75. ค่าจ้างของการอำพรางและการปกปิด

ในเดือนตุลาคม ปี 2018 ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หกเดือนต่อมา ฉันได้รับเลือกให้เป็นมัคนายกให้น้ำในคริสตจักรของฉัน ฉันประสบความลำบากยากเย็นมากมายตอนเริ่มเข้ามารับหน้าที่นี้ แต่หลังจากอธิษฐานและสามัคคีธรรมกับเหล่าพี่น้องชายหญิง ฉันก็ค่อยๆ เข้าใจหลักธรรมบางประการได้ถ่องแท้ขึ้น และบรรลุผลบางอย่างในหน้าที่ของตัวเอง ในเวลาว่าง ฉันฝึกเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ด้วย ฉันมักจะทบทวนตัวเอง และรู้สึกอิ่มเอมมากทุกวัน

วันหนึ่งในเดือนมกราคม ปี 2022 ผู้นำบอกฉันว่า “คุณก้าวหน้าบ้างในการเข้าสู่ชีวิต เราเลยอยากเลือกคุณเป็นผู้ประกาศ คุณเต็มใจที่จะทำไหมครับ?”  ฉันประหม่าเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ” จากนั้นผู้นำก็พูดว่า “บทความคำพยานจากประสบการณ์ที่คุณเขียนนั้นดีมาก มีเพียงพี่น้องชายหญิงที่ใส่ใจกับการเข้าสู่ชีวิตของตัวเองเท่านั้นที่สามารถรับใช้ในฐานะผู้ประกาศได้ เพราะพวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นให้กับบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเขาได้อย่างแท้จริง” ได้ยินผู้นำพูดแบบนี้ ฉันก็มีความสุข ฉันรู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าฉันจริงๆ ฉันเลยไม่อาจทำให้ทุกคนผิดหวังได้ และฉันอยากแสดงให้พวกเขาเห็นว่าฉันทำงานนี้ให้ดีได้ หลังจากนั้น ผู้นำก็ให้ฉันรับผิดชอบงานของคริสตจักรหลายแห่ง และสอนหลักธรรมฉันหลายประการ ขอบเขตของงานกว้างขึ้น แถมมีงานหลายอย่างที่ฉันต้องรับผิดชอบ ฉันเลยเครียดและกังวลเล็กน้อยว่าจะทำไม่ได้ ฉันเห็นว่าพี่น้องชายหญิงบางคนที่ทำหน้าที่เดียวกันกับฉัน คุ้นเคยกับงาน แต่ฉันเพิ่งเริ่มทำหน้าที่นี้และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ฉันอยากแสดงออกถึงความลำบากยากเย็นของตัวเอง แต่แล้วก็นึกถึงคำชมเชยจากผู้นำ ฉันเริ่มกังวลและคิดว่า “ถ้าเขารู้ว่าฉันไม่เข้าใจวิธีทำงานนี้ ‘เขาจะมองฉันยังไง’ เขาจะคิดว่าฉันทำงานไม่ได้หรือเปล่า และจะคิดว่าการเลือกฉันเป็นความผิดพลาดหรือเปล่า?  อีกอย่าง ตอนนี้ฉันเป็นผู้ประกาศแล้ว ถ้าแม้แต่งานตัวเองฉันก็ยังไม่คุ้นเคย แล้วฉันจะช่วยเหลือและสนับสนุนผู้นำคริสตจักรได้ยังไง?”  พอคิดถึงเรื่องนี้ฉันก็เครียดมาก แต่ฉันก็อายเกินกว่าจะเล่าเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนของตัวเองให้ผู้นำฟัง

ครั้งหนึ่งเมื่อผู้นำระดับสูงมาหารืองานกับเรา ฉันเห็นว่าพี่น้องหญิงซิลเวียและพี่น้องชายริการ์โด ตอบคำถามของผู้นำอย่างกระตือรือร้นมาก แถมรู้วิธีทำงานแต่ละด้านด้วย เมื่อผู้นำถามฉันว่า “คุณประสบความลำบากยากเย็นอะไรไหม?”  ฉันคิด “เราทุกคนทำหน้าที่เดียวกัน ถ้าฉันตอบว่าใช่ ผู้นำจะมองฉันยังไง?  เขาจะมองว่าฉันไร้ความสามารถหรือเปล่า?”  ฉันเลยโกหกไปว่า ฉันไม่มีปัญหาอะไรเลย ต่อมา ทุกครั้งที่ผู้นำมาพบกับเรา ฉันแทบจะไม่พูดอะไรเลย แม้แต่ตอนที่ฉันพูด ฉันก็จะคิดก่อนเสมอว่าจะตอบยังไง เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่ามีหลายสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ และดูแคลนฉัน ฉันปกปิดและอำพรางตัวเองต่อไปด้วยวิธีนี้ ฉันรู้สึกอึดอัดมาก และเริ่มเฉยเมยในหน้าที่ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับอยากเลิกเข้าร่วมการชุมนุม แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากเปิดอกเรื่องสภาวะของตัวเองกับพี่น้องชายหญิง ฉันแค่อยากแสดงด้านดีของตัวเองให้คนอื่นเห็น วันหนึ่งฉันนัดผู้นำคริสตจักรสองคน เพื่อเรียนรู้เรื่องสภาวะของงานที่คริสตจักร พอเจอกัน ผู้นำคนหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า “ดีจังที่ได้คุณมาดูแลงานของเรา!  ฉันชอบมาชุมนุมกับคุณ และชื่นชมคุณทุกครั้งที่ได้ยินการสามัคคีธรรมของคุณ หวังว่าฉันจะเป็นเหมือนคุณได้ในอนาคต” ผู้นำอีกคนพูดว่า “เรารู้สึกดีที่ได้ทำหน้าที่กับคุณ การสามัคคีธรรมของคุณนำแสงสว่างมาให้เราเสมอ” ในตอนนั้น ฉันอยากจะบอกพวกเขาว่าอย่ายกย่องฉันมากนัก ว่าฉันเองก็ประสบความลำบากยากเย็นในหน้าที่ ว่าฉันเริ่มคิดลบเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าฉันบอกความจริง ต่อไปพวกเขาจะยังยกย่องฉันอยู่หรือเปล่า?  พวกเขาจะยังถามฉันอยู่ไหมถ้าพวกเขาสงสัยอะไร?”  ฉันสองจิตสองใจ และสุดท้ายก็ไม่ได้บอกความจริง อีกครั้งหนึ่ง ฉันมีประชุมกับผู้นำคริสตจักรและมัคนายกหลายคน พวกเขาบอกว่าทำงานบางอย่างไม่ได้และกำลังประสบความลำบากยากเย็น ฉันปลอบใจพวกเขาว่า “ไม่ต้องห่วง เราทุกคนเพิ่งเริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง เราจะค่อยๆ เรียนรู้สิ่งเหล่านี้และเข้าใจมันได้” ดูจากภายนอกแล้ว สิ่งที่ฉันพูดไม่ได้ผิดอะไร แต่อันที่จริง ฉันก็ทำงานไม่ได้เหมือนกัน ฉันกังวลว่าพวกเขาจะเห็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของฉัน ฉันเลยไม่กล้าพูดตามความจริง และฉันแค่ให้กำลังใจพวกเขานิดหน่อย ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาเลย เนื่องจากฉันยังคงปกปิดและอำพรางตัวเอง สภาวะของฉันจึงแย่มาก ฉันไม่อาจรู้สึกถึงการชี้นำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และฉันรู้สึกเหนื่อยใจ ฉันมักจะคิดว่า “ทำไมฉันถึงทำงานคริสตจักรไม่ได้เหมือนคนอื่น?”  ฉันรู้ว่าเข้าไปขอให้ผู้นำช่วยแก้ไขความลำบากยากเย็นของฉัน แต่ฉันก็กลัวว่า ถ้าพูดเรื่องนี้ เขาจะคิดว่าฉันไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ ฉันนึกย้อนกลับไปตอนเริ่มต้น ฉันได้รับเลือกให้ทำหน้าที่นี้เพราะทุกคนบอกว่าฉันใส่ใจกับการเข้าสู่ชีวิตมากพอสมควร พวกเขาคงคิดว่าฉันเป็นคนมีขีดความสามารถดีที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ถ้าพวกเขารู้ว่ามีหลายสิ่งมากที่ฉันไม่เข้าใจและฉันทำงานคริสตจักรไม่ได้ พวกเขาจะต้องคิดว่าการเลือกฉันเป็นผู้ประกาศเป็นความผิดพลาดอย่างแน่นอน เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งไม่กล้าพูด สภาวะของฉันแย่ลงเรื่อยๆ และฉันดำเนินชีวิตในความมืดและความทุกข์ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะมีประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมนี้อย่างไร โปรดทรงนำทางและชี้นำข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ครั้งหนึ่งในการชุมนุม ผู้นำระดับสูงถามเราเรื่องประสบการณ์ของเราในช่วงเวลานี้ คนอื่นเปิดอกเรื่องความเสื่อมทรามและจุดอ่อนของตัวเองในขณะทำหน้าที่ และฉันก็เกิดความกล้าที่จะพูดถึงสภาวะของตัวเอง ผู้นำใช้ประสบการณ์ของเขาช่วยฉัน และพูดว่า “ในฐานะผู้นำและผู้ทำงาน คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างเพื่อที่จะทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แนวคิดนี้ผิด เราเป็นแค่คนธรรมดา เลยเป็นเรื่องปกติที่เราจะไม่เข้าใจและมองบางสิ่งได้ไม่ทะลุปรุโปร่ง แต่ถ้าเราอยากเป็นพวกอวดรู้และไม่อาจจัดการข้อบกพร่องของตัวเองได้อย่างถูกต้อง และถ้าเราสวมหน้ากากเพื่ออำพรางตัวเอง หลอกลวงคนอื่น เพื่อรักษาสถานะและภาพลักษณ์ของเรา และไม่ยอมให้คนอื่นเห็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของเรา ชีวิตก็จะเจ็บปวด” จากนั้นผู้นำก็ส่งพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนมาให้ฉัน “เจ้าสามารถเป็นผู้คนที่ปกติและธรรมดาได้อย่างไร?  เจ้าสามารถเข้ารับที่ทางอันถูกควรของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างตามที่พระเจ้าตรัสได้อย่างไร?—เจ้าจะไม่พยายามเป็นยอดมนุษย์หรือบุคคลที่ยิ่งใหญ่บ้างได้อย่างไร?… ก่อนอื่นจงอย่าตั้งชื่อตำแหน่งให้ตัวเองและผูกมัดอยู่กับชื่อตำแหน่งนั้นโดยพูดว่า ‘ฉันคือผู้นำ ฉันคือผู้นำทีม ฉันคือผู้ดูแล ไม่มีใครรู้เรื่องธุรกิจนี้ดีไปกว่าฉัน ไม่มีใครเข้าใจทักษะทั้งหลายมากไปกว่าฉัน’  จงอย่าติดอยู่กับชื่อตำแหน่งที่เจ้าตั้งขึ้นเอง  ทันทีที่เจ้าทำเช่นนั้น นั่นจะพันธนาการมือและเท้าของเจ้า รวมทั้งส่งผลต่อสิ่งที่เจ้าพูดและทำ  การคิดและการตัดสินที่เป็นปกติของเจ้าก็จะได้รับผลไปด้วย  เจ้าต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการตีกรอบของสถานะนี้  ก่อนอื่น จงลดตัวจากตำแหน่งและชื่อตำแหน่งที่เป็นทางการนี้ และยืนในที่ทางของบุคคลธรรมดา  หากเจ้าทำเช่นนี้ ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าก็จะกลายเป็นปกติขึ้นมาบ้าง  เจ้าต้องยอมรับและพูดด้วยว่า ‘ฉันไม่รู้ว่าจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร และฉันไม่เข้าใจสิ่งนั้นอีกด้วย—ฉันกำลังจะทำการศึกษาค้นคว้าบางอย่าง’ หรือ ‘ฉันไม่เคยได้รับประสบการณ์นี้มาก่อน ฉันเลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร’  เมื่อเจ้าสามารถพูดสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่จริงๆ และพูดอย่างซื่อสัตย์ได้ เจ้าย่อมจะมีสำนึกที่ปกติ  ผู้อื่นจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้า และจะมีทัศนะที่ปกติต่อเจ้าด้วยเหตุนี้ และเจ้าก็จะไม่ต้องแสร้งเล่นละครและจะไม่มีแรงกดดันใหญ่หลวงอันใดต่อตัวเจ้า แล้วเจ้าก็จะสามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างเป็นปกติ  การใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นไปอย่างอิสระและง่ายดาย ผู้ใดก็ตามที่พบว่าการใช้ชีวิตนั้นช่างน่าเหนื่อยล้า ก็เป็นเพราะพวกเขาทำให้เป็นแบบนี้เอง  จงอย่าเสแสร้งหรือสร้างภาพ  ก่อนอื่น จงเปิดใจเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ในหัวใจ เกี่ยวกับความคิดที่แท้จริงของเจ้า เพื่อให้ทุกคนตระหนักและเข้าใจสิ่งเหล่านั้น  ผลลัพธ์ก็คือ ความห่วงใย อุปสรรค และข้อสงสัยระหว่างเจ้ากับผู้อื่นก็จะหมดสิ้นไป  เจ้ายังถูกสิ่งอื่นจำกัดเอาไว้อีกด้วย  เจ้ามักมองว่าตัวเองเป็นหัวหน้าทีม ผู้นำ คนทำงาน หรือใครบางคนที่มีชื่อตำแหน่ง สถานะ และจุดยืนเสมอ หากเจ้าพูดว่าเจ้าไม่เข้าใจบางอย่าง หรือไม่สามารถทำบางสิ่งได้ เจ้ากำลังดูหมิ่นตัวเองอยู่ไม่ใช่หรือ?  เมื่อเจ้าเอาโซ่ตรวนเหล่านี้ในหัวใจของเจ้าออกไป เมื่อเจ้าหยุดนึกถึงตัวเองในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน และเมื่อเจ้าเลิกคิดว่าเจ้าดีกว่าผู้คนอื่น และรู้สึกว่าเจ้าเป็นบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับคนทุกคน และว่ามีบางด้านที่เจ้าด้อยกว่าผู้อื่น—เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมความจริงและเรื่องที่สัมพันธ์กับงานด้วยท่าทีเช่นนี้ ผลย่อมต่างออกไป เช่นเดียวกับบรรยากาศ  หากเจ้ามีความหวั่นวิตกอยู่ในหัวใจเสมอ หากเจ้ารู้สึกเครียดและถูกบีบคั้นตลอดเวลา และหากเจ้าต้องการปลดปล่อยตัวเองจากสิ่งเหล่านี้แต่ทำไม่ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ควรอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง ทบทวนตัวเอง มองดูข้อบกพร่องของตัวเอง และเพียรพยายามไปสู่ความจริง  หากเจ้าสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ เจ้าก็จะได้รับผลลัพธ์  สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำ จงอย่าพูดและกระทำจากตำแหน่งหรือใช้ยศศักดิ์บางอย่าง  ก่อนอื่นจงวางทั้งหมดนี้เอาไว้ก่อน และวางตัวเจ้าเองไว้ในฐานะของบุคคลธรรมดา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทะนุถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือรากฐานของการเชื่อในพระเจ้า)  “หากเจ้าชัดเจนในหัวใจว่าตนเป็นบุคคลประเภทใด แก่นแท้ของเจ้าเป็นอย่างไร จุดบกพร่องของเจ้าคืออะไร และความเสื่อมทรามใดที่เจ้าเผยออกมา เจ้าก็ควรสามัคคีธรรมในเรื่องนี้กับผู้อื่นอย่างเปิดเผย เพื่อให้พวกเขาสามารถมองเห็นว่าอะไรคือสภาวะที่แท้จริงของเจ้า อะไรคือความคิดและความคิดเห็นของเจ้า เพื่อให้พวกเขารู้ว่าเจ้ามีความรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น  ไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด จงอย่าเสแสร้งหรือสร้างภาพ จงอย่าซ่อนเร้นความเสื่อมทรามและจุดบกพร่องของตัวเองจากผู้อื่นเพื่อไม่ให้ใครรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น  พฤติกรรมเทียมเท็จประเภทนี้คืออุปสรรคในหัวใจของเจ้า อีกทั้งยังเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และสามารถหยุดยั้งผู้คนไม่ให้กลับใจและเปลี่ยนแปลงได้อีกด้วย  เจ้าต้องอธิษฐานต่อพระเจ้า นำสิ่งเทียมเท็จทั้งหลายขึ้นมาทบทวนและชำแหละ เช่น การสรรเสริญที่ผู้อื่นมอบให้เจ้า สง่าราศีที่พวกเขามอบให้กับเจ้าอย่างล้นเหลือ มงกุฎที่พวกเขามอบให้เจ้า  เจ้าต้องมองเห็นอันตรายที่สิ่งเหล่านี้ทำกับเจ้า  ในการทำเช่นนั้น เจ้าจะรู้จักประมาณตน เจ้าจะบรรลุการตระหนักรู้ตนเอง และจะไม่มองตัวเองเป็นยอดคนหรือผู้ยิ่งใหญ่อะไรสักอย่างอีกต่อไป  ครั้นเจ้ามีการตระหนักรู้ในตนเองเช่นนั้น ก็เป็นเรื่องง่ายที่เจ้าจะยอมรับความจริง ที่จะยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากมนุษย์เข้าไปในหัวใจของเจ้า ที่จะยอมรับการช่วยให้รอดของพระผู้สร้างที่มีต่อเจ้า ที่จะเป็นคนธรรมดาอย่างหนักแน่นมั่นคง เป็นใครคนหนึ่งที่ซื่อสัตย์และพึ่งได้ รวมทั้งที่จะสร้างสัมพันธภาพที่เป็นปกติระหว่างเจ้า—สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง กับพระเจ้า—พระผู้สร้าง  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากผู้คนอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่พวกเขาบรรลุได้ทั้งหมด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทะนุถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือรากฐานของการเชื่อในพระเจ้า)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เริ่มทบทวนสภาวะตัวเองในช่วงเวลานี้ เมื่อได้ยินผู้นำพูดว่าฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้ประกาศเพราะฉันใส่ใจกับการเข้าสู่ชีวิต ฉันก็เริ่มทะนงตนและชะล่าใจ ฉันรู้สึกว่าเป็นเพราะฉันไล่ตามเสาะหาความจริงและทำงานเป็น ฉันถึงได้รับเลือกให้ทำงานสำคัญเช่นนี้ แต่พอเริ่มทำหน้าที่นี้จริงๆ ฉันเห็นว่าตัวเองไม่เข้าใจงานอยู่มาก ฉันจับความเข้าใจหลักธรรมบางประการไม่ได้ และรู้สึกกดดันมาก จึงมักจะคิดลบ แต่ฉันไม่ได้เปิดอกเรื่องสภาวะที่แท้จริงของตัวเอง และหลอกลวงผู้นำโดยบอกว่าฉันไม่มีปัญหา เพราะกลัวว่าเขาจะคิดว่าฉันไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ เมื่อฉันได้ยินผู้นำคริสตจักรยกย่องชมเชยฉัน และถึงกับเห็นฉันเป็นแบบอย่าง แม้ว่าฉันจะรู้ว่าควรเปิดอกเรื่องความเสื่อมทรามและจุดอ่อนของตัวเอง และยอมให้พวกเขารู้เรื่องวุฒิภาวะที่แท้จริงของฉัน ฉันก็กังวลว่าพวกเขาจะไม่ยกย่องฉันหลังจากรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเก็บเงียบต่อไป แม้แต่ตอนที่เหล่าผู้นำและมัคนายกถามฉันบางคำถาม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าฉันไม่รู้วิธีแก้ไข แต่ฉันก็ยังไม่เปิดอกและหารือกับพวกเขา ฉันแสร้งทำเป็นเข้าใจทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ และตอบแบบขอไปที ฉันอำพรางตัวเองและสร้างภาพผิดๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพราะฉันยึดติดกับตำแหน่ง “ผู้ประกาศ” ฉันคิดว่าในฐานะผู้ประกาศ ฉันควรจะเข้าใจและรู้มากกว่าคนอื่น ฉันไม่ควรมีจุดอ่อน และไม่ควรคิดลบหรืออ่อนแอ ฉันคิดว่านี่เป็นทางเดียวที่คนอื่นจะยกย่องฉันและยอมรับในตัวฉัน เพื่อรักษาสถานะและภาพลักษณ์ของตัวเอง ฉันสวมหน้ากากเพื่อปกปิดตัวเอง และอำพรางตัวเป็นคนไม่เสื่อมทราม แม้ในตอนที่ฉันรู้สึกทรมานใจ คิดลบ และอ่อนแอ เพื่อรักษาตำแหน่ง “ผู้ประกาศ” ฉันจะแอบร้องไห้คนเดียวแทนที่จะเปิดใจและขอความช่วยเหลือ ตำแหน่งนี้ยากและเหนื่อยเกินกว่าที่ฉันจะรับไหว เมื่อคริสตจักรเลือกฉันเป็นผู้ประกาศ ก็ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ฉันได้ปฏิบัติ อีกทั้งช่วยให้ฉันได้แสวงหาและเข้าใจความจริงในหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น แต่ฉันกลับไม่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง ฉันใช้โอกาสนี้ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ นี่ไม่ได้ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้เราพยายามเป็นยอดมนุษย์หรือคนที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงประสงค์ให้เรายืนอยู่ในที่ทางของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเป็นคนธรรมดาสามัญ ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไม่เพ้อฝัน เผชิญจุดอ่อนของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ส่วนปัญหาที่เราไม่เข้าใจ ก็เปิดอกกับพี่น้องชายหญิงของเราและขอความช่วยเหลือ นี่คือสำนึกที่เราควรมี ฉันรู้สึกมีอิสรภาพมากขึ้นหลังจากเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า

ต่อมาฉันได้อ่านคำพยานจากประสบการณ์ที่พี่น้องชายหญิงบางคนเขียน ซึ่งอ้างอิงถึงพระวจนะของพระเจ้าที่เฉพาะเจาะจงกับสภาวะของฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าบริบทจะเป็นอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ใด ศัตรูของพระคริสต์จะพยายามสร้างภาพประทับใจว่าพวกเขาไม่อ่อนแอ ว่าพวกเขาแข็งแกร่งอยู่เสมอ เปี่ยมด้วยความเชื่อ และไม่เคยคิดลบ ผู้คนจะได้ไม่มีวันมองเห็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขาหรือท่าทีแท้จริงที่พวกเขามีต่อพระเจ้า  ที่จริงแล้ว ในห้วงลึกของหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อจริงๆ หรือว่าไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาไม่สามารถทำได้?  พวกเขาเชื่ออย่างจริงแท้กระนั้นหรือ ว่าพวกเขาปราศจากความอ่อนแอ ความคิดลบ หรือการเผยความเสื่อมทรามออกมา?  แน่นอนที่สุดว่าไม่  พวกเขาเก่งในการแสร้งเล่นละคร เก่งกาจในการซ่อนเร้นสิ่งทั้งหลาย  พวกเขาชอบแสดงให้ผู้คนเห็นด้านที่แข็งแกร่งและสง่างามของพวกเขา พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้คนเหล่านั้นเห็นด้านที่แท้จริงและอ่อนแอของพวกเขา  จุดประสงค์ของพวกเขานั้นเห็นได้ชัดว่า พูดง่ายๆ ตรงๆ ก็คือ เป็นการรักษาหน้า เป็นการอารักขาที่ทางซึ่งพวกเขามีอยู่ในหัวใจของผู้คน  พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาเปิดกว้างต่อหน้าผู้อื่นเกี่ยวกับความคิดลบและความอ่อนแอของพวกเขาเอง หากพวกเขาเปิดเผยด้านที่เป็นกบฏและเสื่อมทรามของพวกเขา นี่ย่อมจะสร้างความเสียหายอันร้ายแรงให้กับสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขา—เป็นความเดือดร้อนมากกว่าที่จะเป็นความคุ้มค่า  ดังนั้น พวกเขาจึงยอมตายมากกว่าจะยอมรับว่าบางครั้งพวกเขาก็อ่อนแอ เป็นกบฏ และคิดลบ  และหากวันหนึ่งมาถึงเมื่อทุกคนเห็นด้านที่อ่อนแอและเป็นกบฏของพวกเขา เมื่อทุกคนเห็นว่าพวกเขาเสื่อมทรามและมิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด พวกเขาก็จะยังคงเล่นละครต่อไป  พวกเขาคิดว่าหากพวกเขายอมรับแต่โดยดีว่ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ว่าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ เป็นใครบางคนที่ไม่มีนัยสำคัญ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะสูญเสียที่ทางของพวกเขาในหัวใจของผู้คน สูญเสียความเคารพบูชาและความชื่นชูจากทุกคน และดังนั้นก็ย่อมจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น พวกเขาก็จะไม่เปิดใจกับผู้คน ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น พวกเขาก็จะไม่มอบอำนาจและสถานะของพวกเขาให้แก่ผู้อื่นใดได้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับลองพยายามที่จะแข่งขันอย่างหนักเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้ และจะไม่มีวันล้มเลิกเลย(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สิบ))  ในอีกบทตอนหนึ่ง พระเจ้าทรงเผยธรรมชาติและผลพวงจากการไล่ตามไขว่คว้าสถานะของผู้คน พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “เจ้าไล่ตามไขว่คว้าความยิ่งใหญ่ ความสูงศักดิ์ และสถานะอยู่เสมอ เจ้าไล่ตามไขว่คว้าที่จะอยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา  พระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไรเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นการนี้?  พระองค์ทรงเกลียดการนี้ และพระองค์จะทรงออกห่างจากเจ้า  ยิ่งเจ้าไล่ตามไขว่คว้าความยิ่งใหญ่และความสูงส่ง และเสาะแสวงที่จะเหนือกว่าผู้อื่น ยกตนให้สูงกว่าฝูงชน เป็นคนพิเศษ และโดดเด่นมากเท่าใด พระเจ้าก็ยิ่งทรงรู้สึกรังเกียจเจ้ามากเท่านั้น  หากเจ้าไม่ทบทวนตนเองและไม่กลับใจ พระเจ้าก็จะทรงเกลียดชังเจ้าและปฏิเสธเจ้า  เจ้าต้องไม่เป็นคนที่พระเจ้าทรงรู้สึกรังเกียจเป็นอันขาด เจ้าต้องเป็นคนที่พระเจ้าทรงรัก  แล้วเจ้าจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงรักได้อย่างไร?  จงยอมรับความจริงอย่างเชื่อฟัง อยู่ในที่ที่ถูกควรของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง กระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างหนักแน่นมั่นคง ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกควร เป็นคนที่ซื่อสัตย์ และดำเนินชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์  เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว และนี่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย  ผู้คนต้องไม่เก็บงำความทะเยอทะยานหรือความฝันที่เลื่อนลอยอย่างเด็ดขาด พวกเขาต้องไม่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ หรือเสาะแสวงที่จะโดดเด่นเหนือใคร  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องไม่เสาะแสวงที่จะเป็นยอดมนุษย์หรือผู้ยิ่งใหญ่ เป็นคนที่เหนือกว่าผู้อื่น และให้ผู้อื่นบูชาพวกเขา  นี่คือสิ่งที่มนุษย์ที่เสื่อมทรามโหยหา และนี่คือเส้นทางของซาตาน พระเจ้าไม่ทรงช่วยผู้คนเช่นนั้นให้รอด  หากผู้คนไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอย่างไม่หยุดหย่อน และปฏิเสธที่จะกลับใจอย่างดื้อรั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็เกินจะไถ่ และจุดจบสำหรับพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียวก็คือ การถูกกำจัดออกไป(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน)  ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า และเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นพวกหน้าซื่อใจคด ที่ปกปิดและกลบเกลื่อนความผิดเพื่อให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ พวกเขาไม่พูดความจริงหรือยอมให้คนอื่นเห็นด้านอ่อนแอของตัวเอง และพวกเขาอำพรางตัวเป็นคนที่เข้าใจความจริงและไม่มีข้อเสีย เพื่อที่จะได้รับการยกย่องชมเชยและความชื่นชมจากคนอื่น ทุกคนจะได้ติดตามและเทิดทูนพวกเขา ธรรมชาติของพวกเขาโอหังและหลอกลวงเป็นพิเศษ ฉันทบทวนพฤติกรรมตัวเองและเห็นว่าฉันก็เหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ ฉันแสร้งทำเป็นคนอวดรู้อยู่เสมอ ฉันอยากให้คนอื่นยกย่องฉัน คิดว่าฉันมีขีดความสามารถที่ดี และสามารถแก้ปัญหาอะไรก็ได้ เพื่อที่พวกเขาจะให้ฉันมีที่ทางในหัวใจของพวกเขา ห้อมล้อมฉัน และเทิดทูนฉัน ฉันช่างโอหังและไร้เหตุผลเหลือเกิน!  ทุกสิ่งที่ฉันคิดและทำลงไปนั้นต่อต้านพระเจ้าโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฉันเห็นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “หากผู้คนไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะกันอย่างไม่หยุดหย่อนและไม่สำนึกกลับใจ เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่มีวิธีการที่จะเยียวยาพวกเขา และมีจุดจบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ การถูกกำจัดออกไป”  ฉันรู้ว่านี่คือคำเตือนจากพระเจ้า หากฉันยังคงเดินบนเส้นทางแห่งการแสวงหาชื่อเสียงและสถานะ ฉันจะถูกพระเจ้าทรงเดียดฉันท์อย่างแน่นอน และท้ายที่สุดฉันก็จะถูกกำจัด ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อบอกว่าฉันปรารถนาที่จะกลับใจ ไม่อยากเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด และเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาการเป็นคนบริสุทธิ์และซื่อสัตย์

วันรุ่งขึ้น ผู้นำบอกฉันเรื่องเนื้อหาที่จะสามัคคีธรรมในการชุมนุมครั้งต่อไป และขอให้ฉันเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพ จากนั้นเขาก็ถามฉันว่าเข้าใจไหม อันที่จริงในตอนนั้นฉันไม่ค่อยเข้าใจ แต่ฉันก็กลัวเขาจะคิดว่าฉันมีขีดความสามารถต่ำ ฉันเลยโกหกไปว่าเข้าใจ แต่พอเริ่มทำจริงๆ ฉันกลับไม่รู้ว่าควรค้นหาพระวจนะของพระเจ้าบทตอนไหน ฉันรู้สึกประหม่ามากจนมือชุ่มเหงื่อ ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ฉันเลยอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ซาตานทำให้ข้าพระองค์เสื่อมทรามมากเกินไป ข้าพระองค์ยังคงถูกจำกัดด้วยชื่อเสียงและสถานะ ข้าพระองค์ไม่อาจต่อต้านเนื้อหนังของตนเองและไม่อาจเป็นคนสัตย์ซื่อได้ โปรดทรงนำทางข้าพระองค์ให้พบหนทางในการปฏิบัติด้วยเถิด” ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าดังนี้ “บางคนได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะจากคริสตจักร ได้รับโอกาสอันดีที่จะฝึกฝน  นี่เป็นสิ่งที่ดีงาม  อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาได้รับการยกชูและได้รับพระคุณจากพระเจ้า  ดังนั้น พวกเขาควรทำหน้าที่ของตนอย่างไร?  หลักธรรมข้อแรกที่พวกเขาควรปฏิบัติตามก็คือการทำความเข้าใจความจริง—เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจความจริง พวกเขาก็ต้องแสวงหาความจริง และหลังจากแสวงหาด้วยตนเองแล้ว ถ้าพวกเขายังคงไม่เข้าใจ พวกเขาก็สามารถหาคนที่เข้าใจความจริงมาสามัคคีธรรมและแสวงหาด้วย ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้นและทันเวลามากขึ้น  ถ้าเจ้ามุ่งแต่จะใช้เวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเองให้มากขึ้น และใช้เวลาใคร่ครวญพระวจนะเหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อที่จะสัมฤทธิ์การเข้าใจความจริงและแก้ปัญหา นี่ย่อมช้าเกินไป ดังคำกล่าวที่ว่า ‘การรักษาที่เชื่องช้าแก้ไขความจำเป็นเร่งด่วนไม่ได้’  เมื่อเป็นเรื่องของความจริง หากเจ้าอยากก้าวหน้าโดยเร็ว เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องเรียนรู้ว่าจะร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวได้อย่างไร จะตั้งคำถามให้มากขึ้นได้อย่างไร และต้องแสวงหาให้มากขึ้น  เมื่อนั้นเท่านั้นชีวิตของเจ้าจึงจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และเจ้าจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยไม่มีการประวิงเวลาในด้านใดด้านหนึ่ง  เนื่องจากเจ้าเพิ่งได้รับการส่งเสริมและยังอยู่ในช่วงเวลาของการทดสอบ ไม่เข้าใจความจริงหรือมีความเป็นจริงความจริงอย่างแท้จริง—เนื่องจากเจ้ายังขาดวุฒิภาวะเช่นนี้—จงอย่าคิดว่าการเลื่อนตำแหน่งให้เจ้าหมายความว่าเจ้ามีความเป็นจริงความจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย  นี่เป็นเพียงเพราะเจ้าสำนึกในภาระที่เจ้ามีต่องานและมีขีดความสามารถที่จะเป็นผู้นำ เจ้าจึงถูกเลือกให้ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะ  เจ้าควรมีสำนึกเช่นนี้  หากหลังจากได้รับการส่งเสริมและกลายเป็นผู้นำหรือคนทำงานแล้ว เจ้าก็เริ่มยืนยันสถานะของตน และเชื่อว่าตนเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีความเป็นจริงความจริง—และหากพี่น้องชายหญิงมีปัญหาใดก็ตาม เจ้าก็เสแสร้งว่าตนเข้าใจและเป็นฝ่ายวิญญาณ—เช่นนั้นนี่ก็คือหนทางที่โง่เขลา และเป็นหนทางเดียวกับพวกฟาริสีหน้าซื่อใจคด  เจ้าต้องพูดและกระทำการด้วยความสัตย์จริง  เมื่อไม่เข้าใจ เจ้าก็สามารถถามผู้อื่นหรือแสวงหาการสามัคคีธรรมจากเบื้องบน—เรื่องเหล่านี้ไม่มีอะไรน่าละอายเลย  ต่อให้เจ้าไม่ถาม เบื้องบนก็จะรู้ถึงวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้าอยู่ดี และย่อมจะรู้ว่าเจ้าปราศจากความเป็นจริงความจริง  การแสวงหาและการสามัคคีธรรมคือสิ่งที่เจ้าควรทำ นี่คือสำนึกที่ควรพบในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเป็นหลักธรรมที่ผู้นำและคนทำงานควรปฏิบัติตาม  นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอาย(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า คริสตจักรเลือกฉันให้เป็นผู้ประกาศ เพื่อเปิดโอกาสให้ฉันปฏิบัติ ฉันจะได้เรียนรู้วิธีทำงานในหน้าที่ของตัวเอง นี่ไม่ได้หมายความว่าฉันดีกว่าคนอื่นหรือว่าฉันรู้ทุกอย่าง ฉันเพิ่งจะเริ่มทำหน้าที่นี้ จึงเป็นเรื่องปกติมากที่จะมีงานหลายอย่างที่ฉันทำไม่ได้ และจับความเข้าใจหลักธรรมของงานไม่ได้ นอกจากนี้ การที่ฉันเขียนคำพยานจากประสบการณ์ได้ ก็แค่หมายความว่าฉันเข้าใจและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในระดับผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าฉันเข้าใจความจริงและมีความเป็นจริงความจริง ฉันควรปฏิบัติต่อจุดอ่อนและข้อบกพร่องของตัวเองอย่างถูกต้อง และเมื่อฉันไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลาย ฉันต้องเปิดอกและขอสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิง เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าละอายใจ ที่น่าละอายใจคือฉันแสร้งทำเป็นเข้าใจทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ และสิ่งนี้นำไปสู่ปัญหามากมายที่แก้ไขไม่ทันเวลา ซึ่งทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า แถมฉันยังสูญเสียโอกาสในการแสวงหาความจริงครั้งแล้วครั้งเล่า และดำเนินชีวิตอยู่ในความคิดลบ ฉันช่างโง่เขลาเหลือเกิน!  ฉันจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ฉันต้องตั้งเจตนาให้ถูกต้อง เปิดอก แสวงหาและสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิง และปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดี หลังจากนั้น ฉันได้ปรึกษาผู้นำเรื่องสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจหรือยังไม่กระจ่างชัด และเขาสามัคคีธรรมกับฉันอย่างใจเย็น ฉันคิดได้ชัดเจนขึ้นมาก สุดท้ายแล้วการชุมนุมครั้งนั้นมีประสิทธิผลมาก และฉันรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ

ตอนนี้ขณะที่ทำหน้าที่ตัวเอง ฉันยังคงประสบปัญหาและความลำบากยากเย็นมากมาย แต่ฉันสามารถอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้าได้ และฉันมักจะขอความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิง ในระหว่างการชุมนุม ฉันก็เปิดอกเรื่องตัวเองกับพี่น้องชายหญิงด้วย และยอมให้พวกเขาเห็นความเสื่อมทรามและจุดอ่อนของฉัน ด้วยการทำเช่นนี้ ฉันรู้สึกสบายใจและปลอดภัยมาก ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 74. ผลที่ตามมาจากการบูชาบุคคลอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ถัดไป: 76. คืนแห่งการทรมานอันโหดร้าย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger