ประการที่สิบสาม: พวกเขาควบคุมการเงินของคริสตจักรตลอดจนควบคุมหัวใจของผู้คน

I. ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมหัวใจของผู้คน

วันนี้ ให้พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ประการที่สิบสาม—พวกเขาควบคุมการเงินของคริสตจักรตลอดจนควบคุมหัวใจของผู้คน  เมื่อตัดสินจากการสำแดงต่างๆ นานาของศัตรูของพระคริสต์แล้ว การสำแดงเหล่านี้ทุกประการล้วนสัมพันธ์กับอุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกเขาที่รังเกียจความจริง ชั่วช้า และเลวร้าย  ประการที่สิบสามก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับเรื่องนี้  “พวกเขาควบคุมการเงินของคริสตจักรตลอดจนควบคุมหัวใจของผู้คน”—จากการสำแดงนี้ พวกเจ้าสามารถเห็นได้ว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงแต่ทะเยอทะยานเท่านั้น แต่ยังละโมบอีกด้วย พวกเขาเก็บงำความต้องการมากมายไว้ในหัวใจของตน  ความต้องการเหล่านี้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่?  (ไม่)  การควบคุมหัวใจของผู้คนใช่สิ่งที่เป็นบวกหรือไม่?  เห็นได้ชัดว่า คนเราสามารถเห็นได้จากคำว่า “ควบคุม” ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก  เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกในแง่มุมใด?  เหตุใดการใช้อำนาจควบคุมจึงเป็นสิ่งที่ผิด?  พวกเจ้าปรารถนาที่จะควบคุมหัวใจของผู้คนหรือไม่?  (ไม่)  แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่ปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น แต่ก็จะมีบางครั้งที่พวกเจ้าอดไม่ได้ที่จะกระทำในหนทางนั้น  นี่เรียกว่า “อุปนิสัย” นี่เรียกว่า “แก่นแท้”  การที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมหัวใจของผู้คนไม่ใช่ความต้องการทีถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทั้งยังไม่เป็นธรรมและไม่สมเหตุสมผล การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นลบ  การ “ควบคุมหัวใจของผู้คน” หมายความว่าอย่างไร?  การควบคุมหัวใจของผู้คนไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่กลับเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมและเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีวิธีการ การประพฤติปฏิบัติตน และภาษาที่เฉพาะเจาะจง ตลอดจนความคิด มุมมอง เจตนารมณ์ และแรงจูงใจที่เฉพาะเจาะจง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การสำแดงที่เป็นรูปธรรมของการที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมหัวใจของผู้คนนั้นมีอะไรบ้าง และการควบคุมนี้มีการนิยามไว้อย่างเฉพาะเจาะจงอย่างไร?  (การใช้การแสดงออก เช่น การทนทุกข์ภายนอกและการจ่ายราคาเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบและความเคารพนับถือจากผูอื่น และเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายในการชักพาผู้อื่นให้หลงผิด)  ศัตรูของพระคริสต์ใช้การประพฤติปฏิบัติตนและการสำแดงประเภทที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเอาชนะใจผู้คน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ได้ที่ทางในหัวใจของผู้คน และทำให้ผู้คนเคารพนับถือพวกเขา  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้รับการเคารพนับถือจากผู้อื่น โดยธรรมชาติแล้ว จุดจบนี้ก็คือการชักพาผู้คนให้หลงผิด  แต่ในหัวใจของพวกเขา นี่ไม่ใช่ความปรารถนาส่วนตัวของศัตรูของพระคริสต์ที่จะใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อชักพาผู้อื่นให้หลงผิดอย่างแท้จริง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้รับการเคารพนับถือ—นั่นคือจุดมุ่งหมายของพวกเขา  มีสิ่งอื่นอีกหรือไม่?  (ศัตรูของพระคริสต์ใช้การเอื้อประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและสนตะพายผู้คนา และศัตรูของพระคริสต์ก็อวดความสามารถและพรสวรรค์ของตนเองเพื่อให้ผู้อื่นเคารพนับถือและเลื่อมใสพวกเขาและเชื่อฟังคำสั่งของพวกเขา รวมทั้งบรรลุเป้าหมายของตนในการเอาชนะใจผู้คนตลอดจนได้ควบคุมผู้คน)  นี่เป็นแง่มุมหนึ่ง  (ศัตรูของพระคริสต์แสร้งทำเป็นคนฝ่ายวิญญาณ  เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่ยังแสร้งทำเป็นเข้าใจและสามารถเชื่อฟังได้ เพื่อที่ผู้อื่นจะได้รู้สึกว่าพวกเขากำลังไล่ตามเสาะหาความจริงด้วยความตื่นเต้นและมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณค่อนข้างมาก  พวกเขาอำพรางตนเป็นผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาและเข้าใจความจริง เพื่อที่จะสัมฤทธิ์จุดจบในการทำให้ผู้อื่นเคารพนับถือและยกย่องพวกเขา)  นี่เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการทำให้ผู้อื่นมองเห็นอยู่เสมอว่าตนเป็นคนฝ่ายวิญญาณเพียงใด และศัตรูของพระคริสต์สามารถไล่ตามเสาะหาและนบนอบความจริงได้  อันที่จริง พวกเขาไม่มีความเข้าใจแม้แต่น้อย แต่ก็ยังคงเสแสร้งปั้นฉากหน้าของคนฝ่ายวิญญาณ เพื่อที่จะทำให้ผู้อื่นเคารพนับถือและยกย่องพวกเขา  พวกเขาใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อควบคุมหัวใจของผู้คน  มีอะไรอีกหรือไม่?  (ศัตรูของพระคริสต์พูดถึงคำพูดและคำสอนเพื่อโอ้อวดและสถาปนาตนเอง เพื่อให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาเข้าใจความจริงและมีวุฒิภาวะ และเคารพนับถือ บูชา และฟังพวกเขา  ด้วยวิธีการเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงได้มาควบคุมผู้คน)  นี่คือการสำแดงที่เป็นรูปธรรม แต่การกล่าวว่า “พวกเขากล่าวถึงคำพูดและคำสอน” นั้นไม่เหมาะสมเสียทีเดียว  ศัตรูของพระคริสต์ไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังกล่าวถึงคำพูดและคำสอน พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาพูดถึงคือความเป็นจริง เป็นทฤษฎีและคำเทศนาที่สูงส่ง และพวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้ในการชักพาผู้คนให้หลงผิด  หากศัตรูของพระคริสต์รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคำพูดและคำสอน พวกเขาก็จะหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้  มีอะไรอีกหรือไม่?  (ศัตรูของพระคริสต์ต่อต้านหลักธรรมอย่างไร้ยางอาย ใช้อำนาจที่มีตามที่ตนต้องการและใช้ทฤษฎีฝ่ายวิญญาณที่สร้างภาพตบตาเพื่อให้ได้มาซึ่งความไว้วางใจจากทุกคนด้วยความหลอกลวง และด้วยเหตุนี้จึงบรรลุเป้าหมายของพวกเขาในการได้ควบคุมผู้คน)  (ศัตรูของพระคริสต์ตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกับเบื้องบน  พวกเขาไม่ดำเนินการจัดการเตรียมงาน พวกเขาถืออำนาจเด็ดขาดภายในขอบเขตอำนาจของตน และพวกเขาพยายามสถาปนาอาณาจักรของตนเองและควบคุมผู้คน)  นี่ก็เป็นการสำแดงที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน  กล่าวให้เหมาะสมยิ่งขึ้นก็คือ พวกเขาหลอกลวงเบื้องบน ซ่อนเร้นสิ่งต่างๆ จากผู้ที่อยู่เบื้องล่างพวกเขา และพยายามเอาชนะใจผู้คน พวกเขาไม่ยอมให้ผู้อื่นเห็นสถานการณ์ที่แท้จริง และได้มาซึ่งความไว้วางใจจากผู้อื่นด้วยความหลอกลวง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตนในการควบคุมหัวใจของผู้คน  จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการหลอกลวงเบื้องบนและซ่อนเร้นสิ่งต่างๆ จากคนที่อยู่เบื้องล่างพวกเขาก็คือการป้องกันไม่ให้เบื้องบนและพี่น้องชายหญิงเห็นความจริงเกี่ยวกับตน เพื่อให้เบื้องบนและพี่น้องชายหญิงไว้วางใจตน และในท้ายที่สุดพี่น้องชายหญิงก็จะมาบูชาพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว—เมื่อนั้นพวกเขาก็จะได้บรรลุเป้าหมายของตนในการควบคุมหัวใจของผู้คน  มีอะไรอีกหรือไม่?  (ศัตรูของพระคริสต์ร่างกฎข้อบังคับที่ดูเหมือนจะถูกต้องจำนวนมากเพื่อให้ผู้คนปฏิบัติตาม และใช้กฎข้อบังคับเหล่านี้มาแทนที่ความจริง เพื่อให้ผู้คนเชื่อว่าการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเหล่านี้ก็เหมือนกับการนำความจริงไปปฏิบัติ  ด้วยวิธีการเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงได้ควบคุมหัวใจของผู้คนและนำผู้คนมาอยู่เบื้องหน้าพวกเขา)  ควรอธิบายเรื่องนี้ว่าเป็นการที่ศัตรูของพระคริสต์ร่างกฎเกณฑ์และข้อบังคับจำนวนมากขึ้นมาเพื่อแทนที่หลักธรรมความจริง โดยแสร้งทำว่าตนเองเป็นคนฝ่ายวิญญาณ เป็นผู้ที่เข้าใจความจริง เพื่อให้ผู้คนฟังพวกเขา และในหนทางนี้ พวกเขาจึงบรรลุเป้าหมายของตนในการควบคุมหัวใจของผู้คน  หากกฎเกณฑ์ที่พวกเขาร่างขึ้นเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคริสตจักรและต่อผู้คนที่ทำหน้าที่ของตน และหากกฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่ขัดต่อหลักธรรมความจริงและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นย่อมจะไม่มีอะไรผิดในเรื่องนี้  ในการจัดการกับผู้คนประเภทต่างๆ ในคริสตจักร นอกเหนือจากการสามัคคีธรรมความจริงแล้ว ก็จำเป็นต้องตั้งกฎเกณฑ์การปกครองบางประการขึ้นมาเพื่อควบคุมผู้คนให้มีระเบียบ  หากกฎเกณฑ์การปกครองเหล่านี้ไม่ขัดต่อหลักธรรมความจริง แต่กลับเป็นประโยชน์ต่อผู้คน เช่นนั้นกฎเกณฑ์ดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่เป็นบวก และนี่ไม่ใช่การควบคุมหัวใจของผู้คน  หากกฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้แทนหลักธรรมความจริง เช่นนั้นย่อมมีปัญหา  แล้วอย่างนั้น ศัตรูของพระคริสต์สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนและสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงได้หรือไม่?  (พวกเขาไม่สามารถทำได้)  ลองสรุปดูสิว่าควรจะพูดถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไร  (ศัตรูของพระคริสต์กำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมความจริง และแสร้งทำเป็นคนฝ่ายวิญญาณและแสร้งทำเป็นเข้าใจความจริงเพื่อที่จะทำให้ผู้คนเชื่อฟังพวกเขา และบรรลุเป้าหมายของพวกเขาในการควบคุมหัวใจของผู้คน)  นั่นค่อนข้างเหมาะเจาะทีเดียว  มีอะไรอีกหรือไม่?  (ศัตรูของพระคริสต์ชอบพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งเพื่อแสดงความฉลาดและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของตน และทำให้ผู้คนเคารพนับถือพวกเขา  ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ทุกคนได้หารือเรื่องหนึ่งและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็จะพูดทฤษฎีชุดหนึ่งออกมาเพื่อหักล้างข้อเสนอแนะของคนอื่นๆ ทุกคน และทำให้ทุกคนฟังพวกเขา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทัศนะของพวกเขาแทบจะไม่ได้ฉลาดไปกว่าคนอื่นเลย  จากนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ไม่มีใครกล้าสามัคคีธรรมความจริงหรือแสวงหาหลักธรรมความจริง และจะรู้สึกว่าพวกเขาต้องปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้ตัดสินชี้ขาด และในที่สุดศัตรูของพระคริสต์ก็จะบรรลุเป้าหมายของตนในการควบคุมผู้คน)  ศัตรูของพระคริสต์พร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งในทุกโอกาส โดยหักล้างข้อเสนอแนะของผู้อื่น อวดตนเอง และทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนฉลาดมาก และด้วยเหตุนี้จึงบรรลุเป้าหมายในการชักพาผู้อื่นให้หลงผิดและควบคุมผู้อื่น  พวกเราได้สามัคคีธรรมกันมามากมายเกี่ยวกับการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่ควบคุมและชักพาผู้คนให้หลงผิดในอดีต  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำเช่นนี้ ย่อมมีกลวิธี การสำแดง และวิธีการที่หลากหลายอย่างมากเข้ามาเกี่ยวข้อง  บางครั้งพวกเขาใช้การกระทำ บางครั้งพวกเขาใช้คำพูด และในคราวอื่นๆ พวกเขาก็ใช้มุมมองบางประเภทเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด  โดยสรุปแล้ว มีเป้าหมายอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ ในบรรดาการกระทำเหล่านี้ไม่มีการกระทำใดที่บริสุทธิ์และเปิดเผย และไม่มีการกระทำใดที่สอดคล้องกับความจริง  ทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและทำให้ผู้คนเคารพนับถือและบูชาพวกเขา  ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะพูดและทำอะไรภายนอกนั้นก็เป็นเพียงฉากหน้า—สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นการประพฤติปฏิบัติตนที่ดีและสิ่งที่ผู้คนมองว่าดี—แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากคนเราจะตรวจสอบแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้ แรงจูงใจและเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังแนวทางของศัตรูของพระคริสต์ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอ่ยถึงได้ ขัดต่อความจริง และเป็นที่ชิงชังของพระเจ้าอย่างไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อตัดสินจากแนวทางของพวกเขาในการควบคุมหัวใจของผู้คนแล้ว ความเป็นมนุษย์ของศัตรูของพระคริสต์นั้นน่าดูหมิ่นและเห็นแก่ตัว และอุปนิสัยของพวกเขานั้นรังเกียจความจริง เลวร้าย และชั่วช้า  ศัตรูของพระคริสต์ใช้กลอุบายที่น่าดูหมิ่นและต่ำช้าทุกรูปแบบเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน โดยปราศจากสำนึกของความละอายใดๆ—นี่คือลักษณะเฉพาะของธรรมชาติที่เลวร้ายของพวกเขา  นอกจากนี้ โดยไม่คำนึงว่าผู้คนจะเต็มใจหรือไม่ และไม่แจ้งให้ผู้คนทราบหรือได้รับความยินยอมจากพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็ต้องการควบคุม บงการ และครอบงำผู้คนอยู่เสมอ  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการให้ทุกสิ่งที่ผู้คนคิดและปรารถนาในหัวใจของผู้คนอยู่ภายใต้การบงการของตน ศัตรูของพระคริสต์ต้องการให้ผู้คนมีที่ทางให้ตนในหัวใจของผู้คน บูชาตน และแหงนมองตนเพื่อพึ่งพาในทุกสิ่ง  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการตีกรอบและมีอิทธิพลต่อผู้คนด้วยคำพูดและมุมมองของตน และบงการและควบคุมผู้คนตามความปรารถนาของตนเอง  นี่เป็นอุปนิสัยประเภทใด?  นี่ไม่ใช่ความชั่วช้าหรอกหรือ?  เรื่องนี้ก็เหมือนกับการที่เสืองับคอของเจ้าไว้ในขากรรไกรของมัน—ลองพยายามอ้าปากหายใจและดิ้นรนเพื่อขยับตัวเท่าที่เจ้าจะทำได้ เจ้าก็ไม่สามารถทำตามที่เจ้าปรารถนาได้ แต่เจ้ากลับอยู่ภายใต้การบีบรัดที่แน่นหนาและอันตรายถึงชีวิตโดยปากที่ดุร้ายของเสือ  ลองพยายามดิ้นรนให้เป็นอิสระเท่าที่เจ้าจะทำได้ เจ้าก็ทำไม่ได้ และแม้ว่าเจ้าจะวิงวอนให้เสือคลายขากรรไกรของมัน นั่นก็เป็นไปไม่ได้ ไม่มีช่องว่างสำหรับการเจรจา  ศัตรูของพระคริสต์มีอุปนิสัยเช่นนี้เอง  สมมติว่าเจ้าเจรจากับพวกเขา โดยกล่าวว่า “คุณช่วยหยุดพยายามหาหนทางควบคุมผู้คนไม่ได้หรือ?  คุณช่วยประพฤติตัวให้เหมาะสมและเป็นผู้ตามไม่ได้หรือ?  คุณช่วยประพฤติตัวให้เหมาะสมและลุล่วงหน้าที่ของคุณและอยู่ในตำแหน่งของคุณไม่ได้หรือ?”  ศัตรูของพระคริสต์จะสามารถตกลงตามนี้ได้หรือไม่?  เจ้าจะสามารถใช้การประพฤติปฏิบัติที่ดีหรือสิ่งที่เจ้าเข้าใจเกี่ยวกับความจริงมาห้ามปรามศัตรูของพระคริสต์ไม่ให้ดำเนินต่อไปในเส้นทางของพวกเขาได้หรือไม่?  มีใครที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของพวกเขาได้หรือไม่?  เมื่อตัดสินจากอุปนิสัยที่ชั่วช้าของศัตรูของพระคริสต์แล้ว ไม่มีใครจะสามารถเปลี่ยนความคิดและมุมมองของพวกเขาได้ และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนความปรารถนาของพวกเขาที่จะควบคุมหัวใจของผู้คนได้  ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ และไม่มีการเจรจาต่อรองกับพวกเขา—นี่เรียกว่า “ความชั่วช้า”  ความทะเยอทะยานและความปรารถนาของศัตรูของพระคริสต์ที่จะควบคุมผู้คนเป็นการสำแดงแก่นแท้ของพวกเขา  หากเจ้าใช้การประพฤติปฏิบัติที่ดีเพื่อปฏิรูปพวกเขา นั่นจะได้ผลหรือไม่?  หากเจ้าใช้ประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของตนในการยอมรับการถูกตัดแต่ง พิพากษา และตีสอนเพื่อช่วยเหลือและค้ำจุนพวกเขา—พวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  พวกเขาจะเลิกทำสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่หรือไม่?  (พวกเขาจะไม่เลิกทำ)  พวกเจ้าเคยพบคนประเภทนี้มาก่อนหรือไม่?  (เคยพบ  สำหรับคนประเภทนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนอยู่ที่ใด และแม้ว่าพวกเขาอาจล้มเหลวและสะดุดไม่กี่ครั้ง หรือแม้กระทั่งผ่านการบ่มวินัยด้วยความเจ็บป่วย ความปรารถนาของพวกเขาที่จะไล่ตามไขว่คว้าสถานะก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใดก็ตาม พวกเขาก็ปรารถนาที่จะได้สถานะและอำนาจ)  หากการเปลี่ยนสถานที่หรือเปลี่ยนกลุ่มไม่อาจเปลี่ยนแปลงพวกเขา แล้วการรอคอยจนกว่าพวกเขาจะอายุมากขึ้น—เช่นนั้นพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยหรือไม่?  พวกเขาจะเลิกไล่ตามไขว่คว้าอำนาจและสิทธิอำนาจของตนบ้างหรือไม่ การไล่ตามไขว่คว้าจะแผ่วลงบ้างหรือไม่?  (ไม่  เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอายุ อุปนิสัยเช่นนี้ของพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้)  อุปนิสัยที่ชั่วช้าปกครองและควบคุมศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  ดูเหมือนว่าอุปนิสัยที่ชั่วช้าของศัตรูของพระคริสต์จะเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากได้ลิ้มรสและเห็นด้วยตาตนเองแล้ว  การที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมหัวใจของผู้คนนั้นคือความเป็นจริงและได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริง—นี่เป็นเรื่องร้ายแรงทีเดียว  ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถลืมหรือละวางเรื่องของการควบคุมหัวใจของผู้คนได้  นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  จากมุมมองส่วนตัว พวกเขาไม่สามารถละวางเรื่องนี้ได้ จากมุมมองที่เป็นกลาง ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้—พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ในทุกแง่มุม  จงบอกเราเถิดว่า มีศัตรูของพระคริสต์คนใดบ้างที่หลังจากถูกขับไล่ออกไปและไม่ได้อยู่ร่วมกับพี่น้องชายหญิงแล้ว สูญเสียความปรารถนาที่จะควบคุมหัวใจของผู้อื่น?  ศัตรูของพระคริสต์จะเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของตนหรือไม่?  (พวกเขาจะไม่เปลี่ยน)  พวกเขาจะไม่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของเวลาและสถานที่—เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา  ในการควบคุมหัวใจของผู้คน แท้จริงแล้วศัตรูของพระคริสต์กำลังพยายามใช้อำนาจในหมู่ผู้คน—อำนาจในการสั่งการ การตัดสินใจ และการควบคุมผู้คนและบงการหัวใจของผู้คน—อำนาจนี้คือสิ่งที่พวกเขาปรารถนาที่จะได้มา  เพื่อการควบคุมหัวใจของผู้คน ศัตรูของพระคริสต์จะใช้หนทางและวิธีการทุกรูปแบบเพื่อที่จะทำให้ผู้คนเคารพนับถือพวกเขา หลอกลวงและชักพาผู้คนให้หลงผิด นำเสนอภาพลักษณ์ที่เทียมเท็จให้แก่ผู้คน และแม้กระทั่งใช้หนทางและวิธีการบางอย่างเพื่อปกปิดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและลักษณะนิสัยของตน และหยุดยั้งผู้คนไม่ให้แยกแยะหรือมองทะลุถึงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่รังเกียจความจริงและมีธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  จากภายนอกนั้น พวกเขาแสร้งทำตัวเป็นคนที่เป็นฝ่ายวิญญาณและเพียบพร้อม เป็นคนที่ไม่มีข้อบกพร่องหรือข้อเสีย หรือไม่มีร่องรอยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดๆ และในหนทางนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็บรรลุเป้าหมายของตนในการทำให้ผู้อื่นเคารพนับถือ ยกย่อง ชื่นชม บูชา และแม้กระทั่งพึ่งพาพวกเขา  โดยแก่นแท้แล้ว การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้คือผลสืบเนื่องจากการที่พวกเขาควบคุมหัวใจของผู้คน  ในการสามัคคีธรรมของพวกเราที่เกี่ยวกับอุปนิสัยและการสำแดงทั้งหมดของศัตรูของพระคริสต์นั้น การที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมหัวใจของผู้คนและแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ได้ครอบคลุมเนื้อหาส่วนใหญ่ของการสนทนาอย่างสิ้นเชิง  ในเมื่อพวกเราได้สามัคคีธรรมถึงหัวข้อนี้ไปมากแล้ว สำหรับวันนี้ก็ขอให้พวกเราจบไว้เพียงเท่านี้

II. ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมการเงินของคริสตจักร

ประเด็นสำคัญที่พวกเราจะสามัคคีธรรมกันในวันนี้ก็คือ นอกจากจะพยายามควบคุมหัวใจของผู้คนรวมทั้งทะเยอทะยานและอยากได้อยากมีอำนาจแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังมีการสำแดงที่ร้ายแรงอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง  นั่นคือ พวกเขายังแสดงความอยากได้อยากมีอย่างมากต่อการเงินของคริสตจักร ซึ่งเป็นความอยากที่เรียกได้ว่าเป็นความโลภเช่นกัน  นอกเหนือจากความรักสถานะตำแหน่งของพวกเขาแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังมีความรักเรื่องการเงินเป็นพิเศษอีกด้วย  ความสนใจและความพึงพอใจที่พวกเขามีต่อการเงินนั้นเหลือเฟือและไม่ลดน้อยถอยลงเลย พวกเรานิยามสิ่งนี้ว่าเป็นการที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมการเงินของคริสตจักร  การที่ศัตรูของพระคริสต์พยายามควบคุมการเงินของคริสตจักรและพยายามควบคุมหัวใจของผู้คนนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน—ทั้งสองเรื่องต่างก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมและไร้สำนึกพอๆ กัน  เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องที่หลู่เกียรติ  การมีความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีที่จะควบคุมหัวใจของผู้คนนั้นก็น่ารังเกียจพออยู่แล้ว เป็นเรื่องที่หลู่เกียรติอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่ศัตรูของพระคริสต์ก็ยังต้องการควบคุมการเงินของคริสตจักรด้วย—นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาซึ่งน่าดูหมิ่นยิ่งกว่าเสียอีก  เช่นนั้นแล้ว เมื่อศัตรูของพระคริสต์เสาะแสวงที่จะควบคุมการเงินของคริสตจักร การสำแดงที่เป็นรูปธรรมของเรื่องนี้มีอะไรบ้าง?  เมื่อพวกเขาเสาะแสวงที่จะควบคุมหัวใจของผู้คน เรื่องนี้จะสังเกตแยกแยะได้ง่ายกว่าหรือไม่?  เมื่อศัตรูของพระคริสต์กำลังเสาะแสวงที่จะควบคุมหัวใจของผู้คน ผู้คนย่อมสามารถแยกแยะแนวทางและอุปนิสัยบางอย่างที่พวกเขานำมาใช้ได้  แต่ถ้าหากพวกเขาทำอย่างลับๆ และอ้อมค้อมอย่างยิ่ง และมีคำกล่าว กลยุทธ์ หรือเล่ห์เหลี่ยมเยี่ยงซาตานบางอย่างอยู่เบื้องหลัง ซึ่งศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้เผยออกมาให้เห็นที่ภายนอก แต่คิดอยู่ในใจของตนเท่านั้น เช่นนั้นแล้วก็จะไม่สามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้โดยง่าย  อย่างไรก็ตาม การพยายามควบคุมการเงินของคริสตจักรควรจะมีการสำแดงและแนวทางที่เป็นรูปธรรมบางอย่าง  พวกเจ้าพบว่าแนวทางเหล่านี้แยกแยะได้ง่ายหรือไม่?  เมื่อพวกเจ้าได้เห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาของตนเองและได้ยินสิ่งเหล่านี้ด้วยหูของตนเองแล้ว พวกเจ้าสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่านี่คือการกระทำของศัตรูของพระคริสต์?  (ถ้าเป็นพฤติกรรมที่ชัดเจน เช่นนั้นก็สามารถแยกแยะได้  ตัวอย่างเช่น ศัตรูของพระคริสต์จะสอบถามว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแลปกป้องของถวายและอะไรทำนองนั้น)  เรื่องนี้จะแยกแยะได้ง่ายเพราะการเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคนส่วนใหญ่จะไม่สอบถามถึงเรื่องเหล่านี้ เว้นแต่พวกเขาจะเป็นคนละโมบที่มีอุบายเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งในกรณีนั้นพวกเขาจะสนใจและสอบถามถึงข้อมูลประเภทนี้  ดังนั้น ให้พวกเราสามัคคีธรรมกันว่าศัตรูของพระคริสต์ที่พยายามควบคุมการเงินของคริสตจักรนั้นมีการสำแดงที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง

เมื่อพูดถึงหัวข้อเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมการเงินของคริสตจักร คนส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงเรื่องนี้ในความคิดของตนเข้ากับตัวอย่างการฉ้อโกงหรือการใช้ทรัพย์สินของคริสตจักรในทางที่ผิดที่พวกเขาเคยเห็นในอดีตมิใช่หรือ?  หรือบางทีอาจมีบางคนที่เนื่องจากยังเยาว์วัยหรือเพิ่งเชื่อในพระเจ้าได้ไม่นาน จึงไม่ค่อยใส่ใจในสิ่งเหล่านี้และไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้เลย  ดังนั้น ให้พวกเรามาสามัคคีธรรมในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน เพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจประเด็นปัญหา กฎเกณฑ์ ตลอดจนข้อห้ามบางอย่างที่เกี่ยวกับการเงินของคริสตจักร  มีบางคนที่กล่าวว่า “ฉันไม่เคยสนใจหรือสอบถามถึงเรื่องเกี่ยวกับการเงินของคริสตจักรเลย  ฉันไม่ได้เก็บงำความโลภแบบนั้นไว้  เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน และเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในคริสตจักร ดังนั้นฉันจะรู้หรือไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้”  มุมมองเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  ไม่ถูกต้องอย่างไร?  ไม่ว่าพวกเจ้าจะคิดอย่างไรก็ตาม หัวข้อที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันในวันนี้เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และเมื่อมองจากจุดยืนของการวิเคราะห์และชำแหละอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์แล้ว เรื่องนี้ก็คุ้มค่าที่พวกเจ้าทุกๆ คนจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้และเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน  พวกเราจะใช้เรื่องนี้ในการชำแหละอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น ให้พวกเรามาสามัคคีธรรมกันก่อนว่าศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อทรัพย์สินของคริสตจักรอย่างไร ทรัพย์สินของคริสตจักรหมายความว่าอย่างไรกันแน่และเป็นของใครในความคิดของพวกเขา ตลอดจนศัตรูของพระคริสต์มองทรัพย์สินนี้และจัดสรรทรัพย์สินนี้อย่างไรในความคิดส่วนตัวของพวกเขา  ก่อนอื่น ศัตรูของพระคริสต์นิยามเงินและสิ่งของต่างๆ ที่พี่น้องชายหญิงของคริสตจักรถวายไว้ว่าอย่างไร?  เมื่อตัดสินจากลักษณะนิสัยของพวกเขาแล้ว ศัตรูของพระคริสต์นั้นโลภ และความโลภของพวกเขาก็มากมายนัก ดังนั้นพวกเขาจะไม่เฉยเมยต่อทรัพย์สินนี้  แต่พวกเขาจะสนใจทรัพย์สินนี้อย่างยิ่ง โดยให้ความสนใจอย่างรอบคอบในการตรวจสอบและคิดคำนวณว่าทรัพย์สินของคริสตจักรมีอยู่เท่าใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลปกป้อง ทรัพย์สินถูกเก็บไว้ที่ใด และมีกี่คนที่รู้เรื่องนี้  เมื่อเป็นเรื่องของข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการเงินของคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์จะแสดงความสนใจอย่างสูงสุดในเรื่องนี้ก่อน โดยให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ สอบถาม และไต่ถามไปทั่ว พยายามอย่างสุดความสามารถของตนเพื่อที่จะได้ข้อมูลนี้มา  หากพวกเขาไม่มีความโลภและไม่ได้เก็บงำอุบายใดๆ ไว้ พวกเขาจะสนใจสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่สนใจอย่างแน่นอน)  ศัตรูของพระคริสต์แตกต่างจากผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตรงที่ความใส่ใจของพวกเขามีเจตนาแอบแฝง  ความใส่ใจของพวกเขาไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปกป้องทรัพย์สินนี้ ตรงกันข้ามพวกเขากลับต้องการที่จะยึดครองทรัพย์สินดังกล่าว หรือสามารถใช้ทรัพย์สินนี้ได้ตามใจชอบ  ดังนั้น การสำแดงประการแรกของการที่ศัตรูของพระคริสต์ควบคุมการเงินของคริสตจักรคือการให้ลำดับความสำคัญกับการครอบครองและการใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร

ก. การให้ลำดับความสำคัญกับการที่พวกเขาได้ครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร

เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้สถานะตำแหน่งมาแล้ว แนวคิดอันผิดพลาดและไร้ยางอายก็เกิดขึ้นลึกๆ ภายในใจของพวกเขาว่า การได้เป็นผู้นำควรทำให้พวกเขาไม่เพียงแต่ได้สิทธิ์ที่จะรู้เรื่องการเงินของคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังได้อำนาจเด็ดขาดในการควบคุมเรื่องการเงินเหล่านั้นด้วย  เป้าหมายของพวกเขาในการควบคุมการเงินของคริสตจักรคืออะไร?  ก็เพื่อที่จะมีอำนาจในการให้ลำดับความสำคัญกับการที่พวกเขาได้ครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร  การให้ลำดับความสำคัญกับการที่พวกเขาได้ครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักรนั้นหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า ตราบใดที่พวกเขาเป็นผู้รับผิดชอบคริสตจักร เงินและสิ่งของที่พี่น้องชายหญิงถวายภายใต้การกำกับดูแลของศัตรูของพระคริสต์ล้วนอยู่ภายใต้การบริหารจัดการ การใช้ และความเป็นเจ้าของของศัตรูของพระคริสต์  แนวคิดนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง?  เห็นได้ชัดว่าแนวคิดนี้ไม่ถูกต้อง แต่นั่นคือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์คิด  สิ่งแรกที่พวกเขาทำหลังจากได้เป็นผู้นำคือการใช้ความพยายามและวางแผนการเกี่ยวกับการเงิน  ก่อนอื่น ศัตรูของพระคริสต์จะสืบหาว่าใครเป็นผู้บริหารจัดการการเงิน มีคนที่บริหารจัดการการเงินกี่คน มีเงินในบัญชีเท่าใด และคนที่บริหารจัดการการเงินเหล่านี้เป็นมือขวาที่มีความสามารถหรือเป็นตัวแทนที่ไว้ใจได้ของพวกเขาหรือไม่  ถ้าไม่ใช่ พวกเขาก็จะรีบปลดคนเหล่านั้นออกโดยอ้างเหตุผลบางอย่างแล้วแทนที่ด้วยตัวแทนของตนเอง  พวกเขาหยุดอยู่แค่การเปลี่ยนตัวคนที่รับผิดชอบการบริหารจัดการการเงินหรือใช่หรือไม่?  ไม่ใช่ เรื่องไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น  ความทะเยอทะยานของพวกเขาขยายออกไปไกลกว่านี้มาก พวกเขาต้องเข้าใจตัวเลขเกี่ยวกับทรัพย์สินของคริสตจักรอย่างชัดเจนให้ได้  นอกจากการเรียกผู้คนให้มาถวายของแล้ว ศัตรูของพระคริสต์จัดการกับทรัพย์สินนี้อย่างไร?  พวกเขานำเงินจากคริสตจักรมาใช้เมื่อจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าใส่ และนำมาใช้อีกครั้งเมื่อจะไปหาหมอ และถ้าพวกเขาขาดแคลนเสื้อผ้า พวกเขาก็จะเลือกเอาชิ้นที่ดีกว่าสองสามชิ้นจากบรรดาเสื้อผ้าที่พี่น้องชายหญิงบริจาคมา  และพวกเขาก็ยังคงไม่พอแค่นั้นหลังจากที่ได้เลือกของแล้ว พวกเขาต้องลองเสื้อผ้าทุกชิ้น โดยเก็บชิ้นดีที่สุดไว้ให้ตัวเอง และเหลือไว้ให้คริสตจักรเฉพาะตัวที่ด้อยที่สุดที่พวกเขาไม่ต้องการเท่านั้น  สรุปก็คือ พวกเขาจะใช้เงินของคริสตจักรเป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายของตนเอง แม้กระทั่งค่าเดินทาง 0.20 หยวน และบางคนก็ถึงกับจะใช้เงินของคริสตจักรซื้อของหรูหรา อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง และของใช้ส่วนตัวต่างๆ นานา  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์ได้ตำแหน่งผู้นำ และก่อนที่พวกเขาจะทำงานใดๆ  พวกเขาก็กระตือรือร้นอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องของการเพลิดเพลินกับทรัพย์สินของคริสตจักร และพวกเขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก  หลังจากที่ศัตรูของพระคริสต์ได้เพลิดเพลินกับทรัพย์สินนี้แล้ว ทัศนคติฝ่ายวิญญาณและคุณภาพชีวิตทั้งหมดของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสมบูรณ์และแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง  เมื่อใดที่มีโอกาส พวกเขาจะไปทำผม และนวดตัว พวกเขาจะปรนเปรอตนเอง ทำสิ่งต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพของตน และทำซุปบำรุงกำลังให้ตัวเอง—แม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่พวกเขาใช้ก็จะเปลี่ยนให้เป็นรุ่นที่ดีขึ้น  ทันทีที่พวกเขาได้เป็นผู้นำ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะจดรายชื่อคนร่ำรวยในคริสตจักรและบรรดาผู้ที่สามารถถวายของได้  จากนั้นคนร่ำรวยเหล่านี้ก็จะต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก และบรรดาผู้ที่ถวายของบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นสมาชิกที่น่าหวงแหนของคริสตจักร และเป็นคนโปรดในสายตาของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อศัตรูของพระคริสต์เข้ามาในคริสตจักร ก็เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกเข้าไปในสวนองุ่น—สวนองุ่นย่อมประสบกับความวิบัติ  สุนัขจิ้งจอกไม่เพียงแต่จะกินองุ่นดีๆ จนหมดเท่านั้น แต่ยังจะทำลายสถานที่ทั้งหมดด้วย

ในความคิดของศัตรูของพระคริสต์ เงินและสิ่งของที่พี่น้องชายหญิงถวาย ซึ่งเรียกรวมกันว่า “ของถวาย” ล้วนเป็นทรัพย์สิน “สาธารณะ” ของคริสตจักร  นี่ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินสาธารณะนี้มีไว้สำหรับใช้ร่วมกัน แต่หมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่าทรัพย์สินนี้เป็นของถวายร่วมกันที่มาจากทุกคน แต่สิทธิ์ในการใช้งานของถวายตกเป็นของผู้นำสำหรับจุดประสงค์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหมด  จากมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขามีหน้าที่ที่จะต้องให้ลำดับความสำคัญกับการที่ตนครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร เพราะพวกเขาเป็นผู้นำ พวกเขายืนอยู่หัวแถว และทุกสิ่งในคริสตจักร โดยเฉพาะของดีๆ จะต้องเป็นของตน และอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของตน  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่า “การกล่าวว่าเงินและสิ่งของที่พี่น้องชายหญิงถวายนั้นมอบให้แด่พระเจ้าเป็นเพียงการแสดงออกอย่างผิวเผิน  พระเจ้าจะทรงใช้สิ่งเหล่านี้ได้สักเท่าใดกัน?  พระเจ้าสามารถเสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อแบ่งปันของถวายเหล่านี้กับผู้คนได้หรือ?  และดังนั้น ก็ควรจะขึ้นอยู่กับผู้คนที่จะตัดสินใจว่าจะใช้จ่าย จัดสรร และนำของถวายเหล่านี้ไปใช้อย่างไรมิใช่หรือ?”  นี่คือแนวคิดที่ไร้ยางอายที่ศัตรูของพระคริสต์เก็บงำไว้เกี่ยวกับทรัพย์สินของคริสตจักร  มีสิ่งใดที่ไร้ยางอายยิ่งกว่านั้นอีก?  พวกเขากล่าวว่า “พระเจ้าบนฟ้าสวรรค์ไม่สามารถทรงเพลิดเพลินกับเงินและสิ่งของที่ผู้คนได้ถวายบนแผ่นดินโลกได้ แล้วจะจัดสรรและใช้สิ่งเหล่านี้อย่างไร?  ผู้นำของคริสตจักรไม่ควรช่วยบริโภค ใช้ และเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้หรอกหรือ?  นั่นก็จะเท่ากับว่าพระเจ้าบนฟ้าสวรรค์ได้ทรงใช้สิ่งเหล่านั้น” ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่ศัตรูของพระคริสต์ถือเอาของถวายของพี่น้องชายหญิงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตนเอง  พวกเขารู้ชัดเจนดีว่าใครถวายอะไรและเมื่อใด—ต้องมีการรายงานสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาทราบและต้องให้พวกเขารู้  พวกเขาไม่สนใจเรื่องอื่น  มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเขานอกเหนือจากการกุมอำนาจของตนเองไว้ให้มั่น—และนั่นคือการควบคุมการเงินของคริสตจักร  นี่คือสิ่งที่ทำให้การเป็นผู้นำคุ้มค่าสำหรับพวกเขา  ในหนทางที่ศัตรูของพระคริสต์มองและจัดการกับทรัพย์สินของคริสตจักร มีสักแง่มุมหนึ่งที่สอดคล้องกับความจริงหรือข้อกำหนดของพระเจ้าบ้างหรือไม่?  (ไม่มีเลย)  ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าเคยตรัสหรือไม่ว่าบุคคลใดควรครอบครองหรือใช้ของถวายที่พี่น้องชายหญิงถวายแด่พระองค์?  พระเจ้าเคยตรัสหรือไม่ว่าผู้นำและคนทำงานของคริสตจักร อัครทูต และผู้เผยพระวจนะควรมีสิทธิอำนาจในการให้ลำดับความสำคัญกับการที่พวกเขาครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร?  พระเจ้าเคยตรัสหรือไม่ว่าการใช้และความเป็นเจ้าของทรัพย์สินของคริสตจักรจะตกเป็นของใครก็ตามที่ได้เป็นผู้นำ?  (พระองค์ไม่เคยตรัส)  แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงมีแนวคิดที่ผิดประเภทนี้?  ในเมื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้มีข้อกำหนดที่ชัดเจนซึ่งมีผลในเรื่องนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินของคริสตจักร เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงเก็บงำทัศนะเช่นนี้ต่อทรัพย์สินของคริสตจักรไว้?  (พวกเขาไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า)  เรื่องนี้เรียบง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?  การกล่าวในบริบทนี้ว่าพวกเขาไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้านั้นเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า  คำพูดเหล่านี้ไม่สามารถกล่าวถึงอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ได้  ศัตรูของพระคริสต์ละโมบทรัพย์สินของคริสตจักรหรือไม่ในเวลาที่พวกเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของการนำ?  (ศัตรูของพระคริสต์ละโมบ)  เช่นนั้น เจ้าสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพวกเขาสูญเสียหัวใจของตนที่ยำเกรงพระเจ้าไปหลังจากที่ได้เป็นผู้นำ?  แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าก่อนที่พวกเขาจะได้เป็นผู้นำหรอกหรือ?  คนเราสามารถกล่าวเช่นนี้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เพราะฉะนั้น คำอธิบายนี้จึงใช้ไม่ได้  ศัตรูของพระคริสต์ละโมบทรัพย์สินของคริสตจักร เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  (พวกเขามีอุปนิสัยที่เลวร้าย)  (พวกเขาโลภโดยธรรมชาติ)  (พวกเขาแสวงหาผลกำไรเหนือสิ่งอื่นใดโดยธรรมชาติ)  แก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์คือการแสวงหาผลกำไรเหนือสิ่งอื่นใดใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่เป็นเพียงการสำแดงลักษณะนิสัยของพวกเขาเท่านั้น  ดังนั้น ให้พวกเรามาชำแหละกันว่าอุปนิสัยภายในของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร  (อุปนิสัยนั้นเลวร้ายและชั่วช้า)  ก่อนอื่นเลยคือชั่วช้า แล้วจึงเลวร้าย  คำว่าชั่วช้าหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าพวกเขากำลังจะยึดเอาสิ่งทั้งหลายที่ไม่ควรจะเป็นของพวกเขาหรือไม่ได้เป็นของพวกเขาโดยใช้กำลัง โดยไม่คำนึงว่าคนอื่นจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่ หรือว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้า  แก่นแท้ธรรมชาติโดยกำเนิดของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งเป็นมารและซาตานทั้งหลายนั้น คือการแย่งชิงทุกสิ่งกับพระเจ้า  ภายในคริสตจักรนั้น นอกจากการต่อสู้กับพระเจ้าเพื่อแย่งชิงประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ศัตรูของพระคริสต์ยังพยายามแย่งชิงของถวายที่ผู้คนได้ถวายแด่พระองค์อีกด้วย  จากภายนอกนั้น ดูเหมือนว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังละโมบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพราะพวกเขามีอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  การที่พวกเขาปรารถนาที่จะยึดครองและสวาปามเงินและสิ่งของที่ผู้คนถวายแด่พระเจ้านั้น—โดยแก่นแท้แล้วนี่คือความชั่วช้า  นั่นก็เหมือนกับว่า ตัวอย่างเช่น เจ้าซื้อเสื้อแจ็กเก็ตบุนวมตัวใหม่ที่ทันสมัยและมีคุณภาพดี แล้วมีคนเห็นเสื้อแจ็กเก็ตตัวนี้แล้วพูดว่า “เสื้อแจ็กเก็ตบุนวมของคุณตัวนี้ดีกว่าของฉัน  ตัวเก่าที่ฉันใส่อยู่นี่มีรูพรุนและล้าสมัยแล้ว  ทำไมเสื้อแจ็กเก็ตของคุณถึงดีขนาดนี้?” และเมื่อเขาพูดจบ เขาก็กระชากเสื้อแจ็กเก็ตบุนวมของเจ้าออกจากตัวเจ้าอย่างแรง แล้วจากนั้นก็เอาเสื้อแจ็กเก็ตตัวที่ชำรุดของเขาให้เจ้า  เจ้าไม่สามารถปฏิเสธการแลกเสื้อแจ็กเก็ตกับเขาได้—เขาจะทำให้เจ้าต้องทนทุกข์ ทุบตีเจ้า และเขาอาจจะฆ่าเจ้าด้วยซ้ำ  เจ้าจะกล้าต่อต้านเขาหรือไม่?  เจ้าจะไม่กล้าต่อต้านเขา และเขาจะเอาของของเจ้าไปโดยที่เจ้าไม่เต็มใจ  แล้วอุปนิสัยของคนคนนี้คืออะไร?  นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้า  ระหว่างอุปนิสัยเช่นนี้กับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ในการยึดครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักรมีความแตกต่างกันบ้างหรือไม่?  (ไม่มีเลย)  ตามมุมมองต่อเรื่องทรัพย์สินของศัตรูของพระคริสต์ ทันทีที่พวกเขาได้เป็นผู้นำและ “เจ้าหน้าที่” และฉกฉวยทรัพย์สินของคริสตจักรไว้ในมือของตน ทรัพย์สินของคริสตจักรก็เป็นของพวกเขา  ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ถวาย หรือถวายอะไร ศัตรูของพระคริสต์ก็จะยึดเอามาเป็นของตนเอง  คำว่ายึดเอาบางสิ่งมาหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าหลังจากที่ทรัพย์สินของคริสตจักร—ซึ่งควรจะถูกใช้และจัดสรรอย่างถูกควรตามกฎข้อบังคับของคริสตจักร—เมื่อตกอยู่ภายใต้การควบคุมของศัตรูของพระคริสต์แล้ว ก็มีพวกเขาแต่เพียงผู้เดียวที่มีอำนาจเด็ดขาดในการใช้ทรัพย์สินนั้น  แม้กระทั่งในยามที่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินนี้สำหรับงานของคริสตจักรหรือสำหรับคนทำงานในคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่อนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินดังกล่าว  มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินนั้น  ส่วนเรื่องของการใช้และจัดสรรทรัพย์สินของคริสตจักรอย่างไรนั้น ศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้มีอำนาจตัดสินชี้ขาด หากพวกเขาอยากให้เจ้าใช้ เจ้าก็ใช้ได้ และหากพวกเขาไม่อยากให้เจ้าใช้ เช่นนั้นเจ้าก็ใช้ไม่ได้  หากเงินถวายของคริสตจักรมีไม่มากและถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้วกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของศัตรูของพระคริสต์หลังจากที่พวกเขายึดครองเงินดังกล่าวแล้ว พวกเขาก็ไม่ใส่ใจว่าไม่มีเงินเหลือเลยสำหรับงานของคริสตจักร  พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงทั้งงานของคริสตจักรหรือค่าใช้จ่ายตามปกติของคริสตจักรเลย  ทั้งหมดที่พวกเขาต้องการก็คือการนำเงินเหล่านี้ไปใช้จ่ายเอง โดยปฏิบัติต่อเงินดังกล่าวเสมือนรายได้ของตนเอง  การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางเช่นนี้น่าละอายหรือไม่?  (น่าละอาย) ในคริสตจักรบางแห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างร่ำรวย ศัตรูของพระคริสต์คิดว่า “ที่นี่ดีทีเดียว  เมื่อเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย ฉันสามารถใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและทำตามใจชอบได้ และไม่จำเป็นต้องยึดติดกับ กฎข้อบังคับและหลักธรรมของคริสตจักร  ฉันสามารถใช้เงินอย่างไรก็ได้ตามที่ฉันต้องการ  ตั้งแต่ฉันได้เป็นผู้นำ ฉันก็ได้เพลิดเพลินกับชีวิตที่ใช้จ่ายเงินโดยไม่ต้องคำนวณตัวเลขในที่สุด  ทั้งหมดที่ฉันต้องทำก็คือพูดออกมาถ้าฉันต้องการใช้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่าง ฉันไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ และแน่นอนว่าฉันไม่ต้องปรึกษาหารือกับใคร”  เมื่อเป็นเรื่องของการใช้จ่ายทรัพย์สมบัติของคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์ก็กุมอำนาจทั้งหมดไว้เอง พวกเขากระทำการโดยไม่ยั้งคิด และใช้เงินเป็นเบี้ย  นอกจากจะไม่ทำงานใดๆ ให้สอดคล้องกับหลักธรรมของคริสตจักรหรือการจัดการเตรียมงานแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ยังปฏิบัติต่อทรัพย์สินของคริสตจักรในหนทางเดียวกันโดยไม่มีหลักธรรมใดๆ  เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรม?  เป็นไปไม่ได้ พวกเขารู้หลักธรรมที่ควบคุมการจัดสรรและการใช้จ่ายทรัพย์สินของคริสตจักรเป็นอย่างดี แต่พวกเขาไม่สามารถควบคุมความโลภและความอยากได้อยากมีของตนเองได้  ตอนที่พวกเขาเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีสถานะตำแหน่งใดๆ พวกเขาก็ถ่อมใจและใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเรียบง่าย แต่ทันทีที่พวกเขาได้เป็นผู้นำ พวกเขาก็คิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญ  พวกเขากลายเป็นคนที่พิถีพิถันในเรื่องการแต่งกายและอาหารการกิน—พวกเขาไม่กินอาหารธรรมดาอีกต่อไป และพวกเขาเรียนรู้ว่าจะมองหาคุณภาพและแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่างไรในขณะที่พวกเขาแต่งตัว  ทุกอย่างต้องเป็นของชั้นสูง เมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกว่าเข้ากันได้กับตัวตนและสถานะของพวกเขา  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์ได้เป็นผู้นำ ก็ราวกับว่าพี่น้องชายหญิงล้วนเป็นหนี้ศัตรูของพระคริสต์ และต้องถวายของกำนัลให้ศัตรูของพระคริสต์  หากมีสิ่งดีๆ เข้ามา พวกเขาต้องได้รับลำดับความสำคัญก่อน และพี่น้องชายหญิงก็ถูกคาดหวังให้ใช้เงินของตนเพื่อศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าการได้เป็นผู้นำหมายความว่าพวกเขาควรมีอำนาจในการให้ลำดับความสำคัญกับการที่พวกเขาครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร  ไม่เพียงแต่พวกเขาจะคิดในหนทางนี้ แต่พวกเขายังประพฤติตนในหนทางนี้ด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังทำเกินเลยไปมากจนเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับคนอื่น  เมื่อมองจากมุมมองนี้ ลักษณะนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นไร?  หลังจากได้เป็นผู้นำ และโดยไม่ได้ทำงานแม้แต่น้อย พวกเขาก็ต้องการที่จะยึดครองของถวายและให้ลำดับความสำคัญกับการที่พวกเขาใช้ของถวายเหล่านั้น  คนประเภทใดหรือที่สามารถทำสิ่งเช่นนี้ได้?  มีเพียงโจร ทรราช หรืออันธพาลในท้องถิ่นเท่านั้นที่จะทำสิ่งเหล่านี้

มีผู้นำคนหนึ่งได้กระทำการดังต่อไปนี้  จงพยายามแยกแยะและชำแหละสิ่งนี้ที่เขาทำ  วันหนึ่ง เราได้รับห่ออาหารเสริมสมุนไพรจีน  เราคิดในใจเราเองว่า “เราไม่ได้ขอให้ใครซื้อสิ่งนี้ให้เรา แล้วสิ่งนี้ถูกส่งมาจากที่ใด?  ใครเป็นคนซื้อ?  ทำไมเราถึงไม่รู้อะไรเลย?”  ต่อมา หลังจากที่สอบถามไปทั่ว เราก็ได้รู้ว่าเป็นผู้นำคนหนึ่งที่ถือวิสาสะซื้อสิ่งนี้มาโดยไม่ได้ถามเบื้องบน  เขาบอกว่าเบื้องบนต้องการของชิ้นนี้  เมื่อได้ยินเช่นนี้ พี่น้องชายหญิงเบื้องล่างก็กล่าวว่า “ในเมื่อเบื้องบนต้องการให้ซื้อสิ่งนี้ นั่นก็เป็นเรื่องง่าย พวกเราก็สามารถใช้เงินของคริสตจักรซื้อของชิ้นนี้ได้เลย  อะไรก็ตามที่เบื้องบนต้องการซื้อก็ไม่เป็นไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นของสำหรับพระเจ้า—พวกเราไม่มีข้อคัดค้านใดๆ”  ส่วนเงินที่ใช้จ่ายไปนั้น—เป็นเงินของใคร?  (ของถวายของพระเจ้า)  ทำไมเขาถึงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ขนาดนี้เมื่อเป็นเรื่องของการใช้จ่ายของถวายของพระเจ้า?  การซื้อครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเบื้องบนหรือไม่?  โดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากเรา เขาก็แอบตัดสินใจเองที่จะไปซื้อยานี้มา  และตอนที่เขากำลังซื้อ เขาก็ไม่ได้หยุดคิดว่า “ยานี้จะเป็นประโยชน์ต่อเบื้องบนหรือไม่?  สิ่งที่ฉันกำลังซื้อเหมาะสมหรือไม่?  ฉันควรจะซื้อมากน้อยเพียงใด?  เบื้องบนจะอนุญาตให้ฉันใช้เงินนี้หรือไม่?”  เขาได้ถามถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่)  โดยไม่ได้ถามอะไรมากนัก เขาก็ซื้อของชิ้นนี้มาโดยตรง  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นี้มาจากที่ใด?  นี่เป็นความจงรักภักดีส่วนตนประเภทใดกัน?  เขาใช้เงินของพระเจ้าเพื่อซื้อของบางอย่างให้พระเจ้า โดยถือว่านี่เป็นหน้าที่ที่ตนต้องทำ รวมทั้งทำทุกวิถีทางและผ่านพ้นความลำบากยากเย็นทุกอย่างเพื่อซื้อของสิ่งนั้นและทำให้พระเจ้าพอพระทัย  การทำให้พระเจ้าพอพระทัยในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า “ข้าพระองค์สามารถทำให้พระองค์ประหลาดใจได้อย่างน่ายินดีโดยไม่ต้องผ่านพระองค์  เห็นไหมว่า ข้าพระองค์มีความสามารถนี้!  พระองค์ทรงรู้หรือไม่ว่าข้าพระองค์สามารถทำเช่นนี้ได้?  พระองค์ทรงคิดว่าอย่างไร?  นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ดีมิใช่หรือ?  พระองค์ทรงมีความสุขหรือไม่?  พระองค์ทรงรู้สึกได้รับการชูใจหรือไม่?”  เงินที่เจ้าใช้จ่ายไปนั้นเป็นเงินของใคร?  เป็นเงินของเจ้าใช่หรือไม่?  ถ้าสิ่งที่เจ้าใช้จ่ายไปเป็นเงินของพระเจ้า เจ้าได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าแล้วหรือ?  เจ้าใช้เงินที่เจ้าขโมยมาจากพระเจ้า แล้วจากนั้นเจ้าก็บอกว่าเจ้าปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าประหลาดใจอย่างน่ายินดี นี่เป็นตรรกะประเภทใดกัน?  และเจ้ากำลังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างมากกับการใช้เงินของใคร?  (เงินที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า)  การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับการใช้เงินที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้าก็คือการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับการใช้ของถวายของพระเจ้า  การทำเช่นนี้น่ารังเกียจมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเจ้าอาจจะรู้สึกรังเกียจเมื่อได้ยินเช่นนี้ แต่คนที่เกี่ยวข้องนั้น นอกจากจะห่างไกลจากความรู้สึกรังเกียจแล้ว ยังรู้สึกพอใจกับตัวเองไม่น้อยเลย  หลังจากที่ของถูกนำส่งแล้ว เขาก็ไตร่ตรองในใจตนเองว่า “ทำไมถึงไม่มีการตอบกลับ?  ข้าพระองค์ได้ทำสิ่งดีๆ นี้ให้พระองค์แล้ว แล้วทำไมพระองค์ถึงไม่ทรงขอบใจข้าพระองค์?  พระองค์ทรงคิดว่าของชิ้นนี้เป็นอย่างไร?  พระองค์พอพระทัยกับของชิ้นนี้หรือไม่?  พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์ซื้อเพิ่มให้พระองค์อีกในอนาคตหรือไม่?  พระองค์จะทรงให้การประเมินประเภทใดแก่ข้าพระองค์?  จากนี้ไป พระองค์จะทรงให้ตำแหน่งสำคัญแก่ข้าพระองค์หรือไม่?  พระองค์พอพระทัยกับสิ่งที่ข้าพระองค์ได้ทำไปหรือไม่?  ข้าพระองค์ใช้เงินของพระองค์เพื่อทำบางสิ่งให้พระองค์—พระองค์ทรงคิดอย่างไรกับความเมตตาของข้าพระองค์?  พระองค์ทรงมีความสุขหรือไม่?  ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์โปรดตรัสอะไรสักอย่างเถิด  เหตุใดจึงไม่มีคำตอบ?”  เราควรจะตอบเขาหรือไม่?  (ไม่ควร)  เหตุใดจึงไม่ควร?  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาความรู้สึกรังเกียจที่เรามีต่อเรื่องนี้ก็ไม่เคยยุติลง—เรารู้สึกถึงความรังเกียจทุกครั้งที่มองดูสิ่งที่เขาซื้อมา  พวกเจ้าจงบอกเราทีว่า การรู้สึกรังเกียจนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่?  การชำแหละเหตุการณ์นี้จะคุ้มค่าหรือไม่?  (คุ้มค่า)  นี่เป็นการประพฤติปฏิบัติประเภทใด?  เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีหรือไม่?  เป็นการแสดงออกถึงความเมตตาหรือไม่?  หรือเป็นการแสดงออกถึงหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่ใช่การแสดงออกเหล่านี้เลย)  นี่เรียกว่าการประจบสอพลอและปั่นหัวใครบางคน และหมายความว่า “ข้าพระองค์ใช้เงินของพระองค์ซื้อบางสิ่งบางอย่างมาเอาใจพระองค์และสร้างความประทับใจที่ดีกับพระองค์ เพื่อที่จะทำให้พระองค์ทรงมองเห็นข้าพระองค์ในแง่มุมที่ดีขึ้น”  ผู้นำคนนี้ปรารถนาที่จะเอาอกเอาใจเรา ประจบประแจงและยกยอเรา แต่สุดท้ายเขาก็ล้มเหลว และเขาก็ถูกมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง  เขาทำผิดพลาดอะไรบ้าง?  ก่อนอื่นเลย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เรามีบัญชาให้เขาทำเพื่อเรา เราไม่ได้ส่งข่าวบอกให้เขาทำเช่นนี้  ประการที่สอง ถ้าเขาต้องการทำสิ่งนี้ด้วยความเมตตาจากหัวใจของเขา เขาควรจะถามก่อนและได้รับความยินยอมก่อนที่จะดำเนินการ  และในขณะที่เขาดำเนินการเรื่องนี้ เขาก็ควรจะสอบถามถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องที่เขาจำเป็นต้องรู้มิใช่หรือ?  ตัวอย่างเช่น ควรซื้อจำนวนเท่าไร ซื้อในมูลค่าเท่าไร ซื้อสินค้าเกรดไหน เงินจะถูกใช้ไปอย่างไร—เขาควรจะสอบถามถึงสิ่งเหล่านี้มิใช่หรือ?  การสอบถามถึงสิ่งเหล่านี้ย่อมจะเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง  แล้วการที่เขาไม่สามารถทำการสอบถามเหล่านี้มีธรรมชาติเป็นอย่างไร?  ในระดับที่เล็กกว่า เขากำลังคิดว่าตนเองฉลาดมาก ในระดับที่ใหญ่กว่า นี่เรียกว่าการกระทำตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงพระเจ้า และกระทำการโดยไม่ยั้งคิด!  เราไม่เคยขอให้เขาซื้อของชิ้นนั้น แล้วเขามาแสดงเจตนาดีเช่นนี้เพื่ออะไร?  เขากำลังหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวมิใช่หรือ?  ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาใหญ่ที่สุดของเขาก็คือหนทางที่ศัตรูของพระคริสต์มองทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมและชำแหละกันในวันนี้  เขาเชื่อว่าในฐานะผู้นำของคริสตจักร เขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเพลิดเพลินกับของถวายที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในคริสตจักรถวายแด่พระเจ้า และเขามีอำนาจที่จะใช้และครอบครองของถวายแด่พระเจ้าเหล่านี้ และเขามีสิทธิชี้ขาดในเรื่องของของถวายดังกล่าว  ในคริสตจักรนั้นเขาถืออำนาจของกษัตริย์และกลายเป็นทรราชเจ้าถิ่น  เขาคิดว่า “ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือทูลถามพระองค์เกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพระองค์ซื้อ ข้าพระองค์จะจัดการเรื่องนี้ให้พระองค์เอง  ไม่ว่าพระองค์จะทรงเห็นด้วยหรือไม่ ตราบใดที่ข้าพระองค์รู้สึกว่าการทำในหนทางนี้น่าจะดี และต้องการที่จะทำในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วนั่นย่อมเป็นวิธีที่ข้าพระองค์จะทำ”  เขาเป็นคนประเภทใดกัน?  เขาเป็นศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์ก็ไร้ยางอายเช่นนั้นเอง  เมื่อคนคนนี้ได้รับสถานะตำแหน่งและได้เป็นผู้นำ เขาก็ต้องการที่จะเป็นกษัตริย์ เพื่อยึดครองทรัพย์สินของคริสตจักร  เขาคิดว่ามีเขาแต่เพียงผู้เดียวที่สั่งการเกี่ยวกับทรัพย์สินของคริสตจักร และมีอำนาจที่จะยึดครองและใช้ทรัพย์สินนั้น  เขาถึงกับคิดว่าตนมีสิทธิตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับการซื้อสิ่งต่างๆ ให้เราและสิ่งใดที่ควรจะซื้อ  แต่เราต้องการให้เจ้าซื้อสิ่งต่างๆ ให้เราหรือไม่?  สิ่งใดก็ตามที่เราใช้ และไม่ว่าเราจะใช้สิ่งนั้นอย่างไร เราจำเป็นต้องให้เจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่?  นี่ไม่ใช่การไร้ซึ่งสำนึกหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่การไร้ยางอายหรอกหรือ?  เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเป็นใคร?  นี่ไม่เหมือนกับหัวหน้าทูตสวรรค์ซึ่ง หลังจากได้รับสถานะตำแหน่งแล้ว ก็ต้องการที่จะยืนอยู่ในจุดที่เท่าเทียมกับพระเจ้าหรอกหรือ?  คนที่ทำเช่นนี้ทำผิดพลาดกี่เรื่อง?  เรื่องแรกคือเขาจัดสรรทรัพย์สินของคริสตจักรราวกับว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตนเอง เรื่องที่สองคือเขาถือวิสาสะในการตัดสินใจเรื่องการซื้อของให้เรา เรื่องที่สามคือหลังจากที่เขาได้ตัดสินใจด้วยตนเองแล้ว เขาก็ไม่ได้แจ้งให้เบื้องบนทราบเรื่องนี้ และไม่ได้แสวงหาจากเบื้องบนหรือรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบ  แต่ละอย่างในเรื่องเหล่านี้ก็ค่อนข้างร้ายแรงในตัวเอง  ดูเหมือนว่าศัตรูของพระคริสต์คนนี้จะดำเนินงานที่นั่นได้ราบรื่นทีเดียว  ทันทีที่เขาสั่งการ ลูกไล่ของเขาก็จะดำเนินการตามคำสั่งของเขาอย่างเรียบร้อย  พวกเขาไม่ได้แม้กระทั่งจะหยุดเพื่อถามว่า “พวกเรากำลังใช้เงินมากมายขนาดนี้เพื่อซื้อของชิ้นนี้—พระเจ้าทรงสั่งเรื่องนี้ใช่หรือไม่?  เงินจำนวนนี้สามารถใช้ในหนทางนี้ได้หรือไม่?  การทำเช่นนี้จะเหมาะควรหรือไม่?  ที่จริงแล้วใครเป็นคนสั่งเช่นนี้?”  ลูกไล่เหล่านั้นไม่ได้ถามถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ  พวกเขารับผิดชอบอะไรบ้างหรือไม่?  พวกเขามีความจงรักภักดีหรือไม่?  ไม่ พวกเขาไม่มีความจงรักภักดี และพวกเขาควรจะถูกกำจัดออกไป  นี่เป็นตัวอย่างในอดีตของใครบางคนที่ใช้ของถวายตามความต้องการของตนเองโดยไม่มีหลักธรรมใดๆ  การใช้จ่ายของถวายของพระเจ้าเพื่อซื้อสิ่งต่างๆ ให้พระเจ้า โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเรา การทำเช่นนี้ถือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง

ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่ง เราอยากให้พวกเจ้าฟังสิ่งที่คนเหล่านี้ทำแล้วมาดูว่าพวกเจ้าเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นน่าโมโหหรือไม่  ในระหว่างการชุมนุมของคริสตจักร เก้าอี้ที่เรานั่งอยู่นุ่มเกินไป และเมื่อเรานั่งลงไป เราก็จมลงไปต่ำทีเดียว  โต๊ะก็สูงเหลือเกินเช่นกันจนเราต้องพยายามนั่งหลังตรงตลอดเวลา และการนั่งอย่างนี้เป็นเวลานานทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า  ดังนั้น เราจึงให้พวกเขาซื้อเก้าอี้ที่สูงขึ้นเล็กน้อยและมีเบาะนั่งที่นุ่มน้อยกว่านี้หน่อย  นี่เป็นสิ่งที่ควรทำได้ง่ายไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  อันที่จริงนี่เป็นเรื่องที่เรียบง่ายจริงๆ  ก่อนอื่น พวกเขาต้องวัดความสูงของเก้าอี้ที่เรานั่งอยู่ในตอนนั้น แล้วจากนั้นก็มองหาเก้าอี้ตัวที่สูงขึ้นสักสองนิ้วหรือบางทีก็อาจจะสูงกว่านั้นเล็กน้อย หลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องตรวจดูว่าเบาะนั่งนุ่มเพียงใด แล้วมองหาที่นั่งที่แข็งกว่านิดหน่อย  ก่อนอื่น พวกเขาสามารถไปดูตามร้านค้าต่างๆ และหากพวกเขาไม่เห็นสิ่งที่เหมาะสม ก็สามารถค้นหาออนไลน์เพิ่มเติมได้  นี่เป็นสิ่งที่จัดการได้ง่ายไม่ใช่หรือ?  เรื่องนี้มีความลำบากยากเย็นใดๆ หรือไม่?  การใช้เงินซื้อบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถเรียกว่าเป็นเรื่องท้าทายได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากหลายคนร่วมกันระดมความคิดของตน ก็ควรจะเป็นงานที่จัดการได้ง่าย  แล้วหลังจากนั้นสักพัก เราก็ไปร่วมการชุมนุมอีกครั้งที่คริสตจักรแห่งนั้น และถามพวกเขาว่าได้ไปซื้อเก้าอี้ตัวใหม่มาแล้วหรือยัง  พวกเขากล่าวว่า “พวกเราไปดูมาแล้ว แต่ไม่เห็นมีเก้าอี้ตัวไหนที่เหมาะสมจริงๆ และพวกเราก็ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงต้องการเก้าอี้ประเภทใด”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ เราก็ตกใจ  เราคิดว่า “ตามที่เราเข้าใจ ที่นี่มีร้านค้ามากมายหลากหลายที่ขายของสารพัดอย่าง มีคุณภาพทุกระดับ ดังนั้นการซื้อเก้าอี้สักตัวจึงไม่น่าจะยากขนาดนั้น เราก็ไม่ได้คาดหวังมากเกินไปด้วย”  แต่คนที่รับผิดชอบเรื่องการซื้อเก้าอี้กลับกล่าวว่า “ไม่ง่ายเลยที่จะซื้อ ไม่มีเก้าอี้สักตัวที่ขายอยู่ที่มีคุณสมบัติตามที่พระองค์ทรงต้องการ บางทีพระองค์อาจจะทรงใช้ตัวที่มีอยู่แล้วที่นี่ไปก่อนก็ได้”  เราคิดในใจว่า “เอาเถอะ ถ้าพวกเจ้าไม่ได้ซื้อเก้าอี้มา อย่างนั้นก็ไม่เป็นไร จะได้ประหยัดเงินไปบ้าง ดังนั้นตอนนี้เราจะใช้ตัวนี้ไปก่อนก็แล้วกัน”  หลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เราได้ไปสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีเก้าอี้ที่ดูดีทีเดียวอยู่หลายตัวซึ่งนั่งสบาย และมองแวบเดียวก็สามารถบอกได้ว่าเก้าอี้เหล่านั้นเป็นแบบโบราณและมีคุณภาพดี  ดังนั้น เราจึงถ่ายรูปไว้และขอให้พวกเขาใช้รูปนี้เป็นแนวทางในการเลือกซื้อเก้าอี้ โดยไม่ได้กำหนดว่าเราชอบให้เก้าอี้เป็นสีใด และเราได้บอกพวกเขาว่าหากไม่มีเก้าอี้แบบนี้ในร้านค้า พวกเขาก็ควรลองดูออนไลน์  เราถึงกับระบุให้พวกเขาไปดูตามร้านที่ขายเครื่องใช้สำนักงาน  หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมาตอบว่า “พวกเราไปค้นหาออนไลน์แล้ว แต่ไม่มีเลย  ผู้ผลิตทุกรายบอกว่านี่เป็นรุ่นที่ล้าสมัยแล้ว และทุกวันนี้ไม่มีใครทำเก้าอี้รูปแบบนั้นอีกต่อไป ดังนั้นพวกเราจึงซื้อเก้าอี้ไม่ได้”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ เราก็ตกใจอีกครั้ง และเราคิดว่า “คนเหล่านี้จัดการสิ่งต่างๆ ได้แย่จริงๆ และไม่สามารถพึ่งพาพวกเขาได้เลยจริงๆ  พวกเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานเล็กๆ ชิ้นนี้เท่านั้น แต่พวกเขากลับบอกถึงสองครั้งว่าซื้อสิ่งที่เราต้องการไม่ได้ และปฏิเสธเรา”  เราขอให้พวกเขาหาต่อไป และดูว่ามีในเว็บไซต์อื่นบ้างหรือไม่  ในระหว่างที่รอ เราบังเอิญไปเจอเก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องเก็บของห้องหนึ่งของคริสตจักร  เก้าอี้ตัวนั้นซึ่งมีเบาะโฟมที่มีลายดอกไม้สีชมพูหุ้มอยู่ ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์  เก้าอี้ดังกล่าวมีพนักพิงตั้งตรงเป๊ะ ที่วางแขนตรงเป๊ะ ขาเก้าอี้ตรงเป๊ะ และที่นั่งตรงเป๊ะ  ทุกส่วนของเก้าอี้ตัวนี้ตรง มีองศาที่ถูกต้องและมีมุมฉากทั้งหมด  เรากล่าวว่า “มีใครทำเก้าอี้ตัวนี้ขึ้นมาเองหรือ?”  คนหนึ่งรีบเดินมาข้างหน้าและตอบว่า “พระองค์ทรงต้องการเก้าอี้ไม่ใช่หรือ?  พวกเราทำเก้าอี้ตัวนี้ถวายพระองค์ และพวกเรากำลังเตรียมพร้อมที่จะทูลพระองค์เรื่องเก้าอี้ตัวนี้และทูลขอให้พระองค์ทรงลองนั่งดูพอดี”  พวกเขาช่างมีน้ำใจมากเหลือเกิน ดังนั้นเราจึงคิดว่า “ได้สิ เราจะลองดู”  เราก็ทิ้งตัวนั่งลงไปเต็มที่บนเก้าอี้ตัวนั้น แล้วก็รสึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง ราวกับว่าเรากำลังนั่งลงไปบนก้อนหิน เพราะโฟมในเบาะนั้นแข็งมาก  คนที่ยืนอยู่ข้างเรากล่าวว่า “ไม่เป็นไร  ทำให้เบาะนุ่มลงอีกหน่อยก็ได้  เก้าอี้ตัวนี้ยังทำไม่เสร็จ  พวกเราจะทำให้มันดีขึ้น แล้วตอนนั้นพระองค์ค่อยทรงทดลองนั่งอีกครั้งก็ได้”  ทดลองนั่งอีกครั้งหรือ?  การนั่งบนม้านั่งไม้ตัวเล็กๆ คงจะดีกว่านั่งเก้าอี้ตัวนั้น อย่างน้อยก็คงจะไม่รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังนั่งอยู่บนก้อนหิน  เรากล่าวว่า “ไม่ ตัวนี้ใช้ไม่ได้  จงมองหาต่อไปถ้าพวกเจ้าหาได้  ถ้าพวกเจ้าหาอะไรก็ไม่เจอ เช่นนั้นก็จงลืมเรื่องนี้ไปเสีย”  ดังนั้น เราจึงให้พวกเขามองหาต่อไป  บางทีผู้คนที่ทำเก้าอี้ตัวนั้นอาจจะไม่เข้าใจ  พวกเขาอาจคิดว่า “พวกเราได้แสดงน้ำใจต่อพระองค์มากมาย โดยเลือกวัสดุ รูปแบบ และขนาด และสั่งทำเก้าอี้ให้พระองค์โดยเฉพาะ  เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงซาบซึ้งในการกระทำที่แสดงน้ำใจนี้?  นอกจากนั้นพระองค์ยังตรัสว่ารู้สึกเหมือนพระองค์กำลังประทับอยู่บนก้อนหิน และเบาะมันแข็ง  ทำไมพระองค์ถึงทรงจู้จี้จุกจิกเหลือเกิน?  ไม่ว่าพวกเราจะทำสิ่งใดถวายพระองค์ พระองค์ก็ควรจะทรงใช้สิ่งนั้นไปก็สิ้นเรื่อง  แต่พระองค์กลับยังทรงต้องการซื้อเก้าอี้อีก  พวกเราทูลพระองค์ไปหลายครั้งแล้วว่ารูปแบบอย่างที่พระองค์ทรงต้องการนั้นไม่มีขายที่ไหนเลย แต่พระองค์ก็ยังทรงยืนกรานให้พวกเราซื้อเก้าอี้มาสักตัวให้ได้  นั่นคงจะต้องใช้เงินมิใช่หรือ?  ประหยัดเงินสักหน่อยดีไหม?  การทำเก้าอี้เองประหยัดกว่าตั้งมากมาย วัสดุก็ไม่ได้แพงมากนัก  สิ่งใดก็ตามที่พวกเราสามารถทำเองได้ พวกเราก็ควรทำแทนที่จะซื้อ  ทำไมพระองค์ถึงไม่ทรงรู้ว่าการประหยัดมัธยัสถ์หมายถึงอะไร?”  พวกเจ้าบอกเราทีเถิดว่า การใช้เก้าอี้ตัวนั้นจะเป็นการดีกว่าสำหรับเราหรือไม่?  (พระองค์ไม่ทรงใช้เก้าอี้ตัวนั้นจะดีกว่า)  เมื่อพวกเขาเห็นว่าเราจะไม่ใช้เก้าอี้ที่พวกเขาทำ พวกเขาก็โยนเก้าอี้ตัวนั้นไปไว้ข้างๆ และในบรรดาพวกเขาก็ไม่มีใครใช้มันเช่นกัน  จงบอกเราทีว่า ถ้าเราไม่ใช้เก้าอี้ตัวนั้น เราจะทำให้ผู้คนเสียความรู้สึกหรือไม่?  (พระองค์จะไม่ทรงทำเช่นนั้น)  ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเรา เราไม่เคยนั่งเก้าอี้ที่มีเบาะแข็งมากขนาดนี้มาก่อน—นับเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาทีเดียว  นี่แหละคือ “น้ำใจ” อันยิ่งใหญ่ที่คนเหล่านี้แสดงต่อเรา  ต่อมาไม่นาน ไม่รู้ว่าด้วยสภาวการณ์แวดล้อมใดมารวมกันโดยไม่คาดคิด เก้าอี้ตัวหนึ่งก็ถูกซื้อมาให้เราจริงๆ ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วผู้คนเหล่านั้นก็ได้แสดง “น้ำใจ” ต่อเราอยู่บ้าง  นั่นเป็นครั้งแรกที่เราขอให้พวกเขาซื้อของบางอย่างให้เรา และพวกเขาก็ได้ยินจากปากเราโดยตรง แต่หนทางที่พวกเขาจัดการกับงานนั้นช่างน่าขยะแขยงเหลือเกิน  การซื้อเก้าอี้ตัวเดียวให้เราช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก ทุกสิ่งทุกอย่างต้องผ่านพวกเขาและต้องหารือกับพวกเขา แถมเรายังต้องคอยดูอารมณ์ของพวกเขาด้วย  ถ้าพวกเขาอารมณ์ดี พวกเขาก็อาจจะซื้อเก้าอี้ให้เรา แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดี พวกเขาก็อาจจะไม่ซื้อ แล้วเช่นนั้นเราก็จะไม่ได้ใช้เก้าอี้  “พระองค์ทรงต้องการใช้เก้าอี้ที่นั่งสบาย แต่พวกเรายังไม่ได้ใช้เก้าอี้อย่างนั้นเลย เช่นนั้นก็ให้พระองค์ทรงฝันไปเถอะ  พระองค์ทรงใช้ตัวนี้ที่ช่างไม้ทำไปเถอะ  เมื่อพวกเรามีเก้าอี้สบายๆ ไว้ใช้ พระองค์ก็ทรงใช้ได้เหมือนกัน”  คนเหล่านี้เป็นคนประเภทนี้อย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?  พวกเขาเป็นคนประเภทใด?  พวกเขาเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยไม่ซื่อตรงไม่ใช่หรือ?  เราแค่ขอให้พวกเขาใช้ของถวายไปซื้อบางสิ่งบางอย่างมา ทั้งหมดที่พวกเขาต้องทำก็คือการขยับมือและสอดส่ายสายตาสักหน่อย แต่การที่จะให้พวกเขาจัดการกับงานนั้นช่างยากเย็นและเป็นเรื่องเดือดร้อนถึงเพียงนี้  ถ้าหากพวกเขาถูกขอให้ใช้เงินของตัวเอง จะเป็นอย่างไร?  ในตอนแรก เราไม่ได้บอกว่าจะใช้เงินของใคร—พวกเขาคิดหรือว่าเราตั้งใจจะให้พวกเขาใช้เงินของตัวเอง และผลที่ตามมาก็คือพวกเขาตกใจกลัวมากจนกระทั่งปฏิเสธไม่ยอมซื้อเก้าอี้เลยหรือไม่?  นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งได้หรือไม่?  เวลาที่ขอให้เจ้าซื้อของบางสิ่ง เราจะให้เจ้าใช้เงินของตัวเองได้อย่างไร?  ถ้าคริสตจักรมีเงิน เช่นนั้นก็จงไปซื้อของ ถ้าคริสตจักรไม่มีเงิน ก็ไม่ต้องไปซื้อ  ไม่มีทางที่เราจะให้เจ้าใช้เงินของตัวเองเด็ดขาด  ถ้าเช่นนั้น เพราะเหตุใดการจะให้พวกเขาดำเนินงานเล็กๆ ชิ้นนี้จึงต้องใช้การทุ่มเทพยายามมากมายขนาดนั้น?  คนเหล่านี้ไม่มีความเป็นมนุษย์!  เวลาที่พวกเขาไม่ได้พยายามจะทำบางอย่างให้แล้วเสร็จ และเราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ก็ดูเหมือนว่าพวกเขามีใจกรุณาและมีสำนึก แต่หลังจากที่พวกเขาเริ่มดำเนินงาน ความมีใจกรุณาและสำนึกนี้ก็หายไปหมดสิ้น  คนเหล่านี้เลอะเลือน!  เราจะเข้ากับพวกเขาได้อย่างไร?

มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของถวาย  มีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีครัวขนาดเล็ก ที่ซึ่งอุปกรณ์ทำครัวและภาชนะบนโต๊ะอาหารทั้งหมดใช้ร่วมกัน และบางครั้งในฤดูหนาว ผู้คนที่นั่นก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่  เราบอกให้พวกเขาซื้อตู้ฆ่าเชื้อหรือเครื่องฆ่าเชื้อด้วยโอโซนเพื่อฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทำครัวและภาชนะบนโต๊ะอาหารที่ใช้ร่วมกันทั้งหมด  การทำเช่นนี้จะปลอดภัยและถูกสุขอนามัย  นี่เป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่โตหรือไม่?  (ไม่)  เรามอบหมายงานนี้ให้ใครบางคน และในเวลาไม่นาน เราก็ได้ยินว่ามีการซื้อเครื่องฆ่าเชื้อด้วยโอโซนมาแล้ว  เราก็หมดความกังวล และหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้อีก  แต่ปรากฏว่ามีบางอย่างผิดพลาด  ท้ายที่สุดเครื่องฆ่าเชื้อที่คนคนนี้ซื้อมากลับไม่ใช่เครื่องฆ่าเชื้อด้วยโอโซน แต่เป็นเครื่องอบแห้ง  นี่เป็นการซื้อที่หลอกลวง ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพยังย่ำแย่เป็นพิเศษ มันไม่มีผลในการฆ่าเชื้อเลย  คนที่จัดการงานนี้รู้เรื่องนี้หรือไม่?  (เขาควรจะรู้)  แต่คนชั่วคนนี้อาจจะไม่รู้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  คนที่เรามอบหมายงานนี้ให้ไม่ได้ไปดำเนินการด้วยตนเอง แต่กลับไปหาคนกลางมาทำงานนี้แทนตน ดังนั้นเขาจึงไม่เคยรู้เลยว่าของที่ซื้อกลับมาคืออะไรกันแน่ หรือของดังกล่าวมีคุณภาพดีหรือไม่ดี  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับหนทางที่เรื่องนี้ได้รับการดูแลรับผิดชอบ?  เรื่องนี้ถูกทำอย่างมีมโนธรรมหรือไม่?  คนคนนี้มีความน่าเชื่อถือบ้างหรือไม่?  เขาสมควรที่จะเป็นคนที่พึ่งพาได้หรือไม่?  (เขาไม่สมควร)  นี่คือคนประเภทใด?  นี่คือใครคนหนึ่งที่มีความซื่อตรงหรือมีความเป็นมนุษย์ใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่คือคนที่เลอะเลือน เป็นคนชั่วอย่างแท้จริง  และเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้  หลังจากนั้นไม่นาน คนที่รับผิดชอบงานนี้ก็เริ่มไตร่ตรองว่า “การใช้เครื่องฆ่าเชื้อด้วยโอโซนมาฆ่าเชื้อสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องที่ดีมาก  ในเมื่อมีคนมากมายมาใช้โรงอาหารของพวกเรา บางทีพวกเราก็ควรจะซื้อเครื่องฆ่าเชื้อด้วยโอโซนสำหรับที่นั่นด้วย  พระองค์ทรงซื้อมาเครื่องหนึ่ง ดังนั้นพวกเราก็จะซื้อบ้างเหมือนกัน  พระองค์ได้เครื่องเล็กสำหรับครัวขนาดเล็กของพระองค์ ดังนั้นพวกเราก็จะหาเครื่องใหญ่ๆ มาสำหรับโรงอาหารขนาดใหญ่ของพวกเรา”  เมื่อเขามีแนวคิดนี้เกิดขึ้น เขาก็หารือแนวคิดนี้กับคนชั่วอีกหลายคน แล้วเช่นนั้นเรื่องก็ถูกตัดสินใจ  และปรากฏว่าหลังจากที่ซื้อเครื่องฆ่าเชื้อด้วยโอโซนเหล่านั้นมาแล้ว พี่น้องชายหญิงก็บอกว่าในเมื่อทุกคนใช้ภาชนะอาหารของตัวเองและไม่ได้ใช้อุปกรณ์การกินอาหารร่วมกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าเชื้อ และการฆ่าเชื้อก็จะเป็นเรื่องเกินความจำเป็น  ในที่สุด เครื่องฆ่าเชื้อเหล่านั้นก็ถูกวางทิ้งไว้เฉยๆ และแม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังมีไม่กี่เครื่องวางอยู่ในที่เก็บของโดยที่ยังไม่ได้แกะหีบห่อเลย  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับหนทางที่เรื่องนี้ได้รับการดูแลรับผิดชอบ?  เรื่องนี้ถูกทำอย่างมีเหตุผลหรือไม่?  นี่ไม่ใช่กรณีของใครสักคนที่มีเวลามากเกินไปและไม่มีอะไรทำ เลยหาทางใช้เงินไปเรื่อยเปื่อยหรอกหรือ?  บางคนที่คิดว่าคำสั่งให้ซื้อของเหล่านี้มาจากเบื้องบน ถึงกับกล่าวว่า “อย่าบ่นเลย!  พวกเราต้องยอมรับคำสั่งนี้จากพระเจ้า  พระเจ้าทรงรักผู้คนมากจนกระทั่งพระองค์ทรงซื้อสิ่งที่พวกเราไม่ได้ใช้มาให้พวกเรา  พระองค์เต็มพระทันที่จะจ่ายเงินมหาศาลเพื่อพวกเรา  พระเจ้าทรงดีต่อพวกเราเหลือเกิน!”  แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าการซื้อของเหล่านี้เป็นจุดจบของปฏิบัติการลับของหมู่คนชั่ว  พวกเขาใช้ของถวายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ โดยไม่มีใครรับผิดชอบ ไม่มีใครตรวจสอบสิ่งต่างๆ และไม่มีใครตรวจสอบว่าการซื้อของเหล่านี้เหมาะควรหรือไม่ หรือรายงานการซื้อของหลังจากที่ได้ซื้อไปแล้ว  คนคนนี้ซื้อสิ่งเหล่านี้บนพื้นฐานของแนวคิดใด?  ก็คือเราได้ขอให้เขาซื้อตู้ฆ่าเชื้อสำหรับครัวขนาดเล็ก เราได้ขอให้เขาซื้อตู้ฆ่าเชื้อสำหรับโรงอาหารทุกแห่งหรือไม่?  เราไม่เคยมีบัญชาให้เขาทำงานอย่างนั้น  ถ้าเช่นนั้น เขามีแรงจูงใจอะไรในการซื้อตู้ฆ่าเชื้อเหล่านั้นสำหรับโรงอาหารทุกแห่ง?  นี่ไม่ใช่การที่เขามองว่าของถวายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตน และจัดสรรของถวายอย่างไรก็ได้ตามแต่ใจเขาต้องการจะจัดสรรหรอกหรือ?  เขามีสิทธิอำนาจที่จะจัดสรรของถวายเหล่านั้นหรือไม่?  (ไม่มี)  ก่อนที่จะซื้อเครื่องเหล่านี้ เขาไม่เคยถามเราเลยว่า “ในเมื่อพวกเราซื้อมาหนึ่งเครื่องสำหรับครัวเล็กแล้ว พวกเราควรจะซื้อมาอีกสำหรับโรงอาหารใหญ่ด้วยหรือไม่?”  และหลังจากที่ซื้อแล้ว เขาก็ไม่ได้รายงานว่าเขาซื้อเครื่องฆ่าเชื้อด้วยโอโซนมากี่เครื่อง และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเท่าไร อีกทั้งยังไม่ได้รายงานความเป็นจริงที่ว่าพี่น้องชายหญิงไม่เห็นประโยชน์ใดๆ จากเครื่องฆ่าเชื้อเหล่านี้เลย  นี่คือหนทางที่น่ารังเกียจในการจัดการเรื่องนี้  และคนเลอะเลือนเช่นนี้ยังคงดื้อแพ่งเมื่อเขาถูกตัดแต่ง  คนเราควรปฏิบัติต่อคนประเภทนี้อย่างไร?  (ขับไล่เขาออกจากคริสตจักร)  เมื่อพิจารณาจากธรรมชาติของเหตุการณ์นี้แล้ว การขับไล่เขาออกจากคริสตจักรไม่ใช่เรื่องที่เกินเลย เพราะนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับของถวาย และเมื่อเกี่ยวข้องกับของถวายก็เป็นการละเมิดกฎการปกครอง  นี่เป็นการกระทำโดยไม่ยั้งคิด!  เขาคิดว่าเงินนั้นเป็นของเขาหรือ?  เขามีสิทธิอำนาจที่จะใช้และผลาญเงินดังกล่าวหรือ?  ในการซื้อของที่เรามอบหมายให้ผู้คนซื้อให้เรานั้น พวกเขากลับสร้างความลำบากยากเย็นสารพัด และเป็นความเพียรพยายามที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขาที่จะทำงานนี้ให้แล้วเสร็จ นอกเหนือจากนั้นเรายังต้องหารือทุกอย่างกับพวกเขาด้วย  ส่วนสิ่งที่เราไม่ได้มอบหมายให้ผู้คนทำและซื้อนั้น พวกเขากลับซื้อสิ่งเหล่านั้นโดยไม่มีความวิตกกังวลใดๆ แม้แต่น้อยไม่เคยมีการวางแผนหรือปรึกษาคนส่วนใหญ่ว่าของเหล่านั้นจะมีประโยชน์หรือไม่—พวกเขาแค่ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยตามใจชอบ  เมื่อไม่นานมานี้ มีรูปการณ์แวดล้อมพิเศษบางอย่างซึ่งมีการขอให้บางคนไปซื้ออาหารไว้สำหรับหกเดือนถึงหนึ่งปีเพราะเกรงว่าจะมีอาหารไว้กินไม่เพียงพอ  เรื่องนี้ถูกอธิบายให้พวกเขาฟังในหนทางที่สั้นและเรียบง่ายเช่นนี้ และภายในหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาก็รายงานกลับมาโดยบอกว่าพวกเขาซื้อของเสร็จแล้วภายในสามวัน โดยได้ซื้อมาทั้งผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก  พวกเขาทำงานได้ดีเพียงใด?  พวกเขาทำงานได้ดีเยี่ยมไม่ใช่หรือ?  ไม่จำเป็นต้องให้เราพูดอะไรอีก เรื่องนี้ได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว  พวกเขาจัดการงานนี้เพื่อตนเองด้วยความพร้อมเพรียงอันรื่นเริง และแสดงตนว่ามีความชำนาญ รวดเร็ว ฉลาด และรอบคอบเป็นพิเศษ  พวกเขาไม่เพียงแต่ซื้ออาหารที่ตนต้องการเท่านั้น แต่ยังซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันด้วย  ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันเหล่านั้นรวมถึงทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ พวกเขาสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าสามารถจินตนาการได้ แม้กระทั่งของอย่างลูกอม เมล็ดแตงโม และขนมขบเคี้ยวอื่นๆ  เราคิดในใจว่าคนเหล่านี้รู้จักวิธีใช้ชีวิตจริงๆ พวกเขารู้จักวิธีใช้เงิน และยังกล้าใช้เงินอีกด้วย  พวกเขามีความสามารถ มีทักษะการเอาตัวรอดที่เข้มแข็งมาก เข้มแข็งกว่าทักษะการเอาตัวรอดของสัตว์ป่า และพวกเขาเคลื่อนไหวเร็วมาก เร็วกว่าที่เราคาดไว้  เพื่อที่จะอยู่รอด พวกเขาสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาและทะเลได้—ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำไม่ได้  จากเหตุการณ์นี้ เราเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนไร้สมองโดยสิ้นเชิงหรือไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้เลย แต่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขากำลังจัดการงานให้ใคร  หากพวกเขากำลังจัดการงานให้ตนเอง พวกเขาจะดูมีความกระตือรือร้น ฉลาด กระทำการอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษ—พวกเขาไม่จำเป็นต้องถูกกระตุ้น และเราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเขา  แต่เมื่อพวกเขากำลังทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับพบว่าการจัดการงานใดๆ เป็นเรื่องยาก พวกเขาไม่เคยค้นพบหลักธรรมใดๆ ได้เลย และทำผิดพลาดอยู่เสมอ  ปรากฏว่ามีเหตุผลหนึ่งสำหรับเรื่องนี้ และมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างการที่พวกเขาทำสิ่งต่างๆ เพื่อตนเองกับการทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า  ในตอนนี้ พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงว่าคนเหล่านี้มีอุปนิสัยหรือแก่นแท้ประเภทใด  ท่าทีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสองแบบที่คนเหล่านี้มีต่อการจัดการสิ่งต่างๆ เผยให้เห็นว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยที่ไม่ค่อยซื่อตรงอย่างแท้จริง  ลักษณะนิสัยของพวกเขาไม่ค่อยซื่อตรงเพียงใด?  เราขอนิยามคนเช่นนี้ให้พวกเจ้าฟัง คนเหล่านี้ไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาเป็นเพียงฝูงสัตว์เดรัจฉาน!  คำนิยามนี้เหมาะสมกับพวกเขาหรือไม่?  (เหมาะสม)  คำพูดเหล่านี้อาจจะทนฟังได้ยาก และอาจจะได้ยินแล้วไม่สบายใจ แต่ทว่านี่คือหนทางที่คนเหล่านี้จัดการกับงานอย่างแท้จริง และนี่คือประเภทของสิ่งที่พวกเขาเป็น  สิ่งที่เราพูดนั้นตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและไม่ใช่การใส่ร้ายโดยไม่มีมูล  เมื่อพระนิเวศของพระเจ้ากำลังใช้คนบางคน โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขายังอายุน้อย มีขีดความสามารถค่อนข้างอ่อนด้อย และขาดรากฐานและวุฒิภาวะ พระนิเวศของพระเจ้าก็จะช่วยเหลือพวกเขาอย่างต่อเนื่อง และสามัคคีธรรมความจริงและหลักธรรมกับพวกเขา  แต่ในท้ายที่สุด ลักษณะนิสัยที่แย่ก็คือลักษณะนิสัยที่แย่อยู่นั่นเอง สัตว์เดรัจฉานก็คือสัตว์เดรัจฉาน และคนเหล่านี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่นำความจริงไปปฏิบัติเท่านั้น พวกเขายังจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ โดยได้คืบจะเอาศอก และไม่มีแม้กระทั่งสำนึกถึงความละอายใจแม้เพียงน้อยนิดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  เมื่อพวกเขาซื้อของบางอย่างหรือดำเนินงานให้พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่เคยขอคำแนะนำว่าจะซื้อของเหล่านี้อย่างไรให้ราคาถูกและประหยัดเงินในขณะที่ยังได้ของที่ใช้งานได้จริงด้วย  พวกเขาไม่เคยทำเช่นนี้เลย  พวกเขาแค่ใช้เงินอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ซื้อของอย่างไม่เอาใจใส่ และเพียงแต่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไร้ประโยชน์  แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำงานให้เสร็จสมบูรณ์หรือซื้อบางสิ่งให้เราเป็นการส่วนตัว พวกเขาก็เริ่มจริงจังและคิดถึงการลดค่าใช้จ่าย และจะทำอย่างไรให้ใช้เงินน้อยลงแต่ได้งานมากขึ้น  พวกเขาคิดว่าการทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้คือการยึดมั่นในหลักธรรมและปฏิบัติความจริง  คนเหล่านี้มีสำนึกสักนิดหรือไม่?  เงินนี้เป็นเงินของใคร และควรใช้ให้กับใคร—พวกเขายังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ชัดเจนเลยด้วยซ้ำ  นี่ไม่ใช่การจัดการสิ่งต่างๆ อย่างคนชั่วหรอกหรือ?  มีคนเช่นนี้อยู่รอบตัวพวกเจ้าหรือไม่?  ทุกคนที่ไม่หารือกับเจ้าหน้าที่การเงินหรือพี่น้องชายหญิงที่พวกเขาทำงานด้วยเวลาที่ซื้อของมีค่าหรือของราคาแพงให้คริสตจักร คนที่เดินหน้าใช้ของถวายอย่างฟุ่มเฟือยตามอำเภอใจ คนที่รู้ว่าต้องประหยัดเงินและจัดทำงบประมาณรายจ่ายของตนเมื่อพวกเขากำลังใช้เงินของตัวเอง แต่กลับใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยตามอำเภอใจเมื่อพวกเขากำลังใช้ของถวายของพระเจ้า—คนเช่นนี้น่ารังเกียจเกินไปจริงๆ!  พวกเขาน่าขยะแขยงเกินไป!  ใช่หรือไม่?  (ใช่)  เรื่องเช่นนี้ทำให้เรารู้สึกขยะแขยงเมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึง  สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นยังต่ำต้อยกว่าสุนัขเฝ้ายามด้วยซ้ำไป  พวกเขาสมควรที่จะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าหรือ?

ครั้งหนึ่งเคยมีผู้นำคนหนึ่งที่จะนำสิ่งของทั้งหมดที่พี่น้องชายหญิงในที่ต่างๆ ถวายแด่พระเจ้ามาไว้ใน “การเก็บรักษา” ของตน รวมถึงของมีค่า เสื้อผ้าธรรมดา และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่กินได้ เป็นต้น  กระเป๋าแบรนด์เนมเขาก็นำมาสะพาย รองเท้าหนังเขาก็นำมาสวมใส่ แหวนเขาก็สวมที่นิ้วของตน สร้อยคอก็นำมาสวมรอบคอของตน และอื่นๆ—สิ่งใดที่เขาสามารถใช้ได้ เขาจะยึดเป็นของตนและนำมาใช้ โดยไม่ขอความเห็นชอบจากผู้ใดเลย  วันหนึ่ง พี่น้องชายที่ทำงานเบื้องบนถามเขาว่าเหตุใดสิ่งของทั้งหมดที่พี่น้องชายหญิงในที่ต่างๆ ถวายแด่พระเจ้าจึงยังไม่ถูกส่งมอบ  เขาตอบว่า “พี่น้องชายหญิงกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของที่มอบให้คริสตจักร พวกเขาไม่ได้กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของที่ถวายแด่พระเจ้า”  เขายังเน้นย้ำเป็นพิเศษถึงประเด็นที่ว่าของเหล่านั้นถูกมอบให้คริสตจักร พร้อมกับความหมายโดยนัยที่ไม่ได้กล่าวออกมาว่า ในเมื่อตัวเขาเองเป็นผู้แทนที่มีอำนาจเต็มของคริสตจักร พระเจ้าก็น่าจะเลิกหวังที่จะได้รับของเหล่านี้ไปได้เลย ของเหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับพระเจ้า แต่มีไว้ให้คริสตจักรใช้  หากจะพูดให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เขาหมายความว่า “ของเหล่านี้มีไว้ให้ฉันใช้ ไม่ได้ถวายเพื่อให้พระเจ้าทรงใช้  คุณจะถามไปเพื่ออะไร?  คุณมีคุณสมบัติพอที่จะถามเช่นนี้หรือ?”  การได้ยินเช่นนี้ทำให้พวกเจ้าโกรธหรือไม่?  (โกรธ)  ใครได้ยินเช่นนี้ก็ย่อมจะโกรธทั้งนั้น  จงบอกเราทีว่า มีใครบ้างที่เชื่อว่าสิ่งที่พี่น้องชายหญิงมอบให้คริสตจักรนั้นเป็นการถวายให้แก่บรรดาผู้นำของคริสตจักร?  มีใครบ้างที่กล่าวว่า ในการถวายสิ่งของให้คริสตจักร พวกเขากำลังถวายสิ่งของเหล่านั้นให้แก่ผู้นำคริสตจักรคนนั้นคนนี้?  มีใครมีเจตนาเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  เว้นเสียแต่ว่าตอนที่พวกเขาถวาย พวกเขาจะเขียนกำกับว่า “โปรดส่งต่อสิ่งนี้ให้แก่คนนั้นคนนี้”—เมื่อนั้นเท่านั้นที่ของสิ่งนี้จะตกเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้นำคนนี้  มิฉะนั้นของทุกอย่างที่ถูกนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของ ล้วนเป็นสิ่งที่พี่น้องชายหญิงถวายแด่พระเจ้า  สิ่งที่ถวายแด่พระเจ้าเรียกรวมกันว่าของถวาย  เมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกกำหนดว่าเป็นของถวายแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็มีไว้เพื่อให้พระเจ้าทรงใช้  เมื่อของถวายมีไว้ให้พระเจ้าทรงใช้แล้ว พระเจ้าทรงใช้ของถวายเหล่านั้นอย่างไร?  พระเจ้าทรงจัดสรรสิ่งเหล่านี้อย่างไร?  (พระองค์ประทานสิ่งเหล่านี้ให้คริสตจักรใช้ในงานของคริสตจักร)  นั่นถูกต้องแล้ว  มีหลักธรรมและรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการใช้ของถวายในงานของคริสตจักร รวมถึงค่าครองชีพสำหรับบรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาในคริสตจักร และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงานของคริสตจักร  ในช่วงเวลาแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า การใช้-ของถวายนี้ครอบคลุมสองรายการนี้คือ ค่าใช้จ่ายประจำวันของพระคริสต์ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของงานคริสตจักร  ทีนี้ ภายในสองรายการนี้ มีรายการใดที่บอกว่าของถวายสามารถเปลี่ยนเป็นเงินเดือนส่วนตัว รางวัล ค่าใช้จ่าย และค่าตอบแทนได้หรือไม่?  (ไม่มี) ของถวายไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง การใช้และการจัดสรรของถวายต้องได้รับการจัดการโดยพระนิเวศของพระเจ้า และของถวายจะถูกนำมาใช้ในงานคริสตจักรเป็นหลัก กล่าวคือไม่ได้รวมไว้ในที่นี้ว่าใครก็ตามที่เป็นผู้นำคริสตจักรจะมีสิทธิอำนาจในการครอบครองหรือใช้ของถวาย  ถ้าเช่นนั้นแล้ว ของถวายจะถูกนำไปใช้อย่างไรกันแน่?  ของถวายเหล่านี้ต้องได้รับการจัดสรรตามหลักธรรมที่ควบคุมการใช้ทรัพย์สินของคริสตจักร  เมื่อมองจากมุมมองนี้ การที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการให้ความสำคัญกับการที่พวกเขาได้ครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักรอยู่เสมอนั้นเป็นเรื่องน่าละอายไม่ใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์คิดเสมอว่าเงินและสิ่งของที่พี่น้องชายหญิงถวายนั้นเป็นของใครก็ตามที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำ  นี่เป็นวิธีคิดที่ไร้ยางอายไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เป็นวิธีคิดไร้ยางอายอย่างยิ่ง!  ไม่เพียงแต่อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์จะเลวร้ายและชั่วช้าเท่านั้น แต่ลักษณะนิสัยของพวกเขายังต่ำช้าและต่ำต้อยอีกด้วย และไม่มีสำนึกของความละอายเลย

ความจริงทั้งหลายที่ผู้คนควรเข้าใจและนำไปปฏิบัติจะชัดเจนขึ้นโดยการสามัคคีธรรมหัวข้อเหล่านี้และพูดคุยถึงเรื่องราวเหล่านี้  อย่างไรก็ตาม หากพวกเราไม่สามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้ ความเข้าใจความจริงบางประการของผู้คนก็จะหยุดอยู่ที่ระดับตัวอักษรและคำสอนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และจะยังคงค่อนข้างกลวงเปล่า  หากพวกเราผนวกเรื่องจริงบางเรื่องเข้ากับการสามัคคีธรรมความจริงของพวกเรา ผู้คนก็จะมองทะลุถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้นมาก และความเข้าใจความจริงของพวกเขาก็จะเป็นรูปธรรมและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น  เพราะฉะนั้น การสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้จึงไม่ได้มีเจตนาที่จะใส่ความผู้ใดหรือสร้างความลำบากให้พวกเขาแต่อย่างใด  เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และยิ่งไปกว่านั้นสิ่งเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับหัวข้อที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันอยู่  ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงได้กลายเป็นสื่อการสอนที่มีชีวิต และเป็นบุคคลและตัวละครในตัวอย่างที่เป็นแบบฉบับซึ่งพวกเรากำลังสามัคคีธรรมและชำแหละกันอยู่  นี่เป็นเรื่องปกติมาก  ตามธรรมชาติแล้ว ความจริงย่อมเชื่อมโยงกับคำพูด ความคิด ทัศนะ การกระทำ และอุปนิสัยที่ถูกเผยออกมาในระหว่างการดำเนินชีวิตของมนุษย์  หากพวกเราเพียงแต่สามัคคีธรรมและอธิบายความหมายตามตัวอักษรของความจริง โดยแยกความจริงออกจากชีวิตจริง เช่นนั้นแล้วเมื่อใดเล่าผู้คนจึงจะสามารถได้รับความเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงได้?  การทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนั้นย่อมจะทำให้ผู้คนเข้าใจความจริงยากขึ้นอย่างมาก และผู้คนย่อมจะมีความยากลำบากในการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  การยกตัวอย่างที่เป็นแบบฉบับสองสามตัวอย่างมาเพื่อการสามัคคีธรรมและการชำแหละจะเอื้อให้ผู้คนเข้าใจความจริง เข้าใจหลักธรรมที่พวกเขาควรนำไปปฏิบัติ เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และหนทางที่พวกเขาควรทำตามมากยิ่งขึ้น  ด้วยเหตุผลนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ก็ทั้งเหมาะควรและเป็นประโยชน์ต่อผู้คน  หากเรื่องราวเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง หรืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเรากำลังชำแหละอยู่ เราก็คงไม่เต็มใจที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ แต่อุปนิสัยและแก่นแท้ของผู้คนที่ทำสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันอยู่ ดังนั้นพวกเราจึงต้องสามัคคีธรรมถึงเรื่องเหล่านี้เมื่อจำเป็น  จุดมุ่งหมายของการสามัคคีธรรมถึงเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อกดขี่ผู้คนหรือทำให้พวกเขาลำบาก และไม่ใช่เพื่อทำให้พวกเขาต้องอับอายต่อหน้าสาธารณชน แต่เพื่อเป็นการชำแหละอุปนิสัยและแก่นแท้ของมนุษย์ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือเพื่อชำแหละอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ที่อยู่ในตัวมนุษย์  หากเมื่อใดก็ตามที่การสามัคคีธรรมของพวกเราเกี่ยวข้องกับหัวข้อเหล่านี้ ทุกสิ่งที่เข้ามาในความคิดของพวกเจ้าก็คือคนนั้นคนนี้ได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ และพวกเจ้าก็ไม่สามารถคิดได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความจริงและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนอย่างไร นี่เป็นการพิสูจน์ว่าพวกเจ้าได้เข้าใจความจริงแล้วหรือไม่?  (ไม่)  หากพวกเจ้าจำได้เพียงหนึ่งเรื่อง หรือคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ และเกิดมีอคติ ความคิดเห็น และความเอนเอียงต่อคนคนนั้นขึ้นในใจของพวกเจ้า จะกล่าวได้หรือไม่ว่าพวกเจ้าได้บรรลุถึงความเข้าใจความจริงแล้ว?  นี่ไม่ใช่การเข้าใจความจริง  ถ้าเช่นนั้นแล้ว ภายใต้เงื่อนไขใดจึงจะสามารถถือได้ว่าพวกเจ้าบรรลุถึงความเข้าใจความจริงแล้ว?  เกือบทุกครั้งที่พวกเราสามัคคีธรรมและชำแหละการสำแดงต่างๆ ของแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ เราจะหยิบยกเรื่องราวจำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวอย่างที่เป็นแบบฉบับ และเราก็สามัคคีธรรมกับพวกเจ้าว่าข้อผิดพลาดในเรื่องราวเหล่านี้อยู่ที่ใดและหนทางที่ผู้คนควรทำตามคืออะไร หากพวกเจ้ายังคงไม่เข้าใจหลังจากการสามัคคีธรรมประเภทนี้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็หมายความว่าการทำความเข้าใจของพวกเจ้ามีปัญหา กล่าวคือขีดความสามารถของพวกเจ้าอ่อนด้อยเกินไปและพวกเจ้าไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ  ถ้าเช่นนั้นแล้ว ภายใต้เงื่อนไขใดจึงสามารถถือได้ว่าพวกเจ้ามีความสามารถในการทำความเข้าใจ มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และเข้าใจความจริงในตัวอย่างที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันไปแล้ว  ก่อนอื่นเลย พวกเจ้าต้องสามารถเปรียบเทียบตนเองกับตัวอย่างที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันและสามารถรู้จักตนเอง มองดูและเห็นว่าตนมีอุปนิสัยประเภทนี้ด้วยหรือไม่ และพวกเจ้าอาจจะสามารถทำสิ่งเช่นนั้นได้หรือไม่หากพวกเจ้ามีสถานะและสิทธิอำนาจ และพวกเจ้ามีความคิดและความเห็นเช่นนั้นหรือเผยอุปนิสัยประเภทนี้ออกมาเช่นกันหรือไม่  นี่คือแง่มุมหนึ่ง  นอกจากนั้น ในบรรดาตัวอย่างที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันอยู่นั้น พวกเจ้าต้องแสวงหาหลักธรรมความจริงที่พวกเจ้าพึงเข้าใจและปฏิบัติตามในหนทางที่เป็นบวก  นี่หมายถึงการค้นหาเส้นทางที่พวกเจ้าควรนำไปปฏิบัติ และการรู้ว่าในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ พวกเจ้าควรยืนอยู่ในตำแหน่งใดและควรปฏิบัติอย่างไรในหนทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น โดยผ่านการชำแหละพวกเจ้าต้องสามารถตระหนักได้ว่าอุปนิสัยของตนเหมือนกับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ โดยทำการเชื่อมโยงนั้น และรู้วิธีที่จะแก้ไขอุปนิสัยดังกล่าว  ด้วยวิธีนี้ พวกเจ้าก็จะบรรลุถึงความเข้าใจความจริง พวกเจ้าจะเป็นคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง  หากหลังจากที่พวกเจ้าฟังเรื่องราวหนึ่งจบลงแล้ว พวกเจ้าจำรายละเอียดทั้งหมดได้ คือทั้งเหตุและผลทั้งหมด และสามารถแจกแจงเหตุและผลเหล่านั้นได้ แต่พวกเจ้ากลับไม่เข้าใจหลักธรรมความจริงที่ผู้คนควรปฏิบัติและเข้าสู่ และเมื่อเผชิญกับสถานการณ์หนึ่ง พวกเจ้าไม่รู้วิธีที่จะนำความจริงเหล่านี้ไปใช้เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะสามารถมองทะลุถึงผู้คนและสิ่งทั้งหลาย และรู้จักตนเองได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็หมายความว่าพวกเจ้าไร้ซึ่งความสามารถในการทำความเข้าใจ  และคนที่ไร้ซึ่งความสามารถในการทำความเข้าใจก็คือคนที่ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ

เราจะยกอีกตัวอย่างหนึ่งให้พวกเจ้าฟัง  มีชายคนนี้ที่เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ  ก่อนที่เขาจะเข้าใจและจับความเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของงานในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างแท้จริง กล่าวคือ ก่อนที่เขาจะทุ่มเทตนเองเข้าสู่งานในแง่มุมต่างๆ แต่ละแง่มุมอย่างถูกควร เขาก็เริ่มซักถามเป็นการส่วนตัวว่า “ในคริสตจักรของพวกเรามีใครบ้างที่รับผิดชอบการเก็บรักษาของถวายแด่พระเจ้า?  จงรายงานรายชื่อของพวกเขาให้ฉันทราบ  อีกทั้งจงให้หมายเลขบัญชีและรหัสผ่านทั้งหมดแก่ฉันด้วย  ฉันต้องการจะทำความเข้าใจว่ามีเงินอยู่เท่าใด”  เขาไม่สนใจงานใดๆ เลย  สิ่งเดียวที่เขาสนใจมากที่สุดและรู้สึกถึงอย่างแรงกล้าที่สุดก็คือรายชื่อของคนที่เก็บรักษาของถวาย ตลอดจนหมายเลขบัญชีและรหัสผ่าน  มีบางสิ่งที่กำลังจะผิดพลาดมิใช่หรือ?  เขาต้องการที่จะได้รับของถวายมิใช่หรือ?  เมื่อพวกเจ้าเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเจ้าควรทำอย่างไร?  ในเมื่อเขาได้กลายเป็นผู้นำไปแล้ว เช่นนั้นแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือทรัพย์สินของคริสตจักรก็ควรจะถูกส่งมอบให้เขา และเขาก็ควรมีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องทรัพย์สินของคริสตจักรและมีอำนาจที่จะควบคุมทรัพย์สินนั้นใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่ ไม่ควรให้ข้อมูลนี้แก่เขา)  เหตุใดจึงไม่ควร?  หากเจ้าไม่ให้ข้อมูลนี้แก่เขา เจ้าจะไม่มีความผิดฐานไม่เชื่อฟังหรอกหรือ?  (ข้อเท็จจริงที่เขาแสดงการสำแดงเหล่านี้ออกมาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขามีบางอย่างผิดปกติ และดังนั้น เพื่อปกป้องของถวายแด่พระเจ้า พวกเราจึงไม่สามารถให้ข้อมูลนี้แก่เขาได้)  นั่นถูกต้องแล้ว ในเมื่อเขามีบางอย่างผิดปกติ เจ้าก็ไม่สามารถให้ข้อมูลนั้นแก่เขาได้  คำตอบของพวกเจ้าพิสูจน์ให้เห็นว่าการสามัคคีธรรมครั้งก่อนของเราไม่สูญเปล่าและพวกเจ้าเข้าใจแล้ว  เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่สามารถให้ข้อมูลนี้แก่เขาได้?  ความรับผิดชอบและหน้าที่ของผู้นำนั้นไม่ได้ประกอบด้วยการจดจ่อความสนใจของตนไปที่ของถวาย หรือพยายามที่จะหยิบฉวยข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับของถวายมาไว้  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของผู้นำ  คริสตจักรทุกแห่งมีผู้คนที่ได้รับมอบหมายให้จัดการและเก็บรักษาของถวาย  ยิ่งไปกว่านั้น คริสตจักรยังมีกฎเกณฑ์และหลักธรรมที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการใช้ของถวายด้วย  ไม่มีผู้ใดมีอำนาจที่จะให้ความสำคัญกับการที่ตนได้ใช้ของถวาย นับประสาอะไรกับอำนาจที่จะให้ความสำคัญกับการที่ตนได้ครอบครองของถวาย  เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น  นี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่หรือ? นี่ถูกต้องมิใช่หรือ?  (ถูกต้อง)  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ต้องการให้ความสำคัญกับการที่ตนครอบครองและใช้ของถวายนั้น นี่เป็นเรื่องที่ผิดในตัวมันเอง  พวกเขาคิดว่าในฐานะผู้นำ พวกเขาควรจะสามารถเพลิดเพลินกับการใช้ของถวายได้อย่างอิสระเสรี นี่เป็นความจริงหรือ?  เงินนี้เป็นของพระเจ้า—เหตุใดพวกเขาจึงใช้เงินนี้ในทางที่ผิด?  เหตุใดพวกเขาจึงเพลิดเพลินกับการใช้เงินนี้ตามใจชอบ?  พวกเขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำเช่นนี้หรือไม่?  พระเจ้าทรงเห็นด้วยกับการที่พวกเขาใช้ของถวายในหนทางนี้หรือไม่?  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะเห็นชอบกับการทำเช่นนี้หรือไม่?  การที่ศัตรูของพระคริสต์ยึดครองของถวายและใช้ของถวายอย่างฟุ่มเฟือยนั้น เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยอุปนิสัยอันชั่วช้าของพวกเขา นี่เป็นวิธีมองดูสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากความโลภของพวกเขา และไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้โดยพระวจนะของพระเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์คนนี้ต้องการที่จะได้ควบคุมของถวายทั้งหมดอยู่เสมอ รวมถึงข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคนที่รับผิดชอบการเก็บรักษาของถวาย และหมายเลขบัญชีและรหัสผ่านทั้งหมด  นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมิใช่หรือ?  เขาต้องการที่จะรู้ข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับของถวายของพระเจ้า และเก็บรักษาของถวายเหล่านั้นเป็นอย่างดี จากนั้นจึงจัดสรรของถวายดังกล่าวในหนทางที่สมเหตุสมผลและเก็บของเหล่านั้นไว้ให้ครบถ้วน โดยไม่อนุญาตให้ใครใช้จ่ายของถวายอย่างอิสระเสรีและไม่ยั้งคิดกระนั้นหรือ?  เขามีความคิดที่จะทำเช่นนี้หรือไม่?  จากการกระทำของเขา คนเราสามารถสังเกตเห็นสัญญาณของเจตนาที่ดีได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  แล้วหากคนคนหนึ่งไม่ได้ละโมบของถวายอย่างแท้จริง พวกเขาจะทำเช่นไรหากได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ?  (ก่อนอื่นพวกเขาจะค้นหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของงานในคริสตจักรในแง่มุมต่างๆ  ตลอดจนค้นหาว่าของถวายถูกเก็บรักษาอย่างไรและสถานที่ที่เก็บของถวายนั้นปลอดภัยหรือไม่  อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะไม่ซักถามเกี่ยวกับหมายเลขบัญชี รหัสผ่าน หรือจำนวนเงินที่มีอยู่)  ถูกต้องแล้ว แต่มีอีกสิ่งหนึ่ง  หลังจากที่คนที่ไม่ได้ละโมบของถวายอย่างแท้จริงนั้นได้รับเลือกให้เป็นผู้นำแล้ว พวกเขาจะตรวจสอบว่าสถานที่ที่เก็บของถวายนั้นปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงผู้คนที่ได้รับมอบหมายให้เก็บรักษาของถวายนั้นเหมาะสมและเชื่อถือได้หรือไม่ พวกเขาจะยักยอกของถวายหรือไม่ และพวกเขากำลังเก็บรักษาของถวายโดยสอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่  พวกเขาจะพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อน  ส่วนข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น จำนวนของถวายและรหัสผ่านนั้น คนที่ไม่มีความโลภ—คนที่ดีพร้อมและมีเกียรติ—จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้  แต่คนที่มีความโลภจะไม่หลีกเลี่ยงเรื่องนี้ พวกเขาจะใช้การอำพรางว่า “ฉันเป็นผู้นำ  ฉันควรจะรับช่วงต่องานในทุกแง่มุมมิใช่หรือ?  สิ่งอื่นๆ ก็ถูกส่งมอบให้ฉันทั้งหมดแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ส่งมอบของถวาย?”  โดยการใช้อำนาจที่พวกเขามี พวกเขาจะต้องการเข้าควบคุมการเงินของคริสตจักรภายใต้ข้ออ้างนี้  นั่นคือปัญหา  พวกเขาจะไม่ทำงานของตนหรือลุล่วงความรับผิดชอบของตนอย่างถูกควร และพวกเขาจะไม่จัดการการเงินของคริสตจักรให้สอดคล้องกับขั้นตอนปกติและหลักธรรม  ตรงกันข้ามพวกเขาจะมีแผนการของตนเองสำหรับเรื่องเหล่านั้น  ใครก็ตามที่สามารถคิดได้อย่างมนุษย์ปกติย่อมสามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้  ทันทีที่ผู้นำคนนี้เริ่มทำเช่นนี้ ก็มีใครบางคนรายงานเรื่องดังกล่าวและเขาก็ถูกหยุดยั้งไว้  หลังจากนั้น คนคนนั้นก็ได้รายงานเรื่องนี้ให้เราทราบ โดยถามว่าการทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ และเราก็ได้กล่าวว่าถูกต้อง  การทำเช่นนี้เรียกว่าการปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ข้อมูลนั้นไม่สามารถถูกมอบให้แก่คนเช่นนั้นได้  การต้องการจะควบคุมเงินของพระนิเวศของพระเจ้าก่อนโดยที่ยังไม่ได้ทำงานแม้แต่นิดเดียว—นี่ไม่เหมือนกับพญานาคใหญ่สีแดงไปหน่อยหรือ?  เมื่อพญานาคใหญ่สีแดงจับกุมพี่น้องชายหญิง สิ่งแรกที่พญานาคใหญ่สีแดงทำไม่ใช่การทุบตีพวกเขา เพราะเกรงกลัวว่าพวกเขาจะไม่สามารถพูดจาอย่างชัดเจนได้หลังจากถูกทุบตีจนหมดสติ—พญานาคใหญ่สีแดงจะถามก่อนว่าเงินของคริสตจักรถูกเก็บไว้ที่ใด ใครเป็นผู้เก็บรักษาเงินนั้น และมีเงินเท่าใด  เมื่อนั้นเท่านั้นพญานาคใหญ่สีแดงจึงจะถามว่าใครคือผู้นำของคริสตจักร  พญานาคใหญ่สีแดงมีจุดหมายเพียงเพื่อฉกฉวยเงินเท่านั้น  สิ่งที่ผู้นำคนนี้ทำและสิ่งที่พญานาคใหญ่สีแดงทำนั้นมีธรรมชาติที่เหมือนกัน เขาไม่ได้สอบถามในเรื่องของงานใดๆ เลย หรือแบกรับภาระสำหรับสิ่งใดแม้เพียงอย่างเดียว และเขาก็ให้ความสนใจกับเรื่องการเงินเท่านั้น—นี่เป็นคนที่เลวทรามไม่ใช่หรือ?  การกระทำของคนเลวทรามคนนี้ช่างเห็นได้ชัดเหลือเกิน!  ก่อนที่สถานะของเขาจะมั่นคงเสียอีก เขาก็ต้องการฉกฉวยเงินเสียแล้ว  เขาไม่รีบร้อนมากเกินไปหน่อยหรือ?  เขาหารู้ไม่ว่าคนอื่นๆ ได้เริ่มแยกแยะเขาแล้ว และในไม่ช้าเขาก็ถูกปลด  เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนประเภทนี้ ซึ่งประพฤติตนในลักษณะที่เห็นได้ชัดเช่นนี้ พวกเจ้าต้องจำสิ่งนี้ไว้ จงรีบปลดพวกเขาออก  ไม่จำเป็นต้องแยกแยะสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับคนประเภทนี้ เช่น อุปนิสัย ความเป็นมนุษย์ การศึกษา หรือภูมิหลังของครอบครัวของพวกเขา ระยะเวลาที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขามีรากฐานหรือไม่ หรือพวกเขามีประสบการณ์ชีวิตเป็นเช่นไร—พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องแยกแยะสิ่งเหล่านี้เลย เพียงสิ่งเดียวนี้ก็เพียงพอที่จะตัดสินว่าคนเช่นนั้นเป็นศัตรูของพระคริสต์  พวกเจ้าทุกคนควรร่วมกันปลดและเอาตัวคนคนนี้ออกไป  พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องมีเขาเป็นผู้นำ  เพราะเหตุใดหรือ?  หากเจ้าเปิดโอกาสให้เขานำเจ้า พวกเขาจะผลาญเงินเท่าใดก็ตามที่คริสตจักรมี และจะยักยอกเงินทั้งหมดไป จากนั้นงานของคริสตจักรก็จะหยุดชะงักและไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้  หากพวกเจ้าพบเจอคนประเภทนี้ ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการฉกฉวยเงิน ผู้ที่มีความสนใจจดจ่ออยู่กับทรัพย์สมบัติอยู่เสมออย่างไม่อาจสั่นคลอนได้ และผู้ที่มีความละโมบ และหากสัญญาณของธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขายังไม่โผล่ออกมา และทุกคนเลือกเขามาในหนทางที่เลอะเลือน โดยคิดว่าพวกเขามีพรสวรรค์บางอย่าง มีความสามารถในการทำงานบางอย่าง และสามารถนำทุกคนให้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ โดยไม่คาดคิดว่าทันทีที่พวกเขากลายเป็นผู้นำ พวกเขาก็จะเริ่มยัดเงินเข้ากระเป๋าของตนเอง เมื่อนั้นพวกเจ้าก็ควรโค่นพวกเขาลงจากตำแหน่งโดยเร็ว  นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำอย่างแน่นอน  หลังจากนั้นพวกเจ้าก็สามารถเลือกคนอื่นได้  คริสตจักรจะไม่ล่มสลายหากไม่มีผู้นำสักหนึ่งวัน  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเชื่อในพระเจ้า ไม่ได้เชื่อในผู้นำคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ  จงบอกเราทีว่า มีคราวใดที่พี่น้องชายหญิงตัดสินใจผิดบ้างหรือไม่?  ก่อนที่คนคนนี้จะกลายเป็นผู้นำ ไม่มีทางที่จะบอกได้เลยว่าเขาเป็นคนโลภ  ตอนที่เขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เขาไม่ได้พยายามเอาเปรียบ เขาใช้เงินของตนเองเมื่อซื้อสิ่งต่างๆ และเขายังให้ทานด้วยซ้ำไป ทว่าสิ่งแรกที่เขาทำเมื่อได้เป็นผู้นำก็คือการเค้นเอาข้อมูลเรื่องการเงินของคริสตจักร  คนส่วนใหญ่ไม่สามารถข่มแรงกระตุ้นอันเลวร้ายประเภทนี้ได้—มันช่างเหลือเชื่อทีเดียว!  เขาเปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร?  ไม่ใช่ว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามคืนหรอก แต่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทนั้นมาตั้งแต่ต้นเลย มีข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้อยู่ในรูปการณ์แวดล้อมที่จะเผยตัวเขาออกมา และตอนนี้สถานการณ์นี้ก็ได้เผยตัวเขาออกมาแล้ว  ในเมื่อคนคนนี้ถูกเผยออกมาแล้ว เหตุใดพวกเจ้าจึงยังคงจะแสดงความกรุณาต่อเขาอยู่?  จงเตะเขาให้กระเด็นออกไปจากที่นี่เสีย ยิ่งไปไกลได้ยิ่งดี!  พวกเจ้ากล้าทำเช่นนี้หรือไม่?  (กล้า)  เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนใดก็ตามที่คอยลอบวางแผนร้ายเกี่ยวกับทรัพย์สินของคริสตจักร จงอย่าเลือกพวกเขาตอนที่พวกเจ้ายังไม่ได้เข้าใจพวกเขาอย่างถ่องแท้  ในช่วงเวลาแห่งความไม่รู้ความ หากพวกเจ้าเลือกพวกเขามาโดยที่ยังไม่ได้เข้าใจพวกเขาอย่างถ่องแท้ จากนั้นจึงค้นพบว่าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่โลภมากและเป็นยูดาส พวกเจ้าก็ควรรีบเตะพวกเขาออกไปและเอาตัวพวกเขาออกไป  จงอย่ามีใจกรุณา และอย่าลังเล  มีผู้ที่กล่าวว่า “แม้ว่าคนคนนั้นจะโลภ แต่ในด้านอื่นๆ พวกเขาก็ดีหมด  พวกเขาสามารถนำผู้คนไปสู่ความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาก็สามารถทำให้ผู้คนทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติ”  แต่พวกเขาเป็นเช่นนี้เพียงชั่วครู่เท่านั้น  เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็จะไม่เป็นเช่นนี้อีกต่อไป  ในเวลาไม่กี่วัน ใบหน้าเยี่ยงมารของพวกเขาก็จะปรากฏออกมา  การสำแดงและอุปนิสัยทั้งหมดของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันในอดีตจะถูกเผยออกมาในตัวพวกเขาทีละเล็กละน้อย  ถึงตอนนั้นจะไม่สายเกินไปหรือที่จะปลดพวกเขา?  งานของคริสตจักรก็จะได้รับความเดือดร้อนไปแล้ว  หากเจ้าไม่เชื่อสิ่งที่เราได้กล่าวไป และเจ้าลังเล ก็อย่าได้เริ่มร้องไห้ฟูมฟายเมื่อเจ้ามีความเสียใจ  ก่อนอื่นจงดูว่าคนคนหนึ่งปฏิบัติต่อของถวายอย่างไร นี่เป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายที่สุด รวมถึงเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการมองให้ทะลุว่าคนคนหนึ่งมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่  สำหรับหัวข้อที่พวกเราสามัคคีธรรมกันในอดีต พวกเราต้องระบุอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ผ่านการสำแดง การเผย มุมมอง คำพูด และการกระทำบางอย่าง และดูว่าพวกเขามีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่บนพื้นฐานของอุปนิสัยของพวกเขา  สำหรับประเด็นปัญหานี้เพียงประเด็นเดียว ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้เลย มันตรงไปตรงมา เรียบง่าย และใช้ความพยายามและเวลาน้อยกว่า  ตราบใดที่คนคนหนึ่งแสดงการสำแดงนี้ออกมา—โดยต้องการให้ความสำคัญกับการที่ตนครอบครองของถวายหรือยึดครองของถวายโดยใช้กำลังอยู่เสมอ—เมื่อนั้นพวกเจ้าก็สามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ร้อยเปอร์เซ็นต์  พวกเขาสามารถถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขาก็ไม่สามารถรับใช้ในฐานะผู้นำได้ แต่ต้องถูกพี่น้องชายหญิงปลดและปฏิเสธ

พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่ให้ความสำคัญกับการที่ตนครอบครองและใช้ของถวาย และใช้เรื่องนี้เพื่อจำแนกและชำแหละอุปนิสัยและแก่นแท้ที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกในความพยายามของพวกเขาที่จะควบคุมการเงินของคริสตจักร  นี่คือประการแรก  การครอบครองและการใช้—สิ่งเหล่านี้คือแนวทางเบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานที่สุดของศัตรูของพระคริสต์เมื่อพูดถึงเรื่องของทรัพย์สินของคริสตจักร  ในประการนี้ พวกเราไม่ได้สามัคคีธรรมในลักษณะที่เป็นรูปธรรมว่าศัตรูของพระคริสต์ครอบครองและใช้ทรัพย์สินของคริสตจักรอย่างไร  พวกเราจะลงรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในประการถัดไป ซึ่งก็คือการที่ศัตรูของพระคริสต์ผลาญ เบียดบัง ให้ยืม หลอกใช้ และขโมยของถวาย

ข. ผลาญ เบียดบัง ให้ยืม หลอกใช้ และขโมยของถวาย

1. ผลาญของถวาย

ศัตรูของพระคริสต์คิดว่าการมีสถานะและสิทธิอำนาจทำให้ตนมีอำนาจที่จะให้ความสำคัญกับการที่ตนครอบครองและใช้ของถวาย  ถ้าเช่นนั้นแล้ว เมื่อพวกเขามีอำนาจนั้น พวกเขาจัดสรรและใช้ของถวายอย่างไร?  พวกเขาทำการนี้ตามกฎเกณฑ์ของคริสตจักรหรือตามหลักธรรมที่ว่าด้วยความจำเป็นของงานคริสตจักรหรือไม่?  พวกเขาทำเช่นนี้ได้หรือไม่?  (พวกเขาทำไม่ได้)  ข้อเท็จจริงที่พวกเขาทำไม่ได้นั้นเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งหลายอย่าง  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้สถานะมาแล้ว พวกเขาย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานของคริสตจักรได้ และส่วนหนึ่งของงานนี้ก็เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายและการจัดสรรทรัพย์สินของคริสตจักร  ในกรณีนั้น หลักธรรมที่พวกเขาใช้ในการจัดสรรทรัพย์สินของคริสตจักรคืออะไร?  คือการมัธยัสถ์ใช่หรือไม่?  คือการวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อที่จะรัดเข็มขัดในทุกที่ที่ทำได้ใช่หรือไม่?  คือการคำนึงถึงพระนิเวศของพระเจ้าในทุกสิ่งใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  หากพวกเขาสามารถไปสถานที่แห่งหนึ่งด้วยจักรยานได้ พวกเขาก็ยังคงใช้เงินในการนั่งรถโดยสารอยู่ดี  และเมื่อพวกเขาพบว่าการเดินทางด้วยรถโดยสารหรือรถเช่าอยู่ตลอดเวลานั้นไม่สะดวกสบาย พวกเขาก็เริ่มพิจารณาที่จะใช้เงินของพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อซื้อรถยนต์  ขณะที่เลือกซื้อรถยนต์ พวกเขาไม่ชายตามองรุ่นที่ราคาถูกและมีสมรรถนะปานกลาง และเจาะจงเลือกรถยนต์สมรรถนะสูง ที่เป็นรถยนต์ยี่ห้อดังที่นำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาคันละกว่าหนึ่งล้านหยวน  พวกเขาคิดว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร และไม่ว่าจะอย่างไร พระนิเวศของพระเจ้าก็เป็นผู้จ่าย และเงินของพระนิเวศของพระเจ้าก็คือเงินของทุกคน  ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่ทุกคนจะซื้อรถยนต์สักคันด้วยกัน  พระนิเวศของพระเจ้านั้นใหญ่เหลือเกิน โลกทั้งจักรวาลล้วนเป็นของพระเจ้า แล้วการที่พระนิเวศของพระเจ้าจะซื้อรถยนต์สักคันนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนักหรือ?  ในโลกของซาตาน รถยนต์ที่ผู้คนขับล้วนมีราคาหลายล้านหยวน ดังนั้นการที่คริสตจักรของพวกเราซื้อรถยนต์ราคาเพียงหนึ่งล้านหยวนก็นับว่ามัธยัสถ์มากแล้ว  นอกจากนั้น รถยนต์คันนี้ก็ไม่ใช่เพื่อให้ฉันใช้คนเดียว แต่ทั้งคริสตจักรจะใช้รถยนต์คันนี้ร่วมกัน”  ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์เปิดปากพูด เงินกว่าหนึ่งล้านหยวนก็ถูกจ่ายออกไป ในชั่วพริบตาหรือเพียงเสี้ยวจังหวะที่หัวใจเต้น และปราศจากความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย  เมื่อซื้อรถยนต์แล้ว พวกเขาก็เริ่มเพลิดเพลินกับการใช้รถยนต์  พวกเขาไม่เดินเท้าไปยังสถานที่ที่ควรเดินไปอีกต่อไป ไม่ขี่จักรยานไปยังสถานที่ที่ควรขี่จักรยานไปอีกต่อไป และไม่เช่ารถยนต์ไปยังสถานที่ที่สามารถเดินทางไปด้วยรถเช่าได้อีกต่อไป ตรงกันข้ามพวกเขากลับยืนกรานที่จะใช้ “รถยนต์ประจำตำแหน่ง” ของตน  พวกเขาปฏิบัติตนอย่างโอ้อวดยิ่งนักราวกับว่าพวกเขาสามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้  ศัตรูของพระคริสต์ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายมาก ทุกสิ่งที่พวกเขาซื้อต้องเป็นของดี ชั้นสูง และล้ำสมัย  ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างของราคาเครื่องจักรและอุปกรณ์บางชนิดระหว่างรุ่นพื้นฐานกับรุ่นชั้นสูงอาจแตกต่างกันหลายหมื่นหยวน  ในสถานการณ์เหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์จะต้องการซื้อรุ่นชั้นสูง และตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ใช้เงินของตนเองอยู่ การทำเช่นนี้ย่อมจะไม่ทำให้พวกเขาทุกข์ร้อนใจเลย  หากพวกเขาต้องควักเงินจ่ายจากกระเป๋าของตนเอง พวกเขาก็จะไม่สามารถซื้อได้แม้กระทั่งรุ่นพื้นฐานหรือรุ่นราคาถูก แต่เมื่อมีคนบอกว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะจ่ายให้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะต้องการรุ่นชั้นสูง  คนเหล่านี้ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานหรอกหรือ?  พวกเขาไร้สำนึกมิใช่หรือ?  นี่คือการผลาญของถวายมิใช่หรือ?  (ใช่แล้ว)  ผู้คนที่ผลาญของถวายมีความเป็นมนุษย์ที่ต่ำทราม พวกเขาเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ!  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้อำนาจในการใช้ของถวายแล้ว พวกเขาก็ปรารถนาที่จะยึดของถวายมาเป็นของตนเอง โดยใช้ของถวายเหล่านั้นโดยไม่คำนึงถึงหลักธรรมใดๆ ทั้งสิ้น และยืนกรานที่จะซื้อของชั้นสูงทุกครั้ง  เมื่อพวกเขาเลือกซื้อแว่นตา พวกเขาก็ต้องการแว่นตาชั้นสูง ประเภทที่ป้องกันแสงสีฟ้าและรังสีอัลตราไวโอเลต พร้อมทั้งเลนส์ที่ใสที่สุด และเมื่อพวกเขาเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ พวกเขาก็ต้องการคอมพิวเตอร์ชั้นสูงซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด  ไม่ว่าพวกเขาจะได้ใช้อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ในหน้าที่ของตนหรือไม่ ทันทีที่มีการพูดถึงเรื่องการซื้อสิ่งของดังกล่าว พวกเขาก็ต้องการเลือกของชั้นสูง  นี่คือการผลาญของถวายไม่ใช่หรือ?  พวกเขารู้จักประหยัดเมื่อเป็นเรื่องเงินของตนเอง สิ่งของใดๆ ก็ใช้ได้ตราบใดที่สิ่งนั้นใช้งานได้จริง แต่เมื่อเป็นเรื่องของการซื้อบางสิ่งให้พระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเรื่องของการใช้งานจริงและการประหยัดเงินก็ไม่ถูกนำมาพิจารณาอีกต่อไป  ทั้งหมดที่พวกเขาคิดถึงก็คือของชิ้นนั้นต้องเป็นยี่ห้อที่โด่งดัง ของดังกล่าวต้องแสดงถึงฐานะของพวกเขา และพวกเขาจะซื้ออันไหนก็ได้ที่แพงที่สุด  นี่คือการแสวงหาการทำลายตนเองมิใช่หรือ?  การใช้จ่ายของถวายราวกับเทน้ำทิ้ง—นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำมิใช่หรือ?  (ใช่)

มีชายคนหนึ่งออกไปซื้อแปรงสีฟันพร้อมกับพี่น้องชายที่ทำงานเบื้องบน  เขาซื้อแปรงสีฟันราคาหนึ่งดอลลาร์เศษๆ ให้พี่น้องชายคนนั้น แต่เขากลับซื้อแปรงสีฟันนำเข้าราคามากกว่า 15 ดอลลาร์ให้ตนเอง  ทีนี้ ระหว่างพี่น้องชายที่ทำงานเบื้องบนกับพี่น้องชายธรรมดาคนนี้ พวกเจ้าจะไม่พูดหรอกหรือว่ามีความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำในแง่ของสถานะของพวกเขาอยู่บ้าง?  (พวกเราจะพูดเช่นนั้น)  ในเชิงตรรกะแล้ว—พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงสิ่งต่างๆ เช่น สถานะ ฐานะ หรือหนทางที่พระเจ้าทรงจัดสรร และขอให้หารือเพียงข้อเท็จจริงที่ว่าพี่น้องชายที่ทำงานเบื้องบนทำงานหนักตลอดหลายปีมานี้—เขาไม่ควรจะใช้ของที่มีคุณภาพดีกว่าหรือ?  แต่เขากลับไม่พิถีพิถันในเรื่องนี้  หลักธรรมที่เขาปฏิบัติตามคืออะไร?  คือการมัธยัสถ์ในทุกเรื่องเท่าที่จะทำได้ ของประเภทนี้ไม่ใช่ของที่สลับซับซ้อนอะไร จึงไม่คุ้มค่าที่จะใช้ของแพงขนาดนั้น และไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินมากมายสำหรับของดังกล่าว แค่แบบที่ใช้ได้ก็พอแล้ว  ทีนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องของอัตลักษณ์ ฐานะ และสถานะของคนสองคนนี้ ย่อมมีความเหลื่อมล้ำระหว่างพวกเขาทั้งสอง และของที่มีคุณภาพธรรมดาที่สุดกลับถูกซื้อให้แก่คนที่ควรจะได้ใช้ของประเภทที่ดี และของที่มีคุณภาพดีที่สุดกลับถูกซื้อให้แก่คนที่ควรจะได้ใช้ของประเภทที่ธรรมดา  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  ในสองคนนี้คนไหนมีปัญหา?  คนที่ใช้ของดีคือคนที่มีปัญหา  เขาไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครและไม่มีสำนึกในความละอาย และจะซื้อของที่ดีที่สุดและแพงที่สุดตราบใดที่พระนิเวศของพระเจ้าเป็นผู้จ่าย  คนคนนี้มีสำนึกสักนิดหรือไม่?  หากเขาทำเช่นนี้ตอนที่เลือกซื้อของพร้อมกับพี่น้องชายที่ทำงานเบื้องบน—ตัดสินใจเลือกเช่นนี้ต่อหน้าพี่น้องชาย—เขาจะทำเช่นไรหากเขาเลือกซื้อของคนเดียว?  เขาจะผลาญเงินไปมากเท่าใด?  เขาย่อมจะทำเกินเลยไปกว่านั้นมาก และคงไม่ใช่แค่ส่วนต่างสิบกว่าดอลลาร์ เขาคงจะกล้าพอที่จะซื้อของไม่ว่าราคาเท่าใด และใช้เงินไปกับของเหล่านั้นมากเท่าใดก็ได้  เขาใช้ของถวายและเงินของพระนิเวศของพระเจ้าในหนทางนี้ เขากำลังแสวงหาการทำลายตนเองมิใช่หรือ?  มีคนที่คิดว่า “ฉันทำงานที่ยิ่งใหญ่เพียงนั้นเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า เสี่ยงภัยมากมายเหลือเกิน สู้ทนความยากลำบากมามากมายนัก และถูกโยนเข้าคุกไปหลายครั้ง  ฉันควรมีสิทธิเพลิดเพลินกับการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ”  คำว่า “มีสิทธิ” ของเจ้านี้เป็นความจริงหรือไม่?  ในพระวจนะข้อใดของพระเจ้าหรือที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดก็ตามที่เคยถูกจำคุก หรือสู้ทนความยากลำบาก หรือเดินทางไปทั่วเพื่อพระองค์มานานหลายปี ควรมีสิทธิได้เพลิดเพลินกับการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ และควรได้สิทธิก่อนใครที่จะเพลิดเพลินกับการใช้และยึดครองของถวาย และผลาญของถวายเหล่านั้นตามใจชอบ และนี่คือกฎการปกครอง?  พระเจ้าเคยตรัสถ้อยคำที่มีผลเช่นนี้แม้แต่คำเดียวหรือไม่?  (พระองค์ไม่เคยตรัส)  ถ้าเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าตรัสว่าอย่างไรเกี่ยวกับการที่คนประเภทนี้ พร้อมด้วยผู้นำ คนทำงาน และผู้คนทั้งหมดที่ทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าถูกคาดหวังว่า จะใช้ของถวายอย่างไร?  พวกเขาต้องใช้ของถวายเหล่านั้นสำหรับรายจ่ายและค่าใช้จ่ายปกติ ไม่มีผู้ใดมีสิทธิอำนาจพิเศษในการใช้หรือครอบครองของถวาย  พระเจ้าจะไม่ทรงทำให้ของถวายของพระองค์กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงกำหนดว่าผู้คนควรผลาญเงินในการใช้และการจัดสรรของถวาย  คนประเภทใดที่ผลาญเงิน?  คนที่ผลาญเงินมีอุปนิสัยประเภทใด?  นี่เป็นบางสิ่งที่สัตว์เดรัจฉาน ทรราช อันธพาล นักเลง และคนเลวทรามที่น่าดูหมิ่นซึ่งไม่มีสำนึกในความละอายทำกัน นี่เป็นบางสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำ  ใครก็ตามที่มีความเป็นมนุษย์อยู่บ้างและรู้จักความละอายย่อมไม่ลดตัวลงไปทำเช่นนี้  มีบางคนที่เมื่อได้เป็นผู้นำคริสตจักรแล้ว ก็เชื่อว่านี่ทำให้ตนมีสิทธิอำนาจในการใช้ของถวายและทรัพย์สินของคริสตจักร  พวกเขาต้องการและกล้าที่จะซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง และพวกเขาก็ต้องการที่จะเรียกร้องทุกสิ่งทุกอย่าง  พวกเขารู้สึกว่าสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาซื้อ สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเพลิดเพลิน เป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่เคยอุตส่าห์สอบถามราคาเลย  และหากมีใครสักคนซื้อของที่ราคาถูกและธรรมดามาให้ พวกเขาก็จะโกรธและเก็บความแค้นกับคนคนนั้นไว้  คนเหล่านี้คือศัตรูของพระคริสต์

2. เบียดบังของถวาย

อีกหนึ่งการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่พยายามควบคุมการเงินของคริสตจักรคือการเบียดบัง  คำว่า “เบียดบัง” น่าจะเข้าใจได้ง่าย  การเบียดบังหมายถึงการนำทรัพย์สินของคริสตจักรไปให้พี่น้องชายหญิงหรือจัดสรรทรัพย์สินให้กับงานของคริสตจักรเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นถูกนำไปใช้อย่างถูกควรใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้ว “การเบียดบัง” หมายถึงอะไร?  (หมายถึงการไม่ใช้จ่ายทรัพย์สินในลักษณะที่เหมาะสม แต่เป็นการใช้ตามอำเภอใจหรือในลักษณะลักลอบ)  ถึงแม้การกล่าวว่า “การใช้ในลักษณะลักลอบ” จะถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้เป็นการเจาะจงเป็นพิเศษ  หากคนคนหนึ่งลักลอบใช้ทรัพย์สินของคริสตจักรเพื่อเป็นค่าครองชีพของผู้ที่ทำหน้าที่เต็มเวลา เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรผิดในเรื่องนี้ และนี่ก็ไม่ใช่การเบียดบัง  การเบียดบังเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวโทษ และไม่สอดคล้องกับหลักธรรม  ตัวอย่างเช่น ผู้นำคริสตจักรบางคนควบคุมเงินของคริสตจักร และเมื่อลูกๆ ของพวกเขาขาดเงินทุนที่จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย และพวกเขาก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นที่บ้าน พวกเขาก็เลยอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ก่อนอื่นข้าพระองค์ขอยอมรับผิดและทูลขอการอภัยโทษจากพระองค์  หากพระองค์ต้องทรงลงโทษ เช่นนั้นก็ได้โปรดทรงลงโทษข้าพระองค์เถิด อย่าทรงลงโทษลูกของข้าพระองค์เลย  ข้าพระองค์รู้ว่านี่ไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ข้าพระองค์กำลังตกที่นั่งลำบาก ดังนั้นข้าพระองค์จึงต้องทำเช่นนี้  พระคุณของพระองค์นั้นอุดมสมบูรณ์เสมอ ดังนั้นข้าพระองค์จึงหวังเพียงว่าพระองค์จะทรงปล่อยข้าพระองค์ไปในครั้งนี้และประทานพรของพระองค์แก่ข้าพระองค์  ข้าพระองค์ขาดเงินค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยของลูกอยู่ราวสองหมื่นหรือสามหมื่นหยวน และแม้จะรวบรวมเงินและกู้ยืมจากทุกทิศทางแล้ว ข้าพระองค์ก็ยังคงมีไม่พอ  ข้าพระองค์ขอใช้เงินของพระองค์เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนของลูกได้หรือไม่?”  จากนั้น หลังจากอธิษฐานเสร็จ พวกเขาก็รู้สึกสงบใจทีเดียวและนำเงินนั้นไปใช้ส่วนตัวเพราะคิดว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบกับเรื่องนี้แล้ว  นี่คือการเบียดบังมิใช่หรือ?  การไม่ใช้เงินในสิ่งที่ควรใช้ แต่กลับนำไปใช้ที่อื่น โดยละเมิดหลักธรรมที่ว่าด้วยการใช้ของถวายในพระนิเวศของพระเจ้า นี่เรียกว่า “การเบียดบัง”  เมื่อสมาชิกในครอบครัวล้มป่วยและต้องการเงิน หรือพวกเขาขาดเงินทุนในการทำธุรกิจ พวกเขาก็เริ่มวางแผนเกี่ยวกับของถวาย และในหัวใจของพวกเขานั้นพวกเขาก็อธิษฐานโดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงอภัยให้ข้าพระองค์ด้วย ข้าพระองค์ไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างนี้ ครอบครัวของข้าพระองค์กำลังประสบกับความลำบากยากเย็นบางอย่างจริงๆ  ความรักของพระองค์กว้างใหญ่ไพศาลดุจมหาสมุทรและไร้ขอบเขตดั่งท้องฟ้า และพระองค์ก็ไม่ทรงจดจำการกระทำผิดของผู้คน  หลังจากที่ข้าพระองค์ใช้เงินสดนี้หมดแล้ว ข้าพระองค์จะคืนให้พระองค์เป็นสองเท่าเมื่อธุรกิจของครอบครัวทำกำไรได้ ดังนั้นโปรดให้ข้าพระองค์ใช้เงินนี้เถิด”  นี่คือวิธีที่พวกเขาใช้ของที่ถวายแด่พระเจ้า  ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อนที่ต้องการเงิน ตราบใดที่ผู้นำเหล่านี้มีเงินอยู่ในมือ พวกเขาก็จะให้เงินนั้นแก่ญาติหรือเพื่อน โดยไม่ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับหลักธรรม และไม่ได้รับการเห็นชอบจากผู้อื่น นับประสาอะไรกับการคิดถึงข้อเท็จจริงสักนิดว่าของเหล่านี้คือของที่ถวายแด่พระเจ้า  ตรงกันข้ามพวกเขากลับตัดสินใจด้วยตนเอง นำเงินออกจากคริสตจักรและใช้เงินเพื่อวัตถุประสงค์อื่น  นี่คือการเบียดบังไม่ใช่หรือ?  (ใช่) นี่คือการเบียดบัง  ทีนี้ บางคนคืนเงินเต็มจำนวนหลังจากแอบเบียดบังของถวายไปแล้ว นี่หมายความว่าพวกเขาไม่มีความผิดในบาปแห่งการเบียดบังของถวายอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่?  หมายความว่าพวกเขาอาจจะรอดพ้นไปได้ใช่หรือไม่?  หรือหากในขณะที่เบียดบัง พวกเขามีเหตุผลของตน มีบริบทบางอย่าง หรือมีความยากลำบาก และพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะเบียดบังเงินนั้นไป การเบียดบังนี้จะได้รับการให้อภัยและไม่ถูกกล่าวโทษได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ในกรณีเช่นนั้น บาปแห่งการเบียดบังของถวายจึงเป็นบาปที่ร้ายแรง!  เรื่องนี้แตกต่างจากสิ่งที่ยูดาสทำหรือไม่?  คนที่เบียดบังของถวายเป็นคนประเภทเดียวกันกับยูดาสไม่ใช่หรือ?  (พวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกัน)  เมื่อลูกๆ ของพวกเขากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อมีใครสักคนในครอบครัวของพวกเขากำลังทำธุรกิจ หรือมีผู้สูงอายุต้องการการรักษาพยาบาล หรือพวกเขาไม่มีปุ๋ยสำหรับทำไร่ทำนา ในสถานการณ์เหล่านี้ทั้งหมด พวกเขาต้องการใช้เงินของคริสตจักร  บางคนถึงกับทำลายใบเสร็จรับของถวายที่พี่น้องชายหญิงถวาย แล้วยัดเงินนั้นใส่กระเป๋าของตนเองเพื่อใช้จ่ายตามใจชอบ โดยไม่หน้าแดงด้วยความอายสักนิดหรือหัวใจเต้นรัวแม้แต่น้อย  บางคนถึงกับรับเงินของถวายจากพี่น้องชายหญิงในการชุมนุม แล้วจากนั้นทันทีที่การชุมนุมจบลง พวกเขาก็นำเงินนั้นไปซื้อของ  แล้วก็ยังมีพี่น้องชายหญิงบางคนที่เห็นกับตาว่าคนเหล่านี้เบียดบังของถวาย แต่ก็ยังคงปล่อยให้พวกเขาเก็บเงินไว้ โดยไม่มีใครรับผิดชอบ และไม่มีใครออกมาหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว  พวกเขาทั้งหมดกลัวว่าจะล่วงเกินผู้นำเหล่านี้ จึงได้แต่เฝ้ามองขณะที่พวกเขาใช้จ่าย  ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าได้ถวายเงินนี้แด่พระเจ้าหรือไม่?  หากเจ้ากำลังให้ทานแก่ผู้อื่น เจ้าก็ควรทำให้ชัดเจนว่าเจ้าไม่ได้กำลังถวายเงินนี้แด่พระเจ้า แล้วเช่นนั้นพระเจ้าก็จะไม่ทรงจดจำเรื่องนี้  เช่นนั้นแล้วเรื่องที่ว่าเงินนี้เป็นของใคร ใครใช้จ่ายเงินนี้ และใช้จ่ายอย่างไร สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับพระนิเวศของพระเจ้าเลย  ในทางกลับกัน หากเงินของเจ้านี้ได้ถูกถวายแด่พระเจ้าไปจริงๆ แต่ก่อนที่คริสตจักรจะมีโอกาสได้ใช้เงินนี้ คนคนหนึ่งกลับใช้จ่ายเงินนี้เช่นนั้น ผลาญเงินดังกล่าวเช่นนั้น และเจ้าก็ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ไม่หยุดยั้งและไม่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วในกรณีนั้น เจ้าก็มีปัญหา เจ้ามีส่วนในบาปของพวกเขา และเมื่อพวกเขาถูกกล่าวโทษ เจ้าย่อมจะไม่สามารถหนีพ้นเช่นกัน

3. ให้ยืมของถวาย

ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้ของถวายตามอำเภอใจ การบริโภคและการใช้จ่ายของถวายอย่างไม่ถูกควร ล้วนเกี่ยวข้องกับกฎการปกครอง และมีลักษณะของการละเมิดกฎการปกครองอยู่เสมอ  ในการจัดการทรัพย์สินของคริสตจักร มีบางคนที่อาจกล่าวว่า “ทรัพย์สินของคริสตจักรก็วางอยู่เฉยๆ  ทุกวันนี้ ธนาคารมีรูปแบบการลงทุนทุกประเภท เช่น พันธบัตรและกองทุน ซึ่งทั้งหมดให้อัตราดอกเบี้ยที่ดี  ถ้าพวกเรานำเงินจากคริสตจักรไปลงทุน และได้ดอกเบี้ยเล็กน้อย นี่จะไม่เกิดประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้าหรอกหรือ?”  จากนั้น โดยไม่ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือ และไม่ได้รับความเห็นชอบจากใครในคริสตจักร พวกเขาก็ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะนำเงินนั้นไปให้กู้ยืม  จุดประสงค์ของการทำเช่นนั้นคืออะไร?  พูดให้ไพเราะก็คือ นี่เป็นการหาดอกเบี้ยให้พระนิเวศของพระเจ้า เป็นการคำนึงถึงพระนิเวศของพระเจ้า แต่ในข้อเท็จจริงที่แท้จริงแล้ว คนเหล่านี้กำลังเก็บงำแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวไว้  พวกเขาต้องการให้ยืมเงินโดยไม่มีใครรู้ แล้วจากนั้นในท้ายที่สุดก็คืนเงินต้นให้พระนิเวศของพระเจ้า ในขณะที่เก็บดอกเบี้ยไว้ให้ตนเอง  นี่จะไม่ใช่กรณีของการเก็บงำเจตนาที่ไม่ซื่อสัตย์ไว้หรอกหรือ?  นี่เรียกว่าการให้ยืมของถวาย  การให้ยืมของถวายถือเป็นการใช้ของถวายดังกล่าวอย่างถูกควรได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  มีคนอื่นๆ ที่กล่าวว่า “พระเจ้าทรงรักมวลมนุษย์ พระนิเวศของพระเจ้านั้นอบอุ่น  บางครั้ง เมื่อพี่น้องชายหญิงของพวกเราขาดเงิน พวกเราไม่สามารถให้พวกเขายืมของถวายของพระเจ้าได้เลยหรอกหรือ?”  เช่นนั้นบางคนจึงตัดสินใจด้วยตนเอง และศัตรูของพระคริสต์บางคนถึงกับเรียกร้องและยุยงพี่น้องชายหญิง โดยกล่าวว่า “พระเจ้าทรงรักมวลมนุษย์ พระเจ้าประทานชีวิต ประทานทุกสรรพสิ่งแก่มนุษย์ ดังนั้นการให้ยืมเงินบ้างคงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรใช่ไหม?  การให้พี่น้องชายหญิงของพวกเรายืมเงินเพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นความลำบากยากเย็นในชีวิต นั่นไม่ใช่เจตนารมณ์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  หากพระเจ้าทรงรักมวลมนุษย์ แล้วผู้คนจะไม่รักกันได้อย่างไร?  เอาเลย ให้พวกเขายืมเงินเถอะ!”  เมื่อคนไม่รู้ความส่วนใหญ่ได้ยินเช่นนี้ก็กล่าวว่า “แน่นอน ถ้าคุณพูดอย่างนั้น  ไม่ว่าในกรณีใด เงินนี้ก็เป็นของทุกคน ดังนั้นขอให้พวกเราถือว่าเรื่องนี้เป็นการที่พวกเราทุกคนช่วยเหลือใครบางคนก็แล้วกัน”  และดังนั้น ด้วยคนคนหนึ่งที่พร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งและกลุ่มคนประจบสอพลอที่คอยเอาใจคนคนนั้น ในท้ายที่สุด เงินนั้นก็ถูกจ่ายออกไป  ดังนั้น คำพูดของเจ้าที่ว่า “เงินนี้ได้ถูกถวายแด่พระเจ้าแล้ว” นับว่าเป็นจริงหรือไม่?  หากนับว่าเป็นจริง เช่นนั้นเงินนั้นก็เป็นของพระเจ้าแล้วและบัดนี้ก็แตกต่างและพิสุทธิ์แล้ว ดังนั้นการใช้เงินนั้นตามหลักธรรมที่พระเจ้าทรงวางไว้เท่านั้นจึงจะถูกควร  หากไม่นับ หากเงินที่เจ้าถวายไม่นับรวมในกรณีนี้ เช่นนั้นแล้วการที่เจ้าปฏิบัติต่อของถวายนี้เป็นการกระทำประเภทใด?  นี่เป็นเพียงเกมใช่หรือไม่?  เจ้ากำลังล้อเล่นกับพระเจ้าและหลอกลวงพระองค์อยู่ใช่หรือไม่?  เมื่อได้วางสิ่งที่เจ้าต้องการถวายลงบนแท่นบูชาแล้ว เจ้าก็เริ่มเสียดายสิ่งเหล่านั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นได้ถูกวางไว้ที่นั่นแล้ว แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงใช้ และดูเหมือนว่าท้ายที่สุดแล้วพระองค์ก็ไม่ได้ทรงต้องการใช้สิ่งเหล่านั้น  ดังนั้น เมื่อเจ้าจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้น เจ้าก็นำสิ่งเหล่านั้นไปใช้เพื่อตนเอง  หรือบางทีเจ้าอาจถวายมากเกินไปและเสียดายในภายหลัง เจ้าจึงนำบางส่วนกลับไป  หรือบางทีเจ้าอาจไม่ได้คิดให้ชัดเจนตอนที่เจ้าถวาย และบัดนี้เมื่อเจ้าค้นพบว่าสิ่งที่ถวายมีประโยชน์ เจ้าก็นำสิ่งนั้นกลับไป  พฤติกรรมนี้มีธรรมชาติเป็นเช่นไร?  เมื่อคนคนหนึ่งได้ถวายเงินและสิ่งของเหล่านี้แด่พระเจ้าแล้ว ก็เท่ากับการนำเสนอสิ่งเหล่านั้นบนแท่นบูชา และสิ่งของที่ถูกนำเสนอบนแท่นบูชาแล้วคืออะไร?  สิ่งเหล่านั้นคือของถวาย  ต่อให้สิ่งนั้นเป็นเพียงก้อนหินหนึ่งก้อน เม็ดทรายหนึ่งเม็ด ขนมปังนึ่งหนึ่งก้อน หรือน้ำหนึ่งถ้วย ตราบใดที่เจ้าได้วางสิ่งของดังกล่าวลงบนแท่นบูชาแล้ว วัตถุชิ้นนี้ก็เป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของมนุษย์ และไม่มีมนุษย์คนไหนควรแตะต้องวัตถุชิ้นนั้นอีกต่อไป  ไม่ว่าเจ้าจะละโมบสิ่งของนั้นเพื่อตนเองหรือไม่ หรือคิดว่าเจ้ามีสิทธิ์ใช้สิ่งของนั้นได้อย่างถูกทำนองคลองธรรม มนุษย์ก็ไม่มีสิทธิ์ในสิ่งของดังกล่าวอีกต่อไป  มีบางคนที่กล่าวว่า “พระเจ้าไม่ทรงรักมวลมนุษย์หรอกหรือ?  จะเป็นอะไรไปหากพระองค์ทรงให้มวลมนุษย์ได้ส่วนแบ่งด้วย?  ตอนนี้พระองค์ไม่ทรงกระหายและไม่ทรงต้องการน้ำ แต่ข้าพระองค์กระหายน้ำ แล้วทำไมข้าพระองค์ถึงไม่สามารถดื่มน้ำได้?”  แต่ตอนนั้นเจ้าก็ต้องดูว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบด้วยหรือไม่  หากพระเจ้าทรงเห็นชอบ นี่ก็เป็นการพิสูจน์ว่าพระองค์ได้ประทานสิทธิ์นั้นแก่เจ้าแล้วและเจ้าก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ของสิ่งนั้น แต่หากพระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบ เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ของดังกล่าว  ในสถานการณ์ที่เจ้าไม่มีสิทธิ์ ที่พระเจ้าไม่ได้ประทานสิทธิ์นั้นให้เจ้า การใช้บางสิ่งบางอย่างที่เป็นของพระเจ้าย่อมจะเป็นการละเมิดข้อห้ามที่สำคัญยิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจที่สุด  ผู้คนกล่าวอยู่เสมอว่าพระเจ้าไม่ทรงอดทนต่อการล่วงเกินจากมนุษย์ แต่พวกเขาก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่าจริงๆ แล้วพระอุปนิสัยของพระเจ้าเป็นเช่นไร หรือสิ่งใดที่พวกเขาทำที่มีแนวโน้มจะก้าวล่วงพระอุปนิสัยของพระองค์มากที่สุด  ในเรื่องเกี่ยวกับของถวายของพระเจ้า ผู้คนมากมายมักคิดถึงของถวายเหล่านั้นอยู่เป็นนิตย์ โดยต้องการที่จะใช้หรือจัดสรรของถวายเหล่านั้นตามใจชอบ ต้องการใช้ ครอบครอง หรือแม้กระทั่งผลาญของถวายเหล่านั้นเจตจำนงของตนเอง แต่เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าจบสิ้นแล้ว เจ้าสมควรตาย!  พระอุปนิสัยของพระเจ้าเป็นเช่นนั้น  พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดแตะต้องสิ่งของของพระองค์ นี่คือศักดิ์ศรีของพระองค์  มีเพียงสถานการณ์เดียวเท่านั้นที่ผู้คนได้รับสิทธิ์จากพระเจ้าให้ใช้สิ่งเหล่านั้นได้ และนั่นคือการใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างถูกควรตามกฎข้อบังคับของคริสตจักรและหลักธรรมที่ว่าด้วยการใช้งานสิ่งเหล่านั้น  การอยู่ภายในขีดจำกัดเหล่านี้เป็นที่ยอมรับได้สำหรับพระเจ้า แต่การออกนอกขีดจำกัดเหล่านี้ย่อมจะเป็นการก้าวล่วงพระอุปนิสัยของพระเจ้า และเป็นการละเมิดกฎการปกครอง  เรื่องนี้เข้มงวดถึงเพียงนั้น จึงไม่มีช่องว่างสำหรับการต่อรอง และไม่มีทางเลือกอื่นใด  เพราะฉะนั้นบรรดาผู้ที่ทำสิ่งทั้งหลายดังกล่าว เช่น ผลาญ เบียดบัง หรือให้ยืมของถวาย จึงถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ในสายพระเนตรของพระเจ้า  เหตุใดพวกเขาจึงถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงถึงขั้นที่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์?  หากผู้ที่เชื่อในพระเจ้าสามารถไปไกลถึงขั้นที่กล้าแตะต้อง หรือใช้ หรือผลาญวัตถุที่เป็นของพระเจ้าและวัตถุที่แตกต่างและพิสุทธิ์แล้วตามใจชอบ เช่นนั้นแล้วพวกเขาเป็นคนประเภทใด?  คนเช่นนั้นเป็นศัตรูของพระเจ้า  มีเพียงศัตรูของพระเจ้าเท่านั้นที่จะมีท่าทีเช่นนี้ต่อสิ่งของของพระองค์ คนเสื่อมทรามธรรมดาๆ จะไม่ทำเช่นนี้ แม้กระทั่งสัตว์ก็จะไม่ทำเช่นนี้ มีเพียงศัตรูของพระเจ้า ซาตาน และพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้นที่จะทำเช่นนี้  นี่เป็นการกล่าวที่รุนแรงเกินไปหรือไม่?  ไม่ นี่เป็นข้อเท็จจริงและถูกต้องทุกประการ  สมุนของซาตานจะสามารถแตะต้องสิ่งทั้งหลายที่เป็นของพระเจ้าได้อย่างไร?  นั่นคือศักดิ์ศรีของพระเจ้า!

4. หลอกใช้ของถวาย

ยังมีคนอื่นๆ อีกที่ ขอเงินและข้าวของจากครอบครัวของพระเจ้าภายใต้ข้ออ้างสารพัดอย่าง โดยกล่าวว่า “คริสตจักรของพวกเราขาดเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่ง ดังนั้นช่วยซื้อให้พวกเราสักตัวเถิด  พี่น้องชายหญิงบางคนในคริสตจักรของพวกเราไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ในการทำหน้าที่ของตน ดังนั้นช่วยซื้อแมคให้พวกเราสักเครื่องเถิด  พวกเราติดต่อผู้คนบ่อยครั้งในระหว่างการทำงานของพวกเรา และคงจะไม่ดีแน่หากพวกเราไม่มีโทรศัพท์ ดังนั้นช่วยซื้อไอโฟนให้พวกเราด้วย  แต่มีแค่เครื่องเดียวก็ไม่ดีหรอก นั่นคงจะไม่สะดวกเกินไป เพราะบางครั้งพวกเราต้องติดต่อกับผู้คนคนละคนกัน  และสายเดียวก็ง่ายเกินไปที่จะถูกสอดส่อง ดังนั้นจะใช้การได้ก็ต่อเมื่อพวกเรามีหลายสายเท่านั้น”  และดังนั้น บางคนในบรรดาคนเหล่านี้จึงมีโทรศัพท์มือถือสี่หรือห้าเครื่องติดตัวและพกพาแล็ปท็อปไปไหนมาไหนทีละสองสามเครื่อง พวกเขามีภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจมาก แต่ผลการปฏิบัติงานของพวกเขากลับย่ำแย่  พวกเขาได้ของทั้งหมดนี้มาอย่างไร?  พวกเขาได้ของดังกล่าวมาด้วยการหลอกลวงทั้งสิ้น  ในอดีต พวกเราเคยพูดถึงผู้หญิงโง่คนหนึ่งซึ่งเป็นศัตรูของพระคริสต์ที่เป็นแบบฉบับ  ตอนที่พระนิเวศของพระเจ้ากำลังปรับปรุงอาคารคริสตจักร เธอก็รวมหัวกับผู้ชายคนหนึ่งเพื่อหลอกใช้เงินของคริสตจักร ทำให้พระนิเวศของพระเจ้าขาดทุนอย่างมากมายมหาศาล  เมื่อผู้ชายคนนี้ดำเนินการปรับปรุง เขาก็หักหัวคิวในแบบเดียวกันกับที่ผู้รับเหมาที่ไม่มีความเชื่ออาจจะทำ โดยทุกอย่างที่เขาซื้อเป็นของชั้นสูงและจ่ายเงินเพิ่มเติมไปเป็นจำนวนมาก  เมื่อบางคนสังเกตเห็นว่ามีปัญหา ผู้หญิงโง่คนนี้ก็ช่วยเขาปิดบังและซ่อนเร้นเรื่องนี้ และพวกเขาก็ร่วมกันฉ้อโกงเงินของพระนิเวศของพระเจ้า  ในที่สุด พวกเขาก็ถูกจับได้ และพวกเขาก็ถูกขับไล่ไปทั้งสองคน  ในเรื่องนี้ พวกเขาก่อเรื่องจนตนเองถูกทำลาย และทำให้ชีวิตของตนเสียหายย่อยยับ  การร้องไห้คร่ำครวญมีประโยชน์อะไรสำหรับพวกเขาบ้างหรือไม่?  ในเมื่อผลเป็นเช่นนี้ในท้ายที่สุด เหตุใดพวกเขาจึงกระทำเช่นนั้นตั้งแต่แรก?  เหตุใดผู้หญิงโง่คนนั้นจึงไม่คิดให้รอบคอบเมื่อเธอกำลังหลอกใช้ของถวาย?  การที่พระนิเวศของพระเจ้าขับไล่เธอและให้เธอคืนเงินนั้นเป็นเรื่องที่เกินเลยหรือไม่?  (ไม่เกินเลย)  สมควรแล้วสำหรับเธอ!  คนประเภทนี้ไม่สมควรได้รับความสงสาร  ไม่มีความกรุณาสำหรับพวกเขา  แล้วก็ยังมีผู้นำหญิงที่พวกเราเคยพูดถึงก่อนหน้านี้  เธอแอบเอาเงินของคริสตจักรไปเป็นจำนวนมาก และให้ผู้ไม่มีความเชื่อยืมเงินดังกล่าวไป  ต่อมา เธอก็ถูกจัดการเช่นกัน  อาจมีบางคนที่คิดในใจว่า “เธอก็แค่ให้ยืมเงินไปนิดหน่อยไม่ใช่หรือ?  ให้เธอใช้คืนแล้วก็จบเรื่องไปสิ  ทำไมถึงเอาเธอออกไป?  นั่นหมายความว่าคนที่ดีพอสมควรคนหนึ่งกลายเป็นผู้ไม่มีความเชื่อในพริบตา และต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ  เธอช่างน่าเวทนาเหลือเกิน!”  คนคนนี้น่าเวทนาหรือไม่?  เหตุใดเจ้าจึงไม่พูดว่าเธอน่ารังเกียจแทนเล่า?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ดูสิ่งที่เธอทำ?  สิ่งที่เธอทำลงไปนั้นมากพอที่จะทำให้เจ้าขยะแขยงไปตลอดชีวิต แล้วนี่เจ้ายังมาเวทนาเธออยู่อีก!  บรรดาคนที่เวทนาเธอ—พวกเขาเป็นคนประเภทใด?  พวกเขาล้วนเป็นคนปัญญาทึบและเป็นคนที่แสดงความเมตตาต่อทุกคนโดยไม่พิจารณาแยกแยะ

5. ขโมยของถวาย

ยังมีการสำแดงสุดท้ายของศัตรูของพระคริสต์ที่ควบคุมการเงินของคริสตจักร และนั่นคือการขโมยของถวาย  ตอนที่ถวายของ คนเขลาบางคนยึดหลักธรรมที่ว่า “อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวากำลังทำอะไร” แล้วจากนั้นก็มอบเงินที่พวกเขากำลังถวายไว้ในมือของคนคนหนึ่งที่พวกเขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าไว้ใจได้  พวกเขากล่าวว่า “เงินที่ข้าพเจ้าถวายครั้งนี้เป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นอย่าให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ และไม่ต้องลงบัญชี  ฉันกำลังทำการนี้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่ใช่ต่อหน้าคนอื่น  ตราบใดที่พระเจ้าทรงรู้ นั่นก็ใช้ได้แล้ว  ถ้าพวกเราให้พี่น้องชายหญิงรู้ พวกเขาก็อาจจะบูชาฉัน  ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาเคารพนับถือฉัน ฉันจึงทำเรื่องนี้อย่างลับๆ”  เมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็รู้สึกดีไม่น้อยกับตนเอง โดยคิดว่า “ฉันถวายเงินอย่างมีหลักธรรม ไม่กระโตกกระตาก และสุขุมเยือกเย็น โดยไม่มีการลงบันทึก และถวายเงินนั้นโดยที่ไม่มีพี่น้องชายหญิงคนใดล่วงรู้”  แต่หนทางที่เขลาในการทำสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ได้เปิดช่องให้คนโลภฉวยโอกาส  ทันทีที่ถวายของแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเขาให้เงินไปก็นำเงินไปฝากธนาคาร โดยถือว่าเงินดังกล่าวเป็นของตนเอง  และพวกเขายังจะบอกคนที่ถวายเงินนั้นด้วยซ้ำว่า “ครั้งหน้าที่คุณถวายของ คุณก็ต้องทำแบบเดียวกัน  การทำแบบนี้ถูกต้องและตรงตามหลักธรรม คนเราต้องไม่แสดงตนให้โดดเด่นขณะที่ถวายของ  พระนิเวศของพระเจ้าเคยกล่าวไว้ว่าอย่าเรียกผู้คนให้มาถวายของ  นี่หมายความว่าพระนิเวศของพระเจ้ากำลังขอให้ผู้คนไม่แสดงตนให้โดดเด่น ไม่พูดถึงของถวายของตนแม้กระทั่งหลังจากถวายของแล้ว และไม่เปิดเผยจำนวนเงินที่ถวาย และยิ่งไปกว่านั้นคือไม่ควรบอกว่าของถวายถูกมอบให้แก่ใคร”  คนที่ถวายของนี้สามารถมองผู้คนได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือไม่?  เหตุใดพวกเขาจึงจะกระทำการที่โง่เขลาเช่นนี้?  โดยไม่รู้เลยว่าหัวใจของมนุษย์เลวร้ายและมุ่งร้ายได้ถึงเพียงใด พวกเขากลับเชื่อใจคนคนนี้อย่างเต็มที่ และในที่สุดเงินของพวกเขาก็ถูกขโมยไป  นี่เป็นกรณีที่ใครบางคนเปิดช่องให้ศัตรูของพระคริสต์ โดยยอมให้พวกเขาขโมยเงินดังกล่าวไป  แต่มีกรณีที่ศัตรูของพระคริสต์ยังสามารถขโมยเงินได้โดยไม่มีการเปิดช่องให้หรือไม่?  ขณะที่ทำบัญชีมีกรณีที่ใครบางคนจงใจบันทึกยอดเงินผิดหรือบันทึกยอดเงินที่ต่ำกว่า และแอบยักยอกเงินออกไปทีละเล็กละน้อยเมื่อผู้คนไม่ทันได้สนใจหรือไม่?  มีคนประเภทนี้อยู่ไม่น้อยเลย  คนเช่นนี้ละโมบทรัพย์สมบัติ พวกเขามีลักษณะนิสัยที่ไม่ซื่อตรงและมุ่งร้าย และสามารถทำอะไรก็ได้ตราบใดที่พวกเขามีโอกาส  มีคำกล่าวที่ว่า “โอกาสเป็นของผู้ที่เตรียมพร้อม”  ผู้คนที่ไม่มีความโลภจะไม่สังเกตสิ่งเหล่านี้ แต่คนโลภจะสังเกตอยู่เสมอ  จิตใจของพวกเขาคิดอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับการออกอุบายและมองหาช่องที่จะฉวยโอกาสเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน โดยคิดหาวิธีที่พวกเขาสามารถหาประโยชน์และแอบใช้เงินได้

มีผู้หญิงที่โง่เขลาคนหนึ่ง  ครั้งหนึ่งตอนที่เรากำลังพูดคุยกับเธอ เราได้หยิบยกเรื่องที่คริสตจักรต้องการพิมพ์หนังสือบางเล่มขึ้นมา และถามว่าเธอรู้เรื่องเกี่ยวกับการพิมพ์บ้างหรือไม่  เธอตอบกลับมาพร้อมกับทฤษฎีมากมายก่ายกอง แล้วจากนั้นก็พูดต่อในทันทีว่า “โดยปกติแล้ว โรงพิมพ์จะให้ค่าคอมมิชชั่นเมื่อพวกเขาพิมพ์หนังสือ  ถ้าพวกเราให้ผู้ไม่มีความเชื่อทำงานนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีการตกลงกันอย่างลับๆ มากพอสมควร และพวกเขาจะทำกำไรใต้โต๊ะให้ตนเองได้ไม่น้อยอย่างแน่นอน”  ขณะที่เธอพูด เธอก็เริ่มยิ้มอย่างเบิกบาน  ดวงตาของเธอเปล่งประกาย คิ้วของเธอเลิกสูงขึ้นไปบนหน้าผาก และแก้มของเธอก็เริ่มแดง แล้วเธอก็มีความสุขและตื่นเต้น  เราคิดในใจว่า “ถ้าเจ้าสามารถจัดการงานพิมพ์นี้ได้ เช่นนั้นก็จงรับไปทำสิ และเจ้ารู้เรื่องนี้มากแค่ไหน ก็จงบอกเรามาแค่นั้น  เจ้าจะตื่นเต้นมากมายด้วยเรื่องอะไร?”  แต่เมื่อเราเริ่มไตร่ตรองเรื่องนี้ในความคิดของเรา เราก็คิดออกว่า ที่นี่มีผลประโยชน์ให้รับ  เธอไม่ได้กังวลเลยว่าจะพิมพ์อย่างไร จะพิมพ์หนังสือเล่มไหน คุณภาพจะเป็นอย่างไร หรือจะหาโรงพิมพ์อย่างไร—ทั้งหมดที่เธอใส่ใจคือการหักหัวคิว  ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เธอกลับพูดถึงการหักเปอร์เซ็นต์แล้ว  เราคิดว่า “ความยากจนต้องทำให้เจ้าเสียสติไปแล้ว  เจ้าหวังว่าจะได้รับเปอร์เซ็นต์จากการพิมพ์หนังสือให้พระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร?  ตอนที่แจกจ่ายหนังสือ พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้เงินแม้แต่สตางค์เดียว ทุกอย่างถูกแจกจ่ายไปฟรีๆ และเจ้าก็ต้องการได้ส่วนแบ่งด้วยหรือ?”  ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้กำลังรนหาที่ตายหรอกหรือ?  ก่อนที่พระนิเวศของพระเจ้าจะตกลงให้เธอรับงานนี้ด้วยซ้ำ เมื่อเราเพียงแค่กำลังสอบถาม เธอก็พูดถึงการได้ส่วนแบ่งแล้ว  หากงานนี้ตกอยู่ในมือเธอจริงๆ เธอคงจะไม่หยุดอยู่แค่การได้เปอร์เซ็นต์ และเธออาจจะเชิดเงินทั้งหมดไปเลยก็ได้—ไม่ว่าเจ้าจะให้เงินเธอไปเท่าไร เธอก็จะฉ้อโกงเงินเจ้าไปเท่านั้น เธอก็จะขโมยเงินไปเท่านั้น  เรากำลังพูดเรื่องนี้เกินจริงไปหรือไม่?  ผู้หญิงโง่เขลาคนนี้เป็นจอมวายร้ายจริงๆ มิใช่หรือ?  ถ้าเจ้าถามเรา เธอก็คือโจรและนักเลงที่จะกล้าหาเงินมาทุกรูปแบบที่เธอทำได้  ตอนนี้ขอให้พวกเราอย่าเพิ่งถามว่าพระเจ้าทรงเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่ และแค่ถามพี่น้องชายหญิงว่าเธอจัดการกับเรื่องนี้อย่างมีมโนธรรมหรือไม่ พวกเขาสามารถยอมรับหนทางที่เธอจัดการกับเรื่องนี้ได้หรือไม่ และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถให้อภัยเธอได้หรือไม่

แล้วก็มีบางคนที่น่ารังเกียจแม้กระทั่งจะเอ่ยถึง  เมื่อพวกเขารับทำงานให้พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็รวมหัวกันกับผู้ไม่มีความเชื่อเพื่อโก่งราคา โดยทำให้พระนิเวศของพระเจ้าต้องจ่ายราคาที่สูงเกินไปและประสบกับการขาดทุน  ถ้าเจ้าบอกว่าเจ้าไม่เห็นด้วยกับงานนี้หรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพวกเขา พวกเขาก็จะหัวเสีย และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อโน้มน้าวเจ้าหรือห้ามปรามเจ้า และเอาเงินจากคริสตจักรไป  เมื่อมีการจ่ายเงินให้ผู้ไม่มีความเชื่อไปแล้ว และพวกเขาก็ได้ประโยชน์แล้ว และชื่อเสียงของพวกเขาก็ได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย พวกเขาก็มีความสุขราวกับเพิ่งถูกลอตเตอรี่  นี่คือการเข้าข้างคนนอก ผลาญของถวาย และไม่เคยเพียรพยายามที่จะนำผลประโยชน์แม้แต่น้อยนิดมาให้พระนิเวศของพระเจ้า  เหตุใดผู้หญิงที่โง่เขลาเหล่านั้นซึ่งรับผิดชอบการพิมพ์หนังสือจึงถูกปลด?  เพราะพวกเธอทำให้พระนิเวศของพระเจ้าประสบกับการขาดทุน และกระทำการโดยไม่ยั้งคิด  เมื่อพวกเธอเจรจากับผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเธอก็กดราคาลงให้มากที่สุดเท่าที่พวกเธอจะทำได้ จนถึงจุดที่ราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเสียด้วยซ้ำ จนถึงจุดที่น่ารังเกียจและผู้ไม่มีความเชื่อก็ไม่ต้องการทำธุรกิจกับพวกเธออีกต่อไป  ในที่สุด ผู้ไม่มีความเชื่อก็ตกลงอย่างอิดออด แต่คุณภาพก็ถูกลดทอนลงอย่างมาก  จงบอกเราทีเถิดว่ามีใครสักคนที่จะยอมทำธุรกิจที่ขาดทุนด้วยความเต็มใจหรือไม่?  ผู้คนในโลกนี้ต้องเอาตัวรอด และในการทำธุรกิจ นอกเหนือจากต้นทุนการผลิต พวกเขาก็ต้องหาเงินให้เพียงพอสำหรับค่าครองชีพและค่าแรงของตน  ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ยอมให้ผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านี้หาเงินได้เลย และเจรจาต่อรองราคาในลักษณะที่ไม่มีสำนึกและกดราคาลงอย่างหนักเท่าที่พวกเขาจะทำได้ โดยคิดตลอดเวลาว่าพวกเธอกำลังประหยัดเงินให้พระนิเวศของพระเจ้า และเรื่องนี้จบลงอย่างไร?  อีกฝ่ายกลับลดคุณภาพของงานและการเข้าเล่มลง  ถ้าพวกเขาไม่ชดเชยส่วนที่ขาดทุนไปนี้ พวกเขาย่อมจะประสบกับการขาดทุนมิใช่หรือ?  ถ้าพวกเขาต้องขาดทุน พวกเขาจะทำงานนั้นหรือไม่?  พวกเขาสามารถยอมปล่อยให้ผู้หญิงเหล่านั้นได้เปรียบได้หรือ?  นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้  ถ้าพวกเขาจะยอมให้ผู้หญิงเหล่านั้นได้เปรียบ เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ได้กำลังทำธุรกิจ แต่พวกเขากำลังทำการกุศล  ผู้หญิงที่โง่เขลาเหล่านั้นไม่สามารถมองทะลุถึงเรื่องนี้ได้ พวกเธอจัดการงานให้พระนิเวศของพระเจ้าในหนทางนี้ และทำให้สิ่งทั้งหลายเสียหายไปหมด  ในท้ายที่สุด พวกเธอก็ยังคงเต็มไปด้วยข้อแก้ตัว โดยกล่าวว่า “ฉันกำลังคิดถึงพระนิเวศของพระเจ้า  ฉันกำลังประหยัดเงินให้พระนิเวศของพระเจ้า  ประหยัดได้หนึ่งสตางค์ก็คือประหยัดได้หนึ่งสตางค์ และประหยัดได้สองสตางค์ก็หมายความว่าได้เงินมาหนึ่งสตางค์!”  พวกเธอกำลังพร่ำพูดเรื่องไร้สาระ!  พวกเธอรู้หรือไม่ว่ากฎข้อบังคับของอุตสาหกรรมหมายถึงอะไร?  พวกเธอรู้หรือไม่ว่าธรรมเนียมปฏิบัติและการมีสำนึกหมายถึงอะไร?  แล้วเช่นนั้น ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร?  หนังสือบางเล่มมีคุณภาพย่ำแย่มาก หน้ากระดาษเริ่มหลุดหลังจากเปิดอ่านไม่กี่ครั้ง และหนังสือทั้งเล่มก็จะแยกออกจากกัน ทำให้ไม่สามารถอ่านได้ ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพิมพ์ทุกอย่างใหม่  นี่เป็นการประหยัดเงินหรือทำให้เสียเงินมากขึ้น?  (ทำให้เสียเงินมากขึ้น)  นี่คือการล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าซึ่งผู้หญิงที่โง่เขลาเหล่านั้นก่อให้เกิดขึ้น

ข้อเท็จจริงที่ว่าหนทางที่ศัตรูของพระคริสต์จัดการกับของถวายนั้นไร้ซึ่งหลักธรรมและความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง และเป็นข้อพิสูจน์ที่ยืนยันถึงอุปนิสัยที่เลวร้ายและโหดร้ายของพวกเขา  เมื่อพิจารณาจากหนทางที่พวกเขาจัดการของถวายและทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของ อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์นั้น-ขัดแย้งกับพระเจ้าอย่างแท้จริง  พวกเขาดูหมิ่นของถวายที่เป็นของพระเจ้าอย่างที่สุด นำของถวายมาล้อเล่นและปฏิบัติต่อของถวายตามใจชอบ โดยไม่แสดงความเคารพแม้แต่น้อย และไม่มีขอบเขตใดๆ  หากพวกเขาปฏิบัติต่อสิ่งที่เป็นของพระเจ้าเช่นนี้ แล้วพวกเขาจะปฏิบัติต่อพระเจ้าพระองค์เองอย่างไร?  หรือต่อพระวจนะที่พระองค์ตรัสเล่า?  คำตอบนั้นชัดเจนอยู่ในตัวเอง  นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่ถูกครอบงำโดยความเลวร้ายและความโหดร้าย นี่คือศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง  จงจำเรื่องนี้ไว้ว่า เมื่อพูดถึงใครบางคนที่สามารถผลาญ เบียดบัง ให้ยืม หลอกใช้ หรือขโมยของถวายได้ ก็ไม่จำเป็นต้องสังเกตการสำแดงอื่นๆ  ตราบใดที่มีการสำแดงประเภทหนึ่งในบรรดาการสำแดงเหล่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่คนคนนี้จะถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องสอบถามหรือสืบสวน นับประสาอะไรกับการตรวจสอบพวกเขาเพื่อดูว่าพวกเขาเป็นคนประเภทนี้หรือไม่ และในอนาคตพวกเขาอาจจะสามารถทำเรื่องประเภทนี้ได้หรือไม่  ตราบใดที่พวกเขาเข้าข่ายแม้แต่ประเภทเดียวในบรรดาการสำแดงเหล่านี้ เรื่องนี้ย่อมตัดสินว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ เป็นศัตรูของพระเจ้า  พวกเจ้าทุกคนจงดูเถิด ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่พวกเจ้าได้เลือกไปแล้ว หรือผู้นำที่พวกเจ้าตัดสินใจจะเลือก หรือคนหนึ่งในหมู่ผู้คนที่พวกเจ้าเห็นว่าดีพอสมควร ใครก็ตามที่แสดงการประพฤติปฏิบัติประเภทนี้ หรือแนวโน้มประเภทนี้ ก็ไม่สามารถหลีกหนีจากการเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้

พวกเจ้าได้เรียนรู้บทเรียนบางอย่างจากสิ่งที่เราได้สามัคคีธรรมถึงในวันนี้หรือไม่?  พวกเจ้าได้เข้าใจความจริงหรือไม่?  พวกเจ้าไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเราจะบอกพวกเจ้าว่าพวกเจ้าควรเรียนรู้บทเรียนประเภทใด  เจ้าต้องไม่ออกอุบายใดๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนถวายแด่พระเจ้า  ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นของมีราคาหรือไม่ ไม่ว่าเจ้าจะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ไมว่าจะเป็นของมีค่าหรือไม่ก็ตาม—เจ้าต้องไม่ออกอุบายใดๆ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น  จงออกไปหาเงินถ้าเจ้ามีความสามารถ—หาเงินได้มากเท่าที่เจ้าต้องการ ไม่มีใครจะเข้าไปยุ่งในเรื่องนี้ แต่เจ้าต้องไม่ออกอุบายใดๆ เกี่ยวกับของถวายของพระเจ้าโดยเด็ดขาด  การเฝ้าระวังนี้เป็นสิ่งที่พวกเจ้าควรมี ความมีเหตุผลนี้เป็นสิ่งที่พวกเจ้าควรมี  ข้างต้นนี้คือบทเรียนหนึ่ง  อีกบทเรียนหนึ่งคือใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในการผลาญ เบียดบัง ให้ยืม หลอกใช้ และขโมยของถวาย ต้องถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกันกับยูดาส  ผู้คนที่ได้ดำเนินการการกระทำและการปฏิบัติประเภทนี้ได้ก้าวล่วงพระอุปนิสัยของพระเจ้าแล้ว และพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด  เจ้าต้องไม่คิดเพ้อฝันใดๆ ในเรื่องนี้  เราได้กล่าวเช่นนี้และพระเจ้าจะทรงทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น  เรื่องนี้ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว และไม่มีช่องสำหรับการเจรจาต่อรอง  บางคนจะกล่าวว่า “การเบียดบังของฉันมีบริบท ฉันยังเด็กและโง่เขลาตอนที่ฉันใช้เงินนั้นอย่างไม่ระมัดระวัง แต่ฉันไม่ได้ฉ้อโกงเงินของพระนิเวศของพระเจ้าไปมากนัก ฉันแค่ขโมยไป 20 ถึง 30 หยวน หรือ 30 หรือ 50 หยวนเท่านั้น”  แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจำนวนเงิน ปัญหาคือเมื่อเจ้าทำเช่นนี้ ผู้ที่ถูกเจ้ากระทำคือพระเจ้า  เจ้าได้แตะต้องสิ่งของที่เป็นของพระเจ้า และการทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้  สิ่งของที่เป็นของพระเจ้าไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนรวม ไม่ได้เป็นของทุกคน ไม่ได้เป็นของคริสตจักร ไม่ได้เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งของเหล่านั้นเป็นของพระเจ้า และเจ้าต้องไม่สับสนเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้  พระเจ้าไม่ได้ทรงคิดว่า และพระองค์ก็ไม่ได้ตรัสบอกเจ้าว่า “สิ่งของและของถวายของเราเป็นของคริสตจักร และคริสตจักรจะเป็นผู้จัดสรรสิ่งเหล่านั้น” นับประสาอะไรกับการกล่าวว่า “ของถวายทั้งหมดที่ถวายแด่เราเป็นของคริสตจักร เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า และอยู่ในความดูแลของพี่น้องชายหญิง และใครก็ตามที่ต้องการใช้ของถวายก็เพียงแค่ต้องแจ้งเรื่องนี้เท่านั้น”  พระเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนั้น พระองค์ไม่เคยตรัสเช่นนี้เลย  แล้วพระเจ้าตรัสว่าอย่างไร?  สิ่งที่ถวายแด่พระเจ้าเป็นของพระเจ้า และเมื่อสิ่งนี้ได้ถูกนำเสนอบนแท่นบูชาแล้ว สิ่งนี้ก็เป็นของพระเจ้าตลอดไป และไม่มีมนุษย์คนใดมีสิทธิ์หรืออำนาจที่จะใช้สิ่งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต  การออกอุบายเกี่ยวกับของถวาย และการกระทำเพื่อเบียดบัง หลอกใช้ ขโมย ให้ยืม และผลาญของถวาย—การกระทำทั้งหมดนี้ถูกกล่าวโทษว่าเป็นการก้าวล่วงพระอุปนิสัยของพระเจ้า เป็นการกระทำของศัตรูของพระคริสต์ และเทียบเท่ากับบาปของการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าไม่มีวันที่จะทรงให้อภัยเจ้าเลย  นี่คือศักดิ์ศรีของพระเจ้า และผู้คนต้องไม่ประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไป  เมื่อเจ้าปล้นหรือขโมยของจากคนอื่น เจ้าอาจถูกตัดสินจำคุกหนึ่งถึงสองปี หรือสามถึงห้าปีตามกฎหมาย และเมื่อเจ้าถูกจำคุกมาเป็นเวลาสามถึงห้าปีแล้ว เจ้าก็จะไม่มีความผิดในอาชญากรรมใดๆ อีกต่อไป  แต่เมื่อเจ้าเอาสิ่งของของพระเจ้าไปใช้ เอาของถวายของพระเจ้าไปใช้ นี่เป็นบาปที่ในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นบาปถาวร เป็นบาปที่ไม่สามารถให้อภัยได้  เราได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่เจ้าแล้ว และใครก็ตามที่ฝ่าฝืนก็จะต้องรับผลที่ตามมา  เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าอย่าได้พร่ำบ่นว่าเราไม่ได้บอกเจ้า  เราได้อธิบายคำพูดของเราให้เจ้าฟังอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ในวันนี้ โดยตอกย้ำคำพูดดังกล่าวให้ตรึงอยู่กับที่เหมือนตอกตะปูลงบนแผ่นกระดาน และนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น  เจ้าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเจ้า  มีบรรดาผู้ที่กล่าวว่าพวกเขาไม่กลัว  ถ้าเจ้าไม่กลัว จงรอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร  จงอย่ารอจนกระทั่งเจ้าถูกลงโทษ เพราะเมื่อถึงจุดนั้นก็จะสายเกินไปที่จะร้องไห้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน และตีอกชกหัว

24 ตุลาคม ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร

ถัดไป: บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger