ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หก)
III. การดูหมิ่นพระวจนะแห่งพระเจ้า
วันนี้ พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ในประการที่สิบกันต่อ นั่นคือ “พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า” โดยมุ่งเน้นในส่วนที่สาม นั่นคือ พวกเขาดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า ในการชุมนุมครั้งล่าสุด พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงส่วนนี้ไปแล้วสองแง่มุม สองแง่มุมที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง? (แง่มุมแรกคือ พวกศัตรูของพระคริสต์แก้ไขดัดแปลงโดยพลการและตีความพระวจนะของพระเจ้าไปตามอำเภอใจ อีกแง่มุมหนึ่งก็คือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา) ทั้งสองแง่มุมเกี่ยวข้องกับการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า การที่พวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้านั้นเห็นได้ชัดในหลายหนทาง สิ่งนี้เชื่อมโยงกับแก่นแท้ของพวกเขา ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า และวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อทุกแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าครอบคลุมเนื้อหาที่กว้างขวาง ดังนั้นการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าจึงไม่ใช่ท่าทีเรียบง่ายที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระองค์ เหตุผลที่พวกเขาดูหมิ่นพระวจนะของพระองค์นั้นมีหลากหลายแง่มุม ไม่ใช่เพียงแง่มุมเดียว ในการชุมนุมครั้งล่าสุด พวกเราได้สามัคคีธรรมการสำแดงอันเจาะจงสองประการว่าศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมการสำแดงอีกประการหนึ่งกัน
ค. พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงบ้างหรือไม่
พวกศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า—พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงในสิ่งที่พระเจ้าตรัส ในเนื้อหาทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสหรือไม่? (ไม่) ในเรื่องนี้มีหลักฐานตามจริงอยู่ พวกเขาไม่ได้เชื่ออย่างแท้จริง ดังนั้นแล้วพวกเขามีท่าทีเช่นไรต่อการที่ว่าพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสนั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ สามารถกลายเป็นจริงได้หรือไม่ หรือเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่? พวกเขาเชื่ออย่างแท้จริง หรือว่าพวกเขากังขาและสังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจอยู่ในหัวใจ? พวกเขากังขาอย่างหนักแน่นและสังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจอยู่ในหัวใจ วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงการสำแดงนี้ของศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ พวกเขาคอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงบ้างหรือไม่ คำว่า “สอดส่อง” หมายความว่าอย่างไร? เหตุใดจึงใช้วลีที่ว่า “คอยสอดส่อง”? (ข้าแต่พระเจ้า การสอดส่องหมายถึงการแอบสังเกตการณ์ การแอบดู) โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือคำอธิบายที่ถูกต้อง ตอนนี้ทุกคนเข้าใจความหมายของคำว่า “สอดส่อง” แล้ว ซึ่งก็คือ การแอบดูและสังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจ การแอบมองโดยไม่ให้ผู้อื่นจับได้ การกระทำอยู่ในเงามืด ไม่กระทำอย่างเปิดเผยหรือยอมให้ผู้อื่นเห็น นี่คืออุบายเล็กๆ น้อยๆ เห็นได้ชัดว่าคนที่ใช้อุบายเช่นนี้ไม่ได้ทำอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ทำอย่างลับๆ ดังนั้น จากการสำแดงและคำอธิบายเหล่านี้ การที่พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นพฤติกรรมประเภทใด? (เป็นการดูหมิ่นความจริง) อะไรคือสิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดว่านี่คือการดูหมิ่นความจริง? เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน และชอบด้วยเหตุผล? เหตุใดพวกเขาจึงสอดส่อง? การสอดส่องเป็นการกระทำประเภทหนึ่งจริงหรือ? จากคำอธิบายนี้เห็นได้ชัดว่าการสอดส่องไม่ใช่สิ่งที่ทำอย่างเปิดเผย นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถแยกแยะได้จากรูปลักษณ์ภายนอก การแสดงออก หรือการกระทำ ในทางกลับกัน ความคิดทั้งหมดนี้ถูกซ่อนเร้น ถูกเก็บไว้ในหัวใจ ผู้อื่นไม่ทันสังเกตเห็น และยากที่จะแยกแยะจากการแสดงออกและการกระทำว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่—สิ่งนี้เรียกว่าการสอดส่อง นี่คือท่าทีต่อพระวจนะของพระเจ้าที่ไม่สามารถปรากฏอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ชัดเจนว่านี่คือท่าทีที่ไม่ถูกต้อง นี่คือท่าทีของการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าจากมุมมองของบุคคลที่สาม จากมุมมองที่เป็นปฏิปักษ์ จากมุมมองของการสังเกตด้วยความไม่แน่ใจ การพินิจพิเคราะห์ ความกังขา และความรู้สึกคัดค้าน จากพฤติกรรมเหล่านี้ สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าการที่พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงหรือไม่นั้น เป็นการสำแดงของการดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าซึ่งมีธรรมชาติที่ร้ายแรง? (ได้) การที่พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงหรือไม่สะท้อนให้เห็นอุปนิสัยและท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งเผยออกมาจากหัวใจ ความคิด และความคิดเห็นที่พวกเขาแอบเก็บไว้
ศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องพระวจนะใดของพระเจ้า? ในทัศนะของพวกเขา พระวจนะใดของพระเจ้าที่ควรค่าแก่การพินิจพิจารณาและการวิเคราะห์เชิงลึกอย่างลับๆ ของพวกเขา? กล่าวคือ เนื้อหาอันเจาะจงประการใดพระเจ้าตรัสซึ่งศัตรูของพระคริสต์สนใจเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็มักจะกังขาและสังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจอยู่ในหัวใจของพวกเขา? พระวจนะใดของพระเจ้าที่พวกศัตรูของพระคริสต์เชื่ออยู่ในใจว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาและพลังงานไปกับการสอดส่อง? (คำเผยพระวจนะ ความล้ำลึก และพระวจนะของพระเจ้าบางประการที่เกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางในอนาคต ชะตากรรม และบั้นปลายของมนุษย์) คำเผยพระวจนะ บั้นปลาย ความล้ำลึก—สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นกังวล และยิ่งไปกว่านั้น นี่คือสิ่งที่ในส่วนลึกของหัวใจศัตรูของพระคริสต์ไม่มีวันปล่อยไปได้ หากกล่าวโดยเจาะจง พระวจนะใดของพระเจ้าที่ศัตรูของพระคริสต์ค่อนข้างเป็นกังวลและมักจะคอยสอดส่องอยู่ในหัวใจของพวกเขา? เนื่องจากสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าพระวจนะเหล่านี้จะกลายเป็นจริงหรือไม่ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ พวกเขาจะเห็นความสำเร็จที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ แน่นอนว่าสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์กังวลย่อมเป็นคำสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ใช่หรือไม่? (ใช่) รวมถึงพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับการที่พระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษผู้คน ลงโทษคนชั่ว ลงโทษทุกคนที่ต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีคำเผยพระวจนะเรื่องมหันตภัย—นี่ก็เป็นด้านที่ศัตรูของพระคริสต์กังวลเช่นกันมิใช่หรือ? (ใช่) มีอะไรอีก? (พระวจนะเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าพระเจ้าจะทรงจากแผ่นดินโลกไปเมื่อใด) พระเจ้าจะทรงจากแผ่นดินโลกไปเมื่อใด พระเจ้าจะทรงมีพระสิริเมื่อใด พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด พระเจ้าจะทรงทำให้มวลมนุษย์นี้จบสิ้นลงเมื่อใด ใช่หรือไม่? (ใช่) รวมทั้งหมดมีกี่ประการ? (สี่ประการ) ประการแรกคือพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ประการที่สองคือพระวจนะแห่งคำสาปแช่งและการลงโทษที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ประการที่สามคือพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัย ประการที่สี่คือพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเมื่อใดพระองค์จะทรงจากแผ่นดินโลกไปและพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์จะเสร็จสิ้น และยังมีอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นประการที่สำคัญที่สุด เป็นพระวจนะของพระเจ้าหมวดหมู่ที่ศัตรูของพระคริสต์กระตือรือร้นที่จะสอดส่องเป็นพิเศษ นั่นก็คือ พระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับอุปนิสัยของพระองค์ อัตลักษณ์ของพระองค์ และแก่นแท้ของพระองค์ เหตุใดจึงเพิ่มประการสุดท้ายนี้เข้ามา? ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริง พวกเขาคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าอยู่เป็นประจำ โดยหลักแล้ว สิ่งใดที่กระตุ้นความกังขาของพวกเขาจนทำให้พวกเขาคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้า? ความไม่เชื่อหลักของพวกเขาคือการไม่เชื่อในพระเจ้า โดยพื้นฐานแล้ว ศัตรูของพระคริสต์คือผู้ไม่เชื่อ พวกเขาคือปีศาจ พวกเขากังขาในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่ในโลกนี้ ไม่เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า และไม่เชื่อในทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ดังนั้นพวกเขาจึงมีข้อกังขาในอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างยิ่งยวด หากพิจารณาจากความกังขาของพวกเขา พวกเขาจะทำสิ่งใด? หากพวกเขากังขาในอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วเมื่อพูดถึงพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเขาจะอ่านพระวจนะเหล่านั้นโดยไม่มีการรับรู้หรือปฏิกิริยาใดอย่างนั้นหรือ? พวกเขาจะเชื่อและยอมรับพระวจนะเหล่านี้อย่างหนักแน่นได้หรือไม่? (ไม่ได้) ตัวอย่างเช่น หากใครบางคนกังขาอยู่ตลอดว่าตนถูกรับมาเลี้ยง เขาจะเชื่อได้หรือไม่ว่าพ่อแม่ของเขาคือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด? พวกเขาจะเชื่อได้หรือไม่ว่าความรัก การปกป้อง และความเสียสละทั้งหมดที่พ่อแม่ทำเพื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขานั้นเป็นของจริง? (ไม่ได้) เมื่อพวกเขากังขาและไม่เชื่อในทั้งหมดนี้ พวกเขาก็ย่อมจะแอบทำทำบางสิ่งบางอย่างมิใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น บางครั้งพวกเขาอาจจะแอบฟังบทสนทนาของพ่อแม่เพื่อดูว่าพ่อแม่กำลังพูดคุยถึงต้นกำเนิดของตนหรือไม่ โดยปกติแล้ว พวกเขายังจะให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดและคอยซักไซ้พ่อแม่อยู่เสมอด้วยว่าพวกเขาเกิดที่ไหน ใครเป็นคนทำคลอด และตอนเกิดมีน้ำหนักเท่าใด—พวกเขามักจะถามเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ หากพ่อแม่ตีหรือบ่มวินัยพวกเขา ความกังขาของพวกเขาก็จะยิ่งลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าพ่อแม่ของพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็จะคอยระแวดระวังและกังขาอยู่เสมอ ไม่ว่าพ่อแม่ของพวกเขาจะปฏิบัติต่อพวกเขาดีเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถปล่อยมือจากความระแวดระวังในหัวใจของตนได้ ดังนั้น ความระแวดระวังทั้งหมดนี้ กระบวนการภายใน ความคิด และท่าทีทั้งหมดนี้จึงเกิดขึ้นอย่างลับๆ มิใช่หรือ? เมื่อพวกเขากังขาว่าพ่อแม่ของตนเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือไม่ พวกเขาก็จะต้องทำบางสิ่งอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้น เนื่องจากแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์คือแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อ พวกเขาจึงไม่เชื่อ ไม่รับรู้ หรือไม่ยอมรับอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้าโดยเด็ดขาด ด้วยท่าทีแห่งความไม่เชื่อ การไม่รับรู้ และการไม่ยอมรับนี้ ในหัวใจของพวกเขาจะเชื่อและยอมรับพระวจนะที่เกี่ยวกับอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับพระวจนะเกี่ยวกับอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเขาก็จะเก็บงำความกังขา การต่อต้าน และการสังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจเอาไว้ในหัวใจของตน ทว่าตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งลงรายละเอียดเกี่ยวกับแง่มุมนี้เลย
โดยพื้นฐานแล้ว การสำแดงห้าประการของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าที่เพิ่งพูดคุยกันไปนั้นครอบคลุมและเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ในพระวจนะแห่งพระเจ้ามีเนื้อหาอันเจาะจงและจุดมุ่งเน้นที่พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่อง สำหรับพระวจนะมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต พระวจนะที่พระเจ้าทรงชูใจผู้คน ทรงอธิบายความล้ำลึกบางประการหรือทรงเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ และอื่นๆ ศัตรูของพระคริสต์ให้ความสำคัญกับพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? (ไม่) สำหรับพวกเขาแล้ว พระวจนะเหล่านี้ไม่มีความสำคัญเลย เพราะเหตุใด? เพราะศัตรูของพระคริสต์ไม่รักความจริง ไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และพวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า หรือความรอดของพระเจ้า พวกเขาไม่มีแผนการเช่นนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงมองว่าพระวจนะที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์และการเข้าสู่ชีวิตนั้นไม่สำคัญ ไม่คุ้มค่าที่จะอ่าน คิดทบทวน หรือนำมาใส่ใจ พวกเขาไม่สนใจพระวจนะเหล่านี้เลย พวกเขาคิดว่า “พระวจนะเหล่านั้นเกี่ยวอะไรกับจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเราหรือ? เกี่ยวอะไรกับบั้นปลายของพวกเราหรือ? พระวจนะเหล่านั้นมีแต่เรื่องจิปาถะ ไม่คุ้มค่าที่จะอ่านหรือฟัง หากคนคนหนึ่งเป็นทุกข์จริงๆ แล้วไม่มีทางออกอื่นเลย เขาก็อาจอ่านพระวจนะเหล่านั้นเพียงชั่วคราวได้เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจ หรือเพื่อเอาชนะอุปสรรคที่ท้าทายเป็นพิเศษบางอย่างและแก้ไขความยากลำบากที่จัดการได้ยากบางประการ—ทั้งหมดก็เท่านั้นเอง การบอกว่าพระวจนะเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเราได้ มันจะเรียบง่ายเช่นนั้นได้อย่างไร?” โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาไม่มีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน ไม่มีแผนที่จะยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นชีวิต หนทาง หรือความจริง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือจุดหมายปลายทางในอนาคตและบั้นปลาย รวมไปถึงอำนาจของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงไม่จริงจังกับพระวจนะดังกล่าว และไม่นำพระวจนะเหล่านั้นมาใส่ใจด้วย จากมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ ความหมายโดยนัยก็คือพระวจนะเหล่านี้ไม่ควรค่ากับการพินิจพิเคราะห์ของพวกเขา และยิ่งไม่คุ้มค่าที่พวกเขาจะเสียเวลามาวิเคราะห์และสืบค้นว่าพระวจนะเหล่านี้คือความจริงหรือไม่ หรือสามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้หรือไม่ สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว พระวจนะที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมและบั้นปลายของพวกเขา อัตลักษณ์ของพวกเขาเอง สถานะ ผลประโยชน์ส่วนตนทั้งหมดของพวกเขา และอื่นๆ คือสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คนบางคนกล่าวว่า “ในเมื่อศัตรูของพระคริสต์ถือว่าพระวจนะของพระเจ้าในส่วนเหล่านี้สำคัญมากและให้ความสนใจกับพระวจนะในส่วนนี้เป็นอย่างมาก แล้วจะกล่าวว่าพวกเขาคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร? นี่คือการกล่าวหาแบบผิดๆ ไปหน่อยไม่ใช่หรือ? นี่เกินเลยไปหน่อยและไม่ค่อยเหมาะสมไม่ใช่หรือ?” (ไม่ใช่ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงและสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงหมายความตามที่พระองค์ตรัส และสิ่งที่พระองค์ตรัสจะต้องสำเร็จ พวกเขาไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยกรอบความคิดแห่งความเชื่อและการยอมรับ แต่กำลังสังเกตการณ์ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงได้อย่างแท้จริงหรือไม่) เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่? (ใช่) ศัตรูของพระคริสต์ให้คุณค่ากับพระวจนะเหล่านี้เพราะพระวจนะเหล่านี้สามารถสนองความอยากของพวกเขาได้ มากไปกว่านั้น หากพระวจนะเหล่านี้สำเร็จลุล่วง นี่ย่อมจะสนองความทะเยอทะยานของพวกเขา หากพวกเขาจับความเข้าใจและยึดถือพระวจนะเหล่านี้เอาไว้ เมื่อพระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริง พวกเขาก็เดิมพันถูก และการติดตามพระเจ้าก็จะเป็นการเดินหมากที่ถูกต้องสำหรับพวกเขา อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาให้คุณค่ากับพระวจนะเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าลึกๆ แล้วพวกเขาสามารถยอมรับว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง ว่ามาจากพระเจ้าได้ และไม่อาจกล่าวได้ว่าในหัวใจของพวกเขา พวกเขายอมรับพระวจนะเหล่านี้ว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า ในทางตรงกันข้าม ขณะที่พวกเขาให้คุณค่ากับพระวจนะเหล่านี้ ในใจของพวกเขากลับเก็บงำความกังขาเกี่ยวกับพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาเพียงแค่สังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจเท่านั้น ทั้งนี้อาจกล่าวได้เช่นกันว่า พระวจนะเหล่านี้สามารถกลายเป็นหลักฐานและข้อได้เปรียบสำหรับพวกเขาในการปฏิเสธพระเจ้าและปฏิเสธพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระเจ้าได้ทุกเมื่อ ทุกที่และทุกเวลา พวกเขาตั้งใจสังเกตอยู่ตลอดเวลาเพื่อดูว่าในระหว่างแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าและทุกช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงนำผู้คนนั้น พระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงและสำเร็จลุล่วงหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์มุ่งเน้นในเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่อยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลานี้ ท่าทีแห่งความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า การไม่ยอมรับพระเจ้า และการพินิจพิจารณาและวิเคราะห์พระเจ้าของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย พวกเขาพินิจพิเคราะห์และเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า คอยสอดส่องทุกการกระทำและพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในหัวใจของพวกเขาเสมอ ในขณะเดียวกัน พวกเขายังพยายามกล่าวโทษพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้าอีกด้วย นี่คือการสำแดงที่ศัตรูของพระคริสต์ต่อต้านพระเจ้ามาโดยเสมอมิใช่หรือ? (ใช่) จากการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ ในการนี้มีวี่แววของการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าบ้างหรือไม่? มีวี่แววของการนบนอบบ้างหรือไม่? มีการปฏิบัติต่อพระเจ้าว่าเป็นพระเจ้าสักนิดหรือไม่? (ไม่มี) ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประเด็นเหล่านี้ไปทีละประการ
1. คอยสอดส่องคำสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์
ประการแรกคือ ศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรของพระเจ้า นับตั้งแต่พระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์และตรัส พระองค์ได้ตรัสบอกมวลมนุษย์ บอกประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร และบอกผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์มากมายว่าพระองค์จะประทานพรและพระคุณประการใดแก่ผู้คน พรประการใดที่พระองค์ทรงสัญญากับผู้คน และอื่นๆ ในแต่ละช่วงเวลา วาระโอกาส หรือบริบท พระเจ้าทรงบอกผู้ติดตามเรื่องพรและคำสัญญา โดยทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่าหากพวกเขาสัมฤทธิ์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง พระเจ้าจะทรงอวยพรพวกเขาในหนทางอันเจาะจง และพวกเขาจะได้รับพรและคำสัญญาบางประการ เป็นต้น ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสพระวจนะเหล่านี้ในนช่วงเวลาใด หรือพระเจ้าทรงให้คำสัญญาดังกล่าวแก่ผู้ใด พระวจนะเหล่านี้ล้วนตรัสภายใต้บริบทบางอย่างและในสภาพแวดล้อมบางประการ มากไปกว่านั้น คำสัญญาและพรที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คนย่อมเกี่ยวข้องกับการสำแดงที่เป็นบวกของพวกเขา เช่น การไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยนัยแล้ว คำสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนนั้นมีเงื่อนไข ผู้คนไม่มีสิทธิ์ชี้ขาดในเงื่อนไขเหล่านี้ และเงื่อนไขเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกกำหนดตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ แต่กลับถูกกำหนดตามมาตรฐานและข้อกำหนดของพระเจ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักธรรมและกฎเกณฑ์บางประการ ในเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง เกิดขึ้นจริง และสัมฤทธิ์ผลในแต่ละผู้คนอย่างไรนั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงทำอย่างส่งเดชแน่นอน—กลับกัน ในการนี้ย่อมมีพื้นฐานอยู่ การกระทำเดียวกันที่ทำโดยคนที่แตกต่างกันสามารถส่งผลให้ได้รับการปฏิบัติจากพระเจ้าที่แตกต่าง ตัวอย่างเช่น อาจจะมีคนสองคนที่ต่างก็นำคริสตจักรแห่งหนึ่ง คนหนึ่งได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างอยู่เป็นประจำ และมักจะสู้ทนกับการบ่มวินัย จนทำให้มีวุฒิภาวะมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม อีกคนหนึ่งอาจจะค่อนข้างด้านชาและตอบสนองช้า จนทำให้มีความก้าวหน้าที่ช้ากว่า จากมุมมองของมนุษย์ คนสองคนนี้ที่ทำงานเหมือนกันและแสดงพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันควรได้รับพรและการปฏิบัติที่เหมือนกันจากพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการเข้าสู่ชีวิตที่พวกเขาได้มีประสบการณ์และได้รับในการทำหน้าที่ของตนและในชีวิตของพวกเขา หรือพระคุณภายนอกที่พวกเขาได้รับนั้นย่อมจะมีความแตกต่างที่ชัดเจน แน่นอนว่า “ความแตกต่างที่ชัดเจน” เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วพระเจ้าทรงจัดสรรสิ่งที่เรียกว่าพรและการปฏิบัติที่แตกต่างกันเหล่านี้ หรือความรู้แจ้ง ความกระจ่าง และผลประโยชน์อื่นที่ผู้คนได้รับจากพระเจ้าอย่างไร? พระเจ้าทรงมีหนทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับแต่ละคน คนบางคนเกียจคร้าน หลงตัวเอง ชอบแข่งขัน และอิจฉาริษยา และแม้ว่าภายนอกพวกเขาจะเต็มใจสละตนเองและสู้ทนกับความยากลำบากบางประการ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับหรือปฏิบัติความจริงได้ ในทางกลับกัน คนบางคนขยันขันแข็ง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ค่อนข้างซื่อสัตย์และถ่อมใจ พวกเขาสามารถยอมรับความจริงและยอมรับการถูกตัดแต่งได้ พวกเขายอมรับและทำความเข้าใจทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทุกสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้พวกเขาด้วยความจริงจัง ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นด้วยความจริงจังเช่นกัน ดังนั้นแล้ว จากภายนอกคนสองคนอาจจะทำงานเหมือนกันและปริมาณงานอาจจะคล้ายกัน แต่พระเจ้าจะประทานพรที่แตกต่างกัน ตลอดจนความรู้แจ้งและความกระจ่างที่แตกต่างกันตามอุปนิสัยและการไล่ตามเสาะหาที่ต่างกันของพวกเขา เมื่อมองจากภายนอก บุคคลที่ได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างอาจจะทนทุกข์มากกว่าและสู้ทนกับการบ่มวินัยอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับก็ยิ่งใหญ่กว่าเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่ด้านชาและหัวทึบเผชิญกับการบ่มวินัยน้อยกว่ามาก ทนทุกข์น้อยกว่ามาก และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมีการเติบโตในชีวิตที่ช้ากว่าและได้รับน้อยกว่า โดยแก่นแท้แล้ว บุคคลใดได้รับพรและคำสัญญาของพระเจ้าอย่างแท้จริง? (คนที่ทนทุกข์มากกว่าและได้รับการบ่มวินัยอยู่บ่อยครั้ง) นี่อาจจะดูเหมือนว่า คนที่ได้รับคำสัญญาและพรของพระเจ้าย่อมถูกบ่มวินัย เผชิญกับความพ่ายแพ้อยู่บ่อยครั้ง เผยความเสื่อมทราม และถูกเปิดโปง แต่พวกเขาก็มักจะได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระเจ้า ในทางกลับกัน คนที่ไม่ถูกบ่มวินัยกลับใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ชื่นบานยินดี และมีอิสระ เมื่อพวกเขาเกียจคร้าน พวกเขาก็ไม่เผชิญกับการบ่มวินัย เมื่อพวกเขาอิจฉาริษยา พวกเขาก็ไม่เผชิญกับการบ่มวินัย เมื่อพวกเขาขาดความรับผิดชอบในงานของตน พวกเขาก็ไม่เผชิญกับการบ่มวินัย—พวกเขาลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งและใช้ชีวิตอย่างอิ่มเอมใจมากเสียด้วยซ้ำ ผู้คนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ คนที่จับใจความสิ่งทั้งหลายได้อย่างหมดจด และคนที่รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกนั้นชื่นชอบใครมากกว่ากัน? พวกเขาชื่นชอบคนที่สู้ทนการถูกบ่มวินัย เผชิญกับความพ่ายแพ้อยู่บ่อยครั้ง และได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างมากกว่า พวกเขาถือว่าบุคคลเช่นนี้ได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างแท้จริง บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอยากเป็นคนเช่นนั้น พวกเขาเต็มใจที่จะใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่เสมอ ต่อให้นั่นจะหมายถึงการถูกพระเจ้าทรงบ่มวินัยและสั่งสอนอยู่บ่อยครั้งก็ตาม พวกเขาเชื่อว่านี่คือพรของพระเจ้าและเป็นคำสัญญาของพระเจ้าอย่างแท้จริง การมีประสบการณ์และสิ่งที่ได้รับเหล่านี้ยืนยันถึงการมีอยู่ของพรและคำสัญญาที่พระเจ้าตรัสไว้ แต่ศัตรูของพระคริสต์มองเรื่องนี้อย่างไรหรือ? ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ประเมินคำสัญญาและพรของพระเจ้าโดยอ้างอิงจากเรื่องที่ว่าคนคนหนึ่งเข้าใจความจริงมากเพียงใด พวกเขาได้รับความจริงมากเพียงใด หรือพวกเขาได้รับสิ่งที่เป็นบวกมากเพียงใด ในทางกลับกัน พวกเขาประเมินเรื่องที่ว่าได้รับมากเพียงใดจากมุมมองของประโยชน์ทางเนื้อหนังและผลประโยชน์ทางวัตถุ พวกเจ้าคิดว่าศัตรูของพระคริสต์อิจฉาบุคคลใด? (บุคคลที่ไม่สู้ทนการบ่มวินัย) ศัตรูของพระคริสต์อิจฉาคนที่เกียจคร้านและไม่จงรักภักดี คนที่ไม่เผชิญกับการบ่มวินัยใดๆ ทั้งยังเพลิดเพลินกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง การที่ศัตรูของพระคริสต์อิจฉาบุคคลเช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า วิธีที่พวกเขามองสิ่งทั้งหลายนั้นมีปัญหา นี่คือสิ่งที่ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา
ศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องอย่างไรว่าพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์กลายเป็นจริงหรือไม่? เมื่อพระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงผู้ที่พระองค์ทรงอวยพร ผู้ที่ได้รับคำสัญญาของพระองค์ และผู้ที่สามารถรับคำสัญญาจากพระเจ้าได้ ศัตรูของพระคริสต์สังเกตการณ์ถึงเรื่องนี้อย่างไร? พวกเขากล่าวว่า “คนที่จ่ายราคาเพื่อพระเจ้าย่อมได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่าง ได้รับการบ่มวินัยและการชี้แนะจากพระเจ้า และนั่นก็ถือว่าเป็นการได้รับพรอย่างนั้นหรือ? การถูกบ่มวินัยคือพรของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดเช่นนั้น! นั่นคือการยอมเสียผลประโยชน์ไม่ใช่หรือ? นั่นเป็นการทำลายความมีหน้ามีตาของคนเราไม่ใช่หรือ? และนั่นเรียกว่าพรของพระเจ้าหรือ? นั่นคือวิธีที่พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงและเกิดขึ้นจริงหรือ? หากเป็นเช่นนั้น ฉันก็ไม่อยากเป็นคนแบบนั้น ฉันไม่อยากไล่ตามไขว่คว้าความทุกข์และการจ่ายราคา ฉันไม่ยอมรับวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจเช่นนี้ นี่คือความจริงประเภทใดกัน? แบบนั้นจะถือว่าเป็นการช่วยผู้คนให้รอดได้อย่างไร?” ความรู้สึกต่อต้านเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่ยอมรับการที่พระเจ้าทรงอวยพรและทรงนำผู้คนในหนทางนี้ ไม่ยอมรับการที่พระเจ้าประทานชีวิตให้ผู้คนในลักษณะนี้ และไม่ยอมรับการที่พระเจ้าทรงปลูกฝังความจริงเข้าไปในผู้คนในหนทางนี้ แน่นอนว่ารอบตัวของศัตรูของพระคริสต์อาจจะมีคนที่ตั้งแต่เชื่อในพระเจ้า ธุรกิจก็เจริญรุ่งเรือง หาเงินได้มากขึ้น ซื้อรถและบ้าน และชีวิตทางวัตถุของพวกเขาก็ดีขึ้น กลายเป็นคนร่ำรวย เมื่อเห็นเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็คิดว่า “หลังจากเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ได้รับพรและเพลิดเพลินกับพระคุณของพระเจ้า จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ ดูเหมือนว่าคำสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์จะกลายเป็นจริงในผู้คนเช่นนั้น พระวจนะของพระเจ้าได้กลายเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่าพระวจนะของพระเจ้าจะมีสิทธิอำนาจอยู่จริง การยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระยะนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และคนเราสามารถได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างจะราบรื่น และคนเราก็สามารถได้รับพระคุณจากพระเจ้า” หลังจากประจักษ์แก่ข้อเท็จจริงดังกล่าว ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ก็พอจะมีการยอมรับและความเชื่อในคำสัญญาและพรของพระเจ้าแบบชั่วคราว แน่นอนว่าการยอมรับและความเชื่อนี้ควรมาพร้อมกับหมายเหตุในวงเล็บว่า “รอการตรวจสอบเพิ่มเติม” ในชีวิตประจำวันของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมหลักฐานต่างๆ นานาอยู่เรื่อยเพื่อตรวจสอบว่าพรและคำสัญญาของพระเจ้ากำลังกลายเป็นจริงและเกิดขึ้นจริงในผู้คนมากมาย ขณะที่สังเกตการณ์อยู่นั้น ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็กำลังรวบรวมหลักฐานนี้ พยายามดูว่าใครบ้างที่ได้รับพรและคำสัญญาของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ได้ทำสิ่งใด ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า วิธีที่พวกเขาติดตามพระเจ้า รวมถึงมุมมองของพวกเขา แน่นอนว่าในระหว่างที่สังเกตการณ์และรวบรวมหลักฐานอย่างต่อเนื่องนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็ได้พยายามเลียนแบบพฤติกรรม การกระทำ และมุมมองของคนที่ได้รับพรและคำสัญญาของพระเจ้าด้วย หากพวกเขาเองได้รับพร การปฏิบัติ และความเพลิดเพลินทางวัตถุบางประการ พวกเขาก็จะยอมรับอยู่ในใจว่า “พรและคำสัญญาของพระเจ้าไม่ใช่คำพูดที่ว่างเปล่า สิ่งเหล่านั้นสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ดูเหมือนว่าพระเจ้าพระองค์นี้จะเป็นพระเจ้าจริงๆ พระองค์ทรงมีความสามารถบางอย่างจริงๆ พระองค์สามารถประทานพรและคำสัญญาแก่ผู้คน นำผลประโยชน์บางอย่างมาให้ และสนองความต้องการบางอย่างในผลประโยชน์บางประการของพวกเขาได้ ดูเหมือนว่าฉันควรจะเชื่อและติดตามพระองค์ต่อไป ฉันต้องไม่ล้าหลังหรือหย่อนยาน” ศัตรูของพระคริสต์สังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจตั้งแต่ต้นจนจบ แต่มีใครสังเกตเห็นหรือไม่เมื่อพวกเขาทำเช่นนี้? พวกเขาสังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจอย่างเปิดเผย โดยบอกทุกคนว่า “ฉันไม่เชื่อในพรและคำสัญญาเหล่านี้ของพระเจ้า” ใช่หรือไม่? (ไม่) เมื่อมองจากภายนอก เจ้าย่อมไม่สามารถบอกได้ เจ้าเห็นพวกเขาอยู่ท่ามกลางคนอื่นๆ ละทิ้งหน้าที่การงาน การแต่งงาน ครอบครัว และอื่นๆ ของตน ทั้งยังทำหน้าที่ของตนร่วมกับคนอื่น ตื่นแต่เช้าและเข้านอนดึก สู้ทนกับความยากลำบากและจ่ายราคา พวกเขาไม่พูดสิ่งที่ก่อให้เกิดการก่อกวนหรือคำพูดที่เป็นลบ ไม่แสดงการตัดสิน ไม่ทำเรื่องย่ำแย่ และไม่ก่อการรบกวน อย่างไรก็ตามยังมีหนึ่งสิ่ง กล่าวคือ ไม่ว่าภายนอกพวกเขาจะกระทำการอย่างลับๆ เพียงใด แต่มุมมองและความคิดภายในของพวกเขาก็ครอบงำและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของพวกเขา ลึกๆ แล้ว การเฝ้าสังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจและการคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าของพวกเขานั้นไม่อาจซ่อนเร้นจากพระเจ้าได้ แล้วแง่มุมใดของศัตรูของพระคริสต์ที่สามารถซ่อนเร้นจากผู้คนแต่ไม่อาจซ่อนเร้นจากพระเจ้าได้? ผู้คนมองเห็นเพียงพฤติกรรมของผู้อื่น พวกเขามองเห็นเพียงสิ่งที่ผู้อื่นเผยออกมา—ในทางกลับกัน พระเจ้าไม่เพียงทอดพระเนตรสิ่งเหล่านี้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือทรงเฝ้าสังเกตหัวใจและความคิดส่วนลึกที่สุดของผู้คน พฤติกรรมและการเผยของคนคนหนึ่งนั้นค่อนข้างผิวเผิน แต่ส่วนลึกในหัวใจของคนคนหนึ่งเป็นดินแดนที่ไม่อาจรับรู้ได้ ภายในนั้นซ่อนเร้นความคิดที่ลึกซึ้งกว่า รวมถึงองค์ประกอบมากมายในธรรมชาติของพวกเขาเอาไว้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าเช่นคำสัญญาและพรของพระองค์ ภายนอกพวกเขาอาจจะอุทิศเวลาและจ่ายราคาทางร่างกาย แต่หัวใจของพวกเขาไม่ได้อุทิศตนให้กับพระเจ้าอย่างเต็มที่ สิ่งใดคือการสำแดงที่เป็นรูปธรรมของการไม่อุทิศหัวใจให้พระเจ้าอย่างเต็มที่? ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด พวกเขาก็ไม่ทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดให้กับสิ่งนั้นและทำสิ่งนั้นโดยไม่ลังเล แต่เพียงมุ่งหมายที่จะดูให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดที่เห็นได้ชัดและทิศทางเบื้องต้นของกระบวนการโดยรวมนั้นถูกต้อง เหตุใดพวกเขาจึงสามารถทำเช่นนี้ได้? ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา ในส่วนลึกที่สุดของพวกเขา พวกเขาเก็บงำความคิดหนึ่งที่ว่า “เรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงหรือไม่ เป็นตัวกำหนดว่าพระเจ้าทรงช่วยฉันให้รอดได้หรือไม่ และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของฉันจริงหรือไม่ หากคำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบ แม้แต่ความจริงแท้ของอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าก็ควรค่าแก่การตั้งคำถาม” หากลึกๆ แล้วพวกเขามีความคิดเช่นนี้ พวกเขาจะยังมีหัวใจที่แท้จริงต่อพระเจ้าได้อีกหรือ? ความคิดที่ฝังรากลึกในหัวใจของพวกเขาเหล่านี้ขัดขวางพวกเขา คอยเตือนพวกเขาอยู่เสมอว่า อย่ามอบหัวใจที่แท้จริงของเจ้าให้แก่พระเจ้า อย่าทุ่มเทอย่างเต็มที่ แค่ทำทุกสิ่งที่เจ้าพึงทำไปพอเป็นพิธี และอย่าเป็นคนโง่เขลา จงปิดบังบางสิ่งจากพระเจ้า ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเจ้าเหลือทางออกไว้ให้ตัวเอง และอย่าไว้วางใจฝากชีวิตหรือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเจ้าไว้กับพระเจ้าที่ยังไม่รู้จักพระองค์นี้ นี่คือวิธีที่พวกเขาคิดอยู่ในหัวใจ พวกเจ้าสังเกตเห็นสิ่งนี้หรือไม่? (ไม่) ในระหว่างการชุมนุมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อดูจากภายนอกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้สามารถทำตัวใจดี มีการคบหาพูดคุยที่ปกติ และถึงกับสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความเข้าใจเชิงลึก ความเข้าใจ และประสบการณ์บางอย่างของตนเองได้เสียด้วยซ้ำ อีกทั้งพวกเขาสามารถแสดงพฤติกรรมและการสำแดงภายนอกพื้นฐานที่ตื้นเขินซึ่งผู้เชื่อควรมีออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ความยำเกรงพระเจ้าหรือความจริงใจต่อพระองค์ของพวกเขากลับไม่เพิ่มพูนหรือพัฒนาขึ้นเลย ไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะจ่ายราคาอย่างไร หรือทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้ามากี่ปี สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ชีวิตของพวกเขาไม่ได้เติบโตขึ้นเลย—พวกเขาไม่มีชีวิต การขาดชีวิตนี้สำแดงออกมาในด้านใดบ้าง? เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาก็ไม่แสวงหาหลักธรรมเลย พวกเขาพอใจแล้วหากงานที่ทำอยู่ดำเนินต่อไปได้ พวกเขาไม่เคยยึดเอาหลักธรรมที่พระเจ้าตรัสมาเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติ เพียงแค่ยอมรับการกำกับดูแล การควบคุมดูแล และการนำจากผู้คนอื่นอย่างผิวเผินเท่านั้น และไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า นี่หมายความว่า หลักธรรมและวิธีการกระทำการของพวกเขา ตลอดจนท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าพวกเขาจะยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าคำสัญญาและพรของพระเจ้ากำลังกลายเป็นจริงโดยแท้จริงกับใคร กำลังเกิดขึ้นจริงกับผู้คนกลุ่มใด และจนกว่าพวกเขาจะยืนยันได้ว่าพวกเขาเองจะได้รับคำสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์อย่างแท้จริง ในแง่หนึ่ง พวกเขาคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็วางแผนโต้แย้งพระเจ้าอยู่ในใจ จุดมุ่งเน้นของการที่พวกเขาโต้แย้งกับพระเจ้าคืออะไร? พวกเขาคิดว่า “คำสัญญาและพรของพระองค์ยังไม่เกิดขึ้นจริง ข้าพระองค์ยังไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง และข้าพระองค์ก็ไม่เห็นว่าพระองค์ทรงพระราชกิจอย่างไร ดังนั้นข้าพระองค์จึงไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์ของพระองค์ได้ หากข้าพระองค์ไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์ของพระองค์ได้ แล้วข้าพระองค์จะถือว่าพระวจนะเหล่านี้ของพระองค์เป็นความจริง เป็นพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?” พวกเขากำลังโต้แย้งเรื่องนี้กับพระเจ้าอยู่ในใจมิใช่หรือ? พวกเขากล่าวว่า “หากพรที่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะประทานแก่ผู้คน และเนื้อหาอันหลากหลายทั้งหมดในคำสัญญาที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนนั้นข้าพระองค์ไม่สามารถตรวจสอบได้ เช่นนั้นแล้ว ข้าพระองค์ย่อมไม่อาจมีความเชื่อที่เต็มร้อยในพระองค์ได้ ในความเชื่อนั้นย่อมจะมีสิ่งเจือปนบางอย่างอยู่เสมอ และข้าพระองค์ก็ไม่สามารถเชื่อได้อย่างเต็มที่” นี่คือท่าทีของศัตรูของพระคริสต์ ท่าทีเช่นนี้น่ากลัวหรือไม่? (น่ากลัว) ท่าทีประเภทนี้มีธรรมชาติที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับคำกล่าวในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อที่ว่า “ไม่เห็นน้ำอย่าตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกอย่าโก่งหน้าไม้” พวกเขากล่าวว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ควรมีฤทธานุภาพที่จะทำให้คำสัญญาและพรของพระองค์เกิดขึ้นจริง หากสิ่งที่พระองค์ตรัสไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ และผู้คนที่เชื่อในพระองค์ไม่สามารถเพลิดเพลินกับพรที่ยิ่งใหญ่ ไม่สามารถเพลิดเพลินกับความรุ่งโรจน์ ความมั่งคั่ง และเกียรติยศ ไม่สามารถเพลิดเพลินกับพระคุณ และไม่ได้รับการคุ้มกันจากพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้คนจึงควรติดตามพระองค์เล่า?” ในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ ในความคิดและมุมมองของพวกเขา การติดตามพระเจ้าต้องมีผลประโยชน์บางอย่าง พวกเขาจะไม่ยอมขยับตัวถ้าไม่มีผลประโยชน์ ถ้าไม่มีชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะให้สุขสำราญได้ ถ้างานที่พวกเขาทำหรือหน้าที่ที่ปฏิบัติไม่ทำให้พวกเขาได้รับความชื่นชมจากผู้อื่น เช่นนั้นก็เปล่าประโยชน์ที่จะเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของพวกเขา ผลประโยชน์แรกที่พวกเขาต้องได้รับคือคำสัญญาและพรที่ตรัสไว้ในพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาต้องเพลิดเพลินกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะภายในคริสตจักรอีกด้วย ศัตรูของพระคริสต์คิดว่าในการเชื่อในพระเจ้า คนเราต้องเหนือกว่าผู้อื่น ต้องได้รับความเลื่อมใส ต้องเป็นคนพิเศษ—อย่างน้อยที่สุด ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องได้เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ หากพวกเขาไม่ได้เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ก็ย่อมจะมีคำถามอยู่บ้างว่าพระเจ้าที่พวกเขากำลังเชื่ออยู่นี้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้หรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์มีตรรกะที่ถือว่าคำที่ว่า “บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องเพลิดเพลินกับพรและพระคุณของพระเจ้า” เป็นความจริงมิใช่หรือ? ลองวิเคราะห์คำกล่าวเหล่านี้ดูเถิด คำกล่าวเหล่านี้คือความจริงใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) บัดนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่าคำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง แต่เป็นตรรกะวิบัติ เป็นตรรกะของซาตาน และไม่เกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด พระเจ้าเคยตรัสหรือไม่ว่า “หากผู้คนเชื่อในเรา พวกเขาย่อมจะได้รับพรอย่างแน่นอน และจะไม่มีวันทนทุกข์กับความทุกข์ยาก”? พระวจนะของพระเจ้าบรรทัดใดหรือที่พูดถึงเรื่องนี้? พระเจ้าไม่เคยตรัสพระวจนะเช่นนั้นหรือทรงทำเช่นนี้ เมื่อพูดถึงพรและความทุกข์ยาก ในการนี้ย่อมมีความจริงที่ต้องแสวงหา คำกล่าวอันชาญฉลาดที่ผู้คนควรยึดถือคืออะไร? โยบกล่าวว่า “เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?” (โยบ 2:10) คำกล่าวเหล่านี้คือความจริงหรือไม่? นี่คือคำกล่าวของมนุษย์ คำกล่าวเหล่านี้ไม่สามารถยกขึ้นเทียบกับความจริงได้ แต่ก็สอดคล้องกับความจริงในบางแง่มุม คำกล่าวเหล่านี้สอดคล้องกับความจริงในแง่มุมใด? การที่ผู้คนจะได้รับพรหรือทนทุกข์กับความทุกข์ยากล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า นี่คือความจริง ศัตรูของพระคริสต์เชื่อเรื่องนี้หรือไม่? ไม่ พวกเขาไม่เชื่อ พวกเขาไม่ยอมรับเรื่องนี้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับเรื่องนี้? (การเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคือเพื่อที่จะได้รับการอวยพร—พวกเขาเพียงอยากได้การอวยพรเท่านั้น) (เพราะพวกเขาเห็นแก่ตัวเกินไป และไล่ตามไขว่คว้าเพียงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังเท่านั้น) ในความเชื่อของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์อยากแต่จะได้รับพรเท่านั้น และไม่อยากทนทุกข์กับความยากลำบาก เมื่อพวกเขาเห็นใครได้รับพร ได้รับผลประโยชน์ ได้รับพระคุณ และได้รับความสุขสำราญทางวัตถุมากขึ้น มีข้อได้เปรียบเป็นอันมาก พวกเขาก็เชื่อว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า และถ้าพวกเขาไม่ได้รับพรทางวัตถุเช่นนั้นบ้าง นี่ย่อมไม่ใช่การกระทำของพระเจ้า แฝงความนัยว่า “ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริง เช่นนั้นพระองค์ก็ได้แต่อวยพรผู้คนเท่านั้น พระองค์ควรปัดเป่าทุกข์ภัยให้ผู้คนและไม่ปล่อยให้พวกเขาเผชิญความทุกข์ เช่นนั้นเท่านั้นการเชื่อที่ผู้คนมีในพระองค์ถึงจะมีคุณค่าและมีประโยชน์ ถ้าผู้คนมีทุกข์ภัยรุมเร้าอยู่ดีหลังจากติดตามพระองค์ ถ้าพวกเขายังคงทนทุกข์ เช่นนั้นแล้วจะเชื่อในพระองค์ไปเพื่ออะไร?” พวกเขาไม่ยอมรับว่าสิ่งทั้งปวงและเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับเรื่องนี้? เพราะศัตรูของพระคริสต์กลัวที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก พวกเขาเพียงอยากได้ผลประโยชน์ อยากเอาเปรียบ และสุขสำราญกับพรเท่านั้น ไม่อยากยอมรับอธิปไตยหรือการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า เพียงแต่อยากได้ผลประโยชน์จากพระเจ้า นี่คือมุมมองที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือการสำแดงหลากหลายรูปแบบที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมาเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เช่น คำสัญญาและพรของพระองค์ จากภาพรวม โดยหลักแล้วการสำแดงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับมุมมองเบื้องหลังการไล่ตามเสาะหาของศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนทัศนะ การประเมิน และความเข้าใจที่พวกเขามีต่อเรื่องประเภทนี้ที่พระเจ้าทรงทำเพื่อผู้คน ถึงแม้ว่าภายนอกพวกเขาอาจจะไม่ได้ว่าร้ายหรือต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าอย่างเปิดเผย แต่ลึกๆ แล้ว ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะประเภทนี้จากพระเจ้า และต่อวิธีการที่พระเจ้าทรงทำเรื่องประเภทนี้คือการว่าร้าย ความกังขา การกล่าวโทษ และการเลือกเฟ้น เมื่อพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรของพระเจ้ากลายเป็นจริงในคนบางคน พวกเขาก็สรรเสริญมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าและยกย่องพระนามและความรักของพระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเรื่องคำสัญญาและพรของพวกเขา ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ก็ปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าใ ตลอดจนความถูกต้องของทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำทันที และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาปฏิเสธอธิปไตยของพระเจ้า รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการชะตากรรมของมนุษย์ การสำแดงทั้งหมดนี้ของศัตรูของพระคริสต์อาจไม่ถูกเผยให้เห็นที่ภายนอก และพวกเขาอาจจะไม่เผยแพร่ทัศนะของตนโดยใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา แต่มุมมองที่พวกเขาใช้สังเกตพระวจนะของพระเจ้าด้วยความไม่แน่ใจและคอยสอดส่องพระวจนะเหล่านี้ในหัวใจของพวกเขานั้นไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าผู้อื่นจะสามัคคีธรรมเรื่องการเข้าสู่ชีวิตหรือวิธีที่ผู้คนได้รับการช่วยให้รอดอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ละวางความรู้สึกนึกคิดและท่าทีที่คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้าในเรื่องของคำสัญญาและพรของพระองค์จะกลายเป็นจริงหรือไม่และจะเกิดขึ้นจริงอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์อาจจะปรบมือด้วยความร่าเริงยินดีและส่งเสียงโห่ร้อง สรรเสริญมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าเมื่อคำสัญญาและพรของพระเจ้าเกิดขึ้นจริง แต่ในไม่ช้า เมื่อคำสัญญาและพรของพระเจ้าไม่เกิดขึ้นจริงหรือไม่กลายเป็นจริงตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็แอบสาปแช่งและด่าทอพระเจ้าอยู่ในหัวใจ และว่าร้ายพระนามของพระองค์ ดังนั้นถึงแม้ว่าทุกอย่างในชีวิตประจำวันจะสงบสุขและไร้ปัญหา แต่สภาวะของคนบางคนกลับผันผวนอย่างรุนแรง เมื่อพวกเขามีความสุข พวกเขาก็สามารถอยู่ในสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ แต่เมื่อพวกเขารู้สึกแย่ พวกเขาก็สามารถจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังดุจนรก อารมณ์ของพวกเขาแปรปรวนและคาดเดาไม่ได้ ทิ้งให้ผู้อื่นงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อพวกเขามีความสุข พวกเขาก็กล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เหลือเกิน สิทธิอำนาจของพระเจ้ามีอยู่จริง พระเจ้าทรงรักผู้คนมาก!” แต่เมื่อพวกเขาไม่มีความสุข แม้แต่การเอ่ยคำว่า “พระเจ้า” ก็กลายเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา คนคนเดียวกับที่สรรเสริญพระนามของพระเจ้าเสียงดังก็คือคนที่ว่าร้าย ปฏิเสธ หมิ่นประมาท เหยียดหยาม และสาปแช่งพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาเช่นกัน พวกเขาตื่นแต่เช้าและเข้านอนดึกเพื่อทำหน้าที่ของตน จ่ายราคาที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ แต่พวกเขาก็เป็นคนที่ระบายความคับข้องใจผ่านหน้าที่ของตน ทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า จงใจก่อกวนงาน และจัดการกับหน้าที่และงานของตนด้วยการเพิกเฉยโดยเจตนา ดูจากภายนอก ทั้งหมดนี้คือคนคนเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมและอุปนิสัยของพวกเขา การสำแดงที่ขัดแย้งกันเช่นนั้นทำให้ดูเหมือนว่ามีคนสองคนที่แตกต่างกันเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งนี้เป็นปัญหา จากการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ เห็นได้ชัดว่าโดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงหรือเป็นพระวจนะของพระเจ้า มากไปกว่านั้น เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะไม่มีวันมองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และเป็นหลักธรรมความจริงที่จะต้องค้ำจุนไปตลอดชีวิต นี่คือประการแรกของการที่พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่—พวกเขาคอยสอดส่องพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรของพระเจ้า สำหรับศัตรูของพระคริสต์ คำสัญญาและพรของพระเจ้านั้นเชื่อมโยงการปฏิบัติทางวัตถุ การปฏิบัติทางวิญญาณ สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ และเรื่องอื่นๆ ที่พวกเขาเพลิดเพลินในชีวิตนี้อย่างแยกไม่ออก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเหตุใดพวกเขาจึงให้ความสนใจกับแง่มุมนี้เป็นพิเศษ พวกเขาใช้การที่พระวจนะแห่งคำสัญญาและพรของพระเจ้าลุล่วงเป็นมาตรฐานของการประเมินขอบเขตฤทธานุภาพของพระเจ้าและความจริงแท้ของอัตลักษณ์ของพระเจ้า พวกเขาแอบใคร่ครวญและครุ่นคิดเรื่องนี้—นี่คือความหมายของการสอดส่อง ศัตรูของพระคริสต์ไม่แสดงความสนใจต่อความจริงนานาประการเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตดังที่พระเจ้าตรัสเลย อย่างไรก็ตาม ทันทีที่กล่าวถึงพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรของพระเจ้า ดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายด้วยความละโมบ ความอยากของพวกเขาโผล่หน้าออกมา ดูจากภายนอก พวกเขากล่าวว่า “พวกเราควรสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเราควรทำหน้าที่ของพวกเราตามข้อกำหนดของพระเจ้า” แต่แท้จริงแล้วสายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่ใด? สายตาของพวกเขาจับจ้องอยู่ที่พระวจนะของพระเจ้าเช่นคำสัญญาและพรของพระองค์ เมื่อพวกเขาคว้าสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ พวกเขาก็ไม่ยอมปล่อย นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตนต่อพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์
2. คอยสอดส่องคำสาปแช่งและการลงโทษที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์
ประการที่สองคือพวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องคำสาปแช่งและการลงโทษที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ศัตรูของพระคริสต์มีทัศนะและจุดยืนต่อคำสาปแช่งและการลงโทษที่กล่าวถึงในพระวจนะของพระเจ้าเช่นเดียวกับที่พวกเขามีต่อประการแรก พวกเขาคอยสอดส่องพระวจนะในเรื่องนี้อย่างไร? เมื่อพวกเขาเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้ามุ่งหมายที่จะสาปแช่งผู้คนประเภทใดและมุ่งหมายที่จะลงโทษผู้คนประเภทใด พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะใดเพื่อสาปแช่งผู้คนเหล่านั้น พระเจ้าทรงใช้วิธีการใดเพื่อลงโทษผู้คนเหล่านั้น ตลอดจนพระเจ้าทรงใช้วิธีการและพระวจนะใดเพื่อสาปแช่งผู้คนประเภทใด พวกเขาก็เริ่มสังเกตการณ์ในชีวิตประจำวันของตน คอยดูว่าพระวจนของพระเจ้าเหล่านี้จะกลายเป็นจริงอย่างไร และพระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงแล้วหรือยัง ตัวอย่างเช่น มีผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งที่ยักยอกเงินแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ทรมานและกดขี่บรรดาพี่น้องชายหญิงตามอำเภอใจ กระทำการอย่างเผด็จการและเลินเล่อในคริสตจักร ดำเนินการอย่างไร้หลักธรรม ไม่แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และไม่ร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียว พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่ามีคำสาปแช่งและการลงโทษสำหรับบุคคลประเภทนี้ ศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งสังเกตว่า “พระเจ้าไม่ทรงรักผู้คนเช่นนั้น พระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา แต่พระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์คนคนนี้อย่างไร? คนคนนี้ใช้ชีวิตอย่างค่อนข้างสุขสบายในทุกๆ วัน ทั้งยังกดขี่พี่น้องชายหญิงโดยไม่รู้สึกถูกตำหนิ พี่น้องชายหญิงก็ได้แต่ต้องทน แล้วพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้ากลายเป็นจริงอย่างไร? ฉันไม่เห็นว่าพระวจนะเหล่านั้นจะกลายเป็นจริงได้อย่างไร บางทีการที่พระเจ้าทรงสาปแช่งผู้คนเช่นนั้นอาจจะเป็นแค่คำพูด พระวจนะของพระเจ้าควรมีสิทธิอำนาจ และหลังจากที่พระเจ้าตรัส ผู้คนก็ควรรู้สึกไม่สบายใจและถูกตำหนิอยู่ในใจ ฉันต้องสังเกตและดูว่าเขารู้สึกไม่สบายใจอยู่ในใจหรือไม่ ฉันต้องคุยกับเขาและหยั่งเชิงเขาดู” ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงถามคนคนนั้นว่า “แล้วช่วงนี้คุณมีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ อย่างไรบ้าง?” “ค่อนข้างดีทีเดียว พระเจ้ากำลังทรงนำพวกเรา ชีวิตคริสตจักรก็ไม่เลว พี่น้องชายหญิงล้วนเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พวกเขาทุกคนรักที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้า และงานข่าวประเสริฐก็กำลังก้าวหน้าไปด้วยดีเช่นกัน” “เวลาที่งานไม่ก้าวหน้าไปอย่างราบรื่น คุณไม่รู้สึกทุกข์ใจหรือ? คุณไม่คิดลบหรือ? พระเจ้าทรงบ่มวินัยคุณหรือไม่? ในใจคุณรู้สึกถูกตำหนิอหรือไม่?” “ไม่เลย ทำไมฉันต้องรู้สึกถูกตำหนิด้วยในเมื่องานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี? ที่จริงพระเจ้ากำลังทรงอวยพรฉันต่างหาก” ศัตรูของพระคริสต์คิดว่า “พระเจ้าไม่ได้ทรงสาปแช่งคนเช่นนี้ ดังนั้นพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับการสาปแช่งคนชั่ว การสาปแช่งบรรดาผู้ที่ต้านทานพระเจ้าจึงยังไม่กลายเป็นจริง! ผู้นำคนนี้ได้กระทำการต้านทานพระเจ้าและขัดขวางงานของคริสตจักรอย่างชัดเจน คำสาปแช่งของพระเจ้าก็ควรจะตกแก่เขา ทำไมถึงยังไม่เกิดขึ้น? เป็นเรื่องยากที่จะพูดว่าพระวจนะแห่งคำสาปแช่งที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนจะกลายเป็นจริงได้หรือไม่ ดังนั้นฉันจะสังเกตการณ์ต่อไป” ในพระวจนะของพระเจ้า มีวลีหนึ่งที่ว่า “ความต้านทานนำไปสู่ความตาย!” ในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ มีผู้คนมากมายที่ต้านทานพระเจ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อบางคนได้สัมผัสกับพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระยะนี้เป็นครั้งแรกและไม่เข้าใจความจริง พวกเขาก็ได้เอ่ยคำพูดบางอย่างที่หมิ่นประมาทและว่าร้ายพระเจ้า โดยปฏิเสธพระราชกิจในช่วงระยะนี้ของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์คิดกับตัวเองว่า “คนเหล่านี้คือคนที่ต้านทานพระเจ้าใช่หรือไม่? หากใช่ เช่นนั้นแล้วตามพระวจนะของพระเจ้า ความต้านทานย่อมนำไปสู่ความตาย แต่หลังจากผ่านไปหลายปี ดูเหมือนคนพวกนี้จะยังไม่มีใครตายเลย พระวจนะของพระเจ้ายังไม่กลายเป็นจริง! ต่อให้พวกเขาไม่ตาย แต่อย่างน้อยที่สุดคนเหล่านี้ก็ควรจะแขนหักหรือขาขาด หรือทนทุกข์กับเคราะห์ร้ายบางอย่างที่เกิดขึ้นกับครอบครัว เช่น สมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต บ้านถล่ม หรือประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เคราะห์ร้ายร้ายเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย แล้วจะกล่าวว่าความต้านทานนำไปสู่ความตายได้อย่างไร? ความสามารถในการทำความเข้าใจของพวกเราอาจจะย่ำแย่ และพวกเราก็ยังไม่รู้ว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงและเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ผู้คนไม่อาจรู้ได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงหรือไม่ นี่เป็นเรื่องยากที่จะพูด” ศัตรูของพระคริสต์ดูว่าพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่และกลายเป็นจริงอย่างไรผ่านข้อเท็จจริงที่สังเกตได้เหล่านี้และผ่านการวิเคราะห์ในจิตใจของพวกเขาเอง และจากมุมมองที่ “เป็นเอกลักษณ์” ของพวกเขา พวกเขามักจะตั้งเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ไว้กับเรื่องนี้เสมอ พวกเขาไม่รู้จุดจบในท้ายที่สุดของเรื่องนี้ ไม่รู้วิธีอธิบายเหตุการณ์เหล่านี้ หรือวิธีมองปรากฏการณ์เหล่านี้ แน่นอนว่าพวกเขามักจะอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เข้าใจว่าพระองค์ทรงสาปแช่งและลงโทษผู้คนอย่างไร และพระวจนะของพระองค์กลายเป็นจริงอย่างไร เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้เกิดหัวใจที่ยำเกรงพระองค์ หวาดกลัวพระองค์และไม่ทำสิ่งต่างๆ ที่ต่อต้านพระองค์” คำอธิษฐานนี้มีประโยชน์หรือไม่? พระเจ้าจะทรงรับฟังหรือไม่? (ไม่) พระเจ้าไม่ใส่พระทัยเสียด้วยซ้ำ พระองค์ทรงมองว่าคำอธิษฐานเหล่านี้เหมือนเสียงหึ่งๆ ที่ไร้สาระของพวกแมลงวันและแมลงต่างๆ เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงรับฟังคำอธิษฐานเช่นนั้น? เพราะทุกประโยคที่ศัตรูของพระคริสต์เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยการทดสอบ การยั่วยุ การว่าร้าย และการหมิ่นประมาท สำหรับบุคคลเช่นนั้น ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะยังไม่ได้ทรงซัดโทษใส่หรือกล่าวโทษพวกเขาอย่างเปิดเผย แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ความคิด ทัศนะ และจุดยืนของพวกเขาย่อมถูกกล่าวโทษในสายพระเนตรของพระเจ้า การสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ล้วนซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจ พวกเขาแอบทำสิ่งเหล่านี้ และคอยสอดส่องสิ่งเหล่านี้อย่างลับๆ แน่นอนว่า พระเจ้าก็ทรงกล่าวโทษและสาปแช่งพวกเขาในพระทัยของพระองค์เช่นกัน
สำหรับพระวจนะของพระเจ้าเรื่องคำสาปแช่งและการลงโทษที่ทรงมีต่อมนุษย์ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อและไม่เข้าใจพระวจนะเหล่านั้น พวกเขามักจะพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ว่า “พระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงได้อย่างไรกันแน่? พระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงได้จริงหรือ? จะเกิดขึ้นจริงกับใครกัน? คนที่ถูกพระเจ้าสาปแช่งและลงโทษได้รับคำสาปแช่งและการลงโทษจริงหรือไม่? สิ่งนี้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาของมนุษย์หรือไม่? พระเจ้าควรทำให้ทั้งหมดนี้มองเห็นได้ด้วยตาของมนุษย์ไม่ใช่หรือ?” พวกเขาเฝ้าครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ในใจตลอดเวลา ปฏิบัติต่อเรื่องเหล่านี้ว่าเป็นประเด็นที่มีนัยและสำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา เมื่อใดก็ตามที่พวกเขามีเวลาหรือมีโอกาส พวกเขาก็จะครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ตราบใดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกต้องและมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น หรือตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเช่นนั้น จุดยืนและมุมมองของพวกเขาก็จะถูกเผยออกมาอย่างชัดเจน พวกเขากำลังพินิจพิเคราะห์และว่าร้ายพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า พยายามเข้าใจพระวจนะเหล่านี้จากมุมมองและในวิถีทางของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็ทดสอบว่าพระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงได้หรือไม่ พระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงในชีวิตประจำวันและมีผลกระทบที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแล้วหรือยัง เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนี้? เหตุใดพวกเขาจึงสามารถหมกมุ่นและครุ่นคิดถึงสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย? เพราะในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงแสดงความจริงมากมายเพียงใด ความจริงเหล่านั้นก็ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์อัตลักษณ์หรือแก่นแท้ของพระเจ้า สิ่งเดียวที่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้ก็คือพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงและเกิดขึ้นจริงหรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การที่พระวจนะของพระเจ้าเกิดขึ้นจริงและกลายเป็นจริงหรือไม่เป็นเพียงหลักเกณฑ์เดียวที่พวกเขาใช้ในการทดสอบอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ในทำนองเดียวกัน การที่พระวจนะของพระเจ้าเรื่องคำสาปแช่งและการลงโทษที่ทรงมีต่อมนุษย์กลายเป็นจริงหรือไม่ก็ได้กลายมาเป็นหลักเกณฑ์ที่พวกเขาใช้ทดสอบอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าเช่นเดียวกัน นี่คือความคิดและมุมมองที่สำคัญที่สุดที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ประเมินพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ใช้มุมมองและวิธีทำความเข้าใจของมนุษย์ และพึ่งพาสติปัญญาของมนุษย์ในการทดสอบและประเมินพระวจนะของพระเจ้าเรื่องคำสาปแช่งและการลงโทษที่มีต่อผู้คน เมื่อไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงและไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ที่พวกเขาปรารถนาจะเห็นได้ พวกเขาจึงปฏิเสธอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งพวกเขามองเห็นได้น้อยเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งทวีการปฏิเสธพระเจ้าให้หนักหนาขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งกังขามากขึ้นว่า สิ่งที่พวกเขาได้ลงทุนและสละไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นกับตาว่าคนชั่วในพระนิเวศของพระเจ้าบางคนที่ใส่ร้ายพระเจ้าหรือก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรือคนที่หมิ่นประมาทและต้านทานพระเจ้าได้รับการลงโทษหรือคำสาปแช่งในระดับที่แตกต่างกันไป และเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้ พวกเขาก็ยำเกรงพระเจ้า พลันรู้สึกขึ้นมาว่า “พระเจ้าทรงน่าเกรงขามอย่างแท้จริง ไม่ว่าพระองค์ตรัสสิ่งใด สิ่งนั้นก็สำเร็จ ก่อนหน้านี้คนคนนั้นก็สบายดีแต่จู่ๆ ก็เสียชีวิต เพราะเมื่อวานนี้เธอยังด่าทอพระเจ้าอยู่เลย! อีกคนหนึ่งที่แข็งแรงราวกับวัว จู่ๆ ก็ล้มป่วยเพราะเขาก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและไม่ยอมรับเรื่องนั้นเสียด้วยซ้ำ ทำให้ได้รับคำสาปแช่งของพระเจ้า อีกคนที่กระทำผิดบางอย่างและทำความชั่วบางประการในคริสตจักร ก็มีเคราะห์ร้ายมาเยือนครอบครัวของเธอ และตั้งแต่นั้นมา ในครอบครัวของเธอก็ไม่มีความสงบสุขอีกเลย อีกคนหนึ่งที่มักจะกล่าวคำพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าอยู่เสมอ ตอนนี้ก็เสียสติไปแล้ว และอ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า นี่คือการถูกปีศาจเข้าสิง พระเจ้าทรงส่งมอบเขาให้ซาตาน วางเขาไว้ในที่พำนักของพวกวิญญาณโสมม การทำให้เขาต้องทนทุกข์กับการถูกวิญญาณชั่วสิงสู่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจที่จะทำเช่นนี้ พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง—พระองค์ทรงส่งมอบคนคนนั้นให้กับพวกวิญญาณชั่ว และพวกมันก็เข้าสิงเขา ทำให้เขาเสียสติและสำนึกแห่งความละอาย ทำให้เขาวิ่งแก้ผ้าไปตามท้องถนน ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้สิ การลงโทษและคำสาปแช่งที่พวกเขาต้องทนทุกข์ คนพวกนี้ทำอะไรลงไปบ้าง?” หลังจากประเมินเรื่องนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็รู้สึกใจหายและคิดว่า “คนเหล่านี้ รวมถึงคนที่ด่าทอพระเจ้าอย่างเปิดเผย คนที่หมิ่นประมาทและตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย และคนที่จงใจทำให้เกิดการก่อกวนและการขัดขวางในพระนิเวศของพระเจ้า ดูเหมือนว่าการต่อต้านพระเจ้าจะไม่มีอะไรดีเลย! พระเจ้าทรงน่าเกรงขามอย่างแท้จริง! ถ้าคุณล่วงเกินคนอื่น พวกเขาก็ทำอะไรคุณไม่ได้มากนัก แต่ถ้าคุณล่วงเกินพระเจ้า นั่นย่อมเป็นเรื่องร้ายแรง คุณต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของคุณ ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงเกินไป! อย่างน้อยที่สุดคุณอาจจะเสียสติ และพระเจ้าจะทรงส่งมอบคุณให้กับพวกวิญญาณโสมม ซึ่งหมายถึงการไปลงนรกอย่างแน่นอน อย่างร้ายแรงที่สุด พระเจ้าจะทรงลบล้างการดำรงอยู่ทางเนื้อหนังของคุณในชีวิตนี้ ทรงทำลายคุณ และในโลกที่จะมาถึง—เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว—คุณจะไม่มีบั้นปลาย จะไม่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรได้ และจะไม่ได้รับพร เมื่อตัดสินจากหลากหลายหนทางที่พวกเขาต้านทานพระเจ้า ฉันจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นและกำหนดหลักการบางอย่างให้กับตัวเอง ประการแรก ฉันต้องไม่ด่าทอพระเจ้าอย่างเปิดเผย หากจำเป็น ฉันก็ควรทำเงียบๆ ในหัวใจของฉัน ประการที่สอง ต่อให้ฉันมีความอยากและความทะเยอทะยานที่จะเป็นพระเจ้า ฉันก็ไม่สามารถเผยออกมาหรือให้คนอื่นรู้ได้ ประการที่สาม ฉันต้องควบคุมพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของตัวเอง ไม่ทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการขัดขวาง หากฉันก่อให้เกิดความสูญเสียต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ นั่นคงจะเลวร้ายมาก! ในกรณีที่เบาหน่อย ฉันอาจจะเสียชีวิต ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น ฉันจะถูกสาปแช่งและตกลงไปในบาดาลลึก และนั่นก็จะเป็นจุดจบของฉัน” เมื่อศัตรูของพระคริสต์เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พวกเขาก็รู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าได้กลายเป็นจริง และพระเจ้าก็ทรงยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามยิ่งนัก พวกเขาตระหนักและยอมรับความยิ่งใหญ่และความน่าเกรงขามของพระเจ้าผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ กระบวนการทางความคิดทั้งหมดนี้ในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนหลักการกระทำที่พวกเขาคิดขึ้นมาหลังจากเห็นสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นกิจกรรมในโลกภายในของพวกเขาไม่ใช่หรือ? ทุกสิ่งที่พวกเขาทำต่อพระเจ้าอยู่ในหัวใจคือสิ่งที่เรียกว่าการสอดส่อง
ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่า “พระเจ้าไม่ทรงสาปแช่งผู้คน พระวจนะของพระเจ้ายังไม่กลายเป็นจริง” และพวกเขาไม่ได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่า “พระเจ้าทรงลงโทษคนนั้นคนนี้ พระเจ้าทรงสาปแช่งคนนั้นคนนี้ พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงแล้ว พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง” แต่พวกเขากลับวางอุบาย วางแผน และครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ลึกๆ ในหัวใจของพวกเขา เป้าหมายในการครุ่นคิดของพวกเขาคืออะไร? พวกเขาคิดว่าหากพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงจะทำอย่างไร และหากพระวจนะของพระเจ้าไม่กลายเป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงจะทำอย่างไร จุดประสงค์ในการคอยสอดส่องของพวกเขาไม่ใช่เพื่อทำความเข้าใจการกระทำของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อทำความเข้าใจอุปนิสัยของพระเจ้า และไม่ใช่เพื่อให้มีความจริงและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานเลยเสียด้วยซ้ำ—แต่เพื่อจัดการกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ เพื่อเผชิญหน้ากับคำสาปแช่งและการลงโทษของพระเจ้าโดยใช้วิธีการและกลยุทธ์ของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์วางอุบายอยู่ในหัวใจของตน ชุดความคิดที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้สามารถพิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าได้หรือไม่? สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ว่าพวกเขาว่าร้ายและหมิ่นประมาทพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาได้หรือไม่? (ได้) ได้อย่างแน่นอน! นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ หากพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง พวกเขาก็มีมาตรการรับมือเตรียมไว้พร้อม หากพระวจนะของพระองค์ไม่กลายเป็นจริง พวกเขาก็มีมาตรการรับมือสำหรับเรื่องนั้นเช่นกัน—มาตรการรับมือของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปตามการที่พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่ หากพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกควร ปฏิบัติงานต่างๆ ภายในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างระมัดระวัง ไม่ทำตัวสะดุดตา ไม่ทำตัวทะนงตนหรืออวดดี และคอยระมัดระวังที่จะไม่ทำสิ่งใดผิดพลาด หากพระวจนะของพระเจ้าไม่กลายเป็นจริง พวกเขาก็จะกระทำการสุกเอาเผากินอย่างโจ่งแจ้ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะดูกลายเป็นจริงในสายตาของพวกเขาหรือไม่ หัวใจของพวกเขาก็จะไม่มีวันถือว่าพระเจ้าคือพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาจะไม่มีวันมอบหัวใจให้พระเจ้าได้โดยสมบูรณ์ หน้าที่และการกระทำของพวกเขาไม่ได้ทำด้วยหัวใจ แต่ทำโดยใช้อุบาย เล่ห์เหลี่ยม และการเสแสร้ง ใช้การหลอกลวง การปกปิด และความซ่อนเร้น พวกเขาไม่เคยแบ่งปันสิ่งที่พวกเขาคิด ครุ่นคิด และสงสัยอยู่ในส่วนลึกของหัวใจแก่ผู้อื่นหรือพระเจ้าอย่างเปิดเผย แต่พวกเขากลับดื้อดึงที่จะถือว่าความคิดและความคิดเห็นของตนเองเป็นความจริง เป็นทิศทางและเป้าหมายที่ถูกต้องและดีงามในการดำเนินการและปฏิบัติ ในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ พระวจนะของพระเจ้าเรื่องคำสาปแช่งและการลงโทษที่ทรงมีต่อมนุษย์จะกลายเป็นจริงหรือไม่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนี่คือตัวกำหนดว่าพวกเขาจะกระทำการและประพฤติตัวอย่างไรในชีวิตประจำวัน พวกเขาจะปฏิบัติต่องานอย่างไร และพวกเขาจะปฏิบัติต่อพี่น้องชายหญิงอย่างไร นี่ยังเป็นตัวตัดสินด้วยว่าพวกเขาจะเผยพฤติกรรมใดออกมา ตลอดจนพวกเขาจะมีการกระทำและการสำแดงใดบ้าง เมื่อพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง ศัตรูของพระคริสต์ก็จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกควรและไร้เล่ห์มารยา ยับยั้งกิจกรรมของตน พยายามไม่ทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการก่อกวนหรือการขัดขวาง และพยายามไม่พูดจาขัดขวางหรือก่อกวน ไม่พูดจาว่าร้ายพระวจนะของพระเจ้า หรือที่ว่าร้ายพระราชกิจของพระองค์ หากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าไม่กลายเป็นจริง พวกเขาก็จะรู้สึกว่าตัดสินและกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้าได้ตามสบายโดยไม่ลังเลใจแต่อย่างใด ในหนทางนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงต่อต้านและเอะอะโวยวายใส่พระเจ้าอย่างต่อเนื่องอยู่ลึกๆ ในหัวใจ—เป็นไปได้หรือที่พวกเขาจะไม่ถูกเปิดโปงและถูกกำจัดออกไป? ท่าที อุปนิสัย และแก่นแท้นี้ของพวกเขาล้วนเป็นของศัตรูที่แท้จริงของพระเจ้า ถึงแม้ว่าศัตรูของพระคริสต์จะไม่สามารถทำตามที่พวกเขาต้องการได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปกปิดสิ่งที่พวกเขาคิด สิ่งที่พวกเขากำลังวางแผน สิ่งที่พวกเขาใคร่ครวญ หรือมุมมองที่พวกเขามีอยู่ลึกๆ ในหัวใจเลย เพราะพวกเขาไม่หวาดกลัวพระเจ้า เหตุใดพวกเขาจึงไม่หวาดกลัวพระเจ้า? พวกเขาไม่เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ ดังนั้น ในตรรกะของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่พวกเขาถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สุดสำหรับการเอาชีวิตรอดก็คือ “สิ่งที่ฉันทำและแสดงออกไป สิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นได้ สามารถกลายเป็นมาตรฐานในการวัดว่าฉันเป็นคนประเภทใด แต่สิ่งที่ฉันคิดในหัวใจ วิธีที่ฉันวางแผนและเจตนา โลกภายในของฉันเป็นเช่นไร ฉันกำลังว่าร้ายและหมิ่นประมาทพระเจ้า ตัดสินพระเจ้า หรือเชื่อและสรรเสริญพระเจ้าหรือไม่—ถ้าฉันไม่พูด พวกคุณก็จะไม่มีใครรู้ ลองกล่าวโทษฉันดูสิ! ถ้าฉันไม่พูด พวกคุณก็อย่าหวังเลยว่าจะรู้สิ่งที่ฉันคิดหรือวางแผนอยู่ในหัวใจ หรือรู้ว่าฉันมีท่าทีและมุมมองต่อพระเจ้าอย่างไร และไม่มีใครกล่าวหาว่าฉันทำบาปได้ทั้งนั้น” นี่คือแผนการของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเชื่อว่านี่คือหลักการสูงสุดของพฤติกรรมในการใช้ชีวิตและการทำสิ่งต่างๆ ในหมู่ผู้คน ตราบใดที่พฤติกรรมของพวกเขาไม่ผิดและการกระทำของพวกเขาไม่มีข้อเสีย ก็ไม่มีใครสามารถก้าวก่ายสิ่งที่พวกเขาคิดในหัวใจได้ ศัตรูของพระคริสต์ฉลาดมากไม่ใช่หรือ? (ไม่) พวกเขาจะไม่ฉลาดได้อย่างไร? พวกเขาอำพรางตนได้ดีเยี่ยม เวลาอธิษฐาน พวกเขาก็ไปทำตามมุมถนน และคำพูดที่พวกเขาพูดต่อหน้าผู้อื่นก็ล้วนถูกต้อง ไม่พบข้อผิดพลาดใดทั้งสิ้น ยิ่งพวกเขาเชื่อมานานเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเป็นฝ่ายวิญญาณมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาพูดสิ่งที่คิดอยู่จริงในหัวใจแค่กับครอบครัวของตนเป็นการส่วนตัวเท่านั้น และบางคนก็ไม่บอกแม้กระทั่งครอบครัวของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ จะได้ไม่มีใครมองพวกเขาออก แต่พวกเขาลืมสิ่งหนึ่งไป นั่นคือ ไม่ว่ามนุษย์จะมองพวกเขาออกหรือไม่นั้นมีประโยชน์อันใดด้วยหรือ? การนั้นไม่สำคัญเลย ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถกำหนดชะตากรรมของคนอื่นได้ ไม่ว่ามนุษย์จะมองพวกเขาออกหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวและไม่ได้ตัดสินสิ่งใดเลย สิ่งสำคัญก็คือ พระเจ้าไม่เพียงทอดพระเนตรพฤติกรรมภายนอกของผู้คนเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาด้วย นี่เป็นเพราะศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อและไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ พวกเขาจึงคิดอย่างโง่เขลาและไร้สาระว่า “ไม่ว่าจะมนุษย์หรือพระเจ้า ก็ไม่มีใครก้าวก่ายสิ่งที่ฉันคิดในหัวใจได้” พระเจ้าสามารถทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ได้ ดังนั้น ความคิดของเจ้าจึงสัมพันธ์กับการที่พระเจ้าทรงนิยามตัวเจ้า พระเจ้าไม่เพียงทรงกล่าวโทษผู้คนโดยพิจารณาจากพฤติกรรมภายนอกของพวกเขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ทรงพิจารณาจากความคิดภายในของพวกเขา นี่คือจุดที่พวกศัตรูของพระคริสต์โง่เขลา ขณะที่พวกเขาคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้า พวกเขากลับลืมเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งไป นั่นคือ พระเจ้าก็กำลังทรงเฝ้าสังเกตความคิดของพวกเขาอย่างลับๆ เช่นกัน พวกเขาคอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่ และข้อสรุปที่พวกเขาได้ก็คือ พวกเขาควรปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าและการทรงดำรงอยู่ของพระองค์ พระเจ้าซึ่งทรงเฝ้าสังเกตพวกเขาอย่างลับๆ ทรงเห็นท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้าอยู่ลึกๆ ภายในหัวใจของพวกเขา พระองค์ทรงเห็นหลักฐานทั้งหมดที่พวกเขาว่าร้ายและหมิ่นประมาทพระเจ้า ปฏิเสธและกล่าวโทษพระเจ้า และยังทรงเฝ้าสังเกตพฤติกรรมภายนอกที่เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของความคิดและมุมมองทั้งหมดนี้ด้วย จากความคิดและพฤติกรรมของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้วพระเจ้าทรงกำหนดว่าบุคคลเช่นนั้นเป็นอะไร? เป็นศัตรูของพระคริสต์ เป็นศัตรูของพระเจ้า ที่ไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอด นี่คือผลลัพธ์ ศัตรูของพระคริสต์ฉลาดหรือไม่? พวกเขาห่างไกลจากคำว่าฉลาดมาก พวกเขาได้นำพาตัวเองไปสู่ความพินาศ ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าตนมีความสามารถในการคิดเป็นพิเศษ การคิดของพวกเขานั้นมีเหตุผลมาก และพวกเขาเชี่ยวชาญด้านการวางอุบายเป็นพิเศษ หลังจากวางอุบายแล้ว พวกเขาก็มีมาตรการรับมือและวิธีการสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนานาประการและสำหรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์และผลประโยชน์ที่ดีที่สุดเสมอ พวกเขามักจะรู้สึกพึงพอใจในตนเองและชื่นชมตนเอง ชื่นชมในความสามารถและทักษะของตนเอง พวกเขาเชื่อว่าตนเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก กล่าวคือ พวกเขาสามารถเข้าใจได้ว่าแหล่งที่มาของพระวจนะของพระเจ้าคืออะไร พระวจนะเหล่านั้นมุ่งเป้าไปที่ใคร บริบทเบื้องหลังพระวจนะของพระเจ้าคืออะไร ท่าทีใดที่พวกเขาพึงมีหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง และพวกเขาควรใช้มาตรการรับมือประการใดหากพระวจนะของพระเจ้าไม่กลายเป็นจริง พวกเขามักจะแสดงความยินดีกับตนเองที่ฉลาดและเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ ที่ฉลาดกว่าคนทั่วไป พวกเขาแสดงความยินดีกับตนเองในเรื่องใด? พวกเขารู้สึกว่าการพินิจพิจารณา การวิเคราะห์ รวมถึงการต่อสู้กับพระเจ้าและการคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้น พวกเขาจึงชื่นชมตนเองอย่างมาก และแสดงความยินดีกับตนเองที่เป็นคนเช่นนั้น ศัตรูของพระคริสต์โง่เขลามิใช่หรือ? การต่อสู้กับผู้อื่นอาจจะทำให้เจ้ากำหนดได้อย่างแท้จริงว่าใครเหนือกว่าใคร และอาจจะทำให้เจ้ารู้สึกถึงข้อได้เปรียบของตนเองและสัมผัสถึงการมีอยู่ของตัวเจ้าเองเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเจ้าต่อสู้กับพระเจ้า คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้า การกระทำของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ การนั้นเรียกว่าอะไร? และผลสืบเนื่องที่เกี่ยวข้องคืออะไร? นี่คือการรนหาที่ตาย! เจ้าสามารถคอยสอดส่องดาราภาพยนตร์ นักร้อง คนดัง บุคคลสำคัญ—ใครก็ได้ แต่ผู้เดียวที่เจ้าห้ามสอดส่องอย่างเด็ดขาดก็คือพระเจ้า หากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าก็กำลังเลือกเป้าหมายในการสอดส่องผิดเสียแล้ว ในโลกปัจจุบันที่มีข้อมูลล้ำสมัยและมีเครื่องมือที่หลากหลายในการอำนวยความสะดวกด้านการไหลเวียนของข้อมูล การคอยสอดส่องที่อยู่ของคนอื่น ความคิดและมุมมองของพวกเขา รวมถึงชีวิตประจำวันของพวกเขาอาจจะไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าละอาย อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เชื่อและติดตามพระเจ้า คนที่เทิดทูนพระวจนะของพระเจ้าและกินและดื่มพระวจนะเหล่านั้นทุกวัน การคอยสอดส่องการกระทำทั้งหมดของพระเจ้า พระวจนะทั้งหมดของพระเจ้า และพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ลึกๆ ในหัวใจของตนอยู่เป็นนิจนั้น นี่คือการขัดขืนอย่างร้ายแรง! มนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เมื่อเจ้าเผยความเสื่อมทรามของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าก็สามารถทรงจัดเตรียมความจริงให้เจ้าเข้าใจและรับรู้ โดยให้เวลาเจ้าเพื่อสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลง พระเจ้าสามารถทรงให้อภัย และจะไม่ทรงจดจำความเสื่อมทราม การกระทำผิด และบาปของผู้คน สิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่สามารถทรงให้อภัยหรือทนได้คือการที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีหัวใจที่นบนอบเลยแม้แต่น้อย การที่พวกเขาพินิจพิเคราะห์พระเจ้าอยู่เสมอ ตลอดจนการที่พวกเขาคอยสอดส่องพระราชกิจของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดหย่อนในทุกที่และทุกเวลา เจ้ากำลังพยายามทำอะไรอยู่? เจ้าต้องการทดสอบความถูกต้องของพระเจ้าหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังดำเนินการตรวจสอบให้ใคร? เจ้าต้องการวิเคราะห์แหล่งที่มาและแรงจูงใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำสิ่งเหล่านี้อย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร? ทำถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนนอกอีกหรือ? พระเจ้าทรงเป็นเป้าหมายในการคอยสอดส่องของเจ้าได้หรือ? พระเจ้าทรงเป็นเป้าหมายในการพินิจพิเคราะห์ของเจ้าได้หรือ? การที่เจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า ยอมรับการทรงนำของพระเจ้า ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ยอมรับการถูกพระองค์ตัดแต่ง และการปฏิบัติที่เป็นบวกทั้งหมดอันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย—สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้บางครั้งเมื่อเจ้าเข้าใจพระเจ้าผิด เมื่อเจ้าอ่อนแอและคิดลบ อีกทั้งพร่ำบ่นเรื่องพระเจ้า พระเจ้าก็ไม่ทรงถือสาเจ้า และพระองค์ก็ไม่ทรงกล่าวโทษเจ้า แต่มีสิ่งหนึ่งก็คือ การที่เจ้าคอยสอดส่องพระเจ้าอยู่เสมอ พยายามที่จะแยกแยะความถูกต้องของพระวจนะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้าอยู่เสมอ—นี่คือสิ่งที่พระเจ้าจะไม่ทรงให้อภัยหรือทรงทนอย่างเด็ดขาด นี่คืออุปนิสัยของพระเจ้า มนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างแท้จริงไม่ใช่สัตว์ร้าย พวกเขาไม่ต่อต้านพระเจ้าเช่นนี้ และพวกเขาไม่มีมุมมองและท่าทีเช่นนั้น อีกทั้งพวกเขาไม่ปฏิบัติต่อพระเจ้าเช่นนี้ มีเพียงสิ่งเดียว บทบาทเดียวที่สามารถยืนหยัดต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้ง นั่นก็คือซาตาน พระเจ้าไม่ทรงจดจำการกระทำผิดและความเสื่อมทรามของมนุษย์ แต่การต่อต้าน การเผชิญหน้า การหมิ่นประมาท และการว่าร้ายพระเจ้าของซาตานจะไม่มีวันได้รับการทรงอภัยจากพระเจ้า พระเจ้าทรงช่วยเพียงมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้รอดเท่านั้น ไม่ทรงช่วยซาตาน ศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติของตนและมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์นั้นสามารถเป็นตัวแทนของซาตาน ยืนหยัดต่อต้านพระเจ้าแทนซาตาน คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าได้ ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขาคืออะไร? คือคำสาปแช่งและการกล่าวโทษ พวกศัตรูของพระคริสต์อดไม่ได้ที่จะกระทำการเช่นนี้ และพวกเขากำลังรนหาที่ตาย
3. คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัย
เมื่อสักครู่นี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงสองประการที่เกี่ยวกับการที่พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่ ประการหนึ่งเกี่ยวข้องกับพระวจนะแห่งคำสัญญาและพรของพระเจ้า และอีกประการหนึ่งคือพระวจนะเรื่องคำสาปแช่งและการลงโทษที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน ต่อไป พวกเรามาดูประการที่สาม นั่นคือ พระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัย กันเถิด ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระวจนะแง่มุมนี้ก็เหมือนกับสองประการก่อนหน้า กล่าวคือ พวกเขาอยากรู้อยากเห็น อยากพินิจพิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และยังอยากเห็นวันที่พระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริง เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ในการปฏิบัติต่อพระวจนะแง่มุมนี้ ศัตรูของพระคริสต์ยังวางอุบายอยู่ลึกๆ ในหัวใจ ครุ่นคิดถึงมาตรการรับมือและเกิดข้อกังขานานาประการ พวกเขาสังเกตการณ์และทดสอบว่าพระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงหรือไม่เพื่อพัฒนามาตรการรับมือที่สอดคล้องกัน เมื่อศัตรูของพระคริสต์อ่านพระวจนะที่เผยเรื่องมหันตภัยเหล่านี้ หัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวังถึงวันที่มหันตภัยจะเกิดขึ้นจริง และพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดฝันต่างๆ นานา พวกเขาหวังว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริง และยังหวังว่าการมาถึงของมหันตภัยทั้งหลายจะเปิดโลกทัศน์ของพวกเขา สนองความปรารถนาและความอยากของพวกเขา เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เพราะมหันตภัยทั้งหลายที่พระเจ้าทรงเผยไว้ล้วนเกี่ยวข้องกับการที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสัมฤทธิ์ผล วันแห่งการถวายพระสิริแด่พระเจ้า การที่วิสุทธิชนถูกรับขึ้นไป การที่มวลมนุษย์ได้เข้าสู่บั้นปลายอันยอดเยี่ยม และอื่นๆ ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงยิ่งเต็มไปด้วยความคาดหวังและความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าในส่วนนี้ที่เผยเรื่องมหันตภัย เมื่อเทียบกับสองประการแรก ศัตรูของพระคริสต์สนใจพระวจนะประเภทนี้มากยิ่งกว่า ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเชื่อว่าหากใครบางคนสามารถทำให้เกิดความวิบัติได้ อย่างเช่น แผ่นดินไหว โรคระบาด แมลงระบาด น้ำท่วม ดินถล่ม หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่นนั้นแล้วบุคคลนั้นก็คือผู้ที่มีอานุภาพอย่างยิ่ง มีความสามารถอันยิ่งใหญ่ และคู่ควรแก่การติดตาม การบูชา และความไว้วางใจของพวกเขา ดังนั้นในทำนองเดียวกัน ศัตรูของพระคริสต์จึงถือเอาเรื่องที่ว่าพระวจนะ อย่างเช่น คำเผยพระวจนะของพระเจ้าเรื่องมหันตภัยกลายเป็นจริงหรือไม่ มาเป็นมาตรฐานในการวัดว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ พวกเขายึดถือการคิดเชิงตรรกะ แนวคิด และมุมมองประเภทนี้ไว้ในหัวใจของตนอย่างเคร่งครัด โดยเชื่อว่ามุมมองนี้ถูกต้อง สมเหตุสมผล และเป็นการกระทำที่ชาญฉลาด ดังนั้น นับตั้งแต่วันที่พวกเขาเริ่มติดตามพระเจ้า นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่พวกเขาเห็นพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัย ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ พวกเขากังวลเกี่ยวกับสิ่งที่กล่าวไว้ในพระวจนะของพระเจ้า—เมื่อยุคสุดท้ายมาถึง เมื่อพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง พระเจ้าจะทรงตีสอนมวลมนุษย์อย่างไร พระเจ้าจะทรงนำมหันตภัยประเภทใดมาลงโทษและทำลายล้างมวลมนุษย์ พระเจ้าจะทรงใช้วิธีการใดเพื่อทำให้มวลมนุษยย์ตกลงสู่มหันตภัยต่างๆ และมีเพียงบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าและผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากพระองค์เท่านั้นที่จะสามารถหลีกเลี่ยงและรอดพ้นจากมหันตภัยดังกล่าวได้ และจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากมหันตภัยดังกล่าว ศัตรูของพระคริสต์ถือว่าพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยนั้นสำคัญมาก โดยวิเคราะห์พระวจนะเหล่านั้นอยู่ในหัวใจ รวมถึงจดจำและท่องจำพระวจนะเหล่านั้นอยู่ในใจของตน พวกเขาจดจำทุกคำที่เกี่ยวข้องกับมหันตภัย และยังครุ่นคิดด้วยว่าคำเผยพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับมหันตภัยจะกลายเป็นจริงเมื่อใดและอย่างไร พวกเขาใคร่ครวญว่าหากคำเผยพระวจนะเหล่านี้กลายเป็นจริงจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา และหากคำเผยพระวจนะเหล่านั้นไม่กลายเป็นจริง พวกเขาจะทำอย่างไร ตั้งแต่เห็นคำเผยพระวจนะเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์ดูเหมือนจะพบสิ่งที่ต้องมุ่งมั่น พบทิศทางและเป้าหมายในความเชื่อที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ในขณะที่รอให้มหันตภัยซัดมา พวกเขาก็เตรียมตัวเองให้พร้อมในทุกวิถีทางเช่นกัน เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจากพระเจ้าเมื่อมหันตภัยใหญ่หลวงมาถึง พวกเขาจึงประกาศข่าวประเสริฐ โดยละทิ้งหน้าที่การงานและครอบครัวของตน ในขณะเดียวกัน เพื่อให้มีชีวิตรอดในยามที่มหันตภัยซัดใส่ พวกเขามักจะอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างถ่อมใจ โดยหวังว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงในไม่ช้า หวังว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะสัมฤทธิ์จะสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว หวังว่าพระเจ้าจะทรงได้รับสิริและทรงเพลิดเพลินกับการพักผ่อนในไม่ช้า และหวังว่าพวกเขาก็อาจจะได้เพลิดเพลินกับพรแห่งราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ในไม่ช้า จากมุมมองทั้งหมดนี้ของศัตรูของพระคริสต์ จากคำพูดและคำอธิษฐานที่พวกเขามักจะเอ่ยออกมา ดูเหมือนว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังตั้งตารอคอยให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงและให้พระเจ้าได้ทรงพักผ่อนแต่เนิ่นๆ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความหวังเหล่านี้มีเจตนาที่เคลือบแฝงของพวกศัตรูของพระคริสต์ซ่อนอยู่โดยที่ผู้คนไม่รู้ พวกเขาหวังว่าตนจะสามารถหลีกเลี่ยงมหันตภัยและทำให้พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของพวกเขาได้ผ่านคำอธิษฐานและการปรากฏเทียมเท็จดังกล่าว ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ พวกเขาก็หวังว่ามหันตภัยจะมาถึงโดยเร็วและพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยจะกลายเป็นจริงในไม่ช้าเช่นกัน พวกเขายังคงจ่ายราคา สละตน ทนทุกข์ และสู้ทนในขีดจำกัดที่พวกเขาแบกรับได้เช่นเดียวกับเมื่อก่อน โดยเค้นสมองเพื่อแสดงผลงานที่ดีให้ทุกคนเห็น พวกเขาต้องการให้ทุกคนยอมรับว่าพวกเขาได้จ่ายราคาไปมากเพียงใดเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาต้องสู้ทนกับการเลือกปฏิบัติและการข่มเหงมากเพียงใด และยอมรับราคาอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจ่ายไปในการรอคอยวันนี้ พวกเขาหวังว่าเมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ที่พวกเขาสู้ทนและราคาที่พวกเขาได้จ่ายไปแล้ว จะทรงละเว้นพวกเขาในยามที่มหันตภัยใดๆ ซัดมา ขณะเดียวกัน เนื่องจากราคาที่พวกเขาได้จ่ายไป พวกเขาจึงหวังว่าจะโชคดีพอที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบั้นปลายที่ดีและได้รับการอวยพรหลังจากมหันตภัย ลึกๆ แล้วศัตรูของพระคริสต์คำนวณทั้งหมดนี้อย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น ในที่สุด วันหนึ่งศัตรูของพระคริสต์ก็ประสบกับความพ่ายแพ้จากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ อีกทั้งการกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาก็ดูเหมือนจะถูกกล่าวโทษ นี่หมายความว่าความหวังและจินตนาการของพวกเขากำลังจะพังทลาย ความอยากของพวกเขากำลังจะไม่ลุล่วง ในเวลานี้ ความคิดแรกที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของหัวใจของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? “ฉันให้อะไรไปตั้งมากมาย ฉันได้ทนทุกข์มามากเหลือเกิน ฉันสู้ทนมาตั้งหลายวัน ฉันเชื่อมานานหลายปี แต่ฉันก็ยังไม่เห็นพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยกลายเป็นจริงเลย พระเจ้าจะทรงนำมหันตภัยมาจริงหรือ? พระเจ้าจะทรงทำให้สิ่งที่พวกเราอธิษฐานและรอคอยลุล่วงหรือไม่? พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหนกันแน่? พระองค์จะทรงช่วยพวกเราให้รอดจริงๆ ใช่ไหม? มหันตภัยที่พระเจ้าตรัสถึงมีอยู่จริงหรือ? ถ้าไม่มีอยู่จริง พวกเราทุกคนก็ควรจะออกไปจากที่นี่ พระเจ้าองค์นี้เชื่อไม่ได้ พระเจ้าอะไรไม่มีหรอก!” นี่คือขีดจำกัดของศัตรูของพระคริสต์ ความพ่ายแพ้เพียงเล็กน้อย หรืออาจจะเป็นคำกล่าวโทษและการเปิดโปงโดยไม่ได้ตั้งใจจากคนอื่น ได้ไปจี้จุดพวกเขา แล้วพวกเขาก็ระเบิดความโกรธออกมา ไม่สามารถอดกลั้นหรือเสแสร้งได้อีกต่อไป สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือระเบิดอารมณ์อย่างเกรี้ยวกราด ชี้ไปที่พระวจนะของพระเจ้าและกล่าวว่า “หากพระวจนะของพระองค์ไม่กลายเป็นจริง หากมหันตภัยที่พระองค์ตรัสถึงไม่เกิดขึ้น ข้าพระองค์ก็จะไม่เชื่อในพระองค์อีกต่อไป เดิมที ข้าพระองค์ประกาศข่าวประเสริฐ จ่ายราคา และทำหน้าที่ของตัวเองก็เพราะพระวจนะที่เผยเรื่องมหันตภัยเหล่านี้เท่านั้น หากไม่มีพระวจนะเหล่านี้ ข้าพระองค์ก็คงจะไม่เชื่อในพระองค์เลย! เป็นเพราะพระวจนะเหล่านี้ เป็นเพราะมหันตภัยที่กำลังจะมาถึง ข้าพระองค์จึงเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่ตอนนี้ หลังจากที่ต้องทนทุกข์มามากเหลือเกิน มหันตภัยที่พระองค์ตรัสถึงก็ยังไม่มา ในบรรดาผู้ไม่มีความเชื่อ มีคนมากมายที่ทำความชั่ว แต่กลับไม่มีใครถูกลงโทษเลยสักคน—ไม่มีพวกเขาสักคนเดียวที่ร่วงลงสู่มหันตภัย พวกเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในบาป เพลิดเพลินกับชีวิตของพวกเขา ในขณะที่ข้าพระองค์ต้องยอมผ่อนปรนมาหลายปี เพียงเพื่อรอคอยให้ถึงวันที่พระวจนะของพระองค์ที่เผยเรื่องมหันตภัยกลายเป็นจริง ทว่าข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงทำสิ่งใดบ้าง? พระองค์ไม่เคยคำนึงถึงการตั้งตารอคอยอย่างกระตือรือร้นของพวกเรา ไม่เคยแสดงหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ ไม่เคยทำให้เกิดมหันตภัยใดๆ ให้พวกเราได้เห็น ได้เสริมสร้างความเชื่อของพวกเราให้แข็งแกร่ง ได้ทำให้ความจงรักภักดีของพวกเราหนักแน่นขึ้นเลย เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงทำสิ่งเหล่านั้น? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าไม่ใช่หรือ? การนำมหันตภัยมาเพื่อลงโทษโลกที่ชั่วร้ายนี้ มวลมนุษย์ที่ชั่วร้ายนี้มันยากนักหรือ? พวกเราเพียงต้องการเสริมสร้างความเชื่อของพวกเราให้มั่นคงผ่านการที่สิ่งเหล่านี้ลุล่วง แต่พระองค์กลับไม่ทรงกระทำการใดเลย หากพระองค์ไม่ทรงกระทำการ เช่นนั้นพวกเราก็ไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าได้อีกต่อไป พวกเราจะไม่ได้รับสิ่งใดทั้งสิ้น และไม่มีประโยชน์ที่จะเชื่อในพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องเชื่ออีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ของพวกเรา ไม่จำเป็นต้องประกาศข่าวประเสริฐ” เมื่อเผชิญกับความพ่ายแพ้เพียงเล็กน้อย เผชิญกับความทุกข์ยากหรือความไม่พอใจในชีวิตเพียงเล็กน้อย ศัตรูของพระคริสต์ก็สามารถตีแผ่ธาตุแท้และความคิดในส่วนลึกที่สุดออกมาได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างมาก มหันตภัยจะซัดมาเมื่อใด พระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยจะกลายเป็นจริงหรือไม่ พระวจนะเหล่านั้นจะกลายเป็นจริงอย่างไรและเมื่อใด สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกำหนดโดยพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงบอกผู้คนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ นั่นก็เพื่อไว้หน้าพวกเขา เพื่อปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะมนุษย์—ไม่ใช่เพื่อใช้พระวจนะเหล่านี้เป็นเครื่องมือให้ผู้คนมีข้อได้เปรียบเหนือพระเจ้าและตัดสินพระองค์ ศัตรูของพระคริสต์เชื่ออย่างผิดๆ ว่าในเมื่อพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้แล้ว พระองค์ก็ควรอนุญาตให้ผู้คนได้เห็นพระวจนะเหล่านั้นกลายเป็นจริงในช่วงชีวิตของพวกเขา มิฉะนั้น พระวจนะของพระเจ้าก็จะเป็นโมฆะ พระเจ้าที่พระวจนะสามารถกลายเป็นโมฆะได้นั้นไม่ควรถือว่าเป็นพระเจ้า ไม่คู่ควรที่จะเป็นพระเจ้า และไม่คู่ควรที่จะเป็นพระเจ้าของพวกเขา นี่คือตรรกะของศัตรูของพระคริสต์
ตั้งแต่ต้นจนจบ ศัตรูของพระคริสต์เพียงต้องการใช้ประโยชน์จากพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยเหล่านี้ พระวจนะเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขา ทำให้พวกเขาคิดที่จะใช้พฤติกรรมที่ดีของมนุษย์ การเสียสละทั้งปวงของพวกเขา รวมถึงความทุกข์ทางเนื้อหนังเพื่อแลกกับพรแห่งการหลีกเลี่ยงมหันตภัย ตลอดเวลาที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายเดียวของพวกเขาคือการหลีกเลี่ยงมหันตภัยและได้รับพร พวกเขาไม่เคยถือว่าผู้ที่ทรงแสดงพระวจนะเหล่านี้คือพระเจ้าอย่างแท้จริง ตั้งแต่ต้นจนจบ ศัตรูของพระคริสต์มักจะยืนหยัดต่อต้านพระเจ้าเสมอ ใช้วิธีการทดสอบและประเมินพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้า หากพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงและเปิดโลกทัศน์ของพวกเขา กลายเป็นจริงตามรสนิยม มุมมอง และความต้องการของพวกเขา เช่นนั้นพวกเขาก็จะถือว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้า แต่หากสิ่งนี้ขัดต่อความปรารถนา มุมมอง และความต้องการของพวกเขา เช่นนั้นพระผู้ที่ตรัสพระวจนะเหล่านี้ก็จะไม่ถือว่าเป็นพระเจ้าสำหรับพวกเขา นี่คือมุมมองที่ศัตรูของพระคริสต์ยึดถือ เห็นได้ชัดว่า ลึกๆ แล้วพวกเขาไม่เคยยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และไม่เคยยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง หลังจากผ่านการดิ้นรนมาอย่างต่อเนื่อง สู้ทนอย่างใจเย็น และผ่านการต่อสู้ทางความคิดมาแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็ได้เรียนรู้บทเรียนว่า “คนเราต้องไม่ตีกรอบพระวจนะของพระเจ้าอย่างส่งเดช และคนเราไม่สามารถใช้การลุล่วงของพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นมาตรฐานในการวัดอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์อย่างส่งเดชและไม่จริงจังได้ พวกเรายังควบคุมอารมณ์ได้ไม่มากพอ และยังจำเป็นต้องอดทนต่อไป ต้องเปิดใจให้กว้างขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า ‘หัวใจของนายกรัฐมนตรีใหญ่โตพอที่จะล่องเรือไปในนั้น’ ‘ที่ใดมีชีวิตที่นั่นมีความหวัง’ หากพระวจนะเหล่านี้ไม่กลายเป็นจริงจะเป็นอะไรไป? ไม่ใช่เรื่องใหญ่เสียหน่อย ฉันอดทนฟันฝ่ามาตลอดหลายปีนี้ บางทีถ้าฉันอดทนอีกสักสองสามปี พระวจนะของพระเจ้าก็จะกลายเป็นจริง และฉันก็จะได้รับอะไรบางอย่าง ฉันจะทนอีกสักหน่อย ฉันจะเสี่ยงดวงอีกสักครั้ง ฉันจะโกรธไม่ได้ มิฉะนั้น ความพยายามก่อนหน้านี้ทั้งหมดของฉันก็จะสูญเปล่า และความทุกข์ทั้งหมดที่ฉันสู้ทนมาก็จะไร้ความหมาย นั่นคงจะเป็นความสูญเสียอย่างมาก! หากฉันตีแผ่ความคิดของตัวเองออกมาตอนนี้ ลุกขึ้นมาปฏิเสธ ตั้งคำถาม และกล่าวหาพระเจ้า นั่นคงจะไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดนัก ฉันต้องจ่ายราคาต่อไป สู้ทนกับความยากลำบาก และอดทนไปเรื่อยๆ ห้ามลืมวลีที่ว่า ‘ผู้ที่สู้ทนได้จนถึงที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอด’ โดยเด็ดขาด คำกล่าวนี้เป็นจริงอยู่เสมอและยังคงเป็นความจริงสูงสุด ฉันต้องยึดถือคำกล่าวนี้และสลักมันไว้ในหัวใจของฉันตลอด” หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นลบและความเงียบงัน ในที่สุดศัตรูของพระคริสต์ก็ “ลุกขึ้นยืน” อีกครั้ง
ในกระบวนการทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ทำงานทุกประเภท ขณะเดียวกันก็รับบทบาทอันหลากหลาย ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ยิ่งพวกเขาเชื่อในพระเจ้าและยิ่งติดตามพระองค์นานเท่าไร ในใจของศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งจับผิดพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยมากขึ้นเท่านั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? ยิ่งพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามานานเท่าไร นั่นก็ยิ่งบ่งบอกว่าพวกเขาได้พลีอุทิศมากขึ้น ละทิ้งมากขึ้น และพวกเขาก็มีหนทางกลับไปสู่ทางโลกน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นแล้วในส่วนของพระวจนะที่เผยเรื่องมหันตภัยเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงคิดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวว่า “ฉันหวังว่าทั้งหมดนี้จะเป็นความจริง ทั้งหมดนี้ต้องกลายเป็นจริง” พวกเขาถือว่าคำว่า “ต้อง” และความเชื่ออันหนักแน่นนี้เป็นความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงของพวกเขา สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อที่แท้จริงนี้ผลักดันให้พวกเขาทำหน้าที่ของตน ทนทุกข์และจ่ายราคา สู้ทนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังที่ผู้ไม่มีความเชื่อกล่าวว่า “คุณต้องทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะชนะ” ขณะที่ยึดมั่นในความเชื่อเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็กำลังคอยสอดส่องให้ถึงวันที่พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง ในที่สุด วันนั้นก็มาถึง—ความความวิบัติและภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกนี้ เกิดขึ้นหลากหลายมุม ในประเทศต่างๆ และในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลาย ภัยพิบัติทั้งเล็กและใหญ่เหล่านี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของผู้คนมากมาย เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา พลิกโฉมโครงสร้างและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันมากมายในสังคม และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร พระวจนะของพระเจ้าก็ยังคงกลายเป็นจริงในระดับเล็กน้อยในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เติมเต็มส่วนลึกในหัวใจของพวกเขาได้มากที่สุด พวกเขารู้สึกว่าหลังจากผ่านไปหลายปี พวกเขาก็ไม่ได้สู้ทนหรือรอคอยอย่างสูญเปล่า และในที่สุดก็ได้เป็นประจักษ์พยานถึงวันและช่วงระยะที่พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง แต่พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาห้ามถอดใจหรือยอมแพ้ พวกเขาจำเป็นต้องสู้ทนและรอคอยต่อไป สิ่งใดทำให้ศัตรูของพระคริสต์กังวลอยู่ลึกๆ ภายในใจมากที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะสู้ทนหรือรอคอยมากเพียงใดก็ตาม? สิ่งนั้นคือ “คำเผยพระวจนะเรื่องความอดอยาก โรคระบาด และแผ่นดินไหวได้กลายเป็นจริงแล้ว แต่เมื่อไรที่คำเผยพระวจนะเกี่ยวกับมหันตภัยใหญ่หลวงจะกลายเป็นจริง?” ในแง่หนึ่ง ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าพระวจนะบางส่วนของพระเจ้ากำลังค่อยๆ กลายเป็นจริง ขณะที่อีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็สงสัยว่า “ความวิบัติเหล่านี้เป็นแค่ภัยธรรมชาติไม่ใช่หรือ? ความวิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ การเกิดความวิบัติเหล่านี้ขึ้นคือการที่พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงใช่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่ แล้วสิ่งเหล่านี้คืออะไร? ฉันไม่ควรคิดแบบนี้ ผู้เชื่อในพระเจ้าควรเชื่อในพระวจนะของพระเจ้า แต่พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงได้ง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ? พระเจ้าทรงทำได้อย่างไร? ทำไมฉันถึงไม่เห็นพระองค์ทำ? ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้? หากนี่เป็นการกระทำของพระเจ้า ผู้เชื่อของพระองค์ก็ควรจะได้เห็น พระเจ้าควรประทานนิมิตให้พวกเขา แต่พวกเราไม่เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้า และไม่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นเหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ? ฉันไม่ควรคิดแบบนี้ ความคิดเช่นนั้นอาจทำให้ฉันอ่อนแอได้ ฉันยังต้องเชื่อว่าทั้งหมดนี้คือการที่พระวจนะของพระเจ้าลุล่วง ฉันจะถือว่านี่เป็นอธิปไตยของพระเจ้า เป็นการที่พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในหนทางนี้ หัวใจของฉันก็รู้สึกเบาสบายขึ้น” พวกเขารู้สึกว่าการคิดเช่นนี้ฉลาดมาก และคิดว่าตนได้วิเคราะห์สถานการณ์มาเป็นอย่างดี โดยสามารถที่จะไม่กังขาพระเจ้า ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความเชื่อของตนมั่นคง และยังทำให้ความไม่สบายใจและความอยากอันท่วมท้นภายในหัวใจของตนสงบลงได้ด้วย ในขณะที่ยอมประนีประนอมและโอนอ่อนผ่อนตามชั่วคราว ศัตรูของพระคริสต์ก็รอคอยให้มหันตภัยใหญ่หลวงมาถึง “เมื่อไรมหันตภัยใหญ่หลวงจะมาถึงเสียที? เมื่อมาถึง วิสุทธิชนจะถูกรับขึ้นไปในอากาศ แต่เรื่องนั้นจะเกิดขึ้นที่ไหนกันแน่? เรื่องนั้นจะเกิดขึ้นอย่างไร? พวกเขาจะบินขึ้นไปหรือจะถูกยกขึ้นโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า? เมื่อมหันตภัยใหญ่หลวงเกิดขึ้น ผู้คนจะยังมีร่างกายเนื้อหนังอยู่หรือไม่? พวกเขาจะยังคงสวมเสื้อผ้าชุดปัจจุบันอยู่หรือไม่? ผู้ไม่มีความเชื่อจะตายกันหมดหรือไม่? นั่นจะเป็นสภาวะหรือสถานการณ์แบบใด? นั่นมันเป็นสิ่งที่เหนือจินตนาการของมนุษย์ ตอนนี้ฉันยังไม่คิดเรื่องนี้ดีกว่า ฉันจะแค่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นจริงอย่างแน่นอน แต่พระวจนะเหล่านั้นจะกลายเป็นจริงได้จริงหรือ? วันนั้นจะมาถึงเมื่อไรกันเล่า?” พวกเขาเฝ้าถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองอยู่ในใจ โดยเกิดข้อกังขาขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่องจากมหันตภัยเหล่านี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์จึงเชื่อว่า “ฉันต้องตื่นตัวอยู่เสมอกับการลุล่วงของคำเผยพระวจนะที่ว่ามหันตภัยใหญ่หลวงจะลงมาเมื่อใด ฉันต้องจำไว้ในใจตลอดเวลาเพื่อที่ฉันจะได้ไม่พลาดโอกาสและอดได้รับพร” แล้วมุมมองของพวกเขาคืออะไร? “ฉันต้องประกาศข่าวประเสริฐไปให้ทั่วทุกสารทิศ ทำหน้าที่ของฉันอย่างขยันขันแข็ง หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวน หรือการทำผิดพลาด และฉันต้องทำตัวไม่ให้เป็นที่สะดุดตา ไม่ทำตัวโอ้อวด ตราบใดที่ฉันไม่ทำผิดพลาดและไม่ถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว ฉันจะต้องไปถึงที่ลี้ภัยได้อย่างแน่นอน นี่คือคำสัญญาของพระเจ้า—ใครจะพรากสิ่งนั้นไปได้?” เมื่อความวิบัติเล็กน้อยค่อยๆ ลงมา และมวลมนุษย์ทั้งปวงร่วงลงสู่ความวิบัติ ลึกๆ ในใจของศัตรูของพระคริสต์ย่อมพบกับสันติสุขและความสงบในระดับหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ตั้งตารอคอยการมาถึงของมหันตภัยใหญ่หลวงและวันแห่งการที่วิสุทธิชนถูกรับขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ยังคงคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยต่อไป ในสายพระเนตรของพระเจ้า การคอยสอดส่องเช่นนั้นคล้ายกับการคอยสอดส่องของซาตาน พระองค์ทรงเห็นว่านั่นคือความกังขา การปฏิเสธ การว่าร้าย และการวิเคราะห์ถึงความถูกต้องของพระเจ้า นั่นคือการตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์ของพระเจ้า การกังขาในสิทธิอำนาจและมหิทธานุภาพของพระเจ้า รวมถึงกังขาในความสัตย์ซื่อของพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น และพระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้คนเช่นนั้นดำรงอยู่ อีกทั้งพระองค์จะไม่ทรงช่วยผู้คนเช่นนั้นให้รอดอย่างแน่นอน ศัตรูของพระคริสต์คิดว่ามาตรการรับมือของตนที่คิดขึ้นอย่างลับๆ และคำนวณอยู่ในหัวใจของตนนั้นฉลาดที่สุดและแนบเนียนที่สุด พวกเขาหารู้ไม่ว่าพระเจ้าทรงเห็นความคิดทั้งหมดของพวกเขาและทรงกล่าวโทษพวกเขา นี่คือสิ่งที่พระเจ้าตรัส “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:22-23) พระเจ้าตรัสกับผู้คนเหล่านี้อยู่เงียบๆ ในพระทัยของพระองค์ว่า จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา พวกเจ้าผู้ทำความชั่ว พวกเจ้าคอยสอดส่องการกระทำของเรา คอยสอดส่องวจนะของเรา ผู้คนเช่นนั้นย่อมไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอด การที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัยกลายเป็นจริงหรือไม่ประหนึ่งเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้าของตนและประหนึ่งมาตรฐานในการตรวจสอบความถูกต้องของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว นี่ยังเป็นการทำชั่วอีกด้วย
สำหรับเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าในบางแง่มุมจะกลายเป็นจริงหรือไม่ พระวจนะเหล่านั้นกลายเป็นจริงอย่างไร และพระวจนะเหล่านั้นกลายเป็นจริงที่ไหนและเมื่อใดนั้น พระเจ้าทรงมีวิถีทางของพระองค์เอง นี่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นที่มอบความโชคดีอันยิ่งใหญ่แก่มนุษย์ให้ได้ยินพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า จุดประสงค์ที่พระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อให้มวลมนุษย์ใช้พระวจนะเหล่านี้มาผูกมัดพระเจ้า เพื่อมาตรวจสอบความถูกต้องของพระเจ้า หรือเพื่อยืนยันถึงอัตลักษณ์ของพระเจ้า พระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้เพียงเพื่อบอกมวลมนุษย์ว่าพระองค์กำลังจะทรงทำสิ่งเหล่านั้น แต่พระเจ้าไม่เคยตรัสกับใครว่า “เราจะทำในหนทางนี้ กับผู้คนเหล่านี้ ในเวลานี้ และในลักษณะนี้” ในสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าไม่ได้ทรงบอกมวลมนุษย์ มีสัญญาณที่ชัดเจนประการหนึ่ง นั่นคือ มวลมนุษย์ไม่จำเป็นต้องรู้ และพวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรู้ ดังนั้น หากมนุษย์พยายามที่จะคอยสอดส่องเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ ขุดคุ้ยให้ลึกอยู่เสมอ ต้องการใช้เรื่องเหล่านี้มาเป็นข้อได้เปรียบพระเจ้าอยู่เสมอ มาตัดสินและกล่าวโทษพระองค์ เมื่อปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น มวลมนุษย์ก็จะยืนหยัดต่อต้านพระเจ้าไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อเจ้ายืนหยัดต่อต้านพระเจ้า พระเจ้าก็ไม่ทรงถือว่าเจ้าเป็นมนุษย์อีกต่อไป เช่นนั้นแล้วเจ้าเป็นอะไร? ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าคือซาตานตนหนึ่ง คือศัตรู คือมารตนหนึ่ง นี่คืออุปนิสัยของพระเจ้าส่วนหนึ่งที่ไม่ทนต่อการก้าวล่วงของมนุษย์ หากผู้คนไม่เข้าใจเรื่องนี้และมักจะทำให้พระวจนะที่พระเจ้าทรงเผยไว้กลายเป็นประเด็น พยายามสร้างข้อได้เปรียบพระเจ้า เช่นนั้นเราก็ขอบอกเจ้าว่า นี่คือการรนหาที่ตาย มนุษย์ควรรู้อยู่ตลอดเวลาว่าตนเป็นใคร และควรปฏิบัติต่อพระเจ้าและทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพระเจ้าในลักษณะใด ด้วยสำนึกแบบใด และจากมุมมองใด เมื่อผู้คนสูญเสียอัตลักษณ์และตำแหน่งของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แก่นแท้ของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไป หากเจ้ากลายเป็นสัตว์ พระเจ้าก็อาจจะทรงเพิกเฉยต่อเจ้า เนื่องจากเจ้าจะเป็นสิ่งที่ไม่สลักสำคัญ แต่หากเจ้ากลายเป็นมารและซาตานตนหนึ่ง เช่นนั้นเจ้าก็จะตกอยู่ในอันตราย การกลายเป็นมารและซาตานตนหนึ่งหมายถึงการกลายเป็นศัตรูของพระเจ้า และถึงตอนนั้น เจ้าย่อมจะไม่มีหวังในความรอดอีกเลย ดังนั้น เราจึงอยากบอกทุกคนที่นี่ว่า จงอย่าคอยสอดส่องการกระทำของพระเจ้า จงอย่าคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้า จงอย่าคอยสอดส่องพระราชกิจของพระเจ้า และจงอย่าคอยสอดส่องสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า เจ้าเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ดังนั้นจงอย่าวิเคราะห์ความถูกต้องของพระเจ้า จงอย่ามองว่าพระเจ้าเป็นเป้าหมายในการวิเคราะห์และการพินิจพิจารณาของเจ้า และอย่ามองว่าพระองค์ทรงเป็นเป้าหมายในการคอยสอดส่องของเจ้า เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง คือมนุษย์ ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด นั่นคือสิ่งที่เจ้าควรยอมรับ ไม่ว่าพระเจ้าทรงบอกสิ่งใดกับเจ้า เจ้าก็ควรยอมรับ สำหรับสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้ทรงบอกเจ้า เรื่องราวเหล่านั้นที่เกี่ยวข้องกับความล้ำลึกและคำเผยพระวจนะ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ของพระเจ้า มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเหล่านี้ การรู้เรื่องเหล่านี้จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า จงยอมรับให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าจะสามารถเข้าใจได้ จงอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคในการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยของเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความรอด นี่คือหนทางที่ถูกต้อง หากคนคนหนึ่งยืนหยัดต่อต้านพระเจ้าและคอยสอดส่องสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่เรื่อยไป และหากพวกเขายืนกรานที่จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยึดติดอย่างหัวชนฝา ปฏิบัติต่อพระเจ้าในลักษณะนี้และด้วยท่าทีเช่นนี้ เช่นนั้นแล้ว ความหวังที่พวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดก็ย่อมริบหรี่มาก พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าที่เผยเรื่องมหันตภัย—พวกเราจบการสามัคคีธรรมในประการนี้ไว้เท่านี้เถิด และไปต่อกันที่ประการต่อไปได้เลย
4. คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าว่าเมื่อใดพระองค์จะทรงจากแผ่นดินโลกไปและเมื่อใดที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์จะเสร็จสิ้น
ประการที่สี่คือ พวกศัตรูของพระคริสต์คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าว่าเมื่อใดพระองค์จะทรงจากแผ่นดินโลกไปและเมื่อใดที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์จะเสร็จสิ้น พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่ไม่มากนัก ในบรรดาพระวจนะที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ หากเนื้อหานั้นเป็นหัวข้อที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าพระวจนะเหล่านี้จะไม่เด่นชัดหรือเป็นนัยแฝงเพียงใด พวกเขาย่อมจะหาเจอ หลังจากหาเจอแล้ว พวกเขาก็จะใช้ปากกาทำเครื่องหมายเอาไว้ โดยปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นราวกับพระวจนะสำคัญที่ต้องอ่าน พวกเขาแบ่งปันและอ่านพระวจนะเหล่านี้เพื่อกล่าวเตือนและชูใจตนเองทุกครั้งที่มีโอกาส แน่นอนว่าสำหรับศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่พวกเขากังวลยิ่งกว่าไม่ใช่เรื่องที่ว่าเมื่อใดพระเจ้าจะทรงจากแผ่นดินโลกไปหรือเมื่อใดที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์จะเสร็จสิ้น แต่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหลายที่พระเจ้าตั้งพระทัยให้สัมฤทธิ์เบื้องหลังพระวจนะเหล่านี้ สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์หวังมากที่สุดในหัวใจของพวกเขาคือการได้เป็นพยานด้วยตาตนเองถึงภาพอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงจากแผ่นดินโลกไปในช่วงชีวิตของพวกเขา นี่จะหมายความว่า พระเจ้าที่พวกเขาติดตามนั้นทรงเป็นพระองค์ที่ถูกต้อง พวกเขาไม่ได้เลือกพระเจ้าผิดองค์ และไม่ได้เลือกเป้าหมายที่ผิดในการติดตาม เมื่อสิ่งเหล่านี้ได้รับการยืนยันแล้ว พวกเขาก็เชื่อว่าโอกาสที่ตนจะได้รับพรนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ หากพวกเขาสามารถเป็นพยานถึงภาพอัที่พระเจ้าทรงจากแผ่นดินโลกไปและภาพที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสร็จสิ้นในช่วงชีวิตของพวกเขา นั่นย่อมหมายความว่าความเชื่อของพวกเขาจะหนักแน่นยิ่งขึ้น และพวกเขาจะติดตามพระเจ้าโดยไร้ซึ่งข้อสงสัยใดๆ การได้เห็นฉากนี้ย่อมจะหมายความว่าข้อสงสัยและความไม่เข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าที่พวกเขามีอยู่ก่อนหน้านี้ รวมทั้งการว่าร้าย การตัดสิน และการปฏิเสธที่พวกเขาเผชิญจากผู้อื่นะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่บีบคั้นพวกเขาอีกต่อไป ในแง่หนึ่ง ศัตรูของพระคริสต์กำลังตั้งตารอการมาถึงของวันนี้ และในอีกแง่หนึ่ง พวกเขากำลังเฝ้าดูว่าปัจจุบันพระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใดอยู่บนแผ่นดินโลก พระราชกิจของพระองค์จะเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่ พระวจนะที่พระองค์จำเป็นต้องตรัสเกือบจะเสร็จสิ้นแล้วใช่หรือไม่ ผู้คนที่ติดตามพระองค์มีความจงรักภักดีที่แท้จริงหรือไม่ และพวกเขาได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้วหรือยัง เมื่อสังเกตดูผู้คนที่กำลังติดตามพระคริสต์อยู่ในขณะนี้ ศัตรูของพระคริสต์สังเกตเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่อ่อนแอ มักจะทำผิดพลาดในการทำหน้าที่ของตน และหลายคนมักจะถูกตัดแต่งอยู่เป็นประจำเพราะพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมาในขณะที่ทำหน้าที่ของตน บางคนถึงกับถูกส่งไปยังกลุ่ม ข. ถูกแยกตัว หรือถูกขับไล่ จากหมายสำคัญเหล่านี้ พวกเขาก็รู้สึกว่า “วันที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจะเสร็จสิ้นนั้นดูเหมือนยังห่างไกล ซึ่งน่าหงุดหงิดมาก! แต่ถึงหมดความอดทนแล้วจะจะทำอะไรได้? สิ่งนี้แก้ปัญหาอะไรได้หรือ?” เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ไม่ยอมรับความจริง ขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และไม่เข้าใจความจริง พวกเขาจึงไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบที่พระราชกิจของพระเจ้ามีต่อผู้คนนั้นเป็นปกติหรือไม่ พวกเขาไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำกับผู้คนนั้นสัมฤทธิ์ผลอย่างแท้จริงหรือไม่ พระวจนะของพระเจ้าสามารถช่วยผู้คนให้รอดและเปลี่ยนแปลงผู้คนได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ขณะที่ยอมรับพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง ได้รับสิ่งใดอย่างแท้จริง หรือได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหรือไม่ และผู้คนเหล่านี้จะสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์และได้รับพรหรือไม่—และพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจหรืออธิบายข้อเท็จจริงที่พวกเขาสังเกตเห็นด้วยตาของตนเองได้ ทุกเหตุการณ์ที่พวกเขาเห็น ทุกเหตุการณ์ที่พวกเขาคิดอยู่ในใจถูกปกคลุมด้วยหมอกที่ไม่อาจขจัดออกไปได้ “เรื่องราวเหล่านี้ล้วนยากที่จะเข้าใจและยากที่จะมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง ยากที่จะทำความเข้าใจ เหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงจากแผ่นดินโลกไปและการเสร็จสิ้นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นมีอยู่จริงหรือ? สิ่งเหล่านั้นสามารถกลายเป็นจริงได้จริงหรือ?” ในด้านหนึ่ง ศัตรูของพระคริสต์บังคับตนเองให้เชื่อว่าพระเจ้าที่พวกเขาติดตามนั้นคือพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “พระองค์คือพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ไม่ใช่หรือ? การคิดแบบนี้ไม่ดีเลย ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าพระองค์คือพระเจ้า ดังนั้นฉันก็ควรเชื่อเช่นกัน แต่ไม่สิ ฉันทำใจให้เชื่อไม่ได้! ฉันจะเห็นได้จากที่ไหนว่าพระองค์คือพระเจ้า? พระองค์ทรงทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสร็จสิ้นได้หรือ? พระองค์ทรงทำพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือ? พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้หรือ? พระองค์ทรงทำให้แผนการของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์ได้หรือ? พระองค์ทรงสามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้หรือ? พระองค์ทรงนำผู้คนไปสู่บั้นปลายที่งดงามได้หรือ?” ความคิดทั้งหมดนี้ รวมถึงความคิดในทำนองนี้กลายเป็นแม่กุญแจที่สะเดาะไม่ได้และไขไม่ออกในส่วนลึกของหัวใจศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาคิดว่า “ฉันควรทำอย่างไรดี? ถึงกระนั้นก็ยังมีหลักการสูงสุดอยู่ นั่นคือ จงรอคอยและสู้ทน ผู้ที่สู้ทนจนถึงที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอด ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ฉันก็มีกฎเกณฑ์ของฉันเอง ถ้าคนอื่นไม่ไป ฉันก็จะไม่ไป ถ้าคนอื่นติดตาม ฉันก็จะติดตาม ฉันจะทำตัวตามน้ำ ถ้าทุกคนบอกว่าพระองค์คือพระเจ้า ฉันก็จะเรียกพระองค์ว่าพระเจ้า ถ้าทุกคนเลิกเชื่อและปฏิเสธพระเจ้า ฉันก็จะทำตาม ถ้าทุกคนคือผู้กระทำผิด กฎหมายก็ย่อมไม่สามารถบังคับใช้ได้ ใช่ไหมล่ะ?” เมื่อพวกเขาเห็นว่าการเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้ามาถึงจุดสูงสุด พวกเขาก็แอบปลื้มปริ่มอยู่ในใจว่า “โชคดีที่ฉันไม่ได้จากไปตอนที่ฉันสงสัยและอ่อนแอที่สุด ดูสิว่าตอนนี้ความเชื่อของฉันนำอะไรมาให้ วันนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว และผู้คนก็ติดตามพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศ ผู้คนจากประเทศต่างๆ กำลังสืบค้นหนทางที่แท้จริง และผู้เชื่อก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พระนิเวศของพระเจ้ากำลังผลิตวีดิทัศน์ ภาพยนตร์ บทเพลงนมัสการ และคำพยานมากขึ้นเรื่อยๆ ดึงดูดความสนใจได้มากขึ้น ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถสัมฤทธิ์ได้ มีเพียงพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ เป็นไปได้อย่างมากว่าคนธรรมดาคนนี้คือพระคริสต์ คือพระเจ้า ในเมื่อพระองค์คือพระคริสต์ คือพระเจ้า เช่นนั้นพระวจนะของพระองค์ก็จะกลายเป็นจริงอย่างแน่นอน หากพระวจนะของพระองค์ไม่กลายเป็นจริง เช่นนั้นพระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้า ตามการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ข้อสรุปนี้สมเหตุสมผล สิ่งนี้ถูกต้อง หากพระองค์คือพระเจ้า ก็ย่อมจะมีวันที่พระองค์จากแผ่นดินโลกไป หากพระองค์คือพระเจ้า พระองค์ก็จะสามารถทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เสร็จสิ้นได้ เมื่อตัดสินจากหมายสำคัญทั้งหมดนี้ ผู้คนในคริสตจักรที่ติดตามพระเจ้ากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่เป็นบวก มุ่งสู่เป้าหมายที่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามอุดมคติอย่างมาก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบวกอย่างยิ่ง การนี้ดีกว่าการทำตามกระแสทางโลก การไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่าไร้ซึ่งความหวัง มีแต่นำไปสู่การทนทุกข์กับการถูกกระทำอย่างเลวร้าย และท้ายที่สุดคือความพินาศเท่านั้น หากคนเราเชื่อในพระเจ้า และสามารถเป็นพยานถึงวันที่พระองค์จากแผ่นดินโลกไปและพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เสร็จสิ้น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในพระสิริของพระเจ้า—นั่นจะเป็นเกียรติแค่ไหนกันนะ!” เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่า “ทำไมฉันถึงฉลาดขนาดนี้? ฉันเลือกเส้นทางนี้ ดูเหมือนฉันจะเป็นคนที่มีเชาว์ปัญญาสูงและมีสติปัญญาที่แข็งแกร่ง” พวกเขาไม่ได้ถือว่าสิ่งนั่นเป็นพระคุณของพระเจ้า แต่ถือว่าเป็นสติปัญญาของตนเอง เป็นความหลักแหลมของตนเอง นี่เป็นความคิดที่น่าขันเสียนี่กระไร!
ศัตรูของพระคริสต์คิดว่า “เรื่องของพระเจ้าที่ทรงจากแผ่นดินโลกไปและพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสร็จสิ้นนั้นต่างจากเรื่องทั้งหลาย อย่างเช่น คำสัญญาและพรของพระเจ้า คำสาปแช่งและการลงโทษของพระองค์ รวมถึงคำเผยพระวจนะของพระองค์เกี่ยวกับมหันตภัย—เรื่องนี้จะเร่งรีบไม่ได้ ผู้คนจำเป็นต้องมีความอดทน 12 เต็ม 10 และความอดกลั้น 20 เต็ม 10 เพื่อรอให้วันนั้นมาถึง เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสำเร็จลุล่วง หากตอนนี้ฉันไม่อาจสู้ทน ไม่อาจทนต่อความโดดเดี่ยวได้ และไม่อาจทนต่อความทุกข์นี้ได้ เมื่อวันนั้นมาถึงฉันก็จะถูกทิ้ง ตอนนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว หลังจากทนทุกข์มามาก ถ้าไม่ทนอีกสักนิด ฉันก็คงจะเป็นคนโง่!” ดังนั้น สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว มีเพียงหนทางเดียวที่จะได้เห็นการมาถึงของวันนั้น นั่นคือ จงรอคอยอย่างเชื่อฟังและอดทน อย่าเร่งรีบ และเรียนรู้ที่จะสู้ทน พวกเขาคิดว่า “ในเมื่อฉันเลือกที่จะเดิมพันแล้ว ฉันก็ควรเรียนรู้ที่จะสู้ทน เพราะการสู้ทนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากฉันสู้ทนจนถึงที่สุด เมื่อเรื่องนี้สำเร็จลุล่วง สิ่งที่ฉันได้รับก็จะเป็นพรที่ยิ่งใหญ่! หากฉันไม่สู้ทนในช่วงเวลานี้ เช่นนั้นฉันก็จะเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ เรื่องนี้สามารถเป็นไปได้สองทาง คืออาจนำมาซึ่งพรที่ยิ่งใหญ่หรือหายนะครั้งใหญ่ก็ได้” เจ้าเห็นไหมว่า ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้โง่เขลาเลย ใช่หรือไม่? พวกเขาขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่เชื่อในความจริง พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ—แต่แล้วพวกเขาวิเคราะห์เรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำและละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร? การวิเคราะห์แบบนี้เหมาะสมหรือไม่? (ไม่) บอกเราทีเถิดว่า ผู้คนควรมีท่าทีที่ “จริงจัง” เช่นนี้ต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? บางคนกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของคนเรา และเกี่ยวข้องกับการเสร็จสิ้นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จะทำเป็นเล่นไม่ได้ ผู้คนต้องคำนวณเดือนและปีที่แน่นอนว่าเมื่อใดพระเจ้าจะทรงจากแผ่นดินโลกไป มากไปกว่านั้นคือต้องวิเคราะห์วิธีการและภาพเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงจากไปที่แฝงอยู่ในระหว่างบรรทัดของพระวจนะของพระเจ้า หากคนเราไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และไม่วิเคราะห์ให้ละเอียดถี่ถ้วน การพลาดสิ่งดีๆ เช่นนี้ย่อมนำไปสู่ความเสียใจอย่างไม่สิ้นสุด เหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสร็จสิ้น อีกทั้งวันและเวลาแห่งการถวายพระสิริแด่พระเจ้ามาถึง ผู้คนจำเป็นต้องรู้ให้มากยิ่งขึ้น” มีใครบางคนถามในประเด็นนี้ว่า “หากพระเจ้าไม่ตรัส พวกเราจะรู้ได้อย่างไร?” “เช่นนั้นคุณก็ต้องอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงเผยให้คุณเห็นในความฝัน เหมือนกับยอห์นในหนังสือวิวรณ์ หากคุณได้รับนิมิต ได้เห็นวันที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสร็จสิ้นในความฝันหรือนิมิตของคุณ สิ่งนี้จะทำให้ความเชื่อของคุณแข็งแรงขึ้นอย่างสิ้นเชิงในชั่วพริบตา ความอดทนของคุณ การรอคอยของคุณ จะไม่เป็นเพียงพิธีการหรือเป็นเพียงสิ่งที่คุณทำอีกต่อไป กลับกัน ลึกๆ ในหัวใจของคุณจะเต็มใจรอคอยและสู้ทน แบบนั้นคงจะยอดเยี่ยมไปเลย!” นี่คือแนวทางที่ยอมรับได้หรือไม่? (ไม่ได้)
ไม่ว่ามวลมนุษย์จะต้องการพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังไปอีกกี่ปี ในท้ายที่สุด วันที่พระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังเสร็จสมบูรณ์ก็จะมาถึง นี่หมายความว่าท้ายที่สุดแล้วบุคคลผู้นี้จะจากมวลมนุษย์ไป เพียงแค่รอให้ถึงเวลาเท่านั้น พระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง ส่วนเรื่องที่ว่าจุดสิ้นสุดนี้จะกินเวลาสิบปี ยี่สิบปี ห้าสิบปี แปดสิบปี หรือร้อยปีนั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องเจาะลึก นี่เป็นเพียงวิธีการตรัสของพระเจ้าเท่านั้น การกล่าวว่านี่คือวิธีการตรัสของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าแนวคิดเรื่อง “จุดสิ้นสุด” ของพระเจ้านั้นแท้จริงแล้วคือกี่ปี—แนวคิดเรื่องเวลาของพระเจ้านั้นแตกต่างจากของมนุษย์อย่างแน่นอน การที่พวกเราพินิจพิเคราะห์ว่ากี่ปีกันแน่นั้นมีประโยชน์หรือไม่? ไม่ ไม่มีประโยชน์เลย เหตุใดจึงไม่มีประโยชน์? เพราะทั้งหมดนี้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะได้รับมาจากการร้องขอ และไม่ใช่สิ่งที่เมื่อผู้คนรู้แล้วจะสามารถนำมาใช้เพื่อตีกรอบพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงปรารถนา สิ่งเดียวที่ผู้ติดตามพระเจ้าควรทำคือไล่ตามเสาะหาความจริง ทำหน้าที่ของตนให้ดี ได้รับชีวิต ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง ด้วยวิธีนี้ พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าก็จะเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์โดยแท้ และพระเจ้าจะทรงพักผ่อน การพักผ่อนของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่ามวลมนุษย์จะได้พักผ่อน เมื่อมวลมนุษย์มีที่ทางให้พักผ่อน พระเจ้าก็สามารถทรงพักผ่อนได้ การพักผ่อนของพระเจ้าคือการพักผ่อนของมวลมนุษย์ เมื่อมวลมนุษย์มีสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตและระเบียบที่เป็นปกติ สิ่งนี้ย่อมทำให้พระเจ้าได้ทรงพักผ่อน ส่วนเรื่องที่ว่าเมื่อใดมวลมนุษย์จะมีสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตเช่นนั้น เมื่อใดพวกเขาจะไปถึงขั้นตอนนี้ และเมื่อใดพระเจ้าจะทรงทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เสร็จสิ้นและเข้าสู่สถานที่พักผ่อนของพระองค์ ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในแผนการของพระเจ้า พระองค์ทรงมีกำหนดการ มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงทราบว่ากำหนดการแห่งแผนการของพระเจ้านี้จะตกอยู่ในยุคใด ปีใด เดือนใด ชั่วโมงใด และนาทีใด มนุษย์ไม่จำเป็นต้องรู้ และการบอกเจ้าก็ไม่มีประโยชน์ ต่อให้บอกปี เดือน ชั่วโมง และนาทีที่แน่นอนแก่เจ้า แล้วนั่นจะกลายเป็นชีวิตของเจ้าได้หรือ? นั่นคือชีวิตหรือ? สิ่งนั้นไม่สามารถแทนที่ชีวิตได้ สิ่งเดียวที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำคือฟังพระวจนะของพระเจ้า ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และนบนอบพระวจนะของพระเจ้า กลายเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว แต่การต้องการพินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอ การคอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่ การตรวจสอบ วิเคราะห์ และพินิจพิจารณาความถูกต้องของพระวจนะของพระเจ้า—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทรงสร้างควรทำ ชัดเจนว่าบรรดาผู้ที่ยืนกรานที่จะเดินบนเส้นทางนี้และทำสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่พระเจ้าทรงต้องการ พวกเขาไม่ได้กระทำการตามข้อกำหนดของพระองค์ ไม่ได้ใช้ชีวิตตามกฎและข้อบังคับที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับผู้คน ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า พวกเขาคือพวกมารและเหล่าซาตาน ไม่ใช่เป้าหมายแห่งความรอดของพระเจ้า ดังนั้นแล้ว ในเรื่องที่ว่าเมื่อใดพระเจ้าจะทรงจากแผ่นดินโลกไป เมื่อใดพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์จะเสร็จสิ้น และเมื่อใดวันแห่งถวายพระสิริแด่พระเจ้าจะมาถึง ทัศนะที่ถูกต้องที่มวลมนุษย์ควรมีต่อเรื่องนี้และพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าคืออะไร? คนเราควรเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้เหล่านี้จะกลายเป็นจริงอย่างแน่นอน และในขณะเดียวกัน ก็ควรหวังให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเสร็จสิ้น หวังให้ราชอาณาจักรของพระเจ้ามาถึง หวังให้พระเจ้าทรงปรากฏในพระสิริแก่ชนชาติมากมายนับไม่ถ้วน และหวังให้พระเจ้าทรงเข้าสู่การพักผ่อนก่อนเวลา นี่คือสิ่งที่มนุษย์ทรงสร้าง บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้า ควรหวังและอธิษฐานขอ การทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ถูกควรและไม่ใช่การคอยสอดส่อง อย่างไรก็ตาม การใช้เรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่มาเป็นข้อได้เปรียบเพื่อข่มขู่พระเจ้า เพื่อตั้งเงื่อนไขกับพระเจ้าอยู่เสมอ สิ่งนั้นเรียกว่าการคอยสอดส่องและเป็นสิ่งที่ศัตรูของพระเจ้าทำ การตัดสินใจอยู่เสมอว่าจะจ่ายราคาหรือไม่ จะละทิ้งทุกสิ่งหรือไม่ และจะทำหน้าที่ของตนหรือไม่ โดยพิจารณาจากเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่ศัตรูทำเช่นกัน สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงควรปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า ต่ออัตลักษณ์ของพระเจ้า และต่อทุกส่วนของสิ่งที่พระเจ้าตรัสจากมุมมองของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่ใช่จากมุมมองของซาตาน มารชั่ว หรือศัตรูของพระเจ้า
5. คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับอุปนิสัยของพระองค์ อัตลักษณ์ของพระองค์ และแก่นแท้ของพระองค์
ประการต่อไปที่พวกเราจะสามัคคีธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระองค์ พระวจนะเหล่านี้ครอบคลุมขอบข่ายที่กว้างขวาง เนื้อหาส่วนใหญ่ของพระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระองค์ ในแง่หนึ่ง ลักษณะและน้ำเสียงในการตรัสของพระเจ้า ตลอดจนเนื้อหา ช่วยให้ผู้คนเห็นถึงอุปนิสัยของพระเจ้า เห็นถึงอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์ ในอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าทรงมีพระวจนะที่ชัดเจนเพื่อบอกมวลมนุษย์ เพื่อเปิดเผยอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระองค์ให้มวลมนุษย์ได้รับรู้ สำหรับเนื้อหาสองส่วนนี้ ในแง่หนึ่ง คนเราย่อมเห็นได้ถึงอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้าจากความหมายที่แฝงไว้ในพระวจนะของพระเจ้า เนื้อหาของพระวจนะของพระเจ้า ธรรมชาติของพระวจนะของพระเจ้า ตลอดจนน้ำเสียงของพระเจ้าและผู้ฟังที่พระองค์ตรัสด้วย ในอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าทรงบอกผู้คนด้วยพระวจนะที่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงมีอุปนิสัยอย่างไร ทรงมีอัตลักษณ์และแก่นแท้อย่างไร โดยพื้นฐานแล้ว เนื้อหาสองส่วนนี้เป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เพิกเฉย พวกเขาจะไม่ทำความเข้าใจอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้าจากสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาจะไม่เชื่อในเรื่องทั้งหมดนี้ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ พวกเขาจึงไม่เชื่อว่าพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ นั่นคือ พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดเผยให้ผู้คนเห็นอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงมีอุปนิสัยอย่างไร พระเจ้าทรงมีอัตลักษณ์เช่นไร และแก่นแท้ของพระองค์เป็นอย่างไร—พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธพระวจนะส่วนนี้ของพระองค์ได้ เพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ นั่นจึงหมายความว่าพวกเขามีการยอมรับอย่างแท้จริงและรับรู้ที่จริงแท้อย่างนั้นหรือ? พวกเขาไม่รับรู้ถึงพระวจนะเหล่านี้ ตรงกันข้าม สำหรับเนื้อหาที่พูดถึงอุปนิสัยของพระเจ้า—ความชอบธรรม ความบริสุทธิ์ ความรัก สิทธิอำนาจของพระองค์ รวมถึงคุณสมบัติอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น—ที่พระเจ้าตรัสถึงนั้น นอกจากศัตรูของพระคริสต์จะแสดงออกถึงความดูถูกเหยียดหยาม การไม่ใส่ใจ และการละเลยแล้ว พวกเขายังมองพระวจนะเหล่านี้จากมุมมองของการคอยสอดส่องอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อพระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงชอบธรรม ศัตรูของพระคริสต์ก็จะเริ่มพินิจพิเคราะห์ว่า “พระองค์ทรงชอบธรรมหรือ? ในโลกนี้ยังไม่มีใครกล้าอ้างว่าตนเองชอบธรรมเลย ในเมื่อพระองค์กล้าตรัสเช่นนั้น อย่างนั้นก็มาทดสอบกันดู พระองค์ทรงชอบธรรมในแง่ใดบ้าง? กิจการใดบ้างของพระองค์ที่ชอบธรรม? ข้าพระองค์ไม่ยอมเชื่อหรอก! หากถ้อยแถลงนี้กลายเป็นจริงโดยแท้ หากพระองค์ทรงปฏิบัติการกระทำอันชอบธรรมบางอย่างที่ทำให้ข้าพระองค์เชื่อได้อย่างแท้จริง เช่นนั้น ข้าพระองค์ก็จะยอมรับว่าพระองค์ทรงชอบธรรม แต่หากสิ่งที่พระองค์ทรงทำยังทำให้ข้าพระองค์เชื่อไม่ได้ เช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าพระองค์พูดตรงๆ ข้าพระองค์จะไม่มีวันยอมรับว่าพระองค์ทรงมีอุปนิสัยที่ชอบธรรมเด็ดขาด!” ในที่สุด วันที่พวกเขารอคอยก็มาถึง นั่นคือ ถึงแม้ผู้นำคนหนึ่งจะจ่ายราคามากมายและทนทุกข์มามาก แต่สุดท้ายก็ถูกระบุว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จและถูกปลดเพราะเขาไม่สามารถทำงานจริงได้ หลังจากถูกปลด เขาก็เริ่มคิดลบ เกิดความเข้าใจผิด พร่ำบ่น และมีคำพูดที่ขุ่นเคืองและตัดสินมากมาย เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูของศัตรูของพระคริสต์และเขาได้เห็น ศัตรูของพระคริสต์ก็กล่าวว่า “หากแม้กระทั่งคนอย่างคุณยังถูกปลดได้ เช่นนั้นสำหรับคนอย่างฉันก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ หากคุณไม่มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด หากคุณไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า แล้วใครจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้เล่า? ใครที่พระเจ้าจะทรงเห็นชอบได้อีก?” ในแง่หนึ่ง ศัตรูของพระคริสต์ปกป้องและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้นำเทียมเท็จ ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็กำลังยอมรับคำพูดที่ขุ่นเคืองและตัดสินที่ผู้นำเทียมเท็จกล่าวด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็แอบโต้แย้งพระเจ้าอยู่ในใจว่า “พระเจ้าทรงชอบธรรมงั้นหรือ? เช่นนั้นทำไมถึงปลดคนที่ทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่องานของคริสตจักรเล่า? คนคนนี้เป็นคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์มากที่สุด ข้าพระองค์ไม่เคยเห็นใครจงรักภักดีไปกว่าเขา ไม่เคยเห็นใครทนทุกข์หรือจ่ายราคามากไปกว่าเขาเลย เขาตื่นนอนแต่เช้าตรู่และเข้านอนดึก อดทนต่อความเจ็บป่วย วางความรู้สึกที่มีต่อครอบครัวเอาไว้ ทิ้งความสะดวกสบายทางเนื้อหนังและโอกาสในอนาคตของเนื้อหนัง เสี่ยงชีวิตเพื่อทำงานให้พระองค์ เมื่อก่อนเขาเคยติดคุก และไม่ได้ทรยศเสียด้วยซ้ำ แต่พระองค์กลับปลดเขาเช่นนั้น ทรงเปิดโปงเขาเช่นนั้น—พระองค์ทรงชอบธรรมจริงๆ หรือ? ไหนหลักฐานถึงความชอบธรรมของพระองค์? ทำไมข้าพระองค์ไม่เห็นเลย?” ในที่สุด ศัตรูของพระคริสต์ก็ฉวยเอาแต้มต่อในพระราชกิจของพระเจ้ามาตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในอุปนิสัยของพระเจ้า พวกเขาคิดในใจว่า “หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เช่นนั้นผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะไม่รอด หากพระเจ้าทรงชอบธรรม เช่นนั้นผู้คนก็จำเป็นต้องระมัดระวังมาก และชีวิตก็จะยากลำบากทีเดียว วันนี้ จากแต้มต่ในพระราชกิจของพระเจ้า ในที่สุดฉันก็พิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม ซึ่งทำให้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น” พวกเขาก็แอบปลื้มปริ่มอยู่ในใจเมื่อคิดเช่นนี้
ในการติดตามพระเจ้า ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรต้องทนทุกข์กับการกดขี่ การจับกุม และการข่มเหงอย่างโหดร้ายจากพญานาคใหญ่สีแดงมาโดยตลอด ในคริสตจักรทุกแห่ง มักจะมีประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรที่ถูกจับกุมและข่มเหง บ่อยครั้งที่บางคนสะดุดล้มหรือทรยศพระเจ้า และผลก็คือออกจากคริสตจักรไป อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกหลายคนที่ตั้งมั่นในคำพยานของตนท่ามกลางการจับกุมและการข่มเหง พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์จากการรับใช้ของพญานาคใหญ่สีแดงเพื่อเผยบรรดาผู้ไม่เชื่อที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อเสาะแสวงพระพร ในขณะเดียวกันก็ทรงทำให้ประชากรที่ทรงเลือกสรรผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงเพียบพร้อม นี่คือมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า ว่าแต่ศัตรูของพระคริสต์มองเรื่องนี้อย่างไร? พวกเขามักจะกังขาพระเจ้าอยู่เสมอว่า “ทำไมพระเจ้าถึงไม่ช่วยประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรให้รอดจากการจับกุมและการข่มเหงของพญานาคใหญ่สีแดง?” พวกเขากังขาพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง มักเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ในใจเสมอว่า “ทำไมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถึงต้องทนทุกข์กับการทุบตีและการทรมานเช่นนั้น? นี่เป็นเพราะความเชื่อของพวกเขา เป็นเพราะพวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นยูดาส แต่เวลาที่พวกเขาถูกทรมานพระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน? ทำไมพระเจ้าถึงไม่ช่วยพวกเขาให้รอด? พระเจ้าไม่ทรงรักผู้คนหรือ? ความรักของพระเจ้าอยู่ที่ไหน? พระเจ้าทรงทนปล่อยให้ผู้ที่เชื่อในพระองค์ถูกพวกซาตานและพวกปีศาจชั่วพยายามทำให้อับอายอย่างบ้าคลั่ง และสู้ทนต่อการทรมานอย่างแสนสาหัสได้อย่างนั้นหรือ? นี่คือความรักของพระเจ้าหรือ? การคุ้มครองของผู้คนของพระเจ้าอยู่ที่ไหนกันแน่? ทำไมฉันถึงมองไม่เห็น? ดูเหมือนฉันจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากขึ้น นอกจากพระเจ้าจะไม่สามารถกันผู้คนให้พ้นจากการทดลองหรืออันตรายได้แล้ว—ตรงกันข้าม ยิ่งคนเราไล่ตามเสาะหามากเท่าใด ยิ่งคนเรามีความแน่วแน่มากแค่ไหน และยิ่งคนเราติดตามพระเจ้ามากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเผชิญกับบททดสอบมากขึ้นเท่านั้น แถมยังมีแนวโน้มที่จะทนทุกข์กับความเจ็บปวดและการถูกระรานมากขึ้นด้วย ในเมื่อพระเจ้าทรงกระทำการเช่นนี้ อย่างนั้นแล้ว ฉันก็มีมาตรการรับมือของฉันเช่นกัน ผู้คนเหล่านี้ทนทุกข์กับการถูกกระทำเช่นนี้เพราะพวกเขาพลีอุทิศ หากฉันไม่จ่ายราคาเช่นนั้น หากฉันไม่ไล่ตามเสาะหาในหนทางนี้ ฉันก็จะหลีกเลี่ยงบททดสอบเหล่านี้ได้ไม่ใช่หรือ? หากไม่มีบททดสอบเหล่านี้ ฉันก็จะหลีกเลี่ยงความทุกข์เช่นนี้ได้ไม่ใช่หรือ? หากไม่ทนทุกข์เช่นนี้ ฉันก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่ใช่หรือ? หากฉันได้รับพรเหมือนเดิม ทำไมฉันต้องโง่ปล่อยให้เนื้อหนังของฉันทนทุกข์กับการทรมานและความเจ็บปวดสารพัดด้วยเล่า? พระเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงรักผู้คน แต่ฉันไม่อาจยอมรับความรักของพระเจ้าในหนทางนี้ได้! พวกคุณทุกคนจะตีความอย่างไรก็ตามใจเถอะ ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน ส่วนฉันจะไม่ยอมรับ ฉันจำเป็นต้องอยู่เงียบๆ ต้องหลบหลีกบ้าง แล้วก็ต้องระวังตัวและคอยระแวดระวัง ฉันจะปล่อยให้พระเจ้าจับฉันไปใช้งานไม่ได้” ศัตรูของพระคริสต์เก็บงำสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจ ซึ่งทั้งหมดนี้คือความเข้าใจผิด การต่อต้าน การตัดสิน และความรู้สึกคัดค้านพระเจ้า พวกเขาไม่มีความรู้ใดเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย พวกเขาได้ข้อสรุปเช่นนี้ในขณะที่คอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้า คอยสอดส่องอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ฝังสิ่งเหล่านี้ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา คอยเตือนตนเองว่า “การระวังระไวเป็นบ่อเกิดของความปลอดภัย เป็นการดีที่สุดที่จะทำตัวไม่ให้เป็นที่สังเกต นกที่ยื่นคอยืดยาวย่อมถูกยิง และยิ่งสูงยิ่งหนาว! ไม่ว่าเมื่อใด จงอย่าเป็นนกที่ยื่นหัวออกไปเด็ดขาด จงอย่าปีนสูงเกินไป ยิ่งปีนสูงเท่าใด ก็ยิ่งตกลงมาเจ็บหนักเท่านั้น” พวกเขาไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และพวกเขาไม่เชื่อว่าอุปนิสัยของพระองค์นั้นชอบธรรมและบริสุทธิ์ พวกเขามองสิ่งทั้งหมดนี้ผ่านมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ และพวกเขาก็เข้าหาพระราชกิจของพระเจ้าด้วยมุมมองของมนุษย์ ความคิดของมนุษย์ และเล่ห์มารยาของมนุษย์ โดยใช้ตรรกะและความคิดของซาตานมาบรรยายอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้า เห็นได้ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงไม่ยอมรับและรับรู้ถึงอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้าเท่านั้น ตรงกันข้าม พวกเขากลับเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด การต่อต้าน และความเป็นกบฏต่อพระเจ้า และไม่มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระองค์เลยแม้แต่น้อย คำนิยามที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระราชกิจของพระเจ้า อุปนิสัยของพระเจ้า และความรักของพระเจ้าคือเครื่องหมายคำถาม—ความเคลือบแคลงใจ และพวกเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัย อีกทั้งเต็มไปด้วยการปฏิเสธและการว่าร้ายสิ่งเหล่านี้ แล้วอัตลักษณ์ของพระองค์เป็นเช่นไร? อุปนิสัยของพระเจ้าเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ของพระองค์ เมื่อพวกเขามองอุปนิสัยของพระเจ้าเช่นนี้ การที่พวกเขามองอัตลักษณ์ของพระเจ้าของพวกเขาก็ย่อมเห็นได้ชัดในตัวเองอยู่แล้ว—กล่าวคือ การปฏิเสธโดยตรง นี่คือแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์
ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะเข้าหาพระวจนะส่วนใดของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าหาการกระทำส่วนใดของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของพระเจ้าในสรรพสิ่งหรือในบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พวกเขาก็มักจะใช้มุมมองของมนุษย์และตรรกะของซาตาน ตลอดจนวิธีการของความรู้และตรรกะมาสรุปและตัดสิน แทนที่จะเข้าหาสิ่งเหล่านั้นในฐานะความจริงและด้วยท่าทีที่ยอมรับ ดังนั้น สำหรับพระวจนะที่ว่าด้วยอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้า และสำหรับเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดและพระวิญญาณของพระเจ้า อันที่จริงศัตรูของพระคริสต์มีการเข้าหาแบบเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างเลย โดยทั่วไปแล้ว ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าพระองค์เอง ทุกสิ่งเกี่ยวกับพระผู้สร้าง ล้วนตกอยู่ภายใต้การคอยสอดส่องจากนั้นก็คาดเดา พินิจพิจารณา และวิเคราะห์ของพวกเขา ซึ่งท้ายที่สุดก็นำไปสู่ข้อสรุปที่ปฏิเสธและว่าร้าย ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะเข้าหาพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าจากมุมมองใดหรือท่าทีแบบใด ท้ายที่สุดแล้ว เหตุใดข้อสรุปที่พวกเขาได้จึงมักเป็นการกล่าวโทษและการว่าร้ายเสมอ? เหตุใดพวกเขาจึงลงเอยด้วยข้อสรุปเช่นนี้? เป็นไปได้จริงหรือว่าในหมู่มวลมนุษย์ทรงสร้าง จะไม่มีใครที่ถือว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงได้เลย? นี่คือจุดจบที่เลี่ยงไม่ได้อย่างนั้นหรือ? นี่เป็นเพราะพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? (ไม่ใช่) แล้วเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร? (นี่เป็นเพราะผู้คนมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้า) ทุกคนมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้า หลังจากอ่านพระวจนะเหล่านี้แล้ว เหตุใดบางคนจึงสามารถรับรู้ได้ว่าพระวจนะเหล่านี้คือความจริงและยอมรับสิ่งที่พระเจ้าตรัส ขณะที่คนอื่นๆ สามารถปฏิเสธ กล่าวโทษ และว่าร้ายพระวจนะเหล่านี้ได้? นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาอย่างชัดเจน บ่งชี้ว่าแก่นแท้ภายในตัวผู้คนนั้นแตกต่างกัน ในการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า โดยพื้นฐานและโดยส่วนตัวแล้วศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ยอมรับพระวจนะเหล่านั้นอย่างแท้จริง พวกเขามาพร้อมกับการต่อต้านและการทดสอบว่า “พระองค์ตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เช่นนั้นข้าพระองค์ก็ต้องดูว่าพระองค์ทรงคล้ายพระเจ้าในแง่ใดบ้าง? พระองค์ตรัสว่าพระองค์ทรงมีอุปนิสัยของพระเจ้าและมีเทวสภาพ เช่นนั้นข้าพระองค์ก็ต้องดูว่าพระวจนะใดของพระองค์ที่ยืนยันว่าพระองค์ทรงมีเทวสภาพและพระองค์ทรงมีอุปนิสัยของพระเจ้า กิจการใดของพระองค์ที่ยืนยันว่าพระองค์ทรงมีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า พระองค์เคยทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ หรือรักษาคนป่วยและขับผีหรือไม่? พระองค์เคยทรงสาปแช่งใครแล้วคนคนนั้นก็ตายทันทีหรือไม่? พระองค์เคยทรงทำให้ใครฟื้นจากความตายหรือไม่? พระองค์ทรงทำสิ่งใดกันแน่ที่จะยืนยันได้ว่าพระองค์ทรงมีอุปนิสัยของพระเจ้า อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า?” ศัตรูของพระคริสต์อยากเห็นสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความจริง หนทาง และชีวิตอยู่เสมอ โดยใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของพระเจ้า เพื่อยืนยันว่าพระองค์ที่พวกเขาติดตามนั้นคือพระเจ้า ลำพังจุดเริ่มต้นนี้ก็ผิดเสียแล้ว สิ่งพื้นฐานที่สุดที่สามารถเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้คืออะไร? (พระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต) นี่คือสิ่งพื้นฐานที่สุด เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งพื้นฐานที่สุดนี้ได้เสียด้วยซ้ำ? นี่คือหัวข้อที่พวกเราจำเป็นต้องพูดคุยหารือกัน ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พวกเขารังเกียจความจริงและทุกสิ่งที่เป็นบวก พวกเขาเกลียดชังความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก ในพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้า พวกเขามองไม่เห็นว่าพระวจนะใดคือความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวก ดวงตาเยี่ยงปีศาจของพวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้หรือไม่? หากมองไม่เห็น พวกเขาจะยอมรับได้หรือ? การที่พวกเขาไม่ยอมรับว่าพระวจนะเหล่านี้คือความจริงหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน ในการเข้าหาพระวจนะที่เกี่ยวกับอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ใช้แนวทางเดียวกับที่ใช้กับพระวจนะอื่นๆ ของพระเจ้า คิดคำนวณ วางแผน และครุ่นคิดอยู่ในใจ หากสิ่งที่พระเจ้าตรัสจากอัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระเจ้ากลายเป็นจริงในทันที ท่าทีของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไปทันที ในฐานะพระเจ้า หากพระองค์ตรัสบางสิ่งหรือทำบางอย่างที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบ พวกเขาก็จะมีมาตรการรับมือที่สอดคล้องกัน และท่าทีของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไปทันทีอีกครั้ง พวกเขาคือผู้ที่กล่าวโทษพระเจ้า และก็เป็นพวกเขาเช่นกันที่กล่าวว่าพระเจ้าทรงเหมือนพระเจ้า ในทัศนะของพวกเขา พวกเขาได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าพระเจ้าทรงมีอุปนิสัย อัตลักษณ์ และแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่จากสิ่งที่พวกเขาเห็นด้วยตาของตนเองและการวิเคราะห์ทางความคิดของตนเองเพียงอย่างเดียวทั้งหมด
ในช่วงหนึ่งหรือสองปีที่ผ่านมา คริสตจักรได้จัดทำวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์จำนวนหนึ่ง ผู้คนต่างๆ ได้ให้คำพยานจากประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งช่วยให้บางคนที่รากฐานไม่มั่นคงและคนที่ค่อนข้างกังขาได้สร้างรากฐานบางอย่างขึ้นมา แน่นอนว่าสำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สิ่งนี้ก็มีบทบาทบางอย่างในการสร้างความมั่นคงให้พวกเขาด้วยเช่นกัน บุคคลที่เป็นคำพยานเหล่านี้มาจากกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ชนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกัน และบางคนก็มาจากต่างประเทศและต่างชาติพันธุ์ จากคำพยานจากประสบการณ์ที่พวกเขาแบ่งปันย่อมเห็นได้ว่า พวกเขาก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้า ได้รับความจริงและชีวิต และผ่านการยอมรับพระวจนะของพระเจ้า ผ่านการยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในขั้นช่วงระยะนี้ พวกเขาได้เข้าใจความจริงมากมาย ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดนั้นมีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า แน่นอนว่าหลังจากฟังคำพยานจากประสบการณ์เหล่านี้แล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็แอบดีใจอยู่ลึกๆ เช่นกันว่า “โชคดีที่ฉันไม่ได้ตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย โชคดีที่ฉันไม่ได้รีบร้อนปฏิเสธพระเจ้า เมื่อตัดสินจากคำพยานของหลายคนแล้ว หนทางนี้ก็ดูถูกต้อง พระคริสต์องค์นี้ คนธรรมดาคนนี้อาจจะเป็นพระเจ้าจริงๆ ก็ได้ ฉันอาจจะเดิมพันถูกแล้ว หากฉันเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป และหากมีผู้คนเป็นพยานถึงคนคนนี้มากขึ้น หากมีผู้คนมาอยู่เบื้องหน้าคนคนนี้มากขึ้น และหากมีผู้คนยืนยันถึงอัตลักษณ์และแก่นแท้ของคนคนนี้มากขึ้น เช่นนั้น ความหวังและโอกาสที่ฉันจะได้รับพรก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ” ระหว่างที่สังเกตการณ์ด้วยความไม่แน่ใจ ศัตรูของพระคริสต์ก็ยังคงให้หนุนใจและกระตุ้นตนเองอยู่เสมอว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อน อดทนไว้ แกแค่ต้องสู้ทน คนที่สู้ทนจนถึงที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอด หากตัดสินจากหมายสำคัญนานาประการในปัจจุบัน จากขนาดและการเคลื่อนไหวของคริสตจักรในตอนนี้ มีผู้คนที่สามารถลุกขึ้นมาเป็นพยานถึงพระเจ้าองค์นี้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการยืนยันว่านี่คือหนทางที่ถูกต้อง แล้วทำไมฉันจะต้องทำตัวโง่เขลา รีบร้อนที่จะโดดเด่นและปฏิเสธด้วยเล่า? อย่าทำอย่างนั้น อย่าโง่ไปหน่อยเลย รออีกสักสามถึงห้าปี หากมีผู้คนมากขึ้น มีคนที่มีชื่อเสียงและความรู้ คนที่มีสถานะทางสังคมจำนวนมากขึ้นให้หลักฐานที่หนักแน่นขึ้นเพื่อยืนยันว่าคนธรรมดาคนนี้คือพระคริสต์ หรือหากมีคนที่มีชื่อเสียงและสถานะทางโลกเข้าร่วมคริสตจักรมากขึ้น และหากขนาดของคริสตจักรขยายไปทั่วโลกมากขึ้น ถึงตอนนั้นฉันก็จะได้รับประโยชน์ไม่ใช่หรือ? ถึงตอนนั้นฉันก็จะได้เปรียบอย่างมากไม่ใช่หรือ? หากคริสตจักรมีอำนาจ ฉันก็จะมีอำนาจด้วยไม่ใช่หรือ? ฉันจะจากไปไม่ได้เด็ดขาด! หากทั้งหมดนี้ถูกต้อง หากคนคนนี้คือพระเจ้าจริงๆ และหากตอนนี้ฉันไม่ยอมรับหรือปฏิเสธเขา เช่นนั้นฉันก็จะพลาดพรทั้งหมดนี้ ฉันต้องเดิมพันทุกอย่างกับคนคนนี้ ฉันไม่สนใจว่าโดยแก่นแท้และอัตลักษณ์แล้วเขาเป็นใคร อุปนิสัยของเขาเป็นตัวแทนของใคร สิ่งที่ฉันสนใจคือกำลังมีผู้คนติดตามเขามากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ อำนาจและขนาดของคริสตจักรกำลังเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเรื่องนี้พัฒนาไปในทิศทางที่ดี และสามารถใหญ่โตยิ่งขึ้นไปอีกได้ในรูปการณ์แวดล้อมปกติ เช่นนั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องจุดหมายปลายทางในอนาคตของตัวเองเลย หากเขาคือเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดตามที่เผยพระวจนะไว้ในพระคัมภีร์จริงๆ เช่นนั้นฉันก็จะได้รับพรอย่างมหาศาล ได้เปรียบอย่างมาก” ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ก็จะพบความชูใจและความชื่นบานยินดีว่า “เป็นไงล่ะ? ขนาดไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ฉันก็ยังสามารถได้รับพร ขนาดไม่เชื่อว่ากิจการทั้งหมดของพระเจ้าล้วนชอบธรรม ฉันก็ยังยืนหยัดได้ ขนาดไม่เชื่อว่าพระเจ้าสามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ ฉันก็ยังอยู่รอด ขนาดไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจของมนุษย์ ฉันก็ยังทำหน้าที่ของฉันในคริสตจักรได้ตามปกติ ฉันไม่เชื่อในมหิทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้า ฉันไม่เชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นมีความหมาย และฉันก็ไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง—ฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แล้วไงล่ะ? ฉันไม่เชื่อในอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า แต่ฉันก็ยังสามารถเอาตัวรอดไปวันๆ ได้ในคริสตจักร พระเจ้าทรงชอบธรรมไม่ใช่หรือ? ฉันก็จะแค่เอาตัวรอดไปวันๆ จะลอยชายอยู่ในคริสตจักรไปแบบนี้ แค่สู้ทนไป ใครจะทำอะไรฉันได้? ฉันยังสามารถสู้ทนไปจนถึงปลายทางและได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?” พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร ความคิดเพ้อฝันของศัตรูของพระคริสต์สามารถสำเร็จได้หรือไม่? (ไม่ได้) เมื่อถึงวันที่พวกเขาได้เห็นอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาจะอยู่ที่ไหน? เมื่อพวกเขาถูกทำให้ยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริง ยอมรับว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม เมื่อพวกเขาได้เห็นว่าพระเจ้าทรงชอบธรรมอย่างแท้จริง พวกเขาควรจะอยู่ที่ไหน? พวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้จริงหรือ? การสู้ทนของพวกเขาจะเกิดผลได้จริงหรือ? พวกเขาจะสามารถเอาตัวรอดไปวันๆ ได้จริงหรือ? การสู้ทนของพวกเขา การประนีประนอมของพวกเขา การสู้ทนต่อความยากลำบากอย่างแน่วแน่ของพวกเขา ความฉลาดแกมโกงของพวกเขา จะสามารถลบล้างการทำชั่วของพวกเขาที่คอยสอดส่องว่าพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงหรือไม่ได้จริงหรือ? ความคิดเพ้อฝัน มาตรการรับมือ การสมรู้ร่วมคิด การวางแผน และทุกสิ่งที่พวกเขาวางแผนไว้ในใจ พร้อมกับการคอยสอดส่องเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระเจ้าะสามารถแทนที่การไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเขาได้จริงหรือ? สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขาได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว หากตัดสินจากการสำแดงเหล่านี้ เหตุใดท้ายที่สุดศัตรูของพระคริสต์ที่ฉลาดแกมโกงและจัดการทุกเรื่องโดยไม่ทิ้งช่องโหว่ใดๆ ทำทุกอย่างเป็นความลับสุดยอดจึงลงเอยเช่นนี้? มีเพียงเหตุผลเดียว นั่นคือ พวกเขาไม่เผชิญหน้ากับพระวจนะของพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง ไม่นบนอบพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับคอยสอดส่องพระวจนะของพระเจ้า นี่คือเหตุผลที่ท้ายที่สุดศัตรูของพระคริสต์จึงลงเอยเช่นนี้ พวกเจ้าทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ใช่หรือไม่? ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้บอกพวกเจ้าว่าควรกระทำการอย่างไรหรือปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร แต่ผ่านการพูดถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ รวมถึงการชำแหละมุมมองของศัตรูของพระคริสต์และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าทุกคนย่อมรู้ว่าท่าทีประเภทใดต่อพระวจนะของพระเจ้าและท่าทีประเภทใดต่อการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าที่ถูกต้องที่สุด เป็นท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี และการมีท่าทีเหล่านี้คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำ
22 สิงหาคม ค.ศ. 2020