96. การคิดทบทวนถึงการไม่ปลดผู้นำเทียมเท็จให้ทันท่วงที
ในเดือนสิงหาคม ปี 2021 ฉันได้รับเลือกให้เป็นมัคนายกให้น้ำ ในเวลานั้น ฉันทั้งให้น้ำผู้มาใหม่และเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เนื่องจากขาดประสบการณ์ในงานข่าวประเสริฐ ผลลัพธ์ที่ได้ในงานข่าวประเสริฐจึงไม่ดีนัก วันหนึ่ง ผู้นำจัดแจงให้พี่น้องหญิงจานีนมาทำงานคู่กับฉันในการติดตามงานข่าวประเสริฐ พี่น้องหญิงจานีนจับความเข้าใจปัญหาของทุกคนในงานข่าวประเสริฐได้อย่างรวดเร็ว เรียกพี่น้องชายหญิงมาชุมนุมเพื่อร่วมกันสามัคคีธรรมและตรวจสอบ รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาค่อยๆ มีความกระตือรือร้นในงานข่าวประเสริฐมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาก็เชี่ยวชาญหลักธรรมบางอย่างของงานนี้ ไม่นานนัก ก็มีผู้คนมากกว่า 20 คนในหมู่บ้านของเราที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย และผู้คนในที่อื่นๆ ก็ยอมรับพระราชกิจนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาไม่นาน เราก็ได้ตั้งคริสตจักรใหม่ขึ้น ฉันคิดว่า จานีนเชื่อมานานแล้ว มีขีดความสามารถยอดเยี่ยม และมีความสามารถในงานของเธอ ตั้งแต่เธอมา งานข่าวประเสริฐก็ดีขึ้นมาก ฉันชื่นชมเธอจริงๆ รู้สึกว่าเธอเป็นคนทำงานที่มีความสามารถและไล่ตามเสาะหาความจริง เธอประทับใจในตัวฉัน เธอพูดว่าฉันมีความรับผิดชอบและแบกรับภาระ และชมฉันต่อหน้าคนอื่นว่าฉันมีขีดความสามารถและความสามารถที่ดี ฉันแปลกใจมากที่ได้ยินเธอพูดแบบนั้น กลายเป็นว่าเธอชื่นชมฉันมาก และดูเหมือนว่าฉันจะมีที่ทางในหัวใจเธอ ฉันรู้สึกมีความสุขมาก ต่อมา ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ และยังคงทำงานคู่กับจานีนในหน้าที่ตัวเอง
ในเดือนมิถุนายน ปี 2022 ฉันกลายเป็นผู้ประกาศ ส่วนจานีนได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ และฉันก็รับผิดชอบดูแลงานของเธอ แต่งานข่าวประเสริฐของจานีนกลับไม่ดีขึ้นเลย และฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม เธอไม่มุ่งเน้นการหล่อเลี้ยงผู้เชื่อใหม่ ไม่เข้าร่วมชุมนุมกับผู้ทำงานข่าวประเสริฐ และไม่ได้แก้ไขหรือสามัคคีธรรมถึง สภาวะหรือความลำบากยากเย็นที่ผู้อื่นเผชิญอยู่ ฉันเป็นกังวลมากเมื่อเห็นปัญหาเหล่านี้ และส่งข้อความถึงเธอเพื่อสอบถามเรื่องงาน และแม้ว่าเธอจะอ่านข้อความ แต่เธอก็ไม่ตอบกลับ ฉันคิดว่า “ในฐานะผู้นำ เธอขาดความรับผิดชอบต่องานคริสตจักรขนาดนี้ได้ยังไง?” ฉันโกรธจัด อยากจะตัดแต่งและเปิดโปงปัญหาของเธอจริงๆ แต่ฉันก็นึกถึงเรื่องที่เมื่อก่อนเราเคยร่วมมือกันได้ดี เรื่องที่เธอประทับใจในตัวฉัน และเรื่องที่เธอพูดว่าฉันเป็นผู้นำที่ดี หากฉันตัดแต่งเธอ ความประทับใจที่เธอมีในตัวฉันจะหายวับไปหรือเปล่า? ฉันรู้สึกว่าทางที่ดีควรเงียบไว้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของเรา เมื่อคิดแบบนี้ ฉันจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย ฉันแค่ส่งความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานไปให้เธออ่าน และแจ้งเธอเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบและงานที่เธอต้องทำ เพื่อให้เธอสำนึกถึงการแบกรับภาระ ฉันรู้สึกว่าได้ชี้แจงชัดเจนแล้ว เธอน่าจะรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป และงานข่าวประเสริฐของเธอน่าจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่หลังจากนั้นสักพัก งานของเธอก็ยังไม่เห็นผล เรื่องนี้ทำให้ฉันหัวเสียมาก เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ? ฉันอยากจะตัดแต่งเธอจริงๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเธอกำลังขาดความรับผิดชอบในหน้าที่และไม่ได้ทำงานจริง เพื่อที่เธอจะได้แก้ไขท่าทีในหน้าที่ของตัวเองโดยเร็ว แต่แล้วฉันก็คิดว่า “เธอมองว่าฉันเป็นผู้นำที่ดีมาตลอด และมักจะชมว่า ฉันมีภาระที่ต้องแบกรับต่องานของคริสตจักรหนักแค่ไหน และฉันเป็นคนที่อดทนและเห็นอกเห็นใจมากแค่ไหน ถ้าฉันเปิดโปงปัญหาของเธอ ความประทับใจที่เธอมีในตัวฉันจะหายวับไป” เมื่อคิดแบบนี้ ฉันจึงแค่เพียงพูดปลอบใจเธอบ้าง และกระตุ้นให้เธอหาเวลามาชุมนุมและติดตามงานของคริสตจักรให้มากขึ้น เมื่อจานีนได้ยินเช่นนี้ เธอก็พูดว่าเธอต้องแก้ไขท่าทีที่เธอมีต่อหน้าที่ และแสดงให้เห็นว่าเธออยากจะทำให้ดีในอนาคต ฉันดีใจมาก คิดว่า “คราวนี้จานีนจะต้องทำหน้าที่ของเธอได้ดีแน่นอน มีเธอเป็นผู้นำคนทำงานประกาศข่าวประเสริฐ ผลลัพธ์จะต้องดีขึ้นแน่ๆ” ไม่นานนัก พี่น้องหญิงที่ทำงานคู่กับฉันก็บอกว่า “ในฐานะผู้นำ จานีนไม่ได้ติดตามงานหรือหล่อเลี้ยงผู้คนเลย เธอเป็นผู้นำแค่ในนามและไม่เคยทำงานจริง เธอเป็นผู้นำเทียมเท็จ ฉันขอแนะนำให้ปลดเธอและเลือกคนอื่นมาเป็นผู้นำ แบบนี้งานของคริสตจักรจะได้ดีขึ้น” พี่น้องหญิงอีกคนชี้ให้ฉันเห็นว่า จานีนที่ไม่ทำงานจริงนั้นได้ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าไปแล้ว และเธอควรถูกปลดโดยเร็ว แต่ฉันยังคงคิดว่าจานีนเป็นคนมีความสามารถและมีขีดความสามารถดี เธอแค่กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากเพราะถูกครอบครัวข่มเหง และถ้าเธอพลิกสภาวะตัวเองได้ งานข่าวประเสริฐก็คงจะดีขึ้น ดังนั้น ฉันจึงเลื่อนการปลดเธอออกไป ต่อมา ผลงานของจานีนก็ยังคงถดถอย และคนอื่นๆ ยังคงรายงานว่าเธอยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน พูดจาสวยหรู แต่ไม่ได้ลงมือทำอะไร รายงานของพี่น้องชายหญิง ทำให้ฉันรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกเหมือนฉันมองเธอไม่ออก ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะให้ฉันเรียนรู้การมีวิจารณญาณแยกแยะ
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “คนเราควรตัดสินอย่างไรว่าผู้นำคนหนึ่งกำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน หรือเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ? ในระดับพื้นฐานที่สุด คนเราต้องดูว่าพวกเขาสามารถทำงานจริงได้หรือไม่ มีขีดความสามารถเช่นนี้หรือไม่ จากนั้น ก็ควรดูว่าพวกเขามีภาระใจที่จะทำงานนี้ให้ดีหรือไม่ อย่าไปสนใจว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นฟังดูดีเพียงใดและพวกเขาดูเข้าใจหลักคำสอนมากแค่ไหน และอย่าไปสนใจว่าพวกเขามีความสามารถพิเศษและมีพรสวรรค์เพียงใดในยามที่จัดการกับเรื่องภายนอก—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดมากที่สุดคือพวกเขาสามารถดำเนินงานที่เป็นพื้นฐานที่สุดของคริสตจักรได้อย่างถูกควรหรือไม่ พวกเขาสามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถนำผู้คนไปสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่ นี่คืองานที่เป็นพื้นฐานและเป็นแก่นสำคัญมากที่สุด หากพวกเขาไม่สามารถทำงานที่เป็นแก่นสารเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขามีขีดความสามารถดีเพียงใด พวกเขาเก่งแค่ไหน หรือพวกเขาสามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้มากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้นำเทียมเท็จ คนบางคนกล่าวว่า ‘ตอนนี้ลืมเรื่องที่เขาไม่ทำงานจริงไปก่อน เขามีขีดความสามารถดีและเป็นคนที่มีความสามารถ หากเขาฝึกฝนสักระยะหนึ่ง เขาจะต้องสามารถทำงานจริงได้แน่ อีกอย่างเขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดี และยังไม่ได้ทำชั่วหรือก่อการขัดขวางหรือการก่อกวนเลย—พระองค์จะตรัสว่าเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จได้อย่างไร?’ พวกเราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร? ไม่สำคัญว่าเจ้าเก่งแค่ไหน มีขีดความสามารถและมีการศึกษาในระดับไหน เจ้าสามารถกู่ก้องคำขวัญได้มากมายเพียงใด หรือเจ้าเข้าใจคำพูดและคำสอนมากมายแค่ไหน ไม่ว่าในแต่ละวันเจ้าจะยุ่งหรือเหนื่อยล้าเพียงใด หรือเจ้าเดินทางมาไกลแค่ไหน เจ้าไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรกี่แห่ง หรือเจ้าแบกรับความเสี่ยงและสู้ทนความทุกข์มากเพียงใด—สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเลย สิ่งที่สำคัญคือเจ้าปฏิบัติงานของตนตามการจัดการเตรียมงานหรือไม่ เจ้าดำเนินการจัดการเตรียมงานเหล่านั้นอย่างถูกต้องหรือไม่ ระหว่างการเป็นผู้นำของเจ้า เจ้าได้มีส่วนร่วมในงานอันเฉพาะเจาะจงทุกๆ งานที่เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ เจ้าแก้ไขประเด็นปัญหาจริงไปแล้วกี่อย่าง มีคนที่มาเข้าใจหลักธรรมความจริงเพราะการเป็นผู้นำและการชี้แนะของเจ้ากี่คน และงานของคริสตจักรได้คืบหน้าและพัฒนาไปมากเพียงใด—สิ่งที่สำคัญก็คือ เจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เหล่านี้แล้วหรือยัง ไม่ว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานอันเฉพาะเจาะจงงานใด สิ่งสำคัญก็คือเจ้าได้ติดตามผลและกำกับงานนั้นอย่างต่อเนื่องแทนการทำตัวสูงส่ง วางอำนาจ และออกคำสั่งหรือไม่ นอกจากเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกเช่นกันก็คือ ในขณะที่เจ้าทำหน้าที่ของตนนั้นเจ้ามีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่ เจ้าสามารถจัดการกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรมได้หรือไม่ เจ้ามีคำพยานของการนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ และเจ้าสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาจริงที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเผชิญได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ รวมถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ล้วนเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินว่าผู้นำหรือคนทำงานได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาหรือไม่” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (9)) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ฉันไม่สามารถตัดสินว่าผู้นำเป็นคนมีความสามารถหรือเป็นผู้นำเทียมเท็จ โดยการฟังว่าพวกเขาพูดจาดีหรือไม่ หรือโดยการตรวจสอบขีดความสามารถ ความสามารถ หรือจำนวนพฤติกรรมดีๆ ของพวกเขา สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบคือ ดูว่าพวกเขาทำงานจริงหรือไม่ มีความรับผิดชอบหรือไม่ และสามารถลุล่วงหน้าที่ของผู้นำได้หรือไม่ จานีนมีขีดความสามารถอยู่บ้างและเป็นคนทำงานที่มีความสามารถ แต่เธอพูดจาสวยหรู และไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริงๆ หรือทำงานจริง เธอไม่ได้ทำงานที่ผู้นำควรทำ แม้ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้ทำอะไรที่เลวร้ายหรือชั่วช้า แต่ในฐานะผู้นำ เธอเพียงแค่ส่งข้อความและท่องคำขวัญ โดยไม่เคยตรวจสอบหรือติดตามงานของคริสตจักรจริงๆ เลย เธอไม่ได้หล่อเลี้ยงผู้มาใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำหน้าที่ เมื่อผู้อื่นมีความลำบากยากเย็นและปัญหาในงานข่าวประเสริฐ เธอก็ไม่ได้สามัคคีธรรมเพื่อแก้ไข และมักละเลยหน้าที่ของตัวเอง ในช่วงเวลานี้ ฉันเตือนเธอหลายครั้งให้แก้ไขท่าทีที่เธอใีต่อหน้าที่ และแม้เธอจะยอมรับว่าจะเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ยังทำเหมือนเดิม งานข่าวประเสริฐหยุดชะงัก และโครงการอื่นๆ ก็ไม่เกิดผล เธอไม่ได้ทบทวนตัวเอง แต่กลับใช้ข้อแก้ตัวบ่ายเบี่ยงพี่น้องชายหญิง เห็นได้ชัดจากท่าทีของเธอต่อหน้าที่และพฤติกรรมต่างๆ ว่า เธอเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ได้ทำงานจริงตามที่พระเจ้าทรงเผย และควรถูกปลดก่อนหน้านี้ แต่ฉันไม่ได้มองสิ่งทั้งหลายหรือใช้วิจารณญาณแยกแยะผู้คนโดยอิงตามพระวจนะของพระเจ้า ฉันมองแค่สติปัญญา ขีดความสามารถ และความสามารถของจานีน ฉันรู้สึกว่าเธอทำงานได้ แต่ฉันไม่ได้มองว่าเธอทำงานจริงหรือไม่ หรือได้ผลลัพธ์แบบไหนในงาน ฉันยังคงฝากความหวังไว้กับเธอ หวังว่าเธอจะทำให้งานคริสตจักรดีขึ้นได้เหมือนเมื่อก่อน ฉันจึงยังคงให้โอกาสเธอต่อไป ฉันช่างโง่เขลาเสียจริง! พี่น้องหญิงที่ทำงานคู่กับฉันรายงานสถานการณ์ของจานีนให้ฉันรู้ และแนะนำให้ปลดเธอ แต่ฉันยึดติดทัศนะของตัวเอง อยากให้โอกาสและสนับสนุนเธอต่อไป ดังนั้น ฉันจึงไม่ปลดเธอให้ทันท่วงที ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่องานคริสตจักร ฉันเห็นว่าฉันไม่ได้กำกับดูแลงานของตัวเองให้ดี จนกระทบงานของคริสตจักร นี่ก็เป็นพฤติกรรมของผู้นำเทียมเท็จเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะให้ฉันรู้จักความเสื่อมทรามของตัวเอง
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “เมื่อผู้นำคริสตจักรบางคนเห็นพี่น้องชายหญิงทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน พวกเขาไม่ว่ากล่าวแม้พวกเขาควรที่จะว่ากล่าวก็ตาม เมื่อพวกเขามองเห็นชัดเจนว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ากำลังได้รับความเสียหาย พวกเขาก็ไม่สนใจเรื่องนี้หรือสอบถาม และไม่ยอมล่วงเกินผู้อื่นแม้แต่น้อย อันที่จริงพวกเขาไม่ได้คำนึงถึงความอ่อนแอของผู้คนอย่างแท้จริง เจตนาและเป้าหมายของพวกเขากลับเป็นการเอาชนะใจผู้คน พวกเขาตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่า ‘ตราบใดที่ฉันทำเช่นนี้และไม่ไปล่วงเกินใครเข้า พวกเขาก็จะคิดว่าฉันเป็นผู้นำที่ดี พวกเขาจะมีความคิดเห็นที่ดีและสูงส่งเกี่ยวกับตัวฉัน พวกเขาจะเห็นชอบในตัวฉันและชอบฉัน’ พวกเขาไม่สนใจว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะเสียหายมากเพียงใด หรือเกิดความสูญเสียมากมายเพียงใดในการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หรือว่าชีวิตคริสตจักรของผู้คนเหล่านั้นจะถูกรบกวนมากเพียงใด พวกเขาเอาแต่ยึดมั่นในปรัชญาของซาตานและไม่ยอมล่วงเกินผู้ใด ในหัวใจของพวกเขาไม่เคยมีการติเตียนตนเอง เมื่อเห็นใครบางคนก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน อย่างมากที่สุดพวกเขาก็อาจจะพูดคุยกับคนเหล่านั้นในเรื่องดังกล่าวสักสองสามคำ ทำให้ปัญหาดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็จบเรื่องไป พวกเขาจะไม่สามัคคีธรรมความจริงหรือชี้ให้คนคนนั้นมองเห็นแก่นแท้ของปัญหา และจะยิ่งไม่ชำแหละสภาวะของคนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่มีวันสามัคคีธรรมว่าสิ่งใดคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยเปิดโปงหรือชำแหละความผิดพลาดที่ผู้คนมักจะทำกัน หรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ผู้คนมักจะเผยให้เห็น พวกเขาไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับตามใจปล่อยให้ผู้คนปฏิบัติอย่างผิดๆ และเผยความเสื่อมทรามออกมา และไม่ว่าผู้คนจะคิดลบหรืออ่อนแอเพียงใด พวกเขาก็ไม่มองเป็นเรื่องจริงจัง เอาแต่ประกาศวาจาและคำสอนบางอย่าง กล่าวคำเตือนสติไม่กี่คำเพื่อจัดการสถานการณ์อย่างสุกเอาเผากิน พยายามรักษาความสมานฉันท์เอาไว้ ผลก็คือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่รู้วิธีทบทวนและทำความรู้จักตนเอง ไม่มีหนทางแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา และใช้ชีวิตอยู่กับวาจาและคำสอน มโนคติอันหลงผิดและสิ่งที่คิดฝัน ไม่มีการเข้าสู่ชีวิตแต่อย่างใด พวกเขาถึงกับเชื่ออยู่ในหัวใจของตนว่า ‘ผู้นำของพวกเราเข้าใจความอ่อนแอของพวกเรามากกว่าพระเจ้าด้วยซ้ำ พวกเรามีวุฒิภาวะน้อยเกินกว่าจะทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้ พวกเราจำเป็นต้องทำให้ได้ตามข้อกำหนดของผู้นำก็พอ เมื่อพวกเรานบนอบผู้นำ พวกเราก็กำลังนบนอบพระเจ้า ถ้าวันหนึ่งเบื้องบนปลดผู้นำของพวกเรา พวกเราก็จะส่งเสียงให้เบื้องบนได้ยิน เจรจากับเบื้องบนและบีบให้พวกเขาเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของพวกเราเพื่อให้ผู้นำอยู่กับพวกเราต่อไปและยับยั้งไม่ให้ผู้นำถูกปลด พวกเราจะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้นำของพวกเราแบบนี้’ เมื่อผู้คนมีความคิดเช่นนี้อยู่ในหัวใจ เมื่อพวกเขามีสัมพันธภาพเช่นนี้กับผู้นำของตน เกิดการพึ่งพิง อิจฉา และเคารพบูชาผู้นำของตนอยู่ในหัวใจ พวกเขาย่อมมีความเชื่อในตัวผู้นำคนนี้มากขึ้นทุกที และอยากฟังวาจาของผู้นำอยู่เสมอ แทนที่จะแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ผู้นำเช่นนี้เกือบจะเข้าแทนที่พระเจ้าในหัวใจของผู้คนอยู่แล้ว หากผู้นำเต็มใจที่จะธำรงสัมพันธภาพเช่นนี้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หากพวกเขาเกิดความรู้สึกชื่นชมยินดีในหัวใจของตนเพราะสัมพันธภาพดังกล่าว และเชื่อว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรปฏิบัติต่อพวกเขาแบบนี้ เช่นนั้นแล้วผู้นำเยี่ยงนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเปาโล พวกเขาก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์เรียบร้อยแล้ว และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ถูกศัตรูของพระคริสต์คนนี้ชักพาให้หลงผิดไปแล้ว ไร้ซึ่งวิจารณญาณอย่างสิ้นเชิง” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หนึ่ง: พวกเขาพยายามเอาชนะใจผู้คน) พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงเจตนาอันน่ารังเกียจของฉันในหน้าที่ ฉันเห็นว่าจานีนไม่ได้ทำงานจริง แต่ฉันก็ไม่เปิดโปงหรือชำแหละปัญหาของเธอ และไม่ได้ปลดเธอให้ทันท่วงที ฉันเพียงแต่ตามใจเธอและให้โอกาสเธอกลับใจหลายครั้ง แต่นี่ไม่ใช่เพราะฉันคำนึงถึงจุดอ่อนของเธอ หรืออยากจะช่วยและสนับสนุนเธอ เจตนาที่แท้จริงของฉันคือ เพื่อรักษาความประทับใจที่จานีนมีในตัวฉันว่าเป็นผู้นำที่ดี และเพื่อให้ได้รับความนับถือจากเธอ เราเคยทำหน้าที่คู่กันมาก่อน และเธอก็ประทับใจในตัวฉันเสมอ เธอมักจะชมฉันต่อหน้าคนอื่นว่า ฉันมีความรับผิดชอบ ต่องานของคริสตจักรอย่างไร และเป็นผู้นำที่ดีแค่ไหน หากฉันเปิดโปงและชี้ให้เห็นปัญหาของเธอ รวมถึงตัดแต่งเธอ สัมพันธภาพของเราอาจพังทลาย และความประทับที่เธอมีในตัวฉันก็คงจะหายไป เพื่อรักษาความประทับใจที่จานีนมีต่อฉันว่าเป็นผู้นำที่ดีนี้ไว้ ฉันจึงไม่ได้เปิดโปงปัญหาของเธอ ตัดแต่งเธอ หรือชำแหละการกระทำและการประพฤติปฏิบัติของเธอ ซึ่งจะทำให้เธอตระหนักถึงปัญหาของตัวเองและแก้ไขวิธีการของเธออย่างทันท่วงที ฉันแค่พูดปลอบใจและให้คำแนะนำนิดหน่อย กระตุ้นให้เธอเข้าร่วมการชุมนุมและติดตามงานมากขึ้น แค่พูดผ่านๆ เพื่อให้เรื่องจบ พี่น้องหญิงที่ทำงานคู่กับฉันขอให้ฉันปลดจานีนตามหลักธรรมอยู่หลายครั้ง แต่ฉันกังวลว่าการทำแบบนี้จะเป็นการล่วงเกินเธอ และเธออาจจะไม่ประทับใจในตัวฉันอีกต่อไป ฉันจึงเลื่อนการปลดเธอออกไป พระเจ้าทรงเปิดโปงว่า ศัตรูของพระคริสต์ทำงานและพูดเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงและสถานะของตน เมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นละเมิดหลักธรรมในหน้าที่ พวกเขาก็จะไม่ชี้ให้เห็นหรือตัดแต่ง เป้าหมายของพวกเขาคือเพื่อรักษาที่ทางในใจของผู้คน เพื่อให้ได้รับความนับถือ และเพื่อเรียกผู้คนเข้ามา ฉันก็เป็นแบบนั้นเลย เพื่อรักษาความประทับใจที่ผู้อื่นมีในตัวฉัน ฉันไม่เอาใจใส่งานคริสตจักร และเมื่อฉันพบผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ได้ทำงานจริง ฉันก็ไม่เปิดโปง ตัดแต่ง หรือปลดเธอ ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อรักษาที่ทางในใจของผู้คน และเพื่อให้ทุกคนคิดว่าฉันเป็นคนเปี่ยมกรุณา ใจเย็น และเป็นผู้นำที่ดี การที่ฉันทำหน้าที่ด้วยวิธีนี้ไม่ได้ช่วยหรือสั่งสอนพี่น้องชายหญิง และสิ่งนี้จะไม่ทำให้พวกเขาเข้าใจความจริงหรือนำพวกเขามาเฉพาะพระพักต์พระเจ้า แต่กลับจะทำให้พวกเขาชื่นชมและบูชาฉันแทน ในการนี้ฉันกำลังชักพาผู้คนให้หลงผิดและเอาชนะใจพวกเขา เดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ ฉันนึกถึงศัตรูของพระคริสต์ในคริสตจักรที่ถูกเปิดโปงและกำจัดออกไปทีละคน หากฉันยังคงทำแบบนี้ต่อไปโดยไม่กลับใจหรือเปลี่ยนแปลง ฉันก็จะถูกขับไล่และกำจัดออกไปเช่นเดียวกับพวกเขา พอเข้าใจแบบนี้แล้ว ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะฉันให้ทบทวนตนเอง
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าก็ดำเนินชีวิตตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก และไม่ปฏิบัติความจริง และเจ้ากลัวที่จะล่วงเกินผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่กลัวที่จะล่วงเกินพระเจ้า และถึงกับสามารถสละผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของเจ้า ผลที่ตามมาของการกระทำเช่นนี้คืออะไร? เจ้าจะปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของเจ้าไว้ได้เป็นอย่างดี แต่เจ้าจะล่วงเกินพระเจ้า และพระองค์จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์เจ้า และจะทรงพระพิโรธต่อเจ้า โดยรวมแล้ว สิ่งใดร้ายแรงกว่ากัน? หากเจ้าไม่สามารถรู้สึกได้ เช่นนั้นเจ้าก็เลอะเลือนโดยสิ้นเชิง นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อย หากเจ้ายังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปโดยไม่เคยตื่นรู้เลย อันตรายย่อมใหญ่หลวงนัก ในท้ายที่สุด เจ้าจะไม่สามารถบรรลุความจริง และเจ้าจะเป็นผู้ที่ทนทุกข์กับความสูญเสีย หากเจ้าไม่แสวงหาความจริงในเรื่องนี้ และเจ้าล้มเหลว เจ้าจะสามารถแสวงหาความจริงในอนาคตได้หรือไม่? หากเจ้ายังคงทำไม่ได้ ก็จะไม่ใช่ประเด็นของการทนทุกข์กับความสูญเสียอีกต่อไป—ในท้ายที่สุดเจ้าจะถูกกำจัดออกไป หากเจ้ามีเจตนาและมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คน เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ปฏิบัติความจริงหรือค้ำชูหลักธรรมในทุกเรื่อง ดังนั้นเจ้าย่อมจะล้มเหลวและล้มลงเสมอ หากเจ้าไม่ตื่นรู้และไม่เคยแสวงหาความจริงเลย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อ และเจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริงและชีวิตเลย แล้วเจ้าควรทำอย่างไร? เมื่อเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ เจ้าต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าและร้องทูลต่อพระองค์ ขอให้พระเจ้าทรงช่วยเจ้าให้รอด ประทานความเชื่อและพละกำลังแก่เจ้า ทำให้เจ้าสามารถค้ำชูหลักธรรม ทำในสิ่งที่เจ้าควรทำ จัดการสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม ยืนหยัดในจุดยืนที่เจ้าควรยืน ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และป้องกันไม่ให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความสูญเสียใดๆ หากเจ้าสามารถขัดขืนผลประโยชน์ส่วนตน ความทะนงตน และมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คนของเจ้าได้ และหากเจ้าทำในสิ่งที่เจ้าควรทำด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์และไม่แบ่งแยก เจ้าก็จะเอาชนะซาตานและได้รับความจริงในแง่มุมนี้ หากเจ้ายืนกรานอย่างดื้อดึงที่จะดำเนินชีวิตตามปรัชญาของซาตาน ปกป้องความสัมพันธ์ของเจ้ากับผู้อื่น และหากเจ้าไม่เคยนำความจริงไปปฏิบัติได้เลย และไม่กล้าที่จะค้ำชูหลักธรรม เช่นนั้น เจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงในเรื่องอื่นๆ ได้หรือไม่? เจ้าจะยังคงไม่มีความเชื่อหรือพละกำลัง หากเจ้าไม่เคยแสวงหาหรือยอมรับความจริงได้เลย แล้วความเชื่อในพระเจ้าเช่นนั้นจะเอื้อให้เจ้าได้รับความจริงหรือไม่? (ไม่) และหากเจ้าไม่สามารถได้รับความจริง เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? เจ้าย่อมไม่ได้รับ หากเจ้าดำเนินชีวิตตามปรัชญาของซาตานอยู่เสมอ โดยปราศจากความเป็นจริงความจริงแม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่มีทางได้รับการช่วยให้รอดได้อย่างแน่นอน เจ้าควรเข้าใจให้ชัดเจนว่าการได้รับความจริงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับความรอด เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถได้รับความจริงได้อย่างไร? หากเจ้าสามารถปฏิบัติความจริงได้ หากเจ้าสามารถดำเนินชีวิตตามความจริงได้ และหากความจริงกลายเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็จะได้รับความจริงและมีชีวิต และเจ้าก็จะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า เหตุผลที่ฉันปกป้องสถานะ ภาพลักษณ์ และสัมพันธภาพของตัวเองอยู่เสมอ และไม่ใส่ใจงานของคริสตจักรนั้น หลักๆ แล้ว เป็นเพราะฉันได้รับอิทธิพลมากเกินไปจากปรัชญาของพวกที่ชอบเอาใจคนอื่นเพื่อประโยชน์ทางโลก ฉันได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเยี่ยงซาตาน อย่าง “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิท เพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” และ “จงรักษาสัมพันธภาพกับคนที่เราเลี่ยงไม่ได้” ฉันคิดว่า หากต้องการให้คนอื่นชอบและชื่นชม เราก็ต้องอ่อนโยนและใจดี ไม่ควรตำหนิใครรุนแรง เมื่อเห็นปัญหาของคนอื่น ก็แค่ปัดให้ผ่านๆ ไปก็ได้ไม่เป็นไร ไม่ควรเข้มงวดจนเกินไป แบบนี้ทุกคนก็จะชอบเรา ฉันใช้ชีวิตตามแนวคิดเหล่านี้ของพวกที่ชอบเอาใจคนอื่น และเมื่อฉันเห็นจานีนไม่ทำงานจริง ฉันก็ไม่เปิดโปง ตัดแต่ง หรือปลดเธอ ฉันปกป้องสถานะและภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่เพราะฉันไม่ได้เปิดโปงปัญหาของจานีนหรือปลดเธอให้ทันท่วงที งานของคริสตจักรจึงล่าช้า ฉันให้ความสำคัญกับชื่อเสียง สถานะ และสัมพันธภาพของตัวเองเหนือหน้าที่ และเพื่อปกป้องภาพลักษณ์และสถานะของตัวเอง ฉันไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรเลย ฉันเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ การใช้ชีวิตตามแนวคิดเหล่านี้ของพวกที่ชอบเอาใจคนอื่น ทำให้ฉันยิ่งปลิ้นปล้อนและหลอกลวงมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์ใดๆ เลย พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พวกที่เดินบนเส้นทางสายกลางนั้นเป็นผู้คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง พวกเขาไม่ล่วงเกินใคร พวกเขาคล่องแคล่วและลื่นไหล พวกเขาเก่งกาจในการเออออไปตามสถานการณ์ทั้งปวง และไม่มีใครสามารถมองเห็นความผิดของพวกเขา พวกเขาก็คือซาตานตัวเป็นๆ!” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการปฏิบัติความจริงเท่านั้น คนเราจึงสามารถทิ้งโซ่ตรวนแห่งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้) พระเจ้าทรงเกลียดชังและรังเกียจพวกที่ชอบเอาใจคนอื่น คนที่ใช้ชีวิตตามแนวคิดของพวกที่ชอบเอาใจคนอื่น ไม่มีวันจะได้รับความจริงหรือได้รับการช่วยให้รอด พอตระหนักได้แบบนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวมาก ฉันรู้ตัวว่าได้กระทำผิดเฉพาะพระเจ้าไปแล้ว และหากฉันไม่แก้ไขสภาวะนี้และกลับใจอย่างแท้จริง ฉันจะถูกพระเจ้าทรงทอดทิ้งและกำจัดออกไปในที่สุด พระวจนะของพระเจ้ายังชี้ให้ฉันเห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติอีกด้วยว่า ตอนที่ฉันต้องการปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ฉันควรอธิษฐานถึงพระเจ้าให้มากขึ้น ขอให้พระองค์ประทานความแข็งแกร่ง เพื่อที่ฉันจะสามารถปฏิบัติความจริง กระทำตามหลักธรรม และเรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ด้วยหัวใจซื่อสัตย์ สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง แต่ยังเป็นประโยชน์ต่องานคริสตจักรด้วย ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า ฉันจะปฏิบัติความจริง กระทำตามหลักธรรม และปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร
หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “คอยติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทกับบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขาหรือปลดพวกเขาทันทีเมื่อจำเป็น เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความสูญเสียที่เกิดจากการใช้ผู้คนที่ไม่เหมาะสม และเพื่อรับประกันประสิทธิภาพและความก้าวหน้าของงานอย่างราบรื่น” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (1)) “ผู้นำและคนทำงานต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ การเข้าใจสภาวการณ์ของผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ นั้นอยู่ภายในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แล้วบุคลากรเหล่านี้คือใคร? โดยหลักแล้ว ได้แก่ ผู้นำคริสตจักร ตามมาด้วยผู้กำกับดูแลฝ่ายและผู้นำของกลุ่มต่างๆ การเข้าใจและรับรู้สภาวการณ์ทั้งหลายอย่างเช่น ผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ มีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ การกระทำของพวกเขามีหลักธรรมหรือไม่ และสามารถทำงานของคริสตจักรให้ดีได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวดและมีความสำคัญมากมิใช่หรือ? หากผู้นำและคนทำงานเข้าใจสภาวการณ์ของผู้กำกับดูแลหลักของงานแต่ละประเภทอย่างครบถ้วน และปรับเปลี่ยนบุคลากรอย่างเหมาะสม นั่นก็เหมือนกับการที่พวกเขาดำเนินการตรวจงานแต่ละงานอย่างถูกควร และนั่นก็เทียบเท่ากับการที่พวกเขาลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบและหน้าที่ของตน หากไม่ดำเนินการปรับเปลี่ยนบุคลากรเหล่านี้ให้ถูกต้อง แล้วเกิดปัญหาขึ้น งานของคริสตจักรย่อมจะได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง หากบุคลากรเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์ที่ดี มีรากฐานในการเชื่อในพระเจ้าของตน มีความรับผิดชอบในการจัดการกับเรื่องต่างๆ และสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้ เช่นนั้นแล้วการมอบหมายให้พวกเขารับผิดชอบงานย่อมจะป้องกันปัญหาได้มาก และที่สำคัญที่สุดก็คือจะเป็นการเปิดโอกาสให้งานก้าวหน้าไปได้อย่างราบรื่น แต่หากผู้กำกับดูแลทีมต่างๆ เป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้ มีความเป็นมนุษย์ที่อ่อนด้อย ประพฤติตนไม่ดี ไม่นำความจริงไปปฏิบัติ และยิ่งไปกว่านั้นยังหมิ่นเหม่ที่จะก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน เช่นนั้นแล้วเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่องานที่พวกเขารับผิดชอบและมีผลกระทบต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงที่พวกเขานำ แน่นอนว่าผลกระทบนั้นอาจจะมากหรือน้อยก็ได้ หากผู้กำกับดูแลเพียงแค่ละเลยหน้าที่ของพวกเขาและไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน นี่อาจจะก่อให้เกิดความล่าช้าในงานไปบ้างเท่านั้น ความคืบหน้าจะล่าช้าลงเล็กน้อย และงานก็จะมีประสิทธิภาพลดลงบ้าง อย่างไรก็ตามหากพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ ปัญหาย่อมจะร้ายแรง กล่าวคือ นี่จะไม่ใช่ประเด็นปัญหาของงานที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือมีประสิทธิผลลดลงเล็กน้อย—แต่พวกเขาจะรบกวนและสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรที่พวกเขารับผิดชอบ และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นการคอยติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการโยกย้ายและการปลดอย่างทันท่วงทีเมื่อค้นพบว่าใครบางคนไม่ได้กำลังทำงานที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่ผู้นำและคนทำงานสามารถหลบเลี่ยงได้—นี่เป็นงานที่จริงจังและสำคัญมาก หากผู้นำและคนทำงานสามารถรู้จักลักษณะนิสัยของผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ และรู้จักท่าทีที่ผู้กำกับดูแลและบุคลากรดังกล่าวมีต่อความจริงและหน้าที่ของตน ตลอดจนรู้สภาวะและผลการปฏิบัติงานของพวกเขาในแต่ละช่วงเวลาและในแต่ละช่วงระยะได้อย่างทันท่วงที และปรับเปลี่ยนหรือจัดการกับบุคคลเหล่านั้นตามสภาวการณ์ได้ในทันที เช่นนั้นแล้วงานย่อมสามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคง ในทางตรงกันข้าม หากผู้คนเหล่านั้นเกะกะระรานทำสิ่งเลวร้ายและไม่ทำงานจริงในคริสตจักร บรรดาผู้นำและคนทำงานก็ไม่สามารถระบุเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วและทำการปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที แต่กลับรอจนกระทั่งปัญหาที่ร้ายแรงนานาสารพัดปรากฏขึ้นมา ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากต่องานของคริสตจักร ก่อนที่จะพยายามจัดการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างลวกๆ ปรับเปลี่ยน ตลอดจนแก้ไขและกอบกู้สถานการณ์ เช่นนั้นแล้วผู้นำและคนทำงานเหล่านั้นก็เป็นเพียงเศษขยะ พวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริงซึ่งต้องถูกปลดและถูกกำจัดออกไป” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่า ผู้นำมีหน้าที่ต้องตรวจสอบ สถานะของผู้ดูแลโครงการต่างๆ และบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญให้ทันท่วงที รวมถึงปลดหรือโยกย้ายผู้ที่พวกเขาคิดว่าไม่เหมาะสมทันที เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการของคริสตจักรก้าวหน้าไปอย่างประสบความสำเร็จ เมื่อพบว่าผู้ดูแล ผู้นำ หรือคนทำงานไม่ได้ทำงานจริง ซึ่งส่งผลกระทบและทำให้งานคริสตจักรล่าช้า พวกเขาต้องรีบสามัคคีธรรมกับบุคคลเหล่านั้นทันที และหากบุคคลเหล่านั้นไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีค่าพอแม้แต่จะให้การรับใช้ พวกเขาจะต้องถูกโยกย้ายหรือปลดทันที สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่องานคริสตจักร ให้เก็บคนที่เหมาะสมกับงานและปลดคนที่ไม่เหมาะสมออกไป ให้สามัคคีธรรมและช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ตัดแต่งผู้ที่ต้องถูกตัดแต่ง และหล่อเลี้ยงผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง จานีนทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน ไม่แบกรับภาระ และไร้ความรับผิดชอบมาโดยตลอด ผู้นำได้สามัคคีธรรมกับเธอหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่องานคริสตจักร เธอเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ได้ทำงานจริงเลยจริงๆ และต้องถูกปลดทันที ในขณะที่บุคคลที่มีความรับผิดชอบและมีความเป็นมนุษย์ที่ดีควรได้รับการหล่อเลี้ยง สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่องานคริสตจักร และช่วยให้งานข่าวประเสริฐก้าวหน้าไปอย่างราบรื่น เมื่อคิดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกกระจ่างแจ้ง และฉันให้คำมั่นสัญญาต่อพระเจ้าว่า “เมื่อพบปัญหาประเภทนี้อีก ข้าพระองค์จะปฏิบัติตามหลักธรรมและลุล่วงความรับผิดชอบของตน” ฉันยังอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วย ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะฉันให้ปฏิบัติความจริง
ต่อมา ฉันยกปัญหาของจานีนขึ้นมาพูดกับเธอทีละประเด็น เปิดโปงว่าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ได้ทำงานจริง ฉันเห็นว่าเธอโกรธจัด และฉันก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก คิดว่า “ถ้าฉันเปิดโปงปัญหาของเธอมากกว่านี้ สัมพันธภาพของเราจะไปถึงทางตัน และความประทับใจที่เธอมีในตัวฉันจะพังทลาย” จากนั้นฉันก็ตระหนักว่ากำลังกลับไปทำแบบเดิม ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการปฏิบัติความจริง ลุล่วงหน้าที่ของตน สามัคคีธรรมในสิ่งที่ควรสามัคคีธรรม และเลิกกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของข้าพระองค์ในสายตาผู้อื่น โปรดประทานความแข็งแกร่งให้ข้าพระองค์เอาชนะข้อจำกัดของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็สามัคคีธรรมกับจานีนต่อ ยกปัญหาของเธอขึ้นมาพูดทีละประเด็น และเปิดโปงว่าเธอไม่ได้ทำงานจริง แม้ในตอนนั้นเธอจะไม่พอใจ แต่ในที่สุดเธอก็พูดว่า หากฉันไม่เปิดโปงและวิจารณ์ เธอคงจะมองไม่เห็นปัญหาของตัวเอง เธอยอมรับเรื่องความเสื่อมทรามที่ฝังแน่นของตัวเอง และบอกว่าเธออยากเปลี่ยนแปลง และพร้อมยอมรับวิธีการที่คริสตจักรอยากใช้เพื่อจัดการเธอ ฉันขอบคุณพระเจ้าเมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ การปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ไม่ได้ทำให้สัมพันธภาพของฉันกับผู้อื่นพังทลายอย่างที่ฉันเคยคิดไว้ และฉันรู้สึกถึงความสงบและความโล่งใจอย่างมาก หลังจากปลดจานีน เราเลือกพี่น้องชายอีกคนมากำกับดูแลงานข่าวประเสริฐ เขาแบกรับภาระในหน้าที่จริงๆ และนำผู้อื่นในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ไม่นานนัก งานข่าวประเสริฐก็เริ่มดีขึ้น
ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันตระหนักว่า การทำหน้าที่โดยพึ่งพาอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ไม่เพียงแต่ทำร้ายตัวเอง แต่ยังส่งผลกระทบต่องานคริสตจักรด้วย มีเพียงการทำหน้าที่ตามพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริงเท่านั้น ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า