ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่เก้า)

II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์

ง. จุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา

4. ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้”

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ประการที่เก้ากันต่อไป นั่นคือ พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน  สำหรับประการนี้ หัวข้อหลักในการสามัคคีธรรมของพวกเราคือการชำแหละผลประโยชน์ของศัตรูของพระคริสต์ และวันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหัวข้อย่อยที่สี่ภายใต้ประการที่สี่ในเรื่องผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์—ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้”—และและชำแหละว่าศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่งนี้  ผู้ที่ได้ติดตามพระเจ้ามาจนถึงปัจจุบันคุ้นเคยกับคำว่า “ผู้รับใช้” และส่วนใหญ่ก็ได้ยอมรับตำแหน่งนี้ในหัวใจของตนโดยพื้นฐานแล้ว  ในแง่ความโน้มเอียงส่วนตัวของพวกเขา ไม่มีความรู้สึกคัดค้านต่อตำแหน่งนี้  อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวอย่างเจาะจงว่าใครบางคนเป็นผู้รับใช้ คนคนนั้นมักแสดงออกถึงความอิดออดและความไม่เต็มใจเป็นหลัก รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องการถูกเรียกเช่นนี้จริงๆ และจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องการเป็นผู้รับใช้  เมื่อพิจารณาจากการแสดงออกของผู้คน แม้ว่าในแง่ของความเอนเอียงส่วนตัว พวกเขาจะเห็นพ้องว่า “ผู้รับใช้” ไม่ใช่ตำแหน่งที่แย่อะไร แต่จากมุมมองตามความเป็นจริง ผู้คนยังคงมีท่าทีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” โดยมีองค์ประกอบของการเลือกปฏิบัติ ความเป็นปฏิปักษ์ และแม้กระทั่งความไม่เต็มใจอยู่บ้าง—พวกเขามีความรู้สึกเหล่านี้ต่อตำแหน่งดังกล่าว  ไม่ว่าผู้คนจะคิดอย่างไรกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถยอมรับอย่างจริงใจและเป็นผู้รับใช้ได้หรือไม่ หรือไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาคิดเกี่ยวกับตำแหน่งนี้จะมีความไม่บริสุทธิ์และความปรารถนาของมนุษย์อยู่มากมายหรือไม่ก็ตาม วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมกันก่อนว่าแท้จริงแล้วผู้รับใช้คืออะไร ตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ได้รับการนิยามและระบุลักษณะในสายพระเนตรของพระเจ้าอย่างไรกันแน่ แก่นแท้ของผู้รับใช้เหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสถึงคืออะไร และพระเจ้าทรงมองคำว่า “ผู้รับใช้” อย่างไร และแตกต่างจากวิธีที่ผู้คนมองอย่างไร เพื่อที่พวกเจ้าทุกคนจะสามารถมีความเข้าใจและแนวคิดที่ถูกต้องแม่นยำในหัวใจของตนเกี่ยวกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้”

ก. นิยามและที่มาของตำแหน่ง “ผู้รับใช้”

คำว่า “ผู้รับใช้” แปลตามตัวอักษรหมายถึงคนที่ทำงานและตรากตรำเพื่อบางสิ่งบางอย่าง  หากพวกเราประเมินตำแหน่งนี้ในแง่ของสถานะ ย่อมหมายถึงใครบางคนที่ถูกใช้งานเป็นช่วงเวลาชั่วคราว  กล่าวคือ หากใครสักคนถูกมองว่าเป็นผู้รับใช้ และเริ่มทำงานหรือเข้าทำงานในสายงานหนึ่ง เช่นนั้นนี่ก็ไม่ใช่อาชีพในสายงานหรืองานที่พวกเขาทำในระยะยาว แต่เป็นเพียงงานชั่วคราวเท่านั้น  พวกเขาถูกกำหนดให้ตรากตรำและรับใช้ในสายงานนี้หรือในงานนี้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง  พวกเขาไม่มีจุดหมายปลายทางในอนาคต ไม่มีอนาคต และไม่ได้รับประโยชน์ทางวัตถุเลย  พวกเขาไม่จำเป็นต้องแบกรับความรับผิดชอบใดๆ พวกเขาเพียงแค่ได้รับค่าจ้างสำหรับการใช้แรงงานของตน  เมื่องานที่พวกเขาได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นลง พวกเขาก็ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป และพวกเขาเพียงแค่รับค่าจ้างแล้วจากไป  สรุปก็คือ นี่เป็นเรื่องชั่วคราว และพวกเขาถูกขอให้ทำงานเมื่อมีความจำเป็น  นี่คือความเข้าใจตามตัวอักษรของคำว่าผู้รับใช้  หากพวกเราตีความคำว่า “ผู้รับใช้” ตามแนวคิดของมวลมนุษย์ เช่นนั้นแล้วผู้รับใช้ก็จะถูกเรียกว่า “คนงานตามสัญญาจ้าง” และ “คนงานชั่วคราว” ซึ่งก็คือผู้คนที่ทำงานหรือตรากตรำเป็นการชั่วคราวให้กับงานหรือสายงานหนึ่ง  ความเชื่อมโยงเพียงอย่างเดียวของพวกเขาคือช่วงเวลาที่พวกเขาเป็นที่ต้องการสำหรับงานงานหนึ่ง และเมื่อช่วงเวลานั้นสิ้นสุดลง พวกเขาก็ไม่มีคุณค่าอีกต่อไป  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป และพวกเขาไม่มีคุณค่าในการใช้งานอีกต่อไป—คุณค่าของพวกเขาถูกใช้จนหมดสิ้นไปในช่วงเวลานั้นแล้ว  นี่คือความหมายตามตัวอักษรของคำว่า “ผู้รับใช้” ที่ผู้คนสามารถเข้าใจและมองเห็นได้  ภายในความหมายที่ภาษามนุษย์สามารถถ่ายทอดได้ กล่าวคือ ความหมายของตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ตามที่พระเจ้าตรัสซึ่งมนุษย์สามารถจับความเข้าใจได้นั้น มีความหมายในระดับที่ตรงตามความจริงหรือไม่?  มีความหมายในระดับที่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ที่ปกติและความมีเหตุผลหรือไม่?  มีความหมายในระดับที่ผู้คนควรเข้าใจในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงหรือไม่?  มีความหมายในระดับที่เกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคำเรียกนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่มี?  พวกเจ้าจนปัญญา พวกเจ้าอธิบายไม่ได้  ในหมู่พวกเจ้ามีนักศึกษามหาวิทยาลัย นักศึกษาปริญญาโท นักศึกษาปริญญาเอก และศาสตราจารย์ แต่กลับไม่มีพวกเจ้าคนใดสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ใช่หรือไม่?  (ถูกต้อง)  นี่คือความแตกต่างระหว่างความรู้และความจริง  เจ้าอาจมีการศึกษา เจ้าอาจรู้จักคำว่า “การรับใช้” และ “ผู้ทำ” เป็นรายคำ และเมื่อคำเหล่านี้รวมกันเป็นคำเดียว เพื่อบรรยายคนประเภทหนึ่งและกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เจ้าสามารถเข้าใจแก่นแท้ของคนเหล่านี้ การสำแดงของพวกเขา และลำดับชั้นของพวกเขาในหมู่มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ แต่เมื่อเจ้าไม่สามารถเข้าใจคำคำนี้จากมุมมองของความจริงและมุมมองของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ ความเข้าใจของเจ้ามาจากที่ใดกันแน่?  แก่นแท้ของคำคำนี้ที่เจ้าเข้าใจคืออะไรกันแน่?  นี่เป็นความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ผู้รับใช้” ที่มาจากความเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้ จากสังคมนี้ และจากความรู้ของมวลมนุษย์ไม่ใช่หรือ?  (เป็นเช่นนั้น)  ความรู้ของมวลมนุษย์เข้ากันได้กับความจริงหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง?  (เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง)  ดังนั้น เมื่อเจ้ามีความเข้าใจและมีการจับความเข้าใจคำคำนี้ เจ้ากำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระเจ้าหรืออยู่ฝ่ายที่เข้ากันได้กับพระเจ้า?  ชัดเจนว่า เมื่อเจ้าเข้าใจและจับความเข้าใจคำคำนี้ด้วยความรู้ของเจ้า ด้วยสมองของเจ้า เจ้าก็ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระเจ้าโดยไม่รู้ตัวและโดยไม่ได้ตั้งใจ  เมื่อเจ้าใช้ความรู้ของเจ้าเพื่อทำความเข้าใจคำคำนี้ สิ่งที่เจ้าเข้าใจย่อมนำไปสู่ความรู้สึกคัดค้าน ความรังเกียจ ความชิงชัง และแม้กระทั่งความเกลียดชังต่อคำว่า “ผู้รับใช้” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  มีการนบนอบอยู่ในที่นี้หรือไม่?  มีการยอมรับอย่างแท้จริงหรือไม่?  (ไม่มี)  บางคนกล่าวว่า “ฉันยอมรับคำที่ดี แต่ทำไมฉันต้องยอมรับคำที่ไม่ดีนี้ด้วย?  การที่ฉันไม่รู้สึกคัดค้านคำคำนี้ก็ดีพอแล้ว  ตัวอย่างเช่น ฉันยอมรับถ้อยคำที่เป็นบวก เช่น ‘การได้รับมงกุฎ’ ‘การได้รับรางวัล’ ‘การได้รับพร’ ‘การเข้าสู่ราชอาณาจักร’ ‘การขึ้นสวรรค์’ ‘การไม่ตกนรก’ ‘การไม่ถูกลงโทษ’ และ ‘การเป็นบุตรหัวปี’  นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองธรรมดาของมนุษย์ และสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหา  ส่วนถ้อยคำที่เป็นลบ เช่น ‘คนชั่ว’ ‘ศัตรูของพระคริสต์’ ‘การถูกลงโทษ’ และ ‘การตกนรก’ ไม่มีใครชอบที่จะยอมรับถ้อยคำเหล่านั้น  คำว่า ‘ผู้รับใช้’ เป็นคำกลางๆ แต่ตามความเข้าใจของฉัน ฉันไม่สามารถยอมรับได้ และแค่ฉันไม่ดูหมิ่นคำเรียกนี้ก็ดีพอแล้ว  หากจะให้ฉันยอมรับอย่างเต็มใจและนบนอบคำคำนี้ และยอมรับคำคำนี้จากพระเจ้า เช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้จริงๆ”  นี่คือวิธีที่ผู้คนคิดไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  วิธีคิดเช่นนี้ถูกหรือผิด?  (ผิด)  เจ้ามารู้ว่าผิดตั้งแต่เมื่อใด?  เมื่อครู่นี้ใช่หรือไม่?  นั่นคือปัญหา  เจ้าเพิ่งมารู้ว่าวิธีคิดเช่นนี้ผิด  ก่อนที่เจ้าจะตระหนักว่าผิด จากภายนอกดูเหมือนเจ้าได้ยอมรับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” แล้ว และตามความรู้สึกส่วนตัวของเจ้า เจ้าได้ยอมรับไปแล้ว—และการยอมรับนี้เป็นจริงหรือเป็นเท็จ?  (เป็นเท็จ)  ชัดเจนว่าไม่ใช่ความจริง และเจ้าก็ไม่ได้เต็มใจยอมรับโดยสมบูรณ์  มีความเทียมเท็จ การเสแสร้ง และความไม่เต็มใจอยู่ในนี้ และยังมีความรู้สึกว่าเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นอีกด้วย

สิ่งที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงคือปฏิกิริยาและการสำแดงที่แท้จริงของผู้คนเกี่ยวกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” และปฏิกิริยาและการสำแดงเหล่านั้นแสดงให้เห็นอย่างครบถ้วนถึงความคิดเห็น มุมมอง และการทำความเข้าใจของผู้คนที่มีต่อคำเรียกนี้ และเผยให้เห็นอย่างครบถ้วนว่าท่าทีที่ผู้คนมีต่อคำเรียกนี้คือความไม่เต็มใจ การเลือกปฏิบัติและความรังเกียจ รวมทั้งความรู้สึกคัดค้านจากก้นบึ้งหัวใจของพวกเขา  นี่เป็นเพราะผู้คนดูหมิ่นการเป็นผู้รับใช้ ดูหมิ่นคำว่า “ผู้รับใช้” ไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้รับใช้ และเกลียดชังการเป็นผู้รับใช้  นี่คือความเข้าใจและท่าทีที่ผู้คนมีต่อตำแหน่งนี้  ตอนนี้ พวกเรามาดูกันเถิดว่า แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงมองผู้รับใช้อย่างไร คำว่า “ผู้รับใช้” มีที่มาอย่างไร แก่นแท้ของตำแหน่งนี้ในสายพระเนตรของพระเจ้าคืออะไร และต้นกำเนิดของคำคำนี้คืออะไร  หากใช้ภาษาของมวลมนุษย์ ความหมายตามตัวอักษรของ “ผู้รับใช้” ก็คือ คนงานชั่วคราว คนที่รับใช้ในสายงานหรืองานหนึ่งเป็นการชั่วคราว และผู้ที่เป็นที่ต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง  ในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า ในพระราชกิจของพระเจ้า และในพระนิเวศของพระเจ้า คนกลุ่มที่เรียกว่าผู้รับใช้นี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  เมื่อผู้คนเหล่านี้มายังพระนิเวศของพระเจ้า มายังสถานที่แห่งพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าหรือเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพระราชกิจของพระเจ้าหรือแผนการบริหารจัดการของพระองค์  พวกเขาไม่เข้าใจอะไรเลย พวกเขาเป็นเพียงคนนอก เป็นผู้ไม่มีความเชื่อ  เมื่อผู้คนที่เป็นผู้ไม่มีความเชื่อในสายพระเนตรของพระเจ้ามายังพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาสามารถทำสิ่งใดเพื่อพระองค์ได้บ้าง?  อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย  เพราะผู้คนเต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่รู้จักพระเจ้าแม้แต่น้อย และเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คน สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้คือทำตามที่พระเจ้าทรงสั่งให้พวกเขาทำ  พวกเขาติดตามพระราชกิจของพระเจ้าไปจนถึงจุดที่พระราชกิจของพระเจ้าไปถึง ความรู้ของพวกเขาก็ขยายไปไกลเท่าที่พระวจนะของพระเจ้าพาพวกเขาไป พวกเขาเพียงแค่รู้จักพระวจนะของพระองค์ และไม่มีความเข้าใจในพระวจนะเหล่านั้นเลย  ผู้คนเหล่านี้ดำเนินงานทุกงานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้พวกเขาทำอย่างเฉื่อยชา—พวกเขาเฉื่อยชาโดยสิ้นเชิง และไม่เป็นฝ่ายกระตือรือร้นเลย  ในที่นี้ คำว่า “เฉื่อยชา” หมายความว่าพวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด พวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้ากำลังทรงขอให้พวกเขาทำสิ่งใด พวกเขาไม่รู้ถึงนัยสำคัญหรือคุณค่าของงานที่พระเจ้ากำลังทรงขอให้พวกเขาทำ และพวกเขาไม่รู้ว่าตนควรเดินตามเส้นทางใด  เมื่อมายังพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็เป็นเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานตามวิธีที่พระเจ้าทรงใช้งานพวกเขาเท่านั้น  พระเจ้าทรงต้องการสิ่งใดจากพวกเขา?  พวกเจ้ารู้หรือไม่?  (ผู้คนคือเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงแสดงความจริงเพื่อพิพากษา  ผู้คนคือเป้าหมายแห่งพระวจนะของพระเจ้า)  นี่คือส่วนหนึ่ง ผู้คนคือเป้าหมายแห่งพระวจนะของพระเจ้า  มีอะไรอีก?  แล้วพรสวรรค์ของผู้คนเล่า?  (ใช่)  แล้วความคิดของความเป็นมนุษย์ที่ปกติเล่า?  (ใช่)  พระเจ้าทรงใช้เจ้าก็ต่อเมื่อเจ้ามีความคิดของความเป็นมนุษย์ที่ปกติเท่านั้น  หากเจ้าปราศจากมโนธรรมและสำนึก เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอแม้แต่จะเป็นผู้รับใช้  มีอะไรอีก?  (ทักษะและความสามารถพิเศษของผู้คน)  สิ่งเหล่านี้รวมอยู่ในพรสวรรค์และเป็นส่วนหนึ่งของพรสวรรค์ด้วยเช่นกัน—ทักษะต่างๆ ที่ผู้คนมี  มีอะไรอีก?  (ความแน่วแน่ที่จะถวายความร่วมมือแด่พระเจ้า)  นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน ความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบ และแน่นอนว่า สามารถกล่าวได้เช่นกันว่าเป็นความปรารถนาของผู้คนที่จะรักสิ่งที่เป็นบวกและรักความจริง  ความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบคือความแน่วแน่ที่จะถวายความร่วมมือแด่พระเจ้า แต่วิธีใดเหมาะสมที่สุดที่จะกล่าวเช่นนี้?  (ความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบ)  ถูกต้อง คำว่า “ความปรารถนา” ค่อนข้างกว้างกว่าและครอบคลุมขอบเขตที่กว้างกว่า  หากพวกเราใช้คำว่า “ความแน่วแน่” ขอบเขตความหมายจะค่อนข้างแคบกว่า  ยิ่งไปกว่านั้น “ความปรารถนา” มีระดับที่เบากว่า “ความแน่วแน่” เมื่อเปรียบเทียบกัน ซึ่งหมายความว่าหลังจากที่เจ้ามีความปรารถนาแล้ว เจ้าจึงค่อยๆ เกิดความแน่วแน่หลากหลายรูปแบบขึ้นมา ความแน่วแน่นั้นเฉพาะเจาะจงกว่า ในขณะที่ความปรารถนานั้นค่อนข้างกว้างกว่า  สำหรับพระผู้สร้างแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงต้องการจากมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม  กล่าวคือ เมื่อคนนอกที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพระเจ้า การบริหารจัดการของพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระเจ้า และอุปนิสัยของพระเจ้า มายังพระนิเวศของพระเจ้า เขาก็เป็นเหมือนเครื่องจักร และสิ่งที่เขาสามารถทำเพื่อพระเจ้าและให้ความร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้านั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนด—ซึ่งก็คือความจริงเลย  สิ่งต่างๆ ในตัวผู้คนประเภทนี้ที่พระเจ้าทรงใช้ได้คือสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึง ประการแรกคือ ผู้คนเหล่านี้สามารถกลายเป็นเป้าหมายแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้ ประการที่สองคือ พรสวรรค์ที่ผู้คนเหล่านี้มี ประการที่สามคือ ผู้คนเหล่านี้มีความคิดอ่านของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ประการที่สี่คือ ทักษะต่างๆ ที่ผู้คนเหล่านี้มี ประการที่ห้า—และนี่คือประการที่สำคัญที่สุด—คือ ผู้คนเหล่านี้มีความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบพระวจนะของพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้สำคัญยิ่งทั้งสิ้น  เมื่อใครบางคนมีทั้งหมดนี้แล้ว เขาก็จะเริ่มทำงานรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและเพื่อแผนการบริหารจัดการของพระองค์ และเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้กลายเป็นผู้รับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อผู้คนไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ไม่เข้าใจความจริง หรือเจตนารมณ์ของพระเจ้า และไม่ยำเกรงพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย พวกเขาแต่ละคนย่อมไม่มีบทบาทอื่น นอกจากบทบาทของผู้รับใช้  กล่าวคือ ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจผู้รับใช้เป็นหรือไม่ก็ตาม เจ้าก็เป็นผู้รับใช้—เจ้าไม่อาจหลีกหนีตำแหน่งนี้ได้  บางคนกล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาตลอดชีวิตของฉัน  ตั้งแต่เริ่มเชื่อในพระเยซูจนถึงตอนนี้ก็หลายสิบปีแล้ว—ฉันยังคงเป็นแค่ผู้รับใช้จริงๆ หรือ?”  เจ้าคิดอย่างไรกับคำถามนี้?  พวกเขากำลังถามเรื่องนี้กับใคร?  พวกเขาควรถามตัวเองและทบทวนตนเองว่า “ตอนนี้ฉันเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่?  เวลาทำหน้าที่ของฉันในตอนนี้ ฉันแค่ตรากตรำหรือกำลังปฏิบัติความจริง?  ฉันกำลังเดินตามเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาและเข้าใจความจริงหรือไม่?  ฉันได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้วหรือยัง?  ฉันมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  ฉันเป็นคนที่นบนอบพระเจ้าหรือไม่?”  พวกเขาต้องทบทวนตนเองโดยพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้  หากพวกเขาทำได้ตามหลักเกณฑ์เหล่านี้แล้ว หากพวกเขาสามารถตั้งมั่นเมื่อเผชิญกับบททดสอบของพระเจ้า และหากพวกเขาสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้ เช่นนั้นพวกเขาย่อมไม่ใช่ผู้รับใช้อีกต่อไปอย่างแน่นอน  หากพวกเขายังทำไม่ได้ตามหลักเกณฑ์เหล่านี้เลยแม้แต่ข้อเดียว เช่นนั้นพวกเขาก็ยังคงเป็นผู้รับใช้อย่างไม่ต้องสงสัย และนี่คือสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  บางคนกล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามานานกว่า 30 ปี ซึ่งยังไม่รวมเวลาหลายปีที่ฉันใช้ไปกับการเชื่อในพระเยซูด้วยซ้ำ  นับตั้งแต่เวลาที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ทรงปรากฏ ทรงพระราชกิจ และเริ่มตรัสถ้อยดำรัสของพระองค์ ฉันก็เป็นผู้ติดตามพระเจ้าแล้ว  ฉันอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มแรกที่มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าด้วยตนเอง และฉันอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ได้ยินพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระองค์  เวลาผ่านไปหลายปีนับแต่นั้นมา และฉันก็ยังคงเชื่อและติดตามพระเจ้า  ฉันเผชิญกับการจับกุมและการข่มเหงมาหลายครั้ง ได้พบเจอกับอันตรายมากมาย และพระเจ้าก็ทรงคุ้มครองฉันและทรงชี้แนะฉันให้ผ่านพ้นมาได้เสมอ พระเจ้าไม่เคยทรงทอดทิ้งฉันเลย  ตอนนี้ฉันยังคงทำหน้าที่ของฉัน ภาวะของฉันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความเชื่อของฉันก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และฉันไม่มีความเคลือบแคลงใดๆ ต่อพระเจ้าเลย—ฉันยังคงเป็นผู้รับใช้อยู่จริงๆ หรือ?”  เจ้ากำลังถามใคร?  เจ้าถามผิดคนไม่ใช่หรือ?  เจ้าไม่ควรถามคำถามนี้  ในเมื่อเจ้าเชื่อมานานหลายปีขนาดนี้ เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าเป็นผู้รับใช้หรือเปล่า?  หากเจ้าไม่รู้เรื่องนี้ แล้วทำไมไม่ถามตัวเองเล่าว่าเจ้ามีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ เจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่ และเจ้าประพฤติตนในหนทางที่หลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่?  พระเจ้าทรงพระราชกิจมาหลายปีขนาดนี้ ตรัสพระวจนะมากมายขนาดนี้ แล้วเจ้าเข้าใจและเข้าสู่น้อยเพียงใด?  เจ้าได้รับมามากน้อยเพียงใด?  เจ้าถูกตัดแต่งมาแล้วกี่ครั้ง และยอมรับบททดสอบและการถลุงมาแล้วกี่ครั้ง?  เมื่อเจ้ายอมรับสิ่งเหล่านี้ เจ้าตั้งมั่นในคำพยานของตนหรือไม่?  เจ้าสามารถเป็นพยานถึงพระเจ้าได้หรือไม่?  เมื่อเจ้าเผชิญกับบททดสอบเหมือนที่โยบเผชิญ เจ้าสามารถปฏิเสธพระเจ้าหรือไม่?  ความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใดกันแน่?  ความเชื่อของเจ้าเป็นเพียงการเชื่ออยู่บ้าง หรือเป็นความเชื่อที่แท้จริง?  จงถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้  หากเจ้าไม่รู้คำตอบของคำถามเหล่านี้ เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนที่เลอะเลือน และเราบอกได้เลยว่าเจ้าก็แค่ทำตามฝูงชน—เจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะถูกเรียกว่าผู้รับใช้ด้วยซ้ำ  ใครบางคนที่มีท่าทีเช่นนี้ต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” และยังคงสับสนอยู่ในใจของตนนั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก  เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเป็นอะไร ในขณะที่พระเจ้าทรงชัดเจนและกระจ่างแจ้งโดยสิ้นเชิงในการที่ปฏิบัติต่อผู้คนทั้งปวง

พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงความหมายดั้งเดิมที่แท้จริงของพระเจ้าเกี่ยวกับคำว่า “ผู้รับใช้”  เมื่อผู้คนเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า ในช่วงเริ่มต้นที่พวกเขาไม่เข้าใจความจริงและมีเพียงความอยากได้อยากมีต่างๆ หรือความแน่วแน่ที่จะให้ความร่วมมืออยู่บ้าง บทบาทหน้าที่ที่พวกเขาทำได้ในช่วงเวลานั้นมีเพียงบทบาทของผู้รับใช้เท่านั้น  แน่นอนว่า คำว่า “รับใช้” ฟังดูไม่ค่อยรื่นหูนัก  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คำนี้หมายถึงการรับใช้และทำงานรับใช้พระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด หมายถึงการตรากตรำ  ผู้คนเหล่านี้ไม่เข้าใจความจริงใดๆ และไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถลงแรงหรือให้ความร่วมมือในทางใดกับพระราชกิจเฉพาะที่พระเจ้าทรงทำเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและบริหารจัดการมวลมนุษย์ รวมถึงงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความจริง  พวกเขามีเพียงทักษะและพรสวรรค์บางอย่างเท่านั้น และพวกเขาทำได้เพียงแค่ลงแรงบ้าง และพูดบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับงานธุรการบางอย่าง  และทำงานรับใช้ที่อยู่รอบนอกบางอย่างเท่านั้น  หากนี่คือแก่นแท้ของงานที่ผู้คนทำในการทำหน้าที่ของตน หากพวกเขาเพียงกำลังเล่นบทบาทของการรับใช้ เช่นนั้นก็เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสลัดตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ทิ้งไปได้  เหตุใดจึงสลัดตำแหน่งนี้ทิ้งได้ยาก?  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำนิยามที่พระเจ้าทรงมีต่อตำแหน่งนี้หรือไม่?  เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน  เป็นเรื่องง่ายมากที่ผู้คนจะลงแรงเล็กน้อยและทำสิ่งต่างๆ ตามความสามารถตามธรรมชาติ พรสวรรค์ และความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา แต่การดำเนินชีวิตตามความจริง การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และการกระทำการตามเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ต้องอาศัยเวลา การทรงชี้แนะของพระเจ้า ความรู้แจ้งของพระเจ้า และการบ่มวินัยของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นคือ ต้องยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า  ดังนั้น ในขณะที่ผู้คนกำลังทำงานเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายเหล่านี้ สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่สามารถทำและมอบให้ได้ก็คือสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึง การเป็นเป้าหมายแห่งพระวจนะของพระเจ้า การมีพรสวรรค์บางอย่างและมีประโยชน์อยู่บ้างในพระนิเวศของพระเจ้า การมีความคิดอ่านของความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสามารถทำความเข้าใจและดำเนินงานทุกงานที่ได้รับคำสั่งให้ทำ การมีทักษะบางอย่างและสามารถใช้ความสามารถพิเศษของตนกับงานบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า และที่สำคัญที่สุดคือ การมีความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบ  เมื่อเจ้ากำลังทำงานรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า เมื่อเจ้ากำลังตรากตรำเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า หากเจ้ามีความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบแม้เพียงเล็กน้อย เจ้าก็จะไม่กลายเป็นคนคิดลบและอู้งาน  แต่เจ้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อควบคุมตนเองและทำเรื่องไม่ดี ให้น้อยลงในขณะที่ทำเรื่องดีๆ ให้มากขึ้น  นี่คือสภาวะและภาวะที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นอยู่ไม่ใช่หรือ?  แน่นอนว่า ในหมู่พวกเจ้าทั้งหมด มีคนส่วนน้อยมากที่ก้าวพ้นภาวะและขอบเขตนี้ไปแล้ว  แล้วคนส่วนน้อยนิดกลุ่มนี้ได้ครอบครองสิ่งใด?  พวกเขาได้มาเข้าใจความจริง มีความเป็นจริงความจริงแล้ว  เมื่อพวกเขาเผชิญปัญหา พวกเขาสามารถอธิษฐานและแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพวกเขาสามารถกระทำการตามหลักธรรมความจริงได้  ความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับของความแน่วแน่อีกต่อไป แต่พวกเขาสามารถปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าอย่างแข็งขัน กระทำการตามข้อเรียกร้องของพระเจ้า และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเมื่อเผชิญเรื่องต่างๆ  พวกเขาไม่พูดหรือกระทำการอย่างไม่ยั้งคิด แต่กลับระมัดระวังและรอบคอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการถูกตัดแต่งของพวกเขาขัดแย้งกับความคิดของตนเอง พวกเขาไม่ตัดสินพระเจ้า พวกเขาไม่โต้เถียงพระองค์ และพวกเขาไม่รู้สึกคัดค้านอยู่ในหัวใจ  จากก้นบึ้งของหัวใจพวกเขา พวกเขายอมรับอัตลักษณ์ สถานะ และแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริง  มีความแตกต่างระหว่างผู้คนเหล่านี้กับผู้รับใช้หรือไม่?  ความแตกต่างเหล่านั้นคืออะไร?  ความแตกต่างประการแรกคือ พวกเขาเข้าใจความจริง และประการที่สองคือพวกเขาสามารถนำความจริงบางประการไปปฏิบัติได้  ประการที่สาม พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง และประการที่สี่ การเชื่อฟังและการนบนอบของพวกเขาไม่ใช่เพียงความปรารถนาอีกต่อไป แต่ได้เปลี่ยนเป็นท่าทีของตนเอง—พวกเขาได้กลายเป็นผู้นบนอบอย่างแท้จริง  ประการที่ห้า—และนี่คือข้อที่สำคัญที่สุดและมีค่าที่สุดในประการเหล่านี้—ภายในพวกเขาได้เกิดหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าขึ้นแล้ว  อาจกล่าวได้ว่า บรรดาผู้ที่มีสิ่งเหล่านี้ได้สลัดตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ทิ้งไปแล้ว  นี่เป็นเพราะเมื่อพิจารณาจากแง่มุมต่างๆ ของการเข้าสู่ของพวกเขา ตลอดจนท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงและระดับความรู้จักพระเจ้าของพวกเขาแล้ว เรื่องของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่เพียงทำงานในสายงานใดสายงานหนึ่งในพระนิเวศของพระเจ้าอีกต่อไป และพวกเขาไม่ใช่คนทำงานชั่วคราวที่ถูกเรียกตัวมาทำงานเล็กๆ น้อยๆ เป็นการชั่วคราวอีกต่อไป  กล่าวคือ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อค่าตอบแทนชั่วคราว พวกเขาไม่ได้ถูกคัดเลือกมาเพื่อใช้งานเป็นการชั่วคราวและถูกเฝ้าสังเกตในช่วงเวลาที่ถูกใช้งานเพื่อดูว่าพวกเขาสามารถรับงานนี้ในระยะยาวได้หรือไม่  แต่พวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่ของตนให้ดีได้  ดังนั้น ผู้คนเหล่านี้จึงได้สลัดตำแหน่งและคำเรียกว่า “ผู้รับใช้” ทิ้งไปแล้ว  พวกเจ้าเคยเห็นผู้คนเช่นนี้หรือไม่?  มีผู้คนเช่นนี้อยู่ในคริสตจักร  พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นใครและมีจำนวนเท่าใด แต่เราไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ เมื่อพวกเจ้าเข้าใจความจริง พวกเจ้าก็จะสามารถแยกแยะพวกเขาได้  สิ่งที่พวกเจ้าควรรู้คือพวกเจ้าอยู่ในภาวะแบบใด เส้นทางใดคือเส้นทางเบื้องหน้าพวกเจ้าที่พวกเจ้ากำลังเดินตาม และเส้นทางใดที่พวกเจ้าควรเดินตาม—สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเจ้าควรรู้

แล้วตำแหน่ง “ผู้รับใช้” เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงยัดเยียดให้กับผู้คนหรือไม่?  พระเจ้าทรงใช้ตำแหน่งนี้เพื่อดูเบาผู้คน เพื่อจัดประเภทและจัดระดับผู้คนหรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วพระเจ้าทรงนิยามตำแหน่งนี้ไว้ว่าอย่างไร?  การที่พระเจ้าประทานตำแหน่งให้กับผู้คนนั้น ไม่ใช่การที่พระองค์ประทานสมญานามให้พวกเขาตามพระทัย และไม่ได้ทรงนิยามตามรูปลักษณ์ภายนอก ตำแหน่งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำเรียกเท่านั้น  ชื่อของคนคนหนึ่งเป็นเพียงชื่อเรียก เป็นเพียงนามเรียกขาน ที่ไม่มีความหมายที่แท้จริง  ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ชาวจีนบางคนหวังว่าลูกสาวของตนจะเฉลียวฉลาดและงดงาม พวกเขาจึงใช้ตัวอักษรที่มีความหมายว่า “งาม” ในชื่อของเธอ แต่นั่นเป็นเพียงความหวัง และไม่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของเธอเลย  เธออาจจะโง่มากและโตขึ้นมาอาจจะหน้าตาไม่สวย แล้วการเรียกเธอว่า “งาม” จะมีประโยชน์อะไร?  นอกจากนี้ยังมีเด็กผู้ชายบางคนที่ถูกตั้งชื่อว่า “เฉิงหลง” หรือ “เฉิงหู่” ซึ่งใช้ตัวอักษรที่มีความหมายว่า เติบโตไปเป็นดั่งมังกรหรือพยัคฆ์—พวกเขาน่าเกรงขามจริงๆ เพียงเพราะถูกเรียกด้วยชื่อดังกล่าวหรือ?  พวกเขาอาจจะขี้ขลาดหรือไม่เอาไหนก็ได้  นี่เป็นเพียงความหวังที่พ่อแม่มีต่อลูกของตน พวกเขาตั้งชื่อเช่นนี้ให้กับลูก และชื่อเหล่านี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับแก่นแท้ของลูกพวกเขาเลย  ดังนั้น ชื่อและคำเรียกของผู้คนจึงแฝงไว้ด้วยจินตนาการและความปรารถนาดีของผู้คน แต่นั่นเป็นเพียงนามเรียกขานและชื่อที่ใช้เรียกเท่านั้น และไม่ได้ตั้งขึ้นตามแก่นแท้ของพวกเขา  อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งและชื่อต่างๆ ที่พระเจ้าทรงนิยามนั้นไม่ได้ทรงตั้งตามรูปลักษณ์ภายนอกของผู้คนอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าไม่ได้ตั้งตามพระประสงค์ของพระเจ้าพระองค์เองเช่นกัน  พระเจ้าต้องประสงค์ให้ผู้คนเป็นผู้รับใช้หรือไม่?  (ไม่)  พวกเจ้าเคยอ่านพบในพระวจนะของพระเจ้าที่พระเจ้าตรัสว่า “เราต้องการให้ทุกคนกลายเป็นผู้รับใช้ และเราไม่ต้องการให้ใครได้รับการช่วยให้รอด” บ้างหรือไม่?  (ไม่เคย)  แล้วสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์คืออะไร?  ผู้คนเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า “พระเจ้าต้องประสงค์ให้ทุกคนได้รับการช่วยให้รอดและไม่ต้องประสงค์ให้ผู้ใดทนทุกข์กับความพินาศ”  นี่คือพระประสงค์หนึ่ง  อย่างไรก็ตาม ตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ  นั่นก็เหมือนกับที่พระเจ้าทรงกำหนดชื่อ “ต้นไม้” และ “ต้นหญ้า”  ต้นไม้เป็นพืชที่สูงใหญ่ และเมื่อมีใครเอ่ยถึงต้นไม้ ทุกคนก็รู้ว่าต้นไม้นั้นสูงใหญ่ และเมื่อมีใครเอ่ยถึงต้นหญ้า ทุกคนก็รู้ว่าต้นหญ้านั้นเล็กและเตี้ย ใช่หรือไม่?  (ใช่)  แล้วตำแหน่ง “ผู้รับใช้” เล่า?  ตำแหน่งนี้เกิดขึ้นตามแก่นแท้และการสำแดงของมนุษย์ และตามช่วงระยะของพระราชกิจของพระเจ้า  หากผู้คนสามารถค่อยๆ เข้าใจความจริงตามพระราชกิจของพระเจ้า เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และสัมฤทธิ์การนบนอบและการยำเกรงพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วในเวลานี้ ตำแหน่งนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไป  ดังนั้น แม้ว่าเจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้รับใช้ นั่นก็ไม่ส่งผลต่อการที่เจ้าทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างรวมทั้งการไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง และยิ่งไม่ส่งผลต่อการนบนอบและการยำเกรงพระเจ้าของเจ้าเลย

มีคนที่จะไม่มีวันสลัดตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ทิ้งไปได้หรือไม่?  (มี)  คนประเภทใด?  คนประเภทที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ซึ่งอาจจะเข้าใจความจริงแต่กลับไม่ปฏิบัติความจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะรักความจริง และพวกเขามักจะรู้สึกสะอิดสะเอียนและรังเกียจความจริงอยู่ในหัวใจอีกด้วย  หากพวกเขารังเกียจความจริง เหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า?  พวกเขาต้องการได้รับผลประโยชน์บางอย่าง พวกเขาตรากตรำและแสดงพฤติกรรมที่ดีบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ  พวกเขาใช้ราคาที่ตนจ่าย การให้และการสละตนของพวกเขา ตลอดจนการปล่อยเวลาช่วงวัยหนุ่มสาวบางส่วนให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ และการใช้เวลาบางส่วนของพวกเขา เพื่อแลกกับผลประโยชน์ใดก็ตามที่พวกเขาต้องการได้รับ  เพราะเส้นทางที่ผู้คนเหล่านี้เดินตาม ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ไม่สามารถสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า ยิ่งไม่สามารถสัมฤทธิ์การยำเกรงพระเจ้าได้—พวกเขาจะถูกระบุลักษณะว่าเป็นผู้รับใช้ตลอดไป  ในพระนิเวศของพระเจ้า มีบางคนในหมู่ผู้คนประเภทนี้ที่สามารถรับใช้จนถึงปลายทาง และบางคนที่ไม่สามารถทำได้ มีความแตกต่างเล็กน้อยในความเป็นมนุษย์ระหว่างบรรดาผู้ที่สามารถรับใช้ไปจนถึงปลายทางกับผู้ที่ไม่สามารถทำได้  ผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแต่สามารถรับใช้จนถึงปลายทางได้—กล่าวคือ ผู้คนที่สามารถทุ่มเทความพยายามบางส่วนในพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า ในขณะที่พระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้ากำลังดำเนินอยู่—มีความเป็นมนุษย์ที่ค่อนข้างดีและมีเมตตา  พวกเขาไม่ทำชั่ว พวกเขาไม่ก่อให้เกิดการก่อกวนในขณะที่รับใช้ และพวกเขาไม่ถูกคัดออกจากคริสตจักร  ผู้คนเช่นนี้สามารถรับใช้ไปจนถึงปลายทางได้ และคนเหล่านี้คือผู้ที่จะเป็นผู้รับใช้ตลอดไป  ส่วนคนอื่นๆ นั้น เป็นเพราะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาแย่มาก เป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยซื่อตรงและไม่สุจริต พวกเขาจึงก่อกวนและขัดขวางงานต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าในระหว่างรับใช้อยู่เป็นประจำ และพวกเขาก่อให้เกิดความสูญเสียต่องานมากมายในพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาไม่รู้จักกลับใจเมื่อถูกตัดแต่งหรือถูกแยกเดี่ยวครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วพวกเขาก็แค่กลับไปทำตัวแย่ๆ เหมือนเดิม พวกเขาไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อย พวกเขาไม่ยอมรับความจริง แต่กลับกระทำการตามอำเภอใจ และผู้คนเช่นนี้จึงถูกกำจัด  เหตุใดพวกเขาจึงถูกกำจัด?  ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถแม้แต่จะรับใช้  ในพระนิเวศของพระเจ้า แม้พวกเขาตรากตรำอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่สามารถทำงานให้ดีได้ และในขณะที่พวกเขาตรากตรำ พวกเขาก็ทำชั่วด้วย รวมทั้งทำให้พระนิเวศของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิงต้องจ่ายราคา  การใช้งานผู้คนเช่นนี้ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย  พวกเขาได้รับโอกาสให้คิดทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว ธรรมชาติของพวกเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และพวกเขาไม่ฟังสิ่งที่ใครพูดเลย  ผู้คนเช่นนี้ไม่คู่ควรแม้แต่จะรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ดังนั้น พวกเขาจึงถูกชำระออกไป

บัดนี้ พวกเจ้าเข้าใจตำแหน่ง “ผู้รับใช้” โดยภาพรวมแล้วหรือไม่?  “ผู้รับใช้” เป็นตำแหน่งที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์อย่างเลือกปฏิบัติหรือไม่?  พระเจ้าทรงเจตนาใช้ตำแหน่งนี้เพื่อดูเบาผู้คนหรือไม่?  พระเจ้าทรงใช้ตำแหน่งนี้เพื่อเผยและทดสอบผู้คนหรือไม่?  พระเจ้าทรงใช้ตำแหน่งนี้เพื่อให้ผู้คนรู้ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์คืออะไรกันแน่ใช่หรือไม่?  พระเจ้าทรงหมายความเช่นนี้หรือไม่?  แท้จริงแล้ว พระเจ้าไม่ได้ทรงหมายความเช่นนี้เลย  พระเจ้าไม่ทรงหมายที่จะเผยผู้คน หรือดูเบาและเยาะเย้ยผู้คน และพระองค์ไม่ทรงหมายที่จะใช้ตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้เพื่อทดสอบผู้คน  ความหมายเดียวที่พระเจ้าทรงมีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” คือ พระองค์ทรงระบุลักษณะและสร้างตำแหน่งนี้ขึ้นตามการสำแดงและแก่นแท้ของผู้คน ตามบทบาทหน้าที่ผู้คนทำในระหว่างพระราชกิจของพระเจ้า ตลอดจนสิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้และสิ่งที่พวกเขาสามารถให้ความร่วมมือได้  จากความหมายนี้ พวกเราเห็นว่าทุกคนในพระนิเวศของพระเจ้ากำลังรับใช้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และเคยอยู่ในบทบาทของผู้รับใช้นี้มาแล้วในช่วงเวลาหนึ่ง  พวกเราสามารถกล่าวเช่นนี้ได้หรือไม่?  (ได้)  พวกเราสามารถกล่าวเช่นนั้นได้จริงๆ และตอนนี้พวกเจ้าทุกคนก็สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้แล้ว  พระเจ้าไม่ต้องประสงค์ที่จะใช้ตำแหน่งนี้เพื่อบั่นทอนกำลังใจผู้คนหรือทดสอบความเชื่อของผู้คน ยิ่งไม่ต้องประสงค์ที่จะดูเบาพวกเขาหรือทำให้พวกเขาประพฤติตัวดีขึ้นและเชื่อฟังมากขึ้น หรือให้พวกเขารู้ว่าตนมีอัตลักษณ์และสถานะเช่นไร และพระเจ้ายิ่งไม่ต้องประสงค์ที่จะใช้ตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้เพื่อพรากสิทธิ์ของผู้คนในการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ตำแหน่งนี้ถูกกำหนดขึ้นโดยสิ้นเชิงตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต่างๆ ที่ผู้คนเผยออกมาและตามสภาวะที่แท้จริงของผู้คนในขณะที่พวกเขากำลังติดตามพระเจ้าอยู่  ดังนั้น ตำแหน่งนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับอัตลักษณ์ สถานะ ตำแหน่ง และบั้นปลายของผู้คนเมื่อพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าสิ้นสุดลง  ตำแหน่งนี้มาจากความจำเป็นของแผนการบริหารจัดการและพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง และเป็นภาวะที่แท้จริงของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า  ส่วนการที่ผู้คนรับใช้พระนิเวศของพระเจ้าในฐานะผู้รับใช้และถูกใช้งานราวกับเครื่องจักรนั้น ภาวะเช่นนี้จะคงอยู่ไปจนถึงปลายทาง หรือสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้บนเส้นทางแห่งการติดตามพระเจ้าของพวกเขานั้น ก็ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา  หากใครบางคนไล่ตามเสาะหาความจริง และสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย การนบนอบ และการยำเกรงพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะทิ้งตำแหน่ง “ผู้รับใช้” โดยสิ้นเชิง  แล้วผู้คนจะกลายเป็นอะไรเมื่อพวกเขาได้ทิ้งตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ไปแล้ว?  พวกเขากลายเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงของพระเจ้า ประชากรของพระเจ้า และประชากรแห่งราชอาณาจักร กล่าวคือ พวกเขากลายเป็นประชากรแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้า  หากในขณะที่เจ้ากำลังติดตามพระเจ้า เจ้าพอใจเพียงแค่การตรากตรำ การทนทุกข์ และการจ่ายราคา เจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือนำความจริงไปปฏิบัติ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เจ้าไม่เคยทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และท้ายที่สุดเจ้าก็ไม่สามารถสัมฤทธิ์การนบนอบและการยำเกรงพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว ตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้ “มงกุฎ” นี้ก็จะเหมาะสมกับเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีผิดเพี้ยน และเจ้าจะไม่มีวันสลัดทิ้งไปได้เลย  หากเจ้ายังคงอยู่ในสภาวะเช่นนี้เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง และอุปนิสัยของเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว ตำแหน่ง “ประชากรแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้า” ก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเจ้า และเจ้าจะเป็นผู้รับใช้ตลอดไป  เจ้าจะเข้าใจพระวจนะเหล่านี้ได้อย่างไร?  พวกเจ้าควรเข้าใจว่า ทันทีที่พระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง กล่าวคือ เมื่อผู้คนทั้งหมดที่พระเจ้าต้องประสงค์ที่จะช่วยให้รอดได้รับการช่วยให้รอดแล้ว เมื่อพระราชกิจที่พระเจ้าต้องประสงค์ที่จะทำ สัมฤทธิ์ผลและสัมฤทธิ์เป้าหมายของพระราชกิจนั้นโดยสมบูรณ์แล้ว พระเจ้าก็จะไม่ตรัสหรือทรงชี้แนะผู้คนอีกต่อไป พระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจแห่งความรอดในมนุษย์อีกต่อไป และพระราชกิจของพระองค์ก็จะสิ้นสุดลงตรงนั้น เช่นเดียวกับเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าที่แต่ละคนเดินตาม  มีข้อพระคัมภีร์นี้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “จงให้คนอธรรมประพฤติการอธรรมต่อไป จงให้คนโสมมประพฤติการโสมมต่อไป จงให้คนชอบธรรมทำการชอบธรรมต่อไปและจงให้คนบริสุทธิ์เป็นคนบริสุทธิ์ต่อไป” (วิวรณ์ 22:11)  หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า ทันทีที่พระเจ้าตรัสว่าพระราชกิจของพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว นี่เป็นสัญญาณว่า พระเจ้าจะไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอด รวมทั้งพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษามนุษย์ของพระองค์อีกต่อไป พระเจ้าจะไม่ทรงให้ความรู้แจ้งหรือทรงชี้แนะมนุษย์อีกต่อไป พระองค์จะไม่ตรัสพระวจนะต่อมนุษย์เพื่อเตือนสติหรือตัดแต่งเขาอย่างเปี่ยมไปด้วยอุตสาหะและจริงจังอีกต่อไป—พระเจ้าจะไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้อีกต่อไป  หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า จุดจบของสรรพสิ่งจะถูกเผยให้เห็นในเวลานั้น จุดจบของผู้คนจะถูกกำหนดในเวลานั้น และจะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และจะไม่มีโอกาสให้ผู้คนได้รับการช่วยให้รอดอีกต่อไป  นี่คือความหมายของข้อพระคัมภีร์นี้

เมื่อใครบางคนทิ้งตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ในตอนสิ้นสุดพระราชกิจของพระเจ้า เมื่อเขาทิ้งนามเรียกขานนี้และภาวะเช่นนี้ นั่นเป็นสัญญาณว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนนอกหรือผู้ไม่มีความเชื่อในสายพระเนตรของพระเจ้าอีกต่อไป แต่เป็นคนของพระนิเวศของพระเจ้าและราชอาณาจักรของพระเจ้า  แล้วตำแหน่ง “คนของพระนิเวศของพระเจ้าและราชอาณาจักรของพระเจ้า” นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?  ผู้คนได้รับคำเรียกนี้มาได้อย่างไร?  เจ้ากลายเป็นคนของพระนิเวศของพระเจ้าผ่านการไล่ตามเสาะหาความจริง การเข้าใจความจริง การทนทุกข์ และการจ่ายราคา และด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงทำหน้าที่ของตนได้ดี บรรลุการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยในระดับหนึ่ง และสามารถนบนอบและยำเกรงพระเจ้าได้  เช่นเดียวกับโยบและเปโตร เจ้าไม่ต้องถูกซาตานทำร้ายและทำให้เสื่อมทรามอีกต่อไป เจ้าสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระในราชอาณาจักรของพระเจ้าและในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องดิ้นรนต่อสู้กับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าอีกต่อไป และในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง เป็นมนุษย์ที่แท้จริง  นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรเฉลิมฉลองอย่างปีติยินดีหรอกหรือ?  นั่นหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าชีวิตแห่งการทนทุกข์และความยากลำบากของคนคนหนึ่งที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามได้สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง และเขาเริ่มต้นใช้ชีวิตแห่งความปีติยินดี สงบสุข และมีความสุข  เขาสามารถใช้ชีวิตในความสว่างแห่งพระพักตร์ของพระผู้สร้าง ใช้ชีวิตร่วมกับพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่ควรเฉลิมฉลองอย่างปีติยินดี  อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้คนอีกประเภทหนึ่งที่ยังไม่สามารถทิ้งตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ได้ในท้ายที่สุด เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง หากพวกเขายังไม่สามารถถอดตำแหน่งนี้ และถอด “มงกุฎ” นี้ออกจากศีรษะของตน สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าพวกเขายังคงเป็นคนนอกและยังคงเป็นผู้ไม่มีความเชื่อในสายพระเนตรของพระเจ้า  เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือพวกเขาไม่ยอมรับความจริงหรือปฏิบัติความจริงเลย พวกเขาไม่บรรลุการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย พวกเขาไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้ และพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้ควรถูกกำจัดออกไปจากพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาไม่มีที่ทางในราชอาณาจักรของพระเจ้า  หากไม่มีที่ทางสำหรับพวกเขาในราชอาณาจักรของพระเจ้า แล้วพวกเขาอยู่ที่ใด?  พวกเขาอยู่นอกราชอาณาจักรของพระเจ้า และเป็นกลุ่มคนที่ถูกแยกออกจากประชากรของพระเจ้า  ผู้คนประเภทนี้ยังคงถูกเรียกว่า “ผู้รับใช้” และนี่บ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ได้กลายเป็นคนของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะไม่มีวันเป็นผู้ติดตามพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงยอมรับพวกเขา และพวกเขาจะไม่มีวันได้รับพรหรือพระคุณจากพระเจ้าอีก  แน่นอนว่า นี่ยังหมายความด้วยว่าพวกเขาไม่มีโอกาสสุขสำราญกับพรอันดีงามร่วมกับพระเจ้าในราชอาณาจักรของพระองค์ หรือได้รับสันติสุขและความปีติยินดี—โอกาสนี้ได้สูญสิ้นไปแล้ว  ดังนั้น ช่วงเวลานี้เป็นเรื่องที่ควรเฉลิมฉลองอย่างปีติยินดีสำหรับพวกเขา หรือเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า?  นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า  ส่วนรางวัลที่พวกเขาจะได้รับจากการแบกรับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นอกพระนิเวศของพระเจ้าและนอกราชอาณาจักรของพระเจ้านั้น เป็นเรื่องที่จะกล่าวถึงในภายหลัง  ไม่ว่าอย่างไร ความแตกต่างระหว่างรางวัลที่มอบให้กับผู้รับใช้กับรางวัลที่มอบให้กับประชากรของราชอาณาจักรของพระเจ้านั้นมากมายเหลือเกิน มีความแตกต่างในด้านสถานะ รางวัล และแง่มุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  น่าสมเพชไม่ใช่หรือที่ผู้คนเช่นนี้ไม่ได้รับความจริงและไม่สามารถบรรลุการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยในขณะที่พระเจ้ากำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์เพื่อช่วยผู้คนให้รอดอยู่?  ช่างน่าสมเพชนัก!  นี่คือพระวจนะบางส่วนเกี่ยวกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้”

มีบางคนกล่าวว่า “ฉันมีความรู้สึกคัดค้านเมื่อเอ่ยถึงผู้รับใช้  ฉันไม่ต้องการเป็นผู้รับใช้ และฉันไม่มีความสุขที่เป็นผู้รับใช้  หากฉันเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า เช่นนั้นฉันก็สามารถยอมรับได้แม้ว่าฉันจะเป็นคนที่ต่ำต้อยที่สุดในหมู่พวกเขา และตราบใดที่ฉันไม่ใช่ผู้รับใช้ก็พอแล้ว  ฉันไม่มีการไล่ตามเสาะหาอื่นใดและไม่มีความมุ่งมาดปรารถนาอื่นใดในชีวิตนี้ ฉันเพียงแค่ตั้งตารอที่จะกำจัดตำแหน่ง ‘ผู้รับใช้’ ทิ้งไป  ฉันไม่ได้ขออะไรมากเลย”  เจ้าคิดอย่างไรกับคนเช่นนี้?  นี่คือท่าทีของคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่คือท่าทีแบบใด?  นี่คือท่าทีที่เป็นลบไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อพูดถึงตำแหน่ง “ผู้รับใช้” เจ้าไม่จำเป็นต้องเพียรพยายามที่จะสลัดทิ้งไป เพราะตำแหน่งนี้ถูกมอบให้ตามระดับความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้า และไม่สามารถตัดสินจากสิ่งที่เจ้าต้องการ  ตำแหน่งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจ้าต้องการ แต่ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เจ้าเดินตาม และขึ้นอยู่กับว่าอุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือยัง  หากเป้าหมายของเจ้าเป็นเพียงการไล่ตามไขว่คว้าที่จะสามารถทิ้งตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้ได้ เช่นนั้นเราจะบอกความจริงแก่เจ้าว่า ตราบเท่าที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าจะไม่มีวันสามารถทิ้งตำแหน่งนี้ได้  หากเจ้ามุ่งเน้นที่การไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถบรรลุการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้ เช่นนั้นแล้วตำแหน่งนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ  เมื่อมองจากสองประเด็นนี้ ตำแหน่ง “ผู้รับใช้” เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงยัดเยียดให้กับผู้คนหรือไม่?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน!  นี่ไม่ใช่ตำแหน่งที่พระเจ้าทรงยัดเยียดให้กับผู้คน และไม่ใช่ชื่อเรียกที่กำหนดขึ้นมา—แต่เป็นตำแหน่งที่มอบให้โดยพิจารณาจากระดับความก้าวหน้าในชีวิตของพวกเขา  การเป็นผู้รับใช้ของเจ้านั้นลดน้อยลงตามความก้าวหน้าที่เจ้ามีในชีวิต และตามระดับที่อุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไป  เมื่อวันหนึ่งเจ้าสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบและการยำเกรงพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้ว แม้เจ้าจะเต็มใจเป็นผู้รับใช้ เจ้าก็ไม่ใช่ผู้รับใช้อีกต่อไป และการนี้ถูกตัดสินโดยการไล่ตามเสาะหาของเจ้า ท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริง และเส้นทางที่เจ้าเดินตาม  นอกจากนี้ยังมีผู้ที่กล่าวด้วยว่า “ฉันต้องการสลัดตำแหน่ง ‘ผู้รับใช้’ นี้ทิ้งไป และฉันไม่ต้องการเป็นผู้รับใช้ แต่ฉันไม่เข้าใจความจริงและฉันไม่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง  แล้วฉันจะทำอย่างไรได้บ้าง?”  มีทางออกหรือไม่?  พระเจ้าทรงกำหนดจุดจบของผู้คนทุกประเภทตามพระวจนะของพระองค์และความจริง—ไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม  หากเจ้ารักความจริงและสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางในการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ เช่นนั้นนี่คือเรื่องน่ายินดี หากเจ้ารังเกียจความจริงและเลือกที่จะไม่เดินตามเส้นทางในการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นนี่ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจ  มีเพียงสองเส้นทางนี้เท่านั้น—ไม่มีเส้นทางสายกลางให้เลือก  พระวจนะที่พระเจ้าตรัสจะไม่มีวันสูญสิ้น แม้สรรพสิ่งจะสูญสิ้นไป แต่ถ้อยดำรัสของพระเจ้าไม่อาจสูญสิ้นไปได้แม้แต่ถ้อยดำรัสเดียว  พระวจนะของพระเจ้าคือหลักเกณฑ์ในการพิพากษาและการตัดสินสรรพสิ่ง พระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและไม่มีวันสูญสิ้นไป  เมื่อโลกนี้ มวลมนุษย์ และสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงและสูญสิ้นไป พระวจนะของพระเจ้าจะไม่สูญสิ้นไปแม้แต่พระวจนะเดียว แต่พระวจนะทั้งหมดของพระองค์จะถูกทำให้ลุล่วงแทน  จุดจบของมวลมนุษย์และสรรพสิ่งถูกกำหนดและถูกเผยให้เห็นด้วยพระวจนะของพระเจ้า—ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และไม่อาจมีการโต้แย้งใดๆ ในเรื่องนี้  ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องของการที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือและทรงกำหนดจุดจบของผู้คน หากผู้คนลุ่มหลงในความปรารถนาลมๆ แล้งๆ เช่นนั้นพวกเขาก็คือคนโง่เขลาอย่างแท้จริง  ในเรื่องนี้ไม่มีเส้นทางที่สองให้พวกเขาเลือก เนื่องจากพระเจ้าไม่ได้ประทานเส้นทางที่สองให้กับผู้คน  นี่คืออุปนิสัยของพระเจ้า นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า และผู้คนไม่สามารถแทรกแซงในเรื่องนี้ได้แม้พวกเขาจะต้องการก็ตาม  เจ้าคิดว่าเจ้าอยู่ในโลกที่ไม่มีความเชื่อ ซึ่งผู้คนสามารถใช้เงินและใช้เส้นสายของตนเพื่อจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ แต่นั่นใช้ไม่ได้ผลกับพระเจ้า  จงจำไว้ว่า วิธีนี้ไม่มีทางจะใช้ได้ผลกับพระเจ้าเลย!

ข. ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้”

หัวข้อสามัคคีธรรมในวันนี้คือการชำแหละท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้”  บัดนี้พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงคำนิยามของตำแหน่ง “ผู้รับใช้” เสร็จสิ้นแล้ว คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจที่เป็นบวกต่อตำแหน่งนี้แล้วมิใช่หรือ?  พวกเจ้ายังคงมีความรู้สึกคัดค้านหรือความไม่เต็มใจต่อตำแหน่งนี้อยู่หรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้ว ตอนนี้พวกเรามาดูกันเถิดว่าศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” อย่างไร และพวกเขามีท่าทีเช่นไรต่อตำแหน่งนี้  สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์หวงแหนมากที่สุดคือสถานะอันสูงส่ง เกียรติอันสูงส่ง และอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  เมื่อเป็นเรื่องของตำแหน่งทั่วไปในระดับรากหญ้าและระดับล่างบางตำแหน่ง ตลอดจนตำแหน่งอื่นๆ ที่ผู้คนมองว่าค่อนข้างน่าอัปยศอดสู ศัตรูของพระคริสต์ย่อมมีความรู้สึกคัดค้านและเหยียดหยามอย่างรุนแรงอยู่ในหัวใจของพวกเขา และพวกเขารู้สึกเช่นนี้ต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” เป็นพิเศษ  ไม่ว่าพระเจ้าทรงอดทนและอดกลั้นต่อกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าผู้รับใช้มากเพียงใด และไม่ว่าคำอธิบายและการตีความตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ของพระเจ้าจะเป็นเช่นไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ยังคงดูแคลนตำแหน่งนี้อยู่ลึกๆ ภายในหัวใจของพวกเขา  พวกเขาคิดว่าตำแหน่งนี้ต่ำต้อยเกินไป และพวกเขาคงอับอายเกินกว่าจะสู้หน้าผู้คนหากตนเองเป็นผู้รับใช้  พวกเขาคิดว่าทันทีที่ได้รับตำแหน่งนี้ ความซื่อตรง ศักดิ์ศรี และความมีหน้ามีตาของพวกเขาก็กำลังถูกท้าทายและถูกดูเบา คุณค่าของพวกเขาดิ่งลงเหว และชีวิตก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป  ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่ยอมรับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้  หากเจ้าขอให้พวกเขาไปยังพระนิเวศของพระเจ้าและรับใช้พระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาจะกล่าวว่า “ตำแหน่ง ‘ผู้รับใช้’ นั้นต่ำต้อยเกินไป และถึงอย่างไรฉันก็ไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้รับใช้  การที่คุณขอให้ฉันเป็นผู้รับใช้นั้น เท่ากับคุณกำลังดูหมิ่นฉัน  ฉันไม่ได้มาเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้คุณดูหมิ่น—ฉันมาเพื่อรับพร  มิฉะนั้น ฉันละทิ้งครอบครัว ทิ้งงาน และละทิ้งจุดหมายปลายทางในอนาคตทางโลกของฉันไปเพื่ออะไร?  ฉันไม่ได้มาเพื่อเป็นผู้รับใช้ ฉันไม่ได้มาเพื่อทำงานให้คุณและรับใช้คุณ  ถ้าคุณบอกให้ฉันเป็นผู้รับใช้ เช่นนั้นฉันขอไม่เชื่อเลยดีกว่า!”  นี่คือท่าทีของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  ถึงกับมีศัตรูของพระคริสต์ที่กล่าวว่า “ถ้าคุณบอกให้ฉันเป็นผู้รับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า แล้วการที่ฉันเชื่อในพระเจ้าจะมีประโยชน์อะไร?  นั่นยังมีความหมายอะไรอยู่อีก?”  ดังนั้น เมื่อพวกเขารับงานและยอมรับพระบัญชาหรือกิจในพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งแรกที่พวกเขาต้องการหาคำตอบก็คือ “หลังจากที่รับงานนี้ ฉันจะเป็นผู้นำคริสตจักรหรือผู้นำทีม หรือฉันจะเป็นแค่บริวารที่คอยรับใช้และทำงานให้คนอื่น?”  ก่อนที่จะหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ พวกเขาก็ทำงานในระหว่างนี้ไปก่อน  ในช่วงเวลานี้ พวกเขาสังเกตคำพูดและสีหน้าของผู้คน คอยจับตาดูและเงี่ยหูฟัง และสอบถามข้อมูลจากแหล่งต่างๆ  พวกเขาต้องการรู้ว่าพวกเขากำลังรับใช้ที่นี่เป็นการชั่วคราว หรือว่าพวกเขาทำงานนี้ได้ในระยะยาว พวกเขาเป็นคนที่สามารถได้รับการบ่มเพาะ หรือเป็นเพียงคนที่ถูกนำมาใช้งานเป็นการชั่วคราวเพื่ออุดช่องว่างเท่านั้น  หากพวกเขาเพียงถูกใช้งานเพื่ออุดช่องว่าง และพวกเขาถูกขอร้องให้รับใช้เพื่อความดีความชอบของผู้อื่น และเพื่อสถานะและอำนาจของผู้อื่น เช่นนั้นพวกเขาจะไม่ทำอย่างเด็ดขาด  พวกเขาไม่สนใจว่าพระนิเวศของพระเจ้าต้องการให้พวกเขาทำหน้าที่หรือไม่ หรือหน้าที่ที่พวกเขาทำนั้นสำคัญต่อพระราชกิจของพระนิเวศของพระเจ้าเพียงใด—พวกเขาไม่สนใจเรื่องเหล่านี้  ทันทีที่พวกเขาตระหนักว่าตนกำลังรับใช้ที่นี่โดยไม่มีอำนาจในการสั่งการและตัดสินใจ พวกเขาย่อมกระทำการอย่างสุกเอาเผากิน พวกเขาละเลยหน้าที่ของตน พวกเขากระทำการโดยไม่ยั้งคิด พวกเขายังกลายเป็นเผด็จการ และถึงขั้นสามารถละทิ้งหน้าที่ของตนและจากไปได้ทุกเมื่อ พวกเขาปฏิบัติต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าและหน้าที่ของตนเองราวกับเป็นการละเล่นของเด็ก  พวกเขามีคติประจำใจในการดำเนินชีวิตว่า “ฉันจะไม่ยอมตรากตรำอยู่เบื้องหลังขณะที่คนอื่นได้รับความโดดเด่น”  พวกเขาคิดว่า “ฉันเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ  ฉันเกิดมาพร้อมกับอำนาจในการสั่งการและตัดสินใจ  หากฉันต้องสูญเสียสองสิ่งนี้ไป แล้วการมีชีวิตอยู่ต่อไปจะมีประโยชน์อะไร?  การเชื่อในพระเจ้าจะยังมีความหมายอะไรอยู่อีก?  ฉันเชื่อในพระเจ้าไปทำไม?  ฉันละทิ้งผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อรับพรที่ยิ่งใหญ่กว่ามิใช่หรือ?  หากไม่อาจลุล่วงความอยากนี้ได้ แน่นอนว่าฉันยอมทำตามกระแสนิยมทางโลกและลงนรกไปเลยดีกว่า!”  คติพจน์ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  “ไม่มีทางที่ฉันจะยอมให้ใครใช้ประโยชน์จากฉันเพื่อไต่เต้าขึ้นไปสู่จุดสูงสุด มีแต่ฉันที่ใช้ประโยชน์จากคนอื่น  หากมีการให้รางวัลผู้คนตามความดีความชอบ ฉันก็ควรอยู่ในลำดับแรก  เมื่อนั้นเท่านั้นฉันจึงจะทำงานอย่างกระตือรือร้นและทุ่มเทจนสุดกำลัง มิฉะนั้นก็ลืมไปได้เลยว่าจะให้ฉันทำแบบนั้น  ถ้าคุณขอให้ฉันทุ่มเทสุดกำลัง ให้คำแนะนำแก่คุณ และทำงานด้วยสุดจิตสุดใจ แต่ท้ายที่สุด เมื่อถึงเวลาที่ผู้คนจะได้รับรางวัลตามความดีความชอบ ฉันกลับไม่ได้รับอะไรเลย เช่นนั้นก็เลิกคิดที่จะขอให้ฉันทำงานให้พวกคุณ ทุ่มเทเพื่อพวกคุณ และรับใช้พวกคุณ!”  นี่คือการเผยและการสำแดงที่แท้จริงของอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  แม้พวกเขาไม่ได้พยายามสลัดตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ทิ้งโดยเจตนา แต่ในแง่แก่นนิสัยของพวกเขา พวกเขากำลังสลัดตำแหน่งนี้ทิ้ง ต่อสู้ พยายามอย่างหนัก และดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาที่จะกำจัดตำแหน่งให้พ้นจากตน  ในเวลาที่ศัตรูของพระคริสต์รับผิดชอบงานบางอย่าง หากเขามีโอกาสที่จะโดดเด่นและเป็นจุดสนใจ หรือหากเขามีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจและสั่งการ ได้เป็นผู้นำ มีสถานะ อิทธิพล และเกียรติ รวมทั้งมีผู้คนบางคนอยู่ใต้บังคับบัญชา เขาก็จะรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง  หากวันหนึ่งมีใครสักคนเปิดโปงปัญหาของเขาและตัดแต่งเขา โดยกล่าวว่า “มีหลายเรื่องที่คุณไม่จัดการตามหลักธรรม แต่กลับจัดการตามอำเภอใจ  นี่คือพฤติกรรมของคนที่เพียงแค่รับใช้เท่านั้น คุณไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของคุณ” ศัตรูของพระคริสต์คนนั้นจะยอมรับได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ประการแรก เขาจะยืนกรานความบริสุทธิ์ของตน หาเหตุผลมาแก้ตัว และแก้ต่างให้ตนเอง และประการที่สอง เขาจะรู้สึกรังเกียจและไม่ยอมรับคำว่า “รับใช้” ในทันที และจะไม่ยอมรับตำแหน่งนี้อย่างเด็ดขาด  เขาจะกล่าวว่า “ฉันจ่ายราคาไปสูงขนาดนั้นและทนทุกข์มากมายถึงเพียงนั้น  ฉันเริ่มงานตั้งแต่เช้าตรู่และเลิกงานดึกดื่น ทั้งยังอดหลับอดนอนและลืมกินข้าวกินปลา แต่คุณก็ยังบอกว่าฉันกำลังรับใช้อยู่อย่างนั้นหรือ?  มีคนที่รับใช้แบบนี้จริงๆ หรือ?  ฉันจ่ายราคาไปสูงถึงเพียงนี้แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงตำแหน่งและคำนิยามของการเป็น ‘ผู้รับใช้’  เช่นนั้นแล้ว มีอะไรให้ฉันตั้งตารออยู่อีก?  การเชื่อในพระเจ้ามีความหมายอะไร?  มีแรงจูงใจอะไรอยู่อีก?  ไม่เชื่อในพระเจ้าแบบนี้ยังดีเสียกว่า!”  เขาหมดความกระตือรือร้น  หลังจากถูกตัดแต่ง ไม่เพียงศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับการตัดแต่งเท่านั้น แต่พวกเขายังรู้สึกคัดค้านและเกิดความรังเกียจ และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังก่อเกิดความเข้าใจผิดอีกด้วย  หลังจากนั้น เมื่อพวกเขาทำงานและทำหน้าที่ของตน ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไป และคิดว่า “ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ฉันก็เป็นผู้รับใช้อยู่ดี ดังนั้นเวลาทำงานนี้ ฉันควรยั้งมือไว้บ้าง เผื่อทางหนีทีไล่ให้กับตัวเอง และไม่ทุ่มเทสุดกำลัง  ทุกคนต่างบอกว่าพระเจ้าชอบธรรม แล้วทำไมฉันถึงมองไม่เห็นเล่า?  พระเจ้าชอบธรรมอย่างไร?  ในเมื่อไม่ว่าจะทำอะไร ฉันก็เป็นผู้รับใช้อยู่ดี เช่นนั้นจากนี้ไปฉันจะเปลี่ยนวิธีที่ฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันจะแค่รับใช้ แล้วมาดูกันว่าใครจะกลัวใคร  ในเมื่อไม่ว่าจะทำอะไร ฉันก็จะไม่ได้รับการยกย่องหรือการยอมรับ เช่นนั้นก็ช่างเถิด ฉันจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิธีทำสิ่งต่างๆ ของฉัน  ฉันจะทำทุกอย่างที่คุณขอให้ทำ และต่อให้มีความคิดเห็นใดๆ ฉันก็จะไม่พูดออกมา—ใครอยากพูดก็พูดไป  หากมีใครตัดแต่งฉัน ภายนอกฉันจะทำทีเป็นเห็นด้วยกับพวกเขา และหากใครทำผิดพลาดในงานของตน ฉันก็จะไม่พูดอะไรเลยแม้จะสังเกตเห็นก็ตาม  หากใครกระทำการโดยไม่เข้าใจหลักธรรม ฉันจะไม่บอกหลักธรรมนั้นกับเขาแม้ฉันจะเข้าใจก็ตาม  ฉันจะเฝ้าดูเขาทำตัวเป็นคนโง่ ปล่อยให้เขาทำผิดพลาดเพื่อที่เขาจะได้ถูกตัดแต่งเหมือนฉัน และดูว่าเขาจะรับมือกับรสชาติของความรู้สึกที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับใช้ได้หรือไม่  ในเมื่อพวกคุณทำให้ฉันลำบาก เช่นนั้นฉันก็จะทำให้เรื่องต่างๆ ยากลำบากสำหรับพวกคุณ และจะไม่ปล่อยให้พวกคุณได้อยู่อย่างสุขสบายเช่นกัน!”  เพียงแค่ถูกตัดแต่งและบ่มวินัยก็ทำให้พวกเขาเกิดอารมณ์และความรู้สึกคัดค้านที่รุนแรงเช่นนี้—นี่คือท่าทีของการยอมรับความจริงหรือ?  (ไม่ใช่)  การรับใช้มีปัญหาตรงไหน?  การรับใช้พระเจ้าเป็นเรื่องไม่ดีอย่างนั้นหรือ?  การรับใช้พระเจ้าทำลายศักดิ์ศรีของเจ้าอย่างนั้นหรือ?  พระเจ้าไม่ทรงคู่ควรให้เจ้ารับใช้พระองค์อย่างนั้นหรือ?  แล้วเจ้าคู่ควรที่จะให้พระเจ้าทรงทำสิ่งใดเพื่อเจ้า?  เหตุใดเจ้าจึงอ่อนไหวและรู้สึกคัดค้านคำพูดเหล่านี้นัก?  พระผู้สร้างทรงถ่อมพระองค์ลงมาบังเกิดเป็นคนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ และทรงรับใช้มนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคน มนุษย์ที่ต่อต้านและปฏิเสธพระองค์  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้คนจึงไม่สามารถรับใช้เล็กน้อยเพื่อแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าได้เล่า?  การทำเช่นนี้ผิดตรงไหน?  เรื่องนี้มีอะไรที่น่าเสื่อมเสียหรือ?  มีอะไรที่ไม่อาจพูดออกมาได้อย่างนั้นหรือ?  เมื่อเปรียบเทียบกับความถ่อมพระองค์และความซ่อนเร้นของพระเจ้าแล้ว มนุษย์ก็จะต่ำทรามและอัปลักษณ์ตลอดไป  เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?

ทุกวันนี้ เมื่อผู้คนที่เสื่อมทรามซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงได้ยินตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ก็อาจรู้สึกไม่พอใจเพียงชั่วขณะหนึ่ง แต่ความรู้สึกเช่นนี้สามารถกลายเป็นแรงผลักดันที่สามารถบันดาลใจให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อบรรลุการนบนอบพระเจ้า พวกเขาไม่ได้อ่อนไหวต่อตำแหน่งนี้ที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้คนมากนัก  แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่เป็นเช่นนี้  พวกเขาจุกจิกมากเกี่ยวกับตำแหน่งที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คนและเก็บมาใส่ใจอยู่เสมอ  เพียงวลีเดียวที่พระเจ้าตรัสก็สามารถกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขาและทำร้ายพวกเขาได้ และเมื่อสิ่งที่พระเจ้าตรัสขัดต่อเจตนาและความอยากที่จะรับพรของพวกเขา นั่นก็จะทำร้ายความภาคภูมิใจในตนเองของพวกเขาด้วย  ทันทีที่ความภาคภูมิใจในตนเองและศักดิ์ศรีของพวกเขาถูกทำร้าย พวกเขาก็จะตัดสิน ปฏิเสธ และทรยศพระเจ้า พวกเขาต้องการจากพระเจ้าไป พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตนต่อไป ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็สาปแช่งพระเจ้าว่าไม่ทรงชอบธรรมและไม่ทรงเห็นใจผู้คน  บางคนถึงกับกล่าวว่าการเอาใจพระเจ้าเป็นเรื่องยากเกินไป และไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำแล้วถูกต้องเลย  คำพูด ความรู้สึก และอุปนิสัยเหล่านี้ล้วนมาจากศัตรูของพระคริสต์  นอกเหนือจากการปราศจากท่าทีแห่งการนบนอบพระเจ้าโดยสิ้นเชิงแล้ว พวกเขายังจ้องจับผิดในเรื่องต่างๆ ที่พระเจ้าตรัส รวมทั้งละเลยและเพิกเฉยต่อข้อกำหนดต่างๆ ของพระเจ้า  พวกเขารู้สึกคัดค้านคำเรียกตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้ตลอดเวลา และไม่มีเจตนาที่จะยอมรับหรือนบนอบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจตนาที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  สิ่งที่พวกเขาทำมีเพียงการแสวงหาอย่างไม่ลดละที่จะทิ้งชื่อเรียกและอัตลักษณ์ สถานะและตำแหน่งของ “ผู้รับใช้” นี้ทิ้งไป และพวกเขาไม่แสวงหาวิธีที่จะถวายความร่วมมือแด่พระเจ้าเพื่อสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย หรือแสวงหาวิธีที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย วิธีเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและนบนอบพระเจ้า  พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาสิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้เลย และแม้ในยามที่พวกเขาถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้รับใช้ ความขุ่นเคืองและความมุทะลุที่พวกเขารู้สึกก็ปะทุออกมาพร้อมกันในคราวเดียว  เรื่องนี้ร้ายแรงได้เพียงใด?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนแอบสาปแช่งพระเจ้าในที่สาธารณะ ในขณะที่เมื่ออยู่เบื้องหลังประตูที่ปิดสนิทก็สาปแช่งพระองค์เสียงดัง โดยกล่าวว่า “พระเจ้าไม่ชอบธรรม  ฉันไม่เชื่อในพระเจ้าประเภทนี้เสียดีกว่า!”  พวกเขาท้าทายและต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผย  เพียงแค่คำว่า “ผู้รับใช้” ก็ทำให้แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่ต่อต้านพระเจ้าและรังเกียจความจริงถูกเผยออกมา  โฉมหน้าที่เลวร้ายของพวกเขาถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือกต่อหน้าคำว่า “ผู้รับใช้” และพวกเขาถูกตีแผ่โดยสิ้นเชิง  สิ่งใดกันแน่ที่ถูกตีแผ่?  นั่นก็คือ พวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเพื่อยอมรับความรอดจากพระองค์หรือเพื่อยอมรับความจริง และพวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเพราะพระเจ้าคือความจริง หรือเพราะพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์เหนือสรรพสิ่ง  แต่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพราะพวกเขาต้องการบางสิ่งจากพระองค์  พวกเขายอมให้ตนเองมายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตนเอง  พวกเขาพยายามอย่างสูญเปล่าที่จะโดดเด่นเหนือฝูงชนและรับพรผ่านวิธีการ ความพยายาม การทำงานหนัก และการดิ้นรนของตนเอง หรือที่ดียิ่งกว่านั้นก็คือ บางทีอาจได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในชีวิตหน้าของพวกเขา  ดังนั้น ในสายตาของพวกเขา คำว่า “ผู้รับใช้” จึงเป็นสิ่งที่ต่ำต้อย และเป็นคำดูถูกเหยียดหยามไปตลอดกาล เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มีวันยอมรับได้  พี่น้องชายหญิงบางคนคิดว่า “การรับใช้พระเจ้าคือพรของพวกเรา  นั่นเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่มีเกียรติ”  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับข้อเท็จจริงนี้ และกล่าวว่า “การรับใช้พระเจ้าคือพรของพวกเราอย่างนั้นหรือ?  พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?  ช่างไร้สาระสิ้นดี!  การทำเช่นนั้นมีพรตรงไหน?  มีความน่ายินดีตรงไหน?  การรับใช้พระเจ้าจะได้รับอะไร?  สามารถได้รับเงิน ทองคำ หรือสมบัติจากการรับใช้หรือไม่?  หรือสามารถได้บ้านและได้รถหรือไม่?  ทุกคนที่รับใช้จะถูกกำจัด มีผู้รับใช้คนไหนที่เป็นคนดีบ้าง?  ไม่มีใครที่รับใช้แล้วจะได้รับสิ่งใดเลย”  พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่พี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมกันว่า “การรับใช้พระเจ้าคือพรสำหรับมวลมนุษย์” และพวกเขารู้สึกคัดค้านและรังเกียจข้อเท็จจริงนี้ พวกเขายอมฟังเรื่องอื่นเสียดีกว่า

ศัตรูของพระคริสต์สามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจ รับใช้ และรินเครื่องดื่มให้ข้าราชการหรือใครก็ตามที่มีสถานะและเกียรติในโลก และถึงกับจะยอมรับการรับใช้ผู้คนเหล่านี้และทำด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง  เฉพาะเมื่อพวกเขามารับใช้พระเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงกลายเป็นไม่เต็มใจและอิดออด เต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น ความรู้สึกคัดค้าน และความรู้สึกต่างๆ  ผู้คนเหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตประเภทใด?  สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงที่ผู้ติดตามพระเจ้าควรมีหรือ?  ชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงถึงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  หากศัตรูของพระคริสต์จะออกไปในโลกเพื่อรับใช้นายกเทศมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนักการเมืองที่มีชื่อเสียงคนใดก็ตาม พวกเขาก็จะคิดว่านี่คือสิ่งที่นำความรุ่งโรจน์มาสู่บรรพบุรุษของตน และทำให้ครอบครัวของตนภาคภูมิใจ  พวกเขาจะมีความสุขจนอธิบายไม่ถูก พวกเขาจะมีความสุขอย่างที่สุด  หากใครถามพวกเขาว่างานของพวกเขาคืออะไร พวกเขาจะกล่าวว่า “ฉันรับใช้นายกเทศมนตรี  ฉันเป็นผู้ดูแลใกล้ชิดของนายกเทศมนตรี เป็นองครักษ์ส่วนตัวของเขา!”  หรือพวกเขาจะกล่าวว่า “ฉันคอยดูแลสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประธานาธิบดี!”  พวกเขาจะกล่าวเช่นนี้อย่างภาคภูมิใจยิ่ง  พวกเขาจะคิดว่านี่คืองานที่ดี และครอบครัวของพวกเขาทุกคนก็จะมีส่วนร่วมในความรุ่งโรจน์ของงานนี้  พวกเขาจะฝันในตอนกลางคืนและตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข และไม่ว่าจะไปที่ใด พวกเขาจะไม่ซ่อนเร้นสิ่งที่ตนทำ  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  พวกเขาจะไม่มองว่างานของตนเป็นเรื่องน่าละอาย พวกเขาจะรู้สึกว่าเป็นงานที่มีเกียรติ เป็นงานที่ทำให้พวกเขาอยู่เหนือผู้อื่น เป็นงานที่ทำให้พวกเขาดูมีเกียรติ  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่คนเช่นนี้มาเชื่อในพระเจ้า หากเขาถูกขอให้รับใช้พระองค์ เขาก็ไม่เต็มใจที่จะทำ เขารู้สึกคัดค้านและถึงกับพร่ำบ่นและสาปแช่งพระเจ้า และเขายังสามารถทรยศและปฏิเสธพระเจ้าได้อีกด้วย  เมื่อเปรียบเทียบสองสิ่งนี้ พวกเราสามารถเห็นได้ว่าศัตรูของพระคริสต์ก็คือศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเป็นพวกเดียวกับซาตาน  ไม่ว่าพวกเขาจะปรนนิบัติซาตานอย่างไร และไม่ว่างานนั้นจะสกปรก เหน็ดเหนื่อย หรือต่ำต้อยเพียงใด พวกเขาก็ถือว่าเป็นเกียรติ  อย่างไรก็ตาม เมื่อทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระเจ้าในพระนิเวศของพระองค์ ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะมีความหมาย มีคุณค่า หรือสูงส่งเพียงใด หรือพวกเขาได้รับการยกชูจากการทำสิ่งเหล่านั้นมากเพียงใด พวกเขาก็ถือเสมอว่าสิ่งเหล่านี้ไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึง  ไม่ว่าการรับใช้พระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้าจะเป็นพรที่ยิ่งใหญ่เพียงใดและมีเกียรติเพียงใด และเป็นโอกาสอันล้ำค่าต่อมวลมนุษย์เพียงใด พวกเขาก็ไม่อาจมีความสุขกับเรื่องเหล่านี้ได้เลย  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นคือ ศัตรูของพระคริสต์เป็นพวกเดียวกับซาตาน—พวกเขามีธรรมชาติของซาตานและเป็นซาตานที่มีชีวิต ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าโดยธรรมชาติ  หากพวกเขาถูกขอให้รับใช้พระเจ้าและทำงานให้พระเจ้า พวกเขาก็ไม่อาจมีความสุขกับการนั้นได้เลย  ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับผู้คนหรือพยายามทำให้ผู้คนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเกี่ยวกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” อย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สามารถยอมรับตำแหน่งนี้จากพระเจ้า หรือยอมรับความจริงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการยอมรับข้อเท็จจริงหรือความจริงที่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่รับใช้พระผู้สร้างนั้นเป็นเรื่องที่มีเกียรติ มีคุณค่า และมีความหมาย—นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้”  เมื่อเผชิญกับตำแหน่งนี้ และเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนรับใช้พระเจ้า สิ่งเดียวที่ศัตรูของพระคริสต์เคยทำมาโดยตลอดก็คือ การพยายามทุกวิถีทางที่จะกำจัดตำแหน่งนี้ให้พ้นจากตนและหลีกหนีข้อเท็จจริงนี้ แทนที่จะยอมรับข้อเท็จจริง ยอมรับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้จากพระเจ้า แล้วจากนั้นก็ไล่ตามเสาะหาความจริง รับฟังพระวจนะของพระเจ้า นบนอบและยำเกรงพระเจ้า  เมื่อพิจารณาจากการสำแดงที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ก็ต้องกล่าวว่าศัตรูของพระคริสต์คือพวกพ้องของซาตาน เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ของซาตาน และเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ความจริง และทุกสิ่งที่เป็นบวก

ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” คือการไม่ยอมรับ ความรู้สึกคัดค้าน ความรังเกียจ และความชิงชัง  ไม่ว่าตำแหน่งนี้จะมาจากใคร พวกเขาก็รู้สึกคัดค้านและไม่ยอมรับอยู่ตลอดเวลา โดยเชื่อว่าการเป็นผู้รับใช้นั้นต่ำต้อย และไม่ว่าพวกเขาจะรับใช้ใคร ก็เป็นเรื่องต่ำต้อยเสมอ  พวกเขาคิดว่า “ผู้รับใช้” ไม่ใช่คำนิยามที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ตามแก่นแท้ของมนุษย์ แต่เป็นการท้าทายและการแสดงความดูถูกเหยียดหยามอัตลักษณ์และคุณค่าของมนุษย์—นี่คือทัศนะหลักที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้”  จากท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระวจนะของพระเจ้า พวกเราสามารถเห็นได้ว่าพวกเขาไม่ถือว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักเกณฑ์หรือเป็นความจริง แต่เป็นสิ่งให้พวกเขาพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์  กล่าวคือ พวกเขาไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าบนพื้นฐานของการเข้าใจความจริงหรือการยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง แต่กลับเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าบนพื้นฐานของการพินิจพิเคราะห์ ความรู้สึกคัดค้าน และการยืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม  สำหรับพวกเขาแล้ว ทุกพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและทุกถ้อยดำรัสของพระองค์ล้วนเป็นเป้าหมายของการพินิจพิเคราะห์ และตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ก็ไม่มีข้อยกเว้น  พวกเขาทุ่มเทความพยายามในการพินิจพิเคราะห์และใคร่ครวญคำว่า “ผู้รับใช้” และในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงมองว่าผู้รับใช้เป็นคนดี แต่กลับทรงมองว่าต่ำต้อย ด้อยกว่า ไร้ค่า เป็นผู้คนที่พระเจ้าไม่ทรงรัก และเป็นผู้คนที่พระเจ้าทรงรังเกียจ  แม้ว่านี่คือท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” แต่ก็มีบริบทและเหตุผลที่พระองค์ทรงมีท่าทีเช่นนั้น—นั่นมีพื้นฐานอยู่บนแก่นแท้ของมนุษย์  ยังมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่พวกเขายังมองไม่เห็น กล่าวคือ ไม่ว่าพระเจ้าทรงรังเกียจและเกลียดชังมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมากเพียงใด พระเจ้าก็ไม่เคยทรงละทิ้งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และพระองค์ไม่เคยทรงยุติพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระองค์เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อข้อเท็จจริงนี้ และไม่ยอมรับหรือมองเห็นข้อเท็จจริงนี้  พวกเขาเพียงแค่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับจุดจบของผู้คนประเภทต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของตำแหน่ง “ผู้รับใช้” พวกเขามีท่าทีที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง  พวกเขาไม่ต้องการเป็นผู้รับใช้ และไม่ต้องการถูกพระเจ้าทรงกำหนดว่าพวกเขาเป็นผู้รับใช้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรับใช้พระเจ้าโดยมีตำแหน่ง “ผู้รับใช้”  ด้วยเหตุนี้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์มายังพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจึงสอบถามในแวดวงต่างๆ มากมาย โดยถามว่าพวกเขาเองเป็นผู้รับใช้หรือไม่ และจากพระวจนะของพระเจ้าและสิ่งที่ผู้คนพูดถึงพวกเขา พวกเขาต้องการได้ยินคำพูดที่ซื่อสัตย์และรู้ความจริงของเรื่องนี้—พวกเขาเป็นผู้รับใช้หรือไม่?  หากเป็นผู้รับใช้ พวกเขาก็จะเดินจากไปในทันทีทันใด พวกเขาจะไม่รับใช้พระเจ้าหรือพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขามีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงเช่นนี้ต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” และแสดงให้เห็นว่า สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว  อัตลักษณ์ สถานะ จุดหมายปลายทางในอนาคต ชะตากรรม และบั้นปลายนั้น เป็นสิ่งที่ต้องไล่ตามไขว่คว้าไปตลอดกาล และเป็นผลประโยชน์ที่ไม่มีวันละทิ้งได้  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ผู้รับใช้อยู่ในลำดับต่ำที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ตามที่พระเจ้าทรงนิยามไว้  ไม่ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด หรือมีผู้คนยอมรับข้อเท็จจริงนี้และตำแหน่งนี้มากเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด  เวลาทำงาน พวกเขาเพียงเรียกร้องให้ผู้อื่นรับใช้พวกเขา ฟังพวกเขา นบนอบพวกเขา และให้ความสำคัญกับพวกเขา และพวกเขาไม่เคยเรียกร้องให้ตนเองให้ความร่วมมือหรือหารือเรื่องต่างๆ กับผู้อื่น หรือขอความคิดเห็นจากผู้อื่น ปรึกษาเจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือแสวงหาหลักธรรมความจริง  พวกเขาคิดว่า “ถ้าเวลาที่ทำสิ่งต่างๆ ฉันต้องให้ความร่วมมือและหารือเรื่องต่างๆ กับผู้อื่น และแสวงหาหลักธรรมความจริง เช่นนั้นฉันก็กำลังลดคุณค่าของตัวเองและสูญเสียความเป็นอิสระของฉันไป แล้วนั่นจะไม่ใช่การรับใช้หรือ?  ฉันไม่ได้กำลังตรากตรำอยู่เบื้องหลังในขณะที่คนอื่นได้หน้าอย่างนั้นหรือ?  ฉันไม่ได้กำลังปรนนิบัติและรับใช้ผู้อื่นหรอกหรือ?”  นี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการทำอย่างเด็ดขาด  พวกเขาเพียงเรียกร้องให้ผู้อื่นคอยปรนนิบัติพวกเขา ยอมสยบต่อพวกเขา ฟังพวกเขา ชื่นชมพวกเขา ยกย่องพวกเขาอย่างสูง ทำให้พวกเขาดูดีในทุกเรื่อง เว้นที่ไว้ให้พวกเขา รับใช้พวกเขา และทำงานให้พวกเขา ถึงกับเรียกร้องให้พระเจ้าประทานรางวัลที่เหมาะสมและมงกุฎที่คู่ควรแก่พวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป  แม้เมื่อมีใครเอ่ยว่าพระเจ้าทรงจ่ายราคาไปมากเพียงใดและทรงทนทุกข์เพียงใดเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์อย่างไร และพระองค์ประทานให้มวลมนุษย์มากเพียงใด เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินคำพูดเหล่านี้และเห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ พวกเขาก็ยังคงเพิกเฉยและถือเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว  ศัตรูของพระคริสต์ตีความเรื่องเช่นนี้อย่างไร?  พวกเขากล่าวว่า “พระเจ้าสมควรทำทุกสิ่งเพื่อมนุษย์และสมควรที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่มนุษย์ มอบพรและพระคุณ และมอบสันติสุขและความชื่นบานแก่มนุษย์  พระองค์ควรอุทิศทั้งหมดนี้ให้แก่มนุษย์ นั่นเป็นภาระผูกพันของพระองค์  และเมื่อผู้คนละทิ้งสิ่งต่างๆ สละตน และจ่ายราคาเพื่อพระเจ้า เมื่อพวกเขาถวายทุกสิ่งแด่พระเจ้า พวกเขาก็สมควรได้รับรางวัลจากพระเจ้าและได้รับสิ่งที่ดีกว่า  นั่นไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมหรอกหรือ?  เป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันใช่ไหม?  มีอะไรให้พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก?  พระเจ้ามีคุณความดีอะไร?  ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นคุณความดีใดๆ ของพระเจ้าเลย?  พระเจ้ามอบสิ่งต่างๆ แก่มนุษย์ ดังนั้นการที่มนุษย์สมควรได้รับสิ่งเหล่านั้นก็เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ?  ผู้คนได้จ่ายราคาไปแล้ว!”  พวกเขาไม่เชื่อว่าทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อมนุษย์คือพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษย์ พวกเขาไม่สำนึกคุณและไม่คิดตอบแทนพระเจ้า  แต่พวกเขากลับต้องการแลกเปลี่ยนราคาที่ตนจ่ายกับบั้นปลายอันงดงามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับมวลมนุษย์ และพวกเขาเชื่อโดยธรรมชาติว่าเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่พวกเขาอยากได้พรและเก็บงำเจตนาทั้งหมดนี้ไว้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมองในมุมใด พระเจ้าก็ไม่ควรให้ผู้คนเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  พวกเขาเชื่อว่าผู้คนมีศักดิ์ศรีและความซื่อตรง และหากผู้คนที่มีความรักอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ และผู้คนสามารถบริจาค สละตน รวมทั้งละทิ้งสิ่งต่างๆ ได้ ถูกทำให้ต้องรับใช้พระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาก็กำลังถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมเกินไป  สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สิ่งที่พระเจ้าทรงทำทั้งหมดนี้ล้วนไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึง  ตรงกันข้าม พวกเขากลับขยายสิ่งที่ตนเองทำจนใหญ่โตอย่างไม่มีขอบเขต แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กมากก็ตาม และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนเพื่อให้พวกเขาได้รับพร

ในยามที่ทำหน้าที่ของตนในคริสตจักร บางคนไม่เคยทำสิ่งใดได้ดีเลย  หากพี่น้องชายหญิงไม่ยอมรับสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ยอมรับทักษะและความสามารถที่พวกเขานำมาใช้ หรือไม่ยอมรับแนวคิดและข้อเสนอแนะที่พวกเขาเสนอ พวกเขาก็จะปฏิเสธที่จะทำงานต่อไป และต้องการละทิ้งหน้าที่ของตนแล้วเดินจากไป—พวกเขาจะต้องการทอดทิ้งพระเจ้า  หากเจ้าขอให้พวกเขาร่วมมือกับใครสักคน พวกเขาก็จะไม่ทำ และหากเจ้าขอให้พวกเขาทำอย่างสุดความสามารถในการทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็จะไม่ทำเช่นกัน  พวกเขาจะเอาแต่ออกคำสั่งไปทั่ว ทำให้ผู้อื่นฟังพวกเขา และทำให้ผู้คนคอยปรนนิบัติพวกเขา กลายเป็นผู้รับใช้ของพวกเขา และรับใช้พวกเขาแทนที่จะทำหน้าที่ของตนเองในพระนิเวศของพระเจ้า  และหากพวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ หรือหากพวกเขาสูญเสียการปฏิบัติเช่นนี้ การปฏิบัติที่มีผู้อื่นคอยปรนนิบัติพวกเขา ทำงานให้พวกเขา และทำตามคำสั่งของพวกเขา พวกเขาก็ต้องการเลิกราและเดินจากไป พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นและความโกรธแค้นพระเจ้า และก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อพี่น้องชายหญิง และไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้  พวกเขาไม่สามารถให้ความร่วมมืออย่างกลมเกลียวกับผู้ใดได้ และไม่สามารถคบหาผู้ใดอย่างเท่าเทียมกันได้  กฎเกณฑ์ของพวกเขาในการคบหาผู้อื่นคือ ต้องเป็นพวกเขาเท่านั้นที่ยืนอยู่เหนือผู้อื่นเวลาพูดและกระทำการ คอยดูผู้อื่นทำทุกสิ่งให้พวกเขา และทำตามทุกคำสั่งและคำขวัญที่พวกเขาเอ่ยออกมา ไม่มีใครคู่ควรที่จะให้ความร่วมมือกับพวกเขา และไม่มีใครมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะคบหาพวกเขาอย่างเท่าเทียมกันได้  หากมีใครปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะเพื่อน หรือในฐานะพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงธรรมดาคนหนึ่ง และพูดคุยกับพวกเขา หารือเรื่องงานกับพวกเขา รวมทั้งสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจกับพวกเขาประหนึ่งว่าพวกเขาเท่าเทียมกัน พวกเขาก็จะถือว่านี่เป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรงและการท้าทายความซื่อตรงของพวกเขาอย่างใหญ่หลวง  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเกลียดชังและรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้คนเช่นนั้น และพวกเขาจะมองหาโอกาสที่จะแก้แค้นใครก็ตามที่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเท่าเทียมหรือคนที่ไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขา  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำมิใช่หรือ?  นี่คือมุมมองแบบแบ่งชนชั้นที่ศัตรูของพระคริสต์เผยออกมาเมื่อเป็นเรื่องของการคบหาสมาคมกับผู้อื่น  แน่นอนว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นและท่าทีที่แท้จริงที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้”  พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะยอมรับตำแหน่งที่พระเจ้าประทานให้แก่มวลมนุษย์ได้ แล้วพวกเขาจะยอมรับการกล่าวโทษ การเปิดโปง และการประเมินจากผู้อื่นได้หรือ?  พวกเขายิ่งไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้เลย  ในแง่หนึ่ง พวกเขารู้สึกเป็นปฏิปักษ์และรู้สึกคัดค้านต่อตำแหน่งและแก่นแท้ของ “ผู้รับใช้” แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขากลับดึงผู้คนจำนวนมากขึ้นมาเข้าร่วมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และนำคนเหล่านั้นให้มีส่วนร่วมในการทำงานให้พวกเขา รับใช้พวกเขา ปรนนิบัติพวกเขา และเชื่อฟังพวกเขา  แบบนี้น่ารังเกียจมิใช่หรือ?  แก่นแท้ของผู้คนประเภทนี้เลวร้าย และนั่นเป็นความจริงอย่างแน่นอน  พวกเขาอยากควบคุมผู้อื่น  ตัวพวกเขาเองนั้นไร้ค่าอย่างชัดเจน และไม่สามารถทำสิ่งใดได้ พวกเขาเป็นเพียงขยะในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และพวกเขาไม่สามารถคบหาผู้อื่นอย่างเป็นปกติได้ นับประสาอะไรกับการมีสำนึกที่เป็นปกติใดๆ  พวกเขาไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อย พวกเขาไม่มีความรู้แจ้งเกี่ยวกับความจริง พวกเขามีเพียงความรู้ทางวิชาชีพเล็กน้อยและเข้าใจทักษะเพียงไม่กี่อย่าง และพวกเขาไม่สามารถทำหน้าที่ใดได้ดีเลย  กระนั้น พวกเขาก็ยังคงไม่ประพฤติตัวให้ดีและต้องการยึดอำนาจ และเมื่อพวกเขาไม่สามารถยึดอำนาจได้ พวกเขาก็รู้สึกว่าตนจบสิ้นแล้ว โดยคิดว่า “ก่อนหน้านี้ตอนที่ทำสิ่งเหล่านั้น ฉันต้องกำลังรับใช้อยู่แน่ๆ  ฉันไม่เต็มใจที่จะรับใช้  ฉันรีบจากไปตอนนี้เลยดีกว่า ก่อนที่ฉันจะทุ่มเทความพยายามมากเกินไปหรือสูญเสียมากเกินไป”  นี่คือความคิดที่พวกเขามี  พวกเขาตัดสินใจเช่นนี้และลงเอยเช่นนี้เสมอ พวกเขาสามารถเลิกเชื่อและจากไปได้ทุกเมื่อ ทิ้งหน้าที่ของตนได้ทุกเวลาและหลบหนีไป กลับสู่อ้อมกอดของซาตานและเป็นหุ้นส่วนของมันในการทำชั่ว  มีผู้คนเช่นนี้อยู่หรือไม่?  (มี)  เมื่อเป็นเรื่องของงานทางวิชาชีพบางด้าน พวกเขาอาจเข้าใจอยู่บ้าง แต่ในแง่ของหลักธรรมความจริงที่พวกเขาต้องจับความเข้าใจสำหรับงานทางวิชาชีพด้านนั้น พวกเขากลับไม่รู้เรื่องเลย เมื่อเป็นเรื่องของความรู้หรือพรสวรรค์บางด้าน พวกเขาอาจมีสิ่งเหล่านี้อยู่บ้าง แต่เมื่อเป็นเรื่องของหลักธรรมความจริงที่พวกเขาต้องเข้าใจเพื่อทำหน้าที่ของตน พวกเขากลับไม่รู้เรื่องเลยเช่นกัน และความสามารถในการทำความเข้าใจของพวกเขาก็บิดเบี้ยว  พวกเขาไม่สามารถให้ความร่วมมืออย่างกลมเกลียวกับผู้อื่นได้ และพวกเขาไม่ได้พูดภาษาเดียวกันกับผู้อื่นเมื่อสามัคคีธรรมร่วมกัน  ผู้คนเช่นนี้เหมาะกับอะไร?  หากพวกเขามีมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง เช่นนั้นพวกเขาก็จะสามารถปฏิบัติต่อคนอื่นได้อย่างถูกต้อง และเมื่อผู้คนกล่าวในสิ่งที่ถูกต้องและตรงตามความจริง พวกเขาจะสามารถยอมรับคำกล่าวเหล่านั้นได้ พวกเขาจะเต็มใจนบนอบ และพวกเขาจะสามารถขบถต่อเนื้อหนังของตนได้  พวกเขาไม่ควรต้องการที่จะโดดเด่นเหนือฝูงชน นำผู้อื่น และควบคุมผู้อื่นอยู่เสมอ แต่พวกเขาควรปล่อยมือจากความทะเยอทะยานและความอยากของตนที่จะเป็นเลิศเหนือผู้อื่น และเต็มใจที่จะเป็นคนต่ำต้อยที่สุด แม้จะเกี่ยวข้องกับการรับใช้ก็ตาม—พวกเขาควรทำทุกอย่างที่ทำได้  พวกเขาเองเป็นคนธรรมดา ดังนั้นพวกเขาจึงควรกลับไปสู่ฐานะของคนธรรมดา ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด และประพฤติปฏิบัติตนอย่างติดดิน  ผู้คนเช่นนี้จะสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงได้ในท้ายที่สุด  หากพวกเขาไม่เลือกเส้นทางนี้และกลับคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่และสูงส่งแทน หากไม่มีใครสามารถแตะต้องพวกเขาหรือเข้าถึงพวกเขาได้ และหากพวกเขาต้องการเป็นอันธพาลท้องถิ่น เป็นเผด็จการ และเดินตามเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นพวกเขาก็ถูกกำหนดให้เป็นคนชั่ว  หากพวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นคนที่ต่ำต้อยที่สุด เป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักเลยหรืออยู่ห่างจากความสนใจของผู้คน หรือทุ่มเทจนสุดกำลัง เช่นนั้นพวกเขาก็คือศัตรูของพระคริสต์อย่างแน่นอน และไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้—นี่เป็นอันตรายสำหรับพวกเขา  หากคนเช่นนี้สามารถทบทวนตนเอง มีความตระหนักรู้ในตนเอง ยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า อยู่ในฐานะที่เหมาะสมของตน เป็นคนธรรมดา และไม่เสแสร้งอีกต่อไป เช่นนั้นพวกเขาก็จะมีโอกาสได้รับความรอด  หากเจ้าต้องการวางอำนาจบาตรใหญ่และไร้เหตุผลอยู่เสมอ และแสดงตนว่าเป็นผู้มีอำนาจ เช่นนั้นก็เปล่าประโยชน์  พระนิเวศของพระเจ้าเต็มไปด้วยประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และไม่ว่าเจ้าจะน่าเกรงขาม ดุร้าย หรือชั่วเพียงใด นั่นก็ไม่มีประโยชน์  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่สังเวียนต่อสู้ ดังนั้นหากเจ้าต้องการต่อสู้ ก็จงไปต่อสู้ในสังเวียนต่อสู้ของโลกเถิด  ไม่มีใครในพระนิเวศของพระเจ้าต้องการต่อสู้กับเจ้า ไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้หรือมีเวลาว่างสำหรับเรื่องนี้  พระนิเวศของพระเจ้าคือสถานที่ที่เทศนาความจริง ช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติ  หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้ เช่นนั้นก็ยากที่จะจัดการ และแสดงให้เห็นเพียงว่า เจ้าไม่ได้เป็นคนของที่นี่  หากเจ้าต้องการต่อสู้อยู่เสมอ ต้องการที่จะเป็นคนดุร้ายอยู่เสมอ ต้องการที่จะโหดเหี้ยมอยู่เสมอ และเจ้าต้องการที่จะวางอำนาจบาตรใหญ่และไร้เหตุผลอยู่เสมอ เช่นนั้นคริสตจักรก็ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเจ้า  ผู้คนส่วนใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้ารักความจริง พวกเขาต้องการติดตามพระเจ้าและได้รับชีวิต และไม่ชื่นชอบการใช้กลอุบายและการต่อสู้กับหมู่มาร  มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่เพลิดเพลินกับการต่อสู้ไปทั่ว และแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ และนั่นคือเหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในพระนิเวศของพระเจ้าได้

มีคนประเภทหนึ่งที่อ่อนไหวอย่างยิ่งต่อสิ่งต่างๆ เช่น อัตลักษณ์ ตำแหน่ง และสถานะ และรู้สึกคัดค้านและรังเกียจอย่างมหาศาลต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” เป็นพิเศษ และไม่สามารถยอมรับได้อย่างเด็ดขาด—ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและรังเกียจความจริง แต่พวกเขายังรังเกียจการถูกเรียกว่า “ผู้รับใช้” อีกด้วย  ผู้ที่รังเกียจตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง—หากพวกเขาสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้ พวกเขาก็จะทิ้งตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ไปแล้วมิใช่หรือ?  แต่นี่คือปัญหา  เนื่องจากพวกเขารังเกียจความจริงอย่างยิ่ง พวกเขาจึงจะไม่มีวันเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง  ด้วยเหตุนี้ ในพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า พวกเขาจะสวมบทบาทของผู้รับใช้ไปตลอดกาล  แน่นอนว่า สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว การสามารถปฏิบัติตนเป็นผู้รับใช้ในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าก็ยังคงเป็นพร เป็นโอกาสให้พวกเขาได้เห็นกิจการของพระผู้สร้าง ได้ยินพระผู้สร้างทรงแสดงความจริงและทรงแบ่งปันความคิดในส่วนลึกที่สุดของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ และได้ชื่นชมพระปัญญาและกิจการอันทรงมหิทธานุภาพของพระผู้สร้าง  สำหรับพวกเขาแล้ว การเป็นผู้รับใช้ของพระผู้สร้างไม่ใช่เรื่องแย่ และไม่ว่าพวกเขาจะสามารถทำความเข้าใจได้หรือไม่ การเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าและการรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้าก็ควรเป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์และสหายของซาตานเหล่านี้จะจดจำเสมอ แม้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงในภายหลังก็ตาม  ตลอดกระบวนการทั้งหมดที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์รับใช้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว และนี่คือคุณค่าเพียงน้อยนิดในการดำรงอยู่ของศัตรูของพระคริสต์แต่ละคน—นี่คือข้อเท็จจริง  ศัตรูของพระคริสต์ทำคุณูปการโดยการทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถแยกแยะและรู้จักศัตรูของพระคริสต์จากด้านที่เป็นลบ  ไม่ว่าพวกเขาจะเต็มใจยอมรับข้อเท็จจริงนี้หรือไม่ และไม่ว่าพวกเขาจะเต็มใจ ยินดี และมีความสุขที่จะเป็นผู้รับใช้หรือไม่ก็ตาม ถึงอย่างไร การรับใช้เพื่อพระราชกิจของพระเจ้าในฐานะผู้รับใช้และการสวมบทบาทนี้ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่า—นี่คือการที่พระเจ้าทรงยกชูพวกเขา  บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยกชูศัตรูของพระคริสต์ด้วยหรือ?”  แล้วผิดตรงไหน?  พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระเจ้าทรงยกชูพวกเขาไม่ได้หรือ?  สิ่งที่เราพูดเป็นความจริง  คราวนี้ ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้?  พวกเขาไม่ควรพยายามจับผิดและควรได้รับการหนุนใจบ้าง  อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ได้ทุ่มเทความพยายามในระดับหนึ่งให้กับเรื่องที่ยิ่งใหญ่แห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  ไม่ว่าพวกเขาทำด้วยความเต็มใจ หรือไม่ว่าพวกเขาทำอย่างกระตือรือร้นหรือทำอย่างเฉื่อยชา ถึงอย่างไร นี่ก็คือการที่พระเจ้าทรงยกชูพวกเขา และพวกเขาควรยอมรับด้วยความเบิกบานและไม่รู้สึกคัดค้าน  หากศัตรูของพระคริสต์สามารถขบถต่อบรรพบุรุษของตน ขบถต่อซาตาน ไล่ตามเสาะหาความจริงและไล่ตามเสาะหาการนบนอบพระผู้สร้าง เช่นนั้นจงบอกเราเถิดว่า พระเจ้าจะทรงยินดีหรือไม่?  (พระองค์จะทรงยินดี)  นี่เป็นความโชคดีสำหรับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วยเช่นกัน และพวกเขาก็ควรยินดีด้วยเช่นกัน—นี่เป็นเรื่องดี  ไม่ว่าข้อเท็จจริงนี้จะยอมรับได้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าอย่างไร หากศัตรูของพระคริสต์สามารถเปลี่ยนเส้นทางและเดินไปบนเส้นทางแห่งการกลับใจ เช่นนั้นแล้วก็แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องที่ดี  ดังนั้น เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่เป็นความโชคดีของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร?  หากศัตรูของพระคริสต์รับใช้อย่างเต็มใจ ในพระนิเวศของพระเจ้าก็จะมีผู้ที่ก่อให้เกิดหายนะน้อยลงไปคนหนึ่งมิใช่หรือ?  หากพวกเจ้ามีมารในหมู่พวกเจ้าน้อยลงหนึ่งตน มีผู้ก่อกวนและผู้ที่สร้างปัญหาลดลงหนึ่งคน วันเวลาของพวกเจ้าจะสงบสุขมากขึ้นไม่ใช่หรือ?  เมื่อพิจารณาจากมุมมองนี้ หากศัตรูของพระคริสต์เต็มใจที่จะรับใช้อย่างแท้จริง เช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองเช่นกัน  พวกเจ้าต้องให้กำลังใจและช่วยเหลือพวกเขา และไม่ปลดพวกเขาโดยสิ้นเชิง  หากเจ้ามีเจตนาดีและปล่อยให้พวกเขาอยู่ต่อไป แต่การรับใช้ของพวกเขากลับสร้างปัญหามากกว่าที่จะเป็นประโยชน์และนำไปสู่ความวิบัติ เช่นนั้นก็ควรจัดการพวกเขาตามหลักธรรม  นี่เป็นวิธีที่ดีในการทำสิ่งต่างๆ มิใช่หรือ?  (เป็นวิธีที่ดี)

มีคนอีกประเภทหนึ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง  มีบางคนที่สามารถทนทุกข์และจ่ายราคาในระหว่างการทำหน้าที่ของตนได้ และบางครั้งพวกเขาก็สามารถเชื่อฟังและนบนอบ หรือจัดการเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมได้เช่นกัน  ความอยากได้อยากมีส่วนตนของพวกเขาคือการเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาสามารถนบนอบต่อสิ่งใดก็ตามที่เบื้องบนหรือคริสตจักรจัดการเตรียมการให้ได้เสมอ และพวกเขาสามารถทำงานให้เสร็จสิ้นตรงเวลาเสมอ  พวกเขาไม่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนในพระนิเวศของพระเจ้า และงานที่พวกเขาทำและหน้าที่ที่พวกเขารับผิดชอบก็นำผลประโยชน์และข้อได้เปรียบมากมายมาสู่พี่น้องชายหญิง  เมื่อมองจากภายนอก แม้ว่าพวกเขาไม่ได้ทำความชั่วใดๆ พวกเขาไม่ได้ขัดขวางหรือก่อกวน และพวกเขาดูไม่เหมือนคนชั่ว แต่พวกเขาทำบางสิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารถทำได้และไม่ทำกัน และนั่นก็คือ พวกเขาเพลิดเพลินกับการบ่มเพาะอิทธิพลของตนและสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเอง  เมื่อพวกเขาได้รับมอบหมายงานบางอย่าง ทันทีที่พวกเขากลายเป็นผู้ดูแลงานนั้น พวกเขาก็สามารถเริ่มสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเองได้ และสามารถเริ่มบ่มเพาะอำนาจและเส้นสายของตนภายในขอบเขตอิทธิพลของตนโดยไม่รู้ตัว  ภายในขอบเขตนี้ พวกเขาเอาชนะใจทุกคนอย่างราบคาบและโดยสมบูรณ์ และผู้คนก็กล่าวชมเชยเสียงดังและชื่นชมทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ทุกสิ่งที่พวกเขาพูด และราคาที่พวกเขาจ่ายอย่างมาก  พวกเขาถือว่าขอบเขตการจัดการของตนเป็นครอบครัวเล็กๆ ของตนเองภายในครอบครัวของพระเจ้า  เมื่อมองจากภายนอก พวกเขาดูเหมือนจะสามารถจ่ายราคา ทนทุกข์ และแบกรับความผิดชอบได้—ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร  อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวด พวกเขาสามารถทรยศต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าได้  เพื่อปกป้องเกียรติของตนเองและตำแหน่งอันสูงสุดของตน และเพื่อปกป้องสถานะ ศักดิ์ศรี และอำนาจเด็ดขาดของตนในคริสตจักร พวกเขาจะไม่ล่วงเกินหรือทำร้ายใคร  แม้ว่าจะมีใครบางคนทำร้ายหรือทรยศผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และแม้ว่าใครบางคนจะก่อกวนหรือทำลายพระราชกิจของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ตรวจสอบเรื่องนี้ พวกเขาไม่ใส่ใจ และพวกเขาสามารถอดทนต่อเรื่องนี้ได้  ตราบใดที่คนคนนั้นไม่คุกคามสถานะของพวกเขาและยังคงทำงานให้พวกเขาภายในขอบเขตอิทธิพลของพวกเขา เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว—นี่คือหลักเกณฑ์สูงสุดของพวกเขา  ไม่ว่าคนคนนั้นจะก่อให้เกิดการก่อกวนใดๆ พวกเขาก็ไม่เห็น พวกเขาไม่สนใจ และพวกเขาไม่ตัดแต่งหรือตำหนิคนคนนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจัดการกับพวกเขา  ผู้คนเช่นนี้คือบุคคลอันตราย  พวกเขาเป็นคนที่คนทั่วไปแยกแยะได้ยาก และบางทีเจ้าอาจจะไม่สามารถสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ ในตัวพวกเขาได้เมื่อพวกเขาไม่มีตำแหน่ง  อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พวกเขามีตำแหน่ง แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาก็จะถูกเปิดโปงจนหมดเปลือก  และสิ่งใดกันแน่ที่ถูกเปิดโปง?  นั่นคือ พวกเขามีจุดประสงค์ในราคาที่พวกเขาจ่ายและทุกสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง และไม่ได้ทำทั้งหมดนี้เพื่อให้พระเจ้าทอดพระเนตรเห็น แต่เพื่อให้ผู้คนเห็นต่างหาก  พวกเขาต้องการดึงดูดสายตา การจับจ้อง และความสนใจของผู้อื่น และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องการชักพาหัวใจของผู้คนให้หลงผิด เพื่อให้ผู้คนเคารพยกย่อง ชื่นชม และสรรเสริญพวกเขา  นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่สนใจว่าพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นหรือทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร หากพระเจ้าตรัสว่าพวกเขาอยู่ที่นั่นเพียงเพื่อรับใช้ พวกเขาก็ไม่แยแส  ตราบใดที่ผู้คนสามารถคุกเข่าลงแทบเท้าและก้มหัวให้พวกเขาได้ เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว  ผู้คนเหล่านี้คือบุคคลอันตรายและไม่ได้มีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าและพระนิเวศของพระเจ้า และหัวใจของพวกเขาก็ไม่เหมือนกับหัวใจของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง  พวกเขากำลังบ่มเพาะอิทธิพลให้กับตนเอง และกำลังบ่มเพาะอิทธิพลให้กับซาตานด้วยเช่นกัน  เมื่อพิจารณาจากการสำแดงต่างๆ ของพวกเขา หน้าที่ที่พวกเขาทำและทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนเป็นวิธีอวดตนและประจบสอพลอผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศัตรูของพระคริสต์สามารถรับใช้ได้บ้างในพระนิเวศของพระเจ้าและในพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และในช่วงระยะหนึ่ง พวกเขาอาจเป็นผู้รับใช้ที่ดีด้วยซ้ำ  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเส้นทางที่พวกเขาเดิน และเนื่องจากวัตถุประสงค์และแนวทางที่พวกเขาเลือก ตลอดจนความอยากได้อยากมีสถานะและอำนาจ และความโหยหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ที่พวกเขามีอยู่ภายใน พวกเขาจึงไม่มีทางสลัดตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ทิ้งไปได้ พวกเขาไม่สามารถเข้าใจความจริง พวกเขาไม่สามารถจับความเข้าใจได้ว่าความเป็นจริงความจริงคืออะไรหรือเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงนั้นได้ พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติความจริง พวกเขาไม่สามารถบรรลุการนบนอบที่แท้จริง และพวกเขาไม่สามารถบรรลุความยำเกรงพระเจ้า  ผู้คนเช่นนี้คือบุคคลอันตราย  พวกเขามีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกที่ลึกซึ้ง มีวิธีที่แยบยลมากในการประพฤติปฏิบัติตนและดำรงชีวิตทางโลก ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับวิธีพูดและคำพูดเวลาพูดกับผู้อื่น ทั้งยังให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับวิธีการที่พวกเขาใช้เมื่อคบหาสมาคมกับผู้คน  แม้ว่าภายนอกพวกเขาอาจดูไม่เหมือนคนทรยศและไม่เหมือนคนชั่ว แต่หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยแนวคิด ความคิด และทัศนะที่เลวร้าย และถึงกับมีมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความจริง รวมทั้งการไม่เข้าใจพระเจ้า  แม้ว่าผู้คนจะไม่สามารถมองเห็นได้ว่าผู้คนเหล่านี้มีสิ่งใดที่ชั่ว หรือมองเห็นว่าพวกเขาเป็นคนชั่ว แต่เนื่องจากแก่นแท้ของพวกเขาเลวร้ายมาก และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง หรือเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงและบรรลุการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงได้ ในท้ายที่สุด พวกเขาจึงไม่สามารถทิ้งตำแหน่ง “ผู้รับใช้” นี้ได้ตลอดไป  ผู้คนเหล่านี้มีเจ้าเล่ห์เพทุบายและสามารถชักพาผู้อื่นให้หลงผิดได้มากกว่าศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วที่แสดงออกอย่างชัดเจนเสียอีก  จากภายนอก พวกเขาดูเหมือนจะไม่มีความคิดเห็นและไม่มีท่าทีใดๆ ต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมีความรู้สึกคัดค้านต่อตำแหน่งนี้  อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อพิจารณาจากแก่นแท้ของพวกเขา ต่อให้พวกเขารับใช้พระเจ้า พวกเขาก็ยังคงเก็บงำเจตนาและเป้าหมายไว้ พวกเขาไม่ได้รับใช้อย่างไม่มีเงื่อนไข และพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อให้ได้รับความจริง  เนื่องจากผู้คนเหล่านี้มีความเลวและมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ภายใน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้อื่นจะแยกแยะพวกเขาได้  เฉพาะในเรื่องสำคัญและในช่วงเวลาที่สำคัญเท่านั้นที่แก่นแท้ธรรมชาติ ความคิด ทัศนะ และเส้นทางที่พวกเขาเดินจะถูกเผยออกมา  หากเป็นเช่นนี้ต่อไป และผู้คนเหล่านี้เลือกวิธีการไล่ตามไขว่คว้าเช่นนี้และเลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้ เช่นนั้นก็สามารถจินตนาการได้ว่าผู้คนเหล่านี้จะไม่สามารถได้รับความรอด  พวกเขาใช้ความไว้วางใจที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบให้พวกเขาและโอกาสจากพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อวางอุบายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ควบคุมและทรมานผู้คน และสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตนเอง  ในท้ายที่สุด พวกเขาไม่ได้รับความจริง แต่กลับถูกเผยออกมาเนื่องจากได้ทำความชั่วสารพัดประเภท  เมื่อพวกเขาถูกเผย ก็ชัดเจนว่าผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้าเพื่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับความรอด  หลังจากได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและการเปิดโปงผู้คนทุกประเภทของพระองค์ หากผู้คนเหล่านี้ยังคงใช้หลักการ วิธีการ และรูปแบบในการปฏิบัติตนในโลกมาทำหน้าที่ของตนอยู่เสมอ เช่นนั้นผลลัพธ์สุดท้ายมีได้เพียงอย่างเดียวคือ พวกเขาต้องสวมบทบาทเป็นผู้รับใช้ในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า และในท้ายที่สุดก็ถูกเผยออกมาและถูกกำจัด—นี่คือข้อเท็จจริง  พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์กับผู้คนเช่นนี้ด้วยตนเองมาก่อนหรือไม่?  เมื่อพวกเขาถูกเผยและถูกขับไล่ ศัตรูของพระคริสต์บางคนก็กลายเป็นแม่ทัพที่ไร้กองทัพ  ความชั่วที่พวกเขาได้ทำลงไปนั้นมีมากเกินไปและใหญ่หลวงเกินไป และพี่น้องชายหญิงต่างรังเกียจพวกเขาและทอดทิ้งพวกเขา  ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่เมื่อพวกเขาถูกเผยและถูกคริสตจักรกล่าวโทษและปฏิเสธ ก็มีผู้สมรู้ร่วมคิดและผู้ช่วยเหลือมากมายที่พูดแทนพวกเขา ต่อสู้แทนพวกเขา และส่งเสียงโวยวายต่อต้านพระเจ้า  ผู้คนประเภทนี้ยิ่งสามารถชักพาผู้อื่นให้หลงผิดได้มากกว่ามิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนี้อันตรายยิ่งกว่า  สำหรับเรื่องที่ว่าศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” อย่างไร และพวกเขามีการปฏิบัติ แนวคิด และการสำแดงที่ซ่อนอยู่อย่างไรนั้น พวกเราจะจบการสามัคคีธรรมของพวกเราไว้เพียงเท่านี้ก่อน

ค. เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่เต็มใจเป็นผู้รับใช้

ศัตรูของพระคริสต์ไม่เต็มใจเป็นผู้รับใช้ และไม่ยอมจำนนต่อการเป็นผู้รับใช้  พวกเขาคิดว่าการเป็นผู้รับใช้จะทำให้พวกเขาประสบกับการดูหมิ่นและการเลือกปฏิบัติอย่างใหญ่หลวง  แล้วพวกเขาต้องการเป็นอะไรกันแน่?  เมื่อพวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้าและมายังพระนิเวศของพระเจ้า เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาเต็มใจที่จะเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า และเป็นผู้ติดตามพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาเต็มใจเป็นคนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมหรือไม่?  พวกเขายินดีที่จะเป็นเหมือนเปโตรและโยบและพอใจเพียงแค่นั้นหรือไม่?  (ไม่)  มีใครกล่าวหรือไม่ว่า ในการเชื่อในพระเจ้าของเขา เขายินดีที่จะเป็นหนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา?  มีใครเต็มใจเป็นของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้าหรือไม่?  ไม่มี ผู้คนยิ่งไม่เต็มใจที่จะเป็นเช่นนี้  เมื่อใครก็ตามมายังพระนิเวศของพระเจ้า เขาก็มาเพื่อแสวงหาที่จะได้รับผลประโยชน์ พร รางวัล และมงกุฎ  ขณะที่ยอมรับการถูกเปิดโปงและการพิพากษาโดยพระวจนะของพระเจ้า เขาจึงค่อยๆ รู้ว่าการเก็บงำเจตนาเช่นนี้ไว้ในการเชื่อในพระเจ้าของตน จะทำให้ตนไม่สามารถเข้าใจความจริง และจะไม่สามารถได้รับความรอดในท้ายที่สุดได้  ดังนั้น ผู้คนมากมายจึงเลือกที่จะปล่อยมือจากความอยากได้รับพรของตน และความอยากได้รับมงกุฎและรางวัลของตนก่อน ปล่อยมือจากผลประโยชน์ทั้งหมดนี้ และรับฟังสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสเสียก่อน ว่าข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์คืออะไร และพระองค์ต้องตรัสสิ่งใดกับมนุษย์  ผู้คนมากมายที่ฟังพระวจนะของพระเจ้ารู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ในหัวใจของตน โดยกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเปิดโปงความเสื่อมทรามของพวกเรา พระองค์ทรงเปิดโปงธาตุแท้อันอัปลักษณ์ของพวกเรา และพระองค์ทรงเปิดโปงแก่นแท้ของพวกเราที่ต่อต้านพระเจ้าและรังเกียจความจริง—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริง  โชคดีสำหรับฉันที่ไม่ได้รีบยื่นมือออกไปหาพระเจ้าเพื่อขอความโชคดี พระคุณ และพร โชคดีที่ฉันปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ไปเสียก่อน  ถ้าฉันไม่ได้ปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ ฉันคงทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าไม่ใช่หรือ?  ทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสล้วนเปิดโปงธรรมชาติและแก่นแท้ของมนุษย์ แล้วฉันจะทิ้งสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร?  พระเจ้าตรัสแล้วว่าผู้คนต้องทำหน้าที่ของตนก่อนเป็นอันดับแรก และให้ความร่วมมือกับพระราชกิจภายในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  ในระหว่างกระบวนการนี้ หากผู้คนสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการเข้าใจและยอมรับความจริงได้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะมีความหวังที่จะได้รับความรอด และสามารถได้รับผลประโยชน์มากมายในภายหน้า”  เมื่อถึงจุดนี้ ผู้คนมากมายก็เลิกคิดถึงสิ่งเหล่านั้น  ความปรารถนาอันงดงามของพวกเขา ความโหยหาและความหวังในอนาคตของพวกเขาดูเหมือนจะไม่เป็นความจริงอีกต่อไป  พวกเขารู้สึกว่า ในช่วงเวลานี้ วิธีทำหน้าที่ของตนให้ดี วิธีสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และวิธีเข้าใจความจริงและยืนหยัดอย่างมั่นคงนั้นเป็นความจริง สำคัญ และจำเป็นยิ่งกว่าความปรารถนาและความใฝ่ฝันเหล่านั้น  ดังนั้น ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะทำหน้าที่ของตน มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ได้รับความจริง อุทิศเวลาและวัยหนุ่มสาวของตน รวมทั้งละทิ้งครอบครัว งาน และจุดหมายปลายทางในอนาคตทางโลกของตนเพื่อพระเจ้าและเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนถึงกับละทิ้งการแต่งงานของตนเพื่อการนี้   แน่นอนว่า การสำแดง พฤติกรรม และการกระทำประเภทเหล่านี้ที่ผู้คนมี ย่อมเป็นท่าทีของการเชื่อฟังและการนบนอบต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และข้อกำหนดทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสถึง รวมทั้งท่าทีเช่นนี้เองที่เป็นเงื่อนไขจำเป็นซึ่งผู้คนต้องมีเพื่อที่จะสามารถเข้าใจความจริง ปฏิบัติความจริง นบนอบพระเจ้า และได้รับความรอดในท้ายที่สุด  ทั้งหมดนี้คือการสำแดงและความคิดต่างๆ นานาที่คนปกติทุกคนมี ก่อนที่พวกเขาจะมายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตน  นับตั้งแต่ที่ผู้คนเหล่านี้เริ่มเชื่อในพระเจ้าจนถึงตอนนี้ ความคิดและทัศนะของพวกเขากำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงและพระเจ้าก็กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน  ในเวลาเดียวกันกับที่ความอยากและความทะเยอทะยานเดิมของมนุษย์กำลังถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้และละทิ้งสิ่งเหล่านี้อย่างกระตือรือร้น  นี่คือผลดีที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดจากความปรารถนาของผู้คนที่จะให้ความร่วมมือและนบนอบพระเจ้า  เป็นการสำแดงที่เป็นบวกและเป็นการสำแดงที่ดี และเป็นผลลัพธ์ที่ดี  ในขณะที่ผู้คนกำลังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงก็แทบจะปล่อยมือจากความอยากและเจตนาที่จะรับพรของตนไปแล้ว ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยอ่อนไหวหรือสนใจคำสัญญาต่างๆ ที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับมนุษย์ก่อนหน้านี้มากนัก  นี่เป็นเพราะว่า เมื่อวัดตามสำนึกของคนปกติ หากใครไม่สามารถทำหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐานและไม่สามารถเข้าใจความจริง เขาก็จะพลาดโอกาสที่จะได้รับพรทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ และจะไม่เกี่ยวข้องกับพรเหล่านั้น  ทุกคนควรเข้าใจตรรกะที่เรียบง่ายที่สุดนี้  แน่นอนว่า ตอนนี้มีผู้คนมากมายที่เข้าใจข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว รวมทั้งรับรู้และยอมรับข้อเท็จจริงนี้ด้วย มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่ไม่ยอมรับ  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ยอมรับ?  นั่นเป็นเพราะพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ แล้วพวกเขาต้องการทำสิ่งใด?  เมื่อพวกเขามายังพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาพินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้าและพบตำแหน่งและสถานะต่างๆ ในพระวจนะเหล่านั้น เช่น “คนของพระเจ้า” “บุตรหัวปี” “บุตรทั้งหลายของพระเจ้า” “ประชากรของพระเจ้า” และ “ผู้รับใช้” แล้วดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกาย  ความอยากและความทะเยอทะยานของพวกเขาได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และพวกเขาคิดว่า “การเป็นหนึ่งในบุตรทั้งหลายของพระเจ้านั้นธรรมดาเกินไป คนส่วนใหญ่ก็เป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า  การเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้าหมายถึงการเป็นคนธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของคนหมู่มาก เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีอำนาจหรืออิทธิพล  และอย่าแม้แต่คิดที่จะให้ฉันเป็นผู้รับใช้  ฉันจะไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้รับใช้ไปตลอดชีวิต การเป็นผู้รับใช้ไม่เกี่ยวข้องกับฉันเลยแม้แต่น้อย”  ดังนั้น พวกเขาจึงจับจ้องอยู่ที่สองตำแหน่ง  นั่นคือ “คนของพระเจ้า” และ “บุตรหัวปี”  ในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่า “คนของพระเจ้า” คือพระเจ้าพระองค์เอง “บุตรหัวปี” คือบุตรหัวปีของพระเจ้า และทั้งสองตำแหน่งนี้นำมาซึ่งอำนาจและอิทธิพล และสามารถปกครองในฐานะกษัตริย์ในหมู่มวลมนุษย์ ควบคุมผู้คน ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมีอำนาจในการชี้ขาด มีอำนาจในการเป็นผู้นำ และมีอำนาจในการจัดวางเรียบเรียงผู้คนและตัดสินว่าผู้คนจะอยู่หรือตาย—พวกเขาเชื่อว่าอำนาจเหล่านี้ยิ่งใหญ่มาก  นั่นคือเหตุผลที่เป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเขาเป็นผู้รับใช้  หากพวกเขาได้รับอนุญาตให้เลือกเอง พวกเขาก็จะเลือกเป็นบุตรหัวปีหรือคนของพระเจ้า มิฉะนั้น พวกเขาก็จะเลิกเชื่อในพระเจ้า  เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตนหรือกระทำการในฐานะผู้นำและคนทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาย่อมกระทำการ จ่ายราคา ทนทุกข์ และวิ่งวุ่นเพื่อไล่ตามไขว่คว้าเป้าหมายทั้งสองนี้  ในช่วงเวลานี้ ขณะที่วิ่งวุ่นไปมา พวกเขาก็คิดคำนวณอยู่ตลอดเวลาว่าตนไปไกลเพียงใดแล้ว พวกเขาได้รับผู้คนมากแค่ไหนเมื่อประกาศข่าวประเสริฐ มีผู้คนกี่คนที่เคารพและยกย่องพวกเขา พี่น้องชายหญิงที่ประสบปัญหาไปหาผู้อื่นหรือมาหาพวกเขาเมื่อพวกเขานำคริสตจักร และพวกเขาสามารถควบคุมและชักจูงความคิดและทัศนะของผู้อื่นได้หรือไม่  พวกเขาคิดคำนวณ ชั่งน้ำหนัก และสังเกตสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ โดยมีเป้าหมายเพื่อสัมฤทธิ์สิ่งที่พวกเขาต้องการ นั่นคือการ ปกครองในฐานะกษัตริย์ในพระนิเวศของพระเจ้า  หลังจากมายังพระนิเวศของพระเจ้าและเข้าใจความจริงบางประการแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่สามารถทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างเป็นปกติ—แต่ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าตนมาจากสายเลือดที่สูงส่ง ตนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่สูงส่งและพิเศษ และตนต้องถูกเรียกว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้า มิฉะนั้น พวกเขาก็จะไม่เชื่อในพระเจ้า  หากพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้าและเป็นผู้นำสูงสุด  ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังคิดคำนวณและประเมินด้วยว่าตนมีความดีความชอบมากเพียงใดในสมุดบันทึกของพระเจ้า และตนมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปกครองในฐานะกษัตริย์ร่วมกับพระเจ้าหรือไม่  ดังนั้น แหล่งที่มา จุดเริ่มต้น และแรงจูงใจที่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์บางคนมายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนก็คือ การมายังพระนิเวศของพระองค์เพื่อปกครองในฐานะกษัตริย์  พวกเขาไม่เต็มใจทำหน้าที่ของตนเพียงเพื่อเป็นผู้ติดตามธรรมดาและต่ำต้อยที่สุดอย่างแน่นอน และทันทีที่ความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขามอดดับลง พวกเขาก็จะกลายเป็นปฏิปักษ์และปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ของตนในทันที

บัดนี้มีบางคนในพระนิเวศของพระเจ้าที่ทำหน้าที่ของตนมาหลายปีแล้ว แต่กลับทำทุกอย่างได้แย่มาก และถูกกำจัดไม่ว่าจะทำหน้าที่ที่ใดก็ตาม  เนื่องจากพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่เลวร้ายและมีความซื่อตรงต่ำ ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และมีอุปนิสัยที่ชั่วช้าและเลวร้ายซึ่งรังเกียจความจริง ในท้ายที่สุดพวกเขาจึงถูกพี่น้องชายหญิงปฏิเสธ  ทันทีที่พวกเขาเห็นว่าความอยากได้พรของตนกำลังจะมลายหายไป และความฝันที่จะปกครองในฐานะกษัตริย์และโดดเด่นในพระนิเวศของพระเจ้าไม่สามารถเป็นจริงได้อีกต่อไป พวกเขาใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างไร?  พวกเขาไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า ไม่ฟังบทเพลงนมัสการ ไม่เข้าร่วมการชุมนุม เพิกเฉยเมื่อพระนิเวศของพระเจ้าขอให้ทำหน้าที่ และเมื่อถึงเวลาเข้าร่วมการชุมนุม พี่น้องชายหญิงถึงกับต้องไปเรียกพวกเขา เชิญพวกเขา และเตือนพวกเขา  บางคนยังคงฝืนใจเข้าร่วมการชุมนุม แต่ในระหว่างชุมนุม พวกเขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ พวกเขาไม่สามัคคีธรรม และรู้สึกรังเกียจทุกสิ่งที่คนอื่นพูดและไม่ต้องการได้ยิน  เวลาพี่น้องชายหญิงอธิษฐาน พวกเขาก็หลับตาเช่นกัน แต่พวกเขาไม่ได้พูดอะไร—พวกเขาไม่มีอะไรจะพูดกับพระเจ้า  แล้วคนอื่นๆ ทำอะไรในระหว่างการชุมนุม ขณะที่ฟังคำเทศนา หรือเมื่อพี่น้องชายหญิงกำลังสามัคคีธรรมความจริง?  บางคนก็นอนหลับ บางคนดูโทรศัพท์และอ่านข่าว บางคนพูดคุยกับคนอื่น และบางคนก็เล่นเกมออนไลน์  ในการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาคิดว่า หากพวกเขาไม่สามารถเป็นที่ชื่นชอบในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่สามารถเป็นที่โปรดปรานของผู้อื่น ไม่มีผู้ผู้เกื้อหนุนรายล้อม และไม่สามารถได้รับมอบหมายงานสำคัญได้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่สามารถปกครองในฐานะกษัตริย์ร่วมกับพระเจ้าในภายภาคหน้าได้ และด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงไม่มีอยู่จริงสำหรับพวกเขา  สำหรับพวกเขาแล้ว การที่พระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือไม่นั้นเชื่อมโยงกับการที่พวกเขาจะสามารถรับพรได้หรือไม่  นี่คือพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  พวกเขาเชื่อว่าหากพระเจ้าไม่สามารถทำให้พวกเขารับพร เช่นนั้นพระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้าและพระองค์ปราศจากความจริง และมีเพียงพระเจ้าที่ปล่อยให้พวกเขาทำตามอำเภอใจ ยึดกุมอำนาจในคริสตจักร และปกครองในฐานะกษัตริย์ในอนาคตได้เท่านั้นที่เป็นพระเจ้า  นี่คือตรรกะของซาตาน—เป็นการกลับผิดเป็นถูกและบิดเบือนข้อเท็จจริง  ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า เหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถติดตามย่างพระบาทของพระเจ้าและไม่เต็มใจทำหน้าที่ของตนก็เพราะพวกเขารังเกียจความจริง และในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเคารพเพียงปรัชญาของซาตาน ความรู้ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะเท่านั้น  พวกเขาปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง พวกเขาไม่ใส่ใจพระราชกิจของพระเจ้า และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาดูโทรศัพท์ เล่นเกม กินขนม และพูดคุยกันตามสบายในการชุมนุม—พวกเขาทำทุกอย่างที่ตนต้องการ และยังคงรู้สึกพอใจในตนเอง  ทันทีที่ความหวังที่จะได้รับพรของพวกเขาพังทลายลง พวกเขาก็ไม่พบความหมายของการมีความเชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป และเมื่อพวกเขาไม่พบความหมายในการมีความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็มองว่าคริสตจักร—สถานที่ที่พี่น้องชายหญิงมาชุมนุมกัน—เป็นสนามเด็กเล่น พวกเขามองว่าเวลาที่มาชุมนุมร่วมกันเป็นเวลาพักผ่อน และพวกเขาคิดว่าการชุมนุมและการฟังคำเทศนาเป็นเรื่องที่กดดัน จืดชืด และน่าเบื่อ  พวกเขามองว่าคำเทศนาที่พี่น้องชายหญิงรับฟังและความจริงเป็นอะไร?  พวกเขามองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นคำขวัญ เป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่มีมูลความจริง และพวกเขามองว่าเวลาที่ใช้ไปกับการชุมนุมร่วมกับพี่น้องชายหญิงเป็นเวลาที่สูญเปล่า  ผู้คนเหล่านี้ถูกเปิดโปงแล้วไม่ใช่หรือ?  พวกเขานำความทะเยอทะยาน ความอยาก และภาพลวงตาของตนมาสู่ความเชื่อในพระเจ้า และนี่คือสัญญาณที่กำหนดว่าพวกเขาจะไม่สามารถเดินตามเส้นทางไปจนถึงปลายทางได้ และพวกเขาไม่คู่ควรแม้แต่จะรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  พวกเขามองผู้ที่รับฟังคำเทศนาและพี่น้องชายหญิงที่ไล่ตามเสาะหาความจริงด้วยความดูถูกเหยียดหยาม และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังปฏิเสธพระราชกิจของพระเจ้า การดำรงอยู่ของพระเจ้า และการดำรงอยู่ของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า

เมื่อศัตรูของพระคริสต์—ผู้คนที่รังเกียจความจริงเหล่านั้น—เริ่มคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าจะไม่นำมาซึ่งประโยชน์ใดๆ แก่พวกเขา โฉมหน้าเยี่ยงปีศาจของพวกเขาก็ถูกเปิดโปงออกมา  ศัตรูของพระคริสต์หญิงบางคนแต่งหน้าที่บ้านจนดูเหมือนผี  พวกเธอสวมใส่เสื้อผ้าที่กำลังเป็นที่นิยมหรือดึงดูดเพศตรงข้าม และบางคนถึงกับแอบเล่นไพ่นกกระจอก เล่นการพนัน และสูบบุหรี่—ผู้คนเหล่านี้น่ากลัวและน่ารังเกียจเกินไป  พวกเธอมาที่พระนิเวศของพระเจ้าด้วยการเสแสร้ง แล้วเกิดอะไรขึ้นในท้ายที่สุด?  พวกเธอไม่สามารถเสแสร้งต่อไปได้ใช่ไหม?  มีเพียงความจริงเท่านั้นที่สามารถเผยผู้คนได้ และหากใครไม่รักความจริง รังเกียจความจริง และมีอุปนิสัยที่ชั่วช้า เช่นนั้นพวกเขาก็ถูกกำหนดให้เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงและไม่สามารถยืนหยัดต่อไปได้  คริสตจักรยังจำเป็นต้องกำจัดผู้คนเช่นนี้หรือ?  พระเจ้ายังจำเป็นต้องทรงกล่าวโทษพวกเขาหรือไม่?  พระเจ้ายังจำเป็นต้องทรงปฏิเสธคนเช่นนี้อยู่หรือ?  ไม่ พระเจ้าไม่ใส่พระทัยพวกเขาแม้แต่น้อย  สำหรับพระเจ้าแล้ว ผู้คนเหล่านี้เป็นเพียงแมลง ไม่คู่ควรแม้แต่จะเป็นผู้รับใช้—พวกเขาไม่คู่ควรเลย  เมื่อพวกเขามีท่าทีดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ต่อการชุมนุม ชีวิตคริสตจักร และหน้าที่ของตน เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอะไร?  พระเจ้าไม่ทรงเฝ้าดูแลหรือคุ้มครองพวกเขา และพระองค์ไม่ทรงนำพวกเขาด้วย  พระองค์ไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจใดๆ ในการให้ความรู้แจ้ง การชี้แนะ หรือการบ่มวินัยพวกเขา และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงใช้ชีวิตที่เลวร้ายและอัปลักษณ์เช่นนี้  อย่างไรก็ตาม ตัวพวกเขาเองกลับคิดว่า “ฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันเป็นอิสระ  พวกคุณที่เชื่อในพระเจ้า พวกคุณต้องทนทุกข์และจ่ายราคา ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของพวกคุณ ในขณะที่ฉันไม่ต้องทนทุกข์อะไรเลย  ฉันสามารถเพลิดเพลินกับการพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ดื่มด่ำกับความสุขสำราญทางเนื้อหนัง และเพลิดเพลินกับความรื่นรมย์ในชีวิต”  พวกเขาเชื่อว่าตนได้รับความสุขและอิสรภาพแล้ว  พระเจ้าใส่พระทัยพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  เพราะเหตุใด?  สำหรับพระเจ้าแล้ว ผู้คนเหล่านี้เป็นแมลง ไม่ใช่มนุษย์ และพวกเขาไม่คู่ควรกับความสนพระทัยของพระองค์  หากพระเจ้าไม่ใส่พระทัยพวกเขา พระองค์จะยังทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่?  ในเมื่อพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด แล้วสิ่งที่พวกเขาทำมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับพระเจ้าหรือไม่?  มีความสัมพันธ์ใดกับกฎการปกครองของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่?  ไม่มี  ดังนั้น เมื่อมองจากภายนอก พวกเขาจึงดูเหมือนใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีอิสระ และไม่เคร่งครัด มีความสุขมากทุกวัน  เจ้าคิดว่านั่นเป็นเรื่องดีหรือ?  เพียงมองดูสิ่งที่พวกเขาใช้ชีวิตตามและเส้นทางที่พวกเขาเดิน เจ้าก็รู้ว่าพวกเขาจบสิ้นแล้ว พระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขาอีกต่อไป  แมลงพวกนี้เป็นพวกที่เหม็นเน่าจริงๆ!  พระเจ้าไม่ใส่พระทัยผู้คนเช่นนี้แม้แต่น้อย

ผู้ที่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปกครองในฐานะกษัตริย์และอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกับพระเจ้าในโลกที่จะมาถึง ไม่ว่าสภาพแวดล้อมและรูปการณ์แวดล้อมจะเป็นเช่นไร ล้วนเป็นพวกที่ดื้อรั้นอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ในหมู่ศัตรูของพระคริสต์  ผู้คนเช่นนี้ก็เหมือนกับเปาโล พวกเขามีหนามในเนื้อหนังของตน พวกเขาเก็บงำความสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้า พวกเขาต่อต้านและข่มขู่พระเจ้า และแสดงความไม่เต็มใจอย่างยิ่งเวลาทำงาน สละตน สู้ทนความยากลำบาก และจ่ายราคา  พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้เพียงเพื่อแลกกับมงกุฎ และเพื่อแลกกับการสามารถปกครองในฐานะกษัตริย์ในโลกที่จะมาถึง  กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์ฟังดูน่าสมเพชมากหรอกหรือ?  อันที่จริง พวกเขาไม่ได้น่าสมเพชเลย  ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่น่าสมเพชเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วพวกเขายังค่อนข้างน่าขันอีกด้วย  หลังจากที่พระเจ้าตรัสไว้มากมายขนาดนี้แล้ว หากพวกเขายังคงไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นก็ช่างเถิด พวกเขาจะไม่เข้าใจภาษามนุษย์ได้อย่างไร?  พวกเขาจะไม่เข้าใจหลักการที่เรียบง่ายเช่นนี้ได้อย่างไร?  หากเจ้าไม่ปฏิบัติความจริง เจ้าก็จะไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยหรือได้รับความรอดได้เลย และแม้ว่าพระเจ้าทรงให้สัญญาแก่เจ้าแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถบรรลุคำสัญญานั้นได้  คำสัญญาใดๆ ที่พระเจ้าทรงให้กับมนุษย์ล้วนมีเงื่อนไข พระองค์ไม่ทรงให้คำสัญญากับผู้คนโดยไม่มีเหตุผลหรือเงื่อนไข  พระเจ้าทรงมีข้อกำหนดของพระองค์ต่อมนุษย์ และข้อกำหนดเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเวลาใดก็ตาม  พระเจ้าจะไม่ทรงละเมิดความจริง และพระองค์จะไม่ทรงเปลี่ยนเจตนารมณ์ของพระองค์  หากเจ้าเข้าใจประเด็นนี้ เจ้าจะยังคงยึดติดกับความอยากและความทะเยอทะยานของเจ้าอย่างดื้อรั้นอยู่อีกหรือ?  มีเพียงคนโง่และคนที่ไร้เหตุผลเท่านั้นที่ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้อย่างดื้อรั้น  ผู้ที่มีความมีเหตุผลที่ปกติและมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้และไล่ตามเสาะหาสิ่งที่พวกเขาควรไล่ตามเสาะหา บรรลุ และเข้าสู่—พวกเขาควรทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าเสียก่อน  ประการที่สอง ผู้คนที่มีความมีเหตุผลที่ปกติควรเข้าใจสิ่งใดอีก?  มีคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า พวกเราจะปกครองในฐานะกษัตริย์ร่วมกับพระเจ้าไปชั่วนิรันดร์ และในพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้า พระองค์ทรงกล่าวถึงคนของพระเจ้า บุตรหัวปี บุตรทั้งหลายของพระเจ้า ประชากรของพระเจ้า และอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยจำแนกระดับและตำแหน่งต่างๆ ให้กับผู้คน  ในเมื่อพระเจ้าทรงสัญญาสิ่งเหล่านี้กับมนุษย์แล้ว เหตุใดผู้คนจึงไม่สามารถไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ได้?  ดังนั้น การทำความเข้าใจที่ถูกต้องและแนวทางที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร?  หากใครบางคนมองว่าการปกครองในฐานะกษัตริย์และคำสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้เป็นเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้า นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่ใช่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก เพราะมีเจตจำนงของมนุษย์เจือปนอยู่มากเกินไป และเส้นทางนี้ก็ขัดแย้งกับความจริง  บางคนกล่าวว่า “ในเมื่อพระองค์ทรงให้สัญญาเช่นนี้แล้ว เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงอนุญาตให้พวกเราบรรลุได้?  ในเมื่อพระองค์ตรัสทั้งหมดนี้และทรงแถลงต่อมวลมนุษย์ทั้งปวงอย่างเปิดเผยแล้ว เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงอนุญาตให้พวกเราไล่ตามไขว่คว้าสิ่งนี้?”  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความจริง ไม่มีใครเคยเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบัดนี้  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความจริงในแง่มุมใด?  เจ้าต้องมองเรื่องนี้ในลักษณะนี้ว่า พระเจ้าทรงให้สัญญาแก่มนุษย์ และจากพระเจ้า มนุษย์จึงตระหนักถึงแนวคิดเรื่องการปกครองในฐานะกษัตริย์ ตลอดจนตำแหน่งต่างๆ เช่น “คนของพระเจ้า” “บุตรหัวปี” “บุตรทั้งหลายของพระเจ้า” และอื่นๆ  อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตำแหน่ง  ส่วนเรื่องที่ว่าตำแหน่งใดเป็นของคนใดนั้น ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาและการปฏิบัติของแต่ละบุคคล  ไม่ว่าพระผู้สร้างจะประทานตำแหน่งใดให้แก่เจ้า เจ้าก็เป็นเช่นนั้น  หากพระองค์ไม่ประทานตำแหน่งให้แก่เจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้เป็นอะไรเลย นั่นเป็นเพียงคำสัญญาจากพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนมีสิทธิ์ได้รับหรือสมควรได้รับ  แน่นอนว่า คำสัญญานี้เป็นเป้าหมายที่ผู้คนอยากได้อยากมี แต่เป้าหมายนี้ไม่ใช่เส้นทางที่มนุษย์ควรเดิน และไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางที่ผู้คนเดิน  ผู้ใดมีสิทธิ์ตัดสินใจในเรื่องนี้?  (พระเจ้า)  ถูกต้อง ผู้คนต้องเข้าใจเรื่องนี้  หากพระเจ้าตรัสว่าพระองค์กำลังประทานบางสิ่งให้แก่เจ้า เจ้าก็มีสิ่งนั้น หากพระองค์ตรัสว่าพระองค์กำลังเอาสิ่งนั้นไปจากเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีอะไรเลย เจ้าไม่ได้เป็นอะไรเลย  หากเจ้ากล่าวว่า “แม้ว่าพระเจ้าจะไม่ประทานให้ฉัน ฉันก็จะไล่ตามไขว่คว้า และหากพระเจ้าประทานให้ฉัน เช่นนั้นฉันก็จะรับไว้เป็นธรรมดา” เช่นนั้นนี่ก็ผิด  เหตุใดจึงผิด?  เป็นการละเมิดข้อห้ามที่สำคัญ  เจ้าไม่ยอมรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าเสมอ และมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์เสมอ—นี่คือเหตุผลว่าหตุใดจึงผิด  บางคนกล่าวว่า “มีการเผยพระวจนะในพระคัมภีร์  พระคัมภีร์หลายตอนกล่าวว่า พวกเราจะปกครองในฐานะกษัตริย์ร่วมกับพระเจ้าไปชั่วนิรันดร์  เหตุใดพระเจ้าจึงตรัสเช่นนี้ได้แต่พวกเรากลับไม่สามารถไล่ตามไขว่คว้าได้?”  นี่คือสำนึกที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีหรือ?  เจ้าเห็นว่าคำสัญญาของพระเจ้าที่ให้ผู้คนปกครองในฐานะกษัตริย์เป็นเรื่องที่ดีและเจ้าก็ไล่ตามไขว่คว้าคำสัญญานี้ แต่พระเจ้าได้ตรัสถึงผู้รับใช้ด้วยเช่นกัน—เจ้าไล่ตามเสาะหาการรับใช้พระเจ้าให้ดีหรือไม่?  เจ้าไล่ตามเสาะหาการเป็นผู้รับใช้ที่ได้มาตรฐานหรือไม่?  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำหน้าที่ของตนด้วย—เจ้ากำหนดให้ตัวเองทำหน้าที่ของตนให้ดีหรือไม่?  พระเจ้ายังทรงกำหนดให้ผู้คนปฏิบัติตนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วยเช่นกัน แล้วเจ้าทำอะไร?  เจ้าถือว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานเป็นเป้าหมายของเจ้าและไปไล่ตามเสาะหาหรือไม่?  การที่พระเจ้าตรัสว่าผู้คนจะปกครองในฐานะกษัตริย์นั้นเป็นคำสัญญาที่พระองค์ทรงให้ไว้กับมนุษย์ และคำสัญญานี้มีเงื่อนไขเบื้องต้นและบริบทอยู่ด้วย นั่นคือ เจ้าต้องเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ดี ทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดี ทิ้งบทบาทของผู้รับใช้ สัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าและความยำเกรงพระผู้สร้าง  พระเจ้าตรัสไว้แล้วว่าเมื่อเจ้าสัมฤทธิ์ทั้งหมดนี้ พวกเจ้าจะสามารถปกครองในฐานะกษัตริย์ร่วมกับพระเจ้าไปตลอดกาล—นี่คือบริบทที่พระวจนะเหล่านี้กล่าวถึง  ผู้คนขาดสำนึก  ทันทีที่พวกเขาได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่า “ช่างยอดเยี่ยมนักที่พวกเราสามารถปกครองในฐานะกษัตริย์ร่วมกับพระเจ้า!  เรื่องนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด?  พวกเราจะปกครองในฐานะกษัตริย์อย่างไร?  พวกเราจะอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกับพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเราจะเป็นกษัตริย์ของใคร?  พวกเราจะปกครองใคร?  พวกเราจะปกครองอย่างไร?  พวกเราจะเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร?”  ผู้คนกำลังขาดสำนึกมิใช่หรือ?  แม้ว่านี่จะเป็นคำสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับมนุษย์ เป็นสิ่งที่ตรัสให้มนุษย์ฟัง เพื่อให้ผู้คนรู้ว่ามีสิ่งยอดเยี่ยมเช่นนี้อยู่ แต่เจ้าก็ควรประเมินตนเอง—เจ้าเป็นใคร?  พระเจ้าทรงมีพระดำริเช่นนี้และเต็มพระทัยที่จะอนุญาตให้มนุษย์ดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ร่วมกับพระองค์ แต่เจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับหรือไม่?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ทูลถามพระเจ้าว่า “ก่อนที่พวกเราจะได้รับคำสัญญานี้ พระองค์ทรงมีข้อกำหนดใดต่อพวกเราบ้าง?  มีสิ่งใดที่พระองค์ต้องประสงค์ให้พวกเราทำหรือไม่?  พวกเราต้องสัมฤทธิ์สิ่งใดเสียก่อนจึงจะสามารถได้รับคำสัญญานี้?”  เจ้าไม่ถามเรื่องเหล่านี้ เจ้าเพียงแต่เรียกร้องเท่านั้น  นี่ไม่ใช่การขาดสำนึกหรอกหรือ?  มนุษย์ขาดสำนึกประเภทนี้  เมื่อผู้คนเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ พวกเขาก็ยื่นมือออกไปและฉวยเอามา  ผู้คนเป็นเหมือนโจร หากไม่ให้สิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็จะโกรธ กลายเป็นปฏิปักษ์ และเริ่มตะโกนด่าทอ  ผู้คนเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?  นี่คือความต่ำทรามของมวลมนุษย์

เหตุผลหนึ่งที่มนุษย์ขาดสำนึกก็คือ ผู้คนยังคงไม่เข้าใจความจริง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา  แต่เมื่อไม่ได้รับสิ่งที่ตนต้องการ พวกเขาก็จะโกรธ ตะโกนด่าทอ เกลียดชัง และแก้แค้น—นี่คืออะไร?  นี่คือโฉมหน้าเยี่ยงปีศาจของซาตานที่เผยออกมา นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา  ดังนั้น สำหรับคำสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับมวลมนุษย์ สิ่งที่แต่ละคนสำแดงออกมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย  ผู้คนยื่นมือออกไปทันทีด้วยความต้องการโดยไม่รู้จักประมาณตน เรียกร้องในทันที และหากพวกเขาไม่ได้สิ่งที่เรียกร้อง พวกเขาก็จะครุ่นคิดว่าตนสามารถใช้สิ่งใดมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งนั้น  พวกเขาละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของตน พวกเขาทนทุกข์และจ่ายราคา พวกเขาวิ่งวุ่นและสละตน พวกเขาประกาศข่าวประเสริฐและได้รับผู้คนมากขึ้น พวกเขาทำงานมากขึ้น และพวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อแลกกับสิ่งที่ตนต้องการ  หากพวกเขาไม่สามารถใช้สิ่งเหล่านี้แลกกับสิ่งที่ตนต้องการได้ พวกเขาก็จะเดือดดาล มีความเกลียดชังเต็มหัวใจ และพวกเขาเริ่มรังเกียจทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในพระเจ้า  หากพวกเขารู้สึกว่าตนสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปแลกกับสิ่งที่ตนต้องการได้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะเฝ้ารอทุกวันให้พระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลงโดยเร็ว ให้พระเจ้าทรงทำลายซาตานโดยเร็ว ให้มวลมนุษย์สิ้นสุดลงโดยเร็ว ให้มหันตภัยมาเยือนโดยเร็ว มิฉะนั้นพวกเขาก็จะรู้สึกว่าตนไม่สามารถยืนหยัดต่อไปได้  สิ่งที่แต่ละคนเผยออกมาเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริงคืออะไร?  พวกเขาเผยอุปนิสัยต่างๆ เช่น การรังเกียจความจริงและความชั่วช้า  เมื่อมองดูในตอนนี้ ความโอหัง ความหลอกลวง และการดื้อแพ่งเป็นครั้งคราวของผู้คนสามารถถือได้ว่าเบาบางและไม่รุนแรงมากนักในบรรดาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของมวลมนุษย์  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่มวลมนุษย์มีมากกว่า รุนแรงกว่า และลึกซึ้งกว่าคือความเลว การรังเกียจความจริง และความชั่วช้า—เหล่านี้คือองค์ประกอบที่ร้ายแรงท่ามกลางอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์  แน่นอนว่า เมื่อเป็นเรื่องของศัตรูของพระคริสต์ อุปนิสัยเหล่านี้ยิ่งรุนแรงกว่า และเมื่อพวกเขาเผยอุปนิสัยเหล่านี้ออกมา พวกเขาก็ไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง พวกเขาไม่ตรวจสอบสิ่งเหล่านั้น พวกเขาไม่รู้สึกติดค้างพระเจ้าเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรู้สึกว่าตนมีปัญหาใดเลย พวกเขาไม่ยอมรับความจริง พวกเขาไม่รู้จักตนเอง และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะกลับใจ  ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปการณ์แวดล้อม สภาพแวดล้อม หรือบริบทใด พวกเขาก็ถือว่าการปกครองในฐานะกษัตริย์—คำสัญญาที่สูงส่งและดีที่สุดที่พระเจ้าตรัสไว้—เป็นเป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้า  ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็จะไม่ละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้านี้ แต่กลับยืนกรานที่จะเดินตามเส้นทางของตน และนี่ทำให้พวกเขาเกินกว่าจะช่วยให้รอดได้  ผู้คนเหล่านี้น่ากลัวมาก!  จากสิ่งที่ผู้คนเหล่านี้เผยออกมา เจ้าสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอุปนิสัยและโฉมหน้าที่แท้จริงของซาตานเป็นอย่างไร  มีการสามัคคีธรรมความจริงไปมากมายเหลือเกิน และบรรดาผู้ที่มีสำนึก ผู้ที่สามารถยอมรับความจริง และผู้ที่มีความปรารถนาที่จะเชื่อฟังและนบนอบก็เข้าใจอย่างแท้จริงว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่  พวกเขาไม่ไล่ตามไขว่คว้าสถานะ จุดหมายปลายทางในอนาคต และโชคชะตาอย่างดื้อรั้นอีกต่อไป แต่เต็มใจที่จะกลับใจภายใต้การเปิดโปงของพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า เต็มใจที่จะปล่อยมือจากความอยากได้พรของตน ไล่ตามเสาะหาความจริง แสวงหาการนบนอบพระเจ้าและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเพียรพยายามที่จะได้รับความรอด  เมื่อมองดูความอยากได้อยากมีภายในของผู้คนส่วนใหญ่ในเวลานี้ เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานแล้ว พวกเขาเต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน พวกเขาเต็มใจที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง และพวกเขาเต็มใจที่จะได้รับความรอด  พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเพื่อให้ได้รับพร และพวกเขาไม่ได้ทำแบบขอไปทีในพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพร  นอกจากศัตรูของพระคริสต์ที่ต้องการปกครองในฐานะกษัตริย์อยู่เสมอแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็เต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริง  มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่ถือว่าการไล่ตามไขว่คว้าจุดหมายปลายทางในอนาคต พร และการปกครองในฐานะกษัตริย์เป็นเป้าหมายและเป็นผลลัพธ์ที่จะได้รับในท้ายที่สุดจากความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  พวกเขาจะไม่ปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้หรือเปลี่ยนเส้นทางไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไรก็ตาม—พวกเขากำลังตกอยู่ในปัญหาใหญ่ไม่ใช่หรือ?  พวกเขารู้ดีแก่ใจว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พวกเขาแค่ไม่ยอมรับเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ พวกเขาทำได้เพียงถูกกำจัดและถูกลงโทษเท่านั้น  นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายของการเชื่อในพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์

ตอนนี้เราได้สามัคคีธรรมเรื่องที่ผู้คนเสาะแสวงที่จะปกครองเป็นกษัตริย์ไปอย่างชัดเจนแล้วใช่หรือไม่?  พวกเจ้ามีความเข้าใจใหม่ๆ บ้างหรือยัง?  เส้นทางของการไล่ตามไขว่คว้าที่จะปกครองในฐานะกษัตริย์นี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  ถ้าเช่นนั้นผู้คนควรทำอย่างไรในเรื่องนี้?  ควรเข้าใจความจริงอันใดในเรื่องนี้จึงจะรู้จักแก่นแท้ของมนุษย์?  นี่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าว่าจะทรงพิพากษาแก่นแท้และพฤติกรรมที่แท้จริงของคนคนหนึ่งเป็นเช่นไร  พระเจ้าทรงใช้สิ่งใดเป็นพื้นฐานในการพิพากษาเรื่องทั้งหมดนี้?  พระองค์ทรงใช้ความจริงเป็นพื้นฐาน  ดังนั้น จุดจบหรือบั้นปลายของคนคนหนึ่งจึงไม่ได้ถูกกำหนดตามเจตจำนงของพวกเขาเอง หรือตามความชอบหรือความคิดฝันของพวกเขา พระผู้สร้าง พระเจ้าต่างหากที่มีสิทธิ์ชี้ขาด  แล้วผู้คนควรให้ความร่วมมือในเรื่องนี้อย่างไร?  ผู้คนสามารถเลือกได้เพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นคือ เฉพาะเมื่อพวกเขาแสวงหาความจริง เข้าใจความจริง เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า สัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า และได้รับความรอดแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีปลายทางที่ดีและโชคชะตาที่ดีในท้ายที่สุด  ถ้าผู้คนทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ก็วาดภาพจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของพวกเขาได้ไม่ยาก ด้วยเหตุนี้  ในเรื่องนี้ จงอย่ามองสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญากับมนุษย์เอาไว้ สิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับจุดจบของมวลมนุษย์ และสิ่งที่พระเจ้าทรงตระเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์  สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า ล้วนเป็นเรื่องของพระเจ้า ไม่อาจได้มาด้วยการฉกฉวย ร้องขอ หรือแลกเปลี่ยน  ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าควรทำสิ่งใด?  เจ้าควรลุล่วงหน้าที่ของเจ้า ทำสิ่งที่เจ้าพึงทำอย่างสุดจิตสุดใจ และสุดกำลังของเจ้า  ส่วนที่เหลือ—สิ่งที่เกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางในอนาคต โชคชะตา และบั้นปลายในอนาคตของมวลมนุษย์—นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถตัดสินใจได้ สิ่งเหล่านั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการ และไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ  บางคนถามว่า “ถ้าไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา แล้วมาบอกเรื่องนี้กับพวกเราทำไม?”  แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า แต่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้เรื่องเหล่านี้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ตรัสเรื่องเหล่านี้ได้ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์สัญญาเรื่องเหล่านี้กับมวลมนุษย์  แล้วถ้าพระเจ้าทรงรู้เรื่องเหล่านี้ พระเจ้าก็ควรตรัสเรื่องเหล่านี้มิใช่หรือ?  นับเป็นความผิดพลาดที่จะยังคงไล่ตามไขว่คว้าจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของตนเองในเมื่อเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร  พระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกให้เจ้าไล่ตามไขว่คว้าเรื่องนี้ พระองค์เพียงแต่ยอมให้เจ้ารู้เท่านั้น ถ้าเจ้าเชื่ออย่างผิดๆ ว่านี่คือการที่พระเจ้าตรัสบอกให้เจ้าใช้เรื่องนี้เป็นเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไร้สำนึกโดยสิ้นเชิง และไม่มีความรู้สึกนึกคิดตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  การตระหนักรู้ทุกสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ย่อมมากพอแล้ว เจ้าต้องยอมรับข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ไม่ว่าจะเป็นคำสัญญาประเภทใด ดีหรือธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้คนชอบหรือสิ่งที่พวกเขาไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตย  การจัดเตรียม และการกำหนดของพระผู้สร้าง มีเพียงการปฏิบัติและลงมือไล่ตามเสาะหาตามทิศทางและเส้นทางที่ถูกต้องซึ่งพระผู้สร้างทรงระบุเอาไว้เท่านั้นที่เป็นหน้าที่และภาระผูกพันของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ส่วนเรื่องที่ว่าเจ้าจะได้รับสิ่งใดในท้ายที่สุด และจะมีส่วนในคำสัญญาใดบ้างของพระเจ้า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้า เส้นทางที่เจ้าเดิน และอธิปไตยของพระผู้สร้าง  ตอนนี้พระวจนะเหล่านี้ชัดเจนสำหรับพวกเจ้าหรือยัง?  (ชัดเจน)  และพระวจนะเหล่านี้จะช่วยให้พวกเจ้าสนองความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเจ้า หรือจะช่วยให้พวกเจ้าเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริง?  (พระวจนะเหล่านี้จะช่วยให้พวกเราไล่ตามเสาะหาความจริงและเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต)  สำหรับผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติและมีสำนึก ผู้ที่รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกและความจริง พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ผิดหวังเมื่อได้ยินพระวจนะเหล่านี้ แต่พวกเขายังสามารถยีนหยัดในความเชื่อของตนที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและยอมรับความรอดจากพระเจ้า อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่ไม่มีความมีเหตุผลที่ปกติ ผู้คนที่ผิดปกติเหล่านั้นที่ไล่ตามไขว่คว้าพร ผลประโยชน์ทางเนื้อหนัง และการสนองความทะเยอทะยานและความอยากของตนอย่างดื้อรั้น อาจหมดความกระตือรือร้นเมื่อได้ยินพระวจนะเหล่านี้ และหมดความสนใจในการเชื่อในพระเจ้า  แน่นอนว่า ยังมีบางคนที่ไม่รู้ว่าจะเชื่ออย่างไรเมื่อได้ยินพระวจนะเหล่านี้  การที่ผู้คนเข้าใจความจริงนั้นสำคัญมากมิใช่หรือ?  ความจริงสามารถนำผู้คนให้เดินตามเส้นทางที่ถูกต้องและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ดีกว่ามิใช่หรือ?  (ใช่)  มีเพียงความจริงเท่านั้นที่สามารถทำให้ผู้คนได้รับความรอดได้ หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นบนเส้นทางสู่ความรอด เจ้าก็มักจะหลงทาง ทำผิดพลาด และทนทุกข์กับการสูญเสีย และเมื่อเจ้าไปถึงปลายทางในความเชื่อของเจ้า เจ้าก็จะไม่มีความเป็นจริงความจริงใดๆ เลย และกลายเป็นผู้รับใช้อย่างแท้จริง  หากเจ้าสวมบทบาทเป็นผู้รับใช้ตลอดหลายปีที่เจ้าเชื่อในพระเจ้า และไม่สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานในท้ายที่สุดได้ เช่นนั้นนั่นก็คือโศกนาฏกรรม

9 พฤษภาคม ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่แปด)

ถัดไป: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger