52. ฉันไม่เป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนอีกต่อไป

โดย เจิ้งจิน ประเทศจีน

ในเดือนธันวาคม ปี 2023 ผู้นำจัดแจงให้ฉันรับผิดชอบงานให้น้ำของคริสตจักรสองสามแห่ง  พี่น้องชายหลินไห่เป็นผู้ดูแล  นอกจากจะกำกับดูแลและติดตามงานของเราแล้ว เขายังรับผิดชอบงานให้น้ำในคริสตจักรอื่นอีกหลายแห่งด้วย  ตอนที่ฉันเริ่มทำงานกับหลินไห่ ฉันเห็นว่าเขาแบกรับภาระในหน้าที่อยู่บ้าง เขาจะรีบติดตามและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ผู้มาใหม่มีทันที  ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เราส่งจดหมายสื่อสารไปยังคริสตจักรต่างๆ ซึ่งพูดถึงปัญหาทั่วไปในหมู่ผู้มาใหม่ และเรายังติดตามผลเพื่อให้แน่ใจว่าคริสตจักรจะรีบโยกย้ายบุคลากรที่ไม่เหมาะเป็นผู้ให้น้ำทันที  หลังจากนั้น ฉันพบว่าหลินไห่ไม่เพียงแต่ไม่ได้ติดตามการดำเนินงานของเรา แต่เขาไม่ได้ติดตามคริสตจักรที่เขารับผิดชอบด้วย และผู้ให้น้ำก็ได้รับการโยกย้ายไม่ทันเวลา  ฉันคิดในใจว่า “บางทีช่วงนี้เขาอาจจะไม่ค่อยสบายหรือเปล่า?  ความดันขึ้นอีกแล้วเหรอ?  หรือว่าเขากำลังป่วยจนแบกรับภาระในหน้าที่ไม่ได้?  บางทีฉันควรจะเตือนสติเขา แต่ถ้าฉันพูดตรงๆ เขาจะหาว่าฉันไม่เห็นใจเขาหรือเปล่า?  อีกอย่าง ฉันเป็นแค่สมาชิกในทีม ถ้าฉันชี้ปัญหาของเขาตรงๆ เขาจะเสียหน้าและผูกใจเจ็บฉันไหม?  ถ้ามันทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างเราล่ะ?  หลังจากนั้นการร่วมมือกันคงจะกระอักกระอ่วนน่าดู!”  แต่แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าพระเจ้าได้ทรงสามัคคีธรรมว่าคู่ทำงานควรกำกับดูแลกันและย้ำเตือนกัน มันรู้สึกไม่ถูกต้องที่เห็นปัญหาของเขาแล้วไม่พูดอะไรเลย  ดังนั้น ฉันจึงให้รายการงานที่เขาต้องติดตามและรายชื่อคริสตจักรที่ขาดแคลนผู้ให้น้ำแก่เขา และย้ำเตือนเขาให้ติดตามเรื่องพวกนั้น  เดิมทีฉันอยากคุยกับเขาถึงธรรมชาติและผลของการทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินและไร้ความรับผิดชอบ แต่ก็กังวลว่าการพูดแบบนั้นจะไปล่วงเกินเขาและทำให้เราเข้ากันได้ยากขึ้นในอนาคต  ฉันเลยแค่ถามไถ่เรื่องสุขภาพช่วงนี้ของเขา และหาพระวจนะของพระเจ้าสองสามบทตอนที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลและย้ำเตือนซึ่งกันและกันระหว่างคู่ทำงานไปให้เขาดู  ด้วยวิธีนี้ เขาจะได้รู้ว่าฉันแค่พยายามปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ไม่ได้จงใจจับผิดเขา เขาจะได้ไม่มีอคติต่อฉัน  แต่ที่น่าแปลกคือ หลินไห่ตอบกลับมาแค่ว่า “ตามนั้นแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดเรื่องตระหนักถึงปัญหาของตัวเองเลย  หลังจากนั้น เขาก็ยังไม่ติดตามเรื่องการโยกย้ายผู้ให้น้ำในคริสตจักร และไม่ได้ติดตามหรือกำกับดูแลงานของเราเลย  ฉันคิดว่าจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้ง แต่ก็นึกถึงคำตอบแบบปัดๆ ของเขาครั้งก่อน เขาคงจะอารมณ์เสีย  ถ้าฉันพูดอะไรอีก เขาต้องอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิมแน่  ไม่มีใครพูดอะไรเลย ดังนั้นถ้าฉันเป็นคนเดียวที่ชี้ให้เห็นปัญหาของเขา มันจะดูเหมือนว่าฉันคอยจับผิดเขาอยู่ตลอด  ฉันไม่อยากเป็นคนที่ไปล่วงเกินเขา ก็เลยปล่อยเรื่องนี้ไป

ต่อมา เนื่องจากการจับกุมคริสตชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้ให้น้ำบางคนในคริสตจักรที่ฉันรับผิดชอบต้องหลบซ่อนตัวเพราะความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และคนอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมก็จำเป็นต้องได้รับการโยกย้าย แต่เราหาคนที่เหมาะสมมารับช่วงต่อไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่องาน  พอได้ทบทวนและสรุปดูแล้ว ฉันก็เห็นว่าเป็นเพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการบ่มเพาะผู้คน  ดังนั้น ฉันจึงเขียนจดหมายสื่อสารไปยังคริสตจักรต่างๆ เกี่ยวกับปัญหานี้ โดยขอให้ผู้นำและคนทำงานมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะผู้คน เพื่อที่พวกเขาจะได้แก้ไขความเบี่ยงเบนนี้ได้ทันท่วงที  จากนั้นฉันก็ส่งจดหมายต่อให้หลินไห่และคู่ทำงานของเรา พี่น้องหญิงหวังตัน เพื่อให้พวกเขาตรวจสอบหาปัญหาหรือข้อบกพร่อง จะได้เพิ่มเติมและปรับปรุงก่อนส่งออกไปยังคริสตจักรต่างๆ  ฉันยังย้ำเตือนพวกเขาให้รีบตอบกลับเพื่อไม่ให้งานล่าช้า  แต่ผ่านไปสองสามวัน หลินไห่ก็ยังไม่ตอบกลับมา  ฉันคิดในใจว่า “เขาเป็นอะไรของเขานะ?  เขาไม่ติดตามงานบ่มเพาะผู้คน และตอนนี้จดหมายก็ถูกเขียนขึ้นแล้ว แต่เขากลับไม่ออกความเห็นด้วยซ้ำ  เราควรส่งจดหมายฉบับนี้ดีไหม?  ถ้าไม่ส่ง งานก็จะล่าช้า  แต่ถ้าส่งไป แล้วเกิดมีอะไรไม่เหมาะสมและก่อให้เกิดการขัดขวางล่ะ?”  ฉันอยากเขียนไปถามเขาว่าเขาคิดยังไงและทำไมยังไม่ตอบกลับ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าคราวที่แล้วเขาไม่ค่อยเปิดรับข้อเสนอแนะของฉันเท่าไหร่  ฉันกังวลว่าการชี้ให้เห็นปัญหาของเขาอีกครั้งจะยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสีย และความสัมพันธ์ของเราจะยุ่งยากในอนาคต ฉันเลยไม่ได้ถาม  ต่อมา หวังตันตอบกลับมาว่าจดหมายเรียบร้อยดี ดังนั้นเพื่อไม่ให้งานล่าช้า เราจึงส่งจดหมายออกไป

ไม่นานหลังจากนั้น การจับกุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทวีความรุนแรงขึ้น  พรรคใช้วิธีต่างๆ ตามล่าและจับกุมผู้เชื่อ และถึงกับเริ่มแพร่ข่าวลือเท็จเดิมๆ เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด  เราสามัคคีธรรมความจริงเรื่องวิจารณญาณแยกแยะและความจริงเกี่ยวกับนิมิตกับผู้มาใหม่ และส่วนใหญ่ก็ได้รับความสามารถในการใช้วิจารณญาณแยกแยะข่าวลือที่ไม่มีมูลบางเรื่อง ฉันคิดในใจว่า “สงสัยจังว่าผู้ให้น้ำในคริสตจักรอื่นได้สามัคคีธรรมความจริงเรื่องวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับข่าวลือที่ไม่มีมูลพวกนี้กับผู้มาใหม่หรือยังนะ ผู้มาใหม่มีวิจารณญาณแยกแยะข่าวลือพวกนั้นไหม?”  ดังนั้น ฉันจึงเขียนจดหมายหาหลินไห่ โดยเสนอแนะให้เขาให้ผู้ให้น้ำในความดูแลของเขาตรวจสอบความสามารถของผู้มาใหม่ในการใช้วิจารณญาณแยกแยะข่าวลือที่ไม่มีมูล  หากมีใครไม่เข้าใจ พวกเขาก็จำเป็นต้องรีบสามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับนิมิตทันที เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกข่าวลือที่ไม่มีมูลชักพาให้หลงผิดและสูญเสียในชีวิต  สิบวันผ่านไปหลังจากฉันส่งจดหมาย ก็ยังไม่มีการตอบกลับจากหลินไห่  ฉันเริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาหน่อยๆ  ฉันคิดว่า “งานนี้สำคัญมาก เขาไม่จริงจังกับมันได้ยังไง?”  ใจจริงฉันอยากจะชี้ให้เห็นว่าเขาไม่ได้แบกรับภาระในหน้าที่ แต่ฉันก็กลัวอีกครั้งว่าจะทำให้เขาอารมณ์เสีย เลยไม่ได้พูดเรื่องนั้นตรงๆ  แต่ฉันกลับถามเขาอย่างนุ่มนวลว่าได้รับจดหมายของฉันหรือยัง และสามัคคีธรรมถึงความสำคัญของการติดตามงานนี้  ที่น่าแปลกคือ หลินไห่ตอบกลับมาว่า “เราให้ผู้ให้น้ำสามัคคีธรรมเรื่องนี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ผู้มาใหม่คงจับความเข้าใจได้หมด ไม่ต้องติดตามผลอีกหรอก”  เมื่อฉันเห็นว่าเขาแค่ตัดสินตามความนึกคิดของตัวเองโดยไม่ได้พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ของผู้มาใหม่อย่างแท้จริง ฉันก็รู้สึกว่าเขาขาดความรับผิดชอบจริงๆ  ฉันอยากสามัคคีธรรมกับเขาเกี่ยวกับปัญหานี้ แต่ฉันก็กังวลว่าถ้าคอยชี้ให้เห็นปัญหาของเขาเรื่อยๆ เขาจะมองฉันในแง่ร้าย ถ้าความสัมพันธ์ของเราเกิดกระอักกระอ่วนขึ้นมาล่ะ?  แต่มโนธรรมของฉันตำหนิฉันที่เห็นปัญหาของเขาแล้วไม่พูดอะไร  สักพักฉันก็คิดว่า “คุณเป็นผู้ดูแล ดังนั้นถ้ามีอะไรผิดพลาด มันก็เป็นความรับผิดชอบของคุณ ฉันย้ำเตือนคุณแล้ว คุณนั่นแหละที่ไม่ยอมฟัง”  แต่แล้วฉันก็รู้สึกว่าตัวเองขาดความรับผิดชอบที่คิดแบบนี้...  ฉันกระวนกระวายและกระสับกระส่ายมากจนไม่เป็นอันทำหน้าที่

ขณะที่เจ็บปวด ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาการชี้แนะจากพระองค์ ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ใด ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ที่สำคัญหรือธรรมดาก็ตาม ในเมื่อไว้วางพระทัยมอบหมายงานนี้ให้เจ้าทำแล้ว หากเจ้าไม่ใส่ใจทำงานหรือลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และหากเจ้าไม่เห็นว่างานนั้นเป็นพระบัญชาของพระเจ้า หรือไม่ถือว่างานดังกล่าวเป็นหน้าที่และภาระผูกพันของตัวเจ้าเอง โดยทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะที่สุกเอาเผากินอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วนี่กำลังจะเป็นปัญหา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นประจำเท่านั้นจึงจะมีเส้นทางให้เดิน)  ขณะที่ไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าฉันต้องมีสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง  ไม่ว่าฉันจะเป็นผู้ดูแลหรือไม่ ตราบใดที่ฉันพบปัญหาในงานของคริสตจักร ฉันก็ต้องลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเองเพื่อปกป้องงานของคริสตจักร  ถ้าฉันเห็นปัญหาแล้วเพิกเฉย และทำแบบสุกเอาเผากินและขาดความรับผิดชอบ นั่นก็คือการละทิ้งหน้าที่  เนื่องจากพญานาคใหญ่สีแดงจับกุมคริสตชนอย่างบ้าคลั่งและแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูล ผู้มาใหม่จึงมีแนวโน้มสูงที่จะถูกชักพาให้หลงผิดและจากไป การย้ำเตือนหลินไห่ให้สามัคคีธรรมความจริงเรื่องวิจารณญาณแยกแยะกับพวกเขามากขึ้นเป็นความรับผิดชอบของฉัน  เมื่อฉันเห็นว่าเขาไม่จริงจังกับเรื่องนี้เลย ฉันก็ควรจะชี้ให้เขาเห็นและช่วยเหลือเขาอย่างทันท่วงที  แต่ฉันกลัวว่าเขาจะมองฉันไม่ดี และกลัวว่าจะไปล่วงเกินเขาและทำให้ความสัมพันธ์ของเรายุ่งยาก ฉันเลยทำตัวเหมือนคนที่ชอบเอาใจผู้คน  ฉันเห็นปัญหาของเขาแต่ไม่กล้าชี้ให้เขาเห็นตรงๆ  ฉันไม่มีสำนึกรับผิดชอบและไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร ฉันไม่คู่ควรที่จะทำหน้าที่สำคัญเช่นนี้จริงๆ!  ในหัวใจ ฉันรู้สึกตำหนิตัวเองอย่างสุดซึ้ง ฉันจึงเขียนจดหมายถึงหลินไห่เพื่อหารือมุมมองของฉันกับเขา  จากนั้นฉันก็คิดว่าในเมื่อทัศนะของเราต่างกัน ฉันก็ควรหารือเรื่องนี้กับพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ที่เราร่วมงานด้วย แต่ฉันก็ลังเลอีกครั้ง โดยกังวลว่า “ถ้าหลินไห่รู้เข้า เขาจะหาว่าฉันพยายามทำให้เขาขายหน้าหรือเปล่า?  เขาจะมองฉันไม่ดีไหม?”  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “‘ฉันจะไม่กลัวเป็นอันขาด ฉันจะไม่ถอยเป็นอันขาด และแน่นอนที่สุดว่าฉันจะไม่ท้อ!’  พวกเจ้ามีความมุ่งมั่นเช่นนี้หรือไม่?(พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (13))  เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงของเรา ฉันจะรอมชอมหรือถอยเพียงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับฉันไม่ได้  ไม่ว่าหลินไห่จะยอมรับหรือไม่ ฉันก็ต้องยืนหยัดและปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร  ดังนั้น ฉันจึงส่งต่อจดหมายฉบับนั้น  หลังจากนั้น คู่ทำงานคนอื่นๆ ของฉันและหลินไห่ต่างก็ตอบกลับมา โดยเห็นด้วยกับมุมมองของฉัน ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก

แต่หลังจากนั้น ฉันก็ยังไม่ได้สามัคคีธรรมกับหลินไห่เกี่ยวกับท่าทีแบบสุกเอาเผากินต่อหน้าที่ของเขา  ฉันเริ่มทบทวนตัวเองว่า ฉันเห็นปัญหาของหลินไห่อย่างชัดเจน แต่กลับไม่กล้าชี้ให้เห็นตรงๆ  มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอะไรซ่อนเร้นเบื้องหลังสิ่งนี้?  ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงชี้แนะฉันให้เข้าใจปัญหาของตนเอง จากนั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ตรงกับสภาวะของฉัน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและอยากปฏิบัติความจริง แต่บ่อยครั้งพวกเขามีเพียงความตั้งใจแน่วแน่และความปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น ทว่าความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตในตัวพวกเขา  ดังนั้น เมื่อเจ้าเผชิญกองกำลังอันชั่วที่ก่อกวนและบ่อนทำลายงานของคริสตจักร—ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าเผชิญหน้าผู้นำเทียมเท็จที่จัดการเรื่องต่างๆ โดยละเมิดหลักธรรมและไม่ทำงานที่แท้จริง หรือคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ที่ทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร อันเป็นการทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—เจ้ากลับไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นพูด  เหตุใดเจ้าจึงไม่มีความกล้านี้?  เป็นเพราะเจ้าขลาดกลัวหรือพูดไม่เก่ง หรือว่าเจ้าไม่กล้าพูดออกมาเพราะเจ้าไม่อาจมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน?  ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่เป็นผลมาจากการที่เจ้าถูกอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนตีกรอบเอาไว้เป็นสำคัญ  หนึ่งในอุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมาคืออุปนิสัยที่หลอกลวง กล่าวคือ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น สิ่งแรกที่เจ้าคำนึงถึงคือผลประโยชน์ของตนเอง ผลที่จะตามมาจากการกระทำของเจ้า และคำนึงว่าผลที่ตามมานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหรือไม่  นี่คืออุปนิสัยที่หลอกลวงมิใช่หรือ?  อีกอย่างก็คืออุปนิสัยที่เห็นแก่ตัวและเลวทราม  เจ้าคิดไปว่า ‘การที่พวกเขาทำลายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับฉัน?  ฉันไม่ใช่ผู้นำ แล้วทำไมฉันต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย?  นั่นไม่เกี่ยวกับฉัน และไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน’  ความคิดและถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเจตนาคิดขึ้นมา แต่เจ้าคิดโดยไม่รู้ตัว—นี่คืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่ผู้คนเผยออกมาเมื่อพวกเขาเผชิญปัญหา  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้ครอบงำความคิดของเจ้า มัดมือและเท้าของเจ้า และควบคุมสิ่งที่เจ้าพูด  ในหัวใจของเจ้า เจ้าอยากลุกขึ้นยืนและพูดออกมา แต่เจ้าก็มีความเคลือบแคลง และต่อให้เจ้าพูดออกมาจริง เจ้าก็พูดจาอ้อมค้อมและเหลือโอกาสไว้ให้ตัวเองเปลี่ยนใจ หรือไม่ก็พูดจาบ่ายเบี่ยงและไม่ยอมพูดความจริงโดยแท้  ผู้คนที่มีวิจารณญาณย่อมมองเรื่องนี้ออก และในความเป็นจริง เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าเจ้ายังไม่ได้พูดทุกสิ่งที่ควรพูด เจ้ายังไม่บรรลุผล เจ้าแค่ทำอย่างขอไปทีเท่านั้น และปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข  เจ้ายังไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตน แต่กลับพูดอย่างหน้าไม่อายว่าเจ้าลุล่วงแล้ว หรือกล่าวอ้างว่าในเวลานั้นเจ้ามองเห็นสิ่งต่างๆ ไม่ชัดเจน  คำกล่าวอ้างเหล่านี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่?  เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?  เจ้าถูกอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าควบคุมเอาไว้โดยสิ้นเชิงแล้วมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าผู้คนใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เห็นแก่ตัวและหลอกลวงของตน  เมื่อเห็นใครทำอะไรที่ละเมิดหลักธรรม พวกเขาก็ไม่กล้าชี้ให้เห็น โดยคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและไม่ได้ปกป้องงานของคริสตจักรเลยแม้แต่น้อย  บางคน แม้ตอนที่ชี้ให้เห็นปัญหาของอีกฝ่าย ก็ยังพูดอ้อมค้อมและลดความสำคัญของปัญหาลงเพื่อหลีกเลี่ยงการล่วงเกิน พวกเขาไม่พูดเข้าประเด็นสำคัญ ดังนั้นต่อให้พูดอะไรไป ก็ไม่มีผลอะไร  สิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงคือสภาวะของฉันอย่างแม่นยำ ในช่วงเวลานั้น ฉันเห็นอย่างชัดเจนว่าหลินไห่ไม่ได้ติดตามหรือกำกับดูแลงาน ว่าเขาขาดความรับผิดชอบและไม่แบกรับภาระในหน้าที่ของเขา  สิ่งนี้ทำให้งานให้น้ำและการเข้าสู่ชีวิตของผู้มาใหม่ล่าช้าไปแล้ว  ฉันควรจะชี้ให้เห็นเพื่อช่วยให้เขาพลิกสถานการณ์โดยเร็วที่สุด แต่ฉันกลัวว่าจะฉีกหน้าเขาและทำลายความสัมพันธ์ของเรา ทำให้อะไรๆ ระหว่างเรายุ่งยากในภายหลัง  ดังนั้น ฉันจึงแค่ระบุรายการงานที่เขาต้องติดตามผล แต่ฉันไม่เคยสามัคคีธรรมหรือชำแหละธรรมชาติและผลสืบเนื่องของการทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินเลย  ต่อมา ฉันพบว่าหลินไห่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะผู้คน และไม่ได้ตรวจสอบจริงๆ ว่าผู้มาใหม่สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะข่าวลือที่ไม่มีมูลซึ่งพญานาคใหญ่สีแดงแพร่กระจายได้หรือไม่  เขาแค่ทำตามมโนคติอันหลงผิดและความนึกคิดของตัวเอง และไม่ได้ทำงานจริงเลย  ฉันอยากจะเปิดโปงเขาเรื่องขาดความรับผิดชอบและไม่แบกรับภาระในหน้าที่ แต่ฉันก็กังวลอีกครั้งว่าการชี้ปัญหาของเขาซ้ำๆ จะฉีกหน้าเขาและทำให้เขาอับอาย ถ้าเขาเกิดมีอคติต่อฉัน อะไรๆ ระหว่างเราคงจะกระอักกระอ่วนน่าดู!  เพื่อหลีกเลี่ยงการล่วงเกินเขา ฉันจึงเลือกที่จะเงียบอีกครั้ง ถึงขั้นปลอบใจตัวเองด้วยความคิดที่ว่า “ฉันก็ได้พูดสิ่งที่ต้องพูดไปแล้ว เขาผิดเองที่ไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของฉัน ถ้าเกิดปัญหาขึ้น มันก็เป็นความรับผิดชอบของเขา ไม่ใช่ของฉัน”  แต่ในความเป็นจริง แม้ว่าฉันจะยกปัญหาบางอย่างในงานขึ้นมาพูดกับเขา แต่ฉันไม่เคยชี้ให้เห็นธรรมชาติและผลสืบเนื่องของการทำหน้าที่ในลักษณะนั้นเลย  ผลก็คือ หลินไห่ไม่มีความเข้าใจในปัญหาของตัวเอง ไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลง และปัญหาในงานให้น้ำก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข  ฉันแค่แสร้งทำเป็นพิธี ไม่ได้สัมฤทธิ์ผลที่แท้จริงเลย  เมื่อฉันเห็นว่างานให้น้ำไม่มีประสิทธิผล แทนที่จะคิดหาวิธีแก้ปัญหาและปกป้องงานของคริสตจักร ฉันกลับรอมชอมและถอดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับหลินไห่  ฉันไม่ยอมชี้แจงปัญหาให้ชัดเจน ต่อให้นั่นจะหมายถึงการทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันรักษาความสัมพันธ์กับเขาโดยแลกมาด้วยผลประโยชน์ของคริสตจักร  โดยแก่นแท้แล้ว ฉันกำลังเข้าข้างซาตานและขัดขวางงานของคริสตจักร  ฉันช่างเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ กะล่อน และหลอกลวงเสียจริง!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และฉันเข้าใจปัญหาของตัวเองมากขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มีหลักปรัชญาของการติดต่อเจรจาทางโลกข้อหนึ่งที่กล่าวว่า ‘การไม่พูดถึงข้อเสียของเพื่อนสนิท ย่อมทำให้มิตรภาพยืนยาวและดีงาม’  นี่หมายความว่า เพื่อรักษามิตรภาพอันดีนี้เอาไว้ คนเราต้องนิ่งเงียบในเรื่องปัญหาของเพื่อน ต่อให้พวกเขามองเห็นปัญหาเหล่านั้นชัดเจนก็ตาม  พวกเขายึดปฏิบัติตามหลักของการไม่ชกหน้าผู้คนหรือพูดถึงข้อบกพร่องของพวกเขา  พวกเขาหลอกลวงกัน ต่างฝ่ายต่างปกปิดเรื่องราว และต่างก็วางแผนเล่นงานกัน  แม้พวกเขาจะรู้อย่างชัดแจ้งว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบใด แต่พวกเขาก็ไม่พูดออกมาตรงๆ กลับใช้วิธีการอันฉลาดแกมโกงเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้  เหตุใดคนเราจึงอยากรักษาสัมพันธภาพเช่นนี้เอาไว้?  นี่เป็นเรื่องของการไม่อยากสร้างศัตรูในสังคม ภายในกลุ่มของตน ซึ่งย่อมจะหมายถึงการทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอยู่บ่อยครั้ง  เมื่อรู้ว่าหลังจากที่เจ้าพูดถึงข้อบกพร่องหรือทำร้ายความรู้สึกของใครบางคนแล้ว พวกเขาจะพลอยกลายเป็นศัตรูของเจ้าและทำร้ายเจ้า และเจ้าก็ไม่อยากพาตนเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เจ้าก็ใช้หลักปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’  เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคนสองคนมีสัมพันธภาพแบบนี้ นับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนแท้กันหรือไม่? (ไม่)  พวกเขาไม่ใช่เพื่อนแท้ และยิ่งไม่ใช่คนรู้ใจกัน  ดังนั้น แท้จริงแล้วนี่เป็นสัมพันธภาพชนิดใด?  เป็นสัมพันธภาพพื้นฐานในสังคมมิใช่หรือ? (ใช่) ในสัมพันธภาพทางสังคมเช่นนี้ ผู้คนไม่สามารถร่วมหารือกันจากใจสู่ใจ หรือมีความสัมพันธ์อันแนบแน่น หรือพูดทุกสิ่งที่พวกเขาอยากพูดได้  พวกเขาไม่สามารถพูดสิ่งที่อยู่ในใจ หรือปัญหาที่พวกเขาเห็นในตัวผู้อื่น หรือคำพูดที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นออกมาดังๆ ได้  พวกเขากลับหยิบยกสิ่งดีๆ ขึ้นมาพูดเพื่อประจบเอาใจผู้อื่น  พวกเขาไม่กล้าพูดความจริงหรือค้ำชูหลักธรรม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเกิดความคิดอันไม่เป็นมิตรต่อพวกเขา  เมื่อไม่มีใครเป็นภัยคุกคาม คนคนนั้นย่อมมีชีวิตที่ค่อนข้างสบายและสงบสุขมิใช่หรือ?  นี่คือเป้าหมายของผู้คนในการส่งเสริมคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ มิใช่หรือ? (ใช่) ชัดเจนว่านี่คือวิธีเอาตัวรอดที่คดเคี้ยวและหลอกลวงโดยมีการปกป้องตนเองเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจุดหมายก็คือเพื่อรักษาตัวให้รอด  การใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้ผู้คนไม่มีคนรู้ใจ ไม่มีเพื่อนสนิทที่พวกเขาสามารถพูดเรื่องอะไรก็ได้ที่ตนอยากพูด  ระหว่างผู้คน มีเพียงต่างฝ่ายต่างปกป้องตนเองต่างฝ่ายต่างช่วงใช้กัน และต่างฝ่ายต่างมีกลยุทธ์ แต่ละคนต่างก็กอบโกยสิ่งที่ตนต้องการจากสัมพันธภาพนี้  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  เมื่อดูมูลเหตุแล้ว จุดหมายของคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ ก็คือการไม่ล่วงเกินผู้อื่นและไม่สร้างศัตรู ปกป้องตนเองโดยไม่ทำร้ายใคร  นี่เป็นชั้นเชิงและวิธีการที่คนเราใช้ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกทำร้าย  เมื่อพิจารณาแก่นแท้ของวิธีการดังกล่าวจากหลายๆ แง่มุม การกำหนดให้ผู้คนมีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมแบบ ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ นั้นเป็นข้อกำหนดที่ประเสริฐหรือไม่?  ใช่ข้อกำหนดที่เป็นบวกหรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว ข้อกำหนดนี้สอนอะไรแก่ผู้คน?  สอนว่าเจ้าต้องไม่ล่วงเกินหรือทำร้ายใคร มิฉะนั้นในที่สุดเจ้าเองจะเจ็บตัว และเจ้าไม่ควรไว้ใจใครอีกด้วย  ถ้าเจ้าทำร้ายเพื่อนที่ดีของเจ้าไม่ว่าคนใด มิตรภาพก็จะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ กล่าวคือ พวกเขาจะเปลี่ยนจากการเป็นเพื่อนที่ดีและคุ้นเคยของเจ้าไปเป็นคนแปลกหน้าหรือศัตรู  การสอนแบบนี้แก้ปัญหาอะไรได้จริงบ้าง?  ด้วยการทำตัวแบบนี้ ต่อให้เจ้าไม่สร้างศัตรูและถึงกับหมดศัตรูไปบ้าง แต่นี่จะทำให้ผู้อื่นเลื่อมใสเจ้า เห็นชอบในตัวเจ้า และให้เจ้าเป็นเพื่อนตลอดไปกระนั้นหรือ?  นี่ได้มาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมโดยสมบูรณ์แล้วหรือ?  อย่างมากที่สุดนี่ก็เป็นเพียงปรัชญาของการติดต่อเจรจาทางโลกเท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (8))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าฉันยึดถือปรัชญาทางโลกของซาตาน เช่น “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” “เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา” เป็นหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติของฉัน  ฉันเชื่อว่าเพื่อจะเข้ากับคนอื่นได้ ฉันต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง  ฉันคิดว่าการชี้ให้เห็นปัญหาของใครบางคนอาจทำล่วงเกินพวกเขาได้ง่าย สร้างศัตรูให้กับตัวเอง ดังนั้นต่อให้ฉันเห็นปัญหา ฉันก็จะไม่ชี้แจง  ด้วยวิธีนั้น ฉันจะไม่ทำร้ายความสัมพันธ์ของเราหรือสร้างปัญหาให้ตัวเอง  กลายเป็นว่าสิ่งที่ฉันยึดถือคือวิธีการเอาตัวรอดและปรัชญาทางโลกที่กะล่อนและหลอกลวงซึ่งซาตานฝังหัวผู้คน เมื่อใช้ชีวิตตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกเหล่านี้ ผู้คนไม่สามารถเปิดใจให้กันได้ พวกเขาจะระแวดระวังอยู่เสมอ กลายเป็นคนจอมปลอม กะล่อน และหลอกลวงมากขึ้นเรื่อยๆ  ฉันรู้ดีอยู่เต็มอกว่าหลินไห่ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าไปแล้วด้วยการทำแบบสุกเอาเผากินและไม่ทำงานจริง และฉันควรจะชี้ให้เห็นปัญหาของเขาอย่างชัดเจนเพื่อช่วยให้เขารู้จักตัวเอง  แต่ฉันกลัวว่าจะฉีกหน้าเขา ทำให้เขาอับอาย ล่วงเกินเขา และทำลายความสัมพันธ์ของเรา ฉันจึงเลือกที่จะรอมชอมและถอย ดูภายนอก เหมือนว่าฉันกำลังช่วยรักษาหน้าเขาและรักษาความสงบ แต่ฉันไม่ได้ช่วยเขาอย่างจริงใจและแท้จริง  นี่ไม่เพียงแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเขา แต่แย่ยิ่งกว่านั้น มันทำให้งานให้น้ำล่าช้า  พระเจ้าทรงกำหนดให้เราเปิดใจและซื่อสัตย์ในการปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงของเรา  เมื่อเราพบปัญหาของใครบางคน เราควรชี้ให้เห็นปัญหานั้นและสามัคคีธรรมเพื่อช่วยเหลือพวกเขาด้วยหัวใจที่เปี่ยมรัก  ต่อให้พวกเขาจะยอมรับไม่ได้ในตอนนั้น แต่ตราบใดที่พวกเขาเป็นคนที่ยอมรับความจริง ภายหลังพวกเขาจะแสวงหาและทบทวนตัวเอง  หากพวกเขายังคงปฏิเสธหลังจากที่มีการชี้ให้เห็นแล้ว เราต้องรายงานต่อผู้นำโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายต่องานของคริสตจักร  นี่คือสิ่งที่คนที่มีมโนธรรมและสำนึกควรทำ และนี่คือสำนึกเรื่องความยุติธรรมที่คนเราพึงมี  พระเจ้าทรงชอบคนที่ซื่อสัตย์และซื่อตรง และทรงเกลียดคนที่หลอกลวง  ถ้าฉันยังเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและยึดทางสายกลางต่อไป ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงเกลียดและทรงกำจัดออกไป เมื่อคิดได้อย่างนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวไม่หาย ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วย โดยเต็มใจที่จะกลับใจและเลิกใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทราม

ต่อมา ฉันพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติจากพระวจนะของพระเจ้า และได้รับความกระจ่างในหัวใจ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในบางครั้ง ความปรองดองหมายถึงความอดกลั้นและความยอมผ่อนปรน แต่ก็หมายรวมถึงการรักษาจุดยืนของเจ้าและการยึดมั่นในหลักธรรมด้วย  ความกลมเกลียวไม่ได้หมายถึงการกลบเกลื่อนสิ่งต่างๆ หรือพยายามเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน หรือใช้วิธีประนีประนอม—และแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงการประจบประแจงใคร  เหล่านี้คือหลักธรรม  เมื่อเจ้าจับหลักธรรมเหล่านี้ได้แล้ว วาจาและการกระทำของเจ้าก็จะตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว เจ้าจะมีหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คน และสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม  เมื่อทำเช่นนี้ เจ้าย่อมจะสามารถเข้ากับพี่น้องชายหญิงฉันมิตร และเข้าถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ง่าย(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ว่าด้วยการร่วมมือกันอย่างปรองดอง)  “หากเจ้ามีเจตนาและมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คน เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ปฏิบัติความจริงหรือค้ำชูหลักธรรมในทุกเรื่อง ดังนั้นเจ้าย่อมจะล้มเหลวและล้มลงเสมอ  หากเจ้าไม่ตื่นรู้และไม่เคยแสวงหาความจริงเลย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อ และเจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริงและชีวิตเลย  แล้วเจ้าควรทำอย่างไร?  เมื่อเผชิญเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและร้องเรียกพระองค์ ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและพละกำลังแก่เจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถค้ำชูหลักธรรม ทำในสิ่งที่เจ้าควรทำ จัดการสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม รักษาจุดยืนที่เจ้าควรดำรงเอาไว้ ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และป้องกันไม่ให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความสูญเสียใดๆ  หากเจ้าสามารถขบถต่อผลประโยชน์ส่วนตน ความภาคภูมิใจ และมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คนของเจ้าได้ และหากเจ้าทำในสิ่งที่เจ้าควรทำด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์และแน่วแน่ เจ้าก็จะเอาชนะซาตานและได้รับความจริงในแง่มุมนี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  ฉันเข้าใจว่าการร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวไม่เกี่ยวกับการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนหรือการยึดทางสายกลาง และไม่เกี่ยวกับการรักษาความกลมเกลียวแบบผิวเผินและการไม่ล่วงเกินใคร  แต่เกี่ยวกับการสามารถยึดมั่นในหลักธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงของเรา  เมื่อเห็นว่าการที่หลินไห่ทำงานจริงไม่ได้ ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าไปแล้ว ฉันก็ต้องสามัคคีธรรมและช่วยเหลือเขาด้วยความรัก หากจำเป็นก็ตัดแต่งเขาได้ และถ้าเขายังไม่ยอมรับ ฉันก็ต้องรายงานเขาต่อผู้นำเพื่อปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือปลดอย่างทันท่วงที  นี่คือการปฏิบัติความจริง นี่คือความรักที่แท้จริง  แต่ฉันยึดความเชื่อที่บิดเบือนว่าการชี้ให้เห็นปัญหาของผู้ดูแลคือการว่ากล่าวข้อบกพร่องของเขาและทำให้เขาอับอาย ความเข้าใจของฉันช่างไร้สาระสิ้นดี!  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันยังเข้าใจด้วยว่าเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับฉันและฉันเต็มใจที่จะขัดขืนเนื้อหนังของตัวเองแต่เอาชนะมันไม่ได้ ฉันก็ต้องอธิษฐานและอ้อนวอนพระเจ้าให้ประทานความแข็งแกร่งแก่ฉัน ฉันต้องชี้ให้เห็นและเปิดโปงเรื่องหลินไห่ทำงานจริงไม่ได้  ฉันจะเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนหรือยึดทางสายกลางไม่ได้อีกต่อไป  ต่อให้การชี้ให้เห็นปัญหาของเขาจะไปล่วงเกินเขา ฉันก็ต้องปฏิบัติความจริง  ดังนั้น ฉันจึงเขียนจดหมายถึงหลินไห่และเชิญเขามาพบเพื่อร่วมชุมนุม  ก่อนที่ฉันจะไปพบเขา ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงชี้แนะฉันเพื่อให้ฉันปฏิบัติความจริงได้

ระหว่างการชุมนุม ฉันชี้ให้เห็นปัญหาของหลินไห่  ตอนแรก เขาไม่ยอมรับและพยายามเถียงและแก้ตัว และพี่น้องชายอีกคนก็พูดเสริมขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเขา  ฉันตระหนักว่าพี่น้องชายคนนี้กำลังปกป้องหลินไห่ ฉันเลยขัดจังหวะเขาและเปิดโปงเขาไปตรงๆ ว่าเขากำลังพยายามไกล่เกลี่ย  บรรยากาศเริ่มอึดอัดนิดหน่อย และสีหน้าของหลินไห่ก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง  ฉันกลัวว่าถ้าพูดมากกว่านี้ ความสัมพันธ์ของเราจะกระอักกระอ่วน ฉันเลยอยากจะรอมชอมและปล่อยเรื่องนี้ไป แต่แล้วฉันก็นึกถึงว่าหลินไห่ได้สร้างความเสียหายต่องานไปแล้วด้วยการทำแบบสุกเอาเผากินและไม่ทำงานจริง  เขาไม่ยอมรับด้วยซ้ำเมื่อมีการชี้ให้เห็นปัญหาของเขา  ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป มันจะยิ่งสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักร ฉันนึกถึงเนื้อเพลงนมัสการสองสามบรรทัดที่ว่า “ในคริสตจักร จงตั้งมั่นในคำพยานที่เจ้ามีให้เราและค้ำชูความจริง  ถูกคือถูก ผิดคือผิด อย่าสับสนระหว่างขาวกับดำ  เจ้าต้องต่อสู้กับซาตานและต้องกำราบมันให้ราบคาบ ไม่ให้มีวันลุกขึ้นมาได้อีก(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 41)  พระวจนะของพระเจ้ามอบความเชื่อและความแข็งแกร่งให้ฉัน  ฉันจะเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนอีกต่อไปไม่ได้ ฉันต้องยึดมั่นในหลักธรรม  ดังนั้น โดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงชี้ให้เห็นปัญหาของหลินไห่และสามัคคีธรรมถึงผลสืบเนื่องของการไม่กำกับดูแลหรือติดตามงาน และการไม่มุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะผู้คน  หลังจากได้ยินสิ่งนี้ ท่าทีของหลินไห่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย และเขาแสดงความเต็มใจที่จะยอมรับ  พอได้ปฏิบัติแบบนี้เท่านั้น ฉันถึงรู้สึกสบายใจขึ้น

ต่อมา ฉันเห็นว่าหลินไห่ยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก ฉันจึงระบุปัญหาของเขาทีละข้อและรายงานปัญหาต่อผู้นำ  หลังจากรวบรวมการประเมินผลของหลินไห่ ผู้นำเห็นว่าเขามีขีดความสามารถที่แย่ ขาดความสามารถในการทำงาน และไม่แบกรับภาระในหน้าที่ของตน เขาเป็นคนทำงานเทียมเท็จที่ไม่ทำงานจริงและสมควรถูกปลด  จากนั้นผู้นำก็เลื่อนตำแหน่งให้ฉันเป็นผู้ดูแล และขอให้ฉันไปสามัคคีธรรมกับหลินไห่และปลดเขา ฉันรู้สึกลังเลนิดหน่อย  “ถ้าฉันเปิดโปงปัญหาของเขาต่อหน้าเขา เขาจะโกรธเคืองฉันและมีอคติต่อฉันไหม?”  ฉันตระหนักว่าความคิดแบบคนที่ชอบเอาใจผู้คนของฉันกำลังผุดขึ้นมาอีกครั้ง และฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “…ต่อให้การกระทำของเจ้าล่วงเกินผู้คนหรือเป็นเหตุให้เจ้าถูกต่อว่าลับหลัง ก็ไม่สำคัญ” ฉันรีบค้นหาบทตอนนั้นมาอ่าน พระเจ้าตรัสว่า “หากนั่นเป็นการกระทำที่ตรงกับหลักธรรม เช่นนั้น ต่อให้การกระทำของเจ้าล่วงเกินผู้คนหรือเป็นเหตุให้เจ้าถูกต่อว่าลับหลัง ก็ไม่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หากนั่นเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับหลักธรรม เช่นนั้นต่อให้เจ้าได้รับความเห็นชอบและการสนับสนุนจากทุกคนด้วยการทำเช่นนั้น และเข้ากันได้กับทุกคน—แต่สิ่งหนึ่งก็คือเจ้าไม่อาจรับผิดชอบเรื่องนั้นเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้—เจ้าย่อมประสบกับความสูญเสีย  หากเจ้าธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพกับคนส่วนใหญ่ ทำให้พวกเขามีความสุขและพึงพอใจและได้รับการสรรเสริญจากพวกเขา แต่เจ้าล่วงเกินพระเจ้า พระผู้สร้าง เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นคนโง่ที่สุด  ดังนั้นไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด เจ้าต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่าสิ่งนั้นตรงกับหลักธรรมหรือไม่ สิ่งนั้นทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่ ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ผู้คนควรใช้จุดยืนใด ผู้คนควรค้ำจุนหลักธรรมใด พระเจ้าทรงสั่งว่าอย่างไร และเจ้าควรทำสิ่งนั้นอย่างไร—เจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (24))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า หัวใจของฉันก็กระจ่างขึ้นทันที  ขณะทำหน้าที่ ฉันต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าและหลักธรรมในการทำสิ่งต่างๆ  ตราบใดที่สิ่งใดสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ฉันต้องยืนหยัดในสิ่งนั้น  ตราบใดที่ฉันสามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ จะล่วงเกินผู้คนหรือถูกนินทาว่าร้ายก็ไม่สำคัญ  ถ้าฉันรู้ความจริงแต่ไม่ปฏิบัติเพียงเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับผู้คน ต่อให้ฉันไม่ล่วงเกินใคร ฉันก็จะถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษว่าลงมือกระทำผิดเพราะไม่ได้ปกป้องงานของคริสตจักร  นั่นคงจะโง่เขลามาก!  ดังนั้น ฉันจึงไปสามัคคีธรรมกับหลินไห่ เปิดโปงการสำแดงของเขาที่ไม่ทำงานจริง และปลดเขา หลินไห่บอกว่าเขาจะทบทวนตัวเองอย่างละเอียด  จากประสบการณ์นี้ ฉันได้ตระหนักว่าต้องปฏิบัติความจริงและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตามหลักธรรมความจริงเท่านั้น คนเราถึงจะสามารถใช้ชีวิตด้วยสภาพเสมือนมนุษย์ได้  จากนี้ไป ฉันจะเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนซึ่งทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

ก่อนหน้า: 49. ฉันไม่พึ่งพาลูกชายให้ดูแลยามแก่เฒ่าอีกต่อไป

ถัดไป: 54. ฉันเลิกบ่นว่าตัวเองมีชะตากรรมที่เลวร้ายแล้ว

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger