38. ทางเลือกของฉัน
พ่อแม่ฉันเสียชีวิตตั้งแต่ฉันยังเด็ก และฉันกับน้องสาวสองคนอาศัยอยู่กับคุณยายตั้งแต่เล็ก และคุณยายก็เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูเจ้ากับเรา เรามักจะอธิษฐานถึงพระเจ้าและไปคริสตจักรกับคุณยายทุกวันอาทิตย์ หลังจากคุณยายเสียชีวิต ป้ากับลุงก็รับเราไปเลี้ยง และปฏิบัติกับเราเหมือนลูก ป้ามักจะบอกเราว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และเป็นกุญแจสู่การมีอนาคตที่สดใส ฉันจำคำพูดนี้ขึ้นใจ คิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะทิ้งการเรียนไม่ได้ ฉันเรียนหนักมากและยืนกรานจะไปโรงเรียนแม้แต่ตอนป่วย ฉันเรียนได้อันดับต้นๆ ของชั้นเสมอ และได้รับรางวัลและประกาศนียบัตรมากมาย
ในปี 2020 หลังจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ฉันหยุดไปคริสตจักร และเริ่มอ่านพระคัมภีร์ที่บ้าน ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่านักบุญในพระคัมภีร์ที่อุทิศชีวิตให้กับพระเจ้า และค่อยๆ ก่อเกิดความอยากที่จะรับใช้พระเจ้า ฉันเริ่มค้นหากลุ่มเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมทางออนไลน์ และในเดือนสิงหาคม ปี 2020 เพื่อนทางเฟซบุ๊กคนหนึ่งก็ชวนฉันไปร่วมการชุมนุมออนไลน์ ในการชุมนุม พวกเขาเป็นพยานยืนยันกับฉันเรื่องพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ตอนอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ครั้งแรก ฉันรู้สึกประทับใจและตื่นเต้นมากเพราะพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีสิทธิอำนาจ และเผยความล้ำลึกมากมายที่ฉันไม่เคยเข้าใจมาก่อน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงกระตือรือร้นมากที่จะเข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ และในเวลาว่าง ฉันก็ดูภาพยนตร์มากมายจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และคำพยานจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิง หัวใจฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นบานยินดีและการจัดเตรียม
ไม่นานฉันก็เริ่มฝึกให้น้ำผู้มาใหม่ทางออนไลน์ เพราะมีการระบาดใหญ่ ฉันจึงเรียนได้แค่ทางออนไลน์เท่านั้น และมีเวลาว่างเยอะ จึงไม่ยากเกินไปที่จะจัดสมดุลระหว่างหน้าที่และการเรียน เมื่อเวลาผ่านไป ลุงกับป้าเริ่มกังวลว่าหน้าที่จะส่งผลกระทบต่อการเรียน จึงขอให้ฉันหยุดเข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ ฉันกังวลเล็กน้อย โดยคิดว่า “ถ้าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ ฉันจะทำหน้าที่ได้อย่างไรล่ะ? ช่วงหลังมานี้ ผู้มาใหม่เข้ามายอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าฉันไม่ให้น้ำพวกเขาอย่างถูกควร ชีวิตพวกเขาก็จะทนทุกข์ นั่นจะเป็นความผิดฉัน และนั่นจะทำให้ฉันรู้สึกผิดอย่างแน่นอน” ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเลือกที่จะทำหน้าที่ต่อไป วันหนึ่ง ผู้นำส่งข้อความมาถามว่าฉันอยากทำหน้าที่แบบเต็มเวลาไหม ฉันดีใจมากและตกลงทันทีเมื่อได้รับข้อความ เพราะในที่สุดฉันก็จะสามารถใช้เวลาทั้งหมดที่มีสละตัวเองเพื่อพระเจ้า และความปรารถนาของฉันที่จะรับใช้พระเจ้าไปทั้งชีวิตก็จะกลายเป็นจริง แต่ฉันก็กังวลนิดหน่อยด้วย เพราะสงสัยว่า “ถ้าฉันทำหน้าที่เต็มเวลา การเรียนจะเป็นอย่างไร? ถ้าฉันออกจากโรงเรียน อนาคตของฉันจะเป็นอย่างไร? ลุงกับป้าจะรู้สึกอย่างไร? พวกท่านยังคงหวังว่าสักวันหนึ่งฉันจะได้ดูแลพวกท่าน และตอบแทนความรักรวมถึงความพยายามที่พวกท่านทุุ่มเทเลี้ยงดูฉันมา” ในขณะนั้นเอง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ว่า “ไม่ว่าคนเราจะปฏิบัติหน้าที่ใด นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูกควรที่สุด งดงามและยุติธรรมที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระผู้สร้าง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างดำเนินชีวิตภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง พวกเขายอมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้และทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงควรลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ และพระเจ้าก็ทรงลิขิตเอาไว้แล้ว จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าการที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมยุติธรรม สวยงาม และสูงส่งกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำกันขณะดำรงชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ ไม่มีสิ่งใดในหมู่มวลมนุษย์ที่เปี่ยมความหมายหรือควรค่ายิ่งกว่า และไม่มีสิ่งใดทำให้ชีวิตของมนุษย์ทรงสร้างมีความหมายและคุณค่ามากไปกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกแล้ว บนแผ่นดินโลก มีเพียงกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างแท้จริงและจริงใจเท่านั้นที่นบนอบพระผู้สร้าง กลุ่มนี้ไม่ทำตามกระแสนิยมทางโลก พวกเขานบนอบความเป็นผู้นำและการทรงนำของพระเจ้า รับฟังแต่พระวจนะของพระผู้สร้าง ยอมรับความจริงที่พระผู้สร้างทรงแสดง และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระผู้สร้างเท่านั้น นี่คือคำพยานที่แท้จริงที่สุดและก้องกังวานที่สุด เป็นคำพยานที่ดีที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า การที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สามารถทำให้พระผู้สร้างพอพระทัยได้ ย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ไปท่ามกลางมวลมนุษย์ในฐานะเรื่องเล่าขานที่พึงสรรเสริญ สิ่งใดก็ตามที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทำ พวกเขาก็ควรน้อมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข สำหรับมวลมนุษย์แล้ว เรื่องนี้เป็นทั้งความสุขและเกียรติ และสำหรับทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่มีสิ่งใดสวยงามหรือควรค่าแก่การจดจำยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว—นี่คือสิ่งที่เป็นบวก… ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เมื่อคนเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง พวกเขาควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่จะทำยิ่งนัก และพวกเขาควรลุล่วงความรับผิดชอบนี้ เมื่อพูดถึงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นท่ามกลางมวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงพระราชกิจต่อผู้คนคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง แล้วพระราชกิจนั้นคืออะไร? พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงไว้ให้มวลมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความจริงจากพระเจ้าในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ หันมาสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและออกเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุด ก็สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บรรลุความรอดโดยบริบูรณ์ และไม่ตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ร้อนจากซาตานอีกต่อไป นี่คือผลที่พระเจ้าตั้งพระทัยว่าจะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดด้วยการให้มวลมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด)) “ในฐานะสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และคริสตชนผู้เปี่ยมศรัทธา พวกเราทุกคนล้วนมีความรับผิดชอบและภาระผูกพัน ที่จะต้องถวายร่างกายและจิตใจเพื่อเติมเต็มพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยเหตุที่ตัวตนทั้งหมดของพวกเราล้วนมาจากพระเจ้า และดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า หากพวกเรามิได้อุทิศร่างกายและจิตใจเพื่อพระบัญชาของพระเจ้าและสิ่งที่ชอบธรรมของมวลมนุษย์แล้วไซร้ ดวงจิตของพวกเราจะรู้สึกละอายเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนซึ่งได้พลีชีพเพื่อพระบัญชาของพระเจ้า และยิ่งจะละอายมากขึ้นเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ได้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งไว้ให้พวกเรา” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 2: พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง) พระวจนะของพระเจ้าบอกเราอย่างชัดเจนว่า การอุทิศร่างกายและจิตใจเพื่อลุล่วงพระบัญชาของพระเจ้าและเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระองค์ เป็นความรับผิดชอบและข้อผูกพันของเรา หากเราไม่อุทิศร่างกายและจิตใจให้กับพระบัญชาของพระเจ้า และเพียงแต่ใช้ชีวิตเพื่อเนื้อหนัง ชีวิตของเราก็ไร้ความหมาย พระเจ้าทรงหวังว่าเราจะทำหน้าที่ของตัวเองได้และไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และชีวิตของฉันก็มาจากพระเจ้า ฉันจึงควรทำหน้าที่ตัวเอง จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันยังตระหนักอีกด้วยว่าการทำหน้าที่คือเส้นทางสู่การบรรลุความรอดและความเพียบพร้อม และถ้าฉันหยุดทำหน้าที่ ชีวิตฉันก็จะว่างเปล่า และฉันจะดำเนินชีวิตอย่างล้มเหลวหากไม่ได้ความเห็นชอบจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันกล้า และฉันเริ่มมีความอยากที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยและอุทิศชีวิตให้พระองค์ แม้ว่าฉันเต็มใจที่จะละทิ้งทุกอย่างรวมถึงการเรียน เพื่อทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่ฉันก็กังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตตัวเองถ้าฉันละทิ้งการเรียน ฉันสงสัยว่าจะหางานดีๆ ได้ไหมถ้าไม่มีวุฒิการศึกษา และจะเลี้ยงตัวเองในอนาคตได้ไหม ฉันยังจำสิ่งที่ป้าพูดบ่อยๆ ได้ว่า “การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ความรู้เป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด เป็นสิ่งที่ใครก็ขโมยไม่ได้ และเป็นกุญแจสู่อนาคตที่สดใส” ฉันคิดว่าถ้าเรียนไม่เก่ง ฉันจะหางานดีๆ ไม่ได้ และจะไม่มีชีวิตที่มั่นคง ความคิดนี้ทำให้ฉันวิตกกังวลยิ่งกว่าเดิม ณ จุดนั้น ฉันจะจบมัธยมปลายในอีกแค่สองสามเดือน ฉันจึงอยากเรียนมัธยมปลายให้จบก่อน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเรียนไปพร้อมกับทำหน้าที่ในคริสตจักร ฉันอยากทำทั้งสองอย่างให้ดีในเวลาเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วทำได้ยากมาก บางครั้งฉันต้องทำการบ้านและให้น้ำผู้มาใหม่ และใจฉันก็จะฟุ้นซ่าน ฉันจำได้ว่าวันหนึ่งฉันได้การบ้านมา และเมื่อเห็นว่าการบ้านเยอะแค่ไหน ฉันก็สงสัยว่าจะหน้าที่ตัวเองจะเป็นอย่างไรถ้าฉันพยายามทำการบ้านให้เสร็จ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฉันอ่านเนื้อหาที่กำลังเรียน ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจมาก เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ของหลักสูตรไม่สอดคล้องกับความจริง และบางส่วนถึงกับขัดแย้งกับความจริงและปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า เรื่องนี้ทำให้ฉันเจ็บปวดและปั่นป่วนในใจอย่างมาก ฉันรู้สึกราวกับว่าดำเนินชีวิตอยู่ในสองโลก โลกแห่งแสงสว่างและโลกแห่งความมืด และฉันกำลังยืนโดยที่เท้าข้างหนึ่งอยู่ในแสงสว่างและเท้าอีกข้างอยู่ในความมืด ณ จุดนี้ ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าต้องเลือกระหว่างการเรียนกับหน้าที่
ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ผู้คนบางคนเลือกวิชาเอกที่ดีในมหาวิทยาลัยและจบลงด้วยการได้งานที่พึงพอใจหลังจากสำเร็จการศึกษา สร้างก้าวย่างแรกแห่งชัยชนะในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนเรียนรู้และชำนาญในทักษะแตกต่างมากมาย แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยเจอสักงานที่เหมาะสมกับพวกเขา หรือไม่เคยได้ตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ นับประสาอะไรกับอาชีพการงาน กล่าวคือ ณ จุดเริ่มของการเดินทางแห่งชีวิต พวกเขาพบว่าตัวเองติดขัดไปทุกการขยับตัว ถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคปัญหา ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จอับเฉา และชีวิตของพวกเขานั้นไม่แน่นอน ผู้คนบางคนพยายามอย่างขยันขันแข็งในการศึกษาของพวกเขา ทว่ากลับพลาดโอกาสไปอย่างฉิวเฉียดที่จะได้เรียนต่อขั้นอุดมศึกษา พวกเขาดูเหมือนถูกกำหนดชะตากรรมให้ไม่มีวันสัมฤทธิ์ความสำเร็จ ความมุ่งมาดปรารถนาแรกสุดของพวกเขาในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขาได้สลายไปในอากาศ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าถนนที่ทอดไปข้างหน้านั้นราบเรียบหรือขรุขระ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าโชคชะตาของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความปรวนแปรขนาดไหน และดังนั้นจึงมองชีวิตด้วยความมุ่งหวังและความหวาดหวั่น ผู้คนบางคนทั้งที่ไม่ได้มีการศึกษาดีนัก กลับเขียนหนังสือและสัมฤทธิ์ชื่อเสียงในระดับหนึ่ง บางคนแม้ว่าแทบจะไม่รู้หนังสือเอาเสียเลย ก็หาเงินได้จากการทำธุรกิจและด้วยเหตุนั้นจึงสามารถค้ำจุนตัวเองได้… อาชีพที่คนเราเลือก วิธีที่คนเราหาเลี้ยงชีพ ผู้คนควบคุมได้หรือไม่ว่าพวกเขาจะเลือกตัวเลือกที่ดีหรือตัวเลือกที่ไม่ดีในบรรดาสิ่งเหล่านี้? สิ่งเหล่านี้เป็นไปโดยสอดคล้องกับความอยากได้อยากมีและการตัดสินใจของผู้คนหรือไม่? ผู้คนส่วนใหญ่มีความปรารถนาดังต่อไปนี้คือ ทำงานน้อย ได้เงินมาก ไม่ต้องกรำงานตากแดดตากฝน แต่งกายดี เรืองรองรุ่งโรจน์ไปทุกแห่งหน ตระหง่านง้ำเหนือคนอื่น และนำเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา ผู้คนหวังที่จะมีความเพียบพร้อม แต่เมื่อพวกเขาเหยียบย่างก้าวแรกในการเดินทางของชีวิตพวกเขา พวกเขาจึงค่อยๆ มาตระหนักว่า โชคชะตาของมนุษย์นั้นไม่สมประกอบเพียงใด และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่า แม้คนเราสามารถวางแผนการอันอาจหาญสำหรับอนาคตของคนเรา และแม้คนเราอาจเก็บงำความเพ้อฝันอันบ้าบิ่นต่างๆ เอาไว้ แต่ไม่มีใครมีความสามารถหรือพลังอำนาจที่จะทำให้ความฝันของพวกเขาเองเป็นจริงขึ้นมา และไม่มีใครอยู่ในฐานะที่จะควบคุมอนาคตของตนเองได้ จะมีระยะห่างอยู่เสมอระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงต่างๆ ที่คนเราต้องเผชิญ สิ่งต่างๆ ไม่เคยเป็นดั่งที่คนเราต้องการให้พวกมันเป็น และเมื่อเผชิญกับความเป็นจริงต่างๆ ดังกล่าว ผู้คนก็ไม่มีวันที่จะสามารถสัมฤทธิ์ความพึงพอใจหรือความสุขสมใจได้เลย ผู้คนบางคนจะพยายามทุกทางที่จินตนาการได้ จะใช้ความอุตสาหะใหญ่หลวงและการพลีอุทิศที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ของชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของพวกเขา โดยขวนขวายที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมาด้วยวิถีทางแห่งการทำงานหนักของพวกเขาเอง พวกเขาก็ไม่มีวันสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาได้ และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างหัวเด็ดตีนขาดเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีวันไปได้เกินกว่าสิ่งที่โชคชะตาได้จัดสรรไว้ให้พวกเขา ไม่ว่าความสามารถ เชาวน์ปัญญา และพลังใจมีความแตกต่างกันอย่างไร ผู้คนทั้งหมดล้วนเสมอภาคกันเมื่ออยู่ต่อหน้าชะตากรรมซึ่งไม่แยกความต่างระหว่างคนยิ่งใหญ่กับคนตัวเล็ก คนสูงส่งกับคนต่ำต้อย คนที่ได้รับการยกย่องกับคนต่ำศักดิ์ อาชีพที่คนเราเสาะหา สิ่งที่คนเราทำเพื่อเลี้ยงชีพ และความอุดมสมบูรณ์ในโภคทรัพย์ที่คนเราสั่งสมได้ในชีวิตไม่ได้ถูกชี้ขาดโดยบิดามารดาของคนเรา พรสวรรค์ของคนเรา ความพยายามของคนเรา หรือความทะเยอทะยานของคนเรา แต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าโชคชะตาและอนาคตของฉันไม่ได้อยู่ในมือตัวเอง และไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของฉันด้วย สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนถูกกำหนดโดยพระผู้สร้าง ป้าฉันพูดเสมอว่าความรู้เป็นกุญแจสู่อนาคตที่สดใสและความมั่งคั่งที่หาอะไรมาเปรียบมิได้ และคำพูดนี้ได้ฝังรากลึกอยู่ในหัวใจฉัน ทำให้ฉันเชื่อว่าเป็นความจริง ฉันมักจะบอกตัวเองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันต้องไม่เลิกเรียน เพราะนี่คือกุญแจสู่อนาคตที่ประสบความสำเร็จ ว่าถ้าฉันเลิกเรียน โชคชะตาของฉันจะไม่เปลี่ยนแปลง ฉันไม่อยากโตหรือตายอย่างยากจน ฉันจึงเรียนหนัก แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า คำพูดที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจฉันเป็นคำพูดที่ซาตานใช้เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด ส่งผลให้ผู้คนต่อต้านพระเจ้าและปฏิเสธอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ทำให้เราเชื่อว่าโชคชะตาที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับความอุตสาหะของเราเอง และโชคชะตาของคนเราอยู่ในมือของเราเอง ส่งผลให้เราปฏิเสธความจริงที่ว่าโชคชะตาของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง ฉันสงสัยว่าทำไมคนที่มีวุฒิการศึกษาสูงหรือเรียนสาขาวิชาดีๆ หลายคน ถึงได้ลงเอยด้วยการมีอาชีพและความมั่งคั่งที่น้อยกว่าความคาดหมายมาก บางคนกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กหลังจากเรียนจบ บางคนกลายเป็นเกษตรกร บางคนกลายเป็นพนักงานขาย และบางคนหางานไม่ได้ด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน หลายคนที่ไม่ได้เรียนเลย หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เรียนหนัก ตอนนี้กลับร่ำรวยหรือมีชื่อเสียง เมื่อทบทวนสิ่งเหล่านี้ ฉันก็เข้าใจว่าโชคชะตาของเราไม่ได้อยู่ในมือเรา แต่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ดังที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารไม่ใช่หรือ? และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ? จงดูนกทั้งหลายบนฟ้า พวกมันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้รวบรวมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของพวกท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงพวกมันไว้ ท่านไม่ประเสริฐกว่าพวกมันหรือ?” (มัทธิว 6:25-26) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งทุกสิ่งที่เราต้องการ พระองค์ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นกับเรา และฉันไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น ส่วนอนาคตของฉัน ไม่ว่าฉันจะมีกินหรือไม่ มีบ้านอยู่ไหม หรือจะหางานดีๆ ได้ไหม ฉันไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะฉันเพียงแค่ต้องแสวงหาพระเจ้าและไว้วางใจพระองค์ทุกเรื่อง แล้วพระเจ้าจะทรงจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการทุกอย่าง ตอนนั้นฉันรู้สึกสบายใจ และตัดสินใจเลิกเรียนและหันไปให้ความสำคัญกับหน้าที่ แต่ฉันกังวลว่าครอบครัวอาจจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และรู้สึกว่าฉันติดค้างพวกท่านบางอย่าง พวกท่านผ่านอะไรมามากเพื่อเลี้ยงดูฉัน ลุงฉันมักจะทำงานล่วงเวลา และรับงานเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มมาเลี้ยงดูเรา บางครั้งท่านยอมอดเพื่อให้แน่ใจว่าเรามีอาหารพอกิน ความคิดเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกทุกข์ใจมาก แต่ถ้าฉันละทิ้งหน้าที่เพื่อตอบแทนพวกท่าน มโนธรรมของฉันก็จะไม่สงบ
ต่อมาฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บทตอนหนึ่งที่แก้ไขปัญหาของฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้และทรงนำพามนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ประทานชีวิตให้เข้ามาในโลก ลำดับต่อมา มนุษย์ก็มามีพ่อแม่และญาติพี่น้อง และไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ตั้งแต่ครั้งแรกที่มนุษย์เปิดตามองโลกแห่งวัตถุ เขาก็ได้ถูกลิขิตชะตาไว้แล้วให้ดำรงอยู่ภายในการทรงลิขิตของพระเจ้า ลมปราณจากพระเจ้านี่เองที่สนับสนุนสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดทุกชีวิต ตลอดช่วงวัยเจริญเติบโตไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ในช่วงระหว่างกระบวนการนี้ ไม่มีใครรู้สึกว่ามนุษย์กำลังดำรงอยู่และเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของพระเจ้า พวกเขากลับเชื่อว่ามนุษย์กำลังเติบโตภายใต้บุญคุณจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ และเป็นสัญชาตญาณชีวิตของเขานั่นเองที่กำกับการเจริญเติบโตของเขา นี่เป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่รู้ว่าผู้ใดประทานชีวิตให้เขา หรือรู้ว่าตัวเขามาจากไหน นับประสาอะไรที่จะรู้หนทางที่สัญชาตญาณชีวิตสร้างปาฏิหาริย์ เขารู้เพียงว่าอาหารคือพื้นฐานที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินต่อไป ความพากเพียรบากบั่นคือแหล่งกำเนิดแห่งการดำรงอยู่ของชีวิตของเขา และความเชื่อต่างๆ ในจิตใจของเขาคือทุนที่เขาต้องอาศัยพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด เกี่ยวกับพระคุณและการจัดเตรียมของพระเจ้านั้น มนุษย์ไม่รับรู้อันใดเลยอย่างถึงที่สุด และในลักษณะนี้เองที่เขาใช้ชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ไปอย่างสูญเปล่า… คนที่พระเจ้าทรงดูแลทั้งวันทั้งคืนนี้ไม่มีสักคนที่คิดขึ้นมาได้เองว่าจะนมัสการพระองค์ พระเจ้าเพียงแค่ทรงพระราชกิจต่อไปในตัวมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกคาดหวังอะไร ตามที่พระองค์ทรงวางแผนเอาไว้ พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง มนุษย์จะตื่นขึ้นจากฝันของเขาและพลันตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต รวมถึงราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายเพื่อทั้งสิ้นทั้งมวลที่พระองค์ได้ประทานให้เขา และความร้อนใจขณะที่พระเจ้าทรงถวิลหาอย่างรวดร้าวให้มนุษย์หันกลับมาหาพระองค์” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ทุกคน และแม้จะดูเหมือนว่าครอบครัวเราเป็นผู้ที่ดูแลเรา แต่เบื้องหลังนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นพระเจ้าที่ทรงเป็นผู้จัดการเตรียมการสิ่งทั้งหลายและทรงดูแลเรามาตลอดชีวิตของเรา จู่ๆ ฉันก็จำได้ว่าตอนฉันกับน้องสาวยังเป็นเด็ก แม้จะไม่มีพ่อแม่ดูแล เราก็สุขสบาย ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ที่ไหน ผู้คนที่เราพบก็ใจดีและปฏิบัติกับเราเหมือนลูกเสมอ ฉันจำได้ด้วยว่าตอนอายุเจ็ดขวบ ครั้งหนึ่งตอนฉันกับน้องสาวเดินข้ามถนน จู่ๆ รถคันหนึ่งก็พุ่งใส่เราและเกือบจะชนเรา ฉันกับน้องสาวตกใจจนขยับตัวไม่ได้ แต่รถกลับหยุดกะทันหัน และเราก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ อีกครั้งหนึ่ง ฉันเกือบถูกรถสามล้อชนขณะข้ามถนน และรถหยุดกะทันหันเช่นกัน ฉันเองก็ปลอดภัยด้วย เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้ ฉันก็ร้องไห้ไม่หยุด พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างฉันมาตลอด ทรงคอยดูแลคุ้มครองฉัน แต่ฉันกลับไม่ตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันคิดว่าทุกสิ่งที่ฉันมีนั้นเป็นผลมาจากการเสียสละและการทุ่มเทอย่างหนักของลุงกับป้า ความกตัญญูนี้ต่อพวกท่านไม่เคยหายไปจากใจฉัน และฉันหวังจะตอบแทนพวกท่าน จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าทุกสิ่งที่ฉันมีนั้นมาจากความรักและความห่วงใยของพระเจ้า ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ที่สมควรได้รับความรักและความกตัญญูจากฉันมากที่สุด ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันมีข้อผูกพันธ์และความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง หลังจากนั้น ฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานความกล้าให้ฉันบอกครอบครัวเรื่องการตัดสินใจของฉัน
เย็นวันหนึ่ง ฉันส่งข้อความถึงป้า และนี่คือสิ่งที่ฉันเขียน “คุณป้าคะ ตอนที่หนูยังเล็ก คุณยายแบ่งปันข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูเจ้ากับหนูและน้องสาว ท่านสอนวิธีการอธิษฐานถึงพระเจ้าให้กับเรา และทำให้เราเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง หนูได้เห็นว่าพระเจ้าทรงวิเศษและดีงามแค่ไหน ว่าพระองค์ทรงสละทุกอย่างเพื่อมวลมนุษย์ และไม่ว่าเราจะทำบาปมากแค่ไหน พระองค์ก็ทรงให้อภัย ในเมื่อพระเจ้าทรงทำทุกอย่างเพื่อเรา แล้วทำไมผู้คนอย่างเราจะทำหน้าที่ของตัวเองท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าไม่ได้ล่ะคะ? เพราะแบบนี้ หนูจึงตัดสินใจที่จะรับใช้พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง และทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และพระองค์ทรงกำลังปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์เพื่อปลดปล่อยผู้คนจากบาป หนูอยากอุทิศเวลาทั้งหมดของตัวเองให้กับหน้าที่เพื่อทำตามคำสัญญาที่หนูมีต่อพระเจ้า หวังว่าป้าจะยอมรับการตัดสินใจของหนูได้นะคะ” หลังจากส่งข้อความนี้ ฉันก็รู้สึกราวกับหนามในอกถูกบ่งออกไป และฉันรู้สึกดีขึ้นมาก
เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าพูดกับฉันว่า “ชารา หลานแน่ใจหรือว่าจะตัดสินใจแบบนี้? แล้วอนาคตของหลานล่ะ? คุณลุงทุ่มเทเพื่อหลานมามากนะ แล้วหลานจะเลิกเรียนง่ายๆ อย่างนี้น่ะหรือ?” ป้าฉันพูดหลายอย่างที่ทำร้ายจิตใจมากด้วย และฉันรู้สึกเจ็บปวดมากกับสิ่งที่ท่านพูด จากนั้นป้าก็ถามฉันว่า “หลานยังเรียนอยู่ไหม?” ฉันตอบว่า “ไม่เรียนแล้วค่ะ” ป้าโกรธมากเมื่อได้ยินเช่นนี้และขึ้นเสียงว่า “อะไรนะ หลานไม่เรียนเหรอ? หลานคิดอะไรอยู่? ลุงกับป้าทำงานหนักมากเพื่อส่งหลานเรียนหนังสือ แล้วหลานมาทำกับเราแบบนี้น่ะหรือ? ป้าคิดมาตลอดว่าหลานใจดีและฉลาดที่สุดในหมู่พี่น้อง แต่ดูเหมือนว่าป้าจะคิดผิด หลานทำให้เราผิดหวังจริงๆ!” ฉันน้ำตาไหลไม่หยุด เพราะฉันรู้ว่าพวกท่านเสียสละมามากเพื่อฉัน แต่ฉันก็รู้สึกว่าคิดถูกที่เลือกหน้าที่ แต่ไม่ว่าจะพยายามอธิบายกี่ครั้ง ป้าก็ไม่เข้าใจฉันเลย ต่อมาในครัว ฉันส่งข้อความถึงพี่น้องหญิงคนหนึ่ง เล่าสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญ เธอให้กำลังใจฉันและส่งพระวจนะของพระเจ้ามาให้ฉันบทตอนหนึ่งดังนี้ “เจ้าต้องมีความกล้าหาญของเราอยู่ในตัวเจ้า และเจ้าต้องมีหลักธรรมยามเผชิญหน้าญาติพี่น้องที่ไม่เชื่อ อย่างไรก็ตาม เพื่อเรา เจ้าต้องไม่ยอมจำนนต่ออำนาจมืดใดๆ เช่นกัน จงพึ่งพาปัญญาของเราเพื่อที่จะเดินไปบนหนทางที่สมบูรณ์ จงอย่ายอมให้แผนประทุษกรรมใดๆ ของซาตานเกิดผล ทำทุกสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อที่จะนำหัวใจของเจ้ามาวางเบื้องหน้าเรา แล้วเราจะชูใจเจ้า นำสันติสุขและความเบิกบานมาให้เจ้า จงอย่าพยายามทำตัวแบบใดแบบหนึ่งต่อหน้าคนอื่น การทำให้เราพึงพอใจไม่มีคุณค่าและน้ำหนักมากกว่าหรอกหรือ? ในการทำให้เราพึงพอใจนั้น เจ้าจะไม่เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นด้วยสันติสุขและความสุขนิรันดร์และตราบชั่วชีวิตหรอกหรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 10) พระวจนะของพระเจ้ากินใจและทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น และฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงให้กำลังใจ เตือนสติ และกระตุ้นฉันอยู่ ฉันรู้ว่าซาตานกำลังใช้ครอบครัวของฉันเพื่อทดลองและโจมตีฉัน ทำให้ฉันอ่อนแอและอยากให้ฉันถอยหนี แต่ฉันไม่อาจยอมจำนนต่อซาตานได้ ไม่ว่าครอบครัวฉันจะปฏิบัติกับฉันอย่างไร ฉันก็ต้องตั้งมั่นในคำพยานของฉันเพื่อทำให้ซาตานอับอาย! ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ซาตานกำลังโจมตีข้าพระองค์ และข้าพระองค์อ่อนแอและไร้พละกำลัง โปรดประทานความเข้มแข็ง ดูแลหัวใจของข้าพระองค์ และปกป้องข้าพระองค์จากแผนการของซาตานด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็เกิดความกล้าและรู้สึกเต็มใจที่จะพึ่งพาพระเจ้าเพื่อเผชิญสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึง ไม่นานหลังจากนั้น ลุงของฉันก็กลับมา เมื่อเห็นลุง ฉันก็อดรู้สึกหวั่นใจอีกไม่ได้ ลุงพูดว่า “หลานอยากไปรับใช้พระเจ้าในคริสตจักร หลานอยากทำอย่างนั้นจริงๆ หรือ?” ฉันพยักหน้า ลุงถามอีก “ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม?” ฉันบอกว่า “ใช่ค่ะ” ฉันนึกว่าลุงจะโกรธมาก แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อลุงบอกว่า “เอาล่ะ ถ้าหลานตัดสินใจอย่างนั้น ลุงก็จะไม่ห้าม ชารา ลุงสัญญากับแม่หลานไว้ว่า จะดูแลหลานกับน้อง และทำให้พวกหนูได้เรียนหนังสือให้ได้ และในเมื่อลุงจัดการเรื่องนั้นให้แล้ว ลุงก็จะไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของหลานอีกต่อไป ตราบใดที่หลานจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจนี้ภายหลัง ก็ทำสิ่งที่หลานอยากทำเถอะ” ณ จุดนั้น ฉันอดร้องไห้ไม่ได้ ฉันไม่นึกว่าลุงจะใจเย็นขนาดนั้น ฉันได้เห็นว่าทุกคนรอบตัวฉันอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า และฉันก็ขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ!
แต่ฉันต้องแปลกใจเมื่อวันหนึ่งลุงเปลี่ยนใจกะทันหัน และขอพบพี่น้องชายหญิง โดยบอกว่าห้ามฉันไปจนกว่าท่านจะได้พบพวกเขา ฉันต้องให้โทรศัพท์กับลุงตอนสองทุ่ม และเข้าร่วมการชุมนุมไม่ได้ และถ้าฉันไม่ยอมให้โทรศัพท์ ลุงก็จะไล่ฉันออกจากบ้าน เมื่อได้ยินลุงพูดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวมาก เพราะลุงค่อนข้างเข้มงวด ฉันจึงไม่กล้าขัดคำสั่งท่าน แต่มีผู้มาใหม่ที่ฉันต้องให้น้ำตอนสองทุ่มด้วย และถ้าลุงริบโทรศัพท์ไป ฉันจะให้น้ำพวกเขาได้อย่างไร? พอคิดอย่างนี้ ฉันก็ไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้ ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ตอนนี้ข้าพระองค์ทำอะไรไม่ได้เลย ข้าพระองค์ขอไว้วางใจมอบสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองให้กับพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็คิดว่าทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว และฉันต้องพึ่งพาพระเจ้า ยืนเคียงข้างพระองค์ และไม่ยอมให้แผนการของซาตานลุล่วง พอคิดอย่างนี้ ฉันก็รู้สึกได้รับความรู้แจ้งและตัดสินใจว่าจะให้น้ำผู้มาใหม่ เมื่อถึงเวลาสองทุ่ม ลุงไม่ได้ริบโทรศัพท์ฉัน และฉันเข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ตามปกติ ที่น่าแปลกใจคือลุงไม่ได้พูดอะไรหรือขัดจังหวะการชุมนุมออนไลน์เลย และอยู่เงียบๆ จนกระทั่งฉันจบการชุมนุมกับผู้มาใหม่ ในช่วงเวลานั้น ฉันอดร้องไห้ไม่ได้ ฉันได้เห็นว่าไม่ว่าลุงจะเข้มงวดเพียงใด ท่านก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และอยู่ภายใต้อธิปไตยและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าด้วย ฉันนึกว่าการถูกลุงข่มเหงได้จบลงไปแล้ว แต่ลุงยังคงขวางทางฉันต่อไป บางครั้งฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำไมลุงถึงเปลี่ยนใจกะทันหันและเริ่มต่อต้านฉัน?” จนกระทั่งฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ว่า “เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจ—เมื่อพระเจ้าเอาพระทัยใส่คนคนหนึ่งและทรงพินิจพิเคราะห์เขา และเมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าเขาคู่ควรและทรงเห็นชอบเขา—ซาตานก็จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิด พยายามชักพาให้หลงผิดและทำร้ายเขาอย่างร้ายแรง ในเมื่อพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะได้คนคนนี้มา ซาตานจึงทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวาง โดยใช้วิธีการอันน่ารังเกียจต่างๆ นานาเพื่อก่อกวนและทำลายพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่มิอาจเอ่ยออกมาได้ของมัน วัตถุประสงค์นี้คืออะไร? มันไม่ต้องการให้พระเจ้าได้ใครไปเลย มันต้องการฉกฉวยผู้ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะได้มา เพื่อที่มันจะสามารถครอบครอง ควบคุม และครอบงำพวกเขาได้ เพื่อให้พวกเขาบูชามันและเข้าร่วมกับมันในการทำชั่วเพื่อต่อต้านพระเจ้า นี่คือแรงจูงใจอันชั่วร้ายของซาตานไม่ใช่หรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4) “พระราชกิจทุกขั้นตอนที่พระเจ้าทรงกระทำภายในตัวผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการรบกวนของมนุษย์ แต่เบื้องหลังทุกขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และทั้งหมดก็ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานที่พวกเขามีให้พระเจ้า เพื่อเป็นตัวอย่าง จงดูเมื่อโยบถูกทดสอบ กล่าวคือ หลังฉากนั้น ซาตานกำลังทำการเดิมพันกับพระเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโยบนั้นคือการกระทำของมนุษย์และการรบกวนของพวกมนุษย์ เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังทั้งหมดนั้นคือการสู้รบ… เมื่อพระเจ้าและซาตานทำการสู้รบในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ เจ้าควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอย่างไร และเจ้าควรตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าต่อพระองค์อย่างไร? เจ้าควรรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้าเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่และเป็นเวลาที่พระเจ้าจำเป็นต้องทรงให้เจ้าเป็นคำพยาน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าพระเจ้าทรงประสงค์จะช่วยผู้คนให้รอด และซาตานไม่อยากให้ผู้คนติดตามพระเจ้าอย่างอิสระ และไม่อยากให้พระเจ้าได้ใครเพิ่ม ดังนั้นเมื่อผู้คนอยากเข้าใกล้และนมัสการพระเจ้า ซาตานจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะรบกวนและขัดขวางไม่ให้พวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ฉันได้เห็นว่าซาตานชั่วร้ายและไร้ยางอายเพียงใด! ดูจากภายนอก สิ่งที่ฉันกำลังต่อกรคือการขัดขวางและตีกรอบจากครอบครัว แต่เบื้องหลังสิ่งนี้คือการรบกวนของซาตาน ซาตานใช้ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายรอบตัวฉันเพื่อขัดขวางไม่ให้ฉันติดตามพระเจ้า นี่คือเป้าหมายอันมุ่งร้ายของซาตาน และฉันเริ่มเกลียดซาตานยิ่งกว่าเดิม พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าควรรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้าเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่และเป็นเวลาที่พระเจ้าจำเป็นต้องทรงให้เจ้าเป็นคำพยาน” ไม่ว่าซาตานจะรบกวนและขัดขวางฉันอย่างไร ฉันก็จะตั้งมั่นในคำพยานของฉันและทำให้ซาตานอับอาย! นอกจากนี้ ฉันยังคิดถึงสิ่งที่โยบเผชิญ เบื้องหลัง ซาตานได้พนันกับพระเจ้า แล้วโยบได้รับความทุกข์ทางร่างกาย อารมณ์ และจิตวิญญาณต่างๆ นานา โยบทนรับความยากลำบากมากมายโดยไม่กบฏต่อพระเจ้าหรือตีตัวออกห่างพระองค์ และแม้แต่ตอนที่ภรรยาของเขารบกวนและโจมตีเขาเพื่อให้เขาละทิ้งความเชื่อในพระเจ้า เขาก็ยังมั่นคง ในที่สุด ซาตานก็เห็นว่าโยบยังคงไม่ปฏิเสธหรือทรยศพระเจ้าแม้จะต้องทนทรมานแสนสาหัส และซาตานก็ถอยหนีด้วยความอับอาย เมื่อคิดเช่นนี้ ความมุ่งมั่นของฉันที่จะติดตามพระเจ้าจึงแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม ต่อมาลุงพาญาติๆ มาที่บ้านเกือบทุกวันเพื่อพยายามโน้มน้าวให้ฉันเปลี่ยนใจ ลุงพูดว่า “ตอนนี้สำหรับหลาน อะไรสำคัญกว่ากัน หน้าที่หรือครอบครัว? เลือกเอา!” พวกเขาพูดหลายอย่างที่ต่อต้านและปฏิเสธพระเจ้าด้วย และฉันเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาที่ต่อต้านและเกลียดชังพระเจ้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามโน้มน้าวหรือขัดขวางฉันอย่างไร ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนการตัดสินใจของฉันได้ ฉันยังคงทำหน้าที่ต่อไปและเก็บข้าวของเพื่อออกจากบ้าน ตอนนี้พอได้ทำหน้าที่ร่วมกับพี่น้องชายหญิงแล้ว ฉันก็รู้สึกสบายใจและสงบสุข ในที่สุดฉันก็สามารถติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ!