5. ความเชื่อในพระเจ้าไม่ควรเป็นเพียงการแสวงหาสันติสุขและพระพรเท่านั้น
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ได้รับนับตั้งแต่ที่เขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า? เจ้าได้รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าบ้าง? เจ้าเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดเพราะความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า? วันนี้พวกเจ้าทุกคนรู้ว่าความเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์นั้นไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อความรอดของดวงจิตและความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนังเท่านั้น และไม่ได้เป็นไปเพื่อการทำให้ชีวิตของเขารุ่มรวยขึ้นโดยผ่านทางการรักพระเจ้า เป็นต้น ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หากเจ้ารักพระเจ้าเพื่อความอยู่ดีมีสุขของเนื้อหนังหรือความเพลิดเพลินเพียงชั่วครู่ เช่นนั้นแล้ว แม้ว่าในท้ายที่สุดความรักที่เจ้ามีต่อพระเจ้าจะไปถึงจุดสูงสุดและเจ้าไม่ได้ร้องขออะไรมากไปกว่านั้น แต่ความรักที่เจ้าแสวงหานี้ก็ยังคงเป็นความรักที่ปลอมปนและไม่เป็นที่ยินดีของพระเจ้า พวกที่ใช้ความรักพระเจ้ามาทำให้การดำรงอยู่อันโฉดเขลาของตนรุ่มรวยขึ้นและเติมช่องว่างในหัวใจของตนนั้นคือผู้คนประเภทที่โลภในชีวิตที่สะดวกสบาย ไม่ใช่ผู้ที่พยายามที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริง ความรักประเภทนี้ต้องมานะพยายาม เป็นการไล่ตามเสาะหาความพึงพอใจทางจิตใจ และพระเจ้าไม่ทรงต้องประสงค์ความรักแบบนี้ เช่นนั้นแล้ว ความรักของเจ้าคือความรักประเภทใดกัน? เจ้ารักพระเจ้าเพื่ออะไร? มีความรักพระเจ้าอันแท้จริงอยู่มากเพียงใดภายในตัวเจ้าในขณะนี้? ความรักของพวกเจ้าส่วนใหญ่คือความรักประเภทที่ได้กล่าวมาแล้ว ความรักเช่นนี้สามารถคงไว้ได้เพียงสถานะที่เป็นอยู่เท่านั้น ไม่สามารถสัมฤทธิ์สภาวะที่มิอาจเปลี่ยนแปลงไปอีกได้ อีกทั้งไม่สามารถหยั่งรากลงในตัวมนุษย์ได้ ความรักประเภทนี้เป็นดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานและเหี่ยวเฉาโดยที่ไม่ได้ออกผลเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลังจากที่เจ้ารักพระเจ้าในหนทางเช่นนี้แล้ว หากไม่มีผู้ใดคอยนำเจ้าบนเส้นทางข้างหน้า เมื่อนั้นเจ้าก็จะช่วยตัวเองไม่ได้ หากเจ้าสามารถรักพระเจ้าได้เพียงในช่วงเวลาของการรักพระเจ้าเท่านั้น แต่ในภายหลังอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะยังคงไม่สามารถหนีพ้นอิทธิพลของความมืดที่แผ่คลุมอยู่ เจ้าจะยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของซาตานและเล่ห์เพทุบายของมัน บุคคลเช่นนี้ไม่สามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในท้ายที่สุดแล้ว วิญญาณ ดวงจิต และร่างกายของพวกเขาจะยังคงเป็นของซาตาน ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการนี้เลย ทุกคนที่ไม่สามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์จะคืนกลับไปยังสถานที่ดั้งเดิมของพวกเขา นั่นคือ กลับไปหาซาตาน และพวกเขาจะลงไปที่บึงไฟและกำมะถันเพื่อรับการลงโทษขั้นต่อไปจากพระเจ้า บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงรับไว้คือผู้ที่กบฏต่อซาตานและหนีพ้นจากอำนาจของมัน พวกเขาถูกนับรวมอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าเป็นผู้คนแห่งราชอาณาจักร นี่คือสิ่งที่ผู้คนแห่งราชอาณาจักรเป็น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้เชื่อควรที่จะยึดถือทัศนคติแบบใด
วันนี้ เพื่อเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงชีวิตจริง เจ้าต้องย่างเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่ควรแสวงหาเพียงพรเท่านั้น แต่ควรพยายามรักพระเจ้าและรู้จักพระเจ้า เจ้าสามารถดื่มและกินพระวจนะของพระเจ้า พัฒนาความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า และมีความรักที่แท้จริงในพระเจ้า ซึ่งมาจากภายในสุดของหัวใจของเจ้าโดยผ่านทางความรู้แจ้งของพระองค์ โดยผ่านทางการแสวงหาของเจ้าเอง กล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อความรักเพื่อพระเจ้าของเจ้าเป็นจริงแท้ที่สุด และไม่มีผู้ใดสามารถทำลายหรือขัดขวางความรักที่เจ้ามีให้กับพระองค์ได้ ในเวลานี้เองเจ้าจะอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า นี่พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นของพระเจ้า เพราะหัวใจของเจ้าอยู่ในการทรงครองของพระเจ้าอยู่แล้ว และไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถครอบครองเจ้าได้ โดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้า โดยผ่านทางราคาที่เจ้าได้ยอมจ่าย และโดยผ่านทางพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าสามารถพัฒนาความรักที่ไม่ต้องบังคับเพื่อพระเจ้าได้—และเมื่อเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าจะกลายเป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตาน และจะมาใช้ชีวิตในความสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้า มีเพียงเมื่อเจ้าได้พ้นเป็นอิสระจากอิทธิพลแห่งความมืดแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถพูดได้ว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า ในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าต้องพยายามแสวงหาเป้าหมายนี้ นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ละคน ไม่มีพวกเจ้าคนใดที่ควรพึงพอใจกับสถานะของเรื่องราวเหตุการณ์ในปัจจุบัน เจ้าไม่สามารถสองจิตสองใจต่อพระราชกิจของพระเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่สามารถมองพระราชกิจของพระเจ้าว่าไม่สำคัญ เจ้าควรนึกถึงพระเจ้าในทุกประการและตลอดเวลา และทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของพระองค์ และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าพูดหรือกระทำ เจ้าควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเป็นอันดับแรก ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า
ใครบางคนที่รับใช้พระเจ้าไม่ควรที่จะรู้เฉพาะวิธีทนทุกข์เพื่อพระองค์ ที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขาควรเข้าใจว่าจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้า พระเจ้าทรงใช้เจ้าไม่ใช่เพียงเพื่อถลุงเจ้าและทำให้เจ้าทนทุกข์ แต่กลับเป็นว่าพระองค์ทรงใช้ประโยชน์จากเจ้าเพื่อที่เจ้าอาจได้รู้จักการกระทำของพระองค์ รู้จักนัยสำคัญที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อที่เจ้าอาจได้รู้ว่าการรับใช้พระเจ้าไม่ใช่กิจอันง่ายดายเสียมากกว่า การผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เกี่ยวกับการชื่นชมพระคุณ แต่กลับเกี่ยวกับการทนทุกข์เพื่อความรักของเจ้าที่มีต่อพระองค์เสียมากกว่า ในเมื่อเจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า เจ้าก็ต้องชื่นชมการตีสอนของพระองค์ด้วยเช่นกัน เจ้าต้องผ่านประสบการณ์กับการนี้ทั้งหมด เจ้าสามารถผ่านประสบการณ์กับความรู้แจ้งของพระเจ้าในตัวเจ้าได้ และเจ้าก็ยังสามารถมีประสบการณ์กับวิธีที่พระองค์ทรงตัดแต่งเจ้าและพิพากษาเจ้าได้เช่นกัน ในหนทางนี้ ประสบการณ์ของเจ้าจะครอบคลุมเบ็ดเสร็จ พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์กับเจ้าจนเสร็จสิ้น พระวจนะของพระเจ้าตัดแต่งเจ้าแล้ว แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้ให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่เจ้าอีกด้วย เมื่อเจ้าอยู่ในด้านลบและอ่อนแอ พระเจ้าทรงกังวลถึงเจ้า พระราชกิจนี้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อให้เจ้ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับมนุษย์นั้นอยู่ภายในการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า เจ้าอาจคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นเกี่ยวกับความทุกข์ หรือการทำสิ่งทั้งหลายในทุกลักษณะเพื่อพระองค์ เจ้าอาจคิดว่าจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือเพื่อที่เนื้อหนังของเจ้าอาจอยู่ในสันติสุข หรือเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเจ้าดำเนินไปอย่างราบรื่น หรือเพื่อที่เจ้าอาจรู้สึกชูใจและสบายใจในทุกสรรพสิ่ง อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์เหล่านี้ไม่มีจุดประสงค์ใดเลยที่ผู้คนควรยึดติดไปกับการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา หากเจ้าเชื่อเพราะจุดประสงค์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้วมุมมองของเจ้าก็ไม่ถูกต้อง และมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม การกระทำของพระเจ้า อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระปรีชาญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ และความน่าอัศจรรย์กับความมิอาจหยั่งลึกได้ของพระองค์ ทั้งหมดเป็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนควรจะเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจนี้ เจ้าควรใช้มันเพื่อปลดปล่อยหัวใจของเจ้าให้เป็นอิสระจากข้อเรียกร้อง ความหวัง และมโนคติที่หลงผิดส่วนตัวทั้งหมด โดยการกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปเท่านั้น เจ้าจึงสามารถประจวบพ้องกับสภาพเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงเรียกร้องได้ และโดยการทำสิ่งนี้เท่านั้นนั่นเอง เจ้าจึงสามารถมีชีวิตและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ จุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือการทำให้พระองค์พึงพอพระทัยและใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ เพื่อที่การกระทำและพระสิริของพระองค์อาจได้รับการสำแดงโดยผ่านทางผู้คนที่ไม่ควรค่ากลุ่มนี้ นี่คือมุมมองที่ถูกต้องสำหรับการเชื่อในพระเจ้า และนี่ก็เป็นเป้าหมายที่เจ้าควรแสวงหาอีกด้วย เจ้าควรมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าและเจ้าควรพยายามให้ได้มาซึ่งพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจำเป็นต้องกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและเจ้าต้องมีความสามารถที่จะดำเนินชีวิตตามความจริงได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นกิจการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาล ตลอดจนพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พระองค์ทรงทำในเนื้อหนังได้ ผู้คนสามารถซาบซึ้งได้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ในตัวพวกเขาอย่างไรกันแน่และสิ่งใดคือเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขาโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพวกเขา จุดประสงค์ของการนี้ทั้งหมดคือการกำจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของผู้คนทิ้งไป เมื่อได้ขับความไม่สะอาดและความไม่ชอบธรรมในตัวเจ้าออกไปแล้ว และเมื่อได้ปลดเปลื้องเจตนาที่ผิดทั้งหลายของเจ้าแล้ว และเมื่อได้พัฒนาความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าขึ้นมาแล้ว—ด้วยความเชื่อที่แท้จริงเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าสามารถเพียงแค่รักพระเจ้าอย่างจริงแท้ได้บนรากฐานของการเชื่อของเจ้าในพระองค์ เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความรักต่อพระเจ้าโดยปราศจากการเชื่อในพระองค์ได้หรือ? ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าย่อมไม่สามารถเลอะเลือนในเรื่องนี้ได้ ผู้คนบางคนกลายเป็นเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงทันทีที่พวกเขามองเห็นว่าความเชื่อในพระเจ้าจะนำพรมาให้พวกเขา แต่แล้วก็สูญเสียพลังงานทั้งหมดไปทันทีที่พวกเขามองเห็นว่าพวกเขาต้องทนทุกข์กับกระบวนการถลุง นั่นคือการเชื่อในพระเจ้าหรือ? ในท้ายที่สุด เจ้าต้องสัมฤทธิ์การนบนอบโดยบริบูรณ์ทุกประการเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในความเชื่อของเจ้า เจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ก็ยังคงมีข้อเรียกร้องต่อพระองค์ มีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนามากมายที่เจ้าไม่สามารถวางลงได้ มีผลประโยชน์ส่วนตัวที่เจ้าไม่สามารถปล่อยมือได้ และเจ้ายังคงแสวงหาพรแห่งเนื้อหนังและต้องการให้พระเจ้าช่วยกู้เนื้อหนังของเจ้า เพื่อช่วยดวงจิตของเจ้าให้รอด—เหล่านี้คือพฤติกรรมทั้งหมดของผู้คนที่มีมุมมองที่ผิด แม้ว่าผู้คนซึ่งมีการเชื่อทางศาสนามีความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาและไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้เรื่องพระเจ้า แต่กลับแสวงหาเพียงแค่ผลประโยชน์ของเนื้อหนังของพวกเขาเสียมากกว่า หลายคนท่ามกลางพวกเจ้ามีความเชื่อซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ของความเชื่อมั่นทางศาสนา นี่ไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า เพื่อที่จะเชื่อในพระเจ้า ผู้คนต้องครองหัวใจซึ่งถูกตระเตรียมที่จะทนทุกข์เพื่อพระองค์และมีเจตจำนงที่จะมอบตัวพวกเขาเองให้ทั้งหมด ความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้านั้นใช้ไม่ได้ และพวกเขาจะไม่มีความสามารถที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้คนประจวบพ้องกับสภาพเงื่อนไขสองอย่างนี้ เฉพาะผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง แสวงหาความรู้เรื่องพระเจ้า และไล่ตามเสาะหาชีวิตอย่างแท้จริงเท่านั้นคือบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง
บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร? การเชื่อในพระเจ้าหมายความถึงการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใช่หรือไม่? นั่นหมายความถึงการขึ้นสู่สวรรค์ใช่หรือไม่? การที่เชื่อในพระเจ้าไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย การฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเหล่านั้นควรถูกกวาดล้าง การไล่ตามเสาะหาการรักษาคนป่วยและการขับไล่บรรดาปีศาจ การจดจ่ออยู่กับหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การละโมบอยากได้พระคุณจากพระเจ้า สันติสุข และความชื่นบานมากยิ่งขึ้น การไล่ตามเสาะหาความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และความสุขสบายของเนื้อหนัง—เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนา และการฝึกฝนปฏิบัติทางศาสนาเช่นนั้นเป็นการเชื่อประเภทที่คลุมเครือ อะไรคือการเชื่อแท้จริงในพระเจ้าในวันนี้? นั่นคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงชีวิตของเจ้าและการรู้จักพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ในความรักที่แท้จริงสำหรับพระองค์ กล่าวให้ชัดเจนก็คือ การเชื่อในพระเจ้าเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจนบนอบพระเจ้า รักพระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ซึ่งควรได้รับการลุล่วงโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้า เจ้าจะต้องสัมฤทธิ์ในความรู้หนึ่งเกี่ยวกับความน่ารักน่าชื่นชมของพระเจ้า เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงคู่ควรเพียงใดต่อความเคารพ เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์และการทำให้พวกเขามีความเพียบพร้อม—เหล่านี้คือสาระจำเป็นอันประจักษ์แจ้งของการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นการสลับเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งของเนื้อหนังไปสู่ชีวิตหนึ่งของการรักพระเจ้า จากการใช้ชีวิตภายในความเสื่อมทรามไปสู่การใช้ชีวิตภายในชีวิตของพระวจนะของพระเจ้า นั่นคือการออกมาจากภายใต้อำนาจของซาตานและการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลเอาพระทัยใส่และการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้า นั่นคือการที่สามารถจะสัมฤทธิ์ความนบนอบต่อพระเจ้าและความไม่นบนอบต่อเนื้อหนัง นั่นคือการยอมให้พระเจ้าทรงได้รับหมดทั้งหัวใจของเจ้า ยอมให้พระเจ้าทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม และปลดปล่อยตัวเจ้าเองเป็นอิสระจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่มหาฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าอาจได้รับการสำแดงในตัวเจ้า เพื่อที่เจ้าอาจติดตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำให้แผนของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง และสามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ต่อหน้าซาตาน การเชื่อในพระเจ้าไม่ควรวนเวียนอยู่กับความอยากที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ อีกทั้งไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเนื้อหนังส่วนตัวของเจ้า นั่นควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหาการรู้จักพระเจ้า และการสามารถนบนอบพระเจ้า และ เช่นเดียวกับเปโตร การนบนอบพระองค์จนกระทั่งคนเราถึงแก่ความตาย เหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลักของการเชื่อในพระเจ้า พวกเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าและทำให้พระองค์พึงพอพระทัย การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เจ้ามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า เพียงหลังจากนั้นแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถนบนอบพระองค์ได้ ด้วยความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรักพระองค์ได้ และนี่คือเป้าหมายที่มนุษย์ควรมีในการเชื่อของเขาในพระเจ้า ในการเชื่อของเจ้าในพระเจ้า หากเจ้ากำลังพยายามที่จะได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วทัศนคติของการเชื่อนี้ในพระเจ้าก็ย่อมผิด การเชื่อในพระเจ้าโดยหลักแล้วคือการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความเป็นจริงชีวิต จุดมุ่งหมายของพระเจ้านั้นบรรลุได้ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์ไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดถือพระวจนะไว้ภายในตัวเจ้าเท่านั้น ในการเชื่อในพระเจ้า มนุษย์ควรเพียรพยายามให้ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพื่อสามารถนบนอบพระเจ้า และเพื่อความนบนอบอันครบบริบูรณ์ต่อพระเจ้า หากเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าได้โดยปราศจากคำพร่ำบ่น คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า สัมฤทธิ์วุฒิภาวะของเปโตร และมีลีลาแบบเปโตรตามที่พระเจ้าได้ตรัสถึง เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมจะเป็นเวลาที่เจ้าได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว และนั่นจะมีนัยสำคัญว่าเจ้าได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าแล้ว
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า
เจ้าหวังว่าความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าจะไม่พ่วงเอาความท้าทายหรือความทุกข์ลำบากอันใด หรือความยากลำบากแม้เพียงน้อยนิดมาด้วย เจ้าไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งไร้ค่าเสมอ และเจ้าไม่ให้คุณค่ากับชีวิต แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับให้ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเจ้าเองมาก่อนความจริง เจ้าช่างไร้ค่ายิ่งนัก! เจ้ามีชีวิตอยู่เหมือนสุกรตัวหนึ่ง—มีความแตกต่างอะไรเล่าระหว่างตัวเจ้า และพวกสุกรกับพวกสุนัข? พวกที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับรักเนื้อหนัง ไม่ใช่สัตว์ร้ายทั้งหมดหรอกหรือ? พวกที่ตายไปแล้วและปราศจากจิตวิญญาณไม่ใช่ซากศพที่เดินได้หรอกหรือ? วจนะมากมายเพียงใดแล้วที่ได้กล่าวไปท่ามกลางพวกเจ้า? งานที่ได้ถูกกระทำไปท่ามกลางพวกเจ้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างนั้นหรือ? เราได้จัดเตรียมไปมากเพียงใดแล้วท่ามกลางพวกเจ้า? แล้วเหตุใดเจ้ายังไม่ได้รับมัน? เจ้ามีอะไรให้ต้องร้องทุกข์หรือ? นี่ไม่ใช่กรณีที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพราะเจ้าหลงรักเนื้อหนังมากเกินไปหรอกหรือ? และนี่ไม่ใช่เพราะความคิดของเจ้านั้นฟุ้งซ่านเกินไปหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าโง่เง่าเกินไปหรอกหรือ? หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะได้รับพรเหล่านี้ เจ้าสามารถติเตียนพระเจ้าเพราะการที่ไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดได้อย่างนั้นหรือ? สิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือการที่จะสามารถได้รับสันติสุขภายหลังการเชื่อในพระเจ้า เพื่อลูกหลานของเจ้าจะได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ เพื่อสามีของเจ้าจะมีงานที่ดี เพื่อบุตรชายของเจ้าจะได้เจอภรรยาที่ดี เพื่อบุตรสาวของเจ้าจะได้เจอสามีที่มีความประพฤติดีเหมาะสม เพื่อม้าและโคของเจ้าจะไถพรวนผืนดินได้ดี เพื่อปีที่มีสภาพอากาศที่ดีสำหรับพืชผลของเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหา การไล่ตามเสาะหาของเจ้าก็เพียงเพื่อจะมีชีวิตในความสุขสบาย เพื่อที่จะไม่มีอุบัติภัยตกมาถึงครอบครัวของเจ้า เพื่อที่สายลมจะโชยผ่านเจ้า เพื่อที่ใบหน้าของเจ้าจะไม่สัมผัสกรวดทราย เพื่อที่พืชผลของครอบครัวเจ้าจะไม่ถูกน้ำท่วม ไม่ได้รับผลกระทบจากความวิบัติอันใด เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้า เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในรังอันอุ่นสบาย คนขี้ขลาดอย่างเจ้าผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาเนื้อหนังเสมอนั้น—เจ้ามีหัวใจ เจ้ามีจิตวิญญาณหรือไม่? เจ้าไม่ใช่สัตว์ร้ายหรอกหรือ? เราให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้าโดยไม่ได้ขออะไรกลับคืน กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? เรามอบชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงให้แก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ยังไม่ไล่ตามเสาะหา เจ้าไม่ได้ต่างอะไรจากสุกรหรือสุนัขตัวหนึ่งหรอกหรือ? พวกสุกรไม่เสาะหาชีวิตของมนุษย์ พวกมันไม่ไล่ตามเสาะหาการได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพวกมันไม่เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกมันกินกันจนอิ่มแปล้ มันก็แค่หลับไป เราได้ให้หนทางที่แท้จริงแก่เจ้า กระนั้นเจ้าก็ไม่ได้รับมัน เจ้าเป็นคนมือเปล่า เจ้าเต็มใจที่จะดำเนินต่อไปในชีวิตนี้ ชีวิตของสุกรตัวหนึ่งหรือไม่? อะไรคือนัยสำคัญของการที่ผู้คนเช่นนั้นมีชีวิตอยู่? ชีวิตของเจ้าช่างน่าเหยียดหยามและต่ำศักดิ์ เจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโสมมและความเสเพล และเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายใดเลย ชีวิตของเจ้าไม่ได้ต่ำศักดิ์ที่สุดในบรรดาสิ่งทั้งหมดหรอกหรือ? เจ้ากล้าเผชิญหน้าพระเจ้ากระนั้นหรือ? หากเจ้ามีประสบการณ์ในหนทางนี้ต่อไป เจ้าย่อมจะไม่ได้สิ่งใดเลยไม่ใช่หรือ? หนทางที่แท้จริงได้ถูกมอบให้เจ้าไปแล้ว แต่การที่เจ้าจะสามารถรับไว้จนถึงที่สุดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาส่วนบุคคลของตัวเจ้าเอง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา
วันนี้เจ้ารักพระเจ้ามากเพียงใด? และเจ้ารู้จักทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำในตัวเจ้ามากเพียงใด? เหล่านี้คือบทเรียนที่เจ้าควรเรียนรู้ เมื่อพระเจ้าเสด็จมาบนแผ่นดินโลก ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำในตัวมนุษย์และยอมให้มนุษย์มองเห็นนั้น ก็เพื่อที่มนุษย์จะรักพระองค์และรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง การที่มนุษย์สามารถทนทุกข์เพื่อพระเจ้า และสามารถมาไกลถึงเพียงนี้ได้แล้วนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรักของพระเจ้า และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะความรอดของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะการพิพากษาและพระราชกิจแห่งการตีสอนที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินการในมนุษย์ หากเจ้าปราศจากการพิพากษา การตีสอน และบททดสอบของพระเจ้า และหากพระเจ้ามิได้ทรงทำให้พวกเจ้าต้องทนทุกข์ เช่นนั้นแล้ว พูดตรงๆ ก็คือ พวกเจ้าจะไม่รักพระเจ้าอย่างแท้จริง ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์ยิ่งใหญ่เท่าใด และยิ่งความทุกข์ของมนุษย์ใหญ่หลวงมากเท่าใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ามีความหมายมากเพียงนั้น และหัวใจของมนุษย์ก็ยิ่งสามารถรักพระเจ้าได้อย่างแท้จริงมากขึ้น บทเรียนแห่งการรักพระเจ้านั้นได้มาอย่างไร? เมื่อปราศจากความทุกข์และการถลุง หากปราศจากบททดสอบอันแสนเจ็บปวด—และยิ่งกว่านั้น หากทั้งหมดที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์คือพระคุณ ความเมตตา และความกรุณา—เจ้าจะสามารถไปถึงจุดที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่? ในด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบของพระเจ้า มนุษย์ได้รู้ถึงข้อบกพร่องของตนและเห็นว่าตนนั้นไร้ความหมาย น่าเหยียดหยาม และต่ำต้อย ว่าตนไม่มีสิ่งใดเลยและไม่ใช่สิ่งใดเลย ในอีกด้านหนึ่ง ระหว่างบททดสอบ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมบางอย่างสำหรับมนุษย์เพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความน่ารักของพระเจ้าภายในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นใหญ่หลวง และบางครั้งก็ไม่สามารถผ่านพ้นไปได้—จนถึงขั้นโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส—เมื่อมีประสบการณ์ในเรื่องนี้แล้ว มนุษย์ย่อมมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าในตัวเขาดีงามเพียงใด และบนรากฐานนี้เท่านั้น ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าจึงเกิดขึ้นในตัวมนุษย์ วันนี้ มนุษย์เห็นว่า ด้วยพระคุณ ความรัก และความปรานีของพระเจ้าอย่างเดียวนั้น เขาไม่สามารถพอที่จะรู้จักตัวเขาเองได้อย่างแท้จริง และนับประสาอะไรที่เขาจะสามารถรู้จักแก่นแท้ของมนุษย์ได้ โดยผ่านทั้งทางกระบวนการถลุงและการพิพากษาของพระเจ้า และในระหว่างกระบวนการถลุงในตัวมันเองนี้เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถรู้ความขาดตกบกพร่องของเขา และรู้ว่าเขาไม่มีสิ่งใดเลย ด้วยเหตุนี้ ความรักต่อพระเจ้าของมนุษย์จึงถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของกระบวนการถลุงและการพิพากษาของพระเจ้า หากเจ้าเพียงแค่ชื่นชมพระคุณของพระเจ้า ด้วยการมีชีวิตครอบครัวที่สงบสุขหรือพรทางวัตถุต่างๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับพระเจ้า และความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะไม่สามารถถือว่าประสบผลสำเร็จได้ พระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งพระคุณในเนื้อหนังไปช่วงระยะหนึ่งแล้ว และได้ประทานพรทางวัตถุต่างๆ แก่มนุษย์แล้ว แต่มนุษย์นั้นไม่สามารถถูกทำให้มีความเพียบพร้อมได้ด้วยพระคุณ ความรัก และความเมตตาเพียงอย่างเดียว ในประสบการณ์ทั้งหลายของมนุษย์นั้น เขาเผชิญกับความรักบางส่วนของพระเจ้า และมองเห็นความรักและความปรานีของพระเจ้า แต่ถึงกระนั้น ด้วยการได้รับประสบการณ์มาเป็นเวลาช่วงหนึ่ง เขามองเห็นว่าพระคุณของพระเจ้าและความรักกับความปรานีของพระองค์นั้นไม่สามารถพอที่จะทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ ไม่สามารถพอที่จะเปิดเผยถึงสิ่งที่เสื่อมทรามภายในมนุษย์ได้ และไม่สามารถขจัดอุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษย์ไปจากเขาได้ หรือทำให้ความรักและความเชื่อของเขามีความเพียบพร้อมได้ พระราชกิจแห่งพระคุณของพระเจ้าคือพระราชกิจในช่วงเวลาหนึ่ง และมนุษย์ไม่สามารถอาศัยการชื่นชมพระคุณของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น
ผู้ติดตามพระเจ้าจำนวนมากสนใจเพียงว่าจะได้รับพรอย่างไร หรือจะหลีกเลี่ยงความวิบัติอย่างไร ทันทีที่มีการเอ่ยถึงพระราชกิจและการบริหารจัดการของพระเจ้า พวกเขากลับเงียบกริบและหมดความสนใจโดยสิ้นเชิง พวกเขาคิดว่า การเข้าใจประเด็นที่น่าเบื่อหน่ายดังกล่าวจะไม่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาเติบโต หรือให้ผลประโยชน์ใดๆ ผลสืบเนื่องก็คือ แม้พวกเขาจะเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้ามาแล้ว แต่พวกเขาก็เข้าหาเรื่องนี้อย่างไม่จริงจัง พวกเขาไม่มองว่าเป็นสิ่งล้ำค่าที่ควรยอมรับ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะทำความเข้าใจโดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตน เป้าหมายในการติดตามพระเจ้าของผู้คนเหล่านี้เรียบง่ายมาก และมีเพียงเป้าหมายเดียวก็คือ การได้รับพร ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมใส่ใจกับสิ่งอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีเป้าหมายใดที่ถูกทำนองคลองธรรมมากไปกว่าการเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพร—นั่นคือคุณค่าแท้จริงของความเชื่อของพวกเขา หากสิ่งใดไม่สนับสนุนจุดมุ่งหมายนี้ พวกเขาจะไม่ใส่ใจกับสิ่งนั้นเลย นี่เป็นกรณีของผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อในพระเจ้าในทุกวันนี้ จุดมุ่งหมายและเจตนาของพวกเขาดูเหมือนถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เพราะในขณะที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาสละให้พระเจ้าทั้งหมด มอบอุทิศตนเองให้กับพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน พวกเขายอมละทิ้งชีวิตวัยเยาว์ ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงาน และถึงขั้นใช้เวลาหลายปีที่อยู่ไกลบ้านไปวุ่นอยู่กับธุระมากมาย เพื่อเห็นแก่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนความสนใจของตนเอง เปลี่ยนทัศนะของพวกเขาที่มีต่อชีวิต และถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางที่พวกเขาแสวงหา กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาได้ พวกเขาสาละวนอยู่กับการบริหารจัดการความมุ่งมาดปรารถนาต่างๆ ของตนเอง ไม่ว่าถนนเส้นนั้นจะยาวไกลเพียงใด ไม่ว่าจะมีความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆ มากมายเพียงใดตลอดเส้นทางนั้น พวกเขายังคงยืนกรานและหาได้เกรงกลัวต่อความตายไม่ พลังอำนาจใดที่ผลักดันให้พวกเขามอบอุทิศตัวเองต่อไปในหนทางนี้? นี่คือมโนธรรมของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? นี่คือลักษณะนิสัยอันยิ่งใหญ่และสูงส่งของพวกเขาอย่างนั้นหรือ? นี่คือความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะต่อสู้รบกองกำลังของความชั่วจนถึงที่สุดใช่หรือไม่? นี่คือความเชื่อของพวกเขาที่จะเป็นพยานให้พระเจ้าโดยไม่แสวงหาบำเหน็จรางวัลกระนั้นหรือ? การเต็มใจยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงเป็นความจงรักภักดีของพวกเขาหรือไม่? หรือว่านี่คือจิตวิญญาณแห่งการอุทิศของพวกเขาที่จะละทิ้งความต้องการอันฟุ้งเฟ้อส่วนตัวอยู่เสมอ? การที่บางคนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าแต่ยังคงมอบให้อย่างมากมายขนาดนั้นเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ชัดๆ! ตอนนี้ พวกเราจะไม่หารือกันว่า ผู้คนเหล่านี้ได้ให้มาแล้วเท่าไรแล้ว อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของพวกเขาควรค่าแก่การชำแหละของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอย่างใกล้ชิดแล้ว อาจมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือไม่ว่า เหตุใดผู้คนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระเจ้าเลย กลับยอมสละให้พระองค์อย่างมากมายเช่นนี้? พวกเราค้นพบปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกระบุมาก่อนหน้าอยู่ในการนี้ นั่นก็คือ สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างโจ่งแจ้ง เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร พูดให้ชัดเจนก็คือ นี่เป็นสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ลูกจ้างทำงานหนักเพียงเพื่อให้ได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้ ไม่มีความรักแบบครอบครัวในความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์เช่นนี้ มีเพียงการทำธุรกรรมเท่านั้น ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการสงเคราะห์และความกรุณาเท่านั้น ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขุ่นเคืองที่อดกลั้นเอาไว้อย่างสิ้นหวังและความหลอกลวงเท่านั้น ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีเพียงช่องว่างที่ไม่มีวันก้าวข้ามไปได้เท่านั้น บัดนี้เมื่อสิ่งต่างๆ ได้มาถึงจุดนี้แล้ว ใครเล่าจะสามารถพลิกครรลองดังกล่าวกลับไปได้? และมีสักกี่คนที่เข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าสัมพันธภาพนี้วิกฤติมากเพียงใดแล้ว? เราเชื่อว่า เมื่อผู้คนดื่มด่ำในความเบิกบานของการได้รับพร ไม่มีใครเลยที่จินตนาการได้ว่า สัมพันธภาพกับพระเจ้าเช่นนั้นน่ากระอักกระอ่วนและไม่น่ามองเพียงไร
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าของมวลมนุษย์ก็คือ การที่มนุษย์ดำเนินการบริหารจัดการของตัวเองท่ามกลางพระราชกิจของพระเจ้า และกระนั้นก็ยังไม่มีความใส่ใจทั้งสิ้นต่อการบริหารจัดการของพระเจ้า ในเวลาเดียวกับที่กำลังพยายามที่จะนบนอบต่อพระเจ้าและนมัสการพระองค์นั้น ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์อยู่ตรงที่วิธีที่มนุษย์กำลังก่อร่างสร้างบั้นปลายในอุดมคติของเขาเองขึ้นมา และวาดโครงร่างว่าจะได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดและบั้นปลายที่ดีที่สุดอย่างไร ต่อให้มีคนเข้าใจว่าพวกเขานั้นน่าสงสาร น่ารังเกียจ และน่าสมเพชอย่างไร จะมีสักกี่คนเล่าที่จะสามารถละทิ้งอุดมคติและความหวังเหล่านั้นได้โดยไม่ลังเล? และใครเล่าที่จะสามารถยับยั้งย่างก้าวของพวกเขาเองและหยุดคิดวางแผนเพื่อตัวเองได้? พระเจ้าทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะให้ความร่วมมือกับพระองค์อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะทำให้การบริหารจัดการของพระองค์เสร็จสิ้น พระองค์ทรงจำเป็นต้องมีบรรดาผู้ที่จะนบนอบต่อพระองค์โดยการอุทิศจิตใจและร่างกายทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกเขาให้กับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องมีผู้คนซึ่งยื่นมือออกมาขอรับจากพระองค์ทุกวัน นับประสาอะไรกับพวกที่ให้มาเล็กน้อยแล้วรอรับรางวัลตอบแทนยิ่งแล้วใหญ่ พระเจ้าทรงดูหมิ่นพวกที่มีส่วนช่วยสนับสนุนเพียงน้อยนิดแล้วก็หยุดพักอย่างพอใจในความสำเร็จของตัวเอง พระองค์ทรงเกลียดชังพวกผู้คนเลือดเย็นที่ไม่พอใจพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ และพูดคุยแต่เรื่องการไปสวรรค์และการได้รับพระพรเท่านั้น พระองค์ยิ่งทรงมีความเกลียดต่อพวกซึ่งฉวยผลประโยชน์จากโอกาสที่พระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงกระทำในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนำมาเสนอให้นั้นอย่างมากมายกว่าด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะผู้คนเหล่านี้ไม่เคยเลยที่จะใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลและได้มาโดยผ่านทางพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ พวกเขาเพียงเป็นห่วงวิธีที่พวกเขาจะสามารถได้รับพระพรโดยอาศัยโอกาสที่จัดเตรียมโดยพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาไม่คำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า ด้วยความที่หมกมุ่นเต็มที่อยู่กับความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของพวกเขาเอง พวกที่คับแค้นใจในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าและขาดแม้กระทั่งความสนใจอันแผ่วบางที่สุดในวิธีที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและพระเจตนารมณ์ของพระองค์นั้น ก็แค่กำลังทำในสิ่งที่พวกเขายินดีในหนทางที่แยกออกจากพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น พฤติกรรมของพวกเขานั้นไม่ได้รับการจดจำหรือรับรองโดยพระเจ้า—ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่า พระเจ้าจะทรงมองอย่างโปรดปราน
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น
บัดนี้ สิ่งใดหรือที่เจ้าควรไล่ตามเสาะหา? ไม่ว่าเจ้าจะสามารถเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่ ไม่ว่าเจ้าจะสามารถกลายเป็นคำพยานและการสำแดงของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะเหมาะให้พระองค์ทรงใช้หรือไม่—เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรแสวงหา พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าจริงๆ ไปมากเพียงใดแล้ว? เจ้าได้มองเห็นไปมากเพียงใดแล้ว เจ้าเข้าใจไปมากเพียงใดแล้ว? เจ้าได้ผ่านประสบการณ์และได้ลิ้มรสไปมากเพียงใดแล้ว? โดยไม่คำนึงถึงว่าพระเจ้าได้ทรงทดสอบเจ้า ตัดแต่งเจ้า หรือบ่มวินัยเจ้าแล้วหรือไม่ การกระทำของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ก็ได้รับการดำเนินการกับเจ้าจนเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าและในฐานะใครบางคนที่เต็มใจไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ เจ้าสามารถเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าบนพื้นฐานของประสบการณ์ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้หรือไม่? เจ้าสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าได้หรือไม่? เจ้ามีความสามารถที่จะจัดเตรียมให้ผู้อื่นโดยผ่านทางประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเอง และสละทั้งชีวิตของเจ้าเพื่อเป็นพยานสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่? เพื่อเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าต้องพึ่งพาประสบการณ์ ความรู้ของเจ้า และราคาที่เจ้าได้จ่ายไป เมื่อทำเช่นนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระองค์ได้ เจ้าเป็นใครบางคนที่เป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่? เจ้ามีความทะเยอทะยานนี้หรือไม่? หากเจ้ามีความสามารถที่จะเป็นพยานต่อพระนามของพระองค์ได้ และที่มากกว่านั้น เป็นพยานต่อพระราชกิจของพระองค์ได้ และหากเจ้าสามารถดำเนินชีวิตตามรูปลักษณ์ที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากประชากรของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นพยานสำหรับพระเจ้า อันที่จริงแล้วเจ้าเป็นพยานสำหรับพระเจ้าอย่างไรหรือ? เจ้าทำการนี้โดยการแสวงหาและถวิลหาที่จะดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และเปิดโอกาสให้ผู้คนรู้จักพระราชกิจของพระองค์และมองเห็นการกระทำของพระองค์โดยการเป็นพยานด้วยคำพูดของเจ้า หากเจ้าแสวงหาการนี้ทั้งหมดอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม หากทั้งหมดที่เจ้าแสวงหาคือการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าและได้รับพรในท้ายที่สุด เช่นนั้นแล้วมุมมองของความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าก็จะไม่บริสุทธิ์ เจ้าควรกำลังไล่ตามเสาะหาวิธีมองเห็นกิจการของพระเจ้าในชีวิตจริง วิธีทำให้พระองค์พึงพอพระทัยเมื่อพระองค์ทรงเผยเจตนารมณ์ของพระองค์แก่เจ้า และแสวงหาวิธีที่เจ้าพึงเป็นพยานให้กับความน่าอัศจรรย์และพระปัญญาของพระองค์ และวิธีเป็นพยานว่าพระองค์ทรงบ่มวินัยและตัดแต่งเจ้าอย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้คือสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรกำลังใคร่ครวญอยู่ในตอนนี้ หากหัวใจที่รักพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นไปเพื่อให้เจ้าสามารถมีส่วนแบ่งปันในพระสิริของพระเจ้าหลังจากที่พระองค์ทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมันก็ยังคงไม่เพียงพอและไม่สามารถประจวบพ้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้ เจ้าจำเป็นต้องมีความสามารถที่จะเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าได้ ทำให้สมดังข้อเรียกร้องของพระองค์ได้ และผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำกับผู้คนในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด น้ำตา หรือความเศร้าใจ เจ้าต้องผ่านประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้หมายที่จะทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมในฐานะผู้หนึ่งซึ่งเป็นพยานสำหรับพระเจ้า อะไรกันแน่ที่บัดนี้บีบให้เจ้ายอมทนทุกข์และแสวงหาความเพียบพร้อม? ความทุกข์ปัจจุบันของเจ้าเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการรักพระเจ้าและการเป็นพยานสำหรับพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพื่อประโยชน์แห่งพรทั้งหลายของเนื้อหนัง เพื่อความสำเร็จซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้าและชะตากรรมของเจ้าหรือไม่? เจตนา แรงจูงใจ และเป้าหมายของเจ้าที่เจ้าไล่ตามเสาะหาทั้งหมดต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องและไม่สามารถถูกนำโดยเจตจำนงของเจ้าเอง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง