87. สิ่งที่ฉันกังวลเมื่อฉันหลีกเลี่ยงหน้าที่
ในปี 2022 ฉันได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับเขต ซึ่งรับผิดชอบงานของคริสตจักรหลายแห่ง เพราะฉันพูดภาษาแม้วและภาษาจีนได้ จึงมักจะช่วยพี่น้องชายหญิงแปลอยู่บ่อยๆ เลยไม่ค่อยมีเวลาติดตามงานของคริสตจักรมากนัก ฉันกระวนกระวายมาก ผู้นำคริสตจักรบางคนเพิ่งเริ่มฝึกฝนและไม่รู้วิธีทำงานของตน หากฉันไม่ได้บ่มเพาะผู้นำคริสตจักรโดยเร็วที่สุด ฉันก็จะต้องทำงานส่วนใหญ่ด้วยตัวเอง ซึ่งจะยุ่งและเหนื่อยมาก ฉันรู้สึกต่อต้านมาก เมื่อมีคนขอให้ฉันแปล ฉันก็อยากจะไม่สนใจพวกเขาหากไม่เกี่ยวกับงานของคริสตจักรที่ฉันรับผิดชอบ
ปลายปี 2022 มีการเลือกตั้งตำแหน่งผู้นำและรองผู้นำของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับเขต ฉันคิดในใจว่า “ฉันมีภาระรับผิดชอบงานของคริสตจักรเหล่านี้มากอยู่แล้ว ถ้าฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่ม ขอบเขตความรับผิดชอบของฉันก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น แล้วงานของฉันจะไม่ยุ่งมากขึ้นหรอกหรือ? ถ้าฉันไม่ได้รับเลือกก็คงจะดี แบบนั้นฉันก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไปและเนื้อหนังของฉันก็จะไม่เหนื่อยนัก” แต่เมื่อมีการประกาศผลคะแนน ฉันก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับเขต ฉันรีบหาข้ออ้างโดยพูดว่า “ฉันเป็นคนไม่แบกรับภาระค่ะ ฉันขี้เกียจและไม่ทำงานจริง ฉันค่อนข้างหลอกลวงด้วยค่ะ” ฉันถึงกับยกตัวอย่างว่าฉันหลอกลวงอย่างไร แล้วฉันก็พูดว่า “ฉันยังเด็กและไม่มั่นคง ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำกลุ่ม ให้พี่น้องชายหญิงคนอื่นทำเถอะค่ะ” พี่น้องหญิงคนหนึ่งพูดว่า “คุณเริ่มประนีประนอมแล้วทั้งที่ยังไม่เริ่มทำหน้าที่ของคุณเลยด้วยซ้ำ คุณถูกเนื้อหนังบีบคั้นและผูกมัดแล้ว” พอได้ยินพี่น้องหญิงพูดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกเหมือนโดนแทงใจดำ หลังจากการชุมนุม ฉันรู้สึกทุกข์ใจมาก ฉันรู้ว่าการหลีกเลี่ยงหน้าที่เป็นการกบฏต่อพระเจ้า และการไม่มีหัวใจที่นบนอบพระองค์ หลังจากนั้น ฉันก็ทบทวนตัวเอง ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง แล้วหามาอ่าน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ลักษณะการแสดงออกที่สำคัญที่สุดของบุคคลที่ซื่อสัตย์คือการแสวงหาและการปฏิบัติความจริงในทุกเรื่อง—นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เจ้าบอกว่าเจ้าซื่อสัตย์ แต่เจ้ามักผลักพระวจนะให้ไปอยู่เบื้องหลังจิตใจของเจ้าเสมอแล้วก็ทำทุกอย่างตามที่เจ้าต้องการ นั่นคือการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์หรือไม่? เจ้ากล่าวว่า ‘แม้ขีดความสามารถของฉันจะต่ำ แต่ฉันมีหัวใจที่ซื่อสัตย์’ และเมื่อหน้าที่หนึ่งตกอยู่กับเจ้า เจ้าก็กลัวการทนทุกข์และการแบกรับความรับผิดชอบถ้าหากเจ้าทำหน้าที่นั้นได้ไม่ดี ดังนั้นเจ้าจึงหาข้อแก้ตัวเพื่อละเลยหน้าที่ของเจ้าหรือเสนอแนะให้ผู้อื่นทำหน้าที่นั้นแทน นี่เป็นการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์ใช่หรือไม่? ชัดเจนว่าไม่ใช่ เช่นนั้นแล้ว บุคคลที่ซื่อสัตย์ควรประพฤติตัวอย่างไร? พวกเขาควรนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อุทิศตนให้หน้าที่ที่พวกเขาสมควรปฏิบัติ และเพียรพยายามที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า การนี้แสดงออกได้หลายหนทาง หนทางหนึ่งคือการยอมรับหน้าที่ของเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของเจ้า ไม่ทำอย่างไม่เต็มใจ และไม่ออกอุบายเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง เหล่านั้นคือการแสดงออกของความซื่อสัตย์ อีกหนทางหนึ่งคือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีด้วยหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของเจ้า ทำงานที่พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าทำอย่างถูกควร และทุ่มเทหัวใจและความรักของเจ้าลงไปในหน้าที่ของเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย สิ่งเหล่านี้คือลักษณะการแสดงออกของบุคคลที่ซื่อสัตย์ควรมีระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตน หากเจ้าเข้าใจและรู้ว่าต้องทำสิ่งใด แต่เจ้ากลับไม่ทำสิ่งนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้ทุ่มเทหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของเจ้าให้กับหน้าที่ของตน แต่เจ้ากลับปลิ้นปล้อนและย่อหย่อนแทน ผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในหนทางนี้ซื่อสัตย์หรือไม่? ไม่ซื่อสัตย์อย่างแน่นอน พระเจ้าไม่ทรงใช้ผู้คนที่กลับกลอกและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเช่นนี้ พวกเขาจึงต้องถูกกำจัดออกไป พระเจ้าทรงใช้แต่ผู้คนที่ซื่อสัตย์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลาย แม้แต่คนออกแรงทำงานที่จงรักภักดีก็ต้องซื่อสัตย์ ผู้คนที่สุกเอาเผากิน เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก และอู้งานอย่างต่อเนื่อง ล้วนหลอกลวงและเป็นปีศาจทั้งสิ้น พวกเขาเหล่านั้นไม่มีใครเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและจะถูกกำจัดออกไปทั้งหมด บางคนคิดว่า ‘การเป็นคนที่ซื่อสัตย์นั้นง่ายจริงๆ แค่พูดความจริงและไม่โกหกเท่านั้นเอง’ เจ้าคิดอย่างไรกับความรู้สึกนึกคิดนี้? การเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์มีขอบเขตที่จำกัดขนาดนี้เลยหรือ? แน่นอนว่าไม่ใช่ เจ้าต้องเปิดเผยหัวใจของเจ้าและถวายหัวใจต่อพระเจ้า นี่คือท่าทีที่บุคคลที่ซื่อสัตย์สมควรมี นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดหัวใจที่ซื่อสัตย์ดวงหนึ่งจึงล้ำค่ามาก เรื่องนี้บ่งบอกอะไร? บ่งบอกว่าหัวใจที่ซื่อสัตย์สามารถกำกับพฤติกรรมของเจ้าและเปลี่ยนแปลงสภาวะของเจ้า สามารถนำเจ้าไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง และไปสู่การนบนอบต่อพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ หัวใจเช่นนี้ย่อมล้ำค่าจริงๆ หากเจ้ามีหัวใจที่ซื่อสัตย์เช่นนี้ เช่นนั้นแล้ว นั่นคือสภาวะที่เจ้าควรดำรงชีวิตอยู่ นั่นคือหนทางที่เจ้าควรประพฤติ และนั่นคือหนทางที่เจ้าควรอุทิศตนเอง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าไม่ว่าหน้าที่จะเรียกร้องอะไรจากบุคคลที่ซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาหรือไม่ หรือเนื้อหนังของพวกเขาจะต้องทนทุกข์มากอย่างไร พวกเขาก็จะยอมรับด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ จากนั้น พวกเขาจะทุ่มเทสุดตัวเพื่อทำทุกอย่างที่ทำได้โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเอง คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย มีเพียงคนซื่อสัตย์เช่นนี้เท่านั้นที่พระเจ้าทรงรัก ฉันอยากจะหนีและถอนตัวออกจากการเลือกตั้งเพราะฉันไม่อยากทนทุกข์หรือต้องทุ่มเท หลังจากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่ม ฉันก็ไม่รู้สึกอยากทำเพราะรู้ว่านี่เป็นหน้าที่ที่สำคัญมากและฉันจะต้องรับผิดชอบงานหลายอย่าง และเพื่อทำหน้าที่ให้ดี เนื้อหนังของฉันจะต้องทนทุกข์อย่างมากและฉันจะต้องกังวลอย่างมาก จากนั้นฉันก็พยายามหลีกเลี่ยงหน้าที่ โดยใช้ความเยาว์วัย การขาดความมั่นคง และอุปนิสัยที่หลอกลวงมาเป็นข้ออ้าง โดยบอกว่าฉันไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำกลุ่ม พระนิเวศของพระเจ้าได้บ่มเพาะฉันมาเป็นเวลานาน แต่ในช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่ง ฉันกลับหลีกเลี่ยงหน้าที่ ฉันขาดมโนธรรมและสำนึกจริงๆ ฉันช่างเห็นแก่ตัวและหลอกลวงจริงๆ! ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันไม่อยากแม้แต่จะทำหน้าที่ที่ฉันควรทำ การใช้ชีวิตแบบนั้นมีความหมายอะไร? ในตอนนั้น ฉันนึกถึงเนื้อเพลงนมัสการท่อนหนึ่งที่ว่า “ผู้คนไม่มอบความชูใจแด่พระเจ้าเลยแม้แต่น้อยด้วยซ้ำ และจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ก็ยังคงไม่เคยทรงได้รับความรักที่แท้จริงจากมนุษยชาติ” ฉันน้ำตาไหล และฉันก็ค้นหาเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้าบทนี้
ความรักที่พระเจ้ามีต่อมวลมนุษย์นั้นเที่ยงแท้และเป็นจริง
1 โดยหลักแล้ว ความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษยชนสำแดงอยู่ในพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำในเนื้อหนัง ในการทรงช่วยผู้คนให้รอดด้วยพระองค์เอง โดยการตรัสกับผู้คนแบบซึ่งหน้าและดำรงพระชนม์ชีพแบบซึ่งหน้ากับพวกเขา โดยไม่มีระยะห่างแม้แต่น้อย และไม่มีการเสแสร้งเลย นี่เป็นจริง ที่การช่วยมนุษยชาติให้รอดของพระองค์เป็นไปถึงขั้นที่พระองค์ทรงสามารถบังเกิดเป็นมนุษย์และผ่านหลายปีที่เจ็บปวดไปกับเหล่ามนุษย์ในโลกนั้น ล้วนเป็นเพราะความรักและความกรุณาของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ
2 ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นไร้เงื่อนไขและไม่สร้างข้อเรียกร้องใดเลย สิ่งใดเล่าที่พระองค์ทรงสามารถได้รับจากพวกเขาเป็นการตอบแทน? ผู้คนเย็นชาต่อพระเจ้า ใครหรือที่สามารถปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะที่เป็นพระเจ้าได้? ผู้คนไม่มอบความชูใจแด่พระเจ้าเลยแม้แต่น้อยด้วยซ้ำ และจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ก็ยังคงไม่เคยทรงได้รับความรักที่แท้จริงจากมนุษยชาติ พระเจ้าทรงมอบให้อย่างไม่เห็นแก่พระองค์เองและจัดเตรียมให้อย่างไม่เห็นแก่พระองค์เองเรื่อยไป
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, เจ้ารู้จักความรักของพระเจ้าเพื่อมวลมนุษย์หรือไม่?
หลังจากฟังเพลงนมัสการจบ ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากและรู้สึกผิดนิดหน่อย ฉันน้ำตาไหลไม่หยุด ความรักของพระเจ้าช่างจริงแท้และเป็นจริง พระเจ้าทรงสูงสุด บริสุทธิ์ และยิ่งใหญ่ แต่เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเพื่อเสด็จมาสู่โลกมนุษย์ ทรงใช้ชีวิตเคียงข้างมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ทรงแสดงความจริงเพื่อจัดเตรียมและนำทางผู้คน และทรงจัดเตรียมสภาวการณ์ต่างๆ เพื่อถลุงและชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ พระเจ้าทรงทุ่มเททั้งพระทัยให้มนุษย์ แต่ฉันกลับไม่เต็มใจแบกรับภาระหนักในการทำหน้าที่ของตน และไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคาแม้เพียงเล็กน้อยหรือทนทุกข์แม้เพียงนิดเดียว ฉันรู้สึกว่าติดค้างพระเจ้าเหลือเกิน พระเจ้าได้ประทานให้ฉันมากมาย แต่ฉันกลับไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ และคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง โดยหลีกเลี่ยงหน้าที่เพราะกังวลว่าเนื้อหนังจะต้องทนทุกข์ ฉันไร้ซึ่งมโนธรรมโดยสิ้นเชิงจริงๆ!
ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่จำพวกใดและไม่ว่าเจ้าจะยอมรับพระบัญชาเรื่องใดจากพระเจ้า ข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อเจ้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเจ้าเข้าใจข้อกำหนดของพระเจ้าแล้ว เจ้าก็ต้องปฏิบัติตาม ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และทำให้พระบัญชาที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าสำเร็จลุล่วงอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของพระองค์ตามที่เจ้าเข้าใจไม่ว่าพระองค์จะประทับอยู่ข้างเจ้าหรือพินิจพิเคราะห์เจ้าอยู่ก็ตาม เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะกลายเป็นเจ้านายของสรรพสิ่งโดยแท้ ได้รับความมั่นใจจากพระเจ้า เป็นคนที่ได้มาตรฐาน และคู่ควรแก่พระบัญชาของพระองค์… จงเพียงแค่มุ่งเน้นไปที่พระวจนะและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และมาไล่ตามเสาะหาความจริง ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และหลีกเลี่ยงการทำให้การรอคอยนานหกพันปีของพระเจ้า และความคาดหวังนานหกพันปีของพระองค์เป็นที่น่าผิดหวัง จงถวายความชูใจแด่พระเจ้าบ้าง จงให้พระองค์ทรงมองเห็นความหวังในตัวเจ้า และจงให้ความปรารถนาของพระองค์กลายเป็นจริงในตัวเจ้า บอกเราเถิดว่าถ้าเจ้าทำเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่? แน่นอนว่าไม่!” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, เหตุใดมนุษย์จึงต้องไล่ตามเสาะหาความจริง) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกได้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคือให้เราไล่ตามเสาะหาความจริง ทำหน้าที่ของเราให้ดี นบนอบพระเจ้า มอบหัวใจของเราไว้กับพระเจ้า มีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะเห็นมากที่สุด เมื่อฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับเขต พระเจ้าทรงหวังให้ฉันแสวงหาความจริงขณะทำหน้าที่ของตน และฝึกสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ พระองค์ทรงหวังให้ฉันใส่ใจงานและแบกรับความรับผิดชอบของงานด้วย ในที่สุดก็จะทำหน้าที่ได้ดี ได้รับความจริง และได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็ตำหนิตัวเองอย่างมาก ฉันเสียใจที่ไม่ได้ทะนุถนอมโอกาสที่พระเจ้าประทานมา และไม่ยอมรับหน้าที่ของตน ฉันหวังเหลือเกินว่าพระเจ้าจะประทานโอกาสให้ฉันอีกครั้ง! ฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าหากมีโอกาสอีกครั้ง ฉันจะนบนอบอย่างแน่นอน และจะไม่กบฏต่อพระเจ้าแบบนี้อีก ดังนั้น ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจนบนอบการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระองค์ ในอนาคต ข้าพระองค์เต็มใจยอมรับทุกหน้าที่ และทำหน้าที่นั้นให้ดี” ต่อมา ผู้นำระดับสูงไม่เห็นด้วยกับการลาออกของฉันและให้ฉันเป็นผู้นำกลุ่มต่อไป ฉันดีใจอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงทราบถึงหัวใจของฉันและประทานโอกาสให้ฉันอีกครั้ง ฉันต้องทะนุถนอมโอกาสนี้! หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มติดตามงานอย่างแข็งขัน และทุกคืนหลังจากการชุมนุมเสร็จสิ้น ฉันจะสรุปปัญหาในงานกับพี่น้องชายหญิงในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ แม้ว่าบางครั้งจะมีงานมากและเนื้อหนังของฉันจะเหนื่อยเล็กน้อย แต่ฉันก็ไม่หลีกเลี่ยงหน้าที่เหมือนแต่ก่อน
ในปี 2023 มีการเลือกตั้งผู้นำและมัคนายกเนื่องจากการปรับโครงสร้างคริสตจักรบางแห่ง และปริมาณงานของฉันก็เพิ่มขึ้นมาก ฉันยุ่งจนดึกมากทุกวัน ในช่วงเวลานั้น ฉันแค่รู้สึกว่ามันลำบากและเหนื่อยเกินไป ไม่นานหลังจากนั้น คริสตจักรก็จัดการเลือกตั้งรอบใหม่ และฉันก็อยากจะใช้โอกาสนี้สละตำแหน่งในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับเขตและทำหน้าที่ที่เบากว่าแทน ในตอนนั้น ฉันรู้ตัวว่าอยากจะคำนึงถึงเนื้อหนังของตัวเองอีกแล้ว และฉันก็ร้องเรียกหาพระเจ้าอยู่ในหัวใจ ให้ทรงนำฉัน ฉันจะได้ปฏิบัติความจริงได้ ในตอนนั้น เพลงนมัสการแห่งพระวจนะของพระเจ้าสองเพลงก็ผุดขึ้นมาในหัว
พระเจ้าทรงหวงแหนผู้ที่ฟังและนบนอบพระองค์
สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่สำคัญว่าบุคคลหนึ่งจะยิ่งใหญ่หรือไร้ความสำคัญ ตราบใดที่พวกเขาสามารถฟังพระองค์ นบนอบคำสั่งและพระบัญชาของพระองค์ สามารถร่วมมือกับพระราชกิจของพระองค์ น้ำพระทัยของพระองค์ และแผนการของพระองค์ เพื่อให้น้ำพระทัยและแผนการของพระองค์ดำเนินไปได้อย่างไร้อุปสรรคและสำเร็จลุล่วง ตราบนั้นการประพฤติปฏิบัติดังกล่าวย่อมคู่ควรที่พระองค์จะทรงจดจำและคู่ควรแก่การได้รับพรจากพระองค์ พระเจ้าทรงเห็นว่าผู้คนเช่นนี้ล้ำค่า และทรงชื่นชูพฤติกรรมดังกล่าว พระองค์ทรงชื่นชูความรักใคร่ที่ผู้คนมีต่อพระองค์เช่นนี้และหัวใจนี้ที่พวกเขาแสดงต่อพระองค์ นี่คือท่าทีของพระเจ้า
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1
สิ่งที่พระเจ้าทรงใส่พระทัยคือหัวใจของมนุษย์
เมื่อคนคนหนึ่งน้อมรับพระบัญชาจากพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงมีมาตรฐานสำหรับการตัดสินว่าการกระทำของพวกเขาดีหรือแย่ ว่าคนผู้นั้นนบนอบหรือไม่ คนผู้นั้นสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือยัง การกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาได้มาตรฐานหรือไม่ สิ่งที่พระเจ้าทรงให้คุณค่าคือหัวใจของคนคนนั้น ไม่ใช่การกระทำภายนอกของพวกเขา มันไม่ใช่กรณีที่พระเจ้าควรทรงอวยพรใครสักคนตราบเท่าที่พวกเขาทำบางสิ่ง โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่พวกเขาทำสิ่งนั้น นี่เป็นความเข้าใจผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงมองเฉพาะผลสุดท้ายเท่านั้น แต่ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งว่าหัวใจของคนคนหนึ่งเป็นเช่นไร และระหว่างที่สิ่งต่างๆดำเนินไปนั้น พวกเขามีท่าทีอย่างไร ทรงดูว่าหัวใจของพวกเขามีการนบนอบ มีการคิดคำนึง และมีความเต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1
พระวจนะของพระเจ้ากินใจฉันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านว่า “พระเจ้าไม่ได้ทรงมองเฉพาะผลสุดท้ายเท่านั้น แต่ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งว่าหัวใจของคนคนหนึ่งเป็นเช่นไร และระหว่างที่สิ่งต่างๆดำเนินไปนั้น พวกเขามีท่าทีอย่างไร ทรงดูว่าหัวใจของพวกเขามีการนบนอบ มีการคิดคำนึง และมีความเต็มใจที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่” ฉันเข้าใจว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงใส่พระทัยคือหัวใจของมนุษย์ เมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้น สิ่งที่พระเจ้าทรงอยากเห็นคือ หัวใจของผู้คนนบนอบและคำนึงถึงพระเจ้าหรือไม่ และพวกเขาสามารถละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้หรือไม่ เมื่อใดก็ตามที่มีงานสำคัญเข้ามา หรือเมื่อฉันต้องเผชิญกับการเลือกตั้ง ฉันไม่ได้คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า คิดเพียงว่าจะหลีกเลี่ยงความทุกข์ของเนื้อหนังได้อย่างไร และจะรับผิดชอบน้อยลงได้อย่างไร ฉันช่างไร้มโนธรรม เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจยิ่งนัก! ตอนนี้คริสตจักรกำลังจัดการเลือกตั้งใหม่ และอย่างน้อยฉันก็ต้องมีท่าทีที่นบนอบ หากฉันได้รับเลือก นี่จะเป็นเพราะพระเจ้าทรงยกชูฉัน หากฉันไม่ได้รับเลือก ก็จะมีบทเรียนให้ฉันได้เรียนรู้ ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ควรนบนอบ เมื่อคิดเช่นนี้ หัวใจของฉันก็สงบลงมาก และฉันก็เข้าร่วมการเลือกตั้ง สุดท้ายฉันได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับเขต และหัวใจของฉันก็สามารถนบนอบได้
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และเข้าใจว่าทำไมฉันถึงคำนึงถึงเนื้อหนังและหลีกเลี่ยงหน้าที่ของตนอยู่ตลอดเวลา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในส่วนของเนื้อหนังนั้น ยิ่งเจ้าประคบประหงมมันดีมากขึ้นเท่าใด เนื้อหนังก็จะยิ่งละโมบมากขึ้นเท่านั้น การสู้ทนความทุกข์เล็กน้อยจึงเป็นเรื่องที่สมควร ผู้คนที่สู้ทนความทุกข์บ้างย่อมจะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องและลงมือทำงานที่เหมาะสม ถ้าเนื้อหนังไม่สู้ทนความทุกข์ หลงระเริงอยู่กับความสุขสบาย และเติบโตอยู่ในรังนอนที่สุขสบาย เช่นนั้นแล้วผู้คนก็จะไม่สัมฤทธิ์สิ่งใด และเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถได้มาซึ่งความจริง หากผู้คนเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติและความวิบัติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ พวกเขาย่อมจะขาดจิตสำนึกและกลายเป็นคนไร้เหตุผล เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็มีแต่จะต่ำทรามลงเรื่อยๆ มีตัวอย่างแบบนี้อยู่มากมิใช่หรือ? เจ้าจะเห็นได้ว่าในโลกที่ไม่มีความเชื่อ มีนักร้องและดาราภาพยนตร์มากมายที่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะสู้ทนความยากลำบากและทุ่มเทให้กับงานของพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เมื่อพวกเขามีชื่อเสียงและเริ่มทำเงินได้มหาศาล พวกเขากลับไม่เดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง บางคนเสพยา บางคนฆ่าตัวตาย และชีวิตของพวกเขาก็ถูกบั่นให้สั้นลง นี่เกิดจากอะไร? พวกเขามีความสุขสำราญทางวัตถุมากเกินไป พวกเขาสุขสบายเกินไป และไม่รู้ว่าจะทำให้ตนเองได้รับความสุขสำราญหรือความตื่นเต้นมากขึ้นได้อย่างไร บางคนจึงหันไปหายาเสพติดเพื่อค้นหาความตื่นเต้นและความหรรษามากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ไม่สามารถเลิกมันได้ บางคนเสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาด ส่วนคนอื่นเมื่อไม่รู้ว่าจะทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากยาเสพติดได้อย่างไร ก็ฆ่าตัวตายในที่สุด มีตัวอย่างแบบนี้อยู่มากนัก ไม่ว่าเจ้าจะกินดีขนาดไหน แต่งตัวดีขนาดไหน ใช้ชีวิตดีเพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะสนุกสนานเพียงใด หรือชีวิตของเจ้าจะสุขสบายขนาดไหน และไม่ว่าความปรารถนาของเจ้าจะได้รับการตอบสนองครบถ้วนอย่างไร ในท้ายที่สุดมันก็คือความว่างเปล่าที่ทบลงไปบนความว่างเปล่า และผลที่ได้ย่อมเป็นการทำลายล้าง ความสุขที่ผู้ไม่มีความเชื่อไล่ตามไขว่คว้านั้นเป็นความสุขที่แท้จริงหรือไม่? อันที่จริงนั่นไม่ใช่ความสุข นั่นเป็นการจินตนาการของมนุษย์ เป็นความต่ำทรามรูปแบบหนึ่ง เป็นเส้นทางที่ทำให้ผู้คนกลายเป็นคนต่ำทราม สิ่งที่เรียกกันว่าความสุขที่ผู้คนไล่ตามไขว่คว้านั้นเทียมเท็จ แท้จริงแล้วนั่นคือความทุกข์ ความสุขเช่นนั้นไม่ใช่เป้าหมายที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหาและไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่าในการดำรงชีวิต หนทางและวิธีการบางอย่างที่ซาตานใช้ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามนั้น กำลังทำให้พวกเขาแสวงหาเป้าหมายที่เป็นความพึงพอใจในเนื้อหนังและความลุ่มหลงในตัณหา ด้วยวิธีนี้ซาตานจึงทำให้ผู้คนด้านชา ล่อใจผู้คน และทำให้ผู้คนเสื่อมทราม ทำให้พวกเขารู้สึกว่านั่นคือความสุข และนำพวกเขาให้ไล่ตามเป้าหมายนั้น ผู้คนเชื่อว่าการได้สิ่งเหล่านั้นมาคือการได้มาซึ่งความสุข ดังนั้นผู้คนจึงทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้เพื่อมุ่งหน้าไขว่คว้าเป้าหมายนั้น จากนั้นหลังจากที่พวกเขาได้มันมา สิ่งที่พวกเขารู้สึกกลับไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความว่างเปล่าและความเจ็บปวด นี่พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง เป็นทางไปสู่ความตาย” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าเหตุผลที่ฉันละโมบความสะดวกสบายอยู่ตลอดเวลาคือ ความคิดและทัศนะของฉันมีปัญหา ตั้งแต่เด็ก ฉันได้รับอิทธิพลและถูกหล่อหลอมจากสังคมและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง และเชื่อว่าการไล่ตามไขว่คว้าความสะดวกสบายทางเนื้อหนังคือการทำดีต่อตัวเอง ฉันมักได้ยินคนพูดว่า “คนเราควรใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง เพื่อทำให้เนื้อหนังของตัวเองสบายและผ่อนคลาย ไม่ควรใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น แบบนั้นถึงจะฉลาด” พ่อแม่ฉันมักจะพูดด้วยว่า “ไม่ว่าเราทำอะไร เราทำเพื่อเพลิดเพลินกับชีวิตที่สะดวกสบายโดยไม่ต้องเป็นทุกข์หรือเหน็ดเหนื่อย จุดประสงค์ของการมีชีวิตไม่ใช่เพื่อเพลิดเพลินกับชีวิตหรอกหรือ?” ฉันค่อยๆ ยอมรับทัศนะผิดๆ เหล่านี้ มันกลายเป็นหลักที่ฉันยึดถือในการกระทำสิ่งต่างๆ และเป็นเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของฉัน ตอนที่ฉันเรียนหนังสือ ฉันอยากจะเรียนแต่เรื่องง่ายๆ ฉันไม่อยากเรียนอะไรที่ต้องใช้ความคิดเยอะ ตัวอย่างเช่น ฉันไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะเรียนวิชาอย่างคณิตศาสตร์ ซึ่งฉันมองว่าเป็นวิชาที่หนักสมอง หลังจากที่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า แม้ว่าฉันจะทำหน้าที่ในคริสตจักร แต่ฉันก็ยังคงไล่ตามไขว่คว้าความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ฉันไม่เต็มใจที่จะแบกรับภาระหนักตอนทำหน้าที่ และไม่อยากทำหน้าที่ที่ต้องใช้ความคิดเยอะหรือต้องทนทุกข์ทางเนื้อหนัง ฉันอยากทำหน้าที่ที่ง่ายและเบาเท่านั้น ทันทีที่มีหน้าที่ยากๆ หรือหน้าที่ที่มีปริมาณงานเยอะ ฉันก็อยากจะหลีกเลี่ยงหน้าที่เหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ครั้งแรกที่ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจของเขต เพราะฉันกลัวว่าการเป็นผู้นำกลุ่มจะมาพร้อมงานเยอะ และทำให้ฉันเหนื่อยล้าทางร่างกาย ฉันจึงหาข้ออ้างมากมาย และจงใจยกเอาความเสื่อมทรามและความบกพร่องของตัวเองมาพูด เพื่อให้ทุกคนเห็นตรงกันว่าฉันไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำกลุ่ม ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ฉันยังคงคำนึงถึงเนื้อหนังของตัวเอง และถึงกับต้องการสละตำแหน่งในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ ฉันคิดถึงแต่ผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตัวเอง ไม่เคยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และหลีกเลี่ยงหน้าที่อยู่ตลอดเวลาเพื่อที่เนื้อหนังของฉันจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ พฤติกรรมนี้เป็นการกบฏต่อพระเจ้าและทรยศพระเจ้า หากฉันไม่กลับใจ ในที่สุด ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่ได้รับความจริงหรือเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง แต่ฉันจะรังแต่พบความวิบัติและถูกทำลายล้าง ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “หนทางและวิธีการบางอย่างที่ซาตานใช้ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามนั้น กำลังทำให้พวกเขาแสวงหาเป้าหมายที่เป็นความพึงพอใจในเนื้อหนังและความลุ่มหลงในตัณหา ด้วยวิธีนี้ซาตานจึงทำให้ผู้คนด้านชา ล่อใจผู้คน และทำให้ผู้คนเสื่อมทราม ทำให้พวกเขารู้สึกว่านั่นคือความสุข และนำพวกเขาให้ไล่ตามเป้าหมายนั้น ผู้คนเชื่อว่าการได้สิ่งเหล่านั้นมาคือการได้มาซึ่งความสุข ดังนั้นผู้คนจึงทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้เพื่อมุ่งหน้าไขว่คว้าเป้าหมายนั้น จากนั้นหลังจากที่พวกเขาได้มันมา สิ่งที่พวกเขารู้สึกกลับไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความว่างเปล่าและความเจ็บปวด นี่พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง เป็นทางไปสู่ความตาย” ซาตานทดลองและทำให้ผู้คนเสื่อมทรามด้วยการไล่ตามไขว่คว้าความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ทำให้พวกเขาเชื่อว่าการสนองเนื้อหนังเท่านั้นที่จะนำความสุขมาให้ได้ อันที่จริง ไม่ว่าคนเราจะสบายแค่ไหนหรือเพลิดเพลินกับเนื้อหนังอย่างไร ลึกๆ แล้ว พวกเขายังรู้สึกว่างเปล่าและระทมทุกข์ ฉันไล่ตามไขว่คว้าความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมาโดยตลอด และไม่อยากทำหน้าที่ที่มีปริมาณงานเยอะ ฉันคิดว่าด้วยวิธีนี้ ฉันจะมีเวลาพักผ่อนหรือทำสิ่งที่ฉันชอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากฉันหลีกเลี่ยงหน้าที่ หัวใจของฉันก็ไม่สงบ ฉันกลับตกสู่ห้วงความระทมทุกข์และการตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง ความรู้สึกนี้ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ ฉันรู้ว่าเพราะฉันได้กบฏต่อพระเจ้า ฉันจึงสูญเสียการทรงสถิตของพระองค์ไป ฉันได้รับประสบการณ์ว่าการไล่ตามไขว่คว้าความสะดวกสบายทางเนื้อหนังไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง และมันรังแต่จะนำพาผู้คนให้เสื่อมทรามลงเรื่อยๆ และต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ
ในเดือนเมษายน ปี 2024 เนื่องจากความต้องการของงาน ผู้ประกาศคนหนึ่งในเขตความรับผิดชอบของฉันถูกย้ายไปทำหน้าที่ที่อื่น ฉันต้องติดตามงานที่เธอรับผิดชอบอยู่ชั่วคราว และฉันก็กังวลเล็กน้อย มีงานต้องทำเยอะมาก จะเหนื่อยมากเลย! ฉันรู้ตัวว่าอยากคำนึงถึงเนื้อหนังของตัวเองอีกแล้ว และฉันก็อธิษฐานขอพระเจ้าในใจให้ทรงนำฉันจนฉันสามารถนบนอบได้ ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้ใหญ่ทุกคนต้องแบกรับความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเผชิญความกดดันมากเพียงใด เช่น ความทุกข์ยาก ความเจ็บป่วย และแม้กระทั่งความลำบากต่างๆ—เหล่านี้คือสิ่งที่ทุกคนควรมีประสบการณ์และทนรับเอาไว้ นี่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนปกติ ถ้าเจ้าไม่สามารถทนรับแรงกดดัน สู้ทนความทุกข์ หรือทนรับเรื่องเลวร้ายได้ นั่นก็หมายความว่าเจ้าไม่มีความเพียรพยายามหรือความเด็ดเดี่ยว เจ้าเปราะบางและไร้ประโยชน์เหลือเกิน ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสังคมหรือในพระนิเวศของพระเจ้าต้องทนรับความทุกข์เช่นนี้ในชีวิตของตน นี่คือความรับผิดชอบที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรแบกรับ เป็นภาระที่พวกเขาควรแบกไว้ ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ และเจ้าก็ไม่ควรพยายามหลบหลีก ถ้าเจ้าอยากหลีกหนีหรือเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งหมดนี้อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้ว อารมณ์เก็บกดของเจ้าก็จะออกมา และจะตามพัวพันเจ้าไปตลอดกาล อย่างไรก็ตาม ถ้าเจ้าสามารถเข้าใจและยอมรับทั้งหมดนี้ได้อย่างถูกควร และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ชีวิตและการดำรงอยู่ของเจ้าจำเป็นต้องมี เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่เกิดอารมณ์เชิงลบเพราะปัญหาเหล่านี้อีกต่อไป ในแง่หนึ่ง เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแบกรับความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่ผู้ใหญ่ควรมีและควรทำ ในอีกแง่หนึ่ง เจ้าควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวในสภาพแวดล้อมที่เจ้าใช้ชีวิตและทำงาน พร้อมด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปกติ อย่าเอาแต่ทำตามใจชอบ การอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวมีจุดประสงค์เพื่อสิ่งใด? เพื่อที่จะทำงาน ทำให้ภาระผูกพันและความรับผิดชอบที่เจ้าพึงลุล่วงในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่นี้แล้วเสร็จได้ดีขึ้น ไม่ว่าเจ้าจะทำงานหรือทำหน้าที่อันใด เมื่อเผชิญอันตราย เมื่อเผชิญการก่อกวนและความเสียหายที่เกิดจากกองกำลังของซาตาน เจ้าต้องสามารถบรรเทาความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้งานและหน้าที่ของเจ้ามีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่คนที่มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวควรทำให้สำเร็จ ถ้าเจ้ามีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เจ้าควรสัมฤทธิ์เรื่องนี้เวลาทำงาน ส่วนแรงกดดันในการทำงานนั้น ไม่ว่าจะมาจากเบื้องบนหรือพระนิเวศของพระเจ้า หรือเป็นพี่น้องชายหญิงที่กดดันเจ้า ก็เป็นสิ่งที่เจ้าควรแบกรับ เจ้าไม่อาจพูดได้ว่า ‘ฉันจะไม่ทำเรื่องนี้เพราะมีแรงกดดัน เวลาทำหน้าที่และทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันแสวงหาแต่ความสบาย ความง่าย ความสุข และความสะดวกกายเท่านั้น’ นี่ใช้ไม่ได้ และไม่ใช่ความคิดอ่านซึ่งผู้ใหญ่ที่ปกติควรมี อีกทั้งพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ใช่สถานที่ให้เจ้าลุ่มหลงในความสะดวกสบาย ทุกคนย่อมมีแรงกดดันและความเสี่ยงในชีวิตและการทำงานของตนอยู่ระดับหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นงานใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ของเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าควรพากเพียรให้ได้ผลเลิศ มองในวงกว้าง นี่คือคำสอนและข้อกำหนดของพระเจ้า มองให้แคบลงมา นี่เป็นท่าที มุมมอง มาตรฐาน และหลักธรรมที่ทุกคนควรมีในการประพฤติปฏิบัติตนและในการกระทำของตน เวลาทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบและระบบของพระนิเวศของพระเจ้า ต้องเรียนรู้ที่จะทำตามกฎเกณฑ์ คอยประพฤติปฏิบัติตนให้ดี ส่วนนี้คือแก่นสำคัญในการประพฤติปฏิบัติตนของคนเรา” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (5)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าในฐานะผู้ใหญ่ เราทุกคนมีความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตัวเอง ไม่ว่าจะในพระนิเวศของพระเจ้าหรือในโลกที่ไม่มีความเชื่อ นี่คือสิ่งที่คนปกติควรแบกรับ ในกระบวนการทำหน้าที่ของตน แม้ว่าเนื้อหนังจะต้องทนทุกข์ จ่ายราคา และทนรับแรงกดดันอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบที่ผู้ใหญ่ต้องแบกรับ ฉันจะกลัวความทุกข์ หรือหลีกเลี่ยงหน้าที่เมื่อเห็นว่ามันยากไม่ได้ การทำแบบนั้นไร้มโนธรรมและไร้ความเป็นมนุษย์เกินไป ดังนั้น ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างมีสติเพื่อขัดขืนเนื้อหนัง และฉันก็ค่อยๆ สามารถนบนอบได้
จากประสบการณ์นี้ ฉันเข้าใจว่าแม้ว่าเนื้อหนังของฉันจะทนทุกข์และรู้สึกเหนื่อยเมื่อแบกรับภาระงานในคริสตจักร แต่ฉันก็ได้รับอะไรมากมาย ฉันตระหนักว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันต้องแสวงหาหลักธรรมความจริง และความเป็นมนุษย์ของฉันก็เติบโตขึ้นมากด้วย จากที่เคยพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอในตอนแรก ตอนนี้ฉันได้เรียนรู้ที่จะทำงานอย่างเป็นอิสระ เมื่อพี่น้องชายหญิงมีความลำบากยากเย็นหรือมโนคติอันหลงผิด ฉันก็สามารถค้นหาความจริงที่เกี่ยวข้องเพื่อสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้เช่นกัน แม้ว่าปริมาณงานของฉันจะเยอะกว่าเมื่อก่อน แต่ฉันก็ได้รับและได้อะไรมามากมายเช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นพระคุณพิเศษจากพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!