56. เราจะแก้ไขความเห็นแก่ตัวอย่างไร

โดย จางจิ้ง สาธารณรัฐเช็ก

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สิ่งใดคือมาตรฐานซึ่งใช้ตัดสินความประพฤติของบุคคลว่าดีหรือชั่ว?  มันขึ้นอยู่กับว่า ในความคิด การแสดงออก และการกระทำทั้งหลายของเจ้านั้น เจ้าครองคำพยานแห่งการนำความจริงไปปฏิบัติและการใช้ชีวิตไปตามความจริงความเป็นจริงหรือไม่  หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงนี้หรือไม่ได้ใช้ชีวิตไปตามนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็เป็นคนทำชั่วอย่างไม่ต้องกังขาเลย  พระเจ้าทรงมองคนทำชั่วอย่างไรหรือ?  ความคิดและการปฏิบัติตนภายนอกของเจ้าไม่ได้เป็นคำพยานต่อพระเจ้า อีกทั้งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ซาตานอดสูหรือทำให้ซาตานปราชัย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นทำให้พระเจ้าทรงอดสู และพรุนไปด้วยริ้วรอยที่เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงอดสู  เจ้าไม่ได้กำลังให้คำพยานเพื่อพระเจ้า ไม่ได้กำลังสละตัวเจ้าเองให้พระเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่ได้กำลังลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้าที่มีต่อพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับกำลังกระทำเพื่อประโยชน์ของเจ้าเอง  สิ่งใดหรือคือความหมายโดยนัยของ ‘เพื่อประโยชน์ของเจ้าเอง’?  เพื่อซาตาน  เพราะฉะนั้น ในตอนสุดท้าย พระเจ้าจะตรัสว่า ‘เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’ ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้ายังไม่ได้ทำความประพฤติดี แต่ในทางกลับกัน พฤติกรรมของเจ้าได้แปรสภาพไปเป็นชั่ว  เจ้าจะไม่ได้รับบำเหน็จและพระเจ้าจะไม่ทรงจดจำเจ้า  นี่ไม่เป็นการสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงหรอกหรือ?(“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)  ฉันเห็นได้จากพระวจนะของพระเจ้า ว่าเราอาจทุ่มเทตัวเองและทนทุกข์เล็กน้อยเพื่อหน้าที่ แต่หากแรงจูงใจของเราในเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อสนองพระเจ้า และเราไม่มีคำพยานของการปฏิบัติความจริงใดๆ แต่แค่สนองความพอใจของตัวเอง เช่นนั้นพระเจ้าจะทรงมองว่านี่เป็นการทำชั่ว มันทำให้พระองค์ทรงสะอิดสะเอียน เมื่อประมาณสองปีก่อน ฉันสังเกตเห็นว่าพี่สาวคนหนึ่งกำลังขัดขวางงานของคริสตจักร แต่ฉันก็ไม่กล้าปฏิบัติความจริงหรือค้ำจุนหลักปฏิบัติ ฉันเกรงว่าจะทำให้เธอขุ่นเคือง ฉันไม่ได้เปิดโปงและรายงานการกระทำของเธอทันเวลา และนี่สร้างความเสียหายให้งานข่าวประเสริฐของเราค่ะ ฉันเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน ฉันเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและตำหนิตัวเองทุกครั้งที่ฉันคิดถึงเรื่องนี้

ตอนนั้นเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคม ปี 2018 เมื่อพี่น้องหญิงเฉินเข้าร่วมทีมของเราในฐานะหัวหน้าทีม หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ค้นพบว่าเธอไม่รับผิดชอบในหน้าที่ บางครั้งคนที่เราประกาศให้อยากจะตรวจสอบพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า แล้วเธอก็ไม่เร่งจัดการเตรียมการการสามัคคีธรรมและการให้คำพยาน นี่ทำให้งานข่าวประเสริฐล่าช้า ฉันไปหาเพื่อสามัคคีธรรมกับเธอ แต่ก็แทบไม่ได้แตะประเด็นปัญหาต่างๆ ของเธอเลย เพราะเกรงว่าเธอจะรับไม่ได้ เธออธิบายทันทีว่าเธอยังมีอีกหน้าที่หนึ่งและทำงานไม่ทัน แต่เธอจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต ฉันเห็นทันทีว่าเธอไม่ใส่ใจ เธอไม่เห็นความร้ายแรงของปัญหานี้ ฉันคิดได้ว่าฉันต้องพูดอะไรออกไปอีก จะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีกและทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก แต่พอฉันกำลังจะเปิดปากฉันก็คิดว่า “เธอเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนฉันเป็นแค่คนในทีม หากฉันชี้ปัญหาของเธอ เธอจะไม่คิดว่าฉันล้ำเส้น ยุ่งไม่เข้าเรื่อง และพูดว่าฉันโอหังและไร้เหตุผลหรอกหรือ ลืมมันซะเถอะ ฉันเงียบไว้ดีกว่า เธอเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นเธอจึงควรรู้ว่าหน้าที่นี้สำคัญแค่ไหน ต่อไปเธอก็จัดการได้เองแหละน่า” ฉันรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย แต่ฉันก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้กับเธออีก

ไม่นานหลังจากนั้น นักประกาศคนหนึ่งจากคริสตจักรโซลาฟีเดต้องการหาความจริงเรื่องพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า เวลาเรามีน้อยมาก แต่ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ฉันไม่สามารถติดต่อพี่เฉินได้ค่ะ ฉันรีบหาหัวหน้าทีมข่าวประเสริฐคนอื่นมาให้การสามัคคีธรรม หลังจากพี่เฉินรู้เข้า เธอก็ว่ากล่าวฉันอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ทำไมคุณถึงให้หัวหน้าทีมคนอื่นมาดูแลเรื่องนี้ มันเป็นปัญหาของฉันที่ฉันทำไม่เสร็จทันเวลา และปัญหาอะไรก็เป็นความรับผิดชอบของฉันทั้งนั้น ให้คนอื่นมาทำแทนมันไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัตินะ” ฉันอยากคุยเรื่องปัญหานี้ในการสามัคคีธรรมกับเธอ แต่ก็เปลี่ยนใจ คิดว่า “หากฉันวิจารณ์เธอทันทีหลังจากเธอจัดการและต่อว่าฉัน เธอจะคิดกับฉันอย่างไรล่ะ เราเจอกันตลอดเวลา หากเราผิดใจกัน เธอก็อาจจะทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งยากสำหรับฉัน ลืมมันซะเถอะ อย่าหาเหาใส่หัวเพิ่มจะดีกว่า ฉันทำหน้าที่ตัวเองให้ดีก็พอ” ดังนั้นฉันจึงเก็บงำสิ่งที่ฉันอยากพูดกับเธอไว้

ประมาณหนึ่งเดือนต่อมา เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในคริสตจักรคริสเตียนเกิดความสนใจในพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันย้ำกับพี่เฉินเรื่องนี้หลายครั้ง ฉันพูดว่า “คุณต้องจัดการเตรียมการให้ใครสักคนให้การสามัคคีธรรมแก่เขานะคะ” ในตอนนั้นเธอก็ตกลง แต่ฉันก็ต้องแปลกใจเมื่อสองวันผ่านไปแล้วเธอยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ฉันโกรธมากค่ะ ฉันคิดว่า “ฉันบอกคุณตั้งหลายครั้งและก็บอกคุณแล้วนะว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน ทำไมคุณไม่ใส่ใจเลยสักนิดเดียวล่ะ” “ไม่ ฉันจะเอ้อระเหยเฝ้าดูงานข่าวประเสริฐของเราถูกขัดขวางแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ฉันต้องหารือเรื่องนี้กับพี่น้องชายหญิงในทีม และดูว่าเราจะทำอะไรเกี่ยวกับปัญหาของเธอได้บ้าง” แต่ฉันก็รู้สึกขัดแย้งอีกตอนที่กำลังจะติดต่อกับคนอื่นๆ หากพี่เฉินรู้เข้าว่าฉันหารือเรื่องนี้กับทุกคน เธออาจจะคิดว่าฉันจงใจพุ่งเป้าไปที่เธอ หากฉันทำให้เธอขุ่นเคือง เธอก็อาจจะแก้แค้น และหาข้ออ้างปลดฉันจากหน้าที่ ฉันคิดว่าตะปูที่โผล่หัวขึ้นมามากที่สุดย่อมถูกค้อนตอกลงไป ฉันตัดสินใจรอจนกว่าคนอื่นจะพูดถึงเรื่องนี้

ค่ำวันนั้น พอคิดว่าพี่เฉินได้ละเลยอะไรไปมากมายแค่ไหน ฉันก็เริ่มรู้สึกกังวลมาก แต่ก็ยังไม่กล้าเปิดปากพูด ฉันไม่ได้ทำงานในความรับผิดชอบของฉันเลยจริงๆ ฉันรู้สึกไม่สบายใจ จึงมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ฉันอ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าหลังจากอธิษฐานค่ะ “องค์ประกอบที่เป็นรากฐานและสำคัญมากที่สุดของสภาวะความเป็นมนุษย์ของคนเราก็คือมโนธรรมและเหตุผล  บุคคลประเภทใดคือผู้ที่ขาดพร่องมโนธรรมและไม่มีเหตุผลของสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ?  พูดโดยทั่วไปแล้ว เขาคือบุคคลที่ขาดพร่องสภาวะความเป็นมนุษย์ บุคคลที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี  พวกเรามาวิเคราะห์การนี้กันอย่างใกล้ชิดเถิด  บุคคลผู้นี้สำแดงถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างไรจนถึงขนาดที่ผู้คนพูดว่าเขาไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์?  ผู้คนเช่นนี้ครองคุณลักษณะเฉพาะใด?  พวกเขานำเสนอการสำแดงเฉพาะอันใด?  ผู้คนเช่นนั้นทำอย่างพอเป็นพิธีในการกระทำของพวกเขาและปลีกห่างจากสิ่งใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเป็นการส่วนตัว  พวกเขาไม่ได้พิจารณาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า อีกทั้งพวกเขายังไม่แสดงความคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า  พวกเขาไม่ได้รับภาระอันใดเกี่ยวกับการให้คำพยานสำหรับพระเจ้าหรือการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และพวกเขาไม่มีสำนึกรับรู้แห่งความรับผิดชอบเลย…มีแม้กระทั่งผู้คนที่เมื่อได้เห็นปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาก็กลับยังคงนิ่งเงียบ  พวกเขาเห็นว่าผู้อื่นกำลังเป็นเหตุให้เกิดการขัดจังหวะและการรบกวน กระนั้นก็ไม่ทำสิ่งใดเลยเพื่อหยุดสิ่งเหล่านั้น  พวกเขาไม่ได้พิจารณาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าแม้แต่น้อย อีกทั้งพวกเขาไม่ได้คิดเรื่องหน้าที่หรือความรับผิดชอบของพวกเขาเองเลย  พวกเขาพูด ปฏิบัติตัว โดดเด่น ทุ่มความพยายามออกไป และสละพลังงานเพียงเพื่อสิ่งไร้ค่า ศักดิ์ศรี ตำแหน่ง ผลประโยชน์ และเกียรติของพวกเขาเองเท่านั้น…บุคคลประเภทนี้มีมโนธรรมและเหตุผลหรือไม่?  บุคคลที่ไม่มีมโนธรรมและเหตุผลที่ประพฤติตนในหนทางนี้รู้สึกตำหนิติเตียนตนเองหรือไม่?  มโนธรรมของบุคคลประเภทนี้ไม่เอื้อต่อจุดประสงค์ใดเลย และพวกเขาไม่มีวันรู้สึกตำหนิติเตียนตนเอง  ดังนั้น พวกเขาจะสามารถรู้สึกถึงการตำหนิติเตียนหรือความมีวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือ?(“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)  พระวจนะของพระเจ้าแล่นตรงเข้าสู่หัวใจ ฉันเป็นคนประเภทที่พระเจ้ากำลังทรงตีแผ่อยู่เลยไม่ใช่หรือ ฉันขาดมโนธรรม ความเป็นมนุษย์ และฉันไม่รับผิดชอบในหน้าที่ ฉันมีท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ฉันไม่ได้คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือค้ำจุนงานของคริสตจักร ฉันรู้ดีว่าพี่เฉินไม่จริงจังในหน้าที่และก็ทำงานลวกๆ และเธอก็สร้างความเสียหายให้งานข่าวประเสริฐของเราแล้ว ฉันควรชี้ให้เห็นเรื่องนี้ไปแล้วในการสามัคคีธรรม แต่ฉันกลัวว่าเธอจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันก็เลยพูดถึงปัญหาของเธอแบบผ่านๆ หลังจากนั้นเธอไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิดเลยค่ะ ฉันอยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อชำแหละธรรมชาติและผลที่ตามมาจากการทำหน้าที่ของเธอแบบนั้น แต่ฉันกลัวว่าจะทำให้เธอขุ่นเคือง แล้วเธออาจจะทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งยากสำหรับฉันและปลดฉันจากหน้าที่ค่ะ ฉันก็เลยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วก็ปล่อยมันผ่านไป ฉันไม่กล้ายืนหยัดเพื่อประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า เพียงเพื่อรักษาหน้าตา สถานะ และผลประโยชน์ของตัวเอง ในขณะที่เฝ้ามองหัวหน้าทีมคนหนึ่งทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขอไปที มโนธรรมของฉันไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ ความวิบัติแย่ลงเรื่อยๆ ดังนั้นจึงต้องมีคนตรวจสอบหนทางที่แท้จริงมากขึ้น การทำให้ผู้คนยอมรับความรอดแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า เป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับหนึ่งค่ะ แต่ฉันไม่ได้ถือเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของตัวเอง ฉันเพียงต้องการปกป้องตัวเอง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า นี่ไม่ใช่การคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันเห็นแก่ตัวมากค่ะ ความคิดเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันทำให้พระเจ้าทรงผิดหวังจริงๆ ค่ะ ฉันคิดว่า “ฉันทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ฉันต้องหาหนทางแก้ไขปัญหานี้นะ” ฉันไปหาพี่น้องชายหญิงบางคนในทีมเพื่อหารือเรื่องนี้ และดูว่าเราจะสามารถจัดการปัญหาของพี่เฉินได้อย่างไร ทุกคนเห็นด้วยอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าเธอควรมีใครสักคนทำงานกับเธอ เพื่อแบ่งเบาภาระงาน แบบนั้นพวกเขาจะได้ช่วยกันและคอยดูกันและกันได้

บ่ายวันนั้น ฉันโทรหาพี่เฉินและบอกเธอว่าเราหารือกันว่าอย่างไรบ้าง และลงรายละเอียดเรื่องการทำงานของเธอในช่วงนี้ และความเสียหายที่เธอได้ทำกับงานข่าวประเสริฐ แต่ฉันก็ต้องแปลกใจ พี่เฉินไม่ได้เสียใจหรือสำนึกผิดในพฤติกรรมของเธอแม้แต่นิดเดียว แต่ปฏิเสธแผนของเราโดยไม่คิดเลย เธอพูดอย่างดื้อรั้นว่าเธอไม่จำเป็นต้องให้ใครมาทำงานกับเธอ เมื่อเห็นว่าเธอไม่มีความรู้เท่าทันตัวเอง ฉันจึงสามัคคีธรรมกับเธอต่อไป แต่ฉันยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ เธอก็บอกว่าเธอมีอะไรต้องทำแล้ววางสายค่ะ ฉันคิดว่า “พี่เฉินมีสถานะแต่ไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และไม่ต้องการคู่ทำงาน นี่คือความเผด็จการไม่ใช่หรือ” “หากเป็นแบบนี้ต่อไป งานของพระนิเวศของพระเจ้าจะหยุดชะงัก” “ฉันต้องชี้ปัญหานี้ให้เธอเห็น” ตลอดสองสามวันจากนั้น ฉันเพียรส่งข้อความให้เธอแต่เธอไม่ยอมตอบเลย ฉันได้แต่เฝ้ามองงานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักเฉยๆ ฉันคิดว่าฉันต้องรายงานเรื่องนี้ให้ผู้นำคริสตจักรทราบอย่างไม่รีรอ แต่พอฉันกำลังจะไปบอก ฉันก็อยากกลับลำอีกครั้ง ฉันคิดว่า “หากพี่เฉินรู้เข้าว่าฉันเป็นคนคุยกับผู้นำ จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ฉันจะทำอย่างไรถ้าเธอขุ่นเคืองขึ้นมา และหาข้ออ้างปลดฉันจากหน้าที่ แล้วถ้าหากพี่น้องชายหญิงพูดว่าฉันคอยจับผิดพี่เฉินตลอด และไม่ได้ปฏิบัติต่อเธออย่างยุติธรรมล่ะ” ฉันรู้สึกขัดแย้งจริงๆ ค่ะ หากฉันไม่พูดอะไรสักอย่าง ฉันก็ทำได้เพียงเฝ้ามองงานของทีมระส่ำระสาย แต่หากฉันพูดอะไรออกไป ฉันก็อาจจะทำให้เธอขุ่นเคือง ตอนนั้นเอง พี่สาวคนหนึ่งมาถามฉันว่าสนใจจะเข้าร่วมอีกทีมหนึ่งไหม ฉันคิดว่า “ทำอีกหน้าที่หนึ่งคงเยี่ยมไปเลย แบบนั้นฉันก็สามารถทิ้งทีมของฉันไว้ข้างหลังได้ ฉันจะได้ไม่รู้สึกผิดและทรมานทุกวัน” ฉันแบ่งปันความคิดกับพี่สาวอีกคนในทีมหลังจากนั้น เธอรับฟังแล้วพูดว่า “เธอเป็นสมาชิกอาวุโสที่สุดของทีมเรา และเธอคุ้นเคยกับงานที่สุด พี่เฉินกำลังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นปัญหาของทีมเรา เธอคิดจริงๆ หรือว่าออกไปตอนนี้จะเหมาะสม” พอเธอพูดแบบนั้นฉันก็รู้สึกแย่มาก ฉันรู้ตัวว่าฉันรู้จักงานของทีมดีกว่าใครอื่น และฉันได้แต่เฝ้ามองงานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักไปเฉยๆ ฉันไม่เพียงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น แต่ยังอยากหันหลังกลับด้วย นั่นไม่ใช่การปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าค่ะ ฉันมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำฉัน

ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนในการอุทิศตนหลังจากนั้น พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าต้องเข้าสู่จากด้านที่เป็นบวก จงกระตือรือร้นและไม่นิ่งเฉย  เจ้าต้องไม่หวั่นไหวเพราะผู้ใดหรือสิ่งใดในทุกสถานการณ์ และเจ้าต้องไม่ได้รับอิทธิพลจากคำพูดของผู้ใด  เจ้าต้องมีอุปนิสัยอันมั่นคง ไม่สำคัญว่าผู้คนจะพูดอะไร เจ้าต้องนำสิ่งที่เจ้ารู้ว่าเป็นความจริงไปปฏิบัติในทันที  เจ้าต้องมีวจนะของเราทำงานอยู่ในตัวเจ้าเสมอไม่ว่าเจ้าอาจจะกำลังเผชิญหน้ากับผู้ใด เจ้าต้องตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าที่มีต่อเราและแสดงให้เห็นการคำนึงถึงภาระของเรา  เจ้าต้องไม่สับสนจนไปเห็นด้วยกับผู้คนอย่างมืดบอดโดยปราศจากแนวคิดของตัวเจ้าเอง ในทางตรงกันข้าม เจ้าต้องมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดและคัดค้านสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นที่ไม่ได้มาจากเรา  หากเจ้ารู้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งผิดปกติ แต่เจ้ายังคงเก็บเงียบ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่บุคคลหนึ่งซึ่งปฏิบัติความจริง  หากเจ้ารู้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ แต่แล้วก็บิดเบือนหัวข้อไปเรื่อย และถูกซาตานกีดกั้น เป็นเหตุให้เจ้าพูดไปโดยไม่เกิดผลใด และไร้ความสามารถที่จะมานะบากบั่นไปจนถึงที่สุดได้ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมหมายความว่าเจ้ายังคงพกพาความเกรงกลัวไว้ในหัวใจของเจ้า  แล้วนั่นไม่ใช่กรณีที่หัวใจของเจ้ายังคงเต็มไปด้วยแนวคิดของซาตานหรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 12)  “เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครหรือในหมู่พวกเจ้าที่ได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ?  จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าเป็นใครคนหนึ่งซึ่งได้แสดงให้เห็นความคำนึงถึงพระภาระของพระองค์หรือไม่?  เจ้าสามารถปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระองค์หรือไม่?  เจ้าสามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเราหรือไม่?  เจ้าสามารถนำความจริงมาปฏิบัติอย่างหนักแน่นมั่นคงหรือไม่?  เจ้ากล้าพอที่จะต่อสู้กับความประพฤติทั้งปวงของซาตานหรือไม่?  เจ้าจะสามารถวางภาวะอารมณ์ทั้งหลายของเจ้าลง และเปิดโปงซาตานเพื่อเห็นแก่ประโยชน์แห่งความจริงของเราไหม?  เจ้าสามารถยอมให้เจตนาของเราได้รับการทำให้ลุล่วงภายในตัวเจ้าไหม?  เจ้าได้มอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดหรือไม่?  เจ้าเป็นใครคนหนึ่งที่จะกระทำตามเจตจำนงของเราหรือไม่?  จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ให้บ่อย(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 13)  พออ่านคำถามแล้วคำถามเล่า ฉันรู้สึกเหมือนพระเจ้าประทับยืนอยู่ตรงหน้าฉัน กำลังทรงเรียกให้ฉันฟัง ทุกคำสะกิดใจฉัน ฉันถามตัวเองด้วยว่า “ฉันได้คำนึงถึงภาระของพระเจ้าไหม ฉันได้ปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระเจ้าไหม ฉันได้ปฏิบัติความจริงอย่างแน่วแน่ไหม” คำตอบทั้งหมดคือ “ไม่” ฉันได้ถูกยกขึ้นเพื่อทำหน้าที่ที่สำคัญมากโดยพระคุณของพระเจ้า ดังนั้นฉันควรรับผิดชอบ และทำงานกับพี่น้องชายหญิงเพื่อทำมันให้ดี ฉันเห็นหัวหน้าทีมคนนี้ทำงานลวกๆ ทำให้งานข่าวประเสริฐหยุดชะงักครั้งแล้วครั้งเล่า เธอเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ฉันควรจะยืนหยัดและรายงานเรื่องเธอ แต่ฉันกลัวว่าจะทำให้เธอขุ่นเคืองและเสียงานของฉันไป ฉันก็เลยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และดูเธอทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักเฉยๆ ฉันไม่ได้ยืนหยัดเพื่อปกป้องงานนี้ ฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมากค่ะ ฉันไม่มีความยุติธรรมหรือความรับผิดชอบเลย! ฉันปกป้องหน้าตาและสถานะทุกขั้นทุกตอน แม้ว่าฉันไม่เคย ทำให้งานข่าวประเสริฐของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักเหมือนพี่เฉิน ฉันก็ปิดปากเงียบเรื่องปัญหาที่ฉันเห็นและไม่ปฏิบัติความจริง นั่นเป็นการยืนข้างซาตาน ปล่อยให้มันบ่อนทำลายงานของพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่หรือคะ ฉันไม่ได้ช่วยเหลือบุคคลภายนอก แว้งกัดมือที่ป้อนอาหารให้ฉันเพื่อกระทำตัวเป็นผู้ช่วยของซาตานหรอกหรือ ความคิดนั้นทำให้ฉันเกลียดตัวเองจริงๆ ค่ะ ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว ขาดความเป็นมนุษย์ขนาดนั้นได้อย่างไร ฉันรู้ว่าฉันทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้ ฉันไม่สามารถระวังตัวแจเพียงเพื่อจะปกป้องตัวเองได้ ฉันต้องปฏิบัติความจริง เป็นคนที่มีความยุติธรรม ยืนข้างพระเจ้าและปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระองค์ค่ะ ฉันตัดสินใจรายงานเรื่องพี่เฉินในตอนนั้นเอง แล้วตอนนั้นฉันก็ได้ยินจากพี่สาวคนหนึ่ง ว่าผู้เชื่อใหม่บางคนกลายเป็นอ่อนแอและคิดลบหลังจากได้ยินข่าวลือต่างๆ พี่เฉินไม่ได้จัดการเตรียมการให้ใครเพื่อสามัคคีธรรมกับพวกเขาและแก้ไขปัญหาของพวกเขาอย่างทันท่วงที พวกเขาจึงเกือบทิ้งความเชื่อเพราะถูกนำไปผิดทาง ฉันเกลียดชังตัวเองเมื่อได้ยินเรื่องนี้ นี่คือผลย่ำแย่ที่ตามมาเพราะฉันไม่ปฏิบัติความจริงค่ะ! หลังจากนั้น พวกเราบางส่วนจากในทีมต่างรวมตัวกันแจ้งปัญหาเรื่องพี่เฉินให้ผู้นำคริสตจักรทราบ ฉันประหลาดใจที่เขาตรวจสอบเรื่องนี้และปลดเธอออกในวันนั้นเลยค่ะ ผู้นำตำหนิฉันในภายหลังว่า “เธอทำให้งานหยุดชะงักนานขนาดนี้ แต่คุณไม่เคยเปิดปากพูดเรื่องนี้เลยหรือ” ฉันยิ่งเสียใจและรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินแบบนั้น

ต่อมาฉันก็ทบทวนตัวเอง ว่าทำไมฉันรู้ว่าเธอไม่รับผิดชอบในหน้าที่และทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักเสมอ แต่ไม่เคยยืนหยัดเพื่อเปิดโปงและรายงานเรื่องเธอเลย สาเหตุที่ฉันไม่ปฏิบัติความจริงคืออะไรนะ ฉันอ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าที่ว่า “ธรรมชาติของซาตานนี่เองที่กำกับดูแลและครอบงำผู้คนจากภายในจนกว่าพวกเขานั้นได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและได้รับความจริงแล้ว  สิ่งใดหรือที่ธรรมชาตินั้นพ่วงท้ายมาด้วยเป็นพิเศษ?  ตัวอย่างเช่น  เหตุใดพวกเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดพวกเจ้าจึงปกป้องตำแหน่งของตัวเจ้าเอง?  เหตุใดพวกเจ้าจึงมีภาวะอารมณ์รุนแรงเช่นนั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชื่นชมสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้น?  เหตุใดพวกเจ้าจึงชอบคนชั่วพวกนั้น?  อะไรคือพื้นฐานของความชื่นชอบของพวกเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายดังกล่าว?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดพวกเจ้าจึงมีความสุขยิ่งนักที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้  ถึงตอนนี้ พวกเจ้าล้วนได้มาเข้าใจว่า เหตุผลหลักเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็คือว่า พิษของซาตานอยู่ภายในตัวพวกเจ้า  สำหรับสิ่งที่พิษของซาตานเป็นนั้น มันสามารถแสดงออกมาอย่างครบถ้วนด้วยคำพูด  ตัวอย่างเช่น หากพวกเจ้าถามพวกคนทำชั่วว่าเหตุใดพวกเขาจึงปฏิบัติตนในหนทางที่พวกเขาทำ พวกเขาก็จะตอบว่า ‘เพราะมนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  พวกเขาอาจทำสิ่งทั้งหลายเพื่อจุดประสงค์นี้นั้น แต่พวกเขาก็แค่กำลังทำมันเพื่อตัวพวกเขาเอง  ทุกคนคิดว่าในเมื่อ มันเป็นว่ามนุษย์ทุกคนทำเพื่อตนเองและมารก็เอาตัวคนรั้งท้ายไป ผู้คนก็ควรดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และทำทุกสิ่งทุกอย่างในอำนาจของพวกเขาเพื่อที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับสถานภาพที่ดีเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของอาหารและเครื่องนุ่งห่มอันวิจิตร  ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือชีวิตและปรัชญาของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ของซาตานเป็นพิษของซาตานอย่างแน่แท้ และเมื่อผู้คนรับมันไว้ภายใน มันจึงกลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา  ธรรมชาติของซาตานนั้นถูกเปิดโปงโดยผ่านทางคำพูดเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้เป็นตัวแทนซาตานอย่างครบบริบูรณ์  พิษนี้กลายเป็นชีวิตของผู้คนเช่นเดียวกับเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และมนุษยชาติซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามก็ได้ถูกครอบงำโดยพิษนี้เป็นเวลาหลายพันปี(“วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็น เหตุผลเบื้องหลังการไม่ปฏิบัติความจริง ก็คือฉันเต็มไปด้วยหลักปรัชญาของซาตานเพื่อใช้ชีวิต อย่าง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ผู้คนที่มีไหวพริบนั้น เก่งในการปกป้องตัวเอง ด้วยการแค่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเท่านั้น” “จงปล่อยสิ่งทั้งหลายให้ลอยไป หากพวกมันไม่ส่งผลต่อคนเราเป็นการส่วนตัว” “จงอยู่ให้ห่างจากปัญหา” และ “ตะปูที่โผล่หัวขึ้นมามากที่สุดย่อมถูกค้อนตอกลงไป” สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉันมานานแล้ว มันกลายเป็นธรรมชาติของฉันค่ะ ฉันได้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว มีเล่ห์เหลี่ยม และหาประโยชน์เข้าตัว เพราะฉันใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านั้นมาตลอด ฉันอดไม่ได้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองเมื่อเผชิญกับปัญหา ก่อนที่ฉันจะเป็นผู้เชื่อ ในชีวิตการทำงานและส่วนตัวของฉัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันอาจสามารถล่วงเกินใครบางคนได้ แม้ว่าพวกเขาจะทำอะไรผิด ฉันก็จะปิดปากเงียบไว้ ฉันเอาแต่ใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาแบบซาตานเหล่านี้ แม้แต่หลังจากมาเป็นผู้เชื่อแล้ว ฉันอดไม่ได้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ในหน้าที่ของฉัน แล้วฉันก็ไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ พี่เฉินก็เป็นตัวอย่างหนึ่งค่ะ ฉันเห็นเธอไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและไม่สามารถรับคำติชมได้ เห็นว่าเธอเป็นผู้นำเทียมเท็จ ดังนั้นฉันควรยืนหยัดและรายงานเรื่องเธอค่ะ แต่ฉันกลัวว่ารายงานของฉันจะไปไม่ถึงไหนและฉันจะเสียหน้าที่ของฉันไป “ตะปูที่โผล่หัวขึ้นมามากที่สุดย่อมถูกค้อนตอกลงไป” และ “จงอยู่ให้ห่างจากปัญหา” เป็นปรัชญาชีวิตของฉัน ฉันเป็นคนขี้ขลาดค่ะ ฉันปล่อยให้คนไม่มีความรับผิดชอบทำให้อะไรๆ หยุดชะงัก โดยไม่กล้ายืนหยัด ฉันเห็นแก่ตัวและหลอกลวงมากมาตลอด การทำหน้าที่และปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นเรื่องดี และสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เวลาที่มีคนทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก คือเวลาที่ต้องยืนหยัดข้างพระเจ้าและปกป้องผลประโยชน์ของพระองค์ พระเจ้ามีพระประสงค์เรื่องนี้จากประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร มันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของฉันค่ะ แต่ฉันกลัวที่จะเสี่ยง ทำให้ผลประโยชน์ของฉันเสียหาย ฉันจึงไม่กล้ายืนหยัดเพื่องานของพระนิเวศของพระเจ้าค่ะ ฉันไม่ทำหน้าที่หรือความรับผิดชอบของฉันให้ลุล่วง ฉันเป็นผู้เชื่อแบบไหนกัน ฉันไม่เสี่ยง แต่กลับประนีประนอมกับซาตานและเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ฉันยอมให้คนไร้ความรับผิดชอบทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก ฉันไม่กล้ายืนหยัด ฉันไม่มีความกล้าหาญหนักแน่นเลยสักนิดเดียว ฉันใช้ชีวิตโดยปราศจากความซื่อตรงและไร้เกียรติค่ะ ฉันเห็นชัดเจนมากว่าเธอกำลังทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก แต่ฉันไม่เพียงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่ยังอยากวิ่งหนีด้วย นั่นเป็นการยืนข้างซาตาน ต่อต้านพระเจ้าไม่ใช่หรือคะ นั่นเป็นการล่วงละเมิดอย่างใหญ่หลวงต่อพระเจ้าค่ะ พอคิดดูจริงๆ ฉันไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ และฉันกลัวว่าจะเสียงานไปหากรายงานเรื่องพี่เฉิน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือหลังจากเราทั้งหมดรายงานเรื่องพี่เฉิน เธอก็ถูกปลดในทันที ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ฉันละอายใจค่ะ และมันแสดงให้ฉันเห็น ว่าในพระนิเวศของพระเจ้า พระคริสต์และความจริงมีอำนาจเหนือกว่าค่ะ ใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติความจริงและขัดขวางงานของพระนิเวศของพระเจ้า ไม่สามารถมีที่ยืนที่นั่นได้ ถึงจุดหนึ่งพวกเขาจะถูกกำจัดทิ้งหากไม่กลับใจ แต่ฉันไม่ได้มองสิ่งต่างๆ ตามหลักปฏิบัติแห่งความจริง ฉันเพียงแค่ถูกบีบคั้นโดยอำนาจและสถานะค่ะ ฉันมองว่าคนที่อยู่ในความรับผิดชอบเป็นผู้บังคับบัญชาของฉัน และฉันคิดว่าหากฉันทำให้เธอขุ่นเคือง ฉันจะไม่สามารถมีที่ยืนในพระนิเวศของพระเจ้าได้ ฉันคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้านั้นก็มืดมนพอๆ กับโลก ไม่มีความตรงไปตรงมาหรือความยุติธรรมใดๆ ฉันไม่ได้กำลังหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือคะ หากพระเจ้าไม่ได้ทรงเปิดโปงฉันโดยจัดตั้งสภาพแวดล้อมนั้น หากปราศจากการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระองค์ ฉันก็คงยังไม่รู้ ว่าผลลัพธ์แย่ๆ อะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาของซาตาน สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้จริงๆ จากเรื่องนี้ ก็คือ ในฐานะผู้เชื่อ การใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ปฏิบัติความจริง และค้ำจุนหลักปฏิบัติ นำสันติสุขและความสงบมาให้ฉันจริงๆ มันเป็นสิ่งชอบธรรมที่ผู้เชื่อคนหนึ่งควรทำด้วยค่ะ หลังจากนั้น เราทั้งหมดในทีม สามัคคีธรรมกันถึงสิ่งที่เราประสบและได้รับ ทุกคนได้รับบทเรียนในระดับต่างๆ กัน โดยเฉพาะในเรื่องพระอุปนิสัยชอบธรรมของพระเจ้า งานในทีมของเราค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในหน้าที่ของเราหลังจากนั้น หลังจากประสานงานกันมากกว่าหนึ่งเดือนกับพี่น้องหญิงหลิว หัวหน้าของอีกทีมหนึ่ง ฉันก็พบว่าเธอโอหังและเผด็จการ เธอแทบไม่เคยยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่นเลย และเธอก็ทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงักแล้ว ฉันรู้ว่าครั้งนี้ฉันควรบอกให้ผู้นำคริสตจักรทราบ แต่แล้วฉันก็คิดว่า “เราทำงานด้วยกันมาได้ไม่นาน ดังนั้นฉันจึงไม่รู้จักเธอดีขนาดนั้น ฉันเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่านะ ถ้าหากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเธอไม่มีปัญหาใหญ่ล่ะ ผู้นำกับคนอื่นๆ จะคิดกับฉันอย่างไร พวกเขาจะคิดว่าฉันชอบจับผิดไหม แล้วพี่น้องหลิวจะคิดกับฉันอย่างไรถ้าเธอรู้เข้า ช่างมันเถอะ ฉันไม่ควรพูดอะไร” ฉันกำลังจะกวาดเรื่องนี้ซุกใต้พรมอยู่แล้ว แต่ในมโนธรรมของฉันมันฟ้องจริงๆ ค่ะ ฉันจำได้ว่าก่อนหน้านั้น งานข่าวประเสริฐเสียหายหนักจริงๆ เพราะ ฉันไม่ได้รายงานเรื่องพี่เฉินทันเวลา ฉันเสียใจเรื่องนั้นอย่างมากค่ะ ฉันคิดว่า “ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจได้ ครั้งนี้ฉันจะเหลือแต่ความเสียใจไม่ได้” ตอนนั้นพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งผุดขึ้นมาในใจฉันว่า “สำหรับเจ้าแต่ละคนที่กำลังลุล่วงหน้าที่ ไม่สำคัญว่า เจ้าเข้าใจความจริงอย่างลุ่มลึกเพียงใด หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ความจริงความเป็นจริง เช่นนั้นแล้ว หนทางที่เรียบง่ายที่สุดที่จะฝึกฝนปฏิบัติก็คือ การคิดถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของพวกเจ้า ความตั้งใจแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า สิ่งจูงใจทั้งหลาย เกียรติยศชื่อเสียง และสถานะ  วางผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไว้อันดับแรก—นี่คือน้อยที่สุดแล้วที่เจ้าควรทำ  หากบุคคลหนึ่งซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขาไม่สามารถทำได้มากแม้เพียงเท่านี้ เช่นนั้นแล้ว เขาสามารถถูกพูดถึงได้เช่นไรว่า กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเขาอยู่?  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา  ก่อนอื่นเจ้าควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระเจ้าเอง และคำนึงถึงพระราชกิจของพระองค์ และวางความคำนึงถึงเหล่านี้ไว้เป็นอันดับแรกสุดก่อนสิ่งใด เฉพาะหลังจากนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถคิดเกี่ยวกับเสถียรภาพของสถานะของเจ้า หรือวิธีที่ผู้อื่นมองเจ้าได้(“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)  พระวจนะของพระเจ้าให้เส้นทางการปฏิบัติแก่ฉัน คือต้องให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้ามาก่อนโดยไม่คำนึงถึงของตัวฉันเอง ฉันไม่ควรใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดกับฉันอย่างไร แต่ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่องานของพระนิเวศของพระเจ้า เรารู้จักกันมาไม่นานและฉันก็ไม่รู้จักเธอดีสักเท่าไร แต่ฉันได้เห็นจริงๆ ว่าพฤติกรรมของเธอ ได้ทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก ฉันรู้ว่าฉันควรแบ่งปันสิ่งที่ฉันเห็น แก้ไขแรงจูงใจของฉันให้ถูกต้อง และทำหน้าที่และความรับผิดชอบของฉันให้ลุล่วง ภายหลังฉันบอกผู้นำเรื่องปัญหาของพี่น้องหลิว และหลังจากสอบสวน เธอก็ถูกปลดออกตามหลักปฏิบัติค่ะ ฉันรู้สึกมั่นใจและสบายใจเมื่อได้ยินข่าว และฉันรู้สึกว่าได้ค้ำจุนผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าค่ะ ฉันยังได้รับประสบการณ์จริงๆ ด้วย ว่าหนทางเดียวที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายก็คือการใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า

ก่อนหน้า: 55. การหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ

ถัดไป: 57. รายงานหรือไม่รายงาน

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger