ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่เจ็ด)

III. การดูหมิ่นพระวจนะแห่งพระเจ้า

วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อถึงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ในประการที่สิบ—นั่นคือ พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า  คราวที่แล้วพวกเราสามัคคีธรรมจนถึงส่วนที่สามของหัวข้อหลัก ซึ่งก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า  การสามัคคีธรรมและการชำแหละส่วนนี้ของพวกเราแบ่งออกเป็นสามหัวข้อย่อย  สามหัวข้อย่อยนั้นมีอะไรบ้าง?  (หัวข้อที่หนึ่งคือ พวกศัตรูของพระคริสต์แก้ไขดัดแปลงโดยพลการและตีความพระวจนะของพระเจ้าไปตามอำเภอใจ หัวข้อที่สองคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา และหัวข้อที่สามคือ พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงบ้างหรือไม่)  ทั้งสามประการนี้คือทั้งหมดของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ควรจะมีมากกว่านี้)  มีคำกล่าวและการสำแดงใดอีกบ้าง?  (พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยความไม่เคารพ)  การปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยความไม่เคารพเป็นหนึ่งในการสำแดงที่พวกเขาดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  การปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยความไม่เคารพเป็นการตีความคำว่าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้ามิใช่หรือ?  พวกเราไม่ต้องการการตีความในที่นี้ แต่ต้องการการสำแดงและการปฏิบัตินานาประการของการที่ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าที่เจ้ามองเห็นและสัมผัสได้ และที่เจ้าเคยได้ยินมา  ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการสำแดงนานาประการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้ามากนัก  พวกเจ้าอาจจะมีความเข้าใจตามตัวอักษรเกี่ยวกับสามประการที่เราสามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้อยู่บ้าง แต่พวกเจ้าคิดไม่ออกว่าการสำแดงอื่นๆ ที่พวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้ามีอะไรอีกบ้าง ใช่หรือไม่?  พวกเจ้าควรจะจดจำการสำแดงทั้งสามประการที่พวกเราได้สามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้เอาไว้  พฤติกรรมและการสำแดงของการที่ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้านั้นเปิดเผยและตรงไปตรงมาหรือไม่?  นั่นคือสิ่งที่ผู้คนที่ซื่อตรงควรทำใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การสำแดงที่ควรมีอยู่ในความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก แต่เป็นลบ  แก่นแท้ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้ชี้ไปที่ซาตาน ชี้ไปที่พวกปีศาจ ชี้ไปที่ศัตรูของพระเจ้า  ในการที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่มีการนบนอบ ไม่มีการยอมรับ ไม่มีการมีประสบการณ์ ไม่มีการวางมโนคติอันหลงผิดของตนเองและยอมรับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเรียบง่ายและใจที่เปิดกว้าง—กลับกัน พวกเขามีท่าทีเยี่ยงซาตานนานาประการต่อพระวจนะของพระเจ้า  อุปนิสัยที่ศัตรูของพระคริสต์เผยออกมาผ่านการสำแดงและพฤติกรรมเหล่านี้คือสิ่งเดียวกับที่ซาตานเผยออกมาในโลกวิญญาณ  ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ในยุคสมัยใด ในบรรดาผู้คนกลุ่มใด พฤติกรรมเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก  พฤติกรรมเหล่านี้เลวร้ายและเป็นลบ และไม่ใช่การสำแดงหรือพฤติกรรมที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือคนปกติควรมี  ดังนั้น พวกเราจึงระบุว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์  หลังจากสามัคคีธรรมสามประการนี้ไป คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าการสำแดงสามประการนี้น่าจะครอบคลุมท่าทีพื้นฐานทั้งหมดที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระวจนะของพระเจ้าแล้ว  อย่างไรก็ตาม มีจุดหนึ่งที่พวกเจ้ามองข้ามไป นั่นคือ การปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่สามแนวทางนี้  ยังมีการสำแดงและพฤติกรรมหนึ่งประการที่แสดงให้เห็นเช่นกันว่าศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า  การสำแดงนี้คืออะไร?  การสำแดงนี้คือ พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  หากพวกเราดูที่ความหมายตามตัวอักษรของประเด็นนี้ บางคนอาจจะมีภาพในใจบางอย่างที่ชี้ไปยังบุคคลบางคน แต่การสำแดงที่เจาะจงและแท้จริงของประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนนัก สิ่งเหล่านี้ยังคงคลุมเครือและกว้างอยู่มาก  ดังนั้น วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมกันว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างไร

ง. พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์

พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ สิ่งนี้อาจกล่าวได้เช่นกันว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อความจริงประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  การปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าและความจริงประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หมายถึงอะไร?  หมายถึงการแค่กล่าวอ้างด้วยลมปาก อวดตน แล้วหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความไว้วางใจ การเกื้อสนุน และการสนับสนุนจากผู้คนเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ  ด้วยเหตุนั้น พระวจนะของพระเจ้าและความจริงจึงกลายเป็นใบเบิกทางของพวกเขา  นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อความจริง  พวกเขาใช้ประโยชน์ บิดเบือน และเหยียบย่ำความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  แล้วพระวจนะของพระเจ้าและความจริงคืออะไรกันแน่?  พวกเราควรนิยามความจริงอย่างถูกต้องแม่นยำอย่างไร?  บอกเราทีเถิดว่าความจริงคืออะไร?  (ความจริงคือเกณฑ์กำหนดการประพฤติปฏิบัติตน การกระทำและการนมัสการพระเจ้าของมนุษย์)  นี่คือคำนิยามที่ถูกต้องและเจาะจงของคำว่าความจริง  พวกเจ้าทุกคนเข้าใจคำกล่าวนี้ว่าอย่างไร?  เจ้าควรนำคำกล่าวนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันของเจ้า และตลอดชีวิตของเจ้าอย่างไร?  เจ้าควรมีประสบการณ์กับคำกล่าวนี้อย่างไร?  จงพูดสิ่งที่พวกเจ้านึกถึงและเข้าใจได้ในทันทีโดยไม่ต้องกลั่นกรองหรือปรุงแต่งเถิด  ในภาษาจากประสบการณ์ของพวกเจ้า ความจริงคืออะไร?  พระวจนะของพระเจ้าคืออะไร?  (ความจริงสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อชีวิตและค่านิยมของคนคนหนึ่งได้ ทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนของมนุษย์ที่ปกติได้)  แม้จะไม่ครอบคลุม แต่ทุกสิ่งที่เจ้ากล่าวมาล้วนสื่อถึงความเข้าใจความจริงอันมาจากประสบการณ์ สิ่งเหล่านั้นคือความเข้าใจเชิงลึกและความรู้ซึ้งที่พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์และได้มาจากชีวิตประจำวัน  มีใครอยากจะแบ่งปันอีกหรือไม่?  (ความจริงสามารถชำระอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเราให้บริสุทธิ์ได้ ทำให้พวกเรากระทำการตามหลักธรรมและทำสิ่งทั้งหลายได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า)  นี่เป็นคำกล่าวที่ดีและเฉียบคมทีเดียว  เชิญกล่าวต่อเถิด  (ความจริงคือชีวิต คือหนทางสู่ชีวิตนิรันดร์ มีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงและดำเนินชีวิตตามความจริงเท่านั้นที่คนเราจะได้รับชีวิต)  (ความจริงทำให้ผู้คนยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ทำให้กลายเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้)  ทั้งสองประเด็นนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับหลักธรรมของการปฏิบัติสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันของผู้คน  ถึงแม้ว่าคำอธิบายดังกล่าวจะค่อนข้างลึกซึ้งและสูงส่ง แต่ก็สัมพันธ์กับชีวิตจริงเป็นอย่างมาก  (ความจริงสามารถเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามภายในตัวพวกเรา เปลี่ยนแปลงมุมมองที่ไม่ถูกต้องต่อเรื่องต่างๆ ของพวกเรา และทำให้พวกเราสามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนของมนุษย์ที่แท้จริงได้)  คำกล่าวเหล่านี้สัมพันธ์กับชีวิตจริง และเกี่ยวข้องกับคุณค่าและนัยสำคัญที่ความจริงมีต่อผู้คน ตลอดจนผลกระทบที่ความจริงมีต่อผู้คนได้  สิ่งที่พวกเจ้าทุกคนได้กล่าวมามักเป็นสิ่งที่พวกเราพูดถึงกันบ่อยครั้งก่อนหน้านี้  ถึงแม้ว่าสิ่งที่แต่ละคนเน้นย้ำจะแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับคำกล่าวที่ถูกอธิบายและนิยามไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความจริง—ความจริงคือหลักเกณฑ์สำหรับการประเมินทุกสิ่ง  ความจริงถือว่าเป็นสิ่งเดียวกับพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ได้)  พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  จากความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ตามที่พวกเจ้าได้แบ่งปันในการสามัคคีธรรมของพวกเจ้า พวกเราสามารถกล่าวว่าความจริงคือความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงที่เป็นบวกได้หรือไม่?  (ได้)  ความจริงคือความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวก  สามารถเป็นชีวิตของคนคนหนึ่งและเป็นทิศทางให้พวกเขาใช้เดิน สามารถเปิดโอกาสให้คนเราทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน หันมายำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว กลายเป็นคนที่นบนอบพระเจ้า เป็นคนที่เป็นไปตามมาตรฐานของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เป็นคนที่พระเจ้าทรงรักและยอมรับ  ในเมื่อความจริงนี้ล้ำค่า คนเราก็ควรมีท่าทีและมุมมองเช่นไรต่อพระวจนะของพระเจ้าและความจริง?  เห็นได้ชัดเป็นอย่างยิ่งว่าสำหรับคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและคนที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้านั้น พระวจนะของพระองค์คือเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา  ผู้คนควรเห็นความล้ำค่าของพระวจนะของพระเจ้า กินและดื่มพระวจนะ ชื่นชมพระวจนะ และน้อมรับพระวจนะมาเป็นชีวิตของตน เป็นทิศทางที่ใช้เดิน เป็นความช่วยเหลือและเสบียงให้พร้อมใช้ ผู้คนควรปฏิบัติและมีประสบการณ์ตามถ้อยแถลงและข้อกำหนดที่เป็นความจริง นบนอบข้อกำหนดและหลักธรรมต่างๆ ที่ความจริงมอบให้แก่พวกเขา  เช่นนี้เท่านั้นที่คนคนหนึ่งจะสามารถได้มาซึ่งชีวิต  การไล่ตามเสาะหาความจริงหลักๆ แล้วคือการปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่การนำพระวจนะมาพินิจพิจารณา วิเคราะห์ คาดเดา และสงสัย  ด้วยเหตุที่ความจริงเป็นความช่วยเหลือและเสบียงให้ผู้คนพร้อมใช้ ทั้งยังสามารถเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาจึงควรปฏิบัติต่อความจริงเสมือนสิ่งล้ำค่าที่สุด  นี่เป็นเพราะพวกเขาต้องพึ่งพาความจริงในการดำเนินชีวิต ในการทำตามข้อกำหนดของพระเจ้า ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว ค้นหาเส้นทางปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ตลอดจนทำความเข้าใจหลักธรรมของการปฏิบัติ อันเป็นการสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า และผู้คนยังต้องพึ่งพาความจริงในการทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน กลายเป็นคนที่ได้รับการช่วยให้รอดและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานอีกด้วย  ไม่ว่าจะมองจากมุมมองใดหรือถูกแสดงออกมาด้วยวิธีใด ท่าทีที่ผู้คนไม่ควรมีต่อความจริงมากที่สุดก็คือการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าและความจริงราวกับเป็นผลิตภัณฑ์หรือแม้กระทั่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่นำมาซื้อขายกันตามอำเภอใจ  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงไม่ต้องการเห็นมากที่สุด ทั้งยังเป็นพฤติกรรมและการสำแดงที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงไม่ควรมีมากที่สุดอีกด้วย

เป้าหมายและเจตนาในการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร?  ที่จริงแล้วพวกเขามุ่งหมายที่จะทำสิ่งใด และแรงจูงใจของพวกเขาคืออะไร?  เมื่อพ่อค้าได้สินค้าโภคภัณฑ์มา พวกเขาย่อมหวังว่าสินค้าโภคภัณฑ์ชิ้นนั้นจะนำผลประโยชน์และเงินทองจำนวนมหาศาลมาให้ตามที่พวกเขาต้องการ  ดังนั้น เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ พวกเขาจึงกำลังปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งวัตถุชิ้นหนึ่งที่นำไปแลกเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์และเงินทองได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย  พวกเขาไม่ทะนุถนอม ยอมรับ ปฏิบัติ หรือไม่มีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในฐานะความจริง และพวกเขาก็ไม่ได้มองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นหนทางแห่งชีวิตที่พวกเขาควรยึดถือ และเป็นความจริงที่พวกเขาต้องปฏิบัติเพื่อทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน  ในทางกลับกัน พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  สำหรับพ่อค้าแล้ว คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสินค้าโภคภัณฑ์คือการนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน เป็นผลกำไรที่ต้องการ  ดังนั้น เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาย่อมมีเจตนาและแรงจูงใจแบบเดียวกัน  คำว่า พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ นั้นหมายความว่า พวกเขาไม่ได้ใช้พระวจนะเพื่อกิน ดื่ม และเพลิดเพลิน และไม่ได้ใช้เพื่อประสบการณ์หรือการปฏิบัติของพวกเขา แต่กลับใช้เป็นสินค้าในมือที่นำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเสนอขายให้กับบรรดาผู้ที่ให้ผลประโยชน์กับพวกเขาได้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หากพิจารณาตามตัวอักษรแล้ว นี่ย่อมหมายถึงการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งสินค้า ใช้สำหรับทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเป็นเงิน พวกเขาเปลี่ยนการซื้อขายพระวจนะของพระเจ้าให้กลายเป็นอาชีพของตน  จากมุมมองตามตัวอักษร เรื่องนี้ย่อมเห็นได้ชัดในทันที  การกระทำและพฤติกรรมดังกล่าวของศัตรูของพระคริสต์ช่างน่าอัปยศ ทำให้ผู้คนรู้สึกรังเกียจและขยะแขยง  แล้วสิ่งใดคือการสำแดงอันเจาะจงของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์?  นี่คือประเด็นหลักที่พวกเราจะสามัคคีธรรมกัน  พวกศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงบางอย่างที่เห็นได้ชัดมากในการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นและกระจ่างมากขึ้น พวกเราจะยังคงหารือเรื่องเหล่านี้ไปทีละประการ  เหตุใดเราจึงใช้แนวทางนี้?  จากประสบการณ์ทำงานและพูดมาหลายปีของเรา ผู้คนส่วนใหญ่มีความคิดที่เลอะเลือนและขาดความสามารถในการคิดด้วยตนเอง  จากเรื่องนี้ เราจึงคิดหาวิธีที่เรียบง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด นั่นคือการอธิบายและไขความกระจ่างของแต่ละประเด็นหรือหัวข้อ—ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม—ไปทีละประการ เพื่อช่วยให้พวกเจ้าคิดและใคร่ครวญเรื่องดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน  วิธีนี้เหมาะสมหรือไม่?  (เหมาะสม)  บางคนกล่าวว่า “แบบนั้นเหมาะสมที่สุด มันช่วยให้พวกเราไม่ต้องลำบากเค้นสมองและคิดอย่างหนัก  พวกเราไม่มีเวลาและยุ่งเกินกว่าจะมาทำเช่นนั้น!  พวกเราใช้พลังงานและความคิดใช้ไปกับเรื่องใหญ่ๆ ไม่ใช่กับเรื่องเล็กน้อยเท่าเมล็ดถั่วเหล่านี้  การให้พวกเราใคร่ครวญเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ค่อนข้างดูเหมือนว่าพระองค์กำลังประเมินพวกเราต่ำไปและใช้งานพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของพวกเราไม่คุ้มค่า”  เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้วการนี้คืออะไร?  (ขีดความสามารถของพวกเรานั้นต่ำมากเสียจนบางครั้งพวกเราก็ไม่สามารถทำความเข้าใจความจริงได้ และพวกเราจำเป็นต้องให้พระเจ้าสามัคคีธรรมกับพวกเราโดยละเอียด แบบคำต่อคำ ประโยคต่อประโยค เพื่อให้พวกเราเข้าใจขึ้นบ้าง)  เจ้าเห็นไหมว่า เราเผลอบรรยายถึงสภาวะที่แท้จริงของเรื่องทั้งหลาย ซึ่งเป็นการเผยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงกับพวกเจ้าทุกคน แต่นั่นก็คือข้อเท็จจริง  ต่อให้เราไม่ได้เปิดโปงเรื่องนี้ มันก็ยังจะเป็นเช่นนั้นอยู่ดี  ไม่มีทางอื่นนอกจากการทำเช่นนี้  หากเราแค่พูดถึงหัวข้อใหญ่อย่างเรียบง่ายและกว้างๆ เช่นนั้นเราก็จะพูดไปโดยเปล่าประโยชน์และเสียแรงเปล่า  นั่นเป็นเพียงการเสียเวลาใช่หรือไม่?  พวกเรากลับมาที่หัวข้อหลักกันเถิด  ในเรื่องที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์นั้น พวกเราจะแบ่งเรื่องนี้ออกเป็นหลายหัวข้อย่อยเพื่ออธิบายและไขความกระจ่างไปทีละขั้นตอนว่าศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนี้อย่างไร และสิ่งใดเป็นตัวอย่างและการสำแดงอันเจาะจงที่พิสูจน์ได้อย่างเพียงพอว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า ทั้งยังยืนยันด้วยว่าแท้จริงแล้วศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้เช่นนั้น  พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องนี้เป็นสองส่วนหลัก

1. การปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการได้รับสถานะ ความมีหน้ามีตา และศักดิ์ศรี

แง่มุมหลักประการแรกที่เป็นการสำแดงที่พบบ่อยที่สุดของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์คือการใช้พระวจนะเป็นเครื่องมือให้ได้มาซึ่งสถานะ ความมีหน้ามีตา ศักดิ์ศรีของพวกเขาเอง และยิ่งไปกว่านั้นคือเพื่อความเพลิดเพลินทางวัตถุ และที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกคือเพื่อเงินทอง  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เข้ามาสัมผัสกับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็รู้สึกว่า “พระวจนะของพระเจ้านั้นยอดเยี่ยม  ทุกๆ ประโยคล้วนสมเหตุสมผลและถูกต้อง ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะพูดออกมาได้ และไม่อาจพบได้ในพระคัมภีร์”  ในสองยุคที่ผ่านมา พระเจ้าไม่ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้  ทั้งในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ก็ไม่มีพระวจนะที่ตรัสไว้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาเช่นนี้  พระคัมภีร์บันทึกพระวจนะของพระเจ้าไว้เพียงส่วนน้อยมากเท่านั้น  เมื่อมองดูสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสอยู่ในขณะนี้ เนื้อหานั้นอุดมสมบูรณ์มาก  นั่นทำให้ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกอิจฉาและริษยาอยู่ในใจ และพวกเขาเริ่มวางอุบายอยู่ในใจว่า “คนธรรมดาคนนี้สามารถพูดได้มากมายเหลือเกิน เมื่อไหร่ฉันจะสามารถพูดคำเหล่านี้ได้บ้าง?  เมื่อไหร่ฉันถึงจะพูดพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนคนคนนี้บ้าง?”  พวกเขามีแรงกระตุ้นและความอยากเช่นนั้นอยู่ในใจ  เมื่อพิจารณาจากแรงกระตุ้นและความอยากนี้แล้ว ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกอิจฉาและเคารพพระวจนะที่พระเจ้าตรัสอยู่ในใจ  เราใช้คำว่า “อิจฉา” และ “เคารพ” เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำของสองคำนี้ สิ่งที่เราตั้งใจจะจะบอกก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้มองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และพวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านี้ แต่พวกเขากลับอิจฉาเนื้อหาอันอุดมสมบูรณ์ของพระวจนะเหล่านี้ เนื้อหาที่ครอบคลุม รวมถึงความลึกซึ้งของพระวจนะเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนถึงความล้ำลึกที่มนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง—และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาอิจฉาที่พวกเขาเองไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมาได้  จากแง่มุมเหล่านี้ของ “ความอิจฉา” ย่อมเห็นได้ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ถือว่าพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้เป็นการแสดงออกของเทวสภาพ เป็นความจริง หรือเป็นชีวิตและความจริงที่พระเจ้าตั้งพระทัยจะใช้ช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและจัดหาให้กับมวลมนุษย์  ในเมื่อศัตรูของพระคริสต์สามารถอิจฉาพระวจนะเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วก็ชัดเจนว่าในใจของพวกเขา พวกเขาก็ปรารถนาที่จะได้เป็นคนที่แสดงถ้อยคำดังกล่าวเช่นกัน  จากเรื่องนี้ ศัตรูของพระคริสต์จำนวนมากได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมหาศาลอยู่เบื้องหลัง โดยอธิษฐานทุกวัน อ่านพระวจนะเหล่านี้ทุกวัน จดบันทึก ท่องจำ สรุป และเรียบเรียง  พวกเขาได้ทุ่มเทความพยายามอย่างหนักให้กับพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเหล่านี้ ทำการจดบันทึกนับไม่ถ้วน และจดความเข้าใจเชิงลึกมากมายลงไประหว่างการอุทิศตนฝ่ายวิญญาณของพวกเขา ตลอดจนอธิษฐานนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อให้จำพระวจนะเหล่านี้ได้  จุดประสงค์ของพวกเขาในการทำทั้งหมดนี้คืออะไร?  คือเพื่อที่ว่าวันหนึ่งพวกเขาอาจจะเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาโดยฉับพลัน และสามารถพูดพระวจนะที่พระเจ้าจะตรัสได้อย่างไม่รู้จบ ราวกับประตูน้ำที่เปิดออก พวกเขาหวังว่าวจนะของพวกเขาจะสามารถจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นต่อผู้คน จัดเตรียมชีวิตให้กับผู้คน จัดเตรียมสิ่งที่ผู้คนควรสัมฤทธิ์ และกระทำการเรียกร้องจากผู้คนได้เหมือนกับพระวจนะของพระเจ้า  การนี้คือเพื่อให้พวกเขาได้ยืนอยู่ในมุมมองและสถานะของพระเจ้า และพูดสิ่งเดียวกับที่พระเจ้าตรัสด้วยน้ำเสียงและวิธีการตรัสของพระองค์ เช่นเดียวกับเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด ตามที่พวกเขาปรารถนา  ศัตรูของพระคริสต์ทุ่มเทความพยายามมากมายให้สิ่งนี้ และการกล่าวว่าบางคนถึงกับแอบหยิบสมุดบันทึกออกมาบ่อยครั้งจดถ้อยคำที่พวกเขาอยากพูด ถ้อยคำที่พวกเขากำลังรอให้พระเจ้าประทานแก่พวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลย  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร ความอยากของศัตรูของพระคริสต์ก็มักจะไม่ลุล่วง ความปรารถนาของพวกเขาไม่เคยเป็นจริงเลย  ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเทความพยายามมากเพียงใด ไม่ว่าพวกเขาจะอธิษฐานมากแค่ไหน ไม่ว่าพวกเขาจะบันทึกพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด หรือไม่ว่าพวกเขาจะท่องจำและเรียบเรียงพระวจนะเหล่านั้นอย่างไร ทั้งหมดก็สูญเปล่า  พระเจ้าไม่ตรัสผ่านพวกเขาแม้แต่ประโยคเดียว และพระเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาตให้พวกเขาได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์แม้แต่ครั้งเดียว  ไม่ว่าพวกเขาจะโหยหาแค่ไหนหรือเริ่มร้อนใจมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถพูดพระวจนะของพระเจ้าได้แม้แต่ประโยคเดียว  ยิ่งพวกเขาร้อนใจและอิจฉามากเท่าไร และยิ่งพวกเขาล้มเหลวในการสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนมากเท่าไร ในใจของพวกเขาก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น  พวกเขาหงุดหงิดเรื่องอะไร และเหตุใดพวกเขาจึงร้อนใจยิ่งนัก?  พวกเขาเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้ากำลังนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และยอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครที่บูชาหรือเทิดทูนที่แทบเท้าของพวกเขา ต่อหน้าพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว  นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาร้อนใจและหงุดหงิด  ในขณะที่หงุดหงิดและร้อนใจอยู่นั้น สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์นึกถึงและใคร่ครวญได้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ว่า “เหตุใดคนเหล่านี้จึงทำหน้าที่ของพวกเขาในพระนิเวศของพระเจ้า?  เหตุใดเมื่อพวกเขามาที่พระนิเวศของพระเจ้าจึงแตกต่างกับโลกที่ไม่มีความเชื่อ?  เหตุใดหลังจากที่ผู้คนส่วนใหญ่มายังพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็เริ่มทำตัวถูกควรและและดีขึ้นเรื่อยๆ?  เหตุใดผู้คนส่วนใหญ่จึงสละตนเองและจ่ายราคาในพระนิเวศของพระเจ้าโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และแม้กระทั่งตอนที่พวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาก็ไม่จากไป และบางคนพอถูกคัดออกหรือขับไล่ ก็ยังไม่จากไปเสียด้วยซ้ำ?  ลึกๆ ดแล้ว เหตุผลเดียวคือพระวจนะของพระเจ้า นี่คือผลกระทบและบทบาทของพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนัง”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์มองเห็นจุดนี้ พวกเขาก็ยิ่งอิจฉาพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนั้น หลังจากทุ่มเทความพยายามอย่างหนักแต่ก็ยังไม่สามารถพูดพระวจนะของพระเจ้าหรือเป็นกระบอกเสียงให้พระเจ้าได้ ศัตรูของพระคริสต์จึงเปลี่ยนจุดสนใจไปยังพระวจนะของพระเจ้า คิดว่า “ถึงฉันจะพูดสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่พระเจ้าตรัสไม่ได้ แต่ถ้าฉันสพูดจาสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าได้—ต่อให้จะเป็นเพียงคำสอนหรือคำพูดที่ว่างเปล่า—ตราบใดที่ผู้คนฟังแล้วรู้สึกว่าถูกต้อง ตราบใดที่สิ่งเหล่านั้นดูสอดคล้องกับพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า ฉันก็ย่อมรักษาที่ทางในหมู่ผู้คนไว้ได้ไม่ใช่?  ฉันย่อมตั้งมั่นท่ามกลางผู้คนได้ไม่ใช่หรือ?  หรือถ้าฉันเทศนาและอธิบายพระวจนะในพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังบ่อยๆ ใช้พระวจนะเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นประจำ และทุกสิ่งที่ฉันพูดและเทศนาฟังดูเหมือนมาจากพระวจนะของพระเจ้าและถูกต้อง เช่นนั้นแล้ว สถานะของฉันในหมู่ผู้คนก็จะมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ?  พวกเขาจะยิ่งให้เกียรติฉันไม่ใช่หรือ?”  เมื่อคิดเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงรู้สึกว่าตนเองพบหนทางที่จะทำให้ความปรารถนาในการได้รับสถานะ มีหน้ามีตาและได้รับการยกย่องมากขึ้นของตนกลายเป็นจริง และพวกเขาก็มองเห็นความหวังที่จะสัมฤทธิ์การนี้  หลังจากมองเห็นความหวังแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็แอบรู้สึกพอใจอยู่ในใจว่า “ฉันช่างฉลาดเหลือเกิน  ไม่มีใครตระหนักเรื่องนี้ได้ ทำไมคนอื่นถึงไม่รู้หนทางนี้?  ฉันนี่ช่างฉลาดเสียจริง!  แต่ถึงฉันจะฉลาดแค่ไหน ฉันก็บอกเรื่องนี้กับใครไม่ได้ แค่ฉันรู้เรื่องนี้อยู่ในใจก็พอแล้ว”  เมื่อมีเป้าหมายและแผนการเช่นนี้ในใจ ศัตรูของพระคริสต์จึงเริ่มทุ่มเทความพยายามอย่างจริงจังให้กับพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาคิดว่า “เมื่อก่อนฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าแค่ผ่านๆ ฟังแบบไม่ตั้งใจ และพูดอะไรก็ตามที่นึกขึ้นได้  ตอนนี้ฉันต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ ฉันทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้แล้ว นั่นเป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่า  การทำแบบนั้นก่อนหน้านี้ไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ การทำเช่นนั้นต่อไปคงจะโง่เขลาจริงๆ!”  ดังนั้น พวกเขาจึงรวบรวมสติ ตั้งใจแน่วแน่ที่จะทุ่มเทความพยายามให้กับพระวจนะของพระเจ้าและโอ้อวดความสามารถของตนอย่างเต็มที่  ศัตรูของพระคริสต์กระทำสิ่งใดเพื่อโอ้อวดความสามารถของตนอย่างเต็มที่?  พวกเขาพินิจพิเคราะห์วิธีการตรัสของพระเจ้าและน้ำเสียงในการตรัสของพระองค์ รวมถึงพินิจพิเคราะห์เนื้อหาที่เจาะจงของพระวจนะของพระเจ้าในแต่ละช่วงระยะและแต่ละช่วงเวลา  ขณะเดียวกันพวกเขาก็เตรียมตัวว่าจะอธิบายพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้อย่างไร และจะพูดและอธิบายพระวจนะเหล่านั้นในหนทางที่จะทำให้ผู้คนนับถือและเทิดทูนพวกเขาอย่างไรเมื่อพวกเขาเทศนาพระวจนะของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงทุ่มเทความพยายามอย่างหนักไปทีละน้อยให้กับพระวจนะของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนนั่นคือ เนื่องจากแรงจูงใจเบื้องหลังความพยายามนี้ของพวกเขาไม่ถูกต้องและเจตนาของพวกเขาก็ชั่ว ไม่ว่าผู้อื่นจะฟังอย่างไร แต่คำพูดที่พวกเขาพูดก็เป็นเพียงคำสอน เป็นเพียงคำพูดและวลีที่คัดลอกมาจากคำตรัสของพระเจ้า  ดังนั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทุ่มเทความพยายามให้กับพระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใดเลย  การไม่ได้รับผลประโยชน์หมายความว่าอย่างไร?  นี่หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง  พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริง เพียงแต่เทศนา ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวพวกเขาเลย  ความคิดและมุมมองที่ผิดพลาดของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง มุมมองต่อชีวิตที่ไม่ถูกต้องของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนเลย และพวกเขาก็ไม่สามารถนำสภาวะของมนุษย์นานาประการที่พระเจ้าทรงอธิบายไว้มาเปรียบเทียบตนเองได้อย่างสิ้นเชิง  ดังนั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์พินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้ามากเพียงใด ผลลัพธ์ที่เห็นได้ในตัวพวกเขาก็มีเพียงสองประการเท่านั้น ประการแรก ถึงแม้ว่าพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเขาพูดถึงจะถูกต้อง และคำที่พวกเขาอธิบายถึงพระวจนะเหล่านี้ก็ไม่ผิดเสียด้วยซ้ำ แต่เจ้าก็จะมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดในตัวพวกเขา  ประการที่สอง ไม่ว่าพวกเขาจะส่งเสริมและเทศนาพระวจนะของพระเจ้าอย่างแข็งขันเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้จักตนเองเลยแม้แต่น้อย  นี่คือสิ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน  เหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ก็คือ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะส่งเสริมและเทศนาพระวจนะของพระเจ้าให้ผู้อื่นฟังอยู่เป็นประจำ แต่ตัวพวกเขาเองกลับไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  พวกเขาเองยังไม่ได้ยอมรับพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาเพียงต้องการใช้พระวจนะเหล่านี้เพื่อสัมฤทธิ์แรงจูงใจแอบแฝงของตนเท่านั้น  พวกเขาหวังที่จะได้รับสถานะและผลประโยชน์ที่ตนอยากได้ด้วยการเทศนาพระวจนะของพระเจ้า และคงจะเป็นเรื่องที่ดีเลิศหากผู้คนปฏิบัติต่อพวกเขาและบูชาพวกเขาราวกับเป็นพระเจ้า  ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่สามารถสัมฤทธิ์จุดประสงค์หรือผลลัพธ์นี้ได้ แต่นี่ก็คือเป้าหมายสูงสุดของศัตรูของพระคริสต์ทุกคน

ศัตรูของพระคริสต์ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างหนักให้กับพระวจนะของพระเจ้า บางคนอาจจะเข้าใจผิดเมื่อได้ยินเช่นนี้ โดยถามว่า “นั่นหมายความว่าทุกคนที่ทุ่มเทความพยายามให้กับพระวจนะของพระเจ้าเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือ?”  หากเจ้าตีความเช่นนี้ เจ้าก็ขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  สิ่งใดคือความแตกต่างระหว่างความพยายามที่ศัตรูของพระคริสต์ทุ่มเทให้กับพระวจนะของพระเจ้ากับความพยายามของผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง?  (เจตนาและจุดประสงค์นั้นแตกต่างกัน  ศัตรูของพระคริสต์ทุ่มเทความพยายามให้กับพระวจนะของพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์และสถานะของตนเอง เพื่อสนองความทะเยอทะยานส่วนตัวของพวกเขา)  ศัตรูของพระคริสต์ทุ่มเทความพยายามใดให้กับพระวจนะของพระเจ้า?  พวกเขาท่องจำพระวจนะของพระเจ้าในส่วนที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของตน เรียนรู้ที่จะอธิบายพระวจนะของพระเจ้าโดยใช้ภาษามนุษย์ รวมถึงเขียนบันทึกและความเข้าใจเชิงลึกบางอย่างในฝ่ายวิญญาณ  นอกจากนี้พวกเขายังสกัด คัดแยก และเรียบเรียงถ้อยดำรัสนานาประการของพระเจ้า เช่น ถ้อยดำรัสที่ผู้คนเชื่อว่าค่อนข้างสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ถ้อยดำรัสที่รับรู้ได้ง่ายว่ามีน้ำเสียงการตรัสของพระเจ้า พระวจนะบางคำที่เกี่ยวกับความล้ำลึก รวมถึงพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนที่ได้รับความนิยมและมักจะนำมาเทศนาในคริสตจักรอยู่ช่วงหนึ่ง  นอกจากการท่องจำ เรียบเรียง และคัดแยกสิ่งเหล่านี้ รวมถึงการเขียนความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้แล้ว แน่นอนว่าพวกเขาย่อมทำมากกว่านั้น รวมถึงกิจกรรมที่แปลกประหลาดบางอย่างด้วย  ศัตรูของพระคริสต์จะยอมทำทุกทางเพื่อให้ได้สถานะ ตอบสนองความทะเยอทะยานของตน และสัมฤทธิ์เป้าหมายของพวกเขาที่จะควบคุมคริสตจักรและเป็นพระเจ้า  พวกเขามักจะทำงานจนดึกดื่นและตื่นยามรุ่งสาง นอนดึกและตื่นมาซ้อมคำเทศนาของตนในเวลาเช้าตรู่ และจดบันทึกสิ่งต่างๆ อันปราดเปรื่องที่ผู้อื่นกล่าวเอาไว้ด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมด้วยคำสอนที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้ในบทเทศนาอันสูงส่ง  พวกเขาใคร่ครวญทุกวันว่าจะเทศนาอย่างไรให้ฟังดูสูงส่ง ตรึกตรองว่าควรเลือกใช้พระวจนะคำใดของพระเจ้าจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด และบันดาลใจให้เกิดความเลื่อมใสและการสรรเสริญในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และแล้วพวกเขาก็จดจำพระวจนะเหล่านั้นจนขึ้นใจ  จากนั้นพวกเขาก็พิจารณาว่าจะตีความพระวจนะเหล่านั้นในหนทางที่แสดงให้เห็นความฉลาดและปราดเปรื่องของตนได้อย่างไร  พวกเขาหมั่นฟังพระวจนะของพระเจ้าอีกหลายครั้งเพื่อให้พระวจนะของพระองค์ตราตรึงอยู่ในหัวใจของตนอย่างแท้จริง  พวกเขาทำทั้งหมดนี้ด้วยความมานะพยายามของนักเรียนที่แข่งกันชิงที่เรียนในมหาวิทยาลัย  เมื่อมีใครบางคนเทศนาได้ดี หรือกล่าวคำเทศนาที่ให้ความรู้แจ้งอยู่บ้าง หรือบทเทศนาที่พอจะมีทฤษฎีบ้าง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะเก็บรวบรวมไว้และทำให้เป็นคำเทศนาของตนเอง  ไม่มีความพยายามที่มากเกินไปสำหรับศัตรูของพระคริสต์  เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดคือแรงจูงใจและเจตนาเบื้องหลังความพยายามของพวกเขา?  คือการสามารถประกาศพระวจนะของพระเจ้า กล่าวพระวจนะเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนและง่ายดาย พูดพระวจนะเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์มีสภาวะฝ่ายวิญญาณมากกว่าตน ถนอมความล้ำค่าแห่งพระวจนะของพระเจ้ามากกว่า รักพระเจ้ามากกว่า  ในหนทางนี้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะสามารถได้รับความเลื่อมใสและการเคารพบูชาจากผู้คนบางส่วนรอบตัวพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่คุ้มค่าที่จะทำและคุ้มกับความพยายาม ราคา หรือความยากลำบากใดๆ  หลังจากทุ่มเทความพยายามเหล่านี้มาตลอดสอง สาม หรือห้าปี ศัตรูของพระคริสต์ก็ค่อยๆ คุ้นเคยกับวิธีการตรัสของพระเจ้า ตลอดจนเนื้อหาและน้ำเสียงแห่งพระวจนะของพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงกับสามารถเลียนแบบพระวจนะของพระเจ้า หรือท่องพระวจนะสองสามประโยคได้ทุกครั้งที่เปิดปากพูด  แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา  สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร?  ในขณะที่พวกเขาสามารถเลียนแบบและท่องพระวจนะของพระเจ้าได้ตามต้องการ วิธีการพูด น้ำเสียง และแม้กระทั่งท่วงทำนองการพูดของพวกเขาก็คล้ายกับพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับพระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ  ศัตรูของพระคริสต์ปลื้มปริ่มเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในใจ  พวกเขาปลื้มปริ่มเรื่องอะไร?  พวกเขารู้สึกมากขึ้นทุกทีว่าหากได้เป็นพระเจ้า มีผู้คนมากมายมาเทิดทูนและห้อมล้อมพวกเขาจะดีเพียงใด—การนั้นจะรุ่งโรจน์เพียงใด!  พวกเขายกความดีความชอบสำหรับความสำเร็จทั้งหมดนี้ให้พระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้ามอบโอกาสให้กับพวกเขา ดลใจพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจึงได้เรียนรู้ที่จะเลียนแบบวิธีการตรัสของพระเจ้าและน้ำเสียงของพระเจ้า  ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เข้าใกล้อัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการสามารถเลียนแบบวิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้า การพูดและใช้ชีวิตด้วยวิธีการตรัสและท่วงทำนองเสียงแบบพระเจ้าเป็นเรื่องที่เปี่ยมสุขอย่างเหลือล้น ถือเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาเพลิดเพลินมากที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์มาถึงจุดนี้แล้ว—พวกเจ้าจะบอกว่าการนี้เป็นอันตรายใช่หรือไม่?  (ใช่)  ความอันตรายนั้นอยู่ที่ใด?  (พวกเขาต้องการเป็นพระเจ้า)  การต้องการเป็นพระเจ้านั้นเป็นอันตราย เหมือนกับเปาโลที่กล่าวว่าสำหรับเขาแล้วการมีชีวิตอยู่คือพระคริสต์  เมื่อกล่าวคำพูดเช่นนั้นออกมา คนเราย่อมหมดหนทางที่จะช่วยให้รอด  ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเส้นทางสู่การเป็นพระเจ้า  ในกระบวนการนี้ ศัตรูของพระคริสต์ได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง?  พวกเขาได้ทุ่มเทความพยายามมหาศาล ใช้พลังงานและเวลามากมายไปกับพระวจนะของพระเจ้า  ในช่วงเวลานี้ พวกเขาพินิจพิจารณาและวิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้า โดยอ่าน ท่องจำ และเรียบเรียงพระวจนะเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  พวกเขาถึงกับเลียนแบบวิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้าในขณะที่อ่านพระวจนะของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวลีที่ใช้บ่อยในคำตรัสของพระเจ้า  แก่นแท้ของการกระทำทั้งหมดนี้คืออะไร?  ในที่นี้ เราขออธิบายว่ามันคือแก่นแท้ของพ่อค้าที่ซื้อสินค้าในราคาส่ง กล่าวคือ ศัตรูของพระคริสต์ใช้วิธีที่ถูกที่สุดในการเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าให้เป็นสิ่งของทางวัตถุที่พวกเขาเป็นเจ้าของ  ในยามที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่ยอมรับว่าพระวจนะเหล่านั้นเป็นความจริง หรือเป็นเส้นทางที่ผู้คนควรเข้าสู่ และมองพระวจนะในหนทางเช่นนั้น  แต่พวกเขากลับพยายามทุกวิถีทางเพื่อจดจำพระวจนะเหล่านี้ จดจำวิธีการและน้ำเสียงในการพูดเพื่อพยายามเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นผู้ที่แสดงคำพูดเช่นนั้นออกมาได้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์สามารถเลียนแบบน้ำเสียงและวิธีการตรัสของพระเจ้าได้ รวมถึงสามารถพูดและกระทำการโดยใช้วิธีการและน้ำเสียงในการพูดเช่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คน สิ่งที่พวกเขามุ่งหมายที่จะสัมฤทธิ์ย่อมไม่ใช่การทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดี ไม่ใช่การทำสิ่งทั้งหลายด้วยหลักธรรม หรือการเป็นคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า  ในทางกลับกัน พวกเขาต้องการเข้าไปให้ลึกถึงหัวใจของผู้คนและกลายเป็นผู้ที่ผู้คนเคารพบูชาด้วยการเลียนแบบน้ำเสียงและวิธีการตรัสของพระเจ้า ด้วยการเทศนาพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า  พวกเขามุ่งมาดปรารถนาที่จะขึ้นครองบัลลังก์และปกครองในฐานะกษัตริย์ในหัวใจของผู้คน รวมถึงบงการความคิดและพฤติกรรมของผู้คน เพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายในการควบคุมผู้คน

หากพวกเราอธิบายว่าการที่ศัตรูของพระคริสต์ทุ่มเทความพยายามให้กับพระวจนะของพระเจ้าเป็นการที่พ่อค้าซื้อหาพระวจนะของพระเจ้ามาในราคาถูกราวกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นนั้นแล้ว การที่ศัตรูของพระคริสต์เลียนแบบคำตรัสของพระเจ้า การที่พวกเขาใช้วิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้ามาเทศนาพระวจนะของพระองค์ ก็เหมือนกับการขายพระวจนะของพระเจ้าราวกับเป็นสินค้าโภคภัณฑ์มิใช่หรือ?  (ใช่)  ไม่มีพ่อค้าคนใดซื้อสินค้ามาแล้วไม่ขายออกไปในภายหลัง  เป้าหมายของพวกเขาในการได้สินค้าเหล่านี้มาและครอบครองสินค้าเหล่านี้คือเพื่อทำกำไรจากสินค้าเหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อนำไปแลกกับเงินที่มากขึ้น  ดังนั้น ความพยายามอย่างหนักที่ศัตรูของพระคริสต์ทุ่มเทให้กับพระวจนะของพระเจ้า และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะเหล่านั้น จึงเป็นเพียงการที่ศัตรูของพระคริสต์ทำตัวเหมือนพ่อค้าที่จะได้พระวจนะเหล่านั้นมาด้วยวิธีการที่ถูกที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด และรวดเร็วที่สุด เปลี่ยนพระวจนะเหล่านั้นให้กลายเป็นสมบัติของตนเอง จากนั้นก็ขายออกไปในราคาสูงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่พวกเขาอยากได้  แล้วผลประโยชน์เหล่านี้คืออะไร?  ผลประโยชน์เหล่านี้คือการยกย่อง การเทิดทูน การนับถือจากผู้คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการติดตามของพวกเขา  ด้วยเหตุนี้ การเห็นปรากฏการณ์ในคริสตจักรที่คนคนหนึ่งซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าและไม่รู้จักตนเองกลับมีผู้ติดตามมากมาย มีผู้ที่พึ่งพิงและเทิดทูนพวกเขามากมาย จึงเป็นเรื่องที่ปกติ  เหตุผลสำหรับเรื่องนี้คืออะไร?  นี่เป็นเพราะคนคนนี้มีวาทศิลป์ พูดจาฉะฉาน และชักพาผู้คนให้หลงผิดได้ง่าย  พวกเขาไม่ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และไม่รับมือกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรม อีกทั้งไม่นำงานของคริสตจักรและการจัดการเตรียมการจากเบื้องบนไปปฏิบัติ  แต่เหตุใดพวกเขาจึงยังทำให้คนบางคนเกิดความคิดเห็นที่ดีต่อพวกเขาได้?  เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพวกเขาจริงๆ เหตุใดผู้คนมากมายจึงคอยปกปิดความผิดให้พวกเขาและปกป้องพวกเขา?  เหตุใดบางคนจึงแก้ต่างแทนพวกเขาเมื่อพวกเขาเป็นผู้นำ?  เหตุใดคนบางคนจึงต่อต้านการปลดพวกเขาออกอย่างหัวชนฝา?  เหตุผลที่คนคนหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง เต็มไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน และไม่เคยปฏิบัติความจริงยังได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ในคริสตจักรนั้น ย่อมเป็นเพียงเพราะคนคนนี้พูดเก่งเหลือเกิน เสแสร้งเก่งเหลือเกิน และเชี่ยวชาญในการชักพาผู้คนให้หลงผิดเหลือเกิน—ศัตรูของพระคริสต์เป็นคนเช่นนี้เอง  แล้วพวกเราสามารถกล่าวว่าผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่?  ได้ ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์อย่างแน่นอน  พวกเขามักจะอ่านพระวจนะของพระเจ้า ท่องจำและกล่าวพระวจนะเหล่านั้นอยู่บ่อยครั้ง มักจะใช้พระวจนะของพระเจ้าในการสั่งสอนและตัดแต่งผู้อื่น รวมถึงแอบอ้างใช้มุมมองและจุดยืนของพระเจ้าในการสั่งสอนผู้คน ทำให้ผู้คนเชื่อฟังและยอมทำตามพวกเขาโดยสมบูรณ์ และทำให้ผู้คนถึงกับพูดไม่ออกหลังจากที่ได้ฟังคำสอนอันเลิศเลอที่พวกเขากล่าว  แต่กระนั้น ผู้คนเช่นนี้ก็คือคนที่ไม่เคยรู้จักตนเองและไม่เคยรับมือกับสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมเลย  หากพวกเขาเป็นผู้นำ ผู้นำระดับสูงกว่าของพวกเขาก็จะถูกทำให้ไร้อำนาจ  การทำความเข้าใจสถานการณ์ในคริสตจักรภายใต้การนำของพวกเขาย่อมกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  เมื่อมีพวกเขาอยู่ การจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า หลักธรรมและข้อกำหนดที่พระนิเวศของพระเจ้าตั้งไว้ ย่อมไม่สามารถนำไปดำเนินการได้   ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริงหรือไม่?  (ไม่ พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติเช่นนั้น)  พวกเขาได้ทุ่มเทความพยายามให้กับการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามารถท่องพระวจนะเหล่านั้นได้บางส่วน  ระหว่างการสามัคคีธรรมในการชุมนุม พวกเขามักจะกล่าวถึงพระวจนะของพระเจ้า และในเวลาว่าง พวกเขาก็ฟังบันทึกเสียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้า  เวลาที่พวกเขาพูดคุยกับผู้อื่น พวกเขาเพียงแค่เลียนแบบพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ไม่ได้พูดสิ่งอื่นเลย  ทุกสิ่งที่พวกเขาเทศนาและกล่าวออกมานั้นไร้ที่ติ  คนที่ภายนอกดูเพียบพร้อมมาก คนที่เรียกกันว่า “คนที่ถูกต้อง” เช่นนี้ทำให้การจัดแจงเตรียมงาน ข้อกำหนด และหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าต้องหยุดชะงักเมื่อพวกเขาเข้าหาสิ่งเหล่านี้  ผู้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพวกเขาไม่ยอมรับผู้ใดนอกจากพวกเขา  นอกจากการเคารพพวกเขาและบูชาพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์แล้ว ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพวกเขาก็ไม่ฟังใครทั้งสิ้น ทั้งยังเพิกเฉยทุกคน  นี่คือศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  พวกเขาใช้วิธีการใดเพื่อให้สัมฤทธิ์ทั้งหมดนี้?  พวกเขาได้ฉวยประโยชน์จากพระวจนะของพระเจ้า  บรรดาผู้ที่รู้สึกสับสนในความเชื่อ ผู้ที่ขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ผู้ที่ไม่รู้ความ ผู้ที่มีความคิดเลอะเลือน ตลอดจนผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ไม่เชื่อ และผู้ที่เป็นเหมือนต้นอ้อที่โอนเอนไปตามลม ต่างก็มองว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นคนฝ่ายวิญญาณ  พวกเขาถือว่าคำพูดและคำสอนที่ศัตรูของพระคริสต์กล่าวเป็นความเป็นจริงความจริง และมองว่าศัตรูของพระคริสต์เป็นเป้าหมายในการติดตามของตน  ขณะที่พวกเขาติดตามศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็เชื่อว่าตนกำลังติดตามพระเจ้า  พวกเขาใช้การติดตามศัตรูของพระคริสต์มาแทนที่การติดตามพระเจ้า  บางคนถึงกับกล่าวว่า “ผู้นำของพวกเรายังไม่ได้พูดหรือสามัคคีธรรมเลย ต่อให้พวกเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเราก็ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเอง”  “ผู้นำของพวกเราไม่อยู่ที่นี่—พวกเราอธิษฐานเกี่ยวกับบางสิ่งถึงพระเจ้า แต่พวกเราก็ไม่ได้รับความสว่าง พวกเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า แต่ก็ไม่เข้าใจเส้นทาง  พวกเราต้องรอให้ผู้นำของพวกเรากลับมา”  “ช่วงนี้ผู้นำของพวกเรายุ่งมากและไม่มีเวลามาแก้ไขปัญหาของพวกเรา”  หากไร้ซึ่งเจ้านาย ผู้คนเหล่านี้ก็ไม่รู้วิธีอธิษฐาน หรือวิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่เรียนรู้ที่จะแสวงหาและพึ่งพาพระเจ้า หรือค้นหาเส้นทางแห่งการปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเอง  หากไร้ซึ่งเจ้านาย พวกเขาก็เป็นเหมือนคนตาบอด ราวกับว่าหัวใจของพวกเขาถูกควักออกไป  เจ้านายของพวกเขาคือดวงตาของพวกเขา และเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเขาด้วย  พวกเขาเชื่อว่าเจ้านายของตนเก่งเรื่องการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าที่สุด  หากเจ้านายของพวกเขาไม่อยู่ พวกเขาก็ไม่มีความสนใจที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเอง และต้องรอให้เจ้านายของตนกลับมาอ่านอธิษฐานและตีความพระวจนะของพระเจ้าให้ฟัง พวกเขาจึงจะสามารถเข้าใจได้  ลึกๆ แล้ว ผู้คนเหล่านี้เชื่อว่าเจ้านายของตนคือผู้ส่งสารที่สามารถช่วยพวกเขาให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้  ลึกๆ ในหัวใจศัตรูของพระคริสต์มองว่าการสัมฤทธิ์ “ผลลัพธ์” เช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชื่นชมยินดีมากที่สุด โดยคิดว่า “ความพยายามตลอดหลายปีของฉันได้รับการตอบแทนเสียที ในที่สุดเวลาที่ฉันเสียไปก็ไม่ได้สูญเปล่า  ความพยายามย่อมให้ผลตอบแทนแก่ผู้ที่บากบั่นอย่างแท้จริง—แม้แต่ท่อนเหล็กก็สามารถฝนให้เป็นเข็มได้หากมีความบากบั่นเพียงพอ  ความพยายามนี้คุ้มค่าแล้ว!”  เมื่อได้ยินว่าผู้ติดตามของพวกเขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากพวกเขา ลึกๆ แล้วศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ได้รู้สึกผิดเลย  แต่พวกเขากลับปลื้มปริ่มอยู่ลับๆ โดยคิดว่า “พระวจนะของพระเจ้านี่ยอดเยี่ยมจริงๆ  การตัดสินใจของฉันในตอนนั้นถูกต้องแล้ว ความพยายามที่ฉันได้ทุ่มเทไปตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ถูกต้องแล้ว และแนวทางของฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ได้รับการยืนยันและออกดอกออกผลแล้ว”  พวกเขารู้สึกพึงพอใจอย่างลับๆ  พวกเขาไม่เพียงไม่รู้สึกผิด เสียใจ หรือเกลียดชังต่อการทำชั่วของตนเท่านั้น แต่พวกเขากลับยิ่งเชื่อมั่นและแน่ใจมากขึ้นไปอีกว่าแนวทางของตนนั้นถูกต้อง  ดังนั้น ในวันข้างหน้า ในชีวิตในอนาคตของพวกเขา พวกเขาวางแผนที่จะศึกษาวิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้าเหมือนที่เคยทำมา และจะทำเช่นนั้นด้วยความขยันขันแข็งกว่าในอดีต รวมทั้งเลียนแบบวิธีการตรัสและการเลือกใช้คำของพระเจ้าให้กว้างขวางและลึกซึ้งมากยิ่งกว่าเดิม

ในยามที่ศัตรูของพระคริสต์อ่านพระวจนะของพระเจ้า เจตนาและสิ่งที่พวกเขามุ่งเน้นนั้นตรงข้ามกับผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงโดยสิ้นเชิง  ไม่ว่าวิธีการตรัสของพระเจ้าจะเป็นเช่นไร ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงก็สนใจแต่การเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า หลักธรรมความจริง รวมถึงสิ่งที่ผู้คนควรยึดถือและปฏิบัติตามเท่านั้น  ในทางตรงกันข้าม ศัตรูของพระคริสต์กลับผลักไสและเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ จนถึงกับรู้สึกรังเกียจวลีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ และแอบรู้สึกคัดค้านวลีและคำศัพท์ที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ  หลังจากสัมฤทธิ์ “ผลลัพธ์” บางอย่างแล้ว พวกเขาก็ใช้แนวทางเดียวกับก่อนหน้านี้เพื่อเจาะลึกและพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นต่อไปอีกว่าพระเจ้าทรงมีวิธีและน้ำเสียงในการตรัสเช่นไร ความละเอียดอ่อนของท่วงทำนองการตรัสของพระองค์เป็นเช่นไร พระองค์ทรงเลือกใช้คำใด ไม่เว้นแม้แต่รายละเอียดด้านไวยากรณ์และโครงสร้างประโยคที่พระองค์ทรงใช้เป็นประจำ  เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายของตนมากขึ้น ศัตรูของพระคริสต์จึงแอบตั้งปณิธานในหัวใจของตนว่าจะพินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้าให้หนักขึ้น เข้มข้นขึ้น และลึกซึ้งยิ่งขึ้น พินิจพิเคราะห์จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์เบื้องหลังคำตรัสของพระเจ้า และพินิจพิเคราะห์แม้กระทั่งวิธีที่พระเจ้า—ผู้ตรัสซึ่งกำลังตรัสต่อมวลมนุษย์และทั่วทั้งจักรวาล—ทรงแสดงพระองค์เอง  ศัตรูของพระคริสต์พินิจพิเคราะห์การตรัสของพระเจ้าในทุกแง่มุมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พยายามที่จะเลียนแบบคำตรัสของพระเจ้าและแอบอ้างว่าตนมีแก่นแท้ของพระเจ้า มีสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และมีอุปนิสัยของพระเจ้า  ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและราบรื่นเหลือเกิน พวกเขาทำงานและกระทำการเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของตนราวกับเป็นเรื่องปกติ และพวกเขาก็เปลี่ยนตนเอง—อย่างเป็นเรื่องปกติและไม่รู้ตัวเช่นกัน—ให้กลายเป็นพระเจ้า กลายเป็นบุคคลที่ผู้อื่นเลื่อมใสและติดตาม  พวกเขาพินิจพิเคราะห์ว่าพระวจนะของพระเจ้าเข้าถึงใจผู้คนและเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาอย่างไร พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงสภาวะต่างๆ ของผู้คนอย่างไร และยิ่งไปกว่านั้นคือ พระวจนะของพระเจ้าสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในผู้คนอย่างไร  พวกเขามีจุดประสงค์อะไรในการพินิจพิเคราะห์ทั้งหมดนี้?  การนั้นก็เพื่อเข้าไปในหัวใจของผู้คน จับความเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของผู้คน รวมถึงชักพาผู้คนให้หลงผิดและควบคุมพวกเขาในขณะที่เข้าใจความคิดภายในของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง  เมื่อพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนและจี้จุดอ่อนของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็คิดว่า “ถ้อยคำเหล่านี้ ท่าทีเช่นนี้ช่างยอดเยี่ยมและวิเศษเหลือเกิน!  ฉันก็อยากพูดแบบนี้เหมือนกัน ฉันอยากใช้วิธีการพูดแบบนี้และปฏิบัติต่อผู้คนด้วยท่าทีแบบนี้”  ตลอดหลายปีที่พวกเขาอ่านและคุ้นเคยกับพระวจนะของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ยิ่งถือว่าความปรารถนาและความอยากที่จะพระเจ้าของพวกเขานั้นเป็นเป้าหมายเดียวในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้น ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะพูดถึงการกำหนดให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงและทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม ตลอดจนความเป็นจริงทั้งปวงของสิ่งที่เป็นบวกอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่เข้าใจ และพวกเขาก็ไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น  พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าเป้าหมายของตนเองอย่างแน่วแน่ ทำสิ่งที่ตนต้องการตามแรงจูงใจในการกระทำการของตนเอง ราวกับผู้ใดก็ไม่สำคัญเลย  พระวนะของพระเจ้าไม่สามารถดลใจพวกเขาหรือเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อชีวิตและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขาได้แม้แต่ประโยคเดียว นับประสาอะไรกับประโยคใด คำเทศนาใด หรือถ้อยดำรัสใดจากพระเจ้าที่จะนำพวกเขาให้มีหัวใจที่กลับใจ  ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะเปิดโปงสิ่งใด ไม่ว่าจะเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามใดของมนุษย์ ศัตรูของพระคริสต์ก็พินิจพิเคราะห์แต่วิธีการตรัสของพระเจ้า น้ำเสียงของพระองค์ ผลลัพธ์ที่พระวจนะของพระเจ้าพึงสัมฤทธิ์ในตัวผู้คน และอื่นๆ เท่านั้น—ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเลย  ดังนั้น ยิ่งศัตรูของพระคริสต์ได้เผชิญกับพระวจนะของพระเจ้ามากเท่าใด ความอยากที่จะเป็นพระเจ้าในใจของพวกเขาก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น  ความอยากนี้รุนแรงเพียงใด?  สิ่งนี้รุนแรงถึงขั้นที่พวกเขาถึงกับท่องพระวจนะของพระเจ้าในความฝัน มักจะพูดกับตัวเองและฝึกฝนการกล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยใช้วิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระองค์  ลึกๆ ในใจของพวกเขา พวกเขาพร่ำทบทวนวิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาราวกับถูกผีสิง  ศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้  ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะเจาะจง จริงจัง หรือแท้จริงเพียงใด ไม่ว่าพระวจนะเหล่านั้นจะให้ความช่วยเหลือหรือแรงบันดาลใจแก่ผู้คนมากเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ยังคงเมินเฉยและไม่สนใจทั้งหมดนี้  พวกเขาไม่ให้คุณค่ากับพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า  หัวใจของพวกเขาอยู่ที่ใด?  พวกเขามุ่งเน้นไปที่วิธีเลียนแบบพระวจนะของพระเจ้าในหนทางที่ทำให้ผู้คนเทิดทูนบูชาพวกเขา  ยิ่งความอยากของพวกเขารุนแรงมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งหวังที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และสามารถเข้าใจจุดประสงค์ ความปรารถนา และพระดำริเบื้องหลังแต่ละประโยคที่พระเจ้าตรัส—แม้กระทั่งพระดำริที่ลึกที่สุดของพระองค์  ยิ่งความอยากและความปรารถนาของพวกศัตรูของพระคริสต์รุนแรงมากขึ้นเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งต้องการเลียนแบบวิธีการตรัสของพระเจ้ามาก และยิ่งมุ่งมาดปรารถนาที่จะรีบเปลี่ยนตนเองให้เป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้นในเวลาอันสั้น มีวิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับต้องการนำรูปแบบและกิริยาท่าทางของพระเจ้ามาใช้ในการกระทำของตน  ศัตรูของพระคริสต์อยู่ในภาวะเช่นนี้ ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความคิด แนวคิด เจตนา และแรงจูงใจเหล่านี้ทุกวัน  พวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่?  แต่ละวันพวกเขากำลังบังคับตนเองให้เดินบนเส้นทางของการกลายเป็นพระเจ้า กลายเป็นพระคริสต์  พวกเขาเชื่อว่าเส้นทางนี้ตรงไปตรงมา เชื่อว่านี่คือถนนที่สว่างไสว  ดังนั้น ไม่ว่าจะในการชุมนุมหรือการพบปะสังสรรค์ ไม่ว่าผู้อื่นจะสามัคคีธรรมความเข้าใจที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าและความรู้สึกที่พวกเขามีต่อการมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร ก็ไม่มีสิ่งใดที่ดลใจพวกเขาหรือเปลี่ยนแปลงเป้าหมายและความปรารถนาของพวกเขาได้เลย  พวกเขาก้าวเดินไปบนเส้นทางสู่การกลายเป็นพระคริสต์ สู่การกลายเป็นพระเจ้า ราวกับพวกเขาถูกผีสิง ราวกับพวกเขาถูกควบคุมโดยสิ่งที่มองไม่เห็น ราวกับพวกเขาสวมโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น  นี่คือกรอบความคิดประเภทใด?  สิ่งนี้เลวทรามมิใช่หรือ?  (ใช่)

ขณะที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ก็ซึมซับพระวจนะเหล่านั้นในทุกแง่มุมมาเป็นของตนเอง ปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นประหนึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะทำให้พวกเขาได้กำไรสูงขึ้นและเงินที่มากขึ้น  เมื่อสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ถูกขายออกไป เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาอวดอ้าง พวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์ที่อยากได้  ยิ่งพวกเขาทำเช่นนี้มากเท่าใด ในใจของพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาทำเช่นนี้มากเท่าใด ความอยากที่จะเป็นพระเจ้าของพวกเขาก็ยิ่งใหญ่และรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น  นี่คือท่าทีประเภทใด นี่คือสถานการณ์ประเภทใด?  เหตุใดความอยากเป็นพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์จึงรุนแรงนัก?  นี่เป็นสิ่งที่ใครบางคนสอนพวกเขามาหรือ?  ใครเป็นผู้ยุยงหรือสั่งสอนพวกเขา?  พระวจนะของพระเจ้าเรียกร้องสิ่งนี้หรือ?  (ไม่)  นี่คือเส้นทางที่ศัตรูของพระคริสต์เลือกเอง  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก แต่พวกเขาก็มีแรงผลักดันอย่างยิ่ง—เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  สิ่งนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์เดินบนเส้นทางนี้โดยไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ลังเล และไม่รู้สึกผิด ไม่ว่าเจ้าจะกล่าวโทษพวกเขาอย่างไร การนั้นก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าเจ้าจะชำแหละพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่รับรู้หรือเข้าใจ ราวกับว่าพวกเขาถูกผีสิง  สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติของพวกเขา  เมื่อดูจากภายนอก การที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นดูเหมือนไม่ใช่ความรู้สึกคัดค้านหรือการว่าร้าย  พวกเขาทุ่มเทความพยายาม—มากกว่าคนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ  หากเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจหรือกำลังเดินตามเส้นทางใด เช่นนั้นแล้ว อ้างอิงจากสิ่งที่ปรากฏภายนอก การที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าก็ดูเหมือนเป็นการถวิลหา—อย่างน้อยคำนี้ก็ใช้ระบุการนี้ได้  แต่แก่นแท้ของคนเรามองเห็นได้จากการปรากฏภายนอกเท่านั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  แล้วสิ่งนี้สามารถเห็นได้จากที่ใด?  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนถวิลหาพระวจนะของพระเจ้า อ่านและฟังพระวจนะเหล่านั้นเป็นประจำ และถึงกับจำพระวจนะเหล่านั้นได้ขึ้นใจ และถึงแม้ว่าเมื่อตัดสินจากการกระทำภายนอกเหล่านี้ พวกเขาไม่ควรถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าในสถานการณ์จริง พวกเขาทำเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าและจำพระวจนะเหล่านั้นได้จนขึ้นใจ เมื่อพวกเขาเผชิญกับสถานการณ์จริง บางครั้ง พวกเขาอาจจะยกพระวจนะขึ้นมาบทตอนหนึ่งหรือท่องพระวจนะของพระเจ้าสักสองสามประโยค และบางคราวก็อาจจะท่องได้อย่างถูกต้องเสียด้วยซ้ำ  แต่หลังจากที่พวกเขาหยิบยกพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมา จงสังเกตสิ่งที่พวกเขาทำ เส้นทางที่พวกเขาเดิน และทางที่พวกเขาเลือกในยามที่ผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ  หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับสถานะของพวกเขา หรือเกี่ยวข้องกับบางสิ่งที่อาจจะทำให้ชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ของพวกเขาเสียหาย พวกเขาก็จะไม่กระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างเด็ดขาด  พวกเขาปกป้องภาพลักษณ์และสถานะของตนเอง  หากพวกเขาทำบางสิ่งผิดพลาด พวกเขาก็จะไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด  กลับกั แต่พวกเขาจะหาสารพัดวิธีมาปกปิดหรือหลีกเลี่ยงปัญหานั้น โดยไม่เอ่ยถึงมัน และถึงกับโยนความผิดที่พวกเขาทำไปให้ผู้อื่นแทนที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนเอง  พวกเขาทุ่มเทความพยายามให้การอ่านพระวจนะของพระเจ้าและการปกป้องสถานะของตน แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องวางผลประโยชน์ของตนและสู้ทนความยากลำบากทางร่างกายเพื่อปฏิบัติความจริงและกระทำการตามหลักธรรมความจริง จงสังเกตดูว่าพวกเขาเลือกอย่างไร  หากพวกเขาต้องกระทำการตามหลักธรรม ต้องปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าโดยไม่คำนึงว่าจะทำร้ายหรือล่วงเกินผู้ใด พวกเขาจะทำเช่นนั้นหรือไม่?  ไม่ทำอย่างแน่นอน  ตัวเลือกแรกของพวกเขาคือการปกป้องตนเองเสมอ  ต่อให้พวกเขาจะรู้ว่าใครเป็นคนผิดหรือใครทำชั่ว พวกเขาก็จะไม่เปิดโปงคนเหล่านั้น  พวกเขาอาจจะแอบปลื้มปริ่มอยู่ในใจเสียด้วยซ้ำ  หากมีใครเปิดโปงคนชั่ว พวกเขาก็จะถึงกับออกตัวแทนและแก้ต่างให้คนชั่วเหล่านั้น  เห็นได้ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์คือคนที่รู้สึกยินดีในเคราะห์ร้ายของผู้อื่น  ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์ใด จงสังเกตสิ่งที่พวกเขาเลือกและเส้นทางที่พวกเขาเดิน  หากพวกเขาเลือกกระทำการตามหลักธรรมความจริง เช่นนั้นการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าของพวกเขาก็ได้ออกดอกออกผลแล้ว  หากไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร หรือท่องจำพระวจนะเหล่านั้นได้ดีเพียงใด นั่นก็ไม่มีประโยชน์—พวกเขายังคงไม่ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง  มากไปกว่านั้น ศัตรูของพระคริสต์รู้จักตนเองหรือไม่?  (ไม่)  บางคนกล่าวว่า “แต่ศัตรูของพระคริสต์ถึงกับยอมรับความโอหังและความคิดว่าตนเองถูก บอกว่าพวกเขาคือพวกมารและเหล่าซาตาน”  พวกเขาเพียงแค่พูดสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อพวกเขาเผชิญกับสถานการณ์จริง พวกเขาทำสิ่งใดกันแน่?  หากใครบางคนกำลังให้ความร่วมมือกับศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งและพูดในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ผิดที่ศัตรูของพระคริสต์กล่าว และหากคนคนนั้นไม่ยอมคล้อยตามสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์กล่าว ศัตรูของพระคริสต์ก็จะรู้สึกว่าภาพลักษณ์และสถานะของตนได้รับความเสียหาย  แล้วพวกเขาจะเลือกสิ่งใด?  พวกเขาจะเลือกวางตนเองเพื่อรับฟังอีกฝ่าย และกระทำการตามหลักธรรมความจริงได้หรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  แล้วคำพูดที่ถูกต้องที่พวกเขากล่าวออกมาจะมีประโยชน์อันใดหรือไม่?  คำพูดเหล่านั้นสะท้อนถึงความเป็นจริงของพวกเขา วุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขา ทางเลือกของพวกเขา หรือเส้นทางที่พวกเขาเดินหรือไม่?  ไม่ คำพูดเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ของพวกเขา สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงคำพูดที่พวกเขาได้เรียนรู้มา  สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาเป็นเพียงคำสอน เป็นคำพูดที่หลอกลวง  ทันทีที่สถานะหรือผลประโยชน์ส่วนตนของพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวเลือกแรกของศัตรูของพระคริสต์มักเป็นการรักษาและปกป้องตนเองเสมอ เป็นการทำให้ผู้อื่นด้านชาและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด และหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบหรือการยอมรับการกระทำผิดใดๆ  เมื่อพิจารณาแก่นแท้เหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากำลังไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่หรือไม่?  พวกเขากำลังอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อทำความเข้าใจความจริงและไปให้ถึงจุดที่พวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงได้ใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  เมื่อพิจารณาจากเจตนาและเป้าหมายในการอ่านพระวจนะของพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะไม่มีวันสัมฤทธิ์ความเข้าใจในพระวจนะเหล่านั้นเลย  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าในฐานะความจริงที่จะต้องทำความเข้าใจ แต่กลับอ่านในฐานะพาหนะที่จะทำให้พวกเขาฤทธิ์เป้าหมายของตนเอง  ถึงแม้ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ได้กล่าวอย่างชัดแจ้งว่า “ฉันอยากเป็นพระเจ้า ฉันอยากเป็นพระคริสต์” แต่เป้าหมายของพวกเขาที่จะกลายเป็นพระคริสต์นั้นเห็นได้ชัดเจนจากแก่นแท้ของการกระทำของพวกเขาและแก่นแท้ของวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า  สิ่งนี้สามารถสังเกตเห็นได้อย่างไร?  พวกเขาใช้พระวจนะของพระเจ้า และสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าพระเจ้าทรงเผย อย่างเช่น สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และอื่นๆ มาชักพาผู้คนให้หลงผิด ชักพาบรรดาผู้ที่ไม่เข้าใจความจริง ผู้ที่ไม่รู้ความ ผู้ที่มีวุฒิภาวะน้อย ผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ไม่เชื่อ และถึงกับคนชั่วบางคนให้หลงผิด  พวกเขานำผู้คนเหล่านี้ให้เชื่อว่าพวกเขามีความจริง ว่าพวกเขาคือคนที่ถูกต้อง และคือบุคคลที่ควรค่าแก่การเลื่อมใสและพึ่งพา  ศัตรูของพระคริสต์มุ่งหมายที่จะทำให้คนเหล่านี้ฝากความหวังไว้ที่พวกเขาและเสาะแสวงจากพวกเขา และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น พวกเขาก็รู้สึกพอใจอยู่ภายใน

ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับว่าพระเจ้าทรงเอกลักษณ์ พวกเขาไม่เคยยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และไม่เคยยอมรับเลยว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถแสดงความจริงได้  หากตัดสินจากท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้า ความพยายามที่พวกเขาทุ่มเทให้กับพระวจนะของพระเจ้า และความอยากที่จะเป็นพระเจ้า อยากที่จะเป็นพระคริสต์ของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าการที่คนคนหนึ่งจะกลายเป็นพระเจ้านั้นเป็นเรื่องง่าย เชื่อว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้  พวกเขากล่าวว่า “พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังถูกเรียกว่าพระคริสต์ก็แค่เพราะเขาพูดพระวจนะของพระเจ้าได้เล็กน้อยไม่ใช่หรือ?  เขาเป็นแค่กระบอกเสียงให้พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  นี่ก็แค่เรื่องของการมีผู้คนมากมายติดตามเขาไม่ใช่หรือ?  ดังนั้น หากคนคนหนึ่งมีสถานะและความมีหน้ามีตาในหมู่ผู้คนแบบเดียวกัน หากคนคนนั้นได้รับการเทิดทูนและเคารพยกย่องจากผู้คนจำนวนมากพอๆ กัน พวกเขาก็ย่อมเพลิดเพลินกับการปฏิบัติเยี่ยงพระคริสต์ การปฏิบัติเยี่ยงพระเจ้าได้ไม่ใช่หรือ?  การสามารถเพลิดเพลินกับการปฏิบัติเยี่ยงพระคริสต์ การปฏิบัติเยี่ยงผู้ที่มีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้นั้นไม่ได้ทำให้คนคนนั้นกลายเป็นพระเจ้าหรอกหรือ?  เรื่องนั้นยากเย็นตรงไหนกัน?”  ด้วยเหตุนี้ ความอยากที่จะเป็นพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์จึงมีมาแต่กำเนิด พวกเขามีความทะเยอทะยานและแก่นแท้เดียวกันกับซาตาน  นี่เป็นเพราะพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์และมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์นั่นเอง จึงทำให้พวกเขาแสดงปฏิกิริยาเหล่านี้ต่อพระวจนะของพระเจ้า  สำหรับศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขคือการที่พระเจ้าทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ผู้คนสามารถได้ยินพระวจนะของพระองค์ และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็สามารถมองเห็นพระองค์ได้  พระองค์ทรงเป็นบุคคลธรรมดาที่สามารถสัมผัสและมองเห็นได้ และเนื่องจากคนที่ธรรมดา ไม่สลักสำคัญ และไม่โดดเด่นคนนี้สามารถพูดได้มากมายแล้วถูกเรียกว่าพระเจ้านี่เองที่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าในที่สุดโอกาสที่พวกเขาจะกลายเป็นพระเจ้าก็มาถึงแล้ว  หากคนธรรมดาคนนี้ไม่พูด ศัตรูของพระคริสต์ก็จะคิดว่าความหวังที่ตนจะกลายเป็นพระเจ้าหรือพระคริสต์นั้นริบหรี่มาก  แต่เนื่องจากคนธรรมดาคนนี้ได้พูดพระวจนะของพระเจ้าและทำพระราชกิจของพระเจ้า โดยเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการช่วยผู้คนในหมู่พวกเขาให้รอดนี่เอง พวกศัตรูของพระคริสต์จึงเห็นว่านี่คือโอกาสของพวกเขา นี่คือโอกาสที่จะฉวยประโยชน์ ทำให้พวกเขามีเบาะแสในการเลียนแบบคำตรัสของพระเจ้า น้ำเสียงและวิธีการตรัสของพระองค์ และแม้กระทั่งอุปนิสัยของพระองค์มากขึ้น ทำให้พวกเขาเหมือนพระเจ้ามากขึ้น เหมือนพระคริสต์มากขึ้นทีละน้อย  ดังนั้น ลึกๆ ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์จึงรู้สึกว่าพวกเขากำลังกลายเป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขากำลังใกล้เคียงกับพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  พวกเขารู้สึกอิจฉาพระเจ้าผู้ทรงได้รับการเคารพ ได้รับการติดตาม และได้รับการพึ่งพาในทุกสิ่ง พระเจ้าผู้ซึ่งผู้คนแสวงหาและหวังพึ่งในทุกเรื่องเป็นอย่างยิ่ง  พวกเขาอิจฉาอัตลักษณ์และคุณค่าส่วนบุคคลของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์กำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจ?  ส่วนลึกของหัวใจของพวกเขานั้นมืดมิดและเลวร้ายมิใช่หรือ?  ส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาน่ารังเกียจ ต่ำทราม และน่าละอายมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาช่างน่าขยะแขยงโดยแท้จริง!

บางคนกล่าวว่า “พวกเราได้ฟังที่พระองค์ตรัสเรื่องศัตรูของพระคริสต์มานานแล้ว แต่ทำไมพวกเราถึงไม่เคยเห็นคนแบบนั้นเลย?  พระองค์แค่กำลังเล่านิทานอยู่หรือเปล่า?  กำลังตรัสถึงเรื่องที่ไกลเกินจริงอยู่หรือเปล่า?”  พวกเจ้าคิดว่าคนเช่นนี้มีอยู่หรือไม่?  (มี)  พวกเจ้าเคยเจอมากี่คน?  พวกเจ้าเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่?  (พวกเราก็แสดงสภาวะเหล่านี้และเผยแง่มุมดังกล่าวออกมาเช่นกัน  สภาวะและแง่มุมเหล่านั้นไม่ร้ายแรงเท่าศัตรูของพระคริสต์ แต่แก่นแท้ธรรมชาตินั้นเหมือนกัน)  พวกเจ้าคิดว่าการมีสภาวะเหล่านี้อันตรายหรือไม่?  (อันตราย)  หากเจ้ารู้ว่าสิ่งนี้อันตราย เจ้าก็ต้องเปลี่ยนแปลง  การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องง่ายหรือไม่?  แท้จริงแล้วอาจจะทั้งง่ายและยาก  หากเจ้ามองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงที่จะปฏิบัติตาม เรียบง่ายเหมือนที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ คำพูดที่เกินกว่านี้มาจากความชั่ว” เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง  ตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงบอกให้เจ้าดำเนินการบางอย่าง โดยตรัสว่า “กินเสร็จแล้ว ให้เลียชามให้สะอาดเหมือนกับว่าล้างมาแล้ว  นี่คือการประหยัดอาหารและยังถูกสุขอนามัยอีกด้วย”  คำสั่งเหล่านี้เรียบง่ายใช่หรือไม่?  นี่คือสิ่งที่ดำเนินการได้ง่ายใช่หรือไม่?  (ใช่)  หากพระเจ้าทรงร้องขอเช่นนี้ เพียงแค่ไม่กี่ประโยคนี้ โดยไม่ลงลึกถึงความยากลำบากของผู้คนหรือสภาวะของพวกเขา หรือพูดถึงอุปนิสัยที่เสื่อมทราม และไม่แบ่งแยกรูปการณ์แวดล้อมทั้งหลาย เจ้าจะดำเนินการและปฏิบัติเรื่องนี้อย่างไร?  สำหรับเจ้าแล้ว ประโยคเหล่านี้คือพระวจนะของพระเจ้า คือความจริง และเป็นสิ่งที่เจ้าควรปฏิบัติตาม  สิ่งที่เจ้าควรทำคือทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าในทุกๆ วัน ทุกๆ ครั้งหลังกินอาหาร—เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็กำลังเดินตามหนทางของพระเจ้า ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง เป็นสิ่งที่เจ้าควรจะเชื่อฟัง  เจ้ากลายเป็นคนที่ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และในเรื่องที่เรียบง่ายที่สุดนี้ เจ้าก็ได้ทิ้งอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ไปแล้ว  ในทางกลับกัน หลังจากได้ยินพระวจนะไม่กี่คำนี้ เจ้าอาจจะเห็นด้วยทางคำพูดและจดจำพระวจนะเหล่านั้นไว้ แต่พอกินเสร็จ เมื่อเจ้าเห็นข้าวเหลืออยู่ในชามสองสามเม็ด เจ้าก็คิดว่า “ฉันยุ่งกับเรื่องอื่นอยู่!” แล้วก็ปล่อยชามทิ้งไว้อย่างนั้น  และมื้อต่อไป เจ้าก็ทำเหมือนเดิม  เจ้าจดจำคำสั่งไม่กี่ข้อนี้จากพระเจ้าไว้ในใจ แต่ไม่มีวันที่แน่นอนว่าเจ้าจะนำไปปฏิบัติจริงๆ เมื่อใด  เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าก็ลืมพระวจนะเหล่านี้  ดังนั้น เจ้าไม่เพียงไม่ได้ปฏิบัติพระวจนะเหล่านี้เท่านั้น แต่เจ้ายังไม่สนใจพระวจนะของพระเจ้าอีกด้วย  สิ่งนี้ทำให้เจ้าเป็นคนประเภทใด?  หากเจ้าไม่ดำเนินการพระวจนะเหล่านี้ เมื่อได้ยินพระวจนะของพระองค์ เจ้าจะเป็นคนที่สามารถเดินตามหนทางของพระเจ้าได้หรือไม่?  เจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่  หากคนคนหนึ่งไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาย่อมถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้ใช่หรือไม่?  การไม่ปฏิบัติความจริงจำเป็นต้องเท่ากับการเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  (ไม่)  คนประเภทนี้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าราวกับสายลมที่พัดผ่านหู ราวกับสิ่งที่ไม่สำคัญ ไม่ปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้น และไม่ใส่ใจพระวจนะเหล่านั้นมากนัก—พวกเขาเพียงแค่ลืมพระวจนะเหล่านั้นไป  นี่ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์  มีคนอีกประเภทหนึ่งที่หลังจากได้ยินคำสั่งเหล่านี้จากพระเจ้าก็คิดว่า “เลียชามหลังกินเสร็จเนี่ยหรือ?  น่าอายชะมัด!  ฉันไม่ใช่ขอทานนะ และอีกอย่างก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอาหารให้กินเสียหน่อย  ฉันจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด!  ใครเต็มใจที่จะเลียชามของตัวเองให้สะอาดก็เชิญทำไปเถอะ”  เมื่อมีคนกล่าวว่า “นี่คือข้อกำหนดของพระเจ้า” พวกเขาก็คิดว่า “ต่อให้เป็นข้อกำหนดของพระเจ้า นี่ก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้  พระเจ้าไม่ควรเรียกร้องสิ่งเหล่านี้  พระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง!  แถมพระเจ้ายังตรัสสิ่งที่ไม่น่าจดจำ ไม่สมเหตุสมผล และไม่ได้ยิ่งใหญ่นัก  ข้อเรียกร้องทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงเสมอไป  ข้อเรียกร้องข้อนี้ดูไม่เหมือนความจริงสำหรับฉันเลย   องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เพราะว่าใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา” (มัทธิว 16:50)  คำพูดเช่นนี้สิถึงจะเป็นความจริง!  การเลียชามให้สะอาดหลังกินเสร็จถูกสุขอนามัยอย่างนั้นหรือ?  แค่ล้างโดยตรงก็พอแล้ว  ทำไมต้องให้พวกเราเลียชามด้วย?  ข้อเรียกร้องนี้ไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดหรือความคิดฝันของฉันเลย นี่คือสิ่งที่ไม่ว่าที่ไหนก็รับไม่ได้  จะให้ฉันเลียชามน่ะหรือ—ไม่มีทางเสียหรอก!  นั่นคือนิยามของคำว่าถูกสุขอนามัยอย่างนั้นหรือ?  ฉันล้างชามด้วยน้ำ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ—นั่นแหละที่ฉันเรียกว่าถูกสุขอนามัย!”  เมื่อคนประเภทนี้ได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็มีความคิดของตนเองและมีความรู้สึกคัดค้านอยู่ภายใน ถึงกับหัวเราะเยาะและว่าร้าย  เนื่องจากคำพูดเหล่านี้มาจากพระเจ้า พวกเขาจึงไม่กล้าตัดสินอย่างเปิดเผย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความคิดเห็นหรือมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับคำพูดเหล่านั้น  ความคิดเห็นและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาสำแดงออกมาที่ใด?  พวกเขาไม่ยอมรับหรือปฏิบัติคำพูดเหล่านี้ พวกเขามีความคิดของตนเองเกี่ยวกับคำพูดเหล่านี้ และสามารถตัดสินและสร้างมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับคำพูดเหล่านี้ได้  ดังนั้น เมื่อพวกเขากินอาหารเสร็จและเห็นบางคนเลียชามของตนจนสะอาด พวกเขาก็ละเว้นที่จะทำเช่นนั้น ถึงกับเก็บงำความดูถูกผู้ที่ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้ในใจ  ภายนอกของพวกเขามักจะเผยให้เห็นการเยาะเย้ยและถากถาง และถึงกับมีท่าทีที่ต้องการแก้ไขพฤติกรรมของผู้อื่น  พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่กระทำการตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสเท่านั้น แต่ถึงกับกระทำในทางตรงกันข้าม โดยกระทำในสิ่งที่สวนทางกับสิ่งที่พระเจ้าตรัส  พวกเขาใช้การกระทำของตนมาปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระเจ้า มาต้านทานสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัส และพวกเขาพยายามดึงดูดความสนใจมากขึ้นผ่านการกระทำของตน ชักจูงผู้คนจำนวนมากขึ้นว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นไม่ถูกต้อง และมีเพียงวิธีของพวกเขาเท่านั้นที่ถูกต้อง นำผู้คนมากขึ้นให้มาต้านทานและกล่าวโทษพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาไม่กระทำการตามที่พระเจ้าทรงสั่งเลย ทุกครั้งหลังกินอาหาร พวกเขาไม่เพียงล้างชามด้วยน้ำเท่านั้น แต่ยังล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยาล้างจาน จากนั้นก็นำไปฆ่าเชื้อในตู้อบฆ่าเชื้อ  ขณะที่ทำเช่นนี้ พวกเขายังสร้างคำกล่าวบางอย่างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว โดยบอกทุกคนว่า “ที่จริงแล้ว ทั้งการเลียและการล้างด้วยน้ำไม่ได้กำจัดเชื้อโรคเลย  มีเพียงการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อร่วมกับอุณหภูมิสูงเท่านั้นที่จะฆ่าเชื้อได้อย่างหมดจด  นั่นแหละคือการถูกสุขอนามัย”  นอกจากพวกเขาจะไม่ยอมรับสิ่งที่พระเจ้าตรัสหรือปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงสั่งแล้ว พวกเขายังถึงกับใช้คำพูดและการกระทำของตนเองมาต้านทาน กล่าวโทษ และตัดสินสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดอีกด้วย  ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาใช้ความคิดเห็นบางอย่างที่ตนเองมองว่าถูกต้องมายุยงและชักพาผู้คนให้หลงผิดมากขึ้น เพื่อให้มากล่าวโทษ ต้านทาน และตัดสินข้อกำหนดของพระเจ้าร่วมกับพวกเขา  ในการนี้พวกเขากำลังเล่นบทบาทใดอยู่?  นี่ไม่ใช่การนำผู้คนให้มาฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไขมากขึ้น ไม่ใช่การแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของผู้คนเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น และไม่ใช่การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างผู้คนกับพระเจ้าหรืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนเมื่อความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้น  ในทางกลับกัน พวกเขายุยงและชักพาผู้คนจำนวนมากขึ้นให้หลงผิดเพื่อมาตัดสินพระเจ้า วิเคราะห์และพินิจพิจารณาความถูกต้องของพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับพวกเขา  จากภายนอก พวกเขาดูเหมือนจะเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม กระทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะชอบธรรม  แต่การประพฤติปฏิบัติที่ชอบธรรมนี้เหมาะสมกับผู้ที่ติดตามพระเจ้าหรือไม่?  นี่คือสำนึกเรื่องความยุติธรรมของมนุษย์ใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้ว แก่นแท้ของคนประเภทนี้ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของพวกเขาคืออะไรกันแน่?  (พวกเขามีแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ ของพวกมาร)  บุคคลเหล่านี้ไม่เพียงล้มเหลวที่จะปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริงเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าละอายยิ่งกว่าก็คือ พวกเขาสามารถปลอมตัวเป็นคนฝ่ายวิญญาณ มักจะใช้พระวจนะของพระเจ้ามาสั่งผู้อื่นเพื่อเป็นการเสริมแต่งตนเองและได้รับความเลื่อมใส  พวกเขาเองไม่ได้ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และไม่ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นเป็นความจริงที่จะมีประสบการณ์และนำไปปฏิบัติ  กระนั้น พวกเขาก็มักจะบอกผู้อื่นอย่างเคร่งขรึมและขึงขังว่า “พระเจ้าตรัสว่า หลังกินอาหารให้เลียชามของคุณให้สะอาด นี่เป็นนิสัยที่ดีและเป็นการถนอมอาหาร”  พวกเขาชูธงว่า “พระเจ้าตรัส” “นี่คือพระวจนะของพระเจ้า” หรือ “นี่คือความจริง” ในทุกคำพูดและทุกประโยค แต่พวกเขาเองกลับไม่ยอมรับหรือปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสร้างการตัดสินและการตีความพระวจนะของพระเจ้าที่คลาดเคลื่อนต่างๆ นานา  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ

จากที่เพิ่งวิเคราะห์การสำแดงของผู้คนสามประเภทนี้กันไป ประเภทใดร้ายแรงที่สุด?  (ประเภทสุดท้าย)  คนประเภทนี้ไม่ได้ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเอง และเต็มไปด้วยความรู้สึกคัดค้านและการตัดสินต่างๆ นานาต่อพระวจนะของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาใช้พระวจนะของพระเจ้ามาชักพาผู้อื่นให้หลงผิดและสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนเอง  ผู้คนเช่นนี้คือศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าจะเป็นพระวจนะของพระเจ้าในแง่มุมใด ต่อให้พระวจนะเหล่านี้จะสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็ไม่มองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระวจนะของพระเจ้าที่ขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิด วัฒนธรรมแบบดั้งเดิม และปรัชญาของมนุษย์โดยสิ้นเชิง—ศัตรูของพระคริสต์ยิ่งไม่ให้ความสำคัญกับพระวจนะเหล่านี้เลย  เหตุใดพวกเขาจึงกล่าวพระวจนะของพระเจ้า หากพวกเขาไม่ได้มองว่าพระวจนะเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ?  พวกเขาต้องการใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อให้ลุล่วงวัตถุประสงค์ของตนเอง  ผู้ที่อันตรายที่สุดในบรรดาผู้คนสามประเภทนี้คือประเภทสุดท้าย  แล้วประเภทแรกเล่า?  (พวกเขาฟังพระวจนะของพระเจ้าและปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้น)  พวกเจ้าคิดว่าคนที่ฟังพระวจนะของพระเจ้าและปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นล้วนไม่มีสมองหรือ?  จากภายนอกแล้ว การเชื่อฟังอย่างสิ่งที่พระเจ้าตรัสอย่างเคร่งครัดและให้ผู้คนทำเช่นนั้นดูค่อนข้างโง่เขลาใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  ผู้ที่ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าคือผู้ที่ฉลาดที่สุด  คนประเภทที่สองมุ่งเน้นการกระทำ พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติความจริง เพียงแต่กระทำการตามอำเภอใจของตนเองและลงแรงทำงานบางอย่างเท่านั้น  พวกเขาไม่ได้ใส่ใจความหมาย หรือข้อกำหนดและมาตรฐานของพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือพระสุรเสียงในพระทัยของพระองค์ และเพียงแค่มุ่งเน้นที่การทำเท่านั้น  พวกเขาคิดว่า “ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงหวังดีต่อพวกเรา  ทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นถูกต้อง  พวกเราควรนบนอบและปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ตรัส พระองค์เพียงแค่มุ่งเน้นที่การตรัส และพวกเราทุกคนจะฟัง”  แต่ในความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสหรือข้อกำหนดโดยละเอียดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน  พวกเขาเพียงกระทำการไปโดยไม่ไตร่ตรอง  บางครั้ง การกระทำการโดยไม่ไตร่ตรองอาจนำไปสู่การกระทำอย่างบ้าคลั่งและไร้ศีลธรรม นำไปสู่การขัดขวางและการก่อกวน สิ่งนี้อาจนำไปสู่การต้านทานพระเจ้าได้  การต้านทานพระเจ้าในระดับที่ร้ายแรงบางครั้งก็ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวง ทั้งยังนำไปสู่ความพินาศได้ในท้ายที่สุด  นี่คือผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และบางคนก็สามารถไปถึงจุดนี้ได้  คนประเภทที่สาม กล่าวคือศัตรูของพระคริสต์ คือผู้ติดตามที่แน่วแน่ของซาตาน  ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยปฏิบัติความจริงเลย  ต่อให้สิ่งที่เจ้าพูดจะถูกต้อง พวกเขาก็จะไม่ฟัง นับประสาอะไรกับเวลาที่พวกเขามีมโนคติอันหลงผิดของตนเอง  พวกเขาคือศัตรูตัวฉกาจของพระเจ้า คือศัตรูตัวฉกาจของความจริง  จากภายนอก ผู้ที่เจ้าเล่ห์และฉลาดแกมโกงที่สุดดูเหมือนจะเป็นคนเหล่านี้  พวกเขาแยกแยะและพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง ใคร่ครวญและพยายามหาคำตอบให้กับทุกเรื่อง  อย่างไรก็ตาม หลังจากพินิจพิเคราะห์มามากมาย พวกเขาก็ลงเอยด้วยการพินิจพิเคราะห์พระเจ้าพระองค์เอง จนเกิดมโนคติอันหลงผิดและความคิดเห็นเกี่ยวกับพระองค์  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด หากสิ่งนั้นไม่ผ่านการตัดสินของพวกเขาเอง พวกเขาก็จะกล่าวโทษสิ่งนั้นโดยไม่มีข้อยกเว้น พวกเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติสิ่งนั้น โดยกลัวว่ามันอาจจะส่งผลเสียต่อพวกเขา  ในทางกลับกัน บรรดาผู้ที่ภายนอกดูโง่เขลาราวกับขาดสติปัญญากลับทำตามที่พระเจ้าตรัสอย่างแท้จริง  พวกเขาดูเรียบง่ายและซื่อสัตย์เป็นพิเศษ เปิดเผยแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย ถึงกับรายงานสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องรายงาน และบางครั้งก็ถึงกับแสดงพฤติกรรมที่ค่อนข้างไร้เดียงสาเสียด้วยซ้ำ  การนี้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งใด?  การนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนเช่นนั้นเปิดใจต่อพระเจ้า ไม่ได้ปิดกั้นหรือกีดกันพระองค์  จุดประสงค์ของการหารือเกี่ยวกับตัวอย่างที่เรียบง่ายนี้คือเพื่อช่วยให้พวกเจ้าเข้าใจว่าศัตรูของพระคริสต์คืออะไร และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นอย่างไรกันแน่  การนี้คือเพื่อช่วยให้พวกเจ้าแยกแยะได้ว่าผู้คนประเภทใดคือศัตรูของพระคริสต์ และประเภทใดที่ไม่ปฏิบัติความจริงแต่ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์  เพื่อให้มีวิจารณญาณแยกแยะเช่นนี้  เราเพียงยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาแบบง่ายๆ เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจหัวข้อที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันในวันนี้ได้ง่ายขึ้น  เราไม่ได้กำลังขอให้พวกเจ้าเลียชามของพวกเจ้าให้สะอาดหลังมื้ออาหารจริงๆ  และเราก็ไม่ได้นิยามว่าการเลียชามนั้นมีความหมายเท่ากับการถูกสุขอนามัยหรือการไม่ทิ้งขว้างอาหาร  พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ พวกเจ้าอย่าเข้าใจผิด

วันนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมเพิ่มเติมในเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า นั่นคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะแห่งพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  เมื่อพูดถึงสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ย่อมเกี่ยวข้องกับการขาย การแลกเปลี่ยน ผลกำไร และเงินทอง  การที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะแห่งพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด สิ่งนี้เป็นบาปอย่างมหันต์  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  ในตอนที่พวกเราเพิ่งเริ่มการชุมนุม ทุกคนได้สามัคคีธรรมถึงความเข้าใจที่ตนมีต่อพระวจนะของพระเจ้าและความจริงในภาษาของตนเอง สรุปมาเป็นคำพูดที่เรียบง่ายที่สุด  โดยรวมแล้ว พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง  สำหรับมวลมนุษย์ ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด  ความจริงสามารถเป็นชีวิตของมนุษย์ สามารถช่วยผู้คนให้รอดและนำพวกเขากลับมาจากความตาย ทั้งยังสามารถทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน  คุณค่าของความจริงที่มีต่อมวลมนุษย์ไม่สามารถวัดได้ด้วยคำพูด สิ่งของทางวัตถุ หรือเงินทอง  ความจริงคือสิ่งที่สมควรได้รับการทะนุถนอมและหวงแหน ทั้งยังควรค่าแก่การที่ผู้คนจะยึดถือเป็นแนวทาง ทิศทาง และเป้าหมายสำหรับการกระทำ การประพฤติปฏิบัติ ชีวิต และการดำรงอยู่ทั้งหมดของพวกเขา  ผู้คนควรได้รับเส้นทางแห่งการปฏิบัติ ตลอดจนเส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และอื่นๆ จากความจริง  สำหรับผู้คน ความจริงนั้นเทียบเท่ากับชีวิต  ไม่มีวัตถุหรือความมั่งคั่งใดสามารถนำมากล่าวถึงในระดับเดียวกับความจริงได้  ในโลกทางวัตถุนี้ หรือทั่วทั้งโลกจักรวาล ไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรจะนำมาเปรียบเทียบกับความจริง และไม่มีสิ่งใดที่สามารถเทียบเท่ากับความจริงได้  จากสิ่งนี้ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า สำหรับมวลมนุษย์ที่ต้องการความรอด ความจริงคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด และเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้  แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าประหลาดใจที่มีบุคคลที่ปฏิบัติต่อสิ่งที่ประเมินค่ามิได้เช่นนี้ประหนึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะขายและแลกเปลี่ยนเพื่อผลกำไร  บุคคลเช่นนี้สามารถระบุว่าเป็นพวกมาร เป็นเหล่าซาตานได้หรือไม่?  ได้อย่างแน่นอน!  ในโลกวิญญาณ บุคคลเช่นนั้นคือพวกมารและซาตาน ในหมู่ผู้คน พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์

พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงการสำแดงบางประการเกี่ยวกับวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะแห่งพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อขายแลกกับผลประโยชน์ส่วนบุคคลไป  แน่นอนว่า สิ่งนี้ถูกกล่าวในความหมายหนึ่ง และไม่ได้ตรงกับความหมายตามตัวอักษรอย่างสมบูรณ์—เรื่องนี้ไม่ได้มองเห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขากำลังปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อขาย  อย่างไรก็ตาม อันที่จริงเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรม แนวทาง และแม้กระทั่งแก่นแท้ของพวกเขา พวกเขาก็ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะแห่งพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ประหนึ่งเป็นสิ่งของทางวัตถุที่จะครอบครองไปแล้ว หรือแน่นอนที่สุดว่าจะทำเช่นนั้น  เมื่อได้มาครอบครองแล้ว พวกเขาก็ปฏิบัติต่อพระวจนะแห่งพระเจ้าประหนึ่งสินค้าในร้านเล็กๆ ของตน โดยขายไปในจังหวะที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ต้องการและทำกำไรจากสิ่งนั้น  ศัตรูของพระคริสต์ได้รับผลประโยชน์ใดจากสิ่งนี้?  สิ่งเหล่านี้หมายรวมถึงความมีหน้ามีตาของพวกเขา การยกย่องและเทิดทูนจากผู้อื่น สายตาเลื่อมใสที่ทอดมองมาทางพวกเขา และการปกป้องจากผู้อื่น เช่น การปกป้องสถานะและหน้าตาของพวกเขา  แม้ในยามที่พวกเขาถูกปลดและถูกกำจัด ผู้คนก็จะออกตัวพูดและแก้ต่างแทนพวกเขา  สิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์ที่ศัตรูของพระคริสต์ได้รับจากพระวจนะของพระเจ้า  ผลประโยชน์เหล่านี้คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการและไล่ตามไขว่คว้าอย่างแท้จริง คือสิ่งที่พวกเขาวางอุบายอยู่ใจในมาอย่างยาวนาน  นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  การกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาถูกขับเคลื่อนและควบคุมโดยธรรมชาติของพวกเขา และจากการสำแดงเหล่านี้ ก็ย่อมมองเห็นแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ได้

2. การจำหน่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าเพื่อผลกำไรส่วนบุคคล

ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงแง่มุมที่สอง นั่นคือ พฤติกรรมและแนวทางที่แท้จริงที่พวกศัตรูของพระคริสต์ที่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับการที่ศัตรูของพระคริสต์ประเภทนี้ปฏิบัติต่อหนังสือพระวจนะของพระเจ้าประเภทต่างๆ ประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  เมื่อพวกเขาได้รับหนังสือพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้มา พวกเขาก็เชื่อว่าตนเองได้รับต้นทุนที่จะหาเงิน มีสินทรัพย์ที่จำเป็นในการทำเช่นนั้น  หนังสือที่ตีพิมพ์พระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้กลายเป็นสินทรัพย์ของพวกเขา เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่พวกเขาตั้งใจจะขาย และเป็นสิ่งที่พวกเขาใช้เพื่อกอบโกยผลกำไรมหาศาล  ศัตรูของพระคริสต์ยึดหนังสือเหล่านี้ไว้ ไม่แจกจ่ายออกไปตามหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนด แต่กลับพยายามทำกำไรโดยไม่ถูกควรตามเจตนาของพวกเขาเอง  หลักธรรมในการแจกจ่ายหนังสือในพระนิเวศของพระเจ้าคืออะไร?  คือการแจกจ่ายให้กับทุกคนที่รักการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและผู้ที่กระหายความจริงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  ไม่ว่าผู้ที่ได้รับจะมีกี่คนหรือแจกจ่ายหนังสือไปกี่เล่ม ทั้งหมดก็เป็นการให้เปล่าเสมอ  ในตอนที่เชื่อในพระเจ้าในศาสนาคริสต์นั้น พระคัมภีร์ไม่ได้ให้ฟรี แต่เป็นสิ่งที่ต้องซื้อ  แต่ในเวลานี้ พระนิเวศของพระเจ้าแจกจ่ายพระวจนะของพระเจ้าและหนังสือเหล่านี้ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนี่คือประเด็นสำคัญ  อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อศัตรูของพระคริสต์ยึดหนังสือเหล่านี้เอาไว้และไม่แจกจ่ายออกไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตามหลักธรรม  ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ บรรดาผู้ที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่บ้างย่อมจะแจกจ่ายหนังสือเหล่านี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตามหลักธรรม ไม่เรียกเก็บเงินหรือพยายามค้ากำไรเกินควรอย่างไม่ถูกควร  อย่างไรก็ตาม มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่เมื่อได้หนังสือเหล่านี้มาก็คิดว่าโอกาสทางธุรกิจมาถึงแล้ว  ความทะเยอทะยานและความโลภของพวกเขาจึงปรากฏขึ้น ว่า “การแจกหนังสือที่หนาและดีเช่นนี้ให้แบบไม่คิดเงิน—แบบนั้นย่อมขาดทุนไม่ใช่หรือ?  การไม่ทำเงินจากหนังสือเหล่านี้เป็นเรื่องที่โง่เขลาไม่ใช่หรือ?  ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเหล่านี้หาซื้อที่อื่นไม่ได้ และผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้าก็อยากจะอ่านอยู่แล้วไม่ว่าจะต้องจ่ายเงินเท่าไรก็ตาม”  เมื่อพวกเขาจับได้ว่าผู้คนมีความคิดเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็เริ่มเกิดความคิดบางอย่างขึ้น นั่นคือ “ฉันจะพลาดโอกาสทำเงินนี้ไปไม่ได้ โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง  เวลาแจกจ่ายหนังสือ ฉันควรแบ่งผู้คนออกเป็นระดับต่างๆ คิดเงินคนรวยให้มากหน่อย คิดราคาปานกลางจากคนทั่วไป คิดเงินคนจนให้น้อยหน่อยหรือไม่ก็แจกให้พวกเขาไปเลย ให้ส่วนลดกับคนที่ประจบสอพลอฉัน และคิดเงินจากคนที่เข้ากับฉันไม่ได้ให้แพงกว่า”  สิ่งนี้สอดคล้องกับข้อบังคับของพระนิเวศของพระเจ้าในการแจกจ่ายหนังสือหรือไม่?  (ไม่)  นี่คือการทำธุรกิจ  ศัตรูของพระคริสต์เกิดความคิดประเภทนี้ขึ้นมา พักเรื่องที่ว่าพวกเขาแจกจ่ายหนังสือตามข้อบังคับและหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่เอาไว้ แล้วมาพูดถึงวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้ากันก่อนเถิด  เมื่อหนังสือพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในมือพวกเขา พวกเขาทะนุถนอมหนังสือเหล่านั้นหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาไม่สนใจหนทางแห่งชีวิตหรือความจริงที่กล่าวไว้ในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่ให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านั้น และไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องเหล่านั้นสักนิดเลยด้วยซ้ำ  พวกเขาเพียงแค่อ่านหนังสือผ่านๆ อย่างผิวเผิน พลิกดูและเหลือบมองหน้ากระดาษอย่างไม่ตั้งใจ ว่า “ก็แค่พูดถึงวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจพิพากษาผู้คน วิธีที่พระองค์พิชิตกลุ่มคน และวิธีที่พระองค์ประทานบั้นปลายที่ดีให้กับผู้คน  ส่วนเรื่องอนาคตของมวลมนุษย์นั้นไม่มีรายละเอียดเหล่านี้อยู่ หนังสือเล่มนี้จึงไม่น่าสนใจขนาดนั้น  ถึงแม้ว่าหนังสือจะไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่ผู้คนมากมายก็เต็มใจที่จะอ่าน   นี่เป็นเรื่องดี ฉันสามารถทำกำไรจากสิ่งนี้ได้”  เมื่อหนังสือพระวจนะของพระเจ้าตกไปอยู่ในมือของพวกเขา หนังสือเหล่านั้นก็กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหมายความว่าผู้คนมากมาย หรืออย่างน้อยผู้คนส่วนหนึ่ง ก็จะต้องใช้เงินเพื่อซื้อหนังสือเหล่านี้  ภายใต้ฉากบังหน้าของการเชื่อในพระเจ้า การทำงานของพระนิเวศของพระเจ้า และการรับผิดชอบเรื่องการแจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ได้เข้ามาแทรกแซงและเปลี่ยนการแจกจ่ายหนังสือเหล่านี้โดยพระนิเวศของพระเจ้าแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นการทำธุรกรรม กลายเป็นการซื้อขาย  สำหรับพระเจ้าแล้ว พระวจนะที่พระองค์ตรัสได้รับการจัดหาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับทุกคนที่ตั้งใจฟังพระวจนะของพระองค์ พระวจนะเหล่านั้นเป็นสิ่งให้เปล่า ไม่ได้กำหนดให้มีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยน  สิ่งที่กำหนดให้ผู้คนมีเพียงการยอมรับ ปฏิบัติ และมีประสบการณ์ เพื่อสัมฤทธิ์การนบนอบพระวจนะของพระเจ้า และกลายเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเท่านั้น  แล้วพระเจ้าก็พอพระทัย เป้าหมายของพระองค์ก็สัมฤทธิ์ผล และพระวจนะของพระองค์ก็ไม่ได้ตรัสออกไปอย่างเสียเปล่า  พระองค์ทรงได้รับความชูพระทัยในการนี้  นี่คือความปรารถนาของพระเจ้า ทั้งยังเป็นจุดมุ่งหมายของพระราชกิจบริหารจัดการหกพันปีที่พระองค์ทรงทำกับมนุษย์ อันเป็นความปรารถนาที่งดงามที่สุดที่พระผู้สร้างทรงมีต่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  พระเจ้าทรงจัดหาพระวจนะของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และเจตนารมณ์ของพระองค์ให้แก่บรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  นี่คือการกระทำที่สะอาดและบริสุทธิ์ยิ่งนัก เป็นกิจการที่สง่างามเหลือเกิน การนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น  สำหรับทุกคนที่ตั้งใจฟังและถวิลหาพระวจนะของพระเจ้า ทุกๆ ประโยคที่พระเจ้าตรัสนั้นประเมินค่ามิได้  ผู้คนได้รับความจริงและพระวจนะของพระเจ้าจากพระองค์โดยไม่เสียเงิน และลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการทำเพื่อพระเจ้าคือการตอบแทนพระองค์ สนองเจตนารมณ์ของพระองค์ และทำให้พระองค์รู้สึกชูพระทัย เพื่อให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เสร็จสิ้นได้ในเร็ววัน  นี่คือความเข้าใจที่พระผู้สร้างและมวลมนุษย์ทรงสร้างควรมีร่วมกันโดยปริยาย  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เป็นการทำธุรกรรม  พวกเขาฉวยโอกาสที่พระเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจ ตลอดจนความต้องการที่ผู้คนมีต่อการจัดเตรียมพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ให้ได้มาซึ่งเงินทองและผลประโยชน์ที่พวกเขาไม่ควรได้รับ  พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้คนเราสมควรถูกสาปแช่งมิใช่หรือ?  จากถ้อยแถลงของพระเจ้า เจ้าเคยเห็นหรือได้ยินว่าพระเจ้าตรัสกับมวลมนุษย์ชาติเพื่อแลกกับค่าตอบแทนหรือไม่?  ประโยคละเท่าไร พระวจนะหนึ่งบทตอน คำเทศนาหนึ่งบท หนังสือหนึ่งเล่ม หรือการตัดแต่ง การพิพากษาและการตีสอน การถลุง หรือการจัดเตรียมชีวิตหนึ่งครั้งมีราคาเท่าไร?  พระเจ้าเคยตรัสพระวจนะเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  พระเจ้าไม่เคยตรัสสิ่งเหล่านี้เลย  ทุกประโยค ทุกบทตอน และทุกเนื้อหาที่พระเจ้าทรงประกาศ ทุกการถูกตัดแต่ง การถูกตีสอนและพิพากษา รวมถึงการถูกทดสอบและถลุงที่ผู้คนได้รับจากพระเจ้า ตลอดจนการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงจากพระวจนะของพระเจ้า และอื่นๆ—ทั้งหมดนี้มีสิ่งใดที่สามารถประเมินค่าค่าเป็นเงินได้บ้าง?  มีสิ่งใดที่มนุษย์ได้มาด้วยการแลกเปลี่ยนกับเงินหรือสิ่งของทางวัตถุ หรือด้วยการจ่ายราคาทางเนื้อหนังบ้าง?  ไม่มีเลย  ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงล้วนประเมินค่ามิได้  นี่เป็นเพราะสิ่งเหล่านั้นประเมินค่ามิได้ เป็นเพราะไม่มีผู้ใดสามารถใช้เงินหรือสิ่งของทางวัตถุมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นได้นั่นเองที่ทำให้พระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงจัดหาพระวจนะของพระองค์ให้กับผู้คนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  แต่กระนั้น ศัตรูของพระคริสต์กลับมองไม่เห็นธรรมชาติที่แสนล้ำค่าและประเมินค่ามิได้ของความจริงและสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นที่พระองค์ทรงแสดงออกมา กลับกัน พวกเขาเสาะแสวงที่จะกอบโกยผลกำไรอย่างมหาศาลจากสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่ถูกควร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง!

เพื่อที่จะทรมานผู้คน สร้างชื่อเสียงและเกียรติยศของตน และทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงความน่ากลัวและอำนาจของตน ศัตรูของพระคริสต์บางคนจึงยึดพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้ ไม่แจกจ่ายให้กับพี่น้องชายหญิงที่อยู่ใต้การดูแลของพวกเขา  ดังนั้น ในคริสตจักรบางแห่งที่คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้ครองอำนาจ พี่น้องชายหญิงจึงพบว่าตนเองไม่มีพระวจนะของพระเจ้าให้อ่านหรือไม่มีคำเทศนาของพระเจ้าให้ฟัง  ผู้คนเช่นนี้สมควรถูกสาปแช่งมิใช่หรือ?  พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งสิ่งใด?  ประหนึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพวกเขา  พระเจ้าประทานพระวจนะของพระเจ้าให้กับบรรดาผู้ที่เชื่อและติดตามพระเจ้าด้วยใจจริง พระวจนะเหล่านี้ไม่ได้ประทานให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงผู้เดียว และไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างแน่นอน  พระเจ้าตรัสพระวจนะของพระองค์กับมวลมนุษย์ทั้งปวง และไม่มีผู้ใดสามารถยึดคำตรัสของพระเจ้าไว้ด้วยเหตุผลหรือข้ออ้างใดได้  แต่กระนั้น ศัตรูของพระคริสต์ก็สวมบทบาทเช่นนั้นพอดี โดยทำลายบรรทัดฐานเพื่อทำเช่นนี้  หลังจากได้รับบันทึกเสียงคำเทศนาล่าสุดไปแล้ว ศัตรูของพระคริสต์บางคนก็ฟังก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อค้นพบความสว่างใหม่บางอย่างและมีเนื้อหาบางส่วนที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน ก็ตัดสินใจที่จะไม่แจกจ่ายคำเทศนาชุดนี้ให้แก่ผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของพวกเขา  พวกเขายึดบันทึกเสียงคำเทศนาเอาไว้โดยไม่ให้ใครรู้  จุดประสงค์ที่ยึดเอาไว้คืออะไร?  จุดประสงค์คือเพื่ออวดตนระหว่างการชุมนุม ซึ่งเทียบเท่ากับการกระทำการขาย  ผ่านการกระทำเพื่ออวดตนนี้ เมื่อผู้ที่อยู่ใต้การดูแลของพวกเขาได้ยินเนื้อหาที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องใหม่ พวกเขาก็จะยกย่องศัตรูของพระคริสต์ แล้วเป้าหมายของศัตรูของพระคริสต์ก็สัมฤทธิ์ผลในหนทางเช่นนี้เอง  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในคริสตจักรทุกแห่งย่อมมีคนบางคนที่ไม่แจกจ่ายคำเทศนาแห่งการสามัคคีธรรมหรือบันทึกเสียงออกไปอย่างทันท่วงทีหรืออย่างครบถ้วน บุคคลเช่นนี้มีอยู่จริงอย่างแน่นอน  ยิ่งไปกว่านั้น ศัตรูของพระคริสต์บางคนแจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าตามท่าทีที่ผู้คนมีต่อพวกเขา โดยมอบให้กับคนที่เข้ามาตีสนิทหรือประจบสอพลอพวกเขา  ถึงแม้ว่าหนังสือจะไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับอย่างง่ายดาย หลักธรรมของการแจกจ่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายและทันท่วงทีนั้นถูกลดทอนลงเมื่ออยู่ในมือของศัตรูของพระคริสต์ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ต่างกัน  พวกเขาอาจจะมอบหนังสือให้กับคนที่อยู่ฝ่ายพวกเขาหรือคนที่เชื่อฟังพวกเขาอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะให้อย่างทันท่วงที ส่วนบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับทัศนะของพวกเขาหรือถึงขั้นต่อต้านพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็อาจจะเลือกมอบหนังสือให้เป็นบางเล่มหรือถึงขั้นไม่ให้เลย  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงเสาะแสวงที่จะกอบโกยผลกำไรมหาศาลอย่างไม่ถูกควรจากการแจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือในการดึงผู้คนมาเข้าร่วม เอาชนะใจผู้คน ตลอดจนกำราบและทรมานผู้อื่น—พวกเขาสามารถทำความผิดได้สารพัดอย่าง  พวกเขาถึงขั้นสามารถข่มขู่ผู้คน โดยกล่าวว่าหากใครพูดจาให้ร้ายพวกเขา ไม่เลือกพวกเขา หรือลงคะแนนเสียงต่อต้านพวกเขา พวกเขาก็อาจจะยึดพระวจนะของพระเจ้าไว้เพื่อเป็นวิธีการทรมานคนคนนั้น  ดังนั้น บางคนจึงหวาดกลัวศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับหนังสือพระวจนะของพระเจ้าหรือบันทึกเสียงคำเทศนาอย่างทันท่วงที  ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์จะทำชั่ว และตัวพวกเขาเองต้องทนทุกข์กับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม พวกเขาก็ไม่กล้ารายงานคนเหล่านั้น เพราะกลัวว่าจะถูกศัตรูของพระคริสต์กำราบและทรมาน ขาดการติดต่อกับเบื้องบน และพลาดการให้น้ำและการจัดหาจากเบื้องบน  ผู้คนเช่นนี้มีอยู่ใช่หรือไม่?  มีอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์  ศัตรูของพระคริสต์กระทำเรื่องแย่ๆ เลวร้ายสารพัด พวกเขาไม่เพียงต่อสู้เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ ตั้งพรรคพวก และสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเองเท่านั้น แต่พวกเขายังไม่เว้นแม้กระทั่งกับการแจกจ่ายพระวจนะของพระเจ้าอีกด้วย  สิ่งใดก็ตามที่สามารถทำให้พวกเขาได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ไม่ถูกควร รวมถึงได้มาซึ่งสถานะและอำนาจ ล้วนถูกพวกเขาฉวยประโยชน์ พวกเขาไม่ละเว้นสิ่งใดทั้งสิ้น แม้กระทั่งพระวจนะของพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในคริสตจักรของพวกเจ้า เคยเกิดขึ้นรอบตัวพวกเจ้าบ้างหรือไม่?  ศัตรูของพระคริสต์บางคนข่มขู่คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาพวกเขา โดยกล่าวว่า “หากคุณไม่เลือกฉัน หากคุณรายงานฉันต่อเบื้องบน หากคุณไม่ถูกชะตากับหน้าฉัน หากคุณคาบข่าวไปบอกแล้วฉันจับได้ เช่นนั้นคุณก็จะไม่ได้รับบันทึกเสียงคำเทศนาอีกต่อไป  ฉันจะตัดเสบียงของคุณ ปล่อยให้คุณไม่มีการบำรุงเลี้ยง ปล่อยให้คุณกระหายจนตาย อดอยากจนตาย!”  อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์โหดร้ายมิใช่หรือ?  โหดร้ายอย่างยิ่ง!  พวกเขาสามารถทำเรื่องเลวร้ายได้สารพัดอย่าง

หากพวกเจ้าพบเจอศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้ พวกเจ้าจะจัดการกับพวกเขาอย่างไร?  เจ้ากล้ารายงานพวกเขาต่อเบื้องบนหรือไม่?  เจ้ากล้าผนึกกำลังและปฏิเสธพวกเขาหรือไม่? (กล้า)  ตอนนี้เจ้าบอกว่ากล้า แต่เมื่อเผชิญหน้ากับพวกเขาเข้าจริง เจ้าอาจจะไม่กล้า เจ้าจะถอยหนี พลางคิดว่า “ฉันมีวุฒิภาวะน้อย ฉันยังอายุน้อย ฉันอ่อนแอและโดดเดี่ยว  หากศัตรูของพระคริสต์รวมหัวกันรังแกฉันจริงๆ ฉันจะไม่จบเห่หรอกหรือ?  พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน?  ใครจะรับฟังความคับข้องใจของฉัน?  ใครจะแก้ไขความคับข้องใจของฉันและแก้แค้นให้ฉัน?  ใครจะลุกขึ้นปกป้องฉัน?”  เหตุใดความเชื่อของเจ้าจึงน้อยนิดเช่นนี้?  เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็กลายเป็นคนขี้ขลาด แต่หากซาตานมาข่มขู่เจ้าด้วยตัวเอง—เช่นนั้นเจ้าจะเลิกเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าจะทำอย่างไรหากศัตรูของพระคริสต์ไม่แจกจ่ายพระวจนะของพระเจ้าให้กับเจ้า?  หากพวกเขาให้เจ้าจ่ายเงินสำหรับหนังสือพระวจนะของพระเจ้าเล่า?  หากทุกครั้งที่ศัตรูของพระคริสต์แจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าให้กับเจ้า พวกเขาทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าและพูดจารุนแรงเล่า?  สถานการณ์เช่นนี้รับมือได้ง่ายหรือไม่?  เราขอบอกกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดแก่เจ้า นั่นคือ เมื่อใดก็ตามที่ใกล้จะถึงเวลาแจกจ่ายหนังสือ เจ้าควรไปยืนอยู่ข้างศัตรูของพระคริสต์ พูดจาหวานหูอย่างกระตือรือร้น ยกย่องและชื่นชมพวกเขาอย่างแข็งขันเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากพวกเขา  เมื่อพวกเขาแจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและบันทึกเสียงคำเทศนาให้เจ้าแล้ว ก็หาโอกาสรายงานพวกเขาต่อเบื้องบน  หากไม่มีช่องทางที่จะรายงานพวกเขาต่อเบื้องบน จงให้มองหาโอกาสผนึกกำลังกับพี่น้องชายหญิงที่มีวิจารณญาณแยกแยะเพื่อตีกรอบและผูกมัดศัตรูของพระคริสต์  นี่คือการกำจัดภัยให้คริสตจักรอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้ามากที่สุด  บางคนอาจจะถามว่า หากศัตรูของพระคริสต์ล่วงรู้ถึงแผนการนี้เล่า?  หากครั้งนี้เจ้าไม่มั่นใจใ เช่นนั้นก็รอโอกาสหน้า  เมื่อเจ้ามีความกล้าและอยู่ในภาวะที่ถูกต้อง นั่นคือเวลาที่เจ้าควรลงมือทำ  กล่าวสั้นๆ คือ หากเจ้ากลัวว่าศัตรูของพระคริสต์จะตัดการบำรุงเลี้ยงของเจ้า เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งทำตัวเอิกเกริกในตอนแรก  อย่าเปิดเผยตัวเองหรือปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์มองเห็นเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่ง  เมื่อเจ้ามีวุฒิภาวะเพียงพอ เมื่อเจ้ามีคนที่เหมาะสม คนที่ถูกต้อง และมีคนมากขึ้นที่สามารถยืนหยัดร่วมกับเจ้าในการต่อต้านศัตรูของพระคริสต์ คนที่สามารถแยกแยะและปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ได้ นั่นคือเวลาที่เจ้าสามารถแตกหักกับศัตรูของพระคริสต์ได้  กลยุทธ์นี้ฟังดูเป็นอย่างไร? (ดี)  บางคนอาจจะกล่าวว่า “นี่เป็นการหลอกลวงผู้อื่นไม่ใช่หรือ? พระเจ้าทรงต้องการให้พวกเราเป็นคนที่ซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือ? สิ่งนี้ดูไม่ซื่อสัตย์เลย”  นี่คือการหลอกลวงผู้อื่นใช่หรือไม่? (ไม่)  นี่คือการเล่นตลกมารตนหนึ่ง  เมื่อต้องจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งเป็นมารตนหนึ่ง ไม่ว่าวิธีการใดก็ย่อมรับได้ทั้งสิ้น

สมมุติว่ารอบตัวเจ้า ในคริสตจักรของเจ้าเองมีศัตรูของพระคริสต์อยู่จริงๆ พวกเจ้าจะกลัวศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  เจ้าสังเกตเห็นพวกเขา พวกเขามีอำนาจและสถานะ และมีคนเกื้อหนุนมากมาย  พวกเขามีพรรคพวก มีผู้ติดตามเดนตายอยู่จำนวนหนึ่ง  เจ้าจะกลัวพวกเขาหรือไม่?  บางคนบอกว่าพวกเขาคงจะกลัว  การกลัวนั้นถูกต้องหรือไม่?  อย่างน้อยในความกลัวนี้ก็มีแง่มุมที่ดีและถูกต้องประการหนึ่ง  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนั้น?  หากเจ้ากลัวพวกเขา อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าในหัวใจของเจ้านั้นเชื่อว่าพวกเขาเป็นคนชั่ว เชื่อว่าพวกเขาสามารถทรมานเจ้าและทำร้ายเจ้าได้ เชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่คนดีหรือคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง—อย่างน้อยเจ้าก็มีความเข้าใจและวิจารณญาณเช่นนี้เกี่ยวกับพวกเขาในหัวใจของเจ้า  ถึงแม้ว่าเจ้าอาจจะไม่สามารถระบุได้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็รู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ใช่คนที่ซื่อตรงหรือจิตใจดี หรือคนที่ซื่อสัตย์ ดังนั้นเจ้าจึงกลัวพวกเขา  นอกจากพวกปีศาจแล้ว คนปกติและธรรมดา หรือคนที่ไร้เล่ห์มารยามักจะกลัวคนประเภทใด?  (คนชั่ว)  ทุกคนต่างกลัวคนชั่ว  อย่างน้อยที่สุด ในใจของเจ้าก็รู้ว่าคนคนนี้เป็นคนชั่ว  จงสังเกตการณ์บนรากฐานนี้ว่าพวกเขามีท่าทีต่อพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริงอย่างไร ดูว่าพวกเขาปฏิบัติความจริงหรือไม่ แยกแยะพฤติกรรมนานาประการของพวกเขา และเกิดความเข้าใจ รวมถึงแยกแยะแก่นแท้ของพวกเขาผ่านพฤติกรรมของพวกเขา  ท้ายที่สุดหากเจ้าสามารถกำหนดได้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว ความกลัวของเจ้าก็จะหมายรวมถึงอีกหนึ่งองค์ประกอบ—นั่นคือ วิจารณญาณที่มีต่อพวกเขา  ถึงแม้ว่าเจ้าอาจจะกลัวพวกเขาอยู่ในใจ แต่เจ้าจะไม่อยู่ฝ่ายพวกเขา และในใจของเจ้าจะปฏิเสธพวกเขา—นี่เป็นเรื่องที่ดีหรือเรื่องที่แย่?  (เรื่องที่ดี)  หากพวกเขาขอให้เจ้าร่วมทำชั่วกับพวกเขา เจ้าจะตกลงหรือไม่?  ในหัวใจของเจ้าจะมีวิจารณญาณต่อสิ่งนี้หรือไม่?  หากพวกเขาขอให้เจ้าร่วมด่าทอพระเจ้าหรือตัดสินพระองค์ เจ้าจะตกลงหรือไม่?  หากพวกเขาขอให้เจ้าร่วมมือกับพวกเขาในการทรมานผู้อื่น และไม่แจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าให้กับบุคคลบางคน เจ้าจะตกลงหรือไม่?  ถึงแม้ว่าเจ้าอาจจะไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าเจ้าจะไม่ตกลงทำสิ่งเหล่านี้ แต่อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็จะมีวิจารณญาณเกี่ยวกับการกระทำของพวกเขาอยู่ในใจ  เจ้าอาจจะทำบางสิ่งร่วมกับพวกเขาอย่างฝืนใจและภายใต้การบีบบังคับ แต่นั่นจะเป็นเพียงเพราะเจ้าถูกบังคับให้ทำ และไม่ใช่ด้วยความสมัครใจ อย่างน้อยเจ้าจะไม่ใช่ผู้กระทำผิดหลัก อย่างมากที่สุดเจ้าก็จะเป็นเพียงผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมของพวกเขา  ถึงแม้ว่าเจ้าอาจจะไม่เปิดโปงหรือยั่วยุพวกเขาต่อหน้า แต่เจ้าก็จะไม่ทำตัวเป็นผู้ติดตามหรือผู้สมรู้ร่วมคิดของพวกเขาเช่นกัน  นี่คือการปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์ในระดับหนึ่ง  ด้วยความกลัวที่มีต่อคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงยอมประนีประนอมเพื่อปกป้องตนเอง ดังนั้น การที่เจ้าทำเช่นนี้เพื่อเป็นมาตรการในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบชั่วคราวได้ก็ถือว่าค่อนข้างดีแล้ว  แต่การมาถึงระดับนี้นับว่าเป็นการตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าหรือไม่?  สิ่งนี้นับว่าเป็นการค้ำจุนหลักธรรมความจริงหรือไม่?  สิ่งนี้นับว่าเป็นการเอาชนะซาตานหรือไม่?  ในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่นับว่าเป็นเช่นนั้น  แล้วเจ้าจะตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าได้อย่างไร?  พวกเจ้าทุกคนล้วนขาดเส้นทาง และเพียงแค่ยอมประนีประนอมเพื่อปกป้องตนเอง คิดว่า “พวกเขาทำชั่ว แต่ฉันไม่กล้าร่วมทำชั่วกับพวกเขา ฉันกลัวถูกลงโทษ  พวกเขาเป็นคนชั่ว พวกเขาทำเรื่องเลวร้ายเพื่อทรมานผู้คน  แต่อย่างไรเสีย ตราบใดที่ตัวฉันเองไม่ได้ทรมานใครก็ไม่เป็นไร  ฉันจะไม่ถูกกล่าวโทษจากความชั่วนั้น”  หากอย่างมากที่สุดพวกเจ้าสามารถทำได้เท่านี้ นั่นก็ถือว่าค่อนข้างดีแล้ว พวกเจ้าเป็นเพียงคนที่ชอบเอาใจผู้คนและยึดติดกับแนวทางแบบสายกลางเท่านั้น และพวกเจ้าก็ไม่สามารถเป็นพยานได้  แล้วเจ้าควรทำสิ่งใดเพื่อเป็นพยาน?  หากว่ากันตามคำสอน เจ้าควรปฏิเสธคนชั่ว ปฏิเสธและเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ รวมถึงป้องกันไม่ให้ศัตรูของพระคริสต์อาละวาดทำเรื่องเลวร้ายในพระนิเวศของพระเจ้าและก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพระนิเวศของพระเจ้า  แต่เจ้ารู้วิธีการทำเช่นนี้อย่างเจาะจงหรือไม่?  (รายงานและบอกเบื้องบนเกี่ยวกับเรื่องนี้)   นั่นคือขอบเขตของความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่พวกเจ้าสามารถลุล่วงได้กระนั้นหรือ?  นั่นคือคำพยานทั้งหมดที่พวกเจ้าสามารถตั้งมั่น คือวุฒิภาวะทั้งหมดที่พวกเจ้ามีอย่างนั้นหรือ?  นอกจากการรายงานศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้ายังทำสิ่งใดได้อีก?  (อันดับแรกพวกเราสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมและการทำชั่วที่ศัตรูของพระคริสต์มีมาอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นก็สามัคคีธรรมเรื่องการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์กับพี่น้องชายหญิงตามข้อเท็จจริงเหล่านี้ เมื่อพี่น้องชายหญิงเกิดวิจารณญาณต่อศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาทุกคนก็สามารถลงมือเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ได้ และหลังจากนั้น พวกเราก็สามารถขับไล่คนเหล่านั้นออกจากคริสตจักรได้)  ขั้นตอนและกระบวนการนั้นถูกต้อง แต่สำหรับกรณีพิเศษบางกรณีเล่า?  เจ้ากำลังพูดจากตำแหน่งผู้นำ แต่หากผู้เชื่อธรรมดาเผชิญหน้ากับศัตรูของพระคริสต์เล่า?  นั่นย่อมเหมือนการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงมิใช่หรือ?  พวกเจ้าจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?  เราจะเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับการลงบันทึกและรายงานรายรับรายจ่ายให้พวกเจ้าฟัง  มีใครบางคนรับผิดชอบการทำบัญชี บัญชีหนึ่งสำหรับใช้จ่ายภายนอกและอีกบัญชีหนึ่งสำหรับใช้จ่ายภายใน  วันหนึ่ง มีเงินในบัญชีภายในไม่ตรงกันอยู่สองร้อยดอลลาร์  ต่อมา ผู้ดูแลมาตรวจสอบบัญชีและเห็นว่าตัวเลขไม่ตรงกัน พวกเขาจึงกล่าวว่า “ฉีกบัญชีภายในทิ้งไป เก็บไว้แค่บัญชีภายนอก จะได้ไม่มีหลักฐาน”  หนึ่งในบุคคลที่อยู่ตรงนั้นไม่เห็นด้วย โดยกล่าวว่า “นี่คือของถวาย ไม่ว่าจะเท่าไรก็เป็นเงินของพระเจ้า คุณจะทำเช่นนี้ไม่ได้”  ผู้ดูแลไม่ได้พูดอะไร ในขณะที่อีกคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “เงินสองร้อยดอลลาร์น่ะเล็กน้อย เวลาที่ศัตรูของพระคริสต์ยักยอก พวกเขายักยอกทีละตั้งหลายหมื่น”  แล้วคนเหล่านั้นก็แก้ไขเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีนั้น  อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นมีคนคนหนึ่งที่รู้สึกว่าแนวทางนี้ผิดและได้รายงานเรื่องนี้ขึ้นไปยังกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ  กลุ่มดังกล่าวบอกว่าเงินสองร้อยดอลลาร์ไม่ใช่จำนวนที่มากมายอะไร และพวกเขาก็ยุ่งเกินกว่าจะจัดการกับเรื่องนี้  เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานไปยังผู้นำคริสตจักร พวกเขาก็ไม่ได้แก้ไขเรื่องนี้เช่นกัน และพวกเขาทุกคนต่างก็เพิกเฉยต่อเรื่องนี้  คนที่รายงานปัญหานี้รู้สึกอารมณ์เสีย พลางกล่าวว่า “คนพวกนี้เป็นแบบนี้กันหมดได้อย่างไร? พวกเขาไร้ความรับผิดชอบกับของถวายของพระเจ้าขนาดนี้ได้อย่างไร? พวกเขาถึงกับกล้ากระทำการหลอกลวงอย่างโจ่งแจ้งเสียด้วยซ้ำ!”  เขารู้สึกอารมณ์เสียเกี่ยวกับเรื่องนี้  วันหนึ่ง เมื่อเราไปเยี่ยมคนเหล่านั้น คนคนนั้นได้รายงานปัญหานี้ต่อเรา โดยกล่าวว่าคนที่ทำบัญชีนั้นสะเพร่า เขาทำบัญชีเละเทะ และท้ายที่สุดก็มีตัวเลขที่ไม่ตรงกัน  ถึงแม้ว่าปัญหานี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก แต่ท่าทีของแต่ละคนที่เกี่ยวข้องนั้นแตกต่างกัน  พวกที่เรียกว่าเป็นผู้ดูแลและผู้นำเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขปัญหานี้  พวกเขาไม่เพียงไม่ไล่คนทำบัญชีออกไปเท่านั้น แต่พวกเขายังหาข้อแก้ตัวมาปกป้องคนคนนั้นอีกด้วย  คนที่รายงานปัญหานี้ยังคงรายงานเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาถูกผู้คนมากมายกีดกัน  บอกเราทีเถิดว่า ในยามที่รายงานปัญหานี้ คนคนนี้มีความคิดเช่นไร?  หากเขามีท่าทีเช่นเดียวกับอีกคนหนึ่ง—คนที่กล่าวว่า “ก็แค่เงินสองร้อยดอลลาร์ คุณจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ทำไม? เวลาที่ศัตรูของพระคริสต์ยักยอก พวกเขายักยอกทีละตั้งหลายหมื่น”—เขาจะยังคงรายงานเรื่องนี้หรือไม่?  เขาย่อมจะไม่ทำเช่นนั้น  หากเขากล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เงินของฉัน ใครอยากจะยักยอกก็ปล่อยให้เขาทำไปเถิด—พวกเขาจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้เอง  อย่างไรเสียฉันก็ไม่ได้ยักยอกอะไร ดังนั้นฉันจึงไม่จำเป็นต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้” หรือ “ฉันได้รายงานเรื่องนี้ต่อกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจและบรรดาผู้นำคริสตจักรไปแล้ว และพวกเขาทุกคนก็ไม่สนใจฉัน ดังนั้นฉันจึงได้ทำส่วนของตัวเองแล้ว และไม่จำเป็นต้องใส่ใจอีกต่อไป”—หากเขามีท่าทีเช่นนี้ เขาจะยังคงยืนกรานที่จะรายงานเรื่องนี้อย่างไม่ลดละเช่นนั้นหรือไม่?  ย่อมไม่เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน อย่างมากที่สุดผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะหยุดหลังจากรายงานเรื่องนี้ต่อกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจแล้ว  แต่ในตอนที่คนคนนี้รายงานต่อกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ เขาได้ยินเราสามัคคีธรรมของเราเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัมพอดี  หลังจากที่ได้ฟังเขาก็รู้สึกตื้นตันใจ พลางคิดว่า “หลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า โนอาห์ก็ยึดมั่นในพระวจนะเหล่านั้นมานานหลายปีโดยไม่ถอยหนี  แต่พอฉันเจอความยากลำบากเล็กน้อยเช่นนี้ ฉันกลับไม่สามารถยืนหยัดต่อไปได้—นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนเราควรทำ!”  ดังนั้น เขาจึงยืนกรานที่จะรายงานต่อไปจนในที่สุดเรื่องนี้ก็ไปถึงเบื้องบน และเบื้องบนก็ได้จัดการกับปัญหานี้  พวกเจ้าคิดว่าในหมู่พวกเจ้ามีผู้คนเช่นนี้อยู่มากหรือไม่?  หากพวกเจ้าพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ พวกเจ้าจะยืนหยัดเช่นเดียวกับที่คนคนนี้ทำสักกี่คน?  พวกเจ้าจะเชื่อไว่าเงินสองร้อยดอลลาร์ไม่ได้มากมาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในหลักธรรมอย่างหนักแน่นหรือจริงจังถึงมากนัก และสามารถรอให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนกันเป็นจำนวนมากแล้วค่อยรายงานเช่นกันใช่หรือไม่?  พวกเจ้าจะคิดว่า “อย่างไรก็เสียฉันก็ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเองแล้ว  ส่วนจะแก้ไขหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบรรดาผู้นำ  ฉันเป็นเพียงผู้เชื่อธรรมดาคนหนึ่ง ฉันมีอำนาจเพียงเท่านี้ ฉันสามารถทำได้เพียงเท่านี้  ฉันได้รายงานไปแล้ว ฉันได้ลุล่วงภาระผูกพันของฉันแล้ว ที่เหลือไม่เกี่ยวกับฉัน” หรือไม่?  พวกเจ้าย่อมจะคิดเช่นนี้มิใช่หรือ?  และหากมีใครบางคนมากำราบเจ้า เจ้าก็จะไม่กล้ารายงานเรื่องนี้ใช่หรือไม่?  ในขั้นตอนการรายงานปัญหาดังกล่าว คนคนนี้เผชิญกับการกำราบ โดยมีบางคนชี้นิ้วและกล่าวโทษเขา และคอยหาทางทรมานเขาอยู่เสมอ  ผู้คนเหล่านี้ช่างมุ่งร้ายเหลือเกิน!  เราจำบุคคลสองสามคนนี้ได้—เหตุใดเราจึงจำพวกเขาได้?  พวกเขากินอาหารของพระนิเวศของพระเจ้าและเพลิดเพลินกับความจริงทั้งปวงที่พระเจ้าทรงจัดหา แต่พวกเขากลับมีท่าทีเช่นนี้ต่อของถวายของพระเจ้า  คนเหล่านี้ถือว่าเป็นคนของพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาไม่คู่ควร!  พวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้ตั้งมั่นในคำพยานของตน เพราะพวกเขาไม่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้  แต่ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำในสิ่งที่ควรจะทำได้เสียด้วยซ้ำ พวกเขายังสมควรที่จะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าต่อไปหรือไม่?  คนเช่นนี้สมควรได้รับการจดจำหรือไม่?  พวกเจ้าชอบคนเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  แล้วพวกเจ้าชอบคนประเภทใด?  (คนที่ปฏิบัติตามหลักธรรม คนที่ยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าจนถึงที่สุด)  เรารู้สึกขยะแขยงพวกคนไม่ได้เรื่องที่หวาดกลัวเมื่อเห็นสิ่งที่น่าเกรงขาม แต่กลับทำเก่งต่อหน้าคนที่ไร้เล่ห์มารยา  เรายังรู้สึกขยะแขยงบรรดาคนที่แว้งกัดมือของผู้ที่ให้อาหารพวกเขา คนที่ไม่สนใจในความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ฟังคำเทศนามาหลายปีแต่กลับไม่เข้าใจความจริงเลย หรือไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย และยังคงมีความรู้สึกคัดค้านและระแวดระวังพระเจ้าอยู่ลึกๆ ในหัวใจของพวกเขา  หากไม่มีกรณีที่ผู้คนเช่นนี้ทำชั่วอย่างชัดเจน พวกเขาก็อาจจะไม่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่เราก็รู้สึกขยะแขยงพวกเขา  ขยะแขยงมากเพียงใดหรือ?  มากเท่ากับที่ขยะแขยงศัตรูของพระคริสต์  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อขาย ทำการค้า และแลกเปลี่ยนโดยทำกำไรจากสิ่งนั้น  ขณะที่คนประเภทนี้อาจจะไม่ได้ทำกำไรจากพระวจนะของพระเจ้า แต่พวกเราก็คาดการณ์ได้จากท่าทีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าพวกเขาเป็นเหมือนศัตรูของพระคริสต์ ว่าพวกเขาไม่ได้เดินตามหนทางของพระเจ้า หรือมีท่าทีที่เรียบง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดที่พวกเขาควรมีต่อของถวายของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ และพวกเขาแว้งกัดคนที่ให้อาหารตน  พวกเขาเป็นคนประเภทใด?  พวกเขาคือยูดาสที่ทรยศองค์พระผู้เป็นเจ้าและมิตรสหายของตน  หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวนี้แล้ว พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?  พวกเจ้าสามารถปฏิบัติตามหลักธรรมและยึดมั่นในจุดยืนของพวกเจ้าในสถานการณ์เช่นนี้ได้หรือไม่?  หากเจ้าเป็นคนไม่ได้เรื่องที่มักจะหดหัว หวาดกลัวต่อกำลังบังคับของศัตรูของพระคริสต์อยู่เสมอ กลัวว่าจะถูกพวกเขาทรมาน กลัวว่ากำลังบังคับของพวกเขาจะทำร้ายเจ้า ในใจของเจ้าหวาดกลัวอยู่เสมอ และเจ้าขาดปัญญาในการตอบโต้กับสิ่งนี้ ยอมประนีประนอมให้ศัตรูของพระคริสต์อยู่เสมอ ไม่กล้ารายงานหรือเปิดโปงพวกเขา หรือหาคนมาผนึกกำลังกับเจ้าเพื่อปฏิเสธพวกเขา เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่คนที่สามารถตั้งมั่นในคำพยานของตนที่มีต่อพระเจ้าได้—เจ้าเป็นคนไม่ได้เรื่อง เป็นสิ่งที่แว้งกัดมือที่ให้อาหารตน  เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ โดยใช้พระวจนะเหล่านั้นในการกอบโกยผลกำไรมหาศาลอย่างไม่ถูกควรให้กับตนเอง ข่มขู่เจ้า และตัดการบำรุงเลี้ยงของเจ้า หากในสถานการณ์เช่นนี้เจ้ายังไม่สามารถปฏิเสธพวกเขาได้ เจ้าจะเป็นผู้ชนะหรือไม่?  เจ้าคู่ควรที่จะเป็นผู้ติดตามของพระคริสต์หรือไม่?  หากเจ้าไม่มีความสามารถที่จะได้รับพระวจนะและการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้เจ้าอย่างไม่คิดค่าใช้จ่ายเสียด้วยซ้ำ และไม่สามารถแม้แต่จะกิน ดื่ม หรือเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะไร้ค่าเพียงใดกันเล่า?

ข้อเท็จจริงที่เราเพิ่งสามัคคีธรรมไปคือการสำแดงบางประการของศัตรูของพระคริสต์ที่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  ศัตรูของพระคริสต์ไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง พวกเขาเพียงกวาดสายตาและอ่านพระวจนะของพระเจ้าแบบผ่านๆ เพื่อนำมาเสริมแต่งตนเองเท่านั้น  พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าราวกับเป็นสมบัติและทรัพย์สินส่วนตัวของตน เพื่อที่พวกเขาจะได้ทำธุรกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและผลประโยชน์ที่พวกเขาอยากได้ และเพื่อที่พวกเขาจะได้ควบคุมเสรีภาพในการอ่าน กิน และดื่มพระวจนะของพระเจ้าของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้คือคนชั่ว คือปีศาจ และผู้ไม่เชื่อ พวกเขาคือพวกเดียวกับผู้ไม่มีความเชื่อ!  ผู้ใดก็ตามที่ปรากฏตัวในพระนิเวศของพระเจ้าควรถูกขับไล่ ขับไล่ออกไปตลอดกาล!  เมื่อเผชิญหน้ากับคนเช่นนี้ พวกเจ้ากล้าที่จะปฏิเสธพวกเขาหรือไม่?  พวกเจ้ากล้าที่จะผนึกกำลังและเปิดโปงพวกเขาหรือไม่?  พวกเขาควรถูกเปิดโปง พวกเขาควรถูกปฏิเสธ  พระนิเวศของพระเจ้าปกครองโดยความจริง  หากเจ้าไม่มีวุฒิภาวะเช่นนี้ นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าและความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตภายในตัวเจ้า  หากเจ้าขี้ขลาด หวาดกลัวเหล่าซาตาน หวาดกลัวคนชั่ว ยอมประนีประนอมเพื่อรักษาตัวเองไว้แทนที่จะต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์ ต่อให้นั่นจะหมายถึงการไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าหรือได้รับพระวจนะเหล่านั้นก็ตาม เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สมควรอดอยากจนตาย และหากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีใครสงสารเจ้า  หากพวกเจ้าเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเจ้าควรเลือกและปฏิบัติอย่างไร?  เจ้าควรเปิดโปงพวกเขาในทันที  พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ พระวจนะเหล่านี้ถูกจัดเตรียมไว้ให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคน พระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะยึดหรือครอบครองพระวจนะของพระเจ้าไว้เพื่อตนเอง  พระวจนะของพระเจ้าควรได้รับการแจกจ่ายให้ประชากรที่ทรงเลือกสรรทุกคนที่ติดตามพระเจ้าอย่างให้เปล่าโดยไม่คิดค่าตอบแทน  ใครก็ตามที่ยึดพระวจนะเหล่านั้นไว้ เสาะแสวงที่จะกอบโกยผลกำไรมหาศาลอย่างไม่ถูกควรจากพระวจนะเหล่านั้น หรือมีแผนการส่วนตัวเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า ย่อมสมควรถูกสาปแช่ง  พวกเขาคือบุคคลที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรลุกขึ้นมาเปิดโปงและปฏิเสธ และพวกเขาก็ควรถูกคัดออกและตัดทิ้งไปเสีย

เนื้อหาสองประการที่เราสามัคคีธรรมในวันนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าอย่างไรใช่หรือไม่?  (ใช่)  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง และพวกเขาก็ไม่ได้หวงแหน ทะนุถนอม หรือปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นเป็นพระวจนะของพระผู้สร้างเลย  ในทางกลับกัน พวกเขาแสดงให้เห็นถึงเจตนาอันต่ำช้า น่ารังเกียจ และเกินบรรยายของพวกเขาในทุกโอกาส  พวกเขาเพียงปรารถนาที่จะใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายที่ไม่อาจเอ่ยถึงของตน และไม่ว่าในแง่ของสิ่งที่เป็นวัตถุหรือสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ พวกเขาก็ต้องการใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อได้มาซึ่งผลกำไรอย่างไม่ถูกควรให้กับตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและสิ่งของทางวัตถุ หรือเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของพวกเขาในการทำให้ผู้คนประจบสอพลอ เคารพยกย่อง เทิดทูน และติดตามพวกเขา  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับพระเจ้าและเป็นสิ่งที่ผู้คนควรปฏิเสธ  เมื่อใดก็ตามที่คนค้นพบว่ามีบุคคลเช่นนี้หรือมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พวกเขาควรลุกขึ้นมาเปิดโปงและปฏิเสธคนเหล่านั้น เพื่อหยุดยั้งไม่ให้บุคคลเช่นนั้นตั้งมั่นอยู่ท่ามกลางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  บางคนกล่าวว่าหากพวกเขาเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาจะรายงานต่อเบื้องบน แต่การนั้นก็นิ่งเฉยและเชื่องช้าเกินไป  หากเจ้าเพียงแค่รายงานสิ่งเหล่านี้ต่อเบื้องบน เช่นนั้นเจ้าก็ช่างไร้ค่า!  เจ้าได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามามากมายและได้ฟังคำเทศนามามากมาย แต่สิ่งที่เจ้ารู้มีเพียงการรายงานเท่านั้น—นี่หมายความว่าวุฒิภาวะของเจ้านั้นน้อยเกินไป!  แน่นอนว่าเจ้ามีวิธีการอื่นในการจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ใช่หรือไม่?  การรายงานต่อเบื้องบนเป็นทางเลือกสุดท้าย เป็นขั้นตอนที่ทำเมื่อจำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น  หากเจ้ามีจำนวนน้อยกว่า ด้อยกว่า และขาดวิจารณญาณ อีกทั้งไม่แน่ใจว่าใครบางคนเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือไม่ เจ้าก็อาจจะไม่กล้าเปิดโปงการสำแดงและการกระทำนานาประการของพวกเขา  แต่หากเจ้ามั่นใจว่าพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์และยังไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ ปฏิเสธ และเอาชนะพวกเขา เจ้าก็ย่อมไร้ค่าเหลือเกินมิใช่หรือ?  เจ้าไม่ได้นำความจริงเพียงเล็กน้อยที่เจ้าเข้าใจมาใช้ประโยชน์เลย  เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเข้าใจและได้ยินคือความจริง?  หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงไม่กล้าลุกขึ้นมาอย่างขึงขังและชอบธรรม และต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์เล่า?  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจปกครอง—เจ้าจะหวาดกลัวพวกเขาไปใย?  เว้นเสียแต่จะมีสถานการณ์ที่พวกเขาสามารถส่งตัวเจ้าให้ผู้มีอำนาจได้หากเจ้าบุ่มบ่ามเปิดโปงพวกเขา—ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านั้น เจ้าก็ควรระมัดระวัง ไม่ยั่วยุพวกเขา และใช้วิธีการที่ชาญฉลาดในการวิพากษ์วิจารณ์และทำลายความน่าเชื่อถือของพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างแยบยล ค่อยๆ กำจัดพวกเขาออกไป  การกำจัดพวกเขาออกไปเงียบๆ นั้นน่าประทับใจกว่ามิใช่หรือ?  (ใช่)  เอาละ ขอจบการสามัคคีธรรมในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้  ลาก่อน!

12 กันยายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หก)

ถัดไป: ประการที่สิบเอ็ด: พวกเขาไม่ยอมรับการตัดแต่ง ทั้งพวกเขายังไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจเมื่อพวกเขากระทำผิด แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและทำการตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger