41. ความอิจฉาเป็นสิ่งที่น่าดูหมิ่น

โดย ซูช่าน ประเทศจีน

เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2021 ผมเริ่มฝึกฝนให้น้ำผู้มาใหม่  ผมรู้ว่าตัวเองยังบกพร่องอยู่มาก ดังนั้นผมจึงมักจะอธิษฐานถึงพระเจ้าและใช้เวลากินดื่มพระวจนะของพระเจ้า  ผ่านไปสักพักผมก็เข้าใจหลักธรรมทั้งหลายของความจริงขึ้นบ้างและสามารถอธิบายประเด็นปัญหาต่างๆ ได้บ้างเวลาผมสามัคคีธรรม  พี่น้องชายหญิงต่างบอกว่าผมสามัคคีธรรมได้ดีและกระบวนการคิดของผมก็ค่อนข้างชัดเจน  แม้จะพูดว่า “ชอคำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้า!  ทั้งหมดนี้คือการให้ความรู้แจ้งของพระเจ้า”  แต่ในใจผมกลับรู้สึกพอใจในตัวเองมากทีเดียว  ในการชุมนุมแต่ละครั้งผมเป็นสมาชิกที่โดดเด่นที่สุดเสมอ และคนอื่นก็ต่างนับถือผม—สิ่งนี้ทำให้ผมมีแรงจูงใจมากขึ้นอีกในการไล่ตามเสาะหาความจริง  ต่อมาผมได้ทำงานคู่กับพี่น้องชายเซี่ยงหมิง  เขายังใหม่กับความเชื่อและขาดพร่องในการสามัคคีธรรมความจริง ตอนที่เขาเริ่มฝึกให้น้ำผู้มาใหม่ในช่วงแรกจึงค่อนข้างยากสำหรับเขา แต่กระนั้นเขาก็อุทิศตนให้กับการไล่ตามเสาะหาความจริงและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  เขายังเป็นคนตรงไปตรงมาด้วย เมื่อเขาแสดงสัญญาณแห่งความเสื่อมทรามออกมา เขาก็จะเปิดใจและตีแผ่ตนเอง และในยามที่เจอปัญหา เขาก็มุ่งเน้นการแสวงหาความจริงและการทบทวนตัวเอง  พี่น้องชายหญิงต่างตัดสินว่าเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  เวลาผมเห็นเช่นนี้ ผมก็รู้สึกถูกคุกคามเล็กน้อยพลางคิดว่า “เซี่ยงหมิงเป็นคนมีมานะ—ขืนยังเป็นอย่างนี้ต่อไป อีกไม่นานเขาก็จะตามฉันทัน  แล้วใครจะนับถือฉันเล่า?  แบบนี้ไม่ได้การ ฉันต้องรีบเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความจริง  จะปล่อยให้เขาแซงฉันไปไม่ได้”  หลังจากนั้น ผมก็ยิ่งทำงานหนักกว่าที่เคย

ครั้งหนึ่งเซี่ยงหมิงพูดกับผมว่า “ผมได้มาเข้าใจความจริงมากมายขณะปฏิบัติหน้าที่เคียงข้างพี่น้องชายหญิง และผมก็รู้สึกมีความสุขและเป็นอิสระมาก  ผมอยากลาออกจากงานมาเริ่มทำหน้าที่แบบเต็มเวลาจริงๆ แต่มีอุปสรรคขัดขวางอยู่สองสามเรื่องและผมไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการอย่างไร”  เมื่อได้ยินอย่างนี้ ผมก็พลันคิดว่า “ถ้าเซี่ยงหมิงเริ่มทำหน้าที่เต็มตัว เขาจะยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้นจนไม่ช้าก็จะตามฉันทัน  ถ้าคนอื่นเริ่มนับถือเขาแล้วทิ้งฉันไว้ข้างหลัง ฉันจะทำอย่างไร?  ให้เขารออีกสักหน่อยแล้วค่อยออกจากงานคงจะดีกว่า”  ดังนั้นผมจึงบอกเขาว่า “พวกเราต้องนบนอบและรอคอย  อธิษฐานถึงพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงตระเตรียมช่วงเวลาอันเหมาะสมให้กับคุณ”  อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พูดออกไป ผมกลับรู้สึกผิดเล็กน้อยและคิดว่า “ฉันกำลังขัดขวางเซี่ยงหมิงจากการไล่ตามเสาะหาความจริงไม่ใช่หรือ?”  แต่ผมยังกังวลว่าเขาอาจเป็นภัยคุกคามสถานะของผม ผมจึงไม่พูดอะไรอีก  หลังจากนั้นเซี่ยงหมิงก็พึ่งพาพระเจ้าและแก้ไขปัญหาของเขาได้ เขาลาออกจากงานแค่อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเท่านั้น  ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ นอกจากจะไม่รู้สึกยินดีกับเซี่ยงหมิงแล้ว อันที่จริงผมยังรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อยด้วย  ผมกลัวเขาจะแย่งความสนใจไปจากผม ดังนั้นเวลาทำงานคู่กัน ผมจึงหวงวิชาไม่ยอมบอกบางเรื่อง  ขณะเฝ้าเดี่ยวเมื่อผมเห็นพระวจนะบางบทตอนของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของเขา ผมก็จะไม่แบ่งปันพระวจนะเหล่านั้นกับเขาเหมือนเมื่อก่อน  เวลาเขาเกิดคำถามในปัญหาที่เขามีอยู่และมาหาผม ผมก็จะไม่แบ่งปันความเข้าใจเชิงลึกที่ผมมีกับเขาเลย ทั้งยังคิดว่า “ฉันใช้เวลาตั้งสองปีกว่าจะมีความเข้าใจเชิงลึกไม่กี่เรื่องนี้  ถ้าฉันบอกเขาหมด เขาก็จะก้าวหน้าเร็วเกินไป แล้วพี่น้องชายหญิงทุกคนก็จะพากันนับถือเขา  ถ้าเป็นแบบนั้นฉันจะทำอย่างไร?”  หลังจากผ่านไปสักพัก ผมกับเซี่ยงหมิงก็สนิทสนมกันน้อยลง  เราเลิกพูดคุยกันอย่างอิสระและไม่ช่วยเหลือกันและกันอีกต่อไป  นอกจากตอนที่จำเป็นในหน้าที่ของพวกเราแล้ว ผมกับเซี่ยงหมิงก็แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย  สภาวะของผมแย่ลงเล็กน้อย และผมก็ไม่รู้สึกถึงความรู้แจ้งที่ชัดเจนขณะกินดื่มพระวจนะของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นผมไม่ตระหนักเลยว่าสภาวะของผมไม่ปกติ และผมก็ไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาและคิดทบทวนด้วย

ต่อมา ผมกับเซี่ยงหมิงต้องแยกกันให้น้ำเหล่าผู้มาใหม่ตามจุดประสงค์ของงาน  พอได้ยินว่าพวกเรากำลังจะแยกกัน ผมก็แอบดีใจว่า “จากนี้ไป ฉันจะไม่ต้องเตรียมเนื้อหาการชุมนุมกับเขาแล้ว  ถ้าไม่มีฉันคอยช่วย เขาจะไม่ก้าวหน้าเร็วเท่าเดิมแน่นอน  ฉันแค่ต้องทำต่อไป ปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีขึ้น และไม่ปล่อยให้เขาตามฉันทัน  ทุกคนก็จะเห็นว่าเขาด้อยความสามารถและความพยายามทั้งหมดของเขาในการไล่ตามเสาะหาความจริงก็จะเปล่าประโยชน์ไปเอง”  ครั้งหนึ่งหลังจากชุมนุม ผมกับเซี่ยงหมิงกำลังเดินกลับบ้านและพูดคุยกันว่าการชุมนุมของพวกเรากับเหล่าผู้มาใหม่เป็นอย่างไร  เซี่ยงหมิงบอกว่าเขารู้สึกแย่จริงๆ เพราะผู้มาใหม่บางคนที่เขารับผิดชอบดูแลไม่เข้าชุมนุมและเขาไม่อาจให้น้ำคนเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิผล  เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมก็คิดว่า “เขากำลังมีปัญหาบางอย่างและกำลังเริ่มคิดลบ ฉันต้องช่วยเขาเดี๋ยวนี้”  แต่ขณะเดียวกันผมก็แอบดีใจอยู่พอสมควรและคิดว่า “วันนี้การชุมนุมของฉันค่อนข้างเป็นไปด้วยดี แถมผู้นำก็บอกว่าฉันสามัคคีธรรมได้ดีจริงๆ”  แล้วเซี่ยงหมิงก็ถามผมว่าการชุมนุมของผมเป็นอย่างไร  ผมตระหนักว่าถ้าผมบอกไปว่าการชุมนุมเป็นไปด้วยดี เขาก็มีแต่จะคิดลบมากขึ้น ทว่าผมอดไม่ได้ที่จะอวดตนสักเล็กน้อย  ผมอยากให้เขาเห็นว่าผมทิ้งห่างจากเขามาไกลขนาดไหนแล้ว และอยากทำให้เขาเสียกำลังใจ  ดังนั้นผมจึงบอกเขาไปด้วยน้ำเสียงที่เจือความพอใจในตัวเองว่า “ที่จริงการชุมนุมของผมเป็นไปด้วยดีมากๆ”  เมื่อเซี่ยงหมิงได้ยินอย่างนั้น เขาก็ยิ่งดูหดหู่และไม่ได้พูดอะไรอีก  ผมเห็นสีหน้าท้อใจของเขาแล้ว ก็รู้สึกผิดเล็กน้อยและคิดว่า “ทำไมฉันถึงห้ามปากตัวเองไม่ได้?  นี่จะส่งผลกับความกระตือรือร้นที่เซี่ยงหมิงมีต่องานไม่ใช่หรือ?  ฉันนี่แย่จริงๆ!”  เมื่อกลับถึงบ้าน พวกเราก็สามัคคีธรรมกันอีกเล็กน้อย แต่สภาวะของเซี่ยงหมิงยังคงไม่ดีขึ้น  ผมคิดไปว่า “ฉันสามัคคีธรรมกับเขาอย่างสุดความสามารถแล้ว ถ้าสภาวะของเขายังแย่อยู่ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของฉันแล้ว”

สองสามวันต่อมาขณะที่พวกเรากำลังเดินกลับบ้านหลังเสร็จการชุมนุม ผมถามเซี่ยงหมิงว่าการชุมนุมของเขาเป็นอย่างไรบ้าง  เขาตอบว่าเขาได้สามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าในปัญหาเรื่องที่ผู้มาใหม่ไม่อยากเข้าชุมนุม และการชุมนุมนั้นก็เป็นไปด้วยดี  เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผมก็ไม่ค่อยยินดีนัก  ผมรู้สึกเหมือนนี่หมายความว่าผมไม่อาจทำให้การชุมนุมที่ประสบความสำเร็จของตัวเองแตกต่างจากการชุมนุมที่มีประสิทธิผลน้อยกว่าของเขาได้  ดังนั้น ผมจึงเอาแต่ชี้ให้เห็นปัญหาในสามัคคีธรรมของเขาไปตรงๆ  ผลคือสภาวะของเขาถอยกลับไปคิดลบเช่นเดิมจากที่สุดท้ายดีขึ้นมาบ้างแล้ว  เซี่ยงหมิงตอบว่า “ตอนนี้ผมรู้เท่านี้ และผมก็สามัคคีธรรมกับผู้มาใหม่ได้แค่ในเรื่องที่ผมรู้”  เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ผมก็รู้สึกผิดเล็กน้อยพลางคิดว่า “ฉันกำลังทำให้ความกระตือรือร้นของเซี่ยงหมิงลดลงไปอีกแล้ว!  พอคิดว่าเขาค่อนข้างใหม่กับความเชื่อ การจัดชุมนุมให้เกิดผลลัพธ์ได้บ้างก็เป็นสัญญาณของความก้าวหน้าแล้ว  ฉันควรหนุนใจเขา”  ผมอยากขอโทษเขาจริงๆ แต่ก็ออกจะรู้สึกอายและกังวลว่าเขาจะคิดกับผมอย่างไร  หากบอกไป เขาจะคิดว่าผมเป็นคนเลวร้ายหรือเปล่า?  หลังจากคิดเรื่องนี้วกไปวนมาในหัว ในที่สุดผมก็ตัดสินใจไม่พูดอะไรกับเขา  ตอนที่พวกเราเดินกลับบ้าน ผมก็นึกสงสัยว่า “ทำไมฉันถึงลดทอนความกระตือรือร้นของคนอื่นแบบนั้น?”  แล้วผมก็ตระหนักว่าผมไม่อาจทนเห็นคนอื่นทำได้ดี และผมก็เกิดอิจฉาเซี่ยงหมิงขึ้นมา  ผมกังวลว่าหากเขาพลิกฟื้นสภาวะได้และเริ่มมีผลลัพธ์ที่ดี พี่น้องชายหญิงก็จะเริ่มเคารพและยกย่องเขา และจะลืมทุกอย่างเกี่ยวกับผม  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่โดดเด่นขึ้นมา ผมจึงโจมตีเขาและทำให้เขาคิดลบ  พอตระหนักเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกแย่และรู้สึกผิด  ทันทีที่กลับถึงบ้าน ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า บอกพระองค์ว่าผมพร้อมที่จะกลับใจและเปลี่ยนแปลง และขอให้พระองค์ทรงนำให้ผมตระหนักรู้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตัวเอง

ระหว่างที่แสวงหาอยู่นั้น ผมบังเอิญอ่านเจอพระวจนะบางส่วนของพระเจ้าที่ว่า “บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น  นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ?  เช่นนั้นก็เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด?  เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่โปรดพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  “หากใครบางคนพูดว่าพวกเขารักความจริงและว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง แต่โดยแก่นแท้แล้ว เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาคือการทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นแตกต่าง การอวดโอ้ การทำให้ผู้คนคิดกับพวกเขาอย่างสูงส่ง การสัมฤทธิ์ผลประโยชน์ส่วนบุคคลของตัวเอง และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้นไม่ใช่เป็นการนบนอบหรือทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเป็นการสัมฤทธิ์ชื่อเสียง ผลประโยชน์และสถานะ เช่นนั้นแล้ว การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาย่อมไม่ถูกทำนองคลองธรรม  ในกรณีที่เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นเรื่องงานของคริสตจักร การกระทำของพวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางหรือว่าพวกเขาช่วยขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้าเล่า?  พวกเขาเป็นอุปสรรคกีดขวางอย่างชัดเจน ทั้งนี้พวกเขาไม่ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้า  ผู้คนบางคนสนับสนุนการทำงานของคริสตจักร แต่กระนั้นกลับไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะส่วนบุคคลของตัวเอง ประกอบกิจการของตัวเอง สร้างกลุ่มเล็กๆ ของตัวเอง ราชอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเอง—บุคคลประเภทนี้กำลังทำหน้าที่ของพวกเขาอยู่หรือไม่?  งานทั้งหมดที่พวกเขาทำนั้นในแก่นแท้แล้วขัดขวาง ก่อกวน และบั่นทอนงานของคริสตจักร  สิ่งใดคือผลสืบเนื่องของการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขา?  ก่อนอื่นการนี้ส่งผลต่อวิธีที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติและเข้าใจความจริง การนี้ขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา หยุดยั้งพวกเขาจากการเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า และนำพวกเขาไปบนเส้นทางที่ผิด—ซึ่งทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และพาพวกเขาไปสู่ความย่อยยับ  และในท้ายที่สุด การนี้ทำสิ่งใดกับงานของคริสตจักร?  ย่อมเป็นการก่อกวน บั่นทอน และรื้อทำลาย  นี่คือผลสืบเนื่องที่เกิดจากการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของผู้คน  เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางนี้ นี่จะนิยามได้หรือไม่ว่าเป็นการเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์?… ข้อผิดพลาดในการที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ของตนเองนั้นก็คือว่า เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหานั้นคือเป้าหมายของซาตาน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เลวทรามและไม่ยุติธรรม  เมื่อผู้คนไล่ไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตน เช่น ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ พวกเขากลายเป็นเครื่องมือของซาตานโดยไม่รู้ตัว พวกเขากลายเป็นทางออกสำหรับซาตาน และที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเขากลายเป็นร่างจำแลงของซาตาน  พวกเขาแสดงบทบาทเชิงลบอยู่ในคริสตจักร ผลกระทบที่พวกเขามีต่องานของคริสตจักร และต่อชีวิตคริสตจักรที่ปกติและการไล่ตามเสาะหาตามปกติของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็คือ การก่อความไม่สงบและลดคุณค่า พวกเขาส่งผลเลวร้ายในเชิงลบ(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง))  พระวจนะของพระเจ้า เปิดโปงสภาวะในตอนนั้นของผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ  เมื่อผมสังเกตเห็นว่าเซี่ยงหมิงก้าวหน้าในชีวิตอย่างรวดเร็วและพี่น้องชายหญิงต่างเคารพยกย่องเขา ผมก็กังวลว่าเขาจะแย่งความสนใจและความนับถือของคนอื่นไปจากผม ผมจึงจงใจตีตัวออกห่างจากเขา  เมื่อผมกินดื่มพระวจนะของพระเจ้าและได้รับความรู้แจ้ง ผมก็ไม่อยากแบ่งปันกับเขา  เมื่อเขาแสดงความต้องการที่จะทำหน้าที่เต็มเวลา ผมก็จงใจพูดบางสิ่งเพื่อที่จะพยายามฉุดรั้งเขา  เมื่อเขาเผชิญความยากลำบากบางอย่างในหน้าที่ ไร้ผลลัพธ์ที่ดีและเกิดคิดลบ ผมก็ถึงกับคุยโวต่อหน้าเขาว่างานของผมกำลังไปได้ดีขนาดไหน ทำให้เขาหดหู่กว่าเดิม  แล้วจากนั้นเมื่อเขาเริ่มพลิกฟื้นสภาวะได้ในที่สุดและมีความก้าวหน้า ผมก็จงใจเล่นงานเขาด้วยการหยิบยกข้อบกพร่องในสามัคคีธรรมของเขาขึ้นมาพูด  ผมกำลังอิจฉาคนที่มีพรสวรรค์เหมือนที่พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงเลยไม่ใช่หรือ?  เพราะผมคำนึงถึงแต่ชื่อเสียงและสถานะของตนเอง  ผมจึงไม่สามารถตระหนักได้ว่าการที่เซี่ยงหมิงใช้ชีวิตอยู่ในความคิดที่เป็นลบย่อมจะส่งผลต่องานให้น้ำของเขา และกีดกันผู้มาใหม่ไม่ให้มีความก้าวหน้าในชีวิต  ผมรู้ดีว่างานให้น้ำสำคัญเพียงไร แต่ผมก็ยังเล่นงานเซี่ยงหมิง  ผมกำลังทำตัวเป็นแค่ลูกสมุนคนหนึ่งของซาตาน ก่อกวนและทำลายงานของคริสตจักรอยู่ไม่ใช่หรือ?  ผมช่างเห็นแก่ตัว น่าดูหมิ่น และชั่วช้าเหลือเกิน!  คริสตจักรให้ผมทำงานคู่กับเซี่ยงหมิงเพื่อให้เราสองคนเติมเต็มจุดแข็งและชดเชยจุดอ่อนให้กันได้ และสามารถให้น้ำผู้มาใหม่ได้ดี  แต่นอกจากผมจะเรียนรู้จุดแข็งของเซี่ยงหมิงไม่ได้ ทั้งยังหยุดยั้งพวกเราจากการช่วยเหลือกันและเข้าสู่ด้วยกันแล้ว ผมยังเปี่ยมด้วยความริษยาและความขุ่นข้องหมองใจในตัวเขา และจะไม่แบ่งปันความจริงที่ผมรู้ให้กับเขาเพราะกลัวว่าเขาจะนำหน้าผมอีกด้วย  ผมติดอยู่ในสภาวะที่ริษยา เห็นแก่ตัว และน่าดูหมิ่น  ไม่น่าแปลกใจเลยที่หัวใจของผมดำมืดและหดหู่ แล้วผมก็ไม่อาจได้รับความรู้แจ้งใดๆ ได้อย่างชัดเจนจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  พระเจ้าทรงหันหลังให้ผมเสียแล้ว  ผมอยู่ในสภาวะอันหมิ่นเหม่อย่างแท้จริงและต้องกลับใจต่อพระเจ้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ต่อมา ผมบังเอิญอ่านเจอพระวจนะบางส่วนของพระเจ้าที่ว่า “การที่ศัตรูของพระคริสต์กดข่ม กีดกัน และโจมตีผู้คน และเปิดโปงปัญหาของผู้คนต่อสาธารณชนนั้นล้วนเป็นการมุ่งไปที่เป้าหมาย  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาใช้วิถีทางดังเช่นวิถีทางเหล่านี้เพื่อมุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถหยั่งรู้พวกเขาได้  โดยการทำลายผู้คนเหล่านี้ พวกเขาจึงสัมฤทธิ์เป้าหมายในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฐานะตำแหน่งของตนเอง  การโจมตีและกีดกันผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่มุ่งร้ายตามธรรมชาติ  มีความก้าวร้าวในภาษาและลักษณะการพูดจาของพวกเขา ได้แก่ การเปิดโปง การกล่าวโทษ การใส่ร้าย และการป้ายสีที่ชั่ว  พวกเขาถึงกับบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยพูดถึงสิ่งที่เป็นบวกราวกับสิ่งเหล่านั้นเป็นลบ และพูดถึงสิ่งที่เป็นลบราวกับสิ่งเหล่านั้นเป็นบวก  การพลิกกลับดำเป็นขาวและผสมปนเประหว่างสิ่งที่ถูกและผิดเช่นนี้ทำให้เป้าหมายของศัตรูของพระคริสต์ในการเอาชนะผู้คนและทำลายชื่อเสียงของพวกเขาสำเร็จลุล่วง  แนวความคิดใดที่ก่อให้เกิดการโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่างเช่นนี้?  ส่วนใหญ่แล้วการนี้มาจากแนวความคิดที่อิจฉาริษยา  ในอุปนิสัยที่ชั่วร้าย ความอิจฉาริษยาจะนำพาความเกลียดชังอย่างรุนแรงมาด้วย และความอิจฉาริษยาของพวกเขาส่งผลให้ศัตรูของพระคริสต์โจมตีและกีดกันผู้คน  ในสถานการณ์เช่นนี้ หากศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดโปง ถูกรายงาน สูญเสียสถานะของพวกเขา และในใจเป็นทุกข์เพราะถูกโจมตี พวกเขาจะไม่ยอมจำนนและไม่เป็นสุขกับเรื่องนี้ และยิ่งง่ายขึ้นไปอีกที่พวกเขาจะเกิดแนวความคิดรุนแรงที่จะแก้แค้น  การแก้แค้นเป็นแนวความคิดแบบหนึ่ง และยังเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบหนึ่งด้วย  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าสิ่งที่ใครบางคนทำนั้นส่งผลร้ายกับตน คนอื่นมีความสามารถมากกว่าตน หรือถ้อยแถลงและข้อเสนอแนะของใครบางคนดีกว่าหรือหลักแหลมกว่าของตน และทุกคนเห็นด้วยกับถ้อยแถลงและข้อเสนอแนะของคนคนนั้น ศัตรูของพระคริสต์จะรู้สึกว่าฐานะตำแหน่งของตนถูกคุกคาม ความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา แล้วพวกเขาก็โจมตีและแก้แค้น  ตอนที่แก้แค้น ส่วนใหญ่ศัตรูของพระคริสต์จะโจมตีเป้าหมายของพวกเขาไม่ให้ทันตั้งตัว  พวกเขาแข็งขันในการโจมตีและทำลายผู้คน จนกระทั่งอีกฝ่ายยอมจำนน  เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะรู้สึกว่าตนได้ระบายโทสะออกไป  การโจมตีและกีดกันผู้คนนั้นมีการสำแดงอื่นใดอีกบ้าง? (การดูแคลนผู้อื่น) การดูแคลนผู้อื่นเป็นหนึ่งในหนทางที่การนั้นสำแดงออกมา ไม่ว่าเจ้าจะทำงานได้ดีเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็จะยังคงดูแคลนหรือกล่าวโทษเจ้า จนกระทั่งเจ้าเป็นคนคิดลบและอ่อนแอและทนไม่ไหว  เมื่อนั้นพวกเขาจะมีความสุข และพวกเขาจะได้ทำเป้าหมายของตนให้สำเร็จลุล่วงแล้ว(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สอง: พวกเขาโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง)  “ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนเป็นไปเพื่อเอาชนะใจผู้คน เล่นงานและกีดกันคนเห็นต่าง เสริมสร้างสถานะของตนให้มั่นคง ยึดอำนาจ และควบคุมผู้คน  การกระทำเหล่านี้มีธรรมชาติเช่นไร?  พวกเขากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่?  พวกเขากำลังนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าและมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่หรือไม่? (ไม่ใช่)  แล้วพวกเขากำลังทำอะไรอยู่?  พวกเขากำลังแก่งแย่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกับพระองค์ แข่งขันเพื่อช่วงชิงหัวใจของผู้คน และพยายามจัดตั้งอาณาจักรอิสระของตนเองขึ้นมา  ใครควรมีที่ทางในหัวใจของผู้คน?  พระเจ้าควรมีที่ทาง  แต่ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง  พวกเขาไม่ยอมให้พระเจ้าหรือความจริงมีที่ทางในหัวใจของผู้คน แต่กลับต้องการให้มนุษย์ซึ่งก็คือพวกเขาที่เป็นผู้นำ และซาตาน มีที่ทางในหัวใจของผู้คน(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หนึ่ง: พวกเขาพยายามเอาชนะใจผู้คน)  ผมได้เรียนรู้ผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าว่าศัตรูของพระคริสต์อิจฉาผู้ที่มีพรสวรรค์มากกว่าพวกเขา  พวกเขาโจมตีและกีดกันคนอื่นเพื่อคุ้มกันและเสริมส่งสถานะของตนเอง  โดยแก่นแท้แล้วพวกเขาอยากมีพื้นที่ในหัวใจของทุกคนและกำลังแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อแย่งชิงผู้คน  นี่คือสิ่งที่ผมทำต่อเซี่ยงหมิงไม่ใช่หรือ?  ทันทีที่เขาเริ่มมีผลลัพธ์ในหน้าที่ขึ้นมาบ้างและคิดลบน้อยลง ผมก็จงใจหยิบยกข้อผิดพลาดในงานของเขาขึ้นมาและขอให้เขาทำให้ได้มาตรฐานที่เขาเองยังไปถึงไม่ได้  การทำให้เขาคิดว่างานให้น้ำนั้นยากและเขาอาจไม่เหมาะกับงานนี้คือการที่ผมผลักเขากลับไปสู่ความคิดลบ  เมื่อทบทวนถึงสาเหตุว่าทำไมผมเล่นงานเซี่ยงหมิง ผมก็ตระหนักว่าผมอยากให้พี่น้องชายหญิงทุกคนเคารพและเทิดทูนผม  เวลามีใครถามว่าใครคือคนที่ทำงานมีประสิทธิผลที่สุดและแข็งขันในการไล่ตามเสาะหาความจริงที่สุด ผมก็อยากให้พวกเขานึกถึงผม  ผมปรารถนาที่จะมีที่ทางในหัวใจของพี่น้องชายหญิงทุกคน  ในกฤษฎีกาบริหารที่พระเจ้าทรงประกาศระหว่างยุคราชอาณาจักรนั้น พระองค์ทรงกำหนดว่ามนุษย์ยกย่องพระเจ้าได้เพียงพระองค์เดียว ทว่าผมกลับพยายามทำให้คนอื่นเคารพและบูชาผม  ผมกำลังต้านทานพระเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือ?  เซี่ยงหมิงเองเป็นผู้มาใหม่และยังไม่ทันได้วางรากฐานอย่างลึกซึ้ง—ถ้าเขาจมดิ่งลงสู่ความคิดลบเป็นเวลานานเพราะการโจมตีของผม นั่นย่อมจะส่งผลต่อการเชื่อในพระเจ้าและหน้าที่ของเขา  เขาอาจครุ่นคิดเรื่องการไปจากคริสตจักรเลยด้วยซ้ำ  ต่อให้เขาแน่วแน่ในความเชื่อ การโจมตีของผมก็จะฉุดรั้งการเข้าสู่ชีวิตของเขาและมีอิทธิพลต่อความก้าวหน้าในชีวิตของเหล่าผู้มาใหม่อยู่ดี  พระราชกิจของพระเจ้ากำลังจะปิดตัวลงและเหลือเวลาให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงอีกไม่มาก  ถ้าผมไม่ช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และถึงกับลดทอนความกระตือรือร้นที่พวกเขามีต่อหน้าที่ นี่จะไม่กระทบและทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาล่าช้าหรอกหรือ?  ซาตานจับตามองพวกเราและต้องการให้พวกเราทุกคนที่เหลือตกลงสู่ความคิดลบและความอ่อนแอ ตีตัวออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์  แต่ผมก็ยังเล่นบทซาตานและรับใช้ราวกับเป็นลูกสมุนของมัน—ผมช่างแย่เหลือเกิน!  การกระทำของผมได้เปิดโปงอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของผมอย่างชัดเจน  ผมกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และถ้าผมไม่กลับใจในเร็ววัน พระเจ้าก็จะทรงรังเกียจและปฏิเสธผม  เมื่อตระหนักเช่นนี้ ผมก็รู้สึกกลัวเล็กน้อยและรีบอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์ทั้งเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น หมกมุ่นกับชื่อเสียงและสถานะมากเกินไป  ข้าพระองค์พร้อมที่ละทิ้งตนเองและดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์  โปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยเถิด”

หลังจากอธิษฐาน ผมก็อ่านพบบทตอนต่อไปนี้ในพระวจนะของพระเจ้า ความว่า  “เมื่อมีความเห็นแก่ตัวและอุบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของเจ้าเกิดขึ้นในตัวเจ้า และเจ้าตระหนักในเรื่องนี้ เจ้าควรอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริงเพื่อจัดการแก้ไข  สิ่งแรกที่เจ้าควรตระหนักก็คือ โดยแก่นแท้แล้ว การกระทำในหนทางนี้เป็นการละเมิดหลักธรรมความจริง ทำความเสียหายให้แก่งานของคริสตจักร เป็นพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น และไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนซึ่งมีมโนธรรมและสำนึกพึงกระทำ  เจ้าควรละวางผลประโยชน์ส่วนตนและความเห็นแก่ตัวของตนเอง และควรคำนึงถึงงานของคริสตจักร—นี่จึงตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  หลังจากอธิษฐานและทบทวนตนเองแล้ว หากเจ้าตระหนักอย่างแท้จริงว่าการกระทำเช่นนั้นเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น ก็ย่อมง่ายที่เจ้าจะละวางความเห็นแก่ตัวของตน  ครั้นเจ้าละวางความเห็นแก่ตัวและอุบายเพื่อผลประโยชน์ของตนลงแล้ว เจ้าจะรู้สึกมั่นคง เจ้าจะมีสันติสุข ปีติยินดี และรู้สึกว่าบุคคลที่มีมโนธรรมและสำนึกควรคำนึงถึงงานของคริสตจักร พวกเขาไม่ควรยึดติดอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตนซึ่งจะเป็นการเห็นแก่ตัว น่าดูหมิ่น และไร้ซึ่งมโนธรรมหรือสำนึกเป็นอย่างยิ่ง  การไม่เห็นแก่ตัวและสามารถคำนึงถึงงานของคริสตจักรได้เวลากระทำการ และการทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัยโดยเฉพาะ ย่อมมีเกียรติ เที่ยงธรรม และจะทำให้การดำรงอยู่ของเจ้ามีคุณค่า  เมื่อดำเนินชีวิตบนแผ่นดินโลกในหนทางนี้ เจ้าย่อมเที่ยงธรรมและตรงไปตรงมา เจ้ากำลังใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติและตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง ไม่เพียงแต่เจ้าจะมีมโนธรรมที่ชัดเจนเท่านั้น เจ้ายังคู่ควรกับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าอีกด้วย  ยิ่งใช้ชีวิตเช่นนี้มากเท่าไร เจ้าก็จะยิ่งรู้สึกมั่นคงมากขึ้น มีสันติสุขและปีติยินดีมากขึ้น  และรู้สึกสว่างไสวมากขึ้นเท่านั้น  ดังนั้นแล้ว เจ้าจะไม่ก้าวเดินไปบนครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าหรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการมอบหัวใจของตนให้แก่พระเจ้า คนเราย่อมสามารถได้รับความจริง)  “หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม  หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  พระวจนะของพระเจ้ามอบเส้นทางปฏิบัติแก่ผมว่า ผมควรละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ส่วนตน เอาใจใส่ในน้ำพระทัยของพระเจ้าและคุ้มกันงานของคริสตจักร  เซี่ยงหมิงมีขีดความสามารถ ดังนั้นผมจึงควรช่วยเหลือเขาให้มากกว่านี้ เพื่อให้เขาแบกรับการให้น้ำผู้มาใหม่ได้โดยเร็วที่สุด  นั่นเป็นสิ่งที่ผู้มีสภาวะความเป็นมนุษย์พึงกระทำ  ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “บทบาทหน้าที่ก็ไม่เหมือนกัน  มีร่างกายเดียว  พวกเจ้าแต่ละคนควรทำหน้าที่ของตน และควรอยู่ในที่ทางของตน ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้—ทุกประกายไฟควรมีแสงสว่างวาบหนึ่ง—และเจ้าควรแสวงหาความเป็นผู้ใหญ่ในชีวิต  เช่นนั้นแล้วเราจึงจะพึงพอใจ(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 21)  พระเจ้าทรงมอบพรสวรรค์และทักษะที่แตกต่างกันให้พวกเราแต่ละคน เพื่อให้พวกเราใช้สิ่งเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ของตนในคริสตจักรได้เป็นอย่างดี  นี่คือสิ่งที่พวกเราพึงกระทำในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ผมกับเซี่ยงหมิงมีบทบาทอันจำเพาะในคริสตจักรด้วยกันทั้งคู่ ผมจึงไม่ควรอิจฉาและกีดกันเขา  ผมควรร่วมมือกับเขาอย่างปรองดองและทำงานร่วมกันเพื่อทำหน้าที่ของพวกเราให้ลุล่วงและเป็นพยานแก่พระเจ้า—มีเพียงการทำงานในหนทางนี้เท่านั้นที่มีคุณค่า

ต่อมาขณะสามัคคีธรรม ผมได้เปิดใจกับเซี่ยงหมิงถึงสภาวะของผมในช่วงนั้น รวมทั้งสิ่งที่ผมได้เข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง  หลังการสามัคคีธรรมของเราสองคน ผมก็รู้สึกสงบสุขและมั่นคงขึ้นมาก  ผมรู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตในความสว่างอีกครั้ง ราวกับว่าในที่สุดผมก็ได้สูดอากาศที่สดชื่นอย่างเต็มปอดอีกครั้งหลังจากหอบหายใจมาเป็นเวลานาน  ในที่สุดผมก็รู้สึกโล่งใจ อีกทั้งผมกับเซี่ยงหมิงก็สนิทกันมากขึ้นด้วย  หลังจากนั้น เราต่างให้คำมั่นต่อกันว่าจะร่วมมือกันให้น้ำผู้มาใหม่อย่างปรองดอง  นับแต่นั้นมา พวกเราก็มักจะเปิดใจต่อกันถึงสภาวะที่เป็นอยู่ และจะแบ่งปันวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่พบเกี่ยวกับการให้น้ำผู้มาใหม่  เมื่อไรก็ตามที่เซี่ยงหมิงเผชิญความยากลำบาก ผมก็จะสามัคคีธรรมถึงความจริงอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือเขา  ผมยังได้ประโยชน์จากจุดแข็งของเซี่ยงหมิงอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ผมได้รับอะไรมากมายจากความเข้าใจเชิงลึกบางอย่างที่เขาแบ่งปันขณะสามัคคีธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน  นี่ทำให้ผมตระหนักว่าการเปิดใจและสามัคคีธรรมกับผู้อื่นถึงประสบการณ์และสิ่งต่างๆ ที่คุณได้รับ ไม่ได้เป็นเพียงการให้เสบียงอาหารแก่ผู้อื่นเท่านั้น  เมื่อปฏิบัติความจริง การสามัคคีธรรมยังช่วยให้คุณพัฒนาจุดอ่อนบางอย่างและมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น  ที่จริงแล้วการมีเจตนาที่ถูกต้อง การเรียนรู้จากจุดแข็งของผู้อื่นเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตัวเรา รวมทั้งการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ย่อมเป็นประโยชน์และทำให้พวกเราทุกคนก้าวหน้าในชีวิต

ก่อนหน้า: 40. ถูกล่ามโซ่ตรวน

ถัดไป: 43. ฉันเชื่อในพระเจ้าแต่ทำไมถึงยังเทิดทูนบูชาผู้คน?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger