45. เหตุผลซ่อนเร้นของการกลัวความรับผิดชอบ
ผมรับหน้าที่ดูแลการให้น้ำในคริสตจักร เมื่อมีผู้ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น คริสตจักรของเราจึงแยกออกเป็นสามแห่ง และผมก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลหนึ่งในนั้น หลังจากที่แยกออกมา ผมพบว่ามีผู้มาใหม่จำนวนมากที่ไม่ได้เข้าชุมนุมเป็นประจำถูกส่งมาที่คริสตจักรของผม ผมคิดว่า เนื่องจากเราขาดคนทำงานให้น้ำ การเกื้อหนุนคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ได้เข้าชุมนุมตามสมควร จะต้องใช้ทั้งเวลาและพลังงานอย่างมาก หากพวกเขาหายไปกลางคันเพราะไม่ได้รับการให้น้ำอย่างเหมาะสม พี่น้องชายหญิงอาจพูดว่าผมนั้นไร้ความสามารถและขีดความสามารถไม่ดี นั่นคงน่าอับอายมาก ตอนนั้นผมอาจจะถูกตัดแต่งหรือต้องรับผิดชอบสำหรับการจากไปของพวกเขา หากผมไม่ได้เป็นคนรับผิดชอบ แต่เป็นแค่หนึ่งในผู้ให้น้ำ ผมก็ไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบนั้น ผมรู้สึกเหมือนว่ามันกดดันมาก ราวกับแบกรับภาระอันหนักหนาไว้ และผมรู้สึกหนักอึ้งในใจ ผู้นำต้องการให้พวกเราบ่มเพาะผู้คนมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผู้ให้น้ำ แต่เมื่อเห็นว่าผู้เชื่อใหม่ไม่ได้เข้าชุมนุมตามสมควรมากขนาดไหน ความลำบากยากเย็นนั้นก็กัดกินใจผม ผมคิดว่าผมคงจะไม่สามารถฝึกคนได้เร็วพอและรู้สึกท้อแท้ หลังจากนั้น ผมก็ทำงานอย่างเฉื่อยชามาก ผมไม่ได้ฝึกหรือให้น้ำผู้ที่ผมควรฝึกและควรให้น้ำอย่างถูกควร ซึ่งส่งผลเสียต่องานของเรา ผมทุกข์ใจมากและค่อนข้างรู้สึกผิด จึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ขาดวุฒิภาวะ เมื่อเห็นว่าคริสตจักรใหม่แห่งนี้มีปัญหาและความลำบากยากเย็นมากขนาดไหน ข้าพระองค์ก็อยากเดินหนีไป ข้าพระองค์รู้ว่านั่นไม่ใช่เจตนารมณ์ของพระองค์ โปรดทรงนำข้าพระองค์ในการทบทวนตัวเอง และในการเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ถูกต้องของข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์สามารถรับงานนี้ได้”
ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งในการเฝ้าเดี่ยว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนกลับกลัวการรับผิดชอบ ถ้าคริสตจักรมอบหมายงานให้พวกเขาทำ พวกเขาก็จะพิจารณาก่อนว่างานนั้นต้องให้พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่รับงาน เงื่อนไขของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ ก็คือ หนึ่ง ต้องเป็นงานที่ไม่รีบร้อน สอง เป็นงานที่ไม่ยุ่งหรือเหนื่อย และสาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ นี่เป็นหน้าที่ประเภทเดียวที่พวกเขายอมทำ นี่คือคนประเภทใด? นี่คือคนกลับกลอกหลอกลวงมิใช่หรือ? พวกเขาไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบแม้แต่น้อย ถึงขนาดกลัวว่าใบไม้ที่ร่วงจากต้นจะทำให้ตนหัวแตก คนเช่นนี้จะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้? พวกเขาจะทำประโยชน์อะไรได้ในพระนิเวศของพระเจ้า? งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน รวมทั้งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร มีหน้าที่ใดบ้างที่ไม่พ่วงความรับผิดชอบมาด้วย? พวกเจ้าว่าการเป็นผู้นำนั้นแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้หรือไม่? ความรับผิดชอบของพวกเขากลับยิ่งมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นมิใช่หรือ? ไม่ว่าเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน ทำวีดิทัศน์ และอื่นๆ—ไม่ว่าเจ้าจะทำงานอะไร—ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง งานนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไร้หลักธรรม ก็จะส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถ้าเจ้ากลัวที่จะรับผิดชอบ เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้ คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นพวกคนขลาด หรือว่าอุปนิสัยของพวกเขามีปัญหากันแน่? เจ้าต้องสามารถบอกความแตกต่างได้ แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความขลาด เหตุใดพวกเขาจึงกล้าขนาดนั้นในการเป็นคนรวยหรือเวลาทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเอง? พวกเขาจะยอมเสี่ยงเพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่พอทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักร เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับไม่ยอมรับความเสี่ยงแต่อย่างใด ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ เป็นคนที่คิดคดทรยศที่สุด ใครก็ตามที่ไม่รับผิดชอบยามปฏิบัติหน้าที่ ย่อมไม่มีความจริงใจให้พระเจ้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจงรักภักดีของพวกเขา แล้วคนประเภทใดที่กล้ารับผิดชอบ? คนประเภทใดมีความกล้าที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง? คนที่ขึ้นมานำและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า กล้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งและไม่กลัวที่จะทนฝ่าความยากลำบากและอันตรายเมื่อพวกเขามองเห็นว่างานนั้นสลักสำคัญอย่างยิ่งยวด นั่นคือคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นทหารดีของพระคริสต์ ใช่หรือไม่ที่ว่าทุกคนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนกลัวเช่นนั้นเพราะไม่เข้าใจความจริง? ไม่ใช่ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขามีปัญหา พวกเขาไร้สำนึกเรื่องความยุติธรรมหรือความรับผิดชอบ เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเจ้าที่มีความจริงใจ และไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้เพียงข้อเดียว พวกเขาก็ไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดแล้ว ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องจ่ายราคาเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง และพวกเขาจะพบเจออุปสรรคมากมายในการปฏิบัติความจริง พวกเขาต้องละทิ้งสิ่งต่างๆ ละทิ้งผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตน และสู้ทนความทุกข์บางอย่าง เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ แล้วคนประเภทที่กลัวการรับผิดชอบนี้จะปฏิบัติความจริงได้หรือไม่? พวกเขาปฏิบัติความจริงไม่ได้อย่างแน่นอน นับประสาอะไรกับการได้มาซึ่งความจริง พวกเขากลัวการปฏิบัติความจริง กลัวการสูญเสียผลประโยชน์ของตน พวกเขากลัวการถูกเหยียดหยาม กลัวว่าจะถูกใส่ร้ายและตัดสิน และพวกเขาก็ไม่กล้าปฏิบัติความจริง ผลก็คือพวกเขาไม่สามารถได้รับความจริง และไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปี พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงความรอดของพระองค์ได้” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)) เมื่อเห็นสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าเผยออกมา ผมก็รู้สึกแย่มาก พระเจ้าตรัสว่าผู้ที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตน เป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เลวทราม และหลอกลวงที่สุด พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติความจริง และแทบไม่อาจได้รับความรอด ผมกำลังทำตัวแบบนั้น เมื่อผมเห็นว่าผู้มาใหม่จำนวนมากมาชุมนุมไม่สม่ำเสมอ และผู้ที่เข้าเกณฑ์จะฝึกได้มีเพียงไม่กี่คน ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเลยว่าจะใส่ใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้า บ่มเพาะผู้ที่เข้าเกณฑ์ และดูแลให้ผู้เชื่อใหม่ได้รับการให้น้ำอย่างดีอย่างไร เพื่อให้พวกเขาสามารถหยั่งรากในหนทางที่แท้จริงโดยเร็ว ผมทำเหมือนกับพวกเขาเป็นภาระ ผมคิดว่าการเกื้อหนุนพวกเขานั้นจะต้องใช้เวลาและพลังงานมากเพียงใด และคิดว่าหากทำได้ไม่ดี คนอื่นอาจดูแคลนผม และผมจะถูกตัดแต่งและต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดเรื่องร้ายแรง นี่ดูเหมือนงานหนักที่อาจไม่เกิดผล และผมก็รู้สึกต่อต้าน แม้ผมจะฝืนให้ตัวเองทำหน้าที่นั้น แต่ผมก็ทำอย่างเฉื่อยชา เพราะผมไร้ความรับผิดชอบ ผู้ที่ควรได้รับการฝึกอบรมกลับไม่ได้ฝึก ขณะที่บางคนก็มาๆ หายๆ ข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้ากำลังขยายออกไปอย่างรวดเร็วในขณะนี้ และมีผู้คนหันมาหาพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การให้น้ำและเกื้อหนุนผู้เชื่อใหม่ให้ดีคือเจตนารมณ์เร่งด่วนของพระเจ้า แต่ผมกลับคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้ใส่ใจในเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย และผมก็ไม่ได้คิดถึงการเข้าสู่ชีวิตของผู้มาใหม่ด้วย ผมช่างเห็นแก่ตัวและทำให้พระเจ้าทรงผิดหวังเป็นอย่างมาก! และในคริสตจักรใหม่แห่งอื่นๆ ผมสังเกตเห็นว่าผู้อื่นสามารถค้ำจุนงานของคริสตจักรได้ โดยไม่คำนึงถึงการได้รับหรือการสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัว พวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะให้น้ำผู้เชื่อใหม่ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ตาม พวกเขาคือผู้เชื่อที่แท้จริงที่ทุ่มเทต่อหน้าที่ของตน ผมรู้สึกละอายใจและอับอาย ผมต้องเลิกคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองแล้วทำให้งานของคริสตจักรติดชะงัก ผมต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้และทุ่มสุดตัวในการให้น้ำผู้มาใหม่ให้ดี หลังจากนั้น ผมเริ่มให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้น และตั้งใจพยายามให้น้ำบางคนที่สามารถรับการบ่มเพาะได้ เมื่อพวกเขาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็เริ่มทำหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้นด้วย เราทำงานร่วมกันเพื่อทำหน้าที่ของเราและเกื้อหนุนผู้เชื่อใหม่ หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง มีผู้มาใหม่จำนวนไม่น้อยที่มาชุมนุมกันเป็นประจำ ผมมีความสุขและรู้สึกขอบคุณพระเจ้าอย่างมาก
แต่ไม่นาน ผมก็เจอสถานการณ์เดิมอีกครั้ง วันหนึ่ง ผู้นำพูดกับผมว่า “คริสตจักรเฉิงกวงเพิ่งก่อตั้งขึ้น ผู้เชื่อใหม่จำนวนหนึ่งไม่ได้ชุมนุมกันอย่างถูกควร และพวกเขาก็ขาดผู้ให้น้ำที่ดี งานคืบหน้าไปอย่างช้าๆ ขอฝากคริสตจักรนั้นไว้ในมือของคุณนะ” เมื่อผู้นำพูดเช่นนี้ ผมก็รู้ว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่เบื้องหลังสถานการณ์นี้ ครั้งสุดท้ายที่คริสตจักรแยกออกจากกัน ผมกลัวที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า ครั้งนี้ผมต้องนบนอบและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ผมลังเลเมื่อมองดูที่สถานะปัจจุบันของคริสตจักรเฉิงกวงอีกครั้ง คริสตจักรที่ผมดูแลกำลังมีสภาพที่ดีขึ้น และยังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำ การรับเรื่องดูแลคริสตจักรอื่นจะต้องใช้เวลาและพลังงานมาก หากผมไม่สามารถเกื้อหนุนคริสตจักรเฉิงกวงได้ดีพอและไม่สามารถจัดการงานในคริสตจักรปัจจุบันของผมได้ คนอื่นจะคิดยังไงกับผม? การดูแลคริสตจักรเพียงแห่งเดียวคงไม่ยุ่งยากเกินไป และผมจะสามารถมุ่งเน้นความพยายามไปที่การทำงานของผมให้ดีได้ ทุกคนก็อาจจะเริ่มมองผมต่างออกไป และผมอาจได้เลื่อนตำแหน่งเลยด้วยซ้ำ เมื่อคิดแบบนี้ ผมรู้สึกว่าคริสตจักรเฉิงกวงจะเป็นภาระที่มากเกินกว่าจะจัดการได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อผม และผมก็ไม่อยากจะยอมรับ แต่ถ้าผมปฏิเสธและไม่มีใครรับไว้ ก็จะส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร ผมรู้สึกขัดแย้งในใจ ผู้นำเห็นสภาวะของผมและได้แบ่งปันพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งกับผมดังนี้ “หากเจ้ามีทักษะพอใช้ในบางสาขา และได้ทำงานในสาขานั้นมานานกว่าคนส่วนใหญ่ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรได้รับการมอบหมายงานที่ยากเย็นกว่า เจ้าควรยอมรับการนี้จากพระเจ้าและนบนอบ จงอย่าจุกจิกและพร่ำบ่นโดยกล่าวว่า ‘ทำไมฉันถึงถูกเลือกปฏิบัติอยู่เรื่อย? พวกเขาให้ชิ้นงานที่ง่ายกว่ากับคนอื่น แล้วก็ให้ชิ้นยากๆ กับฉัน พวกเขากำลังพยายามทำให้ชีวิตยากเย็นสำหรับฉันหรือ?’ เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่า ‘กำลังพยายามทำชีวิตให้ยากเย็น’ สำหรับเจ้า? การจัดการเตรียมงานทั้งหลายนั้นถูกปรับมาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล บรรดาผู้ที่สามารถกว่าก็ทำมากกว่า หากเจ้าได้เรียนรู้มามากและพระเจ้าทรงให้เจ้ามามาก เจ้าก็ควรได้รับภาระที่หนักกว่า—ไม่ใช่เพื่อที่จะทำชีวิตให้ยากเย็นสำหรับเจ้า แต่เพราะนั่นเหมาะกับเจ้าพอดี นั่นเป็นหน้าที่ของเจ้า ดังนั้นจงอย่าพยายามเลือกเอาแต่ที่ถูกใจ หรือพูดปฏิเสธ หรือพยายามจะออกไปจากหน้าที่นั้น เหตุใดเล่าเจ้าจึงคิดว่านั่นยากลำบาก? ข้อเท็จจริงก็คือว่า หากเจ้าทุ่มเทหัวใจลงไปในงานบ้าง เจ้าก็คงดีพอสำหรับชิ้นงานนั้นอย่างแท้จริง การที่เจ้าคิดว่าการนั้นยากลำบาก ว่านั่นเป็นการปฏิบัติต่อเจ้าด้วยอคติ ว่าเจ้ากำลังถูกจงใจเลือกปฏิบัติ—นั่นคือการเผยของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม นั่นเป็นการปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ของเจ้า ไม่ยอมรับจากพระเจ้า นั่นไม่ใช่การปฏิบัติความจริง เมื่อเจ้าเลือกเอาแต่ที่ถูกใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า โดยทำอะไรก็ตามที่เบาและง่าย ทำเพียงสิ่งที่ทำให้เจ้าดูดี นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน การที่เจ้าไม่สามารถยอมรับหน้าที่ของเจ้าหรือนบนอบนั้น เป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้ายังคงเป็นกบฏต่อพระเจ้า ว่าเจ้ากำลังต่อต้านพระองค์ กำลังปฏิเสธและหลีกเลี่ยงการจัดการเตรียมการและข้อกำหนดของพระองค์ นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่ง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) บทตอนนี้กินใจผมมาก ผู้นำไม่ได้จงใจสร้างความลำบากให้ผม ด้วยการให้ผมดูแลคริสตจักรอีกแห่ง ผมทำหน้าที่ให้น้ำมาสักระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น ผมก็ควรจัดการงานนี้ได้หากเพียงแค่ผมยอมเสียสละเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ผมเองกลับเห็นแก่ตัวเกินไป มัวแต่คิดถึงประโยชน์ของตัวเองและไม่เต็มใจที่จะเสียสละเพิ่ม ผมยังกลัวอีกด้วยว่าผมจะดูแย่หากผมทำงานได้ไม่ดี ผมก็เลยไม่อยากจะรับหน้าที่นั้น และต้องการแค่จะปฏิเสธไป ผมไม่มีความนบนอบเอาเสียเลย การที่ทางคริสตจักรไว้วางใจผมให้ทำบางอย่างที่สำคัญอย่างการให้น้ำแก่ผู้มีความเชื่อใหม่ คือพระคุณและการยกชูของพระเจ้า ผมควรยอมทำตามนั้นโดยไม่มีข้อแม้และทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือสิ่งที่คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลควรทำ เมื่อผมได้พึ่งพิงพระเจ้าและให้ความร่วมมือกับพระองค์อย่างแท้จริง ผมก็รู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำผมให้ทำงานได้เป็นอย่างดี จากนั้นผมก็อธิษฐานถึงพระเจ้าในใจ ผมพร้อมที่จะปล่อยวางเรื่องที่ผมกังวลและรับความรับผิดชอบนั้น
ต่อมาผมก็มาคิดทบทวนและหาคำตอบ ว่าทำไมผมถึงอยากปฏิเสธหน้าที่นักและไม่ยอมแบกรับภาระเอาไว้ ผมอ่านเจอบางอย่างในพระวจนะของพระเจ้า “ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังทำสิ่งใด พวกเขาก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน และจะกระทำการก็ต่อเมื่อพวกเขาคิดอย่างละเอียดรอบคอบแล้วเท่านั้น พวกเขาไม่นบนอบความจริงอย่างแท้จริง อย่างจริงใจ และอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีการประนีประนอม แต่เลือกนบนอบอย่างมีเงื่อนไข เงื่อนไขนี้คืออะไร? คือสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาต้องได้รับการปกป้อง และต้องไม่ประสบกับความสูญเสียใดๆ หลังจากเงื่อนไขนี้ได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะตัดสินใจและเลือกว่าจะทำสิ่งใด นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์พิจารณาอย่างจริงจังว่าจะปฏิบัติต่อหลักธรรมความจริง พระบัญชาของพระเจ้า และงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร หรือจะจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเผชิญอย่างไร พวกเขาไม่คำนึงว่าจะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะไม่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้อย่างไร หรือทำอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิง พวกเขาไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เลย ศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงสิ่งใด? สถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และเกียรติของพวกเขาจะลดลงหรือไม่ หากการทำบางสิ่งตามหลักธรรมความจริงเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักรและพี่น้องชายหญิง แต่จะทำให้ความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองเสียหาย และทำให้ผู้คนจำนวนมากตระหนักถึงวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขา และรู้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทใด เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่กระทำการตามหลักธรรมความจริงอย่างแน่นอน หากการทำงานที่แท้จริงบางอย่างจะทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นคิดถึงพวกเขาในทางที่ดี ยกย่องพวกเขาและชื่นชมพวกเขา ยอมให้พวกเขาได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่ขึ้น หรือทำให้คำพูดของพวกเขามีอำนาจและทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นนบนอบพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาก็จะเลือกทำในหนทางนั้น มิฉะนั้น พวกเขาจะไม่มีวันเลือกที่จะเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของตนเองเพื่อคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือของพี่น้องชายหญิง นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ ช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม)) “ก่อนที่ผู้คนจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริง ธรรมชาติของซาตานคือสิ่งที่กำกับดูแลและครอบงำพวกเขาจากภายใน ธรรมชาติเช่นนั้นประกอบด้วยสิ่งใดกันแน่? ตัวอย่างเช่น เหตุใดเจ้าจึงเห็นแก่ตัว? เหตุใดเจ้าจึงปกป้องสถานะของตนเอง? เหตุใดเจ้าจึงได้รับอิทธิพลจากความรู้สึกของตนมากถึงเพียงนี้? เหตุใดเจ้าจึงชอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้นและสิ่งที่ชั่วร้ายเหล่านั้น? อะไรคือพื้นฐานที่ทำให้เจ้าชอบสิ่งเหล่านั้น? สิ่งเหล่านี้มาจากไหน? เหตุใดเจ้าจึงชอบและยอมรับสิ่งเหล่านี้? ตอนนี้ พวกเจ้าทุกคนย่อมเข้าใจแล้วว่า เหตุผลหลักก็คือ พิษของซาตานอยู่ภายในตัวมนุษย์ ดังนั้น อะไรคือพิษของซาตาน? สามารถแสดงมันออกมาในทางใดได้บ้าง? ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า ‘ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร? ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?’ ผู้คนก็จะตอบว่า ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้ ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร) ผมพบคำตอบในพระวจนะของพระเจ้า เหตุผลหลักที่ผมไม่อยากแบกภาระหนักอึ้งก็เป็นเพราะว่าผมดำเนินชีวิตตามอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งก็คือการเห็นแก่ตัวและหลอกลวง ผมเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำเข้ากับผลประโยชน์ของตัวเอง โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของผมเอง ผมไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือสนับสนุนการงานของคริสตจักร เมื่อผมเห็นว่าผู้มาใหม่หลายคนในคริสตจักรแห่งใหม่ของผมไม่ได้มาชุมนุมกันเป็นประจำ ผมก็กลัวว่าประสิทธิผลในหน้าที่ของผมจะได้รับผลกระทบ ซึ่งจะทำให้ชื่อเสียงของผมเสียหาย เมื่อผู้นำขอให้ผมดูแลคริสตจักรเฉิงกวง ผมก็รู้ว่าหากผู้เชื่อใหม่ที่นั่นไม่ได้รับการให้น้ำในเร็วๆ นี้ พวกเขาก็อาจถูกศิษยาภิบาลของศาสนาขัดขวางและหายไปกลางคัน แต่ผมไม่อยากรับงานให้น้ำที่นั่น ผมกำลังชั่งใจถึงข้อดีข้อเสียที่ตัวเองจะได้รับ เอาแต่คิดถึงวิธีทำงานที่ตัวเองดูแลอยู่แล้วให้เสร็จสิ้น แบบนั้น งานจะได้ไม่เครียดเกินไป และผมก็คงไม่ต้องทนทุกข์มากนัก หากผมทำบางอย่างสำเร็จในท้ายที่สุด ผมก็จะทำให้คนอื่นยอมรับผมได้ และสร้างความประทับใจที่ดี ผมใช้ชีวิตตามพิษของซาตานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” ไม่ว่าผมจะพบเจออะไร สิ่งแรกที่ผมคิดถึงก็คือ เรื่องนี้จะดีต่อชื่อเสียงของผมหรือไม่ หากมันส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของตัวผมเอง ต่อให้เป็นเรื่องดีต่องานของคริสตจักรเองก็ตาม ผมก็ไม่อยากจะทำเรื่องนั้น ผมจะไม่ยอมรับและปฏิเสธ ไม่จริงใจหรือนบนอบพระเจ้าเลย บรรดาผู้ที่เพิ่งยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้ายังไม่ทราบความจริง พวกเขาอ่อนไหวต่อการแทรกแซงของศิษยาภิบาล ซึ่งอาจชักพาให้พวกเขาหลงผิดและผลักไสพวกเขาไป ดังนั้น คริสตจักรจึงมอบหมายให้ผมให้น้ำและเกื้อหนุนพวกเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับงานที่สำคัญเช่นนั้น ผมกลับไม่รับหน้าที่รับผิดชอบนั้นและลุล่วงหน้าที่ แต่กลัวว่าชื่อเสียงของผมจะได้รับผลกระทบหากไม่ทำงานนั้นให้ดี นั่นคืออุปนิสัยแบบเดียวกับของศัตรูของพระคริสต์ คือ เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ผมมีแต่ความเสียใจและความรู้สึกผิด ผมรู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้พระเจ้าจริงๆ และอยากกลับใจต่อพระองค์
หลังจากนั้นผมก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่ม “สิ่งใดคือมาตรฐานที่ใช้ตัดสินการกระทำและพฤติกรรมของคนว่าดีหรือชั่ว? คือการที่ว่าในความนึกคิด สิ่งที่พวกเขาเผยออกมา และการกระทำทั้งหลายของพวกเขานั้น พวกเขามีคำพยานของการนำความจริงไปปฏิบัติและใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริงหรือไม่ หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงนี้หรือใช้ชีวิตตามนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือคนทำชั่วอย่างไม่ต้องสงสัย พระเจ้าทรงมองคนทำชั่วว่าอย่างไร? สำหรับพระเจ้าแล้ว ความคิดและการกระทำภายนอกของเจ้าไม่ได้เป็นคำพยานให้พระองค์ และไม่ได้ทำให้ซาตานอดสูและปราชัย แต่กลับนำความอับอายมาสู่พระองค์ และเต็มไปด้วยร่องรอยของการหลู่เกียรติพระองค์ เจ้าไม่ได้กำลังเป็นคำพยานให้พระเจ้า เจ้าไม่ได้สละตนเองเพื่อพระเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้กำลังลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบและภาระผูกพันเพื่อพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับกำลังกระทำเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเจ้าเอง ความหมายของ ‘เพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง’ คือสิ่งใด? หากจะกล่าวให้แน่ชัด นี่หมายถึงเพื่อซาตาน เพราะฉะนั้น ในตอนสุดท้าย พระเจ้าจะตรัสว่า ‘เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’ ในสายพระเนตรของพระเจ้า การกระทำของเจ้าจะไม่ถูกมองว่าเป็นการทำดี ทั้งหมดจะถูกพิจารณาว่าเป็นการทำชั่ว การกระทำของเจ้าไม่เพียงไม่สามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าเท่านั้น—แต่จะถูกกล่าวโทษอีกด้วย คนเราหวังจะได้รับสิ่งใดจากการเชื่อเช่นนั้นในพระเจ้า? สุดท้ายแล้วการเชื่อเช่นนั้นจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น) พระวจนะของพระเจ้านั้นชัดเจนมาก พระเจ้าไม่ได้ทรงมองว่าพวกเรานั้นทนทุกข์มากน้อยแค่ไหน แต่ทรงมองมาที่สิ่งที่อยู่ในใจเราและสิ่งที่เราเผยออกมาเมื่อเราทำหน้าที่ และเรามีคำพยานในการปฏิบัติความจริงหรือไม่ หากแรงจูงใจในหน้าที่ของคนคนหนึ่งไม่ใช่เพื่อสนองพระทัยพระเจ้า หากพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริง แบบนั้นไม่ว่าพวกเขาให้ไปเท่าไหร่ พระเจ้าก็ทรงเห็นว่านั่นเป็นการทำชั่วและเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์ เมื่อคิดย้อนไปถึงสิ่งที่วิธีคิดของผมในช่วงเวลานั้นเผยให้เห็น ผมมักคิดและวางแผนตามผลประโยชน์ของตัวเองอยู่เสมอ และอยากเลี่ยงหน้าที่ของตัวเอง แม้ว่าผมจะยอมรับอย่างไม่เต็มใจ แต่ผมก็ไม่ได้รับผิดชอบต่อหน้าที่ ผมไม่ได้ฝึกอบรมผู้ที่ผมควรฝึกอบรม และผู้เชื่อใหม่บางคนก็ไม่มาชุมนุมเป็นประจำ เพราะผมไม่ได้ให้น้ำแก่พวกเขาทันเวลา แรงจูงใจและพฤติกรรมของผมเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผมกำลังทำชั่วและไม่ยอมรับพระองค์ ผมเป็นผู้เชื่อมาหลายปีและได้สำราญกับการบำรุงเลี้ยงจากความจริงอย่างมากล้นมากล้นจากพระเจ้า แต่กลับไม่เคยคิดที่จะตอบแทนความรักของพระองค์เลย เมื่องานของคริสตจักรต้องการการเกื้อหนุนมากที่สุด ผมกลับไม่ต้องการแบกภาระอันหนักอึ้งนั้น ผมไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีและสนองพระทัยพระเจ้า ผมไม่ได้มีมโนธรรมหรือความเป็นมนุษย์ใดๆ เลย ผมอธิษฐานในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะในหน้าที่มาตลอดโดยไม่ปกป้องงานของคริสตจักรเลย ข้าพระองค์เห็นแก่ตัวเหลือเกิน ข้าพระองค์ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ดี และเป็นหนี้พระองค์เหลือเกิน พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ให้โอกาสข้าพระองค์อีกครั้ง ข้าพระองค์อยากกลับใจ รับภาระนี้ไว้ และจะทำหน้าที่ชดเชยการกระทำผิดในอดีตให้ดีที่สุด”
หลังจากนั้นผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งช่วยให้ผมได้เรียนรู้เส้นทางแห่งการปฏิบัติตน พระเจ้าตรัสว่า “สำหรับทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าความเข้าใจที่พวกเขามีเกี่ยวกับความจริงจะลุ่มลึกหรือตื้นเขินเช่นไร การปฏิบัติที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก็คือ การคิดถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าในทุกโอกาส โดยปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของตน เจตนาส่วนตน เหตุจูงใจ ความภาคภูมิใจ และสถานะของตน และวางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไว้อันดับแรก—อย่างน้อยที่สุดพวกเขาควรทำเช่นนี้ หากแม้เพียงเท่านี้ คนที่ปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่สามารถทำได้ เช่นนั้นแล้วจะพูดได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน? นั่นย่อมไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา ก่อนอื่นเจ้าควรนึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และคิดพิจารณาถึงงานของคริสตจักร จงให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้เหนือสิ่งอื่นใด เฉพาะหลังจากนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถคิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของสถานะของเจ้าหรือนึกถึงสายตาที่ผู้อื่นมองเจ้าได้ พวกเจ้าไม่รู้สึกหรอกหรือว่านี่พอจะง่ายขึ้นบ้างเมื่อเจ้าแบ่งมันออกเป็นสองขั้นตอนและทำการประนีประนอมบ้าง? หากเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ไปสักพัก เจ้าก็จะมารู้สึกว่าการทำให้พระเจ้าพอพระทัยนั้นไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเจ้าลุล่วงความรับผิดชอบของตนได้ ลุล่วงภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้าได้ วางความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัว เจตนา และแรงจูงใจของเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า งานของคริสตจักร และหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติเป็นอันดับแรกได้ เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่มีประสบการณ์แบบนี้ไปสักระยะหนึ่ง เจ้าก็จะรู้สึกว่าการประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้เป็นเรื่องดี ผู้คนควรใช้ชีวิตด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ไม่ควรใช้ชีวิตที่ไร้กระดูกสันหลัง สกปรก และต่ำทราม แต่ควรเป็นคนที่ซื่อตรงและยุติธรรม เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือภาพที่คนเราควรใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ความอยากที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองก็จะค่อยๆ ทุเลาลง” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น) จากพระวจนะของพระเจ้า ผมก็พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติตน ซึ่งก็คือการละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัวและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของคริสตจักรเป็นอันดับแรก เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ผมอยากทำตามอย่างที่กล่าวไว้ในพระวจนะของพระเจ้า คือหยุดคิดว่าผมจะเสียผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ และหยุดกังวลว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไรกับผม ผมต้องลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองและรับงานนั้น ผมยังตระหนักอีกว่าผมไม่เคยอยากทำงานที่ท้าทาย กลัวว่าผมจะถูกดูถูกหรือถูกตัดแต่งถ้าทำได้ไม่ดี ผมไม่เข้าใจเจตนารมณ์อันดีของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นคือ การให้ผมทำงานที่ยากขึ้นเป็นพระคุณของพระเจ้า พระเจ้ากำลังทรงใช้ความท้าทายนี้เพื่อช่วยให้ผมเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระองค์ และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของผม การแบกรับภาระหนัก การเผชิญกับความยากลำบาก และการถูกตัดแต่งหรือเผยออกมา ล้วนเป็นสิ่งที่ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีโอกาสมองเห็นข้อผิดพลาดและจุดอ่อนของตนได้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่ผมจะได้มุ่งมั่นในการแสวงหาและทำให้ตัวเองถึงพร้อมด้วยความจริง เพื่อชดเชยจุดอ่อนของตัวเอง สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อการเข้าใจความจริงและความเจริญก้าวหน้าของชีวิตผม นั่นคือความรักของพระเจ้า เมื่อผมเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ท่าทีที่ผมมีต่อหน้าที่ก็เปลี่ยนไป ผมเห็นว่าในการจะดูแลงานของคริสตจักรสองแห่ง ผมจะพึ่งพาแต่ความสามารถของตัวเองไม่ได้ สิ่งที่ผมทำได้มีจำกัด ดังนั้น ผมจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การฝึกอบรมผู้คน เมื่อพี่น้องชายหญิงทราบเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากขึ้น พวกเขาก็จะสามารถรับหน้าที่ได้ และนั่นจะทำให้งานง่ายขึ้น จากนั้น ผมก็สามารถมุ่งเน้นพลังงานของตัวเองไปที่งานสำคัญได้ ดังนั้น ผมจึงได้ปรึกษาและยืนยันผู้ที่จะฝึกฝนร่วมกับคนทำงานให้น้ำ จากนั้นจึงทำงานจัดการชุมนุมและการสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า เพื่อแก้ไขความยากลำบากและปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา ผมรู้สึกประหลาดใจ เมื่อพี่น้องชายหญิงบางคนเข้าใจถึงพระราชกิจของพระเจ้า มีความเชื่อ และอยากทำหน้าที่ เมื่อเราทำงานร่วมกัน ผมมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของผมมากขึ้น และบางโครงการก็เสร็จสิ้นในเวลาไม่นาน พวกเขายังได้ฝึกฝนและมีพลังงานมากขึ้นในการทำหน้าที่ของตนอีกด้วย หลังจากได้รับการให้น้ำและการเกื้อหนุนอยู่สักพักหนึ่ง ผู้เชื่อใหม่จำนวนมากเริ่มเข้าใจถึงพระราชกิจของพระเจ้าขึ้นมาบ้าง ได้วางรากฐานบนหนทางที่แท้จริง และเข้าร่วมการชุมนุมอย่างกระตือรือร้น การเห็นทั้งหมดนี้ทำให้ผมซาบซึ้งใจมาก หลังจากที่ผมละวางผลประโยชน์ของตัวเอง รับภาระ และพยายามทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด มารู้ตัวอีกทีผมก็มีความคืบหน้าบ้างแล้ว และสัมฤทธิ์ผลในหน้าที่เพิ่มขึ้นมาก ตอนนี้ผมไม่กลัวที่จะรับผิดชอบอีกต่อไป และผมปรารถนาที่จะปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่ของผมให้ดีเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย