73. เมื่อผู้นำที่ฉันชื่นชมถูกปลด
หลี่เฉิงเป็นผู้นำคริสตจักร ที่มีหน้าที่หลักในการขับไล่และเอาตัวผู้คนออกไป อีกทั้งยังคอยดูแลงานของฉันด้วย หลังจากได้ทำงานร่วมกับเขามาปีกว่า ฉันก็สังเกตว่าเขามีขีดความสามารถดี มีสำนึกของการแบกรับภาระในหน้าที่ และสามารถมองปัญหาในงานออก อีกทั้งยังแยกแยะสภาวะของผู้คนได้ด้วย โดยเฉพาะตอนที่จัดระเบียบเอกสารเกี่ยวกับการเอาตัวออกไปและการขับไล่ เขาสามารถจับความเข้าใจเหตุการณ์สำคัญได้ และหาพระวจนะของพระเจ้าที่เหมาะสมมาใช้ระบุลักษณะผู้คนตามพฤติกรรมของพวกเขาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินความสามารถของฉัน ทุกครั้งที่เรารวมตัวและสามัคคีธรรมเรื่องการแยกแยะผู้คนประเภทต่างๆ ฉันหวังเสมอว่าหลี่เฉิงจะอยู่ที่นั่นด้วย ถ้าเขาไม่มา ฉันจะรู้สึกผิดหวัง เหมือนเสาหลักของฉันหายไป ในช่วงปีที่ผ่านมา คริสตจักรที่หลี่เฉิงรับผิดชอบได้ชำระคนชั่วและผู้ไม่เชื่อบางคนออกไป ทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ขึ้นอย่างมาก ฉันเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าหลี่เฉิงเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาและเข้าใจความจริง ถึงกับคิดว่ามีเพียงคนอย่างเขาเท่านั้นที่สามารถเป็นผู้นำได้ ฉันชื่นชมเขาอย่างสุดซึ้ง และมองว่าเขาเป็นแบบอย่างในการเดินทางแห่งความเชื่อของฉัน
วันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม ปี 2023 ฉันได้รับจดหมายจากผู้นำระดับสูงแจ้งว่าหลี่เฉิงถูกปลดแล้ว ฉันตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อข่าวนี้เลย และคิดว่า “หลี่เฉิงมีขีดความสามารถดี มีพรสวรรค์ และทำหน้าที่ได้เกิดผล คนอย่างเขาจะถูกปลดได้อย่างไร? พวกผู้นำเรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่า? ไว้เจอพวกเขาเมื่อไหร่ ฉันต้องถามให้ได้ว่าทำไมหลี่เฉิงถึงถูกปลด” แล้วฉันก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับหลี่เฉิง เขาไม่เพียงมองสภาวะของผู้คนออกและหาพระวจนะของพระเจ้าที่เหมาะสมมาช่วยแก้ไขความลำบากบากเย็นให้พวกเขาได้เท่านั้น แต่เขายังทำงานได้เกิดผลอีกด้วย ส่วนฉัน ฉันไม่มีพรสวรรค์เหมือนเขา ไม่สามารถทนทุกข์และทุ่มเทได้มากเท่าเขา และมักจะติดขัดในการแก้ไขสภาวะของผู้คนและต้องขอความช่วยเหลือจากเขาบ่อยๆ ตอนนี้ แม้แต่คนอย่างหลี่เฉิงยังถูกปลด ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองคงใกล้จะถูกปลดเช่นกัน ความคิดนี้ทำให้ฉันหมดกำลังใจไปเลย และอีกสองสามวันต่อมา ฉันก็ไม่มีเรี่ยวแรงทำหน้าที่และมองเห็นแต่ความมืดมิดอยู่เบื้องหน้า ฉันตระหนักว่าสภาวะของฉันไม่ถูกต้อง และฉันต้องการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของฉัน ฉันรู้ว่าการตัดสินใจปลดคนของคริสตจักรนั้นเป็นไปตามหลักธรรม และการที่หลี่เฉิงถูกปลดก็เป็นเพราะเขาละเมิดหลักธรรมในหน้าที่ของเขาอย่างแน่นอน ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งขึ้นมาและค้นหาเพื่ออ่าน พระเจ้าตรัสว่า “ในทุกๆ ช่วงเวลาและทุกๆ ช่วงระยะ ย่อมมีสิ่งที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างซึ่งขัดต่อมโนคติอันหลงผิดของผู้คนเกิดขึ้นในคริสตจักร ตัวอย่างเช่น บางคนเจ็บป่วย ผู้นำและคนทำงานถูกเปลี่ยนตัว บางคนถูกเปิดโปงและถูกกำจัดออกไป บางคนก็เผชิญหน้ากับการทดสอบของชีวิตและความตาย คริสตจักรบางแห่งถึงกับมีคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ที่ก่อการรบกวน และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เป็นครั้งคราว แต่ไม่มีครั้งใดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญทั้งสิ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นผลจากอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ช่วงเวลาอันแสนสงบสุขอาจถูกขัดจังหวะอย่างกระทันหันจากอุบัติการณ์ต่างๆ หรือเหตุการณ์อันผิดปกติทั้งหลายซึ่งเกิดขึ้นรอบตัวพวกเจ้า หรือเกิดขึ้นกับพวกเจ้าเอง และการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้ก็ทำลายระเบียบอันเป็นปกติและความเป็นปกติของชีวิตผู้คน จากภายนอกแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่คล้อยตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของผู้คน ผู้คนไม่อยากประสบพบเจอหรือไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขา เช่นนั้นแล้วการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนหรือไม่? ผู้คนควรรับมือกับสิ่งเหล่านี้ มีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ และเข้าใจสิ่งเหล่านี้อย่างไร? นี่เป็นบางสิ่งที่พวกเจ้าเคยขบคิดอยู่ใช่หรือไม่? (พวกเราควรเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นผลจากอธิปไตยของพระเจ้า) นี่เป็นแค่เรื่องของการเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นผลจากอธิปไตยของพระเจ้างั้นหรือ? พวกเจ้าได้เรียนรู้บทเรียนใดจากเรื่องนี้บ้างหรือไม่?… ผู้คนไม่มีความเข้าใจเรื่องพระเจ้าตั้งแต่แรก และเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ขัดต่อมโนคติอันหลงผิดของตน พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงหรือหาคนสามัคคีธรรมด้วย ทว่าปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเองเท่านั้น ก่อนที่สุดท้ายจะได้ข้อสรุปว่า ‘ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้มาจากพระเจ้าหรือไม่ ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน’ และพวกเขาก็เริ่มมีความแคลงใจเกี่ยวกับพระเจ้า และถึงกับกังขาในพระวจนะของพระองค์ ผลก็คือความกังขา การคาดเดา และการระวังตัวจากพระเจ้าของพวกเขากลายเป็นร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาก็เสียแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไป พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์และพลีอุทิศ และพวกเขาก็หย่อนยาน จับแพะชนแกะไปวันๆ การได้มีประสบการณ์กับรูปการณ์อันเจาะจงไม่กี่อย่างทำให้ความมีใจกระตือรือร้น ความแน่วแน่ และความปรารถนาอันน้อยนิดที่พวกเขามีก่อนหน้านี้ก็ได้ทอดทิ้งพวกเขาและมลายหายสิ้นไป และทั้งหมดที่เหลืออยู่ก็คือความคิดที่ว่าพวกเขาจะวางแผนของตนเองเพื่ออนาคตและแสวงหาหนทางของพวกเขาเองอย่างไร ผู้คนเช่นนั้นไม่ใช่คนส่วนน้อย เนื่องจากผู้คนไม่รักและไม่แสวงหาความจริง เมื่อไรก็ตามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็มองเรื่องนั้นด้วยตาตัวเองโดยไม่เคยเรียนรู้ที่จะยอมรับการนี้จากพระเจ้าเลย พวกเขาไม่แสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อหาคำตอบ และพวกเขาก็ไม่ค้นหาคนที่เข้าใจความจริงเพื่อสามัคคีธรรมกับคนเหล่านั้นและแก้ไขเรื่องเหล่านี้ พวกเขากลับใช้ความรู้และประสบการณ์ในการรับมือกับโลกนี้ของพวกเขามาวิเคราะห์และตัดสินสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับพวกเขาอยู่เสมอ แล้วผลสุดท้ายเป็นเช่นไรเล่า? พวกเขาทำให้ตนเองติดกับอยู่ในสภาวะที่กระอักกระอ่วนโดยไม่รู้จะไปทางไหนดี—นี่คือผลที่ตามมาของการไม่แสวงหาความจริง” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า เมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นในคริสตจักรที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน ผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะไม่ยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า แต่พวกเขาจะพร่ำบ่นพระเจ้าและเข้าใจพระองค์ผิดโดยอาศัยมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของตนเอง และสภาวะของพวกเขาก็จะย่ำแย่ลง ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของพวกเขา ฉันก็เป็นแบบนั้นเลย ฉันนับถือและชื่นชมหลี่เฉิงมาตลอด เมื่อเห็นว่าเขามีขีดความสามารถดี มีพรสวรรค์ ยุ่งอยู่กับหน้าที่ทุกวัน และสามารถหาพระวจนะของพระเจ้าที่ถูกต้องมาแก้ไขสภาวะของพี่น้องชายหญิงได้เสมอ ฉันจึงคิดว่าเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ตอนนี้ เขาถูกปลด ซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของฉันเลย ฉันไม่ได้แสวงหาความจริงในเรื่องนี้ แต่กลับรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนหลี่เฉิง และถึงกับคิดว่าพวกผู้นำไม่ยุติธรรมกับเขา ฉันกำลังมองเรื่องนี้อย่างผิวเผินอยู่ไม่ใช่หรือ? เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือเพื่อให้ฉันเรียนรู้บทเรียนและเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของความจริงจากสถานการณ์เช่นนี้ ที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ แต่ เมื่อได้ยินว่าหลี่เฉิงถูกปลด ปฏิกิริยาแรกของฉันคือการต่อว่าพวกผู้นำว่าจัดการเรื่องนี้อย่างไม่ยุติธรรม คิดว่าข้อกำหนดของพวกเขาสูงเกินไป และถึงกับอยากจะซักไซ้พวกผู้นำว่าทำไมพวกเขาถึงปฏิบัติต่อหลี่เฉิงเช่นนั้น ฉันยังคิดว่าตัวเองด้อยกว่าหลี่เฉิงและอาจต้องเผชิญกับการถูกปลดด้วย ซึ่งทำให้ฉันใช้ชีิวิตอยู่กับความคิดลบและความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของฉัน จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นถึงอันตรายของการไม่แสวงหาความจริงเมื่อมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับฉัน เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ความรู้สึกคัดค้านของฉันก็ลดน้อยลง และฉันก็เต็มใจที่จะแสวงหาความจริงในเรื่องนี้
ต่อมา เมื่อผู้นำสามัคคีธรรมและเปิดโปงพฤติกรรมของหลี่เฉิง ฉันได้เรียนรู้ว่าหลี่เฉิงนั้นโอหังและคิดว่าตนเองถูกจริงๆ และทำตามอำเภอใจในหน้าที่ของเขา ตัดสินใจทุกอย่างโดยไม่หารือเรื่องต่างๆ กับเพื่อนร่วมงาน แม้จะมีการสามัคคีธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ไม่ยอมเปลี่ยนแนวทาง ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร เขาจึงถูกปลดและถูกสั่งให้ทบทวนตนเอง ผู้นำยังได้ยกตัวอย่างพฤติกรรมเฉพาะของหลี่เฉิงด้วย เมื่อไม่นานมานี้ ผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งทำงานล่าช้าเนื่องจากความพัวพันในครอบครัว และโดยไม่แสวงหาหลักธรรม ไม่ตรวจสอบบริบท หรือปรึกษาเพื่อนร่วมงาน หลี่เฉิงก็จัดเตรียมเอกสารเพื่อเอาคนนี้ออกจากคริสตจักร โชคดีที่ผู้นำระดับสูงเข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น อีกครั้งหนึ่ง หลี่เฉิงได้แต่งตั้งผู้ดูแลเป็นการส่วนตัวโดยไม่ปรึกษาใคร ผู้ดูแลคนนี้มีขีดความสามารถต่ำและไม่สามารถจัดแจงงานได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร เมื่อผู้นำตัดแต่งหลี่เฉิงเรื่องการทำตามอำเภอใจ เขาก็ปฏิเสธที่จะยอมรับ ต่อมา พี่น้องหญิงคนอื่นๆ ก็เล่าถึงพฤติกรรมตามอำเภอใจของหลี่เฉิงในหน้าที่เช่นกัน เมื่อได้ยินข้อเท็จจริงเหล่านี้ ฉันก็ตกใจ และไม่อยากจะเชื่อว่าหลี่เฉิงเป็นคนโอหังเช่นนี้ จากนั้นผู้นำก็ให้ฉันดูพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถร่วมมือกับใครได้ พวกเขาปรารถนาที่จะตั้งตนให้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวอยู่เสมอ ลักษณะของการสำแดงเช่นนี้คือ ‘ลำพัง’ เหตุใดจึงใช้คำว่า ‘ลำพัง’ มาอธิบายเรื่องนี้? เพราะก่อนลงมือกระทำการ พวกเขาไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน ไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง และยิ่งไม่หาใครมาสามัคคีธรรมด้วยและบอกพวกเขาว่า ‘แนวทางนี้เหมาะสมหรือไม่? การจัดเตรียมงานกำหนดไว้ว่าอย่างไร? เรื่องแบบนี้ควรจัดการอย่างไร?’ พวกเขาไม่หารือเรื่องต่างๆ หรือเสาะหาฉันทมติกับผู้ร่วมงานและคู่ทำงานของตนเลย—เอาแต่พิจารณาสิ่งต่างๆ และออกอุบายอยู่คนเดียว วางแผนและการจัดเตรียมการของตนเอง ด้วยการกวาดตาอ่านการจัดเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเพียงผ่านๆ พวกเขาก็คิดว่าตนเข้าใจแล้ว จากนั้นก็จัดเตรียมงานอย่างมืดบอด—และกว่าผู้อื่นจะรู้เรื่องนี้ งานนั้นก็ถูกจัดวางไปเรียบร้อยแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะได้ยินทัศนะหรือความคิดเห็นจากปากของพวกเขาล่วงหน้า เพราะพวกเขาไม่เคยสื่อสารความคิดและทัศนะที่ตนมีให้กับผู้ใด บางคนอาจถามว่า ‘ผู้นำและคนทำงานทุกคนมีคู่ทำงานไม่ใช่หรือ?’ พวกเขาอาจมีใครสักคนเป็นคู่ทำงานเพียงในนาม แต่เมื่อถึงเวลาทำงาน พวกเขาก็ไม่มีคู่ทำงานอีกต่อไป—พวกเขาทำเพียงลำพัง แม้ผู้นำและคนทำงานจะมีคู่ทำงาน และทุกคนที่ทำหน้าที่ก็มีคู่ทำงาน แต่ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าตนมีขีดความสามารถที่ดีและเก่งกว่าคนทั่วไป ดังนั้น คนทั่วไปไม่คู่ควรที่จะมาเป็นคู่ทำงานของพวกเขา และล้วนด้อยกว่าพวกเขาทั้งสิ้น นี่คือสาเหตุที่ศัตรูของพระคริสต์ชอบเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดและไม่ชอบหารือเรื่องต่างๆ กับใคร พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนั้นทำให้พวกเขาดูเหมือนไร้ความสามารถและไร้ประโยชน์ นี่เป็นมุมมองแบบไหน? เป็นอุปนิสัยแบบใด? นี่คืออุปนิสัยอันโอหังมิใช่หรือ? พวกเขาคิดว่าการให้ความร่วมมือและหารือสิ่งต่างๆ กับผู้อื่น การสอบถามและแสวงหาคำตอบจากผู้อื่นนั้นไม่มีศักดิ์ศรีและเสียเกียรติ เป็นการดูหมิ่นความเคารพตนเองของพวกเขา ดังนั้น เพื่อปกป้องความเคารพตนเองตนเองของตน พวกเขาจึงไม่ยอมให้มีความโปร่งใสในสิ่งใดก็ตามที่ตนทำ และพวกเขาก็ไม่บอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะหารือกับผู้อื่น พวกเขาคิดว่าการหารือกับผู้อื่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าตนไร้ความสามารถ การเที่ยวร้องขอความคิดเห็นจากคนอื่นอยู่เสมอหมายความว่าพวกเขาโง่เขลาและไม่สามารถคิดเองได้ และการร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อทำกิจหนึ่งให้สำเร็จหรือแก้ปัญหาบางอย่างทำให้พวกเขาดูไร้ประโยชน์ นี่คือวิธีคิดที่โอหังและไร้สาระของพวกเขามิใช่หรือ? นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขามิใช่หรือ? ความโอหังและความคิดว่าตนเองถูกภายในตัวพวกเขานั้นชัดเจนเกินไป พวกเขาสูญสิ้นสำนึกที่ปกติของมนุษย์ไปหมดแล้ว และความของพวกเขาก็ไม่ค่อยจะปกตินัก พวกเขาคิดอยู่เสมอว่าตนมีความสามารถ สามารถทำสิ่งทั้งหลายให้เสร็จสิ้นได้ด้วยตนเอง และไม่มีความจำเป็นต้องร่วมมือกับผู้อื่น เนื่องจากพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถสัมฤทธิ์ความร่วมมือที่กลมเกลียวได้ พวกเขาเชื่อว่าการร่วมมือกับผู้อื่นคือการลดทอนและแบ่งแยกอำนาจของตน เมื่อมีการแบ่งงานกับผู้อื่น อำนาจของตนเองย่อมลดน้อยลง และพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเอง นั่นหมายความว่าพวกเขาไร้ซึ่งอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเป็นการสูญเสียอย่างมหาศาลสำหรับพวกเขา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเขา หากพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาเข้าใจและรู้ว่าจะจัดการเรื่องนั้นอย่างเหมาะสมได้อย่างไร พวกเขาย่อมจะไม่หารือเรื่องนั้นกับผู้ใด และพวกเขาจะตัดสินชี้ขาดทั้งหมดเอง พวกเขาเลือกที่จะทำผิดมากกว่าที่จะปล่อยให้คนอื่นรู้ พวกเขายอมผิดพลาดมากกว่าจะยอมแบ่งปันอำนาจกับคนอื่น และพวกเขาเลือกที่จะถูกปลดแทนการปล่อยให้คนอื่นเข้าไปก้าวก่ายงานของตน นี่คือศัตรูของพระคริสต์” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)) พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ทำตามอำเภอใจ ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ พวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงหรือหารือกับผู้อื่นเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น และธรรมชาติของพวกเขาก็โอหังและไร้เหตุผล เมื่อเปรียบเทียบสิ่งนี้กับพฤติกรรมของหลี่เฉิง ในฐานะผู้นำคริสตจักร เขาทำตามอำเภอใจและรวบอำนาจไว้กับตัวเองในหน้าที่ และเมื่อพี่น้องชายหญิงชี้ให้เห็นปัญหาของเขา ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ทบทวนตนเอง เขายังเชื่อด้วยว่าเขาเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เขาไม่แสวงหาหลักธรรม กันเพื่อนร่วมงานออกไป และแอบจัดเตรียมเอกสารเพื่อเอาคนออกไป ทั้งยังแต่งตั้งผู้ดูแลที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และไม่สนใจสิ่งที่คนอื่นพูด พฤติกรรมเหล่านี้ของหลี่เฉิง ไม่ตรงกับการเปิดโปงของพระเจ้าที่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ทำทุกอย่าง “คนเดียว” อย่างแม่นยำทุกประการหรอกหรือ? เขาผูกขาดอำนาจเพื่อควบคุมคริสตจักรและขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ซึ่งเป็นพฤติกรรมของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงเปิดโปงทุกประการ เขาได้เริ่มเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์แล้ว พวกผู้นำและคนทำงานชี้ให้เห็นปัญหาของเขาหลายครั้ง แต่เขาไม่เคยใส่ใจเลย การที่ผู้นำระดับสูงปลดเขาโดยอาศัยหลักธรรมนั้นเหมาะสมอย่างยิ่ง!
ฉันอดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเอง พลางคิดว่า “หลังจากได้ทำงานร่วมกับหลี่เฉิงมาเป็นเวลานาน ทำไมฉันถึงแยกแยะเขาไม่ออก และถึงกับคิดว่าเขามีความเป็นจริงความจริงและชื่นชมเขากันนะ?” ขณะที่แสวงหา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “จึงมีผู้คนบางคนที่มักถูกชักพาให้หลงผิดโดยพวกที่ภายนอกดูเหมือนจะเป็นฝ่ายวิญญาณ สูงศักดิ์ สูงส่ง และยิ่งใหญ่ ในส่วนของผู้คนที่สามารถพูดถึงคำพูดและคำสอนได้อย่างมีวาทศิลป์ และวาทะและการกระทำของพวกเขาดูเหมือนจะมีค่าคู่ควรกับการเลื่อมใส พวกที่ถูกพวกนั้นชักพาให้หลงเชื่อไม่เคยได้มองที่แก่นแท้ของการกระทำของพวกเขา หลักธรรมทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพวกเขา หรืออะไรคือเป้าหมายของพวกเขา ยิ่งกว่านั้น พวกเขาไม่เคยมองว่าผู้คนเหล่านี้นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ และไม่เคยพิจารณาว่าผู้คนเหล่านี้ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างแท้จริงหรือไม่ พวกเขาไม่เคยใช้วิจารณญาณดูแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ในตัวผู้คนเหล่านี้ ตรงกันข้าม เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรกของการทำความคุ้นเคยกับพวกเขา พวกเขาได้มาเลื่อมใสและเคารพผู้คนเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อย และในที่สุด ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็นรูปเคารพของพวกเขา นอกจากนี้ ในจิตใจของผู้คนบางคน รูปเคารพที่พวกเขานมัสการ—และผู้ที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถทอดทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของพวกเขาได้ และผู้ที่โดยผิวเผินแล้วดูเหมือนจะสามารถจ่ายราคาได้—เป็นพวกที่ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอย่างแท้จริง และพวกที่สามารถมีจุดจบที่ดีและบั้นปลายที่ดีได้ ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา รูปเคารพเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสรรเสริญ” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่า การที่ฉันเทิดทูนหลี่เฉิงนั้นเป็นเพราะผลงานที่เขาทำขณะดูแลงานเอาตัวคนออกไป และความสามารถในการทำงานที่แข็งแกร่งของเขาเป็นหลัก เขายังมีความฉลาดและพรสวรรค์อยู่บ้าง และสามารถหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องมาสามัคคีธรรมซึ่งตรงเป้ากับสภาวะของผู้คนได้ ฉันจึงคิดว่าเขาเข้าใจความจริงและมีความเป็นจริง แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า หลี่เฉิงไม่รู้ตัวเลย ถึงอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ที่ร้ายแรงที่เขาเผยออกมา เขาไม่เต็มใจยอมรับการตัดแต่งจากเหล่าผู้นำ และเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ยอมรับความจริงและปกติก็แค่เสริมสร้างตัวเองด้วยคำสอนต่างๆ เขาวุ่นอยู่กับหน้าที่ของตนเพื่อสร้างผลงานและทำให้ผู้คนยกย่องเขา โดยไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองเลย แต่ฉันกลับเทิดทูนเขาเป็นคนต้นแบบและถึงกับเอาอย่างเขา ฉันช่างโง่เขลาอะไรเช่นนี้! ฉันคิดถึงเรื่องที่พระเจ้าทรงเห็นชอบเปโตร เพราะเขามุ่งเน้นการแสวงหาความจริงและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทั้งในชีวิตประจำวันและในหน้าที่ของเขา ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทุกเรื่อง เขามุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าของตน ในทางกลับกัน ฉันตัดสินผู้คนจากความฉลาดและพรสวรรค์ของพวกเขา จากงานที่พวกเขาทำ และความทุกข์ที่พวกเขาทนรับเพียงภายนอก ฉันเห็นว่าทัศนะของฉันในการตัดสินผู้คนนั้นละเมิดข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า ถ้าไม่ใช่เพราะการที่หลี่เฉิงถูกปลด ฉันคงไม่ได้ทบทวนปัญหาเหล่านี้ และคงจะเอาอย่างเขาต่อไป ในตอนนี้ ฉันขอบคุณพระเจ้าอย่างจริงใจที่ทรงจัดวางเรียบเรียงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ นี่คือการที่พระเจ้าทรงช่วยฉันให้รอด เมื่อเห็นว่าพี่น้องชายหญิงบางคนในคริสตจักรยังคงแยกแยะหลี่เฉิงไม่ออก ฉันจึงสามัคคีธรรมกับพวกเขาถึงความหมายของการทำตามอำเภอใจ และเรื่องที่คนเราไม่ควรตัดสินผู้คนจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรตัดสินโดยดูว่าพวกเขาปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ และสามารถปฏิบัติความจริงเพื่อค้ำจุนงานของคริสตจักรได้หรือไม่ หลังจากฟังแล้ว พี่น้องชายหญิงก็สามารถแยกแยะหลี่เฉิงได้บ้าง
ต่อมา ฉันยังคงทบทวนต่อไปว่า ทำไมฉันถึงมีปฏิกิริยาที่รุนแรงต่อการที่หลี่เฉิงถูกปลดและรู้สึกท้อแท้ในทันที? ฉันตรวจสอบตัวเองและพบว่าฉันมีทัศนะว่า ถ้าคนอย่างหลี่เฉิงซึ่งดีกว่าฉันในทุกด้าน ยังถูกปลดได้ งั้นฉันก็ใกล้จะถูกปลดเช่นกัน หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ในระหว่างการทำหน้าที่ของตน ศัตรูของพระคริสต์ก็คอยคำนวณเพื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเองอยู่ตลอดเวลาว่า พวกเขาทำหน้าที่ของตนมานานกี่ปีแล้ว พวกเขาได้สู้ทนกับความยากลำบากมามากเพียงใด พวกเขาได้ละทิ้งเพื่อพระเจ้าไปมากเท่าใด พวกเขาจ่ายราคาไปมากเท่าใด พวกเขาได้สละเรี่ยวแรงของตนไปมากเท่าใด พวกเขาสละเวลาวัยหนุ่มสาวไปกี่ปีแล้ว และตอนนี้พวกเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับบำเหน็จรางวัลและมงกุฎหรือไม่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาได้สั่งสมต้นทุนไว้เพียงพอหรือไม่ พวกเขาเป็นคนที่ได้รับความโปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์หรือไม่ และพวกเขาเป็นคนที่สามารถได้รับบำเหน็จรางวัลและมงกุฎในสายพระเนตรของพระเจ้าได้หรือไม่… พวกเขายึดมั่นในความทะเยอทะยานและความอยากของตนเอง โดยถือว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง เป็นเพียงเป้าหมายเดียวในชีวิต และเป็นภารกิจที่ยุติธรรมที่สุด พวกเขาไม่รู้ความจริงที่ว่า หากอุปนิสัยของคนคนหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว เขาก็จะเป็นศัตรูของพระเจ้าตลอดไป และไม่รู้ว่าพรที่พระเจ้าประทานแก่คนคนหนึ่งและวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคนคนหนึ่งนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ หรือต้นทุนของเขา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเขาปฏิบัติความจริงมากเพียงใดและได้รับความจริงมากเพียงใด และเขาเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันเข้าใจ ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันมองเห็นเรื่องนี้ และนี่คือจุดที่พวกเขาโง่เขลาที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบ ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อหน้าที่ของตนคืออะไร? พวกเขาเชื่อว่าการทำหน้าที่ของคนเราคือการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยน เชื่อว่าใครก็ตามที่สละตนในการทำหน้าที่ของตนมากที่สุด ทำคุณประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้ามากที่สุด และสู้ทนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้ามาเป็นเวลานานที่สุด ย่อมจะมีโอกาสสูงกว่าที่จะได้รับพรและได้รับมงกุฎในท้ายที่สุด นี่คือตรรกะของศัตรูของพระคริสต์” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่า พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนเหมือนการทำธุรกรรม โดยใช้การทำงานมากขึ้นและผลงานในหน้าที่เป็นเครื่องต่อรองเพื่อแลกกับพรจากพระเจ้า นี่คือตรรกะของพวกศัตรูของพระคริสต์ ฉันก็มีมุมมองนี้เช่นกัน เมื่อฉันเห็นว่าคนที่ดีเด่นกว่าฉันในทุกด้านถูกปลด ฉันก็คิดว่าไม่ช้าก็เร็ว ฉันก็จะถูกปลดเช่นกัน ฉันรู้สึกว่าจุดหมายปลายทางในอนาคตของฉันไม่แน่นอน ซึ่งนำไปสู่ความคิดลบของฉัน ในความเป็นจริง มาตรฐานของพระเจ้าในการตัดสินผู้คนไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีพรสวรรค์มากแค่ไหน หรือดูเหมือนว่าพวกเขาต้องทนทุกข์หรือทำงานมากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาปฏิบัติและได้รับความจริงมากแค่ไหนในหน้าที่ของตน ส่วนฉันกลับตัดสินผู้คนโดยไม่ได้เป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับอาศัยมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของฉันเอง โดยคิดว่าผู้คนที่มีพรสวรรค์และทำงานหนัก จะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและจะได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ ดังนั้น เมื่อฉันได้ยินว่าหลี่เฉิงถูกปลด ฉันจึงยอมรับไม่ได้ และถึงกับอยากจะซักถามพวกผู้นำว่าทำไมเขาถึงถูกปลดและเรียกร้องความยุติธรรมให้เขา ในความเป็นจริง การที่ฉันเข้ามาช่วยเหลือหลี่เฉิง เป็นเพียงข้ออ้างให้ฉันโต้เถียงกลับไป ฉันกังวลว่าฉันจะเป็นคนต่อไปที่จะถูกปลดและกลัวว่าฉันจะไม่มีอนาคตที่ดี เบื้องหลังความปรารถนาของฉันที่จะซักถามพวกผู้นำนั้น โดยแก่นแท้แล้วคือความปรารถนาที่จะซักถามพระเจ้า เพื่อพร่ำบ่นพระเจ้าว่าไม่ยุติธรรมและเรียกร้องจากผู้คนมากเกินไป ฉันไม่ได้ยืนอยู่ในฐานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า แต่ฉันกลับโต้เถียงและโวยวายต่อพระองค์ ตอนนั้นเองฉันจึงตระหนักว่าธรรมชาติของสิ่งที่ฉันเผยออกมานั้นร้ายแรงเพียงใด ฉันคิดถึงเปาโล ผู้ซึ่งใช้งานที่เขาทำเป็นทุนเพื่อโวยวายต่อพระเจ้า และเรียกร้องมงกุฎแห่งความชอบธรรมจากพระองค์ ในที่สุด เขาก็ถูกพระเจ้าลงโทษและสาปแช่ง ถ้าฉันยังไม่กลับใจ พระเจ้าก็จะไม่ทรงเห็นชอบฉันไม่ว่าฉันจะทนทุกข์ในหน้าที่ของตนมากแค่ไหน และฉันก็จะลงเอยด้วยการถูกลงโทษเช่นเดียวกับเปาโล! การที่หลี่เฉิงถูกปลดเป็นคำเตือนสำหรับฉัน ทำให้ฉันตระหนักว่าแม้ฉันจะเชื่อในพระเจ้า แต่ฉันก็กำลังเทิดทูนผู้คนและเดินบนเส้นทางที่ผิด จากก้นบึ้งของหัวใจ ฉันรู้สึกว่านี่คือการที่พระเจ้าทรงรักและช่วยฉันให้รอด
หลังจากหลี่เฉิงถูกปลด เขาได้ทบทวนตนเองอยู่พักหนึ่ง ได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่จากคริสตจักร ตอนนี้ฉันทำหน้าที่ร่วมกับหลี่เฉิงอีกครั้ง แต่ฉันไม่ได้เทิดทูนเขาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ฉันมุ่งเน้นการแยกแยะว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ ถ้าฉันมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ฉันจะเสนอความคิดเห็นเหล่านั้น ฉันแสวงหาหลักธรรมความจริงสำหรับสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ และฉันรายงานปัญหาที่ฉันมองไม่ออกให้พวกผู้นำทราบ โดยการปฏิบัติเช่นนี้ ฉันสามารถเข้าใจหลักธรรมบางอย่างและพบหนทางไปต่อได้ จากประสบการณ์นี้ ฉันได้ตระหนักถึงความสำคัญของการแสวงหาความจริง และฉันได้เริ่มมุ่งเน้นการทบทวนสิ่งที่ฉันทำซึ่งละเมิดหลักธรรมเมื่อทำหน้าที่ของตน ฉันยังนำพี่น้องชายหญิงให้แสวงหาหลักธรรมความจริงในหน้าที่ของพวกเขา เพื่อให้ทุกคนเลิกมุ่งเน้นการกระทำภายนอก และหันมาจดจ่อกับการไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ของตนตามหลักธรรมแทน ประสบการณ์นี้ได้แก้ไขทัศนะที่ผิดพลาดของฉันในเรื่องต่างๆ และฉันรู้สึกซาบซึ้งในความรอดของพระเจ้า!