57. เหตุใดการแนะนำผู้อื่นจึงยากเย็นนัก?

ผมรับผิดชอบงานออกแบบกราฟิกในคริสตจักร และนอกจากทำงานออกแบบของตัวเองแล้ว ทุกวัน ผมยังต้องติดตามงานของทีมและแก้ปัญหาของเหล่าพี่น้องชายหญิงด้วย ถึงแม้ว่าผมจะยุ่งทุกวัน แต่ทุกครั้งที่เหล่าพี่น้องชายหญิงมีปัญหาและมาถามผม และโดยทั่วไปก็ยอมรับคำแนะนำทั้งหมดที่ผมให้พวกเขา ผมรู้สึกมีความสุขและชื่นชมความรู้สึกนี้ของการได้รับการนับถือจากทุกคน

ต่อมา เหล่าพี่น้องชายหญิงใหม่จำนวนหนึ่งเข้าร่วมทีม พวกเขายังไม่เก่งในงานออกแบบกราฟิก และต้องการความช่วยเหลือและการแนะแนวจากผม ในทันใดนั้น ผมก็รู้สึกกดดันมาก ทุกวันผมต้องทำงานออกแบบกราฟิกด้วยตัวเอง และยังต้องกำกับเหล่าพี่น้องชายหญิงและติดตามงานของคนอื่นๆ ด้วย ผมรู้สึกว่ามันเกินกำลังของผมแล้ว แต่ผมคงจะไม่เป็นไร ถ้ามีใครสักคนมาร่วมงานกับผม ผมนึกถึงเชเยนน์ เธอชำนาญด้านเทคโนโลยี มีความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของเธอ และโดยทั่วไปก็สามารถทำงานที่ผมไว้วางใจมอบหมายให้เสร็จได้อย่างจริงจัง ผมอยากจะแนะนำเชเยนน์ให้กับผู้ดูแลพิจารณาและเลื่อนขั้นเธอเป็นหัวหน้าทีมเพื่อที่จะได้ร่วมงานกับผม หากเราแบ่งภาระงานกัน งานของเราก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อมีปัญหาเราก็สามารถหารือกันได้ แต่เมื่อผมกำลังจะบอกผู้ดูแล จู่ๆ ผมก็คิดว่า “ถ้าเชเยนน์ได้เป็นหัวหน้าทีมจริง จะมีวันที่เธอมาแย่งความโดดเด่นของผมไหม?  ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อเหล่าพี่น้องชายหญิงเจอความยากลําบากต่างๆ พวกเขาจะไม่มาปรึกษาผม และสถานะของผมในหัวใจพวกเขาก็จะไม่สูงเหมือนเดิม การได้เป็นหัวหน้าทีมเป็นผลจากการทำงานและความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของผม ผมได้สอนเทคนิคการออกแบบกราฟิกให้ทุกคนและช่วยแก้ปัญหาและความยากลําบากต่างๆ ให้พวกเขา ตอนนี้ถ้าผมแนะนำเชเยนน์ ผมก็ต้องแบ่งสถานะและอำนาจของผมให้เธอครึ่งหนึ่ง ผมจะไม่เสียเปรียบหรอกหรือ?”  เมื่อผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมจึงกลืนการแนะนำเชเยนน์ของตัวเองกลับไป ผมคิดว่า “แค่รออีกหน่อย คิดให้รอบคอบมากขึ้น ยอมลำบากอีกสักหน่อย บางทีผมอาจจะรับมือกับงานได้จริงๆ และสุดท้ายเครดิตทั้งหมดก็จะเป็นของผม” หลังจากนั้นไม่นาน คริสตจักรได้มอบหมายงานอื่นให้ผม ทำให้ผมไม่มีเวลาพอที่จะติดตามงานและการศึกษาทักษะวิชาชีพของเหล่าพี่น้องชายหญิง ผมเริ่มกังวลว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ งานฝึกฝนผู้คนจะล่าช้าอย่างแน่นอน เวลาและพลังงานของผมมีจำกัดเกินไป ผมจึงหวังจะแนะนำเชเยนน์ให้ผู้ดูแลอีกครั้ง แต่เมื่อผมกำลังจะพูดจริงๆ ผมก็ลังเลอีกครั้งว่า “ผมเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในงานทั้งหมดของทีม และถ้ามีหัวหน้าทีมสองคน ผมจะสูญเสียอำนาจนี้ ผมจะต้องหารือและพูดคุยเรื่องต่างๆ กับอีกคนและคำพูดของผมจะมีคุณค่าไม่เท่าเดิม ทำไมตอนนี้ผมไม่แบกรับงานไว้คนเดียวก่อนล่ะ?  ถ้ามีบางงานที่ผมไม่มีเวลากำกับดูแล ผมก็จะค่อยๆ ติดตามไปทีละเล็กละน้อย อีกอย่าง การปลูกฝังผู้คนไม่ได้เกิดขึ้นในวันสองวัน และผมไม่ได้ตั้งใจขัดขวางหรือก่อกวนสิ่งต่างๆ ผมแค่ไม่ได้แนะนำใครเพิ่มเติม พระเจ้าคงไม่ทรงกล่าวโทษผมหรอก” ต่อมา งานฝึกฝนผู้คนดำเนินไปอย่างล่าช้า และทุกครั้งที่ผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกผิด ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า จากสถานการณ์ด้านบุคลากรและภาระงานในตอนนี้ การมีหัวหน้าทีมสองคนร่วมงานกันจะเป็นประโยชน์ต่องาน ข้าพระองค์อยากจะแนะนำเชเยนน์ แต่พูดออกมาไม่ได้ ทำไมการแนะนำผู้อื่นถึงยากสำหรับข้าพระองค์นัก?  โปรดให้ความรู้แจ้งและนำทางข้าพระองค์ให้เข้าใจปัญหาของตัวเองด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ผมเปิดเผยสภาวะของตัวเองต่อผู้นำ ละผู้นำได้ส่งพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนมาให้ผม พระเจ้าตรัสว่า “ในฐานะผู้นำคริสตจักร เจ้าไม่เพียงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น เจ้ายังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะค้นพบและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และเจ้าต้องไม่ริษยาหรือกดขี่คนเหล่านี้เด็ดขาด  การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานของคริสตจักร  หากเจ้าสามารถบ่มเพาะผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงไม่กี่คนให้ความร่วมมือกับเจ้าและทำงานแต่ละงานได้ดี และในท้ายที่สุด พวกเขาทุกคนล้วนมีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่ได้มาตรฐาน  หากเจ้าสามารถจัดการทุกสิ่งได้ตามหลักธรรม เช่นนั้นเจ้าก็กำลังอุทิศตนอยู่  บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น  นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ?  เช่นนั้นก็เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด?  เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่โปรดพวกเขา  หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม  หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  เมื่อผมอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่า เหล่าผู้นำและคนทำงานควรเรียนรู้วิธีค้นหาและฝึกฝนผู้คนที่มีความสามารถ เพราะสิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักรและยังเป็นมโนธรรมและสำนึกที่ผู้คนควรมีด้วย หากผู้ใดมีความกังวลว่าการแนะนำผู้อื่นอาจกระทบต่อสถานะของตนเองและกดขี่เหล่าผู้มีความสามารถ นี่คือการอิจฉาคนเก่งและเป็นการเห็นแก่ตัวและต่ำช้า ผมจึงทบทวนตนเอง เหล่าพี่น้องชายหญิงบางคนเพิ่งเริ่มฝึกการออกแบบกราฟิก พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาเทคนิคทางวิชาชีพของพวกเขา งานนี้หนักเกินไปที่ผมจะรับผิดชอบเพียงลำพัง และผมเข้าใจชัดเจนว่าต้องมีคู่ร่วมงานเท่านั้น ผมจึงจะแบกรับงานนี้ได้ และเชเยนน์ก็เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าทีมและการแนะนำเธอจะเป็นประโยชน์ต่องาน อย่างไรก็ตาม ผมกังวลว่าหากเธอทำงานได้ดีกว่าผม เหล่าพี่น้องชายหญิงจะนับถือเธอและละเลยผมและผมจะสูญเสียสถานะของตัวเอง ผมเชื่อว่าผมจะเสียประโยชน์ ผมจึงไม่แนะนำเชเยนน์ ผมยังคิดอีกว่าหากผมอดทนต่อการทนทุกข์มากมายได้และยอมลำบากอย่างมากเพื่อรับภาระงานนี้ สุดท้ายเครดิตทั้งหมดก็จะเป็นของผมคนเดียว ผมจึงกัดฟันทำงานด้วยตัวเอง ส่งผลให้งานฝึกฝนผู้คนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า จริงๆ แล้ว พระเจ้าทรงยกชูผมและทรงมีเมตตาต่อผมโดยทรงให้ผมทำหน้าที่หัวหน้าทีม แต่ผมกลับไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่เพียงแต่ผมจะไม่ฝึกฝนผู้มีความสามารถ ผมยังกังวลว่าเชเยนน์อาจทำหน้าที่ได้ดีและแซงหน้าผม ผมมองเห็นงานล่าช้าลง แต่ก็ยังไม่เต็มใจที่จะแนะนำเธอ ในการทำหน้าที่ ผมสนใจเพียงการปกป้องชื่อเสียง ผลประโยชน์และสถานะของตัวเอง และไม่ได้คำนึงถึงความก้าวหน้าหรือผลลัพธ์ของงานเลย ผมช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกินและไม่ได้แสดงความจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนแม้แต่น้อย!

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า  “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร การร่วมมือกับผู้อื่นยากหรือไม่?  อันที่จริงแล้วไม่ยาก  พวกเจ้าสามารถพูดว่าง่ายด้วยซ้ำ  แต่เหตุใดผู้คนจึงยังคงรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องยาก?  เพราะพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  สำหรับผู้ที่ครองสภาวะความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และเหตุผล การร่วมมือกับผู้อื่นนั้นค่อนข้างง่าย และพวกเขาสามารถรู้สึกได้ว่านี่เป็นบางสิ่งที่ชวนให้ชื่นบาน  นี่เป็นเพราะการที่ใครสักคนจะทำสิ่งทั้งหลายให้สำเร็จลุล่วงด้วยตนเองไม่ใช่การง่าย และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสายงานใดหรือพวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม การมีใครบางคนอยู่ในที่นั้นด้วย ชี้แจงสิ่งต่างๆ และให้ความช่วยเหลือย่อมดีเสมอ—ง่ายกว่าการทำสิ่งนั้นด้วยตนเองเป็นอันมาก  นอกจากนี้ยังมีขีดจำกัดในสิ่งที่ขีดความสามารถของผู้คนสามารถทำได้หรือสิ่งที่พวกเขาสามารถมีประสบการณ์ด้วยตนเองได้อีกด้วย  ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญทุกศาสตร์ กล่าวคือ เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลหนึ่งๆ จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ สำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่าง—นั่นเป็นไปไม่ได้ และทุกคนควรมีเหตุผลเช่นนี้  ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ เจ้าจำเป็นจะต้องมีใครสักคนอยู่ตรงนั้นเสมอเพื่อคอยช่วยเหลือเจ้า ให้คำชี้แนะและคำแนะนำ หรือร่วมมือทำสิ่งต่างๆ กับเจ้า  นี่เป็นทางเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าเจ้าจะทำสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้องยิ่งขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะหลงผิดน้อยลง—นี่จึงเป็นเรื่องดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับใช้พระเจ้านั้นเป็นเรื่องใหญ่ และการไม่แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองก็อาจทำให้เจ้ามีภัยได้!  ผู้คนมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน สามารถต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้าเมื่อใดและที่ใดก็ได้  ผู้คนที่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานสามารถปฏิเสธ ต่อต้าน และทรยศพระเจ้าได้ทุกเมื่อ  ศัตรูของพระคริสต์นั้นโง่เขลามาก พวกเขาไม่ตระหนักในเรื่องนี้ คิดไปว่า ‘กว่าจะมีอำนาจ ฉันก็เจอปัญหามามากพอแล้ว จะแบ่งอำนาจให้ใครอื่นเพื่ออะไร?  การมอบอำนาจให้คนอื่นหมายความว่าฉันจะไม่มีอำนาจเป็นของตัวเองไม่ใช่หรือ?  แล้วถ้าไม่มีอำนาจ ฉันจะแสดงความสามารถพิเศษและฝีมือของตัวเองได้อย่างไร?’  พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้ผู้คนนั้นไม่ใช่อำนาจหรือสถานะ แต่เป็นหน้าที่  ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับแต่อำนาจและสถานะเท่านั้น พวกเขาละเลยหน้าที่ และไม่ทำงานจริง  แต่กลับไล่ตามไขว่คว้าเพียงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ เอาแต่อยากชิงอำนาจ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และหลงระเริงกับผลประโยชน์จากสถานะเท่านั้น  การทำสิ่งต่างๆ แบบนี้อันตรายมาก—นี่คือการต่อต้านพระเจ้า!(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  พระเจ้าตรัสว่าไม่มีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกสิ่ง เราทุกคนจำเป็นต้องมีผู้อื่นมาร่วมงานและช่วยเหลือเรา เพื่อชดเชยข้อบกพร่องของเราโดยการเรียนรู้จากกันและกัน ด้วยวิธีนี้ เราสามารถลดความผิดพลาดและข้อเบี่ยงเบนในงานของเราและลุล่วงหน้าที่ของเราร่วมกันเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสำนึกนี้ พวกเขาปรารถนาที่จะผูกขาดอำนาจและมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดอยู่เสมอ และไม่เคยต้องการร่วมงานกับผู้อื่นหรือให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในงานของพวกเขา ผมตระหนักว่าผมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันผ่านการทบทวน ผมยุ่งเกินกว่าจะทำหน้าที่หัวหน้าทีมคนเดียว และมีงานมากมายที่ผมไม่สามารถจัดการและดำเนินการได้ทันท่วงที แต่เมื่อผมอยากจะแนะนำเชเยนน์ ผมกลับกังวลว่าอำนาจของตนเองจะถูกลดทอนลง ผมเชื่อว่าการแนะนำเชเยนน์ให้เป็นคู่ร่วมงานของผม จะเท่ากับการสละอำนาจในฐานะหัวหน้าทีมของผม ผมจะไม่สามารถมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด ตัดสินใจทุกเรื่อง หรือแสดงตัวต่อหน้าเหล่าพี่น้องชายหญิงได้อีกต่อไป ผมจึงไม่อยากแนะนำเชเยนน์ ผมค้นพบเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่สามารถแนะนำผู้อื่นหรือร่วมงานกับพวกเขาได้ นั่นเป็นเพราะผมไม่สามารถปล่อยวางอำนาจและสถานะที่อยู่ในมือของผมได้ ผมให้ความสำคัญกับอำนาจมากเกินไป

ต่อมา ผมพยายามแสวงหาคำตอบว่าทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับอำนาจและสถานะมากนัก ผมได้อ่านบทตอนจากพระวจนะของพระเจ้าและได้รับความรู้เกี่ยวกับตัวเองบางประการ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สถานะและความมีหน้ามีตาคือชีวิตของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ทิศทางชีวิตของพวกเขาเป็นเช่นไร ทั้งหมดล้วนวนเวียนอยู่กับความมีหน้ามีตาและการมีสถานะที่สูงส่ง  และเป้าหมายนี้ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่มีวันวางสิ่งเหล่านี้ลงได้เลย  นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นแก่นแท้ของพวกเขา  ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปไว้ในป่าดึกดำบรรพ์ลึกเข้าไปในภูเขา พวกเขาก็ยังจะไม่ปล่อยมือจากการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ  ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มใดก็ตาม สิ่งที่พวกเขาคิดถึงก็ยังคงเป็นเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะ  แม้ศัตรูของพระคริสต์จะเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขากลับถือว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะเทียบเท่ากับความเชื่อในพระเจ้า และวางสองสิ่งนี้ไว้ในระดับเดียวกัน  กล่าวคือ ขณะที่พวกเขาเดินบนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเองด้วย  อาจกล่าวได้ว่า ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ การไล่ตามเสาะหาความจริงในการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ และการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะก็คือการไล่ตามเสาะหาความจริงเช่นกัน—การได้รับความมีหน้ามีตาและสถานะคือการได้รับความจริงและชีวิต  หากพวกเขารู้สึกว่าตนไม่ได้รับชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะ ไม่มีใครยกย่องพวกเขา นับถือพวกเขา หรือติดตามพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาก็จะท้อแท้ พวกเขาเชื่อว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่มีประโยชน์และไม่มีคุณค่าเลย และพวกเขาสงสัยอยู่ภายในใจว่า ‘ฉันล้มเหลวไปแล้วหรือที่เชื่อในพระเจ้าเช่นนี้?  ฉันไม่มีความหวังเลยหรือ?’  พวกเขามักจะคิดคำนวณเรื่องเหล่านี้อยู่ในหัวใจของตน  พวกเขาคิดคำนวณว่าจะสร้างสถานะให้ตัวเองในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร จะมีความมีหน้ามีตาอันสูงส่งในคริสตจักรได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนรับฟังเวลาที่พวกเขาพูด และยกย่องพวกเขาเวลาที่พวกเขากระทำการได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนติดตามพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนได้อย่างไร และจะมีเสียงที่มีอิทธิพลในคริสตจักร รวมทั้งมีชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้อย่างไร—พวกเขามุ่งเน้นสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจจริงๆ  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนเช่นนี้ไล่ตามไขว่คว้า  เหตุใดพวกเขาจึงให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ?  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า หลังจากฟังคำเทศนา พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้จริงๆ หรือ พวกเขาไม่สามารถแยกแยะทั้งหมดนี้ได้จริงๆ หรือ?  พระวจนะของพระเจ้าและความจริงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมโนคติอันหลงผิด แนวคิด และความคิดเห็นของพวกเขาได้จริงๆ หรือ?  ไม่ใช่อย่างนั้นเลย  ปัญหาอยู่ที่ตัวพวกเขา ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขาไม่รักความจริง เพราะในหัวใจของพวกเขารังเกียจความจริง และผลก็คือ พวกเขาไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิง—ซึ่งนั่นถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะอยู่ที่ไหนหรือทำงานใด พวกเขาจะไม่มีวันเลิกไล่ตามเสาะหาสถานะ พวกเขาเชื่อว่าตราบเท่าที่พวกเขาได้รับสถานะและอำนาจ พวกเขาจะได้รับคำสรรเสริญและการยกย่องจากผู้คน รวมถึงมีเกียรติยศ สิทธิในการพูดและสิทธิในการตัดสินใจ พวกเขาเชื่อว่าชีวิตเช่นนี้มีคุณค่าและความหมาย และหากพวกเขาไม่มีสถานะก็เหมือนถูกแย่งชิงชีวิตไป ผมเป็นเช่นนี้เลย ผมได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพิษของซาตาน เช่น “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ และจงนำพาเกียรติมาเผื่อบรรพบุรุษของเจ้า” และ “จ่าฝูงมีได้เพียงหนึ่ง” ดังนั้น ตั้งแต่วัยเด็ก ผมตั้งตารอที่จะสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองเมื่อโตขึ้น เพื่อให้ทุกคนเคารพผมและให้ผมเป็นศูนย์กลางไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมจำได้ว่าตอนเริ่มเข้าวิทยาลัย ผมแบ่งความรับผิดชอบในการเป็นหัวหน้าชั้นกับนักศึกษาอีกคน หลังจากนั้นไม่นาน ผมรู้สึกว่าการมีหัวหน้าชั้นสองคนทำให้ผมไม่ได้โดดเด่น ผมจึงเสนอว่าระหว่างพวกเราควรเลือกหัวหน้าชั้นเรียนคนใดคนหนึ่ง ผมตั้งตารอที่จะได้รับเลือก เพื่อที่จากนั้นผมจะได้เป็นศูนย์กลางของทุกคนและเป็นผู้อยู่สูงสุดในทั้งชั้นเรียน แต่ผมก็ลงเอยด้วยการแพ้ เนื่องจากผมไม่ได้เป็นหัวหน้าชั้น ผมจึงปฏิเสธตำแหน่งอื่นๆ ในคณะกรรมการชั้นเรียนทั้งหมดและไม่ทำหน้าที่ใดเลย เมื่อผมมาที่คริสตจักร ผมยังคงยึดการได้รับสถานะเป็นเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของผม ผมเชื่อว่าในฐานะหัวหน้าทีมคนเดียว ผมจะมีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายและทุกคนจะเคารพผม เมื่อถึงเวลาแนะนำเชเยนน์ ผมเชื่อว่าการทำเช่นนั้น จะทำให้เธอมาแบ่งสถานะและอำนาจของผม และเมื่อวันหนึ่งเธอทำงานได้ดีกว่าผม ผมจะเสียอำนาจในการตัดสินใจ และไม่มีโอกาสได้ชื่นชมกับความเหนือกว่าที่ทุกคนยกย่องผมและรับฟังสิ่งที่ผมพูดอีกต่อไป เพราะเหตุนี้ ผมจึงเลือกที่จะให้งานล่าช้าแทนที่จะเสนอชื่อเธอ ผมกลายเป็นทาสของสถานะ ผมนึกถึงตอนนั้นที่ผมละโมบผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งและไม่ได้ทำงานที่แท้จริง ผมจึงทำการกระทำผิดและถูกปลด นั่นคือเวลาที่ผมเห็น ว่าการใช้ชีวิตตามปรัชญาและกฎของซาตาน มีแต่จะทำให้ผมเดินในเส้นทางที่ผิดและต่อต้านพระเจ้าโดยไม่ตั้งใจ

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งว่า “ใครก็ตามที่ไล่ตามไขว่คว้าแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แทนที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ย่อมกำลังเล่นกับไฟและเล่นกับชีวิตของตนเอง  ผู้ที่เล่นกับไฟและชีวิตของตนย่อมจะพาให้ตัวเองจบสิ้นได้ทุกขณะ  วันนี้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน เจ้ากำลังรับใช้พระเจ้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา  เจ้าไม่ได้กำลังทำสิ่งต่างๆ เพื่อใครทั้งสิ้น และยิ่งไม่ได้ทำงานเพื่อชำระค่าใช้จ่ายและหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว แต่เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนในคริสตจักร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่นี้มาจากพระบัญชาของพระเจ้า  ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่แสดงนัยว่าอย่างไร?  ว่าเจ้าจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนและพร้อมชี้แจงต่อพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีหรือไม่ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วต้องมีคำอธิบายต่อพระเจ้า และต้องมีผลลัพธ์  นี่เป็นเพราะสิ่งที่เจ้าน้อมรับเอาไว้คือพระบัญชาของพระเจ้า เป็นความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ และไม่ว่าความรับผิดชอบนี้จะสำคัญหรือเล็กน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จริงจัง  จริงจังขนาดไหน?  ถ้ามองในวงแคบ นี่คือเรื่องที่ว่าเจ้าสามารถได้มาซึ่งความจริงในชีวิตนี้หรือไม่และพระเจ้าทรงมองเจ้าว่าอย่างไร  ถ้ามองภาพให้กว้างขึ้น นี่สัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสในอนาคตและชะตากรรม รวมทั้งจุดจบของเจ้า ถ้าเจ้าทำความชั่วและต่อต้านพระเจ้า เจ้าก็จะถูกกล่าวโทษและลงทัณฑ์  พระเจ้าทรงบันทึกทุกสิ่งที่เจ้าทำเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน พระเจ้าทรงมีหลักธรรมและมาตรฐานของพระองค์เองว่าจะให้คะแนนและประเมินอย่างไร พระเจ้าทรงพิจารณาจุดจบของเจ้าตามทุกสิ่งที่เจ้าปฏิบัติในหน้าที่ของเจ้า  นี่เป็นเรื่องจริงจังหรือไม่?  จริงจังโดยแท้!  ดังนั้น หากเจ้าได้รับมอบหมายงานสักงาน นั่นเป็นเรื่องที่เจ้าต้องจัดการด้วยตนเองหรือไม่? (ไม่ใช่) งานนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง แต่เป็นงานที่จำเป็นต้องให้เจ้ารับผิดชอบ  ความรับผิดชอบเป็นของเจ้า เจ้าต้องทำพระบัญชานั้นให้สำเร็จ  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับอะไรบ้าง?  เกี่ยวพันกับการให้ความร่วมมือ เกี่ยวพันว่าควรให้ความร่วมมือในการรับใช้อย่างไร ควรให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไร ควรให้ความร่วมมือในการทำให้พระบัญชาสำเร็จได้อย่างไร และให้ความร่วมมืออย่างไรจึงจะเป็นการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  เรื่องนี้เกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  ผมรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้าจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า  “ใครก็ตามที่ไล่ตามไขว่คว้าแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แทนที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ย่อมกำลังเล่นกับไฟและเล่นกับชีวิตของตนเอง  ผู้ที่เล่นกับไฟและชีวิตของตนย่อมจะพาให้ตัวเองจบสิ้นได้ทุกขณะ” ผมเห็นว่าการไล่ตามเสาะหาชื่อเสียง ผลประโยชน์และสถานะเปรียบเสมือนการเล่นกับไฟและชีวิตของคนเรา โดยไม่คำนึงถึงว่าชีวิตของคนเรานั้นสำคัญ หน้าที่ของคนเราคือพระบัญชาของพระเจ้า เป็นเรื่องที่จริงจังอย่างยิ่ง แต่ผมกลับใช้หน้าที่เป็นเครื่องมือในการได้รับอำนาจและสถานะ ทั้งที่ผมรู้ว่าผมไม่สามารถทำงานนี้คนเดียวได้ ผมก็ยังไม่แนะนำเชเยนน์ให้มาเป็นคู่ร่วมงานของผม โดยไม่ได้คำนึงถึงเลยว่างานของคริสตจักรจะได้รับผลกระทบหรือไม่ นี่เป็นการต่อต้านและล่วงเกินพระเจ้า ผมไม่ได้กำลังเล่นกับไฟหรอกหรือ ในฐานะหัวหน้าทีม ไม่เพียงแต่ผมจะไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตนเอง แต่งานในความดูแลของผมยังล่าช้าอีกด้วย เรื่องนี้ไม่อาจชี้แจงต่อพระเจ้าได้!  ผมแสวงหาเพียงชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะและการให้ผู้คนเคารพผมและเส้นทางที่ผมเดินนั้นคือเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ หากผมไม่กลับใจ ผมคงไม่มีผลลัพธ์และจุดหมายปลายทางที่ดี เมื่อผมตระหนักถึงเรื่องนี้ ผมจึงเห็นว่าทัศนะที่ผมเชื่อก่อนหน้านี้ว่า “แม้ว่าผมจะไม่ได้แนะนำคนอื่น แต่ตราบเท่าที่ผมไม่ได้ขัดขวางหรือขัดขวางอย่างเห็นได้ชัด พระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษผม” นั้นไม่เป็นไปตามความจริง แม้ภายนอกผมจะดูเหมือนยุ่งกับการทำหน้าที่ ทนทุกข์และยอมจ่ายราคา ไม่ได้ทำสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจน แต่เพื่อรักษาอำนาจและสถานะของตนเอง ผมยอมให้งานล่าช้ามากกว่าที่จะแนะนำเชเยนน์ สิ่งที่ผมคิดมีแต่วิธีปกป้องชื่อเสียง ผลประโยชน์และสถานะของตัวเอง ทุกสิ่งที่ผมคิดล้วนชั่วและพระเจ้าทรงกล่าวโทษ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจและจิตใจของผู้คน หากผมไม่ละทิ้งเส้นทางแห่งความชั่วและยังคงแสวงหาชื่อเสียงและสถานะ ท้ายที่สุดผมพระเจ้าจะทรงกล่าวโทษและทรงลงโทษผม

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอนและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สำหรับทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับความจริงจะลุ่มลึกหรือตื้นเขินเช่นไร การปฏิบัติที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก็คือ การคิดถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าในทุกโอกาส โดยปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของตน เจตนาส่วนตน เหตุจูงใจ ความภาคภูมิใจ และสถานะของตน  และวางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไว้อันดับแรก—อย่างน้อยที่สุดพวกเขาควรทำเช่นนี้  หากแม้เพียงเท่านี้ คนที่ปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่สามารถทำได้ เช่นนั้นแล้วจะพูดได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน?  นั่นย่อมไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา  ก่อนอื่นเจ้าควรนึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และคิดพิจารณาถึงงานของคริสตจักร  จงให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้เหนือสิ่งอื่นใด เฉพาะหลังจากนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถคิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของสถานะของเจ้าหรือนึกถึงสายตาที่ผู้อื่นมองเจ้าได้  พวกเจ้าไม่รู้สึกหรอกหรือว่านี่พอจะง่ายขึ้นบ้างเมื่อเจ้าแบ่งมันออกเป็นสองขั้นตอนและทำการประนีประนอมบ้าง?  หากเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ไปสักพัก เจ้าก็จะมารู้สึกว่าการทำให้พระเจ้าพอพระทัยนั้นไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น  ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเจ้าลุล่วงความรับผิดชอบของตนได้ ลุล่วงภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้าได้ วางความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัว เจตนา และแรงจูงใจของเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า งานของคริสตจักร และหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติเป็นอันดับแรกได้ เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่มีประสบการณ์แบบนี้ไปสักระยะหนึ่ง เจ้าก็จะรู้สึกว่าการประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้เป็นเรื่องดี ผู้คนควรใช้ชีวิตด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ไม่ควรใช้ชีวิตที่ไร้กระดูกสันหลัง สกปรก และต่ำทราม แต่ควรเป็นคนที่ซื่อตรงและยุติธรรม  เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือภาพที่คนเราควรใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต  ความอยากที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองก็จะค่อยๆ ทุเลาลง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  “ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน หากเจ้าคิดอยู่เสมอว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น และสุขสำราญในหน้าที่ของเจ้าเสมือนเจ้าหน้าที่รัฐ ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงระเริงไปกับผลประโยชน์แห่งสถานะของเจ้าอยู่เสมอ สร้างแผนการของตัวเองอยู่เสมอ คิดคำนึงและชื่นชมกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตัวเองอยู่เสมอ มัวทำเรื่องของตัวเองตลอดเวลา และพยายามให้ได้รับสถานะที่สูงขึ้นอยู่เสมอ พยายามบริหารจัดการและควบคุมผู้คนให้มากขึ้น และพยายามขยายขอบเขตอำนาจของเจ้า นี่ย่อมสร้างความเดือดร้อน  การปฏิบัติต่อหน้าที่อันสำคัญเสมือนโอกาสที่จะสุขสำราญกับตำแหน่งของเจ้าราวกับว่าเจ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก  หากเจ้าปฏิบัติตัวเช่นนี้ตลอดเวลา ไม่ปรารถนาที่จะร่วมมือกับผู้อื่น ไม่ต้องการลดทอนและแบ่งปันอำนาจของตนกับผู้อื่น ไม่ต้องการให้ผู้ใดได้เปรียบเจ้า ขโมยความเป็นจุดสนใจ หากเจ้าต้องการสุขสำราญกับอำนาจเพียงลำพังตัวเจ้าเท่านั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือศัตรูของพระคริสต์  แต่หากมีบ่อยครั้งที่เจ้าแสวงหาความจริง ปฏิบัติการกบฏต่อเนื้อหนัง แรงจูงใจและแนวคิดของเจ้า และสามารถอาสาเข้ามาร่วมมือกับผู้อื่น เปิดใจปรึกษาหารือและแสวงหาร่วมกับผู้อื่น รับฟังแนวคิดและข้อเสนอแนะของผู้อื่น และยอมรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเป็นไปตามความจริงไม่ว่าจะมาจากผู้ใด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังปฏิบัติอย่างมีปัญญาและถูกต้อง และสามารถหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางที่ผิด ซึ่งเป็นการปกป้องตัวเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าที่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามามากมาย ผมกลับไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรในการทำหน้าที่ของผม แต่พูดและกระทำทุกอย่างเพื่อสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัว ชื่อเสียงและสถานะของตนเอง ผมขาดทั้งมโนธรรมและเหตุผลอย่างแท้จริงและไม่คู่ควรที่จะทำหน้าที่ในคริสตจักร ในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงเป็นใหญ่ ความชอบธรรมเป็นใหญ่ ผู้ใดก็ตามที่มีขีดความสามารถและความสามารถและรู้สึกถึงภาระงานของคริสตจักร คนผู้นั้นควรได้รับการแนะนำ และขอให้รับผิดชอบงานที่เหมาะสมในคริสตจักร เมื่อแนะนำผู้อื่น ก็จะมีคนเพิ่มขึ้นเพื่อทำงานของคริสตจักร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของงานและของเหล่าพี่น้องชายหญิง หากคนเราโลภผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งและหวังจะผูกขาดอำนาจเพื่อตนเองเสมอ ต้องการอยู่เหนือผู้อื่นและมีสิทธิ์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ไม่เต็มใจที่จะร่วมงานกับผู้อื่น คนผู้นั้นกำลังเดินบนเส้นทางของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ แต่หากพวกเขามีคู่ร่วมงาน และในงาน พวกเขาสามารถหารือ เรียนรู้จากกันและกันและคอยตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ พวกเขาก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการที่คนหนึ่งผูกขาดอำนาจ และหลีกเลี่ยงการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ได้ นี่ก็จะกลายเป็นเหมือนเกราะล่องหนที่คุ้มครองตัวพวกเขาเอง เมื่อผมไตร่ตรองเรื่องนี้ ผมก็ตระหนักว่าการแนะนำคนที่มีความสามารถไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร แต่ยังช่วยผมอีกด้วย หลังจากนั้น ผมส่งข้อความถึงผู้นำและแนะนำเชเยนน์กัน และผู้นำก็เห็นชอบให้เชเยนน์และผมเป็นคู่ร่วมงาน หัวใจของผมก็รู้สึกโล่งและเบาขึ้นมาก ตั้งแต่นั้นมา ผมได้หารืองานกับเชเยนน์และจากนั้นเราก็แบ่งความรับผิดชอบกัน และผลลัพธ์ของการฝึกฝนผู้คนก็ดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อยด้วยเช่นกัน ผ่านประสบการณ์นี้ ผมเริ่มค่อยๆ เข้าใจถึงพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวไว้ว่า  “หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมได้เห็น ว่าการแนะนำผู้อื่นจะไม่ทำให้ผลประโยชน์ของผมเสียหาย และเป็นการปฏิบัติความจริงและเตรียมการทำดี นี่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวผมเองและต่องานของคริสตจักร การปฏิบัติในเช่นนี้ทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 55. ฉันไม่ไล่ตามไขว่คว้าสถานะอย่างไม่ลดละอีกต่อไปแล้ว

ถัดไป: 58. ฉันได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติต่อผู้คนอย่างถูกต้อง

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger