47. ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ควรมีท่าทีต่อเรื่องการแต่งงานอย่างไร
คุณย่าประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้ผมฟังตอนผมอายุ 18 จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมเข้าใจว่าในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงแสดงความจริงและทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาเพื่อชำระผู้คนให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเขาให้รอด จำแนกพวกเขาตามประเภท และทรงยุติยุคนี้ในท้ายที่สุด ผมไม่เคยเชื่อในองค์พระเยซูเจ้ามาก่อน และโชคดีมากที่ตามทันพระราชกิจระยะสุดท้ายของพระเจ้า นี่คือพระคุณที่พระเจ้าทรงมีต่อผม ผมต้องเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงจังและทำหน้าที่เพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไล่ตามเสาะหาอย่างกระตือรือร้น อ่านพระวจนะของพระเจ้าบ่อยๆ และร่วมการชุมนุมกับพ่อแม่และคุณย่า ผมยังกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ด้วย หกเดือนต่อมา ผมออกจากบ้านไปทำหน้าที่เพราะความจำเป็นของงาน บางครั้ง ผมก็หาเวลากลับบ้านตอนที่เดินทางผ่านบ้านเกิด
ในปี 2019 ผมอายุ 25 มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนผมกลับบ้าน พ่อพูดกับผมว่า “ลูก ลูกถึงวัยแต่งงานแล้วนะ ควรจะสร้างครอบครัวของตัวเองได้แล้ว ดูอย่างลูกพี่ลูกน้องของลูกกับภรรยาเขาสิ แต่งงานกันแล้วก็ยังทำหน้าที่ในคริสตจักรได้ และก็ไปได้ด้วยดีนะ” พ่อยกตัวอย่างพี่น้องชายหญิงหนุ่มสาวอีกสองสามคู่ที่แต่งงานกัน เพื่อพยายามโน้มน้าวให้ผมทำแบบเดียวกัน ผมบอกว่า “ผมยุ่งอยู่กับการทำหน้าที่ครับ ผมไม่ค่อยอยากแต่งงานและใช้ชีวิตครอบครัวเท่าไหร่ครับ ในชีวิตนี้ ผมแค่อยากอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่ การไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ให้ดีเท่านั้น ชีวิตของเราถึงจะมีความหมาย พระเจ้าตรัสว่า ‘ครอบครัวของผู้คนบางคนกดขี่พวกเขาเพื่อให้พวกเขาไร้ความสามารถที่จะเชื่อในพระเจ้าเว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะทำการสมรส ในหนทางนี้ การสมรสย่อมเป็นประโยชน์สำหรับพวกเขาในทางกลับกัน สำหรับคนอื่น การสมรสไม่ได้นำพาประโยชน์มาให้ แต่ทำให้พวกเขาต้องเสียสิ่งที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมี’ (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การปฏิบัติ (7)) ไม่มีใครในครอบครัวเราขัดขวางผม ผมเลยอยากอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการทำหน้าที่ นี่จะเป็นประโยชน์ต่อการไล่ตามเสาะหาชีวิตของผมครับ” ขณะที่พูด ผมเห็นพ่อนอนอยู่บนเตียง ดูผิดหวัง พ่อพึมพำเสียงเบาว่า “การใช้เวลาทั้งหมดของลูกไปกับการทำหน้าที่คือการเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง ถ้าลูกเลือกที่จะไม่แต่งงาน นั่นก็เป็นสิทธิของลูก และพ่อจะไม่ขัดขวาง แต่พอพ่อคิดถึงครอบครัวเรา ที่สืบทอดผ่านลูกชายคนเดียวมาสามชั่วอายุคนแล้ว และถ้าลูกไม่แต่งงาน การสืบสกุลของครอบครัวเราก็จะสิ้นสุดลงที่ลูก พ่อก็รู้สึกเศร้าใจ นั่นเป็นเหตุผลที่พ่อคิดอยากจะคุยกับลูก ว่าลูกอาจจะเลือกแต่งงานเหมือนลูกพี่ลูกน้องของลูกไหม” หลังจากนั้น พ่อก็ไม่เคยพยายามโน้มน้าวผมแบบนี้อีกเลย
หลังเทศกาลตรุษจีนปี 2024 พี่น้องชายหญิงบางคนถูกจับกุมในพื้นที่ที่ผมทำหน้าที่อยู่ ผมไม่มีบ้านเจ้าภาพที่เหมาะสมให้อาศัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ผมเลยเสนอผู้นำว่าขอผมกลับบ้านชั่วคราวก่อน ตอนอยู่บ้าน แม่มักจะคุยกับผมเรื่องแต่งงานเป็นระยะๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่แนะนำลูกสาวของพี่น้องหญิงสองสามคนให้รู้จัก แม่คิดว่ามีคนหนึ่งนิสัยดีทีเดียว และถามผมว่าคิดยังไงกับเรื่องนี้ พอได้ยินแบบนี้ ผมก็คิดว่า “พ่อแม่เป็นกังวลเรื่องการแต่งงานของฉันมาตลอด และตอนนี้พวกท่านก็เริ่มจัดการเรื่องนี้แล้ว ถ้าฉันปฏิเสธไปตรงๆ แม่คงจะเสียใจมาก” ผมเลยเปลี่ยนเรื่องคุย พยายามเลี่ยงเรื่องนี้อย่างจงใจ เย็นวันหนึ่ง ผมกำลังคุยกับแม่ แม่พูดอย่างจริงจังว่า “ลูก ลูกรู้ไหมว่าทำไมแม่ถึงเก็บเงินพวกนี้ไว้? เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลของย่า อีกเหตุผลก็เพื่อให้ลูกแต่งงาน ตอนนี้ย่าก็จากไปแล้ว และเรื่องใหญ่เรื่องเดียวที่เหลืออยู่ในครอบครัวเราก็คือการแต่งงานของลูก ถ้าลูกเจอคนที่เหมาะสม ลูกก็ควรแต่งงานนะ! ไม่เป็นการขัดขวางการเชื่อในพระเจ้าของลูกหรอก ลูกอายุสามสิบแล้วนะ และมีแต่จะแก่ลงเรื่อยๆ ถ้าลูกไม่แต่งงาน ลูกก็จะไม่มีใครคอยอยู่เป็นเพื่อน และสุดท้ายลูกก็จะโดดเดี่ยว พ่อกับแม่ก็แก่ตัวลงทุกวันเหมือนกัน และคงจะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิตไม่ได้” พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ของแม่ ผมก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย หลายปีที่ผ่านมา จุดยืนเรื่องการแต่งงานของผมหนักแน่นมาตลอด แต่ตอนนี้ผมหวั่นไหวจริงๆ ผมนึกถึงตอนที่คุณย่าเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่าพอญาติบนโลกนี้ลดลงไปหนึ่งคน ก็มีคนที่จะอยู่กับผมลดลงไปอีกหนึ่งคน และผมก็รู้สึกอ้างว้างในใจว่า “ถ้าฉันไม่แต่งงาน พอพ่อแม่จากไป ฉันก็ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยว” แถมตั้งแต่เด็กพ่อแม่ก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผมเลย พวกท่านสนับสนุนผมมาตลอดหลายปีนี้ตอนที่ผมจากบ้านไปทำหน้าที่ ผมกลับทำตามความคาดหวังเล็กน้อยเพียงอย่างเดียวที่พวกท่านมีต่อผมมาตลอดชีวิตไม่ได้เลย ผมรู้สึกเหมือนผมทำผิดต่อพ่อแม่ในชีวิตนี้ แต่แล้วผมก็มีความคิดอีกอย่างหนึ่งว่า “ถ้าฉันแต่งงานและมีลูก ฉันก็จะมีภาระผูกพันในชีวิตมากขึ้น และฉันก็จะมีเวลาและเรี่ยวแรงในการทำหน้าที่น้อยลง ฉันอาจจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนพี่น้องชายคนหนึ่งที่หลังจากแต่งงาน ภาระชีวิตก็บีบให้เขาต้องกลับไปหาเงินทางโลก เขาถึงกับไม่สามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้อย่างสม่ำเสมอ ฉันได้รับพระคุณของพระเจ้าให้มาที่พระนิเวศของพระองค์เพื่อทำหน้าที่ และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้รับสิ่งต่างๆ มากมายจากพระเจ้า ถ้าฉันไม่ทำหน้าที่ และกลับไปใช้ชีวิตคู่แทน ฉันก็คงจะทำให้พระเจ้าผิดหวัง!” ผมเลยบอกแม่ว่า “ผมไม่อยากสร้างครอบครัวครับ พอผมสร้างครอบครัว ผมก็จะมีภาระผูกพันมากเกินไป และการทำหน้าที่ของผมก็จะได้รับผลกระทบ ผมอยู่คนเดียวก็สบายดีครับ แม่ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะครับ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก” พอแม่ได้ยินผมพูดแบบนี้ ท่านก็เศร้ามากจนก้มหน้าลงและไม่พูดอะไรอีก เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสีหน้าท่าทางที่ผิดหวังและเศร้าสร้อยของพ่อเมื่อไม่กี่ปีก่อน และจู่ๆ ผมก็ใจอ่อนขึ้นมา ผมคิดว่า “ถ้าฉันทำตามความคาดหวังข้อนี้ของพ่อแม่ไม่ได้ แถมยังปล่อยให้พวกท่านต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าญาติมิตร และถูกคนอื่นเยาะเย้ยตัดสิน ฉันจะไม่เห็นแก่ตัวเกินไปหน่อยหรือ? ฉันเป็นลูกคนเดียวที่พ่อแม่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมา ดังนั้นถ้าฉันไม่แต่งงานมีลูก ครอบครัวเราก็จะไร้ผู้สืบสกุล ฉันคงจะทำผิดต่อพ่อแม่และบรรพบุรุษ นี่ไม่เป็นการอกตัญญูหรอกหรือ? บรรดาญาติมิตรต่างก็ถามว่าฉันจะแต่งงานเมื่อไหร่ บางคนบอกว่าพ่อแม่ฉันไม่ได้ทำหน้าที่ของพ่อแม่ให้ดี พวกเขาบอกว่าถึงแม้ฉันจะโตป่านนี้แล้ว ฉันก็ยังไม่มีแม้แต่ภรรยา นับประสาอะไรกับลูก แถมยังทำให้ตระกูลขาดผู้สืบสกุล ถ้าฉันยังไม่รีบสร้างครอบครัวและตั้งตัวให้มั่นคง ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะนินทาฉันลับหลังอีกยังไงอีก!” ตลอดช่วงเวลานั้น เรื่องนี้กวนใจผมมาก และบางครั้งผมก็นอนไม่หลับจนดึกดื่นค่อนคืน ผมคิดในใจว่า “ฉันไปทำหน้าที่อยู่ไกลบ้านตลอดหลายปีมานี้ และได้เห็นพี่น้องชายหญิงวัยเดียวกันสองสามคนที่แต่งงานมีลูก ถึงแม้พวกเขาจะมีภาระผูกพันมากมาย แต่พวกเขากก็ยังสามารถทำหน้าที่บางอย่างได้ ถ้าฉันแค่หาคนที่เหมาะสม แต่งงาน แล้วเชื่อในพระเจ้าไปพร้อมกับใช้ชีวิตแบบนั้นล่ะจะเป็นยังไง? ฉันไม่ควรปล่อยให้บรรดาญาติมิตรมาพูดว่าฉันทำให้ตระกูลขาดผู้สืบสกุล เพราะนั่นจะทำให้พ่อแม่ต้องอับอายต่อหน้าพวกเขา แต่การแต่งงานและมีลูกจะนำภาระผูกพันที่หนักอึ้งมาให้ และจะสร้างข้อจำกัดอย่างมากในการทำหน้าที่ของฉัน โดยไม่เป็นประโยชน์ต่อการเชื่อในพระเจ้าหรือการไล่ตามเสาะหาความจริงของฉันแม้แต่น้อย…” ผมตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต่อมา ผู้นำหาครอบครัวเจ้าภาพที่เหมาะสมให้ผมได้ และส่งจดหมายมาขอให้ผมไปทำหน้าที่ แม่ร้องไห้ตอนที่มาส่งผม ผมรู้สึกเศร้ามาก และผมก็กลั้นน้ำตาไว้เพื่อไม่ให้แม่เห็น ผมรู้สึกเหมือนในชีวิตนี้ผมทำผิดต่อพ่อแม่ ในฐานะลูกชาย นอกจากจะอยู่กับพวกท่านไม่ได้แล้ว ผมยังทำให้พวกท่านต้องเป็นห่วง และถูกคนอื่นซุบซิบนินทาลับหลังอีกด้วย การใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะนี้ทำให้ผมรู้สึกทรมานใจ และการทำหน้าที่ของผมก็ได้รับผลกระทบด้วย ผมรู้ว่าสภาวะของผมนั้นผิดปกติ ผมจึงตั้งใจอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขปัญหานี้
บ่ายวันหนึ่ง จู่ๆ ผมก็นึกถึงบทเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้าที่ผมเคยฟัง “สิ่งที่ผู้เยาว์วัยต้องไล่ตามเสาะหา” จากนั้นผมก็ค้นหาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้มาอ่าน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนหนุ่มสาวไม่ควรไร้ซึ่งความมุ่งมาดปรารถนา แรงขับเคลื่อน และจิตวิญญาณอันกระฉับกระเฉงที่จะพากเพียรให้สูงขึ้นไป พวกเขาไม่ควรท้อแท้เกี่ยวกับจุดหมายปลายทางในอนาคต และไม่ควรสูญเสียความหวังในชีวิตหรือความเชื่อในอนาคต พวกเขาควรมีความเพียรพยายามที่จะดำเนินต่อไปตามหนทางแห่งความจริงที่บัดนี้พวกเขาได้เลือกแล้ว—เพื่อทำให้ความปรารถนาของพวกเขาที่จะสละทั้งชีวิตของพวกเขาเพื่อเราเป็นจริง พวกเขาไม่ควรอยู่โดยปราศจากความจริง และไม่ควรช่วยปกปิดความหน้าซื่อใจคดและความอยุติธรรม—พวกเขาควรตั้งมั่นในจุดยืนที่เหมาะสมของตน พวกเขาไม่ควรล่องลอยตามไปเฉยๆ แต่ควรมีจิตวิญญาณที่กล้าทุ่มเทอุทิศและกล้าดิ้นรนต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความจริง คนหนุ่มสาวควรมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมจำนนต่อการบีบคั้นโดยกองกำลังแห่งความมืดและที่จะแปลงสภาพนัยสำคัญแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา คนหนุ่มสาวไม่ควรยอมให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นโดยไม่ทำอะไร แต่ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาควรมีจิตวิญญาณที่จริงใจและตรงไปตรงมา และมีจิตวิญญาณแห่งการให้อภัยพี่น้องชายหญิงของพวกเขา แน่นอนว่าเหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ของเราที่มีต่อทุกคน และคำแนะนำของเราแก่ทุกคน แต่ยิ่งไปกว่านั้น เหล่านี้เป็นวจนะปลอบขวัญของเราสำหรับผู้คนหนุ่มสาวทั้งหมด พวกเจ้าควรปฏิบัติโดยสอดคล้องกับวจนะของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาวไม่ควรขาดความแน่วแน่ที่จะใช้วิจารณญาณแยกแยะให้ชัดเจนว่าสิ่งต่างๆ เป็นเช่นไร แน่วแน่ที่จะแสวงหาความยุติธรรมและความจริง พวกเจ้าควรไล่ตามเสาะหาทุกสิ่งที่งามและดี และควรได้มาซึ่งความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวก ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าควรมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของตน และต้องไม่มองชีวิตเป็นเรื่องเล่นๆ หาได้ยากที่ผู้คนที่มายังโลกนี้จะพบเจอเรา และก็แทบไม่ค่อยมีโอกาสแสวงหาและได้รับความจริงด้วยเช่นกัน เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เก็บสงวนหวงแหนช่วงเวลาอันงดงามนี้ดังเช่นเส้นทางที่ถูกต้องที่จะไล่ตามเสาะหาในชีวิตนี้เล่า? และเหตุใดเล่าเจ้าจึงเมินเฉยเหลือเกินต่อความจริงและความยุติธรรมเสมอ? เหตุใดพวกเจ้าจึงกำลังเหยียบย่ำและทำให้ตัวเองล่มสลายอยู่เสมอ เพื่อความไม่ชอบธรรมและความโสมมที่ใช้ผู้คนเป็นของเล่น?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะสำหรับผู้เยาว์และผู้สูงวัย) เมื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมรู้สึกราวกับว่าพระเจ้ากำลังทรงชี้แนะผมอยู่ตรงหน้า ผมรู้สึกมีกำลังใจอย่างยิ่ง ผมเห็นว่าพระเจ้าทรงตั้งความหวังอย่างมากให้คนหนุ่มสาวไล่ตามเสาะหาความจริง ในฐานะคนหนุ่มสาว การเชื่อในพระเจ้าไม่เพียงแต่ผมต้องมีอุดมคติและเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาเพื่อให้ได้รับความจริงเท่านั้น แต่ผมยังต้องมีจุดยืนด้วย คือผมไม่สามารถไหลไปตามกระแสได้ แต่ต้องสามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะเรื่องต่างๆ ได้ด้วย ผมนึกถึงเปโตร เขาเริ่มเชื่อในพระเจ้าตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาปรารถนาความยุติธรรมและกระหายความจริง พ่อแม่ของเขายืนกรานให้เขาไปโรงเรียน เพื่อที่เมื่อโตขึ้นเขาจะได้มีตำแหน่งหน้าที่ในราชการ แต่เปโตรก็รู้ว่านั่นขัดแย้งกับการไล่ตามเสาะหาเส้นทางที่ถูกต้อง และเป็นชีวิตที่ว่างเปล่า เขาไม่ถูกพ่อแม่ตีกรอบ และยังคงเลือกที่จะเดินบนเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้า เปโตรสามารถแยกแยะระหว่างถูกกับผิดได้และมีจุดยืนที่หนักแน่น เขาสามารถรังเกียจเดียดฉันท์ ปฏิเสธ และไม่ยอมทำตามสิ่งที่มาจากมนุษย์ และสามารถทนต่อความอัปยศและแม้กระทั่งสละชีวิตเพื่อติดตามสิ่งที่มาจากพระเจ้า ในท้ายที่สุด เขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าและใช้ชีวิตที่เปี่ยมความหมายที่สุด เมื่อเทียบกับประสบการณ์ของเปโตร ผมรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง เมื่อผมถูกผู้ไม่มีความเชื่อกล่าวโทษในเรื่องการแต่งงาน และต้องทนรับความอัปยศและความเจ็บปวดบ้าง ผมก็สูญเสียจุดยืนของตัวเอง ผมถือว่าการแต่งงานและมีลูกเพื่อทำหน้าที่ลูกกตัญญูต่อพ่อแม่นั้นมีความสำคัญเท่าเทียมกับการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผมกำลังเหยียบเรือสองแคม ทั้งสองฝั่งไม่มั่นคงเพราะผมไม่ได้เลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งเลย ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยผู้คนให้รอด ถ้าผมแต่งงานและมีลูกในเวลานี้ ผมก็จะต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา และผมก็จะไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงมากนักในการทำหน้าที่หรือไล่ตามเสาะหาความจริง ถ้าผมต้องสูญเสียสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยอย่างที่มีอยู่ตอนนี้ไป นั่นคงเป็นความเสียใจไปตลอดชีวิต เมื่อผมเข้าใจสิ่งนี้ ผมเห็นว่าความปรารถนาที่จะสร้างครอบครัวไปพร้อมกับเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่อย่างเหมาะสมนั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเลย พอผมแต่งงานแล้ว เรื่องนั้นอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมอีกต่อไป ผมไม่อาจยอมให้พ่อแม่มีอิทธิพลต่อผมได้ ผมต้องยืนหยัดในการไล่ตามเสาะหาของผม เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ผมก็ไม่รู้สึกสับสนและทรมานใจอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมาถึง ผมก็ยังคงมีความคิดที่อยากจะแต่งงานและใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างจริงจังว่า “ข้าแต่พระเจ้า ในวันที่ข้าพระองค์กลับมาหาพระองค์ ข้าพระองค์ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะติดตามพระองค์ไปตลอดชีวิต สละตัวเองเพื่อพระองค์ และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่ช่วงนี้ ข้าพระองค์เอาแต่คิดเรื่องหาคู่ สร้างครอบครัว และใช้ชีวิตครอบครัวไปพร้อมกับเชื่อในพระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากตกอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่ข้าพระองค์ไม่มีกำลังที่จะยืนหยัดในความตั้งใจ โปรดทรงนำข้าพระองค์ออกจากสภาวะที่ไม่ถูกต้องนี้ด้วยเถิด”
วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งและได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับปัญหาของตัวเอง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พ่อแม่ของพวกเขาไม่เห็นด้วย คอยรบเร้าและกดดันพวกเขาอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่พบหน้าลูก พ่อแม่ก็เริ่มจี้ถามว่า ‘ลูกคบหาใครอยู่ไหมหรือ? มีคนที่ชอบบ้างหรือเปล่า? รีบพามาที่บ้าน พวกเราจะได้ช่วยดูให้ลูกได้ ถ้าเหมาะสมกับลูก ก็แต่งงานกันไปเลยเถอะ ลูกไม่เด็กแล้วนะ! ผู้หญิงไม่แต่งงานหลังอายุสามสิบ และผู้ชายก็ไม่หาคู่หลังอายุสามสิบห้ากันหรอก ลูกกำลังพยายามทำอะไรอยู่ จะพลิกโลกให้กลับหัวลงมาหรือไร? ถ้าไม่แต่งงาน แล้วใครจะดูแลลูกเวลาลูกแก่ตัว?’ พ่อแม่กังวลและยุ่งอยู่กับเรื่องนี้เสมอ อยากให้เจ้าเสาะหาคนแบบนี้หรือแบบนั้น ผลักดันให้เจ้าแต่งงานและหาคู่ครอง และหลังจากที่เจ้าแต่งงานแล้ว พ่อแม่ก็เฝ้าเซ้าซี้เจ้าว่า ‘รีบมีลูกตอนที่แม่ยังอายุไม่มากเถิด แม่จะได้เลี้ยงลูกให้’ เจ้าจึงกล่าวว่า ‘ลูกไม่ต้องการให้แม่เลี้ยงเด็กๆ ให้ อย่ากังวลไปเลย’ พวกเขาจึงตอบว่า ‘ที่บอกว่า ‘อย่ากังวล’ นี่หมายความว่าอย่างไร? รีบมีลูกไวๆ! พอเด็กเกิดมาแล้ว แม่จะเลี้ยงให้เอง แล้วพอหลานโตขึ้นมาหน่อย ลูกค่อยเอาไปเลี้ยงต่อ’ ไม่ว่าพ่อแม่จะมีความคาดหวังอันใดกับลูก—ไม่ว่าพ่อแม่จะมีท่าทีเช่นใดหรือว่าความคาดหวังเหล่านี้จะถูกต้องหรือไม่—ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภาระแก่ลูกๆ อยู่เสมอ ถ้าลูกฟังพ่อแม่ พวกเขาก็จะรู้สึกอึดอัดและไม่มีความสุข ถ้าพวกเขาไม่ฟังพ่อแม่ พวกเขาก็จะรู้สึกผิดในมโนธรรมว่า ‘พ่อแม่ไม่ผิด พวกท่านอายุมากแล้ว และไม่ได้เห็นฉันแต่งงานหรือมีลูก พวกท่านรู้สึกเศร้า ก็เลยรบเร้าให้ฉันแต่งงานและมีลูก นี่เป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่เช่นกัน’ ดังนั้น เมื่อพูดถึงการรับมือกับความคาดหวังของพ่อแม่ในเรื่องนี้ ลึกลงไปผู้คนมีความรู้สึกรางๆ อยู่ตลอดเวลาว่าเป็นภาระ ไม่ว่าพวกเขาจะรับฟังหรือไม่ นั่นก็ดูเหมือนจะผิด และไม่ว่าในทางใด พวกเขาก็รู้สึกว่าการไม่ทำตามข้อเรียกร้องหรือความต้องการของพ่อแม่เป็นเรื่องเสื่อมเสียและไร้ศีลธรรมอย่างยิ่ง นี่เป็นเรื่องที่กดให้มโนธรรมของพวกเขาหนักอึ้ง พ่อแม่บางคนถึงกับแทรกแซงชีวิตของลูกว่า ‘รีบแต่งงานและมีลูกเสีย ให้แม่มีหลานชายตัวโตแข็งแรงสมบูรณ์ก่อน’ ในลักษณะนี้ พวกเขาถึงกับพยายามก้าวก่ายเรื่องเพศของทารกอีกด้วย พ่อแม่บางคนกล่าวด้วยว่า ‘ลูกมีลูกสาวคนหนึ่งแล้ว รีบมีหลานชายให้พ่อแม่เร็วเข้า พวกเราอยากได้ทั้งหลานชายและหลานสาว ลูกกับคู่ครองมัวยุ่งกับการเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองทั้งวัน ไม่ทำเรื่องที่ควรทำ การมีลูกเป็นเรื่องใหญ่ ไม่รู้หรือว่า ‘ในสามอกตัญญู การไม่มีทายาทเลวร้ายที่สุด’? ลูกคิดว่าแค่มีลูกสาวก็พอแล้วกระนั้นหรือ? ลูกควรรีบมีหลานชายให้แม่ด้วย! ลูกเป็นลูกคนเดียวในครอบครัวของพวกเรา ถ้าไม่มีหลานชายให้แม่ เชื้อสายตระกูลของพวกเราก็จะไม่สิ้นสุดลงหรือ?’ เจ้าจึงไตร่ตรองว่า ‘ถูกแล้ว ถ้าเชื้อสายวงศ์ตระกูลสิ้นสุดลงที่ฉัน ฉันก็จะทำให้บรรพชนผิดหวังไม่ใช่หรือ?’ ดังนั้น การไม่แต่งงานเป็นเรื่องผิด และการแต่งงานแต่ไม่มีลูกก็ผิดเช่นกัน แต่การมีลูกสาวก็ยังไม่ดีพออีกด้วย เจ้าต้องมีลูกชาย บางคนมีลูกชายก่อน แต่พ่อแม่ของพวกเขาก็ยังกล่าวว่า ‘คนเดียวไม่พอ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร? มีอีกคนเถิด พวกเขาจะได้เป็นเพื่อนกัน’ เมื่อพูดถึงลูกๆ แล้ว วาจาของพ่อแม่คือกฎและพ่อแม่ก็อาจไร้เหตุผลได้โดยสิ้นเชิง สามารถพรรณนาตรรกะที่บิดเบี้ยวที่สุดออกมา—ลูกๆ จึงได้แต่อับจนหนทางว่าจะรับมือพวกเขาอย่างไร พ่อแม่แทรกแซงและวิพากษ์วิจารณ์ชีวิต การงาน การแต่งงานของลูก รวมทั้งท่าทีที่ลูกมีต่อสิ่งต่างๆ ลูกๆ จึงได้แต่กลืนความโกรธลงไป ไม่สามารถหลบหน้าพ่อแม่หรือสลัดพ่อแม่ออกได้ พวกเขาไม่อาจดุว่าหรือสั่งสอนพ่อแม่ของตน—แล้วพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง? พวกเขาสู้ทนไป พยายามพบหน้าพ่อแม่ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ และหลีกเลี่ยงการหยิบยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาถ้าต้องพบเจอกันด้วยประการทั้งปวง และถ้ามีการหยิบยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา พวกเขาก็จะตัดบททันทีและไปซ่อนตัวที่ไหนสักแห่ง อย่างไรก็ดี มีบางคนที่ยอมตกลงทำตามข้อเรียกร้องของพ่อแม่เพื่อให้เป็นไปตามที่พ่อแม่คาดหวังและไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เจ้าอาจจะรีบคบหา แต่งงาน และมีลูกทั้งที่ไม่เต็มใจ แต่การมีลูกคนหนึ่งนั้นไม่เพียงพอ เจ้าจึงต้องมีหลายๆ คน เจ้าทำเช่นนี้เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของพ่อแม่และทำให้พวกเขามีความสุขและชื่นบาน ไม่ว่าเจ้าจะสามารถตอบสนองความปรารถนาของพ่อแม่ได้หรือไม่ ข้อเรียกร้องของพวกเขาย่อมจะสร้างปัญหาให้ไม่ว่ากับลูกคนใด พ่อแม่ของเจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมาย และเจ้าก็ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา พูดคุยเรื่องนี้กับใครอื่น หรือใช้เหตุผลกับพวกเขาได้ ระหว่างที่เจ้าเทียวไปเทียวมาอยู่เช่นนี้ เรื่องราวก็กลายเป็นภาระสำหรับเจ้า เจ้ารู้สึกอยู่เสมอว่าตราบใดที่เจ้าไม่อาจทำตามข้อเรียกร้องของพ่อแม่เรื่องการแต่งงานและมีลูกได้ เจ้าก็จะไม่สามารถเผชิญหน้าพ่อแม่และบรรพชนของเจ้าด้วยมโนธรรมที่ชัดเจนได้ ถ้าเจ้าทำตามสิ่งที่พ่อแม่เรียกร้องไม่ได้—กล่าวคือ เจ้ายังไม่ได้คบหาใคร ไม่ได้เข้าสู่ชีวิตแต่งงาน และยังไม่มีลูก ไม่ได้สืบสายวงศ์ตระกูลอย่างที่พวกเขาร้องขอ—เจ้าก็จะรู้สึกกดดันอยู่ภายใน เจ้าจะผ่อนคลายได้บ้างก็ต่อเมื่อพ่อแม่ของเจ้ากล่าวว่าพวกเขาจะไม่แทรกแซงเรื่องเหล่านี้ ให้เจ้ามีอิสระที่จะรับมือสิ่งต่างๆ ตามที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ถ้าการตอบรับของสังคมซึ่งมาจากญาติพี่น้องของเจ้า เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมงาน และคนอื่นๆ คือการกล่าวโทษเจ้าและพูดถึงเจ้าลับหลัง เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมเป็นภาระแก่เจ้าด้วย เมื่อเจ้าอายุครบ 25 ปีและยังไม่แต่งงาน เจ้าย่อมไม่คิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากนัก แต่พออายุถึง 30 เจ้าจะเริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยดีเท่าใดแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงหลีกเลี่ยงญาติๆ และสมาชิกครอบครัวเหล่านี้ และไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา และถ้าเจ้ายังคงไม่แต่งงานเมื่ออายุ 35 ปี ผู้คนก็จะพูดว่า ‘ทำไมถึงไม่แต่งงาน? เธอมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? เธอเป็นคนแปลกๆ ใช่หรือเปล่า?’ ถ้าเจ้าแต่งงาน แต่ไม่อยากมีลูก พวกเขาก็จะพูดว่า ‘ทำไมแต่งงานแล้วยังไม่มีลูก? คนอื่นเขาแต่งงานและมีลูกสาว จากนั้นก็มีลูกชาย หรือมีลูกชายแล้วก็ลูกสาว ทำไมเธอถึงไม่อยากมีลูก? มีปัญหาอะไรหรือ? เธอไม่มีความรู้สึกอย่างมนุษย์หรอกหรือ? เธอยังเป็นคนปกติอยู่หรือเปล่า?’ ไม่ว่าจะมาจากพ่อแม่หรือสังคม ประเด็นเหล่านี้ก็กลายเป็นภาระของเจ้าในสภาพแวดล้อมและภูมิหลังที่ต่างกัน เจ้ารู้สึกว่าตนผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงวัยอย่างเจ้า ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าอยู่ในวัยระหว่างสามสิบถึงห้าสิบปี และยังไม่แต่งงาน เจ้าจึงไม่กล้าพบปะผู้คน พวกเขาย่อมกล่าวว่า ‘ผู้หญิงคนนั้นทั้งชีวิตยังไม่เคยแต่งงานเลย เป็นสาวแก่ทึนทึก ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีใครจะแต่งงานด้วย’ ‘ผู้ชายคนนั้นทั้งชีวิตยังไม่เคยมีภรรยา’ ‘ทำไมพวกเขาถึงไม่แต่งงาน?’ ‘ใครจะไปรู้ บางทีพวกเขาอาจจะมีบางอย่างผิดปกติ’ เจ้าก็นึกใคร่ครวญว่า ‘ฉันไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แล้วทำไมฉันถึงยังไม่ได้แต่งงานล่ะ? ฉันไม่ฟังพ่อแม่และทำให้พวกเขาผิดหวัง’ ผู้คนต่างกล่าวว่า ‘ผู้ชายคนนั้นไม่แต่งงาน ผู้หญิงคนนั้นไม่แต่งงาน ดูสิว่าตอนนี้พ่อแม่ของพวกเขาน่าเวทนาขนาดไหน พ่อแม่คนอื่นมีหลานมีเหลนกันแล้ว แต่พวกเขายังคงเป็นโสด บรรพชนของพวกเขาต้องทำอะไรไม่ดีเอาไว้แน่เลย ว่าไหม? นี่เลยทำให้ครอบครัวไร้ทายาทไม่ใช่หรือ? พวกเขาจะไม่มีลูกหลานสืบสกุล เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนั้น?’ ไม่ว่าท่าทีของเจ้าในปัจจุบันจะเด็ดเดี่ยวเพียงใด ตราบใดที่เจ้าเป็นคนเดินดินธรรมดาและไม่มีความจริงมากพอที่จะเข้าใจเรื่องนี้ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าย่อมจะเดือดร้อนและถูกเรื่องนี้รบกวนจิตใจ” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (16)) สิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงก็คือสภาวะของผมพอดี ผมรู้ว่าการแต่งงานเป็นภาระผูกพันอันใหญ่หลวงและไม่เป็นประโยชน์ต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือการทำหน้าที่ ผมจึงไม่อยากแต่งงาน แต่พอผมอายุสามสิบแล้วยังไม่ได้แต่งงานหรือมีลูก ผมก็ถูกญาติมิตรเยาะเย้ยและวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งผมและพ่อแม่ต่างก็รู้สึกว่าสู้หน้าคนอื่นไม่ได้ สิ่งนี้ส่งผลให้พ่อแม่เร่งเร้าให้ผมแต่งงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อไม่ให้ขาดผู้สืบสกุล พวกท่านถึงกับพยายามแนะนำคนที่อาจมาเป็นคู่ครองให้ผม ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการถูกผูกมัดด้วยมโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิมที่ว่า “ในสามอกตัญญู การไม่มีทายาทเลวร้ายที่สุด” และ “ผู้ชายโตแล้วก็ต้องแต่งงาน ผู้หญิงโตแล้วก็ต้องออกเรือน” เราได้ปฏิบัติต่อแนวคิดที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ ซึ่งซาตานปลูกฝังให้เรา ราวกับเป็นหลักธรรมในการชี้แนะความประพฤติและการกระทำของเรา เราเชื่อว่าพ่อแม่ต้องกังวลเรื่องลูกแต่งงานและสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อจะได้มีลูกหลานสืบสกุล ในขณะที่ลูกๆ ก็ต้องยอมทำตามในเรื่องนี้และมีลูกของตัวเองเพื่อให้มีทายาทมากมาย พ่อแม่จะได้มีความสุขกับการมีลูกหลานเต็มบ้าน ถ้าลูกๆ ทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นการกบฏและอกตัญญูอย่างร้ายแรง ผมไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของพ่อแม่ได้ ทำให้พวกท่านต้องกังวลและเศร้าใจเพราะผม และทำให้พวกท่านเสียชื่อเสียง ผมรู้สึกว่าในฐานะลูกชาย ผมเห็นแก่ตัวและอกตัญญูเกินไป ผมทนรับการกล่าวโทษจากญาติมิตรไม่ได้ และคิดที่จะแต่งงานเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากสูญเสียภาวะที่เอื้ออำนวยในการไล่ตามเสาะหาความจริงและการทำหน้าที่ไป ผลก็คือผมกินไม่ได้นอนไม่หลับ และใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทม พระเจ้าประทานสิทธิให้ผู้คนตัดสินใจว่าจะมีทายาทหรือไม่ และไม่ว่าผู้คนจะเลือกอย่างไร ก็ล้วนชอบด้วยเหตุผล แต่ซาตานใช้มโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิม เช่น “ในสามอกตัญญู การไม่มีทายาทเลวร้ายที่สุด” และ “ผู้ชายโตแล้วก็ต้องแต่งงาน ผู้หญิงโตแล้วก็ต้องออกเรือน” มาผูกมัดผู้คน จนทำให้การตัดสินว่าคนคนหนึ่งมีความเป็นมนุษย์หรือมีความกตัญญูหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสถานภาพการสมรสและการมีลูกของพวกเขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของพวกเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพระวจนะของพระเจ้า ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่ผู้คนจะไม่สามารถประเมินใครอย่างเป็นธรรมได้เท่านั้น แต่ทุกคนยังถูกบังคับให้ใช้ชีวิตเพื่อการแต่งงานและการสืบสกุล เพราะกลัวว่าจะถูกคนอื่นกล่าวโทษและรังเกียจเดียดฉันท์ ตามจริงแล้ว การไม่แต่งงานไม่ได้หมายความว่าอกตัญญูต่อพ่อแม่ บางคนไม่อยากคิดเรื่องความสัมพันธ์จริงจังเพราะยุ่งอยู่กับหน้าที่การงาน บางคนไม่แต่งงานเพราะความกดดันในชีวิต ผมเลือกที่จะไม่แต่งงานเพื่อจะได้ทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดี นี่คืออิสรภาพของผม และเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด อย่างไรก็ตาม ผมไม่มีความเข้าใจความจริงและไม่สามารถมองทะลุสิ่งต่างๆ ได้ จึงถูกผูกมัดด้วยมโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิมและไม่สามารถหลุดพ้นเป็นอิสระได้ ผมทำได้เพียงอดทนต่อความกดดันจากครอบครัวและการกล่าวโทษของสังคมอย่างหมดหนทาง พ่อกับผมเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่เราก็ยังคงมองสิ่งต่างๆ โดยพึ่งพามุมมองที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ และยังคงถูกผูกมัดและจองจำด้วยมโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิมเหล่านี้ เราช่างโง่เขลาเกินไปจริงๆ!
วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “สำคัญนักหรือถ้าสายสกุลขาดลง? นี่เป็นแค่เรื่องนามสกุลของเนื้อหนังเท่านั้นมิใช่หรือ? ดวงจิตทั้งหลายไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ไม่มีการสืบทอดหรือสืบเนื่องระหว่างกันให้พูดถึง มวลมนุษย์มีบรรพบุรุษร่วมกัน ทุกคนคือผู้สืบเชื้อสายของบรรพบุรุษคนนั้น ดังนั้นเรื่องของการสิ้นสุดเชื้อสายของมวลมนุษย์ย่อมไม่มี การสืบเชื้อสายจึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้า การเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง การใช้ชีวิตอย่างอิสระและเสรี และการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงคือสิ่งที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหา การเป็นเครื่องจักรในการเพิ่มจำนวนมนุษย์ไม่ใช่ภาระที่เจ้าควรแบกรับ การมีลูกหรือสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลเพื่อประโยชน์ของบางครอบครัวก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้าเช่นกัน พระเจ้าไม่ได้ประทานความรับผิดชอบนี้แก่เจ้า ใครอยากมีลูกก็สามารถมีลูกได้เลย ใครอยากสืบเชื้อสายของตนก็สามารถทำดังนั้นได้ ใครเต็มใจรับผิดชอบเรื่องนั้นย่อมสามารถรับไปได้ ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้า ถ้าเจ้าไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้และไม่เต็มใจที่จะลุล่วงภาระผูกพันนี้ก็ไม่เป็นไร นั่นคือสิทธิ์ของเจ้า เช่นนี้จึงเหมาะสมมิใช่หรือ? (ใช่)” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (16)) พระวจนะของพระเจ้านำความชัดเจนและความรู้แจ้งอย่างมากมาสู่หัวใจของผม ราวกับว่าภาระหนักอึ้งได้ถูกยกออกไป ผมเข้าใจว่าผู้คนไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ในการสืบสกุล ในตอนเริ่มแรก พระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวา บรรพบุรุษของมวลมนุษย์ และด้วยการสืบเผ่าพันธุ์อย่างต่อเนื่อง มวลมนุษย์จึงค่อยๆ ก่อเกิดเป็นตระกูลและครอบครัวต่างๆ แต่วิญญาณของบุคคลไม่ได้เป็นของตระกูลหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งโดยเฉพาะ พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสิ่งเหล่านี้ และทรงจัดการเตรียมการว่าใครจะไปอยู่ครอบครัวไหน ในชีวิตนี้ คุณอาจเกิดในตระกูลหลี่ ในชีวิตหน้า คุณอาจเกิดในตระกูลจ้าว และในชีวิตหลังจากนั้น พระเจ้าอาจทรงจัดการเตรียมการให้คุณไปเกิดในต่างประเทศ นามสกุลเป็นตัวระบุตัวตนของบุคคล และไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีนามสกุลอะไร ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนก็คือมนุษยชาติที่ถูกสร้างขึ้น และแหล่งกำเนิดชีวิตของเราก็คือพระเจ้า ก่อนหน้านี้ ผมมองเรื่องนี้ไม่ชัดเจน ผมเชื่อมาตลอดว่า ในเมื่อครอบครัวเราสืบทอดผ่านลูกชายคนเดียวมาสามชั่วอายุคนแล้ว ดังนั้นถ้ามาถึงรุ่นผมแล้วผมไม่แต่งงานและมีลูก ผมก็จะทำให้ตระกูลขาดผู้สืบสกุล และทำให้พ่อแม่และบรรพบุรุษต้องผิดหวัง ผมจึงกล่าวโทษตัวเองอยู่ในใจ พระวจนะของพระเจ้าทำให้ผมเข้าใจว่าวิญญาณของผู้คนไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าผมเลือกที่จะไม่แต่งงานหรือมีลูก นั่นก็ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าผมกตัญญูหรือไม่ พ่อแม่และผมมาเกิดบนโลกนี้พร้อมกับภารกิจของตน พระเจ้าทรงประทานพระคุณให้ผมได้มาทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระองค์ และผมเลือกที่จะปล่อยวางสิ่งพัวพันทางโลกเพื่อจดจ่อกับการทำหน้าที่ นี่คือการเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องและปฏิบัติหน้าที่ที่พึงกระทำ เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ
ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม “ในเรื่องของการแต่งงานนั้น พวกเราพักข้อเท็จจริงที่ว่าการแต่งงานได้รับการลิขิตจากพระเจ้าเอาไว้ก่อน ท่าทีของพระเจ้าต่อเรื่องนี้ก็คือประทานสิทธิ์ให้ผู้คนเลือกด้วยตนเอง เจ้าสามารถเลือกที่จะเป็นโสด หรือเลือกเข้าสู่การแต่งงานก็ได้ เจ้าสามารถเลือกใช้ชีวิตคู่อยู่กันสองคนหรือเลือกมีครอบครัวใหญ่ก็ได้ นี่คือเสรีภาพของเจ้า ไม่ว่าเจ้ามีหลักในการเลือกสิ่งเหล่านี้อย่างไรหรือจุดประสงค์หรือผลลัพธ์ที่เจ้าอยากสัมฤทธิ์คืออะไร โดยสรุปแล้ว พระเจ้าประทานสิทธิ์นี้แก่เจ้า เจ้ามีสิทธิ์ที่จะเลือก… แม้พระเจ้าจะประทานสิทธิ์ดังกล่าวให้แก่เจ้า แต่เมื่อเจ้าใช้สิทธิ์นี้ เจ้าก็จำเป็นต้องพิจารณาสิ่งที่เจ้ากำลังจะเลือกและผลสืบเนื่องที่ทางเลือกนี้อาจนำมาให้อย่างรอบคอบ ไม่ว่าผลที่ตามมาอาจจะเป็นเช่นใด เจ้าก็ไม่ควรโทษผู้อื่น และไม่ควรโทษพระเจ้า เจ้าควรรับผิดชอบผลสืบเนื่องที่เกิดจากตัวเลือกของเจ้าเอง… ด้านหนึ่ง การเลือกเข้าสู่ชีวิตแต่งงานไม่ได้หมายความว่าเมื่อทำเช่นนั้น เจ้าก็ได้ตอบแทนความใจดีเมตตาของพ่อแม่หรือลุล่วงหน้าที่ในการกตัญญูของเจ้าแล้ว และแน่นอนว่าการเลือกที่จะเป็นโสดก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้ากำลังท้าทายพ่อแม่ของเจ้าเช่นกัน อีกด้านหนึ่ง การเลือกที่จะเข้าสู่การแต่งงานหรือมีลูกหลายคนก็ไม่ใช่การกบฏต่อพระเจ้า และไม่ได้ท้าทายพระองค์ เจ้าจะไม่ถูกกล่าวโทษเพราะเรื่องนั้น นอกจากนี้ การเลือกที่จะเป็นโสดย่อมจะไม่ใช่เหตุผลที่พระเจ้าจะประทานความรอดแก่เจ้าในท้ายที่สุดด้วย สรุปแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะเป็นโสด แต่งงาน หรือมีลูกหลายคน พระเจ้าก็จะไม่ทรงกำหนดตามเหตุปัจจัยเหล่านี้ว่าเจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดในท้ายที่สุดหรือไม่ พระเจ้าไม่ทรงดูภูมิหลังด้านการสมรสหรือสถานะการสมรสของเจ้า พระองค์ทรงดูเพียงว่าเจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่หรือไม่ ท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นเช่นไร เจ้าได้ยอมรับและนบนอบความจริงไปมากเท่าใดแล้ว และเจ้ากระทำการตามหลักธรรมความจริงหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้ว พระเจ้าจะทรงวางสถานะการสมรสของเจ้าลงเพื่อตรวจดูเส้นทางในชีวิต หลักธรรมที่เจ้าใช้ดำเนินชีวิต และกฎเกณฑ์ที่เจ้าเลือกใช้ในการมีชีวิตรอด เพื่อกำหนดว่าเจ้าจะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่ แน่นอนว่ามีข้อเท็จจริงอยู่ข้อหนึ่งที่พวกเราต้องเอ่ยถึง สำหรับคนที่เป็นโสดหรือหย่าร้าง ซึ่งก็คือคนที่ไม่เคยแต่งงานหรือคนที่ออกจากชีวิตสมรสย่อมมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่มีความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องรับผิดชอบใครหรืออะไรภายในกรอบของชีวิตสมรส พวกเขาไม่ต้องแบกความรับผิดชอบและภาระผูกพันเหล่านี้เอาไว้บนบ่า ดังนั้นพวกเขาจึงค่อนข้างเป็นอิสระมากกว่า พวกเขามีเสรีภาพมากกว่าในแง่ของเวลา บริบูรณ์กว่าในแง่ของพละกำลัง และมีเสรีภาพส่วนบุคคลมากขึ้นในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในฐานะผู้ใหญ่ เวลาเจ้าออกไปข้างนอกเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ไม่มีใครสามารถยับยั้งเจ้าได้—แม้กระทั่งพ่อแม่ของเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์นี้ เจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยตนเอง พระองค์จะทรงจัดเตรียมการสิ่งต่างๆ ให้แก่เจ้า และเจ้าก็สามารถเก็บกระเป๋าแล้วจากไป แต่ถ้าเจ้าแต่งงานมีครอบครัว เจ้าก็ไม่มีอิสระเหมือนเดิม เจ้าต้องรับผิดชอบพวกเขา ก่อนอื่น ในแง่ภาวะความเป็นอยู่และทรัพยากรทางการเงิน อย่างน้อยเจ้าต้องจัดเตรียมอาหารและเสื้อผ้าให้พวกเขา และเมื่อครั้งที่ลูกๆ ของเจ้ายังเล็ก เจ้าก็ต้องส่งพวกเขาไปโรงเรียน เจ้าต้องแบกรับความรับผิดชอบเหล่านี้ ในสถานการณ์เหล่านี้ ผู้คนที่แต่งงานแล้วไม่มีอิสระเพราะพวกเขามีภาระผูกพันทางสังคมและทางครอบครัวที่ต้องทำให้ลุล่วง ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งงานและไม่มีลูกนั้นย่อมง่ายดายกว่า เวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะไม่หิวโหยหรือเหน็บหนาว พวกเขาจะมีทั้งอาหารและที่พักพิง พวกเขาไม่จำเป็นต้องวิ่งวุ่นหาเงินและทำงานเพื่อสิ่งจำเป็นต่างๆ ในชีวิตครอบครัว นั่นคือความแตกต่าง ในที่สุดเมื่อเป็นเรื่องของการแต่งงาน ประเด็นก็ยังคงเหมือนเดิมคือ เจ้าไม่ควรแบกรับภาระใดๆ ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของพ่อแม่ ทัศนะดั้งเดิมของสังคม หรือความอยากได้อยากมีที่ฟุ้งเฟ้อของเจ้าเอง เจ้าไม่ควรแบกรับภาระใดๆ” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (16)) จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าผู้คนไม่ควรแบกรับภาระหนักใจใดๆ ในการเลือกว่าจะแต่งงานหรือไม่ พระเจ้าทรงประทานสิทธิให้เราเลือกได้อย่างอิสระ พระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษผมถ้าผมเลือกแต่งงาน และพระองค์ก็จะไม่ทรงกำหนดว่าผมจะได้รับการช่วยให้รอดเพียงเพราะผมเลือกที่จะไม่แต่งงาน พระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดจุดจบของผู้คนจากสถานภาพการสมรส พระองค์ทอดพระเนตรว่าผู้คนได้เข้าสู่ความจริงในการเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ และได้ทำหน้าที่ให้ดีหรือไม่ ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการไล่ตามเสาะหาความจริง ตามจริงแล้ว ผมยังตระหนักด้วยว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นโสดมีข้อได้เปรียบอยู่บ้างในการไล่ตามเสาะหาความจริงและการทำหน้าที่ เมื่อไม่มีสิ่งพัวพันของครอบครัว พวกเขาก็มีเวลาและเรี่ยวแรงมากขึ้นที่จะอุทิศให้กับการทำหน้าที่และไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในการเข้าสู่ความจริง เมื่อผมเห็นว่าผู้เชื่อใหม่จำนวนมากทั่วโลกได้เริ่มประกาศข่าวประเสริฐเพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า ผมก็นึกถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “ยิ่งประชากรของพระเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นั่นย่อมพิสูจน์ว่าพญานาคใหญ่สีแดงจะยิ่งล่มสลาย เรื่องนี้มนุษย์สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ความเป็นผู้ใหญ่ของประชากรของพระเจ้าคือสัญญาณแห่งความพินาศของศัตรู” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 10) พระราชกิจของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว และตอนนี้ ความวิบัติก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ทุ่มเทเวลาและเรี่ยวแรงให้กับการทำหน้าที่ให้มากขึ้นในตอนนี้ ภายหลังก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือทำหน้าที่อย่างถูกควร แม้ว่าเราจะมีความปรารถนาก็ตาม ตอนนี้ พี่น้องชายหญิงจากทั่วทุกมุมโลกกำลังกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ และถ่ายทอดและเป็นพยานถึงพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้คือความประพฤติดีที่พระเจ้าทรงจดจำ วันนี้ ผมเลือกที่จะไม่แต่งงาน ผมต้องทำหน้าที่อย่างถูกควร ไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำเพื่อแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทรามของตน และใช้เวลาไปกับการไล่ตามเสาะหาความจริง ต่อเมื่อผมสามารถเป็นพยานให้พระเจ้าและทำหน้าที่ให้ดีได้เท่านั้น ชีวิตนี้ถึงจะไม่สูญเปล่า หลังจากเข้าใจแบบนี้ ผมก็อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้ปล่อยวางเรื่องการแต่งงานและเลือกที่จะใช้เวลาทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่ด้วยความสมัครใจ ขอพระองค์ทรงชี้แนะข้าพระองค์ให้เดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง และปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขอุปนิสัยเสื่อมทรามของข้าพระองค์ด้วยเถิด”
ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม “ในการจัดการกับพ่อแม่ของเจ้านั้น เจ้าควรก้าวออกจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้เสียก่อน และแยกแยะเกี่ยวกับพ่อแม่ของเจ้าโดยใช้ความจริงที่เจ้ายอมรับและเข้าใจแล้ว จงใช้วิจารณญาณกับพ่อแม่ของเจ้าบนพื้นฐานความคิด ทัศนะ และแรงจูงใจของพวกเขาในด้านการประพฤติปฏิบัติ วิธีการและหลักการประพฤติปฏิบัติของพวกเขา ซึ่งจะยืนยันว่าพวกเขาก็คือผู้คนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเช่นกัน จงมองและใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกเขาจากมุมมองของความจริง แทนที่จะคิดอยู่เสมอว่าพ่อแม่ของเจ้านั้นสูงส่ง ไม่เห็นแก่ตัว และมีเมตตากับเจ้า และถ้าเจ้ามองดูพวกเขาเช่นนั้น เจ้าก็จะไม่มีวันค้นพบว่าพวกเขามีปัญหาอันใด จงอย่ามองพ่อแม่ของเจ้าในมุมมองของสายสัมพันธ์ในครอบครัว หรือตามบทบาทของเจ้าที่เป็นลูกชายหรือลูกสาว จงก้าวออกจากมุมมองนี้และดูว่าพวกเขารับมือกับโลก จัดการกับความจริง ผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายอย่างไร กล่าวให้เจาะจงลงไปก็คือ จงดูแนวคิดและทัศนะที่พ่อแม่ของเจ้าได้ปลูกฝังเอาไว้ในตัวเจ้าในเรื่องที่ว่าเจ้าควรมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายอย่างไร ควรวางตนและกระทำการอย่างไร—เจ้าควรตระหนักรู้และแยกแยะพวกเขาด้วยวิธีนี้ ในหนทางนี้ คุณสมบัติความเป็นมนุษย์ของพวกเขาและข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วก็จะชัดเจนขึ้นทีละน้อย พวกเขาเป็นคนจำพวกใด? ถ้าพวกเขาไม่ใช่ผู้เชื่อ พวกเขามีท่าทีเช่นใดต่อผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า? ถ้าพวกเขาเป็นผู้เชื่อ ท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงจะเป็นเช่นใด? พวกเขาคือคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? พวกเขารักความจริงหรือเปล่า? พวกเขาชอบสิ่งที่เป็นบวกหรือไม่? ทัศนคติที่พวกเขามีต่อชีวิตและโลกเป็นอย่างไร? เป็นต้น ถ้าเจ้าสามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะพ่อแม่ของเจ้าตามสิ่งเหล่านี้ได้ เจ้าก็จะมีแนวคิดที่ชัดเจน เมื่อเรื่องเหล่านี้ชัดเจนแล้ว สถานะที่สูงส่ง ประเสริฐ และไม่อาจสั่นคลอนได้ของพ่อแม่ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้าก็จะเปลี่ยนแปลง และเมื่อความรู้สึกนึกคิดของเจ้าเปลี่ยนแปลง ความรักของพ่อแม่ที่พ่อแม่ของเจ้าแสดงให้เห็น—รวมทั้งวาจาและการกระทำต่างๆ ของพวกเขา ภาพลักษณ์อันสูงส่งที่เจ้ามีต่อพวกเขา—จะไม่ตราตรึงอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้าอย่างลึกซึ้งเช่นนั้นอีกต่อไป ความไม่เห็นแก่ตัวและความยิ่งใหญ่ของความรักที่พ่อแม่มีให้เจ้า รวมทั้งการอุทิศตนดูแลเจ้า ปกป้องเจ้า และแม้กระทั่งเอาใจเจ้า ย่อมจะยุติการยึดครองตำแหน่งสำคัญในจิตใจของเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (13)) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ผมตาสว่าง ผมนึกถึงตอนที่พ่อแม่เร่งเร้าให้ผมแต่งงานครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเผินๆ พ่อแม่ทำไปเพราะหวังดีต่อผมและกังวลว่าผมจะโดดเดี่ยว แต่ในแก่นแท้แล้ว พวกท่านกำลังใช้ชีวิตโดยพึ่งพามโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิม ซึ่งจะทำให้ผมติดกับดักของชีวิตครอบครัวทางเนื้อหนัง จนผมต้องสูญเสียภาวะที่เอื้ออำนวยในการไล่ตามเสาะหาความจริง สิ่งนี้มีต้นกำเนิดมาจากการก่อกวนของซาตาน ก่อนหน้านี้ ผมมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของเนื้อหนังและความรักใคร่ในครอบครัวมาตลอด ผมไม่ได้มีวิจารณญาณแยกแยะสิ่งต่างๆ ตามความจริง ผมคิดมาตลอดว่าที่พ่อแม่เร่งเร้าให้ผมแต่งงานก็เพราะพวกท่านคิดว่านั่นจะเป็นการดีสำหรับผม และผมก็รู้สึกผิดที่ปฏิเสธพวกท่าน หากไม่ใช่เพราะพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงนำผมครั้งแล้วครั้งเล่า ผมก็คงไม่สามารถมีวิจารณญาณแยกแยะค่านิยมทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเหล่านี้ได้เลย ตอนนี้ ผมต้องทำตามพระวจนะของพระเจ้าในเรื่องการเชื่อในพระเจ้าและการเลือกเส้นทางของผม ผมจะยอมให้พ่อแม่มามีอิทธิพลต่อผมไม่ได้ ถ้าสิ่งที่พวกท่านพูดสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เชื่อฟังได้ แต่ถ้าขัดแย้งกับความจริงและไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของผม ผมก็ต้องปฏิเสธ เมื่อผมเข้าใจเรื่องนี้ ผมก็ไม่รู้สึกกดดันใดในใจเกี่ยวกับการตัดสินใจที่จะไม่แต่งงาน
หลังจากนั้น ผมก็หาเวลาเขียนจดหมายถึงพ่อเพื่อสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของผม เพื่อที่ท่านจะได้เข้าใจความจริงจากพระวจนะของพระเจ้าและหลุดพ้นจากอันตรายของมโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิม ต่อมา พ่อเขียนจดหมายตอบกลับมาว่า “ประสบการณ์ของลูกเขียนได้ดีมาก ตอนนั้น พ่ออยากให้ลูกหาคู่ก็เพราะความคิดแบบดั้งเดิม พอพ่อได้อ่านจดหมายของลูก พ่อก็ชื่นชมการตัดสินใจของลูกจริงๆ หลังจากได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ลูกหามาให้ พ่อก็สามารถเปลี่ยนมุมมองนี้ได้เหมือนกัน เมื่อก่อน พ่อก่อกวนลูกโดยอาศัยความรักใคร่เอ็นดูทางเนื้อหนัง แต่ตอนนี้พ่อเข้าใจแล้วว่าลูกเต็มใจที่จะสละเรื่องแต่งงานเพื่ออุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการทำหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความหมายที่สุด!” เมื่อเห็นจดหมายตอบกลับของพ่อ ผมก็รู้สึกอิ่มเอมใจมาก พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พระวจนะเปลี่ยนแปลงความคิดและมุมมองที่ผิดพลาดของเรา พระวจนะช่วยให้เราหลุดพ้นจากพันธนาการของมโนคติอันหลงผิดแบบดั้งเดิม เพื่อให้เราสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระและได้รับการปลดปล่อย ผมได้สัมผัสถึงความรอดและความรักของพระเจ้าอย่างแจ่มชัด ขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!