6. ความหมายของการทนทุกข์และการทนทุกข์ประเภทใดที่ผู้เชื่อทั้งหลายของพระเจ้าต้องแบกรับ
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้นั้น พวกเขาเชื่อว่าความทุกข์นั้นปราศจากคุณค่า พวกเขาถูกโลกประกาศตัดขาด ชีวิตในบ้านของพวกเขามีปัญหา พระเจ้าไม่ทรงเห็นว่าพวกเขาน่ายินดี และจุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขามืดมัว ผู้คนบางคนเป็นทุกข์จนถึงระดับหนึ่ง และถึงกับอยากตาย นี่มิใช่ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนขลาด พวกเขาไม่มีความเพียรพยายาม พวกเขาอ่อนแอและไร้ความสามารถ! พระเจ้าทรงใคร่กระหายที่จะให้มนุษย์รักพระองค์ แต่ยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด ความทุกข์ของมนุษย์ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด บททดสอบของมนุษย์ก็จะหนักหนาขึ้นเพียงนั้น หากเจ้ารักพระองค์ เช่นนั้นแล้วความทุกข์ทุกประเภทจะบังเกิดขึ้นกับเจ้า—และหากเจ้าไม่รักพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็อาจเป็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับเจ้า และทั้งหมดรอบตัวเจ้าจะสงบสุข เมื่อเจ้ารักพระเจ้า เจ้าจะรู้สึกเสมอว่าหลายอย่างรอบตัวเจ้าไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ และเพราะวุฒิภาวะของเจ้าต่ำมากเกินไปเจ้าจึงจะได้รับการถลุง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และเจ้าจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าสูงส่งเกินไป พ้นวิสัยที่มนุษย์จะเอื้อมถึง เนื่องจากทั้งหมดนี้เองเจ้าจึงจะได้รับการถลุง—เพราะมีความอ่อนแอมากมายภายในตัวเจ้า และมีสิ่งที่ไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อยู่มากมาย เจ้าจึงจะได้รับการถลุงจากภายใน กระนั้น พวกเจ้ายังต้องมองเห็นอย่างชัดเจนว่าการชำระให้บริสุทธิ์จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็โดยผ่านทางการถลุงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในยุคสุดท้าย พวกเจ้าจึงต้องเป็นคำพยานให้พระเจ้า ไม่ว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าก็ควรเดินไปให้สุดทาง แม้จะเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเจ้าก็ตาม พวกเจ้ายังคงต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้าและอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น
จงอย่าท้อแท้ จงอย่าอ่อนแอ และเราจะทำให้สิ่งทั้งหลายชัดเจนแก่เจ้า ถนนสู่ราชอาณาจักรมิได้ราบเรียบนัก ไม่มีอะไรเรียบง่ายเช่นนั้น! เจ้าอยากให้พรมาถึงตัวเจ้าโดยง่ายมิใช่หรือ? ในวันนี้ ทุกคนจะต้องเผชิญบททดสอบอันขมขื่น หากปราศจากบททดสอบเช่นนี้ หัวใจรักที่พวกเจ้ามีต่อเราก็จะไม่แข็งแกร่งขึ้น และพวกเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ต่อเรา ต่อให้บททดสอบเหล่านี้มีแต่รูปการณ์เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพียงแต่ว่าบททดสอบย่อมเข้มข้นแตกต่างกันไป บททดสอบคือพรจากเรา และมีพวกเจ้ามากน้อยแค่ไหนหรือที่เข้าเฝ้าเราบ่อยครั้งและคุกเข่าขอร้องพรจากเรา? เจ้าพวกเด็กโง่เอย! เจ้าคิดเสมอว่าคำพูดอันเป็นมงคลไม่กี่คำก็นับเป็นพรจากเราแล้ว ทว่ากลับไม่ตระหนักว่าความขมขื่นก็เป็นพรหนึ่งของเรา พวกคนที่ร่วมแบ่งปันความขมขื่นของเราจะได้ร่วมแบ่งปันความหวานชื่นของเราอย่างแน่นอน นั่นคือคำสัญญาของเราและพรของเราแก่พวกเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 41
เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อถลุงมนุษย์ มนุษย์ย่อมทนทุกข์ การถลุงของบุคคลหนึ่งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะมีหัวใจซึ่งรักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าก็จะถูกเปิดเผยในตัวพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งบุคคลหนึ่งได้รับการถลุงน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งจะมีหัวใจที่รักพระเจ้าน้อยลงเท่านั้น และมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าก็จะถูกเปิดเผยในตัวพวกเขาน้อยลงเท่านั้น ยิ่งการถลุงและความเจ็บปวดของบุคคลเช่นนี้มีมากขึ้นเท่าใด และพวกเขาผ่านประสบการณ์กับการทรมานมากขึ้นเท่าใด ความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็จะลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็จะกลายเป็นจริงแท้มากขึ้นเท่านั้น และความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเขาก็จะลุ่มลึกมากขึ้นเท่านั้น ในประสบการณ์ของเจ้า เจ้าจะมองเห็นว่าผู้คนที่ก้าวผ่านการถลุงและการทนทุกข์อันใหญ่หลวง ผู้คนที่ถูกตัดแต่งและถูกบ่มวินัยอย่างมากนั้น รักพระเจ้าอย่างลึกซึ้งและรู้จักพระเจ้าอย่างลุ่มลึกและถ่องแท้กว่า ส่วนพวกที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับการถูกตัดแต่ง ย่อมมีความรู้เพียงผิวเผิน พวกเขาพูดได้แต่เพียงว่า “พระเจ้าทรงดีงามเหลือเกิน พระองค์ประทานพระคุณแก่ผู้คนเพื่อที่พวกเขาจะสามารถชื่นชมพระองค์ได้” หากผู้คนได้ผ่านประสบการณ์กับการถูกตัดแต่งและบ่มวินัย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะสามารถพูดเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระเจ้าที่แท้จริงได้ ดังนั้นยิ่งพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์น่าอัศจรรย์มากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งมีคุณค่าและนัยสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมันไม่สามารถเจาะแทรกเข้าไปได้สำหรับเจ้ามากขึ้นเท่าใดและยิ่งมันไม่สามารถเข้ากันได้กับมโนคติที่หลงผิดของเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระราชกิจของพระเจ้าก็จะสามารถพิชิตเจ้า ได้รับเจ้าและทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมได้มากขึ้นเท่านั้น นัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก! หากพระเจ้าไม่ถลุงมนุษย์ในหนทางนี้ หากพระองค์ไม่ทรงพระราชกิจโดยสอดคล้องกับวิธีการนี้ เช่นนั้นแล้วพระราชกิจของพระองค์ก็จะไม่ได้ผลและปราศจากนัยสำคัญ ในอดีตเคยมีการกล่าวไว้ว่าพระเจ้าจะทรงคัดสรรและรับกลุ่มนี้ และทำให้พวกเขาครบบริบูรณ์ในยุคสุดท้าย ในการนี้มีนัยสำคัญที่พิเศษเหนือธรรมดา ยิ่งพระราชกิจที่พระองค์ทรงดำเนินการภายในพวกเจ้าจนเสร็จสิ้นนั้นยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด ความรักพระเจ้าของพวกเจ้าก็ยิ่งลึกซึ้งและบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพระราชกิจของพระเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าใด มนุษย์ก็ยิ่งสามารถจับความเข้าใจบางสิ่งในพระปัญญาของพระองค์ได้มากขึ้นเท่านั้นและความรู้เรื่องพระองค์ของมนุษย์ก็จะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง
เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องพลีอุทิศตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์อีกมากเพื่อให้ได้รับความจริงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อที่จะสุขสำราญกับความกลมเกลียวในครอบครัว และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อตรงที่มีมาทั้งชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วคราว เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทั้งหมดที่ดีงามและงดงาม และเจ้าควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่เปี่ยมความหมายมากขึ้น หากเจ้าดำเนินชีวิตเป็นโลกียวิสัยและเป็นทางโลกเช่นนั้น และไม่มีเป้าหมายใดให้ไล่ตามเสาะหา นี่ย่อมเป็นการใช้ชีวิตของเจ้าอย่างสูญเปล่าไม่ใช่หรือ? เจ้าสามารถได้รับอะไรบ้างจากชีวิตเช่นนั้น? เจ้าควรละทิ้งความชื่นชมยินดีทั้งหมดของเนื้อหนังเพื่อเห็นแก่ความจริงหนึ่งประการ และไม่ควรโยนความจริงทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีเพียงเล็กน้อย ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรีเลย การดำรงอยู่ของพวกเขาช่างปราศจากความหมาย!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา
ขณะยอมรับการพิพากษาจากพระวจนะของพระเจ้า จงอย่ากลัวความทุกข์หรือความเจ็บปวด และยิ่งไปกว่านั้น จงอย่ากลัวว่าพระวจนะของพระเจ้าจะเสียดแทงหัวใจของพวกเจ้าและเปิดโปงสภาวะอันอัปลักษณ์ทั้งหลายของพวกเจ้า การทนทุกข์กับสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์มากเหลือเกิน หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าก็ควรอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่พิพากษาและตีสอนผู้คนให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะที่เปิดโปงแก่นแท้แห่งความเสื่อมทรามของมนุษยชน เจ้าควรเปรียบเทียบพระวจนะกับสภาวะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าให้มากขึ้น และเจ้าควรนำพระวจนะมาเชื่อมโยงกับตัวเจ้าเองให้มากขึ้นและใช้กับผู้อื่นให้น้อยลง สภาวะชนิดต่างๆ ที่พระเจ้าทรงเปิดโปงมีอยู่ในตัวบุคคลทุกคน และสามารถพบได้ในตัวเจ้าได้ทั้งสิ้น หากเจ้าไม่เชื่อ ก็จงลองผ่านประสบการณ์กับการทำเช่นนี้ดู ยิ่งเจ้ามีประสบการณ์มากเท่าใด เจ้าก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และเจ้าจะรู้สึกมากขึ้นว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้องแม่นยำมาก… พวกเราจำต้องตระหนักเสียก่อนว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสคือความจริงและอยู่ในแนวเดียวกับข้อเท็จจริงทั้งหลายนั้น และไม่ว่าพระวจนะของพระองค์ที่พิพากษาและเปิดโปงผู้คนจะรุนแรงเพียงใด หรือไม่ว่าพระวจนะของพระองค์ที่สามัคคีธรรมถึงความจริงหรือเตือนสติผู้คนจะอ่อนโยนเพียงใด ไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะเป็นการพิพากษาหรือพร ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวโทษหรือสาปแช่ง ไม่ว่าจะทำให้ผู้คนรู้สึกขมขื่นหรือหวานชื่น ผู้คนก็ต้องยอมรับไว้ทั้งหมด เช่นนี้เองคือท่าทีที่ผู้คนควรมีต่อพระวจนะของพระเจ้า นี่คือท่าทีชนิดใด? นี่คือท่าทีที่เคร่งครัด ท่าทีอันเลื่อมใสศรัทธา ท่าทีอันอดทน หรือท่าทีของการโอบกอดความทุกข์ไว้กระนั้นหรือ? เจ้าค่อนข้างจะสับสนแล้ว เราบอกพวกเจ้าเลยว่านี่ไม่ใช่อันใดในท่าทีเหล่านี้เลย ในความเชื่อของพวกเขานั้น ผู้คนต้องยืนยันหนักแน่นว่า พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้คือความจริงโดยแท้ ผู้คนจึงควรยอมรับพระวจนะด้วยเหตุผล ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถตระหนักรู้หรือยอมรับการนี้หรือไม่ ท่าทีแรกที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าควรเป็นท่าทีแห่งการยอมรับโดยสมบูรณ์
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ความสำคัญของการไล่ตามเสาะหาความจริง และเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง
การรักพระเจ้าพึงต้องมีการแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสิ่ง และเจ้าต้องตรวจสอบลึกลงไปภายในเมื่อเกิดสิ่งใดก็ตามขึ้นกับเจ้า พยายามจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพยายามดูว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าในเรื่องเหล่านี้คืออะไร พระองค์ทรงขอให้เจ้าสัมฤทธิ์สิ่งใด และเจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างไร ตัวอย่างเช่น บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งจำเป็นต้องให้เจ้าอดทนต่อความยากลำบาก ซึ่งในเวลานั้นเจ้าควรเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร และเจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างไร เจ้าต้องไม่ทำให้ตนเองพึงพอใจ กล่าวคือ จงปฏิเสธตัวเจ้าเองเสียก่อน ไม่มีสิ่งใดต่ำต้อยไปกว่าเนื้อหนัง เจ้าต้องแสวงหาที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเจ้าต้องลุล่วงหน้าที่ของเจ้า ด้วยความคิดเหล่านี้ พระเจ้าจะทรงนำความรู้แจ้งอันพิเศษในเรื่องนี้มาให้เจ้า และหัวใจของเจ้าจะพบการชูใจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก เมื่อเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องปฏิเสธตนเองเสียก่อนและมองเนื้อหนังว่าต่ำต้อยที่สุดในบรรดาสรรพสิ่ง ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากเท่าใด มันจะยิ่งเป็นอิสระมากขึ้นเท่านั้น หากเจ้าตอบสนองความต้องการของมันครั้งนี้ ครั้งต่อไปมันจะร้องขอมากขึ้นอีก เมื่อเรื่องนี้ดำเนินต่อไป ผู้คนก็จะรักเนื้อหนังมากขึ้นไปอีก เนื้อหนังมีความอยากอันฟุ้งเฟ้อตลอดเวลา มันขอให้เจ้าตอบสนองความต้องการของมันอยู่เสมอและให้เจ้าทำให้มันพอใจอยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทั้งหลายที่เจ้ากิน สิ่งที่เจ้าสวมใส่ หรือในการระบายอารมณ์ของเจ้า หรือการตามใจความอ่อนแอและความเกียจคร้านของตนเอง… ยิ่งเจ้าตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังมากเท่าใด ความอยากได้อยากมีของมันก็จะมากขึ้นเท่านั้น และเนื้อหนังก็จะยิ่งมัวเมามากขึ้น จนถึงจุดที่เนื้อหนังของผู้คนเก็บงำมโนคติอันหลงผิดที่ลึกลงไปอีก กบฏต่อพระเจ้า ยกย่องตัวมันเอง และกลายเป็นมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า… ด้วยเหตุนี้ เจ้าต้องขัดขืนเนื้อหนังและไม่ตามใจมัน “สามี (ภรรยา) ลูกๆ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ทั้งหลาย การแต่งงาน ครอบครัวของฉัน—ไม่มีอะไรเลยในบรรดาสิ่งเหล่านี้ที่สำคัญ! ในหัวใจของฉันมีเพียงพระเจ้าเท่านั้น และฉันต้องพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและไม่ตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง” เจ้าจะต้องมีความแน่วแน่นี้ หากเจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่เช่นนี้ตลอดเวลา เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้านำความจริงไปปฏิบัติและละวางตัวเจ้าเองลงไว้ก่อน เจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง
เจ้าจะสามารถได้รับชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่ และจุดจบของเจ้าจะเป็นเช่นไรในท้ายที่สุด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเจ้าปฏิบัติการขบถต่อเนื้อหนังอย่างไร พระเจ้าได้ทรงช่วยเจ้าให้รอด ทรงเลือกสรรเจ้าและทรงลิขิตเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่หากวันนี้เจ้าไม่เต็มใจที่จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย เจ้าไม่เต็มใจที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ เจ้าไม่เต็มใจที่จะขบถต่อเนื้อหนังของตนเองด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าอย่างถ่องแท้ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะทำลายตัวเอง และจะต้องสู้ทนความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวดด้วยเหตุนี้ หากเจ้าตามใจเนื้อหนังตลอดเวลา ซาตานจะค่อยๆ กลืนกินเจ้า และปล่อยเจ้าให้ปราศจากชีวิต หรือสัมผัสแห่งพระวิญญาณ จนกระทั่งถึงวันที่ภายในของเจ้ามืดมิดโดยสิ้นเชิง เมื่อเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด เจ้าจะถูกซาตานจับไปเป็นเชลย เจ้าจะไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าอีกต่อไป และเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าและทิ้งพระองค์ไป ด้วยเหตุนี้ หากผู้คนปรารถนาที่จะรักพระเจ้า พวกเขาต้องจ่ายราคาเป็นความเจ็บปวดและสู้ทนความยากลำบาก ไม่จำเป็นต้องมีความกระตือรือร้นและความยากลำบากภายนอก อ่านมากขึ้น และวิ่งวุ่นไปทั่วมากขึ้น แต่พวกเขาควรวางสิ่งทั้งหลายภายในตัวพวกเขาลง ได้แก่ ความคิดอันฟุ้งเฟ้อ ผลประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งแผนการ มโนคติอันหลงผิด และเจตนาของพวกเขาเอง นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง
พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติเพื่อที่จะตัดแต่งสิ่งทั้งหลายในตัวพวกเขาเป็นหลัก ตัดแต่งความคิดและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัมผัสผู้คนในหัวใจของพวกเขาและทรงให้ความรู้แจ้งและให้ความกระจ่างแก่พวกเขา ดังนั้นเบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือการสู้รบ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ หรือนำการรักพระเจ้าไปปฏิบัติ จะมีการสู้รบที่ยิ่งใหญ่ และแม้ว่าทุกคนจะดูเหมือนสบายดีด้วยเนื้อหนังของพวกเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาการสู้รบระหว่างชีวิตและความตายจะดำเนินต่อไป—และหลังจากการสู้รบอันหนักหน่วงนี้ หลังจากการตรึกตรองในปริมาณที่มากมายมหาศาลแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถตัดสินการมีชัยชนะหรือการพ่ายแพ้ได้ คนเราไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เพราะเจตนาส่วนมากภายในผู้คนนั้นผิด หรือไม่ก็เพราะส่วนมากของพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่ลงรอยกันกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของพวกเขา เมื่อผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ การสู้รบที่ยิ่งใหญ่จึงเกิดเบื้องหลังฉาก เมื่อนำความจริงนี้ไปปฏิบัติแล้ว เบื้องหลังฉาก ผู้คนจะได้หลั่งน้ำตาแห่งความเศร้านับไม่ถ้วนก่อนที่ท้ายที่สุดพวกเขาจะได้ตัดสินใจที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เป็นเพราะการสู้รบครั้งนี้นี่เองที่ผู้คนทนกับความทุกข์และกระบวนการถลุง นี่คือความทุกข์ที่แท้จริง เมื่อการสู้รบนั้นมาถึงเจ้า หากเจ้าสามารถยืนในฝ่ายของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าจะสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ ในขณะที่ปฏิบัติความจริง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่คนเราจะทนทุกข์ภายใน หากเมื่อผู้คนนำความจริงไปปฏิบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างภายในพวกเขานั้นถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คงจะไม่จำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อม และคงจะไม่มีการสู้รบ และพวกเขาคงจะไม่ทนทุกข์ เป็นเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างภายในตัวผู้คนที่ไม่เหมาะจะให้พระเจ้าทรงใช้งาน และเพราะมีอุปนิสัยอันเป็นกบฏส่วนมากของเนื้อหนังนั่นเอง ผู้คนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนของการเป็นกบฏต่อเนื้อหนังอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกว่าความทุกข์ซึ่งพระองค์ได้ทรงขอให้มนุษย์ก้าวผ่านไปกับพระองค์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง
ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา สิ่งที่ผู้คนแสวงหาก็คือการได้มาซึ่งพรสำหรับอนาคต นี่คือเป้าหมายของพวกเขาในความเชื่อของพวกเขา ผู้คนทั้งหมดมีเจตนาและความหวังนี้ แต่ความเสื่อมทรามในธรรมชาติของพวกเขาต้องได้รับการแก้ไขโดยผ่านทางบททดสอบทั้งหลายและการถลุง ในแง่มุมใดก็ตามที่ผู้คนไม่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และเผยให้เห็นความเสื่อมทราม ในแง่มุมเหล่านี้เองที่พวกเขาต้องได้รับการถลุง—นี่คือการจัดการเตรียมการของพระเจ้า พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมหนึ่งให้กับเจ้า อันเป็นการบังคับให้เจ้าได้รับการถลุงตรงนั้นเพื่อให้เจ้าสามารถรู้ความเสื่อมทรามของตัวเจ้าเอง ในท้ายที่สุด เจ้าก็ไปถึงจุดที่เจ้าต้องการที่จะทิ้งความตั้งใจและความอยากได้อยากมีของเจ้า และต้องการนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ต่อให้นั่นจะหมายถึงการตายก็ตาม เพราะฉะนั้น หากผู้คนไม่ถูกถลุงเป็นเวลาหลายปี หากพวกเขาไม่สู้ทนความทุกข์ในระดับหนึ่ง พวกเขาก็จะไม่สามารถขจัดการจองจำที่ความเสื่อมทรามของเนื้อหนังมีต่อความคิดและหัวใจของพวกเขาได้ ไม่ว่าผู้คนจะยังคงถูกธรรมชาติเยี่ยงซาตานของตนจองจำเอาไว้ในแง่ใด ไม่ว่าพวกเขาจะยังคงมีความอยากได้อยากมีและข้อเรียกร้องในแง่ใด พวกเขาก็ควรทนทุกข์ในแง่นั้น เฉพาะโดยผ่านทางความทุกข์เท่านั้นที่จะสามารถเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายได้ ซึ่งก็หมายถึงการมีความสามารถที่จะได้รับความจริง และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในข้อเท็จจริงนั้น การรับประสบการณ์กับความทุกข์และบททดสอบทั้งหลายทำให้เกิดการเข้าใจความจริงมากมาย ไม่มีใครสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตระหนักรู้มหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า หรือซาบซึ้งในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกและสบาย หรือเมื่อรูปการณ์แวดล้อมเป็นใจ นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้เลย!
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งของประเภทใดที่พระองค์ทรงใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงานรับใช้ของพระองค์ หรือว่าพระวจนะของพระองค์มีกระแสเสียงประเภทใด พระองค์ก็เพียงทรงมีเป้าหมายปลายทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ การช่วยเจ้าให้รอด แล้วพระองค์ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไรเล่า? พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเจ้า ดังนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์บ้าง? เจ้าย่อมจะต้องทนทุกข์ ความทุกข์นี้สามารถเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งหลายอย่าง ก่อนอื่น ผู้คนต้องทนทุกข์เมื่อพวกเขายอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า เมื่อพระวจนะของพระเจ้ารุนแรงและแจ่มแจ้งเกินไป และผู้คนเข้าใจพระเจ้าผิด—และถึงกับมีมโนคติอันหลงผิด—นั่นก็สามารถทำให้เจ็บปวดได้เช่นกัน บางครั้งพระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่งขึ้นมารอบตัวผู้คนเพื่อเผยความเสื่อมทรามของพวกเขา เพื่อทำให้พวกเขาทบทวนตนเองและรู้จักตนเอง แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะทนทุกข์เล็กน้อยเช่นกัน บางครั้งเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่งและเปิดโปงโดยตรง ผู้คนย่อมต้องทนทุกข์ ราวกับว่าพวกเขากำลังถูกผ่าตัด—หากไม่มีความทุกข์ ผลลัพธ์ก็ไม่เกิด ทุกครั้งที่เจ้าได้รับการตัดแต่ง และทุกครั้งที่เจ้าถูกสภาพแวดล้อมบีบให้เผยตัวออกมา หากนั่นทำให้หัวใจของเจ้าสั่นสะเทือนและดันเจ้าขึ้นสูง เช่นนั้นแล้วด้วยประสบการณ์ประเภทนี้ เจ้าย่อมจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และย่อมจะมีวุฒิภาวะ หากทุกครั้งที่เจ้าถูกตัดแต่งและถูกสภาพแวดล้อมบีบให้เผยตัวออกมา เจ้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความไม่สบายใจแต่อย่างใด และไม่รู้สึกอะไรเอาเสียเลย และเจ้าไม่มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์ ทั้งไม่อธิษฐานและไม่แสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ด้านชานัก! พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าในยามที่วิญญาณของเจ้าไม่รู้สึกอะไร ในยามที่วิญญาณของเจ้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง พระองค์จะตรัสว่า “คนคนนี้ด้านชาเกินไป และถูกทำให้เสื่อมทรามมากเกินไป ไม่ว่าเราจะบ่มวินัย ตัดแต่ง หรือพยายามควบคุมเขาอย่างไร เราก็ยังคงไม่สามารถดลใจของเขาหรือปลุกจิตวิญญาณของเขาให้ตื่นขึ้นมาได้ คนคนนี้ย่อมจะเดือดร้อน การช่วยเขาให้รอดนั้นไม่ง่าย” สมมติว่าพระเจ้าทรงจัดวางสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายบางอย่างไว้ให้เจ้า หรือพระองค์ทรงตัดแต่งเจ้า และเจ้าเรียนรู้บทเรียนจากการนี้ เจ้าเรียนรู้ที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แสวงหาความจริง และได้รับความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และได้รับความจริงโดยไม่รู้ตัว เจ้ามีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ได้รับบางสิ่งบางอย่าง และมีความก้าวหน้า และเจ้าเริ่มมีความเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้าสักเล็กน้อย และเลิกพร่ำบ่น นี่หมายความว่าเจ้าได้ตั้งมั่นในท่ามกลางบททดสอบของสภาพแวดล้อมเหล่านี้แล้ว และได้ฝ่าพ้นการทดสอบแล้ว ในกรณีนั้น เจ้าย่อมจะผ่านพ้นอุปสรรคนี้แล้ว
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การที่จะได้รับความจริง คนเราต้องเรียนรู้จากผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายรอบตัว