74. ฉันหลุดพ้นจากวังวนแห่งการไล่ตามไขว่คว้าเงินทอง
ตอนฉันยังเด็ก ครอบครัวฉันยากจนมาก พ่อแม่เป็นเกษตรกรและหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ทำนา และพ่อมักจะออกไปรับจ้างแบกกระสอบเพื่อหาเงิน เพื่อให้ชีวิตสบายขึ้นมาหน่อย ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ฉันกับแม่จะไปเก็บข้าวสาลีที่เหลืออยู่ตามทุ่งมาขายเพื่อหาเงินเพิ่ม ทุกครั้ง ฉันจะได้ยินคนเยาะเย้ยพวกเราว่า “มาเก็บข้าวสาลีกับแม่อีกแล้วเหรอ? พ่อเลี้ยงไม่ไหวหรือไง?” ฉันรู้สึกแย่มาก และตั้งใจแน่วแน่ว่าในอนาคต ฉันจะทำงานหนักเพื่อหาเงินและก้าวขึ้นมาเหนือคนอื่น เพื่อจะไม่มีใครมาเยาะเย้ยเราได้อีก ตอนอายุ 7 ขวบ ฉันเก็บลูกพลับจากต้นที่บ้านไปขายข้างถนน ตอนมัธยมปลาย ฉันลองเปิดชั้นเรียนสอนพิเศษภาคฤดูร้อน และถึงแม้มันจะจบลงด้วยความล้มเหลว แต่ฉันก็ไม่ยอมล้มเลิกการหาเงิน ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ฉันตั้งแผงลอยริมถนนช่วงวันหยุดเพื่อหาเงิน และยังทำงานพาร์ทไทม์ด้วย ที่จริงแล้ว ในปี 2006 ตอนที่ฉันอยู่มัธยมต้น ฉันเชื่อในพระเจ้าและเข้าร่วมการชุมนุมกับแม่ แต่ตอนนั้น ฉันเอาแต่สนใจเรื่องเรียนและทำงาน จึงพักเรื่องความเชื่อไว้ก่อน บางครั้งตอนฉันกลับบ้าน แม่จะเอาพระวจนะของพระเจ้ามาให้ฉันดู แต่ฉันก็ปฏิเสธอย่างหงุดหงิด โดยคิดว่าการเข้าร่วมการชุมนุมและการอ่านพระวจนะของพระเจ้านั้นเสียเวลา ฉันเอาแต่คิดจะสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยเชื่อว่าความพยายามของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้หาเงินได้มากขึ้น ก็ในโลกทุกวันนี้ ความสำเร็จของคนเราวัดกันที่บ้าน รถ และเงินทองไม่ใช่เหรอ? คนเราจะได้รับความชื่นชมจากผู้อื่นก็ต่อเมื่อหาเงินได้มากพอ และแม้แต่พ่อแม่ก็ยังพลอยได้หน้าไปด้วย
เนื่องจากฉันเรียนเอกการแสดงดนตรี หลังเรียนจบในปี 2016 ฉันจึงทำงานเป็นครูสอนแทน ในปี 2018 ฉันเริ่มทำธุรกิจของตัวเองและก่อตั้งโรงเรียนสอนศิลปะ เพื่อรับสมัครนักเรียน ตอนกลางวันฉันเดินแจกใบปลิวตามบ้านท่ามกลางแดดร้อนจัด และตอนกลางคืน ฉันก็จะตระเวนไปทั่วเมืองพร้อมกับเครื่องดนตรีเพื่อรับสมัครนักเรียน ฉันมักจะกลับถึงบ้านตอนราวห้าทุ่ม ความกดดันอย่างหนักและการนอนดึกทำให้ฉันปวดหัวบ่อยๆ แต่พอคิดถึงการรับนักเรียนเพิ่มและหาเงินได้มากขึ้น ก็ทำให้รู้สึกว่าทั้งหมดนี้คุ้มค่า ด้วยความพยายามอย่างหนัก ฉันจึงรับสมัครนักเรียนได้มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้ฉันหาเงินก้อนใหญ่ก้อนแรกในชีวิตได้ เมื่อเห็นโรงเรียนของฉันเจริญรุ่งเรือง เพื่อนบ้านและผู้ปกครองของนักเรียนก็ชมเชยว่าฉันเก่งและมีความสามารถ การได้ยินคำชื่นชมของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจ และในที่สุดฉันก็สามารถวางตนอย่างเชิดหน้าชูตาได้
สำหรับโรงเรียนสอนศิลปะ เดือนกรกฎาคมคือช่วงเวลาทองของปี เนื่องจากนักเรียนปิดเทอมฤดูร้อน หากมีคนสมัครเรียนเยอะ เดือนนี้เดือนเดียวก็สามารถทำกำไรได้หลายหมื่น ในเดือนกรกฎาคม ปี 2021 เพื่อคว้าโอกาสนี้ในการหาเงินให้มากขึ้น ฉันจึงเพิ่มวิชาเรียนและรับหน้าที่ดูแลอาหารของนักเรียน การดูแลอาหารของนักเรียนจำนวนมากทำให้ภาระงานของฉันเพิ่มขึ้นอย่างมาก และฉันต้องออกไปซื้อวัตถุดิบทุกวัน ฉันจำได้ว่าเช้าวันหนึ่งฝนตกหนักเป็นพิเศษ ฉันตากฝนแบกตะกร้าผักหนักหลายสิบปอนด์ไปขึ้นรถทีละใบ ฉันเปียกโชกไปทั้งตัว แต่ฉันไม่รู้สึกว่าลำบากเลย ฉันคิดกับตัวเองว่า “ก็แค่เดือนนี้เดือนเดียว ถ้าฉันทนเอาหน่อย เดี๋ยวมันก็จบแล้ว พอพ้นเดือนนี้ไป ก็จะถึงเวลานับเงิน และฉันก็จะเข้าใกล้ชีวิตที่มีคุณภาพซึ่งฉันใฝ่ฝันถึงไปอีกก้าว” แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้ฉันมีความสุขแล้ว แต่ฉันไม่เคยคาดคิดเลยว่าในสัปดาห์ที่สามของเดือนกรกฎาคม ฉันจะได้รับข่าวว่าเนื่องจากการระบาดใหญ่ ทุกโรงเรียนต้องระงับการเรียนการสอน ข่าวนี้เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ฉันทำงานเตรียมการอย่างหนักเพื่อจัดชั้นเรียนภาคฤดูร้อนเหล่านี้ โดยลงทุนทั้งแรงงาน วัสดุอุปกรณ์ และเงินทองไปมากมาย ตามแผนของฉัน ตราบใดที่ฉันผ่านเดือนนี้ไปได้ ฉันก็จะได้เงินเข้ากระเป๋าโดยไม่มีปัญหา แต่มาถึงตอนนี้ การเรียนการสอนเพิ่งเสร็จไปแค่ครึ่งเดียว และฉันยังต้องคืนเงินสำหรับบทเรียนที่ยังไม่ได้สอนด้วย มองดูเงินในมือหลุดลอยไป ฉันก็อยากจะร้องไห้ แต่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย หลังจากคืนเงิน ฉันก็ตระหนักว่าฤดูร้อนนี้แทบจะเสียแรงเปล่า และฉันก็รู้สึกแย่มากกับเรื่องนี้ ฉันรู้สึกท้อแท้อยู่ทุกวัน เมื่อชั้นเรียนถูกระงับเนื่องจากการระบาดใหญ่ จู่ๆ ฉันก็มีเวลาว่าง ช่วงนั้น พี่น้องหญิงคนหนึ่งมาที่บ้านของฉัน และเธอสามัคคีธรรมกับฉันว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์เหนือสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงจัดเตรียมชะตากรรมของพวกเราแต่ละคนไว้แล้ว เธอยังบอกด้วยว่าตลอดหลายปีที่ฉันไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม พี่น้องชายหญิงคิดถึงฉันเสมอ และอยากจะช่วยเหลือสนับสนุนฉัน ฉันคิดถึงการที่ตัวเองไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามานานมากและได้ตีตัวออกห่างจากพระองค์ แต่พระองค์ก็ยังทรงห่วงใยฉันและทรงจัดเตรียมให้พี่น้องหญิงมาปลอบโยนฉัน ฉันรู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง ครั้งนี้ฉันไม่ปฏิเสธอีก และหลังจากผ่านไปสิบสามปี ในที่สุดฉันก็กลับสู่พระนิเวศของพระเจ้าและกลับมาใช้ชีวิตคริสตจักร
ครั้งหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยวฝ่ายวิญญาณ ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าดังนี้ “คนเราจะเลือกอาชีพใด จะหาเลี้ยงชีพอย่างไร สิ่งที่พวกเขาเลือกจะดีหรือร้าย—ผู้คนมีทางเลือกในเรื่องเหล่านี้หรือไม่? สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาและการตัดสินใจของผู้คนหรือเปล่า? ผู้คนส่วนใหญ่อยากทำงานให้น้อยลงและหาเงินได้มากขึ้น ไม่อยากตรากตรำกรำแดดกรำฝน อยากแต่งตัวภูมิฐาน ดูโดดเด่นสะดุดตาไม่ว่าจะไปที่ใด เป็นที่หนึ่ง และนำเกียรติมาสู่บรรพชน ผู้คนมีความปรารถนาที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ เช่นนี้ แต่เมื่อพวกเขาออกเดินก้าวแรกไปบนเส้นทางชีวิต พวกเขาก็ค่อยๆ มองเห็นว่าชะตากรรมของมนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์แบบขนาดไหน และตระหนักอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกว่าแม้คนเราจะกล้าวางแผนอนาคตของตนและฝันเตลิดไปได้สารพัดอย่าง แต่ก็ไม่มีใครมีความสามารถหรืออำนาจที่จะทำให้ความฝันของตนเป็นจริงได้ หรือมีความสามารถที่จะควบคุมอนาคตของตนเองได้ จะมีช่องว่างระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงที่พวกเขาเผชิญอยู่เสมอ สิ่งต่างๆ จะไม่มีวันสามารถเป็นไปตามที่คนเรานึกภาพเอาไว้ และเมื่อเผชิญความเป็นจริงดังกล่าว ผู้คนก็จะไม่มีวันสามารถพบเจอความพอใจหรือความสุข มีแม้กระทั่งบางคนที่พยายามคิดหาวิธีสารพัดอย่างและสำรวจทุกช่องทางที่เป็นไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุ่มเทพยายามและยอมเสียยอมสละทุกรูปแบบ เพื่อการหาเลี้ยงชีพและความสำเร็จในอนาคตของตน และเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตน แต่ในที่สุด ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความปรารถนาของตนเป็นจริงได้ด้วยการทำงานหนัก พวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้ และไม่ว่าจะดิ้นรนมากเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีวันก้าวข้ามชะตาชีวิตของตนได้ ไม่ว่าความสามารถและสติปัญญาของพวกเขาจะแตกต่างกันอย่างไร และไม่ว่าพวกเขาจะมีความแน่วแน่หรือไม่ก็ตาม ต่อหน้าชะตากรรม ทุกคนล้วนเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกว่าใครใหญ่เล็ก สูงต่ำ ได้รับการยกชูหรือต่ำศักดิ์ ทั้งนี้ คนเราจะประกอบอาชีพใด ทำสิ่งใดหาเลี้ยงชีวิต และมีความมั่งคั่งในชีวิตมากน้อยเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ความสามารถพิเศษ หรือความพยายามและความทะเยอทะยานของพวกเขา—แต่ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเหมือนตื่นจากความฝัน และฉันก็เข้าใจว่าชะตากรรมของฉันและการที่ฉันจะมีความมั่งคั่งหรือไม่นั้น อยู่ภายใต้อธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้า ไม่ว่าฉันจะพยายามและดิ้นรนหนักแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าได้ เมื่อก่อนฉันไม่รู้จักอธิปไตยของพระเจ้า และฉันก็อยากพึ่งพาความพยายามของตัวเองเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมอยู่เสมอ ตอนเด็ก ครอบครัวฉันยากจน และฉันมักถูกคนอื่นเยาะเย้ย ฉันจึงฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้มีชีวิตที่ร่ำรวยจนได้รับความชื่นชมจากผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ ตอนเด็กฉันจึงหัดขายของโดยเลียนแบบผู้ใหญ่ และเปิดชั้นเรียนสอนพิเศษช่วงปิดเทอมฤดูร้อนก่อนจบมัธยมปลาย ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ฉันยังคงตั้งแผงลอยริมถนนและทำงานพาร์ทไทม์ และหลังจากเรียนจบฉันก็เริ่มทำธุรกิจด้วยการเปิดโรงเรียน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นกะทันหันจนต้องระงับการเรียนการสอน แผนการทั้งหมดของฉันก็พังทลาย และฉันต้องมองดูเงินที่เข้ากระเป๋าไปแล้วถูกคืนกลับไป ตอนนั้นฉันรู้สึกจริงๆ ว่าการทำงานหนักไม่ได้นำมาซึ่งผลตอบแทนเสมอไป และไม่ใช่ทุกสิ่งจะดำเนินไปตามแผนของมนุษย์ ชะตากรรมของคนเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง การที่ฉันจะมีความมั่งคั่งมากแค่ไหนในชีวิตนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามและแผนการของฉัน แต่ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและอธิปไตยของพระผู้สร้าง แผนการและความพยายามของคนเราเป็นเพียงอุดมคติและความมุ่งมาดปรารถนาเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์สุดท้ายได้ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าได้ พระเจ้าประทานพรสวรรค์ด้านดนตรีและการแสดงให้ฉัน เพื่อให้ฉันสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่ฉันกลับไม่รู้จักพอ อยากพึ่งพาความพยายามของตัวเองอยู่เสมอเพื่อมีชีวิตที่ร่ำรวยและอุดมสมบูรณ์ โดยไม่สามารถนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้าได้ ท้ายที่สุดแล้ว ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่สมหวังเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวเองเหนื่อยแทบแย่และทุกข์ใจอย่างมาก ฉันช่างโง่เขลาจริงๆ! จากนั้นฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าตรัสว่า “หลังจากที่เจ้าตระหนักรู้การนี้ สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือปล่อยมือจากทัศนะเก่าๆ ในชีวิต อยู่ให้ห่างจากกับดักนานา ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับและจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้แก่ชีวิตของเจ้า เสาะแสวงที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้าเท่านั้น ไม่เลือกสิ่งใดด้วยตนเอง และกลายเป็นคนที่นมัสการพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3) ฉันไม่ปรารถนาที่จะดิ้นรนต่อต้านสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าอีกต่อไป และเต็มใจที่จะนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดเตรียมของพระองค์ หลังจากนั้นฉันก็เข้าร่วมการชุมนุมอย่างกระตือรือร้นและกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และยังเริ่มฝึกฝนเพื่อให้น้ำผู้มาใหม่ด้วย ฉันรู้สึกเบาสบายและเป็นอิสระในใจ และฉันก็ได้เห็นพระคุณของพระเจ้า ในช่วงการระบาดใหญ่ ทุกวงการซบเซา และสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก แต่โรงเรียนของฉันไม่เพียงเปิดดำเนินการได้ตามปกติเท่านั้น ยังมีสถาบันอื่นอีกสองแห่งติดต่อฉันเพื่อร่วมมือกัน ซึ่งช่วยให้ฉันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
ในเดือนมิถุนายน ปี 2022 ฉันรับหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่มให้น้ำ ด้วยการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เข้าใจว่าตอนนี้พระเจ้ากำลังทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดเป็นครั้งสุดท้าย และในท้ายที่สุดพระเจ้าจะทรงใช้มหันตภัยต่างๆ เพื่อปิดฉากยุคนี้ โดยประทานบำเหน็จแก่คนดีและทรงลงโทษคนชั่วตามความประพฤติของพวกเขา มีเพียงผู้ที่ปฏิบัติความจริง ลุล่วงหน้าที่ของตน และมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าและมีชีวิตรอดได้ สำหรับฉัน นอกเหนือจากตารางสอนที่ไม่แน่นอนในแต่ละสัปดาห์แล้ว ฉันยังต้องจัดการปัญหาต่างๆ ที่วิทยาเขตของพันธมิตรด้วย และฉันก็ไม่มีเวลาหรือเรี่ยวแรงมากพอจริงๆ ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ฉันจึงคิดจะเลิกทำงานบางอย่างเพื่อให้มีเวลาทำหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น แต่ฉันก็รู้สึกขัดแย้งในใจ โดยคิดว่า “หน้าที่ของฉันสำคัญกว่าการสอนและการหาเงิน แต่การสอนก็ไม่ได้เหนื่อยเกินไป และวิทยาเขตของพันธมิตรก็กำลังเติบโตอย่างมั่นคง ถ้าฉันทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป ฉันจะหาเงินได้น้อยลงมาก!” ฉันรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจที่จะปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ จากนั้นฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ปล่อยมือจากภาระเหล่านี้และมีเวลามากขึ้นในการกินและดื่มพระวจนะของพระองค์และทำหน้าที่ของตัวเอง ต่อมา ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ราชอาณาจักรกำลังแผ่ขยายไปในหมู่มวลมนุษย์ ราชอาณาจักรกำลังเป็นรูปเป็นร่างในหมู่มวลมนุษย์ และกำลังยืนหยัดขึ้นมาท่ามกลางมวลมนุษย์ ไม่มีกำลังบังคับใดที่สามารถทำลายราชอาณาจักรของเราได้ ประชากรของเราที่อยู่ในราชอาณาจักรของยุคนี้ มีพวกเจ้าคนใดบ้างที่มิใช่สมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์? มีพวกเจ้าคนใดอยู่นอกภาวะของมนุษย์? เมื่อจุดเริ่มต้นใหม่ของเราเป็นที่รู้กันทั่ว ผู้คนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร? พวกเจ้ามองเห็นสภาวะของโลกมนุษย์ด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว พวกเจ้ายังไม่ขจัดความคิดที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ตลอดไปอีกหรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 19) ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าได้เผยแผ่ไปยังทุกประชาชาติทั่วโลกแล้ว ความวิบัติต่างๆ และสงครามได้มาถึงแล้ว และพระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดก็ใกล้จะสิ้นสุดลง ถ้าฉันไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกควรและเอาแต่มุ่งเน้นไปที่การไล่ตามไขว่คว้าเงินทอง ฉันก็จะทำลายโอกาสของตัวเองที่จะได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอด ท้ายที่สุด ถ้าฉันตกอยู่ในความวิบัติ ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่อาจช่วยชีวิตฉันได้ สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือการไล่ตามเสาะหาความจริงและลุล่วงหน้าที่ของฉัน ดังนั้นฉันจึงเริ่มด้วยการลาออกจากการสอนในโรงเรียนเอกชน และจากนั้นก็ยุติความร่วมมือกับวิทยาเขตทั้งสองแห่งไปทีละแห่ง สิ่งนี้ทำให้ฉันมีเวลาว่างตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งหมายความว่าฉันสอนแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น แม้ว่าตอนนี้ฉันจะมีโรงเรียนพันธมิตรน้อยลงและหาเงินได้น้อยลง แต่ฉันก็มีเวลามากขึ้นในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเอง และฉันก็รู้สึกสบายใจและสงบสุข ฉันคิดว่าตัวเองปล่อยวางความยึดติดกับเงินทองไปได้บ้างแล้ว แต่ฉันไม่รู้เลยว่ามีการทดลองครั้งใหญ่รอฉันอยู่อีก
ในเดือนเมษายน ปี 2023 พี่สะใภ้แนะนำให้ฉันรู้จักธุรกิจร้านค้าออนไลน์ และบอกว่าฉันสามารถหาเงินได้ 500,000 หยวนใน 3 ถึง 6 เดือน ฉันรู้สึกหวั่นไหวมาก โดยคิดว่า “หาเงินได้ 500,000 ในเวลาสั้นๆ แบบนี้ นั่นมากกว่ารายได้ที่ฉันหาได้จากการสอนตั้งเยอะ ฉันมีบ้านอยู่แล้ว แต่ถ้าฉันเปลี่ยนไปใช้รถยี่ห้อหรูได้ ขับไปไหนมาไหนคงดูดีมีระดับขึ้นเยอะ” แต่ตอนนั้น ฉันรู้สึกไม่สบายใจและกลัวว่าจะถูกหลอก อีกทั้งยังกังวลว่าการทำธุรกิจจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของตัวเอง ฉันจึงปฏิเสธ ต่อมา พี่สะใภ้เปิดร้านและเป็นผู้จัดการ ฉันเห็นรายได้ของเธอค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากวันละหลายสิบหยวนเป็นหนึ่งถึงสองพันหยวน บางคนที่ทำธุรกิจกับเธอมีความสามารถสู้ฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเปิดร้านและได้เป็นผู้จัดการ หาเงินได้วันละหลายพันหยวน ทั้งหมดนี้ยิ่งล่อใจฉันมากขึ้นไปอีก ฉันคิดว่า “นี่ดูเหมือนหาเงินง่ายจัง ถ้าฉันหาเงินได้วันละหลายพันเหมือนกัน ฉันก็หาได้ 500,000 ในสามเดือน แล้วความปรารถนาที่จะได้รถใหม่ก็จะเป็นจริงในไม่ช้า” พอคิดว่าถ้าซื้อรถใหม่แล้วคนอื่นจะชื่นชมและอิจฉา มันก็เป็นแรงผลักดันให้ฉัน ลงทุนไปหลายพันหยวนโดยไม่ลังเล ต่อมา เพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น ฉันแนะนำธุรกิจนี้ให้เพื่อนและญาติๆ และชวนพวกเขาเข้าร่วม โดยรับประกันว่าได้กำไรแน่นอน และถ้าขาดทุน ฉันจะจ่ายคืนให้เอง ฉันขยายทีมของตัวเองไปเรื่อยๆ และยอดขายก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พอถึงเดือนมิถุนายน ฉันก็ได้เป็นผู้จัดการร้านเหมือนกัน และมีรายได้ต่อวันเกือบ 2,000 หยวน ในเดือนกรกฎาคม ฉันเปิดอีกสาขาหนึ่ง กิจการก็ยุ่งกว่าเดิม และฉันก็หาเงินได้มากขึ้นด้วย
ในเดือนสิงหาคม ปี 2023 พี่น้องชายหญิงเลือกฉันเป็นมัคนายกให้น้ำ เพื่อไม่ให้กระทบต่อหน้าที่ ฉันทำหน้าที่ในช่วงกลางวันเสมอ และพอกลับถึงบ้านตอนกลางคืนก็ดูแลร้านค้าออนไลน์ บ่อยครั้ง ฉันยังประชุมสายอยู่ตอนตีหนึ่งหรือตีสอง ฉันมักจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว ในเวลาเพียงสามเดือน ฉันเปิดร้านไปแปดแห่ง และทำยอดขายได้กว่า 2 ล้าน แต่พอนอนดึกติดๆ กัน ตอนกลางวันก็มักจะปวดหัวและอ่อนเพลีย สมองตื้อและไม่มีแรง สิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสภาวะในการทำหน้าที่ของฉัน ฉันยังเข้าร่วมการชุมนุมแบบสุกเอาเผากิน และไม่สามารถค้นพบปัญหาหรือแก้ไขความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิงได้ ทันทีที่กลับถึงบ้าน ก็มีปัญหาเรื่องร้านค้าออนไลน์รออยู่ และฉันก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่สุด แต่เพื่อหาเงิน ฉันก็รู้สึกถอนตัวไม่ขึ้น ราวกับถูกควบคุมไว้ ฉันถามพี่สะใภ้ว่า “เมื่อไหร่ฉันถึงจะหาเงินได้ 500,000 และไม่ต้องดูแลร้านค้าออนไลน์อีกคะ?” เธอตอบว่า “เมื่อยอดขายทีมของเธอถึง 5 ล้าน เธอก็ถอนตัวจากธุรกิจนี้และเลิกดูแลร้านได้ ถึงตอนนั้น เธอก็จะได้เงินครบ 500,000 พอดี” เมื่อได้ยินคำตอบนี้ ฉันก็รู้สึกมึนงงไปหมด และตระหนักได้ทันทีว่าตัวเองถูกหลอกเข้าแล้ว ฉันเคยคิดว่าการหาเงิน 500,000 จะใช้เวลาแค่สามเดือน และถึงตอนนั้น ฉันก็จะได้เงินโดยไม่ทำให้การทำหน้าที่ของฉันล่าช้า ฉันไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีเงื่อนไขว่ายอดขายทีมต้องถึง 5 ล้านหยวน เมื่อไหร่ฉันถึงจะทำตามเงื่อนไขนั้นและหลุดพ้นได้ล่ะ? ตัวเลขนี้ช่างดูห่างไกลเหลือเกิน ฉันกังวลมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตอนนั้น ฉันหาเงินได้กว่า 8,000 หยวนต่อวัน แต่ก็ไม่มีความสุขเลย ฉันตระหนักว่าตัวเองเดินผิดทาง และรู้สึกเจ็บปวดมาก จึงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ตอนนี้ข้าพระองค์รู้แล้วว่าตัวเองตกลงไปในวังวนของเงินทอง ข้าพระองค์คิดว่ามันเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ที่ลงทุนไม่กี่พันหยวน และไม่เคยคาดคิดเลยว่ามันจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์จะสลัดสิ่งนี้ทิ้งไปได้อย่างไร? ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยเหลือและทรงชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็ตัดสินใจว่าจะไม่หาเงินให้ได้ 500,000 แล้ว ฉันโทรหาพี่สะใภ้และบอกการตัดสินใจของฉันให้เธอฟัง พี่สะใภ้เห็นว่าฉันตั้งใจแน่วแน่จึงยอมตกลงตามนั้น หลังจากฉันวางมือได้ไม่นาน จู่ๆ วันหนึ่งฉันก็ได้รับข่าวว่าธุรกิจร้านค้าออนไลน์นี้แท้จริงแล้วเป็นกลโกงรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่หลายในอินเทอร์เน็ต พวกเขาจะปล่อยให้คนหาเงินได้ก่อน แล้วพอคนเหล่านั้นตายใจ พวกมิจฉาชีพก็จะเชิดเงินลงทุนทั้งหมดหนีไป ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าตัวเองถูกหลอก ฉันตกตะลึงและหมดเรี่ยวแรงไปทั้งตัว ฉันชวนคนหลายคนมาร่วมเพื่อขยายทีม และรับประกันกับทุกคนว่าจะรับผิดชอบถ้าขาดทุน พอร้านค้าออนไลน์ปิดตัวลง ทุกคนที่ฉันชักชวนเข้าร่วมก็เริ่มมาทวงเงินจากฉัน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงถูกลากเข้าไปพัวพันกับกลโกงเพราะความโลภเงินทอง พอต้องจ่ายเงินชดเชยหลายแสน ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ตลอดทั้งสัปดาห์ ฉันโดนทั้งขู่ ทั้งด่า ทั้งซักไซ้ มีทั้งสายโทรศัพท์และข้อความถาโถมเข้ามาทวงเงินจากฉัน ฉันกลัวมากจนไม่กล้าแม้แต่จะมองโทรศัพท์ และไม่รู้เลยว่าจะเผชิญหน้ากับเรื่องทั้งหมดนี้ยังไง ฉันเจ็บปวดจนถึงขั้นคิดจะกระโดดตึกเพื่อจบทุกอย่าง ฉันคิดว่าถึงแม้ตัวเองจะถูกหลอกเหมือนกัน แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการรับผลที่ตามมาได้ ท้ายที่สุดฉันจึงจ่ายเงินชดเชยไปเกือบ 200,000 หยวน น้ำหนักฉันลดไปกว่าห้ากิโลกรัมในสัปดาห์เดียว ท่ามกลางความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง ฉันอธิษฐานทั้งน้ำตาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ผิดไปแล้ว ข้าพระองค์รู้ว่าความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีทำลายตัวข้าพระองค์เอง ข้าพระองค์เจ็บปวดมาก แต่ข้าพระองค์รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่พระองค์ทรงอนุญาต โปรดทรงชี้แนะข้าพระองค์ให้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน หัวใจของฉันก็ค่อยๆ สงบลง และฉันก็เต็มใจที่จะแสวงหาความจริง
ในการแสวงหา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจว่าซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาควบคุมความคิดของผู้คน ทำให้พวกเขานึกถึงแต่สองสิ่งนี้เท่านั้น ทั้งยังทำให้พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ทนทุกข์จากความยากลำบากเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ สู้ทนความอัปยศอดสูและยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และวินิจฉัยหรือตัดสินใจทุกครั้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ซาตานล่ามผู้คนไว้กับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นก็ด้วยวิธีนี้ และเมื่อใส่โซ่ตรวนเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าที่จะหลุดเป็นอิสระ และโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็แบกโซ่ตรวนเหล่านี้พลางลากเท้าไปข้างหน้าอย่างยากเย็นยิ่ง และเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ มวลมนุษย์จึงออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ ทั้งยังเลวลงเรื่อยๆ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและผลประโยชน์ของซาตานด้วยวิธีนี้นี่เอง” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6) “‘เงินทำให้โลกหมุนไป’ เป็นปรัชญาหนึ่งของซาตาน แพร่หลายมากในหมู่คน ในทุกสังคม เจ้าสามารถกล่าวได้ว่ามันเป็นกระแสนิยมอย่างหนึ่ง นี่เป็นเพราะมันถูกปลูกฝังอยู่ในหัวใจของทุกคนที่ไม่ได้ยอมรับคำกล่าวนี้แต่แรก แต่ต่อมากลับให้การยอมรับมันโดยปริยายเมื่อพวกเขาเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับชีวิตจริง และเริ่มที่จะรู้สึกว่าอันที่จริงแล้วคำพูดเหล่านี้จริงแท้ นี่ไม่ใช่กระบวนการที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามหรอกหรือ?… ไม่ว่าประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งมีกับคำกล่าวนี้จะลงลึกมากเพียงใด แต่คำกล่าวนี้ก็ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบเช่นใดไปแล้วต่อหัวใจของพวกเขา? เรื่องมีอยู่ว่าผู้คนในโลกนี้—และกล่าวได้ว่ารวมถึงพวกเจ้าทุกคนด้วย—เผยบางสิ่งในอุปนิสัยของตนออกมา สิ่งนั้นคืออะไร? คือการบูชาเงินตรา ง่ายหรือไม่ที่จะขจัดสิ่งนี้ออกจากหัวใจของผู้คน? ไม่ง่าย! นี่แสดงให้เห็นว่าซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างหนักจริงๆ! ซาตานใช้เงินทองมาล่อลวงผู้คน และทำให้พวกเขาทุกคนเสื่อมทรามจนยอมบูชาเงินทองและวัตถุสิ่งของ แล้วการบูชาเงินทองนี้สำแดงให้เห็นในตัวผู้คนอย่างไร? พวกเจ้าคิดมิใช่หรือว่าในโลกนี้พวกเจ้าไม่อาจอยู่รอดได้ถ้าไม่มีเงิน และไม่อาจอยู่ได้แม้แต่วันเดียวถ้าไม่มีมัน? ผู้คนมีเงินมากเท่าใดย่อมกำหนดว่าสถานะของพวกเขาจะสูงส่งและตัวพวกเขาเองจะเป็นผู้ทรงเกียรติขนาดไหน คนยากจนย่อมไม่รู้สึกว่าตนสามารถยืดอกได้อย่างภาคภูมิ ส่วนคนรวยกลับมีสถานะสูงส่ง ยืดอกได้อย่างภาคภูมิ สามารถพูดจาเสียงดังและใช้ชีวิตได้อย่างโอหังและไร้การควบคุม คำกล่าวและกระแสนิยมนี้นำสิ่งใดมาให้ผู้คน? จริงหรือไม่ที่ผู้คนมากมายเต็มใจแลกทุกสิ่งเพื่อให้ได้เงินมา? ผู้คนมากมายไม่ได้สูญเสียศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์สุจริตของพวกเขาไปในการไล่ตามเสาะหาเงินตราที่มากขึ้นหรอกหรือ? ผู้คนจำนวนมากเสียโอกาสที่จะทำหน้าที่ของตนและติดตามพระเจ้าก็เพื่อเงินมิใช่หรือ? การสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอดไม่ใช่การสูญเสียที่สาหัสที่สุดสำหรับผู้คนหรอกหรือ? เพียงใช้วิธีการนี้และคำกล่าวนี้ ซาตานก็ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามได้ถึงขนาดนี้แล้ว เจตนาของซาตานจึงร้ายกาจมิใช่หรือ? นี่คือเล่ห์กลที่มุ่งร้ายมิใช่หรือ? ขณะที่เจ้าก้าวจากการคัดค้านคติพจน์ยอดนิยมนี้ไปสู่การยอมรับในที่สุดว่ามันเป็นความจริง หัวใจของเจ้าก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานโดยบริบูรณ์ และดังนั้นเจ้าก็ได้มาดำรงชีวิตอยู่ด้วยคติพจน์นี้โดยไม่ตั้งใจ คติพจน์นี้ส่งผลต่อเจ้าถึงระดับใด? เจ้าอาจจะรู้จักหนทางที่แท้จริง และเจ้าอาจจะรู้จักความจริง แต่เจ้าไร้พลังที่จะไล่ตามเสาะหาการนั้น เจ้าอาจจะรู้อย่างชัดเจนว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง แต่เจ้าไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคา หรือที่จะทนทุกข์เพื่อให้ได้รับความจริงนั้นมา ในทางกลับกัน เจ้าคงจะพลีอุทิศอนาคตและชะตาลิขิตของเจ้าเองเพื่อต้านทานพระเจ้าจนถึงที่สุดมากกว่า ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเข้าใจหรือไม่ว่าความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเจ้านั้นลึกซึ้งเพียงใดหรือยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าย่อมจะยืนกรานอย่างดื้อด้านในการที่จะมีหนทางของเจ้าเองและจ่ายราคาให้แก่คติพจน์นี้” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5) เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าเป็นซาตานที่ปลูกฝังความคิดและแนวคิดที่ผิดๆ มากมายให้กับผู้คน ทำให้ผู้คนเทิดทูนเงินทอง ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และความปรารถนาทางวัตถุ ทำให้พวกเขาเอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ จนไม่สามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับการช่วยให้รอดจากพระองค์ได้ ฉันใช้ชีวิตตามพิษที่ซาตานปลูกฝัง เช่น “เงินทำให้โลกหมุนไป” “เงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีเงิน ก็จะทำอะไรไม่ได้” “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ” และ “เป็นคนเหนือผู้อื่น” ฉันคิดว่าเงินคือคำตอบของทุกสิ่ง คนเราจะอยู่รอดไม่ได้ถ้าไม่มีเงิน และถ้าคนเรามีเงิน ก็จะมีสถานะที่น่านับถือ และคนอื่นก็จะไม่กล้าดูถูกหรือเยาะเย้ยพวกเขาอีก ตอนเด็ก ฉันถูกเยาะเย้ยเพราะครอบครัวยากจน ฉันจึงอยากร่ำรวยและมีชีวิตที่มั่งคั่ง เพื่อให้คนอื่นมาชื่นชมฉัน เพื่อหาเงิน ฉันลองทำทุกวิถีทาง และฉันก็เลิกเข้าร่วมการชุมนุมและเลิกอ่านพระวจนะของพระเจ้า แม้แต่ตอนที่แม่เอาหนังสือพระวจนะของพระเจ้ามาให้ ฉันก็จะผลักไสไปอย่างรำคาญใจ หลังจากเปิดโรงเรียนสอนศิลปะ ฉันก็เอาแต่คิดว่าจะทำการตลาดและรับสมัครนักเรียนเพิ่มเพื่อหาเงินให้มากขึ้นได้ยังไง ทุกๆ วันจิตใจฉันตึงเครียด และฉันก็เหนื่อยล้าจนถึงขั้นนอนไม่หลับและปวดหัว ท้ายที่สุด เนื่องจากการระบาดใหญ่ ทุกอย่างจึงต้องปิดตัวลง และตอนนั้นเองฉันถึงได้กลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ต่อมา จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าชะตากรรมในชีวิตและการที่ฉันจะมีความมั่งคั่งมากเพียงใด ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามและแผนการของฉัน อย่างไรก็ตาม เพราะความอยากได้เงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ของฉันรุนแรงเกินไป ฉันจึงมองไม่เห็นวิธีการอันชั่วร้ายที่ซาตานใช้ทำร้ายผู้คน ดังนั้น เมื่อฉันถูกเงินล่อใจอีกครั้ง เพื่อหาเงินเพิ่มอีก 500,000 หยวนไปซื้อรถหรูและทำให้ผู้คนชื่นชมและอิจฉา ฉันจึงหลงไปในทางที่ผิดและตกหลุมพรางของกลโกงออนไลน์ เปลี่ยนจากครูใหญ่ที่น่านับถือกลายเป็นมิจฉาชีพที่หลอกเอาเงินผู้คน เมื่อเผชิญกับค่าชดเชยมหาศาล รวมถึงเสียงวิจารณ์และการด่าทอจากเพื่อนและญาติๆ อย่างไม่จบไม่สิ้น ฉันก็รู้สึกเหมือนหนูที่ถูกทุกคนรังเกียจ ฉันได้รับความกระทบกระเทือนและความทุกข์ทรมานอย่างหนักทั้งทางจิตใจและร่างกาย และฉันถึงกับคิดจะจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีจากเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันเห็นว่าเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์เปรียบเสมือนเชือกที่มองไม่เห็นซึ่งมัดฉันไว้แน่น และฉันก็ใช้ชีวิตตามพิษของซาตานเหล่านี้ โดยถือเอาการได้มาซึ่งเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์เป็นเป้าหมายในชีวิต และผลก็คือ ฉันถูกซาตานหลอกจนต้องทนทุกข์อย่างสุดจะพรรณนา ฉันเห็นว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่ง ชื่อเสียง และผลประโยชน์มีแต่จะทำให้ชีวิตฉันเจ็บปวดมากขึ้น ทำให้ฉันออกห่างจากพระเจ้าและสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า จากนั้นฉันก็คิดถึงผู้คนมากมายที่หลังจากขาดทุนจากการทำธุรกิจก็เป็นโรคซึมเศร้า และบางคนทนไม่ไหวถึงขั้นกระโดดตึกตาย ฉันเห็นว่าการไล่ตามไขว่คว้าเงินทองคือเส้นทางสู่ความพินาศ ฉันดีใจมากที่ได้มาติดตามพระเจ้า ดังนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ฉันจึงได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระวจนะของพระเจ้า ทำให้ฉันเข้าใจความจริงและแยกแยะได้บ้างว่าซาตานใช้เงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร มิฉะนั้น ฉันก็คงเป็นหนึ่งในคนที่ฆ่าตัวตายไปแล้ว แม้ว่าฉันจะเสียเงินไปกับเรื่องนี้ แต่ฉันก็ได้เห็นว่าพระเจ้าทรงใส่พระทัยเพียงใดในการช่วยฉันให้รอด ฉันขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ!
วันหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยวฝ่ายวิญญาณ ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าใจว่าพระเจ้าทรงมีข้อกำหนดอะไรต่อผู้คน และการไล่ตามเสาะหาสิ่งใดจึงจะมีความหมายอย่างแท้จริง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าไม่ทรงพึงประสงค์ให้เจ้าแค่ทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดของเจ้าแค่เพื่อให้อยู่รอดและดำรงชีวิตไว้ พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องให้เจ้าใช้ชีวิตที่สวยหรูและถวายพระเกียรติพระองค์ผ่านทางการนั้น และพระองค์ก็ไม่พึงประสงค์ให้เจ้าสำเร็จลุล่วงกิจการยิ่งใหญ่อันใดในโลกนี้ แสดงปาฏิหาริย์ ร่วมสมทบสิ่งใดให้แก่มวลมนุษย์ ให้การช่วยเหลือผู้คนจำนวนใดก็ตาม หรือแก้ปัญหาการจ้างงานของผู้คนจำนวนใดก็ตาม ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องมีอาชีพการงานที่หรูหรา กลายเป็นมีชื่อเสียงทั่วโลก และจากนั้นก็ใช้สิ่งเหล่านี้มาถวายพระเกียรติพระนามของพระเจ้า กล่าวประกาศต่อโลกว่า ‘ฉันเป็นคริสเตียน ฉันเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์’ พระเจ้าทรงหวังเพียงให้เจ้าสามารถเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นปัจเจกชนทั่วไปในโลกนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงปาฏิหาริย์ใด เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศในวิชาชีพหรือสาขาวิชาอันหลากหลาย หรือกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือบุคคลสำคัญผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นใครบางคนที่กอบโกยความเลื่อมใสหรือความเคารพของผู้คน และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมีความสำเร็จหรือรางวัลเกียรติยศในหลากหลายด้าน แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็นเลยที่เจ้าจะต้องทำการร่วมสนับสนุนใดๆ ในสายอาชีพสารพัดเพื่อที่จะถวายพระเกียรติพระเจ้า ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเจ้านั้นก็เพียงให้เจ้าดำเนินชีวิตให้ดี มีสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่หิวโหย แต่งกายอย่างอบอุ่นในฤดูหนาวและอย่างเหมาะสมในฤดูร้อน ตราบที่ชีวิตของเจ้าเป็นปกติและเจ้ามีความสามารถที่จะอยู่รอด นั่นก็พอแล้ว—นั่นคือข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้ามีของประทาน พรสวรรค์ หรือความสามารถที่พิเศษใดๆ พระเจ้าก็ไม่ทรงปรารถนาให้เจ้าใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ได้รับความสำเร็จทางโลก แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้เจ้าประยุกต์ใช้ของประทานหรือขีดความสามารถใดก็ตามที่เจ้ามีเข้ากับการทำหน้าที่ของเจ้าซึ่งพระองค์ไว้วางพระทัยมอบหมายให้แก่เจ้า และเข้ากับการไล่ตามเสาะหาความจริง และบรรลุความรอดในท้ายที่สุด นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด และพระเจ้าไม่ได้ทรงพึงประสงค์สิ่งใดที่เกินกว่านั้น” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (21)) “ยุคสุดท้ายก็เป็นเวลาพิเศษเช่นกัน ในแง่หนึ่งนั้น กิจธุระของคริสตจักรกำลังยุ่งวุ่นวายและซับซ้อน ในอีกแง่นั้น การเผชิญชั่วขณะนี้ที่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้ากำลังแผ่ขยายออกไป จำเป็นต้องมีผู้คนจำนวนมากขึ้นที่จะอุทิศเวลาและพลังงานของตน ร่วมสมทบความพยายามของตนและลุล่วงหน้าที่ของตนเพื่อให้ได้ตามความต้องการที่จำเป็นของโครงการสารพันภายในพระนิเวศของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่าเจ้ามีสายอาชีพอะไร หากนอกเหนือจากการทำให้ได้ตามความต้องการที่จำเป็นในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานแล้ว เจ้าสามารถอุทิศเวลาและพลังงานของเจ้าเพื่อลุล่วงหน้าที่ของเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้า ให้ความร่วมมือกับโครงการอันหลากหลาย เช่นนั้นแล้วในพระเนตรของพระเจ้า นี่ไม่เพียงเป็นที่พึงปรารถนาแต่ยังเปี่ยมคุณค่าเป็นพิเศษอีกด้วย นี่คู่ควรแก่การได้รับการรำลึกถึงจากพระเจ้า และยังคุ้มค่าด้วยเช่นกันที่ผู้คนจะลงทุนและใช้จ่ายไปมากเท่านี้ นั่นเป็นเพราะถึงแม้เจ้าได้เสียสละความสุขสำราญของเนื้อหนังไป แต่สิ่งที่เจ้าได้รับก็คือชีวิตอันมิอาจประเมินราคาได้แห่งพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ขุมศัพท์อันมิอาจประเมินราคาได้ที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดในโลก กับเงิน หรือกับสิ่งอื่นได้เลย และขุมทรัพย์อันมิอาจประเมินค่าได้นี้ สิ่งที่เจ้าได้รับผ่านทางการลงทุนเวลาและพลังงาน ผ่านทางความพยายามและการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง นี่เป็นความเอื้อเฟื้อพิเศษและเป็นบางสิ่งซึ่งเจ้าโชคดีที่ได้รับใช่หรือไม่? การที่พระวจนะของพระเจ้าและความจริงกลายเป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง นี่คือขุมทรัพย์อันมิอาจประเมินราคาได้ในการแลกเปลี่ยนที่ผู้คนควรเสนอทุกสิ่งให้ไป… หากหลังจากที่มีอาหารและเสื้อผ้า เจ้าก็ทุ่มเวลากับพลังงานพิเศษเข้าไป หาเงินได้มากขึ้น ได้มาซึ่งความยินดีทางวัตถุมากขึ้น และเนื้อหนังของเจ้าก็ได้รับการสนอง ทว่าในการทำเช่นนั้น เจ้าได้ทำลายความหวังของความรอดของตัวเจ้าเอง เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ไม่ใช่สิ่งดีสำหรับเจ้า เจ้าควรไม่สบายใจและวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น เจ้าควรปรับงานหรือท่าทีของเจ้าเกี่ยวกับชีวิตและข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตทางกาย เจ้าควรปล่อยมือจากความอยากได้อยากมี แผนการและกำหนดการบางอย่างสำหรับชีวิตในเนื้อหนังที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง เจ้าควรอธิษฐานต่อพระเจ้า มาสู่การทรงสถิตของพระองค์ และแน่วแน่ที่จะลุล่วงหน้าที่ของตนเอง ทุ่มจิตใจและร่างกายของเจ้าให้กับกิจนานาสารพันในพระนิเวศของพระเจ้า เพียรพยายามเพื่อที่ในภายภาคหน้าวันที่พระราชกิจของพระเจ้าสรุปปิดตัวลง ตอนที่พระเจ้าทรงตรวจสอบงานของผู้คนต่างประเภทกันทั้งหมด และทรงประเมินวัดวุฒิภาวะของผู้คนต่างประเภทกันเหล่านี้ทั้งหมด เจ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา เมื่อพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง เมื่อข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าได้เผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล เมื่อฉากอันน่าชื่นบานนี้คลี่คลายตัวออกมา ก็จะมีความตรากตรำ การลงทุน และการพลีอุทิศของเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงได้รับพระสิริ เมื่อพระราชกิจของพระองค์แผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรวาล เมื่อทุกคนกำลังฉลองการสำเร็จลุล่วงที่ประสบความสำเร็จของพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ตรงการคลี่คลายตัวของชั่วขณะแห่งความชื่นบานนั้น เจ้าก็จะเป็นคนหนึ่งซึ่งเชื่อมโยงกับความชื่นบานยินดีนี้ เจ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของความชื่นบานยินดีนี้ ไม่ใช่คนที่จะร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คนที่จะตีอกชกหัวตัวเองในขณะที่คนอื่นทุกคนกำลังโห่ร้องและกระโดดโลดเต้นด้วยความชื่นบานยินดี ไม่ใช่คนที่กำลังได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง ผู้ที่จะถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์อย่างถ้วนทั่วและทรงกำจัดออกไป” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (20)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องการให้ผู้คนมีชื่อเสียงหรือยิ่งใหญ่เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์หรือเป็นพยานให้พระองค์ พระเจ้าเพียงทรงหวังว่าตราบใดที่ผู้คนมีเสื้อผ้าและอาหาร พวกเขาจะใช้เวลามากขึ้นในการไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ฉันคิดถึงการที่ตัวเองมีพรสวรรค์ด้านดนตรีมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนจบ ฉันก็หาเลี้ยงชีพด้วยพรสวรรค์ของตัวเอง และในชีวิตฉันไม่เพียงแต่มีเสื้อผ้าและอาหารเท่านั้น แต่ยังมีเหลือใช้ด้วย แต่ฉันกลับไม่พอใจกับสิ่งนี้ และอยากหาเงินให้ได้มากขึ้นและได้รับความชื่นชมจากผู้คนมากขึ้น ฉันคิดว่าการโดดเด่นเหนือผู้อื่นนั้นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อคิดย้อนกลับไป ก่อนที่ฉันจะพบพระเจ้า ฉันหาเงินได้บ้างและได้รับความชื่นชมจากผู้คน แต่ภายในใจฉันกลับไม่รู้สึกสบายใจเลย นับประสาอะไรกับความสุขที่แท้จริง ทุกๆ วัน นอกจากการทำงาน ฉันก็แค่กิน ดื่ม และเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ เพื่อแก้เบื่อ และฉันก็ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของชีวิต หรือความหมายและคุณค่าของชีวิตเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเงินจะนำความสุขสำราญทางวัตถุมาให้ฉันชั่วคราว แต่มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนความว่างเปล่าที่อยู่ลึกๆ ในใจฉันได้ จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าการไล่ตามไขว่คว้าเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ก็ยังคงนำไปสู่ความว่างเปล่า และมันไม่มีความหมายอะไรเลย มีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงและการลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น ชีวิตจึงจะมีความหมายและมีคุณค่า ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ “เขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน? หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา?” (มัทธิว 16:26) เมื่อก่อนตอนที่ฉันไม่มีเงิน ฉันคิดอยู่เสมอว่าถ้ามีเงินแล้วฉันจะพอใจ แต่ถึงแม้ฉันจะมีเงินแล้ว ฉันก็ยังรู้สึกว่างเปล่าและพบว่าชีวิตไม่มีความหมาย เงินไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนต้องการอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น มีคนหนึ่งจากบ้านเกิดของฉัน ที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย เขาไปที่สะพาน โยนเงินทั้งหมดของเขาทิ้งลงไป แล้วก็กระโดดลงแม่น้ำเพื่อจบชีวิตตัวเอง เมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยและความตาย ไม่ว่าคุณจะมีเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์มากแค่ไหน หรือมีคนชื่นชมคุณมากเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ก็ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถซื้อชีวิตได้ และการไม่ติดตามพระเจ้า ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง หรือไม่ทำหน้าที่ ท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ความว่างเปล่า ตอนนี้พระราชกิจของพระเจ้ามาถึงระยะสุดท้ายแล้ว และโอกาสกับเวลาที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงก็กำลังจะหมดลง ฉันควรใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น และลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือสิ่งที่มีความหมายที่สุด ฉันนึกถึงภรรยาของโลท ทูตสวรรค์ช่วยเธอให้รอด และเธอก็หนีออกจากเมืองโสโดมแล้ว แต่เพราะเธอไม่สามารถปล่อยวางทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งของเธอได้ เธอจึงหันกลับไปมองและกลายเป็นเสาเกลือ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่าอับอาย ตอนนี้เราอยู่ในช่วงสุดท้ายของเส้นทางแล้ว และฉันควรเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับภรรยาของโลท ฉันต้องปล่อยวางการไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่ง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ แล้วทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีและไล่ตามเสาะหาความจริง นี่คือชีวิตที่มีความหมายที่สุดซึ่งพระเจ้าทรงเห็นชอบ
ตอนนี้ฉันทำหน้าที่เป็นผู้นำในคริสตจักร เพื่อให้มีเวลาและพลังงานมากขึ้นในการเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริงและลุล่วงหน้าที่ของตัวเอง ฉันจึงรับนักเรียนไว้แค่สิบกว่าคน และทำงานสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมงเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำวัน โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำหน้าที่ของตัวเอง ผ่านการทำหน้าที่ ฉันได้เรียนรู้วิธีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น วิธีทำหน้าที่ของตัวเองให้ได้มาตรฐาน และวิธีรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ตอนนี้ ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าและทำหน้าที่ของตัวเองทุกวัน ฉันไม่ถูกเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ผูกมัดและทำร้ายอีกต่อไป และฉันก็รู้สึกเบาสบายและสงบใจ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยฉันให้รอด!