยการพูดโกหก  เพราะเหตุนี้เจ้าจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ตรม ซึ่งเป็นการทำร้ายตนเอง  คนเราอาจรู้สึกมีหน้ามีตาด้วยการพูดโกหก แต่ความรู้สึกมีหน้ามีตาคืออะไร?  ความรู้สึกมีหน้ามีตาเป็นเพียงสิ่งที่ว่างเปล่าและไร้ค่าโดยสิ้นเชิง  การพูดโกหกหมายถึงการทรยศความซื่อตรงและศักดิ์ศรีของคนเรา  การนี้ริบเอาศักดิ์ศรีและความซื่อตรงของคนเราไป ทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยและพระองค์ก็ทรงรังเกียจเรื่องแบบนี้  นี่คุ้มค่าหรือไม่?  ไม่คุ้มค่า  นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่?  ไม่ นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง  คนที่โกหกเป็นประจำนั้นใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้พลังอำนาจของซาตาน  พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตในความสว่าง และพวกเขาก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้ก็ด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าเมื่อคนเราโกหก พวกเขาจะรู้สึกทุกข์ใจและหัวใจจะถูกครอบงำด้วยความกระวนกระวายและความรู้สึกผิด แต่เพราะพวกเขาไม่สามารถละทิ้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ของตนได้ จึงมักจะใช้ชีวิตแบบติดกับดักของซาตาน โดยโกหกและหลอกลวง ฉันหลงใหลในชื่อเสียงและสถานะของตัวเองมากเกินไป เมื่อผู้ดูแลถามว่าฉันได้สรุปและรวบรวมการเบี่ยงเบนทางเทคนิคแล้วหรือยัง แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าฉันยังไม่ได้ทำ แต่ฉันก็กลัวว่าการพูดเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อความประทับใจที่ดีที่ผู้ดูแลมีต่อฉัน ฉันจึงโกหกและบอกว่าทำแล้ว ฉันตระหนักว่าฉันกำลังโกหกหลอกลวง และรู้ว่าฉันต้องฝึกฝนการเป็นคนซื่อสัตย์ เปิดใจและเปิดเผยตัวเองตามพระวจนะของพระเจ้า แต่ฉันก็ยังไม่สามารถละทิ้งศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเองได้ และด้วยความกลัวว่าการเผยความจริงจะทำให้ผู้ดูแลดูถูกฉันมากยิ่งขึ้น ฉันจึงไม่สนใจความรู้สึกผิดในมโนธรรมของตัวเองและยังคงปิดบังข้อเท็จจริงต่อไป ฉันโกหกหน้าตายเพราะเห็นแก่ชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง และฉันก็รู้ความจริงดีแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามนั้น พระเจ้าทรงรังเกียจและชิงชังพฤติกรรมของฉันอย่างแท้จริง!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง “ความเป็นมนุษย์ของพวกศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่มีความสัตย์จริงแม้แต่น้อย  ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดและทำล้วนมีเจตนาและเป้าหมายของพวกเขาเองปลอมปนอยู่ และทั้งหมดนั้นก็ซ่อนเร้นเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายของพวกเขาที่ไม่อาจเอ่ยถึงและไม่อาจพูดออกมาได้เอาไว้  ดังนั้นวาจาและการกระทำของศัตรูของพระคริสต์จึงด่างพร้อยเหลือเกินและเต็มไปด้วยความเทียมเท็จอย่างยิ่ง  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดมากเท่าใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าคำใดจริง คำใดเท็จ คำใดถูก และคำใดผิด  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่ซื่อสัตย์ และความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาก็ซับซ้อนยิ่ง เต็มไปด้วยกลอุบายที่คิดคดและเล่ห์เหลี่ยมมากมาย  สิ่งที่พวกเขาพูดไม่มีสิ่งใดตรงไปตรงมา  พวกเขาไม่พูดว่าหนึ่งคือหนึ่ง สองคือสอง ใช่คือใช่ และไม่ใช่คือไม่ใช่  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับพูดอ้อมค้อมในทุกเรื่องและตรึกตรองสิ่งต่างๆ อยู่ในใจหลายครั้ง ขบคิดถึงผลสืบเนื่อง ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียจากทุกแง่ทุกมุม  จากนั้นพวกเขาก็ใช้ภาษาปรับเปลี่ยนสิ่งที่พวกเขาอยากพูด จนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดฟังดูชอบกลเอาการ  ผู้คนที่ซื่อสัตย์ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่คนพวกนี้พูดและถูกพวกเขาหลอกลวงและตบตาโดยง่าย และใครก็ตามที่พูดและสื่อสารกับคนพวกนี้ย่อมพบว่าเป็นประสบการณ์ที่เหน็ดเหนื่อยและตรากตรำ  พวกเขาไม่เคยพูดว่าหนึ่งคือหนึ่งและสองคือสอง พวกเขาไม่เคยพูดว่าพวกเขากำลังคิดอะไร และพวกเขาไม่เคยอธิบายสิ่งต่างๆ ตามที่เป็น  ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดล้วนมิอาจหยั่งได้ และเป้าหมายและเจตนาแห่งการกระทำของพวกเขานั้นซับซ้อนมาก  ถ้าความจริงเผยตัวออกมา—ถ้าผู้อื่นจับได้ไล่ทันพวกเขา—พวกเขาก็จะรีบปรุงแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาอีกเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยง  คนแบบนี้มักจะโกหกอยู่เป็นนิจ และหลังจากโกหกแล้ว พวกเขาก็ต้องพูดโกหกอีกเพื่อรักษาเรื่องโกหกนั้นเอาไว้  พวกเขาหลอกลวงผู้อื่นเพื่อซ่อนเจตนาของตน แต่งเรื่องแก้ตัวและข้ออ้างสารพัดอย่างมาสนับสนุนเรื่องโกหกของตน เพื่อให้ผู้คนบอกได้ยากยิ่งว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง และผู้คนก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเขากำลังพูดเรื่องจริง และยิ่งไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเขากำลังพูดเรื่องโกหก  เวลาพวกเขาโกหก พวกเขาไม่ได้หน้าแดงหรือสะดุ้งสะเทือน ราวกับว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องจริงก็ไม่ปาน  นี่หมายความว่าพวกเขาพูดโกหกเป็นนิสัยมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์พูดด้วยเจตนาและจุดประสงค์ของตนเองอยู่เสมอ และที่ซ่อนอยู่ภายในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคืออุบายอันชั่วร้ายที่ไม่อาจบรรยายได้ ในเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง พวกเขาจะกลั่นกรองคำพูดในหัวล่วงหน้า และพูดอะไรก็ตามที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง นี่แสดงให้เห็นว่าโดยแก่นแท้แล้ว ศัตรูของพระคริสต์เป็นพวกที่โกหกจนเป็นนิสัย ฉันมักจะโกหกทั้งในชีวิตและการทำงาน เมื่อผู้ดูแลถามเกี่ยวกับงานของฉัน แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าฉันยังไม่ได้ทำ แต่ฉันก็กลัวว่าการพูดความจริงจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ฉันจึงโกหกและบอกว่าทำแล้ว บางครั้งเมื่อฉันไม่รู้ความคืบหน้าของงานดีพอ เมื่อผู้ดูแลติดตามงาน ฉันก็จะรายงานสถานการณ์ที่ฉันเคยตรวจสอบมาก่อนราวกับว่าเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน แม้แต่ตอนที่พี่น้องชายที่ฉันทำงานด้วยหรือผู้ดูแลถามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ฉันก็จะโกหก ฉันกำลังใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่หลอกลวงของฉัน คิดทบทวนเรื่องต่างๆ ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะพูดอะไรออกมา และหลังจากโกหก ฉันก็จะใช้ชีวิตโดยกลัวว่าคำโกหกจะถูกเปิดโปง ฉันจึงรีบคิดหาวิธีที่จะกลบเกลื่อนและปกปิดมันไว้ เมื่อทบทวนพฤติกรรมที่น่าละอายต่างๆ ของฉันหลังจากโกหกแต่ละครั้ง ฉันก็เห็นว่าฉันเป็นเพียงคนหลอกลวงที่ไม่สามารถใช้ชีวิตในความสว่างได้ พระเจ้าทรงกำหนดให้เราเป็นคนซื่อสัตย์ พูดและกระทำตามข้อเท็จจริง คำพูดของเราควรสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเราควรแสดงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเรา แต่ฉันไม่ได้พยายามหลอกลวงพระเจ้าโดยการโกหกและหลอกลวงอยู่เสมอหรอกหรือ?  ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “พวกท่านมาจากพ่อของท่านคือมาร และท่านอยากจะทำตามความปรารถนาของพ่อ มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เริ่มแรกและไม่ได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา(ยอห์น 8:44)  สิ่งที่ฉันกำลังเผยให้เห็นคืออุปนิสัยเยี่ยงมาร พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง คำโกหกเหล่านี้ของฉันหลอกลวงผู้คนได้เพียงชั่วคราว และไม่ช้าก็เร็ว คำโกหกเหล่านี้ก็จะถูกเปิดโปง ถ้าฉันไม่กลับใจ เมื่อถึงเวลาที่ความซื่อตรงและศักดิ์ศรีของฉันได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น ฉันก็จะกลายเป็นคนโกหกอย่างสมบูรณ์และสิ้นเชิง จากนั้นฉันก็นึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย(มัทธิว 18:3)  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยังตรัสด้วยว่า “เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้มาทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์มัวหมอง  แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วการที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราก็เป็นเรื่องที่ธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์ไม่อาจทนยอมรับได้!(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ตนเดิน)  อุปนิสัยของพระเจ้าชอบธรรมและบริสุทธิ์ และมีเพียงผู้ที่หัวใจซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าในตอนท้ายของพระราชกิจของพระเจ้า ฉันยังคงเป็นคนที่พูดโกหก ฉันจะต้องถูกทำลายไปพร้อมกับพวกมารและเหล่าซาตานอย่างแน่นอน พระเจ้ายังคงให้โอกาสฉันกลับใจ และฉันต้องฝึกฝนการเป็นคนซื่อสัตย์

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งช่วยให้ฉันเข้าใจวิธีปฏิบัติต่อการเบี่ยงเบนและประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในงานของฉันอย่างถูกต้อง พระเจ้าตรัสว่า “หากว่าเมื่อทำผิดพลาด เจ้าสามารถจัดการกับความผิดพลาดนั้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถเปิดโอกาสให้ทุกคนพูดถึงความผิดพลาดดังกล่าวได้ ยอมให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นและใช้วิจารณญาณในเรื่องนี้ และเจ้าสามารถเปิดใจและชำแหละความผิดพลาดได้ ข้อคิดเห็นที่ทุกคนมีเกี่ยวกับเจ้าจะเป็นเช่นไร?  พวกเขาจะพูดว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์เพราะเจ้าเปิดใจให้พระเจ้า  ด้วยการกระทำและพฤติกรรมของเจ้า พวกเขาจะสามารถมองเห็นหัวใจของเจ้า  แต่หากเจ้าพยายามอำพรางตัวเจ้าเองและหลอกลวงทุกคน ผู้คนก็จะมองข้ามตัวเจ้า และพูดว่าเจ้าเป็นคนเขลาและคนที่ขาดปัญญา  หากเจ้าไม่พยายามเสแสร้งแกล้งทำหรือสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง หากเจ้ายอมรับความผิดพลาดของเจ้าได้ ทุกคนย่อมจะพูดว่าเจ้าซื่อสัตย์และมีปัญญา  แล้วอะไรเล่าทำให้เจ้ามีปัญญา?  ทุกคนทำความผิดพลาด  ทุกคนมีข้อผิดพลาดและข้อตำหนิ  และอันที่จริงแล้ว ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเดียวกัน  จงอย่าคิดว่าตัวเจ้าเองสูงศักดิ์ เพียบพร้อม และใจดีกว่าผู้อื่น นั่นเป็นการไม่สมเหตุสมผลอย่างที่สุด  ทันทีที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนและแก่นแท้และโฉมหน้าที่แท้จริงของความเสื่อมทรามของพวกเขาเป็นที่ชัดเจนสำหรับเจ้า เจ้าย่อมจะไม่พยายามปิดบังความผิดพลาดของตัวเอง และเจ้าจะไม่ถือสาความผิดพลาดของผู้อื่น—เจ้าจะเผชิญหน้าทั้งสองกรณีนี้ได้อย่างถูกต้อง  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและไม่ทำสิ่งที่โง่เขลา ซึ่งจะทำให้เจ้ามีปัญญา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่าฉันควรจัดการปัญหาของตัวเองอย่างถูกต้องเมื่องานออกมาไม่ดีหรือเมื่อฉันทำผิดพลาด และฉันควรเปิดใจและเปิดเผยตัวเองต่อทุกคน และยอมรับการชี้แนะและความช่วยเหลือจากพระวจนะ นี่คือสิ่งที่คนฉลาดทำ เมื่อทบทวนดู ฉันก็ตระหนักว่าเมื่อฉันทำงานได้ไม่ดีและคนอื่นถามถึงงาน ฉันจะกังวลอยู่เสมอว่า ถ้าพูดความจริง พวกเขาจะดูถูกฉัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นแบบนั้น ยกตัวอย่างเดือนนี้ ฉันไม่ได้นำทุกคนในการเรียนรู้ทักษะ แต่เมื่อผู้ดูแลรู้เข้า เขาก็ไม่ได้ตำหนิหรือดูถูกฉัน แต่เขากลับสามัคคีธรรมกับฉันถึงความสำคัญของการเรียนรู้ทักษะและช่วยฉันอย่างอดทน แต่ฉันกังวลว่าการเผยข้อบกพร่องของตัวเองจะทำให้คนอื่นดูถูกฉัน เมื่อมีข้อเท็จจริงอยู่ตรงหน้า ฉันก็เห็นว่าฉันคิดมากเกินไปและหลอกลวงจริงๆ ทุกคนมีข้อบกพร่องและข้อด้อยในหน้าที่ของตน แต่ถ้าฉันยังคงปกปิด โกหก และหลอกลวง ไม่ยอมให้คนอื่นเห็นข้อบกพร่องของฉัน เมื่อเวลาผ่านไป พี่น้องชายหญิงก็จะมีวิจารณญาณแยกแยะคำโกหกและการหลอกลวงของฉัน และพวกเขาก็จะเปิดโปงและปฏิเสธฉัน ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้ว่ามีบางคนรู้เรื่องปัญหาของฉันอยู่แล้ว ดังนั้นจริงๆ แล้ว ฉันก็แค่หลอกตัวเองและหนีปัญหา สิ่งที่ฉันต้องทำคือเผชิญหน้ากับข้อบกพร่องของตัวเองอย่างถูกต้อง และเผชิญกับปัญหาในงานของฉันอย่างใจเย็น หากปัญหานั้นเป็นเพียงการมองข้ามชั่วขณะ ฉันก็ควรจะรีบแก้ไข และถ้าเป็นเรื่องของการทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน ฉันก็ควรจะเปิดใจ เปิดเผยตัวเองต่อทุกคน และทบทวนและรู้จักตัวเอง นี่คือสิ่งที่คนฉลาดทำ

ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และฉันก็ได้เข้าใจวิธีแก้ไขปัญหาการโกหกและหลอกลวง พระเจ้าตรัสว่า “มักจะมีเจตนาอยู่เบื้องหลังเรื่องโกหกของผู้คน แต่เรื่องโกหกบางเรื่องก็ไม่มีเจตนาอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ได้จงใจวางแผนมา  แต่กลับพูดไปอย่างนั้นเอง  เรื่องโกหกแบบนี้แก้ง่าย เรื่องโกหกที่มีเจตนาอยู่เบื้องหลังนั้นแก้ยาก  นี่เป็นเพราะเจตนาเหล่านี้เกิดจากธรรมชาติของคนเรา เป็นตัวแทนการใช้เล่ห์เหลี่ยมของซาตาน และเป็นเจตนาที่ผู้คนตั้งใจเลือก  ถ้าใครบางคนไม่รักความจริง พวกเขาย่อมจะขัดขืนเนื้อหนังไม่ได้—ดังนั้นพวกเขาจึงควรอธิษฐานถึงพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขเรื่องนั้น  แต่การโกหกไม่อาจแก้ไขให้หมดไปได้ในทันที  ย่อมจะมีการกลับไปโกหกอีกเป็นครั้งคราว หรือหลายครั้งด้วยซ้ำ  นี่เป็นสถานการณ์ที่ปกติ ตราบใดที่เจ้าแก้ไขเรื่องโกหกของเจ้าไปทีละเรื่อง และเฝ้าทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตราบนั้นก็ย่อมมีวันที่เจ้าจะแก้ไขได้หมด  การแก้ไขการโกหกเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ กล่าวคือ เมื่อเรื่องโกหกเรื่องหนึ่งออกมาจากเจ้า จงทบทวนตัวเอง แล้วจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า  เมื่อพรั่งพรูออกมาอีกเรื่องหนึ่ง ก็จงทบทวนตัวเองและอธิษฐานถึงพระเจ้าอีก  ยิ่งเจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้า เจ้าก็จะยิ่งเกลียดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้า เจ้าจะยิ่งอยากปฏิบัติความจริงและใช้ชีวิตตามความจริง  ด้วยเหตุนี้เจ้าย่อมจะมีความเข้มแข็งที่จะละทิ้งเรื่องโกหกทั้งหลาย  หลังจากผ่านประสบการณ์และปฏิบัติเช่นนี้ไปสักระยะ เจ้าก็จะมองเห็นได้ว่าเรื่องโกหกของเจ้าลดน้อยลงมาก เจ้าใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก และไม่จำเป็นต้องพูดปดหรือปกปิดเรื่องโกหกของตนอีกต่อไป  แม้เจ้าอาจจะไม่พูดมากนักในแต่ละวัน แต่ทุกประโยคย่อมจะมาจากหัวใจและเป็นเรื่องจริง มีเรื่องโกหกน้อยมาก  การดำเนินชีวิตแบบนั้นย่อมจะให้ความรู้สึกเช่นไร?  อิสระและเสรีมิใช่หรือ?  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้าจะไม่จำกัดเจ้าและตัวเจ้าก็จะไม่ถูกมันพันธนาการเอาไว้ อย่างน้อยเจ้าก็จะเริ่มเห็นผลของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์… แน่นอนว่าอาจมีพวกเจ้าบางคนที่พอเริ่มปฏิบัติ เมื่อพูดจาอย่างซื่อสัตย์และตีแผ่ตนเองไปแล้ว กลับจะรู้สึกอับอายขายหน้า  เจ้าจะหน้าแดง รู้สึกละอาย และกลัวว่าผู้อื่นจะหัวเราะตน  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าควรทำอย่างไร?  เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่ดี และขอให้พระองค์ประทานความเข้มแข็งแก่เจ้า  เจ้าย่อมกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่ก็กลัวว่าผู้คนจะหัวเราะเยาะเวลาที่ข้าพระองค์พูดเรื่องจริง  ขอได้โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รอดจากพันธนาการของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตนด้วยเถิด ขอให้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ เป็นอิสระและมีเสรีด้วยเถิด’  เมื่อเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ หัวใจของเจ้าก็จะสว่างไสวยิ่งขึ้นทุกที และเจ้าก็จะบอกตัวเองว่า ‘ดีแล้วที่นำเรื่องนี้มาปฏิบัติ  วันนี้ฉันปฏิบัติความจริงแล้ว  ในที่สุดฉันก็ได้เป็นคนซื่อสัตย์สักครั้ง’  เมื่อเจ้าอธิษฐานเช่นนี้ พระเจ้าก็จะประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า  พระองค์จะทรงพระราชกิจในหัวใจของเจ้า และจะทรงดลใจเจ้า เปิดโอกาสให้เจ้ารู้ซึ้งว่าการเป็นคนซื่อสัตย์นั้นให้ความรู้สึกอย่างไร  ต้องมีการนำความจริงไปปฏิบัติกันแบบนี้  แรกเริ่มเลยเจ้าย่อมจะไม่มีเส้นทาง แต่ด้วยการแสวงหาความจริง เจ้าย่อมจะหาเส้นทางพบ(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ เมื่อฉันพูดและอยากหลอกลวงเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของตัวเอง ฉันควรอธิษฐานถึงพระเจ้าทันทีและยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ ฉันควรขัดขืนตัวเองอย่างมีสติและทูลขอการตำหนิและการบ่มวินัยจากพระเจ้า เมื่อถึงเวลาที่ฉันพบว่าตัวเองโกหกหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ฉันก็ควรอธิษฐานถึงพระเจ้า ละทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อฝึกฝนการเป็นคนซื่อสัตย์ และเปิดใจและเปิดเผยตัวเองต่อพี่น้องชายหญิงเพื่อชำแหละเจตนาของฉัน ต่อมา ฉันเริ่มปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างมีสติ ครั้งหนึ่ง ผู้ดูแลขอให้ฉันดำเนินงานอย่างหนึ่งและย้ำเตือนฉันหลายครั้ง ต่อมา ผู้ดูแลถามฉันเกี่ยวกับการดำเนินงานนั้น และฉันก็ตระหนักว่าฉันลืมดำเนินงานนี้ไป ฉันคิดว่า “ถ้าฉันพูดความจริง ผู้ดูแลจะคิดกับฉันยังไง?  เขาจะไม่หาว่าฉันไว้ใจไม่ได้และไม่น่าเชื่อถือเหรอ?  หรือฉันอาจจะควรบอกไปว่าฉันทำไปแล้ว?” ทันทีที่อ้าปากจะโกหก ฉันก็ตระหนักว่าฉันกำลังจะหลอกลวงอีกแล้ว ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ผู้ดูแลถามถึงงานของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็อยากจะโกหกอีกแล้ว ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่หลอกลวงและโกหกพี่น้องชายหญิงอีกต่อไป ข้าพระองค์เต็มใจที่จะพยายามเป็นคนซื่อสัตย์ และทูลขอให้พระองค์ประทานความตั้งใจแน่วแน่ให้ข้าพระองค์ปฏิบัติความจริงและขัดขืนเจตนาที่ไม่ถูกต้องของตนเอง” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็รู้สึกสงบลงและบอกผู้ดูแลว่าฉันลืมดำเนินงานนั้น จากนั้นผู้ดูแลก็ได้สามัคคีธรรมและชี้แนะฉันในประเด็นนี้ และฉันก็ตระหนักว่านี่คือความเบี่ยงเบนในงานของฉัน และฉันเต็มใจที่จะแก้ไข

ผ่านประสบการณ์นี้ ฉันได้เข้าใจอุปนิสัยที่หลอกลวงเบื้องหลังการโกหกและการหลอกลวงของตัวเองขึ้นมาบ้าง และฉันก็พบบางวิธีที่จะแก้ไขการโกหกของฉันและเป็นคนซื่อสัตย์ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 38. ทางเลือกของฉัน

ถัดไป: 48. การยอมรับคำแนะนำและความช่วยเหลือเป็นประโยชน์ต่อฉันอย่างไร

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger