เมื่อฉันมีความยากลำบากในการประกาศข่าวประเสริฐ

วันที่ 07 เดือน 12 ปี 2022

ปี 2020 ฉันยอมรับงานของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย ช่างเป็นพรอันยิ่งใหญ่ ที่ได้ต้อนรับการทรงกลับมา เพื่อเผยแผ่ข่าวดีที่สำคัญอย่างเหลือเชื่อนี้ ฉันได้เริ่มประกาศข่าวประเสริฐ หวังว่าหลังได้ฟังพระวจนะ จะมีคนหวนคืนสู่พระเจ้ามากขึ้น แต่ว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 จากการปราบปรามความเชื่อทางศาสนาของรัฐบาลเมียนมาร์ คริสตจักรของฉันจึงถูกข่มเหง และขัดขวางงานข่าวประเสริฐอย่างหนัก พี่น้องบางคนไม่เข้าชุมนุมเพราะขลาดกลัวและอ่อนแอ บ้างก็เฉื่อยชาในหน้าที่ ทำให้งานข่าวประเสริฐหยุดชะงัก ตอนนั้น ฉันเองก็เฉื่อยชาในหน้าที่ ฉันทำทุกอย่างที่ผู้นำจัดเตรียมให้ ฉันรู้สึกว่าฉันให้น้ำผู้คนตามปกติ แต่มีคนไม่เข้าชุมนุมตามปกติ และเฉื่อยชาในหน้าที่ ไม่มีอะไรที่ฉันทำได้แล้ว บางครั้งที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ฉันก็ออนไลน์เข้าไปเรียนรู้งานกับเหล่าพี่น้องไม่ได้ เลยต้องออกข้างนอกเพื่อหาสัญญาณ บางทีฉันหาอยู่ตั้งนาน ก็ยังไม่เจอสัญญาณเน็ตดีๆ พอนานวันเข้า ฉันก็ไม่อยากออนไลน์ไปเรียนรู้งานอีก ตอนนั้น ฉันประกาศข่าวประเสริฐกับญาติของพี่น้องหญิงคนหนึ่ง สามคนในครอบครัวนั้นยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ฉันเลยอยู่ให้น้ำพวกเขาที่นั่นสิบวัน ฉันพอใจที่ได้ให้น้ำผู้มาใหม่สามคนนี้ และไม่อยากประกาศแล้ว ฉันคิดว่า “ลือกันหนาหูว่าหมู่บ้านแถวนี้เผยแผ่ข่าวประเสริฐยาก ถ้าฉันให้น้ำสามคนในครอบครัวนี้ได้ดี พวกเขาก็จะพาฉันไปประกาศกับเหล่าญาติมิตร นี่เป็นวิธีประกาศที่ดีไม่ใช่หรือ?” ดังนั้น เวลาเหล่าพี่น้องพูดถึงผู้มีโอกาสรับข่าวประเสริฐในหมู่บ้านข้างเคียง ฉันก็แทบไม่คุยถึงวิธีประกาศข่าวประเสริฐกับพวกเขา สิ่งนี้กระทบต่องานข่าวประเสริฐโดยตรง

ต่อมา พอเราตรวจทานงานกัน ผู้นำก็บอกว่า เดือนนั้นงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรเราหยุดชะงักไป และเอ่ยถึงปัญหาบางอย่างขึ้นมา นี่ทำให้ฉันเสียใจมาก ต่อมา มีพี่น้องหญิงเตือนฉันว่า ฉันพอใจในสถานภาพ และไม่แสวงหาความก้าวหน้าในหน้าที่ มันทำให้ฉันตื่นขึ้นทันที ฉันตระหนักได้ว่า ฉันไม่แบกรับภาระในหน้าที่ ฉันไม่ทำในสิ่งที่ผู้นำคริสตจักรควรทำ และไม่เผชิญหน้าหรือแก้ไขความยากลำบาก จนกระทบต่องานข่าวประเสริฐ ยิ่งคิดฉันยิ่งรู้สึกแย่ ตอนทบทวน ฉันได้อ่านพระวจนะที่ว่า “ในปัจจุบันมีบางคนที่ไม่แบกภาระให้คริสตจักร ผู้คนเหล่านี้ย่อหย่อนและเหลวไหล และสนใจแต่เนื้อหนังของพวกเขาเองเท่านั้น คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด และพวกเขายังตาบอดอีกด้วย หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เจ้าย่อมจะไม่แบกภาระอันใด ยิ่งเจ้าตระหนักรู้น้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด ภาระที่พระเจ้าจะวางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เห็นแก่ตัวย่อมไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์กับสิ่งต่างๆ ดังกล่าว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมลำบาก และผลก็คือ พวกเขาจะพลาดโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า พวกเขามิได้กำลังทำร้ายตัวเองอยู่หรอกหรือ? หากเจ้าเป็นใครบางคนที่ตระหนักรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะพัฒนาภาระอันแท้จริงให้เกิดขึ้นแก่คริสตจักร อันที่จริง แทนที่จะเรียกการนี้ว่าภาระที่เจ้ารับมาทำเพื่อคริสตจักร คงจะดีกว่าหากจะเรียกว่าภาระที่เจ้ารับมาทำเพื่อชีวิตของเจ้าเอง เพราะจุดประสงค์ของภาระที่เจ้าพัฒนาให้เกิดขึ้นแก่คริสตจักรนี้ คือการให้เจ้าใช้ประสบการณ์ดังกล่าวมารับการทำให้มีความเพียบพร้อมจากพระเจ้า ดังนั้น ใครก็ตามที่แบกภาระยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อคริสตจักร ใครก็ตามที่แบกภาระเพื่อการเข้าสู่ชีวิต—พวกเขาจะเป็นผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้ามองเห็นการนี้อย่างชัดเจนแล้วหรือยัง? หากคริสตจักรที่เจ้าอยู่ด้วยกระจัดกระจายเหมือนเม็ดทราย แต่เจ้ากลับไม่เป็นห่วงหรือวิตกกังวล และเจ้าถึงกับทำเป็นไม่เห็นเมื่อพี่น้องชายหญิงของเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้กำลังแบกภาระใดๆ อยู่ ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่คนประเภทที่พระเจ้าทรงปีติยินดีด้วย คนประเภทที่ยังความปีติยินดีให้แก่พระเจ้าย่อมหิวกระหายความชอบธรรมและตระหนักรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงใส่ใจในน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุความเพียบพร้อม) พอใคร่ครวญดู ฉันก็รู้สึกผิดมาก ฉันเป็นผู้นำคริสตจักร แต่พอเห็นงานข่าวประเสริฐหยุดชะงัก ฉันกลับไม่รู้สึกเร่งด่วน ฉันหาข้อแก้ตัวที่เป็นรูปธรรม และคิดว่าการที่ฉันเน็ตไม่ดีและเรียนรู้เรื่องงานไม่ได้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ ส่วนผู้มีโอกาสรับข่าวประเสริฐที่เหล่าพี่น้องหามา ฉันก็แทบไม่สามัคคีธรรมถึงวิธีประกาศข่าวประเสริฐกับทุกคน และพอจะหารือเรื่องงาน เหล่าพี่น้องหญิงก็หาตัวฉันไม่เจอ พอคริสตจักรถูกข่มเหง พี่น้องชายหญิงก็ขลาดกลัวและอ่อนแอ ไม่สามารถชุมนุมหรือทำหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ฉันกลับไม่แสวงหาความจริงเพื่อหาทางแก้ไข สุดท้ายฉันเลยตระหนักว่า การที่งานข่าวประเสริฐหยุดชะงัก เกี่ยวข้องกับฉันโดยตรง พระวจนะกล่าวว่า “ในปัจจุบันมีบางคนที่ไม่แบกภาระให้คริสตจักร ผู้คนเหล่านี้ย่อหย่อนและเหลวไหล และสนใจแต่เนื้อหนังของพวกเขาเองเท่านั้น คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด และพวกเขายังตาบอดอีกด้วย” ฉันตระหนักได้ว่า ฉันคือคนเห็นแก่ตัวที่พระวจนะอธิบายไว้ ฉันไม่แบกรับภาระในงานของคริสตจักร มักจะพอใจในสถานภาพ สนใจแต่ความสบายส่วนตัว ไม่ยอมทนทุกข์หรือยอมลำบาก พอเห็นงานข่าวประเสริฐเสียหาย ฉันก็ไม่รู้สึกเร่งด่วนหรือกังวลใจ แถมยังอ่อนแอ และเฉื่อยชาในความยากลำบาก ฉันเห็นแก่ตัวเกินไปจริงๆ ฉันนึกถึงคริสตจักรอื่นๆ ที่ถูกรัฐบาลข่มเหงเหมือนกัน แต่เหล่าพี่น้องก็ยังประกาศข่าวประเสริฐและสร้างคริสตจักรแห่งใหม่ ขณะที่งานข่าวประเสริฐของเราหยุดชะงัก ทั้งหมดเป็นเพราะฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไม่แบกรับภาระ และไร้ความรับผิดชอบ ฉันรู้สึกติดค้างพระเจ้ามากๆ สมัยที่ฉันเคยแบกรับภาระ ถ้าใครสืบค้นหนทางที่แท้จริง ฉันจะจัดเตรียมคนไปประกาศข่าวประเสริฐด้วยทันที และเมื่อเหล่าพี่น้องมีปัญหา ฉันก็สามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไข ยิ่งให้ความร่วมมือ ฉันยิ่งมีงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ งานข่าวประเสริฐของเรายิ่งเกิดผล และฉันก็รู้สึกสบายใจ และเพลิดเพลิน แต่ว่าในช่วงนี้ ฉันไม่แบกรับภาระในหน้าที่ งานข่าวประเสริฐจึงไม่เกิดผล คราวนี้ ในพระวจนะที่ว่า “ใครก็ตามที่แบกภาระยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อคริสตจักร ใครก็ตามที่แบกภาระเพื่อการเข้าสู่ชีวิต—พวกเขาจะเป็นผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า” ฉันถึงได้เข้าใจขึ้นบ้าง มีแค่คนที่เอาใจใส่น้ำพระทัยและคนที่แบกรับภาระ ที่จะถูกพระเจ้าทำให้เพียบพร้อมได้ ฉันยังตระหนักด้วยว่า ถ้าฉันพลิกฟื้นสภาวะที่เฉื่อยชาของตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่แค่กระทบต่องานของคริสตจักร แต่ฉันจะถูกเปิดเผยและขับออกด้วย พอคิดเรื่องนี้ ฉันก็กลัวขึ้นมาเล็กน้อย ฉันไม่อาจเฉื่อยชาและละเลยได้อีก ฉันอธิษฐาน ขอพระเจ้าทรงช่วยให้ฉันแบกรับภาระ และนำฉันในการคำนึงถึงน้ำพระทัย และทำหน้าที่ให้ดี

จากนั้น ฉันเลยหารือกับหัวหน้างานและหัวหน้ากลุ่ม ว่าไปประกาศข่าวประเสริฐที่ไหนได้อีก เราเจอหมู่บ้านหนึ่ง ที่ทุกคนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ตอนนั้นไม่มีคนเหมาะที่จะไป ฉันคิดว่า “คราวนี้ฉันต้องคำนึงถึงน้ำพระทัย ไม่แบกรับภาระเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ ฉันต้องรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างแข็งขัน” ฉันเลย อาสาไปประกาศข่าวประเสริฐที่หมู่บ้านนั้น แต่ฉันก็กังวลนิดหน่อย เพราะฉันไม่เคยไปเป็นพยานยืนยันให้งานในยุคสุดท้ายคนเดียวมาก่อน เลยกังวลว่าจะพูดได้ไม่ชัดเจน ฉันคิดว่า “ไม่รู้ว่าที่นั่นมีอินเทอร์เน็ตไหม ให้เหล่าพี่น้องที่ประกาศข่าวประเสริฐ สามัคคีธรรมทางออนไลน์ได้ไหมนะ?” ฉันตระหนักได้ว่าสภาวะนี้ผิด และฉันกำลังพึ่งพาผู้คน ฉันเลยอธิษฐานในใจ ขอให้พระเจ้าทรงมอบปัญญาและความเชื่อ ขณะฉันเผยแผ่ข่าวประเสริฐที่นั่น พอฉันไปถึง พี่น้องหญิงคนหนึ่งก็พาฉันตรงไปประกาศที่บ้านนายกเทศมนตรี ไม่คิดเลยว่า นายกเทศมนตรีจะอยากพาฉันไปหาศิษยาภิบาล พอได้ยิน ฉันก็ตื่นเต้น แต่ยังกังวลอยู่บ้างว่า “ฉันไม่เคยประกาศข่าวประเสริฐคนเดียว ถ้าศิษยาภิบาลมีมโนคติอันหลงผิด ฉันควรสามัคคีธรรมกับเขายังไง? ถ้าเกิดเขาไม่ยอมรับ แถมยังต่อต้านฉันล่ะ? เราจะยังเผยแผ่ข่าวประเสริฐที่หมู่บ้านนี้ได้ไหม?” ฉันรู้สึกหวั่นใจมาก พอไปถึงบ้านของศิษยาภิบาล ฉันก็อยากโทรให้เหล่าพี่น้องช่วย แต่มือถือฉันไม่มีเน็ต ฉันไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เลยพร่ำอธิษฐาน ให้พระเจ้าทรงอยู่ และมอบความเชื่อ ให้ฉันเป็นพยานยืนยันแก่งานในยุคสุดท้ายได้ หลังจากนั้น ฉันก็นึกถึงพระวจนะที่ว่า “หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทุกอย่างในชีวิตของเขาอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม สิ่งใดและทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง สร้างขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตาม พระดำริของพระเจ้า นี่คือหนทางที่พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือทุกสรรพสิ่ง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์) จริงด้วย พระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์ และทุกคน ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ก็ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ รวมถึงหัวใจและจิตวิญญาณของผู้คน ฉันต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า ฉันอธิษฐานถึงพระองค์ในใจว่า “พระเจ้า ถ้าศิษยาภิบาลคนนี้คือแกะของพระองค์ ข้าพระองค์ก็มั่นใจว่าเขาจะเข้าใจพระสุรเสียง และยอมรับงานของพระองค์” หลังอธิษฐาน ฉันก็สัมผัสได้ถึงความเข้มแข็งในใจ ราวกับทุกสิ่งเป็นไปได้เมื่อมีพระเจ้าเคียงข้าง แล้วฉัน ก็ใช้ความวิบัติกับเหตุการณ์ในโลกปัจจุบัน มาพูดถึงคำเผยพระวจนะเรื่องการเสด็จมา พอได้ฟังเขาก็เห็นด้วย และรู้สึกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าน่าจะทรงกลับมาแล้ว เขายังให้คนไปเรียกศิษยาภิบาลอีกสองคนมาฟังด้วย ฉันกลัวพูดได้ไม่ชัดเจน และแก้ไขปัญหาให้พวกเขาไม่ได้ จึงร้องหาพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ขอให้ทรงนำฉัน ฉันนึกถึงตอนที่พระเจ้าขอให้โมเสสนำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสรู้ว่า การเข้าเฝ้าฟาโรห์แห่งอียิปต์คงยากและอันตราย แต่เขามีท่าทีที่เชื่อฟังและนบนอบ พระเจ้าทรงอยู่กับเขา ทรงเกื้อหนุนเขา และด้วยการทรงนำ โมเสสก็พาชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ แล้วฉันก็นึกถึงเรื่องราวของดาวิดผู้มีชัยเหนือโกลิอัท เมื่อเห็นโกลิอัท ชาวอิสราเอลก็หวาดกลัว มีเพียงดาวิดที่กล้าออกมาสู้ ดาวิดพูดกับโกลิอัทว่า “ท่านมาหาข้าด้วยดาบ ด้วยหอกและด้วยหอกซัด แต่ข้ามาหาท่านในพระนามแห่งพระยาห์เวห์จอมทัพ” (1 ซามูเอล 17:45) ผลคือ ดาวิดฆ่าโกลิอัทด้วยกรวดเพียงก้อนเดียว ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ฉันเห็นว่า เมื่อเผชิญความยากลำบาก มีเพียงความเชื่อแท้จริงที่ทำให้เราเห็นกิจการของพระเจ้า และจุดจบของผู้คน คือจุดเริ่มต้นของพระเจ้า พอคิดเรื่องนี้ ฉันก็พบความกล้าหาญ

คราวนี้ ศิษยาภิบาลสองคนก็มา ฉันใช้คำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ สามัคคีธรรมกับพวกเขา เรื่องการทรงปรากฏและงานในรูปมนุษย์ ความหมาย และการทรงปรากฏในรูปมนุษย์คืออะไร ฉันยังเป็นพยานยืนยัน ว่าพระเจ้าเสด็จมาทรงงานพิพากษาและชำระให้บริสุทธิ์ ว่าพระนามในยุคสุดท้ายคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมา พอฟังแล้วศิษยาภิบาลคนแรกก็ตื่นเต้นจนร้องไห้ เขาเช็ดน้ำตาพลางพูดว่า “ผมประกาศเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้ามาสี่สิบกว่าปี และเฝ้าคอยการทรงกลับมาเกือบทั้งชีวิต ตอนนี้พระองค์ทรงกลับมาจริงๆ แล้ว! ผมขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่ได้ต้อนรับพระองค์ในวันนี้!” ได้ฟังที่เขาพูด ฉันก็ตื้นตันจนร้องไห้ไปด้วย แล้วก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่จริง สามัคคีธรรมของฉันไม่ครบถ้วนนัก การที่เขายอมรับข่าวประเสริฐ และเข้าใจพระวจนะได้ จึงล้วนเป็นเพราะการทรงนำ

ศิษยาภิบาลยอมรับเรื่องนี้ และบอกว่าจะให้ทั้งหมู่บ้านมาฟังการเทศนาของฉันในคืนนั้น ฉันตื่นเต้นมาก พร่ำขอบคุณพระเจ้าอยู่ในใจ ค่ำวันนั้น ศิษยาภิบาลและนายกเทศมนตรีชวนคนจากสองหมู่บ้านมาชุมนุมด้วยกัน และบอกข่าวดีเรื่องการทรงกลับมาแก่ทุกคน คืนนั้น มีคนยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายกว่าสามสิบคน บางคนที่มาก็บอกว่า “รัฐบาลประกาศสั่งห้ามเชื่อมาสี่ปีแล้ว เราทุกคนใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวด และคิดถึงการจัดชุมนุม ขอบคุณพระเจ้า!” อีกคนพูดด้วยความตื้นตันใจว่า “เราไม่ได้ชุมนุมมาหลายปีแล้ว คุณมาประกาศข่าวประเสริฐกับเรา เราเลยได้ยินพระสุรเสียง เรื่องนี้ฉันขอบคุณพระเจ้ามากๆ” ในหนึ่งคืน ข่าวประเสริฐก็ถูกเผยแผ่ไปทั่วหมู่บ้าน ฉันไม่คิดเลยว่า ครั้งแรกที่ประกาศข่าวประเสริฐ จะมีศิษยาภิบาล กับคนมากมายมายอมรับ มันเหลือเชื่อจริงๆ เลยค่ะ! ฉันรู้ว่านี่คือผลของงานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ฉันก็ยังคิดว่าตัวเองมีทักษะ และทำหน้าที่ได้ดี ฉันเริ่มภูมิใจ และพอใจกับสถานภาพอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว จึงแค่อยากให้น้ำผู้มาใหม่ร่วมกับพี่น้องหญิงที่ดูแลการให้น้ำ และไม่อยากไปประกาศอีก ช่วงนั้นฉันแทบไม่ถามถึงงานของคริสตจักร แถมอธิษฐานน้อยลง

วันหนึ่ง ฉันกำลังชาร์จมือถือ และเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ฉันเลยใส่ซิมเข้าไปในมือถืออีกเครื่อง แต่น่าแปลกใจที่มือถือเครื่องนั้นก็พัง ฉันถึงรู้ตัวว่า กำลังเอาหัวเดินต่างเท้า และนี่อาจเป็นการทรงบ่มวินัยจากพระเจ้า ฉันเลยเริ่มทบทวนปัญหาของตัวเอง ฉันได้อ่านพระวจนะที่ว่า “พวกเจ้าทั้งหมดดำรงอยู่ภายในสภาวะของความขี้เกียจ ไร้แรงจูงใจ ไม่เต็มใจที่จะทำการพลีอุทิศส่วนตัวอันใด หรือไม่ก็เจ้ารออย่างนิ่งเฉย และบางคนยังร้องทุกข์เสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของพระราชกิจของพระเจ้า และเป็นการยากสำหรับพวกเขาที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนเช่นนั้นรังเกียจความจริงและในท้ายที่สุดจะถูกขับออกไป ไม่มีผู้ใดเลยท่ามกลางพวกเขาที่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และไม่มีผู้ใดเลยที่อาจรอดชีวิต หากผู้คนไม่มีความแน่วแน่สักเล็กน้อยซึ่งใช้เพื่อต้านทานกำลังบังคับของซาตาน เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมเกินที่จะหวัง!(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การปฏิบัติ (7))จงอย่าเป็นผู้ติดตามพระเจ้าที่นิ่งเฉย และจงอย่าไล่ตามเสาะหาในสิ่งซึ่งทำให้เจ้าอยากรู้อยากเห็น เจ้าจะทำลายตัวเจ้าเองและทำให้ชีวิตของเจ้าล่าช้าโดยผ่านทางการเป็นอยู่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เจ้าต้องกำจัดความนิ่งเฉยและความไม่กระตือรือร้นเช่นนั้นออกไปจากตัวเจ้า และกลายมาเป็นเก่งกาจในเรื่องการไล่ตามเสาะหาสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวก และเอาชนะความอ่อนแอของตัวเจ้าเอง เพื่อที่เจ้าอาจได้รับความจริงและดำเนินชีวิตด้วยความจริง ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความอ่อนแอของเจ้า และข้อบกพร่องของเจ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้า ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้าและข้อบกพร่องอันใหญ่หลวงที่สุดของเจ้า คือการเป็นอยู่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเจ้าและการขาดความพึงปรารถนาที่จะแสวงหาความจริงของเจ้า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเจ้าทั้งหมด ก็คือสภาพจิตใจอันขี้ขลาดซึ่งเป็นที่มาให้พวกเจ้ามีความสุขกับสิ่งทั้งหลายในแบบที่พวกมันเป็น และแค่รออย่างนิ่งเฉย นี่คืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้าและศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา) พออ่านจบ ฉันก็ทบทวนตัวเอง ตอนที่เห็นข่าวประเสริฐเผยแผ่ไปทั่วหมู่บ้าน ฉันรู้สึกว่า พระเจ้าพอพระทัยกับการทำหน้าที่ของฉัน ฉันจึงภูมิใจ และพอใจในสถานภาพ และไม่อยากเผยแผ่ข่าวประเสริฐต่อ พองานเกิดผล ฉันก็ไม่แสวงหาความก้าวหน้าเพิ่มเติม ความอยากพอใจในสถานภาพของฉันแข็งแกร่งเกินไป แน่นอนว่า เมื่อก่อนฉันทำให้งานข่าวประเสริฐล่าช้าเพราะพอใจในสถานภาพ และตอนนี้ก็กำลังทำอีก พระเจ้าประสงค์ให้เราทุ่มเทหัวใจและความคิดในหน้าที่ พระเจ้าจะพอพระทัยกับการทำหน้าที่ของฉันได้ยังไง? ตอนนั้นฉันถึงตระหนักว่า ถ้าไม่ก้าวหน้าในหน้าที่ ฉันก็กำลังถอยหลังลงคลอง และในแง่การเข้าสู่ชีวิตและผลของการประกาศข่าวประเสริฐ ฉันจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ฉันพอใจกับสถานภาพเสมอ ไม่ไล่ตามความจริง และห่างเหินจากพระเจ้าขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาวคงได้แต่เป็นภัยต่อตัวฉันเอง การพึงพอใจกับสถานภาพ เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการไล่ตามความจริงและทำหน้าที่ ฉันคงได้แต่ทำร้าย และทำลายตัวเอง เหมือนที่พระวจนะกล่าวว่า “โดยผ่านทางการเป็นอยู่ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เจ้าจะทำลายตัวเจ้าเองและทำให้ชีวิตของเจ้าล่าช้า” และวิวรณ์ก็กล่าวว่า “เพราะว่าเจ้าเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็น เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา(วิวรณ์ 3:16) ฉันเป็นน้ำอุ่นในพระวจนะ ฉันไม่รู้ร้อนรู้หนาว แถมยังพอใจในสถานภาพ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันคงไม่เหลือความหวัง และคงถูกขับออกจริงๆ พอคิดเรื่องนี้ ฉันก็ค่อนข้างกลัว เลยอธิษฐานเพื่อกลับใจกับพระเจ้า ว่าไม่ว่าวันหลังจะเจอความยากลำบากใด ฉันก็จะพยายาม ไม่มีวันถอยหลัง พอใจในสถานภาพ

แต่พอ ฉันเริ่มกระตือรือร้นในการประกาศ ฉันก็เจออีกความยากลำบากครั้งใหญ่ เราถูกรายงาน ทางเทศบาลเลยรู้ว่ามีคนมาประกาศข่าวประเสริฐ ถ้าเราถูกพบตัว ก็น่าจะถูกจับพร้อมกับคนในหมู่บ้านและนายกเทศมนตรี พวกเขากลัวติดร่างแหไปด้วย เลยขอให้เราไปก่อน ไว้เรื่องซาค่อยกลับมา ฉันคิดว่า “ถ้าเราไป จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้มาใหม่เหล่านี้? พวกเขาเพิ่งยอมรับข่าวประเสริฐ และไม่มีรากฐานเลย แต่ถ้าเราทั้งคู่อยู่ต่อ ก็อาจดึงดูดความสนใจได้ง่ายๆ” สุดท้าย เราเลยตัดสินใจให้พี่น้องหญิงที่ให้น้ำกลับไป ส่วนฉันก็อยู่เกื้อหนุนผู้มาใหม่ที่หมู่บ้านนั้น แม้รู้ว่าการจัดเตรียมนี้เหมาะสมที่สุด แต่ฉันก็เศร้านิดหน่อย ฉันรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวโดยสมบูรณ์ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ศิษยาภิบาลยังมีมโนคติอันหลงผิดอยู่มาก และไม่แน่ใจในหนทางที่แท้จริง แถมยังกลัวถูกจับ เขาจึงอยากให้ฉันจากไปด้วย ฉันรู้สึกเสียใจมาก ศิษยาภิบาลกับนายกเทศมนตรีผลักไสฉัน มันเหมือนฉันไม่มีบ้านอยู่ มันทำให้ฉันขาดแรงจูงใจในการอธิษฐาน และคิดถึงบ้านเล็กน้อย ตอนสามัคคีธรรมกับศิษยาภิบาล ฉันเห็นว่าเขายังมีมโนคติอันหลงผิดอยู่มาก ฉันเลยเชื่อว่าเขาไม่มีความเข้าใจที่ดี พอเห็นคนมาชุมนุมไม่กี่คนเพราะกลัวโดนจับ ฉันก็ไม่แบกรับภาระในการเกื้อหนุนพวกเขา ตอนนั้นฉันคิดว่า “ยังดีที่มีคนมาอยู่บ้าง ฉันโทรไปหา แต่ที่เหลือก็ไม่มา ฉันทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว” แล้วจากนั้น ก็มีผู้มาใหม่เข้าชุมนุมตามปกติน้อยลงเรื่อยๆ ฉันติดอยู่ในความยากลำบาก และหดหู่ขึ้นเรื่อยๆ ต่อมา ฉันโทรคุยเรื่องสภาวะกับพี่น้องหญิงคนหนึ่ง และเธอก็ส่งพระวจนะบทตอนหนึ่งมาให้ “นี่คือลักษณะที่ผู้คนเป็นเมื่อพวกเขาไม่ได้รับความจริง พวกเขาล้วนดำรงชีวิตตามความหลงใหล—เป็นความหลงใหลที่ยากจะธำรงรักษาไว้ได้เป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาต้องมีใครบางคนประกาศและสามัคคีธรรมแก่พวกเขาทุกวัน ครั้นไม่มีผู้ใดให้น้ำและจัดเตรียมให้แก่พวกเขาและไม่มีผู้ใดเกื้อหนุนพวกเขา หัวใจของพวกเขาก็เย็นชาอีกครั้ง พวกเขาย่อหย่อนอีกครั้ง และเมื่อหัวใจของพวกเขาย่อหย่อน พวกเขาก็มีประสิทธิผลในหน้าที่ของตนน้อยลง หากพวกเขาทำงานหนักขึ้น ประสิทธิผลย่อมเพิ่มขึ้น การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาย่อมเกิดผลมากขึ้น และพวกเขาย่อมได้รับมากขึ้น นี่ใช่ประสบการณ์ของเจ้าหรือไม่?…ผู้คนต้องมีเจตจำนง มีเพียงผู้ที่มีเจตจำนงเท่านั้นที่จะสามารถเพียรพยายามเพื่อความจริงได้ และเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และทำให้ซาตานละอาย หากเจ้ามีความจริงใจเช่นนี้และไม่วางแผนเพื่อตัวเจ้าเอง แต่ทำเพียงเพื่อให้ได้รับความจริงและเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่นนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าก็จะกลายเป็นปกติและจะคงเส้นคงวาตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญรูปการณ์แวดล้อมใด เจ้าจะสามารถยืนหยัดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ไม่ว่าผู้ใดหรือสิ่งใดอาจมาชักนำเจ้าไปในทางที่ผิดหรือรบกวนเจ้า ไม่ว่าอารมณ์ของเจ้าจะดีหรือเสีย เจ้าก็จะยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้อย่างเป็นปกติ ในหนทางนี้ พระเจ้าย่อมจะสบายพระทัยเกี่ยวกับเจ้าได้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะสามารถประทานความรู้แจ้งในการเข้าใจหลักธรรมของความจริงแก่เจ้า และนำเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง และผลก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าย่อมจะได้มาตรฐานอย่างแน่นอน…เจ้าต้องมีความเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเชื่อว่าเหล่ามนุษย์นั้นก็แค่กำลังร่วมมือกับพระองค์ หากหัวใจของเจ้านั้นจริงใจ พระเจ้าจะทอดพระเนตรเห็น และพระองค์จะทรงเปิดกว้างเส้นทางทั้งหมดสำหรับเจ้า อันเป็นการทำให้ความลำบากยากเย็นทั้งหลายนั้นไม่ลำบากยากเย็นอีกต่อไป นี่เองคือความเชื่อที่เจ้าต้องมี เพราะฉะนั้นพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งอันใดในขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ตราบเท่าที่เจ้าใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของเจ้าและใส่หัวใจของเจ้าเข้าไปในการนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงทำให้สิ่งทั้งหลายนั้นลำบากยากเย็นสำหรับเจ้า หรือบังคับเจ้าให้ทำในสิ่งที่เจ้าไม่มีความสามารถที่จะทำได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ในการเชื่อในพระเจ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์) พอนำพระวจนะมาปรับใช้ ฉันก็เห็นว่า ฉันทำหน้าที่จากแค่ความกระตือรือร้น ไม่ใช่ความภักดีต่อพระเจ้า หลังจากเราถูกรัฐบาลข่มเหง นายกเทศมนตรีก็ขอให้ฉันจากไป และผู้มาใหม่ก็ไม่เข้าชุมนุมเพราะกลัวโดนจับ พอเจอเรื่องพวกนี้ ฉันก็ไม่มีท่าทีเชิงบวก ไม่แสวงหาการทรงนำ หรือให้น้ำผู้มาใหม่อย่างเต็มที่ พวกเขาจะได้วางรากฐานในความเชื่อ ฉันกลับกลายเป็นคนเฉื่อยชา และพอใจกับผู้มาใหม่ไม่กี่คน เพราะฉันไม่แบกรับภาระในหน้าที่ หรือแสวงหาความก้าวหน้า ผู้มาใหม่จึงเข้าชุมนุมตามปกติน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนที่พระวจนะกล่าวว่า “และเมื่อหัวใจของพวกเขาย่อหย่อน พวกเขาก็มีประสิทธิผลในหน้าที่ของตนน้อยลง หากพวกเขาทำงานหนักขึ้น ประสิทธิผลย่อมเพิ่มขึ้น การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาย่อมเกิดผลมากขึ้น และพวกเขาย่อมได้รับมากขึ้น” จริงมากเลยนะคะ เมื่อฉันแบกรับภาระ และเต็มใจยอมลำบาก ฉันก็ได้เห็นการทรงนำและพรของพระเจ้า และการประกาศข่าวประเสริฐของฉันก็ได้ผล แต่เมื่อเจอความยากลำบาก ฉันกลับไม่แบกรับภาระ ไม่รับผิดชอบ อ่อนแอและเฉื่อยชา จนขาดประสิทธิภาพในหน้าที่ การที่ฉันทำหน้าที่ได้ เป็นพระคุณของพระเจ้า แต่ฉันกลับทำให้ดีเพื่อสนองพระเจ้าไม่ได้ ฉันมันทำตัวกบฏเกินไปมาก!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะอีกหนึ่งบทตอนว่า “‘การยึดมั่นในหน้าที่ของตน’ หมายความว่ากระไร? หมายความว่าไม่ว่าคนเราจะเผชิญกับความลำบากยากเย็นอันใดก็ตาม พวกเขาจะไม่ยกมือยอมแพ้ หรือกลายเป็นผู้ละทิ้งกิจของตน หรือบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของตน พวกเขาทำทุกสิ่งที่ทำได้ นั่นคือการยึดมั่นในหน้าที่ของตน ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีการจัดการเตรียมการให้เจ้าทำบางสิ่ง ไม่มีผู้ใดเฝ้าดูเจ้า และไม่มีผู้ใดควบคุมดูแลเจ้าและกระตุ้นเจ้า การยึดมั่นในหน้าที่ของเจ้าจะมีลักษณะเช่นใด? (ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระองค์) การยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าคือขั้นตอนแรก นั่นคือส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในหน้าที่ อีกส่วนหนึ่งคือการทำสิ่งนั้นอย่างสุดหัวใจของเจ้าและสุดจิตใจของเจ้า เจ้าต้องทำเช่นใดเพื่อให้สามารถกระทำการอย่างสุดหัวใจของเจ้าและสุดจิตใจของเจ้า? เจ้าต้องยอมรับความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติ เจ้าต้องยอมรับและเชื่อฟังสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ เจ้าต้องปฏิบัติต่อหน้าที่ของเจ้าเสมือนเป็นกิจธุระส่วนตัวของเจ้าเอง ไม่พึงต้องให้ผู้ใดมากังวลสนใจ หรือเฝ้าดู ตรวจสอบและกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา หรือควบคุมดูแล—หรือแม้แต่ให้พวกเขาคอยจัดการและตัดแต่ง เจ้าต้องคิดกับตนเองว่า ‘การปฏิบัติหน้าที่นี้คือความรับผิดชอบของฉัน นี่เป็นส่วนของฉัน และในเมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งนี้ และฉันได้รับการบอกเล่าถึงหลักธรรมและเข้าใจหลักธรรมเหล่านั้นแล้ว ฉันก็จะมุ่งมั่นทำสิ่งนี้ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว ฉันจะทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งนี้สำเร็จด้วยดี ฉันจะหยุดก็ต่อเมื่อมีใครบางคนบอกว่า หยุด เท่านั้น จนกว่าจะถึงตอนนั้น ฉันจะทำสิ่งนี้ต่อไปด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว’ นี่คือความหมายของการยึดมั่นในหน้าที่ของเจ้าอย่างสุดหัวใจและสุดจิตใจของเจ้า ผู้คนควรประพฤติตนในลักษณะนี้ ดังนั้นเพื่อที่จะยึดมั่นในหน้าที่ของพวกเขาอย่างสุดหัวใจและสุดจิตใจของตน ใครบางคนต้องมีสิ่งใดติดตัวเอาไว้? ก่อนอื่นพวกเขาต้องมีมโนธรรมที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี นั่นคือขั้นต่ำสุด นอกเหนือจากนั้นแล้วพวกเขาต้องอุทิศตนอีกด้วย ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า คนเราต้องอุทิศตน คนเราต้องอุทิศตนแด่พระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และไม่อาจทำอย่างเสียไม่ได้ หรือล้มเหลวที่จะรับผิดชอบ การกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนหรือตามอารมณ์ของคนเราเองนั้นผิด และไม่ใช่การอุทิศตน การอุทิศตนอ้างอิงถึงสิ่งใด? การอุทิศตนหมายความว่า ขณะที่ทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วง เจ้าจะไม่ได้รับอิทธิพลและถูกจำกัดควบคุมโดยอารมณ์ สภาพแวดล้อม ผู้คน เรื่องทั้งหลาย หรือสิ่งทั้งหลาย เจ้าควรบอกตัวเองว่า ‘ฉันได้รับพระบัญชานี้จากพระเจ้าแล้ว พระองค์ได้ทรงมอบพระบัญชานี้ให้ฉันแล้ว นี่คือสิ่งที่ฉันถูกคาดหมายให้ทำ เพราะฉะนั้น ฉันจะทำการนี้โดยคำนึงถึงการนี้ในฐานะกิจการงานของฉันเอง ในหนทางใดก็ตามที่ให้ผลลัพธ์ที่ดี โดยให้ความสำคัญกับการทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย’ เมื่อเจ้ามีสภาวะนี้ เจ้าไม่เพียงถูกควบคุมโดยมโนธรรมของเจ้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการอุทิศตนอีกด้วย หากเจ้าเพียงแค่พอใจที่จะทำให้สำเร็จเท่านั้น โดยไม่ใฝ่สูงที่จะมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ทั้งหลาย และรู้สึกว่าเพียงแค่ใช้ความพยายามออกไปบ้างก็เพียงพอแล้ว เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นเพียงแค่มาตรฐานของมโนธรรม และไม่สามารถนับเป็นการอุทิศได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) หลังอ่านพระวจนะ ฉันก็เข้าใจวิธีทำตามหน้าที่ ฉันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ ฉันเลยต้องทำเต็มที่ให้มันดี ไม่ต้องให้ใครมากำกับ ไม่ว่าจะเจอความยากลำบาก หรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ ไม่ว่าฉันต้องทนทุกข์หรือไม่ ฉันก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากพระเจ้า และทำหน้าที่ให้ดี ตราบใดที่งานข่าวประเสริฐยังดำเนินอยู่ ฉันก็ต้องทำทุกอย่างที่ทำได้ และทำราวกับหน้าที่คือภารกิจ ฉันไม่อาจล้มเลิก ปัดความรับผิดชอบ หรือทำตามอารมณ์ แล้วฉันก็จะยึดมั่นในหน้าที่

ต่อมา ฉันได้ไปสามัคคีธรรมกับผู้มาใหม่ที่ไม่เข้าชุมนุม บอกว่า “ถ้าช่วงค่ำคุณไปสามัคคีธรรมไม่ได้ กลางวันถ้าคุณพอมีเวลา ฉันมาสามัคคีธรรมกับคุณได้นะคะ” บางคนเลยตื้นตันใจ และเต็มใจจะมาชุมนุม ค่ำวันหนึ่ง ฉันจัดชุมนุมกับศิษยาภิบาลและคนในหมู่บ้าน บอกว่า “ตอนนี้ งานของพระเจ้ากำลังจะปิดตัว เราจึงไม่ควรกลัวที่จะชุมนุมเพื่ออ่านพระวจนะ เพราะการข่มเหงของรัฐบาล ถ้าทำแบบนั้น เราจะเสียความรอดของพระเจ้า ตอนนี้ความวิบัติกำลังทวีขึ้น และมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ช่วยเราให้รอดได้ เราควรเชื่อว่าพระเจ้าทรงปกครองทุกสิ่ง ควรมีความเชื่อในพระเจ้า และไม่ถอยหนีการข่มเหงที่อยู่ตรงหน้า ฉันประกาศข่าวประเสริฐในหมู่บ้านของคุณ ถ้าเจอตัวฉัน พวกเขาก็จะจับฉัน ฉันเป็นแค่หญิงสาวคนหนึ่งที่กลัวโดนจับ ทำไมฉันถึงไม่จากไปล่ะ? เพราะนี่คือความรับผิดชอบของฉัน คุณเพิ่งยอมรับข่าวประเสริฐ และในที่สุดก็ได้ยินพระสุรเสียง การข่มเหงเพียงเล็กน้อยนี้มาถึง และคุณขอให้ฉันไปเสีย แต่ถ้าฉันจากไปเพื่อปกป้องตัวเอง และทิ้งพวกคุณทุกคน นั่งคงเป็นการละเลยต่อหน้าที่” พอฉันพูดไปอย่างซื่อสัตย์ ศิษยาภิบาลก็บอกคนในหมู่บ้านว่า “จากนี้ไปเราต้องปกป้องเธอ อย่าบอกใครว่าเธอประกาศข่าวประเสริฐอยู่ที่หมู่บ้านนี้ ถ้าใครถาม ให้ตอบไปว่าไม่รู้” พอได้ยินที่เขาพูด ฉันก็ตื้นตันใจมาก ถึงยังมีมโนคติอันหลงผิดมากมาย เขาก็เต็มใจแสวงหา ฉันเลยสามัคคีธรรมโดยมุ่งที่มโนคติอันหลงผิดของเขา และเหล่าพี่น้อง ก็ส่งพระวจนะบางส่วนไปให้เขา เขาฟังอย่างตั้งใจ และมโนคติอันหลงผิดก็ได้รับการแก้ไข จากนั้น ศิษยาภิบาลก็มาชุมนุมอย่างแข็งขัน แถมบอกคนในหมู่บ้านว่า “ผมอยากให้ทุกคนมาชุมนุม เราต้องยอมรับและตามงานแห่งยุคสุดท้ายให้ทัน และไม่ล้าหลัง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมา!” ขอบคุณพระเจ้า! จากประสบการณ์นี้ ฉันได้เห็นจริงๆ ว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ เมื่อก่อนฉันได้แต่พูดว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ แต่ตอนนี้ฉันได้ประสบแล้วว่า ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์จริงๆ และตราบใดที่ร่วมมืออย่างจริงใจ พระเจ้าก็จะทรงนำ กับพระเจ้า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

ผ่านไปสักระยะ เจ้าหน้าที่ก็มาที่หมู่บ้าน และจับฉันกับศิษยาภิบาลไปที่เทศบาล ฉันกังวลใจ และหวาดกลัว แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ และในเมื่อพระเจ้าทรงอนุญาตให้สภาพแวดล้อมนี้มาถึงฉัน ฉันก็ควรเชื่อฟัง ขณะเดินอยู่ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าเงียบๆ ขอให้ทรงอยู่กับฉัน ฉันนึกถึงพระวจนะที่ว่า “ไม่ว่าซาตานจะ ‘ทรงพลัง’ เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะมีมากเพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ยั่วยวนและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างขวางเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายที่มันใช้ข่มขวัญมนุษย์จะฉลาดแยบยลเพียงใด ไม่ว่ารูปสัณฐานที่มันใช้ในการดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายเพียงใด แต่มันก็ไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมวัตถุใดๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้น ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่กำเนิดจากมัน หรือดำรงอยู่เพราะมัน ไม่มีบุคคลใดหรือวัตถุใดที่อยู่ใต้ปกครองของมัน หรือในการควบคุมของมัน ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต้องเชื่อฟังคำสั่งและพระบัญชาทั้งหมดของพระเจ้าด้วย หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะแตะต้องแม้น้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดินได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่มีอิสระที่จะเคลื่อนย้ายฝูงมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ ไม่พักต้องพูดถึงมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1) พอคิดถึงพระวจนะ ฉันก็สงบใจ และไม่กลัวมากนัก และเชื่อว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์

ที่เทศบาล ฉันกับศิษยาภิบาลถูกขังไว้ในห้องเพื่อสอบปากคำ ตอนนั้น อาการไมเกรนของเขากำเริบ เขาไม่มีแรง ทั้งมือและเท้าสั่นเทิ้ม เขาเจ็บปวด และกังวลว่าจะตายอยู่ที่นั่น ฉันเลยสามัคคีธรรมว่า “สภาพแวดล้อมนี้ คือการทดสอบสำหรับเรา เพื่อดูว่าเราติดตามพระเจ้าจริงไหม ทุกสิ่งล้วนอยู่ในพระหัตถ์ ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต ซาตานก็จะไม่ทำอะไรเรา เราจึงต้องมีความเชื่อ” หลังสามัคคีธรรม ศิษยาภิบาลก็ตื้นตันจนร้องไห้ บอกว่า “ขอบคุณพระเจ้า! ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ พระเจ้าทรงอยู่กับเรา ผมจะกลัวตายไม่ได้” แล้วเขาก็บอกฉันว่า “ถ้าเราโดนสอบปากคำ ผมจะบอกพวกนั้นว่าคุณเป็นลูกสาวผม และคุณอยู่ที่นี่เพื่อช่วยงานผม” นั่นทำให้ ฉันกับศิษยาภิบาลมั่นใจในการประสบกับสภาพแวดล้อมนี้ สุดท้าย เจ้าหน้าที่เทศบาลปรับเราคนละสามร้อยหยวนก่อนจะปล่อยตัว

หลังถูกจับครั้งนี้ ฉันก็ได้เห็นพระอธิปไตยอันเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ เห็นว่าหัวใจและจิตวิญญาณของผู้คนล้วนอยู่ในพระหัตถ์ แม้เส้นทางของการประกาศข่าวประเสริฐจะยากและอันตราย แต่ระหว่างนี้ ฉันก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้าง เมื่อก่อนเวลาถูกข่มเหง ฉันจะเฉื่อยชา แต่ตอนนี้พอเจออันตราย ฉันก็รับผิดชอบอย่างแข็งขันได้ การเปลี่ยนแปลงและประโยชน์อันล้ำค่านี้ คือสิ่งที่ฉันไม่อาจได้จากทางอื่นค่ะ ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คลายปมในใจ

โดย ชุน หยี่, ประเทศจีน มันเกิดขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ระหว่างที่ฉันรับหน้าที่ข่าวประเสริฐในคริสตจักร ในตอนนั้น...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger