80. ทำไมฉันถึงกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองอยู่เสมอ
ในเดือนมีนาคม ปี 2024 ผู้ดูแลมาสรุปปัญหาและพูดคุยเรื่องงานกับพวกเรา ตอนที่เราพูดคุยเรื่องคำเทศนาด้วยกัน ฉันเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น แต่ความคิดเห็นที่ฉันแสดงออกไปนั้นผิด แล้วฉันก็แสดงความคิดเห็นผิดอีกสองครั้งติดกัน เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกอับอายมาก “ฉันทำผิดพลาดตั้งหลายครั้งในการมีปฏิสัมพันธ์ครั้งแรกกับผู้ดูแล ช่างน่าขายหน้าจริงๆ! พี่น้องหญิงที่ทำงานกับฉันสามารถมองเห็นปัญหาบางอย่างได้ ทั้งที่เธอเพิ่งเริ่มทำหน้าที่นี้ แต่ฉันได้รับการฝึกฝนมาตั้งนานแล้ว กลับยังมองสิ่งต่างๆ ผิดพลาด ผู้ดูแลจะคิดว่าฉันสู้พี่น้องหญิงที่เพิ่งมาใหม่ไม่ได้หรือเปล่า? คราวหน้าฉันจะไม่ผลีผลามแสดงความคิดเห็นอีก ฉันจะรอให้คนอื่นๆ พูดจบก่อน แล้วค่อยแบ่งปัน แบบนั้นจะปลอดภัยกว่า” วันต่อมา ตอนที่เราอ่านคำเทศนาด้วยกัน ฉันไตร่ตรองอย่างละเอียดและพบปัญหาบางอย่าง แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองมองปัญหาพวกนั้นถูกต้องหรือเปล่า และคิดกับตัวเองว่า “คราวนี้ฉันต้องฉลาดหน่อย ฉันจะฟังก่อนว่าคนอื่นประเมินเรื่องนี้ยังไง แล้วตอนที่แบ่งปัน ฉันจะรวมมุมมองของทุกคนเข้าด้วยกัน ทำแบบนี้น่าเชื่อถือกว่า แถมยังจะทำให้ทุกคนคิดว่าฉันสามารถมองเห็นปัญหาได้ และขีดความสามารถของฉันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น” แต่เวลาล่วงเลยไป ก็ไม่มีใครพูดอะไรเลย ฉันเหลือบไปเห็นว่าพวกเขายังคงครุ่นคิดกันอยู่ และฉันก็เริ่มไตร่ตรองว่า “ถึงแม้จะผ่านไปพักใหญ่แล้ว แต่ฉันจะเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมาไม่ได้ มันคงน่าอายมากถ้าฉันพูดอะไรผิดอีก” ดังนั้น ฉันจึงแสร้งทำเป็นกำลังคิดเกี่ยวกับปัญหาอย่างจริงจัง หลังจากผ่านไปนานมาก พี่น้องหญิงบางคนถึงเริ่มพูด หลังจากคนอื่นๆ แบ่งปันความคิดเห็นของตัวเองจบแล้ว ฉันก็นำความคิดเห็นของพวกเขามารวมกับความคิดของตัวเอง แล้วนำมาพูดคุยร่วมกัน ฉันประหม่ามากตอนที่พูด กลัวว่าความคิดเห็นของฉันจะผิดและจะเสียหน้าอีก ต่อมา การวิเคราะห์ของผู้ดูแลก็ตรงกับความคิดเห็นของฉันเป็นส่วนใหญ่ ฉันแอบดีใจอยู่ในใจ และรู้สึกว่าพอจะรักษาหน้าตัวเองไว้ได้บ้าง แต่สองวันต่อมา ผู้ดูแลสังเกตเห็นว่าพวกเราไม่กระตือรือร้นในการแสดงความคิดเห็นตอนที่พูดคุยเรื่องคำเทศนา พวกเราเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งและทำให้เสียเวลา เธอเปิดโปงปัญหาของพวกเรา ฉันคิดถึงเรื่องที่ฉันทำหน้าที่นี้มาตั้งนานและเป็นผู้นำทีม ฉันควรจะสามัคคีธรรมและนำทุกคนในการพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น แต่ฉันกลับไม่สามัคคีธรรมแม้แต่ในตอนที่ฉันมีความคิดเห็น นี่ไม่ใช่การปล่อยให้เสียเวลาไปเปล่าๆ หรอกหรือ? ต่อมา ตอนที่เราพูดคุยเรื่องคำเทศนากันอีกครั้ง ฉันก็เป็นฝ่ายริเริ่มแสดงความคิดเห็น โดยพูดคุยถึงปัญหาทั้งหมดที่ฉันมองเห็น แต่ทว่า เมื่อฉันไม่สามารถมองบางปัญหาได้ทะลุปรุโปร่ง แถมความคิดเห็นของฉันก็เป็นเพียงด้านเดียวและไม่แม่นยำ ฉันก็รู้สึกอับอายจริงๆ หลังจากแสดงความคิดเห็นไปสองสามครั้ง ฉันก็กลับมาเฉื่อยชาอีกครั้ง เอาแต่รอจนกว่าตัวเองจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้พูดอยู่เสมอ ฉันยังกลัวการพูดคุยเรื่องคำเทศนามากขึ้นเรื่อยๆ กลัวอยู่เสมอว่าข้อบกพร่องของตัวเองจะถูกเปิดโปง ทุกครั้งที่แสดงความคิดเห็น ฉันรู้สึกตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนัก และถึงกับมีความคิดที่ไม่อยากทำหน้าที่นี้
วันหนึ่ง ตอนที่เรากำลังพูดคุยถึงปัญหาที่มีอยู่ในคำเทศนา ผู้ดูแลก็เรียกชื่อฉันให้พูดเป็นคนแรก ฉันกลับไม่พูดอะไรเลย ผู้ดูแลพูดว่า “คุณเป็นผู้นำทีม ทำไมคุณถึงไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มสามัคคีธรรมเลยล่ะ? คุณไม่มีความคิดเห็นอะไรเลย หรือว่ากำลังถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองบีบคั้นอยู่กันแน่?” หลังจากนั้น ผู้ดูแลก็หาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งมา “การร่วมมืออย่างกลมเกลียวคือหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา ตราบใดที่เจ้าทุ่มเทหัวใจและพละกำลังทั้งหมด รวมทั้งการอุทิศตนของเจ้า และมอบถวายทุกสิ่งที่เจ้าทำได้ เจ้าก็กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นอย่างดี หากเจ้ามีความคิดหรือแนวคิด จงบอกผู้อื่น อย่าสะกดกลั้นหรือเก็บงำไว้—หากเจ้ามีคำชี้แนะ จงเสนอออกมา แนวคิดของผู้ใดก็ตามที่สอดคล้องกับความจริงก็ควรได้รับการยอมรับและทำตาม จงทำเช่นนี้และเจ้าจะสัมฤทธิ์การร่วมมืออย่างกลมเกลียว นี่คือความหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราด้วยการอุทิศตน ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าไม่ต้องทำทุกสิ่งด้วยตนเอง หรือทำงานหนักจนตัวตาย หรือเป็น ‘ดอกไม้ดอกเดียวที่เบ่งบาน’ หรือเป็นอิสรชน ในทางกลับกัน เจ้าต้องเรียนรู้วิธีร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียว และทำทุกสิ่งที่เจ้าทำได้ ทำให้ความรับผิดชอบของเจ้าลุล่วง ทุ่มเทพลังงานทั้งหมดของเจ้า นั่นคือความหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของตน… เจ้าอาจไม่ค่อยแข็งแกร่ง แต่หากเจ้าสามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่น สามารถยอมรับข้อเสนอแนะที่เหมาะสมได้ และหากเจ้ามีแรงจูงใจที่ถูกต้อง สามารถปกป้องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนที่ถูกต้อง บางครั้งเจ้าก็สามารถแก้ปัญหาและทำประโยชน์แก่ทุกคนได้ด้วยประโยคเดียว บางครั้งหลังจากที่เจ้าสามัคคีธรรมถึงความจริงประโยคหนึ่ง ทุกคนก็มีเส้นทางปฏิบัติและสามารถให้ความร่วมมือกันอย่างกลมกลืน แล้วทุกคนก็เพียรพยายามมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน มีทัศนะและความคิดเห็นต่างๆ ที่เหมือนกัน ดังนั้นงานจึงมีประสิทธิผลเป็นพิเศษ แม้อาจจะไม่มีผู้ใดจดจำว่าเจ้ามีบทบาทเช่นนี้ และเจ้าอาจจะไม่รู้สึกว่าเจ้าใช้ความพยายามนัก แต่พระเจ้าย่อมจะทอดพระเนตรเห็นว่าเจ้าคือคนที่ปฏิบัติความจริง คนที่กระทำการตามหลักธรรม พระเจ้าจะทรงจดจำว่าเจ้าได้ทำเช่นนี้ นี่เรียกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยการอุทิศตน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน) ผู้ดูแลสามัคคีธรรมว่า “พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว มีเจตนาที่ถูกต้อง และปกป้องงานของคริสตจักรตอนที่ทำหน้าที่ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ตอนที่เราพูดคุยเรื่องคำเทศนาด้วยกัน เราควรเป็นฝ่ายริเริ่มพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่เรามองเห็นให้มากที่สุด เปิดใจอย่างจริงใจ และเรียนรู้จากจุดแข็งของกันและกันเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตัวเอง ถึงแม้เราจะไม่ได้สามัคคีธรรมเรื่องเหล่านั้นได้ครอบคลุมเท่าคนอื่น แต่อย่างน้อยเจตนาของเราก็ถูกต้อง และเรากำลังปฏิบัติความจริงในกระบวนการนี้ ถ้าเราคอยปกปิดและอำพรางตัวเองอยู่ตลอด เอาแต่ปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว พระเจ้าก็ไม่ทรงชอบคนที่ทำแบบนี้ นอกจากนี้ ทุกคนก็ทำงานด้วยกันมาสักพักแล้ว และเราต่างก็เข้าใจกันดี ถ้าเรายังคงปกปิดและอำพรางตัวเองต่อไป โดยคิดว่าถ้าเราเงียบไว้ คนอื่นก็จะไม่เห็นข้อบกพร่องของเรา นั่นเป็นเรื่องที่โง่เขลามาก เราไม่เพียงแต่จะล้มเหลวในการก้าวหน้าในหลักธรรมความจริงเท่านั้น แต่เรายังจะขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเราอีกด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปนานๆ เราจะสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไป” เมื่อฉันได้ยินการสามัคคีธรรมของผู้ดูแล หน้าฉันก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย และฉันรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ ฉันทำหน้าที่ในทีมนี้มาตั้งนานแล้ว และไม่ว่าฉันจะมองเห็นปัญหามากแค่ไหน ฉันก็ควรเปิดใจอย่างจริงใจและพูดถึงปัญหาเหล่านั้น นำทุกคนในการพูดคุยอย่างกระตือรือร้น นี่คือการคำนึงถึงงานและเป็นการแสดงออกถึงการปฏิบัติความจริง แต่ทว่า ฉันกลับคำนึงถึงแต่หน้าตาของตัวเอง และไม่สามารถจัดการกับข้อบกพร่องของตัวเองได้อย่างถูกต้อง ฉันคิดว่าการแสดงความคิดเห็นและความคิดของตัวเองก่อนจะเป็นการเปิดโปงข้อบกพร่องของฉัน ซึ่งจะทำให้ฉันดูเป็นคนที่มีขีดความสามารถต่ำ ดังนั้น ฉันจึงรอให้คนอื่นๆ แสดงความคิดเห็นจบก่อน แล้วค่อยนำมารวมกับความเข้าใจของฉันเอง ด้วยวิธีนี้ ฉันจะพูดได้ครอบคลุมและเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้คนอื่นชื่นชมและทำให้ตัวเองดูดี ในฐานะผู้นำทีม ฉันไม่ได้คำนึงถึงงาน และรู้สึกละอายใจเมื่อทำผิดพลาด ฉันจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อปิดบังและอำพรางตัวเอง ไม่ให้ใครมองฉันทะลุปุโปร่งได้ ผลก็คือ ฉันได้แต่รออย่างเฉื่อยชาในขณะที่มีการพูดคุยถึงปัญหา ทำให้ความคืบหน้าของงานล่าช้า ฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเลยสักนิด แต่ฉันกลับใช้โอกาสในการพูดคุยเรื่องคำเทศนาเพื่ออวดตัวเองและทำให้คนอื่นชื่นชมฉัน ฉันมักจะเป็นคนสุดท้ายที่แสดงความคิดเห็นเสมอ แม้ว่าความคิดเห็นที่ฉันแสดงออกไปจะครอบคลุมกว่าและฉันรักษาหน้าไว้ได้ แต่ฉันก็ไม่สามารถค้นพบข้อบกพร่องของตัวเอง และถึงกับคิดว่าตัวเองเก่งเรื่องการประเมินปัญหา แท้จริงแล้ว ทุกคนรู้ว่าขีดความสามารถของฉันเป็นยังไง แต่ฉันก็ยังคงแสดงละครและชื่นชมการแสดงของตัวเองเหมือนตัวตลก ฉันช่างโง่เขลาเกินไปจริงๆ!
ตอนกลางคืน ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ในช่วงเวลานี้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตเพื่อหน้าตาและสถานะมาโดยตลอด และกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ทว่า ข้าพระองค์ก็ยังไม่มีความเข้าใจในความเสื่อมทรามของตัวเอง ขอทรงนำให้ข้าพระองค์รับรู้ปัญหาของตัวเองด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เคยอ่านมาก่อน และเปิดหามันเพื่อนำมาไตร่ตรอง พระเจ้าตรัสว่า “คนบางคนไม่ค่อยพูดเพราะขีดความสามารถที่ย่ำแย่หรือเป็นคนซื่อๆ ขาดความคิดที่ซับซ้อน แต่เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ค่อยพูด นั่นกลับไม่ใช่เพราะเหตุผลเดียวกัน ทว่าเป็นปัญหาด้านอุปนิสัย พวกเขาแทบจะไม่พูดเมื่อพบปะผู้อื่น และไม่แสดงทัศนะเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้อื่นกำลังพูดถึงออกมาง่ายๆ เหตุใดพวกเขาจึงไม่แสดงทัศนะของตนออกมา? ประการแรก พวกเขาขาดความจริงโดยสิ้นเชิงและไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หากพวกเขาพูด พวกเขาอาจจะทำพลาดและถูกมองออก พวกเขากลัวการโดนดูถูก จึงแสร้งทำเป็นนิ่งเงียบและเสแสร้งว่าเป็นคนล้ำลึก ทำให้ผู้อื่นประเมินพวกเขาได้ยาก และถึงกับทำให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาฉลาดและโดดเด่นเสียด้วยซ้ำ ด้วยวิธีนี้ ผู้คนจึงไม่กล้าประเมินศัตรูของพระคริสต์ต่ำไป และเมื่อเห็นเปลือกนอกที่ดูเหมือนสงบและเยือกเย็นของพวกเขา ผู้คนก็ยิ่งเคารพนับถือพวกเขาอย่างสูง ไม่กล้าดูแคลนพวกเขาโดยเด็ดขาด นี่คือแง่มุมที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกลและเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่แสดงทัศนะของตนออกมาง่ายๆ เพราะทัศนะส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่สอดคล้องกับความจริง แต่เป็นมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ ไม่เหมาะที่จะนำมาเปิดเผยอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น พวกเขาจึงปิดปากเงียบ กระนั้นในใจของพวกเขาก็ยังหวังที่จะได้รับความสว่างบางอย่างที่พวกเขาสามารถแสดงออกมาเพื่อทำให้ผู้อื่นเคารพยกย่องพวกเขา แต่เนื่องจากพวกเขาขาดสิ่งนี้ ระหว่างสามัคคีธรรมความจริงพวกเขาจึงปิดปากเงียบและซ่อนเร้น แฝงตัวอยู่ในเงามืดราวกับพวกผีที่รอคอยโอกาส เมื่อพวกเขาพบว่าผู้อื่นพูดความสว่างออกมา พวกเขาก็คิดหาวิธีที่จะเอาความสว่างนั้นมาเป็นของตน โดยแสดงออกในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่ออวดตน นี่คือความเจ้าเล่ห์ของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าจะทำสิ่งใด พวกเขาก็เพียรพยายามที่จะโดดเด่นและเป็นคนที่เหนือกว่า เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกพอใจ หากพวกเขาไม่มีโอกาส พวกเขาก็จะเก็บตัวเงียบ และเก็บทัศนะเอาไว้ในใจเสียก่อน นี่คือความเจ้าเล่ห์ของศัตรูของพระคริสต์ ตัวอย่างเช่น เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าประกาศคำเทศนา คนบางคนกล่าวว่าดูเหมือนพระวจนะของพระเจ้า และคนอื่นๆ คิดว่าดูเหมือนสามัคคีธรรมจากเบื้องบนมากกว่า ผู้คนที่มีหัวใจค่อนข้างเรียบง่ายจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจ แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ ต่อให้พวกเขาจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาก็จะเก็บซ่อนไว้ พวกเขาสังเกตและเตรียมพร้อมที่จะทำตามทัศนะของคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาเองก็ไม่สามารถจับความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ผู้คนที่ลื่นไหลและมีเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้จะสามารถเข้าใจความจริงหรือมีวิจารณญาณที่แท้จริงได้หรือไม่? คนที่ไม่เข้าใจความจริงจะสามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือ? พวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง คนบางคนไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งแต่กลับเสแสร้งว่าเป็นคนที่ลึกซึ้ง แท้จริงแล้วพวกเขาขาดวิจารณญาณและกลัวว่าผู้อื่นจะมองตนเองออก ท่าทีที่ถูกต้องในสถานการณ์เช่นนี้คือ ‘พวกเราไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในเมื่อพวกเราไม่รู้ พวกเราก็ไม่ควรพูดอย่างไม่ระมัดระวัง การพูดผิดอาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบได้ ฉันจะรอดูว่าเบื้องบนพูดว่าอย่างไร’ นั่นคือการพูดอย่างซื่อสัตย์มิใช่หรือ? นี่เป็นภาษาที่เรียบง่าย ทว่าเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่พูดเช่นนี้? พวกเขาไม่ต้องการถูกมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขารู้ขีดจำกัดของตนเอง แต่พวกเขาก็ยังแอบมีเจตนาที่น่ารังเกียจ—นั่นคือการทำให้ผู้อื่นเคารพยกย่องพวกเขา นี่เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดมิใช่หรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หก) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นเจ้าเล่ห์และคดโกง การที่พวกเขาติดนิสัยไม่ค่อยพูด ไม่ใช่เพราะพวกเขาใสซื่อบริสุทธิ์หรือไม่มีความคิดเห็น แต่เป็นเพราะพวกเขาแค่ไม่มีความจริงและไม่สามารถมองสิ่งต่างๆ ทะลุปรุโปร่งได้ แต่ทว่า พวกเขาแสร้งทำเป็นคนลึกซึ้งเพื่อที่จะไม่เผยจุดอ่อนของตัวเอง พวกเขารอโอกาสที่จะขโมยความคิดและข้อมูลเชิงลึกของคนอื่นมาเพื่อนำเสนอตัวเองและโอ้อวด ธรรมชาติของพวกเขาช่างเลวร้ายเกินไป! สภาวะของฉันเป็นอย่างที่พระเจ้าทรงเปิดโปงไม่มีผิด เมื่อฉันเห็นว่าตัวเองกำลังเผยข้อบกพร่องมากมายทั้งที่ทำหน้าที่งานข้อเขียนมาตั้งนาน ฉันก็กังวลว่าพี่น้องชายหญิงจะดูถูก และกลัวจะทำผิดพลาดมากขึ้นจนทำให้ตัวเองอับอายอีก ดังนั้น ตอนที่พูดคุยถึงปัญหา ฉันจึงไม่ยอมสามัคคีธรรมความคิดเห็นของตัวเอง ทั้งที่เห็นชัดๆ ว่าพอมีอยู่บ้าง และถึงกับแสร้งทำเป็นไตร่ตรองอย่างจริงจัง จงใจถ่วงเวลาจนกระทั่งเป็นคนสุดท้ายและสามารถรวมความคิดเห็นของทุกคนได้ ด้วยวิธีนั้น ถึงแม้ความคิดเห็นที่ฉันแสดงออกไปจะผิด แต่คนอื่นก็จะผิดด้วยเหมือนกัน และฉันก็จะไม่เสียหน้า ถ้าฉันถูก สิ่งที่ฉันพูดก็จะดีกว่าและสมบูรณ์กว่าสิ่งที่พี่น้องหญิงพูด นี่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าถึงฉันจะอายุน้อย แต่ฉันก็มีขีดความสามารถที่ดีและสามารถประเมินปัญหาได้ ซึ่งจะทำให้ฉันดูดี แท้จริงแล้ว ฉันไม่ได้มองปัญหาอย่างครอบคลุม และขีดความสามารถของฉันก็ต่ำ แต่ฉันไม่สามารถเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง ฉันต้องการอำพรางตัวเองว่าเป็นคนที่มีขีดความสามารถดีอยู่ตลอดเวลาเพื่อหลอกและชักพาผู้คนให้หลงผิด ฉันช่างเลวร้ายและหลอกลวงมากจริงๆ สิ่งที่ฉันเผยออกมาคืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และเกลียดชัง!
ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งและได้รับความเข้าใจถึงต้นตอเบื้องหลังสภาวะของฉันได้บ้าง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เวลาที่ผู้อาวุโสในครอบครัวมักจะบอกเจ้าว่า ‘ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น’ นี่ก็เพื่อให้เจ้าเห็นความสำคัญของการเป็นที่นับหน้าถือตา มีชีวิตที่น่าภาคภูมิใจ และไม่ทำสิ่งที่จะนำความเสื่อมเสียมาถึงตัว ดังนั้น คำกล่าวนี้ชี้นำผู้คนในทางที่เป็นบวกหรือเป็นลบ? สามารถพาเจ้าไปหาความจริงได้หรือไม่? สามารถพาให้เจ้าเข้าใจความจริงได้หรือไม่? (ไม่ได้) เจ้าอาจกล่าวได้อย่างมั่นใจที่สุดว่า ‘ไม่ได้!’ จงคิดดูเถิด พระเจ้าตรัสว่าผู้คนควรวางตนเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ เมื่อเจ้าฝ่าฝืน ทำบางสิ่งที่ผิด หรือทำสิ่งที่กบฏต่อพระเจ้าและขัดกับความจริง เจ้าจำเป็นต้องยอมรับความผิดของตน ทำความเข้าใจตนเอง และชำแหละตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะสัมฤทธิ์การกลับใจที่แท้จริง แล้วจากนั้นจึงปฏิบัติตนตามพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น หากผู้คนวางตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ นั่นขัดแย้งกับคำกล่าวที่ว่า ‘ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น’ หรือไม่? (ขัดแย้ง) ขัดแย้งกันอย่างไร? คำกล่าวที่ว่า ‘ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น’ ตั้งใจที่จะทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิตตามด้านที่สว่างไสวและมีสีสันของตน รวมทั้งการทำสิ่งที่ทำให้ตนดูดีให้มากขึ้น—แทนที่จะทำสิ่งที่ไม่ดีหรือไร้เกียรติ หรือเปิดโปงด้านอัปลักษณ์ของตนออกมา—และตั้งใจที่จะป้องกันไม่ให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างไร้ความภาคภูมิใจหรือศักดิ์ศรี เพื่อความมีหน้ามีตา ความภาคภูมิใจ และเกียรติของตน คนเราไม่สามารถพูดทุกสิ่งเกี่ยวกับตนเองในทางที่ไม่ดี และยิ่งไม่สามารถเล่าด้านมืดและแง่มุมที่น่าละอายของตนให้ผู้อื่นฟัง เพราะคนเราต้องใช้ชีวิตด้วยความภาคภูมิใจและมีศักดิ์ศรี การที่จะมีศักดิ์ศรีนั้น คนเราจำต้องเป็นที่นับหน้าถือตา และเพื่อที่จะเป็นที่นับหน้าถือตา คนเราก็จำต้องเสแสร้งและแต่งตัวให้ดูดีขึ้นมา นี่ขัดแย้งกับการวางตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์มิใช่หรือ? (ใช่) เมื่อเจ้าวางตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ สิ่งที่เจ้าทำย่อมไปกันไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับคำกล่าวที่ว่า ‘ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น’ หากเจ้าต้องการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ก็จงอย่าให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของเจ้า ภาพลักษณ์ของคนคนหนึ่งไม่มีค่าแม้แต่สตางค์แดงเดียว เมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง คนเราควรเปิดโปงตนเอง ไม่เสแสร้งหรือสร้างภาพ คนเราต้องเผยให้พระเจ้าเห็นความคิดที่แท้จริง ความผิดที่ตนได้ทำลงไป และแง่มุมที่ละเมิดหลักธรรมความจริง เป็นต้น และเปิดเผยสิ่งเหล่านี้ต่อพี่น้องชายหญิงของตน นี่ไม่ใช่การใช้ชีวิตเพื่อรักษาหน้าตัวเองของคนเรา แต่เป็นการใช้ชีวิตเพื่อเป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีชีวิตเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริง ดำเนินชีวิตเพื่อเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง และดำรงชีวิตเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยและเพื่อให้ได้รับการช่วยให้รอด แต่เมื่อเจ้าไม่เข้าใจความจริงข้อนี้และไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า สิ่งที่ถูกครอบครัวของเจ้าสร้างเงื่อนไขเอาไว้ในตัวเจ้า ย่อมโน้มเอียงที่จะมีอำนาจครอบงำ ดังนั้นเมื่อเจ้าทำบางสิ่งที่ผิด เจ้าจึงปกปิดและเสแสร้ง พลางคิดว่า ‘ฉันจะพูดอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ และจะไม่ยอมให้ใครอื่นที่รู้เรื่องนี้พูดอะไรออกมาเช่นกัน ถ้าพวกคุณคนไหนพูดอะไรออกมา ฉันจะไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ ความมีหน้ามีตาของฉันย่อมมาก่อน การมีชีวิตอยู่ย่อมไร้ประโยชน์ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความมีหน้ามีตาของตนเอง เพราะความมีหน้ามีตาสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าคนคนหนึ่งสูญเสียความมีหน้ามีตาของตนไป พวกเขาย่อมสูญสิ้นศักดิ์ศรีทั้งหมด ดังนั้นฉันจะบอกเรื่องนี้ตามตรงไม่ได้ ฉันต้องเสแสร้งเข้าไว้ ต้องปิดบังเอาไว้ ไม่เช่นนั้นฉันก็จะสูญเสียความมีหน้ามีตาและศักดิ์ศรีของตนเอง และชีวิตของฉันก็จะไร้ค่า ถ้าไม่มีใครนับถือฉัน เช่นนั้นแล้วฉันย่อมเป็นแค่ขยะชั้นต่ำที่ไร้ค่า’ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะวางตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ด้วยการปฏิบัติแบบนี้? เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดใจและชำแหละตนเองออกมาให้หมด? (เป็นไปไม่ได้) เห็นได้ชัดว่าด้วยการทำเช่นนี้ เจ้ากำลังทำตามคำกล่าวที่ว่า ‘ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น’ ซึ่งครอบครัวของเจ้าได้สร้างเงื่อนไขเอาไว้ในตัวเจ้า อย่างไรก็ดี หากเจ้าปล่อยมือจากคำกล่าวนี้เพื่อที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและปฏิบัติความจริง คำกล่าวนี้ก็จะไม่มีผลกับเจ้า และจะเลิกเป็นคติประจำใจหรือหลักธรรมที่เจ้าใช้ทำสิ่งต่างๆ สิ่งที่เจ้าทำกลับจะตรงข้ามกับคำกล่าวที่ว่า ‘ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น’ โดยแท้ เจ้าจะไม่ใช้ชีวิตเพื่อความมีหน้ามีตาและเพื่อศักดิ์ศรีของตน แต่จะมีชีวิตอยู่เพื่อการไล่ตามเสาะหาความจริง วางตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ รวมทั้งเสาะแสวงที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยและใช้ชีวิตอย่างสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง หากเจ้ายึดปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ เจ้าย่อมจะปล่อยมือจากผลพวงของการสร้างเงื่อนไขที่ครอบครัวมีต่อเจ้าไปแล้ว” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (12)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าแม่สอนฉันมาตั้งแต่เด็กว่าคนเราต้องรักษาหน้าในชีวิต และต้องไม่แสดงด้านแย่ๆ ของตัวเองให้คนนอกเห็นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะดูถูกเอา ตั้งแต่นั้นมา พิษของซาตานที่ว่า “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” ก็ฝังรากลึกอยู่ในใจฉัน ฉันเชื่อว่าคนเราต้องรักษาหน้าในชีวิต และห้ามเปิดโปงข้อบกพร่องและจุดอ่อนของตัวเองสุ่มสี่สุ่มห้าเป็นอันขาด ถ้าทำแบบนั้น พวกเขาก็จะลดคุณค่าของตัวเองและสูญเสียความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรีไป เมื่อถูกควบคุมด้วยความคิดและมุมมองเหล่านี้ ฉันจึงให้ความสำคัญกับการรักษาหน้าเป็นพิเศษ และจะไม่มีวันเปิดโปงจุดอ่อนและข้อบกพร่องของตัวเองสุ่มสี่สุ่มห้า ถึงกับพยายามหาวิธีปกปิดและซ่อนเร้นสิ่งเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ตอนที่ฉันอยู่โรงเรียน ถึงแม้ฉันจะไม่ค่อยเข้าใจคำถามบางข้ออย่างชัดเจน แต่ฉันก็กลัวว่าจะเสียหน้าและถูกมองว่าด้อยค่าถ้าไปถามคนอื่น ฉันก็เลยไม่ถาม ตอนนี้ ก็เหมือนกับตอนที่ฉันกำลังทำหน้าที่ของตัวเองไม่มีผิด ตอนที่ทุกคนพูดคุยถึงปัญหาด้วยกัน มันคือการแลกเปลี่ยนความเข้าใจและทัศนะของเราเอง เราควรพูดเท่าที่เราเข้าใจ ยิ่งเราสามัคคีธรรม เราก็ยิ่งชัดเจนขึ้น และเราก็มองเห็นปัญหาได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น นี่เป็นประโยชน์ต่องานและยังสามารถชดเชยข้อบกพร่องของกันและกันได้อีกด้วย แต่ทว่า ฉันกลัวว่าถ้าฉันทำผิดพลาดมากเกินไป มันจะทำให้ฉันดูเป็นคนที่มีขีดความสามารถต่ำ ดังนั้น ตอนที่แสดงความคิดเห็น ฉันจึงระมัดระวังมาก ฉันต้องคิดทบทวนประโยคหนึ่งในใจหลายๆ รอบก่อนจะพูดออกไป เพราะกลัวว่าจะทำให้ตัวเองอับอายถ้าไม่ระวัง เห็นได้ชัดว่าฉันไม่สามารถมองปัญหาได้อย่างครอบคลุม แต่ก็ไม่กล้าพูดความคิดเห็นของตัวเองตามความเป็นจริง ฉันถึงกับอยากขโมยความเข้าใจและความคิดเห็นของคนอื่นมาเป็นของตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะได้รับการชื่นชม ตอนที่ผู้ดูแลขอให้ฉันเป็นผู้นำในการสามัคคีธรรม ฉันยอมเสียเวลาและทำให้งานล่าช้าดีกว่าที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มสามัคคีธรรมก่อน การแสดงความคิดเห็นทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดมาก และฉันถึงกับคิดที่จะละทิ้งหน้าที่ของตัวเอง ฉันให้ความสำคัญกับการรักษาหน้ามากกว่าการทำหน้าที่ของตัวเองและการปฏิบัติความจริง ฉันเห็นว่าการใช้ชีวิตตามพิษของซาตานเหล่านี้ทำให้ฉันเห็นแก่ตัวและหลอกลวงเป็นพิเศษ รู้สึกอยู่เสมอว่าการเปิดใจอย่างจริงใจจะทำให้ฉันเสี่ยงต่อการขายหน้า และถ้าฉันแสดงความคิดเห็นผิดไป มันก็จะน่าอายมาก แต่ทว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงมองแบบนั้น พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เปิดเผยความคิดที่แท้จริงของเราออกมา และสามัคคีธรรมเท่าที่เราเข้าใจ เพื่อดำเนินชีวิตอย่างจริงใจ เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและความซื่อตรงได้ ฉันมีข้อบกพร่องและจุดอ่อนมากมาย และผ่านการสามัคคีธรรมของทุกคน ข้อบกพร่องของฉันก็จะได้รับการชดเชย แท้จริงแล้วนี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับฉันที่จะเข้าใจความจริง แต่ทว่า ฉันพยายามรักษาหน้าอยู่เสมอ แถมยังคิดลบและเฉื่อยชา ทำให้สูญเสียโอกาสมากมายที่จะได้รับความจริง ฉันกำลังทำร้ายตัวเองชัดๆ!
ต่อมา ฉันยังคงแสวงหาเกี่ยวกับปัญหาของตัวเองต่อไป และเส้นทางแห่งการปฏิบัติก็ชัดเจนขึ้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “การที่จะเป็นคนซื่อสัตย์นั้น อันดับแรกเจ้าต้องตีแผ่หัวใจของเจ้าให้ทุกคนสามารถมองเข้าไปในหัวใจของเจ้า เห็นทั้งหมดที่เจ้ากำลังคิด และมองดูใบหน้าที่แท้จริงของเจ้า เจ้าต้องไม่พยายามอำพรางหรือปิดบังตนเอง เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะไว้ใจเจ้า และมองว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์ นี่คือการฝึกปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุด และเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หากเจ้าเสแสร้งตลอดเวลา แสร้งทำเป็นบริสุทธิ์ สูงส่ง ยิ่งใหญ่ และมีคุณธรรมสูงส่งอยู่เสมอ ซ่อนเร้นความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของเจ้าจากผู้อื่น สร้างภาพลักษณ์เทียมเท็จ และทำให้พวกเขาเชื่อว่าเจ้าเป็นคนซื่อตรง ยิ่งใหญ่ เสียสละตนเอง ยุติธรรม และไม่เห็นแก่ตัว—ในการนี้มีความหลอกลวงและการตบตาอยู่ไม่ใช่หรือ? เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนย่อมจะสามารถรู้เท่าทันเจ้าไม่ใช่หรือ? ดังนั้น จงอย่าเป็นคนหน้าซื่อใจคดหรือสร้างภาพ แต่จงเป็นคนที่เรียบง่ายและเปิดเผย และเรียนรู้ที่จะเปิดเผยตนเองอย่างหมดเปลือก—เปิดเผยความในใจของเจ้าให้ผู้อื่นเห็น หากเจ้าสามารถเปิดเผยความคิดทั้งหมดของเจ้าและทุกสิ่งที่เจ้าต้องการทำ—ไม่ว่าสิ่งที่เป็นบวกหรือเป็นลบ—ให้ผู้อื่นเห็น เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือ?… เรื่องนี้ทำได้ง่ายหรือไม่? นี่ต้องมีระยะเวลาฝึกฝน ต้องหมั่นอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า เจ้าต้องฝึกตัวเองให้กล่าวความในใจออกมาอย่างเรียบง่ายและเปิดเผยในทุกเรื่อง ด้วยการฝึกฝนเช่นนี้ เจ้าจึงจะก้าวหน้าได้ ถ้าเจ้าเผชิญความยากลำบากครั้งใหญ่ เจ้าก็ต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริง เจ้าจำเป็นต้องต่อสู้อยู่ในหัวใจของตนและเอาชนะเนื้อหนัง จนกระทั่งเจ้าสามารถปฏิบัติความจริงได้ เมื่อฝึกฝนตนเองแบบนี้ไปทีละนิด หัวใจของเจ้าก็จะค่อยๆ เปิดกว้าง เจ้าจะเที่ยงตรงขึ้นเรื่อยๆ และผลจากคำพูดและการกระทำของเจ้าย่อมจะแตกต่างจากเมื่อก่อน เรื่องโกหกและเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าจะลดน้อยลงทุกที และเจ้าจะสามารถดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะกลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์แล้วในแก่นแท้” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์) “บุคคลที่ซื่อสัตย์ย่อมจะสามารถรับผิดชอบ พวกเขาไม่คำนึงถึงผลกำไรและขาดทุนของตนเอง พวกเขาพิทักษ์งานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาใจดีมีเมตตาและมีหัวใจที่ซื่อสัตย์เหมือนน้ำใสในชามซึ่งมองปราดเดียวคนเราก็สามารถเห็นก้นชามได้ และการกระทำของพวกเขายังมีความโปร่งใสอีกด้วย” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าเมื่อเราสามัคคีธรรมในการชุมนุมหรือพูดคุยเรื่องงานในคริสตจักร เราต้องจริงใจและเปิดเผย และเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ไม่คำนึงถึงหน้าตาหรือผลประโยชน์ของตัวเอง หรือปกปิดและอำพรางตัวเอง เมื่อเรามองเห็นปัญหาใดๆ ในหน้าที่ เราควรเปิดใจและพูดถึงปัญหาเหล่านั้น และไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง นี่เป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร และพี่น้องชายหญิงสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ เมื่อก่อน ฉันถูกบีบคั้นด้วยหน้าตาของตัวเองอยู่เสมอและไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ทุกครั้งที่เราพูดคุยเรื่องคำเทศนา ฉันรู้สึกตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนัก ฉันกลัวที่จะเปิดโปงข้อบกพร่องของตัวเอง ฉันจึงคอยถ่วงเวลาในการแสดงความคิดเห็น ทำให้ความคืบหน้าล่าช้าครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการก้าวหน้าเท่านั้น แต่พระเจ้ายังทรงรังเกียจเดียดฉันท์ฉันอีกด้วย นี่คือผลอันขมขื่นของการไม่ปฏิบัติความจริง! ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3) พระเจ้าทรงรักคนที่ซื่อสัตย์ ถ้าฉันไม่สามารถจริงใจและซื่อสัตย์เหมือนเด็กเล็กๆ ได้ ฉันก็จะไม่ได้รับการช่วยให้รอด ในช่วงเวลานั้น ฉันมักจะอธิษฐานถึงพระเจ้า วิงวอนให้พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของฉันและประทานความเชื่อและความเข้มแข็งให้ฉัน ฉันเต็มใจที่จะปล่อยมือจากหน้าตาและผลประโยชน์ของตัวเอง ปฏิบัติความจริง และเป็นคนที่ซื่อสัตย์ พูดเท่าที่ฉันเข้าใจ เปิดใจอย่างจริงใจ และไม่ปกป้องหน้าตาและสถานะของตัวเองอีกต่อไป
ไม่นาน ฉันก็ไปอีกที่หนึ่งเพื่อทำหน้าที่งานข้อเขียน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่พูดคุยเรื่องคำเทศนา ฉันไม่สามารถมองปัญหาหนึ่งที่อยู่ในนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่งชัดเจน หลังจากอ่านอยู่หลายครั้ง ฉันก็ยังสับสนอยู่เล็กน้อย ฉันจึงลังเลที่จะแสดงความคิดเห็น เมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป ฉันก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันคิดกับตัวเองว่า “ฉันยังไม่ค่อยชัดเจนเกี่ยวกับคำถามนี้ ฉันควรจะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม? ช่วงนี้มักจะมีความเบี่ยงเบนบางอย่างในความคิดเห็นที่ฉันแสดงออกไปตอนที่พูดคุยเรื่องคำเทศนา ฉันจะทำยังไงถ้าฉันพูดอะไรผิดไปอีก? ผู้ดูแลและพี่น้องหญิงที่ฉันทำงานด้วยจะคิดยังไงกับฉัน? พวกเขาจะคิดว่าขีดความสามารถของฉันค่อนข้างต่ำและไม่เหมาะกับหน้าที่นี้หรือเปล่า? บางทีฉันควรรอให้พี่น้องหญิงที่ฉันทำงานด้วยพูดก่อน ฉันจะฟังความคิดเห็นของเธอแล้วค่อยตัดสินใจว่าฉันควรจะพูดไหม” แต่ทว่า ฉันก็คิดได้ว่าถ้าฉันถ่วงเวลาไปมากกว่านี้ ก็จะทำให้เสียเวลา ฉันอธิษฐานเงียบๆ ในใจ วิงวอนขอให้พระเจ้าทรงทำให้หัวใจของฉันสงบลง เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากการถูกผูกมัดด้วยหน้าตา และสามารถสามัคคีธรรมเท่าที่ฉันเข้าใจได้ ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “จงอย่าเป็นคนหน้าซื่อใจคดหรือสร้างภาพ แต่จงเป็นคนที่เรียบง่ายและเปิดเผย และเรียนรู้ที่จะเปิดเผยตนเองอย่างหมดเปลือก—เปิดเผยความในใจของเจ้าให้ผู้อื่นเห็น” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์) “บุคคลที่ซื่อสัตย์ย่อมจะสามารถรับผิดชอบ พวกเขาไม่คำนึงถึงผลกำไรและขาดทุนของตนเอง พวกเขาพิทักษ์งานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาใจดีมีเมตตาและมีหัวใจที่ซื่อสัตย์เหมือนน้ำใสในชามซึ่งมองปราดเดียวคนเราก็สามารถเห็นก้นชามได้ และการกระทำของพวกเขายังมีความโปร่งใสอีกด้วย” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8)) พระวจนะของพระเจ้าประทานความเข้มแข็งในใจให้ฉัน ถึงแม้ฉันจะไม่สามารถมองทะลุปรุโปร่งในปัญหานี้ได้ แต่ฉันก็มีความคิดเห็นของตัวเอง ฉันต้องกล้าหาญ พูดสิ่งที่อยู่ในใจ ตลอดจนเลิกปกปิดและอำพรางตัวเอง ดังนั้น ฉันจึงแบ่งปันความคิดเห็นและพูดถึงความสับสนของตัวเอง ผู้ดูแลได้พูดคุยถึงรายละเอียดบางอย่างในความคิดเห็นของฉัน และผ่านสิ่งนี้ ปัญหาที่ทำให้ฉันสับสนก็ได้รับการแก้ไข และฉันยังได้เห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนของตัวเองอีกด้วย ฉันดีใจมากที่ได้พูดความคิดเห็นและความคิดของตัวเองออกไป ไม่อย่างนั้น ฉันก็คงยังสับสนกับปัญหานี้อยู่ ถึงแม้การก้าวออกมาครั้งนี้จะเผยให้เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง แต่ก็ช่วยชดเชยข้อบกพร่องเหล่านั้นด้วย หลังจากนั้น ตอนที่สื่อสารเรื่องงานหรือพูดคุยเรื่องคำเทศนา ฉันก็ปล่อยมือจากหน้าตาของตัวเองอย่างมีสติและพูดเท่าที่ฉันเข้าใจ ถึงแม้สิ่งนี้จะเผยให้เห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนมากมายของฉัน และฉันก็เสียหน้าไปบ้าง แต่ฉันกลับเข้าใจหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจนมากขึ้น และประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของฉันก็พัฒนาขึ้นมาก ตอนนี้ฉันได้รับประสบการณ์แล้วว่าการปฏิบัติความจริงและการเป็นคนซื่อสัตย์ได้นำประโยชน์มากมายมาให้ฉัน ฉันไม่ต้องวุ่นวายใจกับภาระมากมายตอนทำหน้าที่ของตัวเองอีกต่อไป และจิตใจของฉันก็เรียบง่ายขึ้นมาก การปฏิบัติและการเข้าสู่เพียงเล็กน้อยที่ฉันได้รับเป็นผลมาจากความรู้แจ้งและการชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!