ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร
สามัคคีธรรมในวันนี้เรื่องการสำแดงสารพันของศัตรูของพระคริสต์นั้นเป็นประการที่สิบสองที่ว่า พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร ประการนี้ก็เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เช่นกัน และเป็นหนึ่งในการสำแดงที่เป็นรูปธรรมของพวกเขา จากมุมมองเพียงผิวเผิน ศัตรูของพระคริสต์จะต้องการถอนตัวหากพวกเขาขาดสถานะและไม่มีหวังที่จะได้รับพร ครั้นพวกเขาได้สูญเสียสองสิ่งนี้ไป พวกเขาจะต้องการถอนตัว ความหมายผิวเผินดูเข้าใจง่ายมาก—ดูไม่สลับซับซ้อนมากหรือเป็นนามธรรม แต่อะไรคือการสำแดงอันเฉพาะเจาะจงตรงนี้? พูดอีกอย่างก็คือ สถานการณ์จำพวกใดเป็นเหตุให้ศัตรูของพระคริสต์ต้องการถอนตัวเพราะผลกระทบที่เกิดกับสถานะหรือความหวังของตนที่จะได้รับพร? นี่เป็นบางสิ่งที่คุ้มค่าแก่สามัคคีธรรมเชิงลึกหรือไม่? หากขอให้พวกเจ้าแบ่งปันสามัคคีธรรมในเรื่องนี้ พวกเจ้าจะมีสิ่งใดพูดถึงรายละเอียดและการสำแดงอันเฉพาะเจาะจงของเรื่องนี้? คนบางคนอาจจะพูดว่า “พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องนี้กันไปตั้งหลายครั้ง พวกศัตรูของพระคริสต์รักสถานะและอำนาจ พวกเขาเพลิดเพลินกับการมีเกียรติยศสูงส่ง และเป้าหมายที่พวกเขามีความเชื่อก็เพื่อได้รับการอวยพร ได้สวมมงกุฎและได้บำเหน็จรางวัล ถ้าความหวังเหล่านี้ถูกทำให้พังทลายและสูญสิ้นไป เช่นนั้นพวกเขาก็จะหมดความสนใจในการเชื่อในพระเจ้า และจะไม่อยากมีความเชื่ออีกต่อไป” สามัคคีธรรมของพวกเจ้าในเรื่องนี้จะเรียบง่ายเท่ากับคำพูดเหล่านี้แค่ไม่กี่คำหรือ? (ใช่) หากเป็นเช่นนั้นจริง หากสามัคคีธรรมนี้สามารถสรุปรวบได้ด้วยคำแถลงไม่กี่คำนี้ เช่นนั้นการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์แง่มุมนี้ก็คงไม่ควรค่าที่จะมีหมวดหมู่ของมันเองอยู่ในชุดสามัคคีธรรมต่อเนื่องของพวกเราเรื่องการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ การสำแดงแง่มุมนี้ก็คงไม่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ธรรมชาติเฉพาะอันใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประการที่สิบสองนี้สัมพันธ์กับแก่นแท้และอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนการไล่ตามไขว่คว้าและมุมมองส่วนตัวของพวกเขาที่มีต่อการดำรงอยู่ เช่นนั้นประการที่สิบสองนี้จึงต้องเป็นกรณีของหัวข้อที่มีหลายแง่มุม ดังนั้นแล้ว นี่เกี่ยวกับสิ่งใดกันแน่? กล่าวก็คือ ศัตรูของพระคริสต์เผชิญเรื่องใดบ้างที่เกี่ยวกับสถานะและความหวังของพวกเขาในการได้รับพร? มุมมอง ความคิด และท่าทีที่พวกเขามีต่อเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร? แน่นอนว่าจะมีการทับซ้อนอยู่บ้างระหว่างสามัคคีธรรมในเรื่องเหล่านี้กับสามัคคีธรรมก่อนหน้านี้ของพวกเราที่ว่าด้วยมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อประเด็นปัญหาสารพัน แต่จุดมุ่งเน้นของสามัคคีธรรมวันนี้นั้นต่างไป และเป็นเรื่องของประเด็นปัญหาที่มาจากต่างมุม วันนี้พวกเราจะเจาะจงสามัคคีธรรมถึงการสำแดงทั้งหลายที่แสดงตัวออกมาในยามที่ศัตรูของพระคริสต์สูญเสียสถานะและความหวังของตนในการได้รับพร ซึ่งสามารถพิสูจน์ว่า พวกศัตรูของพระคริสต์มีมุมมองที่ไม่ถูกต้องในการไล่ตามไขว่คว้า และความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาก็ไม่เที่ยงแท้ การสำแดงเหล่านี้สามารถพิสูจน์ยืนยันได้อีกด้วยว่าผู้คนเหล่านี้มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์จริงๆ
I. ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการถูกตัดแต่ง
ก่อนอื่น พวกเราควรมองที่พฤติกรรมทั้งหลายที่ศัตรูของพระคริสต์สำแดงออกมาเมื่อตัวเองถูกตัดแต่ง พวกเขารับมือกับสถานการณ์เช่นนั้นอย่างไร พวกเขามีท่าที ความคิด และมุมมองต่อการตัดแต่งอย่างไร และพวกเขาพูดหรือทำสิ่งใดเป็นพิเศษ—เรื่องเหล่านี้ควรค่าต่อการตัดแต่งและวิเคราะห์ของพวกเรา พวกเราได้สามัคคีธรรมกันไปไม่น้อยในหัวข้อทั้งหลายที่เกี่ยวกับการถูกตัดแต่ง นี่เป็นหัวข้อทั่วไปที่พวกเจ้าทุกคนคุ้นเคย เพียงหลังการตัดแต่งหลายครั้งหลายหนเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงได้รับประสบการณ์กับการแปลงสภาพไปบ้าง—พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงและรับมือกับเรื่องทั้งหลายไปตามหลักธรรมในยามที่พวกเขาทำหน้าที่ และถึงตอนนั้นเท่านั้นที่ความเชื่อของพวกเขาเริ่มใหม่และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงบางอย่างไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น กล่าวได้ว่า ทุกกรณีของการถูกตัดแต่งอย่างหนักข้อนั้นตราตรึงอยู่ในหัวใจของทุกคน นั่นทิ้งความทรงจำอันมิอาจลบเลือนไว้ให้กับศัตรูของพระคริสต์ด้วยเช่นกัน แต่ความแตกต่างอยู่ตรงไหน? ท่าทีและการสำแดงสารพัดของศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อการตัดแต่งนี้ ตลอดจนความคิด มุมมอง แนวคิด และอื่นๆ ที่ออกมาจากสถานการณ์นี้ล้วนต่างจากสิ่งเหล่านั้นของคนปกติ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือต้านทานและปฏิเสธอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ พวกเขาต่อสู้ แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? นี่เป็นเพราะตามแก่นแท้ธรรมชาติจริงๆ ของพวกเขาแล้ว ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจและเกลียดชังความจริง พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย โดยธรรมชาติแล้ว แก่นแท้และอุปนิสัยของศัตรูพระคริสต์ย่อมกีดกันพวกเขาจากการรับรู้ความผิดพลาดหรือรับรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง เมื่อดูตามข้อเท็จจริงสองข้อนี้แล้ว ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการถูกตัดแต่งจึงเป็นการปฏิเสธและท้าทายอย่างสิ้นเชิงและอย่างถึงที่สุด พวกเขารังเกียจและต้านทานจากก้นบึ้งของหัวใจ และไม่มีวี่แววของการยอมรับหรือการนบนอบแม้แต่น้อย และยิ่งไม่มีวี่แววของการคิดทบทวนหรือการกลับใจอย่างแท้จริง เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง ไม่ว่าใครจะเป็นคนลงมือก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเรื่องใด ไม่ว่าพวกเขาจะถูกตำหนิในเรื่องนั้นถึงขั้นไหน ไม่ว่าความผิดของพวกเขาจะโจ่งแจ้งเพียงใด พวกเขาทำความชั่วไปมากเพียงใด หรือความชั่วของพวกเขาก่อให้เกิดผลเช่นไรต่องานของคริสตจักร—ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ ในสายตาของศัตรูพระคริสต์ คนที่ตัดแต่งพวกเขากำลังหมายหัวพวกเขา หรือกำลังจับผิดเพื่อที่จะทรมานพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์อาจถึงขั้นคิดไปว่าตนกำลังถูกกลั่นแกล้งและเหยียดหยาม ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างมนุษย์คนหนึ่ง พวกเขากำลังถูกดูเบาและปรามาส หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาก็ไม่เคยคิดทบทวนว่าแท้จริงแล้วตนทำอะไรผิด ตนเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอันใดออกมา เคยแสวงหาหลักธรรมที่พึงยึดปฏิบัติตามบ้างหรือไม่ เคยกระทำการตามหลักธรรมความจริงหรือลุล่วงความรับผิดชอบของตนในเรื่องที่พวกเขาถูกตัดแต่งบ้างหรือไม่ พวกเขาไม่ตรวจสอบหรือคิดทบทวนเรื่องเหล่านี้ ไม่ครุ่นคิดและไตร่ตรองปัญหาเหล่านี้ แต่กลับมีท่าทีต่อการตัดแต่งตามเจตจำนงและความหัวร้อนของตน เมื่อใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาย่อมจะเต็มไปด้วยความโกรธ ความไม่เชื่อฟัง และความขุ่นเคือง และจะไม่ยอมฟังคำแนะนำของใคร พวกเขาไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง และไม่สามารถกลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อทำความรู้จักและทบทวนตนเอง จัดการแก้ไขการกระทำของตนที่ละเมิดหลักธรรม เช่น การทำตัวสุกเอาเผากิน หรือทำตัวเกะกะระรานในหน้าที่ของตน และไม่ใช้โอกาสนี้แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน แต่พวกเขากลับหาข้ออ้างมาปกป้องตัวเอง มาแก้ตัว และพวกเขาจะพูดแม้กระทั่งสิ่งที่ยั่วยุให้เกิดความไม่ลงรอยกันและถึงขั้นยุแยงผู้อื่น กล่าวสั้นๆ ได้ว่า เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง การสำแดงเฉพาะของพวกเขาก็คือความไม่เชื่อฟัง ความไม่พึงพอใจ การขัดขืน และการลองดี รวมทั้งการพร่ำบ่นบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัวใจพวกเขาว่า “ฉันจ่ายราคาไปสูงขนาดนั้นและทำงานไปตั้งมากมาย ถึงแม้ฉันไม่ได้ทำตามหลักธรรมหรือแสวงหาความจริงในบางสิ่งบางอย่าง แต่ฉันก็ไม่ได้ทำทั้งหมดนี้เพื่อตัวเอง! ต่อให้ฉันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่องานของคริสตจักร ฉันก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำแบบนั้น! ใครบ้างที่ไม่ก่อความผิดพลาด? คุณไม่สามารถมายึดที่ความผิดพลาดของฉันและตัดแต่งฉันอย่างไม่รู้จบโดยไม่แสดงความคำนึงถึงความอ่อนแอของฉัน และไม่ใส่ใจอารมณ์หรือความเคารพนับถือในตัวเองของฉัน บ้านของพระเจ้าไม่มีความรักให้กับผู้คนและช่างไม่ยุติธรรมนัก! ยิ่งไปกว่านั้น คุณตัดแต่งฉันเพราะการทำความผิดพลาดเล็กน้อย—นี่หมายความว่าคุณมองฉันด้วยสายตาที่ไม่โปรดปรานและต้องการกำจัดฉันไม่ใช่หรือ?” เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง สิ่งแรกในจิตใจของพวกเขาไม่ใช่การทบทวนถึงสิ่งที่ตนเองได้ทำผิดไป หรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ตนได้เผยออกมา แต่กลับโต้แย้ง อธิบาย และหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง พลางก็ทำการคาดคะเน การคาดคะเนใดบ้าง? “ฉันจ่ายราคาไปอย่างใหญ่หลวงปานนั้นในการทำหน้าที่ในบ้านของพระเจ้าเพียงเพื่อถูกตัดแต่ง ดูเหมือนว่าฉันมีความหวังไม่มากเลยที่จะได้รับพร เป็นได้ไหมว่าพระเจ้าไม่ได้ต้องการให้บำเหน็จรางวัลแก่ผู้คน ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการนี้เพื่อเผยผู้คนและกำจัดพวกเขาออกไป? ฉันควรสร้างความพยายามอะไรไปทำไม ถ้าไม่มีหวังว่าจะได้รับพร? ฉันควรทนความยากลำบากไปทำไม? ในเมื่อไม่มีความหวังที่จะได้รับพร ฉันก็อาจจะไม่เชื่อเสียเลยก็แล้วกัน! จุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อให้ได้พรไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่มีความหวังในเรื่องนั้น ฉันควรสละตัวเองไปทำไม? หรือว่าบางทีฉันควรแค่เลิกเชื่อและพอแค่นี้? ถ้าฉันไม่เชื่อ คุณยังจะตัดแต่งฉันได้ไหม? ถ้าฉันไม่เชื่อ คุณก็ตัดแต่งฉันไม่ได้?” พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่อาจยอมรับการถูกตัดแต่งจากพระเจ้าได้เลย พวกเขาไม่อาจยอมรับและเชื่อฟังโดยผ่านทางทรรศนะและท่าทีอันถูกควร พวกเขาไม่อาจทบทวนตนเองผ่านทางการนี้และเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน เพื่อให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้รับชำระให้บริสุทธิ์ได้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับคาดเดาและศึกษาด้วยจิตใจอันคับแคบและร้ายกาจถึงจุดประสงค์ที่ตัวเองถูกตัดแต่ง พวกเขาเฝ้าดูสถานการณ์พัฒนาไปอย่างระมัดระวัง ฟังน้ำเสียงของผู้คนตอนที่พวกเขาพูดจา เฝ้าสังเกตว่าผู้คนรอบตัวมองตนอย่างไร พูดจากับตนอย่างไร รวมถึงท่าทีของผู้คนเหล่านั้น และใช้สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าตนเองมีความหวังที่จะได้รับการอวยพรบ้างหรือไม่ หรือพวกเขาถูกเผยและกำจัดจริงหรือไม่ กรณีเรียบง่ายกรณีเดียวที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งก็ก่อให้เกิดความปั่นป่วนใหญ่หลวงปานนั้นและการใคร่ครวญมากขนาดนั้นในหัวใจของพวกเขา เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาถูกตัดแต่ง ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือการผลักไส และในหัวใจของพวกเขาก็รู้สึกรังเกียจการนั้น พวกเขาปฏิเสธและต่อสู้กับการนั้น โดยตรวจสอบภาษาและสีหน้าของผู้คนเสียก่อน แล้วตามด้วยการทำการคาดคะเน พวกเขาใช้สมอง ความคิด และความเฉลียวฉลาดอันน้อยนิดของตนเฝ้าดูสถานการณ์พัฒนาไป เฝ้าสังเกตว่าผู้คนรอบตัวมองตนอย่างไร และสังเกตท่าทีที่ผู้นำอาวุโสทั้งหลายมีต่อตน พวกเขาตัดสินจากสิ่งเหล่านี้ว่าตนยังคงมีความหวังมากเพียงใดที่จะได้รับการอวยพร ตนมีหวังที่จะได้รับการอวยพรแม้สักเสี้ยวหรือไม่ หรือว่าตนถูกเผยและถูกกำจัดจริงหรือไม่ พอจนมุม พวกศัตรูของพระคริสต์ก็เริ่มศึกษาค้นคว้าพระวจนะของพระเจ้าอีกครั้ง โดยลองพยายามใช้พระวจนะของพระเจ้าค้นหาหลักการที่ถูกต้องแม่นยำ ความหวังอันน้อยนิดและสายชูชีพ หลังจากที่พวกเขาถูกตัดแต่ง หากใครบางคนชูใจและเกื้อหนุนพวกเขา อีกทั้งช่วยเหลือพวกเขาด้วยหัวใจที่เปี่ยมรัก สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนตัวเองยังได้รับการนึกถึงในฐานะสมาชิกแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าความหวังที่จะได้รับการอวยพรยังมีอยู่จริงสำหรับพวกเขา ว่าความหวังของตนยังคงแข็งแกร่ง และพวกเขาจะปัดเป่าทุกความคิดของการถอนตัวออกไป อย่างไรก็ตาม พริบตาที่สถานการณ์พลิกผันจนทำให้พวกเขามองเห็นว่าความหวังของตนที่จะได้รับการอวยพรกลายเป็นบางเบาและปลาศนาการไป ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็คือ “ถ้าฉันไม่สามารถได้รับพร เช่นนั้นฉันก็จะไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว ใครก็ตามที่รักการเชื่อในพระเจ้าก็เชื่อในตัวเขาได้เลย แต่ฉันจะไม่ยอมรับการถูกคุณตัดแต่งไม่ว่าในกรณีใด และทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพูดตอนที่คุณกำลังตัดแต่งฉันนั้นก็ผิด ฉันไม่อยากได้ยินและฉันไม่เต็มใจฟัง และฉันจะไม่ยอมรับการถูกตัดแต่งแม้แต่ตอนที่คุณบอกว่านี่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับคนคนหนึ่ง!” เมื่อพวกเขามองเห็นความหวังในการที่ตนจะได้รับการอวยพรสลายกลายเป็นควัน เมื่อพวกเขามองเห็นสถานะที่ตนไล่ตามไขว่คว้ามานานและความฝันที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ใกล้จะไม่เหลืออะไรและสูญสิ้นไป พวกเขาไม่นึกถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะในการไล่ตามไขว่คว้าของตน หรือการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายที่ตนไล่ตามไขว่คว้า แต่พวกเขากลับนึกถึงการผละจากไปและการถอนตัว พวกเขาไม่ต้องการเชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป และคิดว่าตนไม่มีความหวังใดที่จะได้รับการอวยพรอีกต่อไปแล้วในการเชื่อในพระเจ้าของตน สำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์นั้น หากความเพ้อฝันและความหวังถึงบำเหน็จรางวัล พร และมงกุฎที่ตนต้องการได้รับเมื่อตอนแรกที่พวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้าหมดไป เช่นนั้นแรงจูงใจของพวกเขาที่มีต่อการเชื่อในพระเจ้าก็ปลาศนาการไป เช่นเดียวกับแรงจูงใจของพวกเขาในการสละตนแด่พระเจ้าและทำหน้าที่ของตน เมื่อแรงจูงใจหมดไป พวกเขาก็ไม่ต้องการที่จะคงอยู่ในคริสตจักรอีกต่อไป ที่จะสะเปะสะปะไร้จุดหมายในหนทางนี้อีกต่อไป และพวกเขาต้องการละทิ้งหน้าที่ของตนและไปจากคริสตจักร นี่คือทั้งหมดที่ศัตรูของพระคริสต์นึกถึงเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง และแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาจึงถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น โดยรวมแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับความจริงเลยทั้งในสิ่งที่พวกเขาพูดและสิ่งที่พวกเขาทำ อุปนิสัยที่ไม่ยอมรับความจริงคืออะไร? คือการรังเกียจความจริงไม่ใช่หรือ? แน่แท้ว่านั่นคือสิ่งนั้นนั่นเอง การถูกตัดแต่งเป็นบทบาทอันเรียบง่ายในตัวของมันเองที่ค่อนข้างยอมรับได้โดยง่าย ประการแรกก็คือ ไม่มีเจตจำนงร้ายอยู่ในส่วนของบุคคลที่ตัดแต่งพวกเขา ประการที่สอง เมื่อตัดสินจากเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง แน่นอนว่าพวกเขาต้องได้ขัดต่อการจัดการเตรียมการแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและขัดต่อหลักธรรมความจริงทั้งหลายลงไป มีข้อผิดพลาดหรือความเผลอเรอในงานของพวกเขาที่ได้นำพาการขัดขวางและการรบกวนมาสู่งานของคริสตจักร พวกเขาถูกตัดแต่งเพราะการปลอมปนเจตจำนงมนุษย์ของตน เพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน เพราะเมื่อขาดความเข้าใจหลักธรรมความจริง พวกเขาก็ปฏิบัติตนอย่างสิ้นคิด นี่เป็นสิ่งที่ปกติมาก ทั่วทั้งโลกไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่องค์กรใด กลุ่มหรือบริษัทใดก็มีกฎเกณฑ์และข้อบังคับ และผู้ใดละเมิดกฎเกณฑ์และข้อบังคับเหล่านี้ย่อมต้องถูกลงโทษและให้อยู่ในการควบคุม นี่เป็นปกติอย่างสมบูรณ์แบบและถูกควรอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์มองการให้อยู่ในความควบคุมอย่างเหมาะควรเนื่องจากผลลัพธ์ของการละเมิดกฎเกณฑ์และข้อบังคับนั้นเป็นการที่ผู้อื่นทำให้สิ่งทั้งหลายลำบากยากเย็นสำหรับตน เป็นการลงโทษตนอย่างไม่เป็นธรรม เป็นการจ้องจับผิดตน และเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ตน นั่นใช่ท่าทีของการยอมรับความจริงหรือไม่? ชัดเจนมากว่าไม่ใช่ เมื่อปราศจากท่าทีของการยอมรับความจริง เป็นไปได้หรือไม่ที่ใครบางคนซึ่งเป็นแบบนี้จะหลีกเลี่ยงการก่อข้อผิดพลาดและการเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการรบกวนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน? แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ คนจำพวกนี้เหมาะแก่การทำหน้าที่เป็นอย่างดีหรือไม่? กล่าวอย่างตรงชัดได้ว่าพวกเขาไม่เหมาะ ไม่มีแววเลยว่า คนประเภทนี้จะมีสมรรถภาพในกิจอันใด
การทำหน้าที่เป็นโอกาสที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร เพื่อที่พวกเขาอาจได้ฝึกฝนตัวเอง แต่ผู้คนไม่รู้จักถนอมความล้ำค่าของสิ่งนี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขากลับเอะอะอาละวาด ต่อสู้และโหวกเหวกใส่ พวกเขาพยศและเดือดดาล นั่นเป็นราวกับว่าพวกเขาคือธรรมิกชนผู้ไม่เคยทำความผิดพลาด ในหมู่มนุษย์อันเสื่อมทราม ผู้ใดหรือที่ไม่ทำความผิดพลาด? การทำความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ปกติมาก พระนิเวศของพระเจ้าเพียงแค่ตัดแต่งเจ้าด้วยวาจา ไม่ได้ให้เจ้าต้องรับผิดชอบหรือกล่าวโทษเจ้าสำหรับเรื่องนี้ นับประสาอะไรที่จะสาปแช่งเจ้า บางครั้งการตัดแต่งอาจค่อนข้างหนักข้อ คำพูดอาจฟังบาดหูหรือไม่น่าฟัง และอาจทำร้ายความรู้สึกของเจ้า พวกที่ได้เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อการเงินและเครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหลายแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะถูกพระนิเวศของพระเจ้าบ่มวินัยโดยการใช้ค่าปรับหรือโดยการขอค่าชดเชย—นั่นนับว่าหนักข้อหรือ? หรือถือได้ว่าเป็นการถูกควร? เจ้าไม่ได้ถูกขอให้จัดเตรียมค่าชดเชยเป็นสองเท่า และเจ้าก็ไม่ได้กำลังถูกกรรโชกทรัพย์ เจ้าเพียงจำเป็นต้องชดใช้คืนในจำนวนเดียวกันเท่านั้นเอง นี่เป็นการถูกควรอย่างมากมิใช่หรือ? นี่เบากว่าค่าปรับของในบางประเทศของโลกอย่างมาก ในเมืองใหญ่บางเมือง เจ้าจะถูกปรับอย่างหนักแค่เพราะการถ่มถุยลงบนพื้นหรือการทิ้งเศษกระดาษหนึ่งชิ้น เจ้าสามารถลองดีในเรื่องนี้ หรือปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าปรับนั่นได้หรือไม่? หากเจ้าไม่ยอม ก็มีแววว่าเจ้าจะถูกส่งเข้าคุก และคงจะมีโทษปรับตามกฎหมายที่หนักข้อกว่าด้วยซ้ำ เช่นนั้นคือระบบ บางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้และคิดว่าการที่ผู้คนถูกพระนิเวศของพระเจ้าตัดแต่งในหนทางนี้นั้นหนักข้อเกินไป และการให้ผู้คนอยู่ในการควบคุมแบบนี้นั้นโหดเกินไป หากผู้คนดังกล่าวถูกตัดแต่งในลักษณะที่หนักข้อขึ้นเล็กน้อย และทำร้ายความภาคภูมิใจของพวกเขา อีกทั้งกระตุ้นเร้าธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ทนไม่ได้และไม่คล้อยตามมโนคติของตน พวกเขาเชื่อว่า ในเมื่อนี่คือพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนก็ไม่ควรถูกปฏิบัติแบบนี้ พระนิเวศของพระเจ้าควรใช้ความยอมผ่อนปรนและความอดทนในทุกฝีก้าว รวมทั้งอนุญาตให้ผู้คนปฏิบัติตนอย่างมัวเมาสิ้นคิดและทำตามแต่พวกเขาจะยินดี พวกเขาคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้คนทำนั้นดีงามและควรได้รับการรำลึกถึงจากพระเจ้า นี่มีเหตุผลหรือไม่? (ไม่มี) ผู้คนมีแก่นแท้ธรรมชาติแบบใด? พวกเขาเป็นมนุษย์จริงหรือ? กล่าวค่อนไปทางมีรสนิยมได้ว่า พวกเขาคือเหล่าซาตานและหมู่มาร กล่าวค่อนไปทางหยาบคายได้ว่าพวกเขาคือพวกสัตว์ ผู้คนไม่รู้กฎเกณฑ์การประพฤติตน พวกเขาเป็นเศษสวะอย่างมาก รวมทั้งเกียจคร้าน รักความสบายและรังเกียจงานหนัก อีกทั้งพวกเขาก็ต้องการเกะกะระรานทำสิ่งไม่ดี ส่วนที่สร้างความเดือดร้อนที่สุดก็คือ ผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าจำนวนมากมายปรารถนาที่จะนำพาปรัชญาการดำเนินชีวิต วิธีการ และกระแสนิยมชั่วทางโลกของโลกปุถุชนติดมากับตัวเองด้วยเสมอ พวกเขาถึงกับทุ่มพลังงานของตนให้กับการวิจัย การเรียนรู้ และการเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็สร้างความโกลาหลและความปั่นป่วนในงานบางอย่างของพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนทนไม่ได้ และแม้แต่พี่น้องชายหญิงบางคนซึ่งใหม่ในความเชื่อก็ยังพูดว่าผู้คนเหล่านี้ไม่เคร่งศรัทธา ว่าการกระทำของพวกเขาเป็นกระแสนิยมทางโลก และไม่ใช่สิ่งใดที่เหมือนการกระทำของคริสตชน—แม้แต่ผู้เชื่อใหม่เหล่านี้ก็ยังไม่อาจยอมรับการกระทำของผู้คนเหล่านี้ ผู้คนเหล่านี้จ่ายราคาเล็กน้อย มีความกระตือรือร้นเล็กน้อย อีกทั้งมีแรงขับเคลื่อนและไมตรีจิตนิดเดียว และพวกเขานำพาสิ่งไร้สาระใดก็ตามที่ตนได้เรียนรู้มาเข้ามาสู่พระนิเวศของพระเจ้า และประยุกต์ใช้สิ่งนั้นกับหน้าที่และงานของตน และผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการรบกวนงานของคริสตจักร และจบลงตรงการถูกตัดแต่ง คนบางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ที่ว่า “พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงรำลึกถึงความประพฤติอันดีงามของผู้คนไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นทำไมฉันถึงกำลังถูกตัดแต่งเพราะการทำหน้าที่ของตัวเอง? ทำไมฉันไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้เลย? พระวจนะของพระเจ้ากำลังถูกทำให้ลุล่วงแบบไหนกัน? เป็นได้ไหมว่าพระวจนะเหล่านั้นทั้งหมดเป็นแค่คำพูดที่ว่างเปล่าฟังดูดี?” เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงไม่ทบทวนว่าการกระทำของตัวเองเป็นความประพฤติอันดีงามที่สมควรได้รับการรำลึกถึงหรือไม่? พระเจ้าได้ทรงพึงประสงค์สิ่งใดจากเจ้า? หน้าที่ที่เจ้าได้ปฏิบัติไป งานที่เจ้าได้ทำไป และแนวคิดกับข้อเสนอแนะที่เจ้าได้จัดเตรียมนั้นเป็นไปตามสมบัติผู้ดีของธรรมิกชนหรือไม่? สิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับมาตรฐานที่พึงประสงค์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าได้นึกถึงคำพยานของพระเจ้าหรือพระนามของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าได้คำนึงความมีหน้ามีตาของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าได้คำนึงถึงสมบัติผู้ดีของธรรมิกชนหรือไม่? เจ้ายอมรับว่าตัวเจ้าเป็นคริสตชนหรือไม่? เจ้าไม่ได้คำนึงถึงสิ่งใดในนี้เลย เช่นนั้นตามที่จริงแล้ว อะไรเล่าที่พวกเจ้าได้ทำไป? การกระทำของเจ้าคู่ควรแก่การรำลึกถึงหรือ? เจ้าได้สร้างความยุ่งเหยิงให้กับงานของคริสตจักร และพระนิเวศของพระเจ้าก็เพียงตัดแต่งเจ้าไปเท่านั้น โดยที่ไม่ได้เพิกถอนสิทธิ์อันสมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่ที่สุด ความรักอันเที่ยงแท้ที่สุด กระนั้นเจ้าก็ยังรู้สึกรำคาญ เจ้ามีเหตุผลใดให้เป็นเช่นนั้นหรือ? เจ้าช่างไร้เหตุผลอย่างสุดขั้ว!
มีผู้คนบางคนที่เชื่อในพระเจ้ามาเพียงสองหรือสามปีเท่านั้น และการกระทำของพวกเขา หนทางที่พวกเขาพูดคุยและหัวเราะ อีกทั้งทรรศนะที่พวกเขาเผยออกมา และแม้กระทั่งการแสดงสีหน้าและการเคลื่อนไหวยามที่พูดจากับผู้อื่นนั้นไม่น่ายินดี ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นผู้ไม่มีความเชื่อและผู้ไม่เชื่อโดยสิ้นเชิง ผู้คนเหล่านี้ควรให้อยู่ในการควบคุม พวกเขาควรถูกตัดแต่ง และควรวางกฎเกณฑ์ให้กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขารู้ว่าอะไรคือความเป็นมนุษย์ที่ปกติ อะไรคือสมบัติผู้ดีเยี่ยงธรรมิกชน และคริสตชนควรมีลักษณะอย่างไร และเพื่อให้พวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะเป็นมนุษย์ และสามารถมีสภาพเสมือนมนุษย์ได้ มีบางคนที่เชื่อในพระเจ้ามามาแปดหรือสิบปี หรือนานกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่เมื่อตัดสินจากความคิดและมุมมอง คำพูดและการกระทำ ตลอดจนหนทางที่พวกเขารับมือกับสิ่งทั้งหลาย และแนวคิดที่พวกเขาคิดขึ้นมาได้ยามที่สิ่งทั้งหลายบังเกิดแก่ตน ชัดเจนว่าพวกเขาคือพวกผู้ไม่มีความเชื่อและพวกผู้ไม่เชื่อ ผู้คนเหล่านี้ได้ฟังคำเทศนามาไม่น้อยเลยทีเดียว และพวกเขาก็พอมีประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอยู่บ้าง พวกเขาได้มีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าพี่น้องชายหญิงไปไม่น้อยเลยและควรมีรูปแบบภาษาในชีวิตประจำวันเป็นของตัวเอง แต่ทว่าพวกเขาส่วนมากไม่สามารถแบ่งปันคำพยานได้ และยามที่พวกเขาพูดคุยและแสดงทัศนะของตน พวกเขาใช้ภาษาที่ราบเรียบไม่สมจริงมากเกินไป และพวกเขาก็ไม่สามารถอธิบายสิ่งใดได้อย่างชัดเจน พวกเขาช่างขัดสน น่าสมเพช และมืดบอดโดยแท้—ชัดเจนว่าพวกเขามีโฉมหน้าอันน่าเวทนาอย่างถึงที่สุด เมื่อคนแบบนั้นทำหน้าที่และรับความรับผิดชอบเล็กน้อย พวกเขาถูกตัดแต่งเสมอ การนี้เลี่ยงไม่ได้เลย เหตุใดพวกเขาจึงถูกตัดแต่ง? นั่นเป็นเพราะการกระทำของพวกเขาละเมิดหลักธรรมความจริงมากเกินไป พวกเขาไม่สามารถบรรลุมโนธรรมและเหตุผลของผู้คนปกติได้ด้วยซ้ำ อีกทั้งพวกเขาก็พูดจาและปฏิบัติตนเหมือนพวกไม่มีความเชื่อ ราวกับได้มีการจ้างให้พวกผู้ไม่มีความเชื่อมาทำงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ดังนั้นคุณภาพของงานที่ผู้คนเหล่านี้ได้ผลิตออกมาในการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นเป็นอย่างไรเล่า? งานนั้นมีค่าตรงไหน? มีส่วนใดของพวกเขาบ้างที่นบนอบ? พวกเขามีปัญหามากเกินไปและเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการรบกวนเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ? (ใช่) เช่นนั้นผู้คนเหล่านี้ก็ควรถูกตัดแต่งไม่ใช่หรือ? (ใช่) คนบางคนเขียนบทละครเกี่ยวกับชีวิตของคริสเตียน เกี่ยวกับวิธีที่ตัวละครเอกก้าวผ่านการข่มเหง ความทุกข์ลำบาก และสถานการณ์สารพัด และวิธีที่ตัวละครเหล่านั้นซาบซึ้งและรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ถึงกระนั้น ตลอดทั้งเรื่องราว ตัวละครเอกก็แทบไม่เคยอธิษฐาน และบางคราวที่เผชิญกับบางสิ่ง พวกเขากลับไม่รู้ว่าจะกล่าวอธิษฐานอะไรด้วยซ้ำ ก่อนหน้านั้น คนบางคนเคยเขียนสิ่งเก่าๆ เดิมๆ สำหรับการอธิษฐานซ้ำไปซ้ำมา ยามที่ตัวละครเอกเผชิญบางสิ่ง พวกเขาจะอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขณะนี้ข้าพระองค์เสียความรู้สึกยิ่งนัก! ข้าพระองค์ทุกข์ระทมยิ่งนัก ทุกข์ระทมไปหมดทั้งสิ้น! โปรดทรงนำและให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด” พวกเขาแค่เขียนคำพูดสัพเพเหระแบบนี้ แต่พอเผชิญกับเหตุการณ์ที่ต่างไป สถานการณ์ที่ต่างไป อารมณ์ที่ต่างไป ตัวละครเอกก็ไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร และไม่มีอะไรจะพูด นี่ทำให้เราฉงนว่า หากผู้คนเหล่านี้เขียนบทให้ตัวละครเอกของตนไม่อธิษฐานในยามที่พบเจอปัญหา แล้วตัวพวกเขาเองอธิษฐานเป็นนิสัยหรือเปล่า? หากพวกเขาไม่อธิษฐานยามที่เผชิญกับบางสิ่ง เช่นนั้นพวกเขาพึ่งพาสิ่งใดในชีวิตประจำวันและในการปฏิบัติหน้าที่ของตน? พวกเขาคิดอะไรอยู่? ในหัวใจของพวกเขามีพระเจ้าอยู่หรือไม่? (พวกเขาไม่มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจ พวกเขาพึ่งพาการคิดและของประทานของตัวเองในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำ) ผลลัพธ์ของการนี้ก็คือพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเจ้าคิดว่าเราจะประเมินเรื่องนี้อย่างไร? ผู้คนเช่นนี้ควรถูกตัดแต่ง ผู้คนเหล่านี้ที่ไม่มีความก้าวหน้า ที่มีสมองแต่ขาดหัวใจ เป็นผู้เชื่อมาหลายปี ทว่าพวกเขาก็ไม่มีแนวคิดว่าจะพูดอธิษฐานสิ่งใดยามที่เผชิญประเด็นปัญหา พวกเขาไม่มีสิ่งใดพูดกับพระเจ้า และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะปรับทุกข์กับพระเจ้าอย่างไร และพวกเขาก็ไม่มีใจแลกใจกับพระเจ้า พระเจ้าคือองค์หนึ่งเดียวที่ใกล้ชิดกับเจ้าที่สุด องค์หนึ่งเดียวผู้ทรงคู่ควรแก่การเชื่อใจและการพึ่งพาของเจ้าที่สุด แต่กระนั้นเจ้ากลับไม่มีสักสิ่งที่จะพูดกับพระองค์—แล้วเจ้ากำลังสงวนความคิดส่วนในสุดของเจ้าไว้เพื่อใคร? ไม่ว่านั่นเป็นใคร หากเจ้าไม่มีสิ่งใดจะพูดกับพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าเป็นคนประเภทใด? เจ้าเป็นบุคคลที่ปราศจากความเป็นมนุษย์ที่สุดไม่ใช่หรือ? หากในบทละครไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ของตัวละครเอก ชีวิตในฐานะผู้เชื่อของตัวละครเอก อีกทั้งวิธีที่ตัวละครเอกรับประสบการณ์และซาบซึ้งกับพระวจนะของพระเจ้า และอื่นๆ หากนั่นเป็นแค่โครงบทละครที่กลวงเปล่า เช่นนั้นเจ้าต้องการแสดงให้ผู้คนเห็นสิ่งใดจากการสร้างภาพยนตร์นี้ขึ้นมา? เจ้ากำลังเป็นพยานต่อพระเจ้า หรือต่อความรู้และการศึกษาอันเล็กน้อยที่ตนมี? หลักฐานที่เป็นรูปธรรมดีที่สุดสำหรับคำพยานต่อพระเจ้าก็คือ วิธีที่คนคนหนึ่งอธิษฐานและแสวงหา และวิธีที่แนวคิด ท่าที มุมมอง และความคิดที่มีต่อพระเจ้าแปลงสภาพไปเมื่อบางสิ่งเกิดแก่ตน หรือเมื่อพวกเขาพบเจอกับความลำบากยากเย็น น่าเสียดายที่คนบางคนไม่มีความเข้าใจอันใดทั้งสิ้นในเรื่องนี้ พวกเขายังคงไม่รู้วิธีที่จะอธิษฐานหลังจากมีความเชื่อมาหลายปี—ไม่น่าฉงนเลยที่พวกเขายังคงไม่มีความก้าวหน้า ทักษะเชิงวิชาชีพของพวกเขาไม่ได้เกิดการปรับปรุง และพวกเขาก็ไม่มีความก้าวหน้าในการเข้าสู่ชีวิต ผู้คนเช่นนั้นควรถูกตัดแต่งไม่ใช่หรือ? และดังนั้นการที่ผู้คนถูกตัดแต่งจึงมีที่มาที่ไป หากเจ้าไม่ยอมรับการตัดแต่ง หรือหากเจ้าไม่ถูกตัดแต่ง ผลที่ตามมาของเรื่องนี้และจุดจบของเจ้าจะตกอยู่ในอันตราย พวกเจ้าวาสนาดีที่มีผู้คนตัดแต่งและบ่มวินัยพวกเจ้าในตอนนี้ สิ่งที่มีคุณประโยชน์แสนวิเศษนี้เป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่อาจยอมรับได้ พวกเขาคิดว่าเมื่อตัวเองถูกตัดแต่ง นั่นหมายความว่าพวกเขาจบสิ้นแล้ว ว่าพวกเขาไม่มีความหวังอีกต่อไป ว่าพวกเขามองเห็นได้ว่าจุดจบของตัวเองจะเป็นอะไร พวกเขาคิดว่าการถูกตัดแต่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาไม่มีคุณค่าอีกต่อไป และไม่เป็นที่โปรดปรานของเบื้องบนอีกต่อไป และมีแววว่าพวกเขาจะถูกกำจัด เช่นนั้นพวกเขาจึงสูญเสียแรงจูงใจในความเชื่อของตนไปและเริ่มวางแผนการที่จะออกสู่โลกและหาเงินให้มากๆ ติดตามกระแสนิยมทางโลก กิน ดื่ม และสนุกสนานรื่นเริง แล้วกลอุบายของพวกเขาก็เริ่มเผยตัวออกมา นี่ทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตราย และก้าวต่อไปของพวกเขาก็จะนำทางพวกเขาข้ามธรณีประตูไปจากพระนิเวศของพระเจ้า
ยามที่ศัตรูของพระคริสต์มีสถานะและอำนาจในพระนิเวศแห่งพระเจ้า ยามที่พวกเขาสามารถเอาเปรียบและอาศัยประโยชน์ได้ในทุกฝีก้าว ยามที่ผู้คนเคารพยกย่องและยกยอปอปั้นพวกเขา รวมทั้งยามที่พวกเขาคิดว่าพรกับบำเหน็จรางวัลและบั้นปลายอันสวยงามล้วนดูเหมือนอยู่ไม่เกินเอื้อม เช่นนั้นโดยผิวเผินแล้วพวกเขาก็ดูท่วมท้นไปด้วยความเชื่อในพระเจ้า เชื่อในพระวจนะของพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์ อีกทั้งในงานและจุดหมายปลายทางในอนาคตของพระนิเวศของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พวกเขาถูกตัดแต่ง เมื่อความอยากได้พรของพวกเขาถูกคุกคาม เช่นนั้นพวกเขาก็เกิดมีข้อสงสัยและความเข้าใจผิดต่อพระเจ้าขึ้นมา ในพริบตาเดียว ความเชื่ออันอุดมล้นอย่างเห็นได้ชัดของพวกเขาก็ปลาศนาการไปและไม่พบเจออยู่ตรงไหนเลย พวกเขาแทบไม่สามารถรวบรวมพลังงานที่จะเดินหรือพูดคุยได้ด้วยซ้ำ พวกเขาหมดความสนใจในการทำหน้าที่ และหมดสิ้นความกระตือรือร้น ความรัก และความเชื่อทั้งมวล พวกเขาสูญเสียไมตรีจิตที่เคยมีไปเล็กน้อย และไม่ใส่ใจผู้ใดก็ตามที่พูดคุยกับพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิงภายในอึดใจเดียว พวกเขาถูกเผยออกมาแล้วใช่หรือไม่? ในยามที่คนเช่นนั้นกำลังยึดมั่นต่อความหวังที่จะได้รับการอวยพร พวกเขาก็ดูเหมือนมีพลังงานอันไร้ขอบเขต มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาสามารถตื่นขึ้นแต่เช้าและทำงานจนดึกดื่น อีกทั้งสามารถทนทุกข์และจ่ายราคาได้ แต่เมื่อพวกเขาสูญสิ้นความหวังที่จะได้รับการอวยพร พวกเขาก็เหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงแผนการ หาเส้นทางใหม่ และล้มเลิกความเชื่อในพระเจ้าของตน พวกเขากลายเป็นหมดกำลังใจและผิดหวังในพระเจ้า และเต็มไปด้วยข้อข้องใจ นี่ใช่การแสดงออกของใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาและรักความจริง ใครบางคนที่มีความเป็นมนุษย์และความสัตย์สุจริตหรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาอยู่ในอันตราย เมื่อพวกเจ้าเผชิญกับคนจำพวกนี้ หากพวกเขาสามารถทำงานรับใช้ได้ เช่นนั้นจงอ่อนโยนในยามที่ตัดแต่งพวกเขา และหาคำพูดที่ฟังรื่นหูมาสรรเสริญพวกเขาบ้าง จงยกยอและทำให้หัวใจพวกเขาพองโตเหมือนลูกโป่ง แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะมีความลิงโลดในการย่างก้าวไป เจ้าสามารถพูดสิ่งทั้งหลาย เช่น “คุณช่างได้รับการอวยพรยิ่งนัก คุณมีดวงตาที่สดใส และฉันสามารถมองเห็นได้ว่าคุณมีพลังงานแบบไร้ขอบเขต และแน่นอนว่าคือคุณคือแกนสำคัญของพระนิเวศของพระเจ้า ราชอาณาจักรของพระเจ้าไม่อาจอยู่ได้โดยไม่มีคุณ และหากไม่มีคุณ งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าคงประสบกับความสูญเสีย แต่คุณแค่มีข้อเสียเล็กๆ ข้อหนึ่ง คุณสามารถเอาชนะข้อเสียนี้ได้ด้วยความพยายามนิดเดียว และพอแก้ไขข้อเสียนั้นได้ ทุกอย่างก็จะดี แล้วมงกุฎอันยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดต้องเป็นของคุณอย่างแน่นอน” เมื่อคนผู้หนึ่งที่เป็นแบบนี้ทำบางสิ่งที่ผิด เจ้าสามารถตัดแต่งอย่างเปิดเผยต่อหน้าเขา เจ้าควรทำการนั้นอย่างไร? จงพูดแค่ว่า “คุณหลักแหลมเหลือเกิน คุณทำความผิดพลาดพื้นๆ แบบนั้นไปได้อย่างไร? นั่นไม่ควรได้เกิดขึ้นเลย! คุณมีขีดความสามารถที่ดีที่สุดและมีการศึกษาที่สุดในฝ่ายของพวกเรา และคุณก็มีเกียรติยศที่สุดในหมู่พวกเรา คุณไม่ควรเป็นคนที่ทำความผิดพลาดแบบนี้—ช่างน่ากระอักกระอ่วนอะไรเช่นนี้! ช่วยทำให้มั่นใจว่าจะไม่ทำความผิดพลาดแบบนี้อีก ไม่อย่างนั้นพระเจ้าจะทรงเจ็บปวดอย่างแน่นอน ถ้าคุณทำความผิดพลาดอีกครั้ง นั่นจะทำลายความมีหน้ามีตาของคุณ ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคน—ฉันกำลังแอบให้คุณรู้เรื่องนี้เพื่อที่บรรดาพี่น้องชายหญิงจะไม่ระแคะระคายอะไรเรื่องของคุณ ฉันแค่กำลังพยายามทำให้มั่นใจว่าคุณไม่เสียหน้า และกำลังคำนึงถึงความรู้สึกของคุณอยู่ ถูกต้องไหม? ดูเถิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าเปี่ยมรักไม่ใช่หรือ?” เช่นนั้นพวกเขาก็พูดว่า “ใช่” “แล้วยังไงต่อ?” และพวกเขาก็จะตอบสนองว่า “ทำงานให้ดีต่อไป!” เจ้าคิดอย่างไรกับการปฏิบัติต่อพวกเขาแบบนั้น? คนประเภทนั้นต้องการแค่ได้รับพรโดยการลงแรง พวกเขาไม่เคยแสวงหาหลักธรรมความจริงในคำพูดและการกระทำของตน และพวกเขาไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดเลย พวกเขาไม่เคยคิดว่าตนควรพูดสิ่งที่กำลังพูดอยู่หรือทำสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่หรือไม่ และพวกเขาไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาจากสิ่งที่ตนทำ ทั้งพวกเขายังไม่อธิษฐาน ไตร่ตรอง แสวงหา หรือสามัคคีธรรม พวกเขาแค่ทำสิ่งทั้งหลายไปตามแนวคิดของตัวเอง พวกเขาทำสิ่งใดไปตามแต่ตนต้องการ เมื่อใครบางคนทำลายความภาคภูมิใจหรือผลประโยชน์ของพวกเขาด้วยบางสิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำ เปิดโปงข้อเสียหรือปัญหาทั้งหลาย หรือให้ข้อเสนอแนะอันสมเหตุผลแก่พวกเขา เช่นนั้นพวกเขาย่อมพลุ่งพล่านด้วยความเดือดดาล เคืองแค้น และต้องการแก้แค้น และกรณีที่ร้ายแรงกว่าก็คือ พวกเขาต้องการละทิ้งความเชื่อและไปรายงานเรื่องคริสตจักรกับพญานาคใหญ่สีแดง พวกเรามีหนทางที่จะรับมือกับคนจำพวกนี้ กล่าวคือให้เลี่ยงการตัดแต่งพวกเขา และให้ประคบประหงมพวกเขาแทน
พวกเราเพิ่งได้สามัคคีธรรมกันตลอดมาถึงการที่เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขามองว่านั่นเชื่อมโยงกับความหวังของตนในการที่จะได้รับพรเสมอ ท่าทีและทัศนะนี้ไม่ถูกต้อง และเป็นอันตราย เมื่อใครบางคนชี้ชัดถึงข้อเสียหรือปัญหาของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองสูญสิ้นความหวังของการได้รับพร และพอพวกเขาถูกตัดแต่ง หรือบ่มวินัย หรือตำหนิ พวกเขายังรู้สึกอีกด้วยว่าตัวเองสูญสิ้นความหวังของการได้รับพร ทันทีที่บางสิ่งไม่เป็นไปตามหนทางของตัวเอง หรือไม่คล้อยตามมโนคติของตน ทันทีที่ตนเองถูกเปิดโปงและตัดแต่ง รู้สึกถูกสั่นคลอนความเคารพนับถือในตนเอง ความคิดของพวกเขาก็แล่นไปในทันทีว่าตนเองไม่มีหวังที่จะได้รับพรอีกต่อไป พวกเขาอ่อนไหวเกินไปไม่ใช่หรือ? พวกเขามีความอยากได้รับพรอย่างแรงกล้าเกินไปไม่ใช่หรือ? จงบอกเราทีว่าผู้คนเช่นนั้นน่าเวทนาไม่ใช่หรือ? (พวกเขาน่าเวทนา) พวกเขาช่างน่าเวทนาจริงๆ! แล้วพวกเขาน่าเวทนาในหนทางใดหรือ? การที่คนเราสามารถได้มาซึ่งพรนั้นสัมพันธ์กับการที่พวกเขาถูกตัดแต่งหรือไม่? (ไม่) สิ่งเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กัน เช่นนั้นเหตุใดพวกศัตรูของพระคริสต์จึงรู้สึกว่าตัวเองสูญสิ้นความหวังที่จะได้รับพรเมื่อตัวเองถูกตัดแต่ง? นี่มีบางสิ่งที่เกี่ยวกับการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขาไม่ใช่หรือ? พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด? (การได้รับพร) พวกเขาไม่เคยปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีและเจตนาของตนในการที่จะได้รับพร พวกเขาได้มีเจตนาที่จะได้รับพรนับจากจุดเริ่มต้นที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า และแม้ว่าพวกเขาได้ฟังคำเทศนามาอย่างล้นเหลือ แต่พวกเขากลับไม่เคยยอมรับความจริงเลย พวกเขาไม่เคยเลิกล้มความอยากได้อยากมีและเจตนาของพวกเขาในการได้รับพร พวกเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขทัศนะที่มีต่อการเชื่อในพระเจ้าของตนให้ถูกต้อง อีกทั้งเจตนาในการทำหน้าที่ของพวกเขายังไม่ถูกชำระให้บริสุทธิ์ พวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างไปพร้อมกับการเกาะกุมความหวังและเจตนาที่จะได้รับพรของตนไว้อย่างแน่นหนาเสมอ และท้ายที่สุดแล้ว เมื่อความหวังทั้งหลายของพวกเขาในการที่จะได้รับพรกำลังจะถูกทำลาย พวกเขาก็บันดาลโทสะและพร่ำบ่นอย่างขมขื่น สุดท้ายแล้วก็ตีแผ่สภาวะอันอัปลักษณ์ของความกังขาที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและการปฏิเสธความจริงของพวกเขาออกมา พวกเขากำลังรนหาที่ตายไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นคือผลสืบเนื่องอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง ในประสบการณ์ที่ปวงประชากรของพระเจ้ามีต่อพระราชกิจของพระเจ้านั้น พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าการพิพากษา การตีสอนของพระเจ้า และการตัดแต่งของพระองค์ก็คือความรักและพรของพระองค์—ทว่าพวกศัตรูของพระคริสต์กลับเชื่อว่านี่เป็นแค่บางสิ่งที่ผู้คนพูด และไม่เชื่อว่านี่คือความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มองความจริงเป็นบทเรียนให้ได้เรียนรู้ ทั้งพวกเขายังไม่แสวงหาความจริงหรือทบทวนตัวเอง ในทางกลับกัน พวกเขาเชื่อว่าการตัดแต่งกำเนิดจากเจตจำนงมนุษย์ เป็นการจงใจทรมาน หนักอึ้งไปด้วยเจตนามนุษย์ และไม่ได้มาจากพระเจ้าอย่างแน่นอน พวกเขาเลือกที่จะขัดขืนและเมินเฉยต่อการนั้น และถึงขั้นศึกษาว่าเหตุใดคนบางคนจึงปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนั้น พวกเขาไม่นบนอบแต่อย่างใดเลย พวกเขาโยงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเข้ากับการได้รับพรและบำเหน็จรางวัล และพวกเขาถือว่าการได้รับพรเป็นการไล่ตามไขว่คว้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตของตน ตลอดจนเป็นเป้าหมายสูงสุดและท้ายที่สุดของการเชื่อในพระเจ้าของตน พวกเขายึดเหนี่ยวอยู่กับเจตนาของตนที่จะได้รับพรอย่างสุดชีวิตและไม่ยอมปล่อยมือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร โดยคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าที่ไม่เห็นแก่การได้รับพรนั้นเป็นความปัญญาอ่อนและความโง่เง่า เป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวง พวกเขาคิดว่าใครก็ตามที่เลิกล้มเจตนาของตนที่จะได้รับพรนั้นหลงกลแล้ว มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะเลิกล้มความหวังของการได้รับพร และการยอมรับการตัดแต่งคือการแสดงให้เห็นความปัญญาอ่อนและความไร้สมรรถภาพ เป็นบางสิ่งที่คนหลักแหลมคงไม่ทำ นี่เป็นการคิดและตรรกะของศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นเมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่ง พวกเขาจึงขัดขืนอย่างมากอยู่ในใจ และใช้การเสแสร้งและการให้เหตุผลลวงอย่างเก่งกาจ พวกเขาไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่นบนอบ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยความไม่เชื่อฟังและการลองดี นี่มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การต่อต้านพระเจ้า การทำการตัดสินพระเจ้า และการต่อสู้กับพระเจ้า และสุดท้ายแล้วก็ไปสู่การถูกเผยและกำจัด
II. ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของพวกเขา
พวกศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีที่ดื้อรั้นอย่างเหลือเชื่อเมื่อเป็นเรื่องของการได้รับพร พวกเขาเกาะเกี่ยวอยู่กับเจตนาที่จะได้รับพรอย่างสุดชีวิต และเมื่อถูกตัดแต่ง พวกเขาก็รู้สึกแข็งขืน อีกทั้งพยายามโต้เถียงและแก้ต่างให้ตัวเองอย่างสุดกำลัง พวกเราสามารถปักใจได้จากการนี้ว่า ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดเลย เมื่อถูกปลดหรือถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ พวกเขารู้สึกหวั่นไหวอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องของการได้รับพร เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกหวั่นไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้? เพราะหัวใจของผู้คนเช่นนั้นเต็มไปด้วยความอยากและความทะเยอทะยานที่จะได้รับพร ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำเป็นไปเพื่อเห็นแก่การได้รับพร ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของสิ่งอื่นใด ความปรารถอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็คือการได้รับพร นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อถูกปลดหรือถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ พวกเขาจึงรู้สึกว่าความหวังของตนในการที่จะได้รับพรนั้นหมดสิ้นแล้ว และพวกเขาย่อมไม่ยอมนบนอบเป็นธรรมดา อีกทั้งเอาแต่โต้เถียงเข้าข้างตัวเอง พวกเขาคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น และไม่คำนึงถึงงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น คนบางคนเชื่อว่าตัวเองมีทักษะในภาษาเขียน ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกร้องหนักหนาที่จะทำหน้าที่ซึ่งสัมพันธ์กับการนั้น แน่นอนว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง พระนิเวศของพระเจ้าทะนุถนอมบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ และไม่ว่าผู้คนมีของประทานหรือจุดแข็งอะไรก็ตาม พระนิเวศของพระเจ้าจะให้พื้นที่แก่พวกเขาในการนำสิ่งนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และดังนั้นทางคริสตจักรจึงจัดการเตรียมการให้พวกเขาทำงานด้านอักษร แต่หลังจากเวลาผ่านไปช่วงหนึ่งก็พบว่า ตามข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้มีทักษะนี้และไม่มีความสามารถที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างถูกควร พวกเขาไร้ประสิทธิผลอย่างสิ้นเชิง ความสามารถพิเศษและขีดความสามารถของพวกเขาทำให้พวกเขาไร้สมรรถภาพในงานนี้อย่างถึงที่สุด แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรทำในสภาพการณ์เช่นนั้น? เป็นไปได้หรือไม่ที่จะแค่ทนยอมรับพวกเขาไปและพูดว่า “คุณความมุ่งมั่นกระตือรือร้น และถึงแม้คุณมีความสามารถพิเศษไม่มาก อีกทั้งมีขีดความสามารถปานกลาง แต่ตราบที่คุณเต็มใจและไม่รังเกียจการทำงานหนัก พระนิเวศของพระเจ้าก็จะยอมให้คุณทำหน้าที่นี้ต่อไป ถึงคุณทำได้ไม่ดีก็ไม่สำคัญ พระนิเวศของพระเจ้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และไม่จำเป็นที่คุณต้องถูกเปลี่ยนตำแหน่ง”? นี่ใช่หลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้าใช้รับมือกับเรื่องทั้งหลายหรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ ในสภาพการณ์เช่นนั้น โดยปกติแล้ว พวกเขาจะถูกจัดการเตรียมหน้าที่ที่เหมาะสมให้ บนพื้นฐานของขีดความสามารถและจุดแข็งของพวกเขา นั่นคือด้านหนึ่ง แต่นั่นเพียงพอหรือไม่ที่จะอาศัยวิธีนี้อย่างเดียว เพราะในหลายกรณีนั้น ผู้คนเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะที่จะทำหน้าที่ใด และต่อให้พวกเขาคิดว่าตัวเองเก่งในเรื่องนั้นก็อาจจะไม่จำเป็นว่านั่นถูกต้อง และดังนั้นพวกเขาจึงต้องลองทำและรับการฝึกฝนสักช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ สิ่งถูกต้องที่ควรทำคือการตัดสินไปบนพื้นฐานที่ว่าพวกเขามีประสิทธิผลหรือไม่ หากพวกเขาได้รับการฝึกฝนอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง และไม่มีผลลัพธ์อันใดหรือมีความก้าวหน้าอันใด อีกทั้งยืนยันได้ว่าไม่คุ้มค่าที่จะบ่มเพาะพวกเขา หน้าที่ของพวกเขาก็ควรถูกปรับเปลี่ยน และควรมีการจัดการเตรียมหน้าที่ที่เหมาะสมให้พวกเขาใหม่ การปรับเปลี่ยนและการจัดการเตรียมหน้าที่ให้ผู้คนเสียใหม่ในหนทางนี้เป็นสิ่งซึ่งถูกควรที่จะทำ ทั้งยังตรงตามหลักธรรมอีกด้วย แต่คนบางคนไม่สามารถเชื่อฟังการจัดการเตรียมการแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และแทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำตามความชอบทางเนื้อหนังของตนในการปฏิบัติหน้าที่ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีใครบางคนพูดว่า “ความฝันที่ใหญ่ที่สุดของฉันก็คือการเป็นนักอักษรศาสตร์หรือนักวารสารศาสตร์ แต่เนื่องจากสภาพการณ์ทางครอบครัวของฉันและเหตุผลอื่นๆ ฉันเลยไม่อาจลุล่วงความฝันนี้ได้ แต่ตอนนี้ฉันทำงานด้านตัวอักษรอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันได้ในสิ่งที่ฉันต้องการแล้วในที่สุด!” อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจความจริงของเขาช่างไม่ดีพอเลยจริงๆ เขามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณไม่มากนัก และเขาก็ไม่มีความสามารถพอที่จะทำงานด้านอักษร ดังนั้นหลังจากที่ทำหน้าที่ของเขาไปได้สักพัก เขาก็ถูกโยกย้ายไปยังอีกหน้าที่ เขาร้องทุกข์ว่า “ทำไมฉันถึงทำแค่งานที่ฉันอยากทำไม่ได้? ฉันไม่ชอบงานอย่างอื่นทั้งนั้น!” ปัญหาในที่นี้คืออะไร? พระนิเวศของพระเจ้าได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่ของเขาไปตามหลักธรรมทั้งหลาย แล้วเหตุใดเขาจึงไม่อาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั่น? นี่เป็นปัญหาในความเป็นมนุษย์ของเขาไม่ใช่หรือ? เขาไม่อาจยอมรับความจริงและไม่นบนอบพระเจ้า—นี่ก็แค่การขาดเหตุผลเท่านั้นเอง เขาทำหน้าที่ของตัวเองไปบนพื้นฐานของความชอบส่วนบุคคลและต้องการเลือกเองเสมอ นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามไม่ใช่หรือ? ข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าชื่นชมยินดีกับการทำบางสิ่งนั้นรับประกันว่าเจ้าทำสิ่งนั้นได้ดีหรือ? ข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าชื่นชมยินดีกับการทำหน้าที่บางอย่างหมายความว่าเจ้าสามารถทำหน้าที่นั้นได้อย่างเหมาะสมเพียงพอหรือ? แค่เพราะว่าเจ้าชื่นชมยินดีกับการทำบางสิ่งไม่ได้หมายความว่าเจ้าเหมาะกับสิ่งนั้น และเจ้าก็อาจจะไม่สามารถมองออกว่าตัวเองเหมาะกับสิ่งใด เพราะฉะนั้นเจ้าจึงจำเป็นต้องมีเหตุผลและเรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง ดังนั้นเมื่อเจ้าถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ เจ้าจะปฏิบัติด้วยความเชื่อฟังอย่างไร? ในแง่หนึ่งนั้น เจ้าต้องเชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่ของเจ้าไปตามหลักธรรมความจริง และไม่ใช่บนพื้นฐานของการเลือกที่รักมักที่ชังหรืออคติของผู้นำหรือคนทำงานคนใด เจ้าต้องวางใจว่าการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของเจ้านั้นตัดสินบนพื้นฐานของของประทาน จุดแข็ง และสภาพการณ์ตามจริงอื่นๆ ของเจ้า รวมทั้งไม่ได้มีต้นตอมาจากแนวคิดของคนคนเดียว เจ้าควรเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังเมื่อถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ หลังจากที่เจ้าได้ฝึกฝนในหน้าที่ใหม่ของเจ้าไปสักพัก และได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ในการปฏิบัติหน้าที่นั้น เจ้าจะพบว่าตัวเองเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่นี้มากกว่า และเจ้าจะตระหนักว่าการเลือกหน้าที่บนพื้นฐานความชอบของตัวเจ้าเองนั้นเป็นความผิดพลาด นี่แก้ไขประเด็นปัญหานี้ไม่ใช่หรือ? ที่สำคัญที่สุดก็คือ พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้จัดการเตรียมการให้ผู้คนปฏิบัติหน้าที่บางอย่างไปบนพื้นฐานของการเลือกชอบของผู้คน แต่บนพื้นฐานความจำเป็นของงาน และการที่การปฏิบัติหน้าที่นั้นของใครบางคนสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์หรือไม่ พวกเจ้าจะพูดว่าพระนิเวศของพระเจ้าควรจัดการเตรียมการหน้าที่ทั้งหลายไปบนพื้นฐานความชอบของแต่ละคนอย่างนั้นหรือ? พระนิเวศของพระเจ้าควรใช้ผู้คนบนพื้นฐานเงื่อนไขของการสนองความชอบส่วนบุคคลอย่างนั้นหรือ? (ไม่ควร) สิ่งใดบ้างในสิ่งเหล่านี้ที่ตรงกับหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าในการใช้สอยผู้คน? สิ่งใดบ้างที่ตรงกับหลักธรรมความจริง? พระนิเวศของพระเจ้ากำลังเลือกผู้คนไปตามความจำเป็นของงานในพระนิเวศของพระเจ้าและผลลัพธ์จากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คน เจ้ามีความสนใจและสิ่งที่ใจรักบางอย่าง และเจ้ามีความปรารถนาเล็กน้อยที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ความปรารถนา ความสนใจ และสิ่งที่เจ้ามีใจรักควรมีความสำคัญกว่างานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือ? หากเจ้ายืนกรานดึงดันพูดว่า “ฉันต้องทำงานนี้ ถ้าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ ฉันก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ฉันไม่อยากปฏิบัติหน้าที่ ถ้าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนี้ ฉันก็จะไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำอย่างอื่นทั้งนั้น และฉันก็จะไม่ทุ่มความพยายามเต็มที่กับสิ่งนั้น” นี่แสดงว่าท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่นั้นมีปัญหาไม่ใช่หรือ? นั่นเป็นการขาดมโนธรรมและเหตุผลอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่หรือ? เพื่อสนองความปรารถนา ความสนใจ และความมีใจรักส่วนบุคคล เจ้าไม่ลังเลที่จะถ่วงเวลาและสร้างผลกระทบต่องานของคริสตจักร นี่สอดคล้องกับความจริงหรือไม่? คนเราควรปฏิบัติอย่างไรกับสิ่งทั้งหลายที่ไม่สอดคล้องกับความจริง? คนบางคนพูดว่า “คนเราควรพลีอุทิศตนเองเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม” นี่ถูกต้องหรือไม่? นี่เป็นความจริงหรือไม่? (ไม่) นี่เป็นคำแถลงประเภทใด? (นี่เป็นตรรกะวิบัติเยี่ยงซาตาน) นี่เป็นคำแถลงที่คลาดเคลื่อน คำแถลงที่ลวงตาและชักพาให้หลงผิด หากเจ้านำวลีที่ว่า “คนเราควรพลีอุทิศตนเองเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม” มาประยุกต์ใช้กับบริบทของการปฏิบัติหน้าที่ เช่นนั้นเจ้าก็กำลังต่อต้านและหมิ่นประมาทพระเจ้า เหตุใดการนี้จึงหมิ่นประมาทพระเจ้า? เพราะเจ้ากำลังนำเจตจำนงของตนเองมาลงที่พระเจ้า และนั่นคือการหมิ่นประมาท! เจ้ากำลังพยายามแลกเปลี่ยนการพลีอุทิศของตัวบุคคลกับการทำให้เพียบพร้อมและพรของพระเจ้า เจตนารมณ์ของเจ้าก็เพื่อสร้างข้อตกลงกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องให้เจ้าพลีอุทิศตัวเอง สิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ก็คือให้ผู้คนปฏิบัติความจริงและขัดขืนเนื้อหนัง หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติความจริง เช่นนั้นเจ้าก็กำลังต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้า เจ้าปฏิบัติหน้าที่ได้แย่เพราะเจตนารมณ์ของเจ้านั้นผิด ทัศนะของเจ้าที่มีต่อสิ่งทั้งหลายนั้นไม่ถูกต้อง อีกทั้งคำแถลงของเจ้าก็ย้อนแย้งกับความจริงโดยสิ้นเชิง แต่พระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ได้ถอดสิทธิ์เจ้าในการปฏิบัติหน้าที่ นั่นก็แค่การที่เจ้าถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่เพราะเจ้าไม่เหมาะกับหน้าที่ก่อนหน้านี้ และเจ้าก็จึงได้ถูกมอบหมายหน้าที่ที่เหมาะสมให้ใหม่ การนี้ปกติมากและเข้าใจง่ายมาก เจ้าควรปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างถูกต้อง อะไรคือหนทางที่ถูกต้องที่จะปฏิบัติต่อเรื่องนี้? เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก่อนอื่นเจ้าต้องยอมรับการประเมินที่พระนิเวศของพระเจ้ามีต่อเจ้า แม้ว่าเจ้าอาจชอบหน้าที่ของตัวเองด้วยเหตุผลที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เจ้าไม่ได้มีความสามารถหรือมีทักษะในหน้าที่นั้นตามที่เป็นจริง ดังนั้นเจ้าจึงทำงานนั้นไม่ได้ นี่หมายความว่าหน้าที่ของเจ้าจำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยน เจ้าควรเชื่อฟังและยอมรับหน้าที่ใหม่ของตัวเอง อันดับแรกคือฝึกฝนตนอยู่สักระยะหนึ่ง—หากเจ้ายังคงคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ และขีดความสามารถตัวเองไปไม่ถึงหน้าที่นี้ เจ้าก็ควรบอกคริสตจักรว่า “ฉันไม่มีความสามารถพอสำหรับหน้าที่นี้ ขืนทำต่อไปก็จะไปขัดจังหวะงาน” นั่นเป็นการกระทำในหนทางที่สมเหตุสมผลอย่างมาก! ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใดก็จงอย่าพยายามยึดติดอยู่กับหน้าที่นั้น การทำเช่นนั้นจะขัดจังหวะงาน หากเจ้าหยิบยกประเด็นปัญหาขึ้นมาแต่เนิ่นๆ คริสตจักรก็จะจัดการเตรียมหน้าที่ที่เหมาะสมให้กับเจ้าบนพื้นฐานของสถานการณ์ของเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าไม่บังคับผู้คนให้ปฏิบัติหน้าที่ การรับประสบการณ์กับการถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้าไม่ใช่หรือ? ประการแรกเลยก็คือนั่นทำให้เจ้าสามารถเข้าหาความชอบและความปรารถนาของตนได้อย่างสมเหตุสมผล เจ้าอาจมีใจรักต่อสิ่งนั้นในอดีต และชอบวรรณกรรมกับงานเขียน แต่งานฝ่ายอักษรนั้นพึงต้องมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็จำเป็นต้องเข้าใจคำศัพท์เฉพาะฝ่ายวิญญาณ หากเจ้าขาดแม้กระทั่งความเข้าใจอันน้อยนิดต่อความจริง การมีแค่ทักษะเล็กน้อยในภาษาเขียนนั้นย่อมจะไม่ดีพอ เจ้าจะจำเป็นต้องสัมฤทธิ์ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ เข้าใจคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณ และมามีภาษาของชีวิตฝ่ายวิญญาณเมื่อผ่านประสบการณ์มาช่วงเวลาหนึ่ง ถึงตอนนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถปฏิบัติงานด้านอักษรในพระนิเวศของพระเจ้าได้ เมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่งของประสบการณ์และการก้าวผ่านสิ่งทั้งหลาย เจ้าจะพบว่าตัวเองขาดภาษาในเชิงประสบการณ์ชีวิต และเจ้าจะเห็นถึงความขาดพร่องอันน่าตกใจของตัวเอง เจ้าจะรู้วุฒิภาวะที่แท้จริงของตัวเอง อีกทั้งจะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าและเหล่าพี่น้องชายหญิงมองเห็นขีดความสามารถและวุฒิภาวะของเจ้าได้ชัดเจนขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้า อย่างน้อยที่สุด นี่จะแสดงให้เจ้าเห็นว่าขีดความสามารถของตัวเองนั้นสูงหรือต่ำเพียงใด และทำให้เจ้าสามารถปฏิบัติต่อตนเองอย่างถูกต้อง เจ้าจะไม่มีความเพ้อฝันเกี่ยวกับขีดความสามารถและสิ่งที่เป็นใจรักของตัวเองอีกต่อไป เจ้าจะรู้วุฒิภาวะที่แท้จริงของตัวเอง เจ้าจะมองเห็นได้อย่างถูกต้องแม่นยำและชัดเจนยิ่งขึ้นถึงสิ่งที่ตัวเจ้าเป็นและสิ่งที่ไม่เหมาะกับตัวเจ้า อีกทั้งเจ้าก็จะปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักแน่นและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น นี่คือแง่มุมหนึ่งของเรื่องนี้ อีกแง่มุมหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าเจ้าได้รับความเข้าใจในระดับใดหรือเจ้าสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าทำการจัดการเตรียมการให้เจ้า อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ต้องนำท่าทีของการเชื่อฟังมาใช้เสียก่อน แทนที่จะช่างเลือกหรือเรื่องมาก หรือมีแผนการและตัวเลือกเป็นของตัวเอง นี่คือเหตุผลที่เจ้าต้องมีมากที่สุดในบรรดาทั้งหมด หากเจ้าไม่สามารถทบทวนว่ามีสิ่งใดปนเปื้อนอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นั่นก็ไม่เป็นไร ทั้งหมดที่สำคัญก็คือ ในหัวใจของเจ้าต้องมีการนบนอบ และเจ้าต้องสามารถยอมรับความจริง จริงจังต่อหน้าที่ และแสดงให้เห็นความจงรักภักดีของตน และเมื่อเกิดปัญหาหรือเมื่อเจ้าเผยความเสื่อมทรามออกมา เจ้าก็สามารถทบทวนตัวเอง ทำความเข้าใจความขาดตกบกพร่องและข้อบกพร่องของตน รวมทั้งแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลายหรือการเผยความเสื่อมทรามของตัวเอง ในหนทางนี้ ชีวิตและวุฒิภาวะของเจ้าจะค่อยๆ เติบโตโดยไม่ทันรู้ตัวขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ และเจ้าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสมเพียงพอ ตราบที่เจ้าสละเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจและไม่เคยหยุดแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตนขณะรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะได้รับพรของพระองค์ และพระองค์จะไม่ปฏิบัติต่อเจ้าในทางที่ไม่ดี
เมื่อเจ้าถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ หากคริสตจักรได้ตัดสินใจลงไปแล้ว ผู้คนก็ควรยอมรับและเชื่อฟัง พวกเขาต้องทบทวนตัวเอง และทำความเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาและข้อบกพร่องทั้งหลายของตน นี่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนอย่างมาก และเป็นบางสิ่งที่พึงปฏิบัติ ด้วยความที่มีบางสิ่งซึ่งเรียบง่ายอย่างมาก ผู้คนธรรมดาสามัญจึงสามารถคิดได้และปฏิบัติต่อการนี้ได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องเผชิญกับความลำบากยากเย็นที่มากเกินไป หรือเผชิญอุปสรรคขวางกั้นอันใดที่มิอาจข้ามผ่านไปได้ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนต่างๆ ในหน้าที่ของพวกเขา อย่างน้อยที่สุดผู้คนก็ควรนบนอบ หาประโยชน์จากการทบทวนตนเอง และมีการประเมินอย่างถูกต้องว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนดีพอหรือไม่ แต่นี่ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่พวกเขาสำแดงออกมาแตกต่างไปจากผู้คนปกติ ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเขาก็ตาม ความแตกต่างนี้อยู่ตรงไหน? พวกเขาไม่เชื่อฟัง พวกเขาไม่ให้ความร่วมมือในเชิงรุก และไม่แสวงหาความจริงแม้แต่น้อย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับรู้สึกชิงชังรังเกียจการปรับเปลี่ยนดังกล่าว พวกเขาต้านทาน วิเคราะห์ และใคร่ครวญการปรับเปลี่ยนนั้นๆ และเค้นสมองของพวกเขาเพื่อที่จะคาดเดาว่า “ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่นี้? ทำไมฉันจึงถูกย้ายไปทำหน้าที่ที่ไม่สำคัญ? นี่ใช่วิถีทางที่จะเปิดเผยตัวฉันและกำจัดฉันออกไปหรือไม่?” พวกเขาคอยครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น วิเคราะห์และตรึกตรองสิ่งนั้นอย่างไม่รู้จบ เมื่อไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่เป็นไรโดยแท้ แต่เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็เริ่มปั่นป่วนอยู่ภายในหัวใจของพวกเขาประหนึ่งว่าอยู่ในห้วงน้ำที่กำลังมีพายุ และในหัวของพวกเขาก็เต็มไปด้วยคำถาม ภายนอกนั้นอาจดูเหมือนว่าพวกเขาเก่งกว่าผู้อื่นในการไตร่ตรองประเด็นปัญหา แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์เลวกว่าผู้คนปกติโดยแท้ ความเลวนี้สำแดงออกมาอย่างไร? การคิดพิจารณาของพวกเขาสุดโต่ง ซับซ้อน และซ่อนเร้น สิ่งทั้งหลายที่บุคคลปกติ บุคคลที่มีมโนธรรมและเหตุผลคิดไม่ถึง กลับเป็นสิ่งธรรมดาสามัญสำหรับศัตรูของพระคริสต์ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของพวกเขาอย่างเรียบง่าย ผู้คนควรตอบรับด้วยท่าทีที่เชื่อฟัง ทำตามที่พระนิเวศของพระเจ้าบอกให้พวกเขาทำ และทำในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ และไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด ก็จงทำให้ดีเหมือนว่าสิ่งนั้นอยู่ในอำนาจของพวกเขา ด้วยหัวใจทั้งดวงของพวกเขาและเรี่ยวแรงทั้งหมดของพวกเขา สิ่งที่พระเจ้าทรงทำลงไปนั้นย่อมไม่ผิดพลาด ความจริงที่เรียบง่ายเช่นนี้สามารถปฏิบัติได้โดยใช้มโนธรรมและเหตุผลเล็กน้อย แต่นี่กลับพ้นความสามารถของพวกศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนหน้าที่ พวกศัตรูของพระคริสต์จะนำเสนอข้อโต้แย้ง มีการบิดเบือนเหตุผลและการลองดีในทันที และลึกๆ แล้วพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับการปรับเปลี่ยน มีสิ่งใดอยู่ในหัวใจของพวกเขากระนั้นหรือ? ความระแวงสงสัยและความกังขา จากนั้นพวกเขาก็ซักถามผู้อื่นโดยใช้วิธีการทุกชนิด พวกเขาหยั่งเชิงด้วยคำพูดและการกระทำของตน และถึงกับใช้วิถีทางที่ไม่ซื่อมาคาดคั้นและชักจูงให้ผู้คนพูดความจริงและพูดอย่างซื่อสัตย์ พวกเขาพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดตัวเองจึงถูกโยกย้าย? เหตุใดตัวเองจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ของตน? ผู้ใดกำลังชักใยอยู่กันแน่? ผู้ใดกำลังทำให้สิ่งทั้งหลายยุ่งเหยิงสำหรับพวกเขา? ในหัวใจของพวกเขาเฝ้าแต่ถามถึงเหตุผล พวกเขาเฝ้าแต่พยายามหาคำตอบว่าตามจริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้สามารถเจอตัวคนที่พวกเขาจะพิพาทด้วยหรือแก้เผ็ดคืน พวกเขาไม่รู้จักมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อทบทวนตนเองเพื่อดูว่าอะไรคือปัญหาที่อยู่ในตัวของตนเอง พวกเขาไม่มองหาเหตุผลในตัวเอง อีกทั้งพวกเขาไม่อธิษฐานต่อพระเจ้าและทบทวนตัวเอง และพูดว่า “วิธีที่ฉันทำหน้าที่มีปัญหาอะไรหรือ? ใช่การที่ฉันสุกเอาเผากินและไม่มีหลักธรรมหรือเปล่า? นั่นมีผลกระทบอะไรบ้างหรือเปล่า?” แทนการตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองอยู่เสมอ ในหัวใจของพวกเขากลับตั้งคำถามกับพระเจ้าอยู่เป็นนิจว่า “ทำไมข้าพระองค์จึงถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่? ทำไมข้าพระองค์จึงถูกปฏิบัติแบบนี้? ทำไมพวกเขาจึงแล้งน้ำใจนัก? ทำไมพวกเขาจึงไม่เป็นธรรมกับข้าพระองค์? ทำไมพวกเขาจึงไม่นึกถึงความภาคภูมิใจของข้าพระองค์? ทำไมพวกเขาจึงโจมตีและกีดกันข้าพระองค์?” คำว่า “ทำไม” ทั้งหมดนี้เป็นการเผยบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างแจ่มแจ้ง ไม่มีผู้ใดสามารถจินตนาการได้ว่าในเรื่องที่เล็กมากอย่างการโยกย้ายหน้าที่ ศัตรูของพระคริสต์จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ โวยวายเช่นนี้ และพยายามใช้ทุกวิถีทางที่พวกเขามีเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ เหตุใดพวกเขาจึงทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นซับซ้อนเช่นนี้? มีเหตุผลเพียงข้อเดียวเท่านั้นคือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยทำตามการจัดแจงเตรียมการแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขายึดโยงหน้าที่ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเข้ากับความหวังที่จะได้รับพรและบั้นปลายในอนาคตอย่างแนบแน่นเสมอ ราวกับว่าทันทีที่ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาสูญสิ้น พวกเขาก็หมดหวังที่จะได้รับพรและรางวัล และทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับสูญสิ้นชีวิตไปด้วย พวกเขาคิดว่า “ฉันต้องรอบคอบ ฉันต้องไม่ประมาท! บ้านของพระเจ้า พี่น้องชายหญิง ผู้นำและคนทำงาน และแม้กระทั่งพระเจ้าก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพาได้ ฉันไม่สามารถไว้ใจพวกเขาคนใดได้ คนที่คุณพึ่งพาได้ที่สุดและคู่ควรแก่ความไว้วางใจที่สุดก็คือตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่วางแผนให้ตัวเองเช่นนั้นแล้วใครจะมาใส่ใจดูแลคุณ? ใครจะมาคำนึงถึงอนาคตของคุณ? ใครจะมาคำนึงว่าคุณจะได้รับพรหรือไม่? เพราะฉะนั้น ฉันต้องวางแผนและคิดคำนวณเพื่อตัวเองให้รอบคอบ ฉันจะทำผิดพลาดหรือประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นฉันจะทำอย่างไรถ้ามีใครพยายามเอาเปรียบฉัน?” ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงระวังตัวกับเหล่าผู้นำและคนทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า กลัวว่าจะมีคนรู้ทันหรือดูพวกเขาออก แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะถูกปลด และความฝันที่จะได้รับพรก็จะพังทลาย พวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอาไว้ เพื่อให้พวกเขามีความหวังที่จะได้รับพร ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย หรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรือแสดงความคิดเห็น ในขณะที่การได้รับพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาก็เอามายึดโยงกับการได้รับพร ระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างยิ่ง และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ ดังนั้นเมื่อหน้าที่ของพวกเขาถูกปรับเปลี่ยน หากเป็นการส่งเสริม ศัตรูของพระคริสต์ก็จะคิดว่าพวกเขามีความหวังที่จะได้รับพร หากเป็นการลดชั้น จากผู้นำทีมไปเป็นผู้ช่วยผู้นำทีม หรือจากผู้ช่วยผู้นำทีมไปเป็นสมาชิกกลุ่มปกติทั่วไป พวกเขาย่อมคาดคิดไปว่านี่จะเป็นปัญหาใหญ่ และคิดว่าความหวังที่ตนจะได้รับพรย่อมมีน้อย นี่เป็นทัศนคติแบบใด? ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน ทัศนะเช่นนี้ไร้สาระ! การที่ใครบางคนได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหรือไม่นั้นไม่ใช่ขึ้นอยู่บนพื้นฐานที่ว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด แต่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าพวกเขามีความจริงหรือไม่ ว่าพวกเขานบนอบพระเจ้าอย่างจริงแท้หรือไม่ อีกทั้งพวกเขาจงรักภักดีหรือไม่ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญที่สุด ในช่วงระหว่างการช่วยให้ผู้คนรอดของพระเจ้า พวกเขาต้องทนทุกข์กับบททดสอบมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง พวกเขาต้องก้าวผ่านความล้มเหลวและความติดขัดมากมาย แต่สุดท้ายแล้ว หากพวกเขาเข้าใจความจริงและมีการนบนอบพระเจ้าอย่างจริงแท้ พวกเขาย่อมจะเป็นใครบางคนที่มีความเห็นชอบของพระเจ้า เห็นได้ว่าในเรื่องของการถูกโยกย้ายในหน้าที่นั้น ศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจความจริง และพวกเขาไม่มีความสามารถในการจับใจความแต่อย่างใดเลย
ในบรรดาผู้ที่กำลังทำหน้าที่ จะมีคนซึ่งทำสิ่งใดก็ไม่ได้ดีอยู่บ้างเสมอ พวกเขาเขียนบทความไม่เก่งเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง และพวกเขาไม่มีกระทั่งความเข้าใจในคำศัพท์เฉพาะฝ่ายวิญญาณ ในภาษาที่ชาวคริสเตียนมักใช้กันด้วยซ้ำ พวกเขาอาจมีทักษะในการเขียนและพอมีการศึกษาอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่มีความสามารถเพียงพอสำหรับกิจนั้น หากเจ้าให้พวกเขาพิสูจน์อักษรเอกสารต่างๆ หลังผ่านไปสักพักก็เป็นที่ชัดเจนว่า พวกเขาก็ไม่เก่งในเรื่องนั้นเช่นกัน พวกเขาขาดพร่องขีดความสามารถ และพวกเขาพลาดในสิ่งต่างๆ เสมอ เจ้าจึงโยกย้ายพวกเขาอีกครั้ง เช่นนั้นพวกเขาจึงพูดว่าตนเองมีทักษะทางคอมพิวเตอร์ แต่หลังจากทำหน้าที่ในข่ายงานนั้นไปสักพัก พวกเขาก็ไม่เก่งในด้านนั้นเช่นกัน พวกเขาดูเป็นคนทำอาหารเก่ง ดังนั้นเจ้าจึงให้พวกเขาทำอาหารให้เหล่าพี่น้องชายหญิง กลับกลายเป็นว่าทุกคนรายงานมาว่าอาหารที่พวกเขาทำนั้นไม่เค็มเกินไปก็จืดเกินไป อีกทั้งพวกเขาก็ยังทำมากเกินไปหรือไม่ก็น้อยเกินไป เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ดีพอสำหรับการทำอาหาร เจ้าจึงจัดการเตรียมการให้พวกเขาแบ่งปันข่าวประเสริฐ แต่อึดใจที่พวกเขาได้ยินว่าตัวเองกำลังจะไปเข้าร่วมกับฝ่ายข่าวประเสริฐ พวกเขาก็รู้สึกหมดกำลังใจและคิดว่า “จบกัน ฉันกำลังถูกลดตำแหน่งไปทำงานปลีกย่อย และไม่มีหวังที่จะได้รับการอวยพร นอกจากร้องไห้แล้วยังทำอะไรได้อีก” จากนั้นด้วยอารมณ์ที่คิดลบและดำดิ่ง พวกเขาจึงจิตตกและเสื่อมถอย และไม่สามารถมีสมาธิอยู่กับการแบ่งปันข่าวประเสริฐและการเป็นพยานต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับเอาแต่คิดว่า “เมื่อไรฉันถึงจะกลับไปทำหน้าที่ด้านอักษรได้เสียที? เมื่อไรฉันถึงจะสามารถเชิดหน้าได้อีก? เมื่อไรฉันถึงจะได้พูดกับข้างบนอีก หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับสูงกว่า? เมื่อไรทุกคนถึงจะตระหนักอีกครั้งว่าฉันเป็นผู้นำ?” พวกเขารออยู่สองสามปีโดยไม่ได้รับการคืนสถานะ จากนั้นจึงเริ่มไตร่ตรองว่า “ไม่มีประโยชน์ที่เชื่อในพระเจ้า ฉันก็แค่เหมือนกับผู้คนเหล่านั้นที่รับประสบการณ์กับการติดขัดมามากมายบนเส้นทางของการกลายเป็นเจ้าหน้าที่ราชการในโลกภายนอกนั่นไม่ใช่หรือ?” พอนึกถึงความติดขัดมากมายเหล่านั้น พวกเขาก็ยิ่งกลายเป็นยิ่งท้อมากขึ้น และรู้สึกหมดกำลังใจอย่างถึงที่สุด พวกเขาพูดว่า “หลังจากหลายมานี้ทั้งหมดในการเป็นผู้เชื่อ ฉันไม่เคยได้เป็นผู้นำหลักแม้สักครั้ง หลังจากการบริหารจัดการจนได้รับใช้ในฐานะผู้นำฝ่าย สุดท้ายฉันก็ถูกปลด หนำซ้ำฉันยังไม่ได้สร้างผลงานที่ดีสักอย่างในหน้าที่อื่นอีกด้วย ฉันโชคร้ายสาหัสจริงๆ—ไม่มีอะไรได้ดั่งใจฉันเลย นั่นเหมือนกันไม่มีผิดกับการดิ้นรนฝ่าความติดขัดไม่รู้กี่ตันไปบนเส้นทางสู่การกลายเป็นเจ้าหน้าที่ราชการ ทำไมบ้านของพระเจ้าถึงจะไม่เลื่อนตำแหน่งให้ฉัน? สถานะและความมีหน้ามีตาของฉันตกต่ำถึงขีดสุดในชีวิตแล้ว ไม่มีใครจำได้ด้วยซ้ำว่าฉันเป็นใคร และข้างบนก็ไม่เคยเอ่ยถึงฉัน วันแห่งความรุ่งโรจน์ของฉันจบสิ้นแล้ว ฉันจะทำอย่างไรดีกับการไร้ความสำเร็จของตัวเอง? ฉันรักพระเจ้ามากยิ่งนัก และฉันก็รักคริสตจักรกับบ้านของพระเจ้า แล้วทำไมฉันถึงไม่ได้ชื่นชมยินดีกับความสำเร็จ? ไม่มีประโยชน์เลยที่เชื่อในพระเจ้า ฉันต้องการจริงๆ ที่จะทำให้แผนการอันสวยหรูของฉันเป็นจริงในบ้านของพระเจ้า ที่จะได้ใช้พลังงานและจุดแข็งของตัวเอง แต่พระเจ้าก็แค่ไม่วางฉันในตำแหน่งสำคัญหรือมองเห็นฉัน ไม่มีประโยชน์เลย” การที่พวกเขาพร่ำบ่นอุบอิบเรื่องการไม่มีประโยชน์นั้นหมายความว่าอย่างไร? พวกเขาหมายความว่าไม่มีประโยชน์ในการทำหน้าที่ ในการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย ในการรับฟังความจริง รวมทั้งในการรับฟังคำเทศนา การอ่านพระวจนะของพระเจ้า และการแสวงหาหลักธรรมความจริง เช่นนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว การทำสิ่งใดจึงมีประโยชน์? การมีตำแหน่งราชการ การได้รับพร การได้ลุล่วงความอยากและความทะเยอทะยานที่มีต่อพรทั้งหลาย การอวดเบ่งในทุกฝีก้าว การได้รับความเลื่อมใสและการมีเกียรติยศ สำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งอื่นใดล้วนไม่มีประโยชน์ เมื่อพวกเขารู้สึกเหมือนไม่มีประโยชน์ เมื่อพวกเขาหมดกำลังใจ เช่นนั้นพวกเขาจึงลุกขึ้นตั้งหลักสมัครใจเดินไปที่ประตู พวกเขาต้องการไปจากพระนิเวศของพระเจ้า ต้องการถอนตัว นี่หมายความว่าพวกเขาตกอยู่ในอันตราย มีสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้กับผู้คนที่ทำหน้าที่บางคนเหยียบเรือสองแคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ทำหน้าที่เบ็ดเตล็ดซึ่งทำให้ต้องติดต่อสัมพันธ์กับพวกผู้ไม่มีความเชื่ออยู่เป็นนิตย์ นั่นหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายความว่าผู้คนเหล่านี้อาจถอนตัวได้ทุกเมื่อ และหากแนวป้องกันสุดท้ายของพวกเขาทลายลง เช่นนั้นเท้าอีกข้างของพวกเขาของเขาก็จะก้าวออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว อีกทั้งพวกเขาจะแตกหักกับพระนิเวศของพระเจ้าและไปจากคริสตจักรโดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเรื่องที่พวกเขาถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ สิ่งทั้งหลาย เช่น พวกเขาถูกย้ายไปไหน พวกเขาทำหน้าที่อะไร หน้าที่นั้นสนองความอยากส่วนบุคคลของตนหรือไม่ หน้าที่นั้นทำให้พวกเขาสามารถได้รับความเคารพนับถือหรือไม่ และหน้าที่ใหม่ของพวกเขาอยู่ในตำแหน่งหรือลำดับขั้นใดนั้นล้วนถูกผู้คนเหล่านี้นำไปเชื่อมโยงกับเจตนาและความอยากที่จะได้รับพรของตน บนพื้นฐานของท่าทีและทัศนะที่พวกศัตรูของพระคริสต์เก็บงำต่อการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของตนนั้น ปัญหาของพวกเขาอยู่ตรงไหน? นี่เป็นปัญหาใหญ่หรือไม่? (เป็น) ปัญหาอะไรหรือ? (พวกเขาโยงการปรับเปลี่ยนหน้าที่เข้ากับสถานะของตนในคริสตจักรและกับการที่ตนจะสามารถได้รับพรหรือไม่ เมื่อพวกเขาถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ แทนที่พวกเขาจะยอมรับและเชื่อฟังการจัดการเตรียมการแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับคิดว่าตนเองกำลังสูญเสียสถานะและไม่อาจได้มาซึ่งพรทั้งหลายอีกต่อไปแล้ว จากนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่าการเชื่อพระเจ้าไม่มีประโยชน์และต้องการไปจากพระนิเวศของพระเจ้า) ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาในที่นี้ก็คือการโยงการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของตนเข้ากับการได้รับพร แน่นอนที่สุดว่านี่คือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาควรได้ทำ ตามที่จริงนั้น สองสิ่งนี้ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันแต่อย่างใดเลย แต่เนื่องจากหัวใจของศัตรูของพระคริสต์นั้นเต็มไปด้วยความอยากได้รับพร ไม่ว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด พวกเขาก็จะโยงหน้าที่เข้ากับการที่ตัวเองสามารถได้รับพรหรือไม่ ซึ่งหมายความว่าเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะทำหน้าที่ได้ดี และพวกเขาเพียงสามารถถูกเผยและกำจัดเท่านั้น นี่เป็นเพียงแค่การที่พวกเขาสร้างปัญหาให้ตัวเอง และพาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางที่ชะตาขาดเท่านั้นเอง
เจ้าควรปฏิบัติต่อเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างไร? เจ้าต้องมีท่าทีที่ถูกต้องซึ่งเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี หน้าที่ใดที่เหมาะควรกับเจ้าควรมีพื้นฐานอยู่บนจุดแข็งของตัวเจ้าเอง หากบางคราวเจ้าไม่เก่งในหน้าที่ที่คริสตจักรจัดการเตรียมให้เจ้าหรือหน้าที่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าปรารถนาที่จะทำ เจ้าก็สามารถยกประเด็นปัญหานั้นขึ้นมาแก้ไขโดยผ่านทางการสัมพันธ์สนิท แต่หากเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และนั่นเป็นหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติ อีกทั้งเจ้าก็ไม่ต้องการทำหน้าที่นั้นแค่เพราะเจ้าเกรงกลัวความทุกข์ เช่นนั้นนี่ก็เป็นปัญหาที่ตัวเจ้า หากเจ้าเต็มใจเชื่อฟังและสามารถขัดขืนเนื้อหนังของตัวเองได้ เช่นนั้นย่อมพูดได้ว่าเจ้าค่อนข้างมีเหตุผลทีเดียว อย่างไรก็ตาม หากเจ้าพยายามอยู่เสมอที่จะคำนวณว่าหน้าที่ใดมีเกียรติยศมากกว่า และเจ้าก็ทึกทักไปว่าบางหน้าที่จะทำให้ผู้อื่นดูแคลนเจ้า นี่พิสูจน์ว่าเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เหตุใดเจ้าจึงมีอคติยิ่งนักในการทำความเข้าใจหน้าที่ทั้งหลาย? เป็นได้หรือว่าเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ดีได้หากเป็นหน้าที่ที่เจ้าเลือกบนพื้นฐานของแนวคิดของเจ้าเอง? นั่นไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดในที่นี้คือการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง และหากเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ดีได้ ต่อให้เป็นหน้าที่ที่เจ้าชื่นชมยินดีก็ตาม คนบางคนปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยปราศจากหลักธรรม และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้นอยู่บนพื้นฐานความชอบของตัวเองเสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยสามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นได้ พวกเขาทำแต่พอให้พ้นตัวเสมอในทุกหน้าที่ที่ตนปฏิบัติ และในท้ายที่สุดพวกเขาก็ถูกจำกัด ผู้คนแบบนี้สามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? เจ้าต้องเลือกหน้าที่ที่เหมาะกับเจ้า ปฏิบัติหน้าที่นั้นให้ดี และสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองได้ ถึงตอนนั้นเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความชูใจทางเนื้อหนังและเสาะแสวงที่จะดูดีในหน้าที่ของตนเสมอ เจ้าย่อมจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดี หากเจ้าไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ให้ดีได้ เช่นนั้นเจ้าก็จะต้องถูกกำจัด คนบางคนไม่พึงพอใจไม่ว่าตนกำลังปฏิบัติหน้าที่ใดอยู่ พวกเขามองว่างานของตัวเองเป็นงานชั่วคราวเสมอ พวกเขาสุกเอาเผากินและไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ตนเผยออกมา ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาปฏิบัติหน้าที่มาหลายปีโดยไม่ได้รับการเข้าสู่ชีวิตอันใด พวกเขากลายเป็นคนลงแรงและพวกเขาก็ถูกกำจัด นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาทำตัวเองไม่ใช่หรือ? ผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยมีท่าทีที่ถูกต้องในหน้าที่ของตน พวกเขาคิดอะไรตอนที่ถูกโยกย้าย? “คุณคิดว่าฉันเป็นแค่คนรับใช้อย่างนั้นหรือ? พอตอนที่คุณใช้ฉัน คุณให้ฉันทำงานรับใช้ให้คุณ และพอคุณไม่ต้องการฉัน คุณก็แค่ส่งฉันไปให้พ้น ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะไม่ทำงานรับใช้คุณแบบนั้น! ฉันต้องการเป็นผู้นำหรือคนทำงาน เพราะนั่นเป็นงานที่น่าเคารพงานเดียวในที่แห่งนี้ ถ้าคุณไม่ยอมให้ฉันเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และยังต้องการให้ฉันตรากตรำอยู่ดี คุณก็แค่ลืมเรื่องนี้ไปได้เลย!” นี่เป็นท่าทีประเภทใด? พวกเขากำลังนบนอบอยู่หรือไม่? พวกเขารับมือกับการถูกโยกย้ายในหน้าที่อย่างไร? บนพื้นฐานของความผลีผลาม แนวคิดของตัวเอง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง ถูกต้องหรือไม่? แล้วอะไรคือผลสืบเนื่องของการเข้าหาเรื่องนี้ในหนทางนี้? อันดับแรกพวกเขาจะจงรักภักดีและจริงใจในหน้าที่ถัดไปของตนได้หรือไม่? ไม่ พวกเขาจะทำไม่ได้ พวกเขาจะมีท่าทีที่เป็นเป็นบวกหรือไม่? พวกเขาจะอยู่ในสภาวะจำพวกใด? (สภาวะของความท้อแท้) อะไรคือแก่นแท้ของความท้อแท้? นั่นก็คือความเป็นปรปักษ์ แล้วอะไรคือผลลัพธ์สุดท้ายของอารมณ์ท้อแท้และเป็นปรปักษ์? ใครบางคนที่รู้สึกแบบนั้นสามารถทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่? (ไม่สามารถ) หากใครบางคนคิดลบและเป็นปรปักษ์อยู่เสมอ พวกเขาเหมาะที่จะทำหน้าที่หรือไม่? ไม่ว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด พวกเขาก็ไม่อาจทำได้ดี นี่คือวงจรอุบาทว์และจะจบไม่สวย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ผู้คนเช่นนั้นไม่อยู่บนเส้นทางที่ดี พวกเขาไม่แสวงหาความจริง ไม่นบนอบ และไม่สามารถเข้าใจท่าทีและแนวทางของพระนิเวศของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขาได้อย่างถูกควร นี่เป็นปัญหาใช่หรือไม่? นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ซึ่งเหมาะควรอย่างไม่มีที่ติ แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ก็พูดว่านั่นเป็นการทำเพื่อทรมานพวกเขา ว่าตัวเองไม่ได้กำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นมนุษย์ ว่าพระนิเวศของพระเจ้าขาดความรัก ว่าพวกเขากำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นเครื่องจักร ถูกเรียกหาเมื่อเป็นที่ต้องการ จากนั้นก็เขี่ยออกนอกทางเมื่อไม่เป็นที่ต้องการ นี่เป็นข้อโต้แย้งแบบบิดพลิ้วไม่ใช่หรือ? ใครบางคนที่พูดสิ่งจำพวกนั้นมีมโนธรรมหรือเหตุผลหรือไม่? พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์! พวกเขาบิดเบือนเรื่องซึ่งถูกควรอย่างไร้ที่ติ พวกเขาบิดเบือนให้การปฏิบัติอันเหมาะควรที่สุดกลายเป็นบางสิ่งที่เป็นลบ—นี่คือความเลวของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? ใครบางคนที่เลวขนาดนี้สามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอนที่สุด นี่เป็นปัญหาของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดก็ตามขึ้นกับพวกเขา พวกเขาจะคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นในหนทางที่บิดเบือน เหตุใดพวกเขาจึงคิดในหนทางที่บิดเบือน? เพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้นเลวยิ่งนัก แก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวโดยพื้นฐาน ตามด้วยความชั่วร้าย และเหล่านี้คือลักษณะเฉพาะหลักของพวกเขา ธรรมชาติที่เลวของศัตรูของพระคริสต์กีดกันไม่ให้พวกเขาจับใจความสิ่งใดได้อย่างถูกต้อง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับบิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาทำเกินกว่าเหตุ พวกเขาเก็บรายละเอียดหยุมหยิม อีกทั้งพวกเขาก็ไม่อาจรับมือกับสิ่งทั้งหลายได้อย่างถูกควรหรือแสวงหาความจริง จากนั้นพวกเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาสู้กลับและหาทางแก้แค้น โดยถึงกับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและระบายความคิดลบ ยุยง และหว่านล้อมผู้อื่นให้ก่อกวนงานของคริสตจักร พวกเขาแอบแพร่กระจายคำพร่ำบ่นบางอย่างไปทั่ว ตัดสินวิธีที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติกับผู้คน กฎเกณฑ์การปกครองบางอย่างแห่งพระนิเวศของพระเจ้า วิธีที่ผู้นำบางคนทำสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งกล่าวโทษผู้นำเหล่านั้น นี่เป็นอุปนิสัยจำพวกใด? นี่ชั่วร้าย ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแข็งขืนและลองดี แต่พวกเขายังหว่านล้อมผู้คนจำนวนมากขึ้นให้ลองดีเคียงข้างไปกับพวกเขา ให้เข้าข้างและเอาใจช่วย เช่นนั้นเองที่เป็นแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อการปรับเปลี่ยนซึ่งเรียบง่ายในหน้าที่ของพวกเขา หรือยอมรับและนบนอบการนั้นอย่างสมเหตุสมผลด้วยซ้ำ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับตีโพยตีพายและแก้ตัวให้กับตนเองสารพัด ซึ่งบางอย่างดูไม่ถูกควรและกระตุ้นให้ผู้อื่นรู้สึกรังเกียจขยะแขยงและเกลียดชัง หลังจากแพร่กระจายตรรกะวิบัติและความเห็นนอกรีตบางอย่าง ศัตรูของพระคริสต์จะพยายามกอบกู้สถานการณ์ให้กับตัวเองและทำให้ผู้อื่นเชื่อในพวกเขา หากมาตรการเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จ ศัตรูของพระคริสต์จะสามารถกลับตัวได้หรือไม่? หากพวกเขาไม่สามารถคืบหน้าไปตามเส้นทางนี้ พวกเขาจะแสวงหาความจริง พวกเขาจะแสวงหาความจริงได้หรือไม่? พวกเขาจะมีเจตจำนงที่จะกลับใจหรือไม่? ไม่มีอย่างสิ้นเชิง พวกเขาจะพูดว่า “ถ้าคุณยับยั้งไม่ให้ฉันได้รับพร ฉันก็จะยับยั้งไม่ให้พวกคุณทั้งหมดได้รับพร! ถ้าฉันไม่อาจได้รับพร ฉันก็จะเลิกเชื่อ!” ในอดีตเราได้กล่าวแล้วว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงอย่างไร แก่นแท้ธรรมชาติเบื้องหลังความไม่มีเหตุผลนี้ก็คือว่า ผู้คนเหล่านี้เลวและชั่วร้ายถึงขีดสุด ประการที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันอยู่ตอนนี้คือการสำแดงและการเผยซึ่งแสดงแก่นแท้ธรรมชาตินี้ออกมาให้เห็นอย่างเต็มที่ และเป็นข้อพิสูจน์อันถ่องแท้ที่สุดของแก่นแท้ธรรมชาตินี้ ผู้คนเหล่านี้บางคนรู้สึกโกรธขึ้นมาหากตนถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่แม้เพียงครั้งเดียว และพวกเขาบางคนไม่สามารถทำหน้าที่ใดให้ดีได้ จนสุดท้ายก็คิดว่าตัวเองไม่มีความหวังที่จะได้รับพรและต้องการถอนตัว หลังจากถูกโยกย้ายหลายครั้งและย้ายจากหน้าที่หนึ่งไปอีกหน้าที่ สรุปก็คือ ไม่สำคัญว่าหน้าที่ของพวกเขาถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร หากเกิดการปรับเปลี่ยนอันใดขึ้น ในหัวใจของผู้คนเหล่านี้ก็จะวิเคราะห์ ตัดสิน และขบคิดถึงการปรับเปลี่ยนนั้น และจะเบาใจก็ต่อเมื่อพวกเขาพบว่าการปรับเปลี่ยนนั้นไม่สัมพันธ์กับการที่ตนจะได้รับพร ทันทีที่พวกเขาพบว่าการปรับเปลี่ยนนั้นไม่ความสัมพันธ์เล็กน้อยต่อการได้รับพร หรือส่งผลกระทบต่อความหวังที่จะได้รับพรของตน พวกเขาก็จะลุกขึ้นมาลองดี เปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของตนในทันที หากการลองดีของพวกเขาครั้งนี้ล้มเหลว และถูกเปิดโปงรวมทั้งถูกปฏิเสธ พวกเขาก็จะเตรียมแผนการในทำนองเดียวกันให้กับตัวเอง และไปจากพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเด็ดขาดและปราศจากความลังเล ไม่เชื่ออีกต่อไปว่ามีพระเจ้าอยู่ และไม่ยอมรับรู้อีกต่อไปว่าตัวเองเชื่อในพระเจ้า ชีวิตในแต่ละวันของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงทันที และความชอบทั้งมวลของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าก็จะอันตรธานไปจากตัวพวกเขา พวกเขาจะกลับไปดื่มเหล้า สูบบุหรี่ สวมเสื้อผ้าประหลาดๆ และแต่งหน้าหนา รวมถึงแต่งกายโก้หรูในทันที เนื่องจากพวกเขาไม่อาจชื่นชมยินดีกับสิ่งเหล่านี้ได้ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า พวกเขาจึงจะรีบชดเชยเวลาที่สูญเสียไปนี้ เมื่อพวกเขาพิจารณาเรื่องการถอนตัว พวกเขาจะคิดเกี่ยวกับขั้นตอนถัดไปในทันที คิดว่าตนจะสามารถทำงานหนักในโลกอย่างไรเพื่อก้าวไปข้างหน้า หาที่ทางสำหรับตัวเองและใช้ชีวิตที่ดี รวมทั้งหาว่าทางออกของตนอยู่ตรงไหน ไม่นานนักพวกเขาก็จะพบทางออกให้กับตัวเอง มีที่ทางของตัวเองท่ามกลางกระแสนิยมชั่วเหล่านี้และภายในโลกชั่วนี้ อีกทั้งกำหนดสิ่งที่ตัวเองจะทำว่าจะเป็นธุรกิจ การเมือง หรือภาระรับผิดชอบอีกประเภทที่จะอำนวยให้ตนได้ใช้ชีวิตที่ดีกว่าผู้อื่น นำพาความสุขและความชื่นบานมาสู่ช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตตนบนแผ่นดินโลก ทำให้เนื้อหนังของตนสุขสบายขึ้น เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เพลิดเพลินกับชีวิตอย่างเต็มที่ รวมทั้งเข้าร่วมในความบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ
เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกตัดแต่งและถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ สิ่งที่พวกเขานึกถึงก็คือการได้รับพรทั้งหลายซึ่งสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกับพวกเขา เมื่อพวกเขาคิดว่าตัวเองไม่มีความหวังเหลือเพื่อการนั้น พวกเขาก็จะต้องการถอนตัว เดินออกไปจากพระนิเวศของพระเจ้า และต้องการย้อนคืนสู่ชีวิตของผู้ไม่มีความเชื่อ บนพื้นฐานนี้เองที่เป็นหลักฐานว่าแก่นแท้ธรรมชาติของบุคคลหนึ่งนั้นมีความสำคัญเป็นที่สุด แล้วการไล่ตามไขว่คว้าและทางเลือกของพวกเขาก็สำคัญมากเช่นกันไม่ใช่หรือ? นั่นก็แค่ความแตกต่างของหนึ่งความคิดเท่านั้นเอง กล่าวคือ หนึ่งการตัดสินใจที่ถูกต้องอาจจบลงตรงที่เจ้ายอมรับการช่วยให้รอดของพระเจ้าต่อไป ในขณะที่หนึ่งทางเลือกที่ผิดสามารถเปลี่ยนเจ้าไปเป็นผู้ไม่มีความเชื่อในพริบตา ไปเป็นใครบางคนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระนิเวศของพระเจ้า กับพระราชกิจของพระเจ้า หรือกับหน้าที่ของตน แค่ความคิดเดียว ชั่วขณะเดียว หรือเรื่องเล็กน้อยเรื่องเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของใครคนหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง ทางเลือกแบบตามสบายทางเลือกเดียว ความคิดเล็กๆ แบบไม่จริงจัง ความคิดเดียว หรือมุมมองหนึ่งซึ่งเรียบง่ายสามารถปรับแปลงโชคชะตาของคนคนหนึ่งได้ และสามารถกำหนดได้ว่าพวกเขาจะจบลงตรงไหนในชั่วขณะถัดไป ยามที่ผู้คนยังไม่ได้เผชิญประเด็นปัญหาประเภทใด ยามที่พวกเขายังไม่ได้เผชิญการตัดสินใจใด พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเข้าใจความจริงมากมาย มีวุฒิภาวะ และสามารถตั้งมั่นได้ แต่พอเจ้าเผชิญกับการตัดสินใจ หลักธรรมสำคัญ หรือประเด็นปัญหาใหญ่โต สิ่งที่เจ้าเลือกตามจริง ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้า และมุมมองกับท่าทีที่เจ้ามีต่อเรื่องนั้นจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของเจ้าและกำหนดว่าเจ้าจะอยู่หรือไป ทางเลือกที่ศัตรูของพระคริสต์มีแนวโน้มที่จะเลือก และความอยากแบบเอาตัวเองเป็นที่ตั้งในส่วนลึกสุดภายในหัวใจของพวกเขาล้วนสวนทางกับความจริง ไม่มีการนบนอบอยู่ในสิ่งเหล่านี้ มีเพียงความเป็นปฏิปักษ์ ไม่มีความจริงหรือความเป็นมนุษย์ มีเพียงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบมนุษย์ และตรรกะวิบัติกับความเห็นนอกรีตแบบมนุษย์ บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดความคิดอย่างเช่น การทิ้งพระนิเวศของพระเจ้าไว้ข้างหลังและการฝังตัวเองอยู่ในกระแสนิยมชั่ว และสามารถเป็นเหตุให้พวกเขาคิดได้ในทุกจุดว่า “ถ้าฉันไม่มีความหวังที่จะได้รับการอวยพร แล้วทำไมไม่ไปจากบ้านของพระเจ้า ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันก็จะไม่เชื่อหรือทำหน้าที่ของฉันอีกต่อไป ถ้าบ้านของพระเจ้าปฏิบัติกับฉันแบบนี้ เช่นนั้นฉันก็จะไม่ยอมรับรู้ว่ามีพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว” ความคิดที่เป็นกบฏอย่างอุกอาจจำพวกนี้ ความเห็นนอกรีตและตรรกะวิบัติเหล่านี้ แนวคิดเลวๆ เหล่านี้ปรากฏตัวขึ้นและลอยวนอยู่ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์บ่อยครั้ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมต่อให้พวกเขาไม่ถอนตัวกลางทางในครรลองแห่งการติดตามพระเจ้าของพวกเขา แต่ก็ยากเย็นมากสำหรับพวกเขาที่จะเดินไปตามเส้นทางได้จนถึงวาระสุดท้าย และพวกเขาส่วนใหญ่ก็จะถูกเอาตัวออกไปและขับไล่ไปจากคริสตจักรเนื่องจากความชั่วมหาศาลที่พวกเขาทำลงไป รวมทั้งการขัดขวางและการก่อกวนที่พวกเขาเป็นเหตุให้เกิดขึ้น ต่อให้พวกเขาสามารถบังคับตัวเองให้ยึดมั่นจนถึงปลายทางได้ แต่ในข้อเท็จจริงนั้น พวกเราสามารถเห็นได้จากแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ว่า พวกเขาจะถอนตัวจากคริสตจักรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลึกลงไปพวกเขาอาจถึงกับคิดว่า “แน่นอนที่สุดว่าฉันไม่สามารถทิ้งบ้านของพระเจ้าไว้ข้างหลัง ต่อให้ฉันมีความคิดแบบนั้น ฉันก็ทิ้งไปไม่ได้ ฉันจะอยู่ที่นี่กระทั่งตัวตายด้วยซ้ำ ฉันจะฝากชีวิตไว้กับบ้านของพระเจ้า ฉันจะติดตามพระเจ้าจนถึงปลายทาง” ไม่ว่าเจตจำนงซึ่งเอาตัวเองเป็นที่ตั้งของพวกเขาจะบีบคั้นพวกเขาอย่างไรไม่ให้ไปจากพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ว่าเจตจำนงซึ่งเอาตัวเองเป็นที่ตั้งของพวกเขายืนกรานอย่างไรว่าตัวเองต้องอยู่ต่อ ถึงที่สุดแล้วพวกเขาก็ถูกพระเจ้ากำหนดชะตากรรมให้ถูกตัดแต่งและไปจากพระนิเวศของพระเจ้าโดยสมัครใจเพราะพวกเขารังเกียจความจริงและเลวจนเข้ากระดูก
III. ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการที่พวกเขาถูกปลด
พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันถึงการสำแดงสองประการของพวกศัตรูของพระคริสต์ หนึ่งก็คือเมื่อพวกเขาเผชิญการตัดแต่ง และอีกหนึ่งก็คือเมื่อมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของพวกเขา สามัคคีธรรมของพวกเราได้จุดมุ่งเน้นอยู่ตรงท่าทีที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีรวมทั้งการตัดสินใจของพวกเขาเมื่อสิ่งดังกล่าวบังเกิดแก่ตน แน่นอนว่าไม่สำคัญว่ามุมมองและท่าทีของพระคริสต์ในยามที่ตนถูกตัดแต่งหรือถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่นั้นเป็นอย่างไร แต่พวกเขาก็ยึดโยงสิ่งเหล่านี้เข้ากับการที่พวกเขาจะได้รับพรหรือไม่อยู่เสมอ หากพวกเขาแน่ใจว่าตัวเองจะไม่ได้รับการอวยพร ว่าตัวเองไม่มีความหวังแต่อย่างใดเลย เช่นนั้นพวกเขาก็จะถอนตัวเป็นธรรมดา สำหรับคนปกติ สำหรับใครบางคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานหรือความอยากอันใด ตามที่จริงนั้น ทั้งการถูกตัดแต่งและการถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่ต่างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต อีกทั้งยังจะไม่มีผลกระทบใหญ่หลวงต่อพวกเขาเช่นกัน พวกเขาทั้งไม่ได้ถูกถอดสิทธิ์ในการทำหน้าที่ และไม่ได้ถูกพรากความหวังแห่งการได้รับการช่วยให้รอดไป ดังนั้นสำหรับคนปกติแล้วไม่มีความจำเป็นต้องแสดงปฏิกิริยารุนแรงเกินขนาด ไม่จำเป็นต้องพรั่นพรึงหรือเจ็บปวด หรือเริ่มวางแผนฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สำหรับศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่แบบนั้น พวกเขามองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรงมาก เพราะพวกเขาเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าการได้รับการอวยพร และนี่ก็จบลงตรงการที่ความคิดและพฤติกรรมอันเป็นกบฏทุกจำพวกผุดขึ้นในตัวพวกเขา ซึ่งผลก็คือการก่อเกิดแนวคิดและแผนการถอนตัว แผนการไปจากพระเจ้า หนำซ้ำพวกศัตรูของพระคริสต์ยังสามารถเกิดแนวคิดของการถอนตัวขึ้นเมื่อสิ่งต่างๆ แบบนี้ที่เกินปกติธรรมดาบังเกิดแก่พวกเขา ดังนั้นสำหรับใครบางคนที่มีสถานะและรับผิดชอบงานสำคัญของพระนิเวศของพระเจ้า ยามที่กำลังเผชิญกับการปลดออก พวกเขาจะมีท่าทีประเภทใด? พวกเขาจะรับมือเรื่องนี้อย่างไร และพวกเขาจะเลือกทางใด? สิ่งต่างๆ ดังกล่าวยิ่งให้ภาพประกอบที่ชัดเจนมากขึ้น สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สถานะ อำนาจ และเกียรติยศคือผลประโยชน์ประเภทที่สำคัญที่สุด และเป็นสิ่งที่พวกเขาถือเสมอชีวิตของตน นี่เป็นเหตุผลที่เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกปลด เมื่อพวกเขาสูญเสียยศตำแหน่ง “ผู้นำ” และไม่มีสถานะอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้สูญเสียอำนาจและเกียรติยศไปแล้ว พวกเขาจะไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษเกี่ยวกับการได้รับการนับถือ เกื้อหนุน และเคารพยกย่องอีกต่อไปแล้ว ในฐานะที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ซึ่งมองสถานะและอำนาจเป็นชีวิตเสียเอง พวกเขาพบว่านี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกปลด ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือเหมือนตัวเองโดนฟ้าผ่า ราวกับฟ้าถล่มครืนลงมาใส่ และโลกของพวกเขาก็พังทลายไปแล้ว สิ่งที่พวกเขาเคยสามารถฝากความหวังไว้ได้จากไปแล้ว เช่นเดียวกับโอกาสของพวกเขาในการดำรงชีวิตอยู่กับผลประโยชน์ทั้งมวลจากสถานะ ร่วมด้วยแรงขับเคลื่อนที่ทำให้พวกเขาเกะกะระรานทำสิ่งไม่ดีทั้งหลาย นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่สุดสำหรับพวกเขา สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือ “ผู้คนจะมองฉันยังไงในตอนนี้ที่ฉันไม่มีสถานะแล้ว? พวกพี่น้องชายหญิงที่เป็นคนบ้านเดียวกับฉันจะคิดกับฉันยังไง? ทุกคนที่รู้จักฉันจะมองฉันยังไง? พวกเขาจะยังป้อยอฉันอยู่ไหม? พวกเขาจะเป็นมิตรกับฉันอย่างนั้นไหม? พวกเขาจะคอยเกื้อหนุนฉันในทุกฝีก้าวไหม? พวกเขาจะยังคงติดตามฉันไปไหนมาไหนหรือเปล่า? พวกเขาจะยังดูแลสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ฉันจำเป็นต้องมีในชีวิตหรือเปล่า? เวลาฉันพูดกับพวกเขา พวกเขาจะยังมีมารยาทและยิ้มแย้มต้อนรับฉันหรือเปล่า? ฉันจะไปต่อยังไงเมื่อไม่มีสถานะ? ฉันจะเดินอย่างไรบนเส้นทางต่อจากนี้? ฉันจะสามารถมีที่ยืนสำหรับตัวเองท่ามกลางผู้คนอื่นได้อย่างไร? ตอนนี้ที่ฉันสูญเสียสถานะไปแล้ว นั่นหมายความว่าฉันมีความหวังน้อยลงในการที่จะได้รับพรไม่ใช่หรือ? ฉันจะสามารถได้มาซึ่งพรอันยิ่งใหญ่หรือ? ฉันจะได้รับบำเหน็จรางวัลใหญ่หรือมงกุฎอันโตหรือเปล่า?” เมื่อพวกเขาคิดว่าความหวังทั้งหลายที่ตนเองจะได้รับการอวยพรได้ถูกทำลายไปแล้วหรือลดน้อยลงอย่างรุนแรง ศีรษะของพวกเขาก็ราวกับใกล้จะระเบิด เหมือนหัวใจของพวกเขาถูกทุบด้วยค้อน เจ็บปวดประหนึ่งโดนมีดกรีดเฉือน ยามที่พวกเขาใกล้จะสูญเสียพรของการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่ตนถวิลหาอย่างยิ่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นดูเป็นข่าวเลวร้ายสำหรับพวกเขาแล้วซึ่งพลันเกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สำหรับศัตรูของพระคริสต์การไม่มีสถานะอันใดก็เหมือนกับการไม่มีความหวังอันใดที่จะได้รับการอวยพร และพวกเขาก็กลายเป็นเหมือนซากศพเดินได้ ร่างของพวกเขากลายเป็นเหมือนกระดองเปล่าที่ไร้ดวงจิต ไม่มีสิ่งใดนำชีวิตพวกเขา พวกเขาไม่มีความหวังและไม่มีสิ่งใดให้ตั้งตารอ เมื่อศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับการถูกเปิดโปงและปลดออก สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจพวกเขาก็คือ พวกเขาหมดสิ้นทุกความหวังที่จะได้รับการอวยพร ดังนั้น ณ จุดนี้ พวกเขาก็แค่จะถอดใจใช่หรือไม่? พวกเขาจะเต็มใจนบนอบหรือไม่? พวกเขาจะใช้โอกาสนี้ปล่อยวางความอยากของตนที่มีต่อพร ปล่อยมือจากสถานะ เต็มใจเป็นผู้ติดตามปกติ และออกแรงเพื่อพระเจ้าอย่างเปรมปรีดิ์ รวมทั้งทำหน้าที่ของตนให้ดีหรือไม่? (ไม่) นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของพวกเขาได้หรือไม่? จุดเปลี่ยนนี้ทำให้พวกเขาพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและในหนทางที่เป็นบวก หรือจะทำให้พวกเขาพัฒนาไปในทิศทางที่แย่กว่าและในหนทางที่เป็นลบ? บนพื้นฐานของแก่นแท้ธรรมชาติของพระคริสต์ มีหลักฐานชัดเจนว่าการถูกปลดไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่พวกเขาจะปล่อยมือจากความอยากที่มีต่อพรทั้งหลาย หรือจุดเริ่มต้นของการรักและการแสวงหาความจริงของพวกเขาโดยสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะพยายามหนักขึ้นด้วยซ้ำเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งโอกาสและความหวังที่จะได้รับการอวยพร พวกเขาจะเกาะเกี่ยวโอกาสใดก็ตามที่สามารถนำพาพรมาสู่ตัวเองได้ ช่วยให้ตัวเองไปถึงการหวนคืนสู่ความนิยม และทำให้ตัวเองสามารถได้รับสถานะคืนมา นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเมื่อเผชิญการปลดออก นอกจากการเสียความรู้สึก ผิดหวัง และเป็นปรปักษ์แล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังจะปากกัดตีนถีบต่อสู้กับการถูกปลดอีกด้วย และจะเพียรพยายามที่จะพลิกสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ พวกเขาจะดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อคงความหวังของตนที่จะได้รับการอวยพรเอาไว้ รวมทั้งเพื่อรักษาสถานะ เกียรติยศ และอำนาจในสถานะเดิมของตน พวกเขาดิ้นรนอย่างไร? โดยผ่านทางการพยายามแก้ต่างให้ตัวเอง ผ่านทางการให้เหตุผลที่ฟังขึ้น การสร้างข้อแก้ตัว และการพูดถึงวิธีที่ตนทำสิ่งที่ได้ทำไป สิ่งที่เป็นเหตุให้พวกเขาทำข้อผิดพลาด พูดถึงการที่พวกเขาอดหลับอดนอนทั้งคืนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสามัคคีธรรมกับคนเหล่านั้น รวมถึงสิ่งที่เป็นต้นเหตุให้พวกเขาละเลยในเรื่องนี้ พวกเขาจะชี้แจงและอธิบายทุกส่วนของเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้งครบถ้วน เพื่อให้ตัวเองสามารถกอบกู้สถานการณ์และรอดพ้นจากโชคร้ายของการถูกปลดได้
พวกศัตรูของพระคริสต์หมิ่นเหม่ที่สุดที่จะเผยโฉมหน้าและเผยธรรมชาติเยี่ยงซาตานของตนออกมาในบริบทหรือเรื่องใด? นั่นก็คือเมื่อพวกเขากำลังถูกเปิดโปงและปลดออก ซึ่งก็คือเมื่อพวกเขาสูญเสียสถานะ การสำแดงเบื้องต้นที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมาให้เห็นก็คือ พวกเขาทำอย่างถึงที่สุดที่จะแก้ต่างให้ตัวเองและทำการให้เหตุผลอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าเจ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็แข็งขืนและปฏิเสธไม่ยอมรับสิ่งที่เจ้าพูด ยามที่เผชิญกับการเปิดโปงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำชั่วของพวกเขาโดยประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใดเลย ด้วยความที่เกรงกลัวว่าหากตัวเองยอมรับก็จะถูกตัดสินว่ามีความผิดตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา และถูกขับไล่หรือเอาตัวออกไป ขณะที่ปฏิเสธไม่ยอมรับข้อกล่าวหาซึ่งมาลงที่ตน พวกเขาก็ถึงกับผลักความผิดพลาดและความรับผิดชอบลงบนบ่าของผู้อื่น ข้อเท็จจริงนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยยอมรับความจริง ไม่เคยยอมรับรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง หรือทำความรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง และนี่ยิ่งพิสูจน์มากขึ้นไปอีกว่า ธรรมชาติของพวกเขานั้นโอหังและคิดว่าตนเองถูก ธรรมชาติของพวกเขารังเกียจความจริง เกลียดชังความจริง และไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดเลย และดังนั้นพวกเขาจึงเกินกว่าจะช่วยให้รอด บรรดาผู้ที่มีความเป็นมนุษย์อยู่เล็กน้อยและพอมีเหตุผลอยู่บ้างนั้นสามารถทำใจรับและยอมรับความผิดพลาดของตน ก้มหน้าคอตกเมื่อเผชิญข้อเท็จจริง และรู้สึกเสียใจกับสิ่งชั่วๆ ที่ตนทำไป อย่างไรก็ตาม พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่อาจทำสิ่งเหล่านี้ได้ นี่แสดงให้เห็นว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผลอันใดเลย และพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง ในหัวใจของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์คิดเทียบอยู่เสมอว่าสถานะที่สูงหรือต่ำต้อยหมายถึงพรของตนจะมีมากหรือน้อย ไม่ว่าจะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าหรือกลุ่มอื่นใด สำหรับพวกเขาแล้ว สถานะและชนชั้นของผู้คนย่อมถูกกำหนดเอาไว้ เช่นเดียวกับจุดจบสุดท้ายของพวกเขา สถานะของใครสูงส่งเพียงใดและพวกเขาใช้อำนาจได้มากเพียงใดในพระนิเวศของพระเจ้าในชีวิตนี้ย่อมเทียบเท่าระดับของพร รางวัล และมงกุฎที่พวกเขาจะได้รับในโลกที่จะมาถึง—สิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ทัศนะนี้เชื่อได้หรือไม่? พระเจ้าไม่เคยตรัสเช่นนี้ และพระองค์ก็ไม่เคยทรงสัญญาไว้เช่นนี้ แต่นี่คือการคิดอ่านชนิดที่เกิดขึ้นในตัวศัตรูของพระคริสต์ สำหรับตอนนี้ พวกเราจะไม่เจาะลึกถึงเหตุผลที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีความคิดเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ในแง่ของแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้น พวกเขาเกิดมาพร้อมกับความรักที่มีต่อสถานะ และพวกเขาก็ยังหวังที่จะมีสถานะอันจับตาและมีเกียรติยศสูงส่งในชีวิต ที่จะใช้อำนาจ และต้องการจะชื่นชมยินดีกับทั้งหมดนี้ในโลกที่จะมาถึงอีกด้วย แล้วพวกเขาจะสัมฤทธิ์ทั้งหมดนี้อย่างไร? ในจิตใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะสัมฤทธิ์การนี้โดยการทำบางสิ่งที่ตนสามารถทำได้ อีกทั้งสิ่งที่ตนต้องการและรักที่จะทำในขณะที่ตนมีสถานะ อำนาจ และเกียรติยศในชีวิตนี้ และจากนั้นก็แลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้กับพร มงกุฎ และบำเหน็จรางวัลในภายภาคหน้า นี่คือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นหนทางที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งเป็นมุมมองที่พวกเขายึดถือในการเชื่อในพระเจ้าของตน ความคิด ทัศนะ และหนทางที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับพระวจนะและพระสัญญาของพระเจ้าเลยอย่างสิ้นเชิง—สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรสัมพันธ์กันเลย บอกเราทีเถิด ความคิดอ่านของศัตรูพระคริสต์เหล่านี้ออกจะผิดปกติมิใช่หรือ? พวกเขาเลวอย่างที่สุดมิใช่หรือ? พวกเขาเมินและไม่ยอมรับสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าระบุไว้ คิดไปว่าวิธีคิดและวิธีเชื่อในพระเจ้าของตนนั้นถูกต้อง และพวกเขาก็ยินดีในเรื่องนี้ ชื่นชมและเลื่อมใสตัวเอง คือปรัชญาสำหรับการ พวกเขาไม่เคยแสวงหาความจริง และไม่เคยตรวจสอบพระวจนะของพระเจ้าเพื่อดูว่าพระวจนะกล่าวอะไรเช่นนั้นหรือให้สัญญาไว้เช่นนั้นหรือไม่ พวกศัตรูของพระคริสต์ฉวยโอกาสที่ตนมีความแยบยลกว่าผู้อื่นโดยกำเนิด มีปัญญา มีความสามารถพิเศษมาแต่กำเนิด และมีของประทานอย่างสูง พวกเขารู้สึกว่าตัวเองควรเป็นคนสำคัญที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางผู้อื่น ควรเป็นเจ้านาย ควรได้รับความเคารพยกย่องจากผู้อื่น ควรใช้อำนาจ ควรปกครองอยู่เหนือผู้อื่น ราวกับว่าผู้เชื่อในประเจ้าทั้งผองควรถูกปกครองดูแลโดยพวกเขา และทุกคนควรอยู่ตรงนั้นให้พวกเขานำทาง เหล่านี้คือสิ่งทั้งปวงที่พวกเขาต้องการได้มาในชีวิตนี้ หนำซ้ำพวกเขาต้องการบรรลุพรที่ผู้อื่นไม่อาจบรรลุได้ในโลกที่จะมาถึงอีกด้วย และพวกเขามองว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากพวกศัตรูของพระคริสต์มีความคิดและทัศนะเช่นนั้น นี่ไม่ใช่หรือที่ทำให้พวกเขาค่อนข้างไม่มีความละอาย? พวกเขาค่อนข้างหูหนวกไม่ฟังเหตุผลไม่ใช่หรือ? อะไรคือเหตุผลที่เจ้าคิดเช่นนี้? อะไรคือเหตุผลที่เจ้าต้องการได้ความนับถืออย่างสูงจากผู้อื่น? อะไรคือเหตุผลที่เจ้าต้องการปกครองดูแลผู้อื่น? อะไรคือเหตุผลที่เจ้าต้องการมีอำนาจและอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งท่ามกลางมนุษย์? พระเจ้าได้ทรงกำหนดสิ่งเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า หรือว่าเจ้ามีความจริงและความเป็นมนุษย์? เจ้ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะยืนยันสถานะของตนและนำทางผู้อื่นเพียงเพราะเจ้าพอมีการศึกษาและความรู้อยู่บ้าง และเพราะเจ้าค่อนข้างรูปร่างสูงและดูดีอย่างนั้นหรือ? นั่นทำให้เจ้ามีคุณสมบัติอันคู่ควรแก่การควบคุมผู้อื่นอย่างนั้นหรือ? พระวจนะของพระเจ้าตรงไหนที่ตรัสว่า “เจ้ามีเสน่ห์มาก เจ้ามีจุดแข็งและมีของประทาน ดังนั้นเจ้าจึงควรนำทางผู้อื่นและมีสถานะอันถาวร”? พระเจ้าได้ทรงมอบอำนาจนี้ให้กับเจ้าหรือ? พระเจ้าได้ทรงลิขิตสิ่งนี้ไว้ล่วงหน้าหรือ? ตอนที่เหล่าพี่น้องชายหญิงเลือกเจ้าให้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขากำลังมอบสถานะให้กับเจ้าหรือ? นั่นเป็นพรที่เจ้าสมควรได้รับในชีวิตนี้หรือ? คนบางคนตีความการชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านี้เป็นการได้รับผลตอบแทนร้อยเท่าในชีวิตนี้ และคิดว่า ตราบที่ตนมีสถานะและอำนาจ รวมทั้งสามารถออกคำสั่งหรือปกครองดูแลผู้คนจำนวนมากได้ ก็ต้องมีกลุ่มบริวารผู้ติดตามมาห้อมล้อมตน มีผู้คนคอยรับใช้และรายล้อมรอบตัวพวกเขาไม่ว่าจะไปแห่งหนใด อะไรคือเหตุผลที่เจ้าต้องการชื่นชมยินดีกับสิ่งเหล่านี้? เหล่าพี่น้องชายหญิงเลือกเจ้าเป็นผู้นำก็เพื่อให้เจ้าทำหน้าที่นี้ได้ ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าสามารถชักพาผู้คนให้หลงผิด ได้รับความนับถืออย่างสูงและความเคารพยกย่องจากเหล่าพี่น้องชายหญิง นับประสาอะไรที่จะเป็นว่าเพื่อให้เจ้าสามารถใช้อำนาจและชื่นชมยินดีกับผลประโยชน์จากสถานะ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น นั่นเป็นไปเพื่อให้เจ้าสามารถทำหน้าที่โดยสอดคล้องกับการจัดการเตรียมงานและหลักธรรมความจริงทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พระเจ้าไม่ได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าว่าใครบางคนที่เหล่าพี่น้องชายหญิงเลือกเป็นผู้นำนั้นไม่อาจถูกปลดออกได้ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงใช้อยู่หรือ? เจ้าคิดว่าไม่มีใครสามารถปลดเจ้าได้หรือ? แล้วการปลดเจ้านั้นผิดปกติตรงไหน? หากเจ้าไม่ถูกขับไล่ เช่นนั้นก็เป็นเพราะเจ้าน่าสงสารและกำลังได้รับโอกาสให้กลับใจ แต่เจ้าก็ยังคงไม่พึงพอใจ เจ้ากำลังโต้แย้งเรื่องอะไรอยู่หรือ? หากเจ้าต้องการถอนตัวและไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไปเพราะความหวังที่เจ้าจะได้รับพรถูกฟาดทำลายลงไปแล้ว เช่นนั้นก็จงถอนตัวไปเลย! เจ้าคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้าอย่างนั้นหรือ? คิดว่าโลกจะหยุดหมุนหากไม่มีเจ้าอย่างนั้นหรือ? คิดว่างานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้หากไม่มีเจ้าอย่างนั้นหรือ? เอาเถิด ความคิดของเจ้านั้นผิด! การหายไปของบุคคลใดก็ตามจะไม่ทำให้โลกหยุดหมุน หรือหยุดดวงตะวันไม่ให้โผล่ขึ้นมา—พระเจ้าเท่านั้นคือสิ่งที่มิอาจขาดได้ หาใช่มนุษย์คนใดไม่—งานแห่งคริสตจักรจะปฏิบัติการต่อไปตามปกติ หากผู้ใดคิดว่าคริสตจักรทำอะไรไม่ได้หากไม่มีพวกเขา และพระนิเวศของพระเจ้าทำอะไรไม่ได้หากไม่มีพวกเขา พวกเขาก็คือศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? เจ้าเคยชินกับการเพลิดเพลินในผลประโยชน์จากสถานะใช่หรือไม่? เจ้าเคยชินที่ได้เพลิดเพลินกับการได้รับความเคารพยกย่อง การได้รับความนับถืออย่างสูง และการถูกผู้อื่นป้อยอไม่ใช่หรือ? เจ้ามีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงใดที่จะเพลิดเพลินกับการเคารพยกย่องจากผู้อื่น? เจ้ามีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงใดที่ผู้อื่นจะทักทายด้วยรอยยิ้ม? เจ้ายังต้องการให้ผู้คนน้อมคำนับและเคารพบูชาเจ้าอีกด้วยใช่หรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าไม่มีความละอายอย่างถึงที่สุดไม่ใช่หรือ? เมื่อใครบางคนถูกปลดจากหน้าที่ พวกเขาเสียความรู้สึกและเป็นทุกข์เสียยิ่งกว่าตอนที่สมาชิกครอบครัวตายลงเสียอีก พวกเขาขุดคุ้ยทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาถกเถียงกับพระนิเวศของพระเจ้า ราวกับเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครอื่นสามารถนำทางคริสตจักรได้ ราวกับตลอดมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่เกื้อหนุนงานคริสตจักร—นี่เป็นความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวง การที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่ไปจากคริสตจักรนั้นเป็นผลที่สัมฤทธิ์โดยพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาเข้าร่วมการชุมนุมและดำเนินชีวิตคริสตจักรก็เพราะพวกเขาเชื่อในพระเจ้า และมีความเชื่ออันแท้จริงในพระเจ้า นั่นไม่ใช่กรณีที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรตั้งมั่นและเข้าร่วมการชุมนุมตามปกติเพราะผู้คนเหล่านี้ได้เข้าใจความจริงและได้ให้น้ำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมาเป็นอย่างดี เหล่าผู้นำคริสตจักรถูกเปลี่ยนตำแหน่งครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จถูกปลดกันมากมาย และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็เข้าร่วมการชุมนุม อีกทั้งกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ากันตามปกติ—นี่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จเหล่านี้เลย การสร้างข้อโต้แย้งเหล่านั้นมีประโยชน์อะไรหรือ? เจ้าก็แค่กำลังสร้างข้อโต้แย้งที่ไร้สาระและเลอะเลือนไม่ใช่หรือ? หากเจ้ามีความจริงความเป็นจริงและได้แก้ไขประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปมากมาย เช่นนั้นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรย่อมรู้เรื่องนี้ดีแก่ใจ หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริง และไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้ เช่นนั้นพัฒนาการที่เป็นปกติของงานคริสตจักรย่อมไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า มีผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จมากมายยิ่งนักที่พอถูกปลดก็เอาแต่สร้างข้อแก้ตัวราวกับตนเองมีคุณูปการต่อคริสตจักรอย่างมากมายยิ่งนัก เมื่อในข้อเท็จจริงนั้นพวกเขาไม่ได้ทำงานจริงอันใดเลย และระบบระเบียบปกติของชีวิตคริสตจักรไม่ได้ถูกปกปักษ์รักษาโดยการทะนุบำรุงของพวกเขา หากปราศจากพวกเขา ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ยังเข้าร่วมการชุมนุมกันต่อไปตามปกติ และทำหน้าที่กันตามที่เคยเป็นมา หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงและไม่อาจทำงานจริงอันใดได้ เช่นนั้นเจ้าก็ควรถูกปลดเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าส่งผลกระทบและถ่วงเวลาทั้งงานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกต่อไป พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ใช้พวกเจ้าที่เป็นผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จ—เจ้าได้คิดไปว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีอำนาจที่จะปลดเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าได้ทำให้งานของตัวเองยุ่งเหยิงเช่นนั้น เจ้าได้เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนเช่นนั้นและการสูญเสียอันใหญ่หลวงเช่นนั้นต่องานคริสตจักร เจ้าได้เป็นเหตุให้เบื้องบนเป็นกังวลมากมายยิ่งนัก การใช้งานเจ้าช่างสร้างความเดือดร้อนยิ่งนัก อีกทั้งทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยง รังเกียจ เกลียดชังเป็นอย่างยิ่ง เจ้าโง่เขลา ไม่รู้ความ และดื้อรั้นเกินไป อีกทั้งไม่คู่ควรแม้แต่จะถูกตัดแต่ง ดังนั้นพระนิเวศของพระเจ้าจึงต้องการเขี่ยเจ้าออก กำจัดเจ้าในทันที และจบเรื่องนี้เสียที แต่ทว่าเจ้าก็ยังคงต้องการให้เบื้องบนให้โอกาสเจ้าในการเป็นผู้นำต่อไปอีกสักครั้งอย่างนั้นหรือ? จงลืมไปได้เลย! เมื่อเป็นเรื่องของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ผู้ซึ่งปราศจากมโนธรรมและเหตุผล และผู้ซึ่งกระทำความชั่ว อีกทั้งเป็นเหตุให้เกิดการรบกวน ครั้นพวกเขาถูกกำจัด พวกเขาย่อมถูกกำจัดตลอดกาล หากเจ้าทำงานจริงได้ เช่นนั้นเจ้าก็จะถูกนำมาใช้ หากเจ้าทำงานจริงไม่ได้ อีกทั้งเจ้ายังกระทำความชั่วและเป็นเหตุให้เกิดการรบกวนด้วย เช่นนั้น เจ้าย่อมจะถูกกำจัดทันที—นี่คือหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าสำหรับการใช้ผู้คน ศัตรูของพระคริสต์บางคนไม่ยอมอ่อนข้อและพูดว่า “คุณกำลังปลดฉันเพราะไม่ทำงานจริง—ทำไมคุณถึงจะไม่ให้โอกาสฉันกลับใจสักครั้ง?” นี่เป็นการโต้แย้งแบบข้างๆ คูๆ ไม่ใช่หรือ? เจ้ากำลังถูกปลดเพราะเจ้าได้กระทำความชั่วไปอย่างมหาศาล และเจ้าก็กำลังถูกปลดเพียงหลังการตัดแต่งมากมายหลายหนและยังคงไม่ยอมกลับใจโดยสิ้นเชิงเท่านั้นเอง แล้วเจ้ายังสามารถสร้างข้อโต้แย้งอะไรอื่นได้อีกหรือ? เจ้าไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะ อีกทั้งไม่ได้ทำงานจริง เจ้านำพางานคริสตจักรไปสู่จุดหยุดนิ่ง อีกทั้งมีปัญหาค้างคาเป็นดินพอกหางหมู และเจ้าก็ไม่ได้รับมือกับปัญหาเหล่านั้น—เบื้องบนต้องเป็นกังวลเพราะเจ้าไปอย่างมากมายเพียงใด? ขณะที่เบื้องบนกำลังเกื้อหนุนและช่วยเหลือเจ้าในงานของเจ้าอยู่นั้น เจ้าได้กำลังทำสิ่งใต้โต๊ะ กำลังทำสิ่งมากมายยิ่งนักที่เป็นการละเมิดหลักธรรม ทำสิ่งซึ่งไม่เหมาะที่จะให้ใครเห็นอยู่ลับหลังเบื้องบน ใช้จ่ายของถวายของพระเจ้าไปตามอำเภอใจในการซื้อสิ่งของมากมายยิ่งนักที่เจ้าไม่ควรซื้อ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างมากมายนัก อีกทั้งนำพาความวิบัติอันใหญ่หลวงมาสู่งานคริสตจักร! เหตุใดเจ้าจึงไม่เคยพูดถึงความประพฤติชั่วเหล่านี้? เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าต้องการปลดเจ้า เจ้าพูดอย่างหน้าไม่อายโดยสิ้นเชิงว่า “ให้โอกาสฉันอีกครั้งได้ไหม?” พระนิเวศของพระเจ้าควรให้โอกาสเจ้าอีกครั้งเพื่อให้เจ้าสามารถเกะกะระรานทำสิ่งไม่ดีต่อไปได้อย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่มีสำนึกของความละอายอันใดเลยหรือจึงได้มาขอให้พระนิเวศของพระเจ้าให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง? สามารถให้โอกาสเจ้าได้อีกครั้งหรือเมื่อเจ้าไม่รู้จักธรรมชาติของตัวเองเลย นับประสาอะไรที่ในหัวใจของเจ้าจะมีความสำนึกผิดอันใด? ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความละอาย พวกเขาตายด้านต่อความละอาย และพวกเขาเป็นคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์!
ผู้นำและคนทำงานบางคนไม่สามารถทำงานจริงอันใดได้เลย และพวกเขาก็ยังคงทำไม่ได้เลยหลังจากได้รับการชี้แนะและช่วยเหลือจากเบื้องบนมาระยะหนึ่ง พวกเขาไม่สามารถรับมือกับงานที่เป็นกิจธุระทั่วไปให้ดีได้ด้วยซ้ำ และนี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาขาดพร่องขีดความสามารถมากเกินไป เบื้องบนต้องทำการสอบถามและตรวจตราอย่างสม่ำเสมอในทุกแง่มุมของงานด้วยเช่นกัน รวมทั้งขอให้เหล่าพี่น้องชายหญิงรายงานทุกปัญหาอย่างทันท่วงที เบื้องบนยังจำเป็นต้องลงมือตรวจดู ให้คำชี้แนะ และสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวกับทุกแง่มุมของงาน หลังจากที่เบื้องบนจบการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับหลักธรรมทั้งหลาย คนบางคนก็ยังคงไม่รู้วิธีที่จะทำสิ่งทั้งหลายอยู่ดี และทำสิ่งเหล่านั้นในแบบที่แย่ๆ อีกทั้งบางคนถึงกับเกะกะระรานทำสิ่งไม่ดีด้วยซ้ำ ไม่ว่าพวกเขากำลังทำงานอะไรอยู่ พวกเขาก็ไม่เคยแสวงหากับเบื้องบน พวกเขาไม่เคยรายงานปัญหาใดต่อเบื้องบน แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับแค่แอบทำสิ่งทั้งหลายใต้โต๊ะ—นี่คือปัญหาอะไร? อะไรคือธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้? พวกเขารักความจริงหรือไม่? พวกเขาคุ้มค่าแก่การบ่มเพาะหรือไม่? เจ้ายังคงสมควรที่จะเป็นผู้นำหรือคนทำงานหรือไม่? ประการแรกก็คือ พวกเขาไม่แสวงหาก่อนที่จะทำสิ่งทั้งหลาย ประการที่สองก็คือ พวกเขามีทำการรายงานอันใดในขณะที่กำลังทำสิ่งนั้นอยู่ และประการที่สาม พวกเขาไม่มีการให้ข้อเสนอแนะติชมหลังจากทำสิ่งนั้นเสร็จลง พวกเขาปฏิบัติตนอย่างน่าขายหน้าและยังคงไม่ต้องการที่จะถูกปลดอยู่ดี หนำซ้ำพวกเขาก็ไม่ยอมอ่อนข้อลงหลังจากที่ถูกปลด—ผู้คนเหล่านี้เกินกว่าจะช่วยเหลือไม่ใช่หรือ? จงบอกเราทีว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่เกินการช่วยเหลือนั้นน่าละอายโดยสิ้นเชิงและปิดหูไม่ฟังเหตุผลทั้งมวลไม่ใช่หรือ? พวกเขาไม่ทำสิ่งใดให้ดีเลย อีกทั้งพวกเขาก็ขี้เกียจและละโมบในความสบาย ขณะที่ทำงานใดก็ตาม พวกเขาก็แค่ขยับปากออกคำสั่ง และครั้นได้พูดไปแล้ว พวกเขาก็ไม่ทำสิ่งอื่นใดอีก พวกเขาไม่เคยกำกับดูแล ตรวจตรา หรือติดตามผลของงาน อีกทั้งพวกเขาก็รู้สึกชิงชังรังเกียจและขุ่นเคืองในตัวผู้ใดก็ตามที่ทำสิ่งเหล่านี้กับพวกเขา รวมทั้งต้องการทำให้คนผู้นั้นเป็นทุกข์—เหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์ตามแบบฉบับดั้งเดิมไม่ใช่หรือ? นี่คือความน่าขายหน้าของพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร พวกเขาปฏิบัติตนอย่างน่าขายหน้ายิ่งนัก และพวกเขายังคงต้องการแก่งแย่งชิงความเหนือกว่ากับพระนิเวศของพระเจ้าและเบื้องบน รวมทั้งพวกเขายังคงต้องการโต้เถียง—พวกเขากำลังรนหาที่ตายด้วยการทำสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ? เมื่อชิ้นขยะทั้งหลายอย่างพวกนี้ถูกปลดออก พวกเขาย่อมคับแค้นใจและขัดขืน พวกเขาปราศจากความละอายและปราศจากเหตุผลแม้สักกระผีกด้วยซ้ำ! ในเวลาที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาเกะกะระรานทำสิ่งที่ไม่ดี อีกทั้งขัดจังหวะและก่อกวนงานคริสตจักร และเมื่อพวกเขาถูกปลด พวกเขาไม่เพียงปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ความผิดพลาดของตัวเองเท่านั้น แต่ยังผลักความรับผิดชอบไปลงบนบ่าผู้อื่นอีกด้วย หนำซ้ำยังมองหาใครอื่นสักคนมารับผิดแทนโดยพูดว่า “พวกเขาได้ทำสิ่งนี้ และฉันไม่ใช่คนเดียวที่รับผิดชอบการทำสิ่งอื่นนั้น ทุกคนได้หารือเรื่องนั้นด้วยกัน และฉันก็ไม่ได้เป็นคนนำ” พวกเขาไม่ยอมรับผิดชอบเลย ราวกับว่าการรับผิดชอบจะทำให้พวกเขาถูกกล่าวโทษและถูกกำจัด รวมทั้งจะสูญสิ้นความหวังทั้งหมดที่จะได้รับการอวยพรโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นพวกเขายอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมรับรู้ความผิดพลาดของตนและรับว่าตัวเองมีความรับผิดชอบโดยตรง และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับยืนกรานที่จะผลักความรับผิดชอบไปลงบนบ่าผู้อื่น เมื่อตัดสินจากวิธีคิดของพวกเขา พวกเขาจะต่อสู้กับพระเจ้าจวบจนวาระสุดท้าย! ผู้คนเหล่านี้ยอมรับความจริงหรือไม่? ผู้คนเหล่านี้ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าหรือไม่? การที่สามารถต่อสู้กับพระนิเวศของพระเจ้าในหนทางนี้แสดงให้เห็นว่าอุปนิสัยของพวกเขามีบางสิ่งที่ผิดปกติอย่างร้ายแรง เมื่อพูดถึงวิธีที่พวกเขาเข้าหาความผิดพลาดของตนนั้น ลำดับแรกสุดคือพวกเขาไม่แสวงหาความจริง และลำดับที่สองคือ พวกเขาไม่ทบทวนตัวเอง ทั้งยังโยนความรับผิดชอบให้ผู้อื่นเสียอีก รวมทั้งเมื่อพระนิเวศของพระเจ้าจำแนกแยกแยะพวกเขาไปถึงระดับหนึ่งและปลดพวกเขาออกจากหน้าที่ พวกเขาก็ต่อสู้กับพระนิเวศของพระเจ้าและแพร่กระจายคำพร่ำบ่นและการคิดลบของตนในทุกแห่งหนที่พวกเขาไป พยายามที่จะได้ความเห็นใจจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาเชื่อในพระเจ้าแต่ทว่าต่อต้านพระองค์—พวกเรากำลังรนหาที่ตายไม่ใช่หรือ? ผู้คนเหล่านี้ปิดหูไม่รับฟังเหตุผลทั้งมวล! แล้วจะเป็นอย่างไรหรือหากพวกเขาได้ถูกปลดจากหน้าที่และสูญเสียสถานะของตน? พวกเขาไม่ได้ถูกขับไล่และไม่ได้ถูกถอดสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ พวกเขาสามารถกลับใจ เริ่มต้นใหม่ และลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งไม่ว่าพวกเขาได้ล้มเหลวและล้มลงตรงจุดใด พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถแม้แต่จะยอมรับสิ่งเรียบง่ายเช่นนั้นด้วยซ้ำ—ผู้คนเหล่านี้ช่างเกินกว่าจะช่วยให้รอดเสียจริง! แน่นอนว่า ศัตรูของพระคริสต์บางคนเมื่อถูกปลดก็ฝืนใจเชื่อฟังภายนอกและไม่แสดงท่าทางท้อแท้เกินไป หรือแสดงให้เห็นความเป็นปฏิปักษ์อันใด แต่นี่หมายความว่าพวกเขากำลังยอมรับความจริงและกำลังนบนอบพระเจ้าใช่หรือไม่? ไม่ใช่ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมมีอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูพระคริสต์ และนี่ก็คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไป แม้ภายนอกพวกเขาจะไม่พูดอะไรหลังจากถูกปลด แต่ภายในหัวใจ พวกเขายังคงแข็งขืน พวกเขาไม่ยอมรับความผิดของตน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด พวกเขาก็จะไม่มีวันทำความรู้จักตนเองได้อย่างแท้จริง เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มานานแล้ว ยังมีเรื่องอื่นในตัวศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอีกด้วย นั่นคือ ไม่ว่าพวกเขาจะกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน พวกเขาก็อยากแตกต่าง อยากให้ผู้อื่นยกย่องและยอมรับนับถือตน ต่อให้พวกเขาไม่มีงานและตำแหน่งที่เป็นทางการในฐานะผู้นำคริสตจักรหรือผู้นำทีม พวกเขาก็ยังคงต้องการมีที่ยืนและคุณค่าเหนือผู้อื่น ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถทำงานได้หรือไม่ มีความเป็นมนุษย์หรือมีประสบการณ์ชีวิตแบบใด พวกเขาก็จะคิดหาทางทุกรูปแบบและพยายามอย่างยิ่งที่จะหาโอกาสอวดตน ทำให้ผู้คนโปรดปรานตน ได้หัวใจของผู้คน ดึงดูดใจและชักพาให้ผู้คนหลงผิด เพื่อให้คนเหล่านั้นยอมรับนับถือตน ศัตรูของพระคริสต์อยากให้ผู้คนเลื่อมใสตนในเรื่องใด? แม้พวกเขาจะถูกปลดไปแล้ว แต่พวกเขาก็คิดว่า “หมีที่อ่อนแรงยังคงแข็งแรงกว่ากวาง” และตนก็ยังคงเป็นนกอินทรีที่บินเหนือไก่เหล่านั้น นี่คือความโอหังของศัตรูพระคริสต์และความคิดว่าตนถูกมิใช่หรือ นี่คือสิ่งที่แตกต่างออกไปในตัวพวกเขามิใช่หรือ? พวกเขาไม่สามารถทำใจยอมรับการไม่มีสถานะ การเป็นผู้เชื่อธรรมดา การเป็นคนทั่วไป การทำหน้าที่ของตนให้ดีโดยยืนอยู่บนความเป็นจริงก็พอ การอยู่ในที่ทางของตน หรือเพียงแต่ทำงานให้ดี แสดงความจงรักภักดี และทำงานที่ตกมาถึงตนอย่างสุดความสามารถ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาพึงพอใจแม้แต่น้อย พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นคนเช่นนั้นหรือทำอะไรแบบนั้น “ความทะยานอยากอันยิ่งใหญ่” ของพวกเขาคืออะไร? คือการได้รับการยอมรับนับถือและเคารพยกย่อง การได้กุมอำนาจ ดังนั้น ต่อให้พวกเขาไม่มีตำแหน่งจำเพาะคู่กับชื่อของตน ศัตรูของพระคริสต์ก็จะเพียรพยายามเพื่อตัวเอง พูดเพื่อตัวเอง และสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ทำทุกสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่ออวดตน กลัวว่าจะไม่มีคนสังเกตเห็นหรือไม่มีใครสนใจตน พวกเขาจะฉกฉวยทุกโอกาสเพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพิ่มพูนเกียรติยศของพวกเขา ทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นมองเห็นพรสวรรค์และจุดแข็งของพวกเขา และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเลิศกว่าผู้อื่น ระหว่างที่ทำสิ่งเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมเต็มใจที่จะจ่ายราคาใดก็ตามที่จำเป็นเพื่อโอ้อวดและกล่าวชมเชยตัวเอง เพื่อทำให้ทุกคนคิดว่า ต่อให้พวกเขาไม่ใช่ผู้นำและไม่มีสถานะ พวกเขาก็ยังคงเหนือกว่าผู้คนธรรมดาสามัญอยู่ดี ถึงตอนนั้น ศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะสัมฤทธิ์เป้าหมายของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นคนธรรมดา เป็นคนทั่วไป พวกเขาต้องการอำนาจและเกียรติยศ และต้องการที่จะอยู่เหนือผู้อื่น คนบางคนพูดว่า “นี่นึกไม่ออกเลย การมีสถานะ เกียรติยศ และอำนาจมีประโยชน์อะไรหรือ?” สำหรับใครบางคนที่มีเหตุผลนั้น อำนาจกับสถานะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ และไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรไล่ตามไขว่คว้า แต่สำหรับศัตรูของพระคริสต์ที่รุ่มร้อนด้วยความทะเยอทะยานนั้น สถานะ อำนาจ และเกียรติยศมีความสำคัญยิ่งชีพ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองของพวกเขาได้ รวมทั้งไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงหนทางที่พวกเขาดำรงชีพและเป้าหมายแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขาได้—นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ เพราะฉะนั้น หากเจ้าเห็นใครบางคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันกระตือรือร้น และปกป้องสถานะของตนเมื่อมีสถานะ อีกทั้งยังคงต้องการทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาของตัวเองยามที่ขาดสถานะ—คนจำพวกนี้เกินกว่าจะช่วยให้รอด และพวกเขาก็คือศัตรูของพระคริสต์หัวจรดเท้าในทุกอณู
ทั้งก่อนและหลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกปลด เมื่อพวกเขายังคงล้มเหลวที่จะได้มาซึ่งสถานะตลอดจนอำนาจและเกียรติยศที่พวกเขาต้องการทั้งที่ใช้ความพยายามไปชุดใหญ่ พวกเขาก็จะไม่ปล่อยมือจากสถานะและความอยากที่ตนมีต่อพรทั้งหลาย พวกเขาจะไม่ละวางสิ่งเหล่านี้แล้วกลับตัวมาไล่ตามเสาะหาความจริง หรือทำหน้าที่ให้ดีในลักษณะที่ประพฤติดีและอยู่กับความเป็นจริง พวกเขาจะไม่มีวันกลับใจอย่างแท้จริงในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาทำผิดไป และจะทำการประเมินซ้ำไปซ้ำมาแทนอย่างเช่น “ฉันจะมีความหวังอะไรที่จะได้รับสถานะในภายหน้าหรือเปล่า? ถ้าไม่มีสถานะ ฉันมีความหวังอะไรที่จะได้รับการอวยพรหรือเปล่า? ความอยากที่จะได้รับพรของฉันจะได้รับการสนองหรือเปล่า? ฉันอยู่อันดับไหนในบ้านของพระเจ้า ในคริสตจักร? ฉันอยู่ตรงไหนในการลำดับการปกครอง?” เมื่อพวกเขาสรุปว่าตนเองไม่มีเกียรติยศยิ่งใหญ่ในคริสตจักร ไม่ได้รับการเคารพยกย่องอย่างเป็นที่โปรดปรานจากคนหมู่มาก และมีหลายคนถึงกับใช้พวกเขาเป็นตัวอย่างการสอนในด้านลบ พวกเขาก็รู้สึกว่าเกียรติยศของตนภายในคริสตจักรได้ถูกทำลายย่อยยับหมดสิ้นแล้ว ว่าพวกเขาไม่มีการเกื้อหนุนจากผู้คนส่วนใหญ่ และเป็นไปได้ว่าไม่อาจได้รับความเห็นชอบจากผู้คนส่วนใหญ่อีกแล้ว อีกทั้งความหวังที่ตนจะได้รับการอวยพรก็แทบไม่มีอยู่จริง เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งนี้ทั้งหมด เมื่อการประเมินของพวกเขามาถึงบทสรุปนี้ ความคิดและท่าทีของเขาก็จะยังคงไม่วางเจตนารมณ์กับความอยากของตัวเองลงและกลับใจต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง หรือทุ่มตัวเองให้กับการลงแรงเพื่อพระเจ้าอย่างเต็มที่ และทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดี นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกเขา—แล้วสิ่งใดเล่าที่อยู่ในนั้น? “ในเมื่อฉันไม่ได้จะสัมฤทธิ์สิ่งที่ใฝ่ฝันหรือมีสถานะอันใดในบ้านของพระเจ้า ในคริสตจักร แล้วทำไมฉันถึงควรติดตามต่อไปบนเส้นทางที่เป็นทางตัน? ผู้คนสามารถได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงถิ่นฐาน ถ้าฉันไปที่อื่น สิ่งต่างๆ ก็อาจจะดีขึ้นสำหรับฉันจริงๆ ฉันควรออกไปจากสถานที่แห่งนี้ที่ทำให้ฉันหัวใจสลายไม่ใช่หรือ? ทำไมฉันถึงไม่ทิ้งสถานที่นี้ที่ฉันไม่อาจลุล่วงในสิ่งที่ใฝ่ฝัน ที่ซึ่งลำบากยากเย็นที่จะสัมฤทธิ์สิ่งที่ฉันใฝ่ฝัน?” เมื่อศัตรูของพระคริสต์นึกถึงสิ่งเหล่านี้ นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังจะไปจากคริสตจักรไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าต้องการจะให้ใครบางคนที่เป็นแบบนี้อยู่ต่อหรือจากไป? ควรอ้อนวอนพวกเขาให้อยู่ต่อหรือไม่? (ไม่ควรอ้อนวอน และต่อให้ผู้คนพยายามอ้อนวอน พวกเขาก็จะไม่อยู่) ไม่มีผู้ใดทำให้พวกเขาอยู่ต่อได้—นี่คือความจริง อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เป็นแบบนี้? เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่รักความจริง ดังนั้นการอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าก็แค่จะทำให้พวกเขาเจ็บปวด นั่นจะเป็นเหมือนการพยายามทำให้หญิงโสเภณี หญิงสำส่อนช่วยเหลือสามีของนางและอบรมสั่งสอนลูกหลาน เป็นผู้หญิงที่มีคุณธรรม รวมทั้งเป็นภรรยาที่ดีและมารดาผู้ใจดี นางทำสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่? (ไม่ได้) นั่นคือปัญหาในธรรมชาติของคนคนหนึ่ง ดังนั้นหากเจ้าเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ต้องการถอนตัว เช่นนั้นไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด จงอย่าพยายามโน้มน้าวพวกเขาเป็นอย่างอื่น เว้นเสียแต่ว่ามีสถานการณ์บางอย่างที่พวกเขาพูดว่า “ถึงแม้ฉันเป็นศัตรูของพระคริสต์ ฉันก็ปรารถนาที่จะลงแรงเพื่อบ้านของพระเจ้า ฉันจะบังคับใจตัวเองไม่ทำความชั่วอันใด และฉันจะกบฏต่อซาตาน” ในกรณีแบบนี้ พวกเขาจำเป็นต้องถูกตบเปรี้ยงให้บี้แบนเหมือนแมลงวันหรือไม่? (ไม่จำเป็น) ในกรณีแบบนี้ พวกเราสามารถปล่อยให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามครรลองธรรมชาติของมัน แต่ต้องนำแนวปฏิบัติหนึ่งมาประยุกต์ใช้ ซึ่งก็คือ ต้องเพิ่มจำนวนคนกำกับดูแลและเฝ้าดูศัตรูของพระคริสต์นั่น และทันทีที่เห็นเรื่องเดือดร้อน อาทิ พวกเขาต้องการกระทำความชั่ว พวกเขาก็ต้องถูกชำระออกไปให้เร็ว หากพวกเขาทนไม่ได้ที่ถูกผู้อื่นกำกับดูแลและเฝ้าดู รวมทั้งรู้สึกถูกข่มเหงและไม่เต็มใจที่จะลงแรง เช่นนั้นคนแบบนี้ควรได้รับการปฏิบัติแบบใด? เจ้าควรช่วยให้พวกเขาเดินหน้าและพูดว่า “คุณมีความสามารถพิเศษ และคุณควรออกไปสู่โลกของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ และทำให้แผนการอันหรูหราของคุณเป็นจริง คุณเป็นปลาที่ตัวโตเกินสระนี้ คริสตจักรไม่เหมาะกับคุณ คุณไม่อาจสยายปีกได้ที่นี่ งานนี้ไม่คู่ควรกับความสามารถพิเศษของคุณ ถ้าคุณหวนคืนสู่ทางโลก เช่นนั้นบางทีคุณอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง หาเงินได้มากๆ และร่ำรวยขึ้นมา บางทีคุณอาจจะกลายเป็นคนดังก็ได้!” จงรีบหนุนใจให้พวกเขาจากไป หากพวกเขาไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่งกับสถานะ และพวกเขาหิวกระหายผลประโยชน์จากสถานะ เช่นนั้นก็จงปล่อยให้พวกเขากลับไปสู่ทางโลกเพื่อทำงานและหาเงิน เพื่อต่อจากนั้นก็กลายเป็นเจ้าหน้าที่ราชการและเพลิดเพลินกับชีวิตทางเนื้อหนังของตัวเอง บางทีบางคนอาจถามว่าการปฏิบัติต่อพวกเขาในหนทางนี้เป็นการปฏิบัติต่อพวกเขาโดยปราศจากหัวใจอันเปี่ยมรักหรือไม่ ในข้อเท็จจริงนั้น ต่อให้เจ้าไม่พูดสิ่งเช่นนั้นกับพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็จะคิดอยู่ในใจว่า “อืม วันหนึ่งเลื่อนตำแหน่ง แล้วจากนั้นก็ปลดออกในวันถัดไป ให้สถานะฉันมา แต่ก็ยังเฝ้าดู กำกับดูแล และตัดแต่งฉัน—ช่างเจ็บปวดอะไรอย่างนี้! สถานะประเภทนี้ ฉันหาไม่ยากหรอก และถ้าฉันไม่ได้เชื่อในพระเจ้า ถึงตอนนี้ฉันก็คงร่ำรวยและได้ไต่ระดับสังคมในทางโลกไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดฉันก็คงเป็นแกนนำระดับเมืองใหญ่ ฉันเกิดมาเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ราชการ ไม่ว่าฉันทำสิ่งใดในโลกข้างนอกนั่น ฉันก็โดดเด่น ฉันทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ดี ฉันสามารถสร้างชื่อให้ตัวเองในทุกวงการ และฉันก็กล้าได้กล้าเสีย” ต่อให้เจ้าไม่พูดสิ่งเช่นนั้นกับพวกเขา พวกเขาก็จะพูดสิ่งต่างๆ แบบนี้ และนั่นคือเหตุผลที่เจ้าควรรีบกล่าวคำพูดรื่นหูบางอย่างที่พวกเขาต้องการได้ยิน และหนุนใจพวกเขาให้ไปจากคริสตจักรเสียโดยเร็ว—นี่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน พวกศัตรูของพระคริสต์ไล่ตามไขว่คว้าสถานะ อำนาจ และเกียรติยศ พวกเขาไม่ต้องการเป็นคนธรรมดา แต่กลับต้องการอยู่เสมอที่จะเป็นเลิศกว่าผู้อื่นแทน จนกระทั่งในที่สุดพวกเขาก็ทำลายความมีหน้ามีตาและจุดยืนของตัวเองและถูกพระเจ้าสาปแช่ง แล้วพวกเจ้าเต็มใจที่จะเป็นคนธรรมดาหรือไม่? (เต็มใจ) ตามที่จริงแล้ว การเป็นคนธรรมดานั้นเปี่ยมความหมาย การไม่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลตอบแทน และกลับปักหลักอยู่กับชีวิตจริง ดำรงชีวิตอยู่กับสันติสุขและความชื่นบาน มีความหนักแน่นหัวใจแทน—นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต ถ้าใครบางคนอยากเป็นเลิศกว่าและอยู่เหนือตลอดเวลา เช่นนั้นก็เท่ากับว่าพวกเขากำลังเอาตัวเองย่างไฟและเข้าเครื่องบดเนื้อ—พวกเขากำลังหาเรื่องใส่ตัว เหตุใดพวกเขาจึงมีความรู้สึกเช่นนั้น? การเป็นเลิศกว่าผู้อื่นนั้นคือสิ่งที่ดีหรือ? (ไม่ใช่สิ่งที่ดี) นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่กระนั้นพวกศัตรูของพระคริสต์ก็ยังยืนกรานที่จะเลือกเส้นทางนี้ ไม่ว่าพวกเจ้าทำสิ่งใดก็ตาม จงอย่าดำเนินตามเส้นทางนี้!
ยามที่บุคคลที่เสื่อมทรามธรรมดายังไม่มีรากฐานในการเชื่อในพระเจ้า ยามที่พวกเขายังไม่ได้พัฒนาความเชื่ออันแท้จริงในพระเจ้าขึ้นมา พวกเขาย่อมมีความเชื่อหรือวุฒิภาวะเพียงเล็กน้อย เมื่อบุคคลเช่นนั้นเผชิญกับการติดขัด พวกเขาจะคิดแย่ๆ กับตนเอง และคิดว่าพระเจ้าไม่ทรงรักพวกเขา คิดว่าพระองค์ทรงเกลียดชังพวกเขา เมื่อมองเห็นว่าตัวเองหลังชนฝาและล้มเหลวในทุกฝีก้าว ไม่อาจทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ พวกเขาก็จะรู้สึกหมดกำลังใจ พวกเขาจะประสบกับความอ่อนแอและความคิดลบอีกด้วย และบางคราวความคิดที่จะไปจากคริสตจักรก็จะผุดขึ้นในใจพวกเขา แต่นี่ไม่เหมือนกับการลองดี นี่เป็นความคิดประเภทที่เกิดขึ้นกับใครบางคนยามที่พวกเขาท้อแท้และจิตใจห่อเหี่ยว และนี่เป็นสิ่งที่ต่างจากการถอนตัวของศัตรูของพระคริสต์โดยสิ้นเชิง เมื่อศัตรูของพระคริสต์ต้องการถอนตัว พวกเขายอมตายเสียดีกว่าจะกลับใจ แต่เมื่อบุคคลเสื่อมทรามธรรมดาหมดกำลังใจและนึกถึงการไปจากคริสตจักร พระวจนะของพระเจ้าสามารถค่อยๆ มีอิทธิพลต่อพวกเขา เปลี่ยนแปลงพวกเขา และเปลี่ยนแปลงการที่พวกเขาจะอยู่หรือไป รวมไปถึงการตัดสินใจและความคิดจิตใจของพวกเขาได้ ด้วยความช่วยเหลือและสามัคคีธรรมของผู้อื่น ควบคู่ไปกับการให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันของตัวพวกเขาเอง อีกทั้งด้วยการอธิษฐานและการแสวงหา รวมถึงการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ในเวลาเดียวกัน พระวจนะของพระเจ้าก็สามารถช่วยให้พวกเขาค่อยๆ เกิดมีการกลับใจใหม่ ท่าทีที่เป็นบวก และเจตจำนงที่จะพากเพียรบากบั่นขึ้นมา ทำให้พวกเขาค่อยๆ กลายเป็นเข้มแข็งได้ นี่เป็นการสำแดงขั้นตอนการเข้าสู่ชีวิตสำหรับคนปกติ ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์จะสู้ยิบตาไม่ว่าจะจบลงเช่นไร พวกเขาจะไม่มีวันกลับใจ และยอมตายเสียดีกว่าที่จะรับว่าตนผิด ที่จะทำความรู้จักตนเอง ที่จะเลิกล้มความอยากที่มีต่อพรทั้งหลาย พวกเขาไม่มีการเข้าสู่ชีวิตแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นสำหรับใครบางคนที่เป็นแบบนั้น เป็นผู้ที่ไม่เต็มใจลงแรง หรือผู้ที่ไม่ทำการนั้นได้ไม่ดี จงแค่แนะนำพวกเขาให้ไปจากคริสตจักร นี่คือการตัดสินใจที่มีปัญญา และเป็นหนทางที่มีปัญญาที่สุดที่จะรับมือกับเรื่องเช่นนั้น ต่อให้เจ้าไม่แนะนำให้พวกเขาทำเช่นนั้น เจ้าจะสามารถทำให้พวกเขาอยู่ต่อได้หรือ? เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการไล่ตามไขว่คว้าหรือมุมมองของพวกเขาได้หรือ? เจ้าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ มีผู้คนบางคนถูกรบเร้าให้อยู่ต่อ อีกทั้งได้รับการช่วยเหลือและเกื้อหนุนจากพระนิเวศของพระเจ้าเพราะความคิดลบ ความอ่อนแอ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาได้เผยออกมานั้นเหมือนกันกับผู้คนเสื่อมทรามธรรมดาทั้งปวง และจัดอยู่ในขอบเขตของความเป็นปกติ โดยผ่านทางการสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า ผ่านทางความช่วยเหลือและการเกื้อหนุนจากผู้อื่น พวกเขาสามารถค่อยๆ กลายเป็นเข้มแข็ง ได้รับวุฒิภาวะ เกิดมีความเชื่อในพระเจ้าขึ้นมา และจริงใจในการทำหน้าที่ของตน นี่คือคนประเภทที่พวกเราควรช่วยเหลือและรบเร้าให้อยู่ต่อ กระนั้นก็ตาม สำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ปรารถนาที่จะลงแรงหรือลงแรงได้ไม่ดี จงหนุนใจพวกให้จากไป เพราะก่อนที่เจ้าจะแนะนำให้พวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาก็ได้ปรารถนาที่จะจากไปอยู่นานแล้ว หรือไม่ก็พร้อมที่จะจากไปในทุกขณะ สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงและความคิดนานาสารพันที่ศัตรูของพระคริสต์มีในยามที่เผชิญกับการปลดออกและปรารถนาที่จะถอนตัว
IV. พฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
มีคนอีกชนิดที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เนื่องจากผู้คนจำพวกนี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจึงไม่ได้ทำหน้าที่สำคัญ และผลที่ตามมาก็คือพวกเขาแทบไม่มีประสบการณ์กับการถูกตัดแต่งในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์กับการถูกปลดจากหน้าที่ และแน่นอนว่า นานๆ ครั้งอย่างมากที่พวกเขาจะถูกจัดสรรให้ไปทำหน้าที่ซึ่งต่างไป อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขายังคงไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหลังการเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี พวกเขาก็เริ่มประเมินอยู่เป็นนิจว่าตัวเองมีความหวังมากเท่าใดที่จะได้รับการอวยพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเห็นพระจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นไม่อาจบรรลุความรอด” พวกเขารู้สึกความหวังที่ตนจะได้รับการอวยพรนั้นช่างบางเบา และพวกเขาก็เริ่มนึกถึงการถอนตัว ผู้คนเหล่านี้ที่ไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริงบางคนนั้นพอมีความรู้และจุดแข็งอยู่บ้าง และเนื่องจากพวกเขาไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขารู้สึกจึงไม่พึงพอใจและเริ่มพร่ำบ่น พวกเขาต้องการถอนตัวแต่ก็กลัวว่าตัวเองจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการอวยพร แต่หากพวกเขาไม่ถอนตัว พวกเขาก็ยังจะไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอยู่ดี—พวกเขารู้สึกเหมือนจะอยู่ก็ตายจะไปก็ไม่รอด พวกเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ถึงแม้ผู้คนเหล่านี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง บางคนในหมู่พวกเขาก็ค่อนข้างรักเรียนและมีแรงผลักดัน ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่อะไร พวกเขาก็เต็มใจขวนขวายหาความรู้เชิงวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง พวกเขาต้องการอยู่ตลอดเวลาที่จะให้พระนิเวศของพระเจ้าเลื่อนตำแหน่งให้ และพวกเขาก็ถวิลหาวันเวลาที่พวกเขาสามารถโดดเด่นขึ้นมา และได้รับสถานะรวมทั้งข้อได้เปรียบสารพัดที่ตนต้องการด้วยการนั้น โดยผิวเผินนั้น ผู้คนจำพวกนี้ดูสงบเสงี่ยม ไม่เตะตาผู้คน อีกทั้งขยันขันแข็งและตั้งใจทำงานยามที่มีผู้อื่นแวดล้อม ทว่าในหัวใจของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมี คติประจำใจของพวกเขาคืออะไร? โอกาสมีไว้สำหรับคนที่พร้อมรับ โดยผิวเผินนั้น พวกเขาอยู่แบบไม่เตะตาผู้คนโดยสิ้นเชิง และไม่ทำตัวปล่อยไก่ ไม่แก่งแย่งหรือช่วงชิงสิ่งทั้งหลาย ทว่าในหัวใจของพวกเขามี “ความมักใหญ่ใฝ่สูงอันใหญ่หลวง” นั่นคือเหตุผลที่พอพวกเขาเห็นใครบางคนได้รับการเลื่อนตำแหน่ง อีกทั้งกลายเป็นหัวหน้าหรือคนทำงานในคริสตจักร พวกเขาก็ผิดหวังและเสียความรู้สึกมากขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง บ่มเพาะ หรือให้บทบาทสำคัญบางอย่าง นั่นเป็นเรื่องน่าตกใจผิดหวังสำหรับพวกเขาเสมอ แม้แต่ในยามที่ใครบางคนได้รับความนับถืออย่างสูง ได้รับการสรรเสริญและเกื้อหนุนจากเหล่าพี่น้องชายหญิง ในหัวใจพวกเขาก็รู้สึกริษยาและไม่มีความสุข และพวกเขาบางคนก็ถึงกับแอบน้ำตาซึม ถามตัวเองบ่อยครั้งว่า “เมื่อไรฉันจะได้รับความนับถือและเสนอชื่อบ้าง? เมื่อไรข้างบนถึงจะรู้จักฉัน? เมื่อไรผู้นำถึงจะมองเห็นจุดแข็งของฉัน ความดีความชอบของฉัน ของประทานและความสามารถพิเศษของฉัน? เมื่อไรฉันจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งและบ่มเพาะ?” พวกเขารู้สึกหมองเศร้าและคิดลบ แต่ก็ไม่ต้องการเป็นแบบนี้ต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงแอบหนุนใจตัวเองให้ไม่คิดลบ ให้มีพลังใจในการพากเพียร ไม่สะทกสะท้านกับการติดขัดและไม่เคยถอดใจ พวกเขาเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า “ฉันเป็นคนที่มีความฝันใฝ่อันยิ่งใหญ่ ฉันต้องไม่เต็มใจเป็นคนปกติธรรมดา ฉันต้องไม่เต็มใจที่จะปักหลักกับชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่ยุ่งวุ่นวาย ความเชื่อในพระเจ้าของฉันต้องโดดเด่นและสร้างผลสัมฤทธิ์อันใหญ่หลวง ถ้าฉันขืนใช้ชีวิตประเภทที่สงบเงียบและธรรมดาทั่วไปแบบนี้ต่อไป เช่นนั้นก็ช่างขี้ขลาดและน่าอึดอัดยิ่งนัก! ฉันเป็นคนประเภทนั้นไม่ได้ ฉันจะทำงานหนักเป็นสองเท่า ใช้ทุกนาทีให้คุ้มค่า อ่านและท่องพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น ขวนขวายหาความรู้และศึกษาวิชาชีพนี้ให้มากขึ้น ฉันต้องสำเร็จลุล่วงในสิ่งที่ผู้อื่นทำได้ และฉันต้องสามารถสามัคคีธรรมสิ่งทั้งหลายที่ผู้อื่นสามารถสามัคคีธรรมได้” หลังจากทำงานหนักไปได้สักพัก ก็มีการเลือกตั้งของคริสตจักรเข้ามา แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ได้รับเลือกอยู่ดี ทุกครั้งที่คริสตจักรกำลังมองหาใครสักคนเพื่อมาบ่มเพาะ เลื่อนตำแหน่ง และมอบบทบาทที่สำคัญให้ พวกเขาก็ไม่ถูกเลือก ทุกคราวที่พวกเขาคิดว่าตัวเองมีหวังที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ผิดหวัง และทุกความผิดหวังเป็นเหตุให้พวกเขารู้สึกหดหู่และคิดลบ พวกเขาเชื่อว่าการได้รับการอวยพรในความเชื่อในพระเจ้าของตนนั้นช่างห่างไกลกับตัวเองอย่างมาก และดังนั้นแนวคิดของการถอนตัวจึงผุดขึ้นในจิตใจของพวกเขา อย่างไรก็ดี พวกเขาไม่เต็มใจที่จะถอนตัว แต่กลับต้องการเพียรพยายามอย่างหนักและดิ้นรนต่อสู้อีกครั้งแทน ยิ่งพวกเขาเพียรพยายามหนักขึ้นและดิ้นรนต่อสู้ในหนทางนี้มากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งถวิลหาที่จะมีใครบางคนให้ฝากเนื้อฝากตัว ถวิลหาที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขารู้สึกถวิลหาเช่นนี้มากขึ้นทุกที และสิ่งที่พวกเขาได้คืนมาในที่สุดก็ยังเป็นความผิดหวังอยู่ดี และความหลงตัวเองกับความอยากได้รับการอวยพรทรมานพวกเขาแบบนี้นี่เอง ทุกความผิดหวังทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกเผาไหม้และถูกทุบตีอยู่ในกองเพลิง พวกเขาไม่อาจได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ พวกเขาก็ต้องการถอนตัวแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ พวกเขาไม่อาจจับความเข้าใจในสิ่งที่ตนต้องการจับความเข้าใจ และทั้งหมดที่ทิ้งไว้ให้กับพวกเขาก็คือความผิดหวัง ความหดหู่ และการรอคอยอันไม่รู้จบ พวกเขาต้องการถอนตัวแต่ก็กลัวการสูญเสียพรอันยิ่งใหญ่ และยิ่งพวกเขาต้องการเกาะกุมพรมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งสามารถคว้ากุมพรได้น้อยลงเท่านั้น ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ก็คือ พวกเขาตกสู่สภาวะที่ตะเกียกตะกายอยู่ระหว่างความหวังที่จะได้รับพรกับความทรมานจากความผิดหวังเสมอ และนี่ทำให้หัวใจของพวกเขาเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง แต่พวกเขาจะอธิษฐานต่อพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่? ไม่ พวกเขาจะไม่อธิษฐาน พวกเขาคิดว่า “การอธิษฐานจะให้อะไรดีหรือ? พี่น้องชายหญิงไม่สรรเสริญฉันและผู้นำก็ไม่เคารพยกย่องฉัน แล้วพระเจ้าสามารถสร้างข้อยกเว้นและให้บทบาทที่สำคัญกับฉันได้หรือ?” พวกเขารู้ว่าการฝากความหวังไว้กับผู้อื่นจะนำพาความผิดหวังมาสู่ตน และไม่ปลอดภัยเช่นกันที่จะฝากความหวังไว้กับการได้รับการอวยพรจากพระเจ้า เพราะพวกเขาได้เห็นพระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นไม่อาจบรรลุความรอด” พวกเขารู้สึกหดหู่และผิดหวัง ไม่มีใครในคริสตจักรให้ความสนใจพวกเขา และพวกเขาก็มองไม่เห็นความหวังอันใด ยามที่พวกเขามองหน้าตัวเอง พวกเขายังคงมองไม่เห็นความหวังใดที่จะได้รับพร และคิดว่า “ฉันควรถอนตัวหรืออยู่ต่อ? ฉันไม่มีหวังที่จะได้รับการอวยพรจริงหรือ?” พวกเขาลังเลและไตร่ตรองสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหลายปีผ่านไป และพวกเขาก็ยังคงไม่สามารถได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือได้รับการจัดวางในตำแหน่งที่สำคัญ พวกเขาต้องการแก่งแย่งเพื่อสถานะ แต่ก็รู้สึกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกควรหรือสมเหตุผลมากนักที่จะทำ พวกเขารู้สึกตะขิดตะขวงที่จะทำสิ่งนั้น แต่หากพวกเขาไม่แก่งแย่งเพื่อสถานะ เมื่อใดพวกเขาจึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งและได้รับบทบาทสำคัญ? พวกเขานึกถึงผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าเคียงข้างกับพวกเขาซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมและทำหน้าที่ร่วมกันกับพวกเขา คนเหล่านั้นมากมายได้รับการเลื่อนตำแหน่งและได้รับบทบาทที่สำคัญ โดยที่ตัวพวกเขาเองไม่สามารถได้รับบทบาทสำคัญเลยไม่ว่าพวกเขาพยายามอย่างหนักเพียงใด และพวกเขารู้สึกงุนงงสับสนและขาดพร่องในเส้นทางข้างหน้า พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมหรือเปิดอกกับใครอื่นเกี่ยวกับแนวคิด สภาวะ ความคิดและทัศนะ ความเบี่ยงเบนและความขาดตกบกพร่องของตน—พวกเขาปิดตัวเองโดยสิ้นเชิง พวกเขาดูพูดจาค่อนข้างสมเหตุสมผล และดูเหมือนปฏิบัติตนในหนทางที่ค่อนข้างมีเหตุผล กระนั้นความทะเยอะทะยานและความอยากได้อยากมีภายในตัวพวกเขานั้นแรงกล้ามาก พวกเขาเพียรพยายามอย่างหนักและดิ้นรน สู้ทนความทุกข์และจ่ายราคาเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความทะเยอทะยานกับความอยากของตน และพวกเขาสามารถสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเห็นแก่ความหวังที่ตนจะได้รับการอวยพร อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาไม่อาจมองเห็นผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องการสัมฤทธิ์ พวกเขาก็กลายเป็นเต็มไปด้วยความเป็นอริและความโกรธต่อพระเจ้า ต่อพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นต่อทุกคนในคริสตจักร พวกเขาเกลียดทุกคนที่ไม่มองว่าพวกเขาพยายามอย่างหนักเพียงใด ไม่มองจุดแข็งและข้อดีของพวกเขา และพวกเขาก็เกลียดพระเจ้าด้วยที่ไม่ทรงให้โอกาสพวกเขา ที่ไม่ทรงเลื่อนตำแหน่งหรือทรงมอบบทบาทสำคัญให้พวกเขา ด้วยความริษยากับความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขาอย่างท่วมท้นเช่นนั้น พวกเขาสามารถรักเหล่าพี่น้องชายหญิงของตนได้หรือไม่? พวกเขาสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้หรือไม่? พวกเขาสามารถปล่อยวางความทะเยอทะยานและความอยากเพื่อที่จะยอมรับความจริง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีโดยปักหลักหนักแน่นอยู่กับความเป็นจริงและเหตุผล และเป็นคนธรรมดาได้หรือไม่? พวกเขาสามารถตั้งปณิธานประเภทนี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกเขาไม่เพียงไม่มีความแน่วแน่แบบนี้ แต่พวกเขาถึงกับไม่มีความอยากที่จะกลับใจด้วยซ้ำ หลังจากปกปิดตัวเองในหนทางนี้มาหลายปีดีดัก ความเกลียดที่พวกเขามีต่อพระนิเวศของพระเจ้า ต่อเหล่าพี่น้องชายหญิง และแม้แต่ต่อพระเจ้าก็กลับแรงกล้าขึ้นทุกที ความเกลียดของพวกเขากลับกลายเป็นแรงกล้าเพียงใดหรือ? พวกเขาหวังให้เหล่าพี่น้องชายหญิงไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี พวกเขาหวังว่างานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะมาถึงจุดหยุดนิ่ง และแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าจะไม่เกิดผลลัพธ์อะไรเลย และพวกเขาถึงกับหวังว่าเหล่าพี่น้องชายหญิงจะถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับตัว พวกเขาเกลียดเหล่าพี่น้องชายหญิงของตน และเกลียดพระเจ้าด้วย พวกเขาพร่ำบ่นว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม พวกเขาสาปแช่งโลกที่ขาดผู้ช่วยให้รอด และโฉมหน้าเยี่ยงปีศาจของพวกเขาก็ถูกเปิดโปง โดยปกติแล้ว คนชนิดนี้มักปกปิดอย่างมิดชิด และพวกเขาเก่งมากในการรักษาการสร้างภาพภายนอก การแสร้งทำเป็นถ่อมตน สุภาพ และเปี่ยมรัก ในเมื่อข้อเท็จจริงนั้น พวกเขาคือสุนัขจิ้งจอกในเสื้อคลุมหนังแกะ พวกเขาไม่เคยเผยเจตนาลับอันเปี่ยมประสงค์ร้าย ไม่มีผู้ใดสามารถรู้เท่าทันพวกเขา และไม่มีผู้ใดรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาเป็นอย่างไร หรือพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ บรรดาผู้ที่คบหาสมาคมกับพวกเขามาสักระยะหนึ่งสามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขาเป็นผู้คนที่มีความริษยาอย่างมาก พวกเขาแข่งขันกับผู้อื่นและผลักดันตัวเองให้เป็นจุดสนใจอยู่ตลอดเวลา พวกเขาวิตกมากที่จะทำให้เกินหน้าผู้อื่น และพวกเขาต้องการจริงๆ ที่จะเป็นที่หนึ่งในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนทำ นี่คือสิ่งที่พวกเขาถูกมองจากภายนอก แต่นี่คือสิ่งที่พวกเขาเป็นจริงๆ หรือ? ในข้อเท็จจริงแล้ว ความอยากของพวกเขาที่มีต่อพรนั้นแรงกล้ากว่านั้นด้วยซ้ำ พวกเขาหวังว่า ในขณะที่ตัวเองกำลังทำงานหนัก สละตัวเอง และจ่ายราคาอยู่อย่างเงียบกริบ ผู้อื่นก็สามารถมองเห็นข้อดีและความสามารถในการทำงานของพวกเขา และเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็สามารถได้รับบทบาทสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า แล้วผลลัพธ์ของการที่พวกเขาได้รับบทบาทสำคัญคืออะไร? นั่นก็คือพวกเขาสามารถได้รับความนับถืออย่างสูงจากทุกคน และทำให้ความใฝ่ฝันอันอลังการของพวกเขาเป็นจริงได้ในที่สุด พวกเขาสามารถเป็นบุคคลสำคัญโดดเด่นท่ามกลางผู้อื่น เป็นใครบางคนที่ทุกคนนับถืออย่างสูงและเคารพยกย่อง อีกทั้งการทำงานหนักมาทั้งหมดหลายปี การจ่ายราคา และการเพียรพยายามของพวกเขาจะคุ้มค่า—เหล่านี้คือความทะเยอทะยานและความอยากที่ผู้คนเหล่านี้เก็บงำอยู่ตรงด้านในสุดของหัวใจตน
ผู้คนจำพวกนี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง กระนั้นพวกเขาก็ยังคงต้องการอยู่ตลอดเวลาให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และได้บทบาทสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า ในหัวใจของพวกเขาเชื่อว่ายิ่งคนคนหนึ่งมีความสามารถในงานมากเท่าใด ยิ่งพวกเขาได้รับตำแหน่งสำคัญมากเท่าใด ยิ่งพวกเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งและการนับถือนพระนิเวศของพระเจ้ามากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้นที่จะได้รับพร มงกุฎ และบำเหน็จรางวัล พวกเขาเชื่อว่าหากใครบางคนไม่มีความสามารถในงานมากเป็นพิเศษ หรือไม่มีความถนัดพิเศษ เช่นนั้นคนเหล่านั้นก็ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับการอวยพร พวกเขาคิดว่าของประทาน ความถนัด ความสามารถ ทักษะ ระดับการศึกษา ความสามารถในงาน และแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าจุดแข็งกับคุณงามความดีภายในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาที่ถูกให้ค่าในโลกภายนอก อาทิ ความแน่วแน่ของพวกเขาในการที่จะทำเกินหน้าผู้อื่นและท่าทีแบบไม่ยอมลงให้ใครนั้นสามารถใช้เป็นต้นทุนสำหรับการได้รับพรและบำเหน็จรางวัลได้ นี่เป็นมาตรฐานจำพวกใด? นี่เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับความจริงหรือไม่? (ไม่สอดคล้อง) นี่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของความจริง ดังนั้นนี่คือตรรกะของซาตานไม่ใช่หรือ? นี่คือตรรกะของยุคที่เลวและของกระแสนิยมเลวๆ ทางโลกไม่ใช่หรือ? (ใช่) เมื่อตัดสินจากตรรกะ วิธีการ และวิกฤติที่ผู้คนแบบนี้ใช้เพื่อประเมินสิ่งทั้งหลาย ร่วมกับท่าทีและแนวทางเข้าหาสิ่งเหล่านี้ของพวกเขา นั่นจะดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินหรือได้อ่านพระวจนะ ว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง แต่ในข้อเท็จจริงนั้น พวกเขากำลังฟัง กำลังอ่าน และกำลังอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในทุกๆ วัน แล้วเหตุใดมุมมองของพวกเขาจึงไม่เคยเปลี่ยน? มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แน่แท้—ไม่ว่าพวกเขาฟังหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้ามากสักเท่าได้ ในหัวใจของพวกเขาก็จะไม่มีวันแน่ใจว่า พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และพระวจนะเหล่านั้นเป็นเกณฑ์สำหรับประเมินวัดทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาจะไม่เข้าใจหรือยอมรับข้อเท็จจริงนี้ออกมาจากหัวใจ นั่นคือเหตุผลที่ไม่ว่าทัศนคติของพวกเขาอาจไร้สาระและมีอคติเพียงใด พวกเขาก็จะยึดติดอยู่กับทัศนคตินั้นตลอดกาล และไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้องเพียงใด พวกเขาก็จะปฏิเสธและกล่าวโทษพระวจนะของพระเจ้า นี่คือธรรมชาติอันชั่วร้ายของศัตรูของพระคริสต์ ทันทีที่พวกเขาล้มเหลวที่จะได้รับบทบาทสำคัญ และความอยากกับความทะเยอทะยานของพวกเขาไม่เป็นอันลุล่วง เขี้ยวเล็บของพวกเขาถูกเผยออกมา ธรรมชาติอันชั่วร้ายของพวกเขาแสดงตัวตนออกมา และพวกเขาก็ต้องการปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า ตามที่จริงนั้น แม้แต่ก่อนการปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเขาก็ปฏิเสธว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง แน่ชัดว่าเป็นเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาปฏิเสธความจริง และไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเกณฑ์ที่ใช้ประเมินวัดทุกสิ่งทุกอย่าง แน่ชัดว่าพวกเขาสามารถมองพระเจ้าด้วยความเป็นปรปักษ์ในหนทางนี้ และคิดที่จะไม่ยอมรับ ทรยศ และปฏิเสธพระเจ้า รวมทั้งไปจากพระนิเวศของพระเจ้าเมื่อพวกเขายังคงไม่ถูกวางในตำแหน่งสำคัญภายหลังการคำนวน การวางแผน และการทำงานหนักของพวกเขาทั้งหมดนั้น แม้ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้กำลังต่อสู้กับผู้อื่นเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ หรือกำลังทำไปตามหนทางของตัวเอง หรือกำลังจัดตั้งอาณาจักรอิสระของตัวเอง หรือกำลังบริหารจัดการสถานะของตัวเอง แต่พวกเราก็สามารถมองเห็นได้จากแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์อย่างถ้วนทั่ว พวกเขาคิดว่าทุกการไล่ตามไขว่คว้าใดของตนนั้นถูกต้อง และไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้ากล่าวสิ่งใด พระวจนะเหล่านี้ก็ไม่คู่ควรแก่การที่พวกเขาจะเอ่ยถึงหรือรับฟัง อีกทั้งไม่คุ้มค่าที่จะนำมาใช้ ผู้คนแบบนี้เป็นขยะประเภทใดกัน? พระวจนะของพระเจ้าไม่มีผลกับพวกเขาแต่อย่างใดเลย พระวจนะไม่ดลใจพวกเขา และไม่ทำให้พวกเขาซาบซึ้งใจหรือโน้มน้าวใจพวกเขา แล้วพวกเขามีคุณค่าอะไรเล่า? ของประทาน ความสามารถพิเศษ ความสามารถ ความรู้ และกลยุทธ์ทั้งหลายของผู้คน ตลอดจนความทะเยอทะยาน และแผนการอันอลังการกับการประกอบกิจการของพวกเขา สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาให้ค่า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคืออะไร? สิ่งเหล่านี้ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงให้ค่าหรือ? ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้เสื่อมทรามเคารพและนับถือ และเป็นสิ่งที่ซาตานก็นับถือและเคารพบูชาเช่นกัน แน่แท้ว่าพวกเขาเดินสวนทางกับทางของพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดต่อประชากรที่พระองค์ทรงช่วยให้รอด แต่ผู้คนแบบนี้ไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของซาตาน ว่าสิ่งเหล่านี้เลวและขัดต่อความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับทะนุถนอมหวงแหนสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างหนักแน่นและมั่นคง รวมทั้งมองสิ่งเหล่านี้ว่าอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งมวล และใช้สิ่งเหล่านี้มาแทนที่การไล่ตามเสาะหาและการยอมรับความจริง นั่นเป็นกบฏอย่างอุกอาจมิใช่หรือ? และสุดท้ายแล้ว จุดจบเดียวของความเป็นกบฏแบบอุกอาจ ของการไม่มีเหตุผลของพวกเขาจะเป็นสิ่งใด? นั่นก็คือการที่ผู้คนเหล่านี้จะอยู่เกินกว่าการช่วยให้รอด และไม่มีใครที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ พวกเขาถูกลิขิตให้พบจุดจบประเภทนี้ จงบอกเราทีว่าผู้คนเหล่านี้กำลังแอบสร้างจุดแข็งของตัวเองและรอจังหวะไม่ใช่หรือ? หลักธรรมที่พวกเขายึดปฏิบัติก็คือว่า ทองคำย่อมเปล่งประกายไม่ช้าก็เร็ว ว่าพวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะแอบสร้างจุดแข็งของตัวเอง รอจังหวะ และรอให้สบโอกาสเหมาะ อีกทั้งทำการตระเตรียมและวางแผนการเพื่ออนาคต รวมทั้งเพื่อความปรารถนาและความฝันของตนไปพลาง เมื่อตัดสินจากหลักธรรมที่พวกเขายึดปฏิบัติ หลักธรรมเพื่อความอยู่รอดของพวกเขา เป้าหมายที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาถวิลหาอยู่ในแก่นแท้ภายในของตน ผู้คนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์อย่างถ้วนทั่ว คนบางคนพูดว่า “แต่พวกศัตรูของพระคริสต์จัดตั้งอาณาจักรอิสระของตัวเอง และต่อสู้เพื่อสถานะไม่ใช่หรือ?” เอาเถิด ผู้คนแบบนี้สามารถสถาปนาอาณาจักรอิสระขึ้นมาหลังจากที่ตนได้มีอำนาจหรือไม่? พวกเขาสามารถทรมานผู้คนได้หรือไม่? (ได้) ครั้นพวกเขาครองอำนาจ พวกเขาจะมีความสามารถในการทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่? พวกเขาจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? พวกเขาจะสามารถนำพาผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่? (ไม่สามารถ) จะเกิดอะไรขึ้นหากมอบตำแหน่งสำคัญให้กับผู้คนแบบนี้? พวกเขาจะเลื่อนตำแหน่งให้กับผู้คนที่มีของประทาน พูดจาดี และมีความรู้ โดยไม่สำคัญว่าผู้คนเหล่านั้นสามารถทำงานนั้นได้หรือไม่ พวกเขาจะเลื่อนตำแหน่งให้กับผู้คนที่เหมือนกับตัวเอง ในขณะเดียวกันก็กดข่มบรรดาผู้คนที่ถูกต้องทั้งหมดซึ่งมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ไล่ตามเสาะหาความจริง และซื่อสัตย์เอาไว้ เมื่อเกิดสถานการณ์จำพวกนี้ขึ้น แก่นแท้แบบศัตรูของพระคริสต์ของผู้คนแบบนี้ก็ถูกเปิดเผยไม่ใช่หรือ? นั่นไม่กลายเป็นเห็นได้ชัดอย่างมากหรอกหรือ? มีผู้คนบางคนที่ไม่ได้เข้าใจตอนที่เราพูดตั้งแต่แรกว่า ผู้คนทั้งหมดที่ต้องการถอนตัวยามที่ตนไม่ได้รับบทบาทสำคัญและไม่มีความหวังที่จะได้รับการอวยพรนั้นล้วนเป็นศัตรูของพระคริสต์ แต่ตอนนี้เจ้าสามารถมองเห็นหรือไม่ว่าพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์? (สามารถมองเห็น)
เมื่อคนบางคนถูกปลดจากตำแหน่งในฐานะผู้นำ และได้ยินเบื้องบนพูดว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการบ่มเพาะหรือถูกใช้อีก พวกเขาก็รู้สึกเศร้าอย่างเหลือเชื่อ และพวกเขาก็ร่ำไห้อย่างขมขื่นราวกับตัวเองกำลังถูกกำจัด—นี่เป็นปัญหาอะไร? การที่พวกเขาไม่ได้รับการบ่มเพาะหรือถูกใช้อีกหมายความว่าพวกเขากำลังถูกกำจัดหรือ? นั่นหมายความว่า จากนั้นพวกเขาก็ไม่อาจบรรลุความรอดหรือ? ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะสำคัญต่อพวกเขายิ่งนักจริงหรือ? หากพวกเขาเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นพวกเขาก็ควรทบทวนตัวเองยามที่พวกเขาสูญสิ้นชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ แล้วรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง พวกเขาควรเลือกเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง กลับเนื้อกลับตัว และไม่เสียความรู้สึกมาก หรือร่ำไห้มากมายนัก หากพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าตนเองถูกพระนิเวศของพระเจ้าปลดก็เพราะตนเองไม่ทำงานจริงและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง อีกทั้งได้ยินพระนิเวศของพระเจ้าพูดว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอีก เช่นนั้นพวกเขาก็ควรรู้สึกละอาย รู้สึกว่าตนติดหนี้พระเจ้า และได้ทำให้พระเจ้าทรงผิดหวัง พวกเขาก็ควรรู้ว่าตัวเองไม่สมควรถูกพระเจ้าใช้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็สามารถได้รับการพิจารณาว่าพอมีเหตุผลอยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม พวกเขากลายเป็นคิดลบและเสียความรู้สึกยามที่ได้ยินว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่บ่มเพาะหรือใช้พวกเขาอีก และนี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังไล่ตามเสาะหาชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ อีกทั้งพวกเขาไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ความอยากที่พวกเขามีต่อพรรุนแรงถึงเพียงนี้ และพวกเขาทะนุถนอมหวงแหนสถานะมากเพียงนี้ และไม่ทำงานจริง ดังนั้นพวกเขาจึงสมควรถูกปลด และพวกเขาควรทบทวนรวมทั้งมาเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง พวกเขาควรรู้ว่าตนกำลังเดินตามไปบนเส้นทางที่ผิด รู้ว่าตนกำลังเดินไปบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์โดยการไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ รู้ว่าพระเจ้าไม่เพียงจะไม่เห็นชอบในตัวพวกเขาเท่านั้น แต่พวกเขายังจะล่วงเกินอุปนิสัยของพระองค์อีกด้วย และรู้ว่าหากพวกเขาก่อความชั่วทุกรูปแบบ พวกเขาก็จะถูกพระเจ้าทรงลงโทษเช่นกัน พวกเจ้ามีปัญหานี้ด้วยหรือไม่? พวกเจ้าจะไม่มีความสุขใช่หรือไม่ หากเราพูดว่าพวกเจ้าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ? (ใช่) เมื่อคนบางคนได้ยินผู้นำระดับบนพูดว่าพวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขารู้สึกว่าตนเองไม่สามารถเข้าใจความจริง ว่าพระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขาอย่างแน่นอน ว่าพวกเขาไม่มีความหวังที่จะได้รับการอวยพร กระนั้นทั้งที่ข้อเท็จจริงคือพวกเขารู้สึกเศร้าใจ แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเป็นปกติเช่นเดียวกับผู้คนซึ่งมีเหตุผลเล็กน้อยได้ เมื่อคนบางคนได้ยินใครบางคนพูดว่าพวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขากลายเป็นคิดลบ และไม่ปรารถนาที่จะทำหน้าที่ของตนอีกต่อไป พวกเขาคิดว่า “คุณพูดว่าฉันไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—นั่นก็หมายความว่าฉันไม่มีความหวังที่จะได้รับการอวยพรไม่ใช่หรือ? ในเมื่อฉันจะไม่ได้รับพรอันใดในภายหน้า ฉันจะยังเชื่ออยู่เพื่ออะไร? ฉันจะไม่ยอมรับการถูกให้ทำงานรับใช้ ใครจะตรากตรำเพื่อพวกคุณถ้าพวกเขาจะไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนเลย? ฉันไม่เบาปัญญาขนาดนั้น!” ผู้คนเช่นนั้นมีมโนธรรมและเหตุผลหรือไม่? พวกเขาชื่นชมยินดีกับพระคุณมากมายยิ่งนักจากพระเจ้า กระนั้นพวกเขากลับไม่รู้จักตอบแทน หนำซ้ำพวกเขายังไม่ต้องการแม้แต่จะทำงานรับใช้อีกด้วย ผู้คนเช่นนี้จบเห่แล้ว พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะทำงานรับใช้จนถึงปลายทาง และพวกเขาไม่มีความเชื่ออันแท้จริงในพระเจ้า พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ หากพวกเขามีหัวใจที่จริงใจสำหรับพระเจ้า และมีความเชื่ออันแท้จริงในพระเจ้า เช่นนั้นไม่ว่าพวกเขาถูกประเมินอย่างไร นี่ก็เพียงแต่จะทำให้พวกเขาสามารถรู้จักตัวเองได้อย่างแท้จริงมากขึ้นและถูกต้องแม่นยำขึ้นเท่านั้นเอง—พวกเขาควรเข้าหาเรื่องนี้อย่างถูกต้องและไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการติดตามพระเจ้าหรือการทำหน้าที่ของตน ต่อให้พวกเขาไม่อาจได้รับพร พวกเขาก็ควรยังคงเต็มใจทำงานรับใช้แด่พระเจ้าจนถึงปลายทาง และมีความสุขที่จะทำเช่นนั้นโดยปราศจากการพร่ำบ่น อีกทั้งพวกเขาควรยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงพวกเขาในสิ่งทั้งมวล—ถึงตอนนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะเป็นใครบางคนที่มีมโนธรรมและเหตุผล การที่คนคนหนึ่งได้รับพรหรือทนทุกข์กับหายนะนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือการนี้ และนี่ไม่ใช่บางสิ่งที่ผู้คนสามารถร้องขอหรือสามารถพยายามทำเพื่อให้ได้มา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การนี้ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นสามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ยอมรับความจริง และทำหน้าที่ของตนให้ดีตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้หรือไม่—พระเจ้าจะทรงตอบแทนแต่ละคนไปตามความประพฤติของพวกเขา หากใครบางคนมีความจริงใจสักเล็กน้อยเช่นนี้ และพวกเขาอุทิศเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดที่ตัวเองสามารถรวบรวมได้ให้กับหน้าที่ที่ตนควรทำ เช่นนั้นก็พอแล้ว และพวกเขาจะได้มาซึ่งความเห็นชอบและพรของพระเจ้า ในทางกลับกัน หากใครบางคนไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอ และถึงกับก่อความชั่วทุกรูปแบบ แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงปรารถนาที่จะได้รับพรจากพระเจ้า เช่นนั้นการที่พวกเขาปฏิบัติตนในหนทางนี้นั้นช่างขาดเหตุผลยิ่งนักไม่ใช่หรือ? หากเจ้ารู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ ว่าเจ้าได้สละความพยายามไปอย่างมหาศาล แต่ก็ยังคงไม่สามารถรับมือกับเรื่องทั้งหลายด้วยหลักธรรมได้อยู่ดี และเจ้ารู้สึกติดหนี้พระเจ้า กระนั้นพระองค์กลับทรงอวยพรเจ้าและทรงแสดงพระคุณกับเจ้า นั่นหมายความว่า พระเจ้ากำลังทรงแสดงความโปรดปรานต่อเจ้าไม่ใช่หรือ? หากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะอวยพรเจ้า เช่นนั้นนั่นก็คือบางสิ่งที่มิอาจมีผู้ใดพรากไปได้ เจ้าอาจคิดว่าตัวเองไม่ทำได้ไม่ดีมากนัก แต่ในการประเมินค่าของพระเจ้า พระองค์ตรัสว่าเจ้าจริงใจและได้มอบทั้งหมดที่เจ้ามีไปแล้ว และพระองค์ทรงปรารถนาที่จะแสดงพระคุณและพระพรแก่เจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่มีสิ่งใดผิด และเจ้าต้องสรรเสริญความชอบธรรมของพระองค์ ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด นั่นก็ถูกต้องเสมอ และต่อให้เจ้าเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ เชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ ไม่ตรงกับความชอบของเจ้า เจ้าก็ยังคงควรสรรเสริญพระเจ้าอยู่ดี เหตุใดเจ้าจึงควรทำเช่นนี้? พวกเจ้าไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ถูกหรือไม่? ตามที่จริงเรื่องนี้อธิบายได้ง่ายมากว่า นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า และเจ้าก็คือมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเรียกร้องให้พระเจ้าทรงกระทำในบางหนทาง หรือให้พระองค์ปฏิบัติต่อเจ้าในบางหนทาง ในขณะที่พระเจ้าทรงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตั้งข้อประสงค์กับเจ้า พร พระคุณ บำเหน็จรางวัล มงกุฎ—สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดถูกมอบให้ด้วยวิธีใดและมอบให้แก่ใครนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า เหตุใดจึงขึ้นอยู่กับพระเจ้า? สิ่งเหล่านี้เป็นของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าที่สามารถถูกแจกแจงได้อย่างเท่าเทียมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นของพระเจ้า และพระเจ้าประทานให้กับบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะประทานให้ หากพระเจ้าไม่ทรงสัญญาที่จะประทานให้เจ้า เจ้าก็ยังคงควรนบนอบพระองค์ หากเจ้าเลิกเชื่อในพระเจ้าเพราะเหตุผลนี้ นั่นจะแก้ปัญหาข้อใดบ้างหรือ? เจ้าสามารถหลบพ้นอธิปไตยของพระเจ้าหรือ? พระเจ้ายังทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และนี่เป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ พระอัตลักษณ์ พระสถานะ และแก่นแท้ของพระเจ้าไม่อาจมีวันเสมอเหมือนอัตลักษณ์ สถานะ และแก่นแท้ของมนุษย์ อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ก็จะไม่มีวันก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงอันใด—พระเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าตลอดกาล และมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์ตลอดกาล หากคนคนหนึ่งสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ เช่นนั้นพวกเขาควรทำสิ่งใด? พวกเขาควรนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า—นี่เป็นหนทางอันสมเหตุผลที่สุดที่จะดำเนินการกับสิ่งทั้งหลาย และนอกจากนี้แล้วก็ไม่มีเส้นทางอื่นให้เลือก หากเจ้าไม่นอบน้อม เช่นนั้นเจ้าก็เป็นกบฏ และหากเจ้าลองดีและโต้เถียง เช่นนั้นเจ้าก็กำลังเป็นกบฏอย่างอุกอาจ และเจ้าก็ควรถูกทำลาย การสามารถนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีเหตุผล นี่คือท่าทีที่ผู้คนต้องมี และท่าทีนี้เท่านั้นที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้ามีสุนัขหรือแมวตัวน้อย—แมวหรือสุนัขนั่นมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเรียกร้องให้เจ้าซื้ออาหารรสอร่อยหรือของเล่นสารพัดประเภทให้มันหรือไม่? มีสุนัขหรือแมวตัวใดหรือไม่ที่ไร้เหตุผลเสียจนตั้งข้อเรียกร้องกับเจ้าของ? (ไม่มี) และมีสุนัขตัวใดหรือไม่ ที่จะเลือกไม่อยู่กับเจ้าของของมันหลังจากที่เห็นว่าสุนัขตัวหนึ่งในบ้านของใครอื่นอีกคนมีชีวิตที่ดีกว่ามัน? (ไม่มี) สัญชาตญาณธรรมชาติของพวกมันก็คือการคิดว่า “เจ้าของของฉันให้อาหารและที่พักแก่ฉัน ดังนั้นฉันก็ต้องเฝ้าบ้านให้เจ้าของของฉัน ต่อให้เจ้าของของฉันไม่ให้อาหารฉัน หรือให้อาหารที่ไม่ใช่ชั้นดีนักกับฉัน ฉันก็ยังคงต้องเฝ้าบ้านให้พวกเขาอยู่ดี” สุนัขไม่มีความคิดอันไม่ถูกควรของการทำเกินสถานะ ไม่ว่าเจ้าของนั้นดีกับมันหรือไม่ เจ้าสุนัขก็มีความสุขเหลือหลายยามที่เจ้าของกลับมาบ้าน หางของมันกระดิกระรัวอย่างมีความสุขเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าเจ้าของจะชอบมันหรือไม่ ไม่ว่าเจ้าของจะซื้อสิ่งเลิศรสให้มันกินหรือไม่ มันก็ปฏิบัติตนแบบเดิมกับเจ้าของเสมอ และมันก็ยังคงเฝ้าบ้านให้เจ้าของอยู่ดี เมื่อตัดสินบนพื้นฐานนี้ ผู้คนนั้นแย่กว่าสุนัขไม่ใช่หรือ? (ใช่) ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าและกบฏต่อพระองค์เสมอ อะไรคือรากเหง้าของปัญหานี้? นั่นก็คือ ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม พวกเขาไม่อาจอยู่ในที่ทางของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ และดังนั้น พวกเขาจึงสูญสิ้นสัญญาณของตนและกลายเป็นเหล่าซาตาน สัญชาตญาณของพวกเขาแปรไปเป็นสัญชาตญาณเยี่ยงซาตานที่ต่อต้านพระเจ้า ปฏิเสธความจริง ทำความชั่ว และไม่นบนอบพระเจ้า สัญชาตญาณมนุษย์ของพวกเขาสามารถถูกฟื้นคืนได้อย่างไร? พวกเขาต้องถูกทำให้มีมโนธรรมและเหตุผล ให้ทำสิ่งทั้งหลายที่คนคนหนึ่งพึงทำ ทำหน้าที่ที่ตนพึงทำ นั่นก็เหมือนกับวิธีที่สุนัขพิทักษ์บ้านเรือน และแมวจับหนู—ไม่ว่าเจ้าของปฏิบัติต่อพวกมันอย่างไร พวกมันก็ใช้พละกำลังทั้งหมดที่ตนมีเพื่อทำสิ่งเหล่านี้ พวกมันทุ่มตัวเองให้กับกิจเหล่านี้ อีกทั้งพวกมันก็อยู่ในที่ทางของตัวเอง และใช้สัญชาตญาณของตนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ และดังนั้นเจ้าของจึงชื่นชอบพวกมัน หากผู้คนสามารถบริหารจัดการให้ทำเช่นนี้ได้ เช่นนั้นพระเจ้าก็จะไม่จำเป็นต้องตรัสพระวจนะเหล่านี้หรือดำรัสความจริงเหล่านี้ทั้งหมด ผองมนุษย์นั้นช่างถูกทำให้เสื่อมทรามลึกเหลือเกิน พวกเขาปราศจากเหตุผลและมโนธรรม อีกทั้งพวกเขาก็มีความสัตย์สุจริตต่ำ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อน ถูกเผยในตัวพวกเขา มีอิทธิพลต่อตัวเลือกและการคิดอ่านของพวกเขาเสมอ ทำให้พวกเขากบฏต่อพระเจ้าและไม่อาจนบนอบพระองค์ได้ จนทำให้พวกเขามีความปรารถนา แนวคิด และการเลือกชอบของตนที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งเสมอ อีกทั้งทำให้ความจริงไม่เคยสามารถเข้าควบคุมภายในตัวพวกเขา รวมทั้งไม่อาจกลายเป็นชีวิตของพวกเขาได้ ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำไมพระเจ้าจึงต้องทรงพิพากษาพวกเขา ทดสอบพวกเขา และถลุงพวกเขาด้วยพระวจนะของพระองค์—นี่ก็เพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับการช่วยให้รอด อีกแง่หนึ่งนั้น ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติบทบาทที่เป็นลบอยู่ท่ามกลางผู้คนตลอดเวลา พวกเขาคือพวกปีศาจและเหล่าซาตานอย่างถ้วนทั่ว พวกเขาไม่เพียงไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น แต่พวกเขายังไม่ยอมรับรู้ว่าตัวเองมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอีกด้วย อีกทั้งพวกเขายังละโมบโลภมากอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ ต้องการได้มาซึ่งพรทั้งหลาย มงกุฎ และบำเหน็จรางวัลจากพระเจ้าด้วยเช่นกัน พวกเขาดิ้นรนไปไกลถึงไหนกันแล้ว? ถึงจุดที่ไร้ความละอายอย่างสิ้นเชิงและไร้เหตุผลโดยบริบูรณ์ หากว่าหลังจากทำสิ่งที่ชั่วทุกจำพวกแล้วพวกเขาถูกเผยและถูกกำจัด พวกเขาก็จะเก็บความอาฆาตแค้นเอาไว้ในหัวใจ พวกเขาจะสาปแช่งพระเจ้า สาปแช่งเหล่าผู้นำและคนทำงาน และเกลียดคริสตจักรกับเหล่าผู้เชื่อเที่ยงแท้ทั้งหมด นี่ตีแผ่โฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทั้งมวลออกมาอย่างหมดสิ้น
ประการที่สิบสองของการสำแดงนานัปการของศัตรูของพระคริสต์ก็คือ พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร พวกเราจะพูดกันสั้นๆ ถึงความหมายของการถอนตัว ความหมายตามตัวอักษรของการถอนตัวก็คือการถอนตัวออกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง—นี่คือสิ่งที่รู้กันว่าเป็น “การถอนตัว” ตลอดเวลาในพระนิเวศของพระเจ้านั้น มีคนบางคนที่ไม่รักความจริงซึ่งสมัครใจที่จะไปจากพระนิเวศของพระเจ้าและไปจากเหล่าพี่น้องชายหญิงเพราะพวกเขารังเกียจการเข้าร่วมการชุมนุมและการฟังคำเทศนา อีกทั้งไม่เต็มใจทำหน้าที่ของตน—นี่เรียกว่าการถอนตัว นี่คือการถอนตัวในความเข้าใจตามตัวอักษรของคำนี้ กระนั้นก็ตาม เมื่อใครบางคนถูกให้คำจำกัดความอย่างแท้จริงในสายพระเนตรของพระเจ้าว่าได้ถอนตัวไปแล้ว ตามที่จริงนั้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการที่พวกเขาได้ไปจากพระนิเวศของพระองค์ ไม่ใช่การที่ไม่มีใครเห็นพวกเขาอีกต่อไป หรือการที่พวกเขาถูกถอดออกจากสมาชิกภาพของคริสตจักรแล้วเท่านั้น ข้อเท็จจริงก็คือ หากคนคนหนึ่งไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นไม่สำคัญว่าพวกเขามีความเชื่ออันอลังการเพียงใด และไม่สำคัญว่าพวกเขาตระหนักหรือไม่ว่าตนเองเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า นั่นก็พิสูจน์ว่า ในหัวใจของพวกเขาไม่ยอมรับรู้ว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง หรือว่าพระวจนะของพระองค์คือความจริง สำหรับพระเจ้าแล้ว คนผู้นั้นได้ถอนตัวไปเรียบร้อยแล้ว และไม่นับเป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระองค์อีกต่อไป พวกที่ไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าก็คือคนจำพวกหนึ่งซึ่งได้ถอนตัวไปแล้ว ผู้คนอีกชนิดก็คือผู้ที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักร และผู้ที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กับชีวิตคริสตจักร อาทิ เมื่อเหล่าพี่น้องชายหญิงขับร้องเพลงนมัสการ อ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้า และสามัคคีธรรมถึงประสบการณ์ส่วนบุคคลของพวกเขา และทำความเข้าใจไปด้วยกัน พระเจ้าทรงทอดพระเนตรว่าผู้คนเหล่านี้ได้ถอนตัวไปเรียบร้อยแล้ว มีอีกจำพวกคือ พวกที่ไม่ยอมทำหน้าที่ของตน ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าร้องขอสิ่งใดก็ตามจากพวกเขา งานประเภทใดก็ตามที่พระนิเวศจะให้พวกเขาทำ หน้าที่ใดก็ตามที่พระนิเวศจะให้พวกเขาทำ ไม่ว่าในเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็เหมือนกัน แม้แต่ในบางสิ่งที่เรียบง่ายอย่างการให้พวกเขาส่งต่อข่าวสารในบางวาระโอกาส—พวกเขาก็ไม่ต้องการทำ พวกเขาที่ประกาศตนเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าไม่สามารถแม้แต่จะทำกิจทั้งหลายที่อาจสามารถหาผู้ไม่มีความเชื่อมาช่วยทำได้ด้วยซ้ำ นี่เป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงและไม่ยอมทำหน้าที่ ไม่ว่าเหล่าพี่น้องชายหญิงเตือนสติพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ปฏิเสธและไม่ยอมรับคำเตือนสตินั้น เมื่อคริสตจักรจัดการเตรียมหน้าที่บางอย่างให้พวกเขาทำ พวกเขาก็เพิกเฉยและให้ข้อแก้ตัวแบบน้ำท่วมทุ่งเพื่อปฏิเสธไม่รับหน้าที่นั้น ผู้คนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่ยอมทำหน้าที่ สำหรับพระเจ้าแล้ว ผู้คนเช่นนั้นได้ถอนตัวไปแล้ว การถอนตัวของพวกเขาไม่ใช่เรื่องที่พระนิเวศของพระเจ้าได้เอาตัวพวกเขาออกไป หรือได้ปลดพวกเขาออกจากสมาชิกภาพ ในทางกลับกัน นั่นคือการที่ตัวพวกเขาเองไม่มีความเชื่อที่แท้จริง—พวกเขาไม่ยอมรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า ผู้ใดก็ตามที่เข้ากันพอดีกับหนึ่งในสามหมวดหมู่นี้คือใครบางคนที่ถอนตัวไปเรียบร้อยแล้ว นี่คือคำจำกัดความอันถูกต้องแม่นยำใช่หรือไม่? (ใช่) หากเจ้าไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า เจ้านับว่าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? หากเจ้าไม่ดำเนินชีวิตคริสตจักร หากเจ้าไม่มีปฏิสัมพันธ์หรือคลุกคลีกับพี่น้องชายหญิงของตน เจ้านับว่าเป็นผู้เชื่อหรือไม่? ยิ่งแทบไม่ได้เลย นอกจากนั้น หากเจ้าไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง และไม่แม้แต่จะลุล่วงภาระผูกพันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เช่นนั้นยิ่งร้ายแรงมากขึ้นไปอีก ผู้คนสามชนิดนี้คือพวกที่พระเจ้าทอดพระเนตรว่าได้ถอนตัวไปเรียบร้อยแล้ว นั่นไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกขับไล่หรือถูกเอาตัวออกไปจากพระนิเวศของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับถอนตัวออกไปโดยสมัครใจ และเลิกล้มโดยสมัครใจ พฤติกรรมของพวกเขาเผยจนหมดเปลือกว่าพวกเขาไม่รักหรือยอมรับความจริง และพวกเขาเป็นตัวอย่างตามแบบฉบับของผู้คนที่วางแผนจะกินขนมปังจนเต็มอิ่มและหวังที่จะได้รับพรแค่นั้นเอง
17 ตุลาคม ค.ศ. 2020