ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่สิบ)

II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์

ง. จุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา

พวกเราสามัคคีธรรมถึงหัวข้อใดในการชุมนุมครั้งล่าสุด?  (พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมเรื่องศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้”  ประการแรก พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมว่าพระเจ้าทรงนิยามตำแหน่ง “ผู้รับใช้” อย่างไร  พระเจ้ายังทรงสามัคคีธรรมถึงความแตกต่างระหว่างคนที่พ้นจากสภาวะของผู้รับใช้ไปแล้วกับคนที่ยังคงเป็นผู้รับใช้ และท้ายที่สุด พระเจ้าทรงชำแหละมุมมองและการไล่ตามไขว่คว้าที่ศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้”)  แล้วศัตรูของพระคริสต์มีมุมมองและท่าทีเช่นไรต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้”?  พวกเขาพูดและทำอะไรบ้าง?  (ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” คือท่าทีของการไม่ยอมรับและความรังเกียจ  พวกเขาไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ไม่ว่าจะมาจากผู้ใด และพวกเขาเชื่อว่าการเป็นผู้รับใช้เป็นการลดคุณค่าตัวเอง  พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงนิยามผู้รับใช้โดยอิงจากแก่นแท้ของมวลมนุษย์ แต่กลับเป็นการที่พระเจ้าทรงท้าทายและดูหมิ่นอัตลักษณ์และคุณค่าของมนุษย์)  (ศัตรูของพระคริสต์กล่าววลีที่รู้จักกันดีนี้ว่า “ฉันจะไม่ยอมตรากตรำอยู่เบื้องหลังในขณะที่คนอื่นได้รับความโดดเด่น”  ศัตรูของพระคริสต์เพียงต้องการให้ผู้อื่นรับใช้ตน และพวกเขาคิดว่าการรับใช้พระเจ้าเป็นเรื่องน่าอาย ดังนั้นเมื่อพวกเขาตระหนักว่าตนเป็นผู้รับใช้ พวกเขาจึงไม่ต้องการรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้าต่อไป และเริ่มแสวงหาหนทางหลบหนีแทน และจะถึงขั้นก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน รวมทั้งทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นการทำลายล้าง)  เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” พวกเรามองเห็นแก่นแท้ของพวกเขาเป็นเช่นไร?  (แก่นแท้ของพวกเขาคือการเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าและเกลียดชังความจริง)  แล้วเมื่อแก่นแท้ของพวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าและความจริง นี่คืออุปนิสัยเช่นไร?  (อุปนิสัยที่เลวร้ายและชั่วช้า)  ถูกต้อง นี่คืออุปนิสัยที่เลวร้ายและชั่วช้า  แรงจูงใจและเจตนาแรกเริ่มของพวกศัตรูของพระคริสต์ในการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร?  พวกเขาต้องการได้รับสิ่งใด?  ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขามาเพื่อเป็นผู้รับใช้หรือไม่?  พวกเขามาด้วยท่าทีของการเป็นคนดีและเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องผ่านการเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วพวกเขามาเพื่ออะไร?  กล่าวให้ถูกต้องก็คือ พวกเขามาเพื่อรับพร และกล่าวให้เจาะจงก็คือ พวกเขาแสวงหาที่จะปกครองในฐานะกษัตริย์ ปกครองในฐานะกษัตริย์ร่วมกับพระเจ้า และพวกเขาแสวงหาสิ่งที่สูงส่งและยิ่งใหญ่  ดังนั้น เมื่อพระเจ้าตรัสว่าผู้คนคือผู้รับใช้ จึงขัดแย้งและต่อต้านความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของศัตรูของพระคริสต์ที่แสวงหาพรและแสวงหาที่จะปกครองในฐานะกษัตริย์อย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้เกินความคาดหมายของพวกเขา และพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าพระเจ้าจะประทานตำแหน่งนี้แก่ผู้คน  ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้  และเมื่อพวกเขาไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้ พวกเขาสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง?  พวกเขาแสวงหาที่จะยอมรับข้อเท็จจริงนี้และเปลี่ยนแปลงตนเองหรือไม่?  พวกเขาไม่แสวงหาที่จะยอมรับข้อเท็จจริงนี้ และไม่แสวงหาที่จะเปลี่ยนแปลงความทะเยอทะยานและอุปนิสัยของตน  เพราะฉะนั้น หากพวกเขาได้รับการบอกกล่าวว่าตนเป็นผู้รับใช้ และเจตนาตลอดจนความอยากที่จะได้รับพรของพวกเขาถูกพรากไป พวกเขาก็ไม่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในคริสตจักรได้อีกต่อไป  ทันทีที่พวกเขาตระหนักถึงความจริงและรู้ว่าผู้คนเช่นพวกเขาที่มีการสำแดงเช่นนี้คือผู้รับใช้ พวกเขาก็หมดหวังและเผยธาตุแท้ของตนออกมา  พวกเขาไม่แสวงหาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของตนในฐานะผู้รับใช้ และไม่แสวงหาที่จะเปลี่ยนแปลงท่าทีและมุมมองที่ผิดๆ ของตนต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” และเดินตามเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง  ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการเช่นไร ผู้คนเช่นนี้ก็จะไม่นบนอบหรือยอมรับการจัดการเตรียมการเหล่านั้น และพวกเขาจะไม่แสวงหาความจริง  ตรงกันข้ามพวกเขากลับพยายามเค้นสมองคิดหาวิธีการของมนุษย์เพื่อกำจัดตราประทับนี้จากตน และทำทุกวิถีทางเพื่อทิ้งอัตลักษณ์นี้  เมื่อพิจารณาจากการสำแดงนี้ที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมา ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริงจนเข้ากระดูก  พวกเขาไม่รักความจริง พวกเขาไม่ยอมรับความจริง พวกเขามีแนวคิดและมโนคติอันหลงผิดของตนเองเกี่ยวกับความจริง แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่เป็นปกติ  ตรงกันข้าม พวกเขากลับรู้สึกรังเกียจ เกลียดชัง และถึงขั้นเป็นปฏิปักษ์อย่างลึกซึ้งต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกและความจริงจากส่วนลึกภายในหัวใจของพวกเขา—นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์

จากคำตอบของพวกเจ้าเมื่อครู่นี้ เราเห็นว่าพวกเจ้ายังไม่ได้สรุปเนื้อหาของการสามัคคีธรรมแต่ละครั้ง และหลังจากนั้นพวกเจ้าก็ไม่ได้อ่านอธิษฐานหรือใคร่ครวญเลย  ครั้งที่แล้วพวกเราสามัคคีธรรมถึงสามประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นแรกคือการนิยามว่าผู้รับใช้คืออะไร ประเด็นที่สองคือศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” หรือกล่าวให้เจาะจงก็คือ การสำแดงและพฤติกรรมที่แท้จริงของการที่พวกเขาไม่เต็มใจเป็นผู้รับใช้คืออะไร และอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง และประเด็นที่สามคือ เจตนาของศัตรูของพระคริสต์คืออะไรในเมื่อพวกเขาไม่เต็มใจเป็นผู้รับใช้ กล่าวคือ พวกเขาต้องการทำอะไร ความทะเยอทะยานของพวกเขาคืออะไร และจุดมุ่งหมายในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคืออะไร  โดยพื้นฐานแล้ว พวกเราสามัคคีธรรมถึงหัวข้อย่อยเรื่อง “ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่ง ‘ผู้รับใช้’” จากสามประเด็นนี้ และผ่านสามประเด็นนี้ พวกเราได้ชำแหละการปฏิบัติและพฤติกรรมต่างๆ ที่พวกศัตรูของพระคริสต์ใช้ในการปฏิบัติต่อตำแหน่ง “ผู้รับใช้” ตลอดจนความคิดและมุมมองที่พวกเขามีต่อเรื่องนี้  หลังจากได้ฟัง พวกเจ้าก็ไม่ใคร่ครวญเนื้อหาของการสามัคคีธรรมแต่ละครั้ง  พวกเจ้าจดจำสิ่งเหล่านี้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่หากเวลาผ่านไปนานเข้า พวกเจ้าก็ไม่สามารถจดจำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยซ้ำ  หากพวกเจ้าต้องการเข้าใจและได้รับความจริง เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องทุ่มเทความพยายามในหัวใจของพวกเจ้า และอ่านอธิษฐานรวมทั้งใคร่ครวญอยู่เป็นประจำ—พวกเจ้าต้องเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้ในหัวใจของพวกเจ้า  หากพวกเจ้าไม่ทำเช่นนั้น หากเจ้าไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้และไม่ทุ่มเทความพยายาม และไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย  บางคนกล่าวว่า “เรื่องของศัตรูของพระคริสต์นั้นห่างไกลจากฉันมากเหลือเกิน  ฉันไม่ได้วางแผนที่จะเป็นศัตรูของพระคริสต์และฉันก็ไม่ใช่คนเลวอย่างพวกเขา  ฉันแค่จะทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์ในฐานะคนที่ต่ำต้อยที่สุด และนั่นก็ดีสำหรับฉันแล้ว  ฉันจะทำทุกอย่างที่ถูกขอให้ทำและฉันจะไม่เดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  ยิ่งไปกว่านั้น แม้ฉันจะมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์อยู่บ้าง ฉันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และนั่นก็เป็นแค่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั่วไปและไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น  ไม่มีประโยชน์ที่จะฟังเรื่องนี้”  มุมมองเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  ทำไมไม่ถูกต้อง?  หากใครสักคนต้องการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เช่นนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาต้องทำความเข้าใจว่าสภาวะ ความคิด และมุมมองใดบ้างที่สามารถเกิดขึ้นจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขาในสถานการณ์ทุกรูปแบบ  มีเพียงการทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่จะทำให้เขาสามารถรู้ได้ว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองคืออะไร เขาต่อต้านพระเจ้าและต่อต้านความจริงในด้านใดบ้าง และในตัวพวกเขามีสิ่งใดบ้างที่ขัดแย้งกับความจริง เมื่อเขารู้เรื่องเหล่านี้แล้ว เขาจึงสามารถแก้ไขปัญหาและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ และบรรลุการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  หากเจ้าไม่มีความเข้าใจในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต่างๆ ที่ถูกเผยออกมา หรือสภาวะต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ต่างๆ และเจ้าไม่มีความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ต่อต้านความจริงอย่างไร หรือปัญหาเกิดขึ้นที่ใด แล้วเจ้าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร?  หากเจ้าต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เจ้าต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ใด สภาวะของปัญหาคืออะไร ปัญหาที่เฉพาะเจาะจงเกิดขึ้นที่ใด และจากนั้นจึงเริ่มแก้ไขว่าเจ้าจะเข้าสู่อย่างไร  ด้วยวิธีนี้ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าและสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงสามารถได้รับการแก้ไขไปทีละอย่าง  ดูเหมือนว่าพวกเจ้ายังคงไม่กระจ่างนักเกี่ยวกับการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง หรือการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและการบรรลุการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย พวกเจ้ายังคงไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง

5. ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อสถานะของตนในคริสตจักร

วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหัวข้อสุดท้ายเกี่ยวกับผลประโยชน์ของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อสถานะของตนในคริสตจักร  เมื่อพูดถึงสถานะของพวกเขาในคริสตจักร การสำแดงใดที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมา สิ่งใดที่พวกเขาทำ และพวกเขามีมุมมองรวมถึงแก่นนิสัยเช่นไรเมื่อทำสิ่งเหล่านั้น—พวกเราจะแบ่งเรื่องเหล่านี้ออกเป็นสามแง่มุมและชำแหละไปทีละแง่มุม  แง่มุมแรกคือ “เสแสร้ง” แง่มุมที่สองคือ “แอบอ้าง” และแง่มุมที่สามคือ “ทำตัวอยู่เหนือทุกคน”  แต่ละแง่มุมจากสามแง่มุมนี้เขียนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำและถือได้ว่ามีความกระชับ ทว่าในแต่ละแง่มุมกลับครอบคลุมถึงการกระทำ การสำแดง และคำกล่าวต่างๆ มากมายของศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนท่าทีและอุปนิสัยของพวกเขา  ตอนนี้จงลองคิดดูว่า เหตุใดเราจึงกำหนดสามแง่มุมนี้เป็นหัวข้อของการสามัคคีธรรมในวันนี้  หลังจากที่ได้อ่านแล้ว พวกเจ้านิยามหัวข้อเรื่องท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อสถานะของตนในคริสตจักรในความคิดของพวกเจ้าอย่างไร?  พวกเจ้ามีแนวคิดเช่นไร?  สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่คิดในใจย่อมหนีไม่พ้นความเผด็จการของศัตรูของพระคริสต์ การยกสถานะของพวกเขา การเอาชนะใจผู้คน และการยึดอำนาจในคริสตจักร กล่าวคือ พวกเขามักจะต้องการมีตำแหน่ง ต้องการยกสถานะของตน ต้องการกุมอำนาจ และต้องการควบคุมผู้คน—โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ผู้คนคิดถึง  แง่มุมเหล่านี้เป็นแง่มุมที่ค่อนข้างชัดเจนซึ่งศัตรูของพระคริสต์มักสำแดงในคริสตจักร ดังนั้น นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีการสำแดงอื่นใดอีกบ้างที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็น?  ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดอีกบ้างเพื่อให้มีจุดยืนที่มั่นคงในคริสตจักร เพื่อให้ได้รับสถานะและเกียรติอันสูงส่ง และถึงขั้นยึดอำนาจรวมทั้งควบคุมผู้คนจำนวนมากขึ้น?  พวกเขามีการสำแดงอื่นใดอีกบ้าง?  สิ่งเหล่านี้คือหนทางและวิธีการที่ศัตรูของพระคริสต์นำมาใช้ซึ่งชักพาให้หลงผิดมากกว่า เคลือบแฝงกว่า และซ่อนเร้นยิ่งกว่า และยังอาจเป็นความคิดที่ไม่มีใครล่วงรู้ รวมทั้งเจตนาและจุดมุ่งหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจของพวกเขาด้วย ใช่หรือไม่?  ดังนั้น พวกเรามาสามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้ไปทีละแง่มุมกันเถิด

ก. เสแสร้ง

แง่มุมแรกคือ “เสแสร้ง”  ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า “เสแสร้ง” นั้นเข้าใจง่ายและชัดเจนว่าไม่ใช่การชื่นชม  เมื่อกล่าวว่าใครบางคนเก่งในเรื่องการเสแสร้ง ทุกสิ่งที่เขาทำคือการเสแสร้ง ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นยากที่ผู้อื่นจะมองทะลุได้ และเขาเพียงกระทำการและพูดคุยกับผู้อื่นในระดับผิวเผินเท่านั้น เช่นนั้นคนที่กระทำการและประพฤติในลักษณะดังกล่าวย่อมเป็นคนที่หลอกลวงอย่างยิ่งอย่างแน่นอน  เขาไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์ และเขาไม่ใช่คนที่เรียบง่ายและไร้เล่ห์มารยา แต่เขากลับเก่งกาจในการเล่นเกมทางจิตวิทยา เขามีความแยบยลมาก และเก่งอย่างยิ่งในการหลอกลวงผู้อื่น  นี่คือความเข้าใจพื้นฐานที่สุดของคำว่า “เสแสร้ง”  แล้วความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมและการกระทำของศัตรูของพระคริสต์กับพฤติกรรมประเภทนี้คืออะไร?  พวกเขาทำสิ่งใดที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีแก่นแท้ของการเสแสร้ง?  จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาในการเสแสร้งคืออะไร?  เจตนาของพวกเขาคืออะไรกันแน่?  เหตุใดพวกเขาจึงต้องเสแสร้ง?  สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหัวข้อที่พวกเราจะสามัคคีธรรมกันในวันนี้

ศัตรูของพระคริสต์คือผู้คนที่ไม่เต็มใจจะรั้งท้ายผู้อื่น  พวกเขาไม่เต็มใจพึ่งพาผู้อื่น ไม่เต็มใจยอมรับคำสั่ง การแนะนำ และการบงการจากผู้อื่น และไม่เต็มใจเป็นคนธรรมดาและถูกผู้อื่นดูแคลน  แต่พวกเขาเป็นผู้คนที่ปรารถนาจะมีเกียรติ ปรารถนาให้ผู้อื่นยกย่องพวกเขาอย่างสูง และให้ผู้อื่นให้คุณค่ากับพวกเขาอย่างสูง  ยิ่งไปกว่านั้น ในคริสตจักรและในหมู่ผู้คน พวกเขาถึงกับปรารถนาที่จะเป็นคนออกคำสั่งและสั่งให้ผู้อื่นทำสิ่งต่างๆ เพื่อตนเอง  พวกเขาต้องการทำให้ความปรารถนาของตนเป็นจริงโดยอาศัยเกียรติ อิทธิพล และอำนาจที่พวกเขากุมไว้ และพวกเขาไม่ต้องการเป็นคนธรรมดาที่ใครก็สามารถออกคำสั่งและสั่งให้ทำสิ่งต่างๆ ได้  นี่คือการไล่ตามไขว่คว้าและความอยากได้อยากมีที่ศัตรูของพระคริสต์มีท่ามกลางผู้คน  ศัตรูของพระคริสต์มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของสถานะของตนท่ามกลางผู้คนอื่นๆ  เมื่ออยู่ในกลุ่ม พวกเขาไม่เชื่อว่าอายุและสุขภาพทางกายของตนมีความสำคัญแต่อย่างใด  สิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าสำคัญก็คือ คนส่วนใหญ่มองพวกเขาอย่างไร คนส่วนใหญ่ให้เวลาแก่พวกเขาและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการพูดและการกระทำหรือไม่ สถานะและตำแหน่งของพวกเขาในหัวใจของคนส่วนใหญ่นั้นสูงส่งหรือธรรมดา คนส่วนใหญ่มองว่าพวกเขาสูงส่ง หรือธรรมดา หรือไม่มีอะไรพิเศษ เป็นต้น คนส่วนใหญ่มองว่าคุณสมบัติในเรื่องความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเป็นเช่นไร คำพูดของพวกเขามีน้ำหนักเพียงใดในหมู่ผู้คน กล่าวคือ หลังจากที่พวกเขาพูดอะไรบางอย่าง มีกี่คนที่เห็นชอบกับพวกเขา มีกี่คนที่ยกย่องพวกเขา ยกนิ้วให้ ตั้งใจฟัง และเก็บคำพูดของพวกเขาไปใส่ใจ ยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่มองว่าพวกเขามีความเชื่อมากหรือน้อย ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์ของพวกเขาเป็นเช่นไร พวกเขาละทิ้งและสละตนมากเพียงใด คุณูปการที่พวกเขามีต่อพระนิเวศของพระเจ้าเป็นเช่นไร ตำแหน่งที่พวกเขาดำรงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้านั้นสูงหรือต่ำ พวกเขาทนทุกข์กับสิ่งใดมาบ้างในอดีต และพวกเขาเคยทำเรื่องสำคัญอะไรบ้าง—สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่พวกเขาใส่ใจมากที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์มักจะจัดลำดับตำแหน่งและลำดับชั้นในความคิดของตน โดยมักจะเปรียบเทียบว่าใครมีพรสวรรค์มากที่สุดในคริสตจักร ใครพูดจาฉะฉานและมีวาทศิลป์มากที่สุดในคริสตจักร ใครมีทักษะทางวิชาชีพที่ดีและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากที่สุด  ในขณะที่เปรียบเทียบสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ทุ่มเทความพยายามในการศึกษาทักษะทางวิชาชีพต่างๆ ตลอดเวลา เพียรพยายามที่จะสามารถเชี่ยวชาญและแตกฉานในทักษะเหล่านั้น  ศัตรูของพระคริสต์มุ่งเน้นที่การทุ่มเทความพยายามให้กับการกล่าวคำเทศนาและวิธีการอธิบายพระวจนะของพระเจ้าในลักษณะที่โอ้อวดตนเองและทำให้ผู้อื่นยกย่องนับถือพวกเขาเป็นหลัก  ในขณะที่พวกเขากำลังทุ่มเทความพยายามนี้ พวกเขาไม่ได้แสวงหาวิธีที่จะเข้าใจความจริงหรือวิธีที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง แต่กลับใคร่ครวญว่าจะจดจำพระวจนะเหล่านี้อย่างไร จะสามารถโอ้อวดจุดแข็งของตนให้ผู้คนเห็นมากขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นรู้ว่าพวกเขาไม่ธรรมดาจริงๆ พวกเขาไม่ใช่แค่คนธรรมดา พวกเขามีความสามารถ และพวกเขาอยู่สูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป  ด้วยการเก็บงำความคิด เจตนา และทัศนะประเภทนี้เอาไว้ ศัตรูของพระคริสต์จึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนโดยทำสิ่งต่างๆ สารพัดชนิด  เพราะพวกเขามีทัศนะเหล่านี้ และเพราะพวกเขามีการไล่ตามไขว่คว้าและความทะเยอทะยานเหล่านี้ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ดี คำกล่าวที่ถูกต้อง และการกระทำที่ดีทุกรูปแบบ ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก  พฤติกรรมและการกระทำเหล่านี้ทำให้ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและมุ่งเน้นเพียงการมีพฤติกรรมที่ดีนั้น อิจฉาและเลื่อมใสศัตรูของพระคริสต์ และถึงขั้นเลียนแบบและติดตามพวกเขา และด้วยวิธีนี้ เป้าหมายของศัตรูของพระคริสต์จึงลุล่วง  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เก็บงำเจตนาและความทะเยอทะยานเช่นนี้ไว้ พวกเขาประพฤติตนอย่างไร?  นี่คือเรื่องที่พวกเราจะสามัคคีธรรมกันในวันนี้  นี่เป็นหัวข้อที่คู่ควรที่จะสามัคคีธรรมถึง และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นหัวข้อที่พวกเจ้าแต่ละคนควรให้ความสำคัญและทำความรู้จักอีกด้วย

ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริง พวกเขาไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย—ซึ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยกระทำการตามหลักธรรมความจริง พวกเขาไม่เคยปฏิบัติความจริง—ซึ่งเป็นการสำแดงที่โจ่งแจ้งที่สุดของศัตรูของพระคริสต์  นอกจากความมีหน้ามีตา สถานะ การได้รับพรและรางวัลแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าก็คือการสำราญอยู่กับความสุขสบายทางเนื้อหนังและผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง และเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาย่อมก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนเป็นธรรมดา  ข้อเท็จจริงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้า รวมทั้งพฤติกรรมและการสำแดงของพวกเขา ไม่เป็นที่รักของพระเจ้า  และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การกระทำและพฤติกรรมของผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  ตัวอย่างเช่น ศัตรูของพระคริสต์บางคนที่เป็นอย่างเปาโลนั้นมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์เวลาทำหน้าที่ของตน พวกเขาสามารถอดนอนทั้งคืนและไม่กินอาหารเวลาทำงาน พวกเขาสามารถกำราบร่างกายของตน สามารถเอาชนะความเจ็บป่วยและความไม่สบายกาย  แล้วจุดมุ่งหมายของพวกเขาในการทำทั้งหมดนี้คืออะไร?  คือการแสดงให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาสามารถละวางตนเอง—ปฏิเสธตัวเอง—เมื่อเป็นพระบัญชาของพระเจ้า สำหรับพวกเขามีแต่หน้าที่เท่านั้น  พวกเขาแสดงทั้งหมดนี้ต่อหน้าผู้อื่น  เมื่อมีผู้คนอยู่รอบข้าง พวกเขาไม่พักผ่อนในเวลาที่ควรพัก ถึงกับจงใจยืดเวลาทำงานของตนออกไป ตื่นแต่เช้าตรู่และเข้านอนดึกดื่น  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ตรากตรำแบบนี้ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ประสิทธิภาพของงานและประสิทธิผลในหน้าที่ของพวกเขาจะเป็นเช่นไร?  สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือการคิดคำนึงของพวกเขา  พวกเขาเพียงพยายามทำทั้งหมดนี้ต่อหน้าผู้อื่น เพื่อที่ผู้อื่นจะได้เห็นว่าพวกเขาทนทุกข์ และเห็นว่าพวกเขาสละเพื่อพระเจ้าโดยไม่คิดถึงตนเองอย่างไรบ้าง ส่วนหน้าที่ที่พวกเขาทำและงานที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นดำเนินการตามหลักธรรมความจริงหรือไม่ พวกเขาไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลย  พวกเขาคิดแค่ว่าทุกคนได้เห็นพฤติกรรมภายนอกอันดีงามของตนแล้วหรือยัง ทุกคนตระหนักรู้พฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่ พวกเขาทิ้งภาพจำไว้ให้ทุกคนแล้วหรือยัง และภาพจำนี้จะกระตุ้นให้เกิดความเลื่อมใสและความเห็นชอบในตัวพวกเขาหรือไม่ แล้วลับหลังพวกเขา ผู้คนเหล่านี้จะยกนิ้วให้และยกย่องพวกเขาหรือไม่ว่า “พวกเขาสู้ทนความยากลำบากได้จริงๆ จิตวิญญาณของการอดทนอดกลั้นและความมุมานะที่ไม่ธรรมดาของพวกเขาพ้นวิสัยของพวกเรา  นี่คือคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง สามารถทนทุกข์และสู้ทนภาระอันหนักอึ้งได้ พวกเขาคือเสาหลักของคริสตจักร”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็พอใจ  พวกเขาคิดในใจว่า “ฉันฉลาดมากที่แกล้งทำอย่างนั้น ฉันปราดเปรื่องมากที่ทำแบบนี้!  ฉันรู้ว่าทุกคนจะมองแต่ภายนอก และพวกเขาก็ชอบพฤติกรรมอันดีงามเหล่านี้  ฉันรู้ว่าถ้าฉันกระทำการเช่นนี้ ก็จะได้รับความเห็นชอบจากผู้คน จะทำให้พวกเขายกนิ้วให้ฉัน ทำให้พวกเขาเลื่อมใสในตัวฉันจากส่วนลึกของหัวใจ ทำให้พวกเขามองฉันเสียใหม่ และจะไม่มีใครดูแคลนฉันอีกแล้ว  และถ้าวันหนึ่งเบื้องบนเกิดค้นพบว่าฉันไม่ได้ทำงานจริงและปลดฉัน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีผู้คนมากมายลุกขึ้นมาปกป้องฉัน ร้องไห้เพื่อฉัน ขอให้ฉันอยู่ต่อ และพูดจาแทนฉัน”  พวกเขาแอบยินดีปรีดาในพฤติกรรมจอมปลอมของตน—และความยินดีปรีดานี้ย่อมเผยให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูพระคริสต์ด้วยมิใช่หรือ?  แล้วนี่คือแก่นแท้ของอะไร?  (ความเลว)  ถูกต้อง—นี่คือแก่นแท้ของความเลว  ภายใต้การครอบงำของแก่นแท้แห่งความเลวนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดสภาวะของการพึงพอใจในตนเองและการชื่นชมตนเอง ซึ่งทำให้พวกเขาแอบส่งเสียงขัดขืนและต่อต้านพระเจ้าอยู่ในหัวใจพวกเขา  ภายนอกนั้น พวกเขาดูเหมือนจ่ายราคาสูงมากและเนื้อหนังของพวกเขาก็สู้ทนความทุกข์มากมาย แต่พวกเขาคำนึงถึงภาระของพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  พวกเขาสละตนเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดีได้หรือไม่?  พวกเขาทำไม่ได้  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาแอบแข่งขันกับพระเจ้า โดยคิดว่า “พระองค์ตรัสไม่ใช่หรือว่าข้าพระองค์ไม่มีความจริง?  พระองค์ตรัสไม่ใช่หรือว่าข้าพระองค์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม?  พระองค์ตรัสไม่ใช่หรือว่าข้าพระองค์โอหังและทะนงตน และข้าพระองค์พยายามสถาปนาอาณาจักรของตนเอง?  พระองค์ตรัสไม่ใช่หรือว่าข้าพระองค์ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ข้าพระองค์ไม่เข้าใจความจริง และด้วยเหตุนี้จึงเป็นผู้รับใช้?  ข้าพระองค์จะแสดงให้พระองค์เห็นว่าข้าพระองค์รับใช้อย่างไร และพี่น้องชายหญิงคิดอย่างไรกับข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์รับใช้เช่นนี้และกระทำการเช่นนี้  ข้าพระองค์จะแสดงให้พระองค์เห็นว่าข้าพระองค์สามารถได้รับความเลื่อมใสจากผู้คนจำนวนมากขึ้นด้วยการกระทำการเช่นนี้หรือไม่  และวันหนึ่งเมื่อพระองค์ต้องการขับไล่ข้าพระองค์และกล่าวโทษข้าพระองค์ เช่นนั้นข้าพระองค์จะดูว่าพระองค์จะบริหารจัดการเรื่องนั้นอย่างไรกันแน่!”  ศัตรูของพระคริสต์แข่งขันกับพระเจ้าในหัวใจของตนด้วยวิธีนี้ และพยายามใช้พฤติกรรมที่ดีเหล่านี้แทนการไล่ตามเสาะหาความจริง  ในการทำเช่นนี้ พวกเขาพยายามลบล้างผลในทางปฏิบัติของการที่พระเจ้าทรงพระราชกิจและทรงนำผู้คนให้ปฏิบัติความจริงเพื่อให้พวกเขาสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย  โดยแก่นแท้แล้ว พวกเขาใช้การตีความนี้เพื่อปฏิเสธและกล่าวโทษพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าผ่านการพิพากษาและการตีสอน และพวกเขาเชื่อว่าการที่พระเจ้าทรงพิพากษาผู้คนเป็นเรื่องผิดและไม่ได้ผล  แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีนั้นเลวร้าย เคลือบแฝง ต่อต้านพระเจ้า และเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า  เมื่อพระเจ้ายังไม่ได้ทรงกล่าวโทษพวกเขาอย่างชัดแจ้ง พวกเขาก็เริ่มแข่งขันกับพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา  เมื่อพระเจ้ายังไม่ได้ทรงเปิดโปงพวกเขาและกล่าวโทษพฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาก็เริ่มใช้การเสแสร้งมาชักพาผู้อื่นให้หลงผิดและเอาชนะใจผู้คนเพื่อปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าและปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่ามีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและการสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  นี่คือแก่นแท้ของการตีความของพวกเขามิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยที่เลวร้ายมิใช่หรือ?  เบื้องหลังการทนทุกข์ของพวกเขา พวกเขาเก็บงำความทะเยอทะยานและสิ่งปลอมปนเช่นนี้ไว้ และนั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงชิงชังผู้คนเช่นนี้และอุปนิสัยเช่นนี้  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยมองเห็นหรือยอมรับข้อเท็จจริงนี้  พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจของมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์มองเห็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกของมนุษย์—สิ่งที่โง่เขลาที่สุดเกี่ยวกับศัตรูของพระคริสต์คือ พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ และพวกเขามองไม่เห็นข้อเท็จจริงนี้  ดังนั้นพวกเขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อใช้พฤติกรรมที่ดีมาห่อหุ้มและสร้างภาพให้ตนเองดูดี เพื่อให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาสามารถทนทุกข์และสู้ทนความยากลำบากได้ สู้ทนความทุกข์ที่คนทั่วไปไม่สามารถทนได้ ทำงานที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ เพื่อให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขามีความทรหดอดทน พวกเขาสามารถกำราบร่างกายของตนเองได้ และพวกเขาไม่คำนึงถึงผลประโยชน์หรือความสุขสำราญทางเนื้อหนังของตนเอง  บางครั้งพวกเขาก็จะถึงขั้นจงใจสวมใส่เสื้อผ้าจนสกปรกเล็กน้อยและไม่ซัก แม้ในยามที่เสื้อผ้าเริ่มมีกลิ่นก็ไม่ซัก พวกเขาทำทุกอย่างที่ทำให้คนอื่นบูชาพวกเขา  ยิ่งพวกเขาอยู่ต่อหน้าผู้อื่นมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งทำทุกวิถีทางเพื่อแสดงตนมากเท่านั้น เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าพวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไป ความปรารถนาที่จะสละตนเพื่อพระเจ้าของพวกเขายิ่งใหญ่กว่าคนทั่วไป ความแน่วแน่ที่จะทนทุกข์ของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่กว่าคนทั่วไป และความทรหดอดทนในการสู้ทนความทุกข์ของพวกเขายิ่งใหญ่กว่าคนทั่วไป  ศัตรูของพระคริสต์ก่อให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้ในรูปการณ์แวดล้อมแบบนี้ และเบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้คือความอยากในส่วนลึกของหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ที่จะให้ผู้คนบูชาและยกย่องนับถือพวกเขา  และเมื่อพวกเขาสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน เมื่อพวกเขาได้ยินคำยกย่องของผู้คน และเมื่อพวกเขาเห็นผู้คนส่งสายตาอิจฉา เลื่อมใส และชื่นชมมาที่พวกเขา นั่นคือเวลาที่พวกเขารู้สึกมีความสุขและพึงพอใจอยู่ในหัวใจของตน

ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมที่ดีเพียงผิวเผินของศัตรูของพระคริสต์ในการสู้ทนความทุกข์และจ่ายราคา รวมทั้งการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง การจงรักภักดี และการสละตนเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจคืออะไร?  (เจตนาต่างกัน  บรรดาผู้ที่สละตนเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงจะมุ่งเน้นที่การแสวงหาหลักธรรม ผลลัพธ์ของงาน และประสิทธิผลของงาน  ภายนอกนั้นศัตรูของพระคริสต์ดูเหมือนสละตนเพื่อพระเจ้า แต่ก็เป็นไปเพื่อให้ผู้อื่นยกย่องนับถือพวกเขาเท่านั้น  พวกเขาไม่คำนึงถึงประสิทธิผลของงานหรือผลลัพธ์ของงานเลย)  ถูกต้อง มีความแตกต่างในเจตนา แรงจูงใจ และแหล่งที่มาของคำพูดและการกระทำของพวกเขา—แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ผู้คนที่สู้ทนความทุกข์เช่นเดียวกับพวกเขาและไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมแสวงหาหลักธรรมในระหว่างการทนทุกข์เช่นนี้  อย่างน้อยที่สุด การแสวงหาหลักธรรมก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีจิตใจแห่งการนบนอบ พวกเขาไม่พยายามทำตามความต้องการตนเองหรือพยายามทำสิ่งต่างๆ เพื่อตนเอง พวกเขามีการนบนอบและหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าในการกระทำของตน และพวกเขารู้อย่างชัดเจนมากว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ของตนและไม่ได้กำลังดำเนินกิจการของมนุษย์  แม้ศัตรูของพระคริสต์จะดูเหมือนสู้ทนความทุกข์เช่นเดียวกัน แต่พวกเขาก็แค่ทำแบบขอไปทีและแสร้งทำเพื่อให้ผู้คนเห็นเท่านั้น พวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง พวกเขาไม่มีการนบนอบหรือหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าในการกระทำของตน หัวใจของพวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพวกเขาพยายามใช้พฤติกรรมและการสำแดงเช่นนี้เพื่อเอาชนะใจผู้คนและซื้อใจผู้คน  มีความแตกต่างอยู่ตรงนี้ ใช่หรือไม่?  เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ของพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าการสู้ทนความทุกข์ของพวกเขาคือการเสแสร้ง?  (ได้)  นี่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพฤติกรรมและการสำแดงของพวกเขาในการสู้ทนความทุกข์เป็นเพียงการทำแบบขอไปทีและแสร้งทำเพื่อให้ผู้คนเห็น—พวกเขาไม่ได้กระทำการเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  นี่คือแง่มุมหนึ่ง  อีกแง่มุมหนึ่งก็คือ ไม่มีใครเชี่ยวชาญในการเสแสร้งและการหลอกลวงมากไปกว่าศัตรูของพระคริสต์—ดังนั้นพวกเขาจึงมีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก และมักจะใช้วิธีการที่เจ้าเล่ห์บางอย่างเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและหลอกลวงผู้คนเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการทำให้ผู้คนบูชาพวกเขา  นี่คือสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด ซึ่งฝังลึกอยู่ในกระดูกของพวกเขา พวกเขามีแก่นแท้ที่เจ้าเล่ห์และเปลี่ยนแปลงไปมาเช่นนี้มาแต่กำเนิด  ตัวอย่างเช่น มีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่คำพูดและพฤติกรรมดูเหมือนมีเมตตาและถ่อมใจมาก ไม่เคยเปิดโปงจุดอ่อนของผู้อื่น มีความประนีประนอม ไม่ด่วนตัดสินหรือกล่าวโทษผู้อื่น เมื่อผู้คนคิดลบและอ่อนแอ พวกเขาก็จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที  พวกเขาทำให้รู้สึกว่าตนเป็นคนที่มีน้ำใจและมีเมตตา เป็นคนดี  เมื่อผู้คนตกอยู่ในความยากลำบาก บางครั้งพวกเขาก็ช่วยเหลือด้วยคำพูด และบางครั้งก็ด้วยการกระทำบางอย่าง ถึงขั้นมีบางครั้งที่พวกเขาบริจาคเงินหรือสิ่งของทางวัตถุบางอย่างเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้น  จากภายนอก การกระทำของพวกเขาดูเหมือนจะดี  ในความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ นี่คือคนประเภทที่พวกเขาต้องการพบเจอและคบหาด้วย ผู้คนเช่นนี้จะไม่ข่มขู่หรือก่อกวนพวกเขา และพวกเขาสามารถได้รับความช่วยเหลือมากมายจากผู้คนเช่นนี้—ตัวอย่างเช่น ความช่วยเหลือทางวัตถุหรือทางจิตใจ แม้กระทั่งความช่วยเหลือเกี่ยวกับทฤษฎีฝ่ายวิญญาณที่สูงส่งขึ้น และอื่นๆ  จากภายนอก ผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ทำสิ่งใดที่เลวร้าย พวกเขาไม่ขัดขวางหรือก่อกวนในคริสตจักร และดูเหมือนจะนำความปรองดองมาสู่กลุ่มใดก็ตามที่พวกเขาอยู่ ภายใต้การดำเนินการและการไกล่เกลี่ยของพวกเขา ทุกคนดูมีความสุข ผู้คนเข้ากันได้ และไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งหรือข้อพิพาทใดๆ  เมื่อพวกเขาอยู่ที่นั่น ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาเข้ากันได้ดีเพียงใด ใกล้ชิดกันเพียงใด  เมื่อพวกเขาจากไป บางคนก็เริ่มซุบซิบนินทากัน กีดกันกันและกัน อิจฉากัน และโต้เถียงกันในเรื่องต่างๆ ต่อเมื่อศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้อยู่ท่ามกลางพวกเขาและเรียกร้องให้มีความสงบเท่านั้น ทุกคนจึงจะหยุดโต้เถียงกัน  ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ดูเหมือนจะมีความสามารถมากในการทำงานของตน แต่มีสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ นั่นคือ ทุกคนที่พวกเขาสอนและนำนั้นสามารถกล่าวคำพูดและคำสอนได้ คนเหล่านี้ล้วนรู้วิธีที่จะวางมาดสูงส่งและสั่งสอนผู้อื่น คนเหล่านี้ล้วนรู้วิธีที่จะประจบสอพลอและเอาอกเอาใจผู้คน รู้วิธีปลิ้นปล้อนและหลอกลวง รู้ว่าควรพูดสิ่งใดกับคนประเภทไหน คนเหล่านี้กลายเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน และภายนอกดูเหมือนจะสงบสุขอย่างสมบูรณ์  ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ได้ทำให้คริสตจักรกลายเป็นอะไร?  กลายเป็นองค์กรทางศาสนา  และผลลัพธ์คืออะไร?  ผู้คนใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานของตน และไม่เต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริง อีกทั้งไม่มีการเข้าสู่ชีวิต และได้สูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปโดยสิ้นเชิง  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์นำอันตรายมาสู่พี่น้องชายหญิงและนำพี่น้องชายหญิงไปสู่ความพินาศ—กระนั้นพวกเขาก็ยังคงคิดว่าตนได้ทำคุณูปการอันยิ่งใหญ่ ตนได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อพี่น้องชายหญิง และนำพรอันยิ่งใหญ่มาสู่พี่น้องชายหญิง  พวกเขามักจะสอนพี่น้องชายหญิงให้ถ่อมใจและอดทน ยอมผ่อนปรนและเห็นอกเห็นใจเมื่อเห็นว่าพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงมีปัญหา ไม่พูดจาหยาบคายหรือทำร้ายจิตใจผู้อื่น และพวกเขาสั่งสอนผู้อื่นว่าควรวางท่าทางเช่นใดในยามนั่งหรือยืน หรือควรสวมใส่เสื้อผ้าเช่นไร  สิ่งที่พวกเขามักจะสอนพี่น้องชายหญิงไม่ใช่วิธีทำความเข้าใจความจริงหรือเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง แต่เป็นวิธีทำตามข้อบังคับและประพฤติตัวให้ดี  ภายใต้การอบรมสั่งสอนของพวกเขา การปฏิสัมพันธ์ของผู้คนไม่ได้อิงตามพระวจนะของพระเจ้า ไม่ได้อิงตามหลักธรรมความจริง แต่อิงตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของการเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน  จากภายนอก ไม่มีใครทำร้ายกันและกัน ไม่มีใครชี้ให้เห็นความล้มเหลวของผู้อื่น แต่ไม่มีใครบอกใครว่าแท้จริงแล้วตนกำลังคิดอะไรอยู่ และพวกเขาไม่เปิดใจและสามัคคีธรรมถึงความเสื่อมทราม ความเป็นกบฏ ข้อบกพร่อง และการกระทำผิดของตน  ตรงกันข้าม พวกเขากลับพร่ำพูดถึงเรื่องต่างๆ ในระดับผิวเผินว่าใครได้ทนทุกข์และจ่ายราคา ใครจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน ใครเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิง ใครทำคุณูปการอย่างมากในพระนิเวศของพระเจ้า ใครถูกจับกุมและถูกตัดสินจำคุกเพราะการประกาศข่าวประเสริฐ—พวกเขาพูดถึงเรื่องเหล่านี้เท่านั้น  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงใช้พฤติกรรมที่ดี—การถ่อมใจ อดทน ผ่อนปรน และช่วยเหลือผู้อื่นแต่ภายนอก—มาห่อหุ้มและอำพรางตนเท่านั้น พวกเขายังพยายามทำตัวเป็นแบบอย่างเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีนี้ให้กับผู้อื่น และส่งเสริมให้ผู้อื่นเลียนแบบพฤติกรรมนั้น  จุดมุ่งหมายเบื้องหลังพฤติกรรมที่ดีของพวกเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำให้ตนเองเป็นจุดสนใจของผู้คน เพื่อทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขา  เมื่อผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรพูดถึงการรู้จักตนเองและชำแหละอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง พวกเขากลับนิ่งเงียบ และไม่พยายามที่จะชำแหละความเสื่อมทรามของตนเองแม้แต่น้อย  เมื่อพี่น้องชายหญิงเปิดโปงและตัดแต่งการเผยความเสื่อมทรามของกันและกัน ศัตรูของพระคริสต์เป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่ปฏิบัติความถ่อมใจ ความอดทน และความผ่อนปรนต่อทุกคน พวกเขาไม่เปิดโปงความเสื่อมทรามที่ใครก็ตามเผยออกมา และถึงกับชื่นชมและยกย่องพี่น้องชายหญิงสำหรับพฤติกรรมที่ดีของพี่น้องชายหญิง และสำหรับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาสวมบทบาทคนที่ชอบเอาใจผู้คน โดยเสแสร้งทำเป็นมีความรัก เห็นอกเห็นใจ ผ่อนปรน และชูใจผู้อื่น  นี่คือการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่เชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการเสแสร้ง หลอกลวง และชักพาผู้คนให้หลงผิด

จากสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทั้งหมด คำพูดของพวกศัตรูของพระคริสต์ดูเหมือนมีเมตตา สุภาพเรียบร้อย และโดดเด่นเป็นพิเศษ  ไม่ว่าใครจะละเมิดหลักธรรม หรือขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่เคยเปิดโปงหรือวิพากษ์วิจารณ์คนเหล่านั้น พวกเขาทำเป็นมองไม่เห็น ทำให้ผู้คนคิดว่าพวกเขาใจกว้างในทุกเรื่อง  ไม่ว่าผู้คนจะเผยความเสื่อมทรามอะไรออกมาและทำความชั่วอันใด ศัตรูของพระคริสต์ก็เข้าใจและยอมผ่อนปรนให้  พวกเขาไม่โกรธเคืองหรือเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ  พวกเขาไม่ขุ่นเคืองและไม่ตำหนิเมื่อผู้คนทำบางสิ่งผิดพลาดและทำให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย  ไม่ว่าผู้ใดจะกระทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร พวกเขาก็ไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา และพวกเขาไม่เคยล่วงเกินผู้คนเพราะเรื่องดังกล่าวเลย  ศัตรูของพระคริสต์ใส่ใจเรื่องใดมากที่สุด?  ใส่ใจจำนวนผู้คนที่ยกย่องนับถือพวกเขา และจำนวนผู้คนที่มองเห็นพวกเขายามที่พวกเขาทนทุกข์ และเห็นชอบกับพวกเขาอยู่ในหัวใจ  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าการทนทุกข์ต้องไม่มีวันสูญเปล่า ไม่ว่าพวกเขาจะสู้ทนความยากลำบากใด จ่ายราคาใด ทำความดีอันใด ห่วงใย คำนึงถึงผู้อื่น และเปี่ยมรักต่อผู้อื่นเพียงใด พวกเขาก็ต้องดำเนินการทั้งหมดนี้ต่อหน้าผู้อื่น เพื่อให้มีผู้คนจำนวนมากขึ้นมองเห็นได้  และจุดมุ่งหมายของพวกเขาในการทำเช่นนี้คืออะไร?  เพื่อซื้อใจผู้คน ทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นเห็นชอบในการกระทำ การประพฤติปฏิบัติ และลักษณะนิสัยของพวกเขาอยู่ในหัวใจของตน และยกนิ้วให้พวกเขา  ถึงกับมีศัตรูของพระคริสต์ที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองว่าเป็น “คนดี” ด้วยพฤติกรรมภายนอกที่ดีของตน เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขา  ตัวอย่างเช่น บางคนกลายเป็นอ่อนแอและเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความรัก พวกเขาเห็นแก่ตัวมาก ไม่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและไม่มีน้ำใจ และพวกเขาก็นึกถึง “คนดี” คนนั้นซึ่งแท้จริงแล้วก็คือศัตรูของพระคริสต์  หรือใครสักคนเผชิญกับความยากลำบากในงานของตนและไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร  เขาคิดไม่ออกว่าใครจะช่วยได้ และคนแรกที่เขานึกถึงก็คือ “คนดี” คนนี้ซึ่งแท้จริงแล้วคือศัตรูของพระคริสต์  เมื่อใครบางคนไม่ต้องการทำหน้าที่ของตนอีกต่อไป เขาต้องการไล่ตามไขว่คว้าโลก ไล่ตามไขว่คว้าอำนาจและความมั่งคั่ง และใช้ชีวิตในแบบของตนเอง และต่อให้เขากลายเป็นคนคิดลบและอ่อนแอมาก เขาก็ไม่อธิษฐานต่อพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมกับผู้ใด และในสถานการณ์เช่นนี้ เขานึกถึง “คนดี” คนนั้นซึ่งแท้จริงแล้วคือศัตรูของพระคริสต์  เมื่อสิ่งต่างๆ ดำเนินไปเช่นนี้ เมื่อผู้คนเหล่านี้เผชิญปัญหา พวกเขาจึงไม่อธิษฐานต่อพระเจ้าหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกต่อไป แต่กลับต้องการพึ่งพา “คนดี” คนนี้ ซึ่งแท้จริงแล้วคือศัตรูของพระคริสต์ให้มาช่วยเหลือพวกเขา  พวกเขาเพียงแค่เปิดใจและพูดสิ่งที่อยู่ในใจของตนกับคนที่ชอบเอาใจผู้คนผู้นี้ ขอให้คนที่ชอบเอาใจผู้คนผู้นี้แก้ไขความยากลำบากของตน พวกเขายอมรับและติดตามศัตรูของพระคริสต์ผู้นี้  และจุดมุ่งหมายของศัตรูของพระคริสต์ก็สัมฤทธิ์ด้วยเหตุนี้มิใช่หรือ?  เมื่อศัตรูของพระคริสต์สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนแล้ว สถานะของเขาในคริสตจักรย่อมสูงกว่าสถานะของคนทั่วไปมิใช่หรือ?  และเมื่อเขาสามารถเป็นที่หนึ่งและกลายเป็นบุคคลสำคัญในคริสตจักรได้ เขาพอใจจริงหรือ?  เขาไม่พอใจ  จุดมุ่งหมายใดที่เขาต้องการสัมฤทธิ์?  เขาต้องการให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นให้ความเห็นชอบเขา เคารพนับถือเขา และบูชาเขา เพื่อให้มีที่ในหัวใจของผู้คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้คนหวังพึ่งเขา พึ่งพาเขา และติดตามเขาเมื่อผู้คนเผชิญความยากลำบากในความเชื่อในพระเจ้าและไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร  เรื่องนี้ร้ายแรงยิ่งกว่าการที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการเป็นที่หนึ่งและเป็นบุคคลสำคัญในคริสตจักรมากนัก  เรื่องนี้ร้ายแรงอย่างไร?  (เขาแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อครองสถานะในหัวใจของผู้คน  เขาต้องการแทนที่พระเจ้าโดยตรง)  (ผู้คนเช่นนี้ยากที่จะแยกแยะ  พวกเขาใช้พฤติกรรมที่ดีงามภายนอกมาชักพาผู้อื่นให้หลงผิด ซึ่งนำผู้อื่นไปสู่การไม่แสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมความจริงอีกต่อไปเมื่อมีปัญหา แต่กลับพึ่งพาและหวังพึ่งศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้แทน โดยให้ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้แก้ไขปัญหาของตนและถือว่าคำพูดของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้เป็นความจริง ส่งผลให้ผู้คนเหล่านี้ห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  นี่เป็นวิธีการที่เคลือบแฝงและมุ่งร้ายยิ่งกว่า)  ถูกต้อง พวกเจ้าทุกคนเข้าใจและได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญแล้ว ซึ่งก็คือศัตรูของพระคริสต์ครองสถานะและหยั่งรากลงในหัวใจของผู้คน และต้องการแทนที่พระเจ้า  มีคนกล่าวว่า “ถ้าฉันไปตามหาพระเจ้า ฉันก็หาพระองค์ไม่พบ ฉันไม่สามารถมองเห็นพระองค์  ถ้าฉันค้นหาพระวจนะของพระเจ้า หนังสือก็หนาเหลือเกิน มีพระวจนะมากเกินไป และยากที่จะหาคำตอบ  แต่ถ้าฉันไปหาคนคนนี้ ฉันก็ได้คำตอบทันที ทั้งสะดวกและเป็นประโยชน์”  เจ้าเห็นไหมว่า  การกระทำของพวกเขาทำให้ผู้คนไม่เพียงบูชาพวกเขาอยู่ในหัวใจแล้วเท่านั้น แต่ยังมีที่ในหัวใจให้พวกเขาอีกด้วย  พวกเขาต้องการแทนที่พระเจ้า—นี่คือจุดมุ่งหมายของศัตรูพระคริสต์ในการทำสิ่งเหล่านี้  เห็นได้ชัดว่า ด้วยการทำสิ่งเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์ได้ประสบความสำเร็จในเบื้องต้นไปแล้ว หัวใจของผู้คนที่ขาดการแยกแยะเหล่านี้มีที่ให้กับศัตรูของพระคริสต์แล้ว และบางคนก็บูชาและเคารพยกย่องพวกเขาไปแล้ว  นี่คือจุดมุ่งหมายที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการสัมฤทธิ์  หากใครบางคนมีปัญหาและอธิษฐานต่อพระเจ้าแทนที่จะแสวงหาศัตรูของพระคริสต์ เขาก็ไม่พอใจ และคิดว่า “ทำไมคุณไปหาพระเจ้าเสมอ?  ทำไมคุณนึกถึงพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา?  ทำไมไม่มองมาที่ฉันหรือนึกถึงฉันบ้าง?  ฉันทั้งถ่อมใจและอดทนขนาดนี้ ฉันสามารถละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนได้มากมาย และฉันก็บริจาคเพื่อการกุศล แล้วทำไมคุณไม่มาหาฉันเล่า?  ฉันช่วยคุณตั้งมากมาย  ทำไมคุณไม่มีมโนธรรมเอาเสียเลย?”  เขารู้สึกไม่มีความสุขและไม่สบายใจ เขารู้สึกโกรธ—โกรธคนคนนั้นและโกรธพระเจ้า  เพื่อที่จะสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายสูงสุดของตน เขาจึงเสแสร้งต่อไป เขายังคงบริจาคเพื่อการกุศล รวมทั้งยังคงอดทนและยอมผ่อนปรน เขาดูเหมือนถ่อมใจ พูดจาด้วยความเมตตา ไม่เคยทำร้ายผู้อื่น และมักจะให้การชูใจเมื่อผู้คนกำลังพยายามทำความรู้จักตนเอง  มีคนกล่าวว่า “ฉันเป็นกบฏ ฉันเป็นมารและซาตานตนหนึ่ง”  เขาก็ตอบว่า “คุณไม่ใช่มารหรือซาตานหรอก  นี่เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น  อย่าดูถูกตัวเองเกินไปและอย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป  พระเจ้าได้ทรงยกชูพวกเราขึ้นมาแล้ว พวกเราไม่ใช่คนธรรมดา และคุณต้องไม่ดูเบาตัวเอง  คุณดีกว่าฉันมาก ฉันเสื่อมทรามยิ่งกว่าคุณเสียอีก  ถ้าคุณเป็นมาร อย่างนั้นฉันก็เป็นมารชั่ว  ถ้าคุณเป็นมารชั่ว ฉันก็ต้องลงนรกและทนทุกข์กับความพินาศ”  นี่คือวิธีที่เขาช่วยเหลือผู้คน  หากใครสักคนยอมรับว่าได้ทำให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรืองานของคริสตจักรเสียหาย ศัตรูของพระคริสต์ก็จะบอกกับเขาว่า “การทำให้งานของคริสตจักรเสียหายในขณะที่ทำหน้าที่ของคุณและหลงทางไปบ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่  ก่อนหน้านี้ฉันเคยทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าคุณมากนัก และฉันก็เคยเดินบนเส้นทางที่คดเคี้ยวกว่านี้มาก  เพียงแค่เปลี่ยนวิธีทำสิ่งต่างๆ ในภายหน้าก็พอ ไม่ใช่ปัญหาหรอก  ถ้าคุณรู้สึกว่ามโนธรรมของคุณแบกรับไม่ไหว ฉันมีเงินอยู่บ้างและฉันจะชดเชยความเสียหายให้คุณเอง ดังนั้นอย่าไม่สบายใจไปเลย  ถ้าคุณมีปัญหาอะไรในภายหน้าก็แค่มาหาฉัน และฉันจะทำทุกอย่างที่ฉันทำได้เพื่อช่วยคุณ และฉันจะทำอะไรก็ตามที่ฉันทำได้ทันที”  เขามีสำนึกของ “ความจงรักภักดีส่วนบุคคล” นี้ แต่แท้จริงแล้วเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?  เขากำลังช่วยเจ้าจริงๆ หรือ?  เขากำลังทำร้ายเจ้า นำเจ้าลงหลุม—เจ้าได้ตกลงสู่การทดลองของซาตาน  เขาขุดหลุมไว้ให้เจ้า และเจ้าก็กระโดดลงไป เจ้าตกลงไปในกับดักและยังคิดว่าที่นั่นยอดเยี่ยมมาก และเจ้าก็ถูกศัตรูของพระคริสต์ผู้นี้ทำลายโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ—ช่างโง่เขลาเหลือเกิน!  นี่คือวิธีที่ซาตานและศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อผู้คน ชักพาผู้คนให้หลงผิด และทำร้ายผู้คน  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเพียงในภายหน้าคุณคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าสักเล็กน้อยและระมัดระวังให้มากขึ้นสักหน่อย  เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ ไม่มีใครตั้งใจทำเช่นนั้นหรอก  มีใครในหมู่พวกเราที่สามารถเป็นคนที่เพียบพร้อมได้บ้าง?  ไม่มีพวกเราคนไหนที่เพียบพร้อม พวกเราล้วนเสื่อมทราม  ฉันเคยแย่กว่าคุณมากนัก  ในภายหน้าพวกเรามาเตือนสติซึ่งกันและกันเถิด  นอกจากนี้ แม้ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะได้รับความเสียหายบ้าง พระเจ้าก็จะไม่จดจำเรื่องเหล่านั้นหรอก  พระเจ้าอดกลั้นและยอมผ่อนปรนต่อมนุษย์มาก  ถ้าพวกเราแสดงความผ่อนปรนต่อกันและกันได้ พระเจ้าก็ต้องยิ่งผ่อนปรนได้มากกว่าไม่ใช่หรือ?  ถ้าพระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะไม่จดจำการกระทำผิดของพวกเรา เช่นนั้นพวกเราก็ไม่มีการกระทำผิดใดๆ อีกต่อไป”  ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำผิดพลาดร้ายแรงเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็เพียงแค่ลดทอนความสำคัญลงด้วยการพูดติดตลกและปล่อยผ่านไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาใจกว้างเพียงใด เขามีเมตตา ยิ่งใหญ่ และผ่อนปรนเพียงใด  ในทางกลับกัน เรื่องนี้ทำให้ผู้คนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพระเจ้าทรงเปิดโปงผู้คนในถ้อยดำรัสของพระองค์อยู่เสมอ ทรงทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และทรงจับผิดผู้คนอยู่ตลอดเวลา  หากคนคนหนึ่งได้กระทำผิดหรือเป็นกบฏ พระเจ้าก็ทรงตัดแต่ง พิพากษาและตีสอนเขา และดูราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงเห็นอกเห็นใจผู้คนเลย  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับสามารถผ่อนปรนและเข้าใจผู้คนได้ในทุกสถานการณ์ เขาช่างยิ่งใหญ่และน่าเคารพ  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  นอกจากนี้ยังมีศัตรูของพระคริสต์บางคนที่กล่าวว่า “ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวว่า ‘ในครอบครัวใหญ่ที่มีทรัพย์สินมากมาย การสิ้นเปลืองเพียงเล็กน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่’  พระนิเวศของพระเจ้านั้นใหญ่โตถึงเพียงนี้ และพระเจ้าก็ประทานพรอย่างล้นเหลือ  การสิ้นเปลืองเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องใหญ่ พระเจ้าประทานให้พวกเรามากมายเหลือเกิน  พวกเราได้สิ้นเปลืองไปมากแล้วไม่ใช่หรือ?  แล้วพระเจ้าทำอะไรกับพวกเรา?  พระเจ้ายอมผ่อนปรนต่อเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่หรือ?  มนุษย์นั้นอ่อนแอและเสื่อมทราม และพระเจ้าก็เห็นเช่นนี้มานานแล้ว ดังนั้นถ้าพระองค์ได้เห็นแล้ว ทำไมพระองค์ถึงไม่ลงโทษพวกเราเล่า?  นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงอดทนและเปี่ยมกรุณา!”  นี่เป็นคำพูดประเภทไหนกัน?  เขาใช้คำพูดที่ดูเหมือนถูกต้องและเป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของผู้คนมาชักพาผู้คนให้หลงผิดและทำให้ผู้คนตกลงสู่การทดลอง เพื่อก่อกวนนิมิตของพวกเขาและชี้แนะพวกเขาไปในทางที่ผิด และทำให้พวกเขาเข้าใจพระเจ้าผิด เพื่อให้พวกเขาไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความอยากหรือความปรารถนาที่จะนบนอบพระองค์  เมื่อถูกศัตรูของพระคริสต์ยุยง ชักพาให้หลงผิด และชี้แนะไปในทางที่ผิด ผู้คนก็สูญเสียมโนธรรมเพียงน้อยนิดที่ตนมี และพวกเขาทุกคนก็เริ่มเชื่อฟังและนบนอบศัตรูของพระคริสต์

เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนอื่นๆ ศัตรูของพระคริสต์เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการเสแสร้ง  เช่นเดียวกับพวกฟาริสี ภายนอกพวกเขาดูเหมือนยอมผ่อนปรนต่อผู้คนและอดทน ถ่อมใจและมีอัธยาศัยดีเป็นอย่างยิ่ง—พวกเขาดูเหมือนผ่อนปรนและอดกลั้นต่อทุกคนเป็นอย่างยิ่ง  เวลาจัดการกับปัญหา พวกเขาก็แสดงให้เห็นเสมอว่าพวกเขาผ่อนปรนต่อผู้คนอย่างเหลือเชื่อเพียงใดจากตำแหน่งสถานะของตน และในทุกด้าน พวกเขาดูใจกว้างและมีจิตใจกว้างขวาง ไม่จับผิดผู้อื่น และแสดงให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขายิ่งใหญ่และมีเมตตาเพียงใด  ในความเป็นจริงแล้ว ศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้เหล่านี้จริงหรือ?  พวกเขาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา ผ่อนปรนต่อผู้คน และสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ในทุกสถานการณ์ แต่แรงจูงใจที่ซ่อนเร้นอยู่ในการทำสิ่งเหล่านี้คืออะไร?  หากพวกเขาไม่ได้พยายามเอาชนะใจผู้คนและซื้อใจผู้คน พวกเขาจะยังคงทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  เมื่ออยู่ลับหลังผู้คน ศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้จริงหรือ?  พวกเขาเป็นอย่างที่เห็นเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนจริงๆ หรือ—ถ่อมใจและอดทน ผ่อนปรนต่อผู้อื่น และช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรัก?  พวกเขามีแก่นแท้และอุปนิสัยเช่นนั้นหรือ?  นี่คือลักษณะนิสัยของพวกเขาหรือ?  ไม่เลยสักนิด  ทุกสิ่งที่พวกเขาทำคือการเสแสร้งและทำไปเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและซื้อใจผู้คน เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นเกิดความประทับใจที่ดีต่อพวกเขาในหัวใจ และเพื่อให้ผู้คนนึกถึงพวกเขาเป็นอันดับแรกและแสวงหาความช่วยเหลือจากพวกเขาเมื่อมีปัญหา  เพื่อที่จะสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายนี้ ศัตรูของพระคริสต์จงใจวางอุบายเพื่ออวดตนต่อหน้าผู้อื่น เพื่อพูดและทำสิ่งที่ถูกต้อง  ก่อนที่พวกเขาจะพูด ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะกลั่นกรองหรือประมวลคำพูดในใจของตนกี่ครั้ง  พวกเขาจะจงใจวางอุบายและเค้นสมอง ไตร่ตรองถึงคำพูด สีหน้า ระดับเสียง น้ำเสียง และแม้กระทั่งสายตาที่พวกเขามองผู้คนรวมทั้งน้ำเสียงที่พวกเขาใช้พูด  พวกเขาจะไตร่ตรองว่ากำลังพูดอยู่กับใคร คนคนนั้นอายุมากหรืออายุน้อย สถานะของคนคนนั้นสูงหรือต่ำกว่าตนเอง คนคนนั้นเคารพนับถือตนหรือไม่ คนคนนั้นแอบขุ่นเคืองตนหรือไม่ บุคลิกของคนคนนั้นเข้ากันได้กับตนเองหรือไม่ คนคนนั้นทำหน้าที่ใด และสถานะของคนคนนั้นในคริสตจักรและในหัวใจของพี่น้องชายหญิงของตนเป็นอย่างไร  พวกเขาจะสังเกตอย่างระมัดระวังและไตร่ตรองเรื่องเหล่านี้อย่างใส่ใจ และเมื่อพวกเขาไตร่ตรองเรื่องเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็คิดหาวิธีปฏิบัติต่อผู้คนทุกประเภท  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะปฏิบัติต่อผู้คนประเภทต่างๆ ด้วยวิธีใดก็ตาม จุดมุ่งหมายของพวกเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำให้ผู้คนเคารพนับถือ ทำให้ผู้คนไม่มองว่าพวกเขาเท่าเทียมกับตนอีกต่อไปแต่เคารพยกย่องพวกเขาแทน เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นชื่นชมและเคารพยกย่องพวกเขาในยามที่พวกเขาพูด สนับสนุนและติดตามพวกเขาในยามที่พวกเขาทำสิ่งต่างๆ รวมทั้งให้อภัยและปกป้องพวกเขาในยามที่พวกเขาทำผิดพลาด และเพื่อให้ผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นต่อสู้เคียงข้างพวกเขา พร่ำบ่นอย่างขมขื่นแทนพวกเขา และยืนหยัดเพื่อโต้เถียงและต่อต้านพระเจ้าเมื่อพวกเขาถูกเผยและถูกปฏิเสธ  เมื่อสูญเสียอำนาจ พวกเขาก็สามารถทำให้ผู้คนมากมายคอยช่วยเหลือ แสดงการสนับสนุน และปกป้องพวกเขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานะและอำนาจที่ศัตรูของพระคริสต์ได้จงใจวางอุบายเพื่อบ่มเพาะในคริสตจักรนั้นได้หยั่งรากลึกลงในหัวใจของผู้คนแล้ว และ “ความพยายามอันอุตสาหะ” ของพวกเขาก็ไม่ได้สูญเปล่า

ศัตรูของพระคริสต์พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจัดการและรักษาสถานะ เกียรติ ความมีหน้ามีตา และอำนาจของตนท่ามกลางผู้คน—พวกเขาจะไม่หย่อนยาน ใจอ่อน และยิ่งไม่ประมาทเลินเล่อ  พวกเขาสังเกตแววตา บุคลิก กิจวัตรประจำวันของทุกคน สิ่งที่ทุกคนไล่ตามเสาะหา ท่าทีที่ทุกคนมีต่อสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสังเกตความเชื่อและความจงรักภักดีของทุกคนในการเชื่อในพระเจ้า ตลอดจนท่าทีที่พวกเขามีต่อการสละตนเพื่อพระเจ้าและการทำหน้าที่ของตน และอื่นๆ—พวกเขาทุ่มเทความพยายามอย่างมากให้กับสิ่งเหล่านี้  ดังนั้น จากท่าทีที่พวกเขามีนี้ พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงและระแวดระวังตนเองจากผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและผู้ที่สามารถแยกแยะพวกเขาได้ และพวกเขาจะพูดและกระทำการอย่างระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้ผู้คนเช่นนี้  เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีบุคลิกค่อนข้างอ่อนแอ ซึ่งมักจะคิดลบและไม่เข้าใจความจริง และคนบางคนที่โง่เขลาและมีความเข้าใจความจริงต่ำ พวกเขามักจะทำทุกวิถีทางเพื่อแสดงตน โดยแสดงอยู่ตลอดเวลาราวกับการแสดงละครสัตว์ และฉวยทุกโอกาสเพื่อแสดงตน  ตัวอย่างเช่น เมื่ออยู่ในการชุมนุม คนส่วนใหญ่เห็นชอบในตัวพวกเขา คนส่วนน้อยรู้สึกรังเกียจพวกเขา และผู้คนจำนวนมากยิ่งกว่านั้นไม่มีวิจารณญาณแยกแยะพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มแสดงตนและมองหาโอกาสที่จะสามัคคีธรรม  พวกเขาสามัคคีธรรมถึงประสบการณ์ของตนเอง ถึง “ประวัติอันรุ่งโรจน์” ในอดีตของตน ถึงคุณงามความดีที่พวกเขาได้สัมฤทธิ์ในพระนิเวศของพระเจ้า และแม้กระทั่งเบื้องบนชื่นชมพวกเขาและตัดแต่งพวกเขาด้วยตนเองอย่างไร—พวกเขาไม่สามารถปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไปได้แม้แต่ครั้งเดียว  ไม่ว่าจะอยู่กับใครหรืออยู่ในโอกาสใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ทำเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือ พวกเขาแสดงตน นั่นคือ พวกเขาเรียกร้องความสนใจ  นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขารังเกียจความจริง เลว และไร้ยางอาย  พวกเขาแสดงตนถึงขั้นไหน?  บางทีพวกเจ้าอาจเคยเห็นด้วยตนเองมาบ้างแล้ว  บางคนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากำลังแสดงตน อวดตน เอาชนะใจผู้คน และฉวยโอกาสเพื่อให้ผู้อื่นยกย่องนับถือพวกเขา  บางคนดูหมิ่นพวกเขา บางคนเพิกเฉยต่อพวกเขา และถึงกับเยาะเย้ยพวกเขา แต่พวกเขาไม่สนใจ  พวกเขาสนใจในสิ่งใด?  สิ่งที่พวกเขาสนใจคือการแสดงตนที่ทิ้งความประทับใจอย่างลึกซึ้งไว้ให้ผู้คน ทำให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขากล้าพูดสิ่งต่างๆ พวกเขามีความกล้าหาญ มีลีลาในการเป็นผู้นำ มีความสามารถในการเป็นผู้นำ มีความกล้าที่จะไม่ประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าทุกคน และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความสามารถในการจัดการสิ่งต่างๆ โดยไม่ตื่นตระหนก  พวกเขารู้สึกพอใจเมื่อทำให้ผู้คนเข้าใจและมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อแสดงตนทันทีที่มีโอกาสให้ทำเช่นนั้น และพวกเขาแสดงตนโดยปราศจากการยับยั้ง ปราศจากความตะขิดตะขวงใจ และปราศจากความละอายใดๆ  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ  หากเราสามัคคีธรรมถึงหัวข้อหลักในการชุมนุมอยู่เสมอ บางคนก็เริ่มง่วงนอนขณะที่ฟังเราพูด  หรือไม่ก็เมื่อเราสามัคคีธรรมถึงหัวข้อหลัก จิตใจของผู้คนยังคงจดจ่ออยู่กับเรื่องอื่นและไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะใส่ใจในสิ่งที่เรากำลังพูด  ในสถานการณ์เช่นนี้ เราก็คุยเล่นเล็กน้อย เล่าเรื่องราวหรือเรื่องตลกสักเรื่อง  สิ่งเหล่านี้และเรื่องราวเหล่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและสภาวะบางอย่างที่ผู้คนเผยให้เห็นในชีวิตของตน  เราใช้เรื่องราวหรือเล่าเรื่องตลกเพื่อปลุกผู้คนให้ตื่นตัวขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจได้ดีขึ้นเล็กน้อย  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่า “พระองค์เล่าเรื่องตลกในคำเทศนาของพระองค์ในการชุมนุม  ข้าพระองค์ก็ทำได้เช่นกัน ข้าพระองค์ก็เก่งพอๆ กับพระองค์  ข้าพระองค์ก็จะแค่เล่าเรื่องตลกฝืดๆ สักเรื่องแบบส่งๆ และทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา ทุกคนก็จะเพลิดเพลินกับเรื่องตลกนั่น—ช่างยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้!  ข้าพระองค์ก็แค่จะเล่าเรื่องราวแบบสบายๆ จากนั้นก็ไม่มีใครอยากจะเข้าร่วมชุมนุมอีกต่อไป พวกเขาจะแค่อยากฟังเรื่องที่ข้าพระองค์เล่าเท่านั้น”  พวกเขาแข่งขันกับเราในเรื่องนี้  การที่พวกเขาแข่งขันกับเราในเรื่องนี้มีประโยชน์หรือไม่?  เหตุใดเราจึงเล่าเรื่อง?  เหตุใดเราจึงพูดคุยสัพเพเหระ?  ผู้คนสามารถเข้าใจบางสิ่งได้จากการพูดคุยและเรื่องเล่าของเรา และเรื่องเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความจริงในแบบผ่อนคลาย—นี่คือจุดมุ่งหมายของเรา  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับฉวยโอกาสจากเรื่องนี้และพยายามหาประโยชน์จากเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า “ในการชุมนุม ในช่วงเวลาที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งเช่นนั้น พระองค์ก็แค่พูดคุยสัพเพเหระ อย่างนั้นข้าพระองค์ก็จะทำเช่นกัน”  การพูดคุยสัพเพเหระเหมือนกันเสมอไปหรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ พวกขยะเหล่านี้ ไม่เข้าใจความจริงด้วยซ้ำ แล้วการพูดคุยสัพเพเหระของพวกเขาจะให้อะไรได้?  เรื่องเล่าหรือเรื่องตลกของพวกเขาจะให้อะไรได้?  สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ที่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ กลับปฏิบัติต่อเรื่องจริงจังอย่างการสามัคคีธรรมความจริงและการเล่าเรื่องราวอย่างผิวเผินและส่งเดชเกินไป  คนประเภทใดที่ทำเช่นนี้?  ศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงชอบทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้

สายตาของพี่น้องชายหญิงและสายตาของคนส่วนใหญ่แทบจะมองไม่เห็นข้อบกพร่องในการกระทำที่เสแสร้งของศัตรูของพระคริสต์  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?  เป็นเพราะศัตรูของพระคริสต์ปกปิดและซ่อนเร้นข้อบกพร่องของตนและจะไม่ยอมให้เจ้าเห็น พวกเขาเก็บซ่อนด้านที่เลวร้าย ด้านที่เสื่อมทราม และด้านที่ไม่ดีของตนไว้ลับหลังผู้คน  “ลับหลังผู้คน” คือที่ไหน?  คือสถานที่ที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ นั่นคือ ในบ้านของพวกเขา ในสังคม ในที่ทำงานของพวกเขา ต่อหน้าญาติพี่น้องและมิตรสหายของพวกเขา พื้นที่เหล่านี้คือบริเวณที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าไปสัมผัสได้  คำพูดและพฤติกรรมของพวกเขาที่เจ้าสามารถมองเห็นและสัมผัสได้นั้นล้วนเป็นด้านที่เป็นการเสแสร้งของพวกเขา เป็นด้านที่ผ่านการปรุงแต่งมาแล้วทั้งสิ้น  ด้านที่เจ้ามองไม่เห็นคือแก่นแท้ที่แท้จริงของพวกเขา คือโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา  แล้วโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร?  เมื่ออยู่กับครอบครัวที่ไม่มีความเชื่อของพวกเขา พวกเขาก็กล่าวคำพูดที่ไม่ดีสารพัดชนิด—คำพร่ำบ่น คำพูดที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง และคำพูดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่น คำพูดที่ตัดสินและกล่าวโทษพี่น้องชายหญิง คำพร่ำบ่นว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ชอบธรรม—พวกเขาพูดเรื่องทั้งหมดนี้โดยไม่ละเว้นสิ่งใดเลย และไม่ยับยั้งตนเองแม้แต่น้อย  เมื่ออยู่กับญาติพี่น้องและมิตรสหายของพวกเขา พวกเขาก็พูดคุยเรื่องทางโลกและซุบซิบนินทาเรื่องครอบครัวของคนอื่น พวกเขาเข้าร่วมในกิจกรรมทางโลกทั้งหมดของผู้ไม่มีความเชื่อ และถึงกับเข้าร่วมในงานแต่งงานและงานศพอย่างกระตือรือร้น  พวกเขาซุบซิบนินทากับผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาตัดสินและสาปแช่งผู้อื่น แพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับผู้คน และใส่ร้ายป้ายสีผู้คนเหล่านั้นลับหลัง—พวกเขาพูดเรื่องทั้งหมดนี้  เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้ไม่มีความเชื่อ ขณะติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น พวกเขาหลอกลวงผู้คน สร้างสมัครพรรคพวก โจมตีผู้คน และในที่ทำงาน พวกเขาสามารถใส่ร้ายผู้อื่น เอาเรื่องของผู้อื่นไปฟ้อง และเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อไต่เต้าให้ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น—พวกเขาสามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้เช่นกัน  เมื่ออยู่กับครอบครัวของตนหรือผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่อดทน ผ่อนปรน หรือถ่อมใจ แต่พวกเขากลับเผยธาตุแท้ของตนออกมาอย่างหมดเปลือก  ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาคือหมาป่าในคราบแกะ และเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้ไม่มีความเชื่อ ผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็เผยโฉมหน้าหมาป่าของตนให้ทุกคนเห็น พวกเขาต่อสู้กับผู้ไม่มีความเชื่อเพื่อผลประโยชน์ของตน เพื่อคำพูดคำหนึ่ง เพื่อคำกล่าวคำหนึ่ง และจะโต้เถียงอย่างไม่รู้จักจบสิ้นเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยที่สุดกับผู้ไม่มีความเชื่อจนหน้าดำหน้าแดง  หากพวกเขาไม่ได้รับประโยชน์หรือถูกตัดแต่งในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็จะกลับบ้านไปเอะอะโวยวาย ก่อเรื่อง และกระทำการในลักษณะที่ทำให้ครอบครัวของพวกเขาหวาดกลัวพวกเขา  ท่ามกลางผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่มีความเหมาะสมแบบคริสตชน และไม่ได้เป็นพยานอย่างที่คริสตชนควรเป็น—พวกเขาคือหมาป่าโดยแท้ ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ  ในพระนิเวศของพระเจ้าและต่อหน้าพี่น้องชายหญิง พวกเขาให้สัญญา กล่าวสาบาน แสดงความตั้งใจแน่วแน่ของตน และพวกเขาดูเหมือนเต็มใจสละตนเพื่อพระเจ้า และดูเหมือนมีความเชื่อในพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขามาอยู่ท่ามกลางผู้ไม่มีความเชื่อ สิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าและการเชื่อของพวกเขาก็เหมือนกับผู้ไม่มีความเชื่อ  บางคนถึงกับติดตามคนดังเหมือนที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำและเลียนแบบเครื่องแต่งกายที่คนดังสวมใส่ทุกวัน โดยเปิดเผยร่างกายท่อนบน ปล่อยผมเผ้ายุ่งเหยิง และแต่งหน้าจัด—พวกเขาไม่เหมือนทั้งมนุษย์และผี  พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าทันสมัยและก้าวทันยุคสมัยอยู่ทุกวัน รู้สึกว่าชีวิตช่างเต็มไปด้วยรสชาติ และลึกลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจ พวกเขาไม่รู้สึกรังเกียจวิถีชีวิตของผู้ไม่มีความเชื่อเลยแม้แต่น้อย  ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งต่างๆ มากมายและทุ่มเทความพยายามอย่างมากเพื่อให้แน่ใจว่าตนมีที่ยืนในคริสตจักร มีเกียรติและสถานะในหัวใจของผู้คน  ความพยายามนี้ทำไปเพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนและเพื่อให้ผู้อื่นยกย่องนับถือและบูชาพวกเขาทั้งสิ้น  พฤติกรรม แนวทาง และการเผยภายนอกเหล่านี้ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบที่ชัดเจนกับวิธีที่พวกเขาดำเนินชีวิตลับหลังผู้คน และการกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาลับหลังผู้คนนั้นไม่ใช่สิ่งที่คริสตชนควรทำโดยสิ้นเชิง  ด้วยการเปรียบเทียบที่ชัดเจนเช่นนี้ พวกเราสามารถกำหนดได้ว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำและเผยให้เห็นเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงล้วนเป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริงและไม่ใช่การเผยตามธรรมชาติ  ศัตรูของพระคริสต์เสแสร้งเพียงเพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตน มิฉะนั้นพวกเขาจะไม่มีวันยอมลดตัวลงมาทำสิ่งเหล่านี้  เมื่อตัดสินจากสิ่งที่พวกเขาทำและการเผยอุปนิสัยของพวกเขาลับหลังผู้คน ตลอดจนการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขาเอง พวกเขาไม่รักความจริง ไม่รักสิ่งที่เป็นบวก ไม่รักความเหมาะสมและความซื่อตรง และยิ่งไม่รักการสู้ทนความทุกข์และการจ่ายราคาหรือการเดินตามเส้นทางของคริสเตียน  ดังนั้น พฤติกรรมอันดีงามเหล่านี้ที่พวกเขาแสดงให้เห็นจึงไม่ได้เกิดจากหัวใจของพวกเขา ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ ไม่ได้ทำอย่างจริงใจ แต่ขัดต่อความปรารถนาของพวกเขาเอง ทำไปเพื่อให้ผู้อื่นเห็น และทำไปเพื่อเอาใจและซื้อใจผู้คน  บางคนกล่าวว่า “พวกเขาได้ประโยชน์อะไรจากการซื้อใจผู้คน?”  นี่คือจุดที่ศัตรูของพระคริสต์แตกต่างจากคนธรรมดา ผลประโยชน์นี้มีความสำคัญต่อพวกเขาอย่างยิ่ง  ถ้าเช่นนั้น ผลประโยชน์ที่ว่านี้คืออะไร?  คือเมื่อพวกเขายืนอยู่ท่ามกลางผู้คน ไม่มีใครที่ไม่รู้จักพวกเขา ไม่มีใครที่ไม่ยกนิ้วให้พวกเขา ไม่มีใครที่ไม่ยกย่องพวกเขา ไม่มีใครที่ไม่บูชาพวกเขา  ผู้คนเสาะหาศัตรูของพระคริสต์เมื่อพวกเขามีปัญหาแทนที่จะแสวงหาและอธิษฐานต่อพระเจ้า  และเมื่อทุกคนบูชาศัตรูของพระคริสต์และวนเวียนอยู่รอบตัวศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์คนนั้นรู้สึกอย่างไร?  เขารู้สึกว่าตนเป็นเช่นพระเจ้าหรือเป็นคนที่ไม่ธรรมดา และรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่บนหมู่เมฆ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ล้นพ้น ซึ่งแตกต่างจากวิถีชีวิตของคนธรรมดา  เมื่อเขาอยู่ท่ามกลางผู้คน ทุกคนต่างพากันยกย่องและชื่นชมเขา และเชิดชูเขาราวกับดวงดาวที่รายล้อมดวงจันทร์—นี่ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร และในหัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน ความชูใจ และความสุขเหลือเกิน!  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการอย่างแท้จริง  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีใครในกลุ่มผู้คนให้ความสนใจศัตรูของพระคริสต์เลย หากมีคนรู้จักชื่อของเขาน้อยมาก หากไม่มีใครรู้จุดแข็งของเขา หากเขาถูกมองว่าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ เป็นคนที่ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ ไม่มีจุดแข็งใดๆ ไม่มีสิ่งใดพิเศษเกี่ยวกับเขา ไม่มีสิ่งใดให้ผู้อื่นยกย่องหรือเคารพ หรือไม่มีสิ่งใดให้ใครพูดถึงด้วยความชื่นชม เช่นนั้นแล้ว นี่ก็จะทำให้ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกไม่ดีอยู่ในหัวใจของตน เขาไม่รู้สึกเหมือนเป็นเทพเจ้าหรือเหมือนกำลังล่องลอยอยู่บนหมู่เมฆ  สำหรับเขาแล้ว การใช้ชีวิตเช่นนี้ช่างน่าเบื่อ ไม่สบายใจ น่าอึดอัด และไม่เติมเต็มเกินไป และไม่คุ้มค่า  เขาคิดว่าหากเขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ปฏิบัติหน้าที่บางอย่างและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน เช่นนั้นแล้วชีวิตเช่นนี้จะมีความน่ายินดีอะไร?  การเชื่อในพระเจ้าจะมีความน่ายินดีน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร?  สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นมาตรฐานที่ต่ำเกินไป และจำเป็นต้องได้รับการยกระดับ  แต่จะยกระดับได้อย่างไร?  เขาต้องเพิ่มความนิยมของตนเพื่อให้ผู้คนเคารพยกย่องเขาและเลื่อมใสพวกเขาอย่างสูง และพวกเขาสามารถใช้ชีวิตที่รุ่งโรจน์ได้  นั่นคือเหตุผลที่เมื่อเขาอธิษฐาน เขาจึงไม่อธิษฐานอยู่ที่บ้านตามลำพัง แต่ต้องไปอธิษฐานที่คริสตจักรแทน อธิษฐานเมื่อชุมนุมกับพี่น้องชายหญิง อธิษฐานเสียงดัง อธิษฐานอย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ อย่างมีเหตุมีผล อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และอย่างรอบคอบ อธิษฐานเพื่อให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้ยิน เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้ยินคารมอันคมคายและความคิดที่ชัดเจนของเขา และรู้ว่าเขามีการไล่ตามเสาะหาของตนเอง  ในยามที่เขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า เขาไม่อ่านตามลำพังที่บ้านเช่นกัน  เขาเตรียมตัวที่บ้านก่อน แล้วจากนั้นเขาก็อ่านให้ผู้อื่นฟังเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเขาอ่านนั้นสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะทำอะไร เขาก็มักจะทำการบ้านลับหลังผู้คนเสมอ และเมื่อเขาเตรียมตัวพร้อมแล้ว เมื่อคนอื่นคิดว่าเขาน่าเคารพและเห็นชอบในตัวเขาแล้วเท่านั้น เขาจึงมาอยู่ต่อหน้าผู้อื่น  ถึงกับมีบางคนที่ซักซ้อมและเตรียมตัวอยู่ที่บ้านต่อหน้ากระจกก่อนที่จะนำมาแสดงต่อหน้าผู้อื่น  เมื่อพวกเขานำมาแสดงต่อหน้าคนอื่น การแสดงนั้นก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะดั้งเดิมที่สุดอีกต่อไป แต่ได้ผ่านการปรุงแต่งมาแล้วหลายครั้ง ปรุงแต่งผ่านความคิด ทัศนะ อุปนิสัยอันเสื่อมทราม กลอุบายอันเจ้าเล่ห์ และวิธีการที่ไม่ชอบมาพากลของศัตรูของพระคริสต์  เพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนในการมีสถานะและความนิยมในคริสตจักรและท่ามกลางผู้คน ศัตรูของพระคริสต์จะไม่สะทกสะท้านกับการจ่ายราคาใดๆ เพื่อทำสิ่งเหล่านี้  ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเรียกว่าอะไร?  สิ่งเหล่านี้คือการเผยที่แท้จริงหรือ?  สิ่งเหล่านี้คือการปฏิบัติที่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยควรปฏิบัติหรือไม่?  (ไม่)  สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเสแสร้ง ศัตรูของพระคริสต์เสแสร้งมากเสียจนทำให้คนเรารู้สึกสะอิดสะเอียน!

บางคนจะไม่สามัคคีธรรมในการชุมนุมหากพวกเขาไม่ได้เตรียมฉบับร่างเอาไว้ก่อน  พวกเขาต้องเตรียมฉบับร่างลับหลังผู้คนเสียก่อน แก้ไขหลายครั้ง ปรุงแต่ง ขัดเกลา และเมื่อพร้อมแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามัคคีธรรมต่อหน้าพี่น้องชายหญิง  มีคนกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเราที่นี่ล้วนเป็นพี่น้องชายหญิง เพียงแค่พูดอย่างซื่อสัตย์และตามความเป็นจริงในการชุมนุม  เพียงแค่พูดอะไรก็ตามที่นึกขึ้นมาได้  นั่นคือวิธีที่ดีที่สุด”  พวกเขาตอบว่า “ฉันทำไม่ได้  ถ้าฉันทำเช่นนั้น พี่น้องชายหญิงก็จะดูถูกฉัน”  เจ้าเห็นไหม พวกเขาพูดสิ่งที่เป็นจริงออกมาโดยไม่รู้ตัว  พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ในทุกแง่มุม เพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตน  บางคนที่เป็นผู้มีความสามารถพิเศษที่โดดเด่น เป็นศาสตราจารย์ นักศึกษามหาวิทยาลัย นักศึกษาปริญญาเอก หรือนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในสังคม ใช้พฤติกรรมที่เป็นการเสแสร้งและพฤติกรรมที่ผ่านการปรุงแต่งบางอย่างเพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เพื่อพิสูจน์ตนเองและปกป้องสถานะและความมีหน้ามีตาของตน  นั่นคือ พวกเขาสวมหน้ากากเพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และผู้คนไม่มีวันรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไขว่คว้าอะไร พวกเขามีจุดอ่อนอะไรหรือไม่ พวกเขาทำอะไรลับหลังผู้คนกันแน่ และเมื่อเป็นเรื่องของชีวิตส่วนตัว รวมถึงวิธีที่พวกเขาประพฤติปฏิบัติตนและดำรงชีวิตทางโลก ก็มีร่องรอยของความสงสัย และมีเครื่องหมายคำถามเสมอ  ผู้คนเหล่านี้เสแสร้งอย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้ไม่ใช่หรือ?  ดังนั้น พวกเจ้าควรปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านี้อย่างไร?  เป็นเพราะพวกเขาไม่จริงใจกับเจ้า เจ้าจึงควรไม่จริงใจกับพวกเขาด้วยหรือ?  ตัวอย่างเช่น พวกเขาพูดเพียงคำทักทายที่สุภาพเมื่อพวกเขาพบเจ้า เจ้าก็เอาแต่สุภาพกับพวกเขาอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน—การทำเช่นนี้เป็นที่ยอมรับได้หรือ?  (ไม่ได้)  ถ้าเช่นนั้น วิธีที่เหมาะสมในการคบหากับพวกเขาคืออะไร?  (เมื่อคนเราพบว่าพวกเขากำลังแสดงการสำแดงเหล่านี้ คนคนนั้นก็ควรเปิดโปงพวกเขาก่อน สามัคคีธรรมกับพวกเขาว่าแก่นแท้ธรรมชาติของอุปนิสัยประเภทนี้คืออะไรและถูกเจตนาใดครอบงำ  หากพวกเขาไม่ยอมรับสิ่งที่คนคนนั้นพูด คนคนนั้นก็ไม่ควรสามัคคีธรรมกับพวกเขาอีก)  เจ้าต้องเปิดโปงพวกเขา และหากพวกเขาไม่ยอมรับสิ่งที่เจ้าพูด ก็จงหลีกเลี่ยงพวกเขา  มีใครในหมู่พวกเจ้าที่ยังคงสามารถถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและบูชาพวกเขาอีกหรือไม่?  ด้วยวุฒิภาวะที่พวกเจ้ามีในตอนนี้ โดยพื้นฐานแล้ว พวกเจ้าสามารถมองทะลุพวกฟาริสีที่ชัดแจ้งเหล่านี้ได้บ้าง แต่หากพวกเจ้าพบเจอใครสักคนที่มีความสามารถมากกว่า สามารถเสแสร้ง ที่ซ่อนเร้นตนเองได้อย่างลึกซึ้ง พวกเจ้าจะสามารถมองทะลุเขาได้หรือไม่?  หากเขาพูดและทำแต่สิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ หากเขาดูเหมือนไม่มีข้อบกพร่องและไม่เคยทำผิดพลาด หากบางครั้งเจ้ากลายเป็นคนคิดลบและอ่อนแอในบางเรื่องแต่เขาไม่เคยเป็นเช่นนั้น และหากเป็นเช่นนั้น เขาก็สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองและหลุดพ้นจากสภาวะนั้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เจ้ากลับทำไม่ได้ เช่นนั้นเมื่อเจ้าพบเจอผู้คนเช่นนี้ เจ้าก็จะเห็นชอบและบูชาพวกเขา เจ้าจะเรียนรู้จากพวกเขาและติดตามพวกเขา หากเจ้าไม่สามารถแยกแยะผู้คนเช่นนี้ได้ เช่นนั้นก็ยากที่จะบอกว่าเจ้าจะถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดหรือไม่

พวกเราสามัคคีธรรมถึงหัวข้อการเสแสร้งนี้ไปแล้วกี่แง่มุม?  แง่มุมหนึ่งคือ พวกเขาใช้การสู้ทนกับความทุกข์เป็นการเสแสร้ง  ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่ต้องการสู้ทนกับความทุกข์จริงๆ และพวกเขารู้สึกคัดค้านต่อการสู้ทนกับความทุกข์อย่างยิ่ง แต่พวกเขาก็สู้ทนความทุกข์ ละทิ้งสิ่งต่างๆ และจ่ายราคาอย่างฝืนใจยิ่งเพื่อที่จะสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตน  หลังจากที่ได้ทนทุกข์แล้ว พวกเขาก็ยังไม่ยอมจำนนและรู้สึกว่าการทนทุกข์นี้ไม่คุ้มค่าเพราะผู้คนมากมายไม่รับรู้ถึงเรื่องนี้  ดังนั้นพวกเขาจึงป่าวประกาศเรื่องนี้ไปทั่ว โดยบอกเล่าต่อผู้คนจำนวนมากมายที่ไม่รู้เรื่องนี้  ในท้ายที่สุด บางคนก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและเกิดความประทับใจในตัวพวกเขาอย่างลึกซึ้ง ยกย่องนับถือพวกเขาและบูชาพวกเขา และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตน  นอกจากนี้ยังมีบางคนที่โฆษณาว่าตนเป็นคนดี เป็นคนที่ประพฤติตัวดีและรู้จักหน้าที่ โดยต้องการคบหากับผู้คนด้วยการใช้ภาพลักษณ์ อัตลักษณ์ และบุคลิกประเภทนี้ เพื่อให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเขาเป็นคนดีและเข้ามาใกล้ชิดพวกเขา  พวกเขาถือการเป็นคนดีเช่นนี้เป็นจุดมุ่งหมายของตนเพื่อให้ได้รับความชื่นชมจากผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขาและพวกเขาสามารถเพิ่มความนิยมของตน  เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  (เป็นเช่นนั้น)  ด้วยการใช้วิธีการบางอย่างที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ เมื่อครู่นี้พวกเราได้เปิดโปงและชำแหละจุดมุ่งหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมที่เป็นการเสแสร้งของพวกเขาและแก่นแท้ของการเสแสร้งของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาทำและพูด และการสำแดงใดที่พวกเขาแสดงออกมาซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขากำลังเสแสร้ง  พวกเราจะจบการสามัคคีธรรมถึงแง่มุมนี้ไว้เพียงเท่านี้

ข. แอบอ้าง

บัดนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงแง่มุมที่สอง  ศัตรูของพระคริสต์มักจะใช้ความหน้าซื่อใจคดเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ พวกเขาพูดบางสิ่งที่ผู้คนชอบฟังและตรงตามมโนคติอันหลงผิดของผู้คน และพวกเขาทำบางสิ่งเพียงผิวเผินซึ่งทำให้ผู้คนเห็นชอบและชื่นชมพวกเขา จึงเป็นการเพิ่มความนิยมในตัวพวกเขา—นี่คืออีกวิธีหนึ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิด  การแอบอ้างและการเสแสร้งมีความแตกต่างกันหรือไม่?  ในแง่ของพฤติกรรมภายนอก โดยปกติแล้ว การเสแสร้งและการแอบอ้างเป็นสภาวะเดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องกัน  พวกเราจะสามัคคีธรรมสองเรื่องนี้แยกกันเพื่อให้ฟังดูชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับผู้คน และเพื่อให้ผู้คนสามารถรู้จักเรื่องเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น  คำว่า “แอบอ้าง” หมายถึงการปลอมและการสวมรอย[ก]  ความหมายหลักของคำคำนี้ไม่ใช่การปลอม แต่เป็นการสวมรอย  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงแอบอ้าง?  แน่นอนว่าพวกเขามีเป้าหมายบางอย่าง นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์แอบอ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะและเกียรติ หาไม่แล้ว พวกเขาก็จะไม่มีวันแอบอ้าง พวกเขาจะไม่มีวันทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้น  ผู้ที่มีสายตาในการแยกแยะย่อมสามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน  หากผู้คนแอบอ้างอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาย่อมจะได้รับความรังเกียจ ความเกลียดชัง และการประณามจากผู้อื่นเป็นธรรมดา—แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงยังคงทำอย่างที่พวกเขาทำ?  นี่คือธรรมชาติของพวกเขาอย่างแท้จริง พวกเขาไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดเพื่อให้ได้มาซึ่งความมีหน้ามีตาและสถานะ พวกเขาไร้ซึ่งสำนึกแห่งความละอายอยู่แล้ว  เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะในจิตใจของผู้คน สิ่งแรกที่ศัตรูของพระคริสต์ทำคือการทำให้ผู้คนไว้วางใจพวกเขา ยกย่องนับถือพวกเขา และบูชาพวกเขา  แล้วพวกเขาสัมฤทธิ์เป้าหมายนี้อย่างไร?  นอกจากการแสร้งทำพฤติกรรมและการสำแดงที่ดีงามบางอย่างซึ่งสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คนแล้ว พวกเขายังเลียนแบบบุคคลผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง โดยลอกเลียนแบบวิธีที่คนเหล่านั้นพูด เพื่อทำให้ผู้คนนับถือพวกเขาและเคารพยกย่องพวกเขา  ด้วยวิธีนี้ คนบางคนในคริสตจักรจึงเริ่มบูชา ประจบสอพลอ และสนับสนุนพวกเขาโดยไม่รู้ตัว คนเหล่านั้นมองศัตรูของพระคริสต์เหมือนเป็นบุคคลฝ่ายวิญญาณหรือคนที่มีชื่อเสียงบางคน ซึ่งหมายความว่าในคริสตจักรและในหัวใจของผู้คนส่วนหนึ่งนั้น ชื่นชมและเคารพเทิดทูนศัตรูของพระคริสต์ในฐานะบุคคลฝ่ายวิญญาณ  นี่เป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่ไร้วิจารณญาณแยกแยะโดยสิ้นเชิง และพวกเขาบูชาและเคารพเทิดทูนใครก็ตามที่ตนชื่นชอบและชื่นชมอยู่ในหัวใจ  ในคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์สวมรอยเป็นคนประเภทใดเป็นหลัก?  พวกเขาสวมรอยเป็นบุคคลฝ่ายวิญญาณ เพราะผู้คนส่วนใหญ่บูชาบุคคลฝ่ายวิญญาณ  ในศาสนายูดาห์ พวกฟาริสีคือบุคคลฝ่ายวิญญาณที่ผู้คนบูชา ผู้คนบูชาพวกฟาริสีเพราะความรู้ ความเคร่งศาสนาจอมปลอม และพฤติกรรมที่ดีของพวกเขา ดังนั้นในศาสนายูดาห์ พวกฟาริสีจึงได้รับความนิยมอย่างมาก พวกเขาได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก  ทุกวันนี้ มีบางคนในคริสตจักรที่ชอบบูชาบุคคลฝ่ายวิญญาณเช่นกัน  ประการแรก พวกเขาบูชาผู้คนในคริสตจักรที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี ผู้ที่มีสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์และคำพยานฝ่ายวิญญาณบางอย่าง ผู้ที่ได้รับพระคุณและพรจากพระเจ้า ผู้ที่ได้เห็นนิมิตอันยิ่งใหญ่ และผู้ที่มีประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาบางอย่างแล้ว  นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ชอบคุยโวและพูดจาไหลลื่นเวลาอยู่ท่ามกลางผู้คน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้อื่นบูชาและชื่นชมพวกเขา  ยังมีคนอื่นๆ ที่วิธีการ หนทาง และหลักการที่พวกเขาใช้กระทำการนั้นสอดคล้องกับกฎระเบียบของคริสตจักร ซึ่งพฤติกรรมภายนอกของพวกเขาก็ดูเคร่งศาสนา  ยังมีคนอื่นๆ ที่ดูเหมือนมีความเชื่อในพระเจ้าอย่างแรงกล้า  ผู้คนเหล่านี้ล้วนได้รับการเรียกขานว่าผู้คนฝ่ายวิญญาณ  แล้วศัตรูของพระคริสต์สวมรอยเป็นผู้คนฝ่ายวิญญาณอย่างไร?  สิ่งที่พวกเขาทำก็เรียบง่ายมาก กล่าวคือ พูดในสิ่งที่ผู้คนฝ่ายวิญญาณพูด และทำในสิ่งที่ผู้คนฝ่ายวิญญาณทำ เพื่อให้ผู้คนมองว่าพวกเขาเป็นคนฝ่ายวิญญาณ  แต่พวกเขาพูดและทำสิ่งเหล่านี้จากหัวใจหรือไม่?  ไม่ใช่ นี่คือการเลียนแบบ เป็นการทำตามกฎข้อบังคับ พวกเขาแค่ทำเพื่อให้ผู้อื่นเห็นเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็อธิษฐานทันที—แต่พวกเขาไม่ได้กำลังแสวงหาอย่างแท้จริงหรืออธิษฐานอย่างแท้จริง พวกเขาเพียงทำอย่างขอไปทีเท่านั้น เป็นการแสดงเพื่อให้ผู้คนกล่าวว่าพวกเขารักพระเจ้ามากเหลือเกินและมีความยำเกรงต่อพระเจ้าอย่างยิ่ง  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพวกเขาเจ็บไข้ได้ป่วยและต้องการการรักษา พวกเขากลับไม่ไปรับการรักษาหรือกินยาที่ควรกิน  ผู้คนกล่าวว่า “ถ้าคุณไม่กินยา อาการป่วยของคุณอาจจะแย่ลงได้  มีเวลาสำหรับกินยา และมีเวลาสำหรับอธิษฐาน  คุณเพียงต้องทำตามความเชื่อของคุณและไม่ละทิ้งหน้าที่ของคุณ”  พวกเขาตอบว่า “ไม่เป็นไร—พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ฉันไม่กลัว”  ภายนอกนั้น พวกเขาเสแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ไม่หวาดกลัว และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อ แต่ภายในนั้น พวกเขาหวาดกลัวอย่างยิ่ง และแอบวิ่งไปหาหมอทันทีที่รู้สึกไม่สบายตัว  และหากมีใครพบว่าพวกเขาไปหาหมอและกินยา พวกเขาก็พยายามหาเหตุผลหรือข้อแก้ตัวต่างๆ มาปกปิดเรื่องนี้  พวกเขามักจะกล่าวด้วยว่า “ความเจ็บป่วยคือบททดสอบจากพระเจ้า  เมื่อคุณใช้ชีวิตอยู่ในความเจ็บป่วย คุณก็เจ็บป่วย เมื่อคุณใช้ชีวิตอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า คุณก็ไม่มีความเจ็บป่วย  พวกเราต้องไม่ใช้ชีวิตอยู่ในความเจ็บป่วย—ถ้าพวกเราใช้ชีวิตอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า โรคนี้ก็จะหายไป”  เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน นี่คือสิ่งที่พวกเขามักจะสอนผู้คน พวกเขาใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือผู้คน แต่ลับหลังผู้คน พวกเขากลับใช้วิธีการของมนุษย์แก้ไขความเจ็บป่วยของตน  ต่อหน้าผู้อื่น พวกเขากล่าวว่าตนพึ่งพาพระเจ้า และทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พวกเขากล่าวว่าตนไม่กลัวความเจ็บป่วยหรือความตาย แต่ในใจของพวกเขา พวกเขาหวาดกลัวยิ่งกว่าใครๆ พวกเขาหวาดกลัวการล้มป่วยและการไปโรงพยาบาล และหวาดกลัวความตายมากยิ่งกว่าด้วยซ้ำ  พวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริงเลย  ต่อหน้าผู้อื่น พวกเขาอธิษฐานและกล่าวว่า “ฉันยินดีนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  ทุกสิ่งมาจากพระเจ้า และผู้คนไม่ควรพร่ำบ่น”  ในขณะเดียวกัน พวกเขากำลังคิดในใจว่า “ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันอย่างจงรักภักดีถึงเพียงนี้ เกิดความเจ็บป่วยขึ้นกับฉันได้อย่างไร?  แล้วทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นเล่า?  พระเจ้ากำลังใช้เรื่องนี้เพื่อเผยฉัน เพื่อห้ามฉันไม่ให้ทำหน้าที่นี้หรือเปล่า?  พระเจ้ารังเกียจฉันหรือ?  และหากพระองค์รังเกียจฉัน ฉันจะเป็นผู้รับใช้หรือไม่?  พระเจ้ากำลังใช้ฉันเพื่อทำงานรับใช้หรือ?  ฉันจะมีจุดจบในอนาคตหรือไม่?”  พวกเขาไม่กล้าบ่นออกมาดังๆ แต่ในใจของพวกเขากลับเกิดความสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นแล้ว พวกเขาคิดในใจว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นถูกต้องเสมอไป  อย่างไรก็ตาม ภายนอกนั้น พวกเขาเสแสร้งราวกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติ พวกเขาแสดงให้เห็นว่าแม้ในยามที่พวกเขาล้มป่วย ความเจ็บป่วยก็ไม่อาจฉุดรั้งพวกเขาไว้ได้ และพวกเขายังคงสามารถทำหน้าที่ของตนได้ นบนอบและจงรักภักดีได้ พวกเขายังคงสามารถสละตนเพื่อพระเจ้าได้  นี่ไม่ใช่การเสแสร้งและการแอบอ้างหรอกหรือ?  ความเชื่อและการนบนอบของพวกเขาเป็นเรื่องจอมปลอม ความจงรักภักดีของพวกเขาก็เป็นเรื่องจอมปลอม  ในที่นี้ไม่มีการนบนอบที่แท้จริง ไม่มีความเชื่อที่แท้จริง และยิ่งไม่มีการพึ่งพาและการยอมสยบที่แท้จริง  พวกเขาไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาไม่ตรวจสอบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง และพวกเขาไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลายของตนเอง  สิ่งที่พวกเขาคิดถึงในหัวใจมีเพียงผลประโยชน์ทางเนื้อหนัง จุดจบ และบั้นปลายของตน หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยการพร่ำบ่น ความเข้าใจผิด และความเคลือบแคลงเกี่ยวกับพระเจ้า—แต่กระนั้น ภายนอกพวกเขากลับแสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลฝ่ายวิญญาณ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า “พระเจ้ามีเจตนารมณ์ที่ดี ฉันต้องไม่บ่น”  ปากของพวกเขาไม่พร่ำบ่น แต่หัวใจของพวกเขากำลังปั่นป่วน ทั้งคำพร่ำบ่น ความเข้าใจผิด และความสงสัยที่พวกเขามีต่อพระเจ้ายังคงพลุ่งพล่านอยู่ในหัวใจของพวกเขา  เมื่อดูจากภายนอก พวกเขามักจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าและไม่รีรอที่จะทำหน้าที่ของตน แต่ในใจของพวกเขานั้น พวกเขาได้ละทิ้งหน้าที่ของตนไปแล้ว  นี่คือความหมายของการแอบอ้างมิใช่หรือ?  นี่คือการแอบอ้าง

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ศัตรูของพระคริสต์ก็จะแอบอ้างอยู่เสมอ พวกเขาไม่คำนึงถึงกาลเทศะ  ตัวอย่างเช่น เมื่อเข้าร่วมการชุมนุม พี่น้องชายหญิงบางคนทักทายกัน  ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร?  พวกเขากล่าวว่า “เลิกคุยเล่นกันได้แล้ว พวกเรากำลังชุมนุมกันอยู่!  พวกคุณคิดว่าพวกคุณอยู่ที่ไหนถึงได้มาพูดคุยถึงเรื่องพวกนี้?  พวกคุณไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย  จริงจังหน่อยสิ!”  บางคนหยุดพักขณะทำหน้าที่ของตน และเมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นเช่นนี้ เขาก็กล่าวว่า “ทำอย่างสุกเอาเผากินอีกแล้วใช่ไหม?  ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรอ่านพระวจนะของพระเจ้าทันทีและมาอยู่ต่อหน้าพระองค์เพื่ออธิษฐาน”  เมื่อพี่น้องชายหญิงแลกเปลี่ยนทัศนะเพื่อเรียนรู้ทักษะทางวิชาชีพจากกันและกัน เขาก็จะกล่าวว่า “พวกคุณควรสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าและอธิษฐานเสียก่อน แล้วค่อยแลกเปลี่ยนทัศนะและแนวคิดกันทีหลัง”  หากใครบางคนไม่ได้อธิษฐานก่อนการชุมนุมจะเริ่มขึ้น ศัตรูของพระคริสต์ก็จะตำหนิคนคนนั้น ระบุว่าคนคนนั้นเป็นคนประเภทใดประเภทหนึ่ง และกล่าวบางสิ่งเกี่ยวกับคนคนนั้น  ในทุกแง่มุม เขาทำให้ผู้อื่นเห็นว่าเขามีความเป็นฝ่ายวิญญาณมาก เอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง เขาจริงจังต่อความจริงมากและพยายามอย่างหนักที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง เขามีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนมาก เขาสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำทุกวัน เขามีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เป็นปกติ เขาเข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำ เมื่อเข้าร่วมการชุมนุม เขาจะอธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และสามัคคีธรรมในลักษณะที่กำหนดไว้ และเขาไม่เคยคุยเล่นหรือพูดคุยเรื่องในบ้านเลย  หากมีใครกล่าวกับเขาว่า “ผมของคุณยาวขึ้นแล้ว  คุณควรไปตัดผมเสีย  ตอนนี้อากาศร้อน ถ้าตัดผมคุณก็จะรู้สึกเย็นขึ้น” เขาตอบว่า “ผมของฉันยาวขึ้นนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร  งานเป็นสิ่งสำคัญ  หากฉันปล่อยให้ผมยาวต่อไปอีกสักสองสามวัน ความร้อนก็จะไม่ก่อปัญหาให้ฉันหรอก”  ใครบางคนกล่าวว่า “เสื้อผ้าของคุณขาดรุ่งริ่งแล้ว  ถ้ายังขืนใส่ต่อไป ผู้คนจะหัวเราะเยาะคุณ”  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ไม่เป็นไร  ผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างพวกเรากังวลเรื่องถูกหัวเราะเยาะด้วยหรือ?  พวกเราล้วนทนทุกข์มามากมาย และพวกเราได้สู้ทนต่อการข่มเหงของพญานาคใหญ่สีแดงมาตลอดเวลาที่ผ่านมา  พวกเราได้เดินบนเส้นทางของการถูกผู้คนทางโลกปฏิเสธ  แล้วจะเป็นอะไรไปถ้าผู้คนจะหัวเราะเยาะฉันเพราะเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง?  ตราบใดที่พระเจ้ายอมรับฉัน นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”  การกล่าวเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่?  (เขากำลังเสแสร้งเป็นฝ่ายวิญญาณ)  หลังจากจบคำเทศนา บางคนเห็นว่าเราถามคำถามและให้ทุกคนสามัคคีธรรมถึงคำถามเหล่านั้น แต่ผู้คนไม่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นในการสามัคคีธรรมได้ ดังนั้นพวกเขาจึงได้ข้อสรุปว่า “ฉันได้พบความสว่างใหม่บางอย่างที่นี่  พระเจ้าไม่เคยกินสิ่งใดโดยเปล่าประโยชน์ แต่พวกเรากลับกินแม้แต่กะหล่ำปลีอย่างสูญเปล่า”  เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวนี้มาก่อนหรือไม่?  (ไม่เคย)  พวกเขากล่าวว่าพระเจ้าไม่เคยเสวยสิ่งใดอย่างเปล่าประโยชน์ หมายความว่าพระเจ้าทรงเทศนาคำเทศนาแก่ผู้คน ดังนั้นพระองค์จึงทรงได้รับอาหารของพระองค์  พวกเราไม่สามารถสามัคคีธรรมเรื่องใดได้เลย ดังนั้นแม้แต่กินกะหล่ำปลี พวกเราก็กินอย่างสูญเปล่า  บางคนที่ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะกลับถือเอาคำพูดนี้เป็นความจริงและนำไปบอกเล่าทุกหนแห่ง  พวกเขาไม่เชื่อว่าการสามัคคีธรรมเรื่องการรู้จักตนเอง การแสวงหาที่จะนบนอบและรักพระเจ้า และหัวข้อทั่วไปอื่นๆ ที่ผู้คนมักจะพูดคุยกันนั้นสามารถถือว่าเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ สูงส่ง หรือเป็นความสว่างใหม่  สำหรับพวกเขาแล้ว มีเพียงสิ่งที่คนคนนั้นได้กล่าวไว้เท่านั้นที่เป็นความสว่างใหม่และสูงส่ง!  สิ่งที่คนคนนั้นกล่าวฟังดูถูกต้อง แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว กลับรู้สึกน่ารังเกียจและเป็นคำกล่าวที่ไร้สาระ  นี่คือสิ่งที่ผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณประดิษฐ์ขึ้นมา แต่กลับยังต้องการเสแสร้งเป็นฝ่ายวิญญาณ เสแสร้งว่ามีความรู้เกี่ยวกับความจริง และเสแสร้งว่าเข้าใจความจริง—นี่คือเรื่องไร้สาระไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาเชี่ยวชาญในการเรียนรู้ที่จะกล่าวคำพูดและคำสอนที่โอ้อวดและว่างเปล่า และพวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติความจริงและการเข้าสู่ความเป็นจริง  นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเชี่ยวชาญในการเรียนรู้ที่จะพูดคำสอนฝ่ายวิญญาณ และพวกเขาไม่เคยชำแหละตนเองเพื่อดูว่าตนมีความเป็นจริงความจริงหรือไม่—ผู้คนเหล่านี้เป็นคนหน้าซื่อใจคดไม่ใช่หรือ?  พระเจ้าทรงเกลียดชังผู้คนเช่นนี้มากที่สุด

เมื่อผู้ที่เรียกขานกันว่าผู้คนฝ่ายวิญญาณเหล่านี้มารวมตัวกัน พวกเขาก็พูดคุยเรื่องปรัชญา สนทนาเรื่องความล้ำลึก พูดคุยเกี่ยวกับการรู้จักตนเองและการรู้จักพระเจ้า  สิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันนั้นสูงส่งอย่างยิ่ง และฟังดูไม่เหมือนการพูดคุยเรื่องทางโลกแม้แต่น้อย  พวกเขาพูดไปพูดมาจนออกนอกประเด็นและพูดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง  “การพูดถึงเรื่องที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง” หมายความว่าอย่างไร?  พวกเขาพูดไปพูดมาจนกระทั่งเริ่มพูดเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง พวกเขาแข่งขันกันเพื่อดูว่าใครอ่านพระวจนะของพระเจ้ามามากกว่ากัน และใครจดจำและเทศนาพระวจนะของพระเจ้าในหนึ่งบทได้มากกว่า ใครสามารถเทศนาในลักษณะที่สูงส่งและลึกซึ้งกว่าผู้อื่น และใครสามารถเทศนาด้วยวิธีที่นำความสว่างมาให้มากกว่าผู้อื่น  พวกเขาแข่งขันกันด้วยเรื่องเหล่านี้ และนี่เรียกว่า “การแข่งขันกันในฝ่ายวิญญาณ”  บางครั้งผู้คนกำลังพูดคุยกัน โดยกล่าวว่าช่วงนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง หรือพูดถึงเรื่องภายนอกบางเรื่อง  แล้ว “คนฝ่ายวิญญาณ” คนหนึ่งก็เดินเข้ามา และเมื่อเขาได้ยินทุกคนกำลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เขาก็หยิบหนังสือพระวจนะของพระเจ้าของตนและไปหามุมหนึ่งเพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า  คนเช่นนี้ดูไม่ค่อยเข้ากับผู้คนและแปลกประหลาดไม่ใช่หรือ?  ในยามที่เราสามัคคีธรรมถึงหัวข้อหลักกับบางคน พวกเราจะหยุดพักระหว่างกลางและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องภายนอก—นั่นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?  ระหว่างการพูดคุยนี้ บางคนกลับเงียบกริบ  การทำเช่นนี้ของพวกเขาหมายถึง “ฉันจะฟังเมื่อคุณสามัคคีธรรมความจริง แต่ถ้าคุณเริ่มพูดคุยกัน ฉันก็จะเลิกฟัง  ถ้าคุณพูดคุยกันต่อไปเป็นเวลานาน ฉันก็จะไป”  พวกเขาไปที่ไหน?  พวกเขาไปหาสถานที่สักแห่งเพื่ออธิษฐาน และพวกเขากล่าวอย่างมั่นใจว่า “โอ พระเจ้า โปรดนำหัวใจของข้าพระองค์กลับคืนมา  ขอให้ข้าพระองค์สงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระองค์ อย่าให้ข้าพระองค์ถูกดึงเข้าร่วมและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของโลกที่ไม่มีความเชื่อ และอย่าให้ข้าพระองค์ถูกพัดพาไปตามกระแสนิยมทางโลกเลย”  นั่นเป็นฝ่ายวิญญาณมากอย่างนั้นหรือ?  พวกเขาเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น  เมื่อเจ้าพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องในบ้านและสภาวะของเจ้าในช่วงที่ผ่านมา พวกเขาคิดว่านี่ไม่ใช่การสามัคคีธรรมความจริง ไม่มีการกล่าวถึงพระวจนะของพระเจ้าแม้แต่น้อย และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงจากไปและไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน  นั่นแปลกประหลาดอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?  นี่คือการแอบอ้างของผู้ที่แสวงหาการเป็นฝ่ายวิญญาณ—พวกเขาเก่งในการแอบอ้างยิ่งนัก!  เป้าหมายของพวกเขาในการแอบอ้างคือการทำให้ผู้อื่นเห็นว่าพวกเขาเป็นฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจริงจังในการไล่ตามเสาะหาของตน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอ มีความสว่างในคำพูดของพวกเขา พวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาไม่ถูกตีกรอบโดยโลกภายนอกหรือโดยความรักใคร่ในครอบครัว พวกเขาไม่มีความต้องการทางเนื้อหนังเช่นนั้น พวกเขาแตกต่างจากผู้คนปกติ พวกเขาได้ทิ้งโลกภายนอกและความสนใจที่หยาบคายเช่นนั้นไปแล้ว  เมื่อคนบางคนพูดคุยกับผู้ไม่มีความเชื่อไม่กี่คำ พวกเขาก็กล่าวว่า “นั่นไม่ถูกต้อง  ผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านี้เป็นคนไม่ดี  ทันทีที่คุณพูดคุยกับพวกเขาและเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวของพวกเขา คุณจะรู้สึกว่าถูกก่อกวนอยู่ภายในและต้องรีบไปอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าเพื่อสารภาพและอธิษฐาน  คุณต้องรีบอ่านพระวจนะของพระเจ้า ให้พระวจนะของพระองค์เข้าครอบครองคุณและเติมเต็มคุณ”  ดังนั้น เมื่อพวกเขาเห็นผู้ไม่มีความเชื่อ ผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็หลีกเลี่ยงคนเหล่านั้นและจะไม่พูดคุยกับคนเหล่านั้น  พวกเขาจะไม่แม้แต่มีปฏิสัมพันธ์ตามปกติ และผู้คนก็คิดว่าพวกเขาแปลกประหลาด  พื้นฐานของพวกเขาในการกระทำการเช่นนี้คือ “ผู้ไม่มีความเชื่อล้วนเป็นหมู่มารและพวกเราต้องไม่พูดคุยกับพวกเขา  พระเจ้าเกลียดชังหมู่มาร ดังนั้นถ้าพวกเราคบหากับหมู่มารและเข้าใกล้พวกมัน พระเจ้าก็จะรังเกียจการกระทำนั้นเช่นกัน  พวกเราควรรังเกียจสิ่งที่พระเจ้ารังเกียจ และพวกเราควรปฏิเสธสิ่งที่พระเจ้าปฏิเสธ”  หากพวกเขาเห็นพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงคนหนึ่งกำลังพูดคุย กำลังเปิดอกพูดคุยกัน หรือกำลังพูดคุยถึงเรื่องในบ้านกับสมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนที่ไม่มีความเชื่อ พวกเขาก็จะตัดสินพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงคนนั้น โดยคิดว่า “เขาเป็นผู้เชื่อที่มีประสบการณ์ซึ่งเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี  เขาไม่พยายามหลีกเลี่ยงผู้ไม่มีความเชื่อ แต่กลับไปสนิทสนมกับคนเหล่านั้นถึงเพียงนี้  นี่คือการทรยศพระเจ้า และเมื่อเขาเผชิญปัญหา เขาจะกลายเป็นยูดาสอย่างแน่นอน”  พวกเขาตีตราผู้คนเช่นนั้น  บางคนมีพ่อแม่ที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า แต่พ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่คัดค้านที่ลูกของตนเชื่อในพระเจ้า  พวกเขาโทรหาพ่อแม่เป็นครั้งคราวเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือเมื่อพ่อแม่ป่วย พวกเขาก็กลับบ้านไปดูแล—นี่เป็นเรื่องปกติโดยสิ้นเชิงและพระเจ้าไม่ทรงกล่าวโทษเรื่องนี้  แล้วผู้คนฝ่ายวิญญาณเหล่านี้—ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้—ทำสิ่งใด?  นี่ใช่วิธีที่พวกเขามองสิ่งต่างๆ หรือไม่?  พวกเขาทำเป็นเรื่องใหญ่โต โดยกล่าวว่า “ปกติคุณพูดได้ดีมาก และคุณทำให้ผู้อื่นปล่อยมือจากความรักใคร่ของตนและไม่ถูกความรักใคร่เหล่านั้นตีกรอบ  แต่ฉันเห็นว่าความรักใคร่ของคุณรุนแรงกว่าเสียด้วยซ้ำ  พ่อแม่ของคุณไม่เชื่อในพระเจ้า ดังนั้นคุณต้องปฏิเสธพวกเขา”  อีกฝ่ายตอบว่า “พ่อแม่ของฉันไม่เชื่อในพระเจ้าแต่พวกท่านก็ไม่ได้ขัดขวางฉันเช่นกัน  พวกท่านสนับสนุนฉันมาก”  ศัตรูของพระคริสต์ตอบว่า “ต่อให้พวกเขาสนับสนุนคุณ นั่นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และพวกเขาก็ยังคงเป็นหมู่มาร  คุณยังทำอาหารให้พวกเขากินได้อย่างไร?”  อีกฝ่ายกล่าวว่า “นี่คือความรักใคร่ที่เป็นปกติของมนุษย์ไม่ใช่หรือ?  การทำอาหารให้พ่อแม่ไม่กี่มื้อและแสดงความกตัญญูต่อพวกท่านเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?  พระเจ้าไม่ทรงกล่าวโทษในเรื่องนี้ แล้วคุณจะมากล่าวโทษในเรื่องนี้ทำไม?”  ศัตรูของพระคริสต์ตอบว่า “พระเจ้าไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้!  ในเมื่อพระเจ้าไม่ใส่ใจเรื่องนี้ พวกเราก็ควรมีจุดยืนและตั้งมั่นในคำพยานของตน  คุณเชื่อในพระเจ้ามาตั้งหลายปี แต่กลับไม่มีวิจารณญาณแยกแยะหรือวุฒิภาวะเลย และคุณยังสามารถปฏิบัติต่อหมู่มารได้ดีถึงเพียงนี้—ความรักใคร่ของคุณแรงกล้าเกินไปแล้ว!”  เขากล่าวโทษแม้กระทั่งเรื่องนี้!  ไม่ว่าผู้อื่นจะทำสิ่งใด เขาก็จะกล่าวโทษและตีตราคนเหล่านั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขามีวุฒิภาวะ เขาเอาจริงเอาจังในการไล่ตามเสาะหาของตน เขามีความเชื่อ แต่ท้ายที่สุด เมื่อสมาชิกในครอบครัวของตนเองเสียชีวิต เขากลับร้องไห้อยู่หลายวันจนลุกจากเตียงไม่ได้ และถึงกับต้องการละทิ้งความเชื่อของตน  มีคนกล่าวกับเขาว่า “คุณเป็นคนฝ่ายวิญญาณไม่ใช่หรือ?”  เขาตอบว่า “ผู้คนฝ่ายวิญญาณจะอ่อนแอไม่ได้หรือ?  ฉันจะอ่อนแอสักนิดไม่ได้หรือ?”  นี่ไม่ใช่การใช้เหตุผลแบบบิดเบือนหรอกหรือ?  ผู้คนฝ่ายวิญญาณจอมปลอมสามารถเสแสร้งได้ และการเสแสร้งนี้เรียกว่าการแอบอ้าง  พวกเขาเสแสร้งว่าไม่มีความอ่อนแอ ว่านบนอบ ว่ามีความเชื่อในพระเจ้าและจงรักภักดีต่อพระเจ้า ว่าสามารถรักษาคำสาบานของตนได้ ว่าสามารถสู้ทนความทุกข์และสละตนได้ โดยไม่ประพฤติตนในลักษณะใดๆ ที่ผู้คนอาจคิดว่าไม่เหมาะสมหรือไม่สมบูรณ์แบบ  เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมภายนอกของพวกเขา ผู้คนต่างเห็นชอบกับพวกเขาและไม่สามารถจับผิดได้เลย โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะสอดคล้องกับความประพฤติอันเหมาะสมของคริสตชน และพวกเขาดูไม่เหมือนว่าจะกลายเป็นคนคิดลบหรืออ่อนแอเลยด้วยซ้ำ  เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนรู้สึกอ่อนแอและคิดลบ พวกเขามักจะตำหนิคนคนนั้นอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า “คุณกลายเป็นคนอ่อนแอเพราะเรื่องเล็กน้อยถึงเพียงนี้—นั่นทำให้พระเจ้าปวดใจอย่างยิ่งไม่ใช่หรือ?  คุณรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เป็นเวลาใด?  พระเจ้าได้เอ่ยพระวจนะมากมายแก่พวกเรา แล้วคุณยังกลายเป็นคนอ่อนแอได้อย่างไร?  คุณเข้าใจหัวใจของพระเจ้าได้น้อยถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?  ไม่ว่าคุณจะเผชิญปัญหาใด คุณก็ต้องไปอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าเพื่ออธิษฐานเสมอ เรียนรู้ที่จะรักพระเจ้าและจงรักภักดีต่อพระองค์ และคุณต้องนบนอบและไม่กลายเป็นคนอ่อนแอ  ถ้าคุณคำนึงถึงเนื้อหนังของคุณอยู่เสมอ คุณก็กำลังกบฏต่อพระเจ้าไม่ใช่หรือ?”  สิ่งที่พวกเขากล่าวในกรณีนี้ฟังดูเหมือนไม่มีปัญหาใดๆ แต่ทั้งหมดนั้นกลับว่างเปล่าและไม่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้คนได้  พวกเขากล่าวว่า “คุณรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เป็นเวลาใดแล้ว?”—นั่นเกี่ยวอะไรกับการที่ผู้คนรู้สึกอ่อนแอหรือ?  เกี่ยวอะไรกับการกบฏหรือ?  ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและใช้ชีวิตอยู่ภายในเนื้อหนังของตน และผู้คนสามารถกลายเป็นคนอ่อนแอและกบฏได้ตลอดเวลา

ศัตรูของพระคริสต์ต้องการสวมบทบาทของผู้คนฝ่ายวิญญาณ บทบาทของผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พี่น้องชายหญิง และบทบาทของผู้คนที่เข้าใจความจริงและสามารถช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอและยังไม่เป็นผู้ใหญ่  จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการสวมบทบาทนี้คืออะไร?  ประการแรก พวกเขาเชื่อว่าตนได้ก้าวข้ามเนื้อหนังและโลกฆราวาสไปแล้ว ตนได้ทิ้งความอ่อนแอของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเป็นอิสระจากความต้องการทางเนื้อหนังของความเป็นมนุษย์ที่ปกติแล้ว  พวกเขาเชื่อว่าตนคือคนในพระนิเวศของพระเจ้าที่สามารถรับงานสำคัญ สามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเป็นผู้ที่หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขายกย่องตนเองที่ทำได้ตามข้อกำหนดของพระเจ้าและทำให้พระเจ้าพอพระทัยแล้ว สามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และสามารถได้รับบั้นปลายอันดีงามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้  ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะรู้สึกพอใจในตนเองเป็นอย่างยิ่งและคิดว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น  พวกเขาใช้พระวจนะที่ตนสามารถจดจำและเข้าใจได้ด้วยความคิดของตนมาสั่งสอนผู้อื่น และกล่าวโทษรวมทั้งกำหนดผู้อื่น  พวกเขายังมักจะใช้แนวทางและคำกล่าวบางอย่างที่ตนจินตนาการขึ้นในมโนคติอันหลงผิดของตนมาตีกรอบและสั่งผู้อื่น ทำให้คนอื่นรักษาข้อบังคับและเชื่อฟังพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถปกป้องสถานะของตนในคริสตจักร  พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่ตนสามารถเทศนาชุดคำสอนฝ่ายวิญญาณ ตะโกนคำขวัญตามกระแสนิยม นำทาง เต็มใจก้าวออกมาและรับผิดชอบงาน และรักษาระเบียบปกติของคริสตจักรได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะเป็นผู้คนฝ่ายวิญญาณ และสถานะของพวกเขาก็จะมั่นคง  ดังนั้น พวกเขาจึงแอบอ้างว่าตนเป็นผู้คนฝ่ายวิญญาณและยกย่องตนเองที่เป็นเช่นนั้น ในขณะเดียวกันพวกเขาก็แอบอ้างว่าตนทำได้ทุกสิ่ง มีความสามารถรอบด้าน และเป็นผู้คนที่เพียบพร้อม  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามพวกเขาว่าพิมพ์ดีดเป็นหรือไม่ พวกเขาก็กล่าวว่า “เป็นสิ การพิมพ์ดีดไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉัน”  เจ้าถามพวกเขาว่า “คุณซ่อมเครื่องจักรเป็นหรือไม่?”  พวกเขากล่าวว่า “หลักการของเครื่องจักรทุกชนิดเหมือนกันหมด  เป็นสิ ฉันซ่อมได้”  เจ้าถามว่า “คุณซ่อมรถแทรกเตอร์เป็นหรือไม่?”  พวกเขากล่าวว่า “การซ่อมเครื่องจักรพื้นๆ แบบนั้นนับว่าเป็นการซ่อมเครื่องจักรเป็นหรือเปล่า?”  เจ้าถามพวกเขาว่า “คุณทำอาหารเป็นหรือไม่?”  พวกเขากล่าวว่า “ฉันกินอาหาร ดังนั้นฉันก็ต้องทำอาหารเป็น!”  เจ้าถามว่า “คุณขับเครื่องบินเป็นหรือไม่?”  พวกเขากล่าวว่า “ฉันไม่เคยเรียน แต่ถ้าฉันเรียนฉันก็ทำได้  ฉันเป็นนักบินได้ ไม่มีปัญหา”  พวกเขาคิดว่าตนทำได้ทุกสิ่ง ตนเก่งทุกเรื่อง  คอมพิวเตอร์ของใครบางคนเสียและขอให้พวกเขาซ่อม  พวกเขากล่าวว่าตนสามารถซ่อมได้อย่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่มีความรู้และไม่รู้ว่าจะซ่อมอย่างไร และในท้ายที่สุดหลังจากพยายามซ่อมครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขากลับลงเอยด้วยการลบข้อมูลทั้งหมดในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น  คนที่เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ถามพวกเขาว่า “ตกลงคุณซ่อมเป็นหรือเปล่า?”  และพวกเขาก็ตอบว่า “ฉันเคยซ่อมคอมพิวเตอร์มาก่อน แต่ตอนนี้อยู่ดีๆ ฉันก็ลืมวิธีซ่อมไปแล้ว  คุณไปขอให้คนอื่นซ่อมจะดีกว่า”  พวกเขาเก่งในการเสแสร้งเหลือเกิน ใช่หรือไม่?  ผู้คนเช่นนี้มีอุปนิสัยของหัวหน้าทูตสวรรค์ กล่าวคือ พวกเขาไม่สามารถกล่าวได้เลยว่า “ฉันไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร” หรือ “ฉันทำไม่ได้” หรือ “ฉันไม่เก่งเรื่องนี้” หรือ “ฉันไม่เคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อน” หรือ “ฉันไม่รู้”—พวกเขาไม่มีวันกล่าวสิ่งเหล่านี้ได้เลย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด หากเจ้าถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนั้น ต่อให้พวกเขาไม่รู้ว่าทำอย่างไรและไม่เคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อน พวกเขาก็ยังต้องหาเหตุผลและข้ออ้างเพื่อให้เจ้าหลงเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพวกเขาเก่งไปเสียทุกเรื่อง รู้ว่าต้องทำทุกสิ่งอย่างไร สามารถทำได้ทุกสิ่ง และทุกสิ่งล้วนทำได้  พวกเขาต้องการเป็นคนประเภทใด?  (ยอดมนุษย์ ผู้คนที่มีความสามารถรอบด้าน)  พวกเขาต้องการเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้าน เพื่อแอบอ้างว่าตนเป็นทูตสวรรค์แห่งความสว่าง—พวกเขาเป็นประเภทนี้ไม่ใช่หรือ?  เพราะศัตรูของพระคริสต์ต้องการเสแสร้งอยู่เสมอว่าตนเก่งไปเสียทุกเรื่อง เมื่อเจ้าขอให้พวกเขาให้ความร่วมมือกับผู้อื่น เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ หารือ สามัคคีธรรม และสื่อสารกับผู้อื่นในประเด็นต่างๆ พวกเขากลับทำไม่ได้  พวกเขากล่าวว่า “ฉันไม่ต้องการให้ใครมาร่วมมือกับฉัน  ฉันไม่ต้องการผู้ช่วย  ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครในการทำสิ่งใด  ฉันทำเองได้ ฉันรู้ว่าจะทำทุกสิ่งอย่างไร ฉันมีความสามารถรอบด้าน และไม่มีสิ่งใดที่ฉันทำไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดที่ฉันสัมฤทธิ์ไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ฉันทำไม่สำเร็จ  ฉันเป็นใคร?  พวกคุณไม่รู้วิธีทำสิ่งใดเลย และต่อให้พวกคุณรู้วิธีทำบางสิ่งบางอย่าง พวกคุณก็ไม่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น  ถึงแม้ฉันจะเรียนรู้ที่จะทำเพียงสิ่งเดียว แต่ฉันก็รู้วิธีทำทุกสิ่งทุกอย่าง  ถ้าฉันเชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่ง ฉันก็จะเชี่ยวชาญในทุกเรื่อง  ฉันรู้ว่าต้องเขียนบทความอย่างไรและสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้  ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้เลย แต่ถ้าฉันศึกษา การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศห้าภาษาก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉัน”  มีคนถามพวกเขาว่าสามารถแสดงภาพยนตร์ ร้องเพลง และเต้นรำได้หรือไม่ และพวกเขาก็กล่าวว่าตนสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด  พวกเขาเก่งในการคุยโว ใช่หรือไม่?  พวกเขาเสแสร้งว่าตนสามารถทำได้ทุกสิ่งและรู้วิธีทำทุกอย่าง—พวกเขามีธรรมชาติของหัวหน้าทูตสวรรค์จริงๆ!  มีคนถามพวกเขาว่า ตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาเคยกลายเป็นคนอ่อนแอบ้างหรือไม่ และพวกเขาตอบว่า “มีอะไรให้ต้องกลายเป็นคนอ่อนแอ?  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้อย่างชัดเจนยิ่งนัก  พวกเราต้องไม่กลายเป็นคนอ่อนแอ  ถ้าพวกเราอ่อนแอ พวกเราก็กำลังทำให้พระเจ้าผิดหวัง  พวกเราควรทุ่มเทความพยายามร้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์เพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า!”  อีกฝ่ายถามว่า “หลังจากจากบ้านมาเมื่อหลายปีก่อน คุณเคยคิดถึงบ้านบ้างหรือไม่?  เวลาคิดถึงบ้าน คุณร้องไห้หรือเปล่า?”  พวกเขาตอบว่า “มีอะไรให้ร้องไห้หรือ?  พระเจ้าอยู่ในหัวใจของฉัน  เวลาคิดถึงพระเจ้า ฉันก็ไม่คิดถึงบ้านอีกต่อไป  สมาชิกครอบครัวที่ไม่มีความเชื่อของฉันล้วนเป็นหมู่มารและเหล่าซาตาน  ฉันอธิษฐานขอให้พวกเขาถูกสาปแช่ง”  อีกฝ่ายถามพวกเขาว่า “ตลอดหลายปีแห่งความเชื่อของคุณ คุณเคยออกนอกลู่นอกทางบ้างหรือไม่?”  พวกเขาตอบว่า “พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้อย่างชัดเจนยิ่งนัก แล้วคนเราจะออกนอกลู่นอกทางได้อย่างไร?  ผู้ที่ออกนอกลู่นอกทางคือผู้คนที่ไร้สาระซึ่งไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  คนที่มีขีดความสามารถอย่างฉันจะออกนอกลู่นอกทางได้หรือ?  ฉันจะเดินบนเส้นทางที่ผิดได้หรือ?  ไม่มีทาง”  พวกเขาเชื่อว่าตนเก่งไปเสียทุกเรื่อง ตนดีกว่าใครๆ  พวกเขาคิดอย่างไรกับผู้คนที่กลายเป็นคนคิดลบและอ่อนแอ?  พวกเขากล่าวว่า “ผู้คนที่กลายเป็นคนคิดลบและอ่อนแอก็แค่ไม่มีอะไรดีกว่านี้ให้ทำ”  เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ?  ความคิดลบและความอ่อนแอบางอย่างเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่มีเหตุผลอยู่เบื้องหลังความคิดลบและความอ่อนแอบางอย่าง แล้วพวกเขาจะอธิบายปัญหานี้โดยกล่าวว่าผู้คนเหล่านี้ “ไม่มีอะไรดีกว่านี้ให้ทำ” ได้อย่างไร?  ศัตรูของพระคริสต์เสแสร้งเป็นฝ่ายวิญญาณด้วยวิธีนี้ พวกเขาเสแสร้งว่าสามารถทำได้ทุกสิ่ง พวกเขาเสแสร้งว่าไม่มีข้อบกพร่องหรือความอ่อนแอ และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเสแสร้งว่าไม่เป็นกบฏและไม่เคยมีการกระทำผิดใดๆ

ไม่ว่าในบริบทใด ไม่ว่าจะทำหน้าที่ใด ศัตรูของพระคริสต์จะพยายามสร้างภาพว่าเขาไม่ได้อ่อนแอ เขาเข้มแข็งอยู่เสมอ เปี่ยมด้วยความเชื่อ และไม่เคยคิดลบ เพื่อให้ผู้คนไม่มีวันมองเห็นวุฒิภาวะที่แท้จริงหรือท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อพระเจ้า  อันที่จริง ในหัวใจส่วนลึกของเขา เขาเชื่อจริงหรือว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้?  เขาเชื่อจริงหรือว่าเขาไม่อ่อนแอ ไม่คิดลบ หรือเผยความเสื่อมทรามออกมา?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  เขาเล่นละครเก่ง สันทัดในการซ่อนเร้นสิ่งต่างๆ  ชอบแสดงให้ผู้คนเห็นด้านที่เข้มแข็งและเลอเลิศของตน เขาไม่ต้องการให้ผู้คนเห็นด้านที่อ่อนแอและด้านที่แท้จริงของตน  จุดประสงค์ของเขาชัดเจนคือ เพื่อดำรงความถือดีและความภาคภูมิใจของตนเอาไว้ เพื่อปกป้องที่ทางที่เขามีอยู่ในหัวใจของผู้คนเท่านั้นเอง  เขาคิดว่าหากเขาเปิดใจต่อหน้าผู้อื่นถึงความเป็นลบและความอ่อนแอของตน รวมทั้งด้านที่เป็นกบฏและเสื่อมทรามของตน นี่ย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสถานะและความมีหน้ามีตาของเขา และเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย  ดังนั้น เขายอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมรับว่ามีช่วงเวลาที่เขาอ่อนแอ เป็นกบฏ และคิดลบ  ต่อให้ถึงวันที่ทุกคนเห็นด้านที่อ่อนแอและเป็นกบฏของเขา วันที่ทุกคนมองเห็นว่าเขาเสื่อมทราม และไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เขาก็จะเล่นละครอยู่ดี  เขาคิดว่าหากเขายอมรับว่ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ยอมรับว่าตนเองเป็นคนธรรมดา เป็นคนที่ไร้ความสำคัญ เช่นนั้นพวกเขาก็จะสูญเสียที่ทางที่ตนมีในหัวใจของผู้คน จะสูญเสียการบูชาและชื่นชูจากทุกคน และด้วยเหตุนี้จึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่เปิดใจต่อผู้คนอย่างไร้เล่ห์มารยา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ยอมสละอำนาจและสถานะของตนให้ผู้อื่น แต่เขาจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อแก่งแย่ง และจะไม่มีวันยอมแพ้  เมื่อใดก็ตามที่เผชิญกับปัญหา เขาจะชิงเป็นฝ่ายเสนอหน้า โอ้อวด และแสดงตน  ทันทีที่เกิดปัญหาและผลสืบเนื่อง เขาจะรีบหลบหนีและซ่อนเร้น หรือพยายามปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่น  หากเขาเผชิญกับปัญหาที่ตนเข้าใจ เขาก็รีบโอ้อวดสิ่งที่ตนสามารถทำได้ในทันที และฉวยโอกาสที่จะทำให้ผู้อื่นรู้จักตน เพื่อให้ผู้คนมองเห็นได้ว่าเขามีพรสวรรค์และทักษะพิเศษ และยกย่องนับถือและบูชาเขาได้  หากเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น และมีใครถามเขาถึงความเข้าใจที่เขามีต่อเหตุการณ์นั้น เขาก็สงวนท่าทีที่จะเผยทัศนะของตน กลับปล่อยให้คนอื่นพูดก่อน  การสงวนท่าทีของเขามีเหตุผล  อาจเป็นไปได้ว่าเขามีทัศนะ แต่เขากลัวว่าทัศนะของตนจะผิด กลัวว่าหากพูดออกไป ผู้อื่นจะโต้แย้ง ทำให้เขารู้สึกอับอาย และนั่นคือเหตุผลที่เขาไม่พูดออกมา  หรืออาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่มีทัศนะ และไม่สามารถมองเห็นเรื่องดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เขาจึงไม่กล้าพูดตามอำเภอใจ เพราะกลัวผู้คนจะหัวเราะเยาะความผิดพลาดของตน—ดังนั้นความเงียบจึงเป็นทางเลือกเดียวของเขา  กล่าวโดยสรุปก็คือ เขาไม่ยอมพูดเพื่อแสดงทัศนะของตนอย่างง่ายดายเพราะเขากลัวว่าจะเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วตนเป็นเช่นไร กลัวที่จะทำให้ผู้คนเห็นว่าตนขัดสนและน่าสมเพช ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ผู้อื่นมีต่อเขา  ดังนั้น หลังจากที่คนอื่นสามัคคีธรรมทัศนะ ความคิด และความรู้ของตนเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็ฉวยคำกล่าวอ้างบางประการที่ฟังดูสูงส่งกว่าและมีเหตุผลรองรับมากกว่า แล้วนำมาเสนอเหมือนเป็นทัศนะและความเข้าใจของตนเอง  เขาสรุปสิ่งเหล่านั้นและสามัคคีธรรมให้ทุกคนฟัง ด้วยเหตุนี้จึงได้รับสถานะอันสูงส่งในหัวใจของผู้อื่น  ศัตรูของพระคริสต์นั้นเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง เมื่อถึงเวลาที่จะแสดงมุมมอง พวกเขาไม่เคยเปิดใจและแสดงสภาวะที่แท้จริงของตนให้ผู้อื่นเห็น หรือยอมให้ผู้คนรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาคิดอะไร ขีดความสามารถของพวกเขาเป็นอย่างไร สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเป็นอย่างไร อำนาจในการเข้าใจของพวกเขาเป็นอย่างไร และพวกเขามีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับความจริงหรือไม่  และดังนั้น ในขณะที่คุยโวและเสแสร้งว่ามีความเชื่อเรื่องฝ่ายวิญญาณ และเป็นบุคคลที่เพียบพร้อม พวกเขาทำอย่างสุดความสามารถของพวกเขาที่จะปิดบังใบหน้าที่แท้จริงและวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขา  พวกเขาไม่เคยเผยจุดอ่อนของตนให้พี่น้องชายหญิงเห็น และไม่เคยพยายามที่จะทำความรู้จักข้อบกพร่องและข้อเสียของตนเลย แต่พวกเขากลับทำทุกทางเพื่อปกปิดสิ่งเหล่านี้  ผู้คนถามพวกเขาว่า “คุณเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีเหลือเกิน คุณเคยสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้าบ้างไหม?”  พวกเขาก็ตอบว่า “ไม่”  พวกเขาถูกถามว่า “คุณเคยเสียใจที่ละทิ้งทุกสิ่งมาสละเพื่อพระเจ้าบ้างไหม?”  พวกเขาก็ตอบว่า “ไม่”  “เวลาคุณไม่สบาย คุณรู้สึกเสียใจและคิดถึงบ้านบ้างหรือไม่?”  แล้วพวกเขาก็ตอบว่า “ไม่เคย”  ดังนั้นเจ้าจงดูเถิดว่าศัตรูของพระคริสต์สร้างภาพให้เห็นว่าตนมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว สามารถละทิ้งและทนทุกข์ได้ เป็นคนที่ไร้ที่ติโดยแท้และไม่มีข้อผิดพลาดหรือปัญหาใดๆ  หากใครบางคนชี้ให้เห็นความเสื่อมทรามและข้อบกพร่องของพวกเขา ทำตัวเสมอกับพวกเขาเหมือนพี่น้องชายหรือหญิงตามปกติ เปิดใจและสามัคคีธรรมกับพวกเขา พวกเขาจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้?  พวกเขาย่อมแก้ตัวและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองอย่างสุดความสามารถ เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาถูกต้อง และทำให้ผู้คนมองเห็นในที่สุดว่าพวกเขาไม่มีปัญหา และพวกเขาเป็นคนฝ่ายวิญญาณที่เพียบพร้อม  ทั้งหมดนี้คือการแอบอ้างมิใช่หรือ?  ใครก็ตามที่คิดว่าตนไร้ที่ติและบริสุทธิ์ ย่อมเป็นนักต้มตุ๋นทั้งสิ้น  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาล้วนเป็นนักต้มตุ๋น?  จงบอกเราเถิดว่าท่ามกลางมนุษยชาติที่เสื่อมทราม มีใครไร้ที่ติบ้าง?  มีใครบริสุทธิ์จริงๆ บ้าง?  (ไม่มี)  แน่นอนว่าไม่มี  มนุษย์จะสัมฤทธิ์ความไร้ที่ติได้อย่างไรในเมื่อเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งขนาดนี้ และไม่มีความจริงโดยกำเนิดอีกด้วย?  พระเจ้าเท่านั้นที่บริสุทธิ์ มนุษยชาติที่เสื่อมทรามล้วนมัวหมองทั้งสิ้น  ถ้าคนคนหนึ่งแอบอ้างว่าเป็นคนที่บริสุทธิ์ กล่าวว่าตนไร้ที่ติ คนคนนั้นจะเป็นอะไร?  พวกเขาย่อมจะเป็นมาร เป็นซาตาน เป็นหัวหน้าทูตสวรรค์ตนหนึ่ง—พวกเขาย่อมจะเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยแท้  มีแต่ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่จะอ้างตัวว่าเป็นคนบริสุทธิ์และไร้ที่ติ  ศัตรูของพระคริสต์รู้จักตนเองหรือไม่?  (ไม่)  และในเมื่อพวกเขาไม่รู้จักตนเอง พวกเขาจะสามัคคีธรรมถึงการรู้จักตนเองของตนหรือไม่?  (ไม่)  มีศัตรูของพระคริสต์ที่จะสามัคคีธรรมถึงการรู้จักตนเองของพวกเขาหรือไม่?  (มี)  ผู้คนประเภทใดที่ทำเช่นนี้?  (คนหน้าซื่อใจคด)  ถูกต้อง  ผู้คนเหล่านี้เสแสร้งทำเป็นรู้จักตนเอง และทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่พร้อมทั้งตีตราตนเองอย่างใหญ่โตต่างๆ นานา โดยกล่าวว่าตนเป็นเหล่าซาตานและพวกปีศาจ เสแสร้งว่าตนรู้จักตนเองอย่างลึกซึ้ง  พวกเขาเป็นผู้คนฝ่ายวิญญาณเทียมเท็จมิใช่หรือ?  พวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคดไม่ใช่หรือ?  ในยามที่พวกเขาสามัคคีธรรมเรื่องการรู้จักตนเองของตน พวกเขารู้จักตนเองจริงๆ หรือไม่?  (ไม่)  แล้วพวกเขาพูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับการรู้จักตนเองของตน  (เวลาที่ศัตรูของพระคริสต์พูดถึงการรู้จักตนเองของตน พวกเขาไม่พูดถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของตน พวกเขาเพียงกล่าวคำพูดที่ว่างเปล่าและคำพูดที่เป็นคำสอน ซึ่งไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแม้แต่น้อย พวกเขาดูเหมือนจะมีความรู้ที่ลึกซึ้งมาก แต่กลับไม่มีวี่แววของความสำนึกผิดเลย)  นี่คือการรู้จักตนเองที่แท้จริงหรือ?  ไม่มีความสำนึกผิดที่แท้จริง แล้วพวกเขาได้สัมฤทธิ์ผลของการเกลียดชังตนเองหรือไม่?  เมื่อไม่มีความสำนึกผิดและไม่มีการเกลียดชังตนเอง พวกเขาก็ไม่ได้รู้จักตนเองอย่างแท้จริง  การรู้จักตนเองที่ศัตรูของพระคริสต์พูดถึงนั้น มีเพียงเรื่องต่างๆ ที่ทุกคนรู้เกี่ยวกับพวกเขา และเรื่องที่ทุกคนมองเห็นเท่านั้น  พวกเขายังใช้เหตุผลที่บิดเบือนและการสร้างความชอบธรรมให้ตนเองเพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถพูดถึงการรู้จักตนเองของตนได้ เพื่อให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขามากยิ่งขึ้น  เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิดแต่ก็ยังคงทบทวนตนเองและพยายามที่จะรู้จักตนเอง สิ่งที่ผู้คนคิดก็คือ “ถ้าเขาทำสิ่งใดผิดจริงๆ เขาก็ยิ่งน่าจะรู้จักตนเองมากขึ้นอีก  เขาช่างเคร่งศาสนาเหลือเกิน!”  ผลลัพธ์ของการที่ศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนี้คืออะไร?  เขาชักพาผู้คนให้หลงผิด  เขาไม่ได้ชำแหละหรือเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองอย่างแท้จริงเพื่อให้คนอื่นสามารถเรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้ แต่เขากลับใช้การสามัคคีธรรมถึงการรู้จักตนเองของตนมาทำให้ผู้อื่นยกย่องนับถือเขามากยิ่งขึ้น  ธรรมชาติของการกระทำเช่นนี้คืออะไร?  (การเป็นพยานถึงตนเองเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด)  ถูกต้อง  เขากำลังชักพาผู้คนให้หลงผิด  การนี้จะนับว่าเป็นการรู้จักตนเองได้อย่างไร?  นี่คือการหลอกลวงโดยแท้  พวกเขากำลังใช้การพูดถึงการรู้จักตนเองของตนเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด เพื่อทำให้ผู้คนคิดว่าพวกเขาเป็นฝ่ายวิญญาณ และคิดว่าพวกเขารู้จักตนเอง เพื่อทำให้ผู้คนยกย่องนับถือและบูชาพวกเขา  นี่คือการปฏิบัติที่น่ารังเกียจและต่ำทราม—และนี่คือความเลวของศัตรูของพระคริสต์

มีบางคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในคริสตจักรซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สามารถรับงานที่ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูงได้ แต่พวกเขาก็ยังยืนกรานที่จะอยู่ในทีม  พวกเขาเชื่อว่าตนเคยเรียนรู้ทักษะทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้องมาก่อน พวกเขาเข้าใจความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ พวกเขารู้เรื่องงานดี และดังนั้นพวกเขาจึงยืนกรานที่จะรับงานนี้  พวกเขาไม่เข้าใจความจริง และยิ่งไปกว่านั้น บนพื้นฐานของการที่พวกเขาไม่เข้าใจความจริง พวกเขาไม่สามัคคีธรรมหรือทำงานร่วมกับผู้อื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแสวงหาหลักธรรมความจริง โดยยืนกรานว่าตนเข้าใจและรู้เรื่องนี้  ดังนั้น มีความแตกต่างระหว่างการรู้ทักษะทางวิชาชีพและการรู้เรื่องงานดี กับการเข้าใจหลักธรรมความจริงหรือไม่  การรู้ทักษะทางวิชาชีพและการรู้เรื่องงานดี หมายความว่าคนเราเข้าใจหลักธรรมความจริงหรือไม่  (ไม่)  ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณเหล่านี้เชื่อว่าการรู้ทักษะทางวิชาชีพหมายความว่าพวกเขาเข้าใจหลักธรรมความจริง และดังนั้นพวกเขาจึงสามารถลงมือทำงานได้อย่างกล้าหาญและมีอิสระ ไม่ฟังใคร และไม่ต้องทำงานตามกฎข้อบังคับของพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นเรื่องของตนและไม่มีใครอื่นสามารถก้าวก่ายหรือสอบถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้—งานจะเป็นไปตามที่พวกเขาทำ และสิ่งที่พวกเขาทำจะถูกยึดเป็นมาตรฐาน  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตนมิใช่หรือ  นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมิใช่หรือ  หากคนเรารู้เพียงทักษะทางวิชาชีพและไม่เข้าใจความจริง ผลสืบเนื่องใดจะตามมาจากการที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน  (พวกเขาจะก่อกวนงานของคริสตจักร)  ก่อกวนเท่านั้นหรือ  พวกเขาจะไม่โอหังและทะนงตนหรอกหรือ  พวกเขาจะไม่ทำสิ่งที่นำความอับอายมาสู่พระเจ้าหรอกหรือ  (ใช่)  ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ผลลัพธ์ที่เจ้าต้องสัมฤทธิ์คือการเป็นพยานให้พระเจ้า เจ้าไม่ได้เพียงแค่ทำวิชาชีพเท่านั้น แต่เจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ของการเป็นพยานให้พระเจ้าผ่านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และดังนั้นทักษะทางวิชาชีพนี้จึงเป็นเพียงสิ่งที่นำมารับใช้หน้าที่ที่เจ้ากำลังปฏิบัติอยู่เท่านั้น  ทักษะทางวิชาชีพไม่ได้เป็นตัวแทนของความจริง และการเชี่ยวชาญในทักษะทางวิชาชีพไม่ได้หมายความว่าเจ้าเข้าใจความจริง หรือหมายความว่าเจ้าสามารถทำงานให้เป็นไปตามหลักธรรมความจริงได้  บางคนคัดค้านเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า “ฉันมาที่พระนิเวศของพระเจ้า ฉันรู้ทักษะทางวิชาชีพนี้ ฉันรู้เรื่องงานดี ดังนั้นพระนิเวศของพระเจ้าควรมอบหมายงานสำคัญให้ฉันและยกย่องฉัน  ไม่ควรทำให้ฉันเสียหน้าหรือเข้ามาก้าวก่ายในสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในขอบข่ายทักษะทางวิชาชีพของฉัน  ฉันควรเป็นคนสอนผู้อื่น  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ควรจัดแจงให้คนที่ไม่รู้เรื่องงานดีมาทำงานร่วมกับฉัน  คนเหล่านี้ไม่คู่ควรที่จะทำงานร่วมกับฉัน”  นี่เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องหรือไม่  (ไม่)  คนอื่นไม่คู่ควรที่จะทำงานร่วมกับพวกเขา—นี่ไม่ใช่วิธีที่ศัตรูของพระคริสต์คิดหรอกหรือ  หากไม่มีใครในพระนิเวศของพระเจ้าที่คู่ควรจะทำงานร่วมกับเจ้า แล้วเจ้าคู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้หรือไม่  เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร  เจ้าได้รับการทำให้เพียบพร้อมแล้วหรือ  เจ้าไม่คู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้  เป็นเพียงเพราะพระเจ้าทรงยกชูเจ้า เจ้าจึงมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่นี้  เจ้าควรเข้าใจหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  ตอนนี้เจ้ากำลังเป็นพยานให้พระเจ้า ไม่ใช่กำลังทำวิชาชีพ  ทักษะทางวิชาชีพเล็กน้อยที่เจ้ารู้นั้นถูกนำมาใช้เพื่อทำงานให้และรับใช้หน้าที่นี้เท่านั้น  ดังนั้น ไม่ว่าหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติจะต้องการทักษะทางเทคนิคสูงเพียงใด เจ้าต้องมุ่งเน้นที่หลักธรรมความจริงในทุกส่วนของหน้าที่นั้นเสมอ เพื่อที่เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ของการเป็นพยานให้พระเจ้าได้  หากเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้ได้และหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัตินำความอับอายมาสู่พระเจ้า แล้วความสามารถทางเทคนิคของเจ้าจะมีประโยชน์อันใดเล่า  สิ่งเหล่านั้นจะมีคุณค่าใดหรือไม่  ไม่มีเลย  ดังนั้น จงอย่าถือเอาทักษะทางวิชาชีพและความสามารถทางเทคนิคเล็กน้อยนั้นเป็นความจริง—สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความจริงและไม่คู่ควรให้ทะนุถนอม  หากพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช้เจ้า หากพระเจ้าไม่ทรงยกชูเจ้า ทักษะทางวิชาชีพและความสามารถทางเทคนิคเล็กน้อยของเจ้าก็ย่อมไร้ความหมาย  เมื่อเปรียบเทียบกับความจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่มีค่าแม้แต่แดงเดียว

อาจกล่าวได้ว่าการแอบอ้างของศัตรูของพระคริสต์คือวิธีการที่พวกเขาใช้เพื่อให้มีที่ทางในหัวใจของผู้คน—พวกเขาใช้วิธีการแอบอ้างมาชักพาผู้คนให้หลงผิดและชักนำไปในทางที่ผิด  การที่ผู้คนเหล่านี้สามารถแอบอ้างได้นั้น ไม่เพียงแสดงให้เห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่ยอมรับหรือรับรู้ความจริงเท่านั้น แต่ยังมีการตีความที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งกว่าซึ่งสามารถนำมาใช้กับผู้คนเหล่านี้ได้ กล่าวคือ พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  “พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ” หมายความว่าอย่างไร  หมายความว่าพวกเขาไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าหรือความจริง  และเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้เลยว่าพระเจ้าทรงรักผู้คนประเภทใด และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงจินตนาการถึงบุคคลฝ่ายวิญญาณประเภทนี้ขึ้นมา จากนั้นก็แอบอ้างและเสแสร้ง  พวกเขาทำตัวเหมือนผู้คนประเภทนี้ โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้พระเจ้าและคนอื่นๆ ชื่นชอบพวกเขาได้  แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เนื่องจากผู้คนเช่นนี้คือบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงรังเกียจและกล่าวโทษอย่างแท้จริง  ดังนั้น จงอย่าเป็นคนเช่นนี้  หากเจ้าต้องการเป็นคนเช่นนี้ด้วย หากเจ้าแอบอ้างและเสแสร้งในหนทางนี้อยู่บ่อยครั้ง และเจ้าชักพาผู้คนให้หลงผิดในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์  เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะกล่าวว่า “ฉันมีความอ่อนแอ ฉันมีความเป็นลบ ฉันมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  ฉันเป็นคนธรรมดา ฉันไม่ได้พิเศษอะไร  มีหลายสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจและไม่รู้วิธีทำ  ฉันมักจะอ่อนแอและถูกซาตานชักพาให้หลงผิดจนตกลงไปในการทดลองของซาตาน  ในแง่ของการเรียนรู้ทักษะทางเทคนิค อย่างมากฉันก็เชี่ยวชาญได้แค่หนึ่งหรือสองอย่าง และฉันสามารถเรียนรู้วิธีทำสิ่งเหล่านั้นได้แบบทั่วๆ ไป  ฉันรู้วิธีทำทักษะทางวิชาชีพเล็กน้อยนี้ และฉันมีทักษะพิเศษเล็กน้อยนี้  ฉันเป็นคนธรรมดา ฉันไม่ได้มีขีดความสามารถสูง และความเข้าใจของฉันก็งั้นๆ  ในแง่ของความจริง ฉันเข้าใจเพียงเท่าที่พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมให้ฟังเท่านั้น  ฉันไม่สามารถเข้าใจสิ่งใดที่พระเจ้าไม่ทรงทำให้เป็นที่ประจักษ์หรืออธิบายอย่างชัดเจน และขีดความสามารถของฉันก็งั้นๆ  พี่น้องชายหญิงเลือกฉันให้เป็นผู้นำคริสตจักรหรือผู้นำทีม และนี่คือการที่พระเจ้าทรงยกชูฉัน และไม่ใช่เพราะฉันดีกว่าคนอื่น  ฉันไม่มีอะไรให้โอ้อวด”  พวกเจ้าสามารถกล่าวเช่นนี้ได้หรือไม่  พวกเจ้าเคยกล่าวเช่นนี้บ้างหรือไม่  พวกเจ้าคิดเช่นนี้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่  หากเจ้ามักจะรู้สึกในหัวใจของเจ้าเสมอว่าเจ้ายิ่งใหญ่ ยอดเยี่ยม เหนือกว่าคนอื่น เป็นหนึ่งในล้าน ว่าเจ้าพิเศษในทุกกลุ่มที่เจ้าอยู่ ว่าเจ้าเป็นที่หนึ่ง ว่าหากเจ้าใช้เวลาหนึ่งหรือสองเดือนในกลุ่มผู้คน ทักษะพิเศษ พรสวรรค์ ขีดความสามารถ และความเข้าใจของเจ้าจะเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนและถูกมองว่าดีกว่าคนธรรมดาทั่วไป—หากเจ้ามักจะประเมินและวางตำแหน่งตนเองในหัวใจของเจ้าเช่นนี้เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งและมีปัญหามาก

ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งปวงมีน้อยคนนักที่สามารถเข้าใจความจริงได้อย่างแท้จริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้คนที่เพียบพร้อมหรือคนที่สามารถทำได้ทุกสิ่ง—ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา  บางคนคิดว่าตนไม่ใช่คนธรรมดา แล้วความคิดนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร  ความคิดนี้เกิดขึ้นจากการที่พวกเขามีบางสิ่งที่ตนเก่งกาจ กล่าวคือ บางคนเก่งเรื่องร้องเพลง บางคนเก่งเรื่องการแสดง บางคนเก่งเรื่องทักษะทางเทคนิค บางคนเก่งเรื่องการใช้แรงงาน บางคนเก่งเรื่องการเข้าสังคม บางคนเก่งเรื่องการเมือง บางคนเก่งเรื่องธุรกิจ และอื่นๆ  ไม่มีสิ่งใดเลยที่เกี่ยวข้องกับความจริง แต่สิ่งเหล่านั้นมักจะทำให้เจ้าเข้าใจผิดและทำให้เจ้าหลงคิดไปว่าเจ้าเหนือกว่าคนอื่น  เหตุใดจึงเป็นเรื่องผิดที่สิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าหลงคิดไปว่าเจ้าเหนือกว่าคนอื่น  สิ่งเหล่านี้ที่เจ้าเก่งกาจและสิ่งที่เรียกว่า “เหนือกว่าคนอื่น” นี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าสามารถเข้าใจความจริงได้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าสามารถเหนือกว่าคนธรรมดาในแง่ของการเข้าใจความจริง หรือหมายความว่าเจ้ามีเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยในแง่ของการไล่ตามเสาะหาความรอดของพระเจ้าและการได้รับการทำให้เพียบพร้อม—สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หมายความเช่นนี้  พวกเจ้าต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ให้ชัดเจน  นับตั้งแต่เวลาที่พระเจ้าทรงเริ่มเปล่งพระวจนะของพระองค์และปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์จนถึงตอนนี้ พระองค์ได้ตรัสพระวจนะนับไม่ถ้วนและปฏิบัติพระราชกิจนับไม่ถ้วน แล้วท่ามกลางมนุษยชาติที่เสื่อมทรามทั้งปวงมีสักคนหรือไม่ที่มองเห็นในถ้อยดำรัสของพระเจ้าว่าพระองค์คือพระผู้สร้างและพระวจนะที่พระองค์ตรัสคือความจริง  มีสักคนหรือไม่ที่สามารถมองเห็นอัตลักษณ์และสถานะของพระองค์ในพระวจนะของพระเจ้า แล้วลุกขึ้นมาเป็นพยานถึงอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าได้  ไม่มีเลยสักคนเดียว  ข้อเท็จจริงนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในแง่ของขีดความสามารถ จิตใจ และความเข้าใจของมนุษยชาติทั้งปวงนั้น พวกเขาไม่มีเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจความจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน  บางคนกล่าวว่า “หากพวกเราไม่มีเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจความจริง แล้วทำไมตอนนี้พวกเราถึงเข้าใจความจริงอยู่บ้างเล่า”  นั่นไม่ใช่เพราะเราได้พูดเรื่องนี้ไปมากแล้วหรอกหรือ  เราได้พูดไปมากจนเราไม่อยากจะพูดอีกต่อไปและเบื่อหน่ายที่จะพูดแล้ว  ทุกครั้งที่เราพูดและสามัคคีธรรมกับพวกเจ้า เราต้องแยกหัวข้อออกเป็นหัวข้อหลัก หัวข้อรอง และหัวข้อย่อย คอยอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างละเอียดอยู่เสมอ และพวกเจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจ ดังนั้นแล้วขีดความสามารถของพวกเจ้าจะเป็นเช่นไรเล่า  บางคนยังคงโอหังและคิดว่าตนถูกอย่างยิ่ง แต่เจ้ามีอะไรให้ต้องโอหังเล่า  เราเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่น่าชื่นชมเลยเกี่ยวกับพวกเจ้าส่วนใหญ่  หลังจากทำงานด้านเทคนิคมาหลายปี มีกี่คนในหมู่พวกเจ้าที่เข้าใจหลักธรรมความจริงอย่างแท้จริง สามารถทำตามหลักธรรมความจริง และสามารถทำงานของพวกเจ้าให้เป็นไปตามหลักธรรมความจริงได้  พวกเจ้าทำงานใดๆ ได้ไม่ดีเลย ไม่ว่างานนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม และเบื้องบนต้องคอยชี้แนะพวกเจ้าเป็นการส่วนตัวเสมอว่าต้องทำสิ่งต่างๆ อย่างไร  หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีสิ่งใดออกมาถูกต้อง และหากงานใดดำเนินไปโดยที่เบื้องบนไม่ได้ติดตามผลและชี้แนะพวกเจ้าว่าต้องทำอย่างไร ปัญหาก็จะเกิดขึ้น  บอกเราเถิด ผู้คนเช่นนี้มีสิ่งใดให้โอ้อวดหรือไม่  ไม่ พวกเขาไม่มี แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงเสแสร้งในทุกแง่มุมว่าเป็นผู้คนที่เพียบพร้อม เป็นฝ่ายวิญญาณ ยิ่งใหญ่ และสูงสุด—พวกเขาไม่ไร้ยางอายหรอกหรือ  พวกเจ้านี่สร้างปัญหาจริงๆ  ไม่ว่าเราจะสามัคคีธรรมในหัวข้อใด เราต้องทำอย่างละเอียด ยิ่งละเอียดก็ยิ่งดี  การอธิบายสิ่งต่างๆ ให้เรียบง่ายขึ้นอีกสักหน่อยย่อมใช้ไม่ได้  นี่คือสิ่งที่ขีดความสามารถและความเข้าใจเพียงเล็กน้อยของผู้คนเป็น พวกเขาน่าสมเพชอย่างถึงที่สุดแต่ก็ยังคงเชื่อว่าตนเองยิ่งใหญ่  เราจะจบการสามัคคีธรรมของเราในแง่มุมนี้ไว้เพียงเท่านี้

ค. ทำตัวอยู่เหนือทุกคน

บัดนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงแง่มุมที่สาม นั่นคือ ทำตัวอยู่เหนือทุกคน  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำสิ่งใด พวกเขาก็ต้องการทำตัวอยู่เหนือทุกคนเสมอ—นี่คือการสำแดงที่โดดเด่นที่สุดในธรรมชาติของพวกเขา  เมื่อใครก็ตามต้องการทำตัวอยู่เหนือทุกคน ปัญหานี้ย่อมเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก และผู้คนเช่นนี้ล้วนเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยแท้  “การทำตัวอยู่เหนือทุกคน” หมายความว่าอย่างไร?  ศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ของซาตานซึ่งเป็นหัวหน้าทูตสวรรค์ โดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นคนปกติหรือคนธรรมดา  หากพวกเขาถูกกำหนดให้เป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา พวกเขาก็จะไม่เต็มใจทำเช่นนั้นและรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้ และพวกเขาจะดิ้นรนต่อสู้อยู่ตลอดเวลา  เหตุใดพวกเขาจึงดิ้นรนต่อสู้อยู่ตลอดเวลา?  เพราะพวกเขาต้องการสร้างความฮือฮาและแสดงเล่ห์เหลี่ยมบางอย่างให้ผู้อื่นเห็น เพื่อให้คนอื่นรู้ว่ามีคนที่อยู่เหนือผู้อื่นเช่นพวกเขาอยู่ท่ามกลางฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  พวกเขาต้องการสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง เพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าพวกเขาเป็นปลาที่ใหญ่เกินบ่อของตน ดังที่ผู้ไม่มีความเชื่อกล่าวไว้  ปลาที่ใหญ่เกินบ่อของตนเหล่านี้คือสิ่งใด?  พวกเขาคือวิญญาณชั่ว วิญญาณโสมม หัวหน้าทูตสวรรค์ เหล่าซาตาน และหมู่มาร  โดยเนื้อแท้แล้ว ศัตรูของพระคริสต์ไม่ปรารถนาที่จะใช้วันเวลาอย่างพอใจในชะตาชีวิตของตนและใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา พวกเขาไม่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเงียบๆ หรือปฏิบัติตนเหมือนคนธรรมดาที่ประพฤติตัวดี—พวกเขาไม่พอใจที่จะเป็นเช่นนั้น  ดังนั้น ไม่ว่าภายนอกพวกเขาจะประพฤติตัวอย่างไร ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ พวกเขากลับรู้สึกไม่พอใจกับชะตาชีวิตของตนอยู่เสมอ และพวกเขาจะทำบางสิ่งบางอย่าง  สิ่งใดบ้าง?  พวกเขาจะทำบางสิ่งบางอย่างที่คนปกติไม่มีวันคิดออก  พวกเขาชอบเป็นจุดสนใจ และพวกเขาจะไม่ลังเลกับการสู้ทนความทุกข์บางประการและจ่ายราคาบ้าง  มีคำกล่าวที่ว่า “เจ้าหน้าที่คนใหม่ย่อมกระตือรือร้นที่จะสร้างความประทับใจ”  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์ได้เป็นผู้นำ เขารู้สึกว่าตนต้องทำสิ่งน่าอัศจรรย์บางอย่างและสร้าง “ความสำเร็จในอาชีพการงาน” บางประการเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ธรรมดา  ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในที่นี้คืออะไร?  แม้เขากำลังทำสิ่งต่างๆ ในคริสตจักร และแม้เขาจะใช้การทำหน้าที่ของตนมาบังหน้า แต่เขาก็ไม่เคยแสวงหาจากพระเจ้าว่าจะทำหน้าที่ของตนอย่างไร หรือทำงานของคริสตจักรให้ดีได้อย่างไร และเขาไม่พยายามตรวจสอบอย่างจริงจังว่ากฎเกณฑ์ของพระนิเวศของพระเจ้าคืออะไร หลักธรรมความจริงคืออะไร หรือกระทำการอย่างไรจึงเป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง ไม่นำความอับอายมาสู่พระเจ้า เป็นพยานถึงพระเจ้า ทำให้งานของคริสตจักรดำเนินไปอย่างราบรื่น และรับรองว่าจะไม่มีความผิดพลาดจากความสะเพร่าปรากฏในงานของตน  เขาไม่เคยถามถึงเรื่องเหล่านี้ และไม่เคยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้—เขาไม่มีเรื่องเหล่านี้อยู่ในหัวใจ หัวใจของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยเรื่องเหล่านี้  แล้วเขาสอบถามเรื่องใด?  หัวใจของเขาเต็มไปด้วยสิ่งใด?  หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความคิดว่าเขาจะโอ้อวดความสามารถพิเศษของตนได้อย่างไร และแสดงให้เห็นว่าเขาแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร และโอ้อวดรูปแบบความเป็นผู้นำของตนในคริสตจักรได้อย่างไร เพื่อให้คนอื่นสามารถมองเห็นได้ว่าเขาเป็นเสาหลักของคริสตจักร และคริสตจักรจะพวกเขาไปไม่ได้ และมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถทำให้งานทั้งหมดของคริสตจักรดำเนินไปได้อย่างราบรื่น  เมื่อพิจารณาจากการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนแรงจูงใจและแรงผลักดันดั้งเดิมในการกระทำของพวกเขา พวกเขาวางตนเองไว้ในตำแหน่งใด?  พวกเขาวางตำแหน่งตนเองให้อยู่เหนือทุกคน  และการนี้สำแดงออกมาอย่างไร?  (พวกเขาแข็งข้อต่อทุกคนและต้องการเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ และทำให้คนอื่นทำตามที่พวกเขาพูด)  การที่พวกเขาแข็งข้อต่อทุกคนนั้นมีปัญหาอยู่ มีความหมายแฝงอยู่ภายใน  กล่าวคือ เมื่อพวกเขาทำงานของคริสตจักร พวกเขาไม่ได้กำลังทำหน้าที่ของตน และไม่ได้กำลังคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาหลักธรรมความจริง ไม่จำเป็นต้องใส่ใจค้นหาว่ากฎเกณฑ์ของคริสตจักรคืออะไร หรือหลักธรรมใดที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนด—พวกเขาไม่แม้แต่จะใส่ใจสิ่งที่เราพูด  พวกเขายึดมั่นในหลักธรรมใด?  พวกเขายึดมั่นในหลักธรรมและแรงจูงใจต่างๆ เช่น การรับใช้คริสตจักรและการรับใช้พี่น้องชายหญิงเพื่อดำเนินธุรกิจของตนเอง  ตราบใดที่พวกเขาสามารถตั้งหลักในคริสตจักรและในหมู่พี่น้องชายหญิงได้ และมีเกียรติรวมถึงมีอำนาจที่จะสั่งการ นั่นก็เพียงพอแล้ว และพวกเขาก็จะสัมฤทธิ์สิ่งที่เรียกว่า “ผลลัพธ์” ในการทำหน้าที่ของตน  จุดมุ่งหมายของพวกเขาคืออะไร?  ไม่ใช่เพื่อลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือเพื่อคำนึงถึงภาระของพระเจ้า แต่เพื่อรับใช้คริสตจักรและรับใช้พี่น้องชายหญิง และในขณะที่ทำเช่นนี้ ก็ควบคุมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาต้องการควบคุมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด?  เพราะเมื่อพวกเขากำลังทำสิ่งต่างๆ พวกเขาจะเริ่มจากการสร้างฐานที่มั่นให้ตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เมื่อชื่อเสียงของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้น พวกเขาก็เข้ามามีอำนาจสั่งการและตัดสินใจ และจากนั้นพวกเขาก็สามารถทำให้พระเจ้ากลายเป็นเพียงหุ่นเชิดและเข้ามาแทนที่พระเจ้าได้  ภายในขอบข่ายอิทธิพลของพวกเขา พวกเขาทำให้พระเจ้าในเนื้อหนังเป็นเพียงหุ่นเชิด เป็นหุ่นกระบอก และนี่คือความหมายของ “การทำตัวอยู่เหนือทุกคน”  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำมิใช่หรือ  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตน  ศัตรูของพระคริสต์ใช้โอกาสในการทำหน้าที่ของตนเพื่อแสดงพรสวรรค์และความสามารถพิเศษของตนอย่างเต็มที่ และแสดงความคิดและการกระทำที่ไม่เหมือนใครของตน เพื่อให้ได้รับความโปรดปรานจากผู้คนและเป็นที่สังเกตของผู้คนจำนวนมากขึ้น  จากนั้นพวกเขาก็ได้รับอำนาจที่จะสั่งการ ตัดสินใจ และควบคุมสิ่งต่างๆ ในคริสตจักร และนี่นำไปสู่การที่ผู้คนจำนวนมากเชื่อฟังพวกเขาและนบนอบพวกเขา และพระเจ้าทรงกลายเป็นคนนอก—นี่คือการที่พวกเขาทำให้พระเจ้ากลายเป็นเพียงหุ่นเชิดไม่ใช่หรือ?  นี่คือเป้าหมายที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการสัมฤทธิ์ด้วยการกระทำของตน และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดกับสถานที่ใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์ครองอำนาจ

หากคริสตจักรแห่งหนึ่งมีศัตรูของพระคริสต์ครองอำนาจ พี่น้องชายหญิงที่นั่นจะอยู่ในสภาวะใด?  พวกเขาจะทำตามที่ศัตรูของพระคริสต์บอกเท่านั้น พวกเขาจะเพียงยึดติดกับกฎข้อบังคับในทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจะไม่เข้าใจความจริง และจะไม่แสวงหาความจริง  ไม่ว่าพวกเขาจะทนทุกข์เพียงใดหรือจ่ายราคามากเพียงใด พวกเขาจะไม่มีความก้าวหน้าในการเข้าสู่ชีวิตแม้แต่น้อย  แม้แต่เราก็จะถูกปฏิเสธในคริสตจักรเช่นนี้เมื่อเราไปที่นั่น  ในหมู่พวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ผู้นี้เป็นผู้นำเพียงในนาม แต่ในความเป็นจริง ศัตรูของพระคริสต์ได้กลายเป็นนายและพระเจ้าของพวกเขาแล้ว  ในคริสตจักรใดก็ตามที่ถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุม ความจริงและพระเจ้าก็ถูกทำให้กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด  นี่คือความหมายของการที่ศัตรูของพระคริสต์ทำตัวอยู่เหนือทุกคน  นี่เป็นเรื่องร้ายแรงมิใช่หรือ?  เมื่อผู้คนในคริสตจักรถูกศัตรูของพระคริสต์ควบคุม และมีคนนอกเข้าไปทำงานที่นั่น ผู้คนเหล่านี้จะไม่ต้องคอยดูท่าทีจากนายของตนทุกครั้งที่พูดและกระทำการหรอกหรือ?  พวกเขาอยู่ภายใต้การสั่งการเดียวกัน พวกเขากระทำการในทิศทางเดียวกัน และไม่มีใครกล้าพูดโดยพลการ  เพียงแค่นายของพวกเขาเหลือบมอง ผู้คนเหล่านี้ก็รู้ว่านั่นหมายความว่าอย่างไร จากนั้นพวกเขาก็กระทำการตามนั้น  หากเราถามบางสิ่งกับพวกเขา พวกเขาก็สนทนากันเองด้วยภาษาถิ่นของตน  นี่หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการให้เรารู้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกัน พวกเขาต้องการหลบเลี่ยงเรา และพวกเขาคิดว่าเราเป็นคนนอก  นี่คือปัญหามิใช่หรือ?  ธรรมชาติของการที่พวกเขาต้องการหลบเลี่ยงเราคืออะไร?  นี่คืออุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์—เขาต้องการควบคุมคริสตจักรและควบคุมผู้คน  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำสิ่งใด พวกเขาจะไม่ทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมความจริงอย่างเด็ดขาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย พวกเขากำลังพยายามสถาปนาอาณาจักรของตนเองและดำเนินกิจการของตนเอง  นี่เป็นการทำหน้าที่ของตนได้อย่างไร?  นี่คือการที่พวกเขาสถาปนาอาณาจักรของตนเองภายใต้ฉากบังหน้าของการทำหน้าที่ของตน  เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติเช่นนี้ แม้พวกเขาไม่ได้กล่าวว่าตนรักสถานะและต้องการสถานะในความรู้สึกส่วนตัว แต่ทันทีที่พวกเขาทำบางสิ่งและยื่นมือออกไป พวกเขาก็จะพุ่งลงสู่เส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ธรรมชาติเยี่ยงปีศาจของพวกเขาจะถูกเผยออกมา และพวกเขาก็พยายามสถาปนาอาณาจักรของตนเอง  ทันทีที่พวกเขาทำสิ่งใด พวกเขาก็พยายามดำเนินกิจการของตนเอง ทันทีที่พวกเขาทำสิ่งใด พวกเขาก็พยายามดำเนินการตามวิธีการและแนวทางของตนเอง  เมื่อเบื้องบนจัดการเตรียมการบางอย่างและการจัดการเตรียมการนั้นไปถึงพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์จะไม่นำไปปฏิบัติ แต่พวกเขากลับศึกษา ไตร่ตรอง และสามัคคีธรรมถึงการจัดการเตรียมการนั้นแทน  เป้าหมายของพวกเขาในการสามัคคีธรรมถึงการจัดการเตรียมการนั้นคืออะไร?  เพื่อให้ทุกคนหารือกันเพื่อดูว่าจะนำไปใช้หรือไม่ และจะใช้การได้หรือไม่—ไม่ใช่เพื่อนำไปปฏิบัติ  ทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงทำคือความจริง แต่เมื่อไปถึงศัตรูของพระคริสต์ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเรื่องที่เขาศึกษา  ศัตรูของพระคริสต์ศึกษา วิเคราะห์ และหารือเกี่ยวกับเรื่องนั้น และท้ายที่สุด เขาก็ทำให้ทุกคนปฏิเสธข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์และการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  ในหัวใจของเขาคิดว่า “พระองค์ไม่ใช่ความจริง พระองค์เป็นแค่คนธรรมดา  สิ่งที่พระองค์พูดไม่มีความหมายอะไรเลย และถ้าพระองค์ต้องการเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเขตอำนาจของข้าพระองค์ เช่นนั้นก็ลืมไปได้เลย!  ตอนนี้ข้าพระองค์รับผิดชอบที่นี่ ดังนั้นทุกคนต้องทำตามที่ข้าพระองค์พูด  ข้าพระองค์มีอำนาจเด็ดขาดที่จะสั่งการและตัดสินใจ พระองค์เป็นได้แค่หุ่นเชิดที่นี่เท่านั้น  ข้าพระองค์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกเรื่องภายในขอบข่ายงานและอิทธิพลของข้าพระองค์  ต่อให้พระองค์เข้าใจความจริง และทุกสิ่งที่พระองค์พูดคือความจริง ก็ใช้กับข้าพระองค์ไม่ได้!”  นี่คือศัตรูของพระคริสต์และมารตนหนึ่งใช่หรือไม่?  ดังนั้น เมื่อไปถึงอาณาเขตของศัตรูของพระคริสต์ การจัดแจงเตรียมงานของคริสตจักร ข้อกำหนดของเบื้องบน และหลักธรรมความจริงจะไม่ถูกนำไปปฏิบัติเลย  จะทำอย่างไรได้บ้างกับการที่สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ?  เมื่อคริสตจักรแห่งหนึ่งไม่นำสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติ นี่หมายความว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับผู้นำและคนทำงานที่นั่น และควรจัดการกับตัวถ่วงและอุปสรรคเหล่านี้  เจ้าคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่สามารถทำอะไรเจ้าได้กระนั้นหรือ?  หากพระนิเวศของพระเจ้าสามารถใช้เจ้าได้ ก็สามารถจัดการกับเจ้าได้เช่นกัน  เจ้าคิดว่านี่คือโลกกระนั้นหรือ?  เจ้าคิดว่าหากเจ้ามีอิทธิพล กระทำการเหมือนทรราช และหากเจ้าโหดร้าย เผด็จการ และชั่วช้ามากพอ ก็จะไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้กระนั้นหรือ?  ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็คิดผิดแล้ว!  นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าปกครองโดยความจริง และปฏิบัติต่อผู้คนอย่างมีหลักธรรม  พระนิเวศของพระเจ้าอาจใช้เจ้า และพระนิเวศของพระเจ้าอาจไม่ใช้เจ้าและกำจัดเจ้าออกไป—ไม่ว่าเจ้าจะถูกใช้หรือไม่ ล้วนถูกตัดสินโดยพระวจนะของพระเจ้า  หากเจ้าทำให้เกิดการก่อกวนและขัดขวางสิ่งต่างๆ อย่างไร้เหตุผลที่นี่ เจ้าก็จะถูกกำจัดออกไปในท้ายที่สุด หากเจ้าทุ่มความพยายามในการรับใช้ หากเจ้าอยู่ที่นี่และรู้ฐานะของตนและประพฤติตัวดี เช่นนั้นพระนิเวศของพระเจ้าก็จะให้เจ้าอยู่เพื่อรับใช้ และดูว่าการรับใช้ของเจ้าจะออกมาเป็นอย่างไร

แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่สถาปนาอาณาจักรของตนเองคือการทำตัวอยู่เหนือทุกคน การเพิกเฉยต่อพระเจ้า การเพิกเฉยต่อความจริง และการเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ของคริสตจักร  พวกเขาเพียงรับใช้ชื่อเรียก “คริสตจักร” พวกเขาเพียงรับใช้ชื่อเรียก “พระนิเวศของพระเจ้า” พวกเขาเพียงรับใช้กลุ่มคนที่เรียกว่า “พี่น้องชายหญิง” และพวกเขาไม่เคยทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการติดตามพระเจ้าหรือนบนอบพระวจนะของพระองค์—นี่คือการที่พวกเขาสถาปนาอาณาจักรของตนเอง  นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ และแก่นแท้นี้คือการทำตัวอยู่เหนือทุกคน  แล้วแก่นแท้นี้ถูกกล่าวโทษหรือได้รับความเห็นชอบ?  (ถูกกล่าวโทษ)  และเนื่องจากแก่นแท้นี้ถูกกล่าวโทษ ผู้คนเหล่านี้ก็ควรถูกปฏิเสธในหมู่พวกเจ้า  ผู้คนที่เลอะเลือน ไม่รู้ความ และตาบอดบางคนติดตาม ยกย่อง ชื่นชม และบูชาผู้คนเช่นนี้เมื่อพวกเขาพบเจอคนเหล่านั้น และพวกเขาถึงกับต้องการหมอบกราบคนเหล่านั้น—พวกเขาช่างโง่เขลาเสียจริง!  ศัตรูของพระคริสต์สามารถนำพาเจ้าไปที่ใดได้เล่า?  เมื่อพวกเขานำเจ้า ก็เหมือนกับพญานาคใหญ่สีแดงนำเจ้า และพวกเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะนำเจ้าลงไปในคูหรือบาดาลลึก  ทันทีที่พวกเขาทำลายเจ้าจนหมดสิ้น พวกเขาก็จะถีบส่งเจ้า เจ้าจะไม่ได้รับอะไรเลย และเจ้าจะเชื่อในพระเจ้าไปโดยเปล่าประโยชน์  หากพวกเจ้าตาบอดและไม่สามารถมองผู้คนเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และพวกเจ้าเชื่อฟัง นบนอบ และติดตามผู้คนเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ไม่รู้ความเป็นอย่างยิ่ง และพวกเจ้าก็สมควรตาย  ดังนั้น พวกเจ้าควรทำอย่างไรหากพบเจอกับคนเช่นนี้?  เมื่อพวกเจ้าพบเจอกับใครบางคนในคริสตจักรที่เสแสร้งและแอบอ้าง ผู้ที่ทำตัวอยู่เหนือทุกคนเมื่อทำสิ่งใดก็ตาม ผู้ที่ดูหมิ่นความจริง ดูหมิ่นพระเจ้า และดูหมิ่นกฎเกณฑ์ของคริสตจักร ทุกคนควรยืนหยัดที่จะตัดแต่งพวกเขาและปฏิเสธพวกเขา  หากพวกเขาสามารถทำงานใช้แรงในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างประพฤติตัวดีได้ เช่นนั้นก็จงให้พวกเขาทำงานใช้แรงต่อไป หากพวกเขาประพฤติตัวไม่ดีและขัดขวางสิ่งต่างๆ อย่างไร้เหตุผลอยู่เสมอ เช่นนั้นพวกเจ้าก็ควรดำเนินการตามกฎการปกครองของพระนิเวศของพระเจ้าและชำระพวกเขาออกไป

23 พฤษภาคม ค.ศ. 2020

เชิงอรรถ:

ก. บรรทัดนี้ถูกเพิ่มเข้ามาในต้นฉบับระหว่างการแปลเนื่องจากความแตกต่างทางภาษาระหว่างภาษาจีนและภาษาอังกฤษ  ในภาษาจีน คำว่า “การแอบอ้าง” คือ 假冒  คำนี้ประกอบด้วยตัวอักษรสองตัว ได้แก่ 假 ซึ่งหมายถึง “ปลอม” และ 冒 ซึ่งหมายถึง “การสวมรอย”

ก่อนหน้า: ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่เก้า)

ถัดไป: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger