ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ทำผิดหลักธรรมอย่างหน้าไม่อาย และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)
ก่อนเริ่มต้นการชุมนุมในวันนี้ พวกเราจะฟังบทสนทนาหนึ่งกันก่อน คนสองคนกำลังพูดคุยกัน คนแรกกล่าวว่า “หากผมถูกตัดแต่ง พี่น้องชายหญิงจะไม่อยากทำหน้าที่ของพวกเขาอีกต่อไป” คนที่สองกล่าวว่า “พวกเขาจะไม่อยากทำหน้าที่ของตนเองหรือ? เรื่องใหญ่นะ หากฉันถูกเปลี่ยนตัว พี่น้องชายหญิงก็จะเกิดคิดลบและอ่อนแอ” เมื่อเห็นว่าตนเองด้อยกว่า ชายคนแรกจึงกล่าวว่า “หากผมเลิกเชื่อ พี่น้องชายหญิงทุกคนจะเลิกเชื่อตามผม” เมื่อได้ยินเช่นนี้ คนที่สองจึงกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นคุณก็มีอิทธิพลมากกว่าฉัน แต่ถึงอย่างนั้น หากฉันถูกเอาตัวออกไป หลายคนในคริสตจักรของเราก็จะเลิกเชื่อ คุณว่าอย่างไรเล่า? ฉันมีอิทธิพลมากกว่าคุณใช่ไหม?” เจ้าเข้าใจสิ่งที่พวกเขาคุยกันในบทสนทนานี้หรือไม่? ทั้งสองคนกำลังแข่งขันกันเรื่องใด? (พวกเขากำลังแข่งกันว่าใครสามารถเอาชนะใจผู้คนได้มากกว่า ใครมีความสามารถในการก่อตั้งอาณาจักรอิสระมากกว่า พวกเขากำลังดูว่าใครที่พอจะเป็นคนเจ้าเล่ห์กว่ากัน) พวกเขากำลังแข่งขันกันว่าใครที่เจ้าเล่ห์กว่ากัน ใครที่ทำได้มากกว่า ใครมีความสามารถมากกว่า และใครที่เอาชนะใจผู้คนได้มากกว่า พวกเขากำลังแข่งกันว่าใครมีความเป็นจริงความจริงมากกว่าใช่หรือไม่? แข่งกันว่าใครมีความเป็นมนุษย์มากกว่าใช่หรือไม่? แข่งกันว่าใครเข้าใจความจริงมากกว่ากันใช่หรือไม่? (ไม่ใช่ พวกเขากำลังแข่งกันว่าใครจะมีคนรีบเข้ามาปกป้องมากกว่ากันหากพวกเขาถูกเปลี่ยนตัว หรือถูกเอาตัวออกไป) พวกเขากำลังแข่งขันกันเพื่อความสามารถประเภทใด? พวกเขากำลังแข่งขันกันว่าใครมีความสามารถในการควบคุม หลอกล่อ และชักพาผู้คนให้หลงผิดมากกว่ากัน ลองเดาดูเถิดว่า สองคนนี้เป็นคนประเภทใด? (ทั้งสองคนคือศัตรูของพระคริสต์) สิ่งที่พวกเขาเป็นคืออะไร? พวกเขาทั้งคู่เป็นคนชั่ว เป็นพวกเผด็จการมิใช่หรือ? (ใช่) เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นคนชั่ว—พวกเขาแข่งขันกันอย่างหน้าไม่อายว่าใครมีความสามารถในการทำชั่วมากกว่ากัน ใครสามารถควบคุมและชักพาผู้คนให้หลงผิดได้มากกว่ากัน ใครสามารถเอาชนะใจผู้คนได้มากกว่า ใครมีความสามารถที่ดีกว่ากันในการแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร พวกเขาคนใดที่สามารถควบคุมผู้คนได้มากกว่าย่อมเป็นผู้ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมกว่า นั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังแข่งขันกันอยู่ บอกเราทีว่า มีเหล่าศัตรูของพระคริสต์ที่แข่งขันกันเช่นนั้นอยู่หรือไม่? (มี) พวกเขาทำเช่นนั้นอย่างเปิดเผยหรือแข่งกันอยู่ลับๆ? (พวกเขาแข่งกันอยู่ลับๆ) แล้วเนื้อหาของบทสนทนาระหว่างสองคนในเรื่องราวนี้มีอยู่จริงหรือไม่? สิ่งนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่? (เนื้อหาดังกล่าวมีอยู่ และนี่เป็นเรื่องจริง) เนื่องจากพวกเขาแข่งขันกันลับๆ พวกเขาจะกล่าวสิ่งเหล่านี้ออกมาอย่างหน้าไม่อายหรือไม่? โดยส่วนมากแล้วศัตรูของพระคริสต์นั้นเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย พวกเขาจะไม่กล่าวเช่นนั้นออกมาอย่างเปิดเผยหรือพูดออกมาตรงๆ เพื่อไม่ให้ผู้คนโจมตีพวกเขาได้ แต่นี่คือสิ่งที่พวกเขาแอบคิดอยู่ลับๆ และที่จริงนี่คือสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ว่าพวกเขาพยายามปิดบังและซ่อนเร้นสิ่งทั้งหลาย รวมถึงพยายามปลอมแปลงตนเองอย่างไร ธรรมชาติเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์และธรรมชาติอันมุ่งร้ายของพวกเขาก็ไม่สามารถปิดเอาไว้ได้ ทั้งหมดนี้ย่อมเผยออกมาอย่างแน่นอน พวกเขาอาจจะไม่ได้พูดอะไรออกมา และไม่มีสิ่งใดให้ผู้อื่นได้ยินอย่างชัดเจน แต่พวกเขาก็กระทำการโดยไม่มีการปิดบังหรือความคลุมเครือ ไม่มีการซ่อนเร้นหรือการปิดเป็นความลับแม้แต่น้อย พวกเขาไม่แอบทำลับหลังผู้คน ยิ่งกว่านั้นคือไม่มีการผ่อนปรนด้วยเช่นกัน พฤติกรรมและการกระทำของพวกเขาในการล่อลวง ชักพาผู้คนให้หลงผิด และก่อตั้งอาณาจักรอิสระนั้นไม่มีความคลุมเครือหรือความฉาบฉวยแต่อย่างใด พวกเขาต่อต้านพระเจ้าอย่างหน้าไม่อาย อีกทั้งล่อลวงและชักพาผู้คนให้หลงผิดอย่างหน้าไม่อาย พวกเขาเปี่ยมด้วยความหวังว่าหากพวกเขาถูกตัดแต่ง พี่น้องชายหญิงมากมายจะเข้ามาปกป้องพวกเขา หวังว่าคนเหล่านั้นจะต่อต้านพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์ หวังว่าคนเหล่านั้นจะคิดลบและหย่อนยาน และไม่ทำหน้าที่ของตนเอง นั่นจะทำให้พวกเขาเกิดความปีติยินดีและทำให้ความปรารถนาของพวกเขาลุล่วง หากพวกเขาถูกเปลี่ยนตัว พวกเขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งให้ผู้คนมากมายเกิดความคิดลบ ส่งเสียงแทนพวกเขา เข้ามาปกป้องพวกเขา อธิษฐานและโต้แย้งแทนพวกเขาอยู่ข้างหลัง พวกเขาอยากให้ผู้คนให้คะแนนความดีความชอบของพวกเขา ปกป้องความถูกต้องของพวกเขา—ทั้งยังถึงกับอยากให้ตัดสินและกล่าวโทษการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า แอบต่อต้านพระเจ้าอยู่ในหัวใจ ปฏิเสธความชอบธรรมของพระองค์ และไม่ยอมรับว่าทั้งหมดที่พระองค์ตรัสและทรงกระทำคือความจริง ไม่ยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นบวก และหากพวกเขาเลิกเชื่อ พวกเขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะเลิกเชื่อตามพวกเขา จากไปกับพวกเขา กลายเป็นผู้ติดตามของพวกเขา พวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งให้ทุกคนปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง และเชื่อว่าพวกเขามีความจริง เชื่อว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นถูกต้อง และเชื่อว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงและช่วยผู้คนให้รอดได้ หากพวกเขาถูกคริสตจักรขับไล่หรือเอาตัวออกไปเพราะทำชั่ว พวกเขาก็หวังเหลือเกินให้ผู้คนมากมายปฏิเสธการสถิตของพระเจ้าและหวนคืนสู่ทางโลก ที่ซึ่งคนเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ไม่เชื่อ นั่นจะทำให้พวกเขาปีติยินดี จะคืนสมดุลให้กับหัวใจของพวกเขา และเป็นการปลดปล่อยสำหรับพวกเขา การเผยของอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน พฤติกรรม แก่นแท้ และแม้กระทั่งแนวคิดและความคิดที่ละเอียดและซับซ้อนเหล่านี้ออกมา—สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนของผู้ใด? คนเหล่านี้คือพี่น้องชายหญิงที่แท้จริงใช่หรือไม่? พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าใช่หรือไม่? พวกเขานบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงใช่หรือไม่? พวกเขามีความยำเกรงพระเจ้าแม้กระทั่งน้อยที่สุดหรือไม่? (ไม่มี) จากเรื่องนี้ย่อมเห็นได้ว่า ศัตรูของพระคริสต์เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า และเป็นศัตรูของพระเจ้าโดยแก่นแท้ คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? สิ่งนี้เป็นความจริงหรือไม่? (คำกล่าวนี้ถูกต้องและเป็นความจริง) สิ่งทั้งหลายเป็นเช่นนี้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ คำกล่าวนี้เป็นความจริงโดยแท้ทุกประการ เพราะนี่คือข้อเท็จจริง เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปชั่วนิรันดร์ นั่นคือวิธีคิดของศัตรูของพระคริสต์ และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำ ความประพฤติและการกระทำทั้งหมดของพวกเขาถูกควบคุมโดยความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีโดยส่วนตัวของพวกเขา ทั้งยังถูกควบคุมและยุยงจากธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว คนอย่างศัตรูของพระคริสต์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? (ไม่) พวกเขาเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าในทุกด้าน ทั้งยังเป็นศัตรูกับความจริงในทุกแง่มุม ผู้ใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่าก่อความเสียหายต่อผลประโยชน์ของพวกเขา ผู้ใดก็ตามที่ทำให้พวกเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง พรากความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมี พรากความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดไปจากพวกเขา พวกเขาก็จะลุกขึ้นต่อต้านและผันตัวเป็นศัตรูของคนเหล่านั้น—ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะถูกหรือผิดก็ตาม นั่นคือธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือเหตุผลที่ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งที่ผิดหรือชั่วอย่างไร หรือสิ่งที่พวกเขาทำขัดต่อหลักธรรมและการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร พวกเขาก็จะไม่อนุญาตให้ผู้อื่นตัดแต่ง หรือเปิดโปงและจัดการพวกเขา ทันทีที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาจะไม่เพียงล้มเหลวในการนบนอบและยอมรับสิ่งเหล่านี้ หรือล้มเหลวในการรับรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำคือการทำชั่วเท่านั้น—ไม่เลย พวกเขาจะโต้กลับ และพยายามกอบกู้ชื่อเสียงอันดีของตนคืนมาไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม พวกเขาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อโยนบาปหรือความผิดพลาดของตนไปให้ผู้อื่น และจะไม่รับผิดชอบเรื่องใดทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือหลอกลวงและชักพาผู้คนให้หลงผิดเพื่อมาหาข้อแก้ตัวให้การทำชั่วของพวกเขา โต้แย้งเพื่อปกป้องพวกเขา และหวังว่าอาจจะมีคนลุกขึ้นมาออกโรงพูดแทนพวกเขามากขึ้น นี่คือสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นมากที่สุด
พวกเราจะจบเรื่องราวของเราไว้เท่านี้ พวกเจ้าเดาถูก สองคนนั้นคือศัตรูของพระคริสต์จริงๆ มีเพียงศัตรูของพระคริสต์ที่สามารถมีบทสนทนาเช่นนั้น เอ่ยปากพูดถึงสิ่งเหล่านั้น และปรารถนาสิ่งเหล่านั้นได้ คนธรรมดาที่เสื่อมทรามอาจจะมีแนวคิดดังกล่าวอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาจริงๆ พวกเขาก็จะกลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาและอธิษฐาน พวกเขาจะเริ่มนบนอบได้ทีละน้อย บรรดาผู้เชื่อที่แท้จริง บรรดาผู้มีมโนธรรมและเหตุผลทั้งปวงจะมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่บ้างเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่งหรือถูกเปลี่ยนตัว พวกเขาจะพอมีท่าทีนบนอบและมีความเต็มใจที่จะนบนอบอยู่เล็กน้อย พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะยืนอยู่คนละฝั่งกับพระเจ้าและเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์ นี่คือสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามควรปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่เลย ไม่ว่าพวกเขาฟังคำเทศนามากมายเพียงใด พวกเขาก็จะไม่ปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีของตน และจะไม่ปล่อยมือจากความทะเยอทะยานในการควบคุม เอาชนะใจผู้คน และชักพาพวกเขาให้หลงผิด มากไปกว่านั้นคือ สิ่งเหล่านั้นจะไม่อันตรธานหายไปเลย ยิ่งเวลาผันผ่านและสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็จะยิ่งแย่ลง และยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น นี่คือความแตกต่างอย่างยิ่งยวดระหว่างแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์แก่นแท้ธรรมชาติของคนธรรมดาทั่วไปที่เสื่อมทราม
ขณะนี้ พวกเราได้เสร็จสิ้นการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงประการที่เก้าของศัตรูของพระคริสต์แล้ว ต่อไปนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประการที่สิบ นั่นคือ “พวกเขาดูหมิ่นความจริง ทำผิดหลักธรรมอย่างหน้าไม่อาย และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า”—ในที่นี้ ไม่ว่าจะประเด็นใดก็ต่างมีความร้ายแรงมากพอสมควร และไม่มีประเด็นใดที่เป็นการเผยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามธรรมดาเลย คนเราสามารถเห็นได้ว่า แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์แต่ละประการที่พวกเขารวบรวมมาในที่นี้ต่างก็มีความเลวและความชั่วร้าย สองสิ่งนี้คือองค์ประกอบที่ร้ายแรงและเห็นได้ชัด ในกรณีนี้สามารถใช้คำว่าความโอหัง การกระทำผิด และการหลอกลวงมาอธิบายแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่? (ไม่ได้) เป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะใช้คำอธิบายดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจถึงแก่นของลักษณะของแก่นแท้ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ มีเพียงอุปนิสัยสองประการ นั่นคือ ความเลวและความชั่วร้าย ที่สามารถใช้สรุปแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ได้
พวกเราจะทบทวนสิ่งเหล่านี้ไปทีละประเด็น พวกเขาดูหมิ่นความจริง—คำว่า “ดูหมิ่น” หมายถึงอะไร? (หมายถึงการดูถูกบางสิ่งบางอย่าง) (หมายถึงการดูเบา เหยียดหยาม และด้อยค่าบางสิ่งบางอย่าง) (หมายถึงการคิดว่าบางสิ่งบางอย่างต่ำต้อยเกินกว่าจะดูถูก) คำทั้งหลายที่พวกเจ้าใช้นั้นล้วนมีความหมายเกือบจะเหมือนกัน การ “ดูหมิ่น” บางสิ่งบางอย่างหมายถึงการไม่สนใจ การดูถูก การด้อยค่า การดูเบา และการเหยียดหยามสิ่งนั้น พูดโดยรวมก็คือ สิ่งนี้หมายถึงการต้านทานบางสิ่งบางอย่าง การรู้สึกขยะแขยงและเกลียดชังสิ่งนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ การไม่ยอมรับ และถึงกับกล่าวโทษ พร้อมทั้งเป็นปฏิปักษ์ ตัดสิน และว่าร้ายสิ่งนั้นเช่นกัน แล้วการดูหมิ่นจะเปรียบเทียบอยู่ในระดับเดียวกับสิ่งที่พวกเจ้าพูดได้อย่างไร? (คำนี้ละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากกว่า) คำนี้เฉพาะเจาะจงและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูด คำนิยามส่วนใหญ่ที่พวกเจ้ากล่าวมาคือคำพ้องความหมายของคำว่า “ดูหมิ่น” สิ่งที่เรากล่าวเป็นการถลุงแก่นแท้ของการกระทำและพฤติกรรมที่ “ดูหมิ่น” ให้มากขึ้น นี่คือคำอธิบายที่ละเอียดและเป็นรูปธรรมของพฤติกรรมและแก่นแท้ที่ดูหมิ่นความจริง สิ่งนี้หมายความว่า เมื่อใครบางคนดูหมิ่นความจริง เช่นนั้นแล้ว ในสิ่งที่พวกเขาทำ ในวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อความจริงในชีวิตประจำวัน และในท่าทีที่พวกเขามีอยู่ในหัวใจต่อสิ่งทั้งหลายที่สัมพันธ์กับความจริงและสิ่งที่เป็นบวก ผู้คนย่อมเห็นได้ว่าท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงเป็นดังนี้ นั่นคือ ไม่ยอมรับ ต้านทาน และรังเกียจความจริง—และถึงกับตัดสิน กล่าวโทษ และว่าร้ายความจริงเสียด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้คือหนทางอันเฉพาะเจาะจงที่ “การดูหมิ่นความจริง” สำแดงและเผยออกมา—เฉพาะเจาะจงมากเสียจนครอบคลุมถึงท่าทีที่คนคนหนึ่งมีและใช้ในการเข้าหาความจริง พวกเขารู้สึกขยะแขยงความจริง พระวจนะของพระเจ้า และสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พวกเขาต้านทานสิ่งเหล่านั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ และไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นเลย ในยามที่เจ้าบอกพวกเขาว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นพระวจนะของพระเจ้า เป็นความจริง พวกเขาจะมีท่าทีเช่นไร? “พระวจนะของพระเจ้า ความจริงหรือ—ใครสนกันเล่า! คุณเอาพระวจนะของพระเจ้าและความจริงมาแทนที่ทุกสิ่ง ชีวิตที่พวกเราดำเนินอยู่ก็มีสิ่งที่นอกเหนือจากพระวจนะของพระเจ้ามิใช่หรือ? พวกเราอ่านหนังสือมากมาย แถมยังได้รับการศึกษาตั้งมาก—ทั้งหมดนั้นไม่มีประโยชน์เลยหรือ? ผู้คนมีความคิดและมีสมอง พวกเขาสามารถคิดเกี่ยวกับปัญหาทั้งหลายได้อย่างอิสระ การอ้างอิงทุกอย่างตามพระวจนะของพระเจ้าและความจริง—นั่นไม่ดันทุรังเกินไปหน่อยหรือ?” เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา และเจ้าบอกว่าพวกเขาจำเป็นต้องอธิษฐานถึงพระเจ้า แสวงหาพระองค์ และอ่านพระวจนะของพระองค์ พวกเขาจะมีท่าทีเช่นไร? “อ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? เวลามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเรา นั่นย่อมเป็นปัญหาของพวกเราเอง ปัญหาของมนุษย์เกี่ยวอะไรกับพระเจ้า? ปัญหาพวกนั้นเกี่ยวอะไรกับความจริง? คุณคิดจริงๆ หรือว่ามีทุกอย่างอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า ว่าพระวจนะคือหนังสือสารานุกรม? พระวจนะของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงทุกสิ่ง ปัญหาของผู้คนเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องจัดการ และบางปัญหาก็ต้องใช้วิธีแก้ไขที่เฉพาะเจาะจง หากคุณไม่สามารถจัดการบางสิ่งบางอย่างได้ ก็ค้นหาในอินเทอร์เน็ตหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดู ในคริสตจักรของเรามีแม้กระทั่งอาจารย์มหาวิทยาลัย และพี่น้องชายหญิงมากมายก็เป็นนักศึกษา พวกเราทุกคนรวมกันจะไม่สามารถเทียบเท่าความจริงได้หรอกหรือ?” ทันทีที่เจ้าเอ่ยถึงการแสวงหาพระเจ้าและแสวงหาความจริง ทันทีที่เจ้ากล่าวว่าพวกเขาต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็ดูถูกเจ้าอยู่ในหัวทันที พวกเขาไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติเช่นนั้น พวกเขาจะมองว่านี่เป็นเรื่องที่เสื่อมเสียและน่าอับอายเกินไป ทั้งยังคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้พวกเขาดูไร้ความสามารถ นั่นเป็นการดูหมิ่นบางสิ่งบางอย่างในรูปแบบหนึ่งมิใช่หรือ? สิ่งนี้คือการสำแดงที่แท้จริง คือพฤติกรรมที่แท้จริงของการดูหมิ่นความจริง ผู้คนเช่นนี้มิใช่คนส่วนน้อย พวกเขาอาจจะฟังคำเทศนาอยู่บ่อยครั้ง ถือหนังสือพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในมือ และทำหน้าที่อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า แต่เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา และมีคนบอกให้พวกเขาแสวงหาความจริงและอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็พบว่าเป็นเรื่องน่าขันและรู้สึกรังเกียจสิ่งนั้น พวกเขาไม่สามารถยอมรับ ทั้งยังรู้สึกขยะแขยงสิ่งนั้นเสียด้วยซ้ำ นั่นคือเหตุผลที่เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็ใช้วิธีการของมนุษย์ในการแก้ไขโดยอ้างว่า “เรื่องที่เฉพาะเจาะจงก็ต้องใช้วิธีแก้ไขอันเฉพาะเจาะจง และปัญหาของผู้คนก็เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องแก้ไข ไม่จำเป็นต้องมองหาพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องจัดการดูแลทุกอย่าง อีกอย่างก็มีบางเรื่องที่พระเจ้าไม่ทรงต้องจัดการดูแล เรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเรา ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับพระเจ้า และไม่เกี่ยวอะไรกับความจริง พระเจ้าไม่ทรงควรแทรกแซงเสรีภาพส่วนตัวของพวกเรา และพระองค์ไม่ทรงควรแทรกแซงเรื่องส่วนตัวชองพวกเรา พวกเรามีสิทธิ์ในการตัดสินใจ—และพวกเราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกวิธีใช้ชีวิต วิธีวางตัว และวิธีพูดของเรา ความจริงและพระวจนะของพระเจ้ามีไว้สำหรับช่วงเวลาที่ต้องการที่สุด มีไว้สำหรับช่วงเวลาอันวิกฤต และมีไว้สำหรับช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับใครบางคนและพวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่มีใครให้ร้องขอความช่วยเหลือ—ตอนนั้นเองพวกเขาจึงจะหยิบพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมาอ่านเล็กน้อยเพื่อความผ่อนคลาย เพื่อมอบความชูใจทางวิญญาณให้พวกเขาบ้าง เท่านั้นก็มากพอแล้ว” สิ่งที่เห็นได้จากการนี้คือ ท่าทีที่ผู้คนดังเช่นศัตรูของพระคริสต์มีต่อความจริงนั้นเห็นได้ชัดว่า พวกเขาไม่รับรู้ว่าความจริงสามารถเป็นชีวิตของมนุษย์ หรือพระวจนะของพระเจ้าสัมพันธ์กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของผู้คน และพวกเขาก็ยิ่งไม่เชื่อในข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงถือทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นความจริง คำกล่าวนี้ครอบคลุมไปถึงหลายสิ่ง การกล่าวว่าศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นความจริงหมายความว่าอย่างไร? อะไรคือขอบเขตของการกล่าวเช่นนี้? พวกเราจะชำแหละคำกล่าวนี้โดยแบ่งออกเป็นสามประเด็น แบบนั้นจะทำให้พวกเจ้าเข้าใจชัดเจนมากขึ้น ประเด็นแรก พวกเขาดูหมิ่นพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า พระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าชี้ให้เห็นถึงความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) ประเด็นต่อมา พวกเขาดูหมิ่นเนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติมาเป็นมนุษย์ เนื้อหนังที่พระเจ้าประสูติมาเป็นมนุษย์และพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำเป็นความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) ประเด็นที่เหลือก็คือ พวกเขาดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า ประเด็นแรกคือพวกเขาดูหมิ่นพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ประเด็นที่สอง กล่าวแบบสั้นๆ ก็คือพวกเขาดูหมิ่นพระคริสต์ และประเด็นที่สามคือพวกเขาดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า พวกเราจะชำแหละแยกกันไปในแต่ละประเด็น
การดูหมิ่นพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า
ก่อนอื่น พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าพวกเขาดูหมิ่นความจริงในแง่นี้ ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรต่อพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระองค์? พวกเขาคิดอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น? พวกเขานิยามสิ่งเหล่านั้นอย่างไร? พวกเขามองสิ่งเหล่านั้นอย่างไร? แก่นแท้ของพระเจ้าประกอบด้วยสิ่งใด? ประกอบด้วยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า มหิทธานุภาพ ความบริสุทธิ์ของพระองค์ และความทรงเอกลักษณ์ของพระองค์นั่นเอง จากข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงมีพระอัตลักษณ์เป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง ศัตรูของพระคริสต์รับรู้เช่นนั้นหรือไม่? (ไม่) ว่ากันโดยเจาะจงแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงไม่รับรู้ถึงการสำแดงนั้น? (ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ยอมรับว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับพวกเขาทุกๆ วันมาจากพระเจ้า ในทางกลับกัน พวกเขาจะเพียงวิเคราะห์เรื่องเหล่านั้นเกินความจำเป็น และจะแก้ไขสิ่งทั้งหลายด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์) พวกเขาจะแก้ไขสิ่งทั้งหลายด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์อย่างนั้นหรือ? ครึ่งแรกของสิ่งที่เจ้ากล่าวนั้นถูกต้อง นั่นคือ เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะเอาแต่วิเคราะห์ประเด็นนั้นเกินความจำเป็น ทว่าครึ่งหลังที่เจ้ากล่าวว่า พวกเขาจะแก้ไปสิ่งทั้งหลายด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์—สิ่งเหล่านั้นเป็นพฤติกรรมที่คนธรรมดาทั่วไปผู้เสื่อมทรามทำกัน สิ่งที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมและเปิดโปงอยู่ในที่นี้ก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นความจริงและข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ การจะหาหลักฐานมาสนับสนุนเรื่องนั้น เจ้าต้องหาวิธีการและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องของศัตรูของพระคริสต์ ข้อเท็จจริงก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ยอมรับผ่านคำพูดของพวกเขาว่า “มนุษย์เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า และชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ผู้คนก็ควรนบนอบอำนาจครอบครองของพระเจ้า”—แต่นั่นเป็นการนบนอบในยามที่มีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขาหรือไม่? คำพูดเหล่านั้นของพวกเขาถูกต้องและดีทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่พวกเขาปฏิบัติในยามที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับตนเอง สิ่งที่เผยให้เห็นว่าคำพูดของพวกเขาเป็นเพียงคำพูดติดปากไม่ใช่การยอมรับที่แท้จริงคือวิธีการและท่าทีของพวกเขาในยามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นนั่นเอง เมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขามีทัศนะประเภทใด มีความคิด คำพูด และท่าทีแบบใดที่พิสูจน์ว่าพวกเขามีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์? เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะสามารถมีการยอมรับข้อเท็จจริงนี้เป็นปฏิกิริยาแรกได้หรือไม่? การสงบใจและนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และการยอมรับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเอาไว้ให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือแย่ และเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาหรือไม่—พวกเขามีท่าทีลักษณะนี้ใช่หรือไม่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีท่าทีเช่นนั้นเลย เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา สิ่งแรกที่พวกเขาคำนึงถึงคือสิ่งนั้นจะกระทบกับผลประโยชน์และตำแหน่งของพวกเขาหรือไม่ แล้วจากนั้น พวกเขาก็วางอุบายที่จะเอาตัวรอด หาทางออก และหลบเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความไม่อยากรับผิดชอบสิ่งนั้น พวกเขาจึงแอบมองหาเหตุผลและข้อแก้ตัว พวกเขาใช้วิธีการของมนุษย์ในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น และใช้สมองเพื่อคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหานั้น พวกเขาจะถึงกับผลักความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น พร่ำบ่นว่าคนคนนี้ทำผิดและไม่ทำตามที่พวกเขาบอก เสียใจที่คนคนนั้นทำเช่นนั้นด้วยความประมาทและละเลยตั้งแต่แรก และสิ่งทั้งหลายเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีท่าทีที่ต้านทาน บ่ายเบี่ยง ปฏิเสธ และไม่ยอมรับต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ต่อรูปการณ์แวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียง ปฏิกิริยาแรกที่พวกเขามีต่อสถานการณ์เหล่านั้นคือต้านทานเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ต่อมาพวกเขาก็ใช้วิธีการของมนุษย์เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น ฟันฝ่ามาด้วยเครื่องมือของมนุษย์ และถึงกับใช้วิธีการของมนุษย์เพื่อปิดบังข้อเท็จจริง รวมถึงและปิดบังความเสียหายต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงที่เกิดขึ้นเพราะพวกเขา พวกเขาทุ่มความคิดทั้งหมดไปกับการใช้วิธีของมนุษย์มาปกปิดและซ่อนเร้นการทำชั่วของพวกเขา พวกเขาไม่รับรู้ถึงธรรมชาติของเรื่องไม่ดีที่พวกเขาทำลงไป หรือไม่รู้ว่าพวกเขาละเมิดหลักธรรมความจริงประการใด ทั้งยังถึงกับชี้แนะคนที่อยู่รอบตัวว่า “อย่าปล่อยให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พวกเราจะไม่พูดเรื่องนี้ เรื่องนี้ให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด” ไม่เพียงแต่ไม่นบนอบและปฏิเสธที่จะยอมรับเหตุการณ์เหล่านี้เท่านั้น—พวกเขายังจะโต้กลับ หลอกลวงและยับยั้ง พยายามปกปิดว่าที่จริงแล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรด้วยหวังจะทำเรื่องใหญ่ให้กลับเป็นเรื่องเล็ก ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ เพื่อไม่ให้พระเจ้าหรือผู้นำระดับสูงของพวกเขารู้เรื่องนี้ นี่เป็นวิธีรับมือของศัตรูของพระคริสต์เมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา หนทางรับมือกับสิ่งต่างๆ ของพวกเขาสอดคล้องกับคำพูดติดปากที่พวกเขากู่ร้องออกมาหรือไม่? ระหว่างคำพูดติดปากที่พวกเขากู่ร้องกับท่าทีของพวกเขาเมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับตน สิ่งใดเป็นการเผยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาหรือ? (ท่าทีของพวกเขาเมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น) เช่นนั้นแล้ว ท่าทีนั้นเป็นอย่างไรกันแน่? พวกเขามีท่าทีนบนอบใช่หรือไม่? พวกเขามีท่าทีที่จะยอมรับการที่พระเจ้าทรงบ่มวินัยและตัดแต่งพวกเขาอย่างถ่อมใจหรือไม่? พวกเขามีความเต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยของพระเจ้าหรือไม่? ท่าทีและพฤติกรรมที่แท้จริงของพวกเขาคือความเชื่อแท้จริงที่ว่า ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา พระเจ้าก็ทรงเป็นพระองค์เดียวที่ครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งที่เป็นของมนุษย์ใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) ไม่ใช่แม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วท่าทีของพวกเขาเป็นเช่นไร? เรื่องนี้เห็นได้ชัดทีเดียวว่า พวกเขาตั้งใจที่จะไม่ยอมรับสิ่งทั้งหลาย ปกปิดสิ่งทั้งหลาย และกระทำการหลอกลวง พวกเขาตั้งใจต่อต้านไปจนถึงปลายทาง และไม่ปล่อยให้พระเจ้าทรงกระทำหรือทรงมีอธิปไตย พวกเขาคิดว่าตนเองมีความสามารถ และสามารถจัดแจงทุกสิ่งให้ถูกต้องได้ ในความคิดของพวกเขา ไม่มีผู้ใดเข้ามาแทรกแซงหรือจัดการงานของพวกเขาได้—พวกเขาต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วในวินาทีนั้น พระเจ้าที่พวกเขาเชื่อนั้นยังคงสถิตอยู่หรือไม่? ไม่อีกต่อไป—ตอนนี้พระองค์ทรงเหลือเพียงเปลือกอันว่างเปล่า ดังนั้นแล้วความเชื่อในวินาทีนั้นของพวกเขาเป็นอย่างไร? เป็นความเชื่อที่คลุมเครือและว่างเปล่า และมีความหลอกลวงอยู่ในนั้น พวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริง
ในยามที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะแสร้งทำเป็นฟังคำเทศนา อ่านพระวจนะของพระเจ้า และเรียนรู้บทเพลงนมัสการ พวกเขาจะเข้าร่วมชีวิตคริสตจักร และมีส่วนร่วมกับทุกโครงการงานของคริสตจักรอย่างกระตือรือร้น โดยมักจะกล่าวว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพวกเราต้องเชื่อในอธิปไตยของพระองค์ และนบนอบอธิปไตยของพระองค์ ทุกๆ สิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำก็ดีทั้งสิ้น” นอกจากนี้ พวกเขามักจะชี้แนะผู้อื่นว่า “ผู้คนไม่ควรยืนกรานที่จะทำอะไรตามใจตนเอง เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น พวกเขาควรอธิษฐานถึงพระเจ้า เพราะทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” พวกเขากู่ก้องคำพูดติดหูเหล่านี้อย่างค่อนข้างทะนงตน และท่าทีของพวกเขาก็ดูมุ่งมั่นและแน่วแน่ทีเดียว—แต่พวกเขายังห่างไกลจากความคาดหวังในยามมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา ข้อเท็จจริงก็คือ สิ่งที่พวกเขาเผยออกมาโดยแท้จริงนั้นเปิดโปงแก่นแท้และวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขาโดยสมบูรณ์และหมดเปลือก สิ่งนี้เปิดโปงว่า พวกเขาไม่เชื่อในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระผู้สร้าง รวมไปถึงไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง พวกเขาไม่เต็มใจยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไม่ต้องพูดถึงการรับรู้สิ่งเหล่านี้เลย ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวที่จะยอมรับหรือรับรู้ถึงข้อเท็จจริงเหล่านั้น ทว่าพวกเขายังคงทำตัวต่อต้านแบบหัวชนฝาไปจนถึงปลายทาง เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกเสียใจ หากไม่ใช่เพราะสิ่งหนึ่ง ก็เพราะอีกสิ่งหนึ่ง พวกเขาไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยลักษณะที่นบนอบและทำตัวดีเพื่อแสวงหาพระประสงค์และเจตนารมณ์ของพระองค์ พวกเขาไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยความนบนอบ ไม่ทำตัวนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ไม่ยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและอธิปไตยของพระองค์ และพวกเขาก็ไม่ยอมรับการบ่มวินัยของพระองค์ด้วยความนบนอบ ในทางกลับกัน พวกเขาอยากให้สิ่งทั้งหลายดำเนินไปอย่างราบรื่นด้วยเทคนิคและอุบายของมนุษย์ ด้วยวิธีการของมนุษย์—เพื่อให้สิ่งนั้นยุติลง เพื่อหลอกลวงผู้อื่นและหลอกลวงพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่า หากพวกเขาทำให้เรื่องนั้นดำเนินไปโดยราบรื่น พวกเขาจะยุติเรื่องนั้นได้สำเร็จ—เชื่อว่าการทำให้เรื่องนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นจะทำให้ความผิดและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาถูกปกปิดไว้ และจะไม่มีใครล่วงรู้เรื่องนี้ หรือสามารถจับความผิดปกติของศัตรูของพระคริสต์หรือสืบเสาะเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ พวกเขาจะบรรลุบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แล้วพวกเขาก็จะรู้สึกเบาใจ หากตัดสินจากคำพูดและพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงความประพฤติและการกระทำของพวกเขา ในยามที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา รวมถึงเกิดขึ้นกับแก่นแท้ของพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของพวกเขา พวกเขาก็จะขืนต้านอธิปไตยของพระเจ้าอย่างหัวชนฝา พวกเขาจะดันทุรังต่อสู้กับเรื่องนี้ไปจนสุดทาง ไม่ว่าทำผิดอย่างไร พวกเขาก็จะไม่อนุญาตให้พระเจ้าทรงตัดแต่งพวกเขา หรือจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อบ่มวินัยพวกเขา นับประสาอะไรกับการอนุญาตให้พระองค์ทรงเผยและเปิดโปงพวกเขา ทันทีที่พวกเขาถูกเปิดโปง ทันทีที่ความลับถูกเปิดเผย พวกเขาก็ตื่นตระหนก เกิดความสับสนและหงุดหงิด พวกเขาจะถึงกับพลิกสถานการณ์และชิงกล่าวหา กล่าวว่าพระเจ้าทรงล้มเหลวในการคุ้มครองพวกเขา พระองค์ไม่ทรงอวยพรพวกเขา และพระองค์ทรงไม่ยุติธรรม—แต่เหตุใดเมื่อสิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับพวกเขาและคนอื่นๆ พระเจ้าจึงไม่ทรงเผยคนเหล่านั้น ทว่าทรงเผยเพียงพวกเขาเล่า? เมื่อมีสิ่งเดียวกันเกิดขึ้น เหตุใดพระเจ้าจะไม่ทรงบ่มวินัยคนอื่น แต่ทรงบ่มวินัยเพียงพวกเขา? พวกเขาจะถึงกับกล่าวว่า “เมื่อเห็นว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม ฉันก็จะต้องปกป้องตัวเองด้วยวิธีการของมนุษย์ ด้วยวิธีการของตัวฉันเอง” พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาทำผิด พระเจ้าก็ไม่ทรงสามารถบ่มวินัยและเปิดโปงพวกเขาได้ แต่ทรงต้องปิดบังเรื่องเหล่านั้นเพื่อพวกเขา ทรงอนุญาตให้พวกเขาทำในทุกโอกาส หาทางออกง่ายๆ และยอมตามใจพวกเขาในทุกการกระทำผิด พวกเขาเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำ เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา หากพระเจ้าทรงเผยพวกเขาและไม่ทรงปฏิบัติต่อด้วยความโปรดปรานเป็นพิเศษ อีกทั้งไม่ประทานความเป็นผู้นำหรือนิมิตพิเศษแก่พวกเขา พวกเขาก็ย่อมรู้สึกว่าพระเจ้าเช่นนั้นทรงไม่น่ารัก พระองค์ไม่ทรงเหมาะสมที่จะครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขา ดังนั้นเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น พวกเขาจึงไม่อยากนบนอบพระเจ้าและยอมรับทุกสิ่งที่มาจากพระองค์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ทว่าพวกเขากลับต้องการให้พระเจ้าทรงรับใช้พวกเขา ช่วยเหลือพวกเขาในทุกสิ่ง และถึงกับไม่ตำหนิหรือบ่มวินัยการกระทำผิดที่พวกเขาทำลงไป หรือความเสื่อมทราม ความเป็นกบฏ หรือการต้านทานที่พวกเขาเผยออกมา จากพฤติกรรมและการสำแดงทุกประการของศัตรูของพระคริสต์ย่อมเห็นได้ว่าพวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อแท้จริงของพวกเขาเป็นเพียงความพยายามที่จะหาประโยชน์และทำให้ตนเองได้เปรียบ พวกเขาไม่นบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หรือความรอดของพระองค์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในทางกลับกัน พวกเขารู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าคือการมอบความโปรดปรานเป็นพิเศษให้พระเจ้า และพระองค์ทรงควรจดจำการนั้นไว้ อีกทั้งควรคุ้มครองพวกเขา ทรงอวยพรพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และทรงอภัยให้พวกเขา ทรงยกโทษให้พวกเขาเป็นพิเศษไม่ว่าพวกเขาทำเรื่องไม่ดีอย่างไรก็ตาม พวกที่เป็นศัตรูของพระคริสต์นั้นชั่วอย่างแท้จริง พวกเขาไม่มีความละอายใจอยู่เลย พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใครหรือเป็นคนประเภทใด ดังนั้นเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาหาข้อแก้ตัวและความชอบด้วยเหตุผลอย่างหน้าไม่อาย แก้ต่างและเรียกร้องให้ยอมรับสิ่งที่พวกเขาทำ บ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ และปิดบังข้อเท็จจริง พวกเขาต่อต้านพระเจ้าจนสุดทาง ด้วยกลัวว่าหากพวกเขาถูกเผยและผู้คนมองพวกเขาออก พวกเขาจะไม่มีสถานะหรือเกียรติยศอีกต่อไป ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาหยุดอยู่ที่คำพูด ทว่าพวกเขาไม่ได้สละสิ่งใด และไม่ได้นบนอบอย่างแท้จริงเลย นับประสาอะไรกับการที่พวกเขาใกล้เคียงการยอมรับ ด้วยเหตุนั้น สำหรับข้อเท็จจริงเรื่องพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า จากแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ย่อมเห็นได้ว่าพวกเขาต่อต้านสิ่งนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ—พวกเขาไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขาและทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของพวกเขา พวกเขาไม่ต้องการปล่อยให้พระเจ้าทรงมีอธิปไตย—แล้วพวกเขาต้องการให้ใครมีอธิปไตย? พวกเขาต้องการเป็นคนยื่นคำขาดเสียเอง ซึ่งความหมายโดยนัยคือการปล่อยให้ซาตานบงการสิ่งต่างๆ ปล่อยให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้อันเสื่อมทรามของซาตานกลายมาเป็นชีวิตของพวกเขา และขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์ในหัวใจของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่เป็นอยู่ แล้วกับแก่นแท้ของพระเจ้า—ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างไร? ศัตรูของพระคริสต์แอบซ่อนข้อกังขาเกี่ยวกับองค์ประกอบทั้งหลายของแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเขาไม่เชื่อ พวกเขาแคลงใจ จนถึงกับมีมโนคติอันหลงผิด พร้อมทั้งมีการกล่าวโทษองค์ประกอบทั้งหมดนั้น บางครั้งพวกเขาก็ใช้ความคิดฝัน ความรู้ และมันสมองของตนในการวิเคราะห์และตีความองค์ประกอบเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ พวกที่โง่เขลาบางคนถึงกับเชื่อว่าการตีความของพวกเขานั้นดี เป็นฝ่ายวิญญาณ ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และสัมพันธ์กับชีวิตจริงทีเดียว นั่นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าเสียอีก
ก. การดูหมิ่นความชอบธรรมของพระเจ้า
ผู้คนที่เป็นเช่นศัตรูของพระคริสต์ย่อมปฏิบัติต่อความชอบธรรมและพระอุปนิสัยของพระเจ้าด้วยมโนคติอันหลงผิด ความสงสัย และการต้านทานอยู่เสมอ พวกเขาคิดว่า “เรื่องที่พระเจ้าทรงชอบธรรมเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น ในโลกนี้มีสิ่งที่เป็นความชอบธรรมจริงๆ หรือ? อยู่มาจนป่านนี้ ฉันยังไม่เคยพบเคยเห็นเลยสักครั้ง โลกมืดมิดและชั่วนัก แล้วคนชั่วกับพวกมารก็ก้าวหน้าดีทีเดียว มีชีวิตกันอย่างผาสุก ฉันยังไม่เคยเห็นพวกเขาได้รับสิ่งที่สมควรได้เลย ฉันมองไม่ออกว่ามีความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้ ฉันนึกสงสัยว่าความชอบธรรมของพระเจ้ามีอยู่จริงด้วยหรือ? มีใครเคยเห็นบ้าง? ไม่มีใครเคยเห็น และไม่มีใครสามารถยืนยันได้” พวกเขาคิดในใจอย่างนี้ พวกเขาไม่ยอมรับพระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้า ไม่ยอมรับพระวจนะทั้งปวงของพระองค์ และไม่ยอมรับการจัดวางเรียบเรียงทั้งหมดของพระองค์บนรากฐานของการเชื่อว่าพระองค์ทรงชอบธรรม แต่กลับสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ เต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริงมาแก้ไขเลย นี่คือวิธีเชื่อในพระเจ้าของพวกศัตรูพระคริสต์เสมอมา พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าหรือไม่? ไม่ ศัตรูของพระคริสต์ยังคงมีท่าทีเคลือบแคลงสงสัยอยู่เสมอในเรื่องของความชอบธรรมของพระเจ้า แน่นอนว่าพวกเขาสงสัยเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า ความบริสุทธิ์ของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งเหล่านั้น แต่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาเห็นได้ด้วยตาเท่านั้น—หากมีสิ่งใดที่พวกเขาไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาตนเอง พวกเขาก็จะไม่มีวันเชื่อในสิ่งนั้น พวกเขาเป็นเช่นเดียวกับโทมัสที่กังขาในองค์พระเยซูเจ้าอยู่เสมอ ไม่เชื่อว่าองค์พระเยซูเจ้าฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย ไม่เชื่อในมหิทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พวกที่ไร้ค่าดังเช่นศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหรือไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะสามารถเชื่อว่าว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงได้หรือ? พวกเขาจะสามารถเชื่อในมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระองค์ได้หรือ? พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้เลย ในหัวใจของพวกเขามีข้อกังขาอยู่เสมอ หากตัดสินจากแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นพวกวัตถุนิยม พวกเขาไม่อาจเห็นถึงมหิทธานุภาพของพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระองค์คือความจริง ไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงทำให้เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากพวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่มีความเชื่อที่แท้จริง พวกเขาจึงไม่มีทางมองเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขามีแรงจูงใจแอบแฝงในการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเป็นตัวปัญหาที่ขาดการยั้งคิด—เป็นข้ารับใช้ของซาตาน บุคคลผู้ไม่ยอมรับความจริงหรือไม่เชื่อในการสถิตของพระเจ้า ผู้ที่มองสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยสายตาของมนุษย์จะสามารถรู้ถึงการมีอยู่ของความจริงได้หรือไม่? พวกเขาจะสามารถรู้ถึงข้อเท็จจริงเรื่องอธิปไตยเหนือมนุษย์ของพระเจ้าได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน พวกเขามองดูสิ่งทั้งหลายด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ สายตาที่กังขา และท่าทีที่ระแวงสงสัย และถึงกับต้านทานทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ ดังนั้นศัตรูของพระคริสต์จึงไม่เชื่อเรื่องพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พวกเขามีข้อสงสัยของตนเองและไม่ยอมรับพระอุปนิสัยดังกล่าว พฤติกรรมใดของศัตรูของพระคริสต์ที่แสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริงหรือไม่รับรู้ถึงแก่นแท้ของพระเจ้า? มีพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในงานของคริสตจักร ไม่ว่าความผิดนั้นจะร้ายแรงเพียงใดและไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร ปฏิกิริยาแรกของศัตรูของพระคริสต์คืออธิบายตนเองให้พ้นจากเรื่องนั้นและโยนความผิดไปที่อื่น เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบ พวกเขาจะถึงกับเบี่ยงเบนความสนใจไปจากตนเอง พูดสิ่งที่ฟังดูรื่นหูและถูกต้องเล็กน้อย และทำสิ่งที่ดูสำคัญแบบผิวเผินเพื่อปิดบังความจริงของเรื่องดังกล่าว ในห้วงเวลาปกติ ผู้คนย่อมไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขา ความอัปลักษณ์ของศัตรูพระคริสต์ย่อมถูกเปิดโปง พวกเขาปกป้องตัวเองด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เหมือนเม่นแคระที่ชูขนแหลมทั้งหมดขึ้นมา ไม่ปรารถนาจะรับผิดชอบอะไร นี่เป็นท่าทีแบบใด? นี่คือท่าทีของการไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมมิใช่หรือ? พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งหรือเชื่อว่าพระองค์ทรงชอบธรรม พวกเขาปรารถนาจะใช้วิธีการของตนมาปกป้องตนเอง พวกเขาเชื่อว่า “ถ้าฉันไม่ปกป้องตัวเอง ก็จะไม่มีใครปกป้อง พระเจ้าก็ปกป้องฉันไม่ได้เช่นกัน พวกเขาบอกว่าพระองค์ทรงชอบธรรม แต่พอผู้คนเดือดร้อน พระองค์ทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเป็นธรรมจริงๆ หรือ? ไม่มีทาง—พระเจ้าไม่ทำอะไรแบบนั้น” เวลาเผชิญปัญหาหรือการข่มเหง พวกเขารู้สึกว่าไร้การช่วยเหลือ และคิดว่า “แล้วพระเจ้าอยู่ไหน? ผู้คนไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องพระองค์ได้ ไม่มีใครช่วยฉันได้ ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นความยุติธรรมให้ฉันและค้ำจุนความเป็นธรรมให้ฉันได้” พวกเขาคิดว่าหนทางเดียวที่จะปกป้องตัวเองได้คือการใช้วิธีของตนเอง ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะสูญเสีย ถูกกลั่นแกล้งและข่มเหง—และพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับเรื่องนี้ ก่อนจะเกิดอะไรขึ้นกับตน ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะวางแผนทุกอย่างให้ตนเองไว้เรียบร้อยแล้ว ในด้านหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาทำคือการพยายามอย่างหนักที่จะปลอมแปลงว่าตนเป็นคนมีอำนาจจนไม่มีใครกล้ารบกวนพวกเขา วุ่นวายกับพวกเขา หรือกลั่นแกล้งพวกเขา ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือการที่พวกเขายึดปฏิบัติตามปรัชญาของซาตานและกฎแห่งการดำรงอยู่ของมันในทุกโอกาส ซึ่งโดยรวมแล้วมีอะไรบ้าง? “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “จงปล่อยสิ่งทั้งหลายให้ลอยไป หากพวกมันไม่ส่งผลต่อคนเราเป็นการส่วนตัว” “ผู้คนที่มีไหวพริบนั้น เก่งในการปกป้องตัวเอง ด้วยการแค่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเท่านั้น” ทำตามที่รูปการณ์แวดล้อมเปิดโอกาสให้ ลื่นไหลและแนบเนียนเข้าไว้ “เราจะไม่โจมตีเว้นแต่เราถูกโจมตี” “ความปรองดองคือขุมทรัพย์ ความอดกลั้นคือความปราดเปรื่อง” “ในเมื่อพูดตรงไม่เป็นที่ชอบใจ ก็จงกล่าวคำพูดเอออวยเอาใจไปกับความรู้สึกและเหตุผลของผู้อื่นเสียเถิด” “ผู้มีปัญญานบนอบต่อรูปการณ์แวดล้อม” และปรัชญาเยี่ยงซาตานอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน พวกเขาไม่รักความจริง แต่ยอมรับปรัชญาของซาตานราวกับสิ่งที่เป็นบวก เชื่อว่าปรัชญาเหล่านี้จะปกป้องตนได้ พวกเขาใช้ชีวิตตามปรัชญาเหล่านี้ โดยไม่พูดเรื่องจริงกับใคร แต่จะพูดเรื่องน่าฟัง เรื่องประจบสอพลอและยกยอปอปั้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ล่วงเกินใคร คิดหาทางนำเสนอตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับนับถือตน พวกเขาใส่ใจแต่การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเท่านั้น และไม่ทำอะไรที่ค้ำจุนงานของคริสตจักรเลย พวกเขาไม่เปิดโปงหรือรายงานเรื่องของใครก็ตามที่ทำเรื่องไม่ดีและทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเสียประโยชน์ แต่กลับทำเป็นมองไม่เห็น เมื่อดูหลักธรรมที่พวกเขาใช้รับมือสิ่งต่างๆ และการปฏิบัติของพวกเขาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว พวกเขามีความรู้เรื่องพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าบ้างหรือไม่? พวกเขามีความเชื่อในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมบ้างหรือไม่? พวกเขาไม่ไม่มีเลย คำว่า “ไม่มี” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ตระหนักรู้ แต่หัวใจของพวกเขามีความสงสัยในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พวกเขาทั้งไม่ยอมรับและไม่รับรู้ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม เมื่อพวกเขาเห็นผู้คนมากมายเป็นพยานยืนยันว่าความจริงและความชอบธรรมมีอำนาจสูงสุดในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ต่อต้านและตัดสินเรื่องนี้อยู่ในหัวใจ กล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น ทำไมพญานาคใหญ่สีแดงถึงไม่โดนลงทัณฑ์ที่ข่มเหงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร? คนชั่วในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อนั้นรังแกประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ว่าร้ายพวกเขา กระทำการตัดสินพวกเขา แต่คนพวกนั้นก็ไม่เจอการลงทัณฑ์เช่นเดียวกัน คนพวกนั้นล้วนนั่งอยู่อย่างสบายใจ—เหตุใดผู้เชื่อในพระเจ้าจึงเป็นฝ่ายที่ถูกรังแกอยู่เสมอ?” หัวใจของพวกเขาไม่เชื่อในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความชอบธรรม และไม่เชื่อในแนวคิดที่ว่า พระเจ้าจะประทานสิ่งที่แต่ละคนควรได้รับตามการกระทำของพวกเขา และมีเพียงผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่จะได้รับการทรงอวยพรจากพระเจ้าและได้รับบั้นปลายอันงดงาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ พวกเขาพูดกับตนเองว่า “หากสิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริง แล้วฉันจะมองไม่เห็นได้อย่างไร? คุณบอกว่าคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะได้รับการทรงอวยพรจากพระเจ้า ถ้าอย่างนั้น คนโน้นและคนนี้ในคริสตจักรของพวกเราก็ไล่ตามเสาะหาความจริงและสละตนเพื่อพระเจ้า รวมถึงทำหน้าที่ของเขาอย่างค่อนข้างจงรักภักดี แล้วเหตุใดสำหรับพวกเขาจึงกลับตาลปัตร? เขาถูกพญานาคใหญ่สีแดงไล่ล่าจนแทบกลับบ้านไม่ได้ ครอบครัวของเขาแตกแยก—เขาเจอหน้าลูกของตนไม่ได้ด้วยซ้ำ นั่นคือความชอบธรรมของพระเจ้าหรือ? แล้วก็ยังมีคนโน้นคนนี้ที่ถูกโยนเข้าคุกเพราะเชื่อในพระเจ้าแล้วถูกทรมานจนเกือบตาย พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ไหนกันเล่า? เขายืนหยัดในคำพยานของตน เขาไม่ใช่ยูดาส เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงอวยพรและทรงคุ้มครองเขา? เหตุใดพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พญานาคใหญ่สีแดงทุบตีเขาจนเกือบตาย? นอกจากนี้ ในคริสตจักรของเรายังมีผู้นำที่ยอมละทิ้งครอบครัวและหน้าที่การงานมาเพื่องานของคริสตจักร เขาทำหน้าที่ของตนมาหลายปีและก้าวผ่านความยากลำบากมากมาย แต่สุดท้ายเขาก็ถูกกล่าวโทษและถูกเอาตัวออกไปเพราะทำชั่วไม่กี่อย่างและก่อกวนงานของคริสตจักร พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ไหน? และยังมีพี่น้องชายหญิงบางคนที่ทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย สู้ทนกับความยากลำบากและตรากตรำ แต่ทันทีที่พวกเขาทำผิดพลาดและละเมิดหลักธรรม พวกเขาก็ถูกตัดแต่ง บางคนร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนักเพราะกลัวจะถูกกำจัดและเอาตัวออกไป โดยไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อปลอบโยนพวกเขาเลย เหตุใดฉันจึงไม่เห็นความชอบธรรมของพระเจ้าในเรื่องนั้น? แล้วในเรื่องเหล่านี้ พระอุปนิสัยของพระเจ้าสำแดงออกมาในหนทางใดกันแน่? เหตุใดฉันจึงมองไม่เห็น? แถมยังมีเรื่องของตัวฉันเองด้วย—ฉันอาจจะทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินไปบ้าง และบางครั้งฉันก็อาจจะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมาเล็กน้อย แต่อย่างไรเสียฉันก็ยังมีความสามารถพิเศษ เหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงไม่เลื่อนตำแหน่งให้ฉัน?” จากเรื่องทั้งหมด ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขามองเห็นเพียงปรากฏการณ์ภายนอก แต่ไม่อาจมองเห็นว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าเบื้องหลังสิ่งทั้งหลายคืออะไร ลึกๆ ในหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความระแวงสงสัยและข้อกังขา เต็มไปด้วยแนวคิดและมโนคติอันหลงผิด—และในหัวใจของพวกเขาก็มีปมขนาดใหญ่มากมายที่พวกเขาไม่สามารถคลายได้ เมื่อไรที่พวกเขานึกถึงเรื่องเหล่านี้ พวกเขาก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ การกล่าวโทษและการหมิ่นประมาทพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พวกเขาพูดกับตนเองด้วยความเศร้าใจว่า “หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เหตุใดผู้คนที่ไร้เล่ห์มารยาทจึงถูกตัดแต่ง? หากพระองค์ทรงชอบธรรม เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงยกโทษให้คนที่เผยความเสื่อมทรามออกมาเพียงเล็กน้อย? หากพระองค์ทรงชอบธรรม เหตุใดบางคนที่ทำหน้าที่ของตนและทนทุกข์มากมายจึงถูกปลดเพียงเพราะไม่อาจทำงานจริงได้? หากพระองค์ทรงชอบธรรม เหตุใดผู้ที่ติดตามพระองค์ด้วยการอุทิศตนอันแน่วแน่อย่างพวกเราจึงถูกข่มเหงและถูกทรมาณ และอาจจะถูกส่งเข้าเรือนจำ และในบางกรณีก็ถึงกับถูกทุบตีจนตายเล่า?” ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนให้ปรากฏการณ์เหล่านี้ พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง พวกเขาไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้โดยชัดเจน พวกเขามักจะถามตนเองอยู่บ่อยครั้งว่า “พระเจ้าที่ฉันเชื่อนั้นทรงชอบธรรมหรือไม่ทรงชอบธรรม? พระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมนั้นสถิตอยู่จริงหรือไม่? พระองค์ทรงอยู่ที่ใด? ในยามที่เราเผชิญความลำบากยากเย็น ในยามที่เราถูกข่มเหง—ในเวลานั้นพระองค์ทรงทำอะไรอยู่? พระองค์ทรงสามารถช่วยพวกเราให้รอดได้หรือไม่ได้? หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงทำลายซาตานไปเสีย? เหตุใดพระองค์ไม่ทรงทำลายพญานาคใหญ่สีแดง? เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงลงโทษมวลมนุษย์ที่เลวร้ายนี้? เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงค้ำจุนความเป็นธรรมและประทานความยุติธรรมแก่พวกเราที่เชื่อในพระองค์และทนทุกข์แสนสาหัส? เหตุใดพระองค์ไม่ทรงปกป้องพวกเรา? พวกเราเกลียดหมู่มารและซาตาน และพวกเราเกลียดคนชั่ว—เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงชำระแค้นให้พวกเรา?” คำว่า “เหตุใด” ออกจากมาจากหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่หยุดหย่อนราวกับปืนกล ซึ่งไม่อาจควบคุมได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม เมื่อพวกเขาไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและแสวงหา หรืออ่านพระวจนะของพระองค์และไปสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิง? แล้วพวกเขาจะไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าวไปได้ทีละอย่างหรือ? การแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริงหรือ? หากเจ้าใช้ท่าทีของการนบนอบพระเจ้าและความจริง ท่าทีของการยอมรับความจริง ปัญหาเหล่านี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป—ทั้งหมดย่อมได้รับการแก้ไข เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้? เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริง ไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง หรือรับรู้ถึงความจริงนั่นเอง พวกเขาไม่สามารถนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการทั้งปวงของพระเจ้าได้ นับประสาอะไรกับการยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากพระองค์ นั่นคือเหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์มีข้อกังขาเกี่ยวกับความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ เมื่อพวกเขาเผชิญกับการทดสอบ ข้อกังขาที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจของพวกเขาจะพรั่งพรูออกมา และพวกเขาจะตั้งคำถามกับพระเจ้าอยู่ในใจว่า “หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เหตุใดจึงทรงปล่อยให้เราทนทุกข์มากมายนัก? หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เหตุใดพระองค์ไม่ทรงกรุณาบรรดาผู้ที่สู้ทนกับความทุกข์ระทมอย่างถึงที่สุดในการติดตามพระคริสต์? หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงคุ้มครองพวกเราที่สละตนเพื่อพระองค์และทำหน้าที่ของเราเอง หรือทรงคุ้มครองครอบครัวของพวกเรา? หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เหตุใดพระองค์จึงทรงปล่อยให้บางคนที่เชื่อในพระองค์อย่างจริงใจตายในคุก ในมือของพญานาคใหญ่สีแดง?” หลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มโห่ร้องต่อต้านพระเจ้าว่า “หากพระเจ้าทรงชอบธรรม พระองค์ก็ไม่ทรงควรปล่อยให้พวกเราทนทุกข์มากนัก หากพระเจ้าทรงชอบธรรม พระองค์ก็ไม่ทรงควรบ่มวินัยและเผยพวกเราอย่างไร้ซึ่งเหตุผลหรือความหมาย หากพระเจ้าทรงชอบธรรม พระองค์ก็ทรงควรผ่อนปรนให้กับการทำชั่วทั้งหมดของพวกเรา ทรงอภัยให้ความคิดลบและความอ่อนแอทั้งหมดของเรา และทรงยอมรับการกระทำผิดทั้งปวงของพวกเรา หากคุณไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยซ้ำ เช่นนั้นคุณก็ไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงชอบธรรม!” ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์มีอยู่ในใจ พวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมโนคติสิ่งเหล่านั้น เมื่อถึงวันที่พวกเขาถูกเผย มโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นย่อมพรั่งพรูออกมาอย่างแน่นอน นั่นคือชุดความคิดที่อัปลักษณ์และเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์
ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับหรือไม่รับรู้ถึงความจริง นับประสาอะไรกับการรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง เพราะฉะนั้น พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าจึงยังคงเป็นคำถามใหญ่และเปิดกว้างสำหรับพวกเขา และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น และมีหลากหลายประเด็นอุบัติขึ้นมา เครื่องหมายคำถามของพวกเขาก็ใหญ่มากขึ้นทุกที—และเครื่องหมายนี้ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเครื่องหมายกากบาท เครื่องหมายกากบาทชี้ให้เห็นถึงสิ่งใด? นี่หมายความว่า พวกเขาปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมโดยสิ้นเชิง และเมื่อเครื่องหมายกากบาทถูกเขียนขึ้นมา—เมื่อศัตรูของพระคริสต์ปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม—ความคิดเพ้อฝันและความปรารถนาทั้งปวงของพวกเขาก็มลายหายไป ลองนึกถึงเรื่องนี้ดูเถิดว่า จุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ผลสืบเนื่องเช่นนั้นคืออะไร? (ศัตรูของพระคริสต์คิดว่า เมื่อเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ควรได้รับการอวยพรและได้รับการทรงคุ้มครองจากพระองค์ ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกว่าพระองค์ทรงไม่ชอบธรรม และไม่สามารถยอมรับสิ่งนั้นจากพระองค์ได้ เมื่อพวกเขาเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมา พวกเขาก็ไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าและไม่แสวงหาความจริง ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นได้ทันทีอีกด้วย ในหนทางนั้น มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาย่อมสะสมและเพิ่มพูนมากขึ้น—นั่นคือสิ่งที่ทำไปสู่ผลสืบเนื่องดังกล่าวในท้ายที่สุด) พวกเจ้ากำลังพูดถึงปรากฏการณ์ในระดับผิวเผิน ทว่าไม่ได้กำลังเจาะลงไปถึงต้นตอ เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เพราะมีบางสิ่งที่เป็นต้นตอของการที่ศัตรูของพระคริสต์สามารถปฏิบัติตัวเช่นนี้และมีทัศนะนี้ สามารถกังขาและปฏิเสธพระเจ้าได้ แน่นอนว่าสิ่งนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือต้นตอ—พวกเราจะทิ้งประเด็นนี้ไว้เท่านี้ ในส่วนของต้นตอก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ไร้ซึ่งความรักหรือการยอมรับความจริงตั้งแต่ต้น เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับความจริง? สิ่งนี้ก็มีต้นตอเช่นเดียวกัน นั่นคือ พวกเขาไม่รับรู้ว่าพระเจ้าคือความจริง ไม่รับรู้ว่าพระวจนะของพระองค์คือความจริง—และในเมื่อพวกเขาไม่รับรู้เรื่องนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ หากพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พวกเขาจะสามารถมองปัญหาทั้งปวงด้วยมุมมองของความจริงได้หรือ? (ไม่ได้) พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้—แล้วผลพวงที่ตามมาเป็นเช่นไร? พวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเช่นไร—ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขา รวมไปถึงคำพูดของผู้อื่น พวกเขาไม่สามารถมองผู้คนหรือเหตุการณ์ทั้งหลายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง—พวกเขามองสิ่งใดไม่ออกทั้งสิ้น บางสิ่งบางอย่างดูจากภายนอกแล้วเป็นไปตามที่พวกเขากล่าว แต่แก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้นมิได้เป็นเช่นนั้น เรื่องนี้สัมพันธ์กับความจริง หากเจ้าไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับความจริง เจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงที่สัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ได้หรือ? เจ้าย่อมไม่เข้าใจ ดังนั้นสิ่งเดียวที่เจ้าทำได้คือการวิเคราะห์และศึกษาสิ่งทั้งหลายด้วยสายตาของมนุษย์ ด้วยความรู้ของมนุษย์ และด้วยมันสมองของมนุษย์ การศึกษาเช่นนั้นจะทำให้เกิดผลลัพธ์ใด? ผลลัพธ์เหล่านั้นจะสอดคล้องกับความจริงหรือไม่? ผลลัพธ์เหล่านั้นจะสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์และเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ ไม่มีวันสอดคล้อง นี่เหมือนกับเรื่องของโยบที่ผู้เชื่อในพระเจ้าทุกคนต่างรู้ ทุกๆ คนที่รับรู้และยอมรับความจริง รวมถึงคนที่สามารถเชื่อในพระเจ้าและนบนอบพระองค์ได้ต่างชื่นชมและนับถือโยบอยู่ในหัวใจ ทุกคนปรารถนาที่จะเป็นเช่นโยบ พวกเขายังชื่นชมและนับถือโยบในการแสดงออกถึงการนมัสการพระเจ้า และรับรู้ถึงพระองค์ในระหว่างที่เขาถูกทดสอบ ผู้คนสามารถเข้าใจได้อยู่ในหัวใจว่า ความทุกข์ลำบากและความทุกข์ทรมานนานาประการที่เกิดขึ้นกับโยบเป็นพระราชกิจของพระเจ้า โดยรวมแล้ว ในฐานะคนคนหนึ่งโยบถือเป็นความมุ่งมาดปรารถนาให้กับบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาทุกคนต้องการทำตามอย่างโยบและเป็นคนเช่นนั้น แล้วผลลัพธ์อันเป็นบวกดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ได้อย่างไร? รากฐานของสิ่งนี้คืออะไร? คือความเชื่อและการยอมรับด้วยใจจริงว่านี่คือความจริง ทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระเจ้า—การที่คนเราเกิดความปรารถท่ีจะเป็นเช่นโยบ ปรารถนาที่จะเป็นใครบางคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้ทีละน้อยเกิดขึ้นบนรากฐานนี้เอง พวกเขาเชื่อและยอมรับทั้งหมดนี้อยู่ในหัวใจ และท้ายที่สุด พวกเขาก็เกิดความมุ่งมาดปรารถนาในสิ่งนี้ ซึ่งทำให้พวกเขาเดินหน้าไล่ตามเสาะหาต่อไปในชีวิต การจะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นนั้นได้ สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดคือการที่คนเรารับรู้และเชื่อในสิ่งทั้งหมดนี้อยู่ในหัวใจ แล้วศัตรูของพระคริสต์มีการรับรู้และความเชื่อเช่นนั้นหรือไม่? พวกเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์มองทุกสิ่งที่โยบก้าวผ่านมาอย่างไร? พวกเขาคิดว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นมีนัยสำคัญหรือไม่? พวกเขาสามารถเห็นได้หรือไม่ว่า ทั้งหมดนั้นถูกควบคุมโดยพระองค์? พวกเขาไม่สามารถเห็นเช่นนั้นได้ และไม่เห็นถึงนัยสำคัญของทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ พวกเขาเห็นสิ่งใดในเรื่องนี้? โยบนั้นสุดแสนมั่งคั่ง มีแกะและมีวัวเต็มภูเขา ทั้งยังมีลูกชายหญิงที่งดงามที่สุดในทั่วแคว้นดินแดน นี่คือสิ่งที่พวกเขาเห็น หลังจากความทุกข์ทั้งปวงของเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงอวยพรเขาอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาเห็นสิ่งใดในเรื่องนั้น? พวกเขาจะกล่าวว่า “ชายคนนี้กระทำการต่อรองเพื่อพรเหล่านั้น—แล้วเขาก็ได้รับมัน การที่พระเจ้าประทานพรเหล่านั้นให้เขาย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง” จากความเข้าใจโดยรวมต่อเรื่องนี้ของพวกเขา ข้อได้เปรียบของศัตรูของพระคริสต์นั้นมาจากการที่พวกเขายอมรับความจริงและนบนอบพระเจ้าใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วพวกเขามีข้อได้เปรียบอย่างไรในเรื่องนี้? การที่ศัตรูของพระคริสต์มองดูเรื่องทั้งหมดโดยรวมมีข้อได้เปรียบประการเดียวเท่านั้น และนั่นคือข้อได้เปรียบของผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อนั้นดูว่าจะเกิดประโยชน์ เกิดความได้เปรียบ หรือเผชิญกับความสูญเสียหรือไม่ ทำอย่างไรจึงจะได้เปรียบ และทำอย่างไรจึงจะไม่ได้เปรียบ สิ่งใดที่จะนำไปสู่ความเสียหายและความทุกข์ สิ่งใดสมควรทำ และสิ่งใดไม่สมควรที่จะทำ นี่คือมุมมองของผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อมองดู ปฏิบัติ และทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยท่าทีเช่นนี้ ด้วยแก่นแท้ลักษณะนี้ นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า
ข. การดูหมิ่นมหิทธานุภาพของพระเจ้า
ศัตรูของพระคริสต์มองมหิทธานุภาพของพระเจ้าอย่างไร? เรื่องนี้กล่าวได้ว่า สำหรับศัตรูของพระคริสต์ คำว่า “มหิทธานุภาพ” เป็นคำที่ท่วมท้นด้วยอารมณ์อย่างยิ่ง เป็นคำที่สามารถจุดประกายความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาได้ นี่เป็นเพราะพวกเขาต้องการที่จะเป็นคนที่มีลักษณะเช่นนั้นมาก การจะเป็นผู้มีมหิทธานุภาพ ทรงอำนาจ และดำรงอยู่ทั่วทุกที่ การมีความสามารถที่จะทำสิ่งใดก็ได้ การรู้วิธีทำสิ่งต่างๆ การที่จะสามารถทำสิ่งทั้งหลายได้—หากใครบางคนได้รับความสามารถนี้ หากพวกเขามีความสามารถนี้ เช่นนั้นแล้วทุกสิ่งย่อมจะน่าตื่นเต้นสำหรับพวกเขา พวกเขาจะไม่ต้องกลัวใคร พวกเขาจะมีอำนาจสูงสุด มีสถานะสูงสุด และพวกเขาย่อมจะสามารถปกครองผู้อื่นได้ พวกเขาจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมและบงการผู้อื่น นี่เป็นสิ่งที่เกินเอื้อมสำหรับศัตรูของพระคริสต์ และเป็นสิ่งที่เผยให้เห็นถึงความทะเยอะทะยาน ความปรารถนา และโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา ส่วนหนึ่งของเรื่องนี้คือวลีที่ว่า “มหิทธานุภาพของพระเจ้า” ทำให้พวกเขาเปี่ยมด้วยความคิดฝัน ความสงสัยใคร่รู้ และมโนคติอันหลงผิดทุกรูปแบบ อีกส่วนหนึ่งก็คือ พวกเขาต้องการได้รับความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับมหิทธานุภาพของพระเจ้าผ่านความเชื่อในพระองค์ เพื่อให้พวกเขาสามารถขยายมุมมองของตน เกิดความรู้เชิงลึกมากขึ้น และสนองความสงสัยใคร่รู้ของพวกเขาได้ อีกส่วนหนึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ว่า พวกเขาพยายามดิ้นรนที่จะเป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นที่เคารพนับถือจากคนมากมายหลายพัน รวมถึงมีผู้คนก้มกราบและมีพื้นที่สำหรับพวกเขาในหัวใจมากขึ้น แล้วศัตรูของพระคริสต์มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับมหิทธานุภาพของพระเจ้าหรือไม่? พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงในสิ่งนี้หรือไม่? และเช่นเดียวกับเรื่องของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า—ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝันที่ว่างเปล่าและคลุมเครือซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเท่านั้น—พวกเขาเกิดข้อกังขาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับมหิทธานุภาพของพระเจ้าอีกด้วย พวกเขามีคลางแคลงใจ พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งนี้ “มหิทธานุภาพหรือ? ในโลกใบนี้มีคนที่มีมหิทธานุภาพที่ไหน? ในโลกใบนี้มีดำรงอยู่ทุกที่และทรงอำนาจอยู่ที่ไหนกัน? ไม่มีคนแบบนั้นหรอก! ในโลกใบนี้มีผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงอยู่มากมาย ทั้งยังมีผู้ที่เปี่ยมอำนาจอยู่มากมาย อย่างเช่นผู้เผยพระวจนะ นักโหราศาสตร์และนักตีความคำเผยพระวจนะทุกประเภท กระทั่งคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ผู้ทรงอำนาจ หลังคำว่า “มหิทธานุภาพ” ยังต้องมีเครื่องหมายคำถามอยู่ สิ่งนี้จำเป็นต้องได้รับการค้นคว้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะฉะนั้นสำหรับศัตรูของพระคริสต์ แก่นแท้อันเปี่ยมมหิทธานุภาพของพระเจ้าจึงไม่มีอยู่จริง เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า “ฉันนึกไม่ออกหรือไม่เข้าใจว่าพระเจ้าจะทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ได้อย่างไร ดังนั้น ‘มหิทธานุภาพ’ ของพระองค์จึงไม่มีอยู่จริง ฉันไม่รับรู้ถึงสิ่งนั้น ความสามารถและสิ่งที่พระองค์ทรงทำได้นั้นยิ่งใหญ่แค่ไหนกันแน่? ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต—ก็ไม่มีใครเคยเห็นหรือจะได้เห็นสิ่งนั้น” ศัตรูของพระคริสต์มีข้อกังขาและความไม่มั่นใจอยู่เป็นนิจในหัวใจ เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในคริสตจักรและเกิดขึ้นกับพี่น้องชายหญิงจึงกลายเป็นประเด็นและขอบเขตในการค้นคว้าของพวกเขา พวกเขากำลังค้นคว้าสิ่งใด? พวกเขากำลังค้นคว้าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ค้นคว้าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นต่อบุคคลหรือกลุ่มกลุ่มหนึ่ง ค้นคว้าสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ ค้นคว้าวิธีทรงพระราขกิจของพระองค์ว่ามีหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่หรือไม่ มีการเกิดขึ้นที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เกินกว่ามนุษย์จะสามารถรับรู้ หรือเกินความสามารถที่มนุษย์จะเข้าใจได้หรือไม่ นอกจากนั้น พวกเขาก็กำลังสืบเสาะว่ามีพี่น้องชายหญิงคนใดพูดถึงประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงพระราชกิจซึ่งเกินความคาดหมายของมนุษย์ในตัวพวกเขาหรือไม่ ตัวอย่างประสบการณ์ที่ว่านี้คือ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากเปลือกหอยและจัดงานเลี้ยงฉลองแก่พวกเขา ในช่วงเวลาที่พวกเขาหิวโหยที่สุด ดังนิทานพื้นบ้านที่เล่าขาน อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ มีทองคำโผล่มาในบ้านอย่างไม่มีที่มาที่ไปในช่วงเวลาที่พวกเขาสิ้นเนื้อประดาตัว หรือในยามที่พวกเขาถูกไล่ล่า จู่ๆ คนที่ไล่ล่าพวกเขาก็ตาพร่า มองไม่เห็นอะไรเลย แล้วทูตสวรรค์ก็ลงมา พลางกล่าวแก่พวกเขาว่า “อย่ากลัวไปเลย ลูกเอ๋ย—เรามาที่นี่เพื่อช่วยเจ้า” ตัวอย่างอื่นๆ นอกจากนี้ก็คือ ในจังหวะที่พี่น้องชายหญิงกำลังทรมานกับการถูกทุบตีอย่างโหดร้ายและถูกทรมานอย่างทารุณ ความสว่างอันเจิดจ้าของพระเจ้าก็ส่องลงมาและทำให้ดวงตาของเหล่าผู้กระทำผิดมืดบอด ทิ้งให้พวกเขาล้มตัวนอนดิ้นไปมาบนพื้นลงบนพื้น ร้องขอความกรุณา และไม่กล้าทำร้ายพี่น้องชายหญิงอีกเลยเพราะพระเจ้าทรงแก้แค้นให้พวกเขาแล้ว หรือในขณะที่พวกเขากำลังอ่านพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าพยายามมากเพียงใดพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นได้และกำลังจะผล็อยหลับ พวกเขาก็เห็นร่างหนึ่งในเมฆหมอกที่กล่าวกับพวกเขาว่า “อย่าหลับ ตื่นขึ้นมาเถิด—วจนะของเราหมายความดังนี้” หรือเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นและพวกเขากำลังจะทำผิดพลาด พวกเขาก็ได้รับการตักเตือนด้วยการตำหนิและบ่มวินัยอันทรงพลังจากภายในที่บอกว่าการทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง และการทำเช่นนี้ย่อมจะถูกต้อง หากเป็นสิ่งเหล่านี้ที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจประสบ หรือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในคริสตจักร ในพระนิเวศของพระเจ้า ในตัวของผู้ที่ติดตามพระเจ้า นั่นย่อมเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ แต่หากไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และต่อให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง นั่นก็เป็นเพียงเรื่องราวเล่าขาน ดังนั้นความเป็นจริงและความน่าเชื่อถือของเรื่องราวเหล่านั้นย่อมลดลงอย่างมาก แล้วมหิทธานุภาพของพระเจ้าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่? พระเจ้าทรงครองแก่นแท้ที่เปี่ยมมหิทธานุภาพใช่หรือไม่? ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาย่อมตั้งคำถามกับแนวคิดเหล่านี้
ศัตรูของพระคริสต์ย่อมไล่ตามไขว่คว้าหมายสำคัญ การอัศจรรย์ และอำนาจที่ผิดธรรมชาติเหล่านี้ไปตลอดกาล ในขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ ตรัส และทรงช่วยมนุษย์ให้รอด พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือข้อเท็จจริง สิ่งเหล่านี้ที่พวกเขาไล่ตามไขว่ไม่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอด ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง หรือความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยของมนุษย์แต่อย่างใด แต่กระนั้น พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับมหิทธานุภาพของพระเจ้า ในขณะที่อธิษฐานนั้น พวกเขามักจะร้องขอกับพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงเผยมหิทธานุภาพของพระองค์ให้ข้าพระองค์เห็นหรือไม่? ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์มิใช่หรือ? หากพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ทรงอำนาจ และสถิตอยู่ทุกหนแห่ง ข้าพระองค์ขอวอนให้พระองค์ทรงช่วย เพราะตอนนี้ข้าพระองค์กำลังเผชิญกับความท้าทาย พระเจ้า หากพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ข้าพระองค์ขอวอนให้พระองค์ทรงเอาโรคภัยไข้เจ็บไปจากร่างกายของข้าพระองค์ ทรงพรากสถานการณ์ที่ข้าพระองค์เผชิญอยู่ไปเสีย ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ไม่ต้องเผชิญกับอันตรายทีเถิด พระเจ้า หากพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ในขณะที่ข้าพระองค์ทำหน้าที่ ข้าพระองค์ขอวอนให้พระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นคนที่ฉลาดและหลักแหลม เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษและมีพรสวรรค์ในชั่วข้ามคืน เพื่อให้ข้าพระองค์สามารถเข้าใจทักษะทางวิชาชีพได้โดยไม่ต้องศึกษา ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และคนที่โดดเด่นจากผู้อื่น ข้าแต่พระเจ้า หากพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงลงโทษและประทานความทุกข์ลำบากแก่พวกที่มุ่งร้ายและเยาะเย้ยความเชื่อที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์ โปรดทรงทำให้คนเหล่านั้นหูหนวกและตาบอด มีแผลบนศีรษะ และมีหนองไหลออกมาจากฝ่าเท้า โปรดทรงทำให้พวกเขาตายเยี่ยงสุนัข พระเจ้า หากพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ ขอร้องให้ข้าพระองค์ได้เห็นมหิทธานุภาพของพระองค์ทีเถิด” พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะและทรงพระราชกิจมากมาย แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับหลับหูหลับตาและปัดสิ่งเหล่านั้นทิ้งไป พวกเขาไม่เคยเก็บพระวจนะของพระเจ้าไปใส่หัวใจ และไม่เคยเก็บพระราชกิจของพระองค์ รวมถึงพระราชกิจที่สำคัญแต่ละขั้นตอนในการช่วยมนุษย์ให้รอดไปใส่หัวใจหรือให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ในทางกลับกัน พวกเขาตั้งหน้าตั้งตาร้องขอหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ขอให้พระเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ในระหว่างพระราชกิจของพระองค์ ขอให้พระเจ้าทรงทำสิ่งพิเศษที่จะเปิดตาพวกเขาและสนองความสงสัยใคร่รู้ของพวกเขา เพื่อพิสูจน์การสถิตของพระองค์ เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ สิ่งที่น่าขันยิ่งกว่าก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ถึงกับโอดครวญกับพระเจ้าในขณะอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มองไม่เห็นพระองค์เลย ความเชื่อของข้าพระองค์จึงน้อยนัก ข้าพระองค์ขอวอนให้ทรงเผยพระองค์ที่แท้จริงต่อข้าพระองค์ที ต่อให้จะเป็นในความฝันก็ตาม—ข้าพระองค์ขอวอนให้ทรงเผยมหิทธานุภาพให้ข้าพระองค์เห็น ข้าพระองค์จะได้มีความเชื่อในพระองค์และเชื่อในการสถิตของพระองค์ได้อย่างสนิทใจ มิเช่นนั้นแล้ว ข้าพระองค์ก็จะมีความเชื่อในพระองค์แบบผิดๆ ไปตลอด” พวกเขาไม่สามารถมองเห็นการสถิตของพระเจ้าหรือรู้จักแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระองค์ในระหว่างพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ได้ ทว่าจะให้พระองค์ทรงทำสิ่งที่นอกเหนือ สิ่งที่นึกไม่ถึงสำหรับมนุษย์เพื่อสร้างและทำให้ความเชื่อของพวกเขาแข็งแกร่ง พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะมากมายและทรงพระราชกิจหลายอย่าง แต่ไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะสัมพันธ์กับชีวิตจริงเพียงใด ไม่ว่าความจริงที่พระองค์ตรัสแก่ผู้คนจะเจริญใจเพียงไร ไม่ว่าพวกเขาจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านั้นโดยด่วนแค่ไหน ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สนใจ และไม่เก็บสิ่งเหล่านั้นไปใส่หัวใจเลย โดยแท้แล้วยิ่งพระเจ้าตรัสมากเพียงไร ยิ่งพระองค์ทรงพระราชกิจที่เฉพาะเจาะจงมากแค่ไหน พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยง หงุดหงิด และต้านทานมากเท่านั้น มากไปกว่านั้น พวกเขาจะถึงกับเกิดการกล่าวโทษและการหมิ่นประมาทพระเจ้า พวกเขาจะร้องโวยวายต่อพระองค์ว่า “ในพระวจนะเหล่านี้มีมหิทธานุภาพของพระองค์อยู่หรือ? นั่นคือทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำหรือ—การแสดงพระวจนะ? หากพระองค์ไม่ตรัส พระองค์จะไม่ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์หรือ? หากพระองค์ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ เช่นนั้นก็อย่าตรัสเลย อย่าทรงใช้พระวจนะหรือการสามัคคีธรรมความจริงและการจัดหาความจริงแก่มนุษย์เพื่อทำให้พวกเราได้รับชีวิตและสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย หากพระองค์ทรงทำให้พวกเราทุกคนกลายเป็นทูตสวรรค์ในชั่วข้ามคืน กลายเป็นผู้ส่งสาร—คราวนี้แหละ สิ่งนั้นจึงจะเป็นมหิทธานุภาพ!” ขณะที่พระเจ้าตรัสพระวจนะและทรงพระราชกิจของพระองค์ ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ก็ถูกเผยและถูกเปิดโปงออกมาทีละน้อยโดยไม่มีการปกปิด อีกทั้งแก่นแท้ที่รังเกียจและต้านทานความจริงของพวกเขาก็ถูกตีแผ่โดยหมดเปลือกเช่นเดียวกัน อุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่ดูหมิ่นพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าย่อมถูกเปิดโปงและถูกเผยออกมาทีละน้อยอย่างไม่หยุดหย่อนตามกาลเวลา ทำให้ความคืบหน้าที่พระเจ้าทรงกระทำในพระราชกิจนั้นรุดหน้าไป ศัตรูของพระคริสต์ไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่คลุมเครือ พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าที่จะเห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์—ทั้งยังถูกควบคุมโดยความกระตือรือร้นและความปรารถนานี้ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ธรรมชาติที่รังเกียจและเกลียดชังความจริงของพวกเขาถูกตีแผ่ ในทางตรงกันข้าม บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความเป็นจริงและความจริงโดยแท้ ผู้ที่เชื่อและรักในสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก มองเห็นมหิทธานุภาพของพระเจ้าในกระบวนการของพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์—และสิ่งที่ผู้คนเหล่านี้สามารถมองเห็น สิ่งที่พวกเขาได้รับ รวมถึงสิ่งที่พวกเขาสามารถล่วงรู้ได้ย่อมเป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีวันได้รู้และไม่มีวันได้รับอย่างแน่นอน ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่า หากผู้คนจะได้รับชีวิตจากพระเจ้า การนี้จำเป็นต้องมีหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พวกเขาเชื่อว่าหากไร้ซึ่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ การจะได้รับชีวิตและความจริงจากเพียงพระวจนะของพระเจ้า แล้วจึงสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและบรรลุความรอดนั้นเป็นไปไม่ได้ สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว นี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ชั่วนิรันดร์—เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผล นั่นเป็นสาเหตุที่พวกเขาเฝ้ารอและอธิษฐานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยหวังว่าพระเจ้าจะทรงเผยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และทรงแสดงปาฏิหาริย์แก่พวกเขา—และหากพระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น มหิทธานุภาพของพระองค์ก็ย่อมไม่มีอยู่จริง นัยยะเบื้องหลังการนี้คือ หากมหิทธานุภาพของพระเจ้าไม่มีอยู่จริง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ไม่มีอยู่จริงอย่างแน่นอน นี่คือตรรกะของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากล่าวโทษความชอบธรรมของพระเจ้า และพวกเขาก็กล่าวโทษมหิทธานุภาพของพระองค์
ในขณะที่พระเจ้าทรงกำลังช่วยผู้คนให้รอด ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่สนใจพระวจนะของพระองค์ ข้อกำหนดนานาประการของพระองค์ และเจตนารมณ์ของพระองค์โดยสิ้นเชิง พวกเขาต้านทานและรังเกียจสิ่งเหล่านี้จากก้นบึ้งของหัวใจ สิ่งที่พวกเขาสนใจไม่ใช่ความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งที่เป็นบวก ไม่ใช่ความรอดและการได้รับการทำให้เพียบพร้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สัมฤทธิ์ได้จากการไล่ตามเสาะหาความจริงและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ดังนั้นแล้วพวกเขาสนใจในสิ่งใดหรือ? พวกเขาสนใจการที่พระเจ้าทรงเผยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้พวกเขาได้เห็น สนใจการที่พระองค์ทรงทำให้พวกเขาได้รับความรู้เชิงลึกจากการทำทรงสิ่งเหล่านั้น และทรงทำให้พวกเขากลายเป็นบุคคลที่น่าจดจำ เป็นยอดมนุษย์ เป็นคนที่มีพลังพิเศษ เป็นคนที่เหนือธรรมดา พวกเขาปรารถนาที่จะกำจัดตำแหน่ง อัตลักษณ์ และสถานะของสามัญชน ของคนธรรมดาทั่วไป และของผู้ที่เสื่อมทรามให้พ้นจากตัวด้วยมหิทธานุภาพของพระเจ้า ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะเกิดมโนคติอันหลงผิดหรือปัญหาใดขึ้นระหว่างพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านั้น พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถเข้าใจความจริงหรือสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย—ไม่เลย พวกเขายังกระทำการตัดสินพระเจ้า กล่าวโทษ และต้านทานพระองค์เพราะทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาอีกด้วย ในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ พระราชกิจอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำคือสิ่งที่พวกเขาไม่ยอมรับ—นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขากล่าวโทษ ท้ายที่สุดแล้ว ทัศนะและคำนิยามพระเจ้าเหล่านี้เองที่นำให้พวกเขาปฏิเสธการมีอยู่ของแก่นแท้ของพระเจ้าโดยสิ้นเชิงในหัวใจ อีกทั้งกล่าวโทษ ใส่ร้าย และหมิ่นประมาทการมีอยู่ของแก่นแท้ของพระเจ้าโดยสิ้นเชิงเสียยิ่งกว่า นี่เป็นเพราะความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก่อกำเนิดขึ้นบนรากฐานที่ว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าจะทรงแก้ไขความคับข้องใจของพวกเขา และพระองค์จะทรงเอาคืนให้พวกเขา สำหรับพวกเขาแล้ว พระองค์จะทรงทำให้คนที่พวกเขาเกลียดและดูถูกปราชัย—พระเจ้าจะทรงสนองความทะเยอทะยานและความปรารถนาของพวกเขา นี่คือรากฐานของความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ทว่ามาจนถึงวันนี้ คนชั่วเหล่านี้กลับมองว่าพระเจ้าเช่นนั้นไม่ทรงมีอยู่ และเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดเพื่อพวกเขา จากมุมมองของพวกเขา นี่เป็นสถานการณ์ที่พวกเขาไม่ชอบใจนัก—นี่เป็นเรื่องที่ย่ำแย่ ดังนั้นเมื่อพวกเขามีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ มากมาย ความเข้าใจผิดและข้อกังขาที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็ย่อมหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาตัดสินใจที่จะไปจากพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์ ไปไล่ตามไขว่คว้าทางโลก ทำตามกระแสชั่ว และโผเข้าสู่อ้อมกอดของซาตาน สิ่งต่างๆ ของคนเหล่านี้ลงเอยเช่นนั้นเอง เมื่อตัดสินจากท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์เก็บงำไว้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและมหิทธานุภาพของพระองค์ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมเป็นผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง พวกเขาไม่มีความเชื่อในพระเจ้าแม้แต่น้อย และไม่มีการนบนอบหรือยอมรับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเลยแม้แต่นิดเดียว ในเรื่องของความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พวกเขาก็รู้สึกขยะแขยงและต้านทานสิ่งเหล่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ไม่ว่าเจ้ามองเรื่องนี้อย่างไร แก่นแท้เยี่ยงผู้ไม่เชื่อของศัตรูของพระคริสต์ก็มีอยู่ นี่มิใช่สิ่งที่ผู้อื่นยัดเยียดให้พวกเขา และไม่ใช่การทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่—แก่นแท้นี้ของพวกเขาถูกกำหนดอยู่บนพื้นฐานของทัศนะและวิธีการทั้งปวงที่พวกเขาเผยให้เห็นในยามที่มีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา
ศัตรูของพระคริสต์เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีโดยไม่สามารถเห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์ พวกเขาไม่สามารถเข้าใจข้อเท็จจริงนั้นได้ พวกเขาไม่สามารถเข้าใจข้อเท็จจริงได้แม้สิ่งนั้นจะถูกตีแผ่ให้เจ้าเห็นต่อหน้า—นั่นคือความมืดบอดมิใช่หรือ? พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและมหิทธานุภาพของพระองค์มักถูกเผยให้เห็นในงานของคริสตจักร ในประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร และในทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์ทรงปล่อยให้ผู้คนมองเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกๆ ที่—แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับตามืดบอดและมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ติดตามพระเจ้ามานานหลายปี พวกเขาย่อมจะกล่าววลีอันโด่งดังว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาตั้งหลายปี แล้วฉันได้รับอะไรบ้าง?” พวกเขาดูเหมือนไม่ได้รับอะไรเลยจริงๆ พระเจ้าทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อมนุษย์ แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับไม่ได้รับสิ่งใดเลย นั่นเป็นเรื่องที่น่าเวทนามิใช่หรือ? นั่นเป็นเรื่องที่น่าเวทนาอย่างแท้จริง! วลีของศัตรูของพระคริสต์แสดงให้เห็นถึงปัญหาได้ดีทีเดียว ทุกๆ คนที่ฟังพระวจนะของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ รวมถึงคนที่ยอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิตของพวกเขาย่อมจะกล่าวว่า “พวกเราเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีแล้ว และได้รับอะไรมากมายจากพระองค์ ไม่ใช่เพียงพระคุณ พระพร การคุ้มครอง และความกรุณาจากพระองค์เท่านั้น—ทว่าสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่มาจากพระเจ้า คือพวกเราได้เข้าใจและได้รับความจริงมากมาย พวกเราใช้ชีวิตด้วยสภาพเสมือนมนุษย์และเกียรติยศ พวกเราได้รู้วิธีปฏิบัติตน พวกเราติดค้างพระเจ้าอยู่มากเหลือเกิน เมื่อเทียบกับราคาที่พระองค์ทรงจ่าย เทียบกับสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเราแล้ว ความยากลำบากเล็กน้อยของพวกเรานั้นไม่คู่ควรที่จะพูดถึงเสียด้วยซ้ำ มนุษย์ควรตอบแทนความรักของพระเจ้า” อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์นั้นตรงกันข้ามทีเดียว พวกเขากล่าวว่า “สองสามปีมานี้พระเจ้าทรงพระราชกิจ แต่ทำไมฉันไม่ได้รับอะไรเลย? พวกคุณทุกคนพูดว่าคุณได้รับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้มีประสบการณ์กับเรื่องนั้นเรื่องนี้—แต่ประสบการณ์พวกนั้นจะทำให้คุณอิ่มท้องหรือ? ประสบการณ์พวกนั้นจะมีค่าอะไร? เปรียบเทียบกับพระพร พระคุณ กับการได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์แล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงโดยสิ้นเชิงมิใช่หรือ? นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า ฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลย เมื่อเทียบกับความทุกข์ที่ฉันสู้ทน เทียบกับสิ่งที่ฉันละทิ้งและสละเพื่อพระเจ้า สิ่งที่ฉันได้รับมาไม่ได้คุ้มค่าเลย! ความจริงคืออะไรถ้าไม่ใช่คำกล่าวและทฤษฎีไม่กี่ประการ? สิ่งนั้นคืออะไรถ้าไม่ใช่คำสอนไม่กี่ประการ? ฉันได้ฟังคำพูดเหล่านี้ ได้ฟังความจริงเหล่านี้ และฉันก็ไม่รู้สึกว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อะไรภายในตัวฉันเลย! เดิมทีเวลานึกถึงเรื่องต่างๆ ความคิดของฉันก็ไม่ได้แล่นขนาดนั้นอยู่แล้ว มากไปกว่านั้นฉันก็อายุมากขึ้นหลายปี แถมสุขภาพฉันก็ไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน ผมฉันกลายเป็นสีเทา ใบหน้าก็มีริ้วรอยเพิ่มขึ้น—ฉันฟันร่วงไปสองสามซี่แล้ว แถมซี่ใหม่ก็ไม่ขึ้นแล้วด้วย พระเจ้าตรัสว่าผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดย่อมเป็นเหมือนเด็กๆ ที่สดใสและมีชีวิตชีวา แล้วดูฉันสิ กลายเป็นคนที่สภาพหงำเหงือก แถมใบหน้าก็แก่ ฉันยังไม่ได้กลับกลายเป็นเด็ก จากพระวจนะของพระเจ้า คนแก่ที่ผมหงอกขาวสามารถกลับกลายเป็นคนหนุ่มสาวที่มีผมดกดำได้ ทำไมฉันถึงยังไม่เปลี่ยน? พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงเปลี่ยนสภาพผู้คนโดยสิ้นเชิง แต่นั่นยังไม่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันยังไม่ได้กลายเป็นคนใหม่เลย ฉันยังคงเป็นฉัน และเมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับฉัน ฉันก็ยังต้องคิดหาวิธีรับมือสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง ความลำบากยากเย็นทางเนื้อหนังของฉันก็กำลังเพิ่มมากขึ้นด้วย—ฉันมักจะอ่อนแอและคิดลบ นอกจากนี้ สองปีที่ผ่านมาความจำของฉันก็ย่ำแย่ ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมาย แต่พระองค์ไม่ได้ทรงเสริมความจำของฉันให้ดีขึ้นเลย พระเจ้าไม่ทรงสามารถประทานความสามารถพิเศษให้ผู้คน อย่างการรักษาร่างกายของพวกเขาไม่ให้แก่ได้หรือ? ฉันรู้สึกว่า ประเด็นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนี้ คือผู้คนเปลี่ยนสภาพไปโดยสิ้นเชิง ดูท่าว่าความจริงจะไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ หากพระเจ้าตรัสอะไรบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนใครบางคนให้เป็นคนใหม่ กลายเป็นคนที่มีรูปลักษณ์ที่เจิดจ้าราวทูตสวรรค์ กลายเป็นคนที่สามารถล่องหนได้ คนที่สามารถหลบหนีทะลุกำแพง คนที่เมื่อเผชิญกับการข่มเหงและอันตรายก็สามารถร่ายคาถาและหายตัวไป และกลายเป็นคนที่ไม่มีใครตามจับได้ตลอดกาลอย่างแท้จริง—หากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่เป็นนิจทำให้ผมของผู้คนไม่เปลี่ยนเป็นสีเทา ใบหน้าของพวกเขาไม่มีรอยเหี่ยวย่น และฟันที่หลุดไปก็มีซี่ใหม่ขึ้นมาแทนที่—นั่นคงจะยอดเยี่ยมทีเดียว! นั่นคือการถูกเปลี่ยนสภาพโดยสมบูรณ์! หากพระเจ้าทรงทำสิ่งเหล่านั้น ฉันก็จะเชื่อโดยไม่มีเงื่อนไขว่าพระองค์คือพระเจ้า หากพระเจ้าตรัสและทรงประกาศความจริงต่อไป เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อของฉันก็จะหมดไปในไม่ช้า อีกไม่นานฉันจะไม่สามารถเชื่อต่อไปได้ และบางทีฉันอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของฉันได้อีกต่อไป ฉันจะไม่ต้องการทำเช่นนั้น” ตลอดเวลาที่ศัตรูของพระคริสต์ติดตามพระเจ้า พวกเขามักจะเกิดการเรียกร้องสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้จากพระองค์อยู่ในหัวใจ รวมถึงเกิดข้อกังขาและข้อเรียกร้องที่เกินจริงอยู่บ่อยครั้งในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา และในการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมและความปรารถนาส่วนตัวนั้น พวกเขาย่อมจะเกิดความคิดแปลกประหลาดทุกรูปแบบขึ้น ทว่ามีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ พวกเขาไม่สามารถเข้าใจพระวจนะที่พระเจ้าตรัส และไม่สามารถเห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดได้ นับประสาอะไรกับการเข้าใจว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นเป็นไปเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ว่าทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อทำให้มนุษย์สัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เพราะฉะนั้น ขณะที่พวกเขาเชื่อต่อไป พวกเขาก็สูญสิ้นแรงขับเคลื่อน ขณะที่พวกเขาเชื่อต่อไป ความรู้สึกที่คิดลบและท้อแท้ก็เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาย่อมเกิดความคิดและความรู้สึกอยากถอนตัว อยากล้มเลิก ส่วนเรื่องแก่นแท้ของพระเจ้า ลืมเรื่องที่ว่าพวกเขาเชื่อ รับรู้ หรือยอมรับสิ่งนี้หรือไม่ไปเสีย—เพราะขณะที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าต่อไปนั้น พวกเขาไม่สามารถทำให้ตนเองสนใจประเด็นนี้ได้เสียด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าขณะสามัคคีธรรม เมื่อเจ้ากล่าวว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า เป็นมหิทธานุภาพและอธิปไตยของพระองค์ กล่าวว่าผู้คนควรนบนอบและรู้จักสิ่งเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะไม่กล่าวสิ่งใดออกมา—พวกเขาจะไม่แสดงทัศนะใดทั้งสิ้น ทว่าในใจของพวกเขากลับเกิดความเกลียดชังต่อสิ่งเหล่านั้น พวกเขาจะไม่อยากฟัง พวกเขาจะไม่เต็มใจรับฟัง บางคนก็จะลุกและเดินออกไป ในยามที่ทุกคนฟังคำเทศนา ในยามที่ผู้อื่นกำลังสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า ในยามที่พี่น้องชายหญิงกำลังสามัคคีธรรมคำพยานจากประสบการณ์ของพวกเขาด้วยความกระตือรือร้นอย่างนิ่ง—ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใด? พวกเขาดื่มชา อ่านนิตยสาร เล่นโทรศัพท์ พูดคุยซุบซิบไปเรื่อยเปื่อยนั่นเอง ด้วยการประท้วงและต้านทานแบบเงียบๆ นี้ พวกเขากำลังพยายามที่จะยืนยันด้วยพฤติกรรมของตนว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นเปล่าประโยชน์ “พวกคุณแค่กำลังพยายามหาเหตุผลให้สิ่งต่างๆ กำลังหลอกตัวเอง—พระเจ้าและความจริงไม่มีอยู่เสียหน่อย และเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะได้รับการทรงช่วยให้รอดจากพระเจ้า!” ในสายตาของพวกเขา บรรดาผู้ที่เชื่อในความจริง นบนอบพระเจ้า และเชื่อในข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้คือคนโง่—คนเหล่านั้นล้วนเป็นพวกที่ไร้สมอง และเป็นพวกที่ถูกหลอก พวกเขาเชื่อว่าชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในกำมือของตนเอง คนเราไม่สามารถปล่อยให้ผู้อื่นมาจัดแจงสิ่งนี้เพื่อพวกเขาได้ ผู้คนไม่ใช่หุ่นเชิด แต่มีความคิดจิตใจ และมีความสามารถที่จะนึกถึงปัญหาทั้งหลายได้อย่างเสรี—และหากใครไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้เสียด้วยซ้ำ คนคนนั้นย่อมเป็นขยะ เป็นคนที่ต่ำต้อย ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะมอบชะตากรรมของตนให้พระเจ้าทรงควบคุม นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ พวกเขายังคงเป็นผู้ชม เป็นผู้ไม่เชื่อที่รับบทเป็นลูกสมุนของซาตานตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเขาคือคนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นและเป็นจอมปัญหา—พวกเขาคือเหล่าคนทำชั่วที่แอบลักลอบเข้ามานั่นเอง
ค. การดูหมิ่นความบริสุทธิ์และความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า
ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับหรือไม่เชื่อเรื่องความชอบธรรมและมหิทธานุภาพในแก่นแท้พระอุปนิสัยของพระเจ้าแม้แต่น้อย นับประสาอะไรกับการมีความรู้ในสิ่งเหล่านั้น แน่นอนว่าสำหรับพวกเขา การเชื่อ มีความรู้ รวมถึงรู้จักความบริสุทธิ์และความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้ายังคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า ดังนั้นเมื่อพระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงต้องการให้ผู้คนเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีเหตุผลซึ่งสามารถรักษาตำแหน่งของตนไว้ได้ ศัตรูของพระคริสต์ก็เกิดแนวคิด รวมถึงท่าทีและความรู้สึกทั้งหลายขึ้นมา พวกเขากล่าวว่า “พระเจ้าทรงได้รับการยกชูมิใช่หรือ? พระองค์ทรงเป็นองค์สูงสุดมิใช่หรือ? หากเป็นเช่นนั้น ข้อพึงประสงค์ที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ก็ควรยิ่งใหญ่และสูงส่ง ฉันคิดว่าพระเจ้าทรงแสนล้ำลึก ไม่ได้คิดเลยว่าพระองค์จะทรงเรียกร้องเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นจากมนุษย์ ข้อพึงประสงค์เหล่านั้นจะสามารถถือว่าเป็นความจริงได้หรือ? สิ่งเหล่านั้นเรียบง่ายเกินไป! การยกระดับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าย่อมจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง บุคคลหนึ่งควรเป็นยอดมนุษย์ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นคนที่มีความสามารถ—นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าควรต้องประสงค์ให้มนุษย์ทำ พระองค์ทรงต้องการให้คนคนหนึ่งเป็นคนที่ซื่อสัตย์—นั่นคือพระราชกิจของพระเจ้าจริงหรือ? สิ่งนั้นมิใช่ของปลอมหรอกหรือ?” ลึกๆ แล้วในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงต้านทานความจริง—แต่ขณะที่พวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาก็เกิดการหมิ่นประมาทขึ้นด้วย นั่นมิใช่การที่พวกเขาดูหมิ่นความจริงหรือ? พวกเขาเต็มไปด้วยการดูถูกและการดูแคลนข้อเรียกร้องของพระเจ้า พวกเขานิยามและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยท่าทีสบประมาท ไม่ใส่ใจ เยาะเย้ย และเสียดสี เห็นได้ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้อุปนิสัยที่น่ารังเกียจ พวกเขาไม่สามารถยอมรับคำพูดหรือสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงงดงาม และสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ แก่นแท้ของพระเจ้านั้นเป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนก็สอดคล้องกับสิ่งที่จำเป็นต่อพวกเขา คำว่า “ยิ่งใหญ่และสูงส่ง” ที่ศัตรูของพระคริสต์หยิบยกขึ้นมา—สิ่งนั้นคืออะไร? คือสิ่งที่เป็นเท็จ ว่างเปล่า และไร้ซึ่งความหมาย สิ่งที่ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามและชักพาพวกเขาให้หลงผิด สิ่งที่ทำให้พวกเขาล้มลง และพาพวกเขาให้ออกห่างจากพระเจ้า ในทางกลับกัน ความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง รวมถึงพระชนม์ชีพของพระองค์เป็นสิ่งที่สัตย์ซื่อ น่ารัก และสัมพันธ์กับชีวิตจริง เมื่อคนเราได้รับประสบการณ์และก้าวผ่านพระวจนะของพระเจ้ามาสักระยะหนึ่ง พวกเขาย่อมจะพบว่าลำพังพระชนม์ชีพของพระเจ้าก็เป็นสิ่งที่น่ารักที่สุด และมีเพียงพระวจนะของพระองค์เท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนและเป็นชีวิตของพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ—ในขณะที่ความคิดเห็นและคำกล่าวอันยิ่งใหญ่และสูงส่งซึ่งซาตานและศัตรูของพระคริสต์หยิบยกขึ้นมานั้นตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับความเป็นจริงและความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์ ด้วยเหตุนั้น อ้างอิงจากแก่นแท้ประเภทนี้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจึงไม่สามารถยอมรับความบริสุทธิ์และความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าได้โดยสิ้นเชิง พวกเขาจะไม่มีทางรับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน และสำหรับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้อันเสื่อมทรามหลากหลายแง่มุมของผู้คนที่พระเจ้าทรงเปิดโปง—ทั้งการกระทำผิดและความโอหังของพวกเขา อุปนิสัยที่หลอกลวง เลวร้าย ชั่วร้าย และรังเกียจความจริงของพวกเขา—ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้เลย ในส่วนของการที่พระเจ้าทรงพิพากษาผู้คนและตำหนิพวกเขาอย่างรุนแรงนั้น ไม่เพียงแต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่อาจรู้ถึงความบริสุทธิ์และความน่ารักของพระเจ้าในสิ่งเหล่านั้นได้—ในทางกลับกัน พวกเขารังเกียจและต้านทานพระวจนะที่พระเจ้าตรัสอยู่หัวใจ ทุกๆ ครั้งที่พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ตีสอน พิพากษา และเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ พวกเขาก็เกลียดพระวจนะเหล่านั้นและอยากก่นด่า หากใครบางคนกล่าวว่าพวกเขาเป็นคนโอหัง เป็นคนดื้อแพ่ง เป็นคนเลวร้ายที่รังเกียจความจริง พวกเขาย่อมจะโต้แย้งบุคคลนั้นและก่นด่าไปถึงบรรพบุรุษของเขา และหากใครบางคนเปิดโปงแก่นแท้อันเสื่อมทรามของพวกเขาและกล่าวโทษพวกเขา นั่นราวกับคนคนนั้นตั้งใจที่จะปลิดชีพพวกเขา—พวกเขาจะไม่ยอมรับการนั้นโดยเด็ดขาด นี่เป็นเพราะศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ดังกล่าวและเผยสิ่งที่พวกเขาถูกระบุออกมา รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็ถูกโดดเดี่ยวและถูกเผยในพระนิเวศของพระเจ้าและในคริสตจักรโดยไม่ตั้งใจ ความทะเยอทะยานและความปรารถนาของพวกเขามักจะได้รับการเติมเต็ม ดังนั้นพวกเขาจึงเกิดความเกลียดชังต่อพระวจนะที่พระเจ้าตรัส ต่อการสถิตของพระองค์ และต่อวลีที่ว่า “ความจริงปกครองในพระนิเวศของพระเจ้า” มากขึ้นเรื่อยๆ หากเจ้ากล่าววลีนั้นแก่พวกเขา พวกเขาก็จะอยากสู้รบกับเจ้าจนถึงแก่ความตาย อยากทรมานและลงโทษเจ้าจนถึงแก่ความตาย สิ่งนี้มิได้แสดงให้เห็นในตัวเองหรือว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า? ใช่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างแท้จริง! หากใครบางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเอกลักษณ์ มนุษย์ห้ามบูชาบุคคล และห้ามบูชารูปเคารพอื่นใดนอกจากพระองค์” ศัตรูของพระคริสต์จะเต็มใจฟังเรื่องนี้หรือไม่? (ไม่เต็มใจ) เหตุใดจึงไม่เต็มใจ? คำพูดเหล่านี้กล่าวโทษพวกเขาใช่หรือไม่? คำพูดเหล่านั้นพรากสิทธิ์ที่จะเป็นพระเจ้าไปจากพวกเขามิใช่หรือ? หากไร้ซึ่งสิทธิ์ที่จะเป็นพระเจ้า หากความหวังนั้นสูญสิ้นไป พวกเขาจะมีความสุขหรือไม่? (ไม่มี) นั่นคือเหตุผลที่หากเจ้าจะเปิดโปงพวกเขา ทิ้งให้พวกเขาถูกทำลายชื่อเสียงและตำแหน่ง ไม่มีผู้ใดเคารพบูชาพวกเขา ทิ้งให้พวกเขาไม่สามารถเอาชนะใจผู้คนได้ ทิ้งให้ไร้ซึ่งสถานะ พวกเขาย่อมจะตะปบเจ้าด้วยกรงเล็บอันมุ่งร้ายเยี่ยงมารเพื่อจะทรมานเจ้า เมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในคริสตจักร และใครบางคนตั้งใจรายงานเรื่องพวกเขาต่อเบื้องบน หากผู้นำคริสตจักรเป็นศัตรูของพระคริสต์ คนคนนั้นจะอนุญาตให้พวกเขารายงานหรือไม่? เขาย่อมจะไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นรอดสายตาไปได้ ทั้งจะกล่าวว่า “หากคุณรายงานไป คุณจะต้องรับผิดชอบผลที่ตามมา! หากเบื้องบนตัดแต่งพวกเราและเอาตัวผู้คนออกไปจากคริสตจักร ผมจะทำให้คุณรู้สึกเสียใจที่ทำลงไป—ผมจะให้ทุกคนทอดทิ้งคุณ แล้วจากนั้น คุณก็จะได้รู้เสียบ้างว่าการถูกเอาตัวออกไปนั้นรู้สึกอย่างไร!” นี่ไม่ใช่การข่มขู่และสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้ที่จะทำการรายงานหรอกหรือ? ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นเอกลักษณ์ไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะเป็นเอกลักษณ์ด้วยเหมือนกัน สิ่งที่ฉันพูดถือเป็นกฎในคริสตจักรเรา ไม่ว่าคุณต้องการทำอะไร คุณก็ต้องผ่านฉันไปก่อน—และคุณจะไม่ได้ผ่านฉันไปแน่ อยากผ่านฉันไปงั้นหรือ? งั้นก็ข้ามศพฉันไปเถอะ! ฉันมีอำนาจปกครองในคริสตจักรของเรา ฉันเป็นคนยื่นคำขาดที่นี่ ฉันคือความจริง—ฉันคือคนที่มีเอกลักษณ์!” นี่มิใช่การสำแดงของมารหรือ? นี่คือการสำแดงของมาร—โฉมหน้าเยี่ยงมารถูกเปิดโปง และคำพูดเยี่ยงมารถูกกล่าวออกมา
สำหรับเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างไรนั้น พวกเขาเริ่มจากความไม่เชื่อและความเคลือบแคลงสงสัยไปสู่การรอให้ถึงเวลาอันเหมาะสมและการทดสอบ และและท้ายที่สุดก็ไปสู่การตัดสินและหมิ่นประมาท สิ่งนี้นำพวกเขาทีละก้าวไปสู่หลุมลึก สู่บ่อโคลนที่ไม่มีวันสิ้นสุด และนำพวกเขาไปสู่เส้นทางของการต้านทานพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระองค์ ขัดแย้งกับพระองค์โดยสิ้นเชิง และร้องโวยวายใส่พระองค์ไปจนถึงปลายทาง ซึ่งนั่นเป็นจุดที่เจ้าไม่อาจหันกลับได้ พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการรับรู้ซึ่งการมีอยู่ของแก่นแท้ของพระเจ้าเท่านั้น—ในทางกลับกัน พวกเขาเกิดมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันทุกรูปแบบเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้าในแต่ละแง่มุม ทำให้พวกเขาชักพาคนรอบตัวและคนที่พวกเขาคบค้าสมาคมด้วยให้หลงผิด เป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้ผู้คนกังขาในการสถิตของพระเจ้าและการมีอยู่ของแก่นแท้ของพระองค์เหมือนพวกเขามากขึ้น ในยามที่จากโลกนี้ไป พวกเขาก็จะลากผู้อื่นลงนรกไปกับพวกเขาเสียด้วยซ้ำ สำหรับพวกเขาแล้ว การทำเรื่องแย่ๆ ด้วยตนเองนั้นไม่เพียงพอ—พวกเขาต้องการหาผู้อื่นมาเป็นเพื่อน ทำเรื่องแย่ๆ เป็นเพื่อนพวกเขา ต้านทานพระเจ้าและก่อกวนงานของพระนิเวศของพระองค์กับพวกเขา กังขาและปฏิเสธพระเจ้าไปกับพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเกี่ยวกับทุกๆ แง่มุมของแก่นแท้พระเจ้า ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถรู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าจากทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเท่านั้น—ทว่าพวกเขาจะยังตั้งหน้าตั้งตาวิเคราะห์ ศึกษา ทดสอบ และกระทำการตัดสินแก่นแท้ของพระเจ้า ทั้งยังถึงกับแอบโต้แย้งพระเจ้าอีกด้วย โดยกล่าวว่า “พระองค์ทรงเอกลักษณ์มิใช่หรือ? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์มิใช่หรือ? พระองค์ทรงปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับคนที่เชื่อในพระองค์ได้อย่างไร? หากพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ พระองค์ก็ไม่ทรงควรอนุญาตให้กองกำลังของศัตรูบุกเข้ามาในที่ทรงงานของพระองค์เลย” นั่นเป็นคำพูดประเภทใด? เมื่อไรที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นในคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์จะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นพูดสิ่งที่บ่อนทำลาย เป็นลบและเต็มไปด้วยการตัดสิน พวกเขาจะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นโต้แย้งกับพระเจ้า เผชิญหน้ากับพระองค์ และเรียกร้องให้พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่พระนิเวศของพระเจ้าเผชิญเรื่องยากลำบากหรือปัญหาที่ยุ่งยาก ศัตรูของพระคริสต์ก็สุดแสนปีติยินดี ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นตอนที่พวกเขามีความสุขที่สุดและพึงพอใจมากที่สุด เป็นตอนที่พวกเขากระโดดโลดเต้นสูงที่สุดด้วยความดีใจ พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถค้ำจุนผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้—ทว่าพวกเขากลับไปยืนอยู่ข้างสนาม จับตาดูและหัวเราะ เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อให้เกิดการจราจลในพระนิเวศของพระเจ้า ให้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรถูกจับกุมและแยกย้ายกันไป และงานของพระนิเวศของพระองค์ก็ไม่อาจก้าวหน้าไปได้อีก พวกเขาจะมีความสุขมากพอกับในวันสิ้นปี และทุกครั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้าสงบลงและได้รับการแก้ไข เมื่อพี่น้องชายหญิงได้รับบทเรียนจากเรื่องนั้น มีบางสิ่งเกิดขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้านั้นอยู่ตัวและได้รับการแก้ไข เมื่อพี่น้องชายหญิงได้เรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนั้น นั่นเป็นตอนที่ศัตรูของพระคริสต์จะถูก “ตัดสินโทษ” นั่นยังเป็นตอนที่ศัตรูของพระคริสต์สิ้นหวัง เศร้าใจ และท้อแท้มากที่สุดอีกด้วย พวกเขาไม่สามารถทนเห็นพี่น้องชายหญิงอยู่อย่างสุขสบาย หรือผู้ติดตามพระเจ้ามีความเชื่อ และเปี่ยมด้วยความมั่นใจในยามที่พวกเขาติดตามพระองค์ พวกเขาไม่สามารถทนเห็นพี่น้องชายหญิงเกิดความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยภายใต้การนำของพระวจนะของพระเจ้า ทำหน้าที่ของพวกเขาด้วยความจงรักภักดี และงานก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ พวกเขาไม่สามารถทนเห็นคริสตจักรเจริญรุ่งเรือง หรือแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมากขึ้นทีละน้อยได้—นอกจากนี้พวกเขายังเกลียดเวลาที่ผู้คนประกาศพระวจนะของพระเจ้า เป็นพยานให้พระองค์ และสรรเสริญคงามน่ารักและพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์อยู่เสมอด้วย มากไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเกลียดเวลาไม่ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับผู้คน พวกเขาก็แสวงหาพระเจ้า อธิษฐานถึงพระองค์ และแสวงหาพระวจนะของพระองค์ นบนอบพระองค์และทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ ถึงแม้ศัตรูของพระคริสต์จะรับประทานอาหารจากพระนิเวศของพระเจ้า ได้ชื่นชมพระวจนะของพระองค์ และชื่นชมผลประโยชน์ทั้งปวงจากพระนิเวศของพระองค์ พวกเขาก็มักจะหวังให้มีโอกาสได้หัวเราะเยาะพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาตั้งตารอให้ผู้เชื่อในพระเจ้าทุกคนแยกย้ายกระจัดกระจายกันไป และพระราชกิจของพระเจ้าถูกทิ้งจนไม่สามารถคืบหน้าไปได้อีก เพราะฉะนั้นเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพระนิเวศของพระเจ้า แทนที่จะปกป้องพระนิเวศ คิดหาวิธีหนทางในการแก้ไขปัญหา หรือปกป้องพี่น้องชายหญิงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี หรือแทนที่จะร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงเพื่อจัดการปัญหานั้นโดยพร้อมเพรียง พากันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและนบรอบอธิปไตยของพระองค์ ศัตรูของพระคริสต์กลับจะยืนอยู่ข้างสนาม หัวเราะเยาะ ให้คำแนะนำที่ไม่มีประโยชน์ ทำลายและก่อกวน ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้น พวกเขาจะถึงกับยื่นมือช่วยเหลือบุคคลภายนอกโดยแลกกับพระนิเวศของพระเจ้า แล้วทำตัวเป็นลูกสมุนของซาตาน จงใจก่อกวนและสร้างความเสียหายให้สิ่งต่างๆ คนเช่นนั้นมิใช่ศัตรูของพระเจ้าหรอกหรือ? ยิ่งช่วงเวลานั้นสำคัญยิ่งยวดเพียงใด สภาพเสมือนมารของพวกเขายิ่งถูกเปิดโปงออกมาอย่างชัดเจนมากเท่านั้น ยิ่งช่วงเวลานั้นสำคัญยิ่งยวดมากเพียงใด ก็ย่อมมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย และสภาพเสมือนมารของพวกเขาก็ยิ่งถูกเปิดโปงอย่างละเอียดมากที่สุดและเต็มที่ที่สุด ยิ่งช่วงเวลานั้นสำคัญยิ่งยวดมากเพียงใด พวกเขาก็จะยิ่งเอาพระนิเวศของพระเจ้าไปแลกกับบุคคลภายนอกมากเท่านั้น พวกเขาเป็นคนประเภทใดหรือ? ผู้คนเช่นนั้นคือพี่น้องชายหญิงใช่หรือไม่? พวกเขาคือจอมทำลายล้างที่น่ารังเกียจ พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า พวกเขาคือหมู่มาร พวกเขาคือเหล่าซาตาน พวกเขาคือคนชั่ว คือศัตรูของพระคริสต์นั่นเอง พวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิง และไม่ใช่ผู้สมัครสำหรับความรอด หากพวกเขาเป็นพี่ชายหญิง เป็นคนของพระนิเวศของพระเจ้าจริงๆ เช่นนั้นแล้วเมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้นในพระนิเวศของพระองค์ พวกเขาย่อมจะมีหัวใจและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้องชายหญิงในการเผชิญหน้าและจัดการกับปัญหานั้นโดยพร้อมเพรียง พวกเขาจะไม่ทำตัวเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ไม่ต้องพูดถึงการมองดูและหัวร่อต่อกระซิก มีเพียงผู้คนเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่จะยืนอยู่ข้างสนาม หัวเราะเยาะ และตั้งหน้าตั้งตารอให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับพระนิเวศของพระเจ้า
แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์อาจจะถูกเปิดโปงได้ในทุกๆ เรื่อง นี่เป็นสิ่งที่ปกปิดไม่ได้นัก ไม่ว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใด ไม่ว่าในประเด็นปัญหาใด ทัศนะและอุปนิสัยที่พวกเขาเผยออกมาก็ล้วนน่ารังเกียจสำหรับมนุษย์และพระเจ้าทั้งสิ้น พวกเขาไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการทำลาย การขัดขวาง และการก่อกวนต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนหัวเราะอยู่ข้างสนามเท่านั้น—พวกเขามักจะประจันหน้ากับพระเจ้าและทดสอบพระองค์อีกด้วย การทดสอบพระเจ้าหมายถึงอะไร? (ในหัวใจของพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า และพวกเขาก็พูดบางสิ่งบางอย่างหรือใช้กลอุบายบางประการเพื่อทดสอบพระดำริของพระองค์ ด้วยพยายามหาว่าพระดำรินั้นคืออะไร) เจ้าได้เห็นเรื่องนั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ในกรณีของโยบ ซาตานทดสอบพระเจ้าอย่างไร? (ครั้งแรกที่ซาตานกล่าว มันกล่าวว่าหากพระเจ้าทรงทำลายครอบครัวและทรัพย์สินของโยบ เขาก็จะไม่นมัสการพระเจ้าอีกต่อไป ครั้งต่อมามันกล่าวว่า หากพระเจ้าทรงทำลายเนื้อหนังและกระดูกของโยบ เขาก็จะปฏิเสธพระเจ้า ซาตานต้องการทดสอบพระเจ้าด้วยการให้เกิดความวิบัติขึ้นกับโยบ) สิ่งนั้นคือการทดสอบใช่หรือไม่? นั่นเป็นนิยามที่ถูกต้องสำหรับคำนั้นใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) พูดให้ถูกต้องก็คือ ข้อความเหล่านั้นหมายถึงการกล่าวหา สิ่งที่ซาตานหมายถึงในการกล่าวเช่นนั้นคือ “พระองค์ตรัสว่าโยบคือผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมมิใช่หรือ? จากทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้เขา เขาจะไม่นมัสการพระองค์ได้อย่างไร? หากพระองค์ทรงทำลายสิ่งที่ดีเหล่านั้นของเขา แล้วพระองค์คิดว่าเขาจะยังนมัสการพระองค์อยู่หรือ?” นั่นคือการกล่าวหา แล้วการทดสอบคืออะไรหรือ? ซาตานให้พวกคนพาลมาปล้นและชิงทรัพย์ของโยบ สำหรับโยบนั่นคือการทดสอบ สิ่งนั้นจะเป็นการทดสอบได้อย่างไร? ก็ด้วยเช่นนี้เอง “คุณเชื่อในพระเจ้ามิใช่หรือ? เมื่อฉันพรากสิ่งเหล่านี้มาจากคุณ มาดูกันว่าถึงตอนนั้นคุณจะยังเชื่อในพระองค์อยู่ไหม!” ว่าแต่โยบเข้าใจการนั้นได้อย่างไร? การเชื่อว่าสิ่งนี้คือการทดสอบจากพระเจ้าทำให้เขาไม่ขัดขืนหรือต่อสู้ และเขาก็ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น—เขานบนอบ และยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า ทั้งนี้ ยังมีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับองค์พระเยซูเจ้า นั่นคือ ซาตานให้พระองค์ทรงเปลี่ยนหินให้กลายเป็นอาหาร และแสดงความรุ่งโรจน์และความร่ำรวยทั้งปวงให้องค์พระเยซูเจ้าทอดพระเนตร เพื่อให้พระองค์ทรงก้มลงบูชามัน สิ่งเหล่านั้นคือการทดลอง แล้วในคราวนี้ ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดเพื่อทดสอบพระเจ้า? (ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พวกเขาทำชั่ว ต่อให้พวกเขารู้ว่านั่นเป็นการทำชั่ว พวกเขาก็ยังต้องการทดสอบพระเจ้าเพื่อดูว่าพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาหรือไม่ เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ในยามที่ทำชั่วพวกเขาจึงไม่รู้ตัว) นั่นคือการทดลอง พวกเขากำลังทำเช่นนั้นด้วยชุดความคิดว่าลองทำดู พวกเขาเพียงต้องการดูว่าพระเจ้าจะทรงทำอย่างไร “พระเจ้าทรงเปี่ยมบารมีและพระพิโรธมิใช่หรือ? คือว่าฉันกำลังกดขี่คริสตจักร และได้ทำเรื่องที่แย่มากมายลับหลังพระเจ้าและมนุษย์—พระเจ้าทรงรู้เรื่องนั้นไหม? หากฉันไม่มีความเสียใจอยู่ในใจและไม่ได้ทนทุกข์กับการลงโทษทางเนื้อหนัง นั่นก็หมายความว่าพระเจ้าไม่ทรงรู้เรื่องนี้” พวกเขาทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการทดสอบว่าพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์หรือไม่ เพื่อทดสอบว่าพระองค์ทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกที่สุดในหัวใจของผู้คนหรือไม่? นั่นคือความหมายของการทดสอบ พวกเขาต้องการยืนยันความเที่ยงตรงของเรื่องนี้ ต้องการทดสอบว่าพระเจ้าจะทรงกระทำสิ่งใดจริงหรือไม่ และพระองค์สถิตอยู่จริงหรือไม่ นั่นคือความหมายของการทดสอบ
ครั้งหนึ่ง ศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ชักพาผู้คนกลุ่มหนึ่งให้หลงผิด เขาเห็นว่าพระนิเวศของพระเจ้ากำลังจัดตั้งคณะนักร้องประสานเสียงไปร้องเพลงนมัสการที่ต่างประเทศ พลางคิดว่า “หากพวกคุณสามารถไปร้องประสานเสียงถึงต่างประเทศได้ พวกเราก็ทำอยู่ที่นี่ได้เหมือนกัน” ดังนั้นเขาจึงรวบรวมผู้คนจากหลากหลายที่เพื่อมาร้องประสานเสียง เขารวบรวมผู้ชมกลุ่มใหญ่มาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งทีเดียว เหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้? ในแง่หนึ่งเขากำลังก่อตั้งอาณาจักรอิสระ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ความละเอียดละออ ส่วนอีกแง่หนึ่ง ความตั้งใจของเขาก็คือ “พระเจ้าที่พวกเราเชื่อคือพระเจ้าเที่ยงแท้ และพวกเรามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเราอาจจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นปฏิปักษ์ มีพญานาคใหญ่สีแดงคอยข่มเหงและจับตาดูพวกเราอย่างเข้มงวดและใกล้ชิด แต่มาแสดงให้ผู้คนเห็นกันเถิดว่าพระเจ้าทรงคุ้มครองพวกเราหรือไม่ มาดูกันว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเราได้หรือไม่ มาดูกันว่าพวกเราจะถูกจับกุมได้หรือไม่?” นั่นเป็นชุดความคิดประเภทใด? (เป็นการทดสอบ) นี่เป็นการทดสอบ—เป็นการโบกธงและใช้คำพูดติดหูอย่างการเชื่อว่าพระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์และสถิตอยู่ทุกหนแห่งมาทดสอบว่าพระเจ้าจะทรงทำเช่นไรกันแน่ มาเดิมพันกับพระองค์ และต่อสู้กับพระองค์ สิ่งนั้นเรียกว่า “การทดสอบ” สำหรับคนบางคน เมื่อผู้อื่นกล่าวกับพวกเขาว่า “คุณห้ามกินสิ่งนี้ มันจะทำให้คุณไม่สบายท้อง” พวกเขาก็จะกล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อคุณหรอก ฉันจะกิน! มาดูกันว่าพระเจ้าจะทรงทำให้ฉันไม่สบายท้องหรือไม่” พวกเขากินสิ่งนั้นเข้าไป แล้วก็เกิดไม่สบายท้องขึ้นจริงๆ พวกเขาคิดขึ้นมาในใจว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงคุ้มครองฉัน? ของสิ่งนั้นทำให้ผู้อื่นไม่สบายท้องเพราะพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า แต่ฉันเชื่อในพระเจ้า ทำไมฉันถึงไม่สบายท้องเหมือนคนอื่นเล่า?” นี่คือพฤติกรรมประเภทใด? (คือการทดสอบ) นี่คือผลของการที่พวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า แต่สำหรับศัตรูของพระคริสต์มีบางสิ่งที่มากกว่านั้น นั่นคือ พวกเขาไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของแก่นแท้ของพระเจ้าแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงพยายามทำสิ่งทั้งหลายด้วยตนเอง ด้วยความคิดฝันของพวกเขาเอง และไม่ได้ทำด้วยความเชื่อ ในทางกลับกัน พวกเขากำลังทดสอบพระเจ้า พวกเขากำลังใช้พฤติกรรม รวมถึงความคิดและแรงกระตุ้นชั่วขณะในการสืบค้นว่าพระเจ้าสถิตอยู่หรือไม่ มหิทธานุภาพของพระองค์เป็นจริงหรือไม่ และพระองค์ทรงสามารถคุ้มครองพวกเขาได้จริงหรือไม่ หากการทดลองของพวกเขาประสบความสำเร็จ เช่นนั้นความเชื่อของพวกเขาย่อมดำเนินต่อไปบนรากฐานนั้น แต่หากการทดลองล้มเหลว หากพระเจ้าทรงทำให้พวกเขาผิดหวัง พวกเขาจะทำเช่นไร? พวกเขาจะกล่าวว่า “ฉันจะไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป พระองค์ไม่ได้ทรงเอาใจใส่ผู้คนเสียหน่อย ทุกคนต่างบอกว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของมนุษย์—เท่าที่ฉันเห็นมันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น สำหรับคำพูดเหล่านี้ ผู้คนจำเป็นต้องมีแผนสำรองบางอย่างเพื่อพวกเขาเองในอนาคต พวกเขาจะมัวทำตัวทึ่มในเรื่องนี้ไม่ได้ ผู้คนจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาทั้งหลายด้วยตนเอง—พวกเขาไม่สามารถพึ่งพาพระเจ้าไปได้ทุกเรื่อง” นั่นคือผลลัพธ์ที่พวกเขาสรุปได้จากการทดสอบ เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับผลลัพธ์นี้? หากผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะได้รับผลลัพธ์นี้ใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) เหตใดจึงไม่ใช่? หากผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริง ท้ายที่สุดพวกเขาจะเกิดผลสัมฤทธิ์และได้รับบำเหน็จที่ดีและเป็นบวก กล่าวคือไม่ว่าผู้คนทำสิ่งใด พระเจ้าก็ทรงมีหนทางและหลักธรรมของพระองค์ว่าพระองค์จะทรงตอบรับและทรงมองสิ่งเหล่านี้อย่างไร และผู้คนก็มีภาระผูกพันที่พึงปฏิบัติ อีกทั้งมีสัณชาตญาณของพวกเขาเอง พระเจ้าประทานสัญชาตญาณแก่พวกเขา พระองค์ประทานหลักธรรมให้แก่พวกเขาแล้ว ดังนั้นผู้คนจึงควรปฏิบัติตนตามหลักธรรมเหล่านั้นภายใต้การนำของพระวจนะของพระเจ้า สำหรับบางเรื่อง จากภายนอกนั้นดูเหมือนพระเจ้าทรงควรคุ้มครองมนุษย์ แต่คำว่า “ควร” นั้นมาจากมนุษย์หรือมาจากพระเจ้ากันเล่า? (มาจากมนุษย์) นี่คือสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาในใจ คำว่า “ควร” ไม่ใช่ความจริง นี่มิใช่ความรับผิดชอบของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงทำอย่างไรกันแน่? พระเจ้าทรงมีหนทางของพระองค์ในการปฏิบัติ และพระองค์ก็ทรงมีหลักธรรมของพระองค์ บางครั้ง การที่พระองค์ไม่ทรงคุ้มครองเจ้าก็เป็นการที่พระองค์ทรงเผยเจ้า ทรงดูว่าเจ้าเลือกเดินเส้นทางใด บางครั้ง การใช้สภาพแวดล้อมที่เป็นปฏิปักษ์ก็เป็นการที่พระองค์ทรงทำให้ความรู้ในบางแขนงของเจ้าเพียบพร้อม เป็นการทรงปล่อยให้เจ้าได้รับความจริงในแง่มุมหนึ่ง และเกิดความเปลี่ยนแปลงในบางด้าน พระองค์ทรงกำลังทำให้เจ้าหนักแน่นขึ้นและทรงทำให้เจ้าเติบโต โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าพระเจ้าทรงกระทำเช่นไร พระองค์ก็ทรงมีหลักธรรมและเหตุผลของพระองค์ รวมถึงมีเป้าหมายและมีจุดประสงค์ของพระองค์ หากเจ้าถือเอาแนวคิดนี้เป็นความจริง ที่ว่า “พระเจ้าทรงควรคุ้มครองฉัน และพระองค์ทรงควรทำเช่นนั้นเช่นนี้” และค้ำจุนแนวคิดดังกล่าว เรียกร้องจากพระเจ้าด้วยแนวคิดนั้น เช่นนั้นเมื่อพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติในหนทางนั้น ความขัดแย้งย่อมจะเกิดขึ้นระหว่างเจ้ากับพระเจ้า เมื่อเกิดความขัดแย้งนี้ขึ้น พระเจ้าจะไม่ทรงเป็นผู้ผิด ใครจะเป็นผู้ผิดหรือ? (มนุษย์) สิ่งนี้เริ่มต้นขึ้นจากปัญหาทางทัศนะของมนุษย์ จากการที่พวกเขายืนอยู่ในจุดที่ผิด อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเจ้าขอให้พระเจ้าทรงกระทำในหนทางใดหนทางหนึ่ง เจ้าย่อมจะรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างชอบด้วยเหตุผล แต่หากย้อนกลับไป หากเจ้าสามารถนบนอบและยอมรับได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรู้สึกว่า การชอบด้วยเหตุผลของเจ้าเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล และสิ่งเหล่านี้คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามและเป็นการเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลของเจ้า เมื่อเจ้ายอมรับได้ พระเจ้าก็จะประทานความจริงและความรู้ในขอบเขตที่เจ้าพึงได้รับ ตามที่พระองค์ทอดพระเนตร องค์ประกอบของความจริงคือสิ่งที่เจ้าพึงได้รับไว้มากที่สุด ไม่ใช่พระคุณหรือพรที่สัพเพเหระ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ว่าสิ่งใดสำคัญสำหรับเจ้ามากที่สุด และพระองค์ย่อมจะประทานสิ่งนั้นแก่เจ้าเมื่อถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงหรือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ใครก็ตามที่สามัคคีธรรมความจริงและเป็นพยานถึงความรักและความรอดของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์จะไม่เพียงปฏิเสธและไม่ยอมรับ ทว่าพวกเขาจะขยะแขยงและต้านทานสิ่งนั้นด้วย นี่คือความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับคนทั่วไปที่เสื่อมทราม
พวกเราจะสิ้นสุดการสามัคคีธรรมที่ว่าด้วยองค์ประกอบในการปฏิเสธพระอัตลักษณ์และแก่นแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าไว้เท่านี้ พวกเจ้ามีคำถามใดอีกหรือไม่? (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มีคำถาม ขณะเผยแผ่ข่าวประเสริฐข้าพระองค์ได้พบผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามากมาย และทุกคนต่างก็มุ่งมั่นในการค้ำจุนทัศนะของเปาโลที่ว่า “สำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่คือพระคริสต์” พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาสามารถเป็นไปตามมาตรฐานคำพูดของเปาโล พวกเขาจะได้กลายเป็นพระเจ้า นี่คือการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์อีกประการหนึ่ง ทั้งยังเป็นการปฏิเสธแก่นแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าใช่หรือไม่?) ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง การที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า โดยหลักแล้วเป็นเพราะพวกเขาปรารถนาที่จะเป็นพระเจ้า คำพูดของเปาโลเป็นคำพูดที่โปรดปรานเฉพาะของพวกเขา กล่าวคือ “สำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่คือพระคริสต์ การมีชีวิตอยู่คือพระเจ้า ด้วยชีวิตแห่งพระเจ้าฉันคือพระเจ้า” พวกเขาเชื่อว่า หากทัศนะนี้เป็นจริง พวกเขาก็มีความหวังในการกลายเป็นพระเจ้า ในการครองราชย์เป็นกษัตริย์ และในการใช้การควบคุมเหนือผู้คน หากทรรศนะนี้ไม่เป็นจริง เช่นนั้นแล้วความหวังของพวกเขาในการครองราชย์เป็นกษัตริย์และการกลายเป็นพระเจ้าก็พังทลายลง สรุปสั้นๆ ก็คือ ซาตานต้องการเสมอที่จะอยู่ในสภาวะที่มีโอกาสเท่าเทียมกันกับพระเจ้า—และพวกศัตรูของพระคริสต์ก็เช่นกัน กล่าวคือ พวกเขาก็ครองแก่นแท้นี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้า มีผู้คนที่ยกย่องพระเจ้าและให้การเป็นพยานต่อพระองค์เป็นนิตย์ เป็นพยานต่อพระราชกิจของพระองค์และต่อผลที่การพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระองค์มีในมนุษย์ พวกเขาสรรเสริญพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงทำเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และพวกเขายังสรรเสริญราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายด้วยเช่นกัน พวกศัตรูของพระคริสต์ยังปรารถนาที่จะชื่นชมทั้งหมดนี้ด้วยเช่นกันหรือไม่ หรือพวกเขาไม่ปรารถนา? พวกเขาปรารถนาที่จะชื่นชมการสนับสนุน การยกยอ การยกย่อง—แม้กระทั่งการสรรเสริญจากผู้คน พวกเขาคิดหาแนวคิดที่น่าละอายอะไรอื่นได้บ้าง? พวกเขาต้องการให้ผู้คนเชื่อในพวกเขา พึ่งพาพวกเขาในทุกสรรพสิ่ง การที่ผู้คนจะพึ่งพาพระเจ้าก็ไม่เป็นไรเช่นกัน—แต่การที่พวกเขาพึ่งพาศัตรูของพระคริสต์ก็ย่อมเป็นจริงมากขึ้น จริงแท้มากขึ้น เช่นนั้นแล้วพวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะพอใจเหลือเกิน หากเจ้ายังรวมความสัมฤทธิ์ผลซึ่งสมควรได้รับการยกย่องทั้งหมดของพวกศัตรูของพระคริสต์เข้าไว้ด้วยกัน และขับร้องการสรรเสริญของพวกเขาท่ามกลางพี่น้องชายหญิงของเจ้า โดยออกอากาศทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำไปอย่างกว้างไกล ในเวลาเดียวกันกับที่เจ้าสรรเสริญพระเจ้าและนับพระคุณที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้เจ้า เช่นนั้นแล้วในหัวใจของพวกเขา พวกเขาย่อมจะปลาบปลื้มอย่างน่าอัศจรรย์ และพวกเขาย่อมจะรู้สึกพอใจ ด้วยเหตุนี้ หากพูดจากทัศนคติเกี่ยวกับแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเจ้าพูดว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจ ว่าพระองค์ทรงชอบธรรม และว่าพระองค์สามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ เมื่อเจ้าพูดว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองแก่นแท้เช่นนั้น ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถทำพระราชกิจประเภทนี้ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถยืนหยัดแทนพระองค์หรือเป็นตัวแทนพระองค์ในการทำสิ่งเหล่านี้ได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถครองแก่นแท้นี้และทำสิ่งเหล่านี้ได้ กล่าวคือ เมื่อเจ้าพูดการนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับคำพูดเหล่านี้ในหัวใจของพวกเขา และไม่ยอมรับรู้คำพูดเหล่านี้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับคำพูดเหล่านี้? เพราะพวกเขามีความทะเยอทะยาน—นั่นคือด้านหนึ่งของประเด็นปัญหานี้ อีกด้านก็คือพวกเขาไม่เชื่อ อีกทั้งพวกเขาไม่ยอมรับรู้เนื้อหนังที่ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ว่าเป็นพระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่ใครบางคนพูดว่าพระเจ้าทรงเอกลักษณ์ ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงชอบธรรม พวกเขาใช้ข้อยกเว้นในหัวใจของพวกเขาและจะต้านทานการนั้นภายใน โดยพูดว่า “ผิดแล้ว—ฉันก็ชอบธรรมเช่นกัน!” เมื่อเจ้าพูดว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงบริสุทธิ์ พวกเขาก็จะพูดว่า “ผิดแล้ว—ฉันก็บริสุทธิ์เช่นกัน!” เปาโลคือตัวอย่างของการนี้ กล่าวคือ เมื่อผู้คนเผยแผ่พระวจนะขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า โดยพูดว่าองค์พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงมอบพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ ว่าพระองค์ได้ทรงรับใช้ในฐานะเครื่องบูชาลบล้างบาป และได้ทรงช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอด และได้ทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงจากบาป—เปาโลรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินการนี้? เขาได้ยอมรับรู้หรือไม่ว่าทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระเจ้า? เขาได้ยอมรับรู้หรือไม่ว่า องค์หนึ่งเดียวผู้สามารถทำทั้งหมดนี้ได้คือพระคริสต์ และว่ามีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถทำทั้งหมดนั้นได้? แล้วเขาได้ยอมรับรู้หรือไม่ว่า มีเพียงองค์หนึ่งเดียวผู้สามารถทำทั้งหมดนี้ได้เท่านั้นที่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้? เขาไม่ได้ยอมรับรู้ เขาพูดว่า “หากพระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนได้ เช่นนั้นแล้วผู้คนก็ถูกตรึงกางเขนได้เช่นกัน! หากพระองค์ทรงมอบพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วผู้คนก็สามารถทำอย่างนั้นได้เช่นกัน! ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้ว ฉันก็สามารถประกาศได้เช่นกัน และฉันมีความรู้มากกว่าพระองค์ และฉันสามารถสู้ทนความทุกข์ได้! หากท่านพูดว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ เช่นนั้นแล้วฉันไม่ควรได้รับการเรียกขานว่าพระคริสต์ด้วยหรอกหรือ? หากท่านเผยแผ่พระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วท่านก็ควรเผยแผ่ชื่อของฉันด้วยมิใช่หรือ? หากพระองค์ทรงเหมาะที่จะได้รับการเรียกขานว่าพระคริสต์ หากพระองค์สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้ และหากพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเราไม่เป็นเช่นนั้นด้วยหรอกหรือ? พวกเราที่มีความสามารถทนทุกข์และจ่ายราคาได้ และผู้ที่สามารถตรากตรำและทำงานเพื่อพระเจ้าได้—พวกเราไม่สามารถถูกเรียกว่าพระคริสต์ได้ด้วยหรอกหรือ? การได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าและการถูกเรียกว่าพระคริสต์จะแตกต่างจากพระคริสต์อย่างไร?” สรุปสั้นๆ ก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่อาจเข้าใจแก่นแท้ของพระเจ้าในแง่มุมที่พระองค์ทรงเอกลักษณ์ และพวกเขาไม่เข้าใจว่าความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าคือสิ่งใดกันแน่ พวกเขาเชื่อว่า “การเป็นพระคริสต์หรือการเป็นพระเจ้าคือบางสิ่งที่คนเราสามารถเป็นได้ด้วยการใช้ความแข็งแกร่งทางทักษะหรือความสามารถ เช่นเดียวกับการที่คนเรามีอำนาจมาจากการต่อสู้ คุณไม่ได้ถูกเรียกว่าพระคริสต์เพราะมีแก่นแท้ของพระเจ้า การเป็นพระคริสต์คือผลลัพธ์ที่เกิดจากการทุ่มเทใช้ทักษะของตัวเราอย่างหนัก เช่นเดียวกับสิ่งทั้งหลายในทางโลก—ผู้ใดที่มีทักษะมากกว่าและมีความสามารถมากกว่าก็ย่อมได้เป็นเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งใหญ่โต และเป็นผู้ที่สามารถยื่นคำขาดได้” นี่คือตรรกะของพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับรู้พระวจนะของพระเจ้าว่าคือความจริง แก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าที่ถูกพูดถึงในพระวจนะของพระเจ้าไม่อาจจับใจความได้สำหรับพวกเขา พวกเขาเป็นคนธรรมดา เป็นคนนอก และพวกเขาเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นการพูดคุยของพวกเขาจึงประกอบด้วยคำพูดของคนนอก เป็นคำพูดที่ปราศจากความเข้าใจฝ่ายจิตวิญญาณ หากพวกเขาได้ทำงานมาเป็นเวลาสองสามปีและคิดว่าตนเองมีความสามารถที่จะทนทุกข์และจ่ายราคาได้แล้ว ว่าพวกเขาสามารถพูดเรื่องไร้สาระได้มากมายในขณะที่ประกาศคำสอน ว่าพวกเขาได้เรียนรู้วิธีแสดงบทบาทของคนหน้าซื่อใจคดและสามารถชักพาผู้อื่นให้หลงผิด และได้รับการเห็นด้วยจากบางคน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมเชื่ออย่างแน่นอนว่าตนเองมีความสามารถที่จะกลายเป็นพระคริสต์และกลายเป็นพระเจ้า
พวกเจ้ามีคำถามอีกหรือไม่? (ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงช่วยสามัคคีธรรมเรื่องความหมายของคำว่าทดสอบให้พวกเราฟังอีกหน่อยได้หรือไม่? ในตัวผู้คนนั้นการทดสอบพระเจ้าสำแดงออกมาอย่างไร?) การทดสอบพระเจ้าคือเมื่อผู้คนไม่รู้จักวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติ และไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจพระองค์ พวกเขาจึงมักจะเกิดการเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลจากพระองค์อยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น เมื่อใครบางคนล้มป่วย พวกเขาอาจจะอธิษฐานถึงพระเจ้าให้ทรงรักษาพวกเขา “ฉันจะไม่ไปรับการรักษา—มาดูกันว่าพระเจ้าจะทรงรักษาฉันหรือไม่” แล้วหลังจากที่อธิษฐานอยู่หลายหนก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดจากพระเจ้า พวกเขาก็กล่าวว่า “ในเมื่อพระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งใดทั้งสิ้น ฉันก็จะกินยา และดูว่าพระองค์จะทรงขัดขวางฉันไหม หากยาติดคอฉันหรือฉันเกิดทำน้ำหก นั่นอาจจะเป็นวิธีที่พระเจ้าทรงขัดขวางหรือกีดกันฉันไม่ให้กินยา” นั่นคือการทดสอบ หรือตัวอย่างเช่น เจ้าได้รับมอบหมายให้เผยแผ่ข่าวประเสริฐ ในสถานการณ์ปกติ ทุกๆ คนต่างตัดสินผ่านการสามัคคีธรรมและการไตร่ตรองว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับหน้าที่ของเจ้าและสิ่งที่เจ้าควรทำคืออะไร แล้วจึงกระทำเช่นนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หากมีบางสิ่งเกิดขึ้นขณะที่เจ้าทำ สิ่งนั้นก็คืออธิปไตยของพระเจ้า—หากพระเจ้าจะทรงขัดขวางเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็จะทรงกระทำการนั้นด้วยความกระตือรือร้น อย่างไรก็ตาม สมมุติเจ้ากล่าวในการอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ข้าพระองค์กำลังออกไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐ การที่ข้าพระองค์ออกไปสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่? ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐจะสามารถยอมรับข่าวประเสริฐได้หรือไม่ และไม่รู้ว่าพระองค์จะทรงควบคุมเรื่องนี้อย่างไรกันแน่ ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงจัดการเตรียมการ ทรงนำ และทรงแสดงให้ข้าพระองค์เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน เจ้านั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่เดิม จากนั้นก็กล่าวว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ตรัสอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย? บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าฉันไม่ได้อ่านพระวจนะของพระองค์ให้มากพอ พระองค์จึงไม่ทรงแสดงสิ่งเหล่านั้นให้ฉันเห็น หากเป็นเช่นนั้น ฉันจะออกไปทันที หากฉันออกไปแล้วเกิดเสียหน้า พระเจ้าอาจจะทรงกันฉันไม่ให้ออกไป และหากทุกสิ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและพระเจ้าไม่ทรงขัดขวางฉัน นั่นอาจจะเป็นการที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันไปก็ได้” นั่นคือการทดสอบ เหตุใดพวกเราจึงเรียกสิ่งนั้นว่าการทดสอบ? พระราชกิจของพระเจ้าสัมพันธ์กับชีวิตจริง การที่ผู้คนเพียงปฏิบัติหน้าที่ที่พึงกระทำ จัดการเตรียมการชีวิตประจำวันของตน และดำเนินชีวิตของความเป็นมนุษย์ที่ปกติในหนทางที่สอดคล้องกับหลักธรรมย่อมเป็นเรื่องที่ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องทดสอบว่าพระเจ้าจะทรงกระทำอย่างไรหรือพระองค์จะประทานการทรงนำใดแก่เจ้า จงใส่ใจเพียงการทำสิ่งที่เจ้าพึงกระทำ อย่ามีความคิดอื่นอยู่เป็นนิจ อย่างเช่น “พระเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันทำเช่นนี้หรือไม่? หากฉันทำเช่นนี้ พระเจ้าจะทรงรับมือกับฉันอย่างไร? การที่ฉันทำในหนทางนี้ถูกต้องหรือไม่?” หากเป็นบางสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าถูกต้อง เช่นนั้นก็จงใส่ใจเพียงการทำเช่นนั้นเถิด อย่ามัวนึกถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ แน่นอนว่าการอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้า ให้พระองค์ทรงนำชีวิตของเจ้าในวันนี้ ทรงนำหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติในวันนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ การที่คนคนหนึ่งมีหัวใจและมีท่าทีที่นบนอบนั้นเพียงพอแล้ว ตัวอย่างเช่น เจ้ารู้ว่า หากเจ้าเอามือแตะไฟฟ้า เจ้าก็จะโดนไฟดูดและอาจจะเสียชีวิต ทว่าเจ้าก็ยังคิดพิจารณาเรื่องนี้ว่า “ไม่ต้องห่วง พระเจ้าทรงกำลังคุ้มครองฉันอยู่ ฉันแค่ต้องลองดู ดูว่าพระเจ้าจะทรงคุ้มครองฉันไหม และดูว่าการทรงคุ้มครองของพระเจ้าให้ความรู้สึกอย่างไร” แล้วจากนั้นเจ้าก็เอามือไปแตะไฟฟ้า ผลก็คือเจ้าโดนไฟดูด—นั่นคือการทดลอง บางสิ่งบางอย่างนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ถูกต้องและไม่ควรทำ หากเจ้ายังคงทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อดูว่าพระเจ้าจะทรงมีปฏิกิริยาอย่างไร นั่นคือทดลอง บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าไม่ชอบพระทัยเวลาที่ผู้คนแต่งตัวหรูหราและแต่งหน้าจัด เช่นนั้นแล้วฉันก็จะทำ และดูว่าการที่พระเจ้าทรงตำหนิฉันอยู่ในใจนั้นรู้สึกอย่างไร” แล้วหลังจากที่พวกเขาทำทั้งหมดนั้น พวกเขาก็มองกระจกและกล่าวว่า “ให้ตายเถอะ อย่างกับผีคนเป็นเลย แต่ฉันก็รู้สึกแค่ว่าสิ่งนี้ช่างน่ารังเกียจ และไม่สามารถดูตัวเองในกระจกได้ ไม่มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากนั้น—ฉันไม่รู้สึกถึงความเกลียดชังจากพระเจ้า และฉันก็ไม่รู้สึกว่าพระวจนะของพระองค์มาถึงฉัน เพื่อโจมตีและพิพากษาฉันในทันทีเลย” นี่คือพฤติกรรมประเภทใด? (การทดลอง) หากบางครั้งเจ้าทำตัวสุกเอาเผากินในหน้าที่ และเจ้ารู้โดยชัดเจนว่าเจ้าเป็นเช่นนั้น การที่เจ้ากลับตัวและกลับใจก็ย่อมเพียงพอแล้ว แต่เจ้ากลับเฝ้าอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทำตัวสุกเอาเผากิน—ขอพระองค์ทรงบ่มวินัยข้าพระองค์ทีเถิด!” มโนธรรมของเจ้ามีจุดประสงค์อย่างไร? หากเจ้ามีมโนธรรม เจ้าก็ควรรับผิดชอบพฤติกรรมของตัวเจ้าเอง เจ้าควรควบคุมพฤติกรรมของตนให้ได้ จงอย่าอธิษฐานถึงพระเจ้า—เพราะการอธิษฐานนั้นจะกลายเป็นการทดสอบ การล้อเล่นกับเรื่องจริงจังอย่างยิ่ง ซึ่งคือการทดลอง เป็นบางสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง การทดสอบบางประการมักจะเกิดขึ้นเมื่อผู้คนอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาพระองค์ในยามที่เผชิญปัญหา และในท่าที ข้อเรียกร้อง และหนทางบางอย่างที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้า โดยหลักแล้วการทดสอบเหล่านี้นำมาซึ่งสิ่งใด? เจ้าจะอยากดูว่าพระเจ้าจะทรงกระทำเช่นไร หรืออยากเห็นว่าพระเจ้าจะทรงสามารถทำบางอย่างได้หรือไม่นั่นเอง เจ้าจะต้องการทดสอบพระเจ้า เจ้าจะต้องการใช้เรื่องนี้เพื่อยืนยันว่าพระเจ้าทรงเป็นเช่นไร พระวจนะที่พระเจ้าตรัสประการใดถูกต้องและเที่ยงตรง ซึ่งสามารถกลายเป็นจริง และเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสัมฤทธิ์ผลได้ ทั้งหมดนี้คือการทดสอบ การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางเหล่านี้ปรากฏในตัวพวกเจ้าอยู่เป็นประจำใช่หรือ? สมมุติว่า มีบางอย่างที่เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าทำถูกหรือไม่ หรือไม่รู้ว่าสิ่งนั้นสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่ นี่คือสองวิธีการที่จะสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่เจ้าทำในเรื่องนี้เป็นการทดสอบหรือไม่ หรือเป็นสิ่งที่เป็นบวกหรือไม่ วิธีการหนึ่งก็คือการมีหัวใจที่ถ่อมใจและแสวงหาความจริง “นี่คือวิธีที่ฉันรับมือและมองดูเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นกับฉัน และตอนนี้คือผลของการที่ฉันรับมือเช่น ฉันไม่สามารถเข้าใจได้ว่า นี่คือสิ่งที่ฉันควรทำจริงๆ หรือไม่” เจ้าคิดอย่างไรกับท่าทีเช่นนี้? นี่เป็นท่าทีของการแสวงหาความจริง—ไม่มีการทดสอบอยู่ในการนี้ สมมุติเจ้ากล่าวว่า “ทุกๆ คนตัดสินใจเรื่องนี้ร่วมกันหลังจากที่สามัคคีธรรม” แล้วใครบางคนถามว่า “ใครมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้? ใครคือผู้ที่ตัดสินใจเป็นหลัก?” และเจ้าตอบไปว่า “ทุกคน” เจตนาของเจ้าเป็นเช่นนี้ นั่นคือ “หากพวกเขากล่าวว่า สิ่งนี้ถูกจัดการตามหลักธรรม ฉันก็จะกล่าวว่าฉันเป็นคนทำ หากพวกเขากล่าวว่าสิ่งนี้ไม่ได้ถูกจัดการตามหลักธรรม ฉันก็จะเริ่มด้วยการยั้งเอาไว้ว่าใครเป็นคนทำ และใครเป็นคนตัดสินใจ หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้พวกเขาดึงดันพยายามที่จะหาคนผิด และหากใครสักคนต้องอับอาย คนคนนั้นจะไม่ใช่ฉันเพียงคนเดียว” หากเจ้าพูดไปด้วยเจตนาเช่นนั้น นั่นย่อมเป็นการทดสอบ ใครบางคนอาจจะกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเกลียดชังเวลาที่มนุษย์ทำตามสิ่งทั้งหลายทางโลก พระองค์ทรงเกลียดชังสิ่งต่างๆ อย่างเช่นวันแสดงการรำลึกและวันเทศกาลของมวลมนุษย์” ตอนนี้เมื่อเจ้ารู้เช่นนี้แล้ว เจ้าก็สามารถทำสุดความสามารถเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นตราบเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม สมมุติว่าเจ้าจงใจที่จะทำตามสิ่งทางโลกขณะที่ทำสิ่งทั้งหลายในช่วงเทศกาล และขณะที่เจ้าทำสิ่งเหล่านั้น เจตนาที่เจ้าเก็บซ่อนไว้เป็นเช่นนี้ “ฉันเพียงแต่ดูว่าพระเจ้าจะทรงบ่มวินัยฉันที่ทำเช่นนี้หรือไม่ ดูว่าพระองค์จะสนพระทัยฉันบ้างหรือไม่ ฉันเพียงแต่ดูว่า ที่จริงแล้วพระองค์ทรงมีท่าทีอย่างไรกับฉัน ดูว่าความเกลียดชังของพระองค์นั้นลึกซึ้งเพียงใด พวกเขาบอกว่าพระเจ้าทรงเกลียดสิ่งนี้ พวกเขาบอกว่าพระองค์ทรงบริสุทธิ์และชิงชังความชั่ว ดังนั้น ฉันจะดูว่าพระองค์ทรงชิงชังความชั่วและทรงบ่มวินัยฉันอย่างไร หากในยามที่ฉันทำสิ่งเหล่านี้พระองค์ทรงทำให้ฉันอาเจียนพุ่ง รู้สึกเวียนหัวอย่างหนักและไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมจะดูเหมือนพระเจ้าทรงเกลียดชังสิ่งเหล่านี้จริงๆ พระองค์จะไม่ตรัสเพียงอย่างเดียว—ข้อเท็จจริงจะเผยออกมาให้เห็นด้วย” หากเจ้าคาดหวังที่จะเห็นภาพนั้นอยู่เสมอ เช่นนั้นเจ้ามีพฤติกรรมและเจตนาประเภทใด? เจ้ากำลังทดสอบ มนุษย์ห้ามทดสอบพระเจ้าเป็นอันขาด หากเจ้าทดสอบพระเจ้า พระองค์ย่อมซ่อนพระองค์จากเจ้าและหลบพระพักตร์ไปจากเจ้า และการอธิษฐานของเจ้าย่อมจะไร้ประโยชน์ บางคนอาจจะถามว่า “ถึงแม้ฉันจะมีหัวใจที่จริงใจ นั่นก็ใช้ไม่ได้หรือ?” ใช่ ถึงแม้เจ้าจะมีหัวใจที่จริงใจก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงปล่อยให้ผู้คนทดสอบพระองค์ พระองค์ทรงชิงชังความชั่ว หากเจ้าบันเทิงใจกับแนวคิดและความคิดเลวร้ายเหล่านี้ พระเจ้าก็จะซ่อนพระองค์จากเจ้าและไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าอีกต่อไป ทว่าพระองค์จะทรงละวางเจ้าไว้ และเจ้าจะทำสิ่งที่โง่เขลา ขัดขวาง และก่อกวนต่อไปจนกระทั่งเจ้าเผยแสดงออกมาว่าที่จริงแล้วเจ้าเป็นอย่างไร นี่คือผลสืบเนื่องของการที่ผู้คนทดสอบพระเจ้า
(พระเจ้า ข้าพระองค์มีคำถาม ข้าพระองค์บริหารจัดการอุปกรณ์เครื่องใช้ในคริสตจักร ข้าพระองค์มักมีท่าทีติดเล่นและไม่จริงจังต่อหน้าที่นี้ พี่น้องชายหญิงได้ชี้ให้ข้าพระองค์เห็นถึงข้อผิดพลาดและตัดแต่งข้าพระองค์ อีกทั้งสามัคคีธรรมกับข้าพระองค์ถึงตัวอย่างที่พระเจ้าเคยตรัสให้ฟัง เรื่องที่มนุษย์คนหนึ่งแอบดื่มยาแก้ไอ พระเจ้าไม่ทรงบ่มวินัยหรือตำหนิเขา ทว่าทรงกำจัดเขาออกไปเมื่อเขาดื่มเสร็จ พระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่ทนต่อการก้าวล่วงของมนุษย์—ข้าพระองค์รู้จักคำพูดเหล่านั้น แต่ข้าพระองค์มีทัศนะที่ว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมรักและเปี่ยมความกรุณา พระองค์อาจจะไม่ทรงปฏิบัติต่อข้าพระองค์เช่นเดียวกับที่ทรงปฏิบัติต่อคนคนนั้น เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงไม่เกรงกลัว อ้างอิงจากสามัคคีธรรมของพระเจ้าในวันนี้ ข้าพระองค์รู้สึกว่าตัวเองมีท่าทีที่กังขาพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์และมีพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือ การทดสอบพระเจ้า และไม่เคยเกรงกลัวพระองค์เลย) ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อคนคนหนึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าบุคคลนั้นเกรงกลัวพระองค์หรือไม่ และไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าท่าทีชั่วคราวที่คนคนนั้นมีต่อเรื่องที่กำหนดเป็นอย่างไร พระเจ้าไม่ทรงถือว่านิสัยที่ไม่ดีและการที่คนคนหนึ่งแสดงออกและเผยถึงการขาดความรับผิดชอบในเรื่องสัพเพเหระของชีวิตนั้นเป็นปัญหาร้ายแรง การที่เจ้าสามารถพาตนเองให้ทำหน้าที่ที่สำคัญของเจ้าและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้นย่อมเพียงพอแล้ว หากเจ้ารู้สึกว่าตนเองไม่มีวันรับผิดชอบหน้าที่บริหารจัดการอุปกรณ์เครื่องใช้ได้ และเจ้าไม่สามารถใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่นั้นให้ดีได้ การนั้นแสดงให้เห็นถึงสิ่งใด? ในส่วนหนึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ถนัดการบริหารจัดการ มากไปกว่านั้นยังแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่เหมาะสมกับงานนี้อย่างยิ่ง หากเจ้ารู้สึกว่าการที่เจ้ายังคงทำงานนั้นอยู่ วันหนึ่งอาจจะนำไปสู่ความวิบัติ เจ้าจึงควรแนะนำให้ผู้อื่นมาทำ ปล่อยให้ใครบางคนในคริสตจักรที่เหมาะสมกับงานนี้เข้ามาทำแทนเจ้า จากนั้นแล้ว เจ้าก็ไปทำงานที่ถนัดและเป็นประโยชน์ต่อเจ้า และจงรักภักดีต่อหน้าที่นั้น นอกจากนี้ หากใครบางคนรักความจริงโดยแท้ และปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตด้วยเกียรติยศ ไม่เป็นที่รังเกียจจากผู้อื่น ทว่าเป็นคนที่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน เช่นนั้นพวกเขาก็ควรมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้ดี และขณะที่พวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาก็ควรมีความตั้งใจที่จะกล่าวเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่า ข้าแต่พระเจ้า หากข้าพระองค์ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี โปรดทรงบ่มวินัยข้าพระองค์—โปรดทรงพระราชกิจของพระองค์ด้วยเถิด คนที่บริหารจัดการผู้อื่นได้แย่ อย่างดีที่สุดพวกเขาก็อาจจะสอนใครบางคนให้กลายเป็นผู้มีความสามารถพิเศษในด้านหนึ่งได้ แต่ในเรื่องของเส้นทางที่ใครบางคนเดิน ทัศนะที่พวกเขามีต่อชีวิต เป้าหมายที่พวกเขาเลือกในชีวิต และคนที่พวกเขาเลือกจะเป็นนั้นย่อมไม่มีผู้ใดช่วยเหลือพวกเขาได้ มีเพียงพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์เท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้ การนี้จะเป็นจริงได้อย่างไร? ในตอนที่ผู้คนเกิดความสิ้นหวัง—พวกเขาต้องปล่อยพระเจ้าทรงจัดการสิ่งทั้งหลาย แล้วการปล่อยให้พระเจ้าทรงพระราชกิจก่อนที่พระองค์เต็มพระทัยที่จะทำนั้น คนเราต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อใด? อันดับแรกพวกเขาต้องมีความตั้งใจและความทะเยอทะยานดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ฉันรู้ว่าฉันไม่เคยทำงานนี้ให้ดีได้เลย พี่น้องชายหญิงไม่เคยพอใจ—ตัวฉันเองก็ไม่เคยรู้สึกพอใจ—แต่ฉันต้องการทำงานนี้ให้ดี ฉันจะทำอย่างไรดี? ฉันจะมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและปล่อยให้พระองค์ทรงพระราชกิจในตัวฉัน” หากเจ้ายอมให้พระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวเจ้า อันดับแรกคือเจ้าต้องสามารถทนทุกข์ได้—เมื่อพระเจ้าทรงบ่มวินัยเจ้า เมื่อพระองค์ทรงตำหนิเจ้า เจ้าต้องสามารถยอมรับการนั้นได้ การมีหัวใจที่เชื่อฟังและยอมรับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำสิ่งทั้งหลายให้ดี เรื่องนี้กล่าวได้ว่า ก่อนที่ทุกคนจะได้รับการช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ พวกเขาย่อมจะมีข้อกังขาเกี่ยวกับความชอบธรรมและมหิทธานุภาพของพระเจ้า สิ่งที่แตกต่างกันคือผู้คนธรรมดาที่เสื่อมทรามย่อมสามารถทำหน้าที่ของพวกเขาได้ตามปกติ ไล่ตามเสาะหาความจริง และมารู้จักพระเจ้าได้ทีละน้อย ถึงแม้พวกเขาจะมีข้อกังขาอยู่บ้างก็ตาม ความทะเยอทะยานส่วนตัวของพวกเขาแข็งขันและเป็นบวก ศัตรูของพระคริสต์นั้นค่อนข้างที่จะตรงกันข้าม ความทะเยอทะยานส่วนตัวของพวกเขาไม่ใช่การยอมรับและเชื่อฟัง และพวกเขาก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะรับรู้ ทว่าพวกเขากลับต้านทาน พวกเขาไม่ยอมรับ เช่นนั้นแล้วข้อดีข้อคนธรรมดาที่เสื่อมทรามคืออะไร? พวกเขายอมรับและรักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกจากก้นบึ้งของหัวใจ—เพียงแต่ด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา จึงมีหลายครั้งหลายหนที่พวกเขาห้ามตนเองไม่ได้ พวกเขาทำได้ไม่ดี และสิ่งต่างๆ ยากเกินความเข้าใจของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเกิดความคิดลบและอ่อนแออยู่บ่อยครั้งในหัวใจ รู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขา พระองค์ทรงเกลียดพวกเขา นั่นเป็นความรู้สึกที่ดีหรือไม่? การมีความรู้สึกเช่นนั้นเป็นเรื่องดี—นี่หมายความว่าเจ้ามีโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด และเป็นหมายสำคัญว่าเจ้าสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ หากเจ้าไม่รู้สึกเช่นนั้นเสียด้วยซ้ำ ความหวังที่จะได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอดของเจ้าก็ย่อมห่างไกลทีเดียว โดยแท้แล้วการมีความรู้สึกนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้ายังคงมีมโนธรรม มีเกียรติ และมีความซื่อตรง—แสดงให้เห็นว่า เจ้ายังคงมีความมีเหตุผลอยู่ในตัว หากเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือศัตรูของพระคริสต์ คือผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง ในตอนนี้เจ้าเพียงแต่มีพฤติกรรมบางอย่างของผู้ไม่เชื่อ มีสิ่งที่พวกเขาเผยออกมาเล็กน้อย และมีอุปนิสัยของพวกเขาอยู่บ้าง แต่เจ้ามิใช่ผู้ไม่เชื่อ ดังที่พระเจ้าทรงเห็นนั้น เจ้าเชื่อในพระองค์และเจ้าคือผู้ติดตามของพระองค์ ถึงแม้เจ้าจะยังมีปัญหาและความขาดตกบกพร่องอยู่มากมายบนเส้นทางความเชื่อในพระองค์ ในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า ในทัศนะของเจ้า และในทุกแง่มุมชีวิตส่วนตัวของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขได้อย่างไร? นั่นเป็นเรื่องง่ายทีเดียว ตราบเท่าที่เจ้าทำได้ตามข้อกำหนดพื้นฐานของการมีมโนธรรมและเหตุผล การไล่ตามเสาะหาความจริง และการรักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก ปัญหาทั้งปวงนี้ก็สามารถแก้ไขได้—เพียงแต่ต้องรอให้ถึงเวลาเท่านั้น เพราะฉะนั้นตราบเท่าที่เจ้าสามารถยอมรับความจริง และยอมรับการตีสอนและการบ่มวินัยที่มาจากพระเจ้าได้ เจ้าก็ได้ผ่านอุปสรรคแรกมาแล้ว อุปสรรคต่อมาคือ ในส่วนของเจ้านั้น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า รวมถึงสภาวะนานาประการที่เกิดขึ้นในตัวเจ้าขณะที่มีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้า อีกทั้งเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่เจ้าอ่านพระวจนะของพระองค์ ฟังสามัคคีธรรม และฟังคำพยานจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิง เจ้าต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้ได้บ่อยๆ บอกเล่าสถานการณ์และสภาวะให้พระองค์สดับ รวมถึงปัญหานานาที่เจ้าเผชิญ บอกกล่าวสิ่งเหล่านั้นอย่างเปิดเผยแก่พระองค์ และยอมรับการตัดแต่ง การบ่มวินัยและการตีสอนจากพระองค์ แม้กระทั่งการที่พระองค์ทรงเผยเจ้าและท่าทีที่ทรงมีต่อเจ้าจากพระองค์ด้วยใจจริง—เจ้าจำเป็นต้องเปิดหัวใจ มิใช่ปิดหัวใจใส่พระองค์ เพราะฉะนั้นตราบเท่าที่หัวใจของเจ้าเปิดอยู่ มโนธรรมและเหตุผลของเจ้าก็อาจจะทำหน้าที่ และความจริงจะสามารถเข้าสู่ตัวเจ้าและทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้าได้ จากนั้นปัญหาทั้งหมดนี้ก็ย่อมแก้ไขได้ สิ่งเหล่านี้มิได้ยากเกินจะแก้ไข ไม่มีสิ่งใดเป็นปัญหาใหญ่เลย การที่ผู้คนทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดามวลมนุษย์ผู้เสื่อมทราม ภาวะหนึ่งคือการเปี่ยมด้วยคำโกหก และอีกภาวะหนึ่งคือการทำเต็มเปี่ยมไปด้วยคำลวง อีกภาวะหนึ่งคือการติดเล่น ทำตัวสุกเอาเผากิน และขาดความรับผิดชอบต่อทุกสิ่ง อยู่ในสภาวะของการด้นไปตามแต่ใจ อยู่ในภาวะของการจับแพะชนแกะ—นี่คือบรรทัดฐานของมวลมนุษย์ผู้เสื่อมทรามทั้งปวง สิ่งเหล่านี้เลวร้ายน้อยกว่าการที่มนุษย์ต้านทานพระเจ้าและปฏิเสธความจริงอยู่มาก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทอดพระเนตรในตัวมนุษย์เสียด้วยซ้ำ หากพระเจ้าทรงประเมินผู้คนในเรื่องยิบย่อย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็พูดผิดอยู่อย่างหนึ่ง คือเรื่องที่พระองค์จะไม่ทรงต้องการพวกเขา หากพวกเขาทำผิดพลาดในเรื่องเล็กน้อยหนึ่งครั้ง พระองค์ก็จะไม่ทรงต้องการพวกเขา หากผู้คนทำตัวมุทะลุด้วยความเป็นวัยรุ่นและทำสิ่งทั้งหลายด้วยความใจร้อน พระเจ้าจะไม่ทรงโปรดพวกเขา แล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่พระองค์ทรงละทิ้งและกำจัดออกไป หากสิ่งทั้งหลายเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมจะไม่มีใครได้รับการช่วยให้รอดเลยแม้แต่คนเดียว บางคนจะกล่าวว่า “พระองค์ตรัสว่าพระเจ้าทรงกล่าวโทษผู้คนและกำหนดจุดจบของพวกเขาผ่านพฤติกรรมของพวกเขามิใช่หรือ?” นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บนเส้นทางของผู้คนในการไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและความรอด พระเจ้าทรงมองว่า สภาวะดังกล่าวในตัวมนุษย์เป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่สุด เป็นเรื่องปกติและพบเห็นได้ทั่วไป พระเจ้าไม่ทรงมองดูสิ่งเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ พระองค์ทรงมองดูสิ่งใด? พระเจ้าทรงมองดูว่าเจ้ามีการไล่ตามเสาะหาที่เป็นบวกหรือไม่ และท่าทีที่เจ้ามีต่อความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก ต่อการไล่ตามเสาะหาความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยนั้นเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงดูว่าเจ้ามีความปรารถนาดังกล่าวหรือไม่ เจ้ากำลังเพียรพยายามอยู่หรือไม่ เมื่อพระเจ้าทรงเห็นว่าเจ้ามีสิ่งเหล่านี้ ทรงเห็นว่าเจ้าถูกมโนธรรมของตนตำหนิในยามที่ทำผิด เจ้ารู้วิธีเกลียดสิ่งนั้น รู้วิธีมาอธิษฐานที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และรู้วิธีสารภาพบาปและกลับใจต่อพระองค์ เช่นนั้นแล้ว พระองค์ย่อมตรัสว่าเจ้ามีความหวัง และเจ้าจะไม่ถูกกำจัด มโนธรรมของเจ้าได้ตำหนิเจ้าในยามที่เจ้าทำผิด เจ้าคิดว่าคำว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ความรักและความกรุณาของพระองค์เป็นเพียงวลีที่ว่างเปล่าหรือ? โดยแท้แล้ว นี่เป็นเพราะพระองค์ทรงมีแก่นแท้ดังกล่าวจึงทำให้พระเจ้าทรงมีท่าทีต่อบุคคลแต่ละประเภท และท่าทีเหล่านี้ก็สัมพันธ์กับชีวิตจริงเหลือเกิน—วลีเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ว่างเปล่าแต่อย่างใด
การพูดคุยถึงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเราคุยกันมาระยะหนึ่งแล้วในตอนนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจให้ทุกคนได้ฟัง ส่วนหนึ่งคือเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจและแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ อีกทั้งระบุตัวว่าคนเหล่านั้นเป็นใครและปฏิเสธพวกเขาไปเสีย นอกจากนี้คือเพื่อให้รู้โดยทั่วกันว่า ทุกคนต่างมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เช่นเดียวกับศัตรูของพระคริสต์ เพียงแต่ศัตรูของพระคริสต์ตัวจริงเท่านั้นที่จะถูกกำจัดและละทิ้งไป ในขณะที่คนธรรมดาซึ่งมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์จะเป็นผู้ที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด ไม่ใช่คนที่พระองค์จะทรงกำจัด การสามัคคีธรรมกับผู้คนเกี่ยวกับแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์และอุปนิสัยแต่ละแง่มุมของพวกเขาไม่ใช่การกล่าวโทษผู้คน—นี่คือการช่วยผู้คนให้รอด มอบเส้นทางให้พวกเขา ทำให้พวกเขาเห็นโดยชัดเจนว่าโดยแท้แล้วพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประการใด และในยามที่พระเจ้าตรัสว่ามวลมนุษย์คือศัตรูของพระองค์ อันที่จริงพระองค์ตรัสถึงสิ่งใด และเหตุใดจึงตรัสเช่นนั้น—โดยแท้แล้วในตัวมนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทใด และมีการเผยถึงการต้านทานและความเป็นกบฏต่อพระเจ้าในลักษณะใดที่ทำให้พระองค์ตรัสเช่นนั้น และทรงกระทำการกล่าวโทษเหล่านี้ แน่นอนว่านี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงต้องการช่วยมนุษย์ให้รอด เพราะพระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งมวลมนุษย์ ผู้ติดตามพระองค์ หรือบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร พระองค์จึงตรัสและทรงพระราชกิจในหนทางนั้นได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย การที่พระเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจว่าพระองค์ทรงน่ารักอย่างไร ทรงอดกลั้นและเอาจริงเอาจังกับผู้คนเพียงใด และทรงทุ่มเทความพยายามไปมากเพียงไรเท่านั้น การเข้าใจสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อย่างไร? เมื่อผู้คนเข้าใจสิ่งเหล่านี้ พวกเขาย่อมมีเพียงความรู้สึกขอบคุณพระเจ้าอยู่บ้าง—แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังไม่ถูกแก้ไขเลย พระเจ้าตรัสด้วยความอดทนอย่างจริงจังเพื่อให้ผู้คนได้เห็นว่า พระเจ้าทรงมานะอุตสาหะและตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะช่วยผู้คนให้รอด—พระองค์ไม่ทรงล้อเล่น พระเจ้าทรงต้องการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และพระองค์ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะทำเช่นนั้น การนี้จะเห็นได้อย่างไร? ความจริงแต่ละแง่มุมที่พระเจ้าตรัสนั้น ไม่มีแง่มุมใดเลยที่ตรัสจากด้านเดียวหรือมุมเดียว และพระองค์ก็ไม่ได้ตรัสในหนทางเดียว—ในทางกลับกัน พระองค์ตรัสบอกความจริงแก่ผู้คนจากแง่มุมต่างๆ ด้วยลักษณะ ภาษา และระดับที่แตกต่างกันเพื่อให้ผู้คนได้รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและได้รู้จักตนเอง และนี่ย่อมทำให้พวกเขาเข้าใจทิศทางที่พึงเดินไปในการไล่ตามเสาะหา รวมถึงเส้นทางที่พวกเขาควรเลือกเดิน พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพื่อให้ผู้คนละทิ้งและปรับเปลี่ยนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา อีกทั้งปล่อยมือจากปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก หนทางในการเอาตัวรอด รวมถึงหนทางและรูปแบบในการดำรงชีวิตที่ซาตานใช้ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เพื่อให้พวกเขากลับมาดำเนินชีวิตตามหนทาง รูปแบบ ทิศทาง และเป้าหมายที่พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นและตรัสบอกแก่พวกเขา พระเจ้ามิได้ทรงทำทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้คนเชื่อ ให้พวกเขาเห็นถึงเจตนารมณ์ที่เปี่ยมกรุณาอันแสนอุตสาหะของพระองค์ หรือเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำนั้นยากเย็นเพียงใด เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้น จงมุ่งเน้นเพียงการหาว่าเจ้าควรปฏิบัติสิ่งใดในพระวจนะที่พระเจ้าตรัส รวมถึงเข้าใจความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าในพระวจนะเหล่านั้น เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมความจริง ประพฤติและปฏิบัติตนตามหลักธรรมความจริง และทำพระบัญชาที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เสร็จสิ้น เช่นนั้นเองเจ้าที่เจ้าจะสัมฤทธิ์ความรอด ด้วยเหตุนี้พระเจ้าย่อมจะพอพระทัย และความรอดของมนุษย์จะสัมฤทธิ์ไปโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ด้วยเช่นกัน สำหรับช่วงเวลาที่ยังคงมีคำสอนมากมายอยู่ในคำพูดของผู้คน ช่วงเวลาที่พวกเขาประพฤติตนด้วยความตื้นเขินเหลือเกิน ช่วงเวลาที่พวกเขาทำตัวสุกเอาเผากินอยู่เสมอ ช่วงเวลาที่ความหยาบช้าของพวกเขามีอำนาจเหนือ—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนหนุ่มสาวที่ไม่มีแนวโน้มจะทำตามกฎเกณฑ์ คนที่เพลิดเพลินกับการนอนตื่นสายอยู่เป็นครั้งคราว คนที่มีนิสัยบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่เจริญใจต่อผู้อื่นนัก—จงอย่าฝืนในสิ่งเหล่านี้ ค่อยเป็นค่อยไปกับสิ่งเหล่านี้ ตราบเท่าที่เจ้าเต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริง สามารถทุ่มเทให้กับพระวจนะของพระเจ้า และเปิดใจกับพระเจ้าที่เฉพาะพระพักตร์พระองค์อยู่เป็นนิจได้ พระเจ้าย่อมจะทรงพระราชกิจ ไม่มีผู้ใดสามารถใช้จุดแข็งหรือวิธีการของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้ รวมถึงพ่อแม่ของเจ้าที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าได้
การที่เจ้าได้มายังพระนิเวศของพระเจ้าในวันนี้เป็นพระราชกิจของพระเจ้า และการที่เจ้าได้ฟังคำเทศนาที่นี่อย่างมั่นคงและปลอดภัยแม้กระทั่งในอายุเท่านี้ ท่ามกลางกระแสชั่ว และทำหน้าที่ของเจ้าโดยไม่ได้ค่าตอบแทนสักสลึง—สิ่งนี้คือพระราชกิจของพระเจ้า เหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำเช่นนี้? พระเจ้าทรงโปรดปรานสิ่งใดในตัวเจ้าหรือ? พระเจ้าทรงโปรดปรานที่เจ้าพอมีสำนึกยุติธรรมอยู่บ้าง เจ้ามีมโนธรรม และชอบสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก เจ้าเฝ้ารอการมาถึงของราชอาณาจักรของพระเจ้า เฝ้ารอการปกครองของพระคริสต์และความจริง เจ้ามีความทะเยอทะยานเหล่านี้ และพระเจ้าทรงโปรดปรานสิ่งเหล่านี้ในตัวเจ้า ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงพาเจ้ามายังพระนิเวศของพระองค์ เจ้าคิดว่าพระเจ้าทรงมองไม่เห็นความผิดพลาดและนิสัยแย่ๆ ของเจ้าหรือ? พระเจ้าทรงล่วงรู้ถึงความผิดพลาดของเจ้า—พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด หากพระองค์ทรงรู้ เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงจัดการสิ่งเหล่านั้น? สิ่งเหล่านั้นทำให้ผู้คนรู้สึกขัดแย้งในหัวใจอยู่หลายครั้ง พวกเขากล่าวว่า “พระเจ้าจะทรงช่วยคนอย่างฉันให้รอดหรือ? คนอย่างฉันจะสามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้หรือไม่? ฉันช่างเลวร้ายและเสื่อมทราม ไม่เต็มใจที่จะนบนอบการบ่มวินัย และเป็นกบฏอย่างยิ่ง—แถมฉันยังต้านทานและกังขาในพระเจ้า พระเจ้าจะยังทรงเลือกฉันได้อย่างไร?” สิ่งใดกวนใจเจ้าอยู่หรือ? ลำพังพระเจ้าพระองค์เดียวก็ทรงสามารถช่วยเจ้าให้รอดได้ เจ้าต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงทำได้ การที่เจ้ามุ่งเน้นเพียงการฟังพระวจนะของพระเจ้า ยอมรับ และปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นย่อมเพียงพอแล้ว อย่ามัวติดอยู่กับเรื่องอื่น—อย่าคิดลบเพราะเรื่องเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครจิกหัวบังคับเจ้าได้ ไม่มีใครมีสิ่งใดมากล่าวหาเจ้าได้ พระเจ้าไม่ทอดพระเนตรถึงสิ่งเหล่านั้น หากเจ้ารู้สึกไม่สบายใจจากการไล่ตามเสาะหาความจริงและเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตเพราะนิสัยที่ไม่ดี จุดเสีย หรือความเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากเรื่องพัวพันทั้งหลายในชีวิต นั่นคือความสูญเสียมิใช่หรือ? นั่นคือสิ่งที่ไม่คู่ควรมิใช่หรือ? (ใช่) ขณะนี้มีผู้คนมากมายที่ติดอยู่ในสภาวะดังกล่าว บางคนกล่าวว่าพวกเขามีบุคลิกที่หุนหันพลันแล่นเกินไป พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายโดยไม่ละเอียดรอบคอบ และพวกเขาไม่ชอบการศึกษาเล่าเรียน พวกเขากล่าวว่าตนเองก็มีนิสัยที่ไม่ดีเช่นกัน นั่นคือ พวกไม่ชอบลุกจากที่นอนในตอนเช้า ไม่ชอบเข้านอนตอนค่ำ ทั้งยังรักการเล่นเกม บางครั้งพวกเขาก็ชอบคุยเรื่องสัพเพเหระ และบางครั้งพวกเขาก็ชอบเล่นมุกตลก พวกเขาถามว่า พระเจ้าจะทรงช่วยฉันให้รอดหรือ? การที่เจ้ามีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันมากมายเกี่ยวกับตนเองนั้นเป็นปัญหามิใช่หรือ? เหตุใดเจ้าจึงไม่แสวงหาเสียหน่อยเล่า? โดยแท้แล้วสิ่งที่พระเจ้าทอดพระเนตร และสิ่งที่พระวจนะของพระองค์กล่าวคืออะไรกันแน่? ในพระวจนะของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ถูกถึงในฐานะปัญหาใช่หรือไม่? บางคนกล่าวว่าพวกเขาชอบแต่งตัวและต้องคอยห้ามตนเองอยู่เสมอ คนอื่นกล่าวว่าพวกเขาชอบกินเนื้อสัตว์และมีความอยากอาหารมากเกินไป สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเล็กน้อย จุดเสียเหล่านี้ บุคลิกเหล่านี้ หรือนิสัยในชีวิตเหล่านี้เป็นข้อบกพร่องส่วนใหญ่ในความเป็นมนุษย์ของผู้คน สิ่งเหล่านี้ไม่นับว่าเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม สิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างแท้จริงคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา อย่าลืมมองที่ภาพรวม เมื่อเจ้าเรียนรู้ว่าตนเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และเริ่มมุ่งเน้นที่จะทบทวนและหยั่งรู้ถึงอุปนิสัยเหล่านั้น ทุ่มเทพยายาม และเริ่มเกลียดชังอุปนิสัยเหล่านั้น จุดเสียเล็กน้อยที่เจ้ามีจะค่อยๆ เปลี่ยนไป—สิ่งเหล่านั้นจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป คนหนุ่มสาวบางคนรักสนุก เมื่อพวกเขาดูแลรับผิดชอบงานอันถูกควรของตน การที่พวกเขาจะเล่นสนุกสักระยะหนึ่งก็ย่อมไม่เป็นไร หญิงสาวบางคนรักการเป็นคนสวย รักการแต่งตัวและแต่งหน้า ตราบเท่าที่พวกเธอไม่ได้แต่งตัวแปลกหรือแต่งหน้าเสียหนาเตอะ ไม่ได้เกินเลยไป เรื่องนั้นก็ไม่เป็นไรเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่รับได้ ไม่มีใครจำกัดห้ามพวกเขา สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาเลย นิสัยในชีวิตเหล่านี้ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่รับได้ ไม่มีใครจำกัดห้ามพวกเขา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเลย บรรดานิสัยในชีวิต ข้อเรียกร้องต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเขา และปัญหาเล็กน้อยทางบุคลิก—สิ่งเหล่านี้ไม่อาจทำให้เจ้าต้านทานพระเจ้า และไม่อาจทำให้เจ้าต่อต้านความจริงได้ สิ่งที่ทำให้เจ้าต้านทานพระเจ้าอย่างแท้จริง สิ่งที่กีดกันเจ้าไม่ให้มาเฉพาะพระพักตร์พระองค์และทำให้เจ้ากบฏต่อพระองค์ก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เมื่อเจ้าสามารถค้นพบ รู้จัก และเกลียดชังอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และได้รับความปรารถนาส่วนตัวที่จะปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง จุดเสียเล็กน้อยทั้งหมดนี้ย่อมจะได้รับการแก้ไข และเมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการแก้ไข—ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้า นั่นคือ การต้านทานพระเจ้า ก็ย่อมได้รับการแก้ไข—แล้วจุดเสียเล็กน้อยเหล่านั้นของเจ้าจะถือว่าเป็นปัญหาอยู่หรือไม่? เมื่อถึงเวลานั้น เรื่องเล็กน้อยอย่างวิธีวางตัวของเจ้า วิธีที่เจ้าดำเนินชีวิต สิ่งที่เจ้ากิน วิธีพักผ่อนของเจ้า วิธีทำหน้าที่ของเจ้า และวิธีที่ที่เจ้าลงรอยกับผู้อื่นจะมีหลักธรรมมากขึ้นทีละน้อย ก่อนถึงเวลานั้น เจ้าจะเรียนรู้ว่าการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเราเคยเป็น และยังคงเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของผู้คน และเมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเราได้รับการแก้ไข ปัญหาทั้งปวงก็ย่อมได้รับการแก้ไขเช่นเดียว เมื่อเจ้าได้แก้ไขปัญหาเรื่องการกบฏต่อพระเจ้าของเจ้า ตอนนั้นเองที่เจ้าจะใช้ชีวิตด้วยสภาพเสมือนมนุษย์ ด้วยความมีเกียรติ ตอนนี้เจ้าอาจจะไม่ได้แสดงจุดเสียเล็กน้อยบางอย่างอีกต่อไป ผู้คนอาจจะสรรเสริญเจ้า กล่าวว่าเจ้าเป็นคนดีตั้งแต่อายุยังน้อย ว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าด้วยความจริงใจ ว่าเจ้าดูเหมือนผู้เชื่อในพระเจ้า แต่หากพระเจ้าตรัสว่าเจ้าอาจจะยังกบฏต่อพระองค์ เช่นนั้นแล้ว พฤติกรรมซึ่งดูดีที่ภายนอกของเจ้า ไม่ว่าเป็นพฤติกรรมที่ยอดเยี่ยมเพียงไรก็ย่อมไร้ประโยชน์ ปัญหาพื้นฐานยังไม่ได้รับการแก้ไข—อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และเจ้าอาจจะยังกบฏต่อพระเจ้าอยู่ เจ้ายังคงห่างไกลจากความรอดอยู่มาก! การที่เจ้ามีเพียงพฤติกรรมอันดีจะมีประโยชน์อะไร? เจ้ากำลังหลอกตนเองด้วยสิ่งเหล่านั้นมิใช่หรือ?
ขณะนี้ ปัญหาสำคัญยิ่งยวดที่เจ้าต้องแก้ไขคืออะไร? (ปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทราม) บางคนอาจกล่าวว่า “ฉันชอบใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน แต่พระนิเวศของพระเจ้าไม่ชอบ เพราะฉะนั้นฉันจะกบฏต่อเสื้อผ้าเหล่านั้นเสีย” เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น—หากเจ้าชอบก็ใส่ไปเถิด บางคนกล่าวว่า “ฉันชอบแต่งหน้าทาแป้ง และชอบที่จะดูดีเวลาออกไปเจอผู้คนในทุกวัน—มันดีมากเลยละ!” ตราบใดที่เจ้ามีเวลา จะทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร บางคนกล่าวว่า “ฉันชอบกินอาหารเลิศรส—ฉันชอบอาหารเผ็ด และชอบอาหารเปรี้ยวด้วย” ตราบเท่าที่เจ้ามีวิธีการ มีโอกาส และมีเวลาว่าง เจ้าก็สามารถกินในสิ่งที่เจ้าพอใจได้ ต่อให้เจ้ามองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่น่าพอใจ หักห้ามใจ และกบฏต่อสิ่งเหล่านั้น อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าก็จะไม่ได้รับการแก้ไข การที่เจ้าหักห้ามใจจากสิ่งเหล่านั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? เจ้าสู้ทนกับความทรมานแสนสาหัสทางเนื้อหนัง แต่ในหัวใจเจ้ากลับรู้สึกไม่ค่อยเป็นธรรม—เช่นนั้นแล้ว ผลสืบเนื่องอันเป็นลบที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าเพิ่มเติมคืออะไร? เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าทนทุกข์อย่างหนักเพื่อพระเจ้า รู้สึกว่าเจ้าได้รับความจริงแล้ว แต่อันที่จริง เจ้ายังไม่ได้รับหรือไม่ได้เป็นสิ่งใดเลย เจ้าอาจจะแต่งตัวเรียบหรู มีเกียรติ และสุขุม—เจ้าอาจจะดูเหมือนพี่น้องชายหญิง และดูเป็นคนที่มีระเบียบดีพร้อม—แต่หากได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แล้วเจ้ากลับไม่พบหลักธรรม และหากว่าเจ้าอาจจะก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักรต่อไป ปัญหาพื้นฐานของเจ้าได้รับการแก้ไขหรือยัง? (ยังไม่ได้รับการแก้ไข) ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าเจ้ามองเรื่องนี้อย่างไร การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจความจริง การเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง และการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด อย่าใช้ความพยายามไปกับปัญหาสัพเพเหระและพฤติกรรมภายนอกไม่กี่ประการ จมจ่อมและไม่ปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้น รู้สึกผิดและติดค้างอยู่ในหัวใจตลอด ทั้งยังแก้ไขสิ่งเหล่านั้นราวกับเป็นเรื่องใหญ่อยู่เสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำเช่นนั้นคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าจะไม่ถูกแก้ไขไปตลอดกาล หากเจ้าไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเจ้าเป็นคนประเภทใด หรือเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประการใด—หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งนั้นเลยแม้แต่น้อย นั่นจะไม่สร้างความวุ่นวายให้สิ่งต่างๆ หรอกหรือ? เมื่อเจ้าได้มารู้จักแก่นแท้อันเสื่อมทรามของตน ปัญหาเล็กน้อยทั้งหลายที่เจ้ามีย่อมจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และเริ่มปฏิบัติตนตามหลักธรรมความจริงได้ เจ้าจะค่อยๆ หลุดพ้นจากปัญหาเล็กน้อยเหล่านั้นได้โดยธรรมชาติ สิ่งนี้เหมือนกับบุคลิกที่อยู่ไม่สุขหรือการเป็นคนเฉื่อยชา การเป็นคนพูดเก่งหรือเป็นคนเงียบขรึม—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นประเด็นเรื่องบุคลิก คนบางคนออกเสียงชัดเจน ขณะที่ผู้อื่นไม่เป็นเช่นนั้น บางคนกล้าหาญและกล้าพูดต่อหน้าผู้คนมากมาย ขณะที่คนอื่นๆ กล้าหาญน้อยกว่าและไม่กล้าพูดเมื่อมีผู้คนมากมายอยู่รายล้อม คนบางคนชอบเข้าสังคม ขณะที่ผู้อื่นเป็นคนเก็บตัว สิ่งเหล่านี้มิใช่ปัญหาแต่อย่างใด แล้วสิ่งใดที่เป็นปัญหา? อุปนิสัยที่ต้านทานพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์—สิ่งนั้นเองที่เป็นปัญหา นี่เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เป็นต้นกำเนิดความเสื่อมทรามทั้งปวงของมนุษย์ หากเจ้าแก้ไขปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ปัญหาอื่นๆ ก็ย่อมไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
มีคำถามใดอีกหรือไม่? (พระเจ้า ข้าพระองค์มีคำถาม ในการไล่ตามเสาะหาความจริงนั้น ข้าพระองค์มีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เป็นปกติ แต่หัวใจที่รักและไล่ตามเสาะหาความจริงของข้าพระองค์ไม่ได้ยิ่งใหญ่นัก เมื่อข้าพระองค์รู้สึกว่าสภาวะของตนเองไม่ถูกต้อง ข้าพระองค์ก็ไล่ตามเสาะหาอย่างขะมักเขม้นอยู่สองสามวัน แต่เมื่อวันเหล่านั้นผ่านไป ข้าพระองค์ก็ทำตัวหย่อนยานอีกครั้ง สภาวะนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และข้าพระองค์รู้ว่านี่คืออุปนิสัยที่รังเกียจความจริง แต่ข้าพระองค์ยังไม่สามารถแก้ไขอุปนิสัยนี้ได้จากต้นตอ) นั่นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้—การเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์เป็นเช่นนั้นเอง การปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหานี้อยู่เสมอคือเจ้ากำลังทำผิดพลาด ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ในการพยายามหาสามี ผู้หญิงบางคนมีเกณฑ์ว่าการที่ชายคนนั้นหน้าตาธรรมดาย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เขาต้องเป็นคนโรแมนติก เขาต้องจำได้ว่าทั้งคู่เจอกันครั้งแรกเมื่อไรและที่ไหน ต้องจำวันเกิด วันครบรอบ และอื่นๆ ได้ เขาต้องจำวันสำคัญให้ได้ทุกวัน และต้องไม่ลืมที่จะกล่าวว่า “ผมรักคุณนะที่รัก!” อยู่เป็นระยะ และต้องหมั่นซื้อของขวัญให้เธอเป็นครั้งคราว เธอจะทดสอบเขาว่า “วันที่เราไปเดทกันครั้งแรกคือวันอะไร? วันวาเลนไทน์คือวันไหน?” ผู้หญิงเหล่านั้นมักจะมองหา ผู้หญิงเหล่านั้นมักจะมองหาความโรแมนติกและการปลุกเร้าเช่นนั้น และหากชีวิตเกิดความน่าเบื่อ พวกเธอก็ย่อมไม่พอใจและพร่ำบ่นสามีของตนว่า “ดูสิ คุณนี่ทึ่มเสียจริง คุณไม่รู้จักความโรแมนติกเลย การใช้ชีวิตอยู่กับคุณช่างน่าเบื่อเหลือเกิน! คุณทำชีวิตฉันพังหมดแล้ว!” มีผู้หญิงมากมายที่แสดงจุดเสียในด้านนี้มิใช่หรือ? และเมื่อเจ้ากล่าวว่าสามีของคนอื่นเป็นคนโรแมนติก รู้วิธีเกลี้ยกล่อมผู้หญิง และปฏิบัติต่อภรรยาของตนราวกับเจ้าหญิง ผู้หญิงเหล่านี้ก็จะอิจฉาจนทนไม่ไหว หวังจะคว้าชายคนนั้นมาเป็นสามีของตนเอง พวกเธอไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตธรรมดาเช่นคนทั่วไป เจ้าเคยแสดงจุดเสียเช่นนี้ออกมาหรือไม่? (เคย) ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจและทรงช่วยผู้คนให้รอดนั้นไม่ได้มีเรื่องที่โลดโผนหรือน่าตื่นเต้นมากมายนัก และพระองค์ก็จะไม่ทรงทำเรื่องประหลาดให้เจ้า นี่คือสิ่งที่ปกติและธรรมดา—นั่นคือความหมายของคำว่าสัมพันธ์กับชีวิตจริง การไล่ตามเสาะหาความจริงไม่ได้ใช้ความรู้สึก ตราบเท่าที่เจ้ามีการไล่ตามเสาะหาอยู่ในหัวใจ และตราบเท่าที่เจ้าคอยตรวจสอบเป็นครั้งคราวว่าเส้นทางที่เจ้าเดินเบี่ยงเบนหรือไม่ และมีการตกหล่นหรือความสูญเสียที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ในหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติหรือไม่ และเจ้าสามัคคีธรรมว่า ระหว่างช่วงเวลานี้พี่น้องชายหญิงมีความรู้เชิงลึกหรือมีความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ที่เจ้าขาดพร่องไปหรือไม่ ขณะอ่านพระวจนะของพระเจ้า การทำความเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นของเจ้ามีการบิดเบือนหรือไม่ ในพระวจนะเหล่านั้นมีสิ่งที่เกินความเข้าใจของเจ้า เป็นสิ่งที่เจ้ายังไม่เคยมีประสบการณ์ หรือละเลยอยู่หรือไม่ และอื่นๆ—ตราบเท่าที่เส้นทาง เป้าหมาย และทิศทางทั้งหมดถูกต้องและเป็นปกติ นั่นย่อมจะเพียงพอแล้ว ตราบเท่าที่ทิศทางโดยทั่วไปของเจ้านั้นถูกต้อง นั่นก็เพียงพอแล้ว จงอย่าแสวงหาความตื่นเต้น และอย่ามองหาความประหลาดใจ ไม่มีผู้ใดจะมาสร้างความประหลาดใจให้เจ้า การเชื่อในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นเหมือนกับการดำเนินชีวิตของคนธรรมดา โดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายนัก เพราะเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ที่ไม่ได้มีสิ่งใดเหนือธรรมชาติ และไม่มีสิ่งใดแยกไปจากชีวิตจริง นั่นคือความหมายของคำว่าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากนัก แต่ระหว่างชีวิตที่ไม่ได้มีเหตุการณ์มากมายกับชีวิตของผู้ไม่เชื่อมีสิ่งที่ต่างกันอยู่ ขณะที่เจ้าเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของตน เจ้าก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอยู่ตลอดเวลา ได้แก้ไขและเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าอยู่เสมอ รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับความจริงที่เจ้าไม่เข้าใจ ได้รู้จักและยอมรับความจริงที่เจ้าไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจอยู่เป็นนิจ นั่นคือความแตกต่าง สิ่งนั้นเป็นความแตกต่างที่ค่อนข้างมากอยู่แล้ว—พวกเจ้าจะร้องขอสิ่งใดได้อีกเล่า? ในพระนิเวศของพระเจ้า ในคริสตจักร และรอบตัวเจ้ามีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นมากพอแล้วมิใช่หรือ? สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่พระเจ้าเริ่มทรงพระราชกิจมาจนถึงตอนนี้มีมากพอให้ผู้คนพิจารณา วันเวลาผ่านไปเร็วยิ่งนัก เวลาสิบปี ยี่สิบปีผ่านไปในชั่วพริบตา และอีกพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปสามสิบหรือห้าสิบปีแล้ว นั่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างถูกต้องสำหรับชีวิตผู้คน ยังมีความน่าตื่นเต้นใดให้มองหาอีกเล่า? สิ่งเหล่านี้น่าตื่นเต้นพออยู่แล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเจ้าควรทำให้เจ้าค้นพบสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ ค้นพบความจริง และเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับเจ้า การนั้นไม่ได้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายมิใช่หรือ? (ใช่) การไล่ตามเสาะหาความจริงไม่ใช่การแสวงหาความตื่นเต้น สำหรับผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ในโลกวัตถุนิยมย่อมเป็นเช่นนั้นเอง อย่าไปมองหาความตื่นเต้น—การมองหาความตื่นเต้นและความรู้สึกเป็นสิ่งที่คนอิ่มท้องจอมเกียจคร้านทำ ในการทำหน้าที่และไล่ตามเสาะหาความจริงของผู้คน พวกเขาย่อมมีบทเรียนใหม่ให้เรียนรู้ทุกๆ วัน บางคนจะกล่าวว่า “เช่นนั้นแล้วทำไมฉันไม่ได้เรียนรู้?” นั่นอาจจะเป็นเพราะเจ้ามีความคืบหน้าที่ช้ากว่า หากมีสิ่งต่างๆ ที่เจ้าเรียนรู้อยู่ทุกเดือน เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว ตราบเท่าที่เจ้าเกิดความคืบหน้าและกำลังไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าจะแสดงบางสิ่งบางอย่างออกมา สามัคคีธรรมนี้แก้ไขปัญหาดังกล่าวบ้างหรือยัง? (แก้ไขแล้ว) แก้อย่างไรหรือ? คำพูดใดที่แก้ไขปัญหาดังกล่าว? (ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขเพราะข้าพระองค์รู้ว่าการไล่ตามเสาะหาในการเชื่อในพระเจ้าของข้าพระองค์ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง—ทัศนะของข้าพระองค์มิใช่หนทางที่มีเหตุผลในการไล่ตามเสาะหา ข้าพระองค์มองหาการไล่ตามไขว่คว้าสิ่งปลุกเร้าอยู่เสมอ ไล่ตามไขว่คว้าความรู้สึก และมองพระเจ้าด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเพียงอย่างเดียว ทั้งยังรักษาความสัมพันธ์กับพระองค์ในระยะห่างที่ให้ความเคารพอยู่เสมอ แต่กลับเพิกเฉยเรื่องที่ว่า ผู้คนจะมีจุดอ่อนในกระบวนการของการเข้าสู่ชีวิต และนั่นจะทำให้พวกเขาเติบโตขึ้น อีกทั้งไม่ใส่ใจในเรื่องที่พวกเขาจะเผชิญกับสถาการณ์ทุกรูปแบบ นั่นเป็นเรื่องปกติ) เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว ในยามที่ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ผู้คนก็ควรทำหน้าที่ของตน และเดินหน้าไล่ตามเสาะหาต่อไปอย่างที่ควรทำ อย่ามองหาความตื่นเต้นหรือเกิดความรู้สึกต่อสิ่งทั้งหลาย อย่าเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกและกล่าวว่า “เหตุใดวันนี้ฉันถึงอารมณ์ไม่ดี? อ๋อ เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับพระเจ้านั้นห่างเหิน—ฉันจะรีบไปอธิษฐาน!” เจ้าไม่จำเป็นต้องไวต่อความรู้สึกเช่นนั้น พระเจ้าไม่ได้สนพระทัย พระองค์ไม่ใส่พระทัยกับเรื่องหยุมหยิมเหล่านั้นของเจ้า! เจ้าอาจจะกล่าวว่า “ฉันไม่ได้อธิษฐานถึงพระเจ้ามาหลายวันแล้ว แต่เวลาปฏิบัติตน ฉันก็หมั่นแสวงหาพระเจ้าอยู่ในหัวใจ และฉันยังมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่” เรื่องนั้นไม่มีปัญหา บางคนจะกล่าวว่า “โอ้ ฉันมัวแต่ยุ่งอยู่กับหน้าที่จนตอนนี้ไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามาหลายวัน” เจ้าไม่ได้ก้าวผ่านกระบวนการนั้น—เจ้าเมินเฉยต่อสิ่งนั้น—แต่ในกระบวนการทำหน้าที่ของเจ้า เจ้าได้พบปัญหามากมาย เจ้าได้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามบางอย่างออกมา และเจ้าก็ได้ฟังสามัคคีธรรมจากผู้อื่นตลอดช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เจริญใจเจ้าอย่างยิ่ง นั่นมิใช่ประโยชน์ที่แท้จริงหรือ? เจ้ามิได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้เข้าใจและได้รับความจริงหรอกหรือ? การยืนกรานให้เจ้าทำเช่นนั้นด้วยวิธีการหรือลักษณะบางอย่างจะมีประโยชน์อะไร? เอาละ พวกเราจะจบสามัคคีธรรมของวันนี้แต่เพียงเท่านี้ ลาก่อน! (ขอบคุณพระเจ้า และลาก่อน!)
30 พฤษภาคม ค.ศ. 2020