70. ตอนนี้ฉันสามารถปฏิบัติต่อผู้คนตามหลักธรรมได้แล้ว
ในเดือนมิถุนายน ปี 2023 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้ดูแลงานข้อเขียน จากการได้ปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง ฉันพบว่าทักษะวิชาชีพและความสามารถในการทำงานของพวกเขาค่อนข้างอ่อน ฉันจึงคอยชี้แนะและช่วยเหลือพวกเขาอย่างอดทน และสามัคคีธรรมกับพวกเขาเพื่อแก้ไขความยากลำบากใดๆ ที่พวกเขาเผชิญ แต่พองานยุ่ง ฉันก็หมดความอดทนและเริ่มดูถูกพวกเขา ในเดือนกรกฎาคม คริสตจักรเผชิญกับการจับกุมอย่างบ้าคลั่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันไม่สามารถติดต่อคนทำงานข้อเขียนหลายคนได้ และผลงานของพวกเราก็เริ่มแย่ลง พี่น้องชายหญิงจากทีมหนึ่งอยากให้ฉันหาเรือเกี่ยวกับวิธีดำเนินงานที่จะมาถึง ตอนนั้นฉันกำลังจัดการงานอีกอย่างอยู่ ฉันจึงติดต่อพูดคุยกับพวกเขาแบบคร่าวๆ เกี่ยวกับแนวทางโดยรวมของการทำงาน โดยคิดว่าพวกเขาน่าจะรู้ว่าจะนำไปปฏิบัติอย่างไร อย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมยังคงเขียนตอบกลับมา บอกว่าพวกเขากำลังเจอปัญหาบางอย่างอยู่ ฉันคิดในใจว่า “ตอนที่คริสตจักรเผชิญกับการจับกุมครั้งแรก ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน แต่ฉันก็สามารถหาหนทางได้บ้างจากการอธิษฐานและการแสวงหา ทำไมพวกคุณหาหนทางให้ตัวเองไม่ได้? รู้แต่จะบ่นเรื่องความยากลำบาก พวกคุณแค่ไม่ใส่ใจในหน้าที่ของตัวเอง แค่รอวิธีแก้ปัญหาสำเร็จรูป คุณเป็นหัวหน้าทีม พอคุณบ่นเรื่องความยากลำบาก มันก็จะส่งผลเสียต่อคนอื่น” ระหว่างการชุมนุม ฉันพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิว่า “พวกคุณได้หารือวิธีแก้ปัญหาสำหรับปัญหาเหล่านี้บ้างไหม? แต่ละวันพวกคุณทำอะไรกันอยู่? ทำไมไม่ลองหาหนทางให้ตัวเองบ้าง?” ฉันเห็นว่าพี่น้องหญิงดูไม่สบายใจ และก็ตระหนักว่าน้ำเสียงของฉันไม่เหมาะสม แต่แล้วฉันก็คิดว่าสิ่งที่ฉันพูดเป็นความจริง และฉันกำลังพยายามชี้แนะให้เธอพึ่งพาพระเจ้ามากขึ้นเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก แทนที่จะเอาแต่บ่น ฉันบอกตัวเองว่ามันเป็นผลดีต่อตัวเธอเอง บางครั้งเวลาที่ฉันถามคำถามพี่น้องหญิงหลิว เนื่องจากฉันเป็นคนพูดเร็ว เธอจึงตอบสนองไม่ทันที และคำตอบของเธอก็ค่อนข้างวกวน ฉันจะดูถูกเธอและคิดว่า “คุณไม่ได้ตอบคำถามของฉันด้วยซ้ำ ตอบมาให้ตรงประเด็นเลยไม่ได้เหรอ? ทำไมต้องพูดอ้อมค้อมด้วย?” แล้วฉันก็จะพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิว่า “อย่าพูดอ้อมค้อม แค่ตอบคำถามที่ถูกถาม ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเข้าใจคุณ!” หลังจากฉันพูดแบบนี้ เธอก็จะรู้สึกถูกบีบคั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงจางได้เล่าถึงสภาวะของเธอ โดยบอกว่าบางครั้งเมื่อฉันถามอะไรเธอ เธอจับความเข้าใจสิ่งที่ฉันหมายถึงไม่ได้ในทันที เมื่อคำตอบของเธอไม่ตรงประเด็น ฉันก็จะดุเธอ แล้วเธอก็จะไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะกลัวว่าจะถูกตัดแต่งที่ไม่ตอบให้ตรงประเด็น เมื่อฉันได้ยินพี่น้องหญิงจางพูดแบบนี้ ฉันก็ยังไม่ทบทวนตัวเอง แต่กลับคิดว่าเธอห่วงเรื่องรักษาหน้ามากเกินไป ฉันคิดว่า “ที่ฉันชี้ให้เห็นปัญหาของคุณ นั่นก็ดีกับตัวคุณเองไม่ใช่เหรอ? ทำไมคุณถึงกับต้องรู้สึกถูกบีบคั้นด้วยล่ะ? คุณก็แค่ใจเสาะเกินไป!” หลังจากนั้นไม่นาน พี่น้องหญิงก็เริ่มตีตัวออกห่างฉัน บางครั้งฉันได้ยินพวกเธอพูดคุยและหัวเราะกันในห้องทำงาน แต่พวกเธอก็จะเงียบกริบในทันทีที่ฉันเดินเข้าไป ฉันตระหนักว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเธอทุกคนก็จะหลบเลี่ยงฉัน แล้วเราจะร่วมมือกันทำหน้าที่ได้ยังไงล่ะ? ดังนั้น ฉันจึงหาพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่ชำแหละอุปนิสัยอันโอหังและพยายามดูว่าพระวจนะเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร ฉันยังยับยั้งตัวเองภายนอกด้วย และพยายามพูดกับพวกเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง หรือเล่าเรื่องตลกเพื่อทำให้บรรยากาศดีขึ้น
ต่อมา พี่น้องชายหวัง เพื่อนร่วมงานของฉัน พบว่าสมาชิกในทีมหลายคนรู้สึกถูกฉันบีบคั้น และชี้ให้เห็นปัญหาของฉัน เขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ฉันฟังหลายบทตอน และมีบทตอนหนึ่งที่สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ฉันเป็นพิเศษ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากเจ้าเพียงเทศนาคำพูดและคำสอนเพื่อสั่งสอนและตัดแต่งพวกเขา เจ้าจะสามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงได้หรือไม่? หากสิ่งที่เจ้าสามัคคีธรรมนั้นไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และหากสิ่งนั้นไม่มีอะไรนอกจากคำพูดและคำสอน เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะตัดแต่งและสั่งสอนพวกเขามากเพียงใด การนั้นย่อมจะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เจ้าคิดหรือว่าการที่ผู้คนกลัวเจ้าอยู่บ้าง ทำสิ่งที่เจ้าบอกให้พวกเขาทำ และไม่กล้าคัดค้านนั้น เป็นอย่างเดียวกันกับการที่พวกเขาเข้าใจความจริงและนบนอบหรือไม่? นี่เป็นสิ่งที่ผิดอย่างที่สุด การเข้าสู่ชีวิตไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น คนบางคนที่กลายมาเป็นผู้นำเป็นเหมือนผู้จัดการคนใหม่ที่พยายามสร้างความประทับใจที่ตราตรึง พวกเขาเริ่มด้วยการพยายามบังคับใช้สิทธิอำนาจที่เพิ่งได้มากับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและทำให้ทุกคนเชื่อฟังพวกเขา พวกเขาคิดว่านี่จะทำให้งานของพวกเขาง่ายขึ้น หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริง เช่นนั้นแล้ว ในไม่ช้าวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้าก็จะถูกเปิดเผย ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าจะถูกเปิดโปง และเจ้าอาจถูกกำจัดออกไปก็เป็นได้ ในงานบริหารบางอย่าง การตัดแต่ง และการบ่มวินัยเล็กน้อยเป็นที่ยอมรับได้ แต่หากเจ้าไม่สามารถสามัคคีธรรมถึงความจริง สุดท้ายแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อยู่ดี และนั่นจะกระทบกระเทือนผลของงาน ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นในคริสตจักร หากเจ้าสั่งสอนผู้คนและโยนความผิดอยู่เสมอ—หากทั้งหมดที่เจ้าทำอยู่เสมอคือการมีกิริยาไม่ดีกับคนอื่น—เช่นนั้นแล้วนี่ก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้ากำลังเผยตัวออกมา และเจ้าก็แสดงโฉมหน้าอันอัปลักษณ์แห่งความเสื่อมทรามของเจ้าออกมาแล้ว หากเจ้าวางตัวเจ้าเองไว้บนแท่นสูงและสั่งสอนผู้คนอยู่เสมอดังนี้ เช่นนั้นแล้วเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนจะไม่สามารถได้รับการจัดหาชีวิตจากเจ้า พวกเขาจะไม่ได้รับสิ่งใดที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และพวกเขากลับจะรังเกียจเดียดฉันท์เจ้า และขยะแขยง นอกจากนั้นจะมีผู้คนบางคนที่ได้รับอิทธิพลจากเจ้าเนื่องจากขาดพร่องวิจารณญาณ ก็จะเรียนรู้ที่จะสั่งสอนผู้อื่นและตัดแต่งพวกเขา พวกเขาจะโกรธและอารมณ์เสียเช่นเดียวกัน เจ้าไม่เพียงแต่จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้คนได้เท่านั้น—แต่เจ้ายังส่งเสริมอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาอีกด้วย และนั่นไม่ใช่การนำทางผู้คนไปยังเส้นทางสู่ความพินาศหรอกหรือ? นั่นไม่ใช่การกระทำความชั่วหรอกหรือ? ผู้นำควรนำทางโดยการสามัคคีธรรมถึงความจริงและการจัดเตรียมชีวิตเป็นหลัก หากเจ้าวางตัวเจ้าเองไว้บนแท่นสูงและสั่งสอนผู้อื่นอยู่เสมอ พวกเขาจะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่? หากเจ้าทำงานในหนทางนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และผู้คนเริ่มเห็นเจ้าอย่างชัดเจนในสิ่งที่เจ้าเป็นอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะปฏิเสธเจ้า เจ้าสามารถนำผู้คนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยการทำงานในลักษณะนี้ได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน เจ้าจะเพียงแค่ทำให้งานของคริสตจักรเสียหาย และทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งหมดรังเกียจเจ้าและปฏิเสธเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะเหล่านั้นก็เสียดแทงเข้าไปในใจฉันอย่างลึกซึ้ง สิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปงตรงกับสภาวะของฉันทุกประการ ฉันเป็นผู้ดูแล แต่เมื่อฉันเห็นพี่น้องชายหญิงเผชิญกับความลำบากยากเย็นและปัญหาในหน้าที่ของพวกเขา ไม่เพียงแต่ฉันไม่สามัคคีธรรมและช่วยเหลือพวกเขา แต่ฉันกลับวางตัวเหนือคนอื่นเพื่อสั่งสอนและวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาแทน สิ่งนี้ทำให้ทุกคนหลบเลี่ยงและกลัวฉัน สภาวะของพวกเขาก็ย่ำแย่ลง และส่งผลต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของพวกเขา การปฏิบัติต่อผู้คนตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันเป็นสิ่งพระเจ้าทรงเกลียดและผู้อื่นก็ขยะแขยง เมื่อไม่นานมานี้ คริสตจักรได้เผชิญกับการจับกุมครั้งใหญ่ คนทำงานข้อเขียนหลายคนไม่สามารถติดต่อได้ และความคืบหน้าของงานข้อเขียนก็ช้าลง พี่น้องชายหญิงกำลังใช้ชีวิตอย่างลำบากยากเย็น ไม่รู้ว่าจะมีประสบการณ์กับเรื่องนี้อย่างไร นี่เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการให้ฉันสามัคคีธรรมและช่วยเหลือ เพื่อหาหาหนทางเดินต่อไปร่วมกับพวกเขา และแก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาต่างๆ ที่พวกเขากำลังเผชิญ แต่แทนที่จะให้การสามัคคีธรรมและช่วยเหลือที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ฉันกลับดูถูกและสั่งสอนพี่น้องหญิง ผลก็คือพวกเธอไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ แต่กลับถูกฉันบีบคั้นอยู่ทุกฝีก้าว นี่ไม่ใช่การทำหน้าที่ของฉันเลย! ฉันไม่ได้กำลังทำชั่วอยู่หรอกหรือ? ฉันรู้สึกเช่นนี้เป็นพิเศษเมื่อได้เห็นพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “หากเจ้าวางตัวเจ้าเองไว้บนแท่นสูงและสั่งสอนผู้คนอยู่เสมอดังนี้ เช่นนั้นแล้วเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนจะไม่สามารถได้รับการจัดหาชีวิตจากเจ้า พวกเขาจะไม่ได้รับสิ่งใดที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และพวกเขากลับจะรังเกียจเดียดฉันท์เจ้า และขยะแขยง” ในฐานะผู้ดูแล การวางตัวเหนือคนอื่น คอยสั่งสอนและบีบคั้นพวกเขา ไม่เพียงแต่จะทำให้งานเสียหาย แต่ถ้าพี่น้องชายหญิงไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากฉัน พวกเขาก็จะไม่ยอมรับฉัน ตอนนี้ผลงานของพวกเราย่ำแย่ลง สภาวะของพี่น้องชายหญิงก็ย่ำแย่ และฉันก็ถูกตัดแต่งและเปิดโปงในลักษณะนี้ นี่ไม่ใช่การที่พระเจ้าทรงสั่งสอนฉันหรอกหรือ? เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็รู้สึกทุกข์ใจและรู้สึกผิดอย่างมาก ฉันเพียงแค่อยากจะสงบใจและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเอง
ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง ซึ่งกระทบใจฉันอย่างลึกซึ้ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เราพบว่าผู้นำหลายคนทำได้เพียงอบรมสั่งสอนผู้คนและเทศนาผู้อื่นจากที่สูงเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นอย่างเท่าเทียมได้ พวกเขาไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนตามปกติ เมื่อบางคนพูด พวกเขาพูดราวกับว่ากำลังกล่าวสุนทรพจน์หรือกล่าวรายงานอยู่เสมอ คำพูดของพวกเขามีแต่ชี้ไปที่สภาวะของผู้อื่นเท่านั้น แต่พวกเขาไม่เคยเปิดใจตนเอง พวกเขาไม่เคยชำแหละอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน กลับเอาแต่ชำแหละประเด็นปัญหาของผู้อื่นเท่านั้น ใช้คนเหล่านั้นเป็นตัวอย่างในการให้ความรู้แก่ทุกคน เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนี้? เหตุใดพวกเขาจึงกล่าวคำเทศนาเช่นนี้และพูดสิ่งทั้งหลายเช่นนี้? นี่คือบทพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่รู้จักตัวเองแต่อย่างใด พวกเขาไร้สำนึกเหลือเกิน โอหังและคิดว่าตนถูกเสียเต็มประดา พวกเขาคิดว่าความสามารถของตนในการตระหนักรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้อื่นนั้นพิสูจน์ว่าพวกเขาอยู่เหนือผู้อื่น มีวิจารณญาณแยกแยะผู้คนและสิ่งต่างๆ ดีกว่าผู้อื่น และพวกเขาก็เสื่อมทรามน้อยกว่าผู้อื่น พวกเขาสามารถชำแหละและอบรมสั่งสอนผู้อื่น แต่พวกเขาไม่ยอมตีแผ่ตนเอง ไม่เปิดโปงหรือชำแหละอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง ไม่แสดงใบหน้าที่แท้จริงของตนหรือพูดถึงแรงจูงใจของตน พวกเขาดีแต่อบรมสั่งสอนผู้อื่นว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม นี่คือการเชิดชูตนเองและยกย่องตนเอง เจ้าจะเป็นผู้นำโดยที่ยังก่อความยุ่งยากมากมายโดยใช่เหตุได้อย่างไร? หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคริสตจักรแล้ว เหตุใดเจ้าจึงดุว่าผู้อื่นไปเรื่อย ทำตัวตามอำเภอใจ และกระทำการตามความพอใจของเจ้า? เหตุใดเจ้าจึงไม่เคยคำนึงถึงผลสืบเนื่องจากคำพูดของเจ้า ไม่เคยคำนึงถึงตัวตนของเจ้าเอง? เหตุใดเจ้าจึงปฏิบัติตนเช่นนี้? นี่เป็นเพราะแม้ว่าเจ้าจะเป็นผู้นำ เจ้าก็ไม่รู้จักสถานะหรือตัวตนของตัวเอง การจัดการเตรียมการให้เจ้าเป็นผู้นำเป็นเพียงการยกชูเจ้า และมอบโอกาสให้เจ้าปฏิบัติ ไม่ใช่เพราะเจ้ามีความเป็นจริงมากกว่าผู้อื่น หรือเพราะเจ้าเก่งกว่าผู้อื่น อันที่จริง เจ้าก็เหมือนกับทุกๆ คน พวกเจ้าไม่มีใครเลยที่มีความเป็นจริง และในบางเรื่อง เจ้าก็อาจเสื่อมทรามกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้ว เหตุใดเจ้าจึงก่อปัญหาโดยใช่เหตุ ทั้งยังสั่งสอน บีบคั้น และเอ็ดใส่ผู้อื่นตามอำเภอใจ? เหตุใดจึงบังคับให้ผู้อื่นฟังเจ้าแม้ในยามที่เจ้าเป็นฝ่ายผิด? นี่พิสูจน์ว่ากระไร? นี่พิสูจน์ว่าเจ้าทำตัวผิดฐานะ เจ้าไม่ได้ทำงานในฐานะมนุษย์ เจ้ากำลังทำงานของเจ้าในฐานะพระเจ้า จากฐานะที่อยู่เหนือผู้อื่น” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ว่าด้วยกฎการปกครองของพระเจ้าในยุคราชอาณาจักร) การอ่านพระวจนะของพระเจ้าเสียดแทงเข้าไปในใจฉัน ฉันไม่ใช่คนประเภทที่พระเจ้ากำลังตรัสถึงหรอกหรือ? ทักษะฝีมือและความสามารถในการทำงานของพี่น้องหญิงค่อนข้างอ่อน และเมื่องานของพวกเขาถูกสภาพแวดล้อมของการจับกุมครั้งใหญ่ขัดขวาง พวกเขาต้องการให้ฉันช่วยหาหนทางเดินต่อไป แต่ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่ใส่ใจช่วยเหลือพวกเขา ฉันยังวางตัวอยู่เหนือคนอื่นเพื่อสั่งสอนพวกเขาอีกด้วย เพราะฉันเป็นคนพูดเร็ว ถ้าพี่น้องหญิงคนไหนไม่เข้าใจความหมายของฉัน เธอก็จะถูกตำหนิ สิ่งที่ฉันนำมาสู่ผู้อื่นมีแต่ความเจ็บปวดและความเสียหาย และยังส่งผลกระทบต่องานอีกด้วย แล้วในนั้นมีความเป็นมนุษย์แม้เพียงเศษเสี้ยวอยู่ที่ไหนกัน? ฉันคิดถึงศัตรูของพระคริสต์ที่ชื่อเย่ ซึ่งถูกขับไล่ออกไปเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเธอเห็นความเบี่ยงเบนหรือปัญหาบางอย่างในหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง เธอก็จะสั่งสอน ตัดแต่ง และระรานพวกเขาโดยไม่คำนึงบริบทหรือทำความเข้าใจความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของพวกเขา สิ่งนี้ทำให้พี่น้องชายหญิงกลัวเมื่อเห็นเธอและใช้ชีวิตในสภาวะที่ต้องระวังตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของพวกเขา แล้วฉันก็มองดูตัวเอง แม้ว่าฉันจะไม่ได้สั่งสอนและระรานผู้คนอย่างรุนแรงเท่าเย่ แต่พี่น้องหญิงของฉันทุกคนก็ใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังเพราะฉันดูถูกและสั่งสอนสมาชิกในทีม พวกเธอคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ฉันพอใจจะได้ไม่โดนตำหนิ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อสภาวะของพวกเธอและต่องาน ฉันตระหนักว่าธรรมชาติและผลที่ตามมาของการบีบคั้นผู้อื่นของฉันนั้นร้ายแรงมาก และถ้าฉันไม่เปลี่ยนแปลง ฉันก็จะลงเอยบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์และถูกกำจัดออกไป เช่นเดียวกับเย่ ฉันรู้สึกทั้งกลัวและรู้สึกผิด ดังนั้นฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อกลับใจ ขอให้พระองค์ทรงนำฉันให้ทบทวนและรู้จักตัวเองต่อไป
หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอน และได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับปัญหาของฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะรู้วิธีปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้า และก็เป็นธรรมดาที่จะเริ่มออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเส้นทางที่เจ้าเดินเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ผละจากเจ้าไป—ซึ่งในกรณีนี้ย่อมจะมีโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ ที่เจ้าจะทรยศพระเจ้า หากปราศจากความจริง ย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำสิ่งนั้นไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตน เช่นนั้นแล้วการบอกให้เจ้าไม่ต่อต้านพระเจ้าก็คงไม่สร้างความแตกต่างอะไร เจ้าไม่อาจห้ามตัวเองได้ นี่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเจ้า เจ้าคงจะไม่ทำสิ่งนั้นโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำสิ่งนั้นไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง นำเสนอตัวเจ้าเองอยู่เนืองนิตย์ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าสบประมาทผู้อื่น สิ่งเหล่านั้นจะไม่ปล่อยให้หัวใจของเจ้ามีผู้ใดนอกจากตัวเจ้าเอง ความโอหังและความทะนงตนจะปล้นที่ทางของพระเจ้าในหัวใจของเจ้าไป และในท้ายที่สุดก็จะเป็นเหตุให้เจ้านั่งแทนที่พระเจ้าและเรียกร้องให้ผู้คนนบนอบเจ้า และทำให้เจ้าเทิดทูนความคิด แนวคิด และมโนคติอันหลงผิดของตนเองว่าเป็นความจริง ผู้คนที่อยู่ภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและหยิ่งทะนงของตนนั้นทำความชั่วไปมากมายเหลือเกิน!” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าเหตุผลหลักที่ฉันดูถูกและบีบคั้นผู้คนก็คือธรรมชาติของฉันโอหังเกินไป เมื่อพี่น้องหญิงมีความลำบากยากเย็นและไม่รู้วิธีแก้ไข พวกเขาต้องการความช่วยเหลือที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจากฉัน แต่ฉันคิดว่าพวกเขาควรจะสามารถหาหาหนทางเดินต่อไปได้ด้วยการอธิษฐานและแสวงหาด้วยตัวเอง และถ้าฉันแค่อธิบายง่ายๆ พวกเขาก็น่าจะเข้าใจความหมายของฉันได้ เมื่อพวกเขายังคงมีความลำบากยากเย็น ฉันก็จะเริ่มดูถูกพวกเขา และจะตัดแต่งพวกเขาโดยไม่ได้ถามว่าจริงๆ แล้วพวกเขาติดขัดตรงไหน อันที่จริง เมื่อฉันเผชิญกับความลำบากยากเย็นในอดีต ฉันก็มักจะหลงทางและไม่รู้วิธีแก้ไข และบางครั้งฉันถึงกับแอบร้องไห้ด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับคิดว่าตัวเองดีกว่าสมาชิกในทีม ยกย่องตัวเองและดูถูกพวกเขาในใจ ฉันช่างโอหังและไร้สำนึกสิ้นดี! การปฏิบัติต่อพี่น้องหญิงตามอุปนิสัยอันโอหังของฉัน ทำให้ฉันบีบคั้นพวกเขาและนำการขัดขวางและการรบกวนมาสู่หน้าที่ของเรา นี่ไม่ใช่การต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ? ยิ่งฉันคิด ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าถ้าอุปนิสัยอันโอหังของฉันไม่ได้รับการแก้ไข ฉันก็อาจจะทำชั่วโดยไม่รู้ตัวได้จริงๆ ฉันอยากจะพลิกสถานการณ์นี้ เปลี่ยนแปลงตัวเอง และปฏิบัติต่อพี่น้องหญิงตามพระวจนะของพระเจ้า
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งทำให้ฉันซาบซึ้งใจมากและทำให้ฉันมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติความจริง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เราต้องพูดโดยละเอียดเพราะเราเห็นพวกเจ้าทุกคนล้วนด้านชาและไม่รักความจริง ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง รวมทั้งมีขีดความสามารถที่อ่อนด้อย เราต้องอธิบายทุกสิ่งให้ชัดเจน แยกแยะสิ่งต่างๆ ในวจนะของเรา และพูดถึงสิ่งทั้งหลายจากทุกแง่มุม ในทุกวิถีทาง เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะเข้าใจอยู่บ้าง หากเราทำอย่างสุกเอาเผากินกับพวกเจ้า และพูดถึงหัวข้อใดก็ตามเพียงเล็กน้อยในเวลาที่เรารู้สึกอยากพูด โดยไม่คิดให้ดีและไม่พยายามอย่างเต็มที่ เป็นการพูดที่ไร้ความใส่ใจของเรา ไม่พูดเมื่อเราไม่อยากพูด พวกเจ้าจะได้รับอะไร? ด้วยขีดความสามารถอย่างที่พวกเจ้ามี พวกเจ้าย่อมจะไม่เข้าใจความจริง พวกเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดทั้งสิ้น นับประสาอะไรกับการได้มาซึ่งความรอด แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ในทางกลับกัน เราต้องพูดอย่างละเอียด เราต้องลงรายละเอียดและยกตัวอย่างในเรื่องของสภาวะของบุคคลแต่ละจำพวก ท่าทีที่ผู้คนมีต่อความจริง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแต่ละประเภท เมื่อนั้นเท่านั้น พวกเจ้าจึงจะเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นี้ และเข้าใจสิ่งที่พวกเจ้าได้ยิน ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงด้านใด เราย่อมพูดผ่านวิถีทางอันหลากหลาย ด้วยลีลาการสามัคคีธรรมสำหรับทั้งผู้ใหญ่และเด็ก และในรูปของการใช้เหตุใช้ผลและเรื่องเล่า ยกทั้งทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ และพูดคุยถึงประสบการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริง ในหนทางนี้ผู้ที่มีขีดความสามารถและมีหัวใจย่อมจะมีโอกาสเข้าใจและยอมรับความจริงและได้รับการช่วยให้รอด” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีนั้น คนเราต้องมีมโนธรรมและสำนึกเป็นอย่างน้อย) ฉันคิดว่าธรรมชาติอันเสื่อมทรามของเราหยั่งรากลึกในตัวเราทุกคนอย่างไร เพราะเราขาดความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้า เราจึงมักจะเกิดมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระองค์ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทุกชนิดก็ปรากฏขึ้นมาทีละอย่าง ส่วนใหญ่แล้ว แม้ว่าเราจะเข้าใจความจริงเพียงเล็กน้อย เราก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา พระองค์ทรงแสดงพระวจนะอย่างต่อเนื่องเพื่อเกื้อหนุนและช่วยเหลือพวกเรา บางส่วนเป็นพระวจนะแห่งการปลอบโยนและการเตือนสติ ในขณะที่บางส่วนเป็นการพิพากษาและการเปิดโปง บางครั้ง เพื่อช่วยให้เราเข้าใจได้ดีขึ้น พระองค์ยังทรงใช้ตัวอย่าง การอุปมา และเรื่องราวต่างๆ อีกด้วย พระเจ้าทรงทำทุกวิถีทางเพื่อให้เราเข้าใจความจริง เพื่อที่เราจะสามารถทบทวนและตระหนักถึงปัญหาของตัวเองและหาเส้นทางแห่งการปฏิบัติได้ ฉันเห็นว่าพระหทัยของพระเจ้านั้นงดงามและดีงามเพียงใด และทั้งหมดที่พระองค์ทรงนำมาให้เราล้วนเป็นประโยชน์ แต่แล้วฉันก็นึกถึงเรื่องที่ฉันปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงโดยไม่มีความอดทนหรือความรักเลย เมื่อพี่น้องหญิงเผชิญกับความลำบากยากเย็น ฉันจะช่วยพวกเธอครั้งหรือสองครั้งแล้วก็เริ่มดูถูกพวกเธอ ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่นำประโยชน์ใดๆ มาให้พวกเธอ แต่ฉันกลับนำการบีบคั้นและความเสียหายมาให้พวกเธอแทน ฉันช่างไร้ความเป็นมนุษย์สิ้นดี! หลังจากนั้น ฉันได้เปิดใจกับสมาชิกในทีม เปิดโปงความเสื่อมทรามของตัวเอง และขอโทษพวกเขา
ต่อมา ฉันได้ทบทวนตัวเองอีกครั้งและตระหนักว่ามีอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันบีบคั้นผู้คน นั่นคือฉันไม่รู้วิธีปฏิบัติต่อผู้คนตามหลักธรรม ฉันไม่ได้พิจารณาความลำบากยากเย็นและสภาวการณ์ที่แท้จริงของพี่น้องหญิง แต่กลับใช้วิธีแบบเดียวกับทุกคน ในความเป็นจริง พวกเธอก็อยากทำหน้าที่ให้ดี แต่ขีดความสามารถของพวกเธอมีเพียงปานกลาง และขาดความสามารถในการทำงาน ดังนั้นฉันจึงต้องทุ่มเทมากขึ้น และใช้เวลาและพลังงานมากขึ้นเพื่อช่วยพวกเธอ ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “พวกเจ้าควรปฏิบัติต่อผู้นำและคนทำงานเพียงไม่กี่คนที่มีขีดความสามารถด้อยและขาดความสามารถในการทำงานอย่างไร?… เจ้าจำเป็นต้องบอกพวกเขาอย่างเจาะจงว่าต้องทำงานอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไร เจ้าควรบอกพวกเขาว่าใครควรได้รับการแต่งตั้งและรับผิดชอบในภารกิจนี้ และควรเลือกคนใดมาร่วมมือกันในภารกิจนี้ จงอธิบายรายละเอียดทั้งหมดนี้ให้พวกเขาฟังและให้พวกเขาดำเนินการตามนี้ เหตุใดจึงควรทำเช่นนี้? เพราะโดยทั่วไปแล้วสมาชิกของคริสตจักรท้องถิ่นมีประสบการณ์ที่ตื้นเขินมากและขาดความสามารถในการทำงาน ทำให้ไม่สามารถเลือกผู้นำและคนทำงานที่เหมาะสมได้ การจัดแจงเตรียมงานจะสามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อทำงานในลักษณะนี้เท่านั้น หากเจ้าไม่ทำงานในลักษณะนี้และปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านี้เช่นเดียวกับผู้นำและคนทำงานคนอื่นๆ โดยบอกพวกเขาเพียงเกี่ยวกับหลักธรรมและแผนการที่เจาะจง และทำไปโดยไม่แยกแยะ การจัดแจงเตรียมงานก็จะไม่ถูกดำเนินการ หากเจ้าไม่ใส่ใจเรื่องนี้เลย นั่นไม่ใช่การละเลยความรับผิดชอบหรอกหรือ? (ใช่) นี่คือความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ผู้นำและคนทำงานบางคนกล่าวว่า ‘คนอื่นรู้ว่าจะดำเนินการจัดแจงเตรียมงานและปฏิบัติอย่างไร ทำไมคนนี้ถึงไม่รู้ล่ะ? ถ้าพวกเขาไม่รู้ ฉันก็จะไม่ไปยุ่งกับพวกเขา มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน อย่างไรเสีย ฉันก็ได้ทำในส่วนของฉันแล้ว’ เหตุผลนี้ฟังขึ้นหรือไม่? (ไม่) ตัวอย่างเช่น สมมติว่าแม่คนหนึ่งมีลูกสามคน และคนหนึ่งในนั้นร่างกายอ่อนแอ ป่วยอยู่เสมอ และไม่ยอมกินข้าว หากแม่ปล่อยให้ลูกคนนี้ไม่กินข้าว เด็กคนนั้นอาจอยู่ได้ไม่นาน เธอควรทำอย่างไร? ในฐานะแม่ เธอต้องดูแลลูกที่อ่อนแอคนนั้นเป็นพิเศษ สมมติว่าแม่พูดว่า ‘แค่ฉันปฏิบัติต่อลูกๆ อย่างเท่าเทียมกันก็ดีพอแล้ว ฉันคลอดลูกคนนี้และเตรียมอาหารให้เขา ฉันได้ลุล่วงหน้าที่ของฉันแล้ว ฉันไม่สนใจว่าเขาจะกินหรือไม่กิน ถ้าเขาไม่กิน ก็ปล่อยให้เขาหิวไป และเมื่อเขาหิวจัด เขาก็จะกินเอง’ พวกเจ้าคิดอย่างไรกับแม่ประเภทนี้? (เธอไม่มีความรับผิดชอบ) มีแม่แบบนี้ด้วยหรือ? มีเพียงผู้หญิงที่ปัญญาทึบหรือแม่เลี้ยงเท่านั้นที่จะเป็นเช่นนั้น ถ้าเธอเป็นแม่แท้ๆ และไม่ได้ปัญญาทึบ เธอก็จะไม่มีวันปฏิบัติต่อลูกของตัวเองเช่นนี้ใช่หรือไม่? (ใช่) หากลูกคนใดร่างกายอ่อนแอ ป่วยอยู่เสมอ และไม่ชอบกินข้าว แม่ของพวกเขาก็ต้องใส่ใจและใช้ความพยายามมากขึ้น เธอต้องหาวิธีทำให้ลูกยอมกิน ต้องทำอะไรที่ลูกอยากกิน เตรียมอาหารมื้อพิเศษให้ และเมื่อลูกไม่ยอมกิน เธอก็ต้องคอยตะล่อม เมื่อพวกเขาอายุได้สิบแปดหรือสิบเก้าปีและร่างกายแข็งแรงเหมือนผู้ใหญ่ปกติแล้ว แม่จึงจะวางใจและปล่อยมือได้ และไม่จำเป็นต้องดูแลลูกคนนี้เป็นพิเศษอีกต่อไป หากแม่คนหนึ่งสามารถปฏิบัติต่อลูกที่มีสถานการณ์พิเศษเช่นนี้และลุล่วงหน้าที่ของตนได้ แล้วผู้นำหรือคนทำงานเล่าเป็นอย่างไร? ถ้าเจ้าไม่มีแม้แต่ความรักของแม่ให้กับพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีความรับผิดชอบโดยแท้ เจ้าต้องลุล่วงความรับผิดชอบตามที่ควร ต้องคำนึงถึงคริสตจักรที่มีคนกำกับดูแลเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนแอและมีความสามารถในการทำงานที่ค่อนข้างด้อยกว่า ผู้นำและคนทำงานต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษและให้คำชี้แนะเป็นพิเศษในเรื่องเหล่านี้ การให้คำชี้แนะเป็นพิเศษหมายถึงอะไร? นอกจากการสามัคคีธรรมความจริงแล้ว พวกเจ้ายังต้องให้การชี้แนะและความช่วยเหลือที่เจาะจงและลงรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการสื่อสารมากขึ้น ถ้าเจ้าอธิบายงานให้พวกเขาฟังแล้วพวกเขายังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร หรือต่อให้พวกเขาเข้าใจในแง่ของคำสอนและดูเหมือนจะรู้ว่าควรดำเนินการอย่างไร แต่เจ้าก็ยังไม่แน่ใจและกังวลเล็กน้อยว่าจะลงมือดำเนินการจริงเช่นไร แบบนั้นเจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าจำเป็นต้องลงลึกไปในคริสตจักรท้องถิ่นด้วยตนเองเพื่อชี้แนะพวกเขาและดำเนินการภารกิจร่วมกับพวกเขา จงบอกหลักธรรมแก่พวกเขาพร้อมกับจัดการเตรียมการที่เจาะจงเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องทำตามข้อกำหนดของการจัดแจงเตรียมงาน เช่น ต้องทำอะไรก่อนและทำอะไรทีหลัง และจะจัดสรรคนอย่างเหมาะสมได้อย่างไร—จงจัดระเบียบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดให้ดี นี่คือการชี้แนะพวกเขาในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การตะโกนคำขวัญหรือการออกคำสั่งสุ่มสี่สุ่มห้า และเทศนาพวกเขาด้วยคำสอนบางอย่าง แล้วก็ถือว่างานของตนเสร็จสิ้น—นั่นไม่ใช่การสำแดงของการทำงานที่เจาะจง และการตะโกนคำขวัญกับการบงการผู้คนไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน เมื่อผู้นำหรือผู้ดูแลของคริสตจักรท้องถิ่นสามารถแบกรับงานได้แล้ว และงานได้เข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้อง และโดยพื้นฐานแล้วไม่มีประเด็นสำคัญอะไรอีก เมื่อนั้นเท่านั้นที่ผู้นำหรือคนทำงานจะจากไปได้” (พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (10)) “ในการแก้ไขความลำบากยากเย็นมากมายที่ผู้คนได้รับประสบการณ์นั้น ก่อนอื่นเจ้าต้องจับใจความพลวัตของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ได้ เจ้าต้องเข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแก่ผู้คนที่แตกต่างกันอย่างไร เจ้าต้องมีความเข้าใจเรื่องความลำบากยากเย็นทั้งหลายที่ผู้คนเผชิญหน้า และเรื่องข้อบกพร่องของพวกเขา และเจ้าต้องเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงประเด็นสำคัญของปัญหา และเข้าถึงแหล่งที่มาของมัน โดยไม่มีการเบี่ยงเบนหรือสร้างข้อผิดพลาดอันใด มีเพียงบุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะประสานงานในการปรนนิบัติพระเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้เลี้ยงที่เหมาะแก่การใช้งานควรมีสิ่งใดบ้าง) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำต้องการการชี้แนะและความช่วยเหลือมากขึ้น และคุณไม่สามารถใช้วิธีการแบบเดียวกับทุกคนได้ ก็เหมือนกับแม่ที่มีลูกหลายคน และคนหนึ่งในนั้นอ่อนแอและขี้โรค แม่ก็ต้องดูแลลูกคนนี้มากกว่าคนอื่นๆ เพื่อให้เขาเติบโตอย่างแข็งแรง แต่แม่ที่ไม่มีความรับผิดชอบ เมื่อเห็นว่าลูกของเธออ่อนแอ ก็ไม่ดูแลลูก แต่กลับโทษว่าลูกไม่แข็งแรงพอ แล้วเด็กจะเติบโตอย่างแข็งแรงได้อย่างไร? พระเจ้าไม่ได้ทรงบังคับให้ผู้คนทำในสิ่งที่เกินความสามารถของพวกเขา สิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดแก่ผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับขีดความสามารถโดยกำเนิดของพวกเขา ฉันควรปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงตามพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน โดยให้การชี้แนะและความช่วยเหลือแก่พวกเขามากขึ้น หลังจากนั้น เมื่อฉันเห็นพี่น้องหญิงของฉันเผชิญกับความลำบากยากเย็นในงานของพวกเธอ ฉันก็จะอดทนฟังพวกเธออธิบายปัญหาและความลำบากยากเย็นของพวกเธอ และฉันจะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาของพวกเธอแล้วจึงสามัคคีธรรมเพื่อช่วยเหลือพวกเธอ โดยการปฏิบัติเช่นนี้ พี่น้องหญิงก็ไม่รู้สึกว่าถูกฉันบีบคั้นเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เมื่อพวกเธอเผชิญกับปัญหาในหน้าที่ที่พวกเธอไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน พวกเธอก็จะถามฉันเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้นอย่างกระตือรือร้น จากนั้นเราก็จะแสวงหาความจริงร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และผลงานของเราก็ดีขึ้นด้วย
จากประสบการณ์นี้ ฉันได้เห็นอย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติต่อผู้คนตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมีแต่จะนำการบีบคั้นและความเสียหายมาให้พวกเขา และนำความเสียหายมาสู่งาน การปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงของคุณตามหลักธรรมความจริงและพระวจนะของพระเจ้า และการลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเองนั้นเป็นประโยชน์ต่องาน และยังเสริมสร้างผู้อื่นอีกด้วย