ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่แปด)

II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์

ง. จุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา

ก่อนอื่นพวกเรามาทบทวนสิ่งที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันในการชุมนุมครั้งล่าสุดกันเถิด  (คราวที่แล้วพระเจ้าทรงสามัคคีธรรมถึงประการที่สองของวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา—วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีต่อหน้าที่ของตนอยู่สามประเภท  ประการแรก พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมและทรงนำมวลมนุษย์ ดังนั้น การทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ และเป็นสิ่งที่ยุติธรรมและงดงามที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับมองว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของการแลกเปลี่ยน และต้องการแลกเปลี่ยนการทำหน้าที่ของตนกับจุดหมายปลายทางในอนาคตที่ดีและบั้นปลายที่ดี  ประการที่สอง เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงแสดงความจริงมากมาย ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงไม่มองว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง เป็นสิ่งที่มวลมนุษย์ควรมี ไล่ตามเสาะหา ยอมรับ และเข้าสู่เพื่อที่จะได้รับการช่วยให้รอด แต่ตรงกันข้าม พวกเขากลับมองว่าการไล่ตามไขว่คว้าจุดหมายปลายทางในอนาคต บั้นปลาย ความมีหน้ามีตา และสถานะคือความจริงและเป็นสิ่งที่พวกเขาควรยึดถือและได้รับ  ประการที่สาม พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อบริหารจัดการและช่วยมวลมนุษย์ให้รอด แต่จากมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ นี่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนและเป็นเกมอย่างหนึ่ง พวกเขาเชื่อว่าผู้คนสามารถได้รับพรแห่งราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ผ่านการทำงานหนักและการแลกเปลี่ยนเท่านั้น  เมื่อพิจารณาจากท่าทีของศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำหน้าที่ของตน เห็นได้ว่าอุปนิสัยของพวกเขานั้นเลวร้าย)  มีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่?  (ศัตรูของพระคริสต์มองว่าการทำหน้าที่ของตนเป็นหนทางเดียวที่จะไล่ตามไขว่คว้าพร  ทันทีที่ความอยากได้รับพรของตนพังทลายลง พวกเขาอาจละทิ้งหน้าที่ของตนในทันที หรือถึงขั้นทิ้งพระเจ้าไป  นี่คือท่าทีของศัตรูของพระคริสต์เมื่อความอยากได้รับพรของพวกเขาพังทลายลง)  (ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้กลับใจอย่างแท้จริง  เมื่อพวกเขาถูกปลดหรือถูกขับไล่เพราะเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนหรือกระทำชั่ว และพระนิเวศของพระเจ้าให้โอกาสพวกเขาทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง พวกเขาก็ไม่ได้ซาบซึ้งใจ  ตรงกันข้าม พวกเขากลับพร่ำบ่นและตัดสิน โดยกล่าวว่า “เมื่อคุณต้องการฉันก็เรียกฉันกลับมา แต่พอไม่ต้องการก็แค่เขี่ยฉันทิ้ง”  นี่แสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันกลับใจ)  กล่าวสั้นๆ ก็คือ แก่นแท้ที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาในการปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนและการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้านั้น โดยพื้นฐานแล้วเหมือนกัน พวกเขาเพียงแค่กำลังสำแดงอุปนิสัยเดียวกันและแก่นแท้เดียวกันในการปฏิบัติต่อสิ่งที่แตกต่างกันเหล่านี้  โดยพื้นฐานแล้ว คราวก่อนพวกเราได้สามัคคีธรรมถึงแก่นแท้ทั้งหมดที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาในการปฏิบัติต่อหน้าที่ของพวกเขา  ประการที่หนึ่ง พวกเขาไม่เชื่อและปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ประการที่สอง แม้เจ้าจะสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้ากับพวกเขา และพวกเขาสามารถเข้าใจความจริงได้ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงนั้น ประการที่สาม พวกเขาปฏิเสธที่จะนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ประการที่สี่ พวกเขาไม่เคยกลับใจอย่างแท้จริง  เหล่านี้คือแก่นแท้ของการสำแดงของพวกเขาไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเจ้าคิดสี่ประการนี้ขึ้นมาเองหรือ?  (ไม่ใช่)  ส่วนใหญ่ที่พวกเจ้าพูดถึงคือการสำแดงบางประการที่พวกเราสามัคคีธรรมถึงเมื่อคราวที่แล้ว แต่พวกเจ้าก็ยังมองไม่ทะลุถึงแก่นแท้ที่อยู่เบื้องหลังการสำแดงเหล่านี้  แก่นแท้ที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงต่อหน้าความจริงและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านั้นมักจะเป็นการปฏิเสธที่จะรับรู้ ยอมรับ นบนอบ หรือกลับใจอยู่เสมอ  ในเมื่อนี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าและหน้าที่ของพวกเขา แล้วพวกเขาปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งอย่างไร?  มีการสำแดงอื่นใดอีกบ้างที่ทำให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขามีแก่นแท้ดังกล่าว และยืนยันว่าพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระเจ้า และศัตรูของความจริง?  นี่คือประการที่สาม ซึ่งพวกเราจะสามัคคีธรรมในวันนี้ นั่นคือ วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง  ประการนี้คือหัวข้อย่อยที่สามของวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา  เห็นหรือไม่ว่า การสามัคคีธรรมความจริงแต่ละข้อนั้นจำเป็นต้องมีการสามัคคีธรรมที่เฉพาะเจาะจง รวมทั้งการแสวงหาและการใคร่ครวญที่เฉพาะเจาะจงเช่นนี้  หากเราเพียงแค่พูดในภาพกว้าง เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าใจความเป็นจริงของความจริงแต่ละข้อในหนทางที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นได้  เอาละ พวกเราจะไม่ทบทวนเนื้อหาที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันไปเมื่อคราวที่แล้วอีกต่อไป  ครั้งนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประการที่สามอย่างเป็นทางการ

3. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง

การถูกตัดแต่งเป็นสิ่งที่ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าอาจได้รับประสบการณ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างทำหน้าที่ ขณะที่ประสบการณ์ในการถูกตัดแต่งของพวกเขาเพิ่มขึ้น คนส่วนใหญ่กลายเป็นตระหนักรู้ในความหมายของการถูกตัดแต่งมากขึ้นเรื่อยๆ  พวกเขารู้สึกว่าการถูกตัดแต่งมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน และพวกเขาก็สามารถปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งได้อย่างถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ  แน่นอนว่าตราบที่พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ และไม่สำคัญว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด ทุกคนย่อมจะมีโอกาสที่จะถูกตัดแต่ง  คนปกติสามารถปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งได้อย่างถูกต้อง  ในแง่มุมหนึ่ง พวกเขาสามารถยอมรับการถูกตัดแต่งด้วยหัวใจที่นบนอบพระเจ้า และในอีกแง่มุมหนึ่ง พวกเขาก็สามารถทบทวนและเรียนรู้ได้อีกด้วยว่าพวกเขามีปัญหาใด  นี่คือท่าทีและมุมมองทั่วไปในเรื่องวิธีที่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง  แล้วศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งในหนทางนี้ด้วยหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่  เมื่อเป็นเรื่องของการปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งของพวกเขา ท่าทีของศัตรูของพระคริสต์และคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน  อันดับแรกเลยก็คือ สำหรับศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเป็นเรื่องของการถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้  และมีเหตุผลต่างๆ ที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ โดยเหตุผลหลักก็คือในยามที่ถูกตัดแต่ง พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาเสียหน้าไปแล้ว พวกเขาได้สูญเสียความมีหน้ามีตา สถานะ และศักดิ์ศรีของตนไปแล้ว พวกเขาถูกทิ้งไว้ให้ไม่สามารถเงยหน้าต่อหน้าทุกคนได้  สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบในหัวใจของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับการถูกตัดแต่ง และพวกเขาก็รู้สึกว่าใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขาตั้งใจที่จะทำร้ายพวกเขาและเป็นศัตรูของพวกเขา  นี่คือวิธีคิดของพวกศัตรูของพระคริสต์ในยามที่พวกเขาถูกตัดแต่ง  เจ้ามั่นใจในเรื่องนี้ได้  ในข้อเท็จจริงแล้ว การที่ใครบางคนสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ อีกทั้งการที่ใครบางคนสามารถนบนอบอย่างแท้จริงได้หรือไม่นั้น ถูกเผยให้เห็นมากที่สุดในการตัดแต่งนั่นเอง  การที่ศัตรูของพระคริสต์ต่อต้านการตัดแต่งอย่างมากนั้นเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขารังเกียจความจริงและไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อย  เช่นนั้นนี่ย่อมเป็นประเด็นสำคัญของปัญหา  ความภาคภูมิใจของพวกเขาไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ การไม่ยอมรับความจริงคือแก่นแท้ของปัญหา  เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง ศัตรูของพระคริสต์เรียกร้องให้ทำการตัดแต่งด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ดี  หากน้ำเสียงของผู้กระทำการจริงจังและท่าทีของพวกเขาเข้มงวด ศัตรูของพระคริสต์จะต่อต้านและแข็งขืน และยิ่งเดือดดาลจากความละอาย  พวกเขาไม่ใส่ใจว่าสิ่งที่ถูกเปิดโปงในตัวพวกเขาถูกต้องหรือไม่ หรือนั่นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ และพวกเขาก็ไม่ทบทวนว่าพวกเขาทำผิดพลาดไปตรงไหนหรือพวกเขาควรยอมรับความจริงหรือไม่  พวกเขาคิดเพียงแค่ว่าความทะนงตนและความภาคภูมิใจของพวกเขาได้รับผลกระทบหรือไม่  ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถรับรู้ได้โดยสมบูรณ์ว่าการตัดแต่งเป็นประโยชน์ต่อผู้คน และเปี่ยมรัก และมีเจตนาในการช่วยให้รอด สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผู้คน  พวกเขามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ  นี่เป็นการที่พวกเขาไม่แยกแยะและไม่มีเหตุผลไปหน่อยมิใช่หรือ?  แล้วเมื่อเผชิญกับการถูกตัดแต่ง ศัตรูของพระคริสต์เผยอุปนิสัยใดออกมา?  โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าอุปนิสัยนั้นก็คืออุปนิสัยของการรังเกียจความจริง ตลอดจนอุปนิสัยของความโอหังและการดื้อแพ่ง  นี่เผยให้เห็นว่าแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ก็คือแก่นแท้ของการรังเกียจความจริงและการเกลียดชังความจริง  ดังนั้นศัตรูของพระคริสต์จึงกลัวการถูกตัดแต่งมากที่สุด ทันทีที่พวกเขาถูกตัดแต่ง สภาวะที่น่าเกลียดของพวกเขาย่อมถูกเปิดโปงโดยสิ้นเชิง  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาแสดงให้เห็นถึงการสำแดงใด และพวกเขาอาจพูดหรือทำสิ่งใดที่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นมองเห็นอย่างชัดเจนว่าศัตรูของพระคริสต์ก็คือศัตรูของพระคริสต์ เห็นว่าพวกเขาแตกต่างจากคนที่เสื่อมทรามปกติทั่วไป และแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาแตกต่างจากบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง?  เราจะยกตัวอย่างสักสองสามประการ และพวกเจ้าสามารถคิดตามตัวอย่างเหล่านี้พร้อมเพิ่มเติมได้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาจะคำนวณและคิดก่อนว่า “คนประเภทไหนกำลังตัดแต่งฉัน?  เขากำลังหมายถึงอะไร?  เขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?  เหตุใดเขาจึงตัดแต่งฉัน?  เขารู้สึกดูหมิ่นฉันหรือไม่?  ฉันได้พูดบางสิ่งที่ล่วงเกินเขาหรือไม่?  เขากำลังแก้แค้นฉันเพราะฉันมีบางสิ่งที่ดีและยังไม่ได้ให้สิ่งนั้นกับเขาและเขากำลังใช้โอกาสนี้ข่มขู่กรรโชกฉันหรือเปล่า?”  แทนที่จะทบทวนและทำความเข้าใจการกระทำผิด ความประพฤติผิดในอดีตของตนเอง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา พวกเขากลับต้องการหาเบาะแสในเรื่องที่กำลังถูกตัดแต่ง  พวกเขารู้สึกว่ามีสิ่งที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนั้น  นี่คือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง  ในที่นี้มีการยอมรับที่แท้จริงอันใดหรือไม่?  มีความรู้หรือการทบทวนที่แท้จริงหรือไม่?  (ไม่มี)  เวลาที่คนส่วนใหญ่ถูกตัดแต่ง นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  และอาจเป็นเพราะพวกเขาทำบางสิ่งที่ผิดพลาดเนื่องจากการไม่รู้ความและทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ด้วยเช่นกัน  และยังอาจเป็นเพราะพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน และนี่เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  สิ่งที่น่าชิงชังที่สุดก็คือผู้คนทำตามที่พวกเขาปรารถนาอย่างโจ่งแจ้งโดยปราศจากการควบคุม ละเมิดหลักธรรม รวมทั้งขัดขวางและก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้ง  นี่คือเหตุผลหลักที่ผู้คนถูกตัดแต่ง   ไม่ว่าสภาพการณ์ที่เป็นเหตุให้ใครบางคนถูกตัดแต่งจะเป็นอย่างไร ท่าทีที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุดที่จะมีต่อเรื่องนี้คือท่าทีใด?  อันดับแรกเลยก็คือ เจ้าต้องยอมรับการตัดแต่งนี้  ไม่สำคัญว่าใครกำลังตัดแต่งเจ้า ด้วยเหตุผลใด ไม่สำคัญว่าการตัดแต่งนี้จะดูรุนแรงหรือไม่ หรือน้ำเสียงและถ้อยคำเป็นอย่างไร เจ้าก็ควรยอมรับการตัดแต่งนี้  จากนั้นเจ้าก็ควรรับรู้ว่าเจ้าทำสิ่งใดผิด เจ้าเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกมา และเจ้าปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่  สิ่งที่สำคัญที่สุด นี่คือท่าทีที่เจ้าควรมี  แล้วศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นนี้หรือไม่?  ไม่มีท่าทีเช่นนี้ ท่าทีที่พวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบคือท่าทีของการขัดขืนและความสะอิดสะเอียน  ด้วยท่าทีเช่นนั้น พวกเขาสามารถอยู่ในความเงียบสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับการตัดแต่งอย่างถ่อมตนได้หรือไม่?  พวกเขาทำไม่ได้  เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วพวกเขาจะทำอย่างไร?  อันดับแรกเลยก็คือ พวกเขาจะโต้แย้งและชี้แจงเหตุผลอย่างเอาจริงเอาจัง แก้ต่างและโต้แย้งการกระทำผิดซึ่งพวกเขาทำลงไปรวมทั้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาได้เผยออกมา โดยหวังว่าจะชนะใจจนได้รับความเข้าใจและการให้อภัยจากผู้คน เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบหรือยอมรับคำพูดที่ตัดแต่งพวกเขา  พวกเขาแสดงท่าทีเช่นไรเมื่อเผชิญกับการถูกตัดแต่ง?  “ฉันไม่ได้ทำบาป  ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย  หากฉันทำผิดพลาดไป ย่อมมีเหตุผลสำหรับความผิดพลาดนั้น หากฉันทำผิดพลาดไป ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจทำเช่นนั้น ฉันไม่ควรต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดนั้น  มีใครไม่ทำผิดพลาดบ้างล่ะ?”  พวกเขาใช้ประโยชน์จากคำกล่าวและวลีเหล่านี้ แต่พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และพวกเขาไม่ยอมรับความผิดพลาดที่พวกเขาได้ทำลงไปหรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา—และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ยอมรับว่าเจตนาและเป้าหมายของพวกเขาในการทำชั่วคือสิ่งใด  ไม่สำคัญว่าความผิดพลาดที่พวกเขาได้ทำลงไปเป็นที่ประจักษ์ชัดเพียงใดหรือพวกเขาเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียอันใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาก็แสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับสิ่งเหล่านี้  พวกเขาไม่รู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย และมโนธรรมของพวกเขาไม่รู้สึกว่าถูกตำหนิแต่อย่างใด  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับแก้ต่างให้ตัวเองอย่างสุดกำลังและสู้รบกันด้วยคำพูด โดยคิดว่า “ทุกคนมีมุมมองที่สามารถอธิบายได้  ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดเก่งกว่ากัน  หากฉันสามารถหลอกให้คนส่วนใหญ่ยอมรับเหตุผลและคำอธิบายของฉันได้ เช่นนั้นฉันก็ชนะ และความจริงที่คุณพูดย่อมไม่ใช่ความจริง และข้อเท็จจริงของคุณก็ไม่ถูกต้อง  คุณต้องการกล่าวโทษฉันอย่างนั้นหรือ?  ไม่มีทาง!”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง ในห้วงลึกของหัวใจและดวงจิตของพวกเขานั้น พวกเขาขัดขืนและปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและแน่วแน่ รวมทั้งรู้สึกสะอิดสะเอียนกับการถูกตัดแต่งนี้  ท่าทีของพวกเขาก็คือ “ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร ไม่ว่าคุณจะพูดถูกแค่ไหน ฉันก็จะไม่ยอมรับ และฉันจะไม่ยอมรับสิ่งที่คุณพูด  ฉันไม่ผิด”  ไม่สำคัญว่าข้อเท็จจริงทั้งหลายจะเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาออกมาอย่างไร พวกเขาก็ไม่รับรู้หรือยอมรับการเปิดเผยนี้ แต่ยังคงทำการท้าทายและขัดขืนของตนต่อไป  ไม่ว่าผู้อื่นจะพูดอะไรก็ตาม พวกเขาไม่ยอมรับและไม่รับรู้เรื่องนั้น แต่คิดว่า “พวกเรามาดูกันเถิดว่าใครพูดได้เก่งกว่ากัน พวกเรามาดูกันเถิดว่าใครเป็นคนที่พูดได้ดีกว่ากัน”  นี่คือรูปแบบหนึ่งของท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง

การที่คนคนหนึ่งสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่นั้นจะถูกเผยให้เห็นเมื่อเขาถูกตัดแต่ง  ศัตรูของพระคริสต์ล้วนกล่าวคำพูดและคำสอนได้อย่างชัดเจนมาก แต่เมื่อถูกตัดแต่ง พวกเขากลับเอาแต่รู้สึกคัดค้าน โต้เถียง และแข็งขืน รวมทั้งไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  พวกเขาไม่สามารถนำคำพูดและคำสอนใดๆ ที่พวกเขาพร่ำพูดอยู่เป็นประจำไปปฏิบัติได้เลย  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เหตุผลก็คือ โดยแก่นแท้แล้วศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริง  อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้นชั่วช้าและโอหังอย่างถึงที่สุด  ท่าทีของพวกเขาต่อหน้าความจริงและข้อเท็จจริงมักจะเป็นท่าทีของการดื้อแพ่ง การไม่ยอมรับ และความชิงชังเสมอ  เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง นอกเหนือจากการให้เหตุผลเข้าข้างตนเองและอธิบายเพื่อแก้ต่างให้ตนเองอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาความมีหน้ามีตาของตนเองแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังมีความเชื่อมั่นที่แรงกล้าที่สุดว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน  พระเจ้านั้นชอบธรรม และไม่ว่าคนคนหนึ่งจะตัดแต่งฉันอย่างไร เขาก็ไม่สามารถตัดสินชะตากรรมของฉันได้  ฉันไม่ยอมรับความจริง แล้วเขาจะทำอะไรฉันได้?”  ในหัวใจของพวกเขานั้นแข็งขืนและคิดว่า “ไม่ว่าสิ่งที่คนคนหนึ่งบนแผ่นดินโลกพูดจะถูกต้องหรือตรงตามความจริงเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่ความจริง มีเพียงถ้อยดำรัสโดยตรงจากพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้นที่เป็นความจริง ไม่ว่าคนคนหนึ่งบนแผ่นดินโลกจะพิพากษา ตีสอน และตัดแต่งผู้อื่นอย่างไร คนคนนั้นก็ไม่ชอบธรรม มีเพียงพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้นที่ชอบธรรม”  ความหมายโดยนัยที่พวกเขาไม่ได้พูดออกมาคืออะไร?  “ไม่ว่าสิ่งที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกตรัสจะถูกต้องหรือตรงตามความจริงเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่ความจริง  มีเพียงพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้นที่เป็นความจริง พระเจ้าในสวรรค์ยิ่งใหญ่ที่สุด  แม้พระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะสามารถแสดงความจริงได้เช่นกัน แต่ก็ไม่อาจเทียบกับพระเจ้าในสวรรค์ได้”  นี่คือสิ่งที่พวกเขาหมายถึงไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  “สิ่งที่ฉันเชื่อคือพระเจ้าในสวรรค์ ไม่ใช่พระเจ้าบนแผ่นดินโลก  ไม่ว่าคำพูดที่คุณซึ่งเป็นคนธรรมดาคนนี้พูดจะถูกต้องหรือตรงตามความจริงเพียงใด คุณก็ยังคงไม่ใช่พระเจ้าในสวรรค์  พระเจ้าในสวรรค์ครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  พระเจ้าในสวรรค์กำหนดชะตากรรมของฉัน  พระเจ้าบนแผ่นดินโลกไม่สามารถกำหนดชะตากรรมของฉันได้  ไม่ว่าสิ่งที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกพูดจะสอดคล้องกับความจริงเพียงใด ฉันก็จะไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น  ฉันยอมรับและนบนอบพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้น  ไม่ว่าพระเจ้าในสวรรค์จะปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ฉันก็จะนบนอบต่อการนั้น”  คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดที่ศัตรูของพระคริสต์เผยออกมาเมื่อถูกตัดแต่ง  คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดที่มาจากหัวใจของพวกเขา  คำพูดจากใจจริงเหล่านี้ของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยของพวกเขาอย่างครบถ้วน และเผยให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริง  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เผยคำพูดเหล่านี้ออกมา โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาก็ถูกเปิดเผยอย่างหมดเปลือก  อาจกล่าวได้ว่าใครก็ตามที่สามารถกล่าวคำพูดเหล่านี้ได้ย่อมเป็นศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริง และเป็นมารและซาตานที่แท้จริง  เมื่อถูกตัดแต่ง ศัตรูของพระคริสต์บางคนก็แสดงท่าทีที่ไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่ประจบสอพลอและไม่วางอำนาจเหนือผู้อื่น  พวกเขาไม่ยอมรับความจริงหรือยอมรับการถูกตัดแต่ง และพวกเขาไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง  ตรงกันข้าม พวกเขากลับถอยไปยึดมั่นในความเชื่อมั่นของตน และใช้ความเชื่อมั่นนั้นมาปกป้องความมีหน้ามีตา สถานะ และความรู้สึกถึงการมีตัวตนของตนเอง ซึ่งเป็นการเปิดโปงแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อของพวกเขาโดยสิ้นเชิง  พวกเขาใช้คำพูดที่ว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน และพระเจ้านั้นชอบธรรม” มาหักล้างและเอาชนะทุกคน และเพื่อปฏิเสธความจริงรวมทั้งปฏิเสธพระเจ้าบนแผ่นดินโลก  ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อปกปิดและหลบเลี่ยงความรับผิดชอบต่อบาปของตนเอง และเพื่อปกปิดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้ธรรมชาติของตน  ศัตรูของพระคริสต์ใช้ความเชื่อมั่นและทฤษฎีของตนปกปิดการทำชั่วของตนเอง และพวกเขายังใช้สิ่งเหล่านั้นปลอบประโลมและปกป้องตนเองอีกด้วย  พวกเขาปลอบประโลมตนเองอย่างไร?  พวกเขาคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก สิ่งที่คนคนหนึ่งบนแผ่นดินโลกพูดนั้นไม่มีความหมาย  ไม่ว่าสิ่งที่เขาพูดจะถูกต้องเพียงใด ฉันก็จะไม่ยอมรับคำพูดเหล่านั้น  ตราบใดที่ฉันไม่ยอมรับสิ่งที่เขาพูด เช่นนั้นคำพูดเหล่านั้นก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงและไม่ตรงตามความจริง  ดังนั้น ฉันไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาด ความประพฤติผิด หรือการกระทำผิดใดๆ ที่ฉันทำ ฉันแค่ทำได้ตามที่ฉันพอใจ เดินวางมาด และทำสิ่งต่างๆ ในหนทางของฉันเองเหมือนที่เคยทำมา”  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเดินบนเส้นทางของพวกเขาในหนทางนี้ต่อไปโดยปราศจากความกังวลใจใดๆ ทั้งสิ้น และยังคงปราศจากสำนึกแห่งความละอาย ยึดติดกับความอยากและเจตนาที่จะได้รับพรของตนจนถึงที่สุด  นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาก็ถูกเผยออกมา  นี่คือเวลาที่แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขามีแนวโน้มที่จะถูกเปิดโปงมากที่สุด  ประการแรก พวกเขาสามารถสารภาพการทำชั่วของตนหรือไม่?  ประการที่สอง พวกเขาสามารถทบทวนตนเองและรู้จักตนเองหรือไม่?  และประการที่สาม เมื่อถูกตัดแต่ง พวกเขาสามารถยอมรับการตัดแต่งจากพระเจ้าได้หรือไม่?  ด้วยมาตรวัดสามประการนี้ คนเราย่อมสามารถมองเห็นแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ได้  หากคนคนหนึ่งสามารถนบนอบได้เมื่อถูกตัดแต่ง และสามารถทบทวนตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงมารู้จักการเผยความเสื่อมทรามและแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของตนเอง เช่นนั้นแล้ว นั่นก็คือคนที่สามารถยอมรับความจริง  เขาไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์  มาตรวัดทั้งสามประการนี้คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ขาดโดยแท้  ศัตรูของพระคริสต์กลับทำสิ่งอื่นแทน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด—นั่นก็คือ เมื่อถูกตัดแต่ง เขาก็กล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูล  แทนที่จะสารภาพการทำผิดของตนและยอมรับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน เขากลับกล่าวโทษคนที่ตัดแต่งเขา  เขาทำเช่นนั้นได้อย่างไร?  เขากล่าวว่า “การตัดแต่งไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป  การตัดแต่งล้วนเป็นเรื่องของการกล่าวโทษโดยมนุษย์ การตัดสินของมนุษย์ทั้งนั้น ไม่ได้ทำในนามของพระเจ้า  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงชอบธรรม  ใครก็ตามที่กล่าวโทษผู้อื่นย่อมถูกกล่าวโทษ”  นี่ไม่ใช่การกล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูลหรอกหรือ?  คนประเภทใดกันที่จะกล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูลเช่นนี้?  มีเพียงคนน่ารำคาญที่ไร้สำนึกซึ่งไม่รับฟังเหตุผลเท่านั้นที่จะทำเช่นนั้น และมีเพียงคนที่เป็นพวกเดียวกับหมู่มารและซาตานเท่านั้นที่จะทำเช่นนั้น  คนที่มีมโนธรรมและสำนึกจะไม่มีวันทำเรื่องเช่นนี้  ดังนั้น บรรดาผู้ที่กล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูลเมื่อตนถูกตัดแต่งย่อมต้องเป็นคนชั่ว  พวกเขาล้วนเป็นหมู่มาร  เมื่อศัตรูของพระคริสต์กล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูล พวกเขามักจะพูดอย่างไร?  “ฉันเชื่อในพระเจ้า และพระเจ้านั้นชอบธรรม!  ฉันนบนอบพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน!  การตัดแต่งไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป  หากพระเจ้าตัดแต่งฉัน ฉันจะยอมรับ แต่ถ้าผู้คนตัดแต่งฉัน ฉันจะไม่ยอมรับ!”  สิ่งแรกที่ศัตรูของพระคริสต์จะพูดก็คือ “พระเจ้านั้นชอบธรรม!”  เจ้าสามารถได้ยินว่าน้ำเสียงของพวกเขาแฝงไว้ด้วยวิธีคิดที่มุ่งร้าย  สิ่งที่สองที่พวกเขาพูดก็คือ “ฉันนบนอบพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน!”  พวกเจ้าเคยได้ยินคำกล่าวสองประโยคนี้หรือไม่?  (เคย)  พวกเจ้าเคยพูดคำกล่าวเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่เคย)  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดคำกล่าวสองประโยคนี้  ต่อเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นบวกและเป็นสิ่งที่พวกเขาควรยอมรับเท่านั้น พวกเขาจึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงชอบธรรมจริงๆ เป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ฉันถูกตัดแต่งและบ่มวินัย”  พวกเขายอมรับเรื่องนี้ในทางบวก และไม่ได้ใช้คำพูดเหล่านี้มาปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง หรือให้เหตุผลเข้าข้างตนเองและอธิบายเพื่อแก้ต่างให้ตนเองเลยแม้แต่น้อย  พวกเขายอมรับและรับรู้คำพูดเหล่านี้และข้อเท็จจริงนี้จากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง  ท่าทีของศัตรูของพระคริสต์นั้นแตกต่างออกไป  ในบริบทของการถูกตัดแต่ง พวกเขาสามารถใช้น้ำเสียงนี้หรือเจตนาแบบนี้มากล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า และพระเจ้านั้นชอบธรรม! ฉันนบนอบพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน!”  คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?  พวกเขาคือผู้คนที่ยอมรับความจริงหรือไม่?  พวกเขาไม่ใช่คนเช่นนั้นอย่างแน่นอน  พวกเขาไม่ยอมรับว่าการถูกตัดแต่งนั้นมาจากพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  การที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้จากพระเจ้าได้นั้นพิสูจน์ให้เห็นโดยสมบูรณ์ว่าพวกเขาไม่ยอมรับว่าอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง และไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะยอมรับว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมได้อย่างไร?  ชัดเจนว่าพวกเขากำลังใช้คำพูดเหล่านี้ ซึ่งดูผิวเผินเหมือนจะถูกต้อง มากล่าวโทษผู้อื่น กล่าวโทษบรรดาผู้ที่ไม่เป็นมิตรกับพวกเขา ผู้ที่ตัดแต่งพวกเขา และผู้ที่เปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา  การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่การกระทำของคนชั่วหรอกหรือ?  คนเหล่านี้คือคนชั่ว  คนชั่วอาจใช้คำพูดที่ถูกต้องมาต่อต้านพระเจ้าและต่อต้านความจริงในช่วงเวลาวิกฤติ และใช้คำพูดที่ถูกต้องมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ภาพลักษณ์ของตนเอง ตลอดจนศักดิ์ศรีและความมีหน้ามีตาของตนเอง  นี่ไม่ใช่ความไร้ยางอายหรอกหรือ?  “คนอธรรมทำให้หน้าของตนด้านไป” (สุภาษิต 21:29) ประโยคนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงในตัวคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์ก็คือผู้คนประเภทนี้

อีกสิ่งหนึ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูดก็คือ “ฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน!”  เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน ประโยคนี้ฟังดูผิดหรือไม่?  (ไม่ผิด)  การเชื่อในพระเจ้าย่อมถูกต้องอย่างแน่นอน—คนเราไม่สามารถเชื่อในคนบางคนได้  คำพูดเหล่านี้เหมาะสมและถูกต้องอย่างยิ่ง คำพูดเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดผิดเลย  น่าเสียดายที่ความหมายของประโยคนี้เปลี่ยนไปเมื่อออกมาจากปากของศัตรูของพระคริสต์  การเปลี่ยนแปลงความหมายเช่นนี้แสดงให้เห็นสิ่งใด?  แสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ใช้คำพูดที่ถูกต้องเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากปัญหาและอธิบายเพื่อแก้ต่างให้ตนเอง  เจตนาของพวกเขาที่อยู่เบื้องหลังการกล่าวคำพูดเหล่านี้คืออะไร?  เหตุผลของพวกเขาในการกล่าวคำพูดเหล่านี้คืออะไร?  การกล่าวคำพูดเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแก่นแท้ของพวกเขาในแง่มุมใดบ้าง?  (การไม่ยอมรับความจริง การเกลียดชังความจริง)  ถูกต้อง พวกเขาไม่ยอมรับความจริง  ดังนั้น แม้พวกเขาไม่ยอมรับความจริง แต่พวกเขาจะพูดอย่างเปิดเผยหรือไม่ว่า “ฉันไม่ยอมรับความจริง ถึงแม้สิ่งที่คุณพูดจะถูกต้อง ฉันก็ไม่ยอมรับ”?  หากพวกเขาพูดเช่นนี้ ผู้คนก็จะสามารถแยกแยะพวกเขาได้ และทุกคนก็จะปฏิเสธพวกเขา และพวกเขาจะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถพูดเช่นนี้ได้  พวกเขาเข้าใจเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจนในหัวใจของตน  นี่คือจุดที่ความหลอกลวงและความเลวของศัตรูของพระคริสต์แฝงอยู่  พวกเขาคิดว่า “ถ้าฉันไม่ยอมรับคุณอย่างเปิดเผย ส่งเสียงโวยวายคัดค้านและต่อต้านคุณอย่างเปิดเผย คุณก็จะบอกว่าฉันไม่ยอมรับความจริง  ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะไม่ยอมให้คุณเห็นว่าฉันไม่ยอมรับความจริง  ฉันจะใช้วิธีอื่นมาแก้ไขเรื่องนี้และปกป้องตัวเอง”  ดังนั้น พวกเขาจึงกล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน”  ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าหรือเชื่อในคนบางคนก็ตาม สิ่งที่พวกเรากำลังชำแหละอยู่ในที่นี้ก็คือศัตรูของพระคริสต์ยอมรับความจริงหรือไม่  ด้วยการพูดเช่นนี้ พวกเขากำลังปะปนแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกันไม่ใช่หรือ?  พวกเขากำลังปะปนแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกันและพยายามตบตาผู้คน  เพื่อไม่ให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริง พวกเขาจึงกล่าวว่าพวกเขายอมรับพระเจ้าและยอมรับความจริง พวกเขาเชื่อในพระเจ้าและเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง และในเมื่อพระเจ้าทรงเป็นความจริง พระเจ้าก็ไม่สามารถทรงบังเกิดเป็นคนคนหนึ่งได้ และหากพระองค์ทรงบังเกิดเป็นคนคนหนึ่ง เช่นนั้นพระองค์ก็ไม่ทรงมีความจริง และคนคนนั้นก็ไม่ใช่พระเจ้า  เมื่อตัดสินจากเรื่องนี้ พวกเขาได้ถูกเผยว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์แล้วไม่ใช่หรือ?  พวกเขาเพียงแค่ไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นพระคริสต์และทรงบังเกิดเป็นคนธรรมดาได้  พวกเขาคิดว่ามีเพียงพระเจ้าในสวรรค์ มีเพียงพระเจ้าที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ และพระเจ้าที่มนุษย์สามารถจินตนาการและนำมาใช้ตามอำเภอใจได้เท่านั้นที่เป็นพระเจ้า  ทัศนะเช่นนี้กับทัศนะของเปาโลมีความคล้ายคลึงกันหรือไม่?  (มี)  ท่าทีของเปาโลที่มีต่อพระคริสต์บนแผ่นดินโลกคืออะไร?  เขารับรู้เกี่ยวกับพระองค์หรือไม่?  เขายอมรับพระองค์หรือไม่?  (ไม่)  เปาโลกล่าวว่า “พระคริสต์เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และพวกเราก็เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่เช่นกัน  นี่หมายความว่าพวกเราทุกคนเป็นพี่น้องชายหญิงของพระคริสต์ และในแง่ของความอาวุโส พวกเราทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน  พระเจ้าที่พวกเราเชื่อนั้นอยู่ในสวรรค์  ไม่มีพระเจ้าบนแผ่นดินโลก  ดังนั้น อย่าเข้าใจผิด คนบนแผ่นดินโลกผู้นี้คือพระคริสต์ เป็นบุตรของพระเจ้า  พระคริสต์ไม่เหมือนกับพระเจ้า  ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าในสวรรค์ได้ มนุษย์ไม่สามารถถือว่าพระคริสต์เป็นความจริงได้ และมนุษย์ไม่จำเป็นต้องติดตามพระคริสต์”  พวกเราสามารถชำแหละสิ่งใดได้บ้างจากคำพูดที่ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน”?  เช่นเดียวกับเปาโล พวกเขาเพียงแค่ยอมรับพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์เท่านั้น และไม่ยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและทรงบังเกิดเป็นคนธรรมดา—ในประเด็นนี้ ศัตรูของพระคริสต์เหมือนกับเปาโลทุกประการ  ความหมายของพวกเขาก็คือ “ถ้าคุณเชื่อในพระเจ้า ก็จงเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน  การเชื่อในคนบางคนนั้นไร้ประโยชน์ คุณไม่สามารถได้รับพรจากการเชื่อในคนบางคนได้  ในการเชื่อในพระเจ้านั้น คุณต้องเชื่อในพระเจ้าในสวรรค์ พระเจ้าที่มองไม่เห็น  พระเจ้าในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่และมีมหิทธิฤทธิ์มาก พระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะทำอะไรได้?  พระองค์ทำได้เพียงแค่แสดงความจริงบางประการและกล่าวคำพูดที่ถูกต้องบางคำเท่านั้น”  หากพวกเราชำแหละและตัดสินแก่นแท้ของพวกเขาตามคำพูดเหล่านี้ พวกเขากำลังต่อต้านพระคริสต์ ไม่ยอมรับพระคริสต์ และปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง  พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง เมื่อพวกเขาเผชิญกับความล้มเหลว และเมื่อมีใครบางคนเปิดโปงพวกเขา พวกเขาก็ใช้วลีที่ว่า “พระเจ้านั้นชอบธรรม” เพื่อปกป้องตนเอง เพื่อปฏิเสธการเปิดโปงของอีกฝ่าย และปฏิเสธการตัดแต่งของอีกฝ่าย  ไม่ว่าอย่างไร เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง ท่าทีหลักของพวกเขาก็คือการแข็งขืน ความรู้สึกคัดค้าน และการไม่ยอมรับ โดยพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่ออธิบายและปกป้องตนเอง  บางคนถึงกับกล่าวว่า “เวลาจะเผยทุกสิ่งให้เห็น  พระเจ้านั้นชอบธรรม  ขอให้พระเจ้าเผยเรื่องนี้ให้ฉันเห็นสักวันหนึ่ง!”  ในฐานะที่เป็นผู้คนที่เสื่อมทราม ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเพียงใดต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าในระหว่างการทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ไม่ใส่ใจหรือนำพาต่อการสูญเสียนี้เลย  หากข้อเท็จจริงนี้ถูกเปิดโปง พวกเขาก็ยังคงไม่ยอมรับว่าการสูญเสียเหล่านี้เกิดจากพวกเขา และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบ  ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ยังคงต้องการให้พระเจ้าทรงเผยเรื่องนี้ให้พวกเขาเห็น ราวกับว่าพระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นเพื่อรับใช้พวกเขา และต้องทรงปกป้องพวกเขาเมื่อพวกเขาทำผิดพลาด ราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในแบบนั้น  พวกเขาไม่ยอมรับความจริง พวกเขาไม่สามารถยอมรับการถูกตัดแต่ง และพวกเขาไม่สามารถรู้จักตนเองได้ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด—พวกเขาถึงขั้นขอให้พระเจ้าทรงให้คำอธิบายและเหตุผลแก้ต่างแก่พวกเขาด้วย  นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าละอายหรอกหรือ?  ช่างน่าละอายยิ่งนัก!  ศัตรูของพระคริสต์ล้วนไร้ยางอายอย่างถึงที่สุด และพวกเขายังเลวร้ายอย่างถึงที่สุดอีกด้วย  นี่คือแง่มุมหนึ่ง  คำกล่าวสองประโยคที่ศัตรูของพระคริสต์มักจะพูดเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่งคืออะไร?  (“ฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน!” “พระเจ้านั้นชอบธรรม!”)  นี่คือคำกล่าวสองประโยคที่พวกเขาใช้จนเป็นนิสัย  พวกเขาไม่สามารถเอ่ยเหตุผลอันเป็นเท็จในรูปแบบอื่นได้ พวกเขาไม่กล้าทำเช่นนั้น  พวกเขาใช้คำกล่าวที่ถูกต้องสองประโยคมาชักพาผู้คนให้หลงผิด เพื่อโต้เถียงเข้าข้างตนเองอย่างไร้เหตุผล พยายามเปลี่ยนสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก เปลี่ยนสิ่งที่เลวร้ายให้เป็นสิ่งที่ยุติธรรม เปลี่ยนความผิดพลาดของตนและความสูญเสียที่ตนได้ก่อขึ้นให้เป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล  พวกเขาต้องการใช้คำกล่าวสองประโยคนี้มาลบล้างเรื่องทั้งหมดนี้ในคราวเดียว ลบเรื่องทั้งหมดออกไปอย่างสิ้นเชิง และแสร้งทำเป็นว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่มีอยู่จริง และพวกเขาก็เชื่อต่อไปเหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ  มีการกลับใจในการสำแดงนี้ของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่เพียงพวกเขาไม่กลับใจเท่านั้น พวกเขายังสำแดงอีกแง่มุมหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์ด้วย—นั่นคือการรังเกียจความจริง ความโอหัง ความเลว และความชั่วช้า  ความโอหังของพวกเขาสำแดงออกมาในข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาดูหมิ่นใครก็ตามที่กำลังตัดแต่งพวกเขา โดยคิดว่า “คุณก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ฉันไม่กลัวคุณหรอก!”  นี่คือความโอหังไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ความเลวของพวกเขาสำแดงออกมาในหนทางใด?  (การกล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูล)  การกล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูลคือแง่มุมหนึ่ง และอีกแง่มุมหนึ่งคือการใช้คำพูดที่ถูกต้องมาอธิบาย ให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง และปกป้องตนเอง  มีอุปนิสัยอื่นใดอีกที่แฝงอยู่ในการสำแดงนี้?  การกล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูลยังชั่วช้าอีกด้วย  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  หากมีใครเปิดโปงแก่นแท้นี้ของพวกเขา พวกเขาก็ยังคงไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริง  พวกเขาไม่ทบทวนตนเองและไม่พยายามที่จะรู้จักตนเอง แต่พวกเขากลับกล่าวหาผู้อื่นกลับอย่างไม่มีมูล และใช้คำพูดที่ถูกต้องและฟังดูดีมากล่าวโทษผู้อื่น  วิธีการและคำกล่าวที่พวกเขาใช้กล่าวโทษผู้อื่นนั้นทั้งเคลือบแฝงและเลวร้าย  พวกเขารู้ว่าควรใช้คำพูดใดมากล่าวโทษผู้อื่นและทำให้ผู้อื่นพูดไม่ออก เพื่อให้คนอื่นไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไปและไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้  นี่คือความเลว  วิธีการและการปฏิบัติเช่นนี้ของพวกเขาคืออุปนิสัยที่ชั่วช้าอย่างแท้จริง  เหล่านี้คืออุปนิสัยต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเราชำแหละได้จากเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง  อุปนิสัยและการเผยเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ตรงกับสี่ประการที่พวกเราได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  สี่ประการนั้นคืออะไร?  (ประการที่หนึ่งคือการไม่เชื่อและปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ประการที่สองคือแม้เจ้าจะสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้ากับพวกเขา และพวกเขาสามารถเข้าใจความจริงได้ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงนั้น ประการที่สามคือการปฏิเสธที่จะนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ประการที่สี่คือการไม่เคยกลับใจอย่างแท้จริง)  การไม่เชื่อ การไม่ยอมรับ การไม่นบนอบ และการไม่กลับใจ “สี่ไม่” เหล่านี้เป็นตัวแทนแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันยอมรับความจริง และพวกเขาจะไม่มีวันยอมจำนนต่อข้อเท็จจริง  นี่คือการไม่กลับใจอย่างดื้อรั้นและเป็นสิ่งที่ถูกเผยออกมาจากธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  นี่คือการสำแดงแรกของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง  แม้ศัตรูของพระคริสต์จะมีแก่นนิสัยเหมือนกัน แต่คำคมและคติพจน์อันยิ่งใหญ่ที่ออกมาจากปากของพวกเขานั้นไม่เหมือนกันทุกประการอย่างแน่นอน  บางครั้งศัตรูของพระคริสต์อาจพูดอย่างนี้ และบางครั้งศัตรูของพระคริสต์อาจพูดอย่างนั้น แต่ไม่ว่าคำพูดประเภทใดจะออกมาจากปากของพวกเขา ลักษณะและแก่นแท้ของคำพูดเหล่านั้นก็จะเหมือนกัน—แก่นแท้ของคำพูดของพวกเขาก็คือการไม่ยอมรับความจริง  หากพวกเขาไม่ยอมรับความจริง แล้วคำพูดเหล่านี้ของพวกเขาคืออะไรกันแน่?  เป็นคำพูดที่ตรงตามความจริงหรือไม่?  เป็นคำพูดของมนุษย์หรือคำพูดที่เป็นไปตามจริยธรรมหรือไม่?  เป็นคำพูดที่เป็นไปตามมโนธรรมและสำนึกหรือไม่?  (เป็นวาจาเยี่ยงมาร)  ถูกต้อง  การเรียกคำเหล่านั้นว่าคำพูดที่ว่างเปล่าหรือคำพูดที่เลอะเลือนนั้นไม่ได้ระบุลักษณะของคำพูดเหล่านั้นอย่างถูกต้องนัก แต่การกล่าวว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นวาจาเยี่ยงมารนั้นอธิบายประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจน

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง เมื่อพวกเขาถูกพี่น้องชายหญิงวิพากษ์วิจารณ์และเปิดโปง พวกเขากล่าวคำพูดใดอีกบ้าง?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนทำผิดพลาดหรือกล่าววาจาเยี่ยงมารบางอย่างเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด  เมื่อพี่น้องชายหญิงมองเห็นเช่นนี้ จึงวิพากษ์วิจารณ์และตัดแต่งพวกเขา โดยเปิดโปงว่าพวกเขาปลิ้นปล้อนและหลอกลวง  แม้ภายนอกพวกเขาจะไม่แข็งขืน แต่ภายในใจพวกเขากลับรู้สึกคัดค้าน ราวกับจะพูดว่า “คุณรู้อะไรบ้าง?  คุณมีความรู้เท่าฉันหรือเปล่า?  คุณเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีเท่าฉันหรือเปล่า?  คุณเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้ว?  ฉันจะไม่ลดตัวลงไปอยู่ระดับเดียวกับคุณหรอก!”  เมื่อผู้นำและคนทำงานกำลังตัดแต่งพวกเขา พวกเขาอาจใช้ท่าทีปลิ้นปล้อน ภายนอกก็ใช้การบ่ายเบี่ยง และกล่าวคำพูดที่ฟังดูดีบางคำ แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาไม่พอใจและแข็งขืน เสาะแสวงหาโอกาสที่จะแก้แค้น  หากเป็นพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังตัดแต่งพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ประพฤติตัวดีเช่นนั้น—พวกเขาจะโกรธและฉุนเฉียว และพวกเขาจะเล่นงานกลับและแก้แค้น  เมื่อพวกเขาเล่นงานกลับและแก้แค้น พวกเขามักจะพูดทำนองว่า “คุณอ่อนหัดเกินกว่าจะมาตัดแต่งฉัน!  ถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันคงไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น!”  คำพูดเหล่านี้มีอะไรผิดหรือไม่?  คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดประเภทที่ผู้ไม่มีความเชื่อและผู้คนที่ต่ำช้าอย่างยิ่งมักจะพูดกัน  จะได้ยินคำพูดเช่นนี้ในคริสตจักรได้อย่างไร?  ผู้คนที่สามารถพูดเช่นนี้ได้คือกลุ่มคนที่มีลักษณะเฉพาะ และกลุ่มคนที่มีลักษณะเฉพาะนี้ก็มีลักษณะนิสัยเฉพาะตัว  ลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของพวกเขาเป็นอย่างไร?  ผู้คนประเภทนี้มักจะคำนึงถึงความอาวุโสภายในคริสตจักร  พวกเขามองว่าทุกคนด้อยกว่าตน ไม่ชอบทุกคน และต้องการสั่งสอน ระราน รวมทั้งบงการทุกคน  พวกเขาคิดว่าแม้พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า แต่ก็ไม่มีใครมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นคู่ทำงานของพวกเขา  ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะเอ่ยคำพูดที่โอหังเหล่านี้ออกมาเมื่อผู้คนปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะพี่น้องชายหญิงและพูดคุยกับพวกเขาอย่างเปิดอก เปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา และตัดแต่งคำพูดและการกระทำที่พวกเขาได้แสดงออกมาซึ่งไม่สอดคล้องกับความจริง  พวกเขามองพระนิเวศของพระเจ้าว่าเป็นสังคมและเป็นแดนครอบครองของตนเอง และมองพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรว่าเป็นผู้น้อยของตน  พวกเขาคิดว่าพี่น้องชายหญิงรู้เรื่องราวของสังคมเพียงเล็กน้อยและมีความเข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้น คิดว่าพี่น้องชายหญิงอยู่จุดต่ำสุดของสังคม เป็นคนที่ผู้อื่นดูถูก ปั่นหัวเล่น และเหยียบย่ำ  พวกเขาคิดว่าพี่น้องชายหญิงล้วนถูกรังแกและปั่นหัวเล่นได้ง่าย และพวกเขาจะไม่ยอมเป็นคนแบบนั้น  ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขาและเปิดโปงพวกเขาก็กำลังรังแก ดูเบา และกีดกันพวกเขา  พวกเขาได้ระแวดระวังเรื่องนี้อยู่ในหัวใจของตนแล้วว่า “อย่าคิดว่าคุณจะมาระรานฉันและรังแกฉันได้!  คุณอ่อนหัดนัก!”  นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนที่มี “จิตวิญญาณวีรบุรุษ” จะพูดหรอกหรือ?  น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง  ไม่ว่าเจ้าจะมีจิตวิญญาณหรือความซื่อตรงทางศีลธรรมมากเพียงใด พระเจ้าก็จะไม่ทรงให้ความเห็นชอบกับเจ้า  พระเจ้าทรงเกลียดชังอุปนิสัยเช่นนี้และผู้คนที่กล่าวคำพูดเหล่านี้  ผู้คนที่พูดเรื่องแบบนี้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าย่อมถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษและรังเกียจเดียดฉันท์  ผู้คนที่ยึดติดกับคำพูดเหล่านี้ราวกับว่าคำพูดเหล่านี้เป็นความจริงจะไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า  ดังนั้น พวกเรามาดูกันอีกครั้งเถิดว่า คำพูดเหล่านี้มีปัญหาตรงไหน?  เบื้องหน้าความจริงแล้วทุกคนย่อมเสมอภาคกัน และไม่มีการแบ่งแยกอายุหรือความสูงศักดิ์ต่ำศักดิ์สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า  ทุกคนเท่าเทียมกันเบื้องหน้าหน้าที่ พวกเขาเพียงทำงานที่ต่างกัน  ความอาวุโสไม่ได้เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างพวกเขา  เบื้องหน้าความจริงนั้น ทุกคนควรรักษาหัวใจที่ถ่อมตน นบนอบ และยอมรับเอาไว้  ผู้คนควรมีสำนึกและท่าทีเช่นนี้  ดังนั้น ผู้คนที่พูดว่า “คุณอ่อนหัดเกินกว่าจะมาตัดแต่งฉัน!” ไม่ได้เต็มไปด้วยบรรยากาศ แนวความคิด และความต่ำช้าของสังคมหรอกหรือ?  พวกเขามองพระนิเวศของพระเจ้าเป็นสังคม พวกเขามองพี่น้องชายหญิงในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นกลุ่มเปราะบางที่อยู่ระดับล่างสุดของสังคม และมองตนเองเป็นเจ้านายของทุกสิ่ง เป็นคนที่ไม่มีใครสามารถแตะต้องหรือยั่วยุได้ และเป็นคนที่ทำให้แน่ใจว่าบรรดาผู้ที่เปิดโปงและตัดแต่งพวกเขาจะพบกับจุดจบที่ไม่ดี  พวกเขาคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าก็เหมือนกับสังคม ซึ่งใครก็ตามที่ไม่ยอมอ่อนข้อและวางอำนาจจะสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ไม่มีใครกล้าแตะต้องผู้ที่อำมหิต ดุร้าย และชั่ว และพวกเขาเชื่อว่าผู้คนที่ยอมรับการถูกตัดแต่งล้วนเป็นคนที่ไร้ความสามารถและไม่มีศักยภาพ  พวกเขาคิดว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องผู้คนที่มีความสามารถอยู่บ้าง แม้ว่าคนเหล่านั้นจะทำผิดก็ไม่มีใครกล้าเปิดโปง และคิดว่าคนเหล่านั้นคือคนจริงที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า!  ศัตรูของพระคริสต์คิดว่าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มใดในโลก พวกเขาก็ต้องมีอำนาจ และอำมหิตและชั่วมากพอที่จะไม่ถูกผู้อื่นรังแกหรือบงการตามอำเภอใจ  พวกเขาคิดว่านี่คือความสามารถและความชำนาญ และพวกเขาต้องการใช้ความสามารถนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ และท้ายที่สุดก็เพื่อให้ได้มาซึ่งบั้นปลายที่ดี  นี่คืออุปนิสัยเช่นไร?  อุปนิสัยที่ทั้งชั่วช้าและเลวร้าย  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะได้ยินคำเทศนามากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้  พวกเขามองไม่เห็นว่าความจริงครองอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขามองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ที่ยอมรับความจริง และถึงจะมองเห็น พวกเขาก็ไม่ยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นคือการเปลี่ยนแปลง  พวกเขาคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นล้วนเป็นผลมาจากการเสแสร้งและการยับยั้งชั่งใจตนเอง และพวกเขาจะไม่ควบคุมตนเองและไม่ยอมอดทนเพื่อให้เป็นเช่นนั้น  เพราะพวกเขามีตรรกะเช่นนี้ พวกเขาจึงสามารถพูดสิ่งต่างๆ เช่น “อย่าคิดว่าคุณจะมาระรานฉันและรังแกฉันได้!”  นี่ไม่ใช่ความเลวของศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ?  ความคิดและมุมมองเช่นนี้ช่างเลวร้าย  การที่พวกเขาสามารถกล่าวคำพูดเหล่านี้และกระทำการเช่นนี้ได้คือการเผยอุปนิสัยที่ชั่วช้าของพวกเขา  ในคริสตจักรมีผู้คนเช่นนี้หรือไม่?  เมื่อพี่น้องชายหญิงพูดคุยกับพวกเขาอย่างเปิดอก เปิดโปงพวกเขา พูดคุยถึงปัญหา ข้อบกพร่อง และการเผยความเสื่อมทรามของพวกเขา พวกเขากลับคิดว่าตนกำลังถูกรังแกและถูกทำให้อับอาย และไม่ได้รับความสำคัญ  จากนั้นพวกเขาก็กล่าวว่า “คุณอ่อนหัดเกินกว่าจะมาตัดแต่งฉัน!”  ไม่ว่าพวกเขามองเห็นใครยอมรับการถูกตัดแต่ง พวกเขาก็จะคิดเสมอว่า “คุณสามารถได้รับความจริงจากการยอมรับการถูกตัดแต่งอย่างนั้นหรือ?  เป็นไปไม่ได้!”  พวกเขาไม่ยอมรับเรื่องนี้  พวกเขาคิดว่าการตัดแต่งผู้คนคือการรังแกผู้คนและหาข้ออ้างมาระรานพวกเขา และคิดว่าผู้คนถูกรังแกเมื่อทำผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เพราะคนเหล่านั้นไร้เล่ห์มารยาจนเกินไป  พวกเขาไม่ยอมรับว่าการตัดแต่งผู้คนคือการรักและช่วยเหลือคนเหล่านั้น  พวกเขาไม่ยอมรับว่าผู้คนสามารถกลับใจและเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อคนเหล่านั้นยอมรับการถูกตัดแต่งเท่านั้น และพวกเขายิ่งไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าความจริงครองอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงมักจะพูดกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่มีวันปล่อยใครก็ตามที่ตัดแต่งฉันไป  ไม่มีทางที่ฉันจะยอมให้ใครมารังแกฉัน!”  ผู้คนประเภทใดที่สามารถกล่าวคำพูดเช่นนี้ได้?  มีเพียงบรรดาผู้ที่ไม่ยอมรับความจริงและเกลียดชังความจริงเท่านั้นที่สามารถกล่าวคำพูดเช่นนี้ได้  บุคคลใดก็ตามที่มีอุปนิสัยที่ชั่วช้าเช่นนี้ และสามารถกล่าวคำพูดเช่นนี้ได้ ย่อมมีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นพวกเดียวกับซาตาน

เมื่อถูกตัดแต่ง ศัตรูของพระคริสต์ยังพูดอีกวลีหนึ่งว่า “ถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันคงไม่เห็นใครในสายตาทั้งนั้น!”  วลีนี้หมายความว่าอย่างไร?  นี่เป็นคำกล่าวทั่วไปที่ศัตรูของพระคริสต์ประเภทหนึ่งมักจะพูดกัน  ในเมื่อพวกเขาพูดเช่นนี้ พวกเราก็มาชำแหละเรื่องนี้กันเถิด  การที่พวกเขาสามารถกล่าวคำพูดเหล่านี้ได้ คำพูดเหล่านี้ย่อมต้องมีความหมายบางอย่าง  เมื่อมองอย่างผิวเผิน คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนจะบอกว่า ตั้งแต่ผู้คนเหล่านี้เริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนจะมีความรู้สึกซาบซึ้งใจแฝงอยู่ เช่น “พระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงฉัน พระเจ้าได้พิชิตฉันแล้ว  ถ้าพระเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงฉัน ฉันคงเป็นคนที่โอหังจนเกินทน”  เมื่อมองอย่างผิวเผิน คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยวิธีคิดที่มีความสำนึกบุญคุณอยู่บ้าง แต่เมื่อชำแหละจากอีกมุมมองหนึ่ง กลับมีปัญหาใหญ่ในคำพูดเหล่านี้  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่าก่อนที่พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า พวกเขาไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทั้งนั้น  อุปนิสัยของผู้คนเหล่านี้เป็นเช่นไร?  (โอหังและชั่วช้า)  คนเหล่านี้คือผู้คนที่โอหังและชั่วช้าอย่างยิ่ง และหากพวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็คงเป็นผู้คนที่ชั่วอย่างยิ่ง  การไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทั้งนั้นหมายถึงการไม่แยแสใครเลย หมายความว่าทุกคนถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา และไม่ว่าคนอื่นจะยิ่งใหญ่หรือดีงามเพียงใด คนเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายในสายตาของพวกเขา  พวกเขาไม่อ่อนข้อให้ใคร ดูหมิ่นทุกคน และไม่รับใช้ใคร  หากให้พวกเขารับใช้คนคนหนึ่ง เช่นนั้นก็จะเป็นการทำร้ายศักดิ์ศรีของพวกเขา  หากมีใครที่คู่ควรแก่การรับใช้ของพวกเขา ก็มีเพียงพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้น  บัดนี้ เมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาได้ยับยั้งการสำแดงและการเผยของการไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทั้งนั้น และหลังจากมาที่พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ได้จำใจลดตัวลงมาทำงานร่วมกับผู้อื่นในกลุ่ม จัดการเรื่องราวต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเหมือนคนปกติ  แต่เมื่อพวกเขาจัดการเรื่องราวต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีบางสิ่งไม่เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ และนี่ก็เป็นเหตุให้อุปนิสัยนั้นของพวกเขาปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ก่อให้เกิดคำพูดเหล่านี้  เดิมทีเมื่ออยู่ในโลกภายนอกและพวกเขายังไม่ได้เชื่อในพระเจ้า พวกเขาไม่อ่อนข้อให้ใคร และคิดว่าไม่มีใครคู่ควรที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา  ดังนั้น ตั้งแต่พวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเคยอ่อนข้อให้พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงคนใดในพระนิเวศของพระเจ้าบ้างหรือไม่?  (ไม่)  ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มใด คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติและมีความมีเหตุผลที่ปกติจะประพฤติปฏิบัติตนเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  แม้แต่ผู้ไม่มีความเชื่อก็ยังกล่าวว่า “สามคนเดินมา อย่างน้อยย่อมมีคนหนึ่งเป็นครูให้ฉันได้”  กล่าวคือ ในบรรดาคนสามคน ย่อมมีคนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าและดีกว่าเจ้าอย่างแน่นอน ซึ่งสามารถเป็นครูของเจ้าและช่วยเหลือเจ้าได้  ผู้ไม่มีความเชื่อกล่าวคำพูดเช่นนี้ แล้วผู้คนที่โอหังเหล่านี้ยอมรับความถูกต้องของคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  พวกเขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่?  พวกเขาสามารถมีเหตุผลได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ดังนั้น เมื่อพวกเขาอยู่ท่ามกลางผู้ไม่มีความเชื่อที่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้เป็นคนประเภทใด?  (พวกเขาเป็นคนที่รับมือยาก)  ถูกต้อง พวกเขาเป็นคนพาล เป็นคนที่รับมือยาก  ไม่มีทางที่ใครจะทำอะไรพวกเขาได้  ไม่มีใครกล้ายั่วยุ ทำให้โกรธ หรือแตะต้องพวกเขา  พวกเขาเป็นคนพาล!  หากเจ้าทำให้พวกเขาโกรธ ก็จะมีผลที่ตามมา เหมือนกับการทำให้ปีศาจที่ชั่วช้าโกรธ  โดยปกติแล้ว ในสังคมไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับคนเช่นนี้  อุปนิสัยและหลักการในการจัดการสิ่งต่างๆ ของพวกเขาคือความหยาบคายและไร้เหตุผล และการก่อเรื่องวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา  ไม่มีใครกล้าทำให้พวกเขาโกรธ ไม่มีใครกล้าแตะต้องพวกเขา และไม่มีใครกล้ารังแกพวกเขา มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รังแกผู้คน  วิธีนี้ทำให้พวกเขาสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน  ดังนั้น หลังจากมาที่พระนิเวศของพระเจ้าแล้ว พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  พวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือยัง?  (พวกเขายังไม่ได้เปลี่ยนแปลง)  สิ่งใดที่แสดงให้พวกเราเห็นว่าพวกเขายังไม่ได้เปลี่ยนแปลง และพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้?  (ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาพูดว่า “ถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันคงไม่เห็นใครในสายตาทั้งนั้น!”)  โดยปกติพวกเขาจะไม่กล่าวคำพูดเหล่านี้—พวกเขากล่าวคำพูดเหล่านี้ในบริบทใด?  เมื่อมีใครบางคนชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของพวกเขา พูดสิ่งที่ทำร้ายศักดิ์ศรีของพวกเขา หรือจี้จุดอ่อนของพวกเขา พวกเขาก็โพล่งวลีนี้ออกมาว่า “ถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันคงไม่เห็นใครในสายตาทั้งนั้น!  คุณกล้าสู้กับฉัน คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร?”  นี่คืออุปนิสัยเช่นใด?  พวกเขาถึงกับเติมคำขยายไว้หน้าวลีนี้ โดยกล่าวว่า “ก่อนที่ฉันจะเชื่อในพระเจ้า ฉันไม่เห็นใครในสายตาทั้งนั้น”  ตอนนี้เจ้าเชื่อในพระเจ้าแล้ว เจ้าก็ยังไม่อ่อนข้อหรือรับฟังใครไม่ใช่หรือ?  เจ้ายังคงเป็นมารและซาตานตนเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่หรือ?  พวกเขารู้สึกเหมือนว่าตนได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากมาเชื่อในพระเจ้า  หากพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น พวกเขาจะเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร?  พวกเขาไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกแม้แต่น้อย และพวกเขากล้าที่จะส่งเสียงโวยวายอย่างเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ว่า “ฉันเป็นนักเลงและฉันไม่กลัวใคร!”  เผด็จการ คนพาล และนักเลงมีอะไรให้โอ้อวด?  พวกเขามีอะไรให้คุยโว?  แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับคุยโวในลักษณะนี้  พวกเขามองข้อเท็จจริงที่ครั้งหนึ่งตนเคยเป็นเผด็จการว่าเป็นอดีตอันรุ่งโรจน์ของตน และพวกเขาอวดอ้างเรื่องนี้ในพระนิเวศของพระเจ้า  พระนิเวศของพระเจ้าเป็นสถานที่แบบใด?  นี่คือสถานที่ที่ความจริงครองอำนาจ  นี่คือสถานที่แห่งความบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอด  พระนิเวศของพระเจ้าจะทนให้เจ้าพูดวาจาเยี่ยงมารเหล่านี้ได้อย่างไร?  ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสำนึกแห่งความละอาย พวกเขาไม่รู้ว่านี่คือวาจาเยี่ยงมาร และถึงกับโอ้อวดคำพูดเหล่านั้นราวกับว่าเป็นคำพูดที่ดีงามและเป็นความจริง  พวกเขาคือบุคคลที่ไร้ยางอายอย่างแท้จริง พวกเขาไม่รู้จักอาย และน่ารังเกียจ!  เมื่อคนประเภทนี้พูดวาจาเยี่ยงมารกับเจ้า พวกเจ้ามีคำพูดที่เหมาะสมที่จะพูดเพื่อโต้แย้งหรือไม่?  (ข้าพระองค์เคยพบเจอคนแบบนี้ครั้งหนึ่ง เขาไม่อ่อนข้อให้ใครในคริสตจักร  ในตอนนั้น เขากล่าวคำพูดแบบนี้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ข้าพระองค์  ข้าพระองค์ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะใดๆ และข้าพระองค์ก็บอกเขาว่าข้าพระองค์ยอมรับ)  เจ้าตอบไปแบบนี้  เป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง เจ้าไม่ได้เป็นพยาน  เจ้าต้องชี้ให้เห็นปัญหาของเขาและทำให้เขาอับอาย  เมื่อเขากล่าววาจาเยี่ยงมาร เจ้าต้องไม่ยอมจำนน และเจ้าต้องไม่เชื่อฟังวาจาเยี่ยงมารเหล่านั้น  เจ้าต้องเปิดโปงเขา  ในการเป็นหนึ่งในผู้มีชัยของพระเจ้าและเป็นพยานให้พระเจ้า เจ้าต้องสามารถทำให้มารและซาตานอับอายได้ และกล่าวคำพูดที่สามารถทำให้ซาตานอับอายและสอดคล้องกับความจริง  แม้เขาจะไม่ยอมรับ เขาก็จะไม่มีอะไรจะพูด และเขาจะประพฤติตัวดีและนบนอบ  การทำให้คนประเภทนี้หวาดกลัวจะได้ผลหรือไม่?  การกล่าวโทษพวกเขาเล่า?  การพูดคุยกับพวกเขาและเกลี้ยกล่อมพวกเขาเล่า?  (ไม่ได้ผล)  แล้วอะไรจะได้ผล?  (หากมีใครกล่าวคำพูดเช่นนี้ในคริสตจักร ข้าพระองค์จะบอกว่า “คุณกำลังพยายามประพฤติตัวชั่วร้ายอย่างนั้นหรือ?  ถ้าคุณสามารถรับฟังพี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมความจริงได้ตามปกติและยอมรับความจริง เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณต้องการประพฤติตัวชั่วร้ายที่นี่ เช่นนั้นก็ออกไปเสีย  พระนิเวศของพระเจ้าไม่อนุญาตให้คุณประพฤติตัวชั่วร้ายที่นี่  คำพูดเหล่านี้ของคุณไม่สอดคล้องกับความจริง  อย่ามาแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ที่นี่!”)  คำพูดเหล่านี้ทรงพลังมาก แต่ผู้คนประเภทนี้คือเผด็จการและโจร  พวกเขากลัวคำพูดเช่นนี้หรือไม่?  (พวกเขาไม่กลัว)

เราจะเล่าอะไรบางอย่างให้พวกเจ้าฟัง  ในอดีต เราเคยติดต่อกับชายคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นพ่อครัวก่อนที่เขาจะเริ่มเชื่อในพระเจ้า  ครั้งหนึ่งเขาพูดกับเราว่า “ตอนที่ข้าพระองค์เป็นพ่อครัวอยู่ในโลกภายนอก และพวกคนใหญ่คนโตกับข้าราชการเหล่านั้นเข้ามาดื่มกัน ข้าพระองค์ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเลย  เวลาที่ข้าพระองค์ทำอาหารให้พวกเขา ข้าพระองค์จะเอามือข้างหนึ่งเท้าเอว เขย่งเท้าข้างหนึ่ง และทำอาหารให้พวกเขาด้วยมือข้างเดียว”  ขณะที่พูด เขาก็แสดงท่าทางประกอบ และท่าทางของเขาดูขุ่นเคืองพอๆ กับแข็งขืน  ความหมายโดยนัยของเขาก็คือ “ไม่มีผู้ไม่มีความเชื่อคนไหนเทียบฉันได้ และฉันก็ไม่อ่อนข้อให้ใครทั้งนั้น  ฉันมีความสามารถมาก และเมื่ออยู่ในโลกภายนอก คนอย่างฉันคือคนดีมีคุณธรรม  ฉันไม่ค่อยเห็นหัวพวกข้าราชการหรอก!”  เขาทำท่าทางประกอบขณะที่พูด ฟังดูพอใจในตัวเอง และแสดงท่าทางเหล่านั้นอย่างคล่องแคล่ว  เราเห็นได้ว่าเขาเชี่ยวชาญในการแสดงท่าทาง ท่วงท่า และอิริยาบถเหล่านั้นมาก—ว่าเขาเคยปฏิบัติเช่นนั้นอยู่เป็นประจำ  เราบอกได้เลยว่าเขากำลังแสดงท่าทางเช่นนี้โดยมีเจตนาที่จะโอ้อวดและอวดอ้าง “อดีตอันรุ่งโรจน์” ของตนอยู่บ้าง ด้วยความพยายามที่จะทำให้ผู้อื่นชื่นชมเขา  เมื่อเราเห็นเขาปฏิบัติตนเช่นนี้ เราก็ยิ้ม แล้วก็พูดกับเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็มีอุปนิสัยที่ไม่ดี”  เราพูดเช่นนี้พร้อมกับรอยยิ้ม และเราไม่ได้พูดอะไรอีก  ใบหน้าของเขาสลดลงทันที และเขาก็หยุดแสดงท่าทางเหล่านั้นและเงียบไปในทันที  ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่พูดถึง “อดีตอันรุ่งโรจน์” ของตนอีกเลย  เราพูดอะไรกับเขา?  (เจ้ามีอุปนิสัยที่ไม่ดี)  ความหมายของคำพูดนี้คืออะไร?  (เป็นการชี้ให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติของเขา และเขาก็รู้สึกอับอาย)  ถูกต้อง  เราทำให้เขาโกรธหรือไม่?  เราโต้เถียงกับเขาหรือไม่?  เราทำร้ายศักดิ์ศรีของเขาหรือไม่?  (ไม่)  เราปฏิบัติต่อเขาอย่างมุทะลุและพูดว่า “ออกไปจากที่นี่ซะ!  เจ้ามาเชื่อในพระเจ้าทำไม?” หรือ “เจ้ายังอ่อนหัดเกินกว่าจะมาพูดกับเราเรื่อง ‘อดีตอันรุ่งโรจน์’ ของเจ้า!” หรือไม่?  เราใช้วิธีการเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่)  โดยไม่ได้มีนัยถึงสิ่งเหล่านี้เลย เราเพียงแค่พูดประโยคเดียวว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็มีอุปนิสัยที่ไม่ดี” แล้วเขาก็รู้สึกอับอายและนิ่งเงียบไป  เราสื่อความหมายของเราได้โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม  หากคนฉลาดได้ยินคำพูดนี้ เขาก็จะเข้าใจความหมายในทันที และจะยับยั้งชั่งใจมากขึ้นในอนาคต  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับแนวทางนี้?  (เป็นแนวทางที่ดี)  การจ้องเขาเขม็งและโต้เถียงกับเขาจะเหมาะสมหรือไม่?  (ไม่เหมาะสม)  หากมีใครพูดว่า “ถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันคงไม่เห็นใครในสายตาทั้งนั้น!” เจ้าก็ควรบอกเขาว่า “หากก่อนที่คุณจะมาเชื่อในพระเจ้า คุณไม่เห็นใครอยู่ในสายตา นั่นหมายความว่าคุณมีอุปนิสัยที่ไม่ดี  หากในตอนนี้ที่คุณเชื่อในพระเจ้าแล้ว คุณยังคงไม่อยากเห็นใครอยู่ในสายตา ก็หมายความว่าคุณมีอุปนิสัยที่แย่ยิ่งกว่าเดิมและมีบางอย่างผิดปกติกับแก่นแท้ของคุณ”  แค่พูดเช่นนี้และสังเกตปฏิกิริยาและพฤติกรรมของเขา  นี่เรียกว่าการจี้จุดอ่อนของเขา  คนชั่วจะรู้สึกเสียใจเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  พวกเขาจะรู้สึกไม่พอใจ  พวกเขาจะคิดว่า “ฉันคิดว่าฉันได้สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในการเชื่อในพระเจ้าของฉันแล้ว และฉันถึงกับใช้คำพูดเหล่านี้มาโอ้อวดคุณสมบัติของฉันและอวดอ้างอดีตอันรุ่งโรจน์ที่ฉันมีก่อนที่จะมาเชื่อในพระเจ้า  ฉันไม่คาดคิดเลยว่าคนที่มีความเข้าใจจะเปิดโปงความลับที่น่าละอายเบื้องหลังเรื่องนี้ และเผยให้เห็นว่าฉันมีอุปนิสัยที่ไม่ดี”  ความหมายของอุปนิสัยที่ไม่ดีคืออะไร?  พูดให้ดูดีก็คือ หมายความว่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่ดี พูดให้ตรงไปตรงมามากขึ้นก็คือ หมายความว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี  ผู้คนประเภทใดในสังคมที่เป็นคนไม่ดี?  (อันธพาล นักเลง เผด็จการ และคนพาล)  ถูกต้อง คือผู้คนเหล่านั้น  ทันทีที่เจ้าบอกว่าพวกเขาไม่ดีและอุปนิสัยของพวกเขาเลวร้าย พวกเขาก็จะเข้าใจ  พวกเขาจะเข้าใจว่าเจ้ากำลังหมายถึงอันธพาล นักเลง เผด็จการ และคนชั่ว—คำเรียกและประเภทของผู้คนเหล่านี้  พวกเขาจะรู้สึกดีหรือไม่เมื่อได้ยินว่าตนอยู่ในหมวดหมู่นี้?  (ไม่)  พวกเขาจะไม่รู้สึกดีเลย  และเจ้าจำเป็นต้องพูดอะไรอีกหรือไม่?  (ไม่)  ความลับที่น่าอับอายของพวกเขาจะถูกเปิดเผยด้วยประโยคเดียวนั้น  “คุณเป็นคนแบบนี้นี่เอง  คุณยังคงโอ้อวดตัวเองอยู่ที่นี่ คุยโวเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นลบราวกับว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เป็นบวก  คุณกำลังพยายามทำอะไร?  นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า อย่ามาอวดตัวที่นี่  นี่ไม่ใช่สถานที่ให้คุณมาอวดตัว  หากคุณต้องการอวดตัว เช่นนั้นก็ออกไปเสีย  พระนิเวศของพระเจ้าเป็นสถานที่ที่ความจริงครองอำนาจ ไม่ใช่สถานที่ให้คุณมาเดินวางมาดและประกาศการทำชั่วของคุณ  คุณหมายความว่าอย่างไรที่มาโอ้อวดสิ่งที่เลวร้ายและเป็นลบในพระนิเวศของพระเจ้า?  ความหมายของคุณก็คือพระราชกิจของพระเจ้าได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในตัวคุณแล้ว  พระเจ้าตรัสเช่นนั้นหรือ?  คุณไม่ได้กำลังขอบคุณพระเจ้า คุณกำลังคุยโวถึงการทำชั่วของคุณ  คุณกำลังพยายามหลอกลวงใครด้วยคำพูดเหล่านี้?  คุณอาจหลอกเด็กสามขวบได้ แต่คุณหลอกพี่น้องชายหญิงไม่ได้หรอก  คุณไม่มีทางรอดตัวไปได้!”  พวกเขาถูกเปิดโปงในหนทางนี้  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเรื่องนี้ ประการแรก พวกเขาจะสัมผัสได้ว่าเจ้าไม่ได้มุ่งร้ายต่อพวกเขา ประการที่สอง คำพูดของเจ้าจะตรงประเด็น ประการที่สาม เจ้าจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พวกเขา และประการที่สี่ คำพูดเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริง และในการกล่าวคำพูดเหล่านี้ เจ้าไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย  ทันทีที่พวกเขาได้ยินคำพูดเหล่านี้ พวกเขาจะควบคุมตนเองในทันที  เหตุใดพวกเขาจึงจะควบคุมตนเอง?  คำพูดของเจ้าจะทำให้พวกเขาอับอายและทำให้พวกเขารู้สึกละอายใจ  เมื่อพวกเขาอยู่ต่อหน้าเจ้าอีกครั้ง พวกเขาจะรู้สึกอับอายที่จะกล่าวคำพูดเช่นนี้ซ้ำอีก  และแม้พวกเขาจะพูดเช่นนี้อีก พวกเขาก็จะต้องหาโอกาสที่เหมาะสม และดูว่าใครกำลังฟังอยู่  ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็จะไม่กล้ากล่าวคำพูดเหล่านั้นต่อหน้าเจ้าอีก  นี่ไม่ได้เป็นการกำราบพวกเขาหรอกหรือ?  หากพวกเจ้าพบคนเช่นนี้ พวกเจ้าจะกล้าพูดกับพวกเขาเช่นนี้หรือไม่?  (กล้า)  มีวิธีที่จะปฏิบัติต่อคนประเภทนี้  พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องหัวร้อนหรือหยาบคาย เพียงแค่กำราบพวกเขาด้วยรอยยิ้ม  นี่เรียกว่าการเปิดโปงและทำให้ซาตานอับอาย  นี่เรียกว่าการตั้งมั่นในคำพยานของตน  ความสามารถของเจ้าในการเปิดโปงพวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ามองพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง เจ้าไม่ชอบคนอย่างพวกเขา เจ้าเกลียดคนอย่างพวกเขา เจ้าดูถูกคนอย่างพวกเขา  คนเหล่านี้อยู่ในกลุ่มผู้คนที่เป็นลบ และเจ้ากลับตรงกันข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง  เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า พวกเขารู้สึกด้อยกว่า เจ้าเข้มแข็งกว่าและซื่อตรงกว่าพวกเขา

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง เมื่อพวกเขาถูกพี่น้องชายหญิงเปิดโปงเป็นครั้งคราว ประโยคที่ไร้ยางอายสองประโยคที่พวกเขาเอ่ยออกมาคืออะไร?  (“คุณอ่อนหัดเกินกว่าจะมาตัดแต่งฉัน!” “ถ้าฉันไม่เชื่อในพระเจ้า ฉันคงไม่เห็นใครในสายตาทั้งนั้น!”)  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดสองประโยคนี้ได้ ใช่หรือไม่?  คำพูดเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะอย่างไร?  คำพูดเหล่านี้มีความเป็นอันธพาลและต่ำช้า มีท่าทีที่วางอำนาจของซาตานและอุปนิสัยที่เลวร้ายของซาตาน  ชัดเจนว่าคำพูดเหล่านี้จะไม่ออกมาจากปากของคนปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่ออกมาจากคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้ที่กล่าวคำพูดเหล่านี้มีอุปนิสัยที่ชั่วช้าของซาตาน  พวกเขาเป็นคนชั่ว และเป็นศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาไม่รักความจริง และพวกเขาเคารพเทิดทูนกองกำลังชั่ว ความรุนแรง ตลอดจนกองกำลังและอุปนิสัยที่ชั่วช้าของซาตาน  แก่นแท้เหล่านี้สามารถสังเกตเห็นได้จากคำพูดเพียงสองประโยคนี้ของพวกเขา  เมื่อพวกเขากล่าวคำพูดเหล่านี้ อุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกเขาก็ถูกเผยออกมา  ในหมู่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามปกติทั่วไปนั้น ใครก็ตามที่มักจะกล่าวคำพูดเหล่านี้ย่อมไม่ใช่คนดี และใครก็ตามที่ไม่กล่าวคำพูดเหล่านี้แม้จะได้ยินมา ผู้ที่คิดว่าบรรดาผู้ที่กล่าวคำพูดเหล่านี้เป็นคนที่น่าละอายและชั่วช้า ผู้ที่ไม่สามารถพูดเช่นนี้ได้ด้วยตนเอง ผู้ที่ไม่มีทางกล่าวคำพูดเหล่านี้ได้ไม่ว่าจะเกลียดชัง ขุ่นเคือง และดูถูกใครบางคนมากเพียงใด และผู้ที่รังเกียจผู้คนที่กล่าวคำพูดเหล่านี้—ผู้คนเช่นนี้ยังคงมีสำนึกแห่งความละอายอยู่บ้างและมีด้านที่ซื่อตรงในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา  แต่บรรดาผู้ที่มักจะกล่าวคำพูดเหล่านี้ ผู้ที่มักจะมองว่าคำพูดเหล่านี้เป็นหลักการสูงสุดในการจัดการเรื่องราวและประพฤติปฏิบัติตนของพวกเขา ย่อมเป็นศัตรูของพระคริสต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของพวกซาตานอย่างไม่ต้องสงสัย  บางคนกล่าวว่า “ก่อนที่ฉันจะเชื่อในพระเจ้า ฉันไม่รู้ว่าคำพูดเหล่านี้ดีหรือไม่ดี  ฉันใช้คำพูดเหล่านี้ตอนที่ฉันยังเด็ก แต่ต่อมาเมื่อฉันโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีกนิด ฉันก็เลิกกล่าวคำพูดเหล่านี้”  คนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  พวกเขาไม่ใช่  เมื่อผู้คนยังเด็กและไม่รู้ความ เมื่อพวกเขาเผชิญกับสังคมและประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก พวกเขามองว่าคำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ดี เป็นคำพูดที่แสดงถึงลักษณะนิสัย  พวกเขาแค่เด็กเกินไปและยังไม่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น  เมื่อพวกเขาโตขึ้นอีกนิดและสามารถแยกแยะความดีออกจากความชั่วได้ สามารถแยกแยะระหว่างคนดีและคนชั่วได้ พวกเขาก็ไม่กล่าวคำพูดเหล่านี้อีกต่อไป  ผู้คนเช่นนี้ยังคงมีมโนธรรมและความมีเหตุผลอยู่บ้าง  มโนธรรมและความมีเหตุผลเพียงเล็กน้อยนี้มาจากไหน?  มาจากความสามารถของพวกเขาในการแยกแยะความดีออกจากความชั่ว ในการรู้ว่าอะไรคือความสัตย์จริงและอะไรคือความเทียมเท็จ อะไรถูกและอะไรผิด จากการที่พวกเขามีทางเลือกและขอบเขตในวิธีที่พวกเขากระทำการ พูด จัดการเรื่องราว และประพฤติปฏิบัติตน  นั่นมาจากการที่พวกเขาไม่ใช่เหล่าซาตาน ไม่ใช่คนชั่ว ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน จากการที่พวกเขาประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีมาตรฐานและหลักการ และเป็นคนที่ซื่อตรง

ด้วยการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ “คำพูดแห่งปัญญา” ของพวกเขา คติพจน์ประจำชีวิตของพวกเขา และคำกล่าวที่พวกเขาพูดบ่อยๆ ล้วนถูกเผยออกมา  เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกเผย แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาก็ปรากฏออกมาด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  หากสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกเปิดโปง และผู้คนมองว่าคำพูดที่ได้ยินเป็นครั้งคราวหรือได้ยินบ่อยครั้งเหล่านี้เป็นคำพูดธรรมดา และไม่มีวิจารณญาณแยกแยะคำพูดเหล่านี้ พวกเขาก็จะไม่สามารถระบุลักษณะของคำพูดเหล่านี้ได้  หากเจ้าไม่สามารถระบุลักษณะของคำพูดเหล่านี้ได้ เช่นนั้นความเข้าใจความจริงของเจ้าหรือความรู้เรื่องถูกผิดของเจ้าจะมีประโยชน์อะไร?  สิ่งเหล่านี้สามารถมีอิทธิพลต่อจุดยืนของเจ้าได้หรือไม่?  สิ่งเหล่านี้สามารถมีอิทธิพลต่อมุมมองของเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เช่นนั้นเจ้าก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือการเผยความเสื่อมทรามตามปกติ และอะไรคือการสำแดงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อเจ้าสามารถแยกแยะแก่นแท้เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ระบุประเภทและจัดหมวดหมู่สิ่งเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ และแยกแยะการสำแดง การเผย อุปนิสัย และแก่นแท้ต่างๆ ของสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบ สิ่งที่เป็นปกติและผิดปกติได้อย่างชัดเจน เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถแยกแยะผู้คนและสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น  มิฉะนั้น เจ้าจะเข้าใจผิดคิดว่าการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์คือความเสื่อมทรามธรรมดาหรือการเผยตามปกติ และบางครั้งเจ้าจะเข้าใจผิดคิดว่าการเผยความเสื่อมทรามธรรมดาบางอย่างเป็นการสำแดงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  นี่ไม่ปนเปกันหรอกหรือ?  สมมุติว่าเจ้าเป็นผู้นำและมีศัตรูของพระคริสต์อยู่ภายในขอบข่ายความรับผิดชอบของเจ้า  หากเจ้าปล่อยให้พวกเขาอยู่ต่อไป และขับไล่พี่น้องชายหญิงธรรมดาที่มีการเผยความเสื่อมทรามให้เห็น นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดหรอกหรือ?  (ใช่)  ดังนั้น การเข้าใจความแตกต่างที่มีรายละเอียดและเฉพาะเจาะจงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

เมื่อศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับการถูกตัดแต่ง การสำแดงของพวกเขาไปไกลกว่าที่พวกเราเพิ่งพูดคุยกันไปมากนัก  พวกเขาจะไม่เพียงพูดประโยคที่ไม่น่าฟังสองสามประโยคหรือรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อยเท่านั้น  พวกเขาจะทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นและกล่าวคำพูดที่ไม่น่าฟังมากขึ้น  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะทำสิ่งที่ชั่วมากยิ่งขึ้น ทำสิ่งทั้งหลายที่ก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้าและก่อกวนชีวิตคริสตจักรที่เป็นปกติอย่างร้ายแรง  บัดนี้มาลองสามัคคีธรรมกันเถิดว่า นอกจากการพูดประโยคไม่กี่ประโยคนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์อาจทำสิ่งใดอีกบ้าง ที่ช่วยให้ผู้คนมองเห็นอย่างชัดเจนและแยกแยะได้ว่าพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ การกระทำและการประพฤติปฏิบัติของพวกเขาเป็นการกระทำและการประพฤติปฏิบัติของศัตรูของพระคริสต์ และอุปนิสัยของพวกเขาก็เป็นอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  ด้วยวิธีนี้ พี่น้องชายหญิงย่อมสามารถแยกแยะและระบุได้ว่าศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระคริสต์ ก่อนที่พวกเขาจะก่อให้เกิดการก่อกวนที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม  ด้วยวิธีนี้ ในแง่หนึ่ง พี่น้องชายหญิงสามารถหลีกเลี่ยงการทนทุกข์กับอันตรายที่ใหญ่หลวงยิ่งขึ้นต่อการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาได้ และในอีกแง่หนึ่ง ก็สามารถป้องกันการขัดขวางและการก่อกวนที่ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก่อให้เกิดขึ้นกับงานของพระนิเวศของพระเจ้า  การค้นพบ แก้ไข ป้องกัน และจัดการปัญหานี้แต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าปล่อยให้ล่าช้าออกไปมิใช่หรือ?  (ใช่)  ถ้าเช่นนั้นก็จงสามัคคีธรรมต่อไปเถิด  (เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่ยอมรับความจริงและกล่าวคำพูดบางอย่างเพื่อเล่นงานผู้คน  ไม่ว่าใครจะให้คำแนะนำแก่พวกเขา ตราบใดที่คำแนะนำนั้นกระทบต่อสถานะหรือความทะนงตนของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็จะตัดสินคนคนนั้นในคริสตจักร และถึงขั้นบิดเบือนความจริงเพื่อปกป้องสถานะและความทะนงตนของพวกเขา)  มีอะไรอีกหรือไม่?  (ข้าพระองค์เคยพบคนชั่วคนหนึ่งที่ข่มขู่ว่าจะทำลายใครก็ตามที่ทำสิ่งที่เป็นผลเสียต่อเขา  ในเวลานั้นพวกเราไม่เข้าใจความจริง และพวกเราขาดวิจารณญาณแยกแยะ  พวกเราหวาดกลัวเขา  เขาจะทำตามอำเภอใจและไม่ยั้งคิดเวลาทำหน้าที่ของตน และเมื่อพวกเราเห็นปัญหาบางอย่างในงานของเขาและต้องการรายงานเรื่องเหล่านั้น เขาก็กีดกันพวกเราและไม่ยอมให้พวกเรารายงาน  พวกเราไม่มีความจริง ดังนั้น ในเวลานั้นพวกเราจึงไม่กล้าโต้เถียงกลับ และไม่ได้รายงานเขาในทันที ซึ่งท้ายที่สุดแล้วได้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่องานของคริสตจักร  เรื่องนี้มีสาเหตุมาจากการที่พวกเราขาดวิจารณญาณแยกแยะศัตรูของพระคริสต์  เขาเพิ่งจะถูกขับไล่ในภายหลังเมื่อเขาได้กระทำชั่วเพิ่มขึ้นอีกมากมาย)  ในเรื่องนี้พวกเจ้าล้มเหลวในการตั้งมั่นในคำพยานของตนหรือปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเจ้าปล่อยให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าประสบกับความสูญเสีย  พวกเจ้าต้องรับผิดชอบต่อการนี้  บัดนี้ ดูเหมือนว่าคนคนนี้ถูกขับไล่อย่างถูกต้องและไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม  หากพวกเจ้าพบเจอคนประเภทนี้อีกในภายหน้า พวกเจ้าจะสามารถแยกแยะพวกเขาได้หรือไม่?  (ผ่านทางสามัคคีธรรมของพระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกกระจ่างขึ้นเล็กน้อยในแง่มุมนี้ของความจริงเกี่ยวกับการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์)

เหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงต้องการขับไล่ศัตรูของพระคริสต์?  ควรเก็บพวกเขาไว้และให้พวกเขาทำงานให้หรือไม่?  ควรให้โอกาสพวกเขากลับใจหรือไม่?  (ไม่ควร)  มีโอกาสที่พวกเขาจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้บ้างหรือไม่?  (ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้)  บัดนี้ พวกเจ้าได้ค้นพบแล้วว่าศัตรูของพระคริสต์คือคนชั่วที่มีธรรมชาติของซาตานและไม่สามารถกลับใจได้ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาถูกขับไล่  ไม่มีใครถูกขับไล่โดยง่าย  พระนิเวศของพระเจ้าแสดงความอดทนครั้งแล้วครั้งเล่า ให้โอกาสพวกเขาได้กลับใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และผ่อนปรนแก่พวกเขา เพื่อที่คนดีจะไม่ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ และเพื่อไม่ให้ใครถูกขับไล่หรือถูกทำลายโดยง่าย  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี พระนิเวศของพระเจ้าจึงอดทนต่อทุกคนจนกว่าจะมองทะลุพวกเขาอย่างถ่องแท้ จนกว่าพวกเขาจะถูกเผยให้เห็นโดยสมบูรณ์  แต่ศัตรูของพระคริสต์สามารถกลับใจได้หรือไม่?  พวกเขาไม่สามารถกลับใจได้  บทบาทที่พวกเขาแสดงในพระนิเวศของพระเจ้าคือบทบาทของข้ารับใช้ของซาตาน คอยบ่อนทำลาย ขัดขวาง และก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า  ต่อให้พวกเขามีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษอยู่บ้าง พวกเขาก็ไม่มีทางทำงานหนักเพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดี หรือก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องได้  ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์มีบางแง่มุมที่เป็นประโยชน์ พวกเขาก็จะไม่ทำคุณประโยชน์ที่เป็นบวกต่อพระราชกิจของพระเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเด็ดขาด  พวกเขาไม่ทำสิ่งใดเลยนอกจากขัดขวาง ก่อกวน และบ่อนทำลายพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเขาไม่ทำสิ่งที่ดีเลย  เจ้าเก็บพวกเขาไว้เพื่อสังเกตและให้โอกาสพวกเขากลับใจ แต่พวกเขาไม่สามารถกลับใจได้  ท้ายที่สุด วิธีแก้ไขที่ถูกนำมาใช้ก็คือการขับไล่พวกเขา  ก่อนขับไล่พวกเขา เจ้าได้มองทะลุถึงข้อเท็จจริงที่ว่าคนประเภทนี้คือศัตรูของพระคริสต์ที่ยอมตายดีกว่ากลับใจ และพวกเขาเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าและความจริง  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกขับไล่  พวกเขาจะถูกขับไล่หรือไม่หากพวกเขาเป็นคนดี?  พวกเขาจะถูกขับไล่หรือไม่หากพวกเขาสามารถยอมรับความจริงและกลับใจได้?  อย่างมากที่สุด พวกเขาก็คงถูกปลดจากหน้าที่ของตนและถูกส่งไปทำการเฝ้าเดี่ยวฝ่ายวิญญาณและคิดทบทวน พวกเขาจะไม่ถูกขับไล่  ทันทีที่พระนิเวศของพระเจ้าตัดสินใจขับไล่ใครบางคน นั่นหมายความว่าหากปล่อยให้คนคนนี้อยู่ต่อ เขาจะเป็นภัยพิบัติในพระนิเวศของพระเจ้า  เขาจะไม่ทำในสิ่งที่ดี เขาจะเพียงแค่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน และทำเรื่องเลวร้ายสารพัดอย่าง  ไม่ว่าเขาจะอยู่ในคริสตจักรใด คริสตจักรนั้นจะถูกเขาก่อกวนจนถึงขั้นที่แตกกระจัดกระจายราวกับเม็ดทราย งานหยุดชะงัก ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกท้อแท้อย่างยิ่งและสูญเสียความเชื่อของตนในพระเจ้า และบางคนถึงกับต้องการยุติความเชื่อของตนและไม่สามารถทำหน้าที่ของตนต่อไปได้  เหตุผลในเรื่องนี้คืออะไร?  เรื่องนี้มีสาเหตุมาจากการก่อกวนของศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์ต้องถูกจัดการ ถูกคัดออก และถูกขับไล่ เพื่อให้คริสตจักรนี้มีความหวัง เพื่อให้ชีวิตคริสตจักรกลายเป็นปกติ และเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า  บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นความรัก ดังนั้นพวกเราก็ควรให้โอกาสศัตรูของพระคริสต์ได้กลับใจเช่นกัน”  คำพูดเหล่านี้ฟังดูดีมาก แต่เรื่องจริงเป็นเช่นนั้นหรือ?  จงสังเกตให้ถี่ถ้วนว่า มีศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วคนใดบ้างที่ถูกขับไล่แล้วมารู้จักตนเองในภายหลัง และสามารถไล่ตามเสาะหาและรักความจริงได้?  มีคนใดบ้างที่กลับใจ?  ไม่มีพวกเขาคนใดกลับใจและพวกเขาทุกคนต่างดื้อรั้นปฏิเสธที่จะสารภาพบาปของตน และไม่ว่าเจ้าจะพบเจอพวกเขาอีกครั้งในอีกกี่ปีต่อมา พวกเขาก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ยังคงยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นและไม่ยอมปล่อยมือ พยายามให้เหตุผลเข้าข้างตนเองและอธิบายเพื่อตนเอง  อุปนิสัยของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย  หากเจ้ายอมรับพวกเขากลับเข้ามาและอนุญาตให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตคริสตจักร และให้พวกเขาทำหน้าที่ พวกเขาก็จะยังคงขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร  เช่นเดียวกับเปาโล พวกเขาจะทำผิดพลาดแบบเดิมๆ ยกชูและเป็นพยานให้ตัวเอง  พวกเขาไม่สามารถเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงได้เลย และพวกเขาจะเดินบนเส้นทางเดิมของตน เส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ เส้นทางของเปาโล  นี่คือพื้นฐานในการขับไล่ศัตรูของพระคริสต์

เพราะศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติที่มุ่งร้าย พวกเขาจึงไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาดูแคลนผู้นำและคนทำงานที่สามารถทำงานบางอย่างได้จริง และถึงกับตีตราผู้นำและคนทำงานทุกคนว่าเทียมเท็จ ราวกับว่ามีแต่พวกเขาเท่านั้นที่ถูกต้อง และคนอื่นผิดทั้งหมด  ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขาอย่างไร พวกเขาก็จะไม่ยอมรับการตัดแต่งแม้แต่น้อยและจะยังคงดำรงทัศนะของตนเอาไว้  ถ้าคนที่ตัดแต่งพวกเขาไม่สามารถทำให้พวกเขาเชื่อได้อย่างสนิทใจ พวกเขาก็จะไม่ยอมรับ  พวกเขาคิดว่าการถูกตัดแต่งนั้นไร้ประโยชน์และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความจริง  นี่คือทัศนะของพวกเขา  พวกเขาดำรงทัศนะของตนไว้เสมอ จึงยากมากที่พวกเขาจะยอมรับความจริง พร้อมกันนั้นพวกเขาก็ตัดสินและกล่าวโทษคนที่ตัดแต่งตน  ศัตรูของพระคริสต์เผยอุปนิสัยเช่นใดออกมาเมื่อพวกเขารับมือการถูกตัดแต่งเช่นนี้?  พวกเจ้ามองเห็นหรือไม่ว่าแก่นแท้ธรรมชาติในตัวศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นใด?  ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งในธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ก็คือความชั่วช้า  คำว่า “ความชั่วช้า” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าพวกเขามีท่าทีที่เลวทรามเป็นพิเศษในเรื่องของความจริง—ไม่เพียงไม่นบนอบความจริงและไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น แต่ถึงกับกล่าวโทษคนที่ตัดแต่งพวกเขาอีกด้วย  นั่นคืออุปนิสัยที่ชั่วช้าในตัวศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์นึกไปว่าคนที่ยอมรับการตัดแต่งนั้นถูกรังแกได้ง่าย และคนที่ตัดแต่งผู้อื่นอยู่เสมอก็คือคนที่อยากหยอกล้อและกลั่นแกล้งผู้คนตลอดเวลา  ดังนั้นศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะแข็งขืนกับใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขา และจะหาเรื่องคนคนนั้น  ใครก็ตามที่หยิบยกข้อบกพร่องหรือความเสื่อมทรามในตัวศัตรูของพระคริสต์ขึ้นมา หรือสามัคคีธรรมกับพวกเขาถึงความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือบอกให้พวกเขาทำความรู้จักตัวเอง พวกเขาย่อมคิดไปว่าคนคนนั้นกำลังหาเรื่องและไม่ชอบหน้าตน  พวกเขาเกลียดชังคนคนนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ และจะแก้แค้น จะทำให้อีกฝ่ายลำบาก  นี่คืออีกหนึ่งการสำแดงของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งซึ่งพวกเราจะสามัคคีธรรมกัน  พวกเขาเกลียดทุกคนที่ตัดแต่งและเปิดโปงตน  นี่เป็นการสำแดงที่เห็นได้ชัดเจนมากในตัวศัตรูของพระคริสต์  ผู้คนจำพวกใดที่มีอุปนิสัยชั่วช้าเช่นนี้?  คนชั่ว  ที่จริงแล้วศัตรูของพระคริสต์คือคนชั่ว  เพราะฉะนั้นจึงมีแต่คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่มีอุปนิสัยชั่วช้าเช่นนี้  เมื่อคนชั่วช้าพบเจอการเตือนสติ กล่าวหา สอน หรือช่วยเหลือด้วยเจตนาอันดีไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ท่าทีของพวกเขาย่อมไม่ใช่การขอบคุณหรือยอมรับอย่างถ่อมใจ แต่กลับเดือดดาลเพราะอับอาย รู้สึกเป็นปฏิปักษ์และเกลียดชังอย่างที่สุด และถึงกับลงมือตอบโต้อีกด้วย  มีบางคนที่ตัดแต่งและเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์โดยกล่าวว่า “ช่วงนี้คุณทำตัวตามอำเภอใจ ไม่กระทำการตามหลักธรรม และโอ้อวดตัวเองในขณะที่ทำหน้าที่ของคุณอยู่เสมอ  คุณทำงานเพื่อสถานะและทำให้หน้าที่ของคุณยุ่งเหยิงไปหมด  คุณได้ทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้าแล้วหรือ?  ทำไมคุณไม่แสวงหาความจริงในเวลาที่ทำหน้าที่ของคุณ?  ทำไมคุณไม่กระทำการตามหลักธรรม?  ทำไมคุณไม่ยอมรับเมื่อพี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมความจริงกับคุณ?  ทำไมคุณเพิกเฉยต่อพวกเขา?  ทำไมคุณยังคงทำตามอำเภอใจของคุณต่อไป?”  คำถามว่าทำไมต่างๆ นานาเหล่านี้ และคำพูดเหล่านี้ที่เปิดโปงการเผยความเสื่อมทรามของพวกเขา—ล้วนทิ่มแทงใจพวกเขาอย่างยิ่ง จนคิดว่า “ทำไมน่ะหรือ?  ไม่มีคำว่า ‘ทำไม’ ทั้งนั้น—ฉันอยากทำอะไรก็จะทำ!  คุณมีสิทธิ์อะไรมาตัดแต่งฉัน?  คุณเป็นใครถึงมาทำแบบนั้น?  ฉันเป็นคนเอาแต่ใจ แล้วคุณจะทำไม?  ตอนนี้ฉันอายุขนาดนี้แล้ว ไม่มีใครกล้าพูดกับฉันแบบนี้  มีแต่ฉันเท่านั้นที่พูดแบบนี้กับคนอื่นได้ ไม่มีใครพูดกับฉันแบบนี้ได้  ใครกล้าสั่งสอนฉัน?  คนที่สั่งสอนฉันได้ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ!  คุณคิดจริงๆ หรือว่าคุณจะสั่งสอนฉันได้?”  ความเกลียดชังก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของหัวใจพวกเขา และพวกเขาแสวงหาโอกาสที่จะแก้แค้น  ในใจของพวกเขากำลังคิดคำนวณว่า “คนที่มาตัดแต่งฉันคนนี้มีอำนาจในคริสตจักรหรือไม่?  ถ้าฉันตอบโต้เขา จะมีใครพูดปกป้องเขาไหม?  ถ้าฉันทำให้เขาต้องทนทุกข์ คริสตจักรจะจัดการกับฉันหรือเปล่า?  ฉันมีวิธีแก้ปัญหาแล้ว  ฉันจะไม่ตอบโต้เขาอย่างเปิดเผย ฉันจะทำบางอย่างอย่างลับที่สุด  ฉันจะทำอะไรบางอย่างกับครอบครัวของเขาเพื่อให้เขาทนทุกข์และอับอาย ด้วยวิธีนั้นฉันถึงจะหลุดพ้นจากความขุ่นเคืองนี้ได้  ฉันต้องแก้แค้นให้ได้  คราวนี้ฉันจะปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้  ฉันไม่ได้เริ่มเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ถูกข่มเหง และฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้ผู้คนมารังแกฉันตามใจชอบ ฉันมาเพื่อให้ได้รับพรและเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์!  ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนก็ต้องมีหน้ามีตาฉันนั้น  คนเราต้องมีความกล้าหาญที่จะต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง  คุณกล้าดีอย่างไรมาเปิดโปงฉัน  นี่มันรังแกกันชัดๆ!  ในเมื่อคุณไม่ปฏิบัติต่อฉันเหมือนบุคคลสำคัญ ฉันก็จะทำให้คุณเจอดี และจะทำให้คุณต้องรับผลที่ตามมา  มาสู้กันสักตั้ง แล้วดูสิว่าใครจะร้ายกาจกว่ากัน!”  คำพูดเปิดโปงง่ายๆ เพียงไม่กี่คำทำให้ศัตรูของพระคริสต์เดือดดาลและกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรงในตัวพวกเขา ทำให้พวกเขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อแก้แค้น  อุปนิสัยที่ชั่วช้าของพวกเขาถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้น  แน่นอนว่า เมื่อพวกเขาตอบโต้ผู้อื่นเพราะความเกลียดชัง นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขามีความเกลียดชังหรือความแค้นเคืองแต่หนหลังต่อคนคนนั้น แต่เป็นเพราะคนคนนั้นได้เปิดโปงความผิดพลาดของพวกเขา  นี่แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่การกระทำที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ และไม่ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์เช่นไรกับศัตรูของพระคริสต์คนนั้น ก็สามารถจุดชนวนความเกลียดชังของศัตรูของพระคริสต์และกระตุ้นการแก้แค้นของศัตรูของพระคริสต์คนนั้นได้  ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าเขาจะเข้าใจความจริงหรือไม่ หรือไม่ว่าเขาจะเป็นผู้นำหรือคนทำงาน หรือเป็นสมาชิกทั่วไปของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ตราบใดที่ใครก็ตามเปิดโปงและตัดแต่งศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะปฏิบัติต่อคนคนนั้นในฐานะศัตรู  ศัตรูของพระคริสต์ถึงขั้นจะกล่าวอย่างเปิดเผยว่า “ใครก็ตามที่ตัดแต่งฉัน ฉันจะเล่นงานอย่างหนัก  ใครก็ตามที่ตัดแต่งฉัน เปิดโปงความลับที่น่าอับอายของฉัน ทำให้พระนิเวศของพระเจ้าขับไล่ฉัน หรือปล้นส่วนแบ่งแห่งพรของฉันไป ฉันจะไม่มีวันปล่อยเขาไป  นั่นคือสิ่งที่ฉันเป็นในทางโลก ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาให้ฉัน  คนที่กล้ามาวอแวกับฉันยังไม่เกิดมาด้วยซ้ำ!”  นี่คือลักษณะของคำพูดที่อำมหิตซึ่งศัตรูของพระคริสต์เปล่งออกมาเมื่อพวกเขาเผชิญกับการถูกตัดแต่ง  เมื่อพวกเขาเปล่งคำพูดที่อำมหิตเหล่านี้ออกมา ไม่ใช่เพื่อข่มขู่ผู้อื่น และไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังระบายเพื่อปกป้องตนเอง  พวกเขาสามารถทำชั่วได้จริงๆ และพวกเขาจะลดตัวลงไปใช้ทุกวิธีการที่มีอยู่  นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้าของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อผู้นำและคนทำงานบางคนพบเจอศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้ พวกเขาไม่มีความกล้าที่จะเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์และไม่มีความกล้าที่จะดำเนินการกับศัตรูของพระคริสต์ และศัตรูของพระคริสต์ก็ลงเอยด้วยการเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม  การทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งอุกอาจมากขึ้น พวกเขาพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิดและก่อกวนผู้คน และพวกเขาลงเอยด้วยการชักพาผู้คนส่วนใหญ่ให้หลงผิดและควบคุมคนส่วนใหญ่เอาไว้  นี่คือสิ่งที่นำไปสู่ความวิบัติ  เมื่อศัตรูของพระคริสต์บางคนพบว่าการทำชั่วของตนถูกเปิดโปงหรือถูกพี่น้องชายหญิงรายงานต่อเบื้องบน พวกเขาจะแก้แค้นและส่งมอบคนเหล่านั้นให้พญานาคใหญ่สีแดง—พวกเขาส่งตัวคนเหล่านั้นให้ระบอบการปกครองของซาตาน  นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้ามิใช่หรือ?  และเมื่อพิจารณาว่าศัตรูของพระคริสต์ชั่วช้าถึงเพียงนี้ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  พวกเขาคือข้ารับใช้ของซาตาน และพวกเขาได้เข้ามาเพื่อก่อกวนคริสตจักร พวกเขาคือพวกปีศาจชั่วที่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมแทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าและไม่ทำสิ่งใดเลยนอกจากขัดขวางและบ่อนทำลายพระราชกิจของพระเจ้า และพวกเขาต่อต้านพระเจ้า  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นศัตรูของพระเจ้าและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  การปฏิบัติต่อศัตรูของพระคริสต์ซึ่งเป็นพวกปีศาจชั่ว เหมือนเป็นพี่น้องชายหญิงย่อมเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง พวกเจ้าต้องตาบอดถึงได้ทำเช่นนั้น  หากศัตรูของพระคริสต์ได้รับการให้น้ำ ได้รับการหล่อเลี้ยง และได้รับการเกื้อหนุนราวกับว่าเขาเป็นพี่น้องชายหญิง หรือหากเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งและได้รับหน้าที่สำคัญราวกับว่าเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้นำคนนั้นก็กำลังกระทำความชั่วอย่างใหญ่หลวง  ผู้นำคนนั้นกำลังมีส่วนร่วมในความชั่วของศัตรูของพระคริสต์ และควรถูกกำจัด  ผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้คือผู้สมรู้ร่วมคิดของศัตรูของพระคริสต์ และกล่าวได้อย่างยุติธรรมว่า พวกเขาเองก็เป็นศัตรูของพระคริสต์ซึ่งควรถูกคัดออกและถูกขับไล่

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง ท่าทีของพวกเขาไม่ใช่การยอมรับและการเชื่อฟัง  แต่พวกเขารู้สึกคัดค้านและรังเกียจการนี้ ซึ่งก่อให้เกิดความเกลียดชัง  พวกเขาเกลียดชังทุกคนที่ตัดแต่งพวกเขา ทุกคนที่เผยความลับที่น่าอับอายของพวกเขาและเปิดโปงสภาพการณ์ที่แท้จริงของพวกเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ  พวกเขาเกลียดชังเจ้ามากเพียงใด?  พวกเขากัดฟันด้วยความเกลียดชัง ปรารถนาให้เจ้าหายไปจากสายตาของพวกเขา และรู้สึกว่าเจ้ากับพวกเขาไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้  หากศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้กับผู้คน เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะยอมรับพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงและกล่าวโทษพวกเขาได้หรือ?  พวกเขาไม่สามารถยอมรับได้  ใครก็ตามที่เปิดโปงพวกเขา พวกเขาจะเกลียดชังเพียงเพราะคนคนนั้นเปิดโปงพวกเขาและไม่เข้าข้างพวกเขา และพวกเขาจะตอบโต้  พวกเขาปรารถนาที่จะทำให้คนที่ตัดแต่งพวกเขาหายไปจากสายตาของพวกเขา  พวกเขาทนไม่ได้ที่จะเห็นคนคนนี้ได้ดี  หากคนคนนี้ตายหรือพบกับความวิบัติ พวกเขาจะมีความสุข ตราบใดที่คนคนนี้ยังมีชีวิตอยู่และยังคงทำหน้าที่ของเขาในพระนิเวศของพระเจ้า และทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติ พวกเขาก็จะรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ และรำคาญใจอยู่ในหัวใจของพวกเขา  เมื่อพวกเขาไม่มีวิธีที่จะตอบโต้ใครบางคน พวกเขาจะแอบสาปแช่งคนคนนั้น หรือถึงขั้นอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงลงโทษและตอบแทนคนคนนั้นอย่างสาสม และขอให้พระเจ้าทรงชดเชยความคับข้องใจของพวกเขา  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์เกิดความเกลียดชังเช่นนี้ขึ้นมา ความเกลียดชังนี้ย่อมนำไปสู่การกระทำต่างๆ ตามมา  การกระทำเหล่านี้ประกอบด้วยการตอบโต้และการสาปแช่ง และแน่นอนว่ารวมถึงการกระทำอื่นๆ บางประการ เช่น การใส่ร้าย การหมิ่นประมาท และการกล่าวโทษผู้อื่น ซึ่งเกิดมาจากความเกลียดชัง  หากใครบางคนตัดแต่งพวกเขา พวกเขาจะบ่อนทำลายคนคนนั้นลับหลัง  เมื่อคนคนนั้นบอกว่าสิ่งใดถูก พวกเขาก็จะบอกว่าสิ่งนั้นผิด  พวกเขาจะบิดเบือนสิ่งที่เป็นบวกทั้งหมดที่คนคนนั้นทำและทำให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นลบ แพร่กระจายคำโกหกเหล่านี้และก่อให้เกิดการก่อกวนลับหลังคนคนนั้น  พวกเขาจะยุยงและดึงคนอื่นๆ ที่ไม่รู้ความและไม่สามารถมองสิ่งต่างๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง หรือแยกแยะด้วยตนเองได้มาเข้าร่วม เพื่อให้ผู้คนเหล่านี้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขาและสนับสนุนพวกเขา  ชัดเจนว่าคนที่ตัดแต่งพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่เลวร้าย แต่พวกเขาก็ยังต้องการยัดเยียดความผิดบางอย่างให้กับคนคนนี้ เพื่อให้ทุกคนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าคนคนนี้ทำเรื่องจำพวกนี้ จากนั้นก็ทำให้ทุกคนมาร่วมกันปฏิเสธคนคนนี้  ศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนชีวิตคริสตจักรด้วยวิธีนี้ และก่อกวนผู้คนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน  เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร?  คือการทำให้คนที่ตัดแต่งพวกเขาต้องพบกับความยากลำบาก และทำให้ทุกคนทอดทิ้งคนคนนี้  นอกจากนี้ยังมีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่กล่าวว่า “คุณตัดแต่งฉันและทำให้ฉันลำบาก ดังนั้นฉันก็จะไม่ปล่อยให้คุณอยู่อย่างสงบสุขหรอก  ฉันจะทำให้คุณได้ลิ้มรสว่าการถูกตัดแต่งและการถูกทอดทิ้งนั้นเป็นอย่างไร  ไม่ว่าคุณปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ฉันก็จะปฏิบัติต่อคุณอย่างนั้น  ถ้าคุณไม่ปล่อยให้ฉันอยู่อย่างสงบสุข ก็อย่าคิดว่าคุณจะได้อยู่อย่างสงบสุขเช่นกัน!”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำชั่ว ผู้นำและคนทำงานบางคนเรียกพวกเขามาพูดคุย บอกพวกเขาว่าพวกเขาต้องกลับใจ และอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขาฟังเพื่อช่วยเหลือและเกื้อหนุนพวกเขา  ไม่เพียงพวกเขาจะไม่ยอมรับเท่านั้น แต่พวกเขายังปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลว่าผู้นำไม่ได้ทำงานจริงเลย และไม่เคยใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ปัญหา  แท้จริงแล้ว ผู้นำเพิ่งจะทำงานดังกล่าวไป แต่พวกเขากลับบิดเบือนข้อเท็จจริงและใส่ร้ายคนที่ช่วยเหลือพวกเขา  นี่ไม่ชั่วช้ากระนั้นหรือ?  คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้อ้างทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เป็นบวกคือสิ่งที่เป็นลบ อ้างว่าการทำผิด ความผิดพลาด ความประพฤติที่เลวร้าย และการกระทำที่มุ่งร้ายของพวกตนคือสิ่งที่เป็นบวกซึ่งสอดคล้องกับความจริง  ไม่ว่าพวกเขาจะทำความผิดพลาดใหญ่หลวงเพียงใดในขณะที่ทำหน้าที่ของตน ไม่ว่าพวกเขาจะก่อให้เกิดความเสียหายต่องานของคริสตจักรมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่ยอมรับหรือถือเป็นเรื่องจริงจังแม้แต่น้อย  เมื่อพวกเขาพูดถึงเรื่องนี้ พวกเขาจะกลบเกลื่อนและพูดเลี่ยงๆ ไป  คนที่ตัดแต่งพวกเขาเพราะเรื่องนี้กลับกลายเป็นคนบาปในสายตาของพวกเขา และกลายเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์แทน  นี่ไม่ใช่การกลับขาวเป็นดำหรอกหรือ?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงขั้นกล่าวหากลับอย่างเป็นเท็จเมื่อถูกผู้นำหรือคนทำงานตัดแต่ง โดยกล่าวว่า “ไม่ว่าพวกเราพี่น้องชายหญิงจะทำความผิดพลาดใดๆ ล้วนมีสาเหตุมาจากการไม่รู้ความ และการที่ผู้นำและคนทำงานไม่ทำงานให้ดี  หากผู้นำและคนทำงานรู้จักวิธีปฏิบัติงานของตน คอยเตือนพวกเราอย่างทันท่วงที และจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดี เช่นนั้นแล้วความสูญเสียต่อพระนิเวศของพระเจ้าก็จะลดลงไม่ใช่หรือ?  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเราจะทำความผิดพลาดใดก็ตาม ผู้นำและคนทำงานต้องถูกตำหนิทั้งหมด และควรรับผิดชอบให้มากที่สุด”  นี่ไม่ใช่การกล่าวหากลับอย่างเป็นเท็จหรอกหรือ?  การกล่าวหากลับอย่างเป็นเท็จเหล่านี้คือการกลับขาวเป็นดำและเป็นรูปแบบหนึ่งของการตอบโต้

ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยที่ชั่วช้าอย่างยิ่ง  หากเจ้าพยายามตัดแต่งหรือเปิดโปงพวกเขา พวกเขาจะเกลียดชังเจ้าและฝังเขี้ยวลงในตัวเจ้าราวกับพวกเขาเป็นงูพิษ  เจ้าจะไม่สามารถเหวี่ยงหรือสลัดพวกเขาให้หลุดได้เลยไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด  เมื่อพวกเจ้าพบเจอศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้ พวกเจ้ารู้สึกหวาดกลัวหรือไม่?  บางคนหวาดกลัวจริงๆ และกล่าวว่า “ฉันไม่กล้าตัดแต่งพวกเขาหรอก พวกเขาดุร้ายมาก เหมือนงูพิษ และถ้าพวกเขามารัดตัวฉัน ฉันก็จบสิ้น”  ผู้คนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด?  พวกเขามีวุฒิภาวะน้อยเกินไป ไม่มีประโยชน์อะไรเลย พวกเขาไม่ใช่ทหารที่ดีของพระคริสต์ และไม่สามารถเป็นพยานให้พระเจ้าได้  ดังนั้น พวกเจ้าควรทำอย่างไรเมื่อพบเจอศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้?  หากพวกเขาข่มขู่เจ้าหรือพยายามเอาชีวิตเจ้า เจ้าจะหวาดกลัวหรือไม่?  ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าต้องรีบรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องชายหญิงของเจ้าและลุกขึ้นยืนหยัด ตรวจสอบ รวบรวมหลักฐาน และเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์จนกว่าพวกเขาจะถูกคัดออกจากคริสตจักร  นี่คือการแก้ไขปัญหาอย่างหมดจด  เมื่อเจ้าค้นพบศัตรูของพระคริสต์และระบุได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขามีลักษณะของคนชั่ว และสามารถทรมานรวมทั้งตอบโต้ผู้อื่นได้ ก็อย่ารอให้พวกเขากระทำชั่วและรวบรวมหลักฐานก่อนที่เจ้าจะจัดการกับเรื่องนี้  นี่เป็นการตั้งรับและจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียไปบ้างแล้ว  ทางที่ดีที่สุดคือ เมื่อศัตรูของพระคริสต์แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีลักษณะของคนชั่วและเผยอุปนิสัยที่ร้ายลึกและมุ่งร้ายของตน และพวกเขากำลังจะลงมือกระทำการ ก็ให้จัดการ แก้ไข คัดออก และขับไล่พวกเขา  นี่คือแนวทางที่สมเหตุสมผลที่สุด  บางคนกลัวการตอบโต้จากศัตรูของพระคริสต์และไม่กล้าเปิดโปงพวกเขา  เช่นนี้ไม่โง่เขลากระนั้นหรือ?  เจ้าไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า  เจ้ากลัวว่าศัตรูของพระคริสต์อาจหาข้ออ้างมาตอบโต้เจ้า—ปัญหาคืออะไร?  เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าไม่วางใจในความชอบธรรมของพระเจ้า?  เจ้าไม่รู้หรือว่าความจริงครองอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า?  ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์สามารถจับประเด็นปัญหาความเสื่อมทรามบางอย่างในตัวเจ้าได้และทำเป็นเรื่องใหญ่โต เจ้าก็ไม่ควรหวาดกลัว  ในพระนิเวศของพระเจ้า ปัญหาต่างๆ ได้รับการจัดการตามหลักธรรมความจริง  การกระทำผิดไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นเป็นคนชั่ว  พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยจัดการใครบางคนเพราะการเผยความเสื่อมทรามชั่วขณะหรือการกระทำผิดเป็นครั้งคราว  พระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเหล่านั้นที่ก่อให้เกิดการก่อกวนและทำความชั่วอย่างสม่ำเสมอ และผู้ที่ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่มีวันปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนดี  พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อทุกคนอย่างยุติธรรม  ต่อให้ผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์กล่าวหาคนดีอย่างผิดๆ พระนิเวศของพระเจ้าก็จะคืนความยุติธรรมให้คนเหล่านั้น คริสตจักรจะไม่มีวันคัดออกหรือจัดการคนดีที่สามารถเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์และมีสำนึกของความยุติธรรม  ผู้คนมักจะกลัวว่าศัตรูของพระคริสต์จะหาข้ออ้างเพื่อตอบโต้พวกเขา  แต่เจ้าไม่กลัวที่จะล่วงเกินพระเจ้าและทำให้พระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์หรือ?  หากเจ้ากลัวว่าศัตรูของพระคริสต์จะหาข้ออ้างเพื่อตอบโต้เจ้า เหตุใดจึงไม่รวบรวมหลักฐานการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์คนนั้นเพื่อรายงานและเปิดโปงพวกเขาเล่า?  ในการทำเช่นนั้น เจ้าจะได้รับความเห็นชอบและการสนับสนุนจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และที่สำคัญที่สุด พระเจ้าจะทรงจดจำความประพฤติดีและการกระทำที่ยุติธรรมของเจ้า  แล้วเหตุใดจึงไม่ทำเช่นนี้เล่า?  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรจดจำพระบัญชาของพระเจ้าเอาไว้ในใจเสมอ  การชำระคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ออกไปคือการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับซาตาน  หากชนะในการต่อสู้นี้ ก็จะกลายเป็นคำพยานของผู้มีชัย  การต่อสู้กับเหล่าซาตานและพวกมารชั่วคือคำพยานจากประสบการณ์ที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรมี  นี่คือความเป็นจริงความจริงที่ผู้มีชัยต้องมี  พระเจ้าได้ประทานความจริงมากมายแก่ผู้คน ทรงนำเจ้ามาเป็นเวลานาน และทรงจัดเตรียมให้เจ้ามากมายเช่นนี้ เพื่อจุดประสงค์ในการให้เจ้าเป็นพยานและปกป้องงานของคริสตจักร  แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้ากลับขี้ขลาดและถอยหนี วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน—เจ้าเป็นคนไร้ค่า  เจ้าไม่สามารถเอาชนะเหล่าซาตานได้ เจ้าไม่ได้เป็นพยาน และพระเจ้าทรงรังเกียจเจ้า  ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ เจ้าต้องลุกขึ้นยืนหยัดและทำสงครามกับเหล่าซาตาน เปิดโปงการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ กล่าวโทษและสาปแช่งพวกเขา ไม่ให้พวกเขามีที่ซ่อนตัว และชำระพวกเขาออกไปจากคริสตจักร  การทำเช่นนี้เท่านั้นที่จึงจะนับได้ว่าได้รับชัยชนะเหนือเหล่าซาตานและสิ้นสุดชะตากรรมของพวกมัน  เจ้าคือหนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เป็นผู้ติดตามพระเจ้า  เจ้าต้องไม่หวาดกลัวต่อความท้าทาย เจ้าต้องกระทำการตามหลักธรรมความจริง  นี่คือความหมายของการเป็นผู้มีชัย  หากเจ้าหวาดกลัวต่อความท้าทายและยอมประนีประนอมเพราะเจ้ากลัวการตอบโต้จากคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้า และเจ้าไม่ใช่หนึ่งในประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  เจ้าเป็นคนไร้ค่า ด้อยกว่าผู้รับใช้เสียอีก  คนขลาดบางคนอาจกล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์น่ากลัวมาก พวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่าง  แล้วถ้าพวกเขาตอบโต้ฉันเล่า?”  นี่คือคำพูดที่เลอะเลือน  หากเจ้ากลัวการตอบโต้จากศัตรูของพระคริสต์ ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ใด?  พระเจ้าไม่ได้ทรงคุ้มครองเจ้าตลอดหลายปีในชีวิตของเจ้าหรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเช่นกันไม่ใช่หรือ?  หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต พวกเขาจะทำอะไรเจ้าได้?  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะชั่วร้ายเพียงใด แท้จริงแล้ว พวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง?  การที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะร่วมกันเปิดโปงและจัดการกับพวกเขาย่อมเป็นเรื่องง่ายดายมากมิใช่หรือ?  แล้วเหตุใดจึงต้องกลัวศัตรูของพระคริสต์?  ผู้คนเช่นนี้คือคนไร้ค่าและไม่คู่ควรที่จะติดตามพระเจ้า  จงกลับบ้านไป เลี้ยงดูลูกๆ ของเจ้า และใช้ชีวิตของเจ้าเถิด  เมื่อเผชิญกับการก่อกวนงานของคริสตจักรและทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยศัตรูของพระคริสต์ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรตอบสนองต่อการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์อย่างไร?  ผู้ที่ติดตามพระเจ้าควรตั้งมั่นในคำพยานของตนอย่างไร?  พวกเขาควรต่อสู้กับกองกำลังของซาตานและศัตรูของพระคริสต์อย่างไร?  ไม่ว่าเจ้านบนอบและจงรักภักดีต่อพระเจ้า หรือนั่งดูดายและทรยศพระเจ้า ก็จะถูกเผยให้เห็นโดยสมบูรณ์เมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อกวน ทำชั่ว และต่อต้านพระเจ้า  หากเจ้าไม่ใช่คนที่นบนอบพระเจ้าและจงรักภักดีต่อพระองค์ เช่นนั้นเจ้าก็คือคนที่ทรยศพระองค์  ไม่มีทางเลือกอื่น  บุคคลที่เลอะเลือนบางคนและคนที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะเลือกที่จะวางตัวเป็นกลางและกลายเป็นคนเหยียบเรือสองแคม  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ขาดความจงรักภักดีต่อพระเจ้าและเป็นผู้ทรยศพระองค์  บุคคลที่เลอะเลือนบางคนหวาดกลัวการทรมานของศัตรูของพระคริสต์ด้วยความขี้ขลาดของพวกเขา  และเอาแต่ถามในใจอย่างไม่หยุดหย่อนว่า “ฉันจะทำอย่างไรดี?”  นี่ไม่ใช่คำถามที่เจ้าควรถาม  เจ้าควรทำอย่างไร?  (ลุล่วงหน้าที่ของพวกเราเอง เปิดโปงการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์อย่างหมดเปลือก ทำให้พี่น้องชายหญิงของพวกเราเรียนรู้วิธีใช้วิจารณญาณแยกแยะ และปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์  พวกเราไม่ควรกังวลเรื่องความปลอดภัยของพวกเราเอง  สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกเราต้องคำนึงถึงคือวิธีลุล่วงหน้าที่ของพวกเราเมื่อคนชั่วก่อกวนงานของคริสตจักร)  แล้วถ้าเรื่องนี้ส่งผลต่อครอบครัวของเจ้าเล่า?  (พวกเราควรลุล่วงหน้าที่ของพวกเราโดยไม่ลังเล  พวกเราไม่ควรละทิ้งหน้าที่ของตนหรือไม่ตั้งมั่นในคำพยานของตนเพราะความห่วงใยและผูกพันต่อความปลอดภัยของครอบครัวของพวกเรา)  ถูกต้อง  ก่อนอื่น เจ้าต้องตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า รวมทั้งต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วจนถึงที่สุด ทำให้พวกเขาไม่มีที่ยืนในพระนิเวศของพระเจ้า  หากพวกเขาเต็มใจที่จะลงแรงทำงาน ก็ให้พวกเขาลงแรงทำงานตามกฎเกณฑ์ และทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาสามารถทำได้  หากพวกเขาไม่เต็มใจที่จะลงแรงทำงาน เช่นนั้นแล้วทุกคนก็ต้องร่วมกันขับไล่พวกเขา เพื่อไม่ให้พวกเขาสามารถขัดขวาง ก่อกวน หรือทำลายงานของคริสตจักรในพระนิเวศของพระเจ้าได้  นี่คือสิ่งแรกที่เจ้าควรทำและเป็นคำพยานที่เจ้าควรตั้งมั่น  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจว่า ครอบครัวของเจ้าและชีวิตของเจ้าล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และซาตานไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม  พระเจ้าได้ตรัสว่า “หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่อาจแตะน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดินได้ด้วยซ้ำ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งแม้แต่มดที่อยู่บนดิน ไม่พักต้องพูดถึงมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา”  เจ้าสามารถเชื่อในพระวจนะเหล่านี้มากน้อยเพียงใด?  การต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเผยให้เห็นระดับความเชื่อของเจ้า  หากเจ้ามีการเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็มีความเชื่อที่แท้จริง  หากเจ้ามีการเชื่อเพียงเล็กน้อยในพระเจ้า และการเชื่อนั้นคลุมเครือและกลวงเปล่า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีความเชื่อที่แท้จริง  หากเจ้าไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้ และซาตานอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า และเจ้ายังคงหวาดกลัวศัตรูของพระคริสต์และคนชั่ว สามารถทนให้พวกเขากระทำชั่วในคริสตจักร ยอมให้พวกเขาก่อกวนและทำลายงานของคริสตจักร และสามารถยอมประนีประนอมกับซาตานหรือร้องขอความเมตตาจากมันเพื่อปกป้องตัวเจ้าเองได้ ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นยืนหยัดและต่อสู้กับพวกเขา และเจ้าได้กลายเป็นคนละทิ้งหน้าที่ คนที่ชอบเอาใจผู้คน และคนดูอยู่ห่างๆ เช่นนั้นเจ้าก็ขาดการเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า  การเชื่อในพระเจ้าของเจ้ากลายเป็นเครื่องหมายคำถาม ซึ่งทำให้การเชื่อของเจ้าน่าสมเพชอย่างยิ่ง!  เมื่อเจ้าเห็นศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วก่อให้เกิดการก่อกวนและการขัดขวางในพระนิเวศของพระเจ้าแต่ยังคงเพิกเฉย เมื่อเจ้าทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเพื่อปกป้องชีวิตของเจ้าเอง ของครอบครัวเจ้า และผลประโยชน์ทั้งหมดของเจ้าเอง เช่นนั้นเจ้าก็กลายเป็นผู้ทรยศ เป็นยูดาส  นี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง  พวกเรามักจะสามัคคีธรรมและชำแหละศัตรูของพระคริสต์และคนชั่ว เสวนาถึงวิธีแยกแยะและรู้จักพวกเขา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจุดประสงค์ในการสามัคคีธรรมความจริงอย่างชัดเจน และเพื่อให้ผู้คนมีวิจารณญาณแยกแยะคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเปิดโปงคนเหล่านั้นได้  ด้วยวิธีนี้ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะไม่ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดหรือก่อกวนอีกต่อไป และสามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลและพันธนาการของซาตานได้  อย่างไรก็ตาม ผู้คนบางคนยังคงมีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกอยู่ในหัวใจของพวกเขา  พวกเขาไม่พยายามแยกแยะคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเขากลับสวมบทบาทของคนที่ชอบเอาใจผู้คน  พวกเขาไม่ต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์ ไม่ขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนกับศัตรูของพระคริสต์ และเลือกแนวทางที่ประนีประนอมและวางตัวเป็นกลางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเอง  พวกเขาปล่อยให้พวกมารเหล่านี้—คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้—อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าต่อไป ชักนำภยันตรายเข้ามาด้วยการเลี้ยงดูพวกมาร  พวกเขาปล่อยให้พวกมารเหล่านี้ก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างเต็มที่และก่อกวนพี่น้องชายหญิงในการทำหน้าที่ของตน  ผู้คนเช่นนี้สวมบทบาทใด?  พวกเขากลายเป็นเกราะกำบังให้ศัตรูของพระคริสต์และเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของศัตรูของพระคริสต์  แม้เจ้าจะไม่ได้ทำสิ่งเดียวกับศัตรูของพระคริสต์หรือกระทำชั่วแบบเดียวกัน เจ้าก็มีส่วนร่วมในการทำชั่วของพวกเขา—เจ้าย่อมถูกกล่าวโทษ  เจ้าผ่อนปรนและให้ที่พักพิงแก่ศัตรูของพระคริสต์ ปล่อยให้พวกเขาสร้างความเสียหายร้ายแรงรอบตัวเจ้าโดยไม่ดำเนินการหรือทำสิ่งใดเลย  เจ้าก็มีส่วนร่วมในความชั่วของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  นี่คือเหตุผลที่ผู้นำเทียมเท็จและคนที่ชอบเอาใจผู้คนบางคนกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของศัตรูของพระคริสต์  ใครก็ตามที่เห็นศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนงานของคริสตจักรแต่ไม่เปิดโปงพวกเขาและไม่ขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนกับพวกเขา ย่อมกลายเป็นลูกสมุนและผู้สมรู้ร่วมคิดของพวกเขา  พวกเขาขาดการนบนอบและความจงรักภักดีต่อพระเจ้า  ในช่วงเวลาที่สำคัญของการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับซาตาน พวกเขายืนอยู่ฝ่ายซาตาน ปกป้องศัตรูของพระคริสต์และทรยศพระเจ้า  ผู้คนเช่นนี้น่ารังเกียจสำหรับพระเจ้า

เมื่อศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับการถูกตัดแต่ง พวกเขามักจะแสดงการไม่ยอมรับอย่างรุนแรง และจากนั้นพวกเขาก็เริ่มพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะโต้แย้งเพื่อตนเอง และใช้เหตุผลที่บิดเบือนและวาทศิลป์เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด  นี่เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก  การสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับความจริงนั้นเปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาที่เกลียดชังและรังเกียจความจริงอย่างหมดเปลือก  พวกเขาเป็นพวกเดียวกับซาตานอย่างแท้จริง  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำสิ่งใด อุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกเขาก็ถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดเปลือก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระนิเวศของพระเจ้า ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนขัดต่อความจริง ถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษ และเป็นการทำชั่วที่ต่อต้านพระเจ้า และสิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดนี้ก็ยืนยันอย่างครบถ้วนว่าศัตรูของพระคริสต์คือเหล่าซาตานและพวกปีศาจชั่ว  ดังนั้น เมื่อพูดถึงการถูกตัดแต่ง พวกเขาย่อมไม่ยอมรับด้วยความยินยอมพร้อมใจ และเต็มใจอย่างเด็ดขาด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น นอกจากการไม่ยอมรับและการต่อต้านแล้ว พวกเขายังเกลียดชังการตัดแต่ง เกลียดชังบรรดาผู้ที่ตัดแต่งพวกเขา และเกลียดชังบรรดาผู้ที่เปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาและผู้ที่เปิดโปงการทำชั่วของพวกเขาอีกด้วย  ศัตรูของพระคริสต์คิดว่าใครก็ตามที่เปิดโปงพวกเขาก็เพียงแค่กำลังทำให้พวกเขาลำบาก ดังนั้นพวกเขาจึงแข่งขันและต่อสู้กับใครก็ตามที่เปิดโปงพวกเขา  ด้วยธรรมชาติเช่นนี้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะไม่มีวันเมตตาต่อใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขา และจะไม่ผ่อนปรนและไม่อดทนต่อใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะรู้สึกซาบซึ้งหรือยกย่องใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น  ตรงกันข้าม หากใครก็ตามตัดแต่งพวกเขาและทำให้พวกเขาเสียศักดิ์ศรีและเสียหน้า พวกเขาก็จะเก็บงำความเกลียดชังคนคนนี้ไว้ในหัวใจของตน และจะต้องการหาโอกาสเพื่อแก้แค้นคนคนนี้  พวกเขามีความเกลียดชังต่อผู้อื่นมากเหลือเกิน!  นี่คือสิ่งที่พวกเขาคิด และพวกเขาจะกล่าวอย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่นว่า “วันนี้คุณได้ตัดแต่งฉัน เอาละ ตอนนี้ความบาดหมางของพวกเราถูกจารึกไว้แล้ว  คุณก็ไปตามทางของคุณ และฉันจะไปตามทางของฉัน แต่ฉันสาบานว่าฉันจะแก้แค้น!  ถ้าคุณสารภาพความผิดของคุณต่อฉัน ก้มหัวให้ฉัน หรือคุกเข่าลงและอ้อนวอนฉัน ฉันก็จะยกโทษให้คุณ มิฉะนั้นฉันจะไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไป!”  ไม่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์จะพูดหรือทำสิ่งใด พวกเขาไม่เคยมองว่าการตัดแต่งด้วยความเมตตาของใครก็ตามที่มีต่อพวกเขา หรือความช่วยเหลืออย่างจริงใจของใครก็ตาม เป็นการมาถึงของความรักและความรอดจากพระเจ้า  ตรงกันข้าม พวกเขากลับมองว่านั่นเป็นสัญญาณของความอัปยศ และเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาอับอายที่สุด  นี่แสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงเลย อุปนิสัยของพวกเขาคือการรังเกียจและเกลียดชังความจริง  พวกเจ้าเคยพบคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์คนใดที่ตอบโต้ผู้อื่นเพราะพวกเขาถูกตัดแต่งบ้างหรือไม่?  (เคย)  พวกเขาตอบโต้อย่างไร?  วิธีการตอบโต้ของพวกเขาร้ายกาจหรือไม่?  (ร้ายกาจมาก  ข้าพระองค์เคยพบศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งที่มีการทำชั่วบางอย่างในคริสตจักร แล้วหลังจากที่ผู้นำคริสตจักรเปิดโปงพฤติกรรมของเขา เขาก็เริ่มแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูลในคริสตจักร โดยกล่าวว่าผู้นำคนนี้ไม่ได้ทำงานจริงใดๆ เลย และผู้นำคนนี้พูดคำพูดและคำสอนเพื่อให้ผู้คนมาอยู่เบื้องหน้าตนอย่างไร  หลังจากนั้น เมื่อพวกเราไปเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์คนนี้ ในตอนแรกเขาสามารถอำพรางตนเองได้ แต่เมื่อพวกเราเปิดโปงเขาต่อไป เขาก็ข่มขู่พวกเรา โดยกล่าวว่า “หลังบ้านของฉันมีสถานีตำรวจ พวกเขามาที่บ้านของฉันบ่อยๆ”  ความหมายของเขาก็คือ หากพวกเราเปิดโปงเขาอีก เขาจะแจ้งตำรวจจับพวกเรา  ความชั่วช้าของเขาถูกเผยออกมา)  (ข้าพระองค์เคยพบกับศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่ง  พี่น้องหญิงคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเพื่อรายงานเขา และเมื่อเขาเห็นจดหมายฉบับนี้ ก็บังเอิญเกิดสถานการณ์อันตรายขึ้นในสถานที่ที่พี่น้องหญิงคนนี้อาศัยอยู่ ดังนั้นเขาจึงเรียกผู้ร่วมงานหลักทั้งหมดของคริสตจักรมารวมตัวกัน และกล่าวว่า “ทำไมจู่ๆ จึงเกิดสถานการณ์อันตรายขึ้นในสถานที่ที่พี่น้องหญิงคนนี้อาศัยอยู่ หลังจากที่เธอเขียนจดหมายรายงานฉัน?  พระเจ้าไม่ทำงานที่ไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน บางทีพระองค์อาจจะกำลังเผยใครบางคนอยู่ก็ได้!”  จากนั้นเขาก็กล่าวคำพูดยุยงบางอย่างซึ่งนำทุกคนให้กล่าวโทษพี่น้องหญิงคนนั้น และเชื่อว่าปัญหาอยู่ที่เธอ  ในท้ายที่สุด พี่น้องหญิงคนนี้ก็ถูกปลดและถูกส่งตัวออกไป และจดหมายของเธอก็ถูกวางทิ้งไว้และไม่ได้รับการจัดการ  หลังจากนั้น พวกเราก็เปรียบเทียบสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ได้กล่าวเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ และค้นพบว่าเขาได้กล่าวกับพวกเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน  พวกเราเห็นว่าเขาประสงค์ร้ายและหลอกลวงอย่างร้ายกาจ  ในที่สุด พวกเราก็จำแนกเขาผ่านการสามัคคีธรรม และเรื่องนี้ก็ได้รับการจัดการอย่างยุติธรรม)  ตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าศัตรูของพระคริสต์ทั้งหมดคือคนชั่ว และตราบใดที่คนชั่วกุมอำนาจ พวกเขาทั้งหมดก็คือศัตรูของพระคริสต์

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดการก่อกวนในคริสตจักร นั่นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี?  (เป็นเรื่องไม่ดี)  เป็นเรื่องไม่ดีอย่างไร?  พระเจ้าทรงทำผิดพลาดหรือไม่?  พระเจ้าไม่ทรงเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด และทรงปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระองค์อย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  แล้วเกิดอะไรขึ้น?  (พระเจ้าทรงปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักร เพื่อให้พวกเรามีวิจารณญาณแยกแยะมากขึ้น เรียนรู้วิธีที่จะมองทะลุแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ไม่ปล่อยให้ซาตานหลอกพวกเราได้อีกต่อไป และสามารถตั้งมั่นในการเป็นพยานของพวกเราให้พระเจ้า  นี่คือความรอดที่พระเจ้าประทานให้พวกเรา)  พวกเราพูดกันเสมอว่าซาตานนั้นเลวร้าย ชั่วช้า และมุ่งร้ายเพียงใด ว่าซาตานนั้นรังเกียจและเกลียดชังความจริง แต่เจ้ามองเห็นสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  เจ้าสามารถมองเห็นสิ่งที่ซาตานทำในโลกวิญญาณได้หรือไม่?  มันพูดและกระทำการอย่างไร ท่าทีที่มันมีต่อความจริงและพระเจ้าเป็นเช่นไร ความเลวร้ายของมันอยู่ที่ใด—เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้เลย  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเราจะพูดว่าซาตานนั้นเลวร้าย ว่ามันต่อต้านพระเจ้า และว่ามันรังเกียจความจริงอย่างไร ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวเท่านั้น  ไม่มีภาพที่แท้จริงเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย  คำกล่าวนั้นกลวงเปล่าเกินไป และไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง จึงไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างอิงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  แต่เมื่อคนเราได้สัมผัสกับศัตรูของพระคริสต์ เขาก็จะมองเห็นอุปนิสัยที่เลวร้ายและชั่วช้าของซาตาน และแก่นแท้ที่รังเกียจความจริงของมันก็ชัดเจนขึ้นบ้าง และความเข้าใจที่เขามีต่อซาตานก็จะลึกซึ้งและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากยิ่งขึ้น  หากปราศจากบุคคลและตัวอย่างที่เป็นจริงเหล่านี้ให้ผู้คนได้สัมผัสและมองเห็น สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าความเข้าใจในความจริงก็คงจะคลุมเครือ กลวงเปล่า และไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  แต่เมื่อผู้คนสัมผัสกับศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเหล่านี้จริงๆ พวกเขาจะมองเห็นได้ว่าคนเหล่านั้นทำชั่วและต่อต้านพระเจ้าอย่างไร และสามารถระบุแก่นแท้ธรรมชาติของซาตานได้  พวกเขาเห็นว่าคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้คือซาตานที่กลับมาเกิดใหม่—ว่าพวกเขาคือเหล่าซาตานที่มีชีวิต คือพวกมารที่มีชีวิต  การติดต่อกับพวกศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วสามารถส่งผลเช่นนี้ได้  เมื่อซาตานกลับมาเกิดใหม่เป็นคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ แม้ความสามารถในร่างกายเนื้อหนังของมันมีเพียงเท่านั้น แต่มันก็ยังสามารถทำเรื่องเลวร้ายได้มากมาย ก่อให้เกิดปัญหามากมาย รวมทั้งเลวร้ายและเคลือบแฝงในการกระทำได้ถึงเพียงนั้น  ดังนั้น ความชั่วที่ซาตานในโลกวิญญาณทำจะต้องยิ่งใหญ่กว่าความชั่วทั้งปวงที่คนชั่วและพวกศัตรูของพระคริสต์ทั้งหมดที่ใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังทำรวมกันถึงร้อยเท่าหรือพันเท่า  ดังนั้น บทเรียนที่ผู้คนเรียนรู้จากการสัมผัสกับคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพวกเขาในการพัฒนาวิจารณญาณแยกแยะและการมองเห็นโฉมหน้าของซาตานอย่างชัดเจน  สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนเรียนรู้ที่จะแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ สิ่งใดที่พระเจ้าทรงเกลียดชังและสิ่งใดที่พระองค์พอพระทัย สิ่งใดคือความจริงและสิ่งใดคือเหตุผลวิบัติ สิ่งใดคือความยุติธรรมและสิ่งใดคือความเลวร้าย แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงเกลียดชังสิ่งใดและแท้จริงแล้วพระองค์ทรงรักสิ่งใด และผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าทรงปฏิเสธและกำจัดออกไป และผู้คนประเภทใดที่พระองค์ทรงเห็นชอบและทรงได้รับไว้  การพยายามทำความเข้าใจคำถามเหล่านี้ในแง่ของคำสอนเพียงอย่างเดียวนั้นไร้ประโยชน์  คนเราต้องมีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชักพาให้หลงผิดและการก่อกวนของคนชั่วและพวกศัตรูของพระคริสต์  จนกว่าคนเราจะมีวิจารณญาณแยกแยะที่แท้จริง พวกเขาจึงจะสามารถเข้าใจความจริงมากมายเหล่านี้ และมาสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดและสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการได้รับ  การนี้นำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นในเจตนารมณ์ของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  การนี้ทำให้เจ้าแน่ใจได้มากขึ้นไม่ใช่หรือว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงและทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่น่ารักมากที่สุด?  (ใช่)  พระเจ้าทรงให้ผู้คนเรียนรู้บทเรียนและพัฒนาวิจารณญาณแยกแยะในระหว่างการมีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ และแน่นอนว่าพระองค์ทรงกำลังฝึกฝนผู้คนเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็ทรงเผยผู้คนแต่ละประเภทให้เห็น  เมื่อบางคนเผชิญกับคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่กล้าที่จะเปิดโปงหรือระบุตัวคนเหล่านั้น และไม่กล้าที่จะติดต่อคบหากับคนเหล่านั้น  พวกเขาหวาดกลัว และเอาแต่พยายามหลีกเลี่ยงคนเหล่านั้น ราวกับได้เห็นงูพิษ  ผู้คนเช่นนี้ขี้ขลาดเกินกว่าที่จะเรียนรู้บทเรียน และพวกเขาจะไม่พัฒนาวิจารณญาณแยกแยะ  บางคนที่เผชิญกับคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้บทเรียนหรือได้รับวิจารณญาณแยกแยะ พวกเขาปล่อยให้ความหัวร้อนของตนชี้นำการปฏิบัติต่อคนเหล่านั้น และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเปิดโปงและระบุตัวศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่สามารถเป็นประโยชน์หรือทำสิ่งใดที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  บางคนเห็นศัตรูของพระคริสต์ทำความชั่วมากมาย และรู้สึกรังเกียจการทำชั่วเช่นนั้นอยู่ในหัวใจ แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าตนไม่สามารถทำสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย รู้สึกว่าตนถูกมัดมือเอาไว้  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกศัตรูของพระคริสต์ปั่นหัวเล่นตามอำเภอใจ และพวกเขาก็เอาแต่อดทนและยอมจำนนต่อเรื่องนี้  พวกเขาปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์กระทำการโดยไม่ยั้งคิดและก่อกวนงานของคริสตจักร พวกเขาไม่รายงานและไม่เปิดโปงคนเหล่านั้น  พวกเขาได้ล้มเหลวในความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนในฐานะมนุษย์แล้ว  กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อคนชั่วและพวกศัตรูของพระคริสต์ก่อความวุ่นวายและทำตามอำเภอใจ ย่อมเผยผู้คนทุกประเภทให้เห็น และแน่นอนว่า ยังเป็นการฝึกฝนบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีสำนึกของความยุติธรรม ช่วยให้พวกเขามีวิจารณญาณแยกแยะและความเข้าใจเชิงลึกมากขึ้น เรียนรู้บางสิ่ง และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าจากเรื่องนี้  พวกเขาเข้าใจในเจตนารมณ์ใดของพระเจ้า?  พวกเขาถูกทำให้มองเห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงช่วยศัตรูของพระคริสต์ให้รอด แต่เพียงแค่ทรงใช้พวกเขาให้รับใช้ และเมื่อศัตรูของพระคริสต์เสร็จสิ้นการรับใช้ของตนแล้ว พระเจ้าก็ทรงเผยและกำจัดพวกเขาออกไป และทรงลงโทษพวกเขาในท้ายที่สุด เพราะพวกเขาคือคนชั่วและมีธรรมชาติของซาตาน  บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดคือกลุ่มคนซึ่งแม้จะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่ก็รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง และนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และเป็นผู้ที่เมื่อได้กระทำผิดไปแล้ว ก็สามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง  ผู้คนเหล่านี้สามารถยอมรับการถูกตัดแต่ง การถูกพิพากษาและตีสอน และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถรับมือกับเรื่องที่คนอื่นเปิดโปงพวกเขาหรือชี้ให้เห็นปัญหาของพวกเขาได้อย่างถูกต้อง  บรรดาผู้ที่สามารถยอมรับและนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจอย่างไร  และเรียนรู้บางสิ่งจากพระราชกิจนั้นได้—คนเช่นนี้คือกลุ่มคนที่ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ และได้รับโดยพระองค์

สามัคคีธรรมของพวกเราเรื่องการสำแดงของวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งก็จบลงเพียงเท่านี้  ต่อจากนี้ พวกเจ้าสามารถค้นหาตัวอย่างบางประการที่พวกเจ้าเคยเห็นหรือมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง และชำแหละรวมทั้งสามัคคีธรรมถึงตัวอย่างเหล่านั้นโดยอิงตามแก่นแท้ของตัวอย่างเหล่านั้น เพื่อให้พี่น้องชายหญิงได้รับวิจารณญาณแยกแยะ  เป้าหมายของการให้พวกเขาได้รับวิจารณญาณแยกแยะคืออะไร?  คือการช่วยให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ ขัดขวางและจำกัดการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ในคริสตจักร และป้องกันไม่ให้ศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนในคริสตจักรและสถานที่สำคัญที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ หรือก่อให้เกิดความสูญเสียใดๆ ต่องานของคริสตจักร  นี่เรียกว่าการตีตรวนศัตรูของพระคริสต์และคนชั่ว  แม้ศัตรูของพระคริสต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินพระเจ้าหรือต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยในคริสตจักร แต่พวกเขาก็ลอบทำความชั่วมากมาย  พวกเขาก่อกวนชีวิตคริสตจักร ขัดขวางรวมทั้งก่อกวนผู้นำและคนทำงานที่สามัคคีธรรมความจริงและกระทำการตามหลักธรรม  พวกเขากล่าวคำพูดโดยไม่ยั้งคิดและตัดสินงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าตามอำเภอใจ  พวกเขาถึงกับกล่าวโทษผู้นำและคนทำงาน ชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด และก่อให้เกิดการก่อกวนต่องานของคริสตจักร ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ในการทำหน้าที่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  นี่คือความชั่วอันใหญ่หลวงของการก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้า  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนควรรู้ว่าความชั่วที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นเป็นความชั่วอันใหญ่หลวง เป็นความชั่วที่น่าตำหนิซึ่งเกินกว่าจะไถ่คืนได้  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นเป้าหมายของการตีตรวนและการจำกัดในพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ  ศัตรูของพระคริสต์ต้องถูกขับไล่จากคริสตจักร—นี่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า  หากปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์ทำตามใจชอบและตามอำเภอใจในคริสตจักร ให้ตะโกนคำขวัญและข้อโต้แย้งใดๆ ที่พวกเขาต้องการเพื่อควบคุมและข่มขู่ หรือชักพาให้หลงผิดและชี้แนะพี่น้องชายหญิงไปในทางที่ผิด รวมทั้งหากผู้นำและคนทำงานเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ และไม่กระทำการใดๆ ไม่กล้าเปิดโปงหรือจำกัดศัตรูของพระคริสต์เพราะกลัวจะล่วงเกินพวกเขา และเรื่องนี้ทำให้พี่น้องชายหญิงในคริสตจักรนั้นถูกศัตรูของพระคริสต์ปั่นหัวเล่นและก่อกวนตามอำเภอใจ เช่นนั้นแล้ว ผู้นำของคริสตจักรนั้นก็คือคนที่ชอบเอาใจผู้คน พวกเขาคือขยะที่ควรถูกกำจัดออกไป  หากผู้นำของคริสตจักรแห่งหนึ่งมีวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์และคนชั่ว และช่วยให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถลุกขึ้นมาและเปิดโปงคนเหล่านั้น และคัดหมู่มารออกเพื่อปกป้องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว นี่จะทำให้หมู่มารและซาตานรู้สึกอับอาย และจะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าอีกด้วย  ผู้นำของคริสตจักรนี้คือผู้นำที่ได้มาตรฐานและมีความเป็นจริงความจริง  หากคริสตจักรแห่งหนึ่งกำลังทนทุกข์จากการก่อกวนของศัตรูของพระคริสต์ และหลังจากถูกพี่น้องชายหญิงระบุตัวและปฏิเสธ ศัตรูของพระคริสต์ก็ตอบโต้ กดขี่ และกล่าวโทษพี่น้องชายหญิงอย่างบ้าคลั่ง หากผู้นำคริสตจักรไม่ทำสิ่งใดเลย ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และพยายามที่จะไม่ล่วงเกินผู้ใด เช่นนั้นแล้ว ผู้นำเหล่านั้นก็คือผู้นำเทียมเท็จ  พวกเขาคือขยะและควรถูกกำจัดออกไป  ในฐานะผู้นำคริสตจักร หากคนคนหนึ่งไม่สามารถใช้ความจริงมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ หากเขาไม่สามารถระบุตัว จำกัด และจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ได้ หากเขาปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์มีอิสระที่จะทำตามใจชอบในคริสตจักร อาละวาดไปทั่ว และหากเขาไม่สามารถปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการถูกชักพาให้หลงผิด ไม่สามารถปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามปกติ—และยิ่งไปกว่านั้น ไม่สามารถรักษาความคืบหน้าตามปกติของงานคริสตจักรไว้ได้—เช่นนั้นผู้นำคนนั้นก็คือขยะและควรถูกกำจัดออกไป  หากผู้นำของคริสตจักรแห่งหนึ่งกลัวที่จะเปิดโปง ตัดแต่ง จำกัด และดำเนินการกับศัตรูของพระคริสต์เพราะศัตรูของพระคริสต์คนนั้นชั่วช้าและโหดร้าย และด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้เขาอาละวาดในคริสตจักร กลายเป็นเผด็จการ ทำทุกอย่างที่เขาต้องการ และทำให้งานส่วนใหญ่ของคริสตจักรเป็นอัมพาต จนงานหยุดชะงัก เช่นนั้นแล้วผู้นำของคริสตจักรนี้ก็เป็นขยะเช่นกันและควรถูกกำจัดออกไป  หากเพราะกลัวการตอบโต้ ผู้นำของคริสตจักรแห่งหนึ่งจึงไม่เคยมีความกล้าที่จะเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ และไม่เคยพยายามที่จะยับยั้งการทำชั่วของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งนำไปสู่การขัดขวาง การก่อกวน และความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตคริสตจักรและต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นแล้ว ผู้นำของคริสตจักรนี้ก็เป็นขยะเช่นกันและควรถูกกำจัดออกไป  พวกเจ้าจะสนับสนุนผู้คนเช่นนี้ในการเป็นผู้นำต่อไปหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้น พวกเจ้าควรทำอย่างไรเมื่อเผชิญกับผู้นำเช่นนี้?  เจ้าควรถามพวกเขาว่า “ศัตรูของพระคริสต์กระทำความชั่วอันใหญ่หลวงเช่นนี้ พวกเขาอาละวาดในคริสตจักร พวกเขากำลังพยายามยึดอำนาจ—คุณสามารถควบคุมพวกเขาได้หรือไม่?  คุณมีความกล้าที่จะเปิดโปงพวกเขาหรือไม่?  ถ้าคุณไม่กล้าที่จะดำเนินการกับพวกเขา คุณก็ควรลาออก  คุณควรรีบก้าวลงจากตำแหน่งเสีย  ถ้าคุณปกป้องผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของคุณเอง และส่งมอบพี่น้องชายหญิงให้กับพวกศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเพราะความกลัวศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นคุณก็ควรถูกสาปแช่ง  คุณไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ—คุณคือขยะ คุณคือคนตาย!”  ผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้ควรถูกเปิดโปงและถูกปลด  พวกเขาไม่ได้ทำงานจริง เมื่อเผชิญกับคนชั่ว พวกเขาไม่ปกป้องพี่น้องชายหญิง แต่กลับคุกเข่าให้กับคนชั่ว และยอมอ่อนข้อให้คนเหล่านั้น และอ้อนวอนขอความกรุณา ฝืนใช้ชีวิตอย่างน่าอัปยศอดสู  ผู้นำเช่นนี้คือขยะ  พวกเขาคือคนทรยศ และควรถูกปฏิเสธ

ต่อไปพวกเราจะสามัคคีธรรมในอีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือ ท่าทีที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขาถูกเปิดโปงอย่างไรเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง    ศัตรูของพระคริสต์บางคนที่ทำงานในพระนิเวศของพระเจ้าตั้งปณิธานเงียบๆ ว่าจะกระทำการอย่างรอบคอบ หลีกเลี่ยงความผิดพลาด การถูกตัดแต่ง การทำให้เบื้องบนโกรธเคืองหรือถูกผู้นำทั้งหลายจับได้ว่าทำสิ่งไม่ดี และพวกเขาก็ทำให้แน่ใจว่ามีคนมองเห็นเวลาพวกเขาทำสิ่งดีๆ  ไม่ว่าพวกเขาจะรอบคอบเพียงใด แต่เนื่องจากแรงจูงใจกับเส้นทางที่พวกเขาใช้นั้นไม่ถูกต้อง และเพราะพวกเขาพูดและทำเพียงเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ไม่เคยแสวงหาความจริง พวกเขาจึงมักจะละเมิดหลักธรรม ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ทำตัวเป็นข้ารับใช้ของซาตาน และถึงกับมีการกระทำผิดมากมายอยู่บ่อยครั้ง  เป็นเรื่องปกติธรรมดามากที่ผู้คนแบบนี้มักจะละเมิดหลักธรรมและมีการกระทำผิด  ดังนั้น แน่นอนว่าการที่พวกเขาจะหลีกเลี่ยงการถูกตัดแต่งจึงเป็นเรื่องยากมาก  พวกเขามองเห็นแล้วว่าศัตรูของพระคริสต์บางคนถูกเผยและกำจัดออกไปเพราะคนเหล่านั้นได้ถูกตัดแต่งอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด  พวกเขามองเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาของตนเองแล้ว  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงกระทำการอย่างระมัดระวังเช่นนั้น?  แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งก็คือพวกเขากลัวว่าจะถูกเผยและกำจัดออกไป  พวกเขาคิดว่า “ฉันต้องรอบคอบ—ไม่ว่าอย่างไร ‘การระวังระไวเป็นบ่อเกิดของความปลอดภัย’ และ ‘คนดีมีชีวิตที่เปี่ยมสันติสุข’  ฉันต้องทำตามหลักธรรมเหล่านี้และเตือนตัวเองทุกขณะให้หลีกเลี่ยงการทำผิดหรือทำให้ตัวเองเดือดร้อน และฉันต้องเก็บกดความเสื่อมทรามและเจตนาของตนเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น  ตราบใดที่ฉันไม่ได้ทำผิดและสามารถมุมานะไปจนสุดทาง ฉันย่อมจะได้รับพร หลบหลีกความวิบัติ และฉันจะประสบความสำเร็จในการเชื่อในพระเจ้า!”  พวกเขามักจะกระตุ้นตัวเอง สร้างแรงจูงใจและหนุนใจตัวเองแบบนี้  ลึกลงไปนั้นพวกเขาเชื่อว่าถ้าตนทำผิด โอกาสที่พวกเขาจะได้รับพรก็จะลดน้อยลงมาก  นี่คือการคิดคำนวณและเป็นความเชื่อที่ยึดครองส่วนลึกในหัวใจของพวกเขาอยู่มิใช่หรือ?  หากวางเรื่องที่ว่าการคิดคำนวณหรือการเชื่อของศัตรูพระคริสต์นี้ถูกหรือผิดเอาไว้ก่อน เมื่อดูตามนี้แล้ว พวกเขาจะกังวลเรื่องใดมากที่สุดเวลาที่ถูกตัดแต่ง?  (ความสำเร็จในอนาคตและลิขิตชีวิตของตน)  พวกเขาเชื่อมโยงการถูกตัดแต่งเข้ากับความสำเร็จในอนาคตและลิขิตชีวิตของตน—นี่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติอันเลวร้ายของพวกเขา  พวกเขาคิดในใจว่า “ฉันกำลังถูกตัดแต่งเช่นนี้เพราะฉันกำลังจะถูกกำจัดออกไปใช่หรือไม่?  เพราะไม่เป็นที่ต้องการแล้วใช่หรือไม่?  พระนิเวศของพระเจ้าจะห้ามฉันทำหน้าที่นี้หรือไม่?  ฉันดูไม่น่าไว้วางใจหรือ?  ฉันกำลังจะถูกแทนที่ด้วยคนที่ดีกว่าหรือไม่?  หากฉันถูกกำจัดออกไป ฉันยังสามารถได้รับพรหรือไม่?  ฉันจะยังคงเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้หรือไม่?  ฟังดูเหมือนว่าผลงานของฉันยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก ดังนั้น ในวันข้างหน้าฉันต้องระมัดระวังให้มากขึ้น และเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังและประพฤติตัวดี และไม่ก่อปัญหาใดๆ  ฉันต้องเรียนรู้ที่จะอดทน และเอาตัวรอดด้วยการก้มหน้าก้มตาทำไป  ทุกวันเวลาที่ทำสิ่งต่างๆ ฉันต้องจินตนาการว่าฉันกำลังเดินอยู่บนเปลือกไข่  ฉันจะลดการระแวดระวังลงไม่ได้  แม้ครั้งนี้ฉันจะเผลอเผยตัวเองออกมาและถูกตัดแต่ง แต่น้ำเสียงของพวกเขาก็ไม่ได้ฟังดูเข้มงวดมากนัก  ดูเหมือนปัญหาจะไม่ร้ายแรงนัก ดูเหมือนฉันยังคงมีโอกาส—ฉันยังคงสามารถหลบหนีจากความวิบัติและได้รับพรได้ ดังนั้น ฉันก็ควรยอมรับอย่างถ่อมใจเท่านั้น  ไม่ใช่ว่าฉันกำลังจะถูกปลด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกกำจัดหรือถูกขับไล่ ดังนั้น ฉันจึงสามารถยอมรับการถูกตัดแต่งในลักษณะนี้ได้”  นี่คือท่าทีของการยอมรับการถูกตัดแต่งหรือ?  นี่คือการรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอย่างแท้จริงหรือ?  นี่คือการต้องการกลับใจและเริ่มต้นใหม่โดยแท้จริงหรือ?  นี่คือการตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะกระทำการตามหลักธรรมหรือ?  ไม่ใช่เลย  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงกระทำการเช่นนี้?  เพราะมีความหวังริบหรี่ว่าพวกเขาจะสามารถหลบเลี่ยงความวิบัติและได้รับพร  ตราบใดที่ความหวังริบหรี่นั้นยังคงมีอยู่ พวกเขาจะไม่สามารถเผยพิรุธตัวเองออกมาได้ พวกเขาจะไม่สามารถเผยตัวตนที่แท้จริงของตนออกมาได้ พวกเขาจะไม่สามารถบอกผู้อื่นถึงสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของหัวใจของตนได้ และพวกเขาจะไม่สามารถให้ผู้อื่นรู้ถึงความขุ่นเคืองที่พวกเขาเก็บงำไว้ภายในได้  พวกเขาต้องซ่อนเร้นสิ่งเหล่านี้ ต้องเก็บอาการเอาไว้ และไม่ยอมให้ผู้อื่นเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา  ดังนั้น หลังจากถูกตัดแต่ง พวกเขาจึงไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย และพวกเขาก็ยังคงทำสิ่งต่างๆ เหมือนที่เคยทำมาก่อน  ดังนั้น หลักการเบื้องหลังการกระทำของพวกเขาคืออะไร?  เพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในทุกเรื่อง  ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดพลาดประการใด พวกเขาก็ไม่ให้ผู้อื่นรู้ พวกเขาต้องทำให้ทุกคนรอบตัวคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่เพียบพร้อม ปราศจากข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่อง และพวกเขาไม่เคยทำผิดพลาดเลย  นี่คือวิธีที่พวกเขาอำพรางตนเอง  หลังจากรักษาการอำพรางตนเป็นเวลานาน พวกเขาก็รู้สึกมั่นใจและค่อนข้างแน่ใจว่าพวกเขาจะรอดพ้นจากความวิบัติ จะได้รับพร และจะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์  แต่เนื่องจากพวกเขามักจะละเมิดหลักธรรมในการกระทำของตน พวกเขาจึงพบว่าตนเองกำลังถูกตัดแต่งโดยที่พวกเขาไม่คาดคิด  การถูกตัดแต่งทำให้พวกเขาเจ็บปวด โดยคิดว่า “ฉันทนทุกข์มามากมายขนาดนี้ คุณมาตัดแต่งฉันได้อย่างไร?  ทำไมเรื่องยิ่งใหญ่ของการได้รับพรจึงยังไม่เกิดขึ้นกับฉันเสียที?  ทำไมถึงยังอยู่ห่างไกลจากฉันนัก?  เมื่อไหร่ความทุกข์นี้จะสิ้นสุดลง?”  และเมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดในการตัดแต่ง พวกเขาก็คิดว่า “ถ้าฉันทำอย่างสุกเอาเผากินอีก และไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง จงใจทำสิ่งชั่วร้ายที่ก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นฉันก็จะถูกกำจัดออกไปและถูกขับไล่  เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉันจะไม่สูญเสียจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของฉันไปหรือ?  ความทุกข์ทั้งหมดที่ฉันได้เผชิญมาตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้าก็จะสูญเปล่าทั้งหมด!”  พวกเขาฝึกความอดทนและการยับยั้งชั่งใจตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพวกเขาคิดในใจว่า “ฉันต้องอดทนกับเรื่องนี้!  ฉันต้องอดทนให้ได้!  หากฉันไม่อดทน ความทุกข์และความไม่ยุติธรรมทั้งหมดที่ฉันได้เผชิญมาก็จะสูญเปล่า  ฉันต้องบากบั่นต่อไป  หากฉันบากบั่นจนถึงที่สุด ฉันก็จะได้รับการช่วยให้รอด!  ถ้าใครพูดอะไรที่ไม่น่าฟังกับฉัน ฉันก็จะแค่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน  ฉันจะทำตัวราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังพูดถึงฉัน แต่กำลังพูดถึงคนอื่น”  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะฟังอย่างไร พวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่านั่นหมายความว่าพวกเขาไม่มีบั้นปลาย  พวกเขายังคงรู้สึกว่าการถูกตัดแต่งในครั้งนี้คือการที่พวกเขากำลังถูกกล่าวโทษ พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง ไม่สามารถมองเห็นแสงสว่างของวัน ไม่มีวันพรุ่งนี้และไม่มีอนาคต  ในห้วงเวลานี้ คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้จะยังคงอดทนได้หรือไม่?  (พวกเขาอดทนไม่ได้  พวกเขาเห็นความหวังที่จะได้รับพรของตนพังทลายลง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถอดทนอยู่ได้)  พวกเขาเพียงแค่ไม่สามารถอดทนอยู่ได้เท่านั้นหรือ?  พวกเขาจะไม่ลงมือทำอะไรเลยหรือ?  (พวกเขาจะลงมือทำ)  พวกเขาอาจลงมือทำสิ่งใด?  (พวกเขาอาจแพร่กระจายความคิดลบ และชักพาพี่น้องชายหญิงบางคนที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะให้หลงผิดมาเข้าข้างพวกเขา ออกหน้าปกป้องพวกเขาและพร่ำบ่นเกี่ยวกับความคับข้องใจของพวกเขา)  ถูกต้อง ทันทีที่พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง พวกเขาก็จะลงมือ  พวกเขาจะคิดว่า “คุณไม่บ่มเพาะฉันหรือวางฉันไว้ในตำแหน่งที่สำคัญอีกต่อไปแล้ว และคุณยังต้องการกำจัดฉันออกไปอีกด้วย  ถ้าฉันไม่สามารถได้รับพร เช่นนั้นคุณก็อย่าแม้แต่จะคิดว่าจะได้รับพร!  หากที่นี่ไม่เก็บฉันไว้ ข้างนอกนั่นก็ยังมีที่สำหรับฉัน แต่ถ้าฉันไป ฉันก็จะลากคนอีกสองคนลงไปด้วย  คุณใจร้ายกับฉัน ดังนั้นฉันจะทำไม่ดีกับคุณ!  คุณต้องการกำจัดฉันออกไปไม่ใช่หรือ?  คุณจะต้องชดใช้ที่พูดแบบนั้น!”  พวกเขาจะไม่เก็บงำอีกต่อไป และจะเริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวาย แล้วแก่นแท้ธรรมชาติของการเกลียดชังความจริงของพวกเขาก็จะถูกเปิดโปง  จากนั้นความกระตือรือร้นของพวกเขา การละทิ้งของพวกเขา การสละของพวกเขา และการทนทุกข์รวมถึงการจ่ายราคาของพวกเขาก็จะหายไปทั้งหมดเมื่อความหวังที่จะได้รับพรของพวกเขาพังทลายลง  ในเวลานั้น ผู้คนจะสามารถมองเห็นได้ว่า ความกระตือรือร้นที่พวกเขาเคยมีในการสละตนเองเพื่อพระเจ้า และการทนทุกข์รวมถึงการจ่ายราคาของพวกเขานั้นล้วนเป็นเรื่องเท็จและเป็นเพียงแค่การเสแสร้งเท่านั้น

ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกปลดหรือถูกกำจัดออกไป พวกเขาก็ไม่เก็บงำอีกต่อไปและพร่ำบ่นอย่างไม่ยับยั้ง รวมทั้งด้านเยี่ยงปีศาจของพวกเขาก็ถูกเปิดโปง  ด้านเยี่ยงปีศาจใดที่ถูกเปิดโปง?  ในอดีต พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับความรอดอย่างเด็ดขาด แต่เพื่อให้ได้รับพร และตอนนี้พวกเขาก็พูดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเผยสถานการณ์ที่แท้จริงให้เห็น  พวกเขากล่าวว่า “ถ้าฉันไม่ได้กำลังพยายามที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ หรือได้รับพรและความรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ในภายหลัง ฉันจะมาคลุกคลีกับพวกคุณที่ต่ำต้อยยิ่งกว่ามูลสัตว์หรือ?  พวกคุณคู่ควรให้ฉันอยู่ด้วยหรือ?  พวกคุณไม่บ่มเพาะฉันหรือเลื่อนตำแหน่งให้ฉัน และพวกคุณต้องการกำจัดฉันออกไป  สักวันหนึ่งฉันจะแสดงให้คุณเห็นว่าการที่คุณกำจัดฉันมีราคาที่ต้องจ่าย และคุณจะต้องทนทุกข์กับผลสืบเนื่องเพราะเรื่องนี้!”  ศัตรูของพระคริสต์เผยแพร่แนวคิดเหล่านี้ และวาจาเยี่ยงมารเหล่านี้ก็หลุดออกจากปากพวกเขา  เมื่อพวกเขาไม่เก็บงำอีกต่อไป ธรรมชาติที่มุ่งร้ายและอุปนิสัยที่ชั่วช้าของพวกเขาก็ถูกเปิดโปง และพวกเขาก็เริ่มแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิด  พวกเขายังเริ่มดึงบรรดาผู้เชื่อใหม่ ผู้ที่ค่อนข้างด้อยวุฒิภาวะและขาดวิจารณญาณแยกแยะ ผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผู้ที่มักจะคิดลบและอ่อนแอมาเป็นพวก และพวกเขายังดึงบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินอยู่เสมอ และผู้ที่ไม่มีความเชื่ออย่างแท้จริงในพระเจ้ามาเป็นพวกอีกด้วย  ดังที่พวกเขากล่าวเองว่า “หากคุณกำจัดฉันออกไป ฉันก็จะลากคนอีกหลายคนลงไปด้วย!”  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดเปลือกแล้วไม่ใช่หรือ?  คนปกติจะทำเช่นนี้หรือ?  โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเพียงแค่รู้สึกเศร้าและเจ็บปวดเมื่อพวกเขาถูกปลด โดยเชื่อว่าตนสิ้นหวัง แต่มโนธรรมของพวกเขาทำให้พวกเขาคิดว่า “นี่คือความผิดของพวกเรา พวกเราไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตน  ในอนาคตฉันจะเพียรพยายามทำให้ดีขึ้น และสำหรับเรื่องที่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อฉันอย่างไรและพระองค์ทรงกำหนดสิ่งใดให้ฉัน นั่นเป็นเรื่องของพระเจ้า  ผู้คนไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องจากพระเจ้า  พระเจ้าไม่ได้ทรงกระทำการตามการสำแดงของผู้คนหรอกหรือ?  ถ้าคนเราเดินบนเส้นทางที่ผิด เช่นนั้นเขาก็สมควรถูกบ่มวินัยและถูกสั่งสอน เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย  ตอนนี้ สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ ฉันมีขีดความสามารถต่ำและไม่สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ และฉันไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง รวมทั้งกระทำการตามอำเภอใจและตามใจชอบโดยมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันเป็นพื้นฐาน  ฉันสมควรถูกกำจัด แต่ฉันหวังว่าฉันจะมีโอกาสชดเชยในอนาคต!”  ผู้คนที่มีมโนธรรมอยู่บ้างจะเดินบนเส้นทางเช่นนี้  พวกเขาเลือกที่จะพิจารณาปัญหาในหนทางนี้ และในท้ายที่สุด พวกเขาก็เลือกที่จะแก้ไขปัญหาในหนทางนี้เช่นกัน  แน่นอนว่า ในการกระทำเช่นนี้มีองค์ประกอบของการปฏิบัติความจริงอยู่ไม่มากนัก แต่เนื่องจากผู้คนเหล่านี้มีมโนธรรม พวกเขาจึงจะไม่เลยเถิดไปถึงขั้นต่อต้านพระเจ้า หมิ่นประมาทพระเจ้า หรือเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า  แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่เป็นเช่นนั้น  เนื่องจากพวกเขามีธรรมชาติที่ชั่วช้า พวกเขาจึงเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าโดยธรรมชาติ  เมื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขาถูกคุกคามหรือถูกพรากไป เมื่อพวกเขาไม่สามารถมองเห็นโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ สิ่งที่พวกเขาเลือกทำก็คือการแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิด ตัดสินพระราชกิจของพระเจ้า และชักจูงผู้ไม่เชื่อที่สมรู้ร่วมคิดกับพวกเขามาก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าไปพร้อมกับตน  พวกเขาถึงกับปฏิเสธที่จะรับผิดชอบต่อการประพฤติผิดและการกระทำผิดใดๆ ของตนในอดีต ตลอดจนความสูญเสียใดๆ ที่พวกเขาได้ก่อให้เกิดขึ้นกับงานหรือทรัพย์สินแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับพวกเขาและกำจัดพวกเขาออกไป พวกเขาจะกล่าวประโยคหนึ่งซึ่งศัตรูของพระคริสต์มักจะพูดบ่อยที่สุด  ประโยคนั้นคืออะไร?  (หากที่นี่ไม่เก็บฉันไว้ ข้างนอกนั่นก็ยังมีที่สำหรับฉัน)  นี่เป็นประโยคเยี่ยงมารอีกประโยคหนึ่งมิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ มีสำนึกแห่งความละอาย และมีมโนธรรมไม่สามารถพูดออกมาได้  พวกเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าวาจาเยี่ยงมาร  เหล่านี้คือการสำแดงต่างๆ ของอุปนิสัยที่ชั่วช้าซึ่งศัตรูของพระคริสต์เผยออกมาเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง และเมื่อรู้สึกว่าสถานะและความมีหน้ามีตาของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย ว่าสถานะและเกียรติของตนกำลังถูกคุกคาม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขากำลังจะถูกพรากจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนไป ในเวลาเดียวกันนี้ แก่นแท้ของการเป็นผู้ไม่เชื่อของพวกเขาก็ถูกเปิดโปง  ในความเป็นจริง พระนิเวศของพระเจ้าตัดแต่งผู้คนล้วนเป็นเพราะพวกเขากระทำการตามใจชอบและตามอำเภอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ซึ่งเป็นการขัดขวางและการก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่คิดทบทวนหรือกลับใจ—เมื่อนั้นเท่านั้นพระนิเวศของพระเจ้าจึงตัดแต่งพวกเขา  ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่พวกเขาถูกตัดแต่งหมายความว่าพวกเขากำลังถูกกำจัดออกไปหรือไม่?  (ไม่ใช่เช่นนั้น)  ไม่ใช่อย่างเด็ดขาด ผู้คนควรยอมรับด้วยท่าทางที่เป็นบวก  ในบริบทนี้ การตัดแต่งใดๆ ไม่ว่าโดยพระเจ้าหรือมนุษย์ ไม่ว่าจะมาจากผู้นำและคนทำงานหรือพี่น้องชายหญิง ก็ไม่ได้มุ่งร้าย และเป็นประโยชน์ต่องานของคริสตจักร  การสามารถตัดแต่งคนคนหนึ่งเมื่อพวกเขาได้กระทำการตามใจชอบและตามอำเภอใจ และก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ยุติธรรมและเป็นบวก  นี่คือสิ่งที่ผู้คนที่ซื่อตรงและบรรดาผู้ที่รักความจริงควรทำ  แต่เมื่อผู้คนที่ถูกตัดแต่งเพราะได้กระทำผิดแต่ไม่ยอมรับการกระทำผิดนั้น และกลับขัดขืนแทน ทำให้เกิดความเกลียดชังและแนวความคิดที่จะแก้แค้น เช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสมและเลวร้าย  มีผู้คนมากมายปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า—มีใครในหมู่พวกเขาบ้างที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับการถูกตัดแต่ง?  มีผู้คนกี่คนที่กลายเป็นคิดลบและขัดขืนเพราะพวกเขาถูกตัดแต่ง หรือถึงกับพยายามฆ่าตัวตาย โดยรู้สึกว่าตนจะไม่ได้รับพรและสิ้นหวัง และด้วยเหตุนี้จึงต้องการละทิ้งหน้าที่ของตน ทำตัวหยาบคายและอาละวาด เริ่มเกลียดชังผู้อื่น และถึงกับต้องการตอบโต้คนเหล่านั้น?  แท้จริงแล้ว มีผู้คนเช่นนั้นไม่มากนัก  มีเพียงคนชั่วเท่านั้นที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้  มีเพียงคนชั่วเท่านั้นที่สามารถมองว่าการถูกตัดแต่งคือการถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องจากคนหัวร้อน  แน่นอนว่า การตัดแต่งทั้งหมดที่พระนิเวศของพระเจ้าพูดถึงนั้นถูกควร ล้วนทำไปเพื่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของแต่ละบุคคล  นั่นเป็นสิ่งที่เป็นบวกซึ่งตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า และสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าทั้งสิ้น  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาก็พยายามปกป้องความมีหน้ามีตา สถานะ และศักดิ์ศรีของตนเสมอ โดยเชื่อมโยงเข้ากับผลประโยชน์ของตนเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื่อมโยงเข้ากับจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตน  หากการถูกตัดแต่งไม่เป็นผลดีต่อความมีหน้ามีตา สถานะ และศักดิ์ศรีของพวกเขา พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับการตัดแต่งนั้นได้  หากพวกเขาถูกตัดแต่งอย่างรุนแรง และไม่เพียงทำลายความมีหน้ามีตา สถานะ และศักดิ์ศรีของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังคุกคามจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขาด้วย พวกเขาก็ยิ่งไม่สามารถยอมรับการตัดแต่งนั้นได้เลย  สรุปก็คือ ไม่ว่าใครจะตัดแต่งพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สามารถยอมรับได้ว่าการตัดแต่งนั้นมาจากพระเจ้า ไม่สามารถทบทวนและรู้จักตนเอง เรียนรู้บทเรียนจากการถูกตัดแต่ง สัมฤทธิ์การกลับใจอย่างแท้จริง หรือสัมฤทธิ์การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีขึ้นได้  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับรู้สึกคัดค้านอยู่ในหัวใจและนำท่าทีของการขัดขืนและการปฏิเสธที่จะยอมรับการตัดแต่งนั้นมาใช้  นี่คือท่าทีที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อการถูกตัดแต่ง และยังแสดงถึงท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงอีกด้วย

เมื่อพูดถึงการถูกตัดแต่ง อย่างน้อยที่สุดผู้คนควรเข้าใจอะไร?  การถูกตัดแต่งเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องมีประสบการณ์ด้วยเสียก่อนจึงจะทำหน้าที่ของตนได้ตามมาตรฐาน—เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  นี่ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนต้องเผชิญอยู่ทุกวันและมักจะมีประสบการณ์ด้วยเพื่อที่จะได้รับความรอดในความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้า  ไม่อาจยกเว้นใครจากการถูกตัดแต่งได้  การตัดแต่งใครบางคนเป็นบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในอนาคตและลิขิตชีวิตของพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้นการตัดแต่งใครบางคนทำไปเพื่อสิ่งใด?  ทำไปเพื่อกล่าวโทษพวกเขากระนั้นหรือ?  (ไม่ใช่ ทำไปเพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงและช่วยให้พวกเขาทำหน้าที่ของตนตามหลักธรรม)  นั่นถูกต้องแล้ว  นั่นคือความเข้าใจที่ถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการนั้น  การตัดแต่งใครบางคนคือการบ่มวินัยประเภทหนึ่ง เป็นการสั่งสอนอย่างหนึ่ง และแน่นอนว่าเป็นการช่วยเหลือและการช่วยให้รอดรูปแบบหนึ่งอีกด้วย  การถูกตัดแต่งเปิดโอกาสให้เจ้าแก้ไขการไล่ตามไขว่คว้าที่ไม่ถูกต้องได้ทันเวลา  นั่นเปิดโอกาสให้เจ้าตระหนักรู้ปัญหาที่เจ้ามีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และเปิดโอกาสให้เจ้าตระหนักรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายที่เจ้าเผยออกมาได้ทันเวลา  ไม่ว่าอย่างไร การถูกตัดแต่งก็ช่วยให้เจ้าตระหนักรู้ข้อผิดพลาดและทำหน้าที่ของตนตามหลักธรรมได้  นี่ช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าเกิดความเบี่ยงเบนและหลงออกนอกทางได้ทันเวลา ทั้งยังป้องกันไม่ให้เจ้าก่อปัญหาร้ายแรง  นี่คือการช่วยเหลือผู้คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาด้วยมิใช่หรือ?  ผู้ที่มีมโนธรรมและสำนึกควรที่จะมีท่าทีต่อการถูกตัดแต่งได้อย่างถูกต้อง  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถยอมรับการถูกตัดแต่งได้?  เพราะพวกเขาคิดว่าการถูกตัดแต่งมาจากมนุษย์ และไม่ได้มาจากพระเจ้า  พวกเขาคิดว่าใครก็ตามที่ตัดแต่งพวกเขากำลังทำให้ชีวิตของพวกเขายากลำบากและกำลังทรมานพวกเขา  เมื่อตัดสินจากความรู้สึกนึกคิดของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับการถูกตัดแต่งก็เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริงเป็นหลัก  พวกเขาไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนจากการถูกตัดแต่งได้ และพวกเขาไม่สามารถรู้จักตนเองหรือแสวงหาความจริงได้  นี่คือต้นตอของการที่พวกเขาไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง  มีปัญหาใหญ่เช่นนี้อยู่ในหัวใจของพวกเขา ซึ่งยืนยันว่าแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์นั้นรังเกียจความจริงและเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง

2 พฤษภาคม ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่เจ็ด)

ถัดไป: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger