49. ฉันไม่พึ่งพาลูกชายให้ดูแลยามแก่เฒ่าอีกต่อไป
ในปี 2001 ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ในปี 2020 ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบและโรคหัวใจ ตอนนั้นฉันต้องการเงินค่ารักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน พอดีลูกชายก็ส่งเงินมาให้ 5,000 หยวน ฉันคิดว่า “ลูกชายเป็นคนที่ฉันพึ่งพาได้เสมอ พอแก่ตัวไป ฉันจะยังต้องพึ่งพาลูก” ในปี 2022 ลูกชายของฉันแต่งงาน และเขาก็ซื้อทั้งบ้านและรถด้วยตัวเอง ต่อมา ลูกสะใภ้ของฉันใช้เงินมากกว่าหนึ่งพันหยวนซื้อแหวนทองให้ฉันวงหนึ่ง เธอยังพูดกับฉันด้วยว่า “พวกเราไม่ขออะไรจากแม่เลยค่ะ แค่ในอนาคตถ้าพวกเรามีลูก ก็อยากให้แม่ช่วยดูแลให้หน่อยก็พอ” พอเห็นว่าลูกชายกับลูกสะใภ้ดีกับฉันมาก ฉันก็คิดว่า “นี่เป็นลูกชายคนเดียวของฉัน ฉันต้องเข้ากับลูกชายและลูกสะใภ้ให้ดี เพราะเมื่อแก่ตัวไป ก็ต้องพึ่งให้พวกเขาดูแล สุขภาพของฉันแย่ลงทุกปี ถ้าฉันช่วยพวกเขาดูแลลูกในตอนที่ยังพอทำไหว พอฉันแก่ตัวไป พวกเขาก็จะดูแลฉัน” พอคิดแบบนี้ ฉันก็ตกลงแล้วพูดว่า “ได้สิ พอพวกลูกมีลูก แม่จะดูแลให้เอง” ต่อมา เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการจับกุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันจึงจำต้องออกจากบ้านเพื่อไปทำหน้าที่ในคริสตจักร
วันหนึ่งในเดือนเมษายน ปี 2024 ฉันได้รู้ว่าลูกสะใภ้ตั้งครรภ์ และครอบครัวก็ขอให้ฉันกลับไปดูแลเธอ ฉันจึงรีบกลับไป แต่ทว่า ทันทีที่ฉันกลับถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านก็มาตรวจสอบทะเบียนบ้านของฉัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีรูปถ่ายของฉันและตามหาฉันมาตลอดหลายปีนี้ ฉันจึงไม่กล้าอยู่ที่บ้านและรีบออกมา หลังจากกลับมาที่คริสตจักร ฉันรู้สึกเศร้ามากและคิดว่า “ลูกชายทำงานอยู่อีกเมืองหนึ่งและไม่มีเวลาดูแลลูกสะใภ้ ถ้าฉันซึ่งเป็นแม่สามีไม่ไปดูแลเธอ ครอบครัวของเธอจะคิดกับฉันยังไงนะ? ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ลูกสะใภ้เป็นยังไงบ้าง” พอคิดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกตลอดว่าติดค้างพวกเขา เพราะความทุกข์ทรมานในใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบจึงกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ฉันยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นไปอีกและคิดว่า “ฉันอายุมากขึ้นทุกวัน สุขภาพก็แย่ลงเรื่อยๆ ในอนาคต ฉันจะไม่ต้องให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ดูแลหรอกเหรอ? ตอนที่ลูกสะใภ้ต้องการฉันมากที่สุด ฉันก็ไม่ได้ไปดูแลเธอ ถ้าวันหนึ่งฉันแก่และป่วยแล้วต้องกลับไปหาพวกเขา พวกเขาจะยังยอมรับและดูแลฉันตอนแก่ไหม?” เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดถึงเรื่องนี้ สภาวะของฉันก็จะแย่ลง วันเวลาผ่านไป และในไม่ช้าก็ถึงเวลาคลอด แต่ฉันก็ยังไม่สามารถกลับไปดูแลลูกสะใภ้ได้ และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ตอนนั้นฉันทำหน้าที่ให้น้ำผู้มาใหม่ แม้ว่าฉันจะทำหน้าที่ทุกวัน แต่เรื่องนี้มักจะกวนใจฉัน และฉันก็ไม่ได้ติดตามงานหรือแก้ไขปัญหาของผู้มาใหม่ให้ทันเวลา ผลก็คือ ปัญหาของผู้มาใหม่บางคนไม่ได้รับการแก้ไขในทันที และพวกเขาก็ตกอยู่ในความคิดลบและความอ่อนแอ เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตัวเองให้ดี ฉันก็ไม่ได้คิดหาวิธีแก้ไขหรือพลิกสถานการณ์ แต่ฉันกลับคิดว่า “ถ้าไม่ได้ผลลัพธ์ ก็ช่างมัน ถ้าฉันถูกปลด ฉันอาจจะกลับไปหาลูกชายและช่วยเขาดูแลลูกได้” เพราะฉันใช้ชีวิตในสภาวะที่ไม่ถูกต้อง ฉันจึงทำหน้าที่โดยปราศจากการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และกลายเป็นคนคิดลบและทุกข์ใจ จากนั้นฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากกลับบ้านไปดูแลลูกสะใภ้กับหลานชายอยู่ตลอดเวลา ข้าพระองค์กลัวว่าถ้าไม่กลับไปตอนนี้ พอแก่ตัวไปจะไม่มีใครดูแลข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ว่าการใช้ชีวิตในสภาวะนี้เป็นเรื่องผิด ขอพระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำข้าพระองค์ให้เข้าใจความจริงและรู้จักปัญหาของตัวเองด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ทำไมลูกๆ จึงกตัญญูต่อบิดามารดาของพวกเขา? ทำไมบิดามารดาจึงหลงใหลลูกๆ ของพวกเขา? อันที่จริงแล้วผู้คนเก็บงำเจตนาชนิดใดเอาไว้? เจตนาของพวกเขาไม่ใช่เพื่อตอบสนองแผนการและความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของพวกเขาเองหรอกหรือ? พวกเขาหมายที่จะกระทำการเพื่อประโยชน์ของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าโดยแท้จริงใช่หรือไม่? พวกเขากำลังกระทำการเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระเจ้าจริงๆ ใช่หรือไม่? เจตนาของพวกเขาคือเพื่อทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงใช่หรือไม่?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน) พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าระหว่างผู้คน ไม่มีความรักหรือความห่วงใยที่แท้จริงเลย ทุกคนต่างก็มีเจตนาของตัวเอง แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ฉันเป็นเหมือนที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเลย ฉันคิดถึงเรื่องการตั้งครรภ์ของลูกสะใภ้อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะฉันอยากดูแลเธออย่างจริงใจ แต่เป็นเพราะเจตนาของฉันเอง ฉันรู้สึกว่าสุขภาพของตัวเองแย่ลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และฉันจะยังต้องพึ่งพาลูกชายให้ดูแลในยามแก่เฒ่า ดังนั้น ฉันจึงอยากช่วยพวกเขาดูแลลูกในขณะที่ฉันยังทำได้ เพื่อที่เขาจะได้ดูแลฉันในยามแก่เฒ่าเป็นการตอบแทน แต่เมื่อฉันไม่สามารถกลับไปได้เพราะหน้าที่และความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตัวเอง ฉันก็ทุกข์ใจมาก และไม่มีสำนึกถึงภาระในหน้าที่อีกต่อไป ฉันเห็นว่าฉันคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตัวเอง
ต่อมา ฉันแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเอง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อผู้คนไม่สามารถรู้เท่าทัน เข้าใจ ยอมรับ หรือนบนอบอธิปไตยของพระเจ้าและสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงไว้ให้ และเมื่อผู้คนเผชิญความยุ่งยากต่างๆ นานาในชีวิตประจำวันของตน หรือเมื่อความยุ่งยากเหล่านี้มีมากเกินกว่าที่ผู้คนปกติจะสามารถรับได้ พวกเขาก็รู้สึกถึงความวิตกกังวลและความกระวนกระวายสารพัดอย่าง และถึงขั้นทุกข์ใจโดยไม่รู้ตัว พวกเขาไม่รู้ว่าวันพรุ่งหรือวันมะรืนจะเป็นเช่นไร หรืออนาคตของตนจะเป็นเช่นใด ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกทุกข์ใจ กระวนกระวาย และวิตกกังวลถึงเรื่องต่างๆ สารพัดรูปแบบ บริบทใดที่ก่อให้เกิดภาวะอารมณ์ที่เป็นลบเหล่านี้? บริบทที่พวกเขาไม่เชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า—หมายถึงพวกเขาไม่สามารถเชื่อและมองทะลุถึงอธิปไตยของพระเจ้า และไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าอยู่ในหัวใจ ต่อให้พวกเขามองเห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตาของตนเอง พวกเขาก็จะไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขา ไม่เชื่อว่าชีวิตของตนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ดังนั้น หัวใจของพวกเขาจึงเกิดความไม่ไว้วางใจในอธิปไตยและการจัดแจงเตรียมการของพระเจ้า และจากนั้นก็เกิดคำพร่ำบ่น และพวกเขาไม่สามารถนบนอบได้” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (3)) สิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปงคือสภาวะของฉันเลย หลังจากพบพระเจ้าครั้งแรก และตอนที่มีสุขภาพดี ฉันสามารถจดจ่อกับหน้าที่ของตัวเองได้ แต่เมื่อฉันอายุมากขึ้น ปัญหาสุขภาพของฉันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ฉันเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ และหัวใจของฉันก็ไม่ค่อยดีนัก โดยไม่รู้ตัว ฉันเริ่มใช้ชีวิตในความทุกข์และความกระวนกระวาย กลุ้มใจว่าจะทำอย่างไรถ้าสุขภาพแย่ลงและไม่มีใครคอยดูแล ตอนที่ลูกชายกับลูกสะใภ้ต้องการฉัน ฉันก็ไม่ได้กลับไปดูแลพวกเขา แล้วพวกเขาจะยังดูแลฉันไหมเมื่อฉันแก่ตัวลงและต้องการการดูแล? เมื่อฉันคิดเช่นนี้ ฉันก็เริ่มจมดิ่งสู่ภาวะอารมณ์ที่เป็นลบ สูญเสียสำนึกถึงภาระในหน้าที่ของตัวเอง และถึงกับเริ่มไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ในคริสตจักร ฉันแค่อยากกลับไปดูแลลูกสะใภ้ แม้ว่าฉันจะพูดบ่อยๆ ว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับฉัน ฉันก็สูญเสียความเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้าและแค่อยากจะพึ่งพาผู้อื่น ฉันได้เห็นว่าตัวเองไม่มีความเชื่อในพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย เมื่อคิดย้อนกลับไป การที่ฉันกลุ้มใจเรื่องเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร? พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการชีวิตในอนาคตของฉันไว้แล้ว และฉันเพียงแค่ต้องนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และรับประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายตามธรรมชาติ
ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า พระเจ้าตรัสว่า “พ่อแม่ได้เพลิดเพลินและได้รับสิ่งเหล่านี้จากลูกของตัวเองอันเป็นสิ่งชูใจและบำเหน็จรางวัลอันใหญ่หลวงแก่พวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว ในข้อเท็จจริงนั้น แค่จากการแสดงบทบาทของการทำให้ลูกเกิดมาและการฟูมฟักเลี้ยงดูพวกเขา เจ้าก็ได้รับจากพวกเขาไปเรียบร้อยแล้วอย่างมากมาย ส่วนการที่ลูกจะกตัญญูต่อเจ้าหรือไม่ เจ้าสามารถพึ่งพาพวกเขาได้ทุกเรื่องหรือไม่ และเจ้าสามารถได้รับสิ่งใดมาจากพวกเขานั้น สิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า พวกเจ้าถูกกำหนดให้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหรือไม่ และนี่เป็นการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า ในอีกแง่หนึ่งนั้น สภาพแวดล้อมที่ลูกของเจ้าดำรงชีวิตอยู่ ภาวะการดำรงชีพของพวกเขา พวกเขามีภาวะที่จะดูแลเจ้าหรือไม่ พวกเขาสะดวกสบายทางด้านการเงินหรือไม่ อีกทั้งพวกเขาสามารถมอบความสุขสำราญทางวัตถุและความอนุเคราะห์แก่เจ้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะพ่อแม่ เจ้าสามารถสุขสำราญกับสิ่งของทางวัตถุ เงินทอง หรือสิ่งชูใจทางอารมณ์ที่ลูกมอบแก่เจ้าหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าด้วยเช่นกัน เป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือ? (ใช่) สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนสามารถร้องขอได้ตามเจตจำนงของตนเอง เจ้าจงดูเถิด ลูกบางคนไม่เป็นที่ชื่นชอบของพ่อแม่ และพ่อแม่ก็ไม่เต็มใจใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา แต่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเดินทางไปไกลหรือผละจากพ่อแม่ไปได้ พวกเขาติดอยู่กับพ่อแม่ของตัวเองทั้งชีวิต—พ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่สามารถผลักไสพวกเขาแม้พยายามแล้วก็ตาม ในทางกลับกัน ลูกบางคนก็มีพ่อแม่ซึ่งเต็มใจอย่างยิ่งที่จะใช้ชีวิตอยู่กับลูก พวกเขาแยกจากกันไม่ได้ และคิดถึงกันเสมอเมื่อแยกจากกัน แต่ด้วยเหตุผลนานัปการ เช่น การไปทำงานต่างประเทศ หรือการใช้ชีวิตอยู่ต่างถิ่นหลังการแต่งงาน พวกเขาแยกจากพ่อแม่ไปไกล การพบเจอกันแม้สักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และพวกเขาต้องหาเวลาที่เหมาะสมเพียงเพื่อโทรหากันด้วยเสียงและวิดีโอ เพราะเวลาที่ต่างกันหรือเพราะความไม่สะดวกอื่นๆ พวกเขาจึงไม่สามารถพูดคุยกับพ่อแม่ได้บ่อยนัก รูปการณ์พิเศษเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าไม่ใช่หรือ? (ใช่) นี่ไม่ใช่อะไรที่กำหนดได้ด้วยความปรารถนาซึ่งเอาตัวเองเป็นที่ตั้งของทั้งพ่อแม่และลูก เหนือสิ่งอื่นก็คือ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (19)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าพ่อแม่ทุกคนหวังว่าจะได้รับการดูแลจากลูกๆ เมื่อแก่ตัวลง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนสามารถแสวงหาได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง แต่กลับถูกกำหนดโดยอธิปไตยและการลิขิตของพระเจ้า ฉันนึกถึงพี่น้องหญิงสูงอายุคนหนึ่งที่ฉันเคยรู้จัก หลังจากที่ลูกๆ ของเธอมีครอบครัวเป็นของตัวเอง เธอก็ยังคงทำหน้าที่ในคริสตจักรต่อไป และเธอไม่มีเวลาช่วยดูแลหลานๆ ของเธอ แต่หลังจากเธออายุครบ 60 ปี ลูกสาวของเธอก็เป็นฝ่ายเริ่มดูแลเธอ และเธอก็ยังสามารถทำหน้าที่ของเธอจากบ้านของลูกสาวได้ อีกกรณีหนึ่ง ฉันรู้จักใครบางคนที่ทำงานหาเงินให้ครอบครัวของลูกชายและช่วยเขาดูแลลูกๆ ของเขา แต่ในที่สุด เธอก็ถูกลูกสะใภ้ไล่ออกจากบ้าน ฉันยังนึกถึงช่วงปี 2020 ที่ฉันป่วยและต้องการเงินจริงๆ แม้ว่าฉันจะไม่ได้พูดอะไรกับลูกชาย แต่เขาก็ให้เงินฉัน 5,000 หยวนพอดี ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ผลของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าหรอกหรือ? เมื่อฉันเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกละอายใจจริงๆ ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว และได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามากมาย แต่ทันทีที่ฉันป่วย ฉันก็ถูกเผยให้เห็น ฉันไม่ได้พึ่งพาพระเจ้า ฉันพยายามคิดหาทางออกด้วยตัวเอง และฉันก็เอาแต่อยากจะวิ่งไปขอให้ลูกชายช่วย ฉันเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าแบบไหนกัน? หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าถ้าพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าลูกๆ ของคนคนหนึ่งจะไม่ดูแลพวกเขาในยามแก่เฒ่า ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามรักษาความสัมพันธ์กับลูกๆ มากแค่ไหน ทั้งหมดก็จะสูญเปล่า ถ้าพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าลูกๆ ของฉันจะดูแลฉัน พระเจ้าก็จะทรงจัดการเตรียมการสิ่งทั้งหลายให้ฉันเมื่อถึงเวลา ถ้าวันหนึ่งฉันไม่อาจทำหน้าที่ได้อีกต่อไปเพราะสุขภาพ ฉันก็จะได้มีประสบการณ์กับสิ่งนี้โดยการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ฉันเชื่อว่ามีบทเรียนที่ต้องเรียนรู้และความจริงที่ต้องได้รับ หลังจากนั้น ฉันก็ไม่วิตกกังวลเรื่องการไม่สามารถดูแลลูกสะใภ้ได้อีกต่อไป และฉันสามารถสงบใจและทำหน้าที่ของตัวเองได้
ต่อมา ฉันได้อ่านว่าพระเจ้าทรงเปิดโปงว่าซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมเพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร และฉันก็ได้รับวิจารณญาณแยกแยะบ้างเกี่ยวกับทัศนะผิดๆ ที่ฉันมีอยู่ภายในตัวเอง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อมองที่วัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ชาวจีนเน้นย้ำความกตัญญูรู้คุณเป็นพิเศษ นับจากโบราณกาลสู่ปัจจุบัน เรื่องนี้ได้รับการเสวนาและได้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งในความเป็นมนุษย์ของผู้คน และเป็นมาตรฐานสำหรับการประเมินวัดว่าใครดีหรือไม่ดี แน่นอนที่ในสังคมมีการปฏิบัติที่ทำกันเป็นปกติและความเห็นทั่วไปว่า หากลูกไม่กตัญญู พวกเขาจะถูกรังเกียจและกล่าวโทษ พ่อแม่ของพวกเขาก็จะรู้สึกอับอาย และลูกย่อมจะรู้สึกทนไม่ได้ที่จะให้ความมีหน้ามีตาของตนมีจุดด่างพร้อยแบบนี้ ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยนานัปการ พ่อแม่ก็ได้รับพิษสงอย่างล้ำลึกเช่นกันจากการคิดแบบดั้งเดิมนี้ด้วย โดยเรียกร้องอย่างปราศจากการคิดหรือการใช้วิจารณญาณแยกแยะให้ลูกของตนมีความกตัญญู เหตุใดพ่อแม่จึงเลี้ยงดูลูก? ไม่ใช่เพื่อที่ว่าพวกเขาจะดูแลเจ้าในยามแก่เฒ่าและส่งเจ้าจากไป แต่เพื่อลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่พระเจ้าได้ทรงมอบแก่เจ้า แง่มุมหนึ่งคือ การเลี้ยงดูลูกเป็นสัญชาตญาณหนึ่งของมนุษย์ ขณะที่อีกแง่มุมก็คือ นี่เป็นความรับผิดชอบของมนุษย์ เจ้าให้กำเนิดลูกโดยสัญชาตญาณและความรับผิดชอบ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการตระเตรียมให้กับวัยชราและการได้รับการดูแลเมื่อเจ้าแก่ชรา ทัศนคติเช่นนี้ถูกต้องไม่ใช่หรือ? (ใช่) ผู้คนที่ไม่มีลูกจำเป็นต้องทุกข์ยากในยามแก่ชราหรือไม่? ไม่จำเป็นเลย ถูกไหม? ผู้คนที่ไม่มีลูกยังคงมีชีวิตอยู่ไปได้จนแก่เฒ่า และบางคนถึงกับมีสุขภาพแข็งแรง สุขสำราญกับบั้นปลาย และลงหลุมไปอย่างสงบ แน่หรือว่าผู้คนซึ่งมีลูกสามารถสุขสำราญกับบั้นปลายอย่างเป็นสุขและมีสุขภาพแข็งแรง? (ไม่จำเป็น) เพราะฉะนั้น สุขภาพ ความสุข สถานการณ์ในการดำรงชีวิต คุณภาพชีวิต และสภาพร่างกายของพ่อแม่ในวัยชรา แท้จริงแล้วไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการที่ลูกของตนกตัญญูหรือไม่ แต่สัมพันธ์กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้าและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้พวกเขา ลูกไม่มีภาระผูกพันในการแบกรับความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ในการดำรงชีวิตในบั้นปลายของพ่อแม่พวกเขา” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (19)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าจุดประสงค์ของการเลี้ยงดูลูกไม่ใช่เพื่อให้ลูกมาดูแลเราในยามแก่เฒ่า และทุกคนต่างก็มีภารกิจและความรับผิดชอบของตัวเอง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ฉันก็ยอมรับความคิดและทัศนะที่มันปลูกฝังในตัวฉัน เช่น “มีคนให้พึ่งพาในยามแก่เฒ่า” “มีคนดูแลในยามแก่เฒ่า” และ “เลี้ยงลูกไว้ดูแลเราในยามแก่เฒ่า” ฉันเชื่อว่าคงไม่ดีแน่ถ้าคนเราไม่มีลูกคอยดูแลในยามแก่เฒ่า เมื่อฉันอายุมากขึ้นและมีปัญหาสุขภาพต่างๆ นานา ฉันก็แค่อยากจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกชายและลูกสะใภ้เพื่อที่พวกเขาจะได้ดูแลฉันในอนาคต เมื่อฉันไม่สามารถกลับไปดูแลลูกสะใภ้ที่กำลังตั้งครรภ์ได้เนื่องจากความเสี่ยง ฉันก็ถึงกับไม่อยากทำหน้าที่ของตัวเอง นี่หมายความว่าปัญหาของผู้มาใหม่ไม่เคยได้รับการแก้ไข และการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาก็ล่าช้าออกไป แต่ฉันก็ยังไม่กลับใจ และถึงกับหวังว่าจะได้ถูกย้ายไปทำหน้าที่อื่นเพื่อที่ฉันจะได้กลับบ้านไปดูแลลูกสะใภ้ได้ ฉันคิดว่าฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้วและได้ชื่นชมความจริงมากมายจากการจัดเตรียมของพระเจ้า ไม่เพียงแต่ฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกควรเพื่อตอบแทนพระเจ้า แต่ฉันยังกล้าละทิ้งหน้าที่ของตัวเองเพื่อไปเอาใจลูกชายและลูกสะใภ้อีกด้วย เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับฉัน ฉันก็เอาแต่คิดถึงทางออกของตัวเอง ฉันไม่ได้แสดงการอุทิศตนต่อหน้าที่ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ฉันมีความเป็นมนุษย์แบบไหนกัน? ฉันตระหนักว่าทัศนะต่างๆ เช่น “มีคนให้พึ่งพาในยามแก่เฒ่า” “มีคนดูแลในยามแก่เฒ่า” และ “เลี้ยงลูกไว้ดูแลเราในยามแก่เฒ่า” เป็นเล่ห์กลที่ซาตานใช้เพื่อควบคุมผู้คน การใช้ชีวิตตามทัศนะเหล่านี้ทำให้ฉันไม่เชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า ไม่นบนอบและกบฏต่อพระเจ้า และขาดความสำนึกถึงภาระในหน้าที่ของตัวเอง ฉันเกือบจะสูญเสียโอกาสในการทำหน้าที่ของตัวเอง ถ้าฉันยึดติดทัศนะเหล่านี้ต่อไป ฉันก็จะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอด และฉันก็จะทำลายตัวเองอย่างแท้จริง จากนั้นฉันก็นึกถึงประสบการณ์การเจ็บป่วยของฉันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2018 ฉันไม่สามารถยืดแขนให้ตรงได้เนื่องจากโรคกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท พี่น้องหญิงที่เป็นเจ้าภาพซื้อยามาให้ฉัน และต่อมา ในที่สุดฉันก็สามารถยืดแขนให้ตรงได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ฉันยังเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบในปี 2020 และหมอบอกว่าโรคของฉันรักษายาก โดยไม่คาดคิด พี่น้องหญิงสูงอายุคนหนึ่งให้ยารักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบฉันมาสี่กล่อง หลังจากกินยา สุขภาพของฉันก็ค่อยๆ ดีขึ้น ฉันไม่ได้หายดีจากการเจ็บป่วยเหล่านี้ในช่วงไม่กี่ปีหลังโดยพึ่งพาลูกชาย แต่เป็นพระเจ้าที่ทรงจัดการเตรียมการผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อที่ฉันจะได้หายดีจากการเจ็บป่วย ฉันยังมีชีวิตอยู่ได้ในวันนี้ก็เพราะการคุ้มครองของพระเจ้า! ฉันต้องละทิ้งเหตุผลวิบัติของซาตาน เช่น “มีคนให้พึ่งพาในยามแก่เฒ่า” และ “มีคนให้พึ่งพิงในยามแก่เฒ่า” และวางใจมอบตัวเองให้พระเจ้า โดยใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำหน้าที่อย่างถูกควรเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย
หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า พระเจ้าตรัสว่า “พ่อแม่ไม่ควรเรียกร้องให้ลูกของตนกตัญญู และดูแลตนในวัยชรา รวมทั้งแบกรับชีวิตบั้นปลายของพ่อแม่เป็นภาระ—ไม่มีความจำเป็นสำหรับเรื่องนี้ ในแง่หนึ่ง นี่ก็คือท่าทีที่พ่อแม่ควรมีต่อลูกของตน และในอีกแง่หนึ่ง นี่ก็คือศักดิ์ศรีที่พ่อแม่ควรมี แน่นอนว่า ยังมีแง่มุมหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ นี่เป็นหลักธรรมที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นพ่อแม่ควรยึดถือในการปฏิบัติต่อลูกของตน หากลูกของเจ้ากตัญญู และเต็มใจดูแลเจ้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธพวกเขา หากพวกเขาไม่เต็มใจทำเช่นนั้น เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องครวญคร่ำรำพันตลอดทั้งวัน รู้สึกไม่ชูใจหรือไม่พึงพอใจอยู่ในหัวใจ หรือแค้นเคืองในตัวลูก เจ้าควรรับผิดชอบและแบกภาระชีวิตและการอยู่รอดของเจ้าเองเท่าที่เจ้าสามารถทำได้ เจ้าไม่ควรผลักภาระนั้นไปให้ผู้อื่นโดยเฉพาะลูกของเจ้า เจ้าควรเผชิญชีวิตไม่มีลูกเคียงข้างหรือคอยให้ความช่วยเหลือด้วยการเตรียมพร้อมและอย่างถูกต้อง และต่อให้เจ้าอยู่ห่างจากลูก เจ้าก็ควรยังคงสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งใดก็ตามที่ชีวิตนำพามาสู่เจ้าได้ด้วยตัวเอง แน่นอนว่า หากเจ้าพึงต้องได้รับการช่วยเหลือที่จำเป็นจากลูก เจ้าก็ขอพวกเขาได้ แต่ไม่ควรอยู่บนพื้นฐานของความคิดและทัศนคติที่ผิดพลาดว่า ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ของตน หรือเจ้าพึ่งพาพวกเขาให้ดูแลในยามที่เจ้าแก่ชรา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทั้งสองฝ่ายควรลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้พ่อแม่ของตนหรือลูกของตนจากมุมมองของการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน ในหนทางนี้ จึงสามารถจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกอย่างสมเหตุสมผล แน่นอนว่า หากทั้งสองฝ่ายต่างมีความสมเหตุสมผล ให้พื้นที่กันและกัน อีกทั้งเคารพกันและกัน พวกเขาย่อมสามารถเข้ากันได้ดีขึ้นและกลมเกลียวกัน ทะนุถนอมความรักใคร่ในครอบครัว อีกทั้งทะนุถนอมความเอาใจใส่ ความห่วงใย และความรักที่มีต่อกันไว้ได้ในที่สุดอย่างแน่นอน แน่นอนว่า การทำสิ่งเหล่านี้บนพื้นฐานของความเคารพและความเข้าใจต่อกันและกันนั้น ค่อนข้างสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์และค่อนข้างเหมาะสม” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (19)) พระเจ้าตรัสว่า “พ่อแม่ไม่ควรเรียกร้องให้ลูกของตนกตัญญู และดูแลตนในวัยชรา รวมทั้งแบกรับชีวิตบั้นปลายของพ่อแม่เป็นภาระ—ไม่มีความจำเป็นสำหรับเรื่องนี้ ในแง่หนึ่ง นี่ก็คือท่าทีที่พ่อแม่ควรมีต่อลูกของตน และในอีกแง่หนึ่ง นี่ก็คือศักดิ์ศรีที่พ่อแม่ควรมี” ถ้อยคำเหล่านี้กินใจฉันมาก พระเจ้าได้ทรงบอกเราอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความห่วงใยและความเข้าใจซึ่งกันและกัน และไม่ควรเกี่ยวข้องกับการต่อรองใดๆ ทุกคนต่างก็มีภารกิจของตัวเอง และในฐานะพ่อแม่ เราไม่ควรขอให้ลูกๆ ของเราเลี้ยงดูและดูแลเรา ผู้สูงอายุก็ควรใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและไม่ควรคิดที่จะพึ่งพาการดูแลของลูกๆ อยู่เสมอ แม้ว่าฉันจะเลี้ยงดูลูกชายมา แต่ตอนนี้เขาก็โตและพึ่งพาตัวเอง และเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฉันมากนักแล้ว ทุกคนต่างก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเองและต้องเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยไม่พึ่งพาใคร อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันอยากให้ลูกชายดูแลฉันในยามแก่เฒ่า และไม่กล้าที่จะมีประสบการณ์กับชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้ฉันด้วยตัวเอง ฉันใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีที่ไหนกัน? พอได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า มุมมองของฉันก็เริ่มเปลี่ยนไป และฉันก็รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นเยอะ
วันหนึ่ง ฉันได้รับจดหมายจากทางบ้าน ในจดหมายบอกว่าลูกสะใภ้ของฉันคลอดลูกแล้ว และขอให้ฉันกลับไปดูแลเธอ ฉันรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อยและคิดว่า “ตอนนี้ฉันยุ่งกับหน้าที่ของฉันมาก ถ้าฉันกลับบ้านจริงๆ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะกลับมาที่นี่ได้อีก นี่จะทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า นอกจากนี้ ที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็พยายามจะจับกุมฉัน การกลับไปน่าจะมีความเสี่ยง แต่ถ้าฉันไม่กลับไป แล้วถ้าลูกชายกับลูกสะใภ้ตัดความสัมพันธ์กับฉันล่ะ? ฉันยังต้องพึ่งพาพวกเขาให้ดูแลฉันในยามแก่เฒ่า ถ้าไม่ได้ผลจริงๆ ฉันก็คงต้องกลับไป” เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็ตระหนักว่าตัวเองยังคงอยากพึ่งพาลูกชายในยามแก่เฒ่า ฉันจึงแสวงหาความจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของฉัน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “พระเจ้าไม่ได้ทรงจ่ายราคาเพื่อคนแต่ละคนในช่วงหลายทศวรรษตั้งแต่ที่พวกเขาถือกำเนิดมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น ตามสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าได้มายังโลกนี้นับครั้งไม่ถ้วนและได้กลับมาเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ผู้ใดกำกับดูแลเรื่องนี้? พระเจ้าทรงกำกับดูแลเรื่องนี้ เจ้าไม่มีทางล่วงรู้สิ่งเหล่านี้… พระเจ้าทรงตรากตรำเพื่อคนคนหนึ่งมากนัก! บางคนกล่าวว่า ‘ฉันอายุหกสิบปีแล้ว พระเจ้าทรงสอดส่องดูแลฉันมาตลอดหกสิบปี ทรงคุ้มครองฉันและทรงนำฉัน หากเมื่อฉันแก่ตัว ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้และทำสิ่งใดไม่ได้แล้ว—พระเจ้าจะยังคงใส่พระทัยเรื่องของฉันหรือไม่?’ การพูดจาเช่นนี้ไร้สาระมิใช่หรือ? พระเจ้าไม่ได้ทรงดูแลคุ้มครองคนและมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขาเพียงชั่วชีวิตเดียวเท่านั้น หากนี่เป็นเรื่องเพียงชั่วชีวิตเดียว ชั่วอายุขัยเดียวเท่านั้น ก็ย่อมจะแสดงให้เห็นไม่ได้ว่าพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์และทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง พระราชกิจที่พระเจ้าทรงลงแรงทำและราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อคนคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อจัดแจงเตรียมสิ่งที่พวกเขาจะทำในชีวิตนี้เท่านั้น แต่เพื่อจัดแจงเตรียมชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนให้แก่พวกเขา พระเจ้าทรงรับผิดชอบดวงจิตทุกดวงที่กลับชาติมาเกิดใหม่อย่างเต็มที่ พระองค์ทรงพระราชกิจด้วยความเอาพระทัยใส่ จ่ายราคาเป็นชีวิตของพระองค์ นำทุกคนและจัดแจงเตรียมชีวิตแต่ละชาติให้แก่พวกเขา พระเจ้าทรงตรากตรำและยอมลำบากเช่นนี้เพื่อมนุษย์ พระองค์ประทานความจริงทั้งหมดนี้และชีวิตนี้แก่มนุษย์ หากผู้คนไม่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในยุคสุดท้ายนี้ และพวกเขาไม่กลับคืนมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง—ในท้ายที่สุดแล้ว หากไม่ว่าพวกเขาจะดำรงชีวิตมากี่ชาติและกี่รุ่นคน พวกเขาก็ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ดีและทำตามข้อเรียกร้องของพระเจ้าไม่ได้—เช่นนั้นแล้ว หนี้ที่พวกเขาติดค้างพระเจ้าย่อมจะมากมายเกินไปมิใช่หรือ? พวกเขาย่อมจะไม่คู่ควรกับราคาทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจ่ายไปมิใช่หรือ? พวกเขาย่อมจะไร้มโนธรรมเต็มที ไม่สมควรที่จะถูกเรียกว่าคน เพราะหนี้ที่พวกเขาติดค้างพระเจ้าไว้ย่อมจะมีมากเกินไป… พระคุณ ความรัก และความกรุณาที่พระเจ้าทรงแสดงให้มนุษย์เห็นไม่ได้เป็นเพียงท่าทีอย่างหนึ่งเท่านั้น—ทั้งหมดนั้นคือข้อเท็จจริงเช่นกัน นั่นเป็นข้อเท็จจริงอันใด? ข้อเท็จจริงว่าพระเจ้าทรงบรรจุพระวจนะของพระองค์ไว้ในตัวเจ้า ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า เพื่อที่เจ้าอาจมองเห็นสิ่งที่น่ารักเกี่ยวกับพระองค์ และเห็นว่าทั้งหมดในโลกนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อให้หัวใจของเจ้าเปี่ยมด้วยความสว่าง เปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจพระวจนะของพระองค์และความจริง ในหนทางนี้เจ้าย่อมได้รับความจริงโดยไม่รู้ตัว พระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวเจ้ามากมายเหลือเกินในหนทางที่เป็นจริงมาก ส่งผลให้เจ้าสามารถได้รับความจริง เมื่อเจ้าได้รับความจริง เมื่อเจ้าได้รับสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดซึ่งก็คือชีวิตนิรันดร์ เจตนารมณ์ของพระเจ้าย่อมได้รับการตอบสนอง เมื่อพระเจ้าทรงมองเห็นว่าผู้คนกำลังไล่ตามเสาะหาความจริง และเต็มใจที่จะร่วมมือกับพระองค์ พระองค์ย่อมพอพระทัยและเป็นสุข จากนั้นพระองค์ก็ทรงมีท่าทีอย่างหนึ่ง ระหว่างที่ทรงมีท่าทีเช่นนั้นอยู่ พระองค์ย่อมเสด็จไปทรงพระราชกิจ ทรงเห็นชอบและประทานพรแก่มนุษย์ พระองค์ตรัสว่า ‘เราจะให้รางวัลเจ้าเป็นพรที่สมควรแก่เจ้า’ และแล้วเจ้าก็จะได้รับความจริงและชีวิต เมื่อเจ้ารู้จักพระผู้สร้างและพระองค์ทรงซาบซึ้งในตัวเจ้า เจ้าจะยังคงรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจของเจ้าหรือไม่? เจ้าจะไม่รู้สึก เจ้าจะรู้สึกว่าได้รับการเติมเต็มและรู้สึกชื่นชมยินดี นี่หมายความว่าชีวิตของคนเรามีคุณค่ามิใช่หรือ? นี่คือชีวิตที่มีค่าและมีความหมายมากที่สุด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การยอมลำบากเพื่อให้ได้รับความจริงมีนัยสำคัญอันใหญ่หลวง) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกตื้นตันมาก พระเจ้าทรงควบคุมและมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ และพระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นที่พึ่งพิงของฉัน ฉันคิดถึงว่าตลอดหลายปีที่ฉันติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่มา พระเจ้าทรงนำและคุ้มครองฉันอยู่เสมอ และฉันก็ได้เห็นกิจการมากมายของพระเจ้า เมื่อมีพระเจ้าอยู่เคียงข้างฉัน ฉันยังจะวิตกกังวลอะไรอีก? ณ ช่วงเวลาที่สำคัญนี้ในพระราชกิจของพระเจ้า ถ้าฉันยังคงใช้ชีวิตเพื่อครอบครัวและเนื้อหนังของตัวเองต่อไป ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกชาย และในที่สุดก็สูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอด นั่นจะเป็นเรื่องโง่เขลาอย่างแท้จริง! ฉันแค่อยากจะอุทิศทุกอย่างที่ทำได้เพื่อลุล่วงหน้าที่ของตัวเองในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ แม้ว่าลูกชายของฉันจะไม่ดูแลฉันในยามแก่เฒ่า ฉันก็ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล ฉันจะแค่มีประสบการณ์กับมันโดยการพึ่งพาพระเจ้า ตอนนี้ ฉันยุ่งอยู่กับการทำหน้าที่ของตัวเองทุกวัน และฉันก็รู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระอย่างยิ่ง
หลังจากประสบการณ์นี้ เรื่องที่ลึกซึ้งที่สุดที่ฉันตระหนักคือ พระเจ้าทรงเป็นที่พึ่งพิงที่แท้จริงของฉัน พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถทรงแสดงความจริง ชี้เส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตให้เรา และนำเราไปสู่การใช้ชีวิตที่มีความหมาย ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!