72. เบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าการเป็นผู้นำ

โดย ซูเหวย ประเทศจีน

หลังจากเชื่อในพระเจ้า ฉันเห็นผู้นำคริสตจักรสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ากับพี่น้องชายหญิงเพื่อแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของพวกเขาอยู่บ่อยๆ ดังนั้น ฉันจึงเชื่อว่าคนที่ได้เป็นผู้นำในคริสตจักรเข้าใจความจริง ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าอย่างแน่นอน และมีความหวังที่จะได้รับความรอด ในเดือนมีนาคม ปี 2021 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในคริสตจักร ฉันรู้สึกดีใจมาก และคิดว่าถ้าฉันไล่ตามเสาะหาแบบนี้ต่อไป ฉันจะมีอนาคตที่สดใสในพระนิเวศของพระเจ้าและสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า แต่ฉันไม่คาดคิดว่าต่อมาฉันจะถูกปลดเพราะมีขีดความสามารถต่ำและไร้ความสามารถในการทำงานจริง ข่าวนี้เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ และฉันก็ร้องไห้ไม่หยุด ฉันคิดในใจว่า “ขีดความสามารถต่ำเป็นปัญหาคอขาดบาดตาย นั่นไม่ได้หมายความว่าในอนาคตฉันจะไม่มีโอกาสเป็นผู้นำอีกแล้วเหรอ?”  หลังจากนั้นกว่าหนึ่งเดือน คริสตจักรก็มอบหมายให้ฉันรับผิดชอบงานธุรการทั่วไป ฉันรู้สึกว่าการข้องเกี่ยวกับงานธุรการทั่วไปทั้งวันจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉัน ซึ่งต่างจากการทำหน้าที่ผู้นำ ที่จะได้ฝึกฝนสามัคคีธรรมความจริงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้รับความจริงมากขึ้น และมีโอกาสถูกช่วยให้รอดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันรู้สึกแย่มากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพี่น้องหญิงที่ฉันเคยร่วมมือด้วยในหน้าที่ผู้นำ และได้ยินเธอพูดถึงการจัดการและแก้ไขปัญหาบางอย่างในคริสตจักร ฉันคิดว่าการที่สามารถทำหน้าที่ผู้นำได้อย่างเธอเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่ฉันกลับทำได้แค่งานธุรการทั่วไปซึ่งฉันไม่ชอบ เมื่อฉันนึกถึงคำพูดของผู้นำระดับสูงที่ว่าขีดความสามารถของฉันต่ำและขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำ ฉันก็รู้สึกเจ็บปวดในหัวใจและร้องไห้อย่างเงียบๆ ฉันรู้สึกว่าอนาคตของตัวเองช่างมืดมน และโอกาสที่จะถูกช่วยให้รอดก็ริบหรี่ ฉันไม่สามารถรวบรวมเรี่ยวแรงตอนทำหน้าที่ได้เลย และแค่ทำงานแบบเป็นหุ่นยนต์โดยไม่ได้ผลลัพธ์อะไร ต่อมา ฉันตระหนักว่าสภาวะของตัวเองไม่ถูกต้อง และเริ่มไตร่ตรองว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกสูญเสียเมื่อเห็นคนอื่นเป็นผู้นำ?  แท้จริงแล้วฉันกำลังไล่ตามเสาะหาอะไรขณะที่ฉันเชื่อในพระเจ้า?”

วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนและได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะของตัวเองอยู่บ้าง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกปลด ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็เหมือนตัวเองโดนฟ้าผ่า ราวกับฟ้าถล่มครืนลงมา และโลกของพวกเขาได้พังทลายลงแล้ว  สิ่งที่พวกเขาเคยฝากความหวังเอาไว้ได้กลับสูญสิ้นไป เช่นเดียวกับโอกาสของพวกเขาในการดำรงชีวิตอยู่กับผลประโยชน์ทั้งมวลจากสถานะ พร้อมด้วยแรงผลักดันที่ทำให้พวกเขาสิ่งไม่ดีทั้งหลายอย่างบ้าคลั่ง  นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่สุดสำหรับพวกเขา… เมื่อพวกเขาคิดว่าความหวังทั้งหลายที่ตนจะได้รับพรได้ถูกทำลายลงหรือลดน้อยลงอย่างรุนแรง นั่นก็เหมือนศีรษะของพวกเขากำลังจะระเบิด เหมือนหัวใจของพวกเขาถูกทุบด้วยค้อน และเจ็บปวดประหนึ่งโดนมีดกรีดเฉือน  ยามที่พวกเขาใกล้จะสูญเสียพรของการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่ตนถวิลหาอย่างยิ่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นดูเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกเขาที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ การไม่มีสถานะก็เหมือนกับการไม่มีความหวังที่จะได้รับพร และพวกเขาก็กลายเป็นเหมือนซากศพเดินได้ ร่างของพวกเขากลายเป็นเหมือนเปลือกที่ว่างเปล่า ไร้ดวงจิต ไม่มีสิ่งใดชี้นำชีวิตของพวกเขา  พวกเขาไม่มีความหวังและไม่มีสิ่งใดให้ตั้งตารอ  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับการถูกเปิดโปงและถูกปลด สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจพวกเขาก็คือ พวกเขาหมดสิ้นทุกความหวังที่จะได้รับพร  ดังนั้น ณ จุดนี้ พวกเขาคงจะยอมแพ้แล้วใช่หรือไม่?  พวกเขาจะเต็มใจนบนอบใช่หรือไม่?  พวกเขาจะใช้โอกาสนี้ละทิ้งความอยากของตนที่มีต่อพรทั้งหลาย ปล่อยมือจากสถานะ เต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดา รวมทั้งออกแรงเพื่อพระเจ้าอย่างเปรมปรีดิ์ และทำหน้าที่ของตนให้ดีหรือไม่?  (ไม่)  นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของพวกเขาได้หรือไม่?  จุดเปลี่ยนนี้ทำให้พวกเขาพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและในหนทางที่เป็นบวก หรือจะทำให้พวกเขาพัฒนาไปในทิศทางที่แย่ลงและในหนทางที่เป็นลบ?  บนพื้นฐานของแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ เห็นได้ชัดเจนว่าการถูกปลดไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่พวกเขาจะปล่อยมือจากความอยากที่มีต่อพรทั้งหลาย หรือจุดเริ่มต้นของการรักและการแสวงหาความจริงของพวกเขาโดยสิ้นเชิง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับจะพยายามหนักขึ้นเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งโอกาสและความหวังที่จะได้รับพร  พวกเขาจะเกาะเกี่ยวโอกาสใดก็ตามที่สามารถนำพาพรมาสู่ตัวเองได้ ช่วยให้ตนหวนคืนสู่ตำแหน่งเดิม และทำให้ตนสามารถได้รับสถานะกลับคืนมา  นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเมื่อเผชิญกับการถูกปลด นอกจากความไม่พอใจ ผิดหวัง และเป็นปรปักษ์แล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังจะต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านการถูกปลด และเพียรพยายามที่จะพลิกสถานการณ์ เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร)  “ผู้คนจำพวกนี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง กระนั้นพวกเขาก็ยังคงต้องการอยู่ตลอดเวลาให้ได้รับการส่งเสริม และได้บทบาทสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า  ในหัวใจของพวกเขาเชื่อว่ายิ่งคนคนหนึ่งมีความสามารถในงานมากเท่าใด ยิ่งพวกเขาได้รับตำแหน่งสำคัญมากเท่าใด ยิ่งพวกเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งและการนับถือในพระนิเวศของพระเจ้ามากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่จะได้รับพร มงกุฎ และบำเหน็จรางวัล  พวกเขาเชื่อว่าหากใครบางคนไม่มีขีดความสามารถในการทำงาน หรือไม่มีความถนัดพิเศษ คนคนนั้นก็ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับพร  พวกเขาคิดว่าพรสวรรค์ ความถนัด ความสามารถ ทักษะ ระดับการศึกษา ความสามารถในการทำงาน และแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าจุดแข็งกับข้อดีภายในความเป็นมนุษย์ของตนที่โลกภายนอกให้คุณค่า อาทิ ความแน่วแน่ของพวกเขาที่จะทำได้ดีกว่าผู้อื่นและท่าทีที่ไม่ยอมแพ้นั้นสามารถใช้เป็นต้นทุนสำหรับการได้รับพรและบำเหน็จรางวัลได้  นี่เป็นมาตรฐานจำพวกใด?  นี่เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับความจริงหรือไม่?  (ไม่สอดคล้อง)  นี่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของความจริง  ดังนั้นนี่คือตรรกะของซาตานไม่ใช่หรือ?  นี่คือตรรกะของยุคที่เลวและของกระแสนิยมเลวๆ ทางโลกไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อตัดสินจากตรรกะ วิธีการ และเกณฑ์ที่ผู้คนแบบนี้ใช้เพื่อประเมินสิ่งทั้งหลาย ร่วมกับท่าทีและแนวทางเข้าหาสิ่งเหล่านี้ของพวกเขา นั่นจะดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินหรือได้อ่านพระวจนะ ว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง  แต่ในข้อเท็จจริงนั้น พวกเขากำลังฟัง กำลังอ่าน และกำลังอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในทุกๆ วัน  แล้วเหตุใดมุมมองของพวกเขาจึงไม่เคยเปลี่ยน?  มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แน่แท้—ไม่ว่าพวกเขาฟังหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้ามากสักเท่าใด ในหัวใจของพวกเขาก็จะไม่มีวันแน่ใจว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และพระวจนะเหล่านั้นเป็นเกณฑ์สำหรับประเมินวัดทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาจะไม่เข้าใจหรือยอมรับข้อเท็จจริงนี้ออกมาจากหัวใจ  เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าทัศนคติของพวกเขาจะไร้สาระและบิดเบือนเพียงใด พวกเขาก็จะยึดติดอยู่กับทัศนคตินั้นตลอดกาล และไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้องเพียงใด พวกเขาก็จะปฏิเสธและกล่าวโทษพระวจนะเหล่านั้น  นี่คือธรรมชาติอันชั่วร้ายของศัตรูของพระคริสต์  ทันทีที่พวกเขาพลาดการได้รับบทบาทสำคัญ และความอยากกับความทะเยอทะยานของพวกเขาไม่เป็นอันลุล่วง เขี้ยวเล็บของพวกเขาก็ถูกเผยออกมา ธรรมชาติอันชั่วร้ายของพวกเขาแสดงตัวตนออกมา และพวกเขาก็ต้องการปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า  ตามที่จริงนั้น พวกเขาปฏิเสธว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงก่อนปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระองค์เสียอีก(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าเมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกปลด พวกเขาก็เชื่อว่าตนไม่มีความหวังที่จะได้รับพร พวกเขาไม่เพียงไม่สามารถนบนอบและทบทวนตนเองเท่านั้น พวกเขาถึงกับกลายเป็นคนที่คิดลบและต่อต้านอีกด้วย โดยหล่อเลี้ยงความหลงผิดเพ้อเจ้อที่จะกลับมาผงาดและทวงสถานะคืน ศัตรูของพระคริสต์ใช้ตรรกะเยี่ยงซาตานในการวัดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย พวกเขาเชื่อว่ายิ่งตนเองได้รับการส่งเสริมและให้ความสำคัญจากพระนิเวศของพระเจ้า ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้รับพรและมงกุฎ ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าพฤติกรรมของฉันหลังจากถูกปลดนั้นเหมือนกับของศัตรูของพระคริสต์ทุกประการ และมุมมองของฉันต่อสิ่งต่างๆ ก็เหมือนกับของศัตรูของพระคริสต์ทุกประการ ฉันคิดว่าทำไมฉันถึงใส่ใจสถานะของการเป็นผู้นำมากขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะฉันเชื่อว่าถ้าได้รับการส่งเสริมเป็นผู้นำในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันจะสามารถฝึกฝนการใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทุกวัน การเติบโตในชีวิตของฉันก็จะรวดเร็ว และฉันก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับความรอดและพร เมื่อฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ ฉันรู้สึกมีความสุขมาก และคิดว่าความเชื่อในพระเจ้าของฉันมีอนาคตที่สดใส ในช่วงเวลาที่ฉันเป็นผู้นำ ฉันแบกรับงานหนักทั้งหมดโดยไม่ปริปากบ่น และปกป้องสถานะผู้นำของตัวเองอย่างระมัดระวัง กลัวอย่างยิ่งว่าจะถูกเผยตัวและถูกปลด เมื่อฉันได้ยินผู้นำพูดขณะปลดฉันว่าฉันมีขีดความสามารถต่ำและขาดคุณสมบัติที่จำเป็นในการเป็นผู้นำ ฉันก็เชื่อว่าขีดความสามารถต่ำเป็นปัญหาคอขาดบาดตาย และฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมและการให้ความสำคัญอีกในอนาคต ดังนั้นหัวใจของฉันจึงเจ็บปวดอย่างยิ่ง ฉันรู้สึกว่าอนาคตของฉันในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้าช่างมืดมน และความหวังที่จะได้รับพรก็ริบหรี่ เพราะฉันมีความคิดและแนวคิดผิดๆ เหล่านี้ เมื่อผู้นำมอบหมายให้ฉันทำหน้าที่ธุรการทั่วไป ฉันจึงเชื่อว่าหน้าที่นี้หมายถึงการยุ่งอยู่กับเรื่องภายนอกทุกวัน และไม่เป็นประโยชน์ต่อการที่ฉันจะได้รับความจริงและถูกช่วยให้รอด ฉันไม่ชอบหน้าที่นี้จากก้นบึ้งของหัวใจ และไม่สามารถรวบรวมเรี่ยวแรงที่จะทำหน้าที่ ฉันตระหนักว่าสิ่งที่ฉันไล่ตามไขว่คว้าในการเชื่อในพระเจ้าคือสถานะและพร ฉันถือว่าสถานะเท่ากับพร และเมื่อฉันสูญเสียสถานะไป ฉันก็รู้สึกว่าได้สูญเสียความหวังทั้งหมดที่จะได้รับพร และฉันก็เจ็บปวดใจอย่างแสนสาหัส ฉันประเมินสิ่งต่างๆ จากมุมมองเยี่ยงซาตาน ในโลกที่ไม่มีความเชื่อ ยิ่งคุณได้เลื่อนตำแหน่ง ก็ยิ่งมีโอกาสพัฒนามากขึ้นเท่านั้น ฉันเชื่อว่าในพระนิเวศของพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน และการได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้นำหมายถึงโอกาสที่มากขึ้นที่จะถูกช่วยให้รอดและได้รับพร นี่ไม่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าแต่อย่างใด การที่จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดเพราะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือสถานะของคุณเลย หน้าที่คือความรับผิดชอบที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำให้ลุล่วง เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ ไม่ควรใช้เป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ได้รับพรหรือรางวัล แต่เมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ธุรการทั่วไป ฉันกลับเชื่อว่าหน้าที่นี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อการได้รับพรในการเชื่อในพระเจ้า ฉันจึงบ่นว่าพระเจ้าและไม่ได้แบกรับภาระในหน้าที่ของตัวเอง ฉันถึงกับคิดที่จะละทิ้งหน้าที่ของตัวเอง ฉันตระหนักว่าธรรมชาติของตัวเองนั้นเห็นแก่ตัวและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนพอๆ กับธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์ ทันทีที่ฉันไม่ได้รับพร ฉันก็หันหลังให้พระเจ้าและทรยศพระองค์ มันอันตรายมาก!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอน และได้รับความเข้าใจอยู่บ้างว่าการถูกช่วยให้รอดหมายถึงอะไร  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนมากมายไม่รู้แน่ชัดว่าการได้รับการช่วยให้รอดหมายความว่าอย่างไร  ผู้คนบางคนเชื่อว่าหากพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลานาน เช่นนั้นก็ยิ่งมีแนวโน้มที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอด  ผู้คนบางคนคิดว่าหากพวกเขาเข้าใจคำสอนฝ่ายวิญญาณมาก เช่นนั้นพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการช่วยให้รอด หรือบางคนคิดว่าผู้นำและคนทำงานจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน  ทั้งหมดนี้คือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์  กุญแจสำคัญคือผู้คนต้องเข้าใจว่าความรอดหมายถึงสิ่งใด  โดยส่วนใหญ่นั้นการได้รับการช่วยให้รอดหมายถึงการเป็นอิสระจากบาป เป็นอิสระจากอิทธิพลของซาตาน หันมาหาพระเจ้าและนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง  เจ้าต้องมีสิ่งใดจึงจะเป็นอิสระจากบาปและจากอิทธิพลของซาตาน?  ความจริง  หากผู้คนหวังจะได้รับความจริง พวกเขาก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยพระวจนะอันมากมายของพระเจ้า พวกเขาต้องสามารถมีประสบการณ์และปฏิบัติตามพระวจนะได้ เพื่อที่พวกเขาอาจเข้าใจความจริงและเข้าไปสู่ความเป็นจริง  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด  การที่คนเราจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่นั้นไม่เกี่ยวข้องกับว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามานานเพียงใด พวกเขามีความรู้มากเท่าใด ไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขามีพรสวรรค์หรือจุดแข็งหรือไม่ หรือพวกเขาทนทุกข์มามากเพียงใด  สิ่งเดียวที่สัมพันธ์กับความรอดโดยตรงคือการที่บุคคลผู้หนึ่งสามารถได้รับความจริงหรือไม่  ดังนั้นในวันนี้มีความจริงมากเพียงใดที่เจ้าเข้าใจอย่างจริงแท้?  และมีพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใดที่ได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า?  ในบรรดาข้อพึงประสงค์ทั้งหมดของพระเจ้า เจ้าสัมฤทธิ์การเข้าสู่ข้อใดไปแล้วบ้าง?  ในระหว่างหลายปีที่เจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าได้เข้าไปสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใดแล้ว?  หากเจ้าไม่รู้ หรือหากเจ้าไม่ได้สัมฤทธิ์การเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะใดของพระเจ้าเลย เช่นนั้นแล้ว กล่าวตามตรงก็คือเจ้าไม่มีหวังที่จะได้รับความรอด  เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด  ไม่สำคัญว่าเจ้าครองความรู้ในระดับสูงหรือเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลานานหรือไม่ มีรูปลักษณ์ที่ดี สามารถพูดได้ดี และเป็นผู้นำหรือคนทำงานมานานหลายปีแล้วหรือไม่  หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าอย่างถูกควร และเจ้าขาดพร่องคำพยานจากประสบการณ์จริง เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีความหวังที่เจ้าจะได้รับการช่วยให้รอด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทะนุถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือรากฐานของการเชื่อในพระเจ้า)  “ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผู้คนจะสามารถบรรลุความรอดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถเข้าใจและได้รับความจริงหรือไม่ และขึ้นอยู่กับว่าในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาสามารถนบนอบพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ยอมตนอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ไม่คำนึงถึงอนาคตและบั้นปลายของตน และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานหรือไม่  พระเจ้าทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์ และสิ่งเหล่านี้คือมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้เพื่อประเมินวัดมวลมนุษย์ทั้งปวง  มาตรฐานเหล่านี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ และเจ้าต้องจดจำการนี้ไว้  จงจารึกมาตรฐานเหล่านี้ไว้ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า และไม่ว่าเมื่อไรก็ตามจงอย่านึกถึงการค้นหาเส้นทางอื่นบางเส้นทางในการไล่ตามไขว่คว้าบางสิ่งที่ไม่เป็นจริง  มาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ทุกคนที่ต้องการบรรลุความรอดก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นอย่างเดิมไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  หลังจากไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงวัดว่าบุคคลจะถูกช่วยให้รอดหรือไม่นั้นโดยดูจากว่าพวกเขาทำหน้าที่อะไร ทนทุกข์ขนาดไหน หรือมีพรสวรรค์หรือทักษะอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถเข้าใจความจริง ได้รับความจริง และนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงได้หรือไม่ พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าผู้นำมีความหวังมากกว่าที่จะได้รับความรอด สิ่งสำคัญคือต้องดูว่าบุคคลนั้นเดินบนเส้นทางใด การเป็นผู้นำหมายความว่าคุณได้ติดต่อกับผู้คนมากมายและเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่าง หากคุณสามารถมุ่งเน้นไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริง คุณก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับความจริง คุณจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด หากคุณไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพอใจเพียงแค่การเสริมสร้างตัวเองด้วยคำพูดและคำสอนบางอย่างโดยไม่ยอมรับความจริงหรือปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าคุณจะทำหน้าที่ผู้นำมานานกี่ปี คุณก็จะไม่ได้รับความรอด นอกจากนี้ การทำหน้าที่อื่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีโอกาสน้อยลงที่จะได้รับความรอด ไม่ว่าคุณจะทำหน้าที่อะไร ตราบใดที่คุณมุ่งเน้นไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริงและการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคุณ มองผู้คนและสิ่งต่างๆ และประพฤติปฏิบัติตนและกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้า และเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า คุณก็จะมีโอกาสได้รับความรอด ดังที่พระเจ้าตรัสว่า “ผู้คนเหล่านี้ที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะสามารถเพียงแค่เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วขึ้นเพราะขีดความสามารถของพวกเขาและเพราะเงื่อนไขต่างๆ ของพวกเขา  อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ได้เร็วนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้  สิ่งนี้เป็นเพียงแค่หมายความว่าพวกเขาสามารถได้รับเร็วขึ้นเล็กน้อย และสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วขึ้นเล็กน้อย  บรรดาผู้ที่ไม่ได้รับการส่งเสริมจะล้าหลังพวกเขาอยู่เล็กน้อย แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้  การที่ใครสักคนจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการแสวงหาของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5))  ฉันนึกถึงผู้นำที่ฉันเคยรู้จักมาก่อน บางคนมีขีดความสามารถและพรสวรรค์อยู่บ้าง และมักจะแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิง แต่พวกเขาเองกลับไม่ปฏิบัติความจริง และทำหน้าที่โดยอาศัยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง พวกเขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ดื้อรั้นไม่ยอมกลับใจ และท้ายที่สุดก็ถูกเอาตัวออกไป ในทางกลับกัน พี่น้องชายหญิงบางคนทำหน้าที่ที่ไม่โดดเด่น แต่พวกเขามุ่งเน้นไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริง ปฏิบัติเท่าที่เข้าใจ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และปกป้องงานของคริสตจักร หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง พวกเขาก็สามารถก้าวหน้าในหน้าที่และการเข้าสู่ชีวิตของตัวเอง ทั้งยังสามารถได้รับความจริงและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าเช่นเดียวกัน การที่บุคคลใดจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเป็นผู้นำระดับใด แต่ถูกกำหนดโดยท่าทีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า ความจริง และหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ จากสิ่งนี้ ฉันได้เห็นความบริสุทธิ์และความชอบธรรมในอุปนิสัยของพระเจ้า ทุกคนเท่าเทียมกันต่อหน้าความจริง และถ้าคุณไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่ปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำที่เก่งกาจเพียงใด สุดท้าย คุณก็จะไม่สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เมื่อฉันเข้าใจสิ่งนี้ หัวใจของฉันก็กระจ่างขึ้น แม้ว่าขีดความสามารถของฉันจะธรรมดา แต่ฉันก็สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้ และไม่ว่าฉันจะทำหน้าที่อะไร ตราบใดที่ฉันมุ่งเน้นไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริงและการปฏิบัติความจริง ฉันก็มีความหวังที่จะถูกช่วยให้รอด

จากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกสองบทตอน และได้เข้าใจว่าฉันควรไล่ตามเสาะหาอะไรในความเชื่อ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การแสวงหาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอย่างแข็งขันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างจึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ การไล่ตามเสาะหาเส้นทางแห่งความรักที่แท้จริงแด่พระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้องที่สุด การไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยดั้งเดิมของคนเรา และการไล่ตามเสาะหาความรักอันบริสุทธิ์ที่มีแด่พระเจ้า คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ  เส้นทางสู่ความสำเร็จเช่นนั้นคือเส้นทางของการฟื้นคืนหน้าที่ดั้งเดิมตลอดจนสภาพดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  นั่นเป็นเส้นทางแห่งการฟื้นคืน และนั่นยังเป็นจุดมุ่งหมายของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบด้วยเช่นกัน  หากการไล่ตามเสาะหาของมนุษย์นั้นด่างพร้อยไปด้วยข้อเรียกร้องอันฟุ้งเฟ้อส่วนตัวและการถวิลหาอันไร้เหตุผล เช่นนั้นแล้วผลที่สัมฤทธิ์ได้ก็ย่อมจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของมนุษย์  การนี้ขัดแย้งกับพระราชกิจแห่งการฟื้นคืน  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันไม่ใช่พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปฏิบัติ และดังนั้นแล้วนี่จึงพิสูจน์ว่าการไล่ตามเสาะหาประเภทนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  การไล่ตามเสาะหาที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้านั้นมีนัยสำคัญอันใดเล่า?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ตนเดิน)  “ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มนุษย์ควรแสวงหาที่จะรู้จักพระผู้สร้างและลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แสวงหาที่จะรักพระเจ้าโดยไม่เลือกทางอื่นเลย เพราะพระเจ้าทรงคู่ควรกับความรักของมนุษย์  บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้าไม่ควรไล่ตามไขว่คว้าประโยชน์ส่วนตัวหรือความหวังส่วนตนใดๆ นี่คือหนทางที่ถูกต้องที่สุดในการไล่ตามเสาะหา  หากสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือความจริง หากสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริง และหากสิ่งที่เจ้าบรรลุคือการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าก็เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  หากสิ่งที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้าคือพรของเนื้อหนัง และสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริงของมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเอง และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าเลย และเจ้าไม่นบนอบต่อพระเจ้าในเนื้อหนังแม้แต่น้อย และเจ้ายังคงใช้ชีวิตในความคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้าย่อมจะนำเจ้าไปสู่นรกอย่างแน่นอน เพราะเส้นทางที่เจ้าเดินนั้นคือเส้นทางแห่งความล้มเหลว  ไม่ว่าเจ้าจะได้รับการทำให้เพียบพร้อมหรือถูกกำจัดออกไปนั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่คนเราเดิน(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ตนเดิน)  หลังจากไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าเส้นทางที่คุณเลือกเดินในการเชื่อในพระเจ้านั้นสำคัญอย่างยิ่ง พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และไล่ตามเสาะหาการเข้าใจพระเจ้าและการรักพระเจ้าเช่นเดียวกับเปโตร ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้าได้ คนเราไม่ควรทำงานและสละตนเพียงเพื่อให้ได้รับพรและมงกุฎเหมือนเปาโล การไล่ตามไขว่คว้าของเปาโลนั้นตรงกันข้ามกับข้อกำหนดของพระเจ้า เขาเชื่อจนถึงที่สุด แต่ไม่ได้บรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตัวเอง ยังคงเอาแต่เรียกร้องและร้องขอต่อพระเจ้า และธรรมชาติของเขาก็ยังคงเป็นธรรมชาติที่ต่อต้านพระเจ้า ฉันกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ล้มเหลวของเปาโล ฉันเชื่อมาตลอดว่าการเป็นผู้นำจะมอบโอกาสฝึกฝนมากมาย และเพิ่มความหวังที่จะถูกช่วยให้รอด ดังนั้น ฉันจึงอยากเป็นผู้นำอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ฉันไล่ตามไขว่คว้าในการเชื่อในพระเจ้า คือการได้รับพรและมงกุฎ แทนที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตัวเอง ดังนั้น เมื่อฉันถูกปลดเพราะขีดความสามารถต่ำ และฉันรู้สึกว่าฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้เป็นผู้นำอีก และความหวังที่จะได้รับพรของฉันก็ริบหรี่ ฉันได้กลายเป็นคนคิดลบและเฉยเมย และไม่ได้ใส่ใจหน้าที่ของตัวเองเลย หากฉันยังคงเดินต่อไปบนเส้นทางที่ผิดนี้ และไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของฉันก็จะไม่เปลี่ยนแปลง และฉันจะไม่แสดงการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ในที่สุด จุดจบของฉันจะไม่เหมือนกับจุดจบของเปาโลหรอกหรือ?  เมื่อฉันเข้าใจสิ่งนี้ ฉันก็ขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจที่ทรงจัดเตรียมสภาวการณ์เช่นนี้เพื่อเผยให้เห็นการไล่ตามไข่วคว้าแบบผิดๆ ของฉัน นี่คือความรอดที่พระเจ้าประทานให้ฉัน!  เมื่อฉันเข้าใจสิ่งนี้ ฉันก็ไม่รู้สึกทุกข์ใจอีกต่อไปกับความจริงที่ว่าขีดความสามารถของฉันต่ำและฉันขาดคุณสมบัติที่จำเป็นในการเป็นผู้นำ ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และไม่ควรไล่ตามไขว่คว้าพรหรือพยายามต่อรองกับพระเจ้า แต่ฉันควรลุล่วงหน้าที่ของตัวเองในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และมุ่งมั่นที่จะรักและนบนอบพระเจ้า นี่เท่านั้นคือเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตและวิถีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรจะเป็น หลังจากนั้น ท่าทีของฉันต่อหน้าที่ธุรการทั่วไปก็ถูกควรมากขึ้น และฉันก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ในลักษณะที่ติดดิน เมื่อสภาวะของฉันเปลี่ยนไป ประสิทธิภาพในการทำงานของฉันก็ดีขึ้นเล็กน้อยด้วย

หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่หน้าที่ธุรการทั่วไปของฉันยุ่ง ฉันก็ยังคงรู้สึกว่า หลักๆ แล้ว หน้าที่นี้เกี่ยวข้องกับการยุ่งอยู่กับเรื่องภายนอกและจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉัน แต่ฉันรู้ว่าทัศนะนี้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นฉันจึงแสวงหาว่าฉันควรมุ่งเน้นไปที่การเข้าสู่ชีวิตขณะทำหน้าที่นี้อย่างไร  ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “พวกเจ้ามีประสบการณ์หรือไม่กับสภาวะที่ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับพวกเจ้าหรือพวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ประเภทใด พวกเจ้าก็สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้บ่อยครั้ง และสามารถทุ่มเทหัวใจให้กับการใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์ รวมถึงการแสวงหาความจริง และการไตร่ตรองว่าพวกเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่นั้นในหนทางใดให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และความจริงใดที่พวกเจ้าควรมีเพื่อปฏิบัติหน้าที่นั้นให้ได้มาตรฐาน?  มีหลายครั้งที่พวกเจ้าแสวงหาความจริงในหนทางนี้ใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  การทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่และสามารถแบกรับความรับผิดชอบได้นั้นกำหนดให้พวกเจ้าทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคา—การแค่พูดถึงสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่เพียงพอ  หากพวกเจ้าไม่ทุ่มเทหัวใจให้กับหน้าที่ของตน แต่กลับต้องการทุ่มเทความพยายามอยู่เสมอ เช่นนั้นหน้าที่ของพวกเจ้าย่อมจะไม่เสร็จสิ้นด้วยดีอย่างแน่นอน  พวกเจ้าจะเพียงแค่ทำอย่างขอไปทีเท่านั้น และพวกเจ้าจะไม่รู้ว่าเจ้าทำหน้าที่ของตนได้ดีหรือไม่  หากเจ้าทุ่มเทหัวใจของตนให้กับหน้าที่ เจ้าจะเริ่มเข้าใจความจริงทีละน้อย หากเจ้าไม่ได้ทำเช่นนั้น เจ้าก็จะไม่เข้าใจความจริง  เมื่อเจ้าทุ่มเทหัวใจให้กับการปฏิบัติหน้าที่และการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็จะค่อยๆ เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ค้นพบความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของตนเองทีละน้อย และค่อยๆ เข้าใจสภาวะทั้งหลายทั้งปวงของตนอย่างถ่องแท้  เมื่อเจ้ามุ่งเน้นเพียงแค่การทุ่มเทพยายาม และเจ้าไม่ได้ทุ่มหัวใจให้กับการทบทวนตนเอง เจ้าจะไม่สามารถค้นพบสภาวะที่แท้จริงในหัวใจของตน รวมถึงปฏิกิริยาต่างๆ นานา และการเผยความเสื่อมทรามมากมายที่เจ้ามีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันได้  หากเจ้าไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรเมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข เช่นนั้นเจ้าก็เจอปัญหาหนักเสียแล้ว  เพราะฉะนั้น การเชื่อในพระเจ้าในหนทางที่เลอะเลือนนั้นไม่อาจยอมรับได้  เจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าตลอดทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องแสวงหาความจริงอยู่เสมอ และขณะที่เจ้าแสวงหาความจริงนั้น เจ้าก็ต้องทบทวนตนเองและรู้ว่ามีปัญหาใดในสภาวะของเจ้า และแสวงหาความจริงในทันทีเพื่อแก้ไขปัญหา  ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เจ้าจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีและสามารถหลีกเลี่ยงการทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าได้  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่เพียงแต่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างดีเท่านั้น แต่เจ้าจะมีการเข้าสู่ชีวิตและสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้อีกด้วย  ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้ก็ด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าการได้รับความจริงและการได้รับความรอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำหน้าที่อะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราแสวงหาหลักธรรมความจริงในขณะทำหน้าที่หรือไม่ คิดทบทวนเรื่องความเสื่อมทรามและความบกพร่องของตัวเอง และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเองหรือไม่ ซึ่งจะทำให้บรรลุการเข้าสู่ชีวิตในการทำหน้าที่ของเรา หากเรามุ่งเน้นไปที่การแสวงหาความจริงและการปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่เราทำหน้าที่ เช่นนั้นแล้ว เราก็จะสามารถได้รับความจริงไม่ว่าเราจะทำหน้าที่อะไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ฉันเกี่ยวข้องในงานธุรการทั่วไปมากขึ้น หากฉันทำทุกอย่างแบบสุกเอาเผากินและเลอะเลือน และไม่ได้จัดการกับมันอย่างจริงจัง ฉันก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร ยิ่งไปกว่านั้น การทำหน้าที่ธุรการทั่วไปไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตในสุญญากาศ ฉันยังคงเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายอยู่บ้างทุกวัน ซึ่งเผยให้เห็นความคิดที่ผุดขึ้นมาสารพัดรูปแบบ หากฉันสามารถมุ่งเน้นที่จะทบทวนและทำความรู้จักตัวเองผ่านอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ความคิดอ่าน และแนวคิดที่ฉันเผยออกมาทุกวัน และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ฉันก็จะสามารถเรียนรู้บทเรียนมากมายและได้รับความจริง เมื่อฉันเข้าใจสิ่งนี้ ฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก

หลังจากนั้น เมื่อฉันทำหน้าที่ ฉันก็มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบความคิดและแนวคิดของตัวเองทุกวัน เมื่อฉันถูกตัดแต่ง ฉันก็แสวงหาความจริงอย่างแข็งขันและดูคำพยานจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิง เพื่อดูว่าคนอื่นทบทวนตัวเองและเรียนรู้บทเรียนอย่างไรเมื่อพบเจอสิ่งต่างๆ ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ พี่น้องชายหญิงของฉันชี้ให้เห็นว่าฉันมีอุปนิสัยโอหังและมักจะเถียงกลับเมื่อพบเจอเรื่องต่างๆ ฉันยอมรับสิ่งนี้ ทบทวนตัวเอง ได้รู้จักตัวเอง และค้นหาพระวจนะของพระเจ้าในแง่มุมนี้มาอ่าน ฉันยังเปิดใจกับพี่น้องชายหญิงและแสวงหาวิธีแก้ไขปัญหาของตัวเองเรื่องชอบเถียงกลับ ฉันมักจะหาเวลาเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ด้วย และได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนและลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของฉัน ฉันรู้สึกสงบและสบายใจในหัวใจเมื่อทำหน้าที่ของตัวเองด้วยวิธีนี้ ยิ่งฉันฝึกฝนด้วยวิธีนี้ จิตใจของฉันก็ยิ่งเฉียบแหลม ฉันเก่งขึ้นในการค้นพบปัญหาในหน้าที่ตัวเองได้อย่างทันท่วงที และฉันก็ได้รับการนำและพรจากพระเจ้าขณะทำหน้าที่ของตัวเอง ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 62. ตอนนี้ฉันปฏิบัติต่ออุปสรรคและความล้มเหลวอย่างถูกต้องได้แล้ว

ถัดไป: 87. สิ่งที่ฉันกังวลเมื่อฉันหลีกเลี่ยงหน้าที่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger