21. เบื้องหลังความล้มเหลวในการกำกับดูแลและติดตามงานของผม

โดย มาร์ติน ประเทศเมียนมา

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้ประกาศ  เนื่องจากผมติดตามและชี้แนะงานของแอนนาซึ่งเป็นผู้นำคริสตจักรอยู่บ่อยครั้ง ผมจึงพบว่าเธอมีความก้าวหน้าในการทำหน้าที่ของตน มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากกว่าแต่ก่อน และได้ผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีขึ้น  ผมคิดว่าพี่น้องหญิงคนนี้แบกภาระในการทำหน้าที่ของตนและทำงานได้ค่อนข้างเป็นรูปธรรม ผมจึงค่อนข้างเบาใจในตัวเธอ  หลังจากนั้น ผมก็เอาแต่ใส่ใจติดตามและกำกับดูแลงานของผู้นำคริสตจักรคนอื่นๆ และไม่ได้กำกับดูแลหรือติดตามงานของแอนนาอีก  ผ่านไประยะหนึ่ง ผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐในคริสตจักรที่ผมรับผิดชอบก็เริ่มถดถอย  ผมได้พบกับเหล่าผู้นำคริสตจักรเพื่อดูว่าพวกเขาแก้ไขปัญหากันอย่างไร และเมื่อผมพบปัญหา ผมก็ได้ให้การสามัคคีธรรม คำชี้แนะ และความช่วยเหลือแก่พวกเขา  แต่เพราะผมไว้ใจแอนนา ผมจึงไม่ได้ไปสอบถามเรื่องการทำงานของเธอ และแค่เตือนเธอง่ายๆ ให้สรุปส่วนเบี่ยงเบนและปัญหาในงานข่าวประเสริฐ  ตอนนั้นแอนนาก็ตอบตกลง  งานที่แอนนารับผิดชอบเคยได้ผลลัพธ์ที่ดีในอดีต แต่ครั้งนี้ผลลัพธ์ของเธอกลับลดลง ดังนั้น เมื่อผู้นำเบื้องบนทราบว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามงานของแอนนา พวกเขาจึงส่งคำเตือนพิเศษมาให้ผม เพื่อให้ไปตรวจสอบการทำงานของเธอตามความเป็นจริงโดยเร็วที่สุด  ผมคิดในใจว่า “ฉันเพิ่งเตือนเธอไปเมื่อวันก่อนเอง  ถ้าตอนนี้ฉันไปตรวจสอบการทำงานของเธอ เธอจะคิดว่าฉันไม่ไว้ใจเธอหรือเปล่า?”  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมก็ไม่ได้ไปตรวจสอบการทำงานของเธอ  ผลก็คือ ผ่านไปสักพัก ผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐที่แอนนารับผิดชอบก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง  พอผมได้ไปสอบถามเรื่องการทำงานของเธอจริงๆ ผมถึงได้พบว่าแอนนาแค่ดำเนินงานโดยส่งต่อคำสั่งเท่านั้น และเธอไม่ได้แก้ไขปัญหาตามความเป็นจริงเลย อีกทั้งปัญหาและความลำบากยากเย็นที่พี่น้องชายหญิงเผชิญในการประกาศข่าวประเสริฐก็ไม่ได้รับการแก้ไข  สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่องานข่าวประเสริฐ  ตอนนี้เองผมถึงได้ตระหนักว่าตัวผมเองก็ไม่ได้ทำงานที่แท้จริงเลย และผมก็รู้สึกตำหนิตัวเองในใจ  ผมได้พบกับแอนนาเพื่อสามัคคีธรรมกับเธอ และชี้ให้เห็นปัญหาของเธอ  หลังจากนั้น ผมเห็นว่าแอนนากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและได้ทำงานที่เป็นรูปธรรมบางอย่าง ผมจึงไม่ได้สรุปและทบทวนปัญหาของตัวเอง

ในเดือนเมษายน ปี 2024 ผู้นำเบื้องบนได้มอบหมายให้ผมรับผิดชอบงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรอีกสองแห่ง  หลังจากติดตามงานได้สักพัก ผมก็พบว่ามาร์ธา ผู้นำของคริสตจักรแห่งหนึ่ง มีขีดความสามารถค่อนข้างดี สามารถดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายได้ทันท่วงที และสามารถค้นพบปัญหาได้เมื่อสรุปงานของเธอ  ด้วยเหตุนี้ ผมจึงประทับใจในตัวเธอ และรู้สึกว่าเธอสามารถทำงานที่แท้จริงได้ดีกว่าผู้นำคริสตจักรคนอื่นๆ  เมื่อผมเห็นว่าผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐในความรับผิดชอบของมาร์ธาค่อนข้างดี ผมก็ยิ่งไว้ใจเธอมากขึ้น และแทบไม่ได้ถามถึงรายละเอียดการทำงานของเธอเลย  ในเดือนมิถุนายน ผลลัพธ์ของการประกาศข่าวประเสริฐในคริสตจักรที่มาร์ธารับผิดชอบลดลงเล็กน้อย  ในตอนนั้น ผมได้พบกับเธอเพื่อสอบถามสถานการณ์ และพบว่าเธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความลำบากยากเย็นเพราะอินเทอร์เน็ตมีปัญหาตอนที่เธอพยายามดำเนินงาน และเธอเริ่มไม่แบกภาระในการทำหน้าที่ของตนอีกต่อไป  ผมชี้ให้เห็นปัญหาของเธอ และสามัคคีธรรมกับเธอถึงวิธีพึ่งพาพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนเมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็นเช่นนี้ เธอจะปล่อยให้งานล่าช้าไม่ได้  หนึ่งสัปดาห์ต่อมา วิลมา พี่น้องหญิงที่เป็นคู่ทำงานของผม ได้เตือนผมว่าผมควรติดตามและสอบถามสถานการณ์การทำงานของมาร์ธา  ผมคิดในใจว่า “ฉันเพิ่งสามัคคีธรรมกับเธอไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เธอน่าจะกำลังปรับปรุงตัวอยู่  เธอมีความสามารถในการทำงานอยู่บ้าง คงไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอก” ผมจึงไม่ได้ไปพบเธอ  จนกระทั่งไม่กี่วันต่อมา เมื่อวิลมาเตือนผมอีกครั้ง ผมถึงได้พยายามนัดพบกับมาร์ธาเพื่อสอบถามเรื่องการทำงานของเธอ  แต่ผมก็นัดไม่ได้สักที  เธอบอกอยู่เรื่อยๆ ว่าอินเทอร์เน็ตมีปัญหา หรือว่าเธอยังยุ่งอยู่  ในตอนนั้น ผมไม่ได้คิดอะไรมาก ผมคิดว่าตราบใดที่เธอยังทำงานอยู่ก็คงไม่เป็นไร  ไม่คาดคิดเลยว่าอีกสองสัปดาห์ต่อมา ผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐในคริสตจักรที่มาร์ธารับผิดชอบจะลดลงฮวบฮาบ  ตอนนั้นเองผมถึงเพิ่งมาร้อนใจอยากหาสาเหตุ และผมก็พบว่ามัคนายกข่าวประเสริฐและคนทำงานข่าวประเสริฐหลายคนมัวแต่ยุ่งกับเรื่องส่วนตัวและไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐ  ด้วยเหตุนี้ มาร์ธาจึงใช้ชีวิตอยู่ในความคิดลบและไม่ได้สามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที สิ่งนี้ส่งผลให้คนทำงานข่าวประเสริฐแบกรับภาระน้อยลงเรื่อยๆ และไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง  ผมรู้สึกตกตะลึงเมื่อเห็นว่ามีปัญหาร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นในขอบเขตความรับผิดชอบของพี่น้องหญิง ผมมีความรับผิดชอบที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ต่อการเกิดปัญหาเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ผมไม่ได้ติดตามการทำงานของพี่น้องหญิงอย่างทันท่วงที  ผมรู้สึกเศร้ามาก และอธิษฐานถึงพระเจ้าทั้งน้ำตาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากทำหน้าที่ของตนให้ดี แต่ดูสิ่งที่ข้าพระองค์ทำลงไป มันกลับเละเทะไปหมด ข้าพระองค์รู้สึกว่าตนเองไม่สมควรที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้จริงๆ ขอพระองค์ทรงนำและชี้แนะข้าพระองค์ให้เรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้ เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้รู้ว่าควรทำอะไรต่อไปเพื่อทำหน้าที่นี้ให้ดี”

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้นำเบื้องบนมาจัดการชุมนุมกับพวกเรา และเราได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เจาะจงถึงสภาวะของผมโดยเฉพาะ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยซักถามถึงผู้ดูแลที่ไม่ทำงานจริงหรือไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน  พวกเขาคิดว่าตนแค่จำเป็นต้องเลือกผู้ดูแลและนั่นก็จบเรื่องแล้ว หลังจากนั้นผู้ดูแลย่อมสามารถจัดการเรื่องงานทั้งหมดได้ด้วยตนเอง  ดังนั้นผู้นำเทียมเท็จจึงเพียงจัดการชุมนุมเป็นครั้งคราว และไม่กำกับดูแลงานหรือสอบถามว่างานดำเนินไปอย่างไร และทำตัวเหมือนเจ้านายที่ปล่อยปละละเลย  หากมีใครบางคนรายงานปัญหาเกี่ยวกับผู้ดูแล ผู้นำเทียมเท็จก็จะกล่าวว่า ‘นั่นเป็นแค่ปัญหาเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรอก  พวกคุณสามารถจัดการเรื่องนี้กันเองได้  อย่ามาถามฉันเลย’  คนที่รายงานประเด็นปัญหานี้กล่าวว่า ‘ผู้ดูแลคนนั้นเป็นคนตะกละตะกลามและเกียจคร้าน  เขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับเรื่องอาหารและความบันเทิง ทั้งยังขี้เกียจสันหลังยาว  เขาไม่ต้องการทนทุกข์กับความยากลำบากในการทำหน้าที่ของตนแม้แต่น้อย และเขาก็อู้งานอยู่เสมอโดยการหลอกลวง อีกทั้งยังคิดหาข้อแก้ตัวเพื่อเลี่ยงงานและหลบเลี่ยงหน้าที่รับผิดชอบของตน  เขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ดูแล’  ผู้นำเทียมเท็จก็จะตอบว่า ‘เขาดีมากตอนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดูแล  สิ่งที่คุณกำลังพูดนั้นไม่ใช่ความจริง หรือต่อให้เป็นจริง นั่นก็เป็นแค่การแสดงออกชั่วคราวเท่านั้น’  ผู้นำเทียมเท็จจะไม่พยายามค้นหาเพิ่มเติมในเรื่องสถานการณ์ของผู้ดูแล ตรงกันข้ามผู้นำเทียมเท็จจะตัดสินและกำหนดเรื่องนี้ตามความประทับใจในอดีตที่พวกเขามีต่อผู้ดูแลคนนั้น  ไม่ว่าใครจะรายงานปัญหาของผู้ดูแลคนนั้น ผู้นำเทียมเท็จก็จะเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านั้น  ผู้ดูแลคนนั้นไม่ได้กำลังทำงานจริง และงานของคริสตจักรก็แทบจะหยุดชะงักลง แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่ใส่ใจ ราวกับว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย  เป็นเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนพออยู่แล้วเมื่อมีใครบางคนรายงานปัญหาของผู้ดูแล แต่เขากลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่  แต่สิ่งที่น่าชังที่สุดคืออะไร?  เมื่อมีคนรายงานประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงจริงๆ ของผู้ดูแลต่อผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จจะไม่พยายามแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านี้ และเขายังจะคิดหาสารพัดข้อแก้ตัวด้วยซ้ำไป อย่างเช่น ‘ฉันรู้จักผู้ดูแลคนนี้ เขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาจะไม่มีทางมีปัญหาใดๆ  ต่อให้เขามีประเด็นปัญหาเล็กน้อย พระเจ้าก็จะทรงคุ้มครองและบ่มวินัยเขา  หากเขาทำผิดพลาด นั่นย่อมเป็นเรื่องระหว่างเขากับพระเจ้า—พวกเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้’  ผู้นำเทียมเท็จทำงานตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเองในหนทางนี้… ผู้นำเทียมเท็จก็มีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง กล่าวคือพวกเขาไว้วางใจผู้คนอย่างรวดเร็วตามความคิดฝันของตนเอง  และเรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากการไม่เข้าใจความจริงมิใช่หรือ?  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างไรบ้าง?  เหตุใดพวกเขาจึงไว้ใจผู้คนที่แม้กระทั่งพระเจ้าก็ไม่ไว้วางพระทัย?  ผู้นำเทียมเท็จคิดว่าตนเองถูกและโอหังมากเกินไปมิใช่หรือ?  สิ่งที่พวกเขาคิดก็คือ ‘ฉันไม่น่าจะตัดสินคนคนนี้ผิดหรอก ไม่ควรจะมีปัญหาใดๆ กับคนคนนี้ที่ฉันตัดสินไปแล้วว่าเหมาะสม แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในการกิน การดื่ม และความบันเทิง หรือเป็นคนที่ชอบความสุขสบายและเกลียดชังงานหนัก  เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอน  เขาจะไม่เปลี่ยนแปลง หากเขาเปลี่ยนไป นั่นย่อมจะหมายความว่าฉันเข้าใจเขาผิดไปมิใช่หรือ?’  นี่เป็นตรรกะประเภทใด?  เจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างนั้นหรือ?  เจ้ามีสายตาที่มองทะลุได้หรือ?  เจ้ามีทักษะพิเศษเช่นนั้นหรือ?  เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับคนคนหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งปีหรือสองปี แต่เจ้าจะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาโดยไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการตีแผ่แก่นแท้ธรรมชาติของเขาออกมาอย่างหมดเปลือกหรือไม่?  หากพระเจ้าไม่ทรงเผยเขาออกมา เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับเขาเป็นเวลาสามปี หรือแม้กระทั่งห้าปี และจะยังคงยากที่จะมองให้ออกว่าเขามีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทใดกันแน่  และจะยากขึ้นอีกเพียงใดเมื่อเจ้าแทบไม่ได้พบเขา หรือแทบไม่ได้อยู่กับเขาเลย?  โดยไม่รู้ไม่ชี้ผู้นำเทียมเท็จไว้วางใจคนคนหนึ่งตามความประทับใจชั่วครั้งชั่วคราวหรือการที่คนอื่นประเมินคนคนนั้นในทางบวก และกล้าที่จะมอบหมายงานของคริสตจักรให้บุคคลดังกล่าว  ในเรื่องนี้พวกผู้นำเทียมเท็จมืดบอดเป็นที่สุดมิใช่หรือ?  พวกเขากระทำการอย่างไม่ระมัดระวังมิใช่หรือ?  แล้วเมื่อพวกเขาทำงานแบบนี้ ผู้นำเทียมเท็จก็กำลังไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3))  เมื่อต้องเผชิญกับการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้า ผมรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าผู้นำเทียมเท็จทำงานโดยอาศัยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน และเชื่อใจคนง่าย  เมื่อเห็นว่าใครบางคนทำหน้าที่ได้ดีอยู่พักหนึ่ง พวกเขาก็คิดทันทีว่าคนคนนั้นดีไปเสียทุกอย่างและจะดีตลอดไป  แม้คนอื่นจะบอกว่าคนคนนี้มีปัญหา พวกเขาก็จะปฏิเสธในใจ และจะไม่กำกับดูแลและตรวจสอบงานของคนคนนี้อย่างจริงจัง  ผมนึกึงช่วงเวลานั้น ตอนที่ปฏิบัติหน้าที่ ผมก็เชื่อใจคนอย่างหลับหูหลับตาแบบนี้ไม่มีผิด  ผมเห็นว่าแอนนาสามารถทำงานที่แท้จริงได้และทำงานได้อย่างมั่นคงพอสมควร ผมจึงไม่ได้ติดตามหรือตรวจสอบงานของเธอ และแม้แต่ตอนที่ผู้นำเบื้องบนเตือนผม ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ  ลึกๆ แล้วผมยังคงเชื่อใจแอนนา โดยคิดว่าเธอจะจัดการงานได้  ดังนั้น ผมจึงแค่เตือนเธอไปคร่าวๆ ให้สรุปปัญหาในงานข่าวประเสริฐโดยไม่ได้ติดตามงานของเธออย่างเจาะจง  ไม่คาดคิดเลยว่าตอนที่แอนนาทำงาน เธอแค่ถ่ายทอดคำพูดและไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริงเลย  สิ่งนี้ส่งผลให้ผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐถดถอย  ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากการที่ผมเชื่อใจแอนนาอย่างหลับหูหลับตาและไม่ได้ติดตามงานของเธอ  ต่อมา ผมก็เป็นแบบเดียวกันตอนที่ติดตามงานของมาร์ธา  ผมคิดว่าเธอมีความสามารถในการทำงานอยู่บ้างและสามารถทำงานที่แท้จริงได้ ผมจึงวางใจในตัวเธอมาก  ผมแทบไม่ได้ถามถึงรายละเอียดว่าเธอทำหน้าที่ของตนอย่างไร และไม่ได้ตรวจสอบหรือกำกับดูแลการทำงานของเธอ  เมื่อพี่น้องหญิงที่เป็นคู่ทำงานเตือนผม ผมก็ไม่ใส่ใจ และไม่ได้ติดตามงานของมาร์ธา  ผลก็คือ ปัญหาของพี่น้องชายหญิงไม่สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที และเธอเองก็ใช้ชีิวิตอยู่ในความคิดลบ ซึ่งส่งผลกระทบต่องาน  พระเจ้าตรัสว่าผู้นำและคนทำงานควรติดตามงานบ่อยๆ ไปสอบถามสภาวะและความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิง จับความเข้าใจปัญหาและข้อเบี่ยงเบนที่มีอยู่ในการทำหน้าที่ของทุกคน และยังต้องลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อสอบถามและชี้แนะการทำงาน แก้ไขปัญหาทันทีที่พบเจอ  นี่คือความรับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานควรทำให้ลุล่วง การทำหน้าที่ในลักษณะนี้เท่านั้นจึงจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  แต่ผมกลับดำเนินชีวิตโดยอาศัยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเชื่อใจคนอย่างหลับหูหลับตา  ผมเชื่อว่าแอนนากับมาร์ธาสามารถทำงานที่แท้จริงได้และไม่จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลและตรวจสอบ ผมจึงแทบไม่ได้ติดตามงานของพวกเธออย่างเจาะจงเลย  พฤติกรรมของผมไม่ใช่พฤติกรรมของผู้นำเทียมเท็จหรอกหรือ?  ผมมองไม่ทะลุถึงแก่นแท้ของผู้คน แต่กลับเชื่อใจคนอย่างง่ายดายอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ติดตามงานของพวกเขา  ผมช่างมืดบอดจริงๆ! ช่างโอหังจริงๆ!  เมื่อผมเข้าใจเรื่องนี้ ผมรู้สึกเจ็บปวดใจมากราวกับถูกมีดแทง  ผมปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างขาดความรับผิดชอบ แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงกำจัดผม แต่กลับประทานโอกาสให้ผมได้กลับใจ  ผมต้องทบทวนและทำความรู้จักตัวเองต่อไป

วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และมองเห็นปัญหาของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนส่วนใหญ่ถือวลีที่ว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’ เป็นความจริง และพวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดและถูกผูกมัดด้วยวลีนี้  พวกเขาถูกรบกวนและได้รับอิทธิพลจากวลีนี้ในการคัดเลือกหรือใช้ผู้คน และถึงกับปล่อยให้วลีดังกล่าวบงการการกระทำของพวกเขา  ด้วยเหตุนี้ ผู้นำและคนทำงานหลายคนจึงมีความยากลำบากและมีความกังวลใจอยู่เสมอเมื่อพวกเขาตรวจสอบงานของคริสตจักร รวมทั้งส่งเสริมและใช้ผู้คน  ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาสามารถทำได้เพียงปลอบใจตัวเองด้วยคำพูดที่ว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาตรวจสอบหรือสอบถามเกี่ยวกับงาน พวกเขาจะคิดว่า ‘“ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”  ฉันควรไว้วางใจพี่น้องชายหญิงของฉัน และไม่ว่าจะอย่างไร พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงพินิจพิเคราะห์ผู้คนอยู่ ดังนั้น ฉันจึงไม่ควรสงสัยและกำกับดูแลผู้อื่นตลอดเวลา’  พวกเขาได้รับอิทธิพลจากวลีนี้แล้วใช่หรือไม่?  ผลสืบเนื่องที่เกิดจากอิทธิพลของวลีนี้คืออะไร?  ประการแรก หากใครบางคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ที่ว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’ คนคนนี้จะตรวจสอบและกำกับงานของผู้อื่นหรือไม่?  เขาจะกำกับดูแลและติดตามงานของผู้คนหรือไม่?  หากคนคนนี้ไว้วางใจทุกคนที่ตนใช้และไม่เคยตรวจสอบหรือกำกับการทำงานของผู้คนเหล่านั้น และไม่เคยกำกับดูแลพวกเขาเลย คนคนนี้กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดีหรือไม่?  เขาสามารถดำเนินงานของคริสตจักรอย่างมีประสิทธิภาพและทำพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จได้หรือไม่?  เขาจงรักภักดีต่อพระบัญชาของพระเจ้าหรือไม่?  ประการที่สอง นี่ไม่เพียงเป็นการไม่ยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าและหน้าที่ของเจ้าเท่านั้น แต่นี่คือการยึดถือกลอุบายของซาตานและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกราวกับเป็นความจริง และติดตามตลอดจนนำสิ่งเหล่านั้นไปปฏิบัติ  เจ้ากำลังเชื่อฟังซาตานและดำเนินชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานอยู่ไม่ใช่หรือ?  เจ้าไม่ใช่คนที่นบนอบพระเจ้า และยิ่งไม่ใช่คนที่ยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าเป็นคนเลวทรามอย่างแท้จริง  การละเลยพระวจนะของพระเจ้า แล้วนำวลีเยี่ยงซาตานมาใช้และนำไปปฏิบัติเสมือนเป็นความจริงแทนนั้น คือการทรยศความจริงและพระเจ้า!  เจ้าทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า แต่หลักธรรมสำหรับการกระทำของเจ้ากลับเป็นตรรกะเยี่ยงซาตานและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก เจ้าเป็นคนประเภทใดกัน?  นี่คือคนที่ทรยศพระเจ้าและคนที่หลู่เกียรติพระเจ้าอย่างร้ายแรง  แก่นแท้ของการกระทำเช่นนี้คืออะไร?  การกล่าวโทษพระเจ้าอย่างเปิดเผยและการปฏิเสธความจริงอย่างเปิดเผย  นั่นคือแก่นแท้ของการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่) นอกจากไม่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว เจ้ายังยอมให้หนึ่งในคำกล่าวเยี่ยงมารของซาตานและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกเยี่ยงซาตานแพร่ระบาดอยู่ในคริสตจักรอีกด้วย  ในการทำเช่นนี้ เจ้าได้กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตาน ช่วยซาตานดำเนินกิจกรรมของมันภายในคริสตจักร รวมทั้งก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร  แก่นแท้ของปัญหานี้ร้ายแรงมากใช่หรือไม่?(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก หนึ่ง: สิ่งที่เป็นความจริง)  หลังจากไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าเหตุผลที่ผมไม่ได้ตรวจสอบงานของพี่น้องหญิงสองคนนี้เป็นเพราะผมได้รับอิทธิพลจากปรัชญาของซาตานที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย หากสงสัย ก็จงอย่าใช้”  ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผมติดตามงาน ผมเห็นว่าพวกเธอสามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้บ้าง และมีความสามารถในการทำงานในระดับหนึ่ง ผมจึงวางใจในตัวพวกเธอมาก  ผมคิดว่าผมไม่จำเป็นต้องติดตามหรือตรวจสอบงานของพวกเธออยู่ตลอดเวลา แค่สอบถามถึงสภาวะและความลำบากยากเย็นของพวกเธอเป็นครั้งคราวก็คงจะพอแล้ว  เพราะผมไม่ได้กำกับดูแลหรือตรวจสอบงานของพวกเธอ จึงไม่สามารถค้นพบและแก้ไขความลำบากยากเย็นที่เกิดขึ้นจริงของพวกเธอได้ทันท่วงที ซึ่งส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงาน  ผมรู้ดีว่าการติดตามและตรวจสอบงานเป็นความรับผิดชอบของผม และผมต้องค้นพบและแก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาในงานอย่างทันท่วงที  มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น งานจึงจะคืบหน้าต่อไปได้  แต่ผมกลับยึดความคิดและมุมมองที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย หากสงสัย ก็จงอย่าใช้” ในการประพฤติปฏิบัติตนและการกระทำของผม  ผมปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนอย่างขาดความเคารพอย่างยิ่ง ทำแบบสุกเอาเผากิน และไม่มีสำนึกรับผิดชอบ  ผมไม่ได้ติดตามหรือตรวจสอบงานที่ผมควรจะติดตามหรือตรวจสอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงานข่าวประเสริฐ  ที่จริงแล้ว บางครั้งเมื่อผมเห็นผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐถดถอยลง หรือพี่น้องชายหญิงไม่ค่อยกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ของตน ผมก็ตระหนักว่าผมควรติดตามและตรวจสอบงานของพวกเขา  แต่โดยอาศัยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผม ผมคิดไปเองว่าพวกเขาคงจัดการได้และไม่จำเป็นต้องติดตามงานพวกเขา ผมจึงวางใจในตัวพวกเขามาก  ผมถือว่ามุมมองที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย หากสงสัย ก็จงอย่าใช้” เป็นความจริง และได้ปฏิบัติและยึดถือเช่นนั้น ผมไม่ได้ทำหน้าที่ตามหลักการ และทำให้งานล่าช้าไปโดยไม่รู้ตัว  ผมดำเนินชีวิตโดยอาศัยปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตานที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย หากสงสัย ก็จงอย่าใช้” อยู่ตลอดเวลา และคิดว่าถ้าผมติดตามงานของพวกเขา ก็เท่ากับว่าผมไม่ไว้ใจพวกเขา  ผมไม่ได้ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า  ธรรมชาติของสิ่งนี้คือการปฏิเสธความจริง มันคือการต่อต้านพระเจ้า!  หากผมยังคงดำเนินชีวิตตามความคิดและทัศนะเหล่านี้ต่อไป ผมก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี และท้ายที่สุดก็มีแต่จะถูกเผยและกำจัดออกไปเท่านั้น  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมก็รู้สึกสำนึกเสียใจและตำหนิตัวเอง และหลั่งน้ำตาไม่หยุด  ผมมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เชื่อใจคนง่ายและไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดี จนก่อให้เกิดการกระทำผิดติดตัว  ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจต่อพระองค์”  หลังจากที่ผมอธิษฐาน ในใจผมก็รู้สึกสบายใจมาก  ต่อมา ผมก็คอยติดตามและตรวจสอบงานของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ และแก้ไขปัญหาไปทีละเล็กทีละน้อย  พี่น้องชายหญิงก็กระตือรือร้นในการทำหน้าที่ของตนมากกว่าแต่ก่อนด้วย

เช้าวันหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ผมได้อ่านบทความคำพยานจากประสบการณ์บทหนึ่ง  บทความนั้นได้อ้างถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งเปลี่ยนมุมมองของผมต่อสิ่งต่างๆ ไปโดยสิ้นเชิง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าทัศนะที่ว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’ นั้นถูกต้อง?  วลีนี้คือความจริงอย่างนั้นหรือ?  เหตุใดเขาจึงใช้วลีนี้ในงานของพระนิเวศของพระเจ้าและในการทำหน้าที่ของเขา?  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’ เป็นคำพูดของผู้ไม่มีความเชื่ออย่างชัดเจน เป็นคำพูดที่มาจากซาตาน—แล้วเหตุใดเขาจึงปฏิบัติต่อคำพูดเหล่านั้นว่าเป็นความจริง?  เหตุใดเขาจึงแยกไม่ออกว่าคำพูดเหล่านี้ถูกหรือผิด?  สิ่งเหล่านี้เป็นคำพูดของมนุษย์อย่างชัดเจน เป็นคำพูดของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย คำพูดเหล่านี้ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และไม่ควรใช้เป็นหลักเกณฑ์สำหรับการกระทำ การประพฤติปฏิบัติตน และการนมัสการพระเจ้าของผู้คน  ดังนั้นควรจัดการกับวลีนี้อย่างไร?  หากเจ้ามีความสามารถในการแยกแยะอย่างแท้จริง เจ้าควรใช้หลักธรรมความจริงประเภทใดแทนที่วลีนี้เพื่อใช้เป็นหลักธรรมของการปฏิบัติของเจ้า?  ควรเป็น ‘จงปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของเจ้า’  การกระทำการด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของเจ้าคือการไม่ถูกใครตีกรอบเอาไว้ คือการมีหัวใจและความรู้สึกนึกคิดเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น  นี่คือความรับผิดชอบของเจ้าและหน้าที่ของเจ้า และเจ้าก็ควรปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ดี เพราะการทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้  ไม่ว่าจะพบเจอปัญหาใด เจ้าก็ควรกระทำการตามหลักธรรม  จัดการกับปัญหาเหล่านั้นตามที่เจ้าพึงทำ หากจำเป็นต้องใช้การตัดแต่ง ก็จงตัดแต่ง และหากจำเป็นต้องใช้การปลด ก็จงปลด  สรุปสั้นๆ คือ จงกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าและตามความจริง  นี่คือหลักธรรมไม่ใช่หรือ?  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับวลีที่ว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’ หรอกหรือ?  การใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้ นั้นหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า หากเจ้าใช้ใครคนหนึ่งแล้ว เจ้าก็ไม่ควรสงสัยเขา เจ้าควรปล่อยมือจากการควบคุม ไม่ต้องกำกับดูแลเขา และปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ และหากเจ้าสงสัยคนคนนั้น เจ้าก็ไม่ควรใช้งานเขา  นี่คือความหมายของวลีดังกล่าวไม่ใช่หรือ?  นี่เป็นเรื่องที่ผิดมหันต์  มวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง  ทุกคนล้วนมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และสามารถทรยศพระเจ้าและต่อต้านพระเจ้าได้  เจ้าสามารถกล่าวได้ว่าไม่มีใครที่เชื่อถือได้เลย  ต่อให้คนคนหนึ่งจะสาบานอย่างหนักแน่นเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะผู้คนถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนตีกรอบ และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  พวกเขาต้องน้อมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเสียก่อนจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และแก้ไขปัญหาที่พวกเขาต่อต้านและทรยศพระเจ้าได้อย่างถ่องแท้—แก้ไขต้นตอแห่งบาปของผู้คน  ทุกคนที่ยังไม่ได้ผ่านการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าและยังไม่ได้สัมฤทธิ์ความรอดล้วนไม่น่าเชื่อถือ  พวกเขาไม่คู่ควรกับความไว้วางใจ  ดังนั้น เมื่อเจ้าใช้ใครสักคน เจ้าต้องกำกับดูแลและชี้แนะเขา  นอกจากนี้ เจ้าต้องตัดแต่งเขาและสามัคคีธรรมความจริงอยู่เนืองๆ และด้วยหนทางนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาจะถูกใช้ต่อไปได้หรือไม่  หากมีบางคนที่สามารถยอมรับความจริง ยอมรับการตัดแต่ง สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างจงรักภักดี และมีความก้าวหน้าในชีวิตของตนอย่างต่อเนื่อง เช่นนั้นก็มีเพียงคนเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างแท้จริง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก หนึ่ง: สิ่งที่เป็นความจริง)  หลังจากไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจว่าไม่ว่าคนคนหนึ่งจะมีความสามารถในการทำงานแค่ไหน มีขีดความสามารถเป็นอย่างไร ไม่ว่าพวกเขาจะรู้วิธีทำงานหรือไม่ หรือเข้าใจความจริงมากเพียงใด ก็ต้องคอยติดตามงานของพวกเขาอยู่เสมอ  นี่เป็นเพราะผู้คนล้วนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างฝังลึกเกินไป และล้วนมีแนวโน้มที่จะกระทำสิ่งต่างๆ โดยอาศัยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  ไม่มีใครหน้าไหน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม ที่จะไว้ใจหรือเชื่อถือได้ ก่อนที่พวกเขาจะได้รับความจริงและบรรลุความรอด  ในฐานะผู้นำและคนทำงาน เราต้องกำกับดูแลและตรวจสอบงานอย่างทันท่วงที ไปสอบถามความคืบหน้าของงาน ชี้ให้เห็นปัญหาและให้ความช่วยเหลือตามที่จำเป็นเมื่อพบปัญหา ตัดแต่งผู้คนในกรณีที่เกิดปัญหาร้ายแรง และค้นพบรวมถึงแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที  การทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเรียกว่าเป็นการทำงานที่แท้จริง  หลังจากนั้น ผมก็ไปติดตาม กำกับดูแล และตรวจสอบงานของพี่น้องชายหญิงจริงๆ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมกำลังติดตามและสอบถามเรื่องการทำงานของมาร์ธา และพบว่ามัคนายกข่าวประเสริฐคนหนึ่งไม่ได้ทำงานที่แท้และจำเป็นต้องถูกปลด  ดังนั้นผมกับมาร์ธาจึงปลดมัคนายกคนนั้น  หลังจากการปลด เราจำเป็นต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมสำหรับตำแหน่งมัคนายก ผมจึงให้มาร์ธาเป็นประธาน และได้สามัคคีธรรมกับเธออย่างเจาะจงว่าต้องดำเนินงานต่อไปอย่างไร  ผมคิดในใจว่า “เธอเคยทำงานพวกนี้มาก่อน  ตอนนี้ฉันก็ได้สามัคคีธรรมเรื่องนี้กับเธอแล้ว ดังนั้นเธอจะทำได้ดีอย่างแน่นอน  ฉันไม่จำเป็นต้องกำกับดูแลเธออีก”  ตอนนั้นเอง ผมตระหนักว่าความคิดของผมไม่ถูกต้อง  ผมนึกถึงตอนที่ผมเชื่อใจคนอย่างหลับหูหลับตาและไม่ได้ตรวจสอบหรือติดตามงานของพวกเขา จนส่งผลให้งานได้รับผลกระทบอย่างหนัก  ผมจะปล่อยให้ปัญหาเก่าของผมเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกไม่ได้  ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาก่อนที่ว่า “เมื่อผู้คนยังไม่ได้รับความจริง พวกเขาจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่น่าไว้วางใจ  ที่ว่าพวกเขาไม่น่าไว้วางใจหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเมื่อพวกเขาเผชิญความลำบากยากเย็นหรือความถดถอย พวกเขามีแนวโน้มที่จะล้มลงและกลายเป็นคิดลบและอ่อนแอ  ใครบางคนที่คิดลบและอ่อนแอบ่อยๆ คือคนที่น่าไว้วางใจหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน  แต่ผู้คนที่เข้าใจความจริงย่อมต่างออกไป  ผู้คนที่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริงย่อมมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและหัวใจที่นบนอบพระเจ้า เฉพาะผู้คนที่มีหัวใจยำเกรงพระเจ้าเท่านั้นที่ไว้ใจได้ ผู้คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมไว้ใจไม่ได้  ควรรับมือผู้คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างไร?  แน่นอนว่าพวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือและการเกื้อหนุนที่เปี่ยมรัก  เวลาที่พวกเขาทำหน้าที่ของตนก็ควรติดตามดูพวกเขามากขึ้น ให้ความช่วยเหลือและมอบวิธีทำให้พวกเขามากยิ่งขึ้น เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะรับรองได้ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิผล  และจุดมุ่งหมายของการทำเช่นนี้คืออะไร?  จุดมุ่งหมายหลักคือการค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  รองจากนี้คือเพื่อระบุชี้ปัญหาอย่างทันท่วงที เพื่อจัดเตรียมให้พวกเขา เกื้อหนุนพวกเขา หรือตัดแต่งพวกเขาอย่างทันท่วงที พลางแก้ไขความเบี่ยงเบนของพวกเขาให้ถูกต้อง ชดเชยจุดอ่อนและความขาดตกบกพร่องของพวกเขา  นี่ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้คน นี่ไม่มีความมุ่งร้ายอยู่เลย(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (7))  ขณะที่ผมไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ไม่กล้าเชื่อใจตัวเองอีกต่อไป  ผมรีบไปพบมาร์ธาเพื่อสอบถามสถานการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมมัคนายก  ผลก็คือ ผมพบว่าเธอกำลังยุ่งกับงานอื่นและได้พักเรื่องการเลือกตั้งซ่อมเอาไว้ก่อน  ต่อมา ผมได้เปิดโปงเธอเรื่องการไม่แบกรับภาระในหน้าที่ของตนและทำให้งานล่าช้า เธอก็รีบไปจัดการเลือกตั้งซ่อม  หลังจากนั้น ผมก็ได้ไปทำความเข้าใจงานอื่นๆ ที่มาร์ธารับผิดชอบจริงๆ และพบปัญหาบางอย่างในงานเหล่านั้นด้วย  ผมได้สามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างทันท่วงที และหลังจากนั้นไม่นาน งานของคริสตจักรก็เริ่มมีความคืบหน้าขึ้นมาบ้าง  เมื่อผมปฏิบัติเช่นนี้ ในใจผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก

จากประสบการณ์ช่วงนี้ ผมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความคิดที่ซาตานปลูกฝังให้ผู้คนที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย หากสงสัย ก็จงอย่าใช้” นั้นเป็นสิ่งที่ผิดและเหลวไหล  ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงอีกด้วย  ผมยังเข้าใจด้วยว่าจะกำกับดูแลและติดตามงานให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงได้อย่างไร  ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 19. เมื่อความปรารถนาต่อสถานะกำเริบ

ถัดไป: 32. การเผยแผ่ข่าวประเสริฐแก่บิดาของฉัน

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger