ประการที่สิบเอ็ด: พวกเขาไม่ยอมรับการตัดแต่ง ทั้งพวกเขายังไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจใหม่เมื่อพวกเขากระทำการสิ่งที่ผิดอันใด แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประการที่สิบเอ็ดเรื่องการสำแดงอันหลากหลายของศัตรูของพระคริสต์ที่ว่า “พวกเขาไม่ยอมรับการตัดแต่ง ทั้งพวกเขายังไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจใหม่เมื่อพวกเขากระทำการสิ่งที่ผิดอันใด แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย”  ประการนี้มีเนื้อหาเฉพาะเกี่ยวกับวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง กล่าวคือ ท่าทีของพวกเขาเมื่อเผชิญหน้ากับการนี้ และสิ่งที่พวกเขาทำต่อจากนั้น รวมถึงการสำแดงใดบ้างที่พวกเขามีในขณะที่เก็บงำท่าทีนี้ไว้  พวกเราได้สามัคคีธรรมในเนื้อหาถึงวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งกันไปแล้วใช่หรือไม่?  (ใช่ เรื่องนี้ถูกกล่าวครอบคลุมไปแล้วในระหว่างสามัคคีธรรมถึงวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อโอกาสที่เป็นไปได้ในภายหน้าและโชคชะตาของตัวเอง)  ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีอย่างไรต่อการถูกตัดแต่ง?  คราวนั้นพวกเราสามัคคีธรรมถึงคำกล่าวที่ขึ้นชื่อซึ่งศัตรูของพระคริสต์ใช้พูดเวลาถูกตัดแต่งไปแล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขามีคำกล่าวที่ขึ้นชื่ออยู่สองอย่างสำหรับสถานการณ์แบบนี้  หนึ่งคือ “พระเจ้าทรงชอบธรรม และฉันเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่คนบางคน!” และอีกหนึ่งก็คือ “คุณอ่อนประสบการณ์เกินกว่าจะมาตัดแต่งฉัน  ถ้าฉันไม่ได้เชื่อในพระเจ้าละก็ ฉันจะไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น!”  หนำซ้ำพวกเขายังเกลียดใครก็ตามที่ตัดแต่งตน และนอกจากนั้น ทันทีที่พวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาก็คะเนไปว่าตนกำลังจะถูกกำจัด  ในตอนสุดท้าย พวกเรายังได้สามัคคีธรรมกันถึงการที่พวกเขาไม่เพียงปฏิเสธที่จะยอมรับการตัดแต่งเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดไปทั่วอีกด้วย  นั่นคือสิ่งที่พวกเราเสวนากันไปไม่ใช่หรือ?  (ใช่)

I. สาเหตุที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง

เราเพิ่งทวนสั้นๆ ถึงสามัคคีธรรมก่อนหน้านี้ของพวกเราเกี่ยวกับวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่งเมื่อการนั้นส่งผลต่อผลประโยชน์ส่วนตนของพวกเขา  วันนี้พวกเรากำลังจะสามัคคีธรรมและชำแหละเรื่องนี้จากอีกมุม และมาดูว่าศัตรูของพระคริสต์เผยอุปนิสัยเฉพาะอันใดออกมาบ้างยามที่ตนถูกตัดแต่ง อีกทั้งพวกเขามีท่าทีจำพวกใดและมีทัศนะอันเจาะจงอย่างไรบ้าง และพวกเราจะชำแหละอุปนิสัยของพวกเขาไปบนพื้นฐานของทัศนะเหล่านี้  เนื่องจากการนี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อการตัดแต่ง ดังนั้นพวกเรามาสามัคคีธรรมถึงเหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งกันเสียก่อนเถิด  การตัดแต่งไม่ใช่สิ่งที่ทำไปโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ดังนั้น การนี้จะเกิดกับศัตรูของพระคริสต์ในบริบทใดและภายใต้สภาพการณ์ใดหรือ?  นั่นแค่จะเป็นเพราะคนผู้นั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์หรือ?  คนบางคนพูดว่า “ใครก็ตามที่มีสถานะ ใครก็ตามที่เป็นจุดสนใจก็จะจบลงตรงการถูกตัดแต่ง”  นี่จริงแท้หรือไม่?  (ไม่จริงแท้)  เช่นนั้นพวกศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดจึงเป็นเหตุให้พวกเขาถูกตัดแต่ง?  หากพวกเขาทำความผิดพลาดธรรมดา พวกเขาจะถูกตัดแต่งอย่างหนักข้อหรือไม่?  เรื่องนี้ควรถูกสามัคคีธรรมไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เหตุใดพวกศัตรูของพระคริสต์จึงถูกตัดแต่ง?  เมื่อมองเชิงทฤษฎี พวกศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยอันโอหัง พวกเขาไม่นบนอบความจริง พวกเขาไม่รักพระวจนะของพระเจ้าหรือสิ่งที่เป็นบวก พวกเขารังเกียจความจริง พวกเขาเกลียดความจริง และพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นพวกเขาจึงควรถูกตัดแต่งหรือถูกเปิดโปงอย่างไร้ความกรุณาด้วยซ้ำ  ถ้อยแถลงนี้ถูกต้องหรือไม่?  บนพื้นฐานของสิ่งที่พวกเขาสำแดงและเผยออกมา พวกเขาสามารถถูกจัดหมวดหมู่ว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นพวกเขาจึงสมควรถูกตัดแต่งและถูกเปิดโปงอย่างไร้ความกรุณาด้วยซ้ำ ไม่ว่าพวกเขาถูกตัดแต่งอย่างไร พวกเขาก็ไม่คู่ควรแก่ความเวทนา พวกเขาควรถูกปฏิเสธ และทุกคนล้วนมีเหตุผลอันชอบธรรมทั้งสิ้นในการตัดแต่งพวกเขา  สิ่งต่างๆ เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เจ้าแน่ใจหรือ?  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงถูกตัดแต่ง?  เราเพิ่งเอ่ยถึงเหตุผลหลายประการสำหรับเรื่องนี้  บางคนในหมู่พวกเจ้าอาจรู้สึกว่าเหตุผลเหล่านั้นไม่ถูกต้อง แต่เจ้าก็ไม่แน่ใจ นี่เป็นเพราะพวกเจ้าเข้าใจเพียงคำสอนเท่านั้น และไม่อาจมองทะลุปรุโปร่งของแก่นแท้ของการนี้  ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเจ้าไม่ได้ตระหนักรู้ในเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเจ้ายังไม่เห็นเหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งอย่างถ่องแท้  ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจเพียงคำสอนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าศัตรูของพระคริสต์ควรถูกตัดแต่งและเปิดโปงอย่างไร้ความกรุณา แต่พวกเขาก็ขาดวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับพฤติกรรมที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์ นี่บ่งชี้ว่าพวกเขาไม่สามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของประเด็นปัญหานี้ หรือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  พวกที่ไม่มีความเป็นจริงความจริงเข้าใจเพียงคำสอนเท่านั้น พวกเขานำข้อบังคับทั้งหลายมาประยุกต์ใช้อย่างมืดบอด ดังนั้นหากได้มีศัตรูของพระคริสต์กำลังทำบางสิ่งอยู่จริงๆ พวกเขาก็คงไม่อาจรู้เท่าทันสิ่งนั้นได้

เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงอาจจะถูกตัดแต่ง?  เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก—นั่นก็เนื่องมาจากการสำแดงสารพัดของพวกเขา รวมทั้งพฤติกรรมกับการปฏิบัติทั้งหลายที่เผยออกมาจากแก่นแท้ของพวกเขา  แล้วอะไรคือการปฏิบัติ พฤติกรรม และการสำแดงเหล่านี้?  สิ่งแรกคือ พวกศัตรูของพระคริสต์สถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเอง  เนื่องจากแก่นแท้แบบศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจึงแก่งแย่งกับพระเจ้าเพื่อให้ได้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร รวมทั้งแก่งแย่งเพื่อให้ได้เขตอิทธิพลและหัวใจของผู้คน—ทั้งหมดนี้คือการที่พวกเขาสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเอง  ยามที่ใครบางคนกำลังสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเองอยู่นั้น พวกเขากำลังทำหน้าที่ของตนหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขากำลังประกอบกิจการของตัวเอง กำลังบริหารจัดการแวดวงอิทธิพลและสิทธิอำนาจของตัวเอง กำลังพยายามให้ได้รับอำนาจควบคุมเขตอิทธิพลของตนแต่เพียงผู้เดียวเพื่อสร้างฝักฝ่ายของตัวเอง ชักนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด เพื่อให้คนเหล่านั้นปฏิเสธพระเจ้าและติดตามพวกตนแทน  นี่ไม่ใช่การทำหน้าที่ของตน แต่เป็นการดวลกันกับพระเจ้า  เมื่อศัตรูของพระคริสต์แสดงการสำแดงเหล่านี้ออกมาให้เห็น เมื่อพวกเขาทำสิ่งเหล่านี้ พวกเขาควรถูกตัดแต่งหรือไม่?  (ควร)  นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลให้ตัดแต่งศัตรูของพระคริสต์ใช่หรือไม่  นี่คือหนึ่งในการสำแดงเฉพาะของพวกเขาใช่หรือไม่?  (ใช่)  เช่นนั้นเหตุใดเมื่อครู่นี้พวกเจ้าจึงไม่สามารถพูดแบบนั้นได้?  คำพูดเหล่านี้อยู่ทั้งในจิตใจและที่ริมฝีปากของพวกเจ้าไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  การสำแดงนี้ขัดแย้งกับเหตุผลทางทฤษฎีที่เราเพิ่งเอ่ยไปหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้ต่างกันอย่างไร?  (เหตุผลเหล่านั้นค่อนข้างทั่วไป ในขณะที่การสำแดงที่พระเจ้าเพิ่งเอ่ยไปนั้นมีรายละเอียด—นั่นเป็นการสำแดงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของศัตรูของพระคริสต์)  เหตุผลเหล่านั้นที่ถูกเอ่ยถึงไปก่อนหน้านี้เป็นเหตุผลทั่วไป เป็นแค่คำสอนบางอย่าง เหตุผลเหล่านั้นไม่ใช่เหตุผลที่เฉพาะเจาะจงว่าทำไมศัตรูของพระคริสต์จึงถูกตัดแต่งแต่อย่างใดเลย  การสำแดงนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เป็นจริง  การสำแดงแรกก็คือ พวกเขาพยายามสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเอง  การสำแดงที่สองคือการแอบชักใย  การสำแดงนี้มีธรรมชาติเดียวกันกับการพยายามสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเอง แต่การปฏิบัติเฉพาะทั้งหลายนั้นต่างกัน  ดังนั้นการแอบชักใยหมายความว่าอย่างไร?  นี่เป็นศัพท์เฉพาะในเชิงลบหรือเชิงบวก?  คำนี้มีความโดยนัยเป็นเชิงยกย่องหรือดูหมิ่น? (ความหมายโดยนัยเชิงดูหมิ่น)  โดยปกตินั้นการแอบชักใยหมายความว่าอย่างไร?  คำนี้ประกอบด้วยการสำแดงประเภทใดบ้าง?  (การที่ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งทั้งหลายอยู่หลังฉากเพื่อที่จะทำให้สถานะของตนมั่นคง  ตัวอย่างเช่น ระหว่างการเลือกตั้งของคริสตจักร พวกเขาซื้อเสียงหลังฉาก)  นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ประกอบอยู่ในคำนี้  กล่าวสั้นๆ ก็คือ การสำแดงประเภทนี้หมายถึงการทำบางสิ่งอย่างแฝงเร้นโดยปราศจากการหารือกับผู้อื่น ปราศจากความโปร่งใส การชักใยสถานการณ์ลับหลังทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ยอมให้เบื้องบนหรือผู้นำรู้เรื่องนั้น  ศัตรูของพระคริสต์ทำบางสิ่งอย่างลับๆ โดยรู้ดีอยู่เต็มอกว่าสิ่งเหล่านั้นสวนทางกับหลักธรรมและไม่ตรงตามความจริง สิ่งเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อพระนิเวศของพระเจ้าจริงๆ และพระเจ้าทรงเกลียดชังสิ่งเหล่านั้น  พวกเขายังคงยืนกรานทำสิ่งเหล่านั้นโดยใช้เล่ห์กลของซาตานและกลวิธีแบบมนุษย์เพื่อชักใยสถานการณ์ จากนั้นพวกเขาจึงกระทำการอย่างลับๆ  อะไรคือเป้าหมายของพวกเขาที่อยู่เบื้องหลังการทำสิ่งทั้งหลายอย่างลับๆ?  เป้าหมายหนึ่งก็คือเพื่อยึดอำนาจ และอีกเป้าหมายก็เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ใดก็ตามที่ตนต้องการ  เพื่อปลายทางเหล่านี้ พวกเขาจึงทำสิ่งทั้งหลายที่ละเมิดหลักธรรมความจริง กฎเกณฑ์ของคริสตจักร เจตนารมณ์ของพระเจ้า และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มโนธรรมของตัวพวกเขาเอง  ไม่มีความโปร่งใสอยู่ในการกระทำของพวกเขา—พวกเขาเก็บซ่อนสิ่งทั้งหลายจากทุกคน หรือไม่พวกเขาก็บอกพวกที่สมรู้ร่วมคิดไม่กี่คนที่อยู่ภายในแวดวงอิทธิพลของตนเอง เพื่อให้ตัวเองสามารถสัมฤทธิ์เป้าหมายของการควบคุมสถานการณ์ การปิดหูปิดตาพวกผู้นำระดับบนกับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  การแอบชักใยหมายความว่าพวกเขาทำการตัดสินใจบางอย่างและจัดวางเรียบเรียงบางสิ่งในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ไหวทันโดยสิ้นเชิง และหลังจากที่สิ่งเหล่านี้ผ่านไปแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ที่มาที่ไป หรือรู้ว่าใครเป็นคนเริ่มสิ่งเหล่านี้ หรืออันที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น  เหตุใดผู้คนส่วนใหญ่จึงอยู่ในความมืดมน?  นี่คือความเลว ความชั่วร้ายของศัตรูของพระคริสต์  ในการกระทำของพวกเขานั้นจงใจตบตาเหล่าพี่น้องชายหญิง ผู้นำระดับบน รวมถึงเบื้องบน  ไม่ว่าเจ้าพยายามซอกแซกในสิ่งเหล่านี้อย่างไรหรือถามใคร ก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือต้นเหตุที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงไม่รู้เลยว่าได้เกิดอะไรขึ้น  นี่คือการแอบชักใย  นี่เป็นกลวิธีทั่วไปที่พวกศัตรูของพระคริสต์ใช้กัน—เมื่อพวกเขาต้องการทำสิ่งใด พวกเขาก็วางกลอุบายและวางแผนเป็นการส่วนตัวโดยปราศจากการหารือกับผู้อื่น  หากพวกเขาไม่มีใครที่ตนไว้ใจ พวกเขาก็วางกลอุบายอยู่ในหัวของตัวเอง หากพวกเขามีคนสมรู้ร่วมคิดอยู่บ้าง เช่นนั้นพวกเขาก็จะร่วมกันวางกลอุบายและวางแผนกันอย่างลับๆ และใครก็ตามที่อยู่ในแวดวงอิทธิพลของพวกเขาก็จะกลายเป็นเป้าของการชักใยและการวางแผนการของพวกเขา  อะไรคือลักษณะเฉพาะเบื้องต้นของการปฏิบัติประเภทนี้?  ลักษณะเฉพาะนั้นก็คือการขาดความโปร่งใส โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นและกำลังถูกใช้เป็นของเล่น ชักใย รวมทั้งถูกพวกศัตรูของพระคริสต์ชักพาไปในทางที่ผิดขณะอยู่ในสภาวะของความสับสน  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงทำการแอบชักใย และไม่กระทำในหนทางที่เปิดกว้างและโปร่งใส หรือยอมให้ทุกคนมีสิทธิ์รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น?  นั่นเป็นเพราะพวกเขารู้ดีที่สุดและรู้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นไม่ตรงตามหลักธรรมหรือกฎเกณฑ์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า อีกทั้งพวกเขากำลังก่อความประพฤติผิดอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ  พวกเขารู้ว่าหากผู้คนส่วนใหญ่ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาได้กำลังทำอยู่ พวกเขาบางคนคงลุกขึ้นต่อต้านตน และหากผู้นำระดับบนได้รู้ พวกเขาก็คงถูกตัดแต่งและปลดออก เช่นนั้นสถานะของพวกเขาก็คงตกอยู่ในความเสี่ยง  นั่นคือเหตุผลที่พวกเขานำเอาวิธีการแอบชักใยมาใช้ในบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาทำและไม่ยอมให้ผู้อื่นรู้ถึงสิ่งเหล่านั้น  ผลที่ตามมาจากการแอบชักใยของพวกเขาเป็นคุณประโยชน์ต่องานแห่งคริสตจักรและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรือไม่?  สิ่งเหล่านั้นให้ความเจริญใจแก่ทุกคนหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่  ผู้คนส่วนใหญ่ถูกตบตาและชักพาไปในทางที่ผิด และไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใดเลยจากวิธีการนี้  วิธีการแอบชักใยนี้ที่พวกศัตรูของพระคริสต์นำมาใช้นั้นตรงกับหลักธรรมความจริงหรือไม่?  การกระทำนี้เป็นไปตามข้อกำหนดของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้นเมื่อการสำแดงเหล่านี้ที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำการแอบชักใยถูกค้นพบ พวกศัตรูของพระคริสต์ควรถูกตัดแต่งหรือไม่?  พวกเขาควรถูกเปิดโปงและปฏิเสธหรือไม่?  (ควร)  การทำการแอบชักใยเป็นการสำแดงที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งของพวกศัตรูของพระคริสต์

การสำแดงอื่นใดอีกที่เหมือนกันทั่วไปยามที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำงาน?  (พวกศัตรูของพระคริสต์กดข่มและทรมานผู้คนเพื่อเห็นแก่สถานะของตนเอง)  การทรมานผู้อื่นคือสิ่งที่เหมือนกันทั่วไปที่สุดสำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์ และเป็นหนึ่งในการสำแดงอันเป็นรูปธรรมของพวกเขา  เพื่อที่จะดำรงสถานะของตนไว้ พวกศัตรูของพระคริสต์เรียกร้องให้ทุกคนเชื่อฟังและใส่ใจในตัวพวกเขาเสมอ  หากพวกเขาพบว่าใครบางคนไม่ใส่ใจในตัวพวกเขา หรือชิงชังรังเกียจและขัดขืนต่อพวกเขา พวกเขาก็จะนำกลวิธีของการกดข่มและทรมานมาใช้กับคนผู้นั้นเพื่อที่จะกำราบเขา  บ่อยครั้งที่พวกศัตรูของพระคริสต์กดข่มบรรดาผู้ที่เห็นต่างจากพวกเขา  บ่อยครั้งที่พวกเขากดข่มผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดี  บ่อยครั้งที่พวกเขากดข่มผู้คนที่ค่อนข้างอยู่ในทำนองคลองธรรมและมีความซื่อตรงซึ่งไม่ประจบประแจงหรือเลียแข้งเลียขาพวกเขา  พวกเขากดข่มผู้คนที่ไม่คล้อยตามหรือยอมตามพวกเขา  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นบนพื้นฐานของหลักธรรมความจริง  พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม  เมื่อพวกเขาไม่ชอบใครบางคน เมื่อใครบางคนดูเหมือนไม่ได้มีใจยอมจำนนต่อพวกเขา พวกเขาก็หาโอกาสและข้อแก้ตัว อีกทั้งถึงกับมีข้ออ้างสารพัดที่จะโจมตีและทรมานคนผู้นั้นไปจนถึงขั้นที่ใช้การทำงานของคริสตจักรเป็นธงในการกดข่มเขา  พวกเขาไม่ลดละจนกว่าผู้คนจะกลายเป็นว่านอนสอนง่ายและไม่กล้าปฏิเสธพวกเขา พวกเขาไม่ลดละจนกว่าผู้คนจะยอมรับรู้สถานะและอำนาจของพวกเขา ยิ้มแย้มทักทายพวกเขา แสดงการสนับสนุนรับรองและการยอมตามพวกเขา อีกทั้งไม่กล้าที่จะคิดอะไรเกี่ยวกับพวกเขา  ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ในกลุ่มใด คำว่า “ความเป็นธรรม” ก็ไม่มีอยู่จริงในการปฏิบัติของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อผู้อื่น และคำว่า “เปี่ยมรัก” ก็ไม่มีอยู่จริงในการปฏิบัติของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อเหล่าพี่น้องชายหญิงผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  พวกเขาถือว่าผู้ใดก็ตามที่ก่อการคุกคามต่อสถานะของพวกเขาเป็นเสี้ยนหนามและหอกข้างแคร่ของพวกเขา และพวกเขาก็จะหาโอกาสและข้ออ้างทั้งหลายเพื่อทรมานคนเหล่านั้น  หากคนผู้นั้นไม่ยอมอ่อนข้อ พวกเขาก็ทรมานเขา และไม่หยุดจนกว่าคนผู้นั้นจะถูกกำราบ  การที่ศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนี้นั้นไม่ตรงตามหลักธรรมความจริงอย่างมาก และเป็นปฏิปักษ์กับความจริง ดังนั้นพวกเขาควรถูกตัดแต่งหรือไม่?  ไม่เพียงเท่านั้น—ต้องถึงขั้นเปิดโปง ใช้วิจารณญาณแยกแยะ และจัดหมวดหมู่พวกเขาเท่านั้นจึงจะเป็นผล  ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อทุกคนตามการเลือกชอบ เจตนา และจุดมุ่งหมายของตนเอง  ภายใต้สิทธิอำนาจของพวกเขา ผู้ใดก็ตามที่มีสำนึกแห่งความยุติธรรม ผู้ใดก็ตามที่สามารถพูดจาอย่างเป็นธรรม ผู้ใดก็ตามที่กล้าต่อสู้กับความอยุติธรรม ผู้ใดก็ตามที่ยึดมั่นต่อหลักธรรมความจริง ผู้ใดก็ตามที่มีความสามารถพิเศษและมีการเรียนรู้อย่างแท้จริง ผู้ใดก็ตามที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า—ผู้คนเช่นนั้นล้วนแต่จะถูกศัตรูของพระคริสต์ริษยา และพวกเขาจะถูกกดข่ม กีดกันออก และถึงกับเหยียบย่ำอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของศัตรูของพระคริสต์จนถึงจุดที่พวกเขาไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก  เช่นนั้นคือความเกลียดชังที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ปฏิบัติต่อผู้คนที่ดีงามและบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  นั่นพูดได้ว่าผู้ที่ศัตรูของพระคริสต์อิจฉาและปราบปรามนั้นส่วนใหญ่เป็นคนดีและเป็นบุคคลสำคัญในทางบวกไม่มากก็น้อย  พวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้คนที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงใช้ได้ ที่พระเจ้าจะทรงทำให้เพียบพร้อม  ในการนำกลวิธีของการกดข่มและการกีดกันออกเช่นนั้นมาใช้กับผู้คนเหล่านั้นที่พระเจ้าจะทรงใช้ ช่วยให้รอด และทำให้เพียบพร้อมนั้น พวกศัตรูของพระคริสต์คือคู่ต่อสู้ของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  พวกเขาเป็นผู้คนที่ขัดขืนพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  เมื่อพวกเขารู้สึกริษยา โจมตี และกีดกันบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงแบบนี้ พวกเขากำลังก่อกวนงานแห่งคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยตรง  ศัตรูของพระคริสต์ประเภทนี้ไม่เพียงเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าผู้ทรงประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นปรปักษ์ต่อบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าและบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง  นี่คือศัตรูของพระคริสต์ของแท้  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรใช้วิจารณญาณแยกแยะต่อการสำแดงประเภทนี้ของศัตรูของพระคริสต์ใช่หรือไม่?  พวกเขาควรเปิดโปงและปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  อุปนิสัยประเภทนี้ที่ศัตรูของพระคริสต์มีอยู่นั้นสามารถแก้ไขได้โดยการสามัคคีธรรมความจริงหรือไม่?  อุปนิสัยของพวกเขาเป็นอุปนิสัยที่เกลียดความจริงและพระเจ้า และพวกเขาจะไม่ยอมรับหรือนบนอบความจริงอย่างสิ้นเชิง  เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่จะรับมือกับศัตรูของพระคริสต์ของแท้เช่นนั้นก็คือการเปิดโปง ใช้วิจารณญาณแยกแยะ และจากนั้นก็ปฏิเสธผู้คนเช่นนั้น  นี่ตรงตามหลักธรรมความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยทั้งหมดทั้งสิ้น  ชัดเจนว่าการที่ศัตรูของพระคริสต์ทรมานประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในหนทางนี้ก็คือการที่พวกเขาตั้งตัวประจัญหน้ากับพระเจ้า และแก่งแย่งกับพระเจ้าเพื่อให้ได้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร  พวกเขาอิจฉาและเกลียดบรรดาผู้ที่ตนเองไม่สามารถควบคุมและชักพาให้หลงผิดได้  พวกเขาไม่สามารถได้รับผู้คนเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้พระเจ้าทรงได้รับผู้คนเหล่านี้เช่นกัน  ในหนทางนี้ พวกเขากำลังเล่นบทซาตานในคริสตจักรที่แก่งแย่งกับพระเจ้าเพื่อให้ได้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และนำพาอันตรายและความย่อยยับมาสู่ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่หรือ?  พวกศัตรูของพระคริสต์ปรารถนาที่จะกดข่มประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ใต้อำนาจของพวกเขา กันไม่ให้พระเจ้าทรงได้รับพวกเขา ทั้งพวกเขายังปรารถนาที่จะชักพาบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าทั้งหมดให้หลงผิด และทำให้ผู้คนเหล่านี้ติดตามพวกเขา ทำลายโอกาสแห่งความรอดของผู้คนเหล่านี้อีกด้วย  ถึงตอนนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะได้สัมฤทธิ์เป้าหมายของตน  ศัตรูของพระคริสต์ที่ทำอันตรายผู้คนจนตายไม่ใช่ศัตรูตัวฉกาจของพระเจ้าหรอกหรือ?  พวกเจ้าควรสามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกเขา

พวกศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงอื่นใดอีกบ้าง?  (พวกเขาขัดต่อการจัดการเตรียมการงานและแค่ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง)  มีความคล้ายคลึงระหว่างการสำแดงนี้กับการสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของคนเราเองและการแอบชักใย แต่ก็เป็นการสำแดงเฉพาะอย่างหนึ่งเช่นกัน  ศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเองอย่างไร?  (เบื้องบนบัญญัติการจัดการเตรียมการงานเพื่อกำหนดให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรใช้วิจารณญาณแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ แต่ศัตรูของพระคริสต์บางคนไม่นำการจัดการเตรียมการงานเหล่านี้มาดำเนินการให้เป็นผล แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาใช้ข้ออ้างที่ว่า “คุณสามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะผู้คนอื่นได้ก็ต่อเมื่อคุณสามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะตัวเองได้เท่านั้น” เพื่อให้ทุกคนทำความรู้จักตนเองอันเป็นการกันไม่ให้เหล่าพี่น้องชายหญิงใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกผู้นำเทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์)  นี่เป็นการต่อต้านการจัดการเตรียมการงานของเบื้องบน รวมทั้งเป็นการทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง  อะไรอื่นอีก?  (พวกศัตรูของพระคริสต์มีแนวคิดของตัวเองเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการงานของเบื้องบน  ดูภายนอกเหมือนพวกเขาสามารถนำการจัดการเตรียมการงานเหล่านี้ไปดำเนินการให้เป็นผล และพวกเขากำลังสามัคคีธรรมกับเหล่าพี่น้องชายหญิง แต่พวกเขาไม่เคยติดตามผลงานหรือติดตามถามไถ่ถึงสิ่งเหล่านี้ และแค่เมินเฉยหลังจากนั้น)  โดยเบื้องต้นนั้น การที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเองหมายความว่าไม่ว่าเบื้องบนกำลังจัดการเตรียมการงานใด หรือไม่ว่าเบื้องบนกำหนดงานใดให้บรรดาผู้ที่อยู่ในระดับล่างนำไปดำเนินการให้เป็นผล พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะละเลย เพิกเฉย ไม่ถ่ายทอด และไม่นำงานนั้นมาดำเนินการให้เป็นผล และจากนั้นพวกเขาก็จะทำสิ่งที่ตนต้องการ สิ่งที่ตนเต็มใจทำ และสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง  ตัวอย่างเช่น ในการออกหนังสือพระวจนะของพระเจ้าไปตามหลักธรรมของคริสตจักรในการแจกจ่ายหนังสือ ทุกคนที่ดำเนินชีวิตคริสตจักรปกติต้องได้มีหนังสือหนึ่งเล่ม  แต่เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นแบบนี้ พวกเขาก็คิดว่า “หนังสือหนึ่งเล่มสำหรับทุกคนหรือ?  นั่นจะเป็นข้อตกลงที่ไม่คุ้มสำหรับฉันไม่ใช่หรือ?  หนังสือคนละเล่มเป็นไปไม่ได้หรอก—ฉันต้องดำเนินการและนำงานนี้มาทำให้เป็นผลบนพื้นฐานของสิ่งที่แต่ละคนคิดกับฉันโดยเฉพาะ  ไม่ควรแค่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตคริสตจักรปกติ แต่เกี่ยวกับผู้ที่โดยทั่วไปแล้วมอบของถวายมากกว่า  ผู้คนที่ไม่มอบของถวายใดหรือผู้ที่ยากจนไม่ควรได้หนังสือโดยไม่มีข้อยกเว้น  ถ้าพวกเขาขอฉันเล่มหนึ่งและไม่ยอมควักเงิน เช่นนั้นฉันก็จะตัดสินใจว่าจะให้หนังสือแก่พวกเขาหรือไม่บนพื้นฐานการกระทำของพวกเขา”  นี่เป็นการทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรมหรือไม่?  พวกเขากำลังทำอะไร?  พวกเขากำลังทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง  การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเองหมายถึงการจัดตั้งนโยบายของตัวเองนอกเหนือการจัดการเตรียมการงานที่มีอยู่ โดยกระทำการไปตามนโยบายเหล่านั้นในคริสตจักรประจำท้องถิ่นของตน ไม่นำการจัดการเตรียมการงานนั้นและหลักธรรมทั้งหลายที่กำหนดโดยพระนิเวศของพระเจ้ามาดำเนินการให้เป็นผลแต่อย่างใดเลย และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับทำตามจุดมุ่งหมายและเป้าหมายของตนเอง  พวกเขาแสดงท่าชัดเจนว่าแจกจ่ายหนังสือมาโดยตลอด และดูเหมือนว่ากิจนั้นเสร็จบริบูรณ์แล้ว  แต่อะไรคือพื้นฐานของการที่พวกเขาทำเช่นนี้?  นั่นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการจัดการเตรียมการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือกฎเกณฑ์ของคริสตจักร แต่อยู่บนพื้นฐานของนโยบายของตัวเอง แนวทางของตัวเอง  นี่คือการทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง  พวกเขาไม่แสดงให้เห็นการนบนอบการจัดการเตรียมการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าแต่อย่างใดเลย พวกเขาไม่สามารถนำการจัดการเตรียมการงานเหล่านั้นมาใช้หรือมาดำเนินการให้เป็นผลอย่างเคร่งครัด และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแอบสร้างกฎเกณฑ์และข้อบังคับของตัวเองมากมายที่พวกเขาใช้ปฏิบัติและนำมาดำเนินการให้เป็นผลภายในคริสตจักรประจำท้องถิ่นของตน  นี่ไม่ใช่เพียงการจัดตั้งอาณาจักรเอกเทศของตนเอง ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ นี่เป็นการทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง  อีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อพวกเขานำการจัดการเตรียมการงานมาดำเนินการให้เป็นผลในคริสตจักรประจำท้องถิ่นของตัวเอง เหล่านี้เป็นการจัดการเตรียมการของตัวเอง เป็นบางสิ่งที่แตกต่างจากการจัดการเตรียมการงานที่บัญญัติโดยเบื้องบนและถูกนำไปดำเนินการให้เกิดผลในคริสตจักรอื่นๆ  โดยผิวเผินนั้น พวกเขาได้แสร้งทำท่าพอเป็นพิธี พวกเขาได้รับการจัดการเตรียมการงานมาอ่านแล้ว แต่พวกเขามีวิธีการของตัวเองว่าจะนำการจัดการเตรียมการงานเหล่านั้นมาดำเนินการให้เป็นผลโดยเฉพาะอย่างไร  พวกเขาเพียงแค่เมินเฉยต่อการจัดการเตรียมการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และละเมิดการจัดการเตรียมการงานเหล่านั้นอย่างเปิดเผย  นี่เรียกว่าการทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง?  (พวกเขาต้องการใช้อำนาจภายในคริสตจักร และพวกเขาต้องการมีอำนาจตัดสินเด็ดขาดในทุกสิ่งทุกอย่าง)  ถูกต้อง  พวกเขาแค่ต้องการกุมอำนาจ พวกเขามองหาและฉวยคว้าทุกโอกาสที่จะได้รับอำนาจและควบคุมผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นใส่ใจตน เชื่อฟังตน และเกรงกลัวตน  พวกเขาปรารถนาที่จะใช้การปฏิบัติที่ต่างไปของตนเพื่อควบคุมผู้อื่น เพื่อทำให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาเท่านั้นที่กุมอำนาจในสถานที่นี้และไม่ใช่คนอื่น ว่าเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ผู้อื่นจะไม่ผ่านทางพวกเขา ข้ามหน้าข้ามตาพวกเขา และไม่มีใครเหนือกว่าพวกเขา  โดยเบื้องต้นแล้วพวกเขาต้องการยึดอำนาจและควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ชัดเจนมากว่าการที่ศัตรูของพระคริสต์ประพฤติในหนทางนี้ไม่ใช่การรับมือกับสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรมความจริงหรือข้อกำหนดแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำสักคนหรือผู้ใดก็ตามที่กำลังทำหน้าที่ของตนไปตามปกติควรทำ  ดังนั้นเมื่อศัตรูของพระคริสต์แสดงให้เห็นชัดถึงการสำแดงนี้ พวกเขาควรถูกตัดแต่งหรือไม่?  พวกเขาควรถูกเปิดโปงและปฏิเสธหรือไม่?  (ควร)

อะไรอีกบ้างที่เป็นการสำแดงอื่นของพวกศัตรูของพระคริสต์?  (พวกศัตรูของพระคริสต์ขโมยของถวาย ใช้จ่ายเงินของพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อความเพลิดเพลินยินดีของตัวเอง และสำราญอยู่ในสิทธิพิเศษทั้งหลาย)  การสำราญอยู่ในสิทธิพิเศษทั้งหลายเป็นการสำแดงเฉพาะแบบหนึ่ง  ทันทีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ได้รับสถานะก็ไม่มีอะไรฉุดพวกเขาอยู่—พวกเขามองผู้คนอื่นเป็นสิ่งของให้เหยียบย่ำใต้ฝ่าเท้า และพวกเขาต้องการขโมยจุดสนใจและเอาเปรียบรอบด้านในทุกสิ่งที่ตนทำ  พวกเขาเพียรพยายามที่จะถือไพ่เหนือกว่าในทุกสิ่งที่ตนทำ รวมถึงเวลาที่พวกเขาพูดจา  ไม่ว่าพวกเขานั่งอยู่ในตำแหน่งใด พวกเขาก็ต้องการมีความพิเศษ  พวกเขาต้องการให้การบำรุงบำเรอใดก็ตามที่ตัวเองเพลิดเพลินอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้านั้นดีกว่าที่ใครอื่นได้รับ  พวกเขาต้องการให้ทุกคนยกย่องนับถือตนมากกว่าและคิดว่าตนดีกว่าใครอื่น  เมื่อพวกเขาไม่มีสถานะ พวกเขาก็ต้องการฉกฉวยมา และทันทีที่พวกเขามีสถานะ พวกเขาก็กลายเป็นโอหังอย่างเหลือเชื่อ  ใครก็ตามที่พูดคุยกับพวกเขาต้องมีสายตาจับจ้องอยู่ที่พวกเขา ไม่มีใครสามารถเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาได้ และต้องอยู่ข้างหลังเขาสักก้าวสองก้าวแทน ไม่มีใครสามารถพูดเสียงดังหรือเสียงแข็งเกินไปกับพวกเขา ใช้คำพูดที่ผิด หรือมองพวกเขาด้วยสายตาที่ผิดปกติ  พวกเขาจะจ้องจับผิดทุกคนและจะต้องแสดงความคิดเห็นบางอย่างเกี่ยวกับคนเหล่านั้น  ไม่มีใครสามารถล่วงเกินพวกเขาหรือวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทุกคนกลับต้องมีความเคารพพวกเขา ป้อยอ และประจบประแจงพวกเขา  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์ได้รับสถานะ พวกเขาจะปฏิบัติตนอย่างเอาแต่ใจและโดยพละการในทุกแห่งหนที่พวกเขาไป อีกทั้งคุยโวโอ้อวดเพื่อจะให้ผู้อื่นเคารพนับถือตน  พวกเขาไม่เพียงสำราญอยู่ในสถานะและให้ค่าการเคารพนับถือจากผู้อื่นอย่างมากเท่านั้น ความยินดีทางวัตถุก็สำคัญเป็นพิเศษสำหรับพวกเขาเช่นกัน  พวกเขาต้องการพำนักอยู่กับเจ้าบ้านที่จัดเตรียมการบำรุงบำเรออย่างดีที่สุด  ไม่ว่าเจ้าบ้านเป็นใคร พวกเขาก็มีข้อเรียกร้องเป็นพิเศษเกี่ยวกับสิ่งที่ตนกิน และหากอาหารไม่ดีพอ พวกเขาก็จะได้โอกาสตัดแต่งเจ้าบ้าน  พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับความยินดีที่ต่ำกว่ามาตรฐาน—อาหาร เสื้อผ้า ที่พัก และการคมนาคมของพวกเขาต้องเหนือใคร คุณภาพปานกลางจะไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแน่นอน  พวกเขาไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เหมือนกับที่พี่น้องชายหญิงธรรมดาได้รับ  หากผู้อื่นตื่นนอนตี 5 หรือ 6 โมงเช้า พวกเขาก็จะตื่น 7 หรือ 8 โมงเช้า  อาหารและสิ่งของที่ดีที่สุดต้องถูกสำรองไว้ให้พวกเขา  แม้แต่ของถวายที่ผู้คนถวายมาก็ต้องถูกพวกเขาคัดกรองเสียก่อน และพวกเขาจะเก็บสิ่งใดก็ตามที่ดูดีหรือมีค่า หรือสิ่งใดก็ตามที่จับตาพวกเขา และทิ้งส่วนที่เหลือจากการเลือกให้กับทางคริสตจักร  และยังมีอีกอย่างที่เป็นสิ่งน่าขยะแขยงที่สุดที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ  นั่นคือสิ่งใด?  ครั้นพวกเขามีสถานะ ความต้องการเสพสุขของพวกเขาก็มากขึ้น อาณาเขตของพวกเขาแผ่ขยาย และพวกเขาเรียนรู้ที่จะหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเอง โดยหลังจากนั้นก็เริ่มมีความอยากใช้เงิน อยากจับจ่ายใช้สอย และต่อจากนั้นก็ต้องการได้เงินทั้งหมดที่ใช้สำหรับงานของคริสตจักรมาเป็นของตัวเอง จัดสรรเงินไปตามแต่ที่ตัวเองชอบ ควบคุมเงินนั้นไปตามความปรารถนาของตน  พวกศัตรูของพระคริสต์สำราญอยู่ในอำนาจประเภทนี้และการบำรุงบำเรอประเภทนี้เป็นพิเศษ และครั้นพวกเขามีอำนาจจริงๆ พวกเขาก็ต้องการเป็นคนลงชื่อในทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น เช็คทั้งหมดและสัญญาต่างๆ  พวกเขาต้องการเพลิดเพลินกับความรู้สึกของการตวัดปากกาลงลายมือชื่อของตัวเองอย่างมือเป็นระวิง การผลาญเงินอย่างไม่บันยะบันยัง  ยามที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสถานะ ไม่มีใครสามารถมองเห็นการสำแดงเหล่านี้ในตัวพวกเขา หรือมองเห็นว่าพวกเขาเป็นคนประเภทนี้ มีอุปนิสัยประเภทนี้ จะทำสิ่งเช่นนี้  แต่ทันทีที่พวกเขาได้รับสถานะ ทั้งหมดนี้ก็ถูกเผยออกมา  หากพวกเขาได้รับการเลือกตั้งในตอนเช้า พอตกบ่ายพวกเขาก็กลายเป็นโอหังอย่างเหลือเชื่อ พวกเขาเชิดหน้าชูคอ จองหองพองขน และไม่แยแสผู้คนธรรมดาทั่วไป  การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก  แต่อันที่จริงนั้น พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย—พวกเขาแค่ถูกเผยออกมา  พวกเขาวางท่าโอหัง แล้วพวกเขากำลังจะทำสิ่งใดหรือ?  พวกเขาต้องการหากินกับคริสตจักร ปรนเปรอตัวเองด้วยประโยชน์จากสถานะ  เมื่อใดก็ตามที่ใครบางคนนำอาหารเลิศรสมาวางเรียงราย พวกเขาก็เริ่มสวาปามอาหารนั่น พลางก็เรียกร้องอาหารเสริมสุขภาพเพื่อดำรงเนื้อหนังอันเน่าเหม็นนั่นของตน  การที่ศัตรูของพระคริสต์สำราญอยู่ในสิทธิพิเศษทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ จะต่างกันก็แค่ในแง่ระดับความรุนแรง  เมื่อบุคคลใดก็ตามที่ยึดติดอยู่กับความยินดีทางเนื้อหนังกลายเป็นผู้นำ พวกเขาย่อมต้องการสำราญอยู่ในสิทธิพิเศษทั้งหลาย  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  อึดใจที่พวกเขาได้รับสถานะ พวกเขาก็กลายเป็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง  พวกเขารักษาความยินดีทั้งมวลและการปฏิบัติแบบพิเศษที่ควบคู่มากับสถานะไว้อย่างแน่นหนาให้ปลอดภัยอยู่ในสายตาของตน ในกำมือของตน และจะไม่ปล่อยมือ ไม่คลายกำมือจากสิ่งเหล่านี้แม้สักเสี้ยว หรือยอมให้เสี้ยวส่วนใดของสิ่งเหล่านี้หลุดมือไป  ในบรรดาการสำแดงและการปฏิบัติเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งใดบ้างที่เป็นการกระทำไปตามหลักธรรมความจริง?  ไม่มีสักอย่าง  สิ่งเหล่านี้แต่ละอย่างล้วนน่าสะอิดสะเอียนและน่าเกลียดชังเกินกว่าจะมอง การปฏิบัติและการสำแดงของพวกเขาไม่เพียงไม่ตรงตามหลักธรรมความจริงเท่านั้น แต่ยังไม่มีมโนธรรม เหตุผล หรือความรู้สึกละอายแม้แต่น้อยนิดอย่างแน่นอน  เมื่อศัตรูของพระคริสต์มีสถานะ นอกจากการก่อความประพฤติผิดอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจและการใช้อำนาจกับสถานะของตัวเองแล้ว พวกเขาไม่เพียงล้มเหลวในการทำสิ่งที่จะเกิดคุณประโยชน์ต่องานของคริสตจักรหรือการเข้าสู่ชีวิตของเหล่าพี่น้องชายหญิงเท่านั้น แต่พวกเขายังสำราญอยู่ในประโยชน์ของสถานะ ความยินดีทางเนื้อหนัง และการที่ผู้คนก็เคารพยกย่องและเทิดทูนยำเกรงพวกเขาอีกด้วย  พวกศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงกับหาผู้คนมารับใช้ตัวเอง ให้ผู้อื่นบริการน้ำชาให้ตัวเองดื่ม ให้ผู้อื่นซักเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่ และถึงกับมีคนพิเศษขัดหลังให้ตอนที่ตัวเองอาบน้ำ และคนคอยรับใช้ยามที่ตัวเองกิน  ยังมีที่แย่กว่านั้นอีกคือ บางคนถึงขั้นมีเมนูที่จัดไว้เป็นชุดสำหรับอาหารแต่ละมื้อทั้งสามมื้อของวัน และนอกจากนี้ พวกเขายังต้องการกินอาหารเสริมสุขภาพ และยังต้องการให้มีการต้มซุปประเภทต่างๆ ทั้งหมดให้กับพวกเขาอีกด้วย  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่มีความละอายเลยหรือ?  ไม่ พวกเขาไม่มี!  พวกเจ้าจะพูดหรือไม่ว่า การแค่ตัดแต่งคนชนิดนั้นเฉยๆ ค่อนข้างเป็นความปรานี?  การตัดแต่งจะทำให้พวกเขารู้สึกถึงความละอายหรือไม่?  (ไม่)  แล้วประเด็นปัญหานี้จะถูกแก้ไขได้อย่างไร?  นี่ค่อนข้างเรียบง่าย  ภายหลังการตัดแต่ง จงเปิดโปงพวกเขาให้พวกเขารู้ว่าตัวเองคือสิ่งใด  ไม่ว่าพวกเขายอมลงให้กับเรื่องนี้หรือไม่ พวกเขาควรถูกปลดออกและทุกคนควรปฏิเสธพวกเขา  ทันทีที่พวกเจ้าได้ค้นพบศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าสามารถปฏิเสธพวกเขาได้หรือไม่?  เจ้ากล้าที่จะยืนขึ้นรายงานพวกเขา เปิดโปงพวกเขาหรือไม่?  (กล้า)  เจ้ากล้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  เมื่อยามนี้เจ้ามีผู้อื่นหนุนหลัง เจ้าย่อมจะกล้ายืนขึ้นและเปิดโปงพวกเขา แต่หากปราศจากการเกื้อหนุน เจ้าจะยังคงมีความกล้าหาญแบบนั้นหรือไม่?  ตรงที่เจ้าอยู่ตอนนี้มีความปลอดภัย ไม่มีพญานาคใหญ่สีแดงครองอำนาจอยู่ ดังนั้นเจ้าจึงคิดว่า “ฉันต้องเกรงกลัวสิ่งใดเล่า?  พวกเขาก็แค่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  เมื่อมีพระเจ้าเป็นผู้หนุนหลังของพวกเรา ฉันก็มีความกล้าหาญที่จะเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ และฉันก็ไม่หวาดกลัว!”  อย่างไรก็ตาม ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงนั้นต่างออกไป  หากเจ้าเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์และพวกเขาสูญเสียสถานะของตัวเอง เช่นนั้นพวกเขาก็จะกล้าดีทรมานเจ้า ขายเจ้า และส่งมอบเจ้าไปอยู่ในมือของพวกเจ้าหน้าที่  เจ้าจะยังคงกล้าเปิดโปงพวกเขาหรือไม่?  (บางทีอาจจะไม่)  บางทีอาจจะไม่  ท่าทีของเจ้าจะเปลี่ยนไปทันที กล่าวคือ ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นเจ้าคงไม่กล้าเปิดโปงพวกเขา  แล้วการไม่กล้าเปิดโปงพวกเขาถูกต้องหรือไม่?  นั่นไม่ถูกต้อง เจ้าไม่มีคำพยาน และนั่นหมายความว่าเจ้าไม่ใช่ผู้ชนะ นี่ไม่ใช่บางสิ่งที่ผู้ติดตามของพระเจ้าควรกล่าว  สมมุติว่าเจ้าเก็บเงียบ แต่หัวใจของเจ้าเฝ้าแต่ร่ำร้องออกมาว่า “แกผู้เป็นศัตรูของพระคริสต์ แกผู้เป็นมารซาตาน ฉันจะเปิดโปงแก  ฉันจะใช้ปัญญาเพื่อปฏิเสธแกและเอาตัวแกออกไปจากคริสตจักร!  แกไม่คู่ควรที่จะอาศัยอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า แกคือมาร แกคือซาตานตนหนึ่ง!  ถึงแม้ว่าฉันไม่พูดเปิดโปงแกอย่างเปิดเผย แต่ฉันก็ปฏิเสธแกจากก้นบึ้งหัวใจของฉัน  ฉันจะเสาะหาให้เจอพี่น้องชายหญิงที่เข้าใจความจริงมากขึ้นและพวกเราจะร่วมกันปฏิเสธแก  พวกเราจะไม่ยอมรับภาวะการเป็นผู้นำของแกหรือการชักใยของแก!”  นี่ใช่หนทางอันถูกต้องที่จะกระทำหรือไม่?  (ใช่)  สภาพแวดล้อมอาจไม่เป็นใจ และการเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์อย่างเปิดเผยอาจทำให้เจ้าเสี่ยงอันตราย แต่พระบัญชาของพระเจ้า หลักธรรมความจริง และหน้าที่ของเจ้าไม่อาจถูกประกาศเลิกหรือละทิ้งได้  ส่วนพวกศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นที่สำราญอยู่ในสิทธิพิเศษ ที่เพลิดเพลินกับผลประโยชน์แห่งสถานะอย่างไม่สะทกสะท้าน พวกเราควรปฏิเสธพวกเขาและไม่เปิดโอกาสให้พวกเขากลายเป็นปรสิตในพระนิเวศของพระเจ้า หรือทำอันตรายหรือชักพาพี่น้องชายหญิงคนใดให้หลงผิดเพิ่มขึ้นอีก  พวกเราควรเอาตัวพวกเขาออกไป  ทรัพยากรแห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่เพื่อการเกื้อหนุนปรสิตพวกนี้  พวกเขาไม่คู่ควรที่จะกินภายในพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่คู่ควรที่จะเพลิดเพลินกับทุกสิ่งทุกอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เพราะพวกเขาคือหมู่มาร และพวกเขาสมควรถูกปฏิเสธ  นี่คืออีกการสำแดงหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์—การสำราญอยู่ในสิทธิพิเศษ การสำราญอยู่ในสิทธิพิเศษอย่างไร้ยางอาย  ทันทีที่พวกเขาบรรลุถึงตำแหน่งที่เป็นภาวะผู้นำ พวกเขาก็ยึดอำนาจ ปรนเปรอตนเองอยู่ในผลประโยชน์จากสถานะ บังคับพี่น้องชายหญิงให้ทำอาหารและซื้ออาหารอร่อยมาให้ตนเอง ปล้นทรัพย์ที่หามาได้อย่างลำบากของพวกเขา และกรรโชกเงินและสิ่งของจากพวกเขาโดยไม่มีการร่วมสบทบสิ่งใดเลย  สำหรับพวกเขา นี่คือเรื่องปกติ เป็นโอกาสเหมาะอันประมาณค่ามิได้ เป็นโอกาสที่จะไม่มาอีก  นี่คือหนทางที่มารคิดไม่ใช่หรือ?  ช่างเป็นการคิดที่ไร้ยางอายอะไรเช่นนี้  คนชนิดนี้ควรถูกตัดแต่ง เปิดโปง และปฏิเสธโดยเหล่าพี่น้องชายหญิง

การสำแดงอื่นของศัตรูของพระคริสต์มีอะไรอีกบ้าง?  การหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างตนเองเป็นการสำแดงเฉพาะอย่างหนึ่งหรือไม่?  (เป็น)  พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวโดยสันดาน พวกเขาไม่มีหัวใจแห่งความซื่อสัตย์ แห่งความรักที่มีต่อความจริง หรือความรักที่มีต่อสิ่งที่เป็นบวก  พวกเขามักดำรงชีวิตอยู่ในมุมมืด—พวกเขาไม่ปฏิบัติตนด้วยท่าทีของความซื่อสัตย์ พวกเขาไม่พูดจาตรงไปตรงมา อีกทั้งพวกเขาก็เลวและเต็มไปด้วยความหลอกลวงต่อผู้คนอื่นและพระเจ้า  พวกเขาต้องการหลอกลวงผู้อื่นและหลอกลวงพระเจ้าด้วยเช่นกัน  พวกเขาจะไม่ยอมรับการกำกับดูแล นับประสาอะไรจะยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า  ยามที่พวกเขาอยู่ท่ามกลางผู้คนอื่น พวกเขาไม่เคยต้องการให้ผู้ใดรู้ว่า ลึกลงไปนั้นพวกเขากำลังคิดและวางแผนการอะไรอยู่ พวกเขาเป็นคนจำพวกใด และท่าทีต่อความจริงแบบใดที่พวกเขาเก็บงำอยู่ เป็นต้น พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้อะไรเลยในเรื่องนี้ อีกทั้งพวกเขาก็ต้องการปะเหลาะพระเจ้า ทำให้พระองค์อยู่ในความมืดมน  นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ยามที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสถานะ ยามที่พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะชักใยสถานการณ์ในกลุ่มคน เช่นนั้นก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้ถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูดและการกระทำของพวกเขา  ผู้คนจะฉงนฉงายว่า “พวกเขาคิดอะไรในแต่ละวัน?  การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขามีเจตนาใดแฝงอยู่หรือไม่?  พวกเขากำลังเผยความเสื่อมทรามอยู่หรือไม่?  พวกเขารู้สึกริษยาหรือเกลียดชังผู้อื่นบ้างหรือไม่?  พวกเขามีอคติต่อผู้คนอื่นบ้างหรือไม่?  พวกเขามีทัศนะอย่างไรต่อสิ่งที่ผู้อื่นพูด?  พวกเขาคิดอะไรยามที่ตัวเองเผชิญหน้ากับบางสิ่ง?  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมให้ผู้อื่นรู้ว่าอันที่จริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?”  ต่อให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบางสิ่งออกมาสองสามคำจริงๆ คำพูดเหล่านั้นก็จะคลุมเครือและกำกวม พวกเขาจะพูดจาวกวนเพื่อให้ผู้อื่นไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขากำลังพยายามสื่ออะไร และไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการพูดอะไร หรือว่าพวกเขาพยายามแสดงอะไรออกมา ทิ้งให้ทุกคนได้แต่เกาศีรษะตัวเอง  หลังจากที่ใครบางคนแบบนั้นได้รับสถานะ พวกเขากลายเป็นยิ่งมีพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ มากขึ้นยามอยู่รอบตัวผู้คนอื่น  พวกเขาต้องการปกป้องความทะเยอทะยาน ความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตัวเอง สถานะและศักดิ์ศรีของตัวเอง และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน  นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่ต้องการที่จะชัดเจนตรงไปตรงมาเกี่ยวกับวิธีหรือเหตุจูงใจที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลาย  แม้แต่ยามที่พวกเขาทำความผิดพลาด เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา หรือเมื่อเหตุจูงใจและเจตนาเบื้องหลังการกระทำของพวกเขานั้นผิด พวกเขาก็ไม่ต้องการเปิดเผยและยอมให้ผู้อื่นมารู้เห็นเกี่ยวกับความผิดพลาดนั้น และพวกเขามักสร้างภาพว่าใสซื่อและเพียบพร้อมเพื่อใช้เล่ห์กลกับพี่น้องชายหญิง  อีกทั้งพวกเขาก็พูดเพียงสิ่งที่น่าฟังเท่านั้นกับเบื้องบนและกับพระเจ้า และใช้กลวิธีที่หลอกลวงกับคำโกหกเพื่อดำรงสัมพันธภาพกับเบื้องบนไว้  ยามที่พวกเขารายงานเรื่องงานของตนต่อเบื้องบนและพูดคุยกับเบื้องบน พวกเขาไม่เคยพูดสิ่งใดที่ไม่น่ายินดี เพื่อไม่ให้มีใครสามารถค้นพบจุดอ่อนใดของพวกเขาได้  พวกเขาจะไม่มีวันเอ่ยถึงสิ่งที่ตนได้ทำลงไปเบื้องล่างนั่น ถึงประเด็นปัญหาใดก็ตามที่ได้ผุดขึ้นในคริสตจักร ปัญหาหรือข้อตำหนิในงานของพวกเขา หรือสิ่งที่พวกเขาไม่อาจเข้าใจหรือมองออก  พวกเขาไม่เคยถามหรือแสวงหาสิ่งเหล่านี้จากเบื้องบน และกลับนำเสนอแค่ภาพลักษณ์และภาพภายนอกของสมรรถภาพในงานของตน ของการสามารถแบกรับภาระงานของตนได้อย่างครบบริบูรณ์แทน  พวกเขาไม่รายงานเบื้องบนถึงปัญหาใดก็ตามที่มีอยู่ในคริสตจักร และไม่ว่าสิ่งทั้งหลายอาจวุ่นวายโกลาหลเพียงใดในคริสตจักร ไม่ว่าจะเป็นข้อตำหนิมากมายล้นหลามที่ได้เกิดในงานของพวกเขา หรือสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ข้างล่างอย่างแน่ชัดตลอดมา พวกเขาก็คอยปิดบังเรื่องทั้งหมดนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า มานะพยายามไม่ให้เบื้องบนระแคะระคายหรือได้ยินข่าวใดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ โดยทำถึงขั้นโยกย้ายผู้คนที่เชื่อมโยงกับเรื่องเหล่านี้ หรือผู้ที่รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไปยังสถานที่ไกลโพ้นเพื่อพยายามปกปิดสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง  การปฏิบัติเหล่านี้อยู่ในจำพวกใด?  นี่เป็นพฤติกรรมประเภทใด?  ใช่การสำแดงจำพวกที่บุคคลผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงควรจะมีหรือไม่?  ชัดเจนมากว่าไม่ใช่  นี่เป็นพฤติกรรมของปีศาจ  ศัตรูของพระคริสต์จะทำอย่างถึงที่สุดเพื่อปกปิด เพื่อปิดบังสิ่งใดก็ตามที่อาจมีผลกระทบต่อสถานะหรือความมีหน้ามีตาของตน กันสิ่งเหล่านี้ให้พ้นจากผู้อื่นและพระเจ้า  นี่คือการหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างพวกเขา  พวกเขาจะพูดกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องล่างพวกเขาบ่อยครั้งว่า “เบื้องบนยกย่องนับถือฉันอย่างมาก และเห็นคุณค่าในตัวฉันอย่างมาก  เบื้องบนได้มอบหมายกิจนี้กิจนั้นให้กับฉัน ไว้วางใจมอบหมายงานสำคัญเช่นนั้นให้กับฉัน  พวกเขาดูแลฉันดีมาก ให้การชี้แนะกับงานของฉัน และพวกเขาก็รับผิดชอบชีวิตของฉันจริงๆ ด้วย  เบื้องบนตัดแต่งฉันเพราะเรื่องนี้เรื่องนั้น และฉันก็ยอมรับเรื่องนั้นแบบนี้แบบนั้น และความเข้าใจของฉันที่มีต่อเรื่องนั้นเป็นแบบนี้แบบนั้น  ดูเถิดว่าพระเจ้าทรงรักฉันแค่ไหน—พระองค์ตัดแต่งฉันด้วยพระองค์เอง และให้การทรงนำในงานของฉัน”  และสำหรับเบื้องบน พวกเขาแสดงท่าของการมีความรับผิดชอบอย่างมหาศาลในงานของตน ของการเอาใจใส่ต่อเหล่าพี่น้องชายหญิงอย่างลึกซึ้ง ของการอุทิศหัวใจและเรี่ยวแรงของตนอย่างเต็มที่ แต่เขาก็จะไม่มีวันปริปากพูดสักคำเกี่ยวกับการที่พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงสักคนเสนอแนวคิดหรือความคิดเห็นที่แตกต่างกับพวกเขา หรือเกี่ยวกับข้อตำหนิหรือการเบี่ยงเบนใดในงานของตน  พวกเขาทำอย่างถึงที่สุดที่จะดำรงสัมพันธภาพที่ดีกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องล่างตน ขณะเดียวกันก็พยายามอย่างหนักที่สุดที่จะกันความจริงนานัปการเกี่ยวกับตัวพวกเขาให้พ้นจากเบื้องบน หวาดหวั่นที่จะถูกปลดหากเบื้องบนพบว่าอันที่จริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา  นี่คือการหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างพวกเขาไม่ใช่หรือ?  แน่นอนที่สุดว่า ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจ พวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนทำได้เพื่อเก็บซ่อนความจริงเกี่ยวกับตัวเอง เพื่อให้ไม่มีผู้ใดสามารถรู้เท่าทันสภาวะที่แท้จริงของพวกเขา สถานการณ์จริงของพวกเขา หรือความเป็นมนุษย์หรือความสามารถจริงในงานของพวกเขา  พวกเขาจะใช้กลวิธีและวิถีทางทุกจำพวกเพื่อซุกซ่อนสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้ตนเองสามารถได้มีที่ยืนอย่างมั่นคงและเพลิดเพลินกับอำนาจของตนรวมถึงประโยชน์จากสถานะตลอดกาล  การหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างตัวเองเป็นบางสิ่งที่มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่ทำ  นี่ตรงตามหลักธรรมความจริงหรือไม่?  นี่ใช่การสำแดงที่ใครบางคนซึ่งรับใช้พระเจ้าควรจะมีหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ดังนั้นเมื่อศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงประเภทนี้ อุปนิสัยประเภทนี้ พวกเขาควรถูกตัดแต่งหรือไม่?  (ควร)

พวกเราเพิ่งพูดกันถึงเหตุผลหกประการที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง  เหตุผลแรกก็คือ การสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเอง เหตุผลที่สองคือ การแอบทำการชักใย เหตุผลที่สามคือ การทรมานผู้อื่น เหตุผลที่สี่คือ การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง เหตุผลที่ห้าคือ การสำราญอยู่ในสิทธิพิเศษทั้งหลาย และเหตุผลที่หกคือ การหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างตน  มีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่?  (การแพร่กระจายความเห็นนอกรีตกับตรรกะวิบัติเพื่อชักพาพี่น้องชายหญิงไปในทางที่ผิด)  (การไม่เคยยกย่องหรือเป็นพยานต่อพระเจ้า และกลับเป็นพยานต่อตนเองและพ่นคำพูดกับคำสอนเพื่อชักนำผู้คนให้หลงผิดเสมอแทน)  (การตัดสิน การโจมตี และการเกลียดมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้)  ท่ามกลางสามสิ่งนี้ สิ่งใดที่มีแก่นแท้ค่อนข้างใกล้เคียงกับเหตุผลทั้งหกนั้นที่พวกเราได้เสวนากันไปเรียบร้อยแล้ว?  (การยกย่องหรือเป็นพยานต่อตนเองเสมอ และไม่เคยเป็นพยานต่อพระเจ้า)  สิ่งนั้นค่อนข้างมีธรรมชาติที่ร้ายแรง  รองจากสิ่งนั้นก็คือการโจมตีและการตัดสินมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ ตามด้วยการแพร่กระจายตรรกะวิบัติเพื่อชักนำผู้คนให้หลงผิด  น่าจะมีการสำแดงเฉพาะอื่นๆ ของศัตรูของพระคริสต์อยู่อีกบ้าง แต่การสำแดงเหล่านี้ก็เป็นตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่างไม่มากก็น้อย ดังนั้นวันนี้พวกเราจึงไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับการสำแดงแต่ละอย่าง  นั่นไม่ใช่จุดมุ่งเน้นของสามัคคีธรรมในวันนี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จุดมุ่งเน้นของวันนี้อยู่ตรงวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ยอมรับการตัดแต่ง ทั้งพวกเขายังไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจใหม่เมื่อพวกเขากระทำการสิ่งที่ผิดอันใด แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย  อีกนัยหนึ่งก็คือ ท่าทีของศัตรูของพระคริสต์หลังจากที่พวกเขาได้ถูกตัดแต่ง รากเหง้าของท่าทีนี้ และสิ่งที่เป็นแก่นแท้อุปนิสัยของพวกเขาจริงๆ—นี่คือจุดมุ่งเน้นที่พวกเราควรสามัคคีธรรมถึง  สิ่งอื่นที่พวกเราเพิ่งกล่าวครอบคลุมไปก็คือหัวข้อเล็กๆ ที่ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  ในเมื่อก่อนหน้านี้พวกเราได้เสวนาถึงหัวข้อเหล่านั้นในรายละเอียดที่มากพอแล้ว วันนี้พวกเราจึงแค่สามัคคีธรรมถึงหัวข้อเหล่านั้นแบบกว้างๆ ทั่วไป อันเป็นการสรุปสามัคคีธรรมก่อนหน้านี้ของพวกเราที่ว่าด้วยการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงเหล่านี้ อุปนิสัยและแก่นแท้เหล่านี้ และพวกเขาก็ได้ทำสิ่งประเภทนี้ลงไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องถูกตัดแต่งและถูกปฏิเสธ  อย่างไรก็ดี ศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริง ใครบางคนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์จะยอมรับสิ่งเหล่านี้ที่ตนเองทำลงไป หรือยอมรับการสำแดงสิ่งเหล่านี้ของพวกเขาว่าเป็นของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่?  (ไม่ พวกเขาจะไม่ยอมรับ)  เมื่อใดหรือที่เจ้าเคยเห็นว่าซาตานกับหมู่มารยอมรับว่าตัวเองต่อต้านพระเจ้า?  พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองต่อต้านพระเจ้า และไม่ว่าพวกเขาได้ทำความผิดพลาดประเภทใดไป พวกเขาก็จะไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองทำความผิด  ดังนั้นพวกเรามาเริ่มหัวข้อสามัคคีธรรมของวันนี้จากมุมมองของแก่นแท้นี้ของพวกศัตรูของพระคริสต์กันเถิด

II. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตนเมื่อพวกเขาไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง

ก. การไม่ยอมที่จะยอมรับรู้ว่าพวกเขาได้ทำผิดไป

ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ได้ทำความผิดพลาดไปใหญ่โตเพียงใด และไม่ว่าพวกเขาก่อความชั่วไปมากเพียงใด เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง พฤติกรรมแรกที่พวกเขาใช้ก็คือพฤติกรรมของการปฏิเสธว่าพวกเขาได้ทำสิ่งใดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง โดยอาศัยการให้เหตุผลแบบชาญฉลาดเพื่อแก้ต่างให้ตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต  นี่คือการที่พวกเขาขาดท่าทีของการกลับใจใหม่เมื่อพวกเขากระทำความผิดใดก็ตาม ดังที่เปรยไว้ในการสำแดงประการที่สิบเอ็ดของพวกศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีท่าทีของการกลับใจใหม่ แล้วลึกลงไปนั้น พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจใหม่?  (เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนไม่ได้ทำสิ่งใดผิด)  ถูกต้อง  ศัตรูของพระเคริสต์ไม่ทำใจรับโดยสิ้นเชิงว่าตนได้ทำสิ่งใดผิดไป  ดังนั้นพวกเขาสามารถทำใจรับได้หรือไม่ว่าตนเป็นศัตรูของพระคริสต์?  นี่ยิ่งยากเย็นขึ้นไปอีก  หากเจ้าไล่เรียงรายการข้อเท็จจริงที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ได้ พวกเขาจะยอมรับได้หรือไม่?  ไม่มีข้อกังขาแม้แต่น้อยเลยว่า พวกเขาจะยิ่งแทบยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  โดยผ่านทางการสำแดงประเภทเหล่านี้ พวกเราสามารถมองเห็นได้ว่า แก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เป็นแก่นแท้ที่มีการขัดขืนและการทรยศพระเจ้า และอุปนิสัยของพวกเขาเป็นอุปนิสัยที่รังเกียจความจริง เกลียดความจริง และไม่มีความรักให้กับความจริงเลยโดยสิ้นเชิง  เพราะฉะนั้น เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดโปงและตัดแต่ง สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือมองหาเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อแก้ตัว มองหาข้ออ้างทุกชนิดเพื่อพยายามให้ตนเองพ้นผิด เพื่อสำเร็จลุล่วงเป้าหมายของพวกเขาในอันที่จะละเลยความรับผิดชอบของตน และสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาในอันที่จะได้รับการอภัยด้วยประการฉะนี้  สิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์เกรงกลัวที่สุดคือการที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรรู้ทันลักษณะนิสัยของพวกเขา เห็นจุดอ่อนและข้อเสียของพวกเขา เห็นจุดตาย ขีดความสามารถที่แท้จริง และฝีมือในการทำงานของพวกเขา—ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามสร้างภาพเพื่อปกปิดข้อบกพร่อง ประเด็นปัญหา และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอย่างสุดความสามารถ  เมื่อการทำชั่วของพวกเขาถูกค้นพบและเปิดโปง สิ่งแรกที่พวกเขาทำไม่ใช่การสารภาพหรือยอมรับข้อเท็จจริงนี้ หรือชดเชยและชดใช้ความผิดเหล่านั้นอย่างสุดความสามารถของตน พวกเขากลับพยายามคิดหาหนทางที่จะใช้ปิดความผิดเหล่านั้นให้มิด ตบตาและทำให้ผู้ที่รู้เห็นการกระทำของพวกเขานั้นประหลาดใจสับสน ไม่ให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเรื่องนี้ ไม่ให้พวกเขารู้ว่าการกระทำของตนมีผลเสียเพียงใดต่อพระนิเวศของพระเจ้า การกระทำเหล่านั้นรบกวนและทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักไปมากเพียงใดแล้ว  แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขากลัวมากที่สุดคือการที่เบื้องบนมารู้เข้า เพราะทันทีที่เบื้องบนรู้ พวกเขาก็จะถูกจัดการตามหลักธรรม และพวกเขาย่อมจะจบสิ้น ไม่แคล้วถูกปลดและถูกกำจัดออกไป  ดังนั้นเมื่อการทำชั่วของศัตรูพระคริสต์ถูกเปิดโปง สิ่งแรกที่พวกเขาทำจึงไม่ใช่การคิดทบทวนว่าพวกเขาทำผิดตรงไหน พวกเขาละเมิดหลักธรรมเรื่องใด เหตุใดพวกเขาจึงทำสิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาถูกอุปนิสัยใดกำกับเอาไว้ เจตนาของพวกเขาคืออะไร สภาวะของพวกเขาเป็นเช่นไรในเวลานั้น ทั้งหมดเป็นเพราะความดื้อรั้นหรือเป็นเพราะเจตนาของพวกเขามีสิ่งปลอมปน  แทนที่จะชำแหละสิ่งเหล่านี้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคิดทบทวนสิ่งเหล่านี้ พวกเขากลับเค้นสมองคิดหาหนทางมาปกปิดข้อเท็จจริง  ขณะเดียวกันพวกเขาก็อธิบายและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองต่อหน้าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างสุดความสามารถ เพื่อตบตาคนเหล่านั้น ทำให้ปัญหาใหญ่ดูเป็นปัญหาเล็กน้อย ส่วนปัญหาที่เล็กน้อยก็ดูเหมือนไม่เป็นปัญหาเลย พูดจาหลอกล่อเพื่อหาทางออกจากปัญหา พวกเขาจะได้สามารถคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าต่อไป  บุ่มบ่ามประพฤติผิดและใช้อำนาจในทางที่ผิด สามารถชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมผู้คนต่อไป ทำให้ผู้คนยกย่องตนและทำตามที่ตนพูด เพื่อสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขา  อะไรคือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์กำลังทำอยู่จริงๆ นับจากต้นจนจบ?  ทั้งหมดที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำก็คือการกรำสมองพยายามพูดสิ่งทั้งหลาย ทำสิ่งทั้งหลาย และทำตัวมีธุระยุ่งเพื่อเห็นแก่สถานะและความมีหน้ามีตาของตัวเอง แทนที่จะมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและทำใจรับความผิดพลาดและการกระทำผิดของตน อีกทั้งทำความรู้จักกับเจตนาและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง  พวกเขาไม่ยอมรับด้วยว่าความผิดพลาดของตัวเองก่อให้เกิดอันตรายต่องานของคริสตจักรและเหล่าพี่น้องชายหญิง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ในหัวใจของพวกเขากลับเอาแต่วนเวียนค้นหาอย่างพลุ่งพล่านว่า “ฉันทำความผิดพลาดตรงไหนกันแน่?  ตรงไหนที่ฉันไม่ได้ระมัดระวังจนทำให้คนอื่นมางัดข้อกับฉันได้?  ตรงไหนที่ฉันพยายามไม่มากพอหรือคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ไม่ถี่ถ้วน จนเปิดโอกาสให้บางสิ่งบางอย่างผิดเพี้ยนไป และกลายเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์หรือข้อคัดง้างอย่างหนึ่งที่เอามาใช้กับฉันได้?”  พวกเขาขบคิดและซอกซอนตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  แต่ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่เคยทบทวนหรือทำความรู้จักตนเอง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะอธิษฐานต่อพระเจ้าและทำใจรับว่าตนได้ทำสิ่งที่ผิดลงไป อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ค้นหาคำตอบบนพื้นฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า แสวงหาความจริงที่ตนควรปฏิบัติหรือหลักธรรมความจริงที่ตนควรยึดปฏิบัติตาม และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะเสาะหาพี่น้องชายหญิงที่เข้าใจความจริงเพื่อเปิดกว้างถึงสิ่งนั้นในสามัคคีธรรม รวมทั้งแสวงหาความจริงด้วยกันเพื่อแก้ปัญหา  เมื่อพวกเขาเผชิญกับเรื่องนี้ พวกเขาไม่แสวงหาหรือนบนอบ แต่พวกเขากลับลองใช้ทุกวิถีทางที่ตนมีเพื่อซุกซ่อนปัญหาไว้ โดยคิดว่ายิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดี และคิดว่าการสงวนความมีหน้ามีตาและสถานะของตนไว้เป็นนโยบายที่ดีที่สุด  หัวใจของศัตรูของพระคริสต์มืดดำถึงปานนี้ และพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเป็นกบฏและความเลว ขาดเจตนารมณ์ที่จะนบนอบพระเจ้าแม้แต่น้อย  ศัตรูของพระคริสต์มองหาหนทางที่จะรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของตนไม่ให้ถูกทำให้เสียหายตลอดเวลา  ไม่ว่าผู้ใดสามัคคีธรรมกับพวกเขาเพื่อเกื้อหนุนและช่วยเหลือพวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมรับพลางคิดในในว่า “ฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง  ฉันไม่จำเป็นต้องได้ความช่วยเหลือจากพวกคุณ!  ต่อให้ในยามที่ฉันมีปัญหา ฉันก็ดีกว่าพวกคุณ  พวกคุณคิดว่าพวกคุณช่วยฉันได้ด้วยสิ่งเล็กน้อยที่พวกคุณเข้าใจหรือ?  พวกคุณประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไปจริงๆ ในเรื่องนี้!”  พวกศัตรูของพระคริสต์โอหังและคิดว่าตนถูกถึงปานนี้นี่เอง  พวกเขาทำสิ่งไม่ดีมากมายนัก แต่ก็ยังปฏิเสธที่จะทำใจรับว่าตัวเองได้ทำสิ่งใดผิดไปหรือว่าตัวเองมีปัญหาอะไร  ในหัวใจของพวกเขาแค่ดื้อแพ่งเกินไปและจะไม่รับฟังสิ่งใดๆ ที่ผู้ใดกล่าว  สิ่งเดียวในจิตใจที่พวกเขาละวางไม่ได้ก็คือว่า การกระทำของตนจะมีผลกระทบประเภทใดต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนในภายหลัง  นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขากังวลที่สุดและเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นห่วงที่สุด

ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งที่ผิดมากมายเพียงใด ไม่ว่าพวกเขาทำสิ่งผิดประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นการโกงกิน การล้างผลาญ หรือการใช้ของถวายของพระเจ้าไปในทางที่ผิด หรือหากพวกเขากำลังก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร สร้างปัญหายุ่งเหยิงมหาศาลให้กับงาน อีกทั้งยั่วยุพระพิโรธของพระเจ้า พวกเขาก็ยังใจเย็น วางเฉย และไม่เป็นห่วงอะไรเลยเสมอ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ทำความชั่วประเภทใดหรือสิ่งนั้นก่อให้เกิดผลสืบเนื่องใด พวกเขาก็ไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์ในทันทีเพื่อสารภาพบาปของตนและกลับใจ หรือมาอยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงด้วยท่าทีที่ตีแผ่ตนเองและเปิดกว้างเพื่อทำใจรับการทำผิดของตน ทำความรู้จักการกระทำผิดและความเสื่อมทรามของตน อีกทั้งเสียใจต่อความประพฤติชั่วของตน  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับกรำสมองเพื่อหาข้อแก้ตัวสารพัดที่จะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ และโยนความผิดให้ผู้อื่นเพื่อกอบกู้หน้าตาและสถานะของตนคืนมา  สิ่งที่พวกเขาใส่ใจไม่ใช่งานของคริสตจักร แต่เป็นการที่ความมีหน้ามีตาและสถานะของตนได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบในหนทางใดบ้างหรือไม่  พวกเขาไม่คำถึงถึงหรือนึกถึงหนทางที่จะชดเชยความสูญเสียที่เกิดกับพระนิเวศของพระเจ้าอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของตนแต่อย่างใดเลย ทั้งพวกเขาก็ไม่พยายามชดใช้หนี้ที่ตนมีต่อพระเจ้า  กล่าวได้ว่า พวกเขาไม่เคยทำใจรับว่าตนสามารถทำบางสิ่งที่ผิดได้ หรือว่าตนได้ทำความผิดพลาดลงไป  ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ การทำใจรับความผิดพลาดก่อนเกิดปัญหาและการให้คำบอกเล่าที่ซื่อสัตย์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นเป็นความไร้สมรรถภาพและความโง่เขลา  หากความประพฤติชั่วของพวกศัตรูของพระคริสต์ถูกค้นพบและเปิดโปง พวกเขาจะทำใจรับความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาทชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีวันยอมรับการปล่อยปละละเลยหน้าที่และความไม่รับผิดชอบของตน อีกทั้งพวกเขาจะพยายามผลักความรับผิดชอบให้ผู้อื่นเพื่อลบมลทินออกจากประวัติของตน  ในเวลาแบบนี้ ศัตรูของพระคริสต์ไม่คำนึงว่าจะชดเชยความสูญเสียที่เกิดกับพระนิเวศของพระเจ้าอย่างไร จะเปิดกว้างทำใจรับความผิดพลาดของตนหรือบอกเล่าเรื่องนี้กับประชาการที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร  พวกเขาห่วงอยู่กับการหาหนทางทำให้ปัญหาใหญ่ดูเหมือนเป็นปัญหาเล็ก และทำให้ปัญหาเล็กดูไม่เป็นปัญหา  พวกเขาให้เหตุผลตามข้อเท็จจริงแวดล้อมเพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นใจพวกเขา  พวกเขาพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อกอบกู้ความมีหน้ามีตาของตนในจิตใจของผู้คนอื่น ทำให้ผลกระทบทางลบอย่างสุดขั้วของการกระทำผิดที่ตนก่อดูเล็กน้อยที่สุด ไม่ยอมให้เบื้องบนมีความฝังใจในทางที่ไม่ดี และทำให้มั่นใจว่าเบื้องบนไม่มีวันให้พวกเขารับผิดชอบ ปลดพวกเขา สืบสวนสถานการณ์ หรือจัดการพวกเขา  พวกศัตรูของพระคริสต์เต็มใจที่จะสู้ทนความทุกข์ไม่ว่ามากน้อยเพียงใดเพื่อกอบกู้ความมีหน้ามีตาและสถานะ เพื่อให้ผลประโยชน์ของตนเองไม่ได้รับความเสียหาย และพวกเขาก็จะคิดหาทุกวิธีการที่เป็นไปได้เพื่อแก้ไขทุกความลำบากยากเย็น  นับจากจุดแรกเริ่มที่สุดของการกระทำผิดหรือความผิดพลาดของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยมีเจตนารมณ์อันใดที่จะแบกความรับผิดชอบใดสำหรับสิ่งผิดทั้งหลายที่ตนทำ พวกเขาไม่เคยมีเจตนารมณ์ใดที่จะทำใจรับ ที่จะสามัคคีธรรมถึง เปิดโปง หรือชำแหละเหตุจูงใจ เจตนา และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเบื้องหลังสิ่งผิดทั้งหลายที่พวกเขาทำ และแน่นอนว่าพวกเขาไม่มีวันมีเจตนารมณ์ใดที่จะชดเชยความเสียหายที่ตนก่อให้เกิดกับงานของคริสตจักร และความสูญเสียที่ตนก่อให้เกิดกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  เพราะฉะนั้นไม่ว่าเจ้ามองเรื่องนี้จากมุมมองใด พวกศัตรูพระคริสต์ก็คือผู้คนที่ดื้อดึงปฏิเสธที่จะทำใจรับการทำผิดของตน และจะยอมตายเสียดีกว่าที่จะกลับใจ  พวกศัตรูของพระคริสต์หน้าด้านและไร้ยางอายเกินกว่าที่จะหวังถึงการไถ่ทั้งปวง และพวกเขาก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเหล่าซาตานที่มีชีวิตเลย  ไม่ว่าความผิดพลาดที่พวกเขาก่อขึ้นในคริสตจักรจะเป็นอะไร พวกเขาก็จะแอ่นอกเชิดหน้า พวกเขาไม่แยแสต่อเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง เชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด อีกทั้งไม่มีเจตนารมณ์ที่จะกลับใจเลยแม้แต่น้อย  พวกเขาไม่เคยหลั่งน้ำตาให้กับความผิดทั้งหลายที่ตนได้ก่อขึ้น ทั้งยังไม่เคยรู้สึกโศกเศร้าหรือเสียใจเพราะสิ่งเหล่านี้  ในทางตรงข้าม พวกเขารู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจหากตัวเองเผลอเปิดโปงตัวเองออกไป อันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนส่วนใหญ่มองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของตนและปฏิเสธตน  หลังจากที่พวกเขาทำความผิดพลาดลงไป และการกระทำของพวกเขานำพาอันตรายมาสู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่งานของคริสตจักร ทุกคำที่พวกเขาพูดและทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำไม่ใช่เพื่อชดเชยข้อผิดพลาดเหล่านี้ หรือเพื่อกู้คืนความสูญเสียทั้งหลาย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับกำลังเก็บงำเจตนาทั้งหลายของตน และกำลังคิดค้นทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อปกป้องตนเอง เพื่อเล่นละครตบตา  จุดมุ่งหมายของพวกเขาคือเพื่อให้ผู้คนมากขึ้นได้เห็นว่าตนไม่ได้ตั้งใจทำสิ่งนั้น ว่าพวกเขาแค่เลินเล่อไปชั่วขณะ เพื่อให้ตัวเองได้รับการยกโทษจากผู้คน ให้ผู้คนพูดแก้ตัวให้กับตน และให้ตนเองได้รับความไว้วางใจและความโปรดปรานจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และบรรลุเป้าหมายของการสร้างความนิยมคืนมาอย่างสมบูรณ์

หลังถูกตัดแต่ง ศัตรูของพระคริสต์บางคนก็ไม่ทบทวนตัวเองเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดตนจึงถูกตัดแต่ง ไม่ค้นหาว่าที่จริงนั้นความผิดพลาดของตนอยู่ตรงไหนในเรื่องที่ถูกเปิดโปง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับอาศัยประโยชน์จากการถูกตัดแต่ง พวกเขาสามัคคีธรรมกับผู้อื่นว่าพวกเขายอมรับการตัดแต่งอย่างไร พวกเขาเรียนรู้บทเรียนจากการตัดแต่งอย่างไร สามารถนบนอบอย่างไร และเบื้องบนซาบซึ้งในตัวพวกเขาอย่างไรหลังจากที่ได้มีการติดต่อสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขามากขึ้น  ในเวลาเดียวกัน ศัตรูของพระคริสต์พวกนี้ก็ยังสร้างหน้าฉากโดยการสามัคคีธรรมถึงว่าพวกเขายอมรับการตัดแต่งอย่างไร เพื่อแพร่กระจายความไม่พึงพอใจและมโนคติอันหลงผิดที่ตัวเองมีต่อเบื้องบนออกไปอีกด้วย ทิ้งให้ผู้คนฝังใจว่าเบื้องบนไม่มีหลักธรรมสำหรับการตัดแต่งผู้คน ว่าเบื้องบนตัดแต่งผู้คนอย่างไม่มีแบบแผน และไม่มีความเห็นอกเห็นใจ อีกทั้งไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คน และไม่คำนึงถึงความอ่อนแอแบบมนุษย์ และทั้งที่เป็นแบบนี้ทั้งหมด พวกเขาก็ยังคงนบนอบอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ และยังคงสามารถทำงานที่ตกมาถึงพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ดีที่สุด พวกเขาไม่ได้กลายเป็นคิดลบ อ่อนแอหรือขัดขืน ทั้งพวกเขาก็ไม่ได้โยนผ้ายอมแพ้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์กล่าวสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด นั่นไม่เพียงล้มเหลวที่จะทำให้ผู้คนนบนอบความจริงและยอมรับการตัดแต่ง ในทางตรงข้าม นั่นทำให้ผู้คนเกิดมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับพระเจ้าและกลายเป็นระวังตัวกับพระเจ้า ในขณะเดียวกันก็เกิดมีความอิจฉา ความเลื่อมใส และความเคารพต่อตัวศัตรูของพระคริสต์เสียเอง  ครั้นสองผลลัพธ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ผู้คนมองข้ามมากที่สุดก็คือการกระทำผิดใดที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อขึ้น สิ่งที่พวกเขาได้ทำผิดไป และข้อเท็จจริงที่ว่า ศัตรูของพระคริสต์ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่องานของคริสตจักร ต่อพระนิเวศของพระเจ้าเนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีความสามารถในงานของตน และได้ก่อความประพฤติผิดไปอย่างบุ่มบ่าม  นี่คือกลวิธีหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์—การฟ้องแย้งเท็จ และการชักนำผู้คนให้หลงผิดด้วยการนั้น  พวกเขาไม่เคยเอ่ยถึงข้อเท็จจริงที่ตนนำพาความเดือดร้อนอย่างหนักมาสู่งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และความสูญเสียอันใหญ่หลวงเช่นนั้นที่มีต่อชีวิตของเหล่าพี่น้องชายหญิงเพราะพวกเขาได้ละเลยในหน้าที่ของตน เพราะพวกเขาโง่เขลาและไม่รู้ความ เพราะพวกเขาพยายามที่จะสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเอง  พวกเขาไม่เคยทำใจรับหรือชำแหละสิ่งเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยเอ่ยถึงข้อเท็จจริงที่แท้จริงของเรื่องเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยเอ่ยถึงเหตุผลที่ตัวเองถูกปลด หรือเหตุใดตนจึงถูกตัดแต่ง  ทั้งหมดที่พวกเขาพูดถึงก็คือเบื้องบนตัดแต่งพวกเขาอย่างไร การตัดแต่งของเบื้องบนโหดร้ายเพียงใด เบื้องบนพูดกับพวกเขารุนแรงเพียงใด พวกเขาร่ำไห้ไปมากเพียงใด พวกเขาถูกทำให้เป็นแพะรับบาปอย่างไร และพวกเขาทนทุกข์ไปมากเพียงใด กระนั้นพวกเขาก็สู้ไม่ถอยดังที่เป็นมาเสมอ ทำหน้าที่ต่อไปโดยไม่ล้มเหลว  จากต้นจนจบ ศัตรูของพระคริสต์เคยมีท่าทียอมรับรู้การทำผิดของตัวเองแม้แต่น้อยนิดหรือไม่?  พวกเขาไม่มีท่าทีนั้น  เมื่อผู้คนที่โง่เขลาและไม่รู้ความผู้ซึ่งไม่รู้สถานการณ์จริง ผู้ซึ่งไม่เข้าใจความจริงได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาก็คิดว่า “เบื้องบนไม่มีหลักธรรมใดในวิธีที่พวกเขาตัดแต่งผู้คน  ไม่ว่าใครบางคนทำดีอย่างไรในงานของตน หรือพวกเขาจ่ายราคาอย่างไร พวกเขาก็จะถูกตัดแต่งแบบเดียวกันหมด และหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่อาจแสดงความอ่อนแออันใดได้ พวกเขาแค่ต้องนบนอบ”  หลังผ่านสามัคคีธรรมและการชักนำให้หลงผิดของศัตรูของพระคริสต์ไปรอบหนึ่ง และหลังจากการที่พวกเขาทุ่มความพยายามอันมากโขให้กับการทำสิ่งทั้งหลาย ผลลัพธ์ที่พวกเขาสัมฤทธิ์ก็คือการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความระวังตัวต่อพระเจ้าขึ้นในหัวใจของผู้คน เพื่อที่เมื่อผู้คนถูกตัดแต่ง พวกเขาจะรู้สึกชิงชังรังเกียจและขัดขืนกว่าเดิม แทนที่จะสามารถเข้าใจพระหทัยของพระเจ้าได้ดีขึ้น หรือสามารถนบนอบและยอมรับการตัดแต่งอย่างเปรมปรีดิ์ ตามด้วยการรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ความโง่เขลาและความไม่รู้ความของตนเอง รวมทั้งการรู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นใคร  ตลอดสามัคคีธรรมของศัตรูของพระคริสต์นี้ พวกเขาเคยเอ่ยถึงสิ่งที่พวกเขาทำผิดไปหรือไม่?  พวกเขาเคยแสดงท่าทีของการทำใจรับการทำผิดของตนเองสักนิดหรือไม่?  ไม่เลยแม้แต่น้อย  ตลอดทั้งกระบวนการ พวกเขาไม่เคยยอมรับรู้ข้อผิดพลาดของตน  หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกปลด พวกเจ้าเคยได้ยินพวกเขาทำใจรับว่าความผิดพลาดของพวกเขาได้เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่เคย)  หากคนผู้นั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาคงไม่ทำใจรับเรื่องนั้น  พวกเราได้พูดคุยถึงศัตรูพระคริสต์ไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้ อย่างเช่น “ผู้นำหญิง” คนนั้น และศัตรูของพระคริสต์อื่นๆ อีกสองสามคนที่รู้จักกันดี พวกที่มีการกระทำซึ่งส่งผลลัพธ์เป็นการสูญเสียของถวายของพระเจ้าไปหลายหมื่น แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่เคยยอมรับรู้ว่าตนเองได้ทำสิ่งใดผิดไป  พวกเขาไม่ได้ปริปากแม้สักคำถึงสิ่งที่ตนทำผิดไป และกลับไม่ทำอะไรนอกจากติเตียนผู้อื่นว่ายากที่จะร่วมงานด้วยแทน  พวกเขาผลักความรับผิดชอบ การทำผิด การติเตียนไปลงบนบ่าของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็คว้าความดีความชอบสำหรับสิ่งดีๆ ทั้งหมด สิ่งใดที่ทำถูกต้อง และการตัดสินใจที่ถูกต้องทั้งหมดไป  ถึงแม้พวกเขาคือผู้ดูแลรับผิดชอบหลัก แต่ตลอดอุบัติการณ์ทั้งสิ้น พวกเขาก็อ้างว่าผู้อื่นทำความผิดพลาดทั้งหมด  หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วพวกเขากำลังทำอะไรอยู่?  พวกศัตรูของพระคริสต์เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อพระนิเวศของพระเจ้า และผู้อื่นต้องรับผิดชอบต่อการนี้  แต่กระนั้นเมื่อใดก็ตามที่มีผลสัมฤทธิ์เพียงนิด พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะพรวดพราดแสดงตัวทันที โดยพูดว่าพวกเขาเป็นคนทำ อดรนทนไม่ไหวที่จะให้ทุกคนในคริสตจักรรู้เรื่องนั้น แม้แต่พวกผู้ไม่มีความเชื่อ  ยามที่พวกเขาทำความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขารีบหาแพะรับบาปเพื่อถ่ายโอนความรับผิดชอบ  พวกเขาทำให้ปัญหาใหญ่ดูเหมือนปัญหาเล็ก และปัญหาเล็กดูไม่เป็นปัญหา พยายามที่จะกลบเกลื่อนทุกประเด็นปัญหา  นี่ก็เพื่อไม่ให้ผู้ใดมารู้เข้าและเพื่อให้ทุกคนลืมเรื่องนั้นโดยเร็วที่สุด อีกทั้งไม่มีใครรู้ว่าอันที่จริงเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้ตนเองสามารถได้ความเคารพนับถือคืนมาจากผู้อื่นโดยพลัน อีกทั้งสามารถกอบกู้สถานะและอำนาจเดิมของตัวเองคืนมาโดยเร็ว  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งใดผิดไป ไม่ว่าผู้คนตัดแต่งพวกเขาอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือแทงใจดำเพียงใด พวกเขาก็จะแข็งขืน ต่อต้าน และรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง และต่อให้มีพยานหรือหลักฐาน พวกเขาก็จะดื้อดึงปฏิเสธที่จะทำใจรับความผิดพลาดของตน และภายในหัวใจก็จะไม่ยอมรับรู้หรือยอมรับการตัดแต่ง  ศัตรูของพระคริสต์จะพูดว่า “ต่อให้ฉันผิดในเรื่องนี้ แต่ก็คนอื่นก็มีเอี่ยวด้วย  ทำไมพวกเขาถึงไม่ถูกตัดแต่ง แต่แค่ฉัน?  ทำไมฉันถึงเป็นคนเดียวที่กำลังถูกสืบสวนหาความรับผิดและไม่ใช่ใครอื่น?”  ไม่ว่าการตัดแต่งจะตรงตามความจริงและตามความเป็นจริงเพียงใด พวกเขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ ตนถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ตนไม่ควรถูกปฏิบัติในหนทางนั้นหลังจากที่ทนทุกข์มามากมายยิ่งนักและจ่ายราคาไปมากมายยิ่งนัก และพวกเขาไม่ควรถูกจู่โจมแบบนั้นสำหรับความผิดพลาดเล็กน้อยประการเดียว  พวกเขาเชื่อว่าตนเองไม่ควรต้องยอมรับการตัดแต่งประเภทนี้  หากพี่น้องชายหญิงธรรมดาตัดแต่งพวกเขา เช่นนั้นพวกเขาก็จะโต้กลับและแข็งขืนใส่การนั้น โดยการโหวกเหวกโวยวายและแสดงความฉุนเฉียว หรือเป็นไปได้ว่าถึงกับกล้าเงื้อมือใส่พี่น้องเหล่านั้นด้วยซ้ำ  หากเป็นเบื้องบนที่ตัดแต่งพวกเขา พวกเขาก็จะกัดฟันปิดปากเงียบ แต่ภายในรู้สึกว่าตนถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเหลือเกิน  พวกเขาไม่พอใจและไม่เต็มใจ และจะพ่นคำโต้เถียงแบบเฉไฉออกมาบ่อยครั้งโดยพูดว่า “ฉันว่านั่นก็แค่เป็นโชคของฉันเองที่พวกคุณมารู้เรื่องนี้เข้า  ตามจริงแล้ว ผู้นำในทุกระดับและพี่น้องชายหญิงมากมายก็ได้ทำสิ่งเลวร้ายแบบนั้นไปโดยที่พวกคุณไม่รู้ และฉันก็เป็นคนเดียวที่โดนจับได้  ฉันโชคไม่ดีเอง!”  ไม่ว่าเบื้องบนและพี่น้องชายหญิงตัดแต่งพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่อาจแค่ยอมรับไปตามนั้น พวกเขาไม่อาจยอมรับรู้ความจริงของเรื่องนั้นและเข้ารับผิดชอบได้  ราวกับว่าการทำใจรับความรับผิดชอบและทำใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นจะฆ่าพวกเขา  พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับรู้ว่าตนเองได้กระทำความผิด ว่าตนเองต้องรับผิดชอบเรื่องนั้น นับประสาอะไรที่จะยอมรับรู้ว่านั่นเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียอันใหญ่หลวงต่อพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์

หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งเพราะการทำบางสิ่งผิดไป พวกเขาก็ไม่ยอมรับและนบนอบจากส่วนลึกของหัวใจ ทั้งยังไม่เข้าใจความจริงกับหลักธรรมความจริงที่พวกเขาควรถือปฏิบัติ และพวกเขาก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองก็สามารถทำบางสิ่งผิดไปได้เช่นกัน  ลักษณะเฉพาะเบื้องต้นของพวกเขาก็คือไม่เชื่อมั่น ไม่ยอมรับ และไม่ยอมรับรู้  โดยหลักนั้น ที่พวกศัตรูของพระคริสต์ประพฤติในหนทางนี้ก็เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นผู้คนที่เพียบพร้อม พวกเขาไม่สามารถทำบางสิ่งผิดไปได้  สำหรับพวกเขาแล้ว ผู้ใดก็ตามที่กล่าวหาพวกเขาว่าทำความผิดพลาดก็คือคนที่ผิด—เป็นคนผู้นั้นเองที่มีทัศนคติที่ผิด ผู้เก็บงำมุมมองและจุดยืนที่แตกต่างในเรื่องนี้  พวกศัตรูของพระคริสต์คิดว่า ผู้ใดก็ตามที่ตัดแต่งตนทำเช่นนั้นเพราะตนยังไม่ได้เห็นความแข็งแกร่งของพวกเขา พวกเขากำลังทำให้สิ่งทั้งหลายยากเย็นสำหรับตน หาทางจับผิดตน และจงใจพุ่งเป้ามาที่ตน  ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ยอมรับการตัดแต่งในเรื่องนี้ ทั้งพวกเขายังจะไม่มีการกลับใจใหม่อันใด โดยหลักแล้วเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยมองตัวเองเป็นใครบางคนที่สามารถทำความผิดพลาดได้—พวกเขาเชื่อว่าตนเองเพียบพร้อม และมีแต่ตนเท่านั้นที่ไม่อาจทำความผิดพลาดได้  นี่แสดงนัยว่าพวกเขาเชื่ออย่างแน่นอนที่สุดว่าตนเองชอบธรรม ตนเป็นธรรมิกชน  หากพวกเขาจะยอมรับรู้จริงๆ ว่า ตัวเองเป็นคนเสื่อมทราม เช่นนั้นพวกเขาก็ควรยอมรับรู้ว่าตัวเองมีความเสื่อมทราม สามารถทำสิ่งที่ผิดได้ และในฐานะที่เป็นมนุษย์ พวกเขาไม่แคล้วต้องทำความผิดพลาด  คนบางคนดูค่อนข้างไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แต่ผู้คนเช่นนั้นก็มีบางสิ่งภายในความเป็นมนุษย์ซึ่งพวกเขายึดถืออยู่ในมโนคติอันหลงผิดของตัวเองว่าเป็นความแข็งแกร่ง นั่นก็คือศักยภาพในการแข่งขันและความทะยานอยากสุดขีดที่จะทำเกินหน้าผู้อื่น  ผู้คนเหล่านี้มีการควบคุมตัวเองเป็นเลิศ และตั้งมาตรฐานกับตัวเองสูงมาก  พวกเขาเคร่งครัดกับตัวเองอย่างมาก เรียกร้องความเพียบพร้อมและสิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ ในทุกสิ่งที่ทำ โดยไม่อนุญาตให้มีข้อติหรือข้อตกหล่นแม้แต่น้อยนิด  ในเวลาเดียวกัน จิตใต้สำนึกของพวกเขาก็เชื่อว่าตัวเองไม่สามารถทำผิดได้เลย เพราะพวกเขารอบคอบอย่างเหลือเชื่อในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนทำ พวกเขาคิดทบทวนสิ่งทั้งหลายได้อย่างยอดเยี่ยมและคิดได้อย่างละเอียดละออสุดขั้ว พวกเขาทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่มีที่ติ ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงทุกๆ เรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเพียบพร้อม  ผลที่ตามมาก็คือ พวกเขาเชื่อว่าตนเองจะไม่มีวันผิดพลาด  เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง สิ่งที่ยากเย็นที่สุดที่พวกเขาจะยอมรับก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเขาสามารถทำความผิดพลาดได้  นี่คือเหตุผลที่ผู้คนเช่นนั้นไม่รู้วิธีทบทวนตนเอง และจะไม่มีวันทำเช่นนั้น  พวกเขามองว่าศักยภาพในการแข่งขันและความทะยานอยากที่จะทำเกินหน้าผู้อื่นที่มีอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นบวก และยึดปฏิบัติในสิ่งเหล่านั้นราวกับเป็นหลักธรรมความจริง พวกเขาคิดว่าหากตนทำสิ่งทั้งหลายและปฏิบัติหน้าที่ของตนบนพื้นฐานของหลักธรรมเหล่านี้ พวกเขาจะไม่มีวันพลาด และต่อให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นจริง พวกเขาก็มองว่านี่เป็นเรื่องของมุมมอง เป็นการที่ผู้คนมีทัศนะต่างกัน และคิดว่านี่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นผิดอย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครตัดแต่งพวกเขา ไม่ว่าการตัดแต่งหรือสิ่งที่ถูกเปิดโปงนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่—พวกเขาก็จะไม่ยอมรับสิ่งนั้น  หากพวกเขาพบว่าตัวเองได้ทำบางสิ่งผิดไปจริงๆ พวกเขาจะยอมรับรู้หรือไม่?  (พวกเขาจะไม่ยอมรับรู้)  พวกเขาจะไม่ยอมรับรู้ พวกเขาจะเงียบกริบไปทันที และจะเป็นคนสุดท้ายที่มีวันเอ่ยถึงเรื่องนั้น  พวกเขาจะไม่มีวันยกเรื่องนั้นมาพูดอย่างเด็ดขาด  หากศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับใครบางคนที่เปิดโปงข้อผิดพลาดหรือข้อติบางอย่างในงานของพวกเขา และมองเห็นว่าตนไม่สามารถหลบซ่อนจากการนั้น พวกเขาก็จะแสร้งขุดคุ้ยไม่หยุดว่าใครเป็นคนทำข้อผิดพลาดนั้น และหลังจากที่ค้นคว้าแล้วค้นคว้าอีก ก็ค้นพบโดยไม่คาดฝันว่าพวกเขาคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ  หากใครบางคนพูดว่า “คุณเป็นคนทำไม่ใช่คนอื่น คุณลืมไปแน่ๆ” ศัตรูของพระคริสต์จะตอบกลับว่าอย่างไร?  อะไรคือสิ่งที่คนปกติควรทำในสภาพการณ์เหล่านี้?  คนปกติที่มีความละอายควรหน้าแดง รู้สึกกระดากและตะขิดตะขวง และทำใจรับทันทีโดยพูดว่า “ฉันลืมเรื่องนั้นไป  ฉันเป็นคนทำเอง นั่นเป็นความผิดพลาดของฉัน  เรารีบมาช่วยกันหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้และทำสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้องกันเถิด เพื่อให้ข้อผิดพลาดไม่บานปลาย”  บางคนที่มีความละอาย มโนธรรม และเหตุผลจะยอมรับรู้ความผิดพลาดของตัวเองในทันที จากนั้นก็แก้ไขและทำให้ถูก  ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์นั้นไร้ยางอาย อึดใจที่ใครบางคนค้นพบว่าพวกเขาคือคนที่กระทำสิ่งผิดพลาดนั้น อึดใจที่พวกเขาถูกใครบางคนเปิดเผยและมารู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาเปลี่ยนทีท่าทันที และนึกถึงหนทางสารพัดเพื่อเลี่ยงไม่ทำใจรับความผิดพลาดของตน เพื่อเลี่ยงไม่ยอมรับว่าตนเองคือคนที่ทำความผิดพลาดนั้น—พวกเขาจะโกหกหน้าตายและโต้ความให้ตัวเอง  ทุกคนรอบตัวพวกเขาจะมองว่านี่ช่างน่ากระดากและตะขิดตะขวง แต่ศัตรูของพระคริสต์จะไม่รู้สึกอะไรเลย  พวกเขาจะทำให้ปัญหาใหญ่ดูเหมือนปัญหาเล็ก และปัญหาเล็กดูไม่เป็นปัญหา จากนั้นก็ไม่เคยยกเรื่องนั้นมาพูดอีก  ความเบาปัญญาของพวกเขาถูกเผยแล้วในเรื่องนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงจะปฏิเสธความผิดพลาดของตนอย่างเปิดเผย และโกหกต่อหน้าผู้คนมากมายเหลือเกิน พยายามบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบโดยปราศจากอาการหน้าแดงด้วยความละอาย และปราศจากอาการใจเต้นไม่เป็นส่ำ  พวกศัตรูของพระคริสต์มีความละอายบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)

เมื่อศัตรูของพระคริสต์บางคนแค่ถูกปลด พวกเขาก็เต็มไปด้วยความคับข้องใจ รู้สึกถึงสำนึกของการสูญเสีย ว่าตนไม่เหลือสถานะอีกแล้ว ไม่มีใครให้ความนับถือหรือคอยบริการพวกเขาอีกต่อไป และพวกเขาไม่อาจเพลิดเพลินกับผลประโยชน์และสถานะได้อีก  พวกเขารู้สึกว่าราคาที่ตนจ่ายไปทั้งหมดและการทนทุกข์ในอดีตทั้งหมดนั้นไม่คุ้มค่า และหัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยสำนึกของความไม่ยุติธรรม  ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่ประสบความรู้สึกผิดแม้เศษเสี้ยวสำหรับการสำแดงทั้งหลายที่ตนแสดงให้เห็นในตอนที่ตนถูกตัดแต่ง หรือสำหรับสิ่งใดก็ตามที่ตนได้ทำผิดไป  พวกเขารู้สึกไม่เป็นธรรม หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความคับข้องใจและการพร่ำบ่น ตลอดจนความเข้าใจผิดต่อพระเจ้า  พวกเขาไม่เพียงปฏิเสธที่จะยอมรับรู้ความผิดพลาดของตัวเอง และไม่มีแผนการที่จะชดเชยความผิดของคน หรือยอมรับการถูกตัดแต่ง ยอมรับการถูกปลดครั้งนี้ ในทางตรงกันข้ามกลับคิดว่า “พระเจ้าไม่ชอบธรรม ไม่ว่าใครสักคนทนทุกข์ไปมากแค่ไหน หรือพวกเขาตกไปอยู่ภายใต้ความไม่ยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีที่ให้บอกเล่าเรื่องนี้กับใครได้  นี่ช่างน่าเจ็บปวดนัก!  แม้แต่พระเจ้าก็พึ่งไม่ได้ ไม่มีใครให้ฉันพึ่งพิงเลย  ต่อให้ฉันทำหน้าที่สืบไปในภายหน้าในบ้านของพระเจ้า ฉันก็จะต้องเดินหน้าด้วยความระมัดระวังตัวสุดขีด และไว้ใจใครไม่ได้เลย”  พวกเขาเต็มไปด้วยการปกป้องตัวเองและความเข้าใจที่ผิดต่อพระเจ้า  นี่เป็นอุปนิสัยประเภทใด?  ไม่ว่าพวกเขาทำสิ่งที่ผิดไปมากมายเท่าใด พวกเขาก่อให้เกิดความสูญเสียต่องานของคริสตจักรไปอย่างใหญ่หลวงเพียงใด หรือพวกเขาทำให้งานของคริสตจักรตกอยู่ในอันตรายมากเพียงใด พวกเขาก็คิดว่าสามารถเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ไปเฉยๆ ก็ได้ และพวกเขาก็จะไม่รับผิดชอบอันใด หรือยอมรับรู้ข้อผิดพลาดใดในส่วนของตน  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะนำความคับข้องใจทุกเศษเสี้ยว ราคาหยุมหยิมไร้ค่าใดๆ ก็ตามที่พวกเขาจ่ายไปมาตีค่าสูงกว่าที่เป็นจริง โดยเชื่อว่าเป็นพระนิเวศของพระเจ้าที่ทำให้พวกเขาไม่สมหวัง และพระเจ้าได้ทรงกล่าวพวกเขาอย่างผิดๆ  ความสูญเสียที่พวกเขาก่อให้เกิดกับพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่มีผลสืบเนื่องโดยสิ้นเชิงในจิตใจของพวกเขา  พวกเขาคิดว่า “ไม่จำเป็นต้องไปคิดคำนวณหรือยุ่งยากกับเรื่องนั้น  ใครจะเรียกว่านั่นคือการสูญเสีย?  ผู้นำคนไหนที่ไม่ผลาญของถวายบ้างเลย?  เป็นฉันแค่คนเดียวได้ยังไง?  ผู้นำคนไหนที่ไม่เคยก่อให้เกิดการสูญเสียอันใดในบ้านของพระเจ้า?  ของถวายของพระเจ้าคืออะไร?  เงินนั่นเป็นของทุกคน ดังนั้นถ้าคนอื่นได้รับอนุญาตให้ใช้จ่ายได้ ทำไมฉันถึงไม่ได้รับอนุญาต?  คนอื่นได้รับอนุญาตให้ผลาญเงินนั่น แต่ฉันไม่ได้รับอนุญาตหรือ?  ถ้าเราพูดถึงการสูญเสียที่ถูกทำให้เกิดกับบ้านของพระเจ้า คนอื่นเป็นต้นเหตุมากกว่าที่ฉันทำมากมาย  ทำไมฉันถึงเป็นคนเดียวที่กำลังถูกตัดแต่งอย่างรุนแรงและถูกปลดออก?  ในส่วนของการไม่ปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมทั้งหลายแต่กลับกระทำความประพฤติผิดอย่างบุ่มบ่ามนั้น คนบางคนก็แย่กว่าฉันตั้งมากในแง่นั้น ทำไมพวกเขาถึงไม่ถูกปลดออกตอนที่พวกเขาถูกตัดแต่ง?  ในส่วนของการจ่ายราคา ฉันก็ได้จ่ายไปมากกว่าผู้คนส่วนใหญ่  ในแง่ของความจริงใจ ใครมีความจริงใจเทียบกับฉันได้?  แล้วคำสอนล่ะ?  ฉันก็ให้คำสอนออกไปมากมายกว่าผู้อื่น  และในส่วนของการเข้าใจความจริง ใครเข้าใจมากเท่าฉัน?  เมื่อเป็นเรื่องของการยอมรับการถูกเบื้องบนตัดแต่ง ใครยอมรับการนั้นมากกว่าฉัน?  ในแง่ของการละทิ้ง ใครได้ละทิ้งไปมากกว่าฉัน?  ส่วนการช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงและแก้ปัญหาให้พวกเขา ใครทำมากกว่าฉัน?  เมื่อเป็นเรื่องของการหัวหมุนทำงานในคริสตจักร ไม่มีใครเปรียบฉันได้  พอเป็นเรื่องคนที่พี่น้องชายหญิงลงคะแนนเลือก เกื้อหนุน และรับรอง ใครได้คะแนนเสียงมากกว่าฉัน?”  เจ้าดูเถิดว่าศัตรูของพระคริสต์ทำการเปรียบเทียบเหล่านี้  ตอนที่ศัตรูของพระคริสต์แค่เผชิญการตัดแต่ง พวกเขาก็พูดถึงแต่เรื่องทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง  หากศัตรูของพระคริสต์ได้ยอมรับรู้ความผิดพลาดทั้งหมดที่ตนทำ และหลักธรรมความจริงทั้งหมดที่ตนได้ละเมิดไป หากพวกเขาสามารถยอมรับและนบนอบการตัดแต่ง หากพวกเขาได้ปฏิบัติตนไปบนพื้นฐานของหลักธรรมทั้งหลายนับแต่ตอนนั้น และทำอย่างถึงที่สุดเพื่อชดเชยความสูญเสียที่ตนก่อให้เกิดแก่งานของคริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้าจะคอยตรวจดูประเด็นปัญหาของพวกเขาหรือไม่?  พระนิเวศของพระเจ้าจะกล่าวโทษพวกเขาหรือไม่?  จะทิ้งพวกเขาลงในนรกหรือไม่?  พวกเขามีความจำเป็นอันใดหรือไม่ที่ต้องทุ่มความพยายามในการอธิบายตัวเองและทำการแก้ตัว?  พวกเขามีความจำเป็นอันใดหรือไม่ที่ต้องคอยพร่ำบ่นถึงความคับข้องใจของตนในลักษณะอ้อมค้อมเช่นนี้?  เป็นได้จริงๆ หรือว่าพวกเขาไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่สามารถทำความผิดพลาดได้?  หลังจากได้ยินได้ฟังคำสอนมามากมายยิ่งนัก พวกเขาก็ยังคงคิดไม่ได้ว่าแท้จริงตนเองเป็นสิ่งประเภทใด?  หลังจากที่ถูกตัดแต่งไปเล็กน้อย พวกเขาก็รู้สึกถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม—หากพวกเขาไม่ได้ทำความชั่วใด ใครเล่าจะจงใจหรือต้องการตัดแต่งพวกเขา?  นอกจากนั้น หากพวกเขาไม่ใช่ผู้นำที่แบกความรับผิดชอบ ใครเล่าจะจงใจตัดแต่งพวกเขา?  พระเจ้าประทานสิทธิ์ให้ผู้คนได้เลือกอย่างอิสระ เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตคริสตจักร และในส่วนของเส้นทางที่ผู้คนใช้เดินและสิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา นั่นก็เป็นธุระของเขาเอง  ไม่มีใครจะไปแทรกแซงเรื่องนี้  แต่ตอนนี้ในฐานะผู้นำคนหนึ่งแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เป็นผู้กำกับดูแลคนหนึ่ง หากพวกเขาทำความผิดพลาด ความสูญเสียต่อพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งมีเหตุจากความผิดพลาดนี้ย่อมจะไม่ใช่ประเด็นปัญหาเล็กน้อย และหากพวกเขาพูดบางสิ่งที่ผิด ผลกระทบที่มีต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะไม่ใช่ประเด็นปัญหาเล็กน้อยเช่นกัน เพราะพวกเขาแบกความรับผิดชอบที่แตกต่างจากบุคคลธรรมดา  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการที่เบื้องบนตัดแต่งพวกเขาจึงเป็นเรื่องปกติโดยพร้อมมูล  เบื้องบนจะทำเช่นนั้นหรือไม่หากพวกเขาไม่ได้มีสถานะนี้ หรือไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบนี้?  เบื้องบนได้ตัดแต่งผู้เชื่อธรรมดาไปมากเพียงใด?  เพราะพวกเขาแบกความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ และขอบเขตงานของพวกเขาก็ใหญ่โตมากเช่นกัน เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาทำความผิดพลาด ผลกระทบจึงใหญ่โตมาก และดังนั้นพวกเขาจึงถูกตัดแต่งอย่างแน่นอน  นี่เป็นปกติอย่างมาก  หากพวกเขาไม่อาจยอมรับแม้แต่การถูกตัดแต่ง เช่นนั้นพวกเขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้นำหรือไม่?  พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการนั้น พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับการเลือกตั้งจากเหล่าพี่น้องชายหญิง—พวกเขาไม่คู่ควรต่อการนั้น!  เมื่อพวกเขาทำความผิดพลาด พวกเขาไม่มีความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบ ที่จะยอมรับรู้ความผิดพลาดนั้นด้วยซ้ำ  พวกเขาไม่มีเหตุผลเช่นนั้นด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาเป็นผู้นำได้อย่างไร?  พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอและไม่คู่ควร!

โดยแน่แท้นั้น นั่นเป็นเพราะพวกเขามีแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่อาจยอมรับรู้ว่าตนได้กระทำข้อผิดพลาดลงไป และดังนั้นเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบหรือแสวงหาหลักธรรมความจริง  ในเมื่อพวกเขาไม่เต็มใจทำสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับรู้การทำผิดของตน พวกเขาสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถดำเนินการจัดการเตรียมการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่?  ไม่ได้โดยสิ้นเชิง  เพราะฉะนั้นเมื่อศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้นำ นอกจากการดำเนินการประกอบกิจการของตัวเอง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะสามารถทำสิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาจะไม่มีวันทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรมความจริง และพวกเขาก็จะไม่มีวันดำเนินงานโดยสอดคล้องกับการจัดการเตรียมการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งเพราะความผิดพลาดเล็กน้อย หรือเพราะความพลาดพลั้งครั้งใหญ่ที่เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียอันใหญ่หลวงต่องานคริสตจักร พวกเขาไม่สามารถยอมรับรู้ข้อผิดพลาดของตน และพวกเขาไม่สามารถยอมรับรู้ว่าตนเองก่อการกระทำผิดหรือติดหนี้พระเจ้าในเรื่องนี้  ในทางตรงข้ามไม่ว่าเมื่อใด พวกเขาก็ยอมตายเสียดีกว่าที่จะทำใจรับว่าตนเองมีอะไรเกี่ยวข้องกับความสูญเสียที่มีเหตุจากการกระทำผิดนี้ และพวกเขาจะไม่ยอมรับรู้ว่าตนเองคือผู้รับผิดชอบหลัก ว่าการกระทำของตนนั้นผิด ว่าตนได้เลือกเส้นทางที่ผิด หรือทำใจรับความผิดพลาดของตนในการจงใจกระทำความชั่วแทนการตระหนักถึงความจริงเป็นอย่างดี นับประสาอะไรที่พวกเขาจะทำใจรับว่า ตัวเองมีความรับผิดชอบอันมิอาจบ่ายเบี่ยงได้ในเรื่องนี้  พวกเขาจะไม่ทำใจรับว่าตัวเองมีเจตนารมณ์ที่ไม่ถูกต้องในยามที่พวกเขาได้กระทำลงไป ว่าพวกเขาไม่อาจให้ความร่วมมือกับผู้ใดเลย ว่าพวกเขากระทำไปตามอำเภอใจและเอาแต่ใจ ว่าพวกเขาสำราญอยู่ในผลประโยชน์ที่มาจากสถานะ ละเลยในหน้าที่ของตน และเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น หลังจากที่พวกเขาทำข้อผิดพลาดลงไป พวกเขาจะอธิบายในทุกฝีก้าวว่าตนเองได้ทนทุกข์ไปมากเพียงใด ว่าพวกเขาได้ไปถูกจองจำแต่ไม่เคยกลายเป็นยูดาส พวกเขาได้จ่ายราคาไปมากเท่าใด และอะไรคือคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาทำให้กับงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาจะแพร่กระจายและป่าวประกาศสิ่งเหล่านี้ไปทุกหนแห่ง  นอกจากการโพนทะนาคุณูปการของตนและราคาที่ตนจ่ายไป พวกเขาจะแพร่กระจายออกไปอีกด้วยว่าพระนิเวศของพระเจ้านั้นผิดและไม่เป็นธรรมในการตัดแต่งพวกเขา รวมทั้งในหนทางที่ปฏิบัติกับพวกเขา  นอกเหนือจากการขาดท่าทีของการกลับใจใหม่ พวกเขาจะทำการตัดสินพระเจ้ากับวิธีที่พระนิเวศของเพราะเจ้าได้จัดการกับพวกเขาไปทั่วทุกแห่งหน  หากผู้คนจำนวนมากขึ้นเชื่อในสิ่งที่พวกเขากำลังพูด หากผู้คนจำนวนมากขึ้นพยายามปกป้องพวกเขา ยอมรับรู้และยอมรับราคาที่พวกเขาจ่ายไปให้กับพระนิเวศของพระเจ้า และเชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่เป็นธรรมและรังแกศัตรูของพระคริสต์ในการปฏิบัติที่มีต่อศัตรูพระคริสต์ เช่นนั้นศัตรูของพระคริสต์ก็จะสัมฤทธิ์เป้าหมายของพวกเขาแล้ว  พวกเขาจะทำสิ่งเหล่านี้อย่างไม่มีวันเรรวน นับประสาอะไรที่จะยับยั้งชั่งใจ  พวกเขาไม่มีหัวใจที่หวาดกลัวพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะมีเจตนารมณ์ในการกลับใจ  หลังจากที่พวกเขาทำบางสิ่งผิดไป พวกเขาไม่เพียงปฏิเสธที่จะยอมรับรู้ แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับพยายามบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ และในเวลาเดียวกันก็เป็นห่วงบั้นปลายในอนาคตของตนมากขึ้น  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นว่าบั้นปลายของตนตกอยู่ภายใต้การคุกคาม หรือได้ยินว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่บ่มเพาะผู้คนอย่างพวกเขาอีกต่อไป ในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกเกลียดชังผู้คนที่ตัดแต่งและเปิดโปงตน และผู้คนที่เป็นเหตุให้ตนต้องเสียหน้ามากขึ้นด้วยซ้ำ  ตลอดทั้งกระบวนการที่พวกเขาถูกตัดแต่ง ศัตรูของพระคริสต์จะไม่กลับใจแต่อย่างใดเลย  หากพวกเขารู้เข้าจริงๆ ว่าสถานะและบั้นปลายของตนจะไม่มั่นคงปลอดภัย ว่าความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานของตนจะไม่มีวันสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นพวกเขาก็จะเก็บอาการไม่อยู่ และจะเริ่มแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดกับความคิดลบของตนอย่างลับๆ  พวกเขาจะทำการตัดสินเหล่าพี่น้องชายหญิง หรือผู้นำระดับบนที่ตัดแต่งตน และพวกเขาจะทำการตัดสินและโจมตีมนุษย์ผู้นั้นที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้อีกด้วย โดยพูดว่าเขาตัดแต่งตนอย่างไม่มีเหตุผล ว่าเขาไม่ได้เปิดโอกาสให้ตนรักษาหน้าเลย  พวกเขาไร้เหตุผลเช่นนั้นเอง  คนประเภทนี้ไม่สามารถเข้าใจความจริงหรือมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าพวกเขาได้ยินได้ฟังคำเทศนามามากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่อาจมีแม้แต่มโนธรรมและเหตุผลที่พวกเขาควรจะมีด้วยซ้ำ ไม่ว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีก็ตาม  พวกเขาช่างน่าสังเวชและน่าเกลียดชังจริงๆ!  นับจากอึดใจที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งอย่างรุนแรงเพราะการก่อความประพฤติผิดอย่างบุ่มบ่าม พวกเขาก็ไม่เคยทำใจรับว่าตนได้ทำสิ่งใดผิดไป อีกทั้งพวกเขาก็ยังเต็มไปด้วยสำนึกของความไม่ยุติธรรม ขณะเดียวกันก็พร่ำบ่นและทำการตัดสินพระนิเวศของพระเจ้าที่ไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา และในที่สุดพวกเขาก็เริ่มแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดของตนอย่างเปิดเผย ไม่เก็บอาการอีกต่อไปและโหวกเหวกใส่พระนิเวศของพระเจ้า และสุดท้ายพวกเขาก็ถูกขับไล่  มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติแม้แต่น้อยนิดอยู่ภายในพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ในช่วงระยะใดเหล่านี้บ้างหรือไม่?  แล้วมโนธรรมกับเหตุผลล่ะ?  มีการสำแดงการรักความจริงและสิ่งที่เป็นบวกแต่อย่างใดบ้างหรือไม่?  มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่แม้แต่น้อยนิดหรือไม่?  ไม่ ไม่มีสิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่เลย  ศัตรูของพระคริสต์ช่างน่าเกลียดชังอย่างสุดขั้ว ปราศจากความละอาย และไร้เหตุผลอย่างถึงที่สุด!  ยามที่พวกเขาไม่อาจเพลิดเพลินกับผลประโยชน์จากสถานะอีกต่อไป พวกเขาก็ตัดใจว่าตนนั้นสิ้นหวังและเริ่มปฏิบัติตนอย่างบุ่มบ่าม  ไม่ว่าพวกเขาจะไร้สมรรถภาพในงานของตนเพียงใด หรือพวกเขาขาดความสามารถในงานอย่างไร พวกเขาก็ยังคงต้องการเพลิดเพลินกับผลประโยชน์จากสถานะและความเคารพนับถือจากผู้อื่น  พวกเขามองสถานะและความมีหน้ามีตาว่าสำคัญกว่าชีวิตของตน และไม่ว่าข้อผิดพลาดที่พวกเขาทำนั้นใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใดเลย  พวกเขาเป็นแม้แต่มนุษย์หรือไม่?  พวกเขาเป็นหมาป่าในเสื้อผ้าของแกะ  ภายนอกนั้นพวกเขาสวมใส่หนังมนุษย์และดูเหมือนคน แต่ภายในพวกเขาไม่ใช่มนุษย์  พวกเขาช่างน่าชังโดยแท้—พวกเขาน่าสะอิดสะเอียนและน่าเกลียดชัง!

ข. การไม่ยอมที่จะยอมรับรู้ว่าพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่เพียงไม่กลับใจ แต่พวกเขายังแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและแสดงความเห็นอันรุนแรงอย่างเปิดเผยอีกด้วย  เหตุผลหลักประการแรกสำหรับเรื่องนี้ก็คือว่า พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับรู้ว่าตนได้ทำผิดไป  เหตุผลประการที่สองคืออะไร?  นั่นก็คือว่า ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับรู้ว่าตนเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  นี่ร้ายแรงกว่าและเป็นรูปธรรมกว่าการปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ว่าตนได้ทำผิดไปไม่ใช่หรือ?  ความรู้ขั้นต่ำสุดที่ผู้ใดก็ตามที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้า ผู้ที่ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าควรมีก็คือ การยอมรับรู้เสียก่อน ว่าผองมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ว่าพวกเขาได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ว่าพวกเขาขาดเหตุผลและความเป็นมนุษย์ ไม่มีความจริงหรือรู้จักพระเจ้า และเป็นพวกที่ขัดขืนพระเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่จะไม่มีวันรับว่าตนถูกทำให้เสื่อมทรามดิ่งลึกเกินไป และไม่รับว่าเหล่ามนุษย์ผู้เสื่อมทรามล้วนเป็นของซาตาน นับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีวันรับว่าตัวพวกเขาเองเป็นหมู่มารและเหล่าซาตาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนส่วนใหญ่สามารถทบทวน ทำความรู้จักตนเอง และยอมรับการตัดแต่งได้บ้างเป็นครั้งคราว ศัตรูของพระคริสต์กลับไม่สามารถรับได้ว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามด้วยซ้ำ—นี่เป็นปัญหาร้ายแรง  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่ร้ายแรง?  เนื่องจากพวกศัตรูของพระคริสต์ไร้ความสามารถในการยอมรับรู้ความจริงและไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง จากส่วนลึกภายในหัวใจของพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งใดก็ตามที่กล่าวอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า  คนบางคนพูดว่า “พระองค์ตรัสได้อย่างไรว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งนั้น?  พวกเขาก็รับแล้วว่าตัวเองเป็นหมู่มารและเหล่าซาตาน ว่าตัวเองเป็นศัตรูของพระเจ้า”  นั่นนับว่าเป็นการยอมรับได้อย่างไร?  แม้ผู้ไม่มีความเชื่ออาจจะพูดว่าตนเองไม่ใช่คนดี แต่นั่นนับเป็นการรับว่ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหรือไม่?  นั่นไม่นับ  การยอมรับอย่างแท้จริงว่าการมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหมายถึงการรู้ว่าตัวเจ้าเป็นคนประเภทใดเสียก่อน  นั่นยังหมายถึงการสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามต่างๆ ที่พระเจ้าทรงบรรยายไว้ในหลากหลายระดับ และการยอมรับรู้ต่อไปถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมาขณะอยู่ในสภาวะต่างๆ กัน  เหล่านี้คือการสำแดงอันเป็นรูปธรรมบางอย่างไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  แต่ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ยอมรับรู้พระวจนะของพระเจ้า—แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับดูหมิ่นพระวจนะ  นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาแค่ฟังพระวจนะซึ่งเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์แล้วจบแค่นั้น ลึกภายในหัวใจพวกเขาไม่เคยทบทวนตัวเอง ชำแหละตัวเอง หรือเปรียบเทียบตัวเองกับพระวจนะเหล่านี้  อีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาไม่ชำแหละหรือเปรียบเทียบการสำแดง เจตนา ความคิด และมุมมองสารพันของตนไปตามพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า พวกเขาไม่ทำสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใดเลย  การที่พวกเขาไม่ทำสิ่งเหล่านี้แสดงถึงอะไร?  การนี้แสดงว่า สำหรับพวกเขาแล้ว พระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสไว้เป็นเพียงแค่หนทางหนึ่งในการมองสิ่งทั้งหลาย เป็นมุมมองหนึ่งซึ่งต่างออกไป—พระวจนะเหล่านี้เป็นเพียงแค่หนทางหนึ่งซึ่งต่างออกไปในการบรรยายถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทราม บุคลิกภาพ การปฏิบัติ และแก่นแท้ของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่เกณฑ์สำหรับการให้คำจัดความแก่อุปนิสัยของมนุษย์แต่อย่างใดเลย  นี่เป็นหนทางอันถูกต้องแม่นยำในการอธิบายว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นไม่คำนึงถึงพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริงอย่างไร  ในจิตใจของศัตรูของพระคริสต์มีความเข้าใจพอประมาณเท่านั้นเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานาประการของมวลมนุษย์ แต่ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาไม่เคยยอมรับการนี้  ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมรับการนี้ ยามที่บางสิ่งบังเกิดแก่ตน พวกเขาสามารถใช้พระวจนะของพระเจ้ายับยั้งอุปนิสัย เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติ และแก้ไขมุมมองอันไม่ถูกต้องของตนได้หรือไม่?  ไม่ได้โดยสิ้นเชิง  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่รับว่าตนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  จงดูความโอหังเป็นตัวอย่าง—พระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงอุปนิสัยนี้นั้นกล่าวถึงบางหนทางที่อุปนิสัยนี้สำแดงและเผยออกมาในมนุษย์  คนคนหนึ่งซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงและยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงจะชั่งน้ำหนักพฤติกรรมและอุปนิสัยของตัวเองเทียบกับพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า  พวกเขาจะชั่งน้ำหนักสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และจากนั้นก็รับว่า “ฉันมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  เป็นอุปนิสัยที่เผยออกมาตอนที่ฉันทำสิ่งนี้  ความคิด การกระทำ และท่าทีเหล่านี้ของฉันนั้นมีความโอหัง  หนทางเหล่านี้ที่ฉันมีอยู่ในการปฏิบัติต่อผู้อื่น ในการทำงานของตัวเอง และในการเข้าหาหน้าที่ของตนนั้นมีความโอหัง”  นี่คือการยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขามองพระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐาน และใช้มาตรฐานนี้มาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของตัวเอง และเมื่อพวกเขาพบความเชื่อมโยง พวกเขาก็ยอมรับรู้ไปโดยไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสนั้นเป็นความจริง และไม่เป็นความเท็จแต่อย่างใดเลย  สำหรับตอนนี้ พวกเราอย่าเพิ่งลงลึกกันเลย ว่าผู้คนสามารถใช้พระวจนะของพระเจ้าแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนหรือไม่ หลังจากที่พวกเขายอมรับรู้ว่าตัวเองมีอุปนิสัยนั้นอยู่  ก่อนอื่น พวกเรามาพูดคุยกัน ว่าผู้คนยอมรับรู้หรือไม่ว่าตนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  เมื่อเป็นเรื่องของการยอมรับรู้ ผู้คนส่วนใหญ่ที่มีความเป็นเหตุเป็นผล มโนธรรม และการคิดอ่านที่เป็นปกตินั้นสามารถได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวจนะของพระเจ้า และจากนั้นก็ยอมรับและกล่าวว่า “อาเมน” ต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และด้วยเหตุนั้นจึงยอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์อันเสื่อมทรามซึ่งมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และน้อมคำนับเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ครั้นพวกเขายอมรับแล้วว่าตนเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม พวกเขาก็จะมีท่าทีอันถูกต้องเหมาะเจาะต่อพระเจ้า ต่อความจริง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการถูกตัดแต่ง  กล่าวก็คือ ขณะที่พวกเขายอมรับรู้ว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ยามที่พวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาจะสามารถนบนอบการตัดแต่งนี้จากหัวใจโดยไม่ทันรู้และโดยไม่รู้สึกตัว และจะเต็มใจยอมรับการตัดแต่ง  มีกระทั่งคนบางคนที่ถวิลหาให้ผู้อื่นเหนี่ยวรั้งและบ่มวินัยพวกเขาโดยผ่านทางการตัดแต่ง และพวกเขาก็เกิดมีความรู้สึกที่เป็นบวกต่อการตัดแต่งไปตามธรรมชาติจริงๆ พวกเขามีท่าทีกระตือรือร้นในเชิงบวกต่อการถูกตัดแต่ง  ผู้คนเหล่านี้เป็นปกติ พวกศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่เป็นคนไม่ปกติ ผู้คนดังกล่าวไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า มักสะบัดเสียงแสดงความเหยียดหยามพระวจนะอยู่บ่อยๆ อีกทั้งในหัวใจพวกเขาก็ขัดขืน ตัดสิน และกล่าวโทษพระวจนะ  เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงมีท่าทีเดียวกันต่อการเปิดโปงของพระเจ้าและการกำหนดลักษณะเฉพาะของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์  ท่าทีนั้นคืออะไร?  จงดูตัวอย่างจากการที่พระเจ้าตรัสว่าผู้คนมีอุปนิสัยอันโอหังและการเสวนาเกี่ยวกับการสำแดงเฉพาะของอุปนิสัยนั้น  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเกี่ยวกับการสำแดงเฉพาะเหล่านี้ พวกเขาไม่เพียงแค่ปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องนี้ แต่พวกเขายังบานปลายไปถึงขั้นดูหมิ่นการสำแดงเฉพาะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสถึง  เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนั้น?  เพราะพวกเขาทำตามตรรกะของซาตาน นั่นก็คือ ท่าทีของซาตานที่มีต่อความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก  พวกเขาพูดว่า “คุณเรียกสิ่งนี้ว่าความโอหัง แต่ในหมู่คนที่มีความสามารถ ใครเล่าที่ไม่วางมาด?  ในหมู่ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษด้านความเป็นผู้นำ ใครเล่าที่ไม่พูดจาองอาจ?  ในหมู่ผู้คนที่มีสถานะ ใครเล่าที่ไม่วางมาดสักเล็กน้อย?  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย?  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ในโลกของผู้ไม่มีความเชื่อ แต่ในที่นี้ พวกคุณทั้งหมดกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่  อีกอย่าง การลงมือกระทำการโดยไม่มีการหารือถึงสิ่งทั้งหลายกับผู้อื่นก็นับเป็นความโอหังด้วยจริงหรือ?  นั่นเป็นการทำตัวเหนือกฎเกณฑ์จริงหรือ?  ผู้คนที่มีความสามารถควรเป็นผู้ฟันธง และการสามารถมีสิทธิ์ขาดในอำนาจนั้นเรียกว่าการมีสมรรถภาพ  การหารือถึงสิ่งทั้งหลายกับพวกคุณที่เป็นคนธรรมดานั้นมีประโยชน์อะไรหรือ?  พวกคุณรู้อะไรบ้าง?  ดังนั้น ฉันจึงไม่ได้กำลังโอหัง ฉันแค่มีสมรรถภาพและมีความสามารถ  นี่เรียกว่าการมีความสามารถในการเป็นผู้นำ และเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาแต่กำเนิด  ฉันมีสมรรถภาพยอดเยี่ยมเช่นนั้น ฉันทำได้ทุกอย่าง  ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสภาพการณ์ใดหรือกลุ่มใด ฉันก็คุมอยู่—นี่คือการเป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ!  บุคคลที่มีความสามารถพิเศษไม่ควรถูกเหยียบย่ำ และไม่ควรถูกเปิดโปง  แทนที่จะเป็นแบบนั้น ไม่ว่าพวกเขาอยู่ในกลุ่มใด พวกเขาก็ควรได้รับการรับรอง ยกย่อง และมอบบทบาทที่สำคัญให้!  ในเมื่อพวกเขามีความสามารถ เป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษพร้อมความสามารถในการเป็นผู้นำ พวกเขาควรมีอากัปกิริยาของผู้นำ ของหัวหน้า  ถ้าพวกเขากลบฝังสิ่งเหล่านี้ไว้ นั่นจะเป็นการปิดบังโฉมหน้าไม่ใช่หรือ?”  พวกเขาใช้การให้เหตุผลแบบบิดเบือนนี้และความเห็นนอกรีตเหล่านี้มาตัดสินและกล่าวโทษการที่พระเจ้าทรงเปิดโปงอุปนิสัยอันโอหัง ดังนั้นไม่ว่าเจ้าพูดอะไร พวกเขาย่อมจะไม่มีวันยอมรับรู้การสำแดงอันหลากหลายของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พระเจ้าทรงบรรยายและให้คำจำกัดความไว้  พวกเขาคิดว่า “สิ่งที่พระเจ้าพูดไว้ก็แค่หนทางหนึ่งในการพูดถึงสิ่งต่างๆ  นั่นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเป็นบวก ตกทอดกันมา และดั้งเดิม แต่ก็ไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ว่าเป็นความจริง  นั่นเป็นสิ่งที่เหมาะกับบางคนเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น คนบางคนค่อนข้างไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และพวกเขาก็ไม่มีความสามารถพิเศษ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้มีความสามารถหรือหลักแหลมมากนัก และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาไม่มีความสามารถในการเป็นผู้นำอันใด  หากพวกเขาไม่มีคู่หูที่เหมาะควร พวกเขาก็ต้องปรึกษาผู้อื่นยามกระทำการ และหากพวกเขาไม่ปรึกษา พวกเขาก็ไม่สามารถแบกรับงานของตนได้—นี่เป็นคนจำพวกที่เหมาะกับคำพูดของพระเจ้า”  ข้อโต้แย้งแบบนี้ล้วนเป็นความเห็นนอกรีตและตรรกะวิบัติ

พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาได้ยินพระวจนะเหล่านั้น พวกเขาก็แค่ทำท่าพอเป็นพิธี พวกเขาเหมือนพวกฟาริสีไม่มีผิดที่ใช้พระวจนะของพระเจ้ารักษาภาพลักษณ์ภายนอก  ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาไม่ยอมรับพระวจนะเหล่านั้นหรือทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตและเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติของตน  นี่คือเหตุผลที่เมื่อศัตรูของพระคริสต์กระทำข้อผิดพลาด ยามที่พวกเขาถูกตัดแต่งและเปิดโปง พวกเขาจะไม่รับว่าตนได้ทำบางสิ่งผิดไป นับประสาอะไรที่พวกเขาจะยอมรับยามที่เจ้าตัดแต่งพวกเขาในแง่ของอุปนิสัยและแก่นแท้ที่พวกเขาได้เผยออกมาในเรื่องนั้น  ยามที่ศัตรูของพระคริสต์เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา พวกเขาจะมีเหตุผล ข้อแก้ตัว คำอธิบายบางอย่างเสมอเพื่อปฏิเสธว่าตนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เหมือนกันไม่มีผิดกับการที่พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ว่าตนเองทำบางสิ่งที่ผิดไป  ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเขาเผยอุปนิสัยอันโอหังออกมาในบางเรื่อง พวกเขาก็บอกว่าตอนนั้นตนเร่งรีบ ว่านั่นเป็นคำพูดที่ไม่น่าจะพูดออกมาและพวกเขาก็ขึ้นเสียงไปหน่อย  เมื่อใครบางคนพูดว่าพวกเขากำลังหลอกลวงในอีกเรื่องและไม่เปิดกว้าง พวกเขาพูดว่าผู้คนส่วนใหญ่มีขีดความสามารถที่แย่ ดังนั้นหากพวกเขาพูดไปว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ผู้อื่นก็คงไม่เข้าใจพวกเขา และคงเข้าใจผิดในสิ่งที่พวกเขาพูด และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตรงไปตรงมา  ไม่ว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกมา พวกเขาก็สามารถหาข้อแก้ตัวและคำอธิบายได้เสมอ  โดยรวมแล้วไม่ว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกมา ไม่ว่าอุปนิสัยนั้นเห็นได้ชัดหรือร้ายแรงเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีวันรับว่านั่นเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  พวกศัตรูของพระคริสต์มักโกหกโดยพูดจาต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างกับผู้คน และไม่มีใครเลยที่บอกได้ และไม่มีใครเลยที่รู้ว่าเมื่อใดที่พวกเขากำลังพูดความจริงและเมื่อใดที่พวกเขากำลังโกหก  อย่างไรก็ตามพวกเขาก็จะไม่มีวันรับว่าตัวเองเป็นคนหลอกลวงมากกว่าจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์  ในทางตรงข้าม บ่อยครั้งที่พวกเขาหาเหตุผลอันชอบธรรมให้ตนเองและอธิบายว่าตนนั้นไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างถึงที่สุดอย่างไร พวกเขาจริงใจต่อผู้อื่นเป็นพิเศษอย่างไร และเมื่ออีกฝ่ายมีความลำบากยากเย็นใดก็ตาม พวกเขาต้องการช่วยเหลือคนเหล่านั้นด้วยความใจดีมีเมตตาจากหัวใจของตนมากเพียงใด  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงไม่รับว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่พวกเขายังพยายามล้างมลทินให้ตัวเอง โดยคุยโวว่าตนเป็นคนที่ดีงามและใจดีมีเมตตาอย่างไร  พวกเขาไม่เพียงไม่รับว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็คุยโวว่าตัวเองยอดเยี่ยมเพียงใดในการโน้มน้าวใจผู้คน พวกเขาเก่งเพียงใดในการทำให้ผู้คนโปรดปรานและเอาชนะใจผู้คน  พวกเขาคุยโวว่า ตนเองมีความสามารถและเปี่ยมกลยุทธ์เพียงใดเมื่อเป็นเรื่องของการกระทำและการพูดจาท่ามกลางผู้คน ไม่มีใครสามารถเป็นเลิศกว่าและเหนือกว่าพวกเขาได้ ไม่มีใครมีสมรรถภาพในงานของตนมากกว่าพวกเขา  เมื่อศัตรูของพระคริสต์จ่ายราคาไปเล็กน้อย สามารถประกาศคำสอนและทฤษฎีอันเลอเลิศบางอย่างได้ และสามารถทำบางสิ่งในเวลาอันสั้นที่ชักพาให้ผู้คนหลงผิดและทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เคารพนับถือพวกเขาได้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะคิดว่าตนเองได้ประสบความสำเร็จในการปิดซ่อนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และคิดว่าตนได้บริหารจัดการจนผู้คนมองข้ามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน  ดังนั้นบนพื้นฐานของการสำแดงเหล่านี้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนความเข้าใจและท่าทีประเภทนี้ที่พวกเขาเก็บงำไว้ต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาเมื่อถูกตัดแต่งย่อมจะเป็นการต่อต้านและขัดขืน การทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำได้เพื่อล้างชื่อเสียงของตนเอง  นอกเหนือจากการปฏิเสธที่จะยอมรับรู้ความสูญเสียที่ตนนำมาสู่งานแห่งคริสตจักร พวกเขายังจะปฏิเสธที่จะยอมรับรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ตนเผยออกมาในเรื่องนั้น และข้อผิดพลาดที่ตนก่อขึ้นภายใต้การขับดันของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน  เมื่อพิจารณาการสำแดงนี้และแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย?  (เป็นไปไม่ได้)

เราได้เผชิญหน้ากับพวกศัตรูของพระคริสต์บางคนที่ทำความผิดพลาดในงานของตน ผู้ที่เกียจคร้านไม่ดำเนินการงานของตน อีกทั้งละเลยกิจอันเฉพาะเจาะจง ในขณะเดียวกันก็ยังคงชี้นิ้วสั่งผู้คนไปทั่ว ก่อความประพฤติผิดอย่างไม่ยั้งคิด และทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง  เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ดังกล่าวถูกตัดแต่งเพราะเหตุนี้ โดยผิวเผินดูเหมือนพวกเขาโอนอ่อนตามอย่างมาก แต่หลังฉากนั้น พวกเขาไม่ได้กลับใจแต่อย่างใดเลย  เมื่อตัดสินจากท่าทีซึ่งไม่กลับใจของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ยอมรับการตัดแต่งเลยแม้สักนิด  เมื่อตัดสินจากการไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่เคยตรวจสอบการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดที่ตนมี  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น หลังจากถูกตัดแต่ง พวกเขายังคงเดินหน้าทำตามแต่ที่ตนยินดี ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตัวเอง ทำการแอบชักใย หลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างพวกเขา สถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตัวเอง และสำราญอยู่ในสิทธิพิเศษ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย  เหตุใดพวกเขาจึงไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย?  แน่แท้ว่าเป็นเพราะพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับรู้แม้สักนิดว่าตนเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม อีกทั้งยังไม่ยอมรับความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงลิงโลดอยู่กับโอกาสที่ได้ครองอำนาจอันยิ่งใหญ่และหาประโยชน์จากการมีอำนาจนั้นอย่างเต็มที่ และจากนั้นก็ฉวยประโยชน์ของช่วงเวลานั้นทำสิ่งใดก็ตามที่ตนต้องการ และทำอย่างถึงที่สุดเพื่อทำสิ่งที่ไม่ดีและเพื่อก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า อีกทั้งบ่อนทำลายความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  ในขณะที่เพลิดเพลินกับการบำรุงบำเรอทางวัตถุทุกประเภทจากพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่ทำสิ่งดีอันใดเลยสักอย่าง  นอกจากการทำงานผิวเผินบางอย่างแล้ว พวกเขาแอบทำสิ่งใด?  พวกเขามาอยู่พร้อมหน้าในการชุมนุม ประกาศพระวจนะและคำสอน และถึงกับก้าวก่ายในกิจธุระที่ไม่เกี่ยวข้อง—นอกจากนั้นแล้วพวกเขาก็แค่ชี้นิ้วสั่งผู้คนไปทั่ว  พวกเขาไม่ดำเนินการงานเฉพาะที่เบื้องบนมอบหมายแก่ตน และพวกเขาไม่จัดเตรียมการอบรม การกำกับดูแล และการแนะแนวด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด  พวกเขาเพียงแค่ออกคำสั่งแก่ผู้คนรอบตัวลงมาจากข้างบน เมื่อพวกเขาไม่มีทางเลือกจริงๆ พวกเขาก็จะแสดงตัวที่หน้างานเพื่อทำบางสิ่งให้เสร็จเรียบร้อยและให้แนวทางเล็กน้อย  นี่เป็นแค่การแสดงให้เห็นความกระตือรือร้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และหลังจากนั้นไม่นานก็ไม่มีผู้ใดหาตัวพวกเขาเจอ  เมื่อพวกเขาเลื่อนตำแหน่งใครบางคนหรือแต่งตั้งใครบางคนขึ้นมารับตำแหน่ง ไม่มีใครสามารถพูดว่าคนผู้นั้นไม่ดีหรือต่อต้านการนั้น และพวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันตรวจสอบหรือกำกับดูแลงานของคนผู้นั้น  ไม่ว่าคนที่พวกเขาได้เลื่อนตำแหน่งหรือแต่งตั้งขึ้นมาจะทำสิ่งที่แย่เพียงใด พวกเขาก็ไม่อนุญาตให้ใครอื่นเปิดโปงคนผู้นั้น ไม่มีใครสามารถปลดคนผู้นั้นออกได้ และไม่อนุญาตให้ผู้ใดรายงานเขา  ผู้ใดก็ตามที่รายงานคนผู้นั้นจริงๆ ก็จะกลายเป็นศัตรูของพวกเขา  ไม่สำคัญว่าคนที่พวกเขากำลังใช้อยู่นั้นทำความสูญเสียอันใหญ่หลวงเพียงใดต่องานของคริสตจักร เป็นเหตุให้เกิดการรบกวนอันใหญ่หลวงเพียงใดต่องานของคริสตจักร พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะทำอย่างถึงที่สุดเพื่อปกป้องคนผู้นั้น และหากพวกเขาทำไม่สำเร็จ เช่นนั้นพวกเขาก็จะรีบตัดสัมพันธ์จากคนผู้นั้น อีกทั้งรีบปัดความรับผิดชอบออกไป  สิ่งใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ ไม่ว่าเป็นต่อหน้าหรือลับหลังผู้อื่น พวกเขาขาดหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างถึงที่สุด  พวกเขาเป็นพวกผู้ไม่เชื่อ พวกปีศาจ และเหล่าซาตานที่มีชีวิต และพวกเขายังคงปรารถนาที่จะครองตำแหน่งและเพลิดเพลินกับประโยชน์จากสถานะ พวกเขาเป็นปรสิตที่เอาแต่ได้จากพระนิเวศของพระเจ้า  มีกระทั่งบางคนที่เมื่อถูกตัดแต่งไปและเห็นว่าตนเองจะไม่สามารถยึดสถานะเอาไว้ได้ก็รู้สึกหมดกำลังใจ ผิดหวัง และใจหาย  เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกใจหาย?  เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกหมดกำลังใจ?  นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถยึดสถานะของตนไว้ได้ โอกาสที่พวกเขาจะได้เพลิดเพลินกับสิทธิพิเศษและการบำรุงบำเรอเป็นพิเศษนั้นหมดไปแล้ว ไม่มีผู้ใดเคารพนับถือพวกเขาอีกต่อไป และวันเวลาที่พวกเขาได้เล่นกับอำนาจนั้นผ่านไปแล้ว  พวกเขาจะต้องเริ่มทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง—พวกเขาจะไม่มีโอกาสแม้แค่ยืนออกคำสั่งอยู่ตรงนั้นอีกต่อไป  พวกเขาไม่รู้สึกสำนึกผิดหรือเสียความรู้สึกเกี่ยวกับผลร้ายที่ตามมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับเสียความรู้สึก หลั่งน้ำตา และรู้สึกสำนึกถึงความสูญเสียเกี่ยวกับการที่ไม่สามารถเพลิดเพลินกับประโยชน์ของสถานะได้อีกต่อไป  ถึงกับมีคนบางคนที่หลังจากถูกปลดก็พร่ำขอโอกาสอีกครั้งอย่างหน้าไม่อาย  จงบอกเราทีว่า สามารถให้โอกาสผู้คนแบบนั้นอีกครั้งได้หรือ?  พวกเขาตั้งใจที่จะทำอะไรกับโอกาสนั้น?  ที่จะหากินกับคริสตจักร ที่จะเป็นพวกเอารัดเอาเปรียบ และที่จะปฏิบัติตนอย่างไม่ยั้งคิด  หากให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง พวกเขาจะมารู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองหรือไม่?  พวกเขาจะสามารถทำความรู้จักตนเองหรือไม่?  (ไม่)  หากพวกเขาจะได้รับโอกาสอีกครั้ง พวกเขาจะเกิดสำนึกแห่งความละอายสักนิดหรือไม่?  บุคลิกลักษณะของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่?  เมื่อมีโอกาสอีกครั้ง พวกเขาจะเริ่มทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรมความจริง และไม่พยายามที่จะสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเองอีกต่อไปหรือไม่?  (พวกเขาคงไม่ทำ)  พวกเขาจะไม่ทำสิ่งใดในนี้เลย—พวกเขาจบเห่แล้วไม่ใช่หรือ?  หากพวกเจ้าถูกตัดแต่ง และนั่นเป็นเรื่องร้ายแรงถึงขั้นที่เบื้องบนไม่มีทางเลือกนอกจากปลดพวกเจ้าออก พวกเจ้าจะคิดอย่างไร?  (คิดว่าข้าพระองค์ควรถูกปลด เพราะธรรมชาติของข้าพระองค์นั้นเลวยิ่งนัก ข้าพระองค์ได้ทำหลายสิ่งยิ่งนักที่ละเมิดหลักธรรมและขัดขืนพระเจ้า ข้าพระองค์ได้กระทำความชั่วมามากยิ่งนัก และข้าพระองค์ได้เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียมากมายยิ่งนักต่องานของคริสตจักร  ข้าพระองค์ควรถูกปลด)  อันดับแรก คนที่มีเหตุผลจะทบทวนตัวเองว่า “ตามจริงแล้ว ฉันทำอะไรไปในช่วงเวลานี้?  ทำไมฉันถึงถูกตัดแต่ง?  ฉันถูกตัดแต่งเพราะการทำสิ่งเหล่านั้นหรือเปล่า และสิ่งที่คนคนนั้นพูดตอนที่ตัดแต่งฉันนั้นถูกต้องจริงหรือเปล่า?  ฉันควรยอมรับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร?  ฉันควรเข้าหาการตัดแต่งนี้อย่างไร?”  จากนั้นพวกเขาจะตรวจสอบสิ่งที่พวกเขาได้ทำไปจริงๆ ว่าในการกระทำของพวกเขามีเจตจำนงของมนุษย์ปลอมปนอยู่หรือไม่ มีมโนธรรมและเหตุผลอยู่ในการกระทำเหล่านั้นหรือไม่ สิ่งที่ตนทำไปนั้นเป็นไปตามหลักธรรมความจริงหรือไม่ สิ่งที่ตนทำไปนั้นตรงตามข้อกำหนดของพระเจ้ามากแค่ไหน และมีกี่อย่างที่พวกเขาทำไปตามเจตจำนงของตนเอง  คนที่มีเหตุผลควรตรวจสอบแง่มุมเหล่านี้ ไม่มัวแต่ตื่นตระหนกว่าตนได้สูญเสียสถานะไปแล้วหรือยัง พระนิเวศของพระเจ้าได้เป็นธรรมกับตนหรือไม่ ผู้คนจะคิดกับตนอย่างไรหากตนไม่มีสถานะ หรือตนจะมีจุดหมายปลายทางและบั้นปลายประเภทใด  คนที่มีเหตุผลจะไม่มัวแต่ตื่นตระหนกกับสิ่งเหล่านี้

ศัตรูของพระคริสต์บางคนไร้ยางอายได้ถึงเพียงไหนกันแน่?  หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ถูกปลด หากเหล่าพี่น้องชายหญิงไม่โอนอ่อนผ่อนตามพวกเขาอีกต่อไป หากพวกเขาไม่อบอุ่นหรือใจดี และกลับเย็นชาและเมินเฉยใส่พวกเขาแทน ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้จะไม่สามารถทนเรื่องนี้ได้  เหตุใดพวกเขาจึงอ่อนไหวต่อสิ่งเหล่านี้ยิ่งนัก ในขณะที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรนักเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน?  นั่นเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของพวกเขาหรือ?  พวกเขามีศักดิ์ศรีหรือไม่?  พวกเขามีความละอายหรือไม่?  (ไม่มี)  สองสิ่งซึ่งล้ำค่าที่สุดในความเป็นมนุษย์ก็คือความละอายและความซื่อตรง  ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย  พวกศัตรูของพระคริสต์ไร้ความละอาย และไม่ว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมามากเพียงใด หรือพวกเขากระทำความชั่วมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกอะไรโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่รู้สึกผิด หนำซ้ำพวกเขายังคงต้องการประวิงเวลาอยู่ต่อและเบียดเบียนพระนิเวศของพระเจ้า  หลังจากที่พวกเขาถูกตัดแต่งและเปิดโปง หลังจากที่พวกเขาถูกปลดและไม่มีสถานะอันใดอีกต่อไป พวกเขายังคงต้องการให้เหล่าพี่น้องชายหญิงเคารพเทิดทูนตนอย่างมีมารยาทและโอนอ่อนผ่อนตาม  นั่นไม่สมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ?  การสำแดงนี้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ฟังน่าสะอิดสะเอียนต่อพวกเจ้าใช่หรือไม่?  (ใช่)  ทุกคนรู้สึกสำนึกถึงความสูญเสียตอนที่ตนถูกตัดแต่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาถูกปลดและสูญเสียสถานะ  พวกเขารู้สึกว่าตนถูกวางไว้ในสถานการณ์อันกระอักกระอ่วน และรู้สึกอับอายเล็กน้อยต่อหน้าผู้อื่น และพวกเขาตะขิดตะขวงเกินกว่าที่จะเผชิญหน้ากับผู้ใด  อย่างไรก็ตาม คนคนหนึ่งซึ่งรู้จักความละลายจะไม่พ่นคำโต้เถียงแบบเฉไฉออกมา  การไม่พ่นคำโต้เถียงแบบเฉไฉออกมาหมายความว่าอย่างไร?  นั่นหมายถึงการสามารถเผชิญทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะที่ถูกต้อง โดยปราศจากการคิดอ่านและการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายในหนทางที่เฉไฉ และยอมรับรู้สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำผิดไปอย่างซื่อสัตย์แทน รวมทั้งเผชิญหน้ากับเรื่องนั้นอย่างเป็นธรรมและสมเหตุสมผล  เป็นธรรมและสมเหตุสมผลหมายความว่าอย่างไร?  นั่นหมายความว่า ในเมื่อเจ้าถูกตัดแต่งเพราะบางสิ่ง ก็ต้องมีบางสิ่งที่เป็นปัญหากับสิ่งที่เจ้าทำไป—ยังไม่ต้องพูดถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้ามี พวกเราแค่มาพูดกันเถิดว่า หากเจ้าทำให้เรื่องนี้ยุ่งเหยิง เช่นนั้นแน่นอนว่า เจ้าต้องมีความรับผิดชอบบ้าง และในเมื่อเจ้ามีความรับผิดชอบ เจ้าก็ควรแบกรับความรับผิดชอบนั้นและยอมรับรู้ว่าเจ้าทำสิ่งนั้นลงไป  ครั้นเจ้ายอมรับรู้เรื่องนี้แล้ว เจ้าก็ควรตรวจสอบตัวเองและตั้งคำถามว่า “ฉันได้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกไปในเรื่องนี้?  หากไม่ใช่เพราะถูกขับเคลื่อนโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เช่นนั้นการกระทำของฉันปลอมปนไปด้วยเจตจำนงแบบมนุษย์หรือเปล่า?  นี่มีเหตุมาจากความโง่เขลาหรือเปล่า?  นี่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการไล่ตามไขว่คว้าของฉัน กับเส้นทางที่ฉันกำลังใช้เดินอยู่หรือเปล่า?”  การสามารถตรวจสอบตัวเองแบบนี้เรียกว่าการมีความสมเหตุสมผล การรู้จักละอาย การมองสิ่งทั้งหลายในหนทางที่เป็นธรรมตามข้อเท็จจริง ในหนทางที่เที่ยงแท้ต่อข้อเท็จจริง  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ขาดพร่องโดยแน่แท้  ยามที่พวกเขากำลังถูกตัดแต่ง สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือ “คุณตัดแต่งผู้นำที่มีศักดิ์ศรีอย่างฉันอย่างไร้ความกรุณาต่อหน้าผู้คนมากมาย ถึงขั้นเปิดโปงความลับอันน่าอับอายของฉันได้ยังไง?  จะไม่เหลือเกียรติยศในฐานะผู้นำไว้ให้ฉันเลยหรือ?  การที่คุณมาตัดแต่งฉันแบบนี้ได้ลบเกียรติยศของฉันไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ?  ต่อจากนี้ไป ใครจะฟังฉัน?  ถ้าไม่มีใครฟังฉัน ฉันจะมีสถานะเป็นผู้นำอะไรได้?  นั่นจะทำให้ฉันเป็นแค่ผู้นำแต่ในนามไม่ใช่หรือ?  แล้วฉันจะเพลิดเพลินกับประโยชน์จากสถานะยังไง?  ฉันจะไม่สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งของทั้งหลายที่เหล่าพี่น้องชายหญิงมอบให้ได้อีกต่อไปไม่ใช่หรือ?”  นี่คือแนวคิดที่ถูกต้องหรือไม่?  นี่ตรงกับความจริงหรือไม่?  นี่มีเหตุผลฟังขึ้นหรือไม่?  (ไม่)  นี่เป็นการปราศจากเหตุผลและการพ่นข้อโต้แย้งอันเฉไฉ  คำว่าเกียรติยศของเจ้าหมายถึงสิ่งใด?  ผู้นำคืออะไร?  แน่นอนว่าเจ้าไม่ได้ปราศจากความเสื่อมทรามใช่หรือไม่?  ที่ว่า “การเปิดโปงความลับอันน่าอับอายของเจ้า” นั้น เจ้าหมายถึงสิ่งใด?  อะไรคือความลับอันน่าอับอายของเจ้า?  ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าหรือไม่?  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าก็เหมือนกับของคนอื่นทุกคน—นั่นก็คือความลับอันน่าอับอายของเจ้า  เจ้าไม่มีอะไรแตกต่างเลย เจ้าไม่ได้เหนือกว่าผู้อื่น  พระนิเวศของพระเจ้าก็แค่ได้มองเห็นว่า เจ้ามีขีดความสามารถเล็กน้อยและทำงานได้บ้าง ดังนั้นจึงได้เลื่อนตำแหน่งและบ่มเพาะเจ้า อีกทั้งมอบภาระพิเศษให้เจ้าแบกเพิ่มอีกนิดหน่อย  แต่ไม่ได้หมายความเลยว่า ครั้นเจ้ามีสถานะ เจ้าก็ไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอีกต่อไป  แต่กระนั้น พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ยังฝังใจอยู่แบบนี้ โดยพูดว่า “ตอนนี้ที่ฉันมีสถานะ คุณไม่ควรตัดแต่งฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ใช่ต่อหน้าผู้คนตั้งมากมาย ซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่มารู้สถานการณ์จริงของฉัน”  นี่เป็นข้อโต้แย้งที่เฉไฉไม่ใช่หรือ?  แนวทางนี้ประยุกต์ใช้ได้ตรงไหน?  ในสังคมข้างนอกนั่น เมื่อเจ้าสร้างใครบางคนขึ้นมา เจ้าต้องยกย่องเชิดชูว่าพวกเขาเพียบพร้อม และสร้างภาพลักษณ์แห่งความเพียบพร้อมให้กับพวกเขาโดยไม่มีข้อติแม้แต่น้อย  นั่นหลอกลวงไม่ใช่หรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าจะทำเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  นั่นเป็นสิ่งที่ซาตานทำ และเป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เรียกร้องเช่นกัน  ซาตานปราศจากเหตุผล และพวกศัตรูของพระคริสต์ก็ขาดเหตุผลในแง่นี้เหมือนกัน  แต่ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังสร้างข้อโต้แย้งอันเฉไฉและยกข้อเรียกร้องแบบเกินไปขึ้นมา  เพื่อปกป้องสถานะของตน พวกเขาขอให้เบื้องบนระมัดระวังว่าพวกเขาถูกตัดแต่งอย่างไร และถูกตัดแต่งในระหว่างวาระโอกาสใด น้ำเสียงที่ใช้เป็นแบบใด  นี่จำเป็นหรือ?  พวกเขาเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม และพวกเขากำลังถูกตัดแต่งเพราะบางสิ่งซึ่งเป็นจริงและเที่ยงแท้—มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำในลักษณะพิเศษ?  การสร้างพวกเขาขึ้นมาย่อมจะเป็นการทำอันตรายพี่น้องชายหญิงไม่ใช่หรือ?  ผู้คนที่ชั่วอย่างพวกเขาควรถูกสร้างขึ้นและได้รับการปกป้องสถานะ เพื่อให้พวกเขาสามารถก่อความประพฤติผิดในหมู่ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าโดยไม่ยั้งคิด และสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเองได้กระนั้นหรือ?  นั่นจะเป็นธรรมต่อเหล่าพี่น้องชายหญิงหรือ?  นั่นเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อเหล่าพี่น้องชายหญิงหรือ?  นั่นไม่ใช่หนทางของการแสดงความรับผิดชอบต่อพวกเขา  ดังนั้นการที่ศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตนในหนทางนี้ คิดอ่านในหนทางนี้ และสร้างข้อเรียกร้องจำพวกนั้น ก็คือการที่พวกเขาพ่นข้อโต้แย้งอันเฉไฉและจงใจก่อความเดือดร้อนอย่างขาดความละอายเป็นที่สุดโดยทั้งหมดทั้งสิ้น  ยามที่กำลังถูกตัดแต่งเพราะบางสิ่งที่ตนทำผิดไป ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับรู้ว่าตนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ทั้งพวกเขายังไม่ตรวจสอบว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดที่นำทางให้ตนทำสิ่งเช่นนั้น  หลังจากพ่นข้อโต้แย้งอันเฉไฉออกมามากมายก่ายกอง พวกเขาไม่เพียงไม่ยอมตรวจสอบตนเอง แต่พวกเขายังนึกถึงมาตรการตอบโต้อีกด้วย  “ใครรายงานเรื่องนี้?  ใครทำเรื่องนี้รั่วไหลไปถึงข้างบน?  ใครรายงานพวกผู้นำว่าฉันทำเรื่องนี้?  ฉันจำต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นใคร แล้วสอนบทเรียนพวกเขา  ฉันจำเป็นต้องว่ากล่าวพวกเขาในระหว่างการชุมนุม และแสดงให้พวกเขาเห็นว่าฉันน่าครั่นคร้ามแค่ไหน”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำได้เพื่อแก้ต่างให้ตนเอง เพื่อหาทางรอด โดยคิดว่า “ครั้งนี้ฉันประมาทและปล่อยความลับหลุดไป ดังนั้นฉันต้องทำให้ดีที่สุดที่จะไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีกคราวหน้า และลองใช้แนวทางที่ต่างไปเพื่อตบตาข้างบนไปพร้อมกับพี่น้องชายหญิงข้างล่างเพื่อให้ไม่มีใครในพวกเขาที่ตระหนักรู้  เมื่อฉันทำบางสิ่งถูกต้อง ฉันก็ควรรีบเสนอหน้าและรับความดีความชอบ แต่เมื่อฉันทำผิด ฉันก็ต้องรีบผลักความรับผิดชอบไปให้คนอื่น”  นี่ไร้ยางอายไม่ใช่หรือ?  ช่างไร้ยางอายสุดขั้ว!  เมื่อคนปกติถูกตัดแต่ง พวกเขารับกับตัวเองลำพังลึกลงไปข้างในว่า “ฉันไม่ดีเลย—ฉันมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  ไม่มีอะไรให้พูดอีกแล้ว  ฉันต้องทบทวนตัวเอง”  พวกเขาแก้ไขการกระทำอย่างเงียบๆ ไปตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากพวกเขาเผชิญสถานการณ์ประเภทนี้อีก  ไม่ว่าพวกเขาสามารถสัมฤทธิ์การนี้หรือไม่ ไม่ว่าในกรณีใด เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง ในหัวใจของพวกเขาก็ยอมรับการตัดแต่งในแบบที่มีเหตุมีผล และความมีเหตุมีผลก็บอกพวกเขาว่าตนได้ทำบางสิ่งผิดไปจริงๆ และในเมื่อตนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ตนก็ต้องยอมรับรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามนั้น  พวกเขานบนอบในหัวใจโดยปราศจากการแข็งขืนอันใด และต่อให้พวกเขารู้สึกว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเล็กน้อย ท่าทีเบื้องต้นของพวกเขาก็เป็นท่าทีของการคิดบวก  พวกเขาสามารถทบทวนตัวเอง รู้สึกสำนึกผิด และแก้ไขเพื่อเพียรพยายามที่จะไม่ทำความผิดพลาดเดิมในเรื่องนี้ในภายหน้า  อีกนัยหนึ่งนั้น ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงไม่รู้สึกสำนึกผิด แต่ในหัวใจของพวกเขายังแข็งขืนอีกด้วย อีกทั้งพวกเขายังไม่เพียงไม่สามารถปล่อยมือจากความชั่วที่ตนกำลังทำอยู่เท่านั้น แต่พวกเขาถึงกับพยายามหาอีกหนทางที่จะขยับเดินหน้า เพื่อให้ตนสามารถก่อความประพฤติผิดอย่างไม่ยั้งคิดต่อไปได้ สานต่อพฤติกรรมชั่วของตนต่อไป  เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาไม่ตรวจสอบอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน ที่มาของการทำผิดของตน เจตนาของตน หรือสภาวะและมุมมองต่างๆ ที่ผุดขึ้นในตัวพวกเขายามที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาถูกเผยออกมา  พวกเขาไม่เคยตรวจสอบหรือใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้ ทั้งยังไม่ยอมรับเมื่อใครอื่นให้ข้อเสนอแนะ แนะแนว หรือเปิดโปงพวกเขา  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับพยายามมากขึ้นไปอีกที่จะไล่ล่าหาหนทาง วิถีทาง และกลวิธีสารพัดเพื่อหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องบนและเบื้องล่างพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถปกป้องสถานะของตนไว้ได้  พวกเขาเพิ่มความพยายามที่จะก่อให้เกิดการก่อกวนในพระนิเวศของพระเจ้าและใช้สถานะของตนทำความชั่ว  พวกเขาช่างเกินเยียวยาแล้วจริงๆ!

เมื่อศัตรูของพระคริสต์เข้ารับงานส่วนใดก็ตาม พวกเขาสุกเอาเผากินและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นผู้คนที่ชั่ว และพวกที่ก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรือพวกเขาอาจถึงกับปิดปังให้คนเหล่านั้น ปรนเปรอและปกป้องคนเหล่านั้น  หลังจากศัตรูของพระคริสต์ถูกปลด เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ซึ่งต่างออกไป พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  (เพราะปัญหาที่พวกเขามีอยู่ในแก่นแท้ธรรมชาติของตนเอง)  หลังก่อข้อผิดพลาดมหันต์เช่นนั้น พวกเขายังคงไม่กลับใจ และพวกเขายังคงเก็บงำมโนคติอันหลงผิดและความคับข้องไว้ในหัวใจ ดังนั้นจึงเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะจริงใจสักนิดในหน้าที่ใดก็ตามที่ตนทำ?  พวกเขาก่อความประพฤติผิดในหน้าที่โดยไม่ยั้งคิดก่อนที่ตัวเองจะมีมโนคติอันหลงผิดหรือความคับข้องใจอันใดด้วยซ้ำ ดังนั้น ยามที่พวกเขาเก็บงำสิ่งเหล่านี้อยู่ เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะจริงใจในหน้าที่?  (เป็นไปไม่ได้)  และเมื่อปราศจากความจริงใจ พวกเขาจะสุกเอาเผากินหรือไม่?  พวกเขาจะก่อความประพฤติผิดโดยไม่ยั้งคิดหรือไม่?  (พวกเขาจะทำ)  พวกเจ้าบางคนอาจไม่เชื่อ เช่นนั้นจงมองให้ดีด้วยตัวเจ้าเองเถิด แล้วสักวันเจ้าก็จะเชื่อ  ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ และไม่ว่าพวกเขาถูกวางไว้ตรงไหน พวกเขาก็จะไม่ดีเสมอ  หลังจากที่ใครบางคนซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงได้ถูกตัดแต่งเพราะการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม พวกเขาก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง  สภาวะของพวกเขาดีขึ้นเรื่อยๆ ท่าทีของพวกเขากลายเป็นกระตือรือร้นมากขึ้นทุกที มุมมองของพวกเขาก็เป็นบวกขึ้นทุกที เป้าหมายและทิศทางการไล่ตามเสาะหาของพวกเขากถูกต้องมากขึ้นทุกที พวกเขาเกิดมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามากขึ้น และความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็ดูสมควรแก่การเคารพมากขึ้นทุกที  ในทางกลับกัน ยิ่งศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งมากขึ้น ความขุ่นเคืองภายในของพวกเขาก็ยิ่งเติบโตขึ้น พวกเขายิ่งกลายเป็นระวังตัวมากขึ้น ในหัวใจของพวกเขายิ่งรู้สึกถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งมโนคติอันหลงผิด ความเกลียดชังและการพร่ำบ่นของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่โตขึ้น  ตอนที่พวกเขายังไม่ถูกตัดแต่ง เนื้อหนังของพวกเขาสามารถจ่ายราคาได้น้อยนิดมาก แต่พอพวกเขาถูกตัดแต่งอย่างหนัก พวกเขากลับไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อยเลยด้วยซ้ำ  พวกเขาเกินเยียวยาจริงๆ!  ลองสังเกตสิ่งนี้ด้วยตัวเจ้าเองเถิด—ผู้ใดก็ตามที่เป็นแบบนี้ประกาศคำเทศนาเพื่อเกื้อหนุนผู้อื่นเสมอ แต่ตัวพวกเขาเองกลับไม่ปฏิบัติหรือมีการเข้าสู่อันใดบ้างเลย—นี่เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง  ลักษณะเฉพาะอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าพวกเขากำลังทำงานอะไร ครั้นพวกเขามีสถานะ พวกเขาก็สามารถริเริ่มลงมือได้บ้างและแสดงความกระตือรือร้นให้เห็นบ้าง แต่พวกเขาก็สุกเอาเผากินเสมอ และก่อความประพฤติผิดอย่างไม่ยั้งคิดในงานของตน  พอพวกเขาสูญเสียสถานะ พวกเขาก็ถอดใจ ขีดฆ่าสถานการณ์ของตนว่าสิ้นหวัง และถึงกับปฏิบัติตนในหนทางที่ไม่ยั้งคิดและไร้ยางอาย อีกทั้งกระทำการราวกับคนเถื่อนไร้กฎหมาย ขาดหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง  ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง คนชนิดนี้คือศัตรูของพระคริสต์ตามแบบฉบับ  พวกเขาสามารถชำแหละสภาวะของผู้อื่นได้อย่างชัดเจนและมีตรรกะอย่างมากในหนทางที่เข้าใจง่าย และทิ้งให้เจ้ารู้สึกว่าพวกเขาก็มีความเข้าใจประเภทนี้ต่อตนเองเช่นกัน  แต่พอพวกเขาทำความผิดพลาดบางอย่าง พอพวกเขาได้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา และเจ้าพยายามเปิดโปงและชำแหละพวกเขา จงดูเอาเถิดว่าพวกเขามีท่าทีจำพวกใด  พวกเขาจะไม่เต็มใจยอมรับโดยสิ้นเชิง และพวกเขาจะนึกถึงทุกหนทางที่ทำได้เพื่อหักล้างและแก้ต่างให้ตนเอง โดยไม่ยอมรับความผิดพลาดนั้น  ไม่มีใครจะสามารถแตะต้องพวกเขาได้ และผู้ใดก็ตามที่จี้จุดพวกเขา หรือเปิดโปงปัญหาของพวกเขาย่อมจะตกอยู่ในความเดือดร้อนและถูกปฏิบัติดั่งเป็นศัตรูของพวกเขา

ในเวลาที่ศัตรูของพระคริสต์มีสถานะ พวกเขาสามารถสู้ทนความยากลำบากได้เล็กน้อยและจ่ายราคาได้เล็กน้อยเพื่อปกป้องสถานะนั้น  พวกเขายังสามารถสวมหน้ากากใจดีแห่งการมีเมตตาต่อทุกคนภายใต้ฟ้าเดียวกัน แห่งความต้องการที่จะช่วยทุกคนให้รอด—โฉมหน้าแบบหน้าซื่อใจคด  อย่างไรก็ตาม พริบตาที่พวกเขาสูญเสียสถานะ ความเมตตากรุณาทั้งหมดของพวกเขาก็อันตรธาน แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงต้องการเกาะเกี่ยวและเพลิดเพลินอยู่กับการเกื้อหนุน ความเคารพนับถือ และความเอาใจใส่เป็นพิเศษที่พวกเขาได้เพลิดเพลินในอดีต  พวกเขาก็แค่ไร้ความละอายอย่างสุดขั้วเท่านั้นเอง!  ไม่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์อยู่ในกลุ่มใด พวกเขาก็ไม่จัดเตรียมการให้ความช่วยเหลือหรือความจำเริญใจให้กับผู้ใด แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงต้องการเพลิดเพลินกับการเกื้อหนุนและความเคารพนับถือจากผู้อื่น  ไม่ว่าใครคนอื่นยอมรับรู้ว่าตนเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่พูดขึ้นมาและกล่าวว่าตัวเองก็มีเช่นกัน หรือพูดคุยว่าตนเคยเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามจำพวกใดไปในอดีต  พวกเขาไม่เคยชำแหละตัวเอง และพอพวกเขาจนมุม พวกเขาก็เพียงจะพูดบางสิ่งอย่างเช่น “ใช่ ฉันเป็นปีศาจ ฉันเป็นซาตาน” และจบแค่นั้น  พวกเขาแค่กล่าวคำพูดอันว่างเปล่าฟังดูดีจำพวกนี้ไม่กี่คำ  หากเจ้าถามพวกเขาว่า “การเป็นปีศาจและซาตานของคุณมีการสำแดงและการเผยที่เฉพาะเจาะจงอย่างไร?  คุณมีเหตุจูงใจและเจตนาประเภทไหนในเวลาที่คุณปฏิบัติตน?” เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่พูดอะไรเลย  พวกเขาคือซาตานไม่ใช่หรือ?  นับตั้งแต่พญานาคใหญ่สีแดงมาครองอำนาจ  มันก็ได้ก่อกรรมทำความชั่วมานับไม่ถ้วน และตลอดการปกครองของมัน มันได้ยอมรับและแก้ไขการทำผิดของมันตลอดมา ขณะเดียวกันก็เพิ่มความรุนแรงในการทารุณกับประชาชนของตนอย่างสม่ำเสมอ  เมื่อเจ้าเห็นมันยอมรับรู้การทำผิดของตัวเอง เจ้าก็อาจคิดว่า มันจะกลับใจและเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ว่ามันมีท่าทีของการสารภาพบาป และคิดว่าอาจเป็นได้ที่มันจะไม่กระทำข้อผิดพลาดเช่นนั้นอีก  แต่เมื่อตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นถัดไปกับวิธีที่สิ่งทั้งหลายพัฒนาไป การที่พญานาคใหญ่สีแดงยอมรับการทำผิดของมันนั้นก็แค่เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของการปกป้องภาพลักษณ์และสถานะของมัน กรุยทางให้มันครองอำนาจต่อไป และทำสิ่งเลวร้ายที่ทารุณประชาชนของมันมากขึ้น  พวกศัตรูของพระคริสต์ก็เหมือนกัน—พวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติที่เหมือนกับหมู่มาร ซาตาน และพญานาคใหญ่สีแดง  พวกเขาเก่งในการอำพรางตนและเป็นพวกคนโกหกจนเป็นนิสัย พวกเขาไม่รู้จักความละอาย อีกทั้งรังเกียจความจริงและสิ่งที่เป็นบวก รวมทั้งไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อย  นอกจากนั้น พวกเขายังพูดแต่สิ่งที่ฟังดูดี และทำแต่สิ่งที่ไม่ดีทุกประเภท  เมื่อรายล้อมอยู่ในหมู่พี่น้องชายหญิง พวกศัตรูของพระคริสต์มักพูดสิ่งที่ถูกต้อง และทำสิ่งที่ดูถูกต้องโดยผิวเผิน แต่พอขอให้พวกเขาปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมความจริงอย่างเคร่งครัด ให้นำการจัดการเตรียมการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาดำเนินการให้เป็นผล เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ทำสิ่งจำพวกนี้เลย และจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแทน  หากเจ้าปล่อยพวกเขาไว้โดยปราศจากการกำกับดูแล การจับตามอง หรือการรบเร้า เช่นนั้นพวกเขาก็จะก่อความประพฤติผิดอย่างไม่ยั้งคิด และสถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเอง  เพื่อบรรลุเป้าหมายในการครองอำนาจของตน พวกเขาจะสู้ทนทุกความยากลำบากและจ่ายทุกราคา  พวกเราสามารถมองเห็นได้จากการนี้ว่า พวกศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ธรรมชาติอีกประเภทหนึ่ง นั่นก็คือ พวกเขาเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น  นอกจากการจ่ายราคาเล็กน้อยในยามที่ทำบางสิ่งเพื่อตัวเอง หากขอให้พวกเขาทำหรือพูดบางสิ่งเพื่อเหล่าพี่น้องชายหญิง เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า โดยปราศจากการได้รับบางสิ่งตอบแทน พวกเขาจะใจดีเช่นนั้นหรือไม่?  พวกเขาจะเข้ารับภาระนั้นหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้นเมื่อเป็นเรื่องของสิ่งทั้งหลายที่เบื้องบนได้ขอให้พวกเขานำมาดำเนินการให้เป็นผล เมื่อถึงเวลาตรวจงาน พวกเขาก็จะไม่ได้นำสิ่งเหล่านั้นมาดำเนินให้เป็นผลเลย  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้พวกเขาต้องเหน็ดเหนื่อยและทนทุกข์ พวกเขาจะต้องจ่ายราคา และมีแววว่าพวกเขาคงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้ประโยชน์มากนักจากการนั้น  ดังนั้นพวกเขาจึงจะไม่ทำสิ่งนั้นเสียอย่างนั้น  หากผู้คนส่วนใหญ่จะได้กำไรจากสิ่งนั้น หากผู้คนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้น ศัตรูของพระคริสต์จะเต็มใจจ่ายราคาเพื่อสิ่งนั้นหรือไม่?  พวกเขาคงไม่เต็มใจ  หากนั่นเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เคารพนับถือและย้อนรำลึกถึงพวกเขา อีกทั้งนมัสการและสรรเสริญพวกเขา และหากพวกเขาจะถูกจดจำไปหลายชั่วอายุคนเพราะสิ่งดีนี้ที่ตนได้ทำไป พวกเขาจะกระทำอย่างไร?  พวกเขาคงกระโจนลงมือในทันที และคงทำเช่นนั้นอย่างมีความสุขกว่าใครอื่น  นี่น่าละอายไม่ใช่หรือ?  มารซาตานน่าละอายเสียจริง  มันได้ก่อความชั่วไปนับไม่ถ้วน แต่กลับยังคงต้องการให้ทุกคนสำนึกบุญคุณต่อมันอย่างลึกซึ้ง ให้มีผู้คนมาติดตามมันอย่างใกล้ชิดและยกย่องเชิดชูมัน  มันทารุณผู้คนมากเหลือเกิน แต่ทว่ายังคงต้องการให้ผู้คนสรรเสริญตน  พวกศัตรูของพระคริสต์ก็เหมือนกัน  ไม่สำคัญว่าศัตรูของพระคริสต์ได้ยินได้ฟังคำเทศนามามากเพียงใด หรือพวกเขาเข้าใจคำสอนมากเพียงใด หากเจ้าขอให้พวกเขาทำงานหรือหน้าที่บางอย่างโดยไม่สุกเอาเผากิน พวกเขาก็ไม่สามารถบริหารจัดการได้  หากเจ้าขอให้พวกเขางดเว้นการสถาปณาอาณาจักรเอกเทศของตัวเองหรือการก่อความประพฤติผิดโดยไม่ยั้งคิด พวกเขาก็ทำไม่ได้  หากเจ้าขอให้พวกเขางดเว้นการเพลิดเพลินผลประโยชน์ของสถานะ การละโมบความสุขสบาย การสำราญอยู่ในสถานะและสิทธิพิเศษ พวกเขาก็ทำไม่ได้  หากเจ้าขอให้พวกเขาไม่ทรมานผู้คน หรือไม่โกหก พวกเขาก็ทำไม่ได้  หากเจ้าขอให้พวกเขาไม่ผลาญของถวาย และให้ปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ทำไม่ได้  หากเจ้าขอให้พวกเขาไม่เป็นพยานให้ตนเอง พวกเขาจะไม่มีวันทำได้ หากเจ้าขอให้พวกเขาจ่ายราคาเล็กน้อยเพื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรโดยไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทน หรือทำงานเล็กน้อยอย่างไม่เปิดเผย พวกเขาก็จะทำไม่ได้  พวกเขาสามารถทำสิ่งใดได้หรือ?  พวกเขาสามารถก่อความประพฤติผิดอย่างไม่ยั้งคิด สถาปนาอาณาจักรเอกเทศของตนเอง เป็นพยานต่อตนเอง ผลาญของถวาย หากินกับคริสตจักร ทรมานผู้อื่น โห่ร้องคำขวัญ พ่นคำสอน แพร่กระจายความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด และอื่นๆ ได้—พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลย  รอบตัวพวกเจ้ามีใครแบบนี้บ้างหรือไม่?  ครั้นพวกเขามีอำนาจสักเล็กน้อย พริบตาที่พวกเขาลงมือใช้อำนาจ พวกเขาก็ต้องการครองอำนาจการใช้จ่ายเงินแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขากำลังซื้อสิ่งใด พวกเขาก็ต้องการได้สิ่งที่มีคุณภาพสูง ราคาแพง และมียี่ห้อ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่หารือเรื่องนี้กับผู้อื่น หรือรับฟังว่าผู้อื่นมีสิ่งใดจะพูด  ครั้นให้อำนาจพวกเขาเล็กน้อย พวกเขาก็สำราญอยู่ในอำนาจนั้น  เมื่อให้อำนาจพวกเขาเล็กน้อย พวกเขาก็ต้องการสร้างสมัครพรรคพวก และทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตน รวมทั้งปฏิเสธที่จะรับฟังเบื้องบนหรือใครอื่นก็ตาม  เมื่อให้อำนาจพวกเขาเล็กน้อย พวกเขาก็รู้สึกเหมือนตนได้กลายเป็นพระเจ้า และต้องการเป็นพยานให้ตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นเกื้อหนุนตน อีกทั้งพวกเขายังต้องการแตกกลุ่ม ตั้งก๊กเหล่าของตัวเอง  เมื่อให้อำนาจพวกเขาเล็กน้อย พวกเขาก็ต้องการควบคุมเหล่าพี่น้องชายหญิงไว้ในเงื้อมมือของตนอย่างแน่นหนา  หากงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าพึงต้องมีการโยกย้ายใครบางคนไปจากพวกเขา นั่นจะค่อนข้างลำบากยากเย็น  พวกเขาต้องเห็นชอบกับเรื่องนั้นและจำเป็นต้องมีใครบางคนหารือเรื่องนี้กับพวกเขา  และพวกเขาจะไม่ยอมรับท่าทีที่ตนไม่ชอบจากคนผู้นั้น  พวกเขาต้องการให้ทั้งโลกรู้ว่าตนมีอำนาจและอิทธิพล อีกทั้งทุกคนต้องเคารพและโอนอ่อนผ่อนตามพวกเขา  นี่คือข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป  ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันยอมรับรู้ว่าตนเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  ลองสังเกตสิ่งนี้ด้วยตัวเจ้าเองเถิด—จงดูเถิดว่าพวกที่ไม่รับว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสามารถกลับใจได้หรือไม่หลังจากที่พวกเขาทำบางสิ่งผิดไปและเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา และพวกเขาพัฒนาไปในทิศทางใด และสุดท้ายแล้วพวกเขาใช้เส้นทางประเภทใด พวกเขาประพฤติตนอย่างไรในขณะที่ทำหน้าที่ของตนและในขณะที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น พวกเขาปฏิบัติตนอย่างไรในแง่ที่เกี่ยวกับสถานะ และพวกเขาใช้หนทางและวิธีการใดในการทำสิ่งทั้งหลาย  พวกเจ้าจะสามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะเรื่องนี้ได้หรือไม่?  หากเจ้าสามารถมาถึงบทสรุปของสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นเจ้าก็พอมีวิจารณญาณอยู่บ้าง

ค. การไม่ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินทุกสิ่ง

มีเหตุผลที่สามสำหรับการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับการถูกตัดแต่งและการขาดท่าทีของการกลับใจใหม่เมื่อพวกเขากระทำผิดอันใดก็ตาม ซึ่งก็คือ พวกเขาไม่ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินทุกสิ่ง  เราได้ให้สามัคคีธรรมที่ค่อนข้างละเอียดถึงสองเหตุผลก่อนหน้าไปแล้ว เหตุผลนี้ต่างจากสองเหตุผลแรกเล็กน้อยในแง่ของความหมายตามตัวอักษร แต่โดยแก่นแท้นั้น สองเหตุผลนั้นก็มีความสัมพันธ์กับเหตุผลนี้ของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ดังนั้นพวกเราสามารถสามัคคีธรรมกันเพียงสั้นๆ และโดยย่อได้  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง และเจ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา พูดคุยเกี่ยวกับหลักธรรมความจริงและหลักธรรมต่างๆ สำหรับการทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขาจะยอมรับได้หรือไม่หลังจากที่ได้ยิน?  (ไม่ได้)  ไม่สำคัญว่าศัตรูของพระคริสต์ได้ยินความจริงเมื่อใด พวกเขาก็จะมีท่าทีเดิมเสมอ—การกล่าวโทษและการขัดขืน  หลักธรรมความจริงคืออะไร?  หลักธรรมความจริงคือมาตรฐานสำหรับการประเมินวิธีที่จะทำบางสิ่ง  ตราบที่สิ่งนั้นถูกทำไปตามความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าโดยทั้งหมดทั้งสิ้น เช่นนั้น สิ่งที่คนคนหนึ่งทำก็จะมีหลักธรรม  นี่คือการทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรม  หากสามัคคีธรรมของเจ้าสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะไม่ยอมรับโดยสิ้นเชิง ยิ่งสามัคคีธรรมของเจ้าเป็นบวก สัมพันธ์กับความจริง เป็นธรรม ถูกต้อง และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากเท่าใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งยอมรับไม่ได้มากเท่านั้น  พวกเขาจะตอบโต้ด้วยข้อโต้แย้งอันเฉไฉ ไม่ยอมรับความจริงหรือข้อเท็จจริงทั้งหลาย  หากเจ้าพูดคุยกับพวกเขาถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อลุล่วงความรับผิดชอบของตนในเรื่องนั้น พวกเขาก็จะบอกเจ้าว่าพวกเขาได้ทนทุกข์และจ่ายราคาไปอย่างไร หากเจ้าพูดคุยกับพวกเขาถึงวิธีปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง เช่นนั้นพวกเขาก็จะบอกเจ้าว่าพวกเขาเดินทางมาบนถนนกี่สายแล้ว พวกเขาทนทุกข์ไปมากเท่าใดแล้ว และพวกเขาทำการเสวนาไปมากเพียงใดแล้ว  หากเจ้าพูดคุยกับพวกเขาถึงวิธีที่จะเป็นคนซื่อสัตย์ วิธีปฏิบัติตนและทำหน้าที่ด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์และจริงใจ พวกเขาจะไม่สนใจและจะเมินเฉยใส่เจ้า  เมื่อพวกเขาลงมือทำ พวกเขาแค่จะมุ่งเน้นที่กลวิธี กลอุบาย และเล่ห์เหลี่ยม  โดยรวมแล้ว ศัตรูของพระคริสต์มีหลักการอันเป็นแบบฉบับของตนเองสำหรับการกระทำของตน และไม่ว่าพวกเขาจะผิด ต่ำช้า ไร้สาระและไร้เหตุผลเพียงใดในสายตาของผู้อื่นหรือในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาจะยึดมั่นอยู่กับวิธีการและหลักการเหล่านี้อย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย  พวกเขาจะไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมความจริง และพวกเขาก็จะไม่เลิกล้มหลักการของตัวเอง ดังนั้นไม่ว่าเจ้าตัดแต่ง เปิดโปง หรือปลดพวกเขาออกอย่างไร หลักเกณฑ์ มุมมอง และทัศนคติของพวกเขาในการประเมินสิ่งทั้งหลายก็จะไม่มีวันเปลี่ยน  หลักเกณฑ์เหล่านี้บางอย่างเป็นศาสตร์แบบมนุษย์ บ้างก็เป็นความรู้ บ้างก็เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม และบ้างก็เป็นกระแสนิยมชั่วของโลกนี้ แต่ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจผิดเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่อาจปล่อยมือได้  พวกเขาจะยอมรับกระแสนิยมชั่วใดก็ตาม รวมทั้งคำกล่าวและมุมมองใดก็ตามที่เป็นที่นิยมอยู่ในสังคม แต่พระวจนะของพระเจ้าหรือความจริงไม่เคยเป็นหลักเกณฑ์ของพวกเขาสำหรับการประเมินสรรพสิ่งและเหตุการณ์ สำหรับการประเมินทุกสิ่งทุกอย่าง  ในขณะที่พวกเขากำลังติดตามพระเจ้าและเบียดเบียนพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็กำลังปฏิเสธและกล่าวโทษความจริง  ในขณะที่กำลังปฏิเสธและกล่าวโทษความจริง พวกเขาก็กำลังเคารพและเชิดชูความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติทุกประเภทจากทางโลก  สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้เลยก็คือพระวจนะของพระเจ้า ความจริง  เมื่อตัดสินจากแก่นแท้นี้ของศัตรูของพระคริสต์ แม้ว่าพวกเขาเข้าร่วมการชุมนุม อ่านพระวจนะของพระเจ้า และทำหน้าที่ในครรลองแห่งความเชื่อของตน สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ—อุปนิสัยของพวกเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับมุมมองของพวกเขาซึ่งเป็นของทางโลกและกระแสนิยมชั่ว  หากเจ้าขอให้ศัตรูของพระคริสต์พูดคุยถึงการเข้าสู่ชีวิตหรือการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เจ้าจะฉงนว่าเหตุใดคำพูดของพวกเขาจึงฟังดูชอบกล ชวนคลื่นเหียน และตะขิดตะขวงยิ่งนัก  คำพูดเหล่านั้นจะฟังเหมือนคำพูดของคนนอก และพวกเขาก็เป็นเพียงแค่คนเลอะเลือนซึ่งขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ แต่กำลังแสร้งทำเป็นฝ่ายวิญญาณและมีชีวิต  นี่ช่างน่าขยะแขยงสุดขั้วอย่างแท้จริง!  ใครบางคนที่ไม่เคยยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง หรือยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตจะมีชีวิตได้อย่างไร?  นั่นเป็นเรื่องตลกใช่หรือไม่?  จงมองไปรอบตัวพวกเจ้าและตรวจดูเถิดว่ามีผู้ใดที่เอาแต่พูดว่า “คนดังคนนั้นคนนี้พูดแบบนี้ หนังสือเล่มนั้นเล่มนี้พูดแบบนี้ ละครทีวีเรื่องนี้เรื่องนั้นพูดแบบนี้ ผลงานเอกชิ้นนี้ชิ้นนั้นพูดแบบนี้” หรือ “วัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเราเป็นแบบนี้ ที่ที่ฉันจากมา พวกเราพูดแบบนี้ ในครอบครัวของพวกเรามีกฎเกณฑ์นี้” เป็นต้น  จงดูเถิดว่าใครที่มีสิ่งเหล่านี้มาพูดอย่างมากมายก่ายกองเสมอ คนที่ไม่ได้รับการดลใจหลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และเพียงเปล่งคำพูดที่เลอะเลือน คำพูดที่ไร้เหตุผล และคำพูดที่ขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณในยามที่พวกเขาบริหารจัดการที่จะสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจที่ตัวเองมีต่อพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ และผู้ซึ่งแม้ว่าพวกเขาไม่มีการจับใจความและความเข้าใจต่อพระวจนะของพระเจ้า แต่ก็พยายามที่จะปะติดปะต่อพระวจนะบางอย่างเข้าด้วยกันอย่างสุดกำลัง  และแสร้งทำเป็นฝ่ายวิญญาณ  นี่ช่างน่าผะอืดผะอมอย่างถึงที่สุด!  ผู้คนเหล่านี้เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและได้ยินได้ฟังคำเทศนา รวมทั้งเข้าร่วมการชุมนุมมาหลายปี แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า พวกเขายังคงไม่รู้ว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และยังไม่ค้นพบว่าตัวเองมีมุมมองที่ไม่ถูกต้อง หรือมุมมองอันคลาดเคลื่อนของตนนั้นย้อนแย้งและตรงกันข้ามกับพระวจนะของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง  อะไรคือเหตุผลที่เป็นเช่นนี้?  นั่นก็คือเหตุผลที่สามเบื้องหลังการที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง และการขาดท่าทีของการกลับใจใหม่เมื่อตัวเองกระทำผิดอันใดก็ตาม  กล่าวคือ พวกเขาไม่ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินทุกสิ่ง  นี่คือรากเหง้าของประเด็นปัญหานั้น

เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง?  เหตุใดเมื่อพวกเขาเผชิญกับบางสิ่ง พวกเขาจึงไม่กลับใจ และกลับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดสารพัด และถึงกับทำการตัดสินพระเจ้า?  เหตุผลชัดเจนมากว่า ประการแรกคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับรู้ว่าตัวเองสามารถทำผิดได้ ประการที่สองคือ พวกเขาไม่เคยยอมรับรู้ว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ประการที่สามคือ พวกเขาไม่ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินทุกสิ่ง  สำหรับพวกคนทั้งหมดที่ไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง พวกคนทั้งหมดที่เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างชัดเจนยามที่พวกเขาทำความผิดพลาด พวกคนทั้งหมดที่มักนำพาอันตรายมาสู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ผู้ที่ถ่วงเวลาการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจำนวนมากเกินจะกล่าว และเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า หากผู้คนเหล่านี้ไม่มีความสำนึกผิดหรือท่าทีของการกลับใจใหม่ยามที่ตนถูกตัดแต่ง เช่นนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งแน่นอนก็คือว่า พวกเขามีการสำแดงเหล่านี้ทั้งสามของพวกศัตรูของพระคริสต์  ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  โดยรวมทั้งหมดแล้ว มีสามเหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง  จงอ่านซ้ำทั้งหมดอีกครั้ง ประการแรกคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับรู้ว่าตัวเองสามารถทำผิดได้ ประการที่สองคือ พวกเขาไม่เคยยอมรับรู้ว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ประการที่สามคือ พวกเขาไม่ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงและเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินทุกสิ่ง  รวมแล้วมีสามเหตุผล  พวกเราได้สามัคคีธรรมลงรายละเอียดไปค่อนข้างมากในสองเหตุผลแรก  เหตุผลสุดท้ายนั้นต่างจากสองเหตุผลแรกเล็กน้อยในแง่ของความหมายตามตัวอักษร แต่ในแง่ของแก่นแท้นั้น สองเหตุผลแรกก็มีความสัมพันธ์กับเหตุผลของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ดังนั้นพวกเราจะไม่สามัคคีธรรมกันถึงเหตุผลนั้นในรายละเอียดเพิ่มเติมอันใด  เอาล่ะ วันนี้พวกเรามาจบสามัคคีธรรมของพวกเราลงกันตรงนี้เถิด  สวัสดี!  (สวัสดีพระเจ้า!)

19 กันยายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ทำผิดหลักธรรมอย่างหน้าไม่อาย และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ถัดไป: ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger