ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่สี่)

II. การดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด

ในการสามัคคีธรรมครั้งที่แล้ว พวกเราได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับหัวข้อย่อยที่สองของการสำแดงประการที่สิบของศัตรูของพระคริสต์—การดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด  พวกเราสามัคคีธรรมค้างไว้ที่ไหน?  (วิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา)  พวกเรามาถึงประเด็นที่ว่า “วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา”  พวกเรามาทบทวนกันก่อนเถิดว่าได้สามัคคีธรรมในแง่มุมใดไปแล้วบ้าง  มีการชำแหละเรื่อง “ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา” ไปกี่สถานการณ์แล้ว?  (มีห้าสถานการณ์ ได้แก่ พฤติกรรมของพวกเขาเมื่อเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง พฤติกรรมของพวกเขาที่มีต่อพระคริสต์เมื่อพระองค์ทรงถูกตามล่า พฤติกรรมของพวกเขาเมื่อพวกเขาก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังขึ้นมา พฤติกรรมของพวกเขาเมื่อพวกเขาได้รับการส่งเสริมหรือถูกปลด และพฤติกรรมของพวกเขาเมื่อเผชิญกับรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกัน)  ก็ประมาณนั้น  เมื่อพวกเจ้าได้ฟังเนื้อหาของแง่มุมเหล่านี้ พวกเจ้าเพียงแค่รับฟังเหตุการณ์ที่อยู่ภายในนั้น หรือพวกเจ้าได้นำมาเปรียบเทียบกับตนเอง แล้วได้รับและเข้าใจความจริงผ่านเหตุการณ์เหล่านี้?  พวกเจ้าฟังด้วยมุมมองแบบใด?  (เมื่อพระเจ้าทรงเปิดโปงและชำแหละสภาวะและการสำแดงเหล่านี้ ข้าพระองค์ก็สามารถนำมาเปรียบเทียบกับตนเองได้  บางครั้ง พฤติกรรมของข้าพระองค์อาจจะไม่เหมือนกับการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์เสียทีเดียว แต่อุปนิสัยและแก่นแท้ธรรมชาติที่เผยออกมานั้นเหมือนกัน)  สภาวะ การสำแดง และแก่นแท้ที่ถูกเปิดโปงนั้นมีอยู่ในทุกคนในระดับที่แตกต่างกัน  เมื่อผู้คนเริ่มเชื่อในพระเจ้าเป็นครั้งแรก การที่พวกเขาจะสังเกตเห็นการสำแดงของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ในตนเองย่อมเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อประสบการณ์ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้น พวกเขาก็จะตระหนักถึงอุปนิสัยและพฤติกรรมบางอย่างไปโดยไม่รู้ตัว  ดังนั้น ไม่ว่าการสำแดงเฉพาะในเนื้อหาที่พวกเราสามัคคีธรรมกันอยู่นี้จะเกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่ หรือเจ้าเคยมีพฤติกรรมเช่นนั้นในอดีตหรือไม่ นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้นในอนาคต และไม่ได้หมายความว่าเจ้าไม่มีอุปนิสัยและพฤติกรรมเช่นนั้น  พวกเราได้สามัคคีธรรมและเปิดโปงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์มาเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว  การใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการสามัคคีธรรมหัวข้อหนึ่งและยังคงไม่เสร็จสิ้น พวกเจ้าคิดว่าเนื้อหาการสามัคคีธรรมของพวกเรานั้นเฉพาะเจาะจงและละเอียดถี่ถ้วนหรือไม่?  (ละเอียดถี่ถ้วน)  เนื้อหานั้นเฉพาะเจาะจงและละเอียดถี่ถ้วนอย่างยิ่ง!  ถึงแม้จะสามัคคีธรรมมาถึงระดับนี้แล้ว ผู้คนมากมายก็ยังคงแสดงพฤติกรรมดั้งเดิมของตนโดยไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย  กล่าวคือ วจนะที่กล่าวออกไป ตลอดจนสภาวะ อุปนิสัย และแก่นแท้ที่ถูกเปิดโปงนั้นไม่ได้ช่วยพวกเขาเลยแม้แต่น้อย  ในช่วงเวลานี้ ยังคงมีบางคนที่มีพฤติกรรมไม่ยั้งคิดและไร้หลักการ กระทำการโดยพลการและเป็นเผด็จการ รวมทั้งประพฤติตนตามอำเภอใจและเอาแต่ใจ  พวกเขายังคงเป็นเหมือนที่เคยเป็นมาก่อน หรือถึงขั้นแผลงฤทธิ์มากกว่าเดิมหลังจากได้รับสถานะ โดยเผยตัวตนออกมาอย่างหมดเปลือกมากขึ้น  นอกจากนี้ ยังมีคนบางคนที่ถูกปลดและถูกคัดออกอยู่เสมอ—เกิดอะไรขึ้นในเรื่องนี้หรือ?  (เป็นเพราะผู้คนเหล่านี้ไม่เคยยอมรับความจริง พวกเขาฟังคำเทศนามามากมายแต่ไม่นำไปใส่ใจเลย)  เหตุผลประการหนึ่งก็คือ ผู้คนเหล่านี้ไม่เคยยอมรับความจริงเลย พวกเขารังเกียจความจริงและไม่รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก  อีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเขามีแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์อยู่โดยเนื้อแท้ จึงไม่สามารถยอมรับความจริงหรือสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกได้  ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราจะสามัคคีธรรมและเปิดโปงแก่นแท้และการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์อย่างเจาะจงถึงเพียงนี้แล้ว ศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเหล่านี้ก็ยังคงกระทำการอย่างไม่ยับยั้งและไร้ซึ่งความเกรงกลัว ทำทุกสิ่งตามที่พวกเขาปรารถนา  สิ่งนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของพวกเขามิใช่หรือ?  เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะฟังคำเทศนามามากเพียงใด คำเทศนาเหล่านั้นก็ยังไม่ส่งผลกระทบใดต่อพวกเขา และพวกเขาก็ไม่กลับใจด้วยเช่นกัน  เมื่อพิจารณาจากชีวิตประจำวันของพวกเขา ท่าทีที่พวกเขามีต่อการทำหน้าที่ของตน รวมถึงวิธีการที่พวกเขาทำหน้าที่เหล่านั้น พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย และอุปนิสัยของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย พระวจนะเหล่านี้ก็เหมือนการเทศนาให้คนหูหนวกฟัง—ไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิง  พระวจนะเหล่านี้ไม่ส่งผลต่อศัตรูของพระคริสต์ แต่ส่งผลในการยับยั้งต่อพวกเจ้าได้บ้างใช่หรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ยับยั้งพฤติกรรมบางอย่างและยกระดับมาตรฐานมโนธรรมและศีลธรรมของพวกเจ้าบ้างหรือไม่?  (ค่อนข้าง)  หากพระวจนะเหล่านี้ไม่ส่งผลเช่นนี้ต่อใครบางคน เช่นนั้นแล้ว พวกเขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่?  พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาคือพวกปีศาจ  แน่นอนว่าหลังจากได้ยินพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมมีวิจารณญาณแยกแยะแก่นนิสัยต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ขึ้นมาบ้าง และเกิดความเกลียดชังต่ออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์จากส่วนลึก ขณะเดียวกันก็เกิดความเข้าใจและความรู้บางอย่างเกี่ยวกับแก่นนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง  นี่เป็นสัญญาณที่ดี เป็นสิ่งที่ดี  แต่ก็มีคนที่ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดลบมากขึ้นเรื่อยๆ ใช่หรือไม่?  เมื่อได้ยินพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาก็คิดว่า “จบแล้ว  ทุกครั้งที่มีการเปิดโปงการสำแดง สภาวะ และอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งเหล่านั้นก็ตรงกับฉันอย่างสิ้นเชิง  ไม่มีสักครั้งเลยที่ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน  เมื่อไรฉันถึงจะแยกออกจากอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างสิ้นเชิงเสียที?  เมื่อไรฉันถึงจะแสดงการสำแดงบางอย่างของประชากรของพระเจ้า ของบุตรที่รักของพระเจ้าได้บ้าง?”  ยิ่งพวกเขาฟัง พวกเขาก็ยิ่งคิดลบมากขึ้น ยิ่งรู้สึกว่าตนเองไม่มีเส้นทางให้เดินตามมากขึ้น  ปฏิกิริยานี้เป็นปกติหรือไม่?  (ไม่)  พวกเจ้ารู้สึกคิดลบหรือไม่?  (ไม่)  ทุกครั้งที่พวกเจ้าได้ยินเราเปิดโปงการสำแดงและเหตุการณ์เหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ นั่นแทงใจหรือทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่?  พวกเจ้ารู้สึกละอายใจหรือไม่?  (วจนะของพระองค์แทงใจ ทำให้พวกเรารู้สึกละอายใจ)  ไม่ว่าพวกเจ้าจะมีความรู้สึกเช่นไร ข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งนั้นไม่ได้นำไปสู่ความเป็นลบก็ถือเป็นเรื่องดี พวกเจ้าได้ตั้งมั่นแล้ว  อย่างไรก็ตาม การไม่เป็นลบนั้นยังไม่เพียงพอ นั่นยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด  พวกเจ้าจำเป็นต้องเกิดการรู้จักตนเองผ่านพระวจนะเหล่านี้  นี่ไม่ใช่เรื่องของการเข้าใจพฤติกรรมแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง แต่เป็นการรู้จักอุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกเจ้าเอง  ความเข้าใจนี้ควรทำให้พวกเจ้าสามารถพบหนทางปฏิบัติในชีวิตและในกระบวนการทำหน้าที่ของพวกเจ้า โดยรู้ว่าการกระทำใดสอดคล้องกับพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ การกระทำใดเผยให้เห็นอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และการกระทำใดที่มีหลักการ  หากเจ้าสามารถบรรลุสิ่งนี้ได้ เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไม่ได้ฟังพระวจนะเหล่านี้โดยเปล่าประโยชน์ พระวจนะเหล่านี้ได้ส่งผลต่อเจ้าแล้ว  ต่อไป พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อเรื่องการสำแดงประการที่สี่ของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง—การแค่รับฟังสิ่งที่พระคริสต์ตรัส แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ

ง. การแค่รับฟังสิ่งที่พระคริสต์ตรัส แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ

ศัตรูของพระคริสต์แค่รับฟังสิ่งที่พระคริสต์ตรัส แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ แล้วพวกเขารับฟังอย่างไร?  โดยพื้นฐานแล้ว วลีนี้สรุปท่าทีในการรับฟังของพวกเขาไว้ว่า ไม่มีการยอมทำตาม ไม่มีการนบนอบอย่างแท้จริง พวกเขาไม่ยอมรับจากหัวใจ แต่เพียงแค่รับฟังด้วยหู ไม่ได้รับฟังหรือทำความเข้าใจด้วยหัวใจของพวกเขา  เมื่อมองตามตัวอักษร พฤติกรรมและอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ในแง่มุมนี้สรุปได้ด้วยองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านี้  จากมุมมองของแก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนเช่นนี้ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่ยอมจำนนต่อสิ่งใดก็ตามที่มาจากพระเจ้า หรือสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าหรือมนุษย์มองว่าดีและเป็นบวก และสิ่งใดก็ตามที่สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ แต่พวกเขากลับดูถูกสิ่งเหล่านั้น และมีมุมมองและทัศนะของตนเอง  มุมมองของพวกเขาสอดคล้องกับกฎเกณฑ์และกฎของสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกหรือไม่?  ไม่สอดคล้อง  มุมมองของพวกเขาสรุปได้เป็นสองแง่มุม แง่มุมแรกคือกฎของซาตาน และอีกแง่มุมคือสอดคล้องกับผลประโยชน์ของซาตานและแก่นแท้ธรรมชาติของซาตาน  ดังนั้น ในเรื่องของเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด โดยพื้นฐานแล้วมุมมองและท่าทีของศัตรูของพระคริสต์สรุปได้เป็นสองสิ่ง สิ่งแรกคือตรรกะและกฎของซาตาน และอีกสิ่งคือแก่นนิสัยของซาตาน  พระคริสต์ทรงเป็นโฆษกของพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งบนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงเป็นการแสดงออกและการบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้าขณะที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งบนแผ่นดินโลก  สำหรับบทบาทดังกล่าว นอกเหนือจากความอยากรู้อยากเห็น ความชอบพินิจพิเคราะห์ และการปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนที่พวกเขาจะปฏิบัติต่อคนที่มีสถานะเพื่อประจบสอพลอและยกยอแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่มีความเชื่อและการติดตามที่แท้จริงในหัวใจของพวกเขาเลย นับประสาอะไรกับความรักและการนบนอบที่แท้จริง  สำหรับพระคริสต์ บุคคลที่ดูไม่สลักสำคัญในสายตาของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม รูปลักษณ์ของพระองค์นั้นธรรมดาและเป็นปกติ คำตรัส พฤติกรรม และกิริยาท่าทางของพระองค์ ตลอดจนทุกแง่มุมของความเป็นมนุษย์ของพระองค์ ต่างก็ธรรมดาและเป็นปกติเช่นกัน  ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบ ลักษณะ และวิธีการของพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำก็ดูธรรมดา เป็นปกติ และสัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่งในสายตาของทุกคน  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เหนือธรรมชาติ ไม่กลวงเปล่า ไม่คลุมเครือ และไม่ได้แยกออกจากชีวิตจริง  กล่าวสั้นๆ คือ จากภายนอก พระคริสต์ไม่ได้ดูสูงส่งเลย  คำตรัส การกระทำ และกิริยาท่าทางของพระองค์ไม่ได้ลึกซึ้งหรือเป็นนามธรรม  เมื่อสังเกตผ่านสายตาของมนุษย์ ก็ไม่เห็นความล้ำลึกใดๆ และไม่มีสิ่งใดที่เกินความเข้าใจเลย พระองค์เพียงแต่ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงเกินไป ทรงเป็นปกติเกินไป  ก่อนที่พวกเราจะหารือถึงแก่นแท้และธรรมชาติของพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงดำเนินการ พวกเรามาพิจารณาถึงทุกสิ่งที่ผู้คนมองเห็นได้จากภายนอกเกี่ยวกับบทบาทนี้ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังกันเถิด กล่าวคือ คำตรัส พฤติกรรม กิริยาท่าทาง กิจวัตรประจำวัน บุคลิก ความสนใจ ระดับการศึกษา ประเด็นที่พระองค์ทรงใส่พระทัยและพูดคุยหารือ วิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงถ่ายทอดความรู้ เป็นต้น  ในทัศนะของมนุษย์ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เหนือธรรมชาติ สูงส่ง หรือกลวงเปล่า แต่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเป็นพิเศษ  แง่มุมทั้งหมดนี้เป็นบททดสอบสำหรับทุกคนที่ติดตามพระคริสต์ แต่สำหรับบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่มีมโนธรรมและสำนึก เมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงบางประการ พวกเขาจะจัดหมวดหมู่การสำแดงภายนอกของพระคริสต์ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหมดนี้ให้อยู่ในหมวดหมู่ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังเพื่อทำความเข้าใจ จับใจความ และนบนอบ  อย่างไรก็ตาม มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่ไม่ทำเช่นนี้ พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนี้ได้  สำหรับพวกเขา ลึกๆ แล้วบุคคลที่ธรรมดาเหลือเกินอย่างพระคริสต์ดูเหมือนจะขาดบางอย่างไป  แล้วสิ่งใดกันแน่ที่ขาดไป?  ลึกๆ แล้ว ศัตรูของพระคริสต์มักจะรู้สึกว่าคนธรรมดาเช่นนี้ดูไม่ค่อยเหมือนพระเจ้า  พวกเขายังมักจะเรียกร้องว่าคนธรรมดาเช่นนี้ควรพูด กระทำการ และประพฤติตนในหนทางที่สำหรับพวกเขาแล้วเหมาะกับพระเจ้าที่แท้จริง ซึ่งก็คือพระคริสต์ในจินตนาการของพวกเขา  ดังนั้น เมื่อมองลึกลงไปในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์แล้ว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับคนธรรมดาเช่นนี้ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา เป็นพระเจ้าของพวกเขา  ยิ่งแง่มุมของพระคริสต์เป็นปกติ สัมพันธ์กับชีวิตจริง และธรรมดามากเพียงใด ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งดูหมิ่น เหยียดหยาม และยิ่งมองแง่มุมเหล่าด้วยความเป็นปฏิปักษ์มากขึ้นเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ สำหรับพฤติกรรมของพระคริสต์ รวมถึงพระวจนะของพระองค์ในแง่มุมใดก็ตาม ลึกๆ แล้วศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้ และถึงกับรู้สึกคัดค้านสิ่งเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ

คำตรัสของพระคริสต์ประกอบด้วยเรื่องใดบ้าง?  บางครั้งคำตรัสนั้นก็เกี่ยวกับการจัดการเตรียมงาน บางครั้งชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของใครบางคน บางครั้งก็เปิดโปงแก่นแท้อันเสื่อมทรามของคนบางประเภท บางครั้งก็วิเคราะห์แก่นแท้และรายละเอียดทั้งหมดของประเด็นหนึ่งเพื่อชำแหละปัญหาที่เกี่ยวข้อง บางครั้งก็ตัดสินความถูกผิดของเรื่องเรื่องหนึ่ง บางครั้งก็กำหนดจุดจบสำหรับคนบางประเภท บางครั้งก็เลื่อนขั้นคนบางคน บางครั้งก็ปลดคนบางคน บางครั้งก็ตัดแต่งคนบางคน และบางครั้งก็ชูใจและเตือนสติคนบางคน  แน่นอนว่านอกเหนือจากความจริงที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยชีวิตของผู้คนที่พระคริสต์ตรัสถึงระหว่างพระราชกิจของพระองค์แล้ว พระองค์ยังมักจะตรัสถึงสารพัดสิ่ง รวมถึงบางหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความรู้ของมนุษย์และสาขาวิชาชีพอันหลากหลาย  พระคริสต์ทรงเป็นบุคคลที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง พระองค์ไม่ได้ทรงใช้ชีวิตอยู่ในสุญญากาศ  พระองค์ทรงมีพระดำริและมุมมองต่อทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่และชีวิตของมนุษย์ และพระองค์ทรงเข้าหาเรื่องเหล่านี้ด้วยหลักธรรม  หากหลักธรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อความอยู่รอดของผู้คน การเข้าสู่ชีวิตของผู้คน การนมัสการพระเจ้า จะกล่าวได้หรือไม่ว่าทั้งหมดนี้คือความจริง?  (ได้)  พระวจนะเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์ ปรัชญา และเรื่องทางวิชาชีพบางอย่างที่พระคริสต์ตรัสถึงนั้นไม่อาจเรียกว่าความจริงได้โดยตรง แต่สิ่งเหล่านั้นก็แตกต่างจากสิ่งที่มนุษย์รู้เกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้ในแง่ของมุมมอง ท่าที และหลักการ  ตัวอย่างเช่น มนุษย์อาจจะใช้ท่าทีที่เคารพยำเกรงกับความรู้ด้านหนึ่ง ดำเนินชีวิตตามความรู้นั้น ในขณะที่พระคริสต์ทรงสามารถชำแหละและแยกแยะความรู้ได้ทุกชนิดและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง  ยกตัวอย่างความเชี่ยวชาญของพวกเจ้าในวิชาชีพบางอย่างและความชำนาญในความรู้ที่เกี่ยวข้องของพวกเจ้า  พวกเจ้าสามารถสัมฤทธิ์สิ่งใดได้บ้างจากการประยุกต์ใช้ความรู้นี้?  พวกเจ้าจะนำความรู้นี้ไปใช้ในกระบวนการทำหน้าที่ของพวกเจ้าอย่างไร?  มีหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องหรือไม่?  หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นก็ไม่มีหลักการ และเจ้าก็พึ่งพาเพียงความรู้ของเจ้าในการทำหน้าที่  ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพนั้นหรือมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งในความรู้นั้น เพียงแต่จับความเข้าใจแนวคิดทั่วไปได้และรู้เรื่องพื้นฐานบางอย่าง แต่เรารู้วิธีที่จะนำความรู้นี้ไปใช้ในหนทางและด้วยหลักการที่ทำให้ความรู้นั้นรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นี่คือความแตกต่าง  เพราะศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริง พวกเขาจึงจะไม่มีวันเห็นถึงจุดนี้และจะไม่มีวันเข้าใจว่าแท้จริงแล้วแก่นแท้ของพระคริสต์เป็นอย่างไร  พระคริสต์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า—ถ้อยแถลงนี้เป็นจริงและสำแดงออกมาที่ใดกันแน่ ผู้คนควรปฏิบัติต่อสิ่งนี้อย่างไร และผู้คนได้รับประโยชน์และผลดีประการใดจากสิ่งนี้?  ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันมองเห็นแง่มุมนี้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  มีเหตุผลที่สำคัญที่สุดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมองเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดอย่างไร พวกเขาก็มองเห็นเพียงคนคนหนึ่งเท่านั้น  พวกเขาประเมินจากมุมมองของมนุษย์ โดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ สติปัญญา การวางอุบาย และเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ในการมอง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะมองอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นความพิเศษใดๆ ในคนคนนี้ได้ และไม่สามารถแยกแยะได้ว่าพระองค์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า  บอกเราทีเถิดว่า พวกเขาจะสามารถมองเห็นสิ่งนั้นได้ด้วยตาเปล่าหรือไม่?  (ไม่ได้)  แล้วถ้าพวกเขาใช้กล้องจุลทรรศน์หรือเครื่องเอกซเรย์เล่า?  พวกเขาก็จะยิ่งไม่มีทางมองเห็นได้เลย  บางคนถามว่า “หากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องจุลทรรศน์ บรรดาผู้ที่ติดต่อกับโลกวิญญาณจะสามารถมองเห็นได้หรือไม่?”  (ไม่ได้)  บรรดาผู้ที่ติดต่อกับโลกวิญญาณสามารถมองเข้าไปในโลกนั้นและรับรู้ถึงวิญญาณได้ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถแยกแยะพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังได้?  พวกเจ้าคิดว่าซาตานสามารถมองเห็นพระเจ้าในโลกวิญญาณได้หรือไม่?  (ได้)  ซาตานดำรงอยู่ในโลกวิญญาญเช่นเดียวกับพระเจ้า แต่มันยอมรับพระเจ้าว่าทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  มันติดตามหรือเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  ซาตานมองเห็นพระเจ้าได้ทุกวัน แต่มันก็ไม่เชื่อและไม่ติดตามพระองค์  ดังนั้น ต่อให้บรรดาผู้ที่ติดต่อกับโลกวิญญาณจะสามารถมองเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าได้ แต่พวกเขาจะยอมรับพระวิญญาณนี้ว่าเป็นพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  คำอธิบายนี้แก้ไขรากเหง้าของปัญหาใช่หรือไม่?  (ใช่)  รากเหง้าในที่นี้คืออะไร?  (พวกเขาไม่ยอมรับพระเจ้าและไม่ยำเกรงพระองค์)  ลึกๆ แล้ว ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระเจ้า  บรรพบุรุษของพวกเขา รากเหง้าของพวกเขาไม่ยอมรับรู้พระเจ้า  แม้พระเจ้าจะอยู่ตรงหน้าพวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมรับและไม่นมัสการพระองค์  แล้วพวกเขาจะนมัสการพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ซึ่งดูแสนธรรมดาและไม่สลักสำคัญได้อย่างไร?  พวกเขาย่อมทำไม่ได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะใช้วิธีการใดในการมอง การนั้นก็ย่อมเปล่าประโยชน์  นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์จนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะมากมายและทรงปฏิบัติพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่  นี่ไม่ใช่หมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมนุษย์หรอกหรือ?  หากศัตรูของพระคริสต์ยอมรับการนี้ได้ พวกเขาก็คงจะเชื่อไปนานแล้ว พวกเขาคงไม่รอจนถึงตอนนี้  คนบางคนคิดว่า “ศัตรูของพระคริสต์แค่ยังไม่เห็นกิจการที่แท้จริงของพระเจ้ามากพอ พวกเขาจึงยังไม่เชื่อ หากพระเจ้าทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่าง ให้พวกเขาเห็นว่าแท้จริงแล้วโลกวิญญาณเป็นอย่างไร และหากพวกเขาเห็นรูปสัณฐานที่แท้จริงของพระเจ้าและเห็นว่าพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ลุล่วงแล้ว พวกเขาก็ย่อมจะยอมรับและติดตามพระเจ้า” ใช่หรือไม่?  เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?  หลังจากต่อสู้กับพระเจ้าในโลกวิญญาณมานานหลายปีโดยไม่ยอมจำนน จู่ๆ ศัตรูของพระคริสต์จะยอมนบนอบในเวลาเพียงไม่กี่ปีอย่างนั้นหรือ?  นั่นเป็นไปไม่ได้ แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้  พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังได้ทรงพระราชกิจมากมายและตรัสพระวจนะมากมาย แต่ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถพิชิตพวกเขาได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้  นี่คือธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิดของพวกเขา  ธรรมชาตินี้บ่งบอกถึงสิ่งใด?  สิ่งนี้หมายความว่าผู้คนเช่นศัตรูของพระคริสต์จะทำสงครามกับพระเจ้า ความจริง และสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกตลอดไป ต่อสู้จนถึงที่สุด ไม่มีวันหยุดยั้งจนกว่าจะตาย  พวกเขาคือเป้าหมายโดยชอบธรรมของการทำลายล้างมิใช่หรือ?  คำว่า “ไม่มีวันหยุดยั้งจนกว่าจะตาย” หมายความว่าอย่างไร?  คำนี้หมายความว่าพวกเขายอมตายเสียดีกว่ายอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง พวกเขายอมตายเสียดีกว่านบนอบพระเจ้า  นี่คือการสมควรตาย

เมื่อเป็นเรื่องของพระคริสต์ ของคนธรรมดาคนนี้ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงพินิจพิเคราะห์พระองค์จากภายนอกเท่านั้น แต่ยังพินิจพิเคราะห์จากภายในด้วย  ดังนั้น เมื่อพระคริสต์ตรัสและกระทำการ ศัตรูของพระคริสต์จึงแสดงพฤติกรรมนานาประการออกมา  พวกเรามาเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาผ่านการสำแดงอันหลากหลายที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกต่อคำตรัสและการกระทำของพระคริสต์กันเถิด  ตัวอย่างเช่น เมื่อพระคริสต์ทรงสามัคคีธรรมเรื่องงานและหลักธรรมความจริงกับผู้คน พระองค์ทรงกล่าวถึงการปฏิบัติเฉพาะบางประการ  สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวิธีอันเจาะจงที่ผู้คนควรดำเนินการและนำงานไปปฏิบัติในกระบวนการทำหน้าที่ของตน  หากว่ากันโดยทั่วไป ไม่มีงานใดที่เกี่ยวข้องกับการหารือทฤษฎี การกู่ร้องคำขวัญ การปลุกใจทุกคน แล้วให้ทุกคนกล่าวคำปฏิญาณ แล้วจบลงเพียงเท่านั้น งานทุกงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ล้วนซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับรายละเอียดบางอย่าง  ตัวอย่างเช่น วิธีเลือกคนที่ถูกต้อง วิธีรับมือและปฏิบัติต่อสภาวะที่แตกต่างกันของผู้คนทั้งหลาย วิธีจัดการกับปัญหานานาประการที่เกิดขึ้นระหว่างการทำหน้าที่ตามหลักธรรม วิธีบรรลุการร่วมมืออย่างปรองดองระหว่างผู้คนโดยไม่กระทำการโดยพลการและเป็นเผด็จการ หรือประพฤติตนตามอำเภอใจและเอาแต่ใจ เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมหัวข้อต่างๆ  เมื่อผู้คนจำเป็นต้องนำงานอันเจาะจงที่พระคริสต์ทรงสามัคคีธรรมไปปฏิบัติและรับผิดชอบโครงการบางอย่าง พวกเขาอาจจะเผชิญกับความยากลำบาก  การกู่ร้องคำขวัญและการเทศนาคำสอนเป็นเรื่องง่าย แต่การนำไปปฏิบัติจริงไม่ได้ง่ายเช่นนั้น  อย่างน้อยที่สุด ผู้คนจำเป็นต้องทุ่มเทความพยายาม จ่ายราคา และใช้เวลาเพื่อไปดำเนินการงานเหล่านี้จริงๆ  ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการหาบุคคลที่เหมาะสม และในอีกแง่หนึ่งคือการศึกษาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง การค้นคว้าความรู้ทั่วไปและทฤษฎีที่เกี่ยวกับแง่มุมทางวิชาชีพทั้งหลาย ตลอดจนวิธีการและแนวทางปฏิบัติเฉพาะ  นอกจากนี้ พวกเขาอาจจะเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายบางอย่าง  โดยทั่วไปแล้ว คนปกติจะรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องความยากลำบากเหล่านี้ รู้สึกกดดันอยู่บ้าง แต่เมื่อบรรดาผู้ที่จงรักภักดีและนบนอบพระเจ้าเผชิญกับความยากลำบากและรู้สึกกดดัน พวกเขาจะอธิษฐานอยู่ในใจเงียบๆ ขอการทรงชี้แนะจากพระเจ้าเพื่อเพิ่มพูนความเชื่อของพวกเขา ขอความรู้แจ้งและความช่วยเหลือ และขอการคุ้มครองไม่ให้ทำผิดพลาด เพื่อให้พวกเขาลุล่วงความจงรักภักดีและพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้มีมโนธรรมที่ชัดเจน  อย่างไรก็ตาม ผู้คนเช่นศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้เป็นเช่นนี้  เมื่อพวกเขาได้ยินเกี่ยวกับการจัดการเตรียมงานอันเจาะจงจากพระคริสต์ที่พวกเขาจำเป็นต้องนำไปปฏิบัติและได้ยินว่างานนั้นมีความยากลำบากบางอย่าง พวกเขาก็เริ่มรู้สึกคัดค้านอยู่ในใจ และไม่เต็มใจที่จะดำเนินการต่อ  ความไม่เต็มใจนี้เป็นอย่างไร?  พวกเขากล่าวว่า “ทำไมเรื่องดีๆ ถึงไม่เคยมาถึงฉันเลย?  ทำไมฉันถึงได้รับแต่ปัญหาและข้อเรียกร้องอยู่เสมอ?  ฉันถูกมองว่าเป็นคนว่างงานหรือเป็นทาสที่ต้องถูกสั่งการหรือ?  ฉันไม่ได้ถูกบงการง่ายขนาดนั้นหรอกนะ!  คุณพูดง่ายนี่ ทำไมคุณไม่ลองทำเองล่ะ!”  นี่คือการนบนอบหรือ?  นี่คือท่าทีแห่งการยอมรับหรือ?  พวกเขากำลังทำสิ่งใด?  (รู้สึกคัดค้าน ต่อต้าน)  ความรู้สึกคัดค้านและการต่อต้านนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  ตัวอย่างเช่น หากบอกว่า “ไปซื้อเนื้อสัตว์มาสักสองสามปอนด์แล้วทำหมูตุ๋นให้ทุกคนกินหน่อย” พวกเขาจะต่อต้านสิ่งนี้หรือไม่?  (ไม่)  แต่หากบอกว่า “วันนี้ ไปไถพรวนที่ดินผืนนั้น และในขณะที่ไถพรวน คุณต้องเอาหินออกให้หมดก่อนจึงจะกินข้าวได้” พวกเขาจะไม่เต็มใจ  เมื่อใดที่มีความยากลำบากทางร่างกาย ความยากเย็น หรือความกดดันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความขุ่นเคืองของพวกเขาก็จะปรากฏขึ้น และพวกเขาจะกลายเป็นไม่เต็มใจที่จะดำเนินการต่อ พวกเขาจะเริ่มรู้สึกคัดค้านและพร่ำบ่นว่า “ทำไมเรื่องดีๆ ถึงไม่เกิดขึ้นกับฉันบ้าง?  เมื่อถึงเวลาสำหรับงานง่ายๆ หรืองานเบาๆ ทำไมฉันถึงถูกมองข้าม?  ทำไมฉันถึงถูกเลือกให้ทำงานหนัก งานเหนื่อย หรืองานที่ไม่มีใครอยากทำ?  เพราะฉันดูเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยาและรังแกง่ายอย่างนั้นหรือ?”  นี่คือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกคัดค้านภายใน  เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกคัดค้านนัก?  “งานสกปรกและไม่มีใครอยากทำ” อะไรกัน?  “ความยากลำบาก” อะไรกัน?  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของพวกเขามิใช่หรือ?  ใครก็ตามที่ได้รับมอบหมายก็ควรทำ มีอะไรให้ต้องเลือกหรือ?  นี่เป็นการจงใจทำให้พวกเขาตกที่นั่งลำบากอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  แต่พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นการจงใจทำให้พวกเขาตกที่นั่งลำบาก ทำให้พวกเขาจนมุม พวกเขาจึงไม่ยอมรับหน้าที่นี้จากพระเจ้าและไม่เต็มใจที่จะยอมรับ  เกิดอะไรขึ้นในที่นี้?  นี่เป็นเพราะเมื่อพวกเขาเผชิญกับความยากลำบาก จำเป็นต้องสู้ทนกับความทุกข์ยากทางกาย และไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้อีกต่อไป พวกเขาจึงรู้สึกคัดค้านหรือ?  นี่คือการนบนอบอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่พร่ำบ่นอย่างนั้นหรือ?  พวกเขากลายเป็นไม่เต็มใจกับความยากลำบากเพียงเล็กน้อย  สิ่งใดที่พวกเขาไม่อยากทำ งานใดที่พวกเขามองว่ายาก ไม่พึงปรารถนา ต่ำต้อย หรือถูกผู้อื่นดูถูก พวกเขาจะต่อต้านอย่างรุนแรง คัดค้าน และปฏิเสธ ไม่แสดงการนบนอบเลยแม้แต่น้อย  ปฏิกิริยาแรกเมื่อศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับพระวจนะ พระบัญชา หรือหลักธรรมที่พระคริสต์ทรงสามัคคีธรรม—ทันทีที่สิ่งนั้นทำให้พวกเขาเกิดความยากลำบากหรือกำหนดให้พวกเขาทนทุกข์หรือจ่ายราคา—คือความรู้สึกคัดค้านและการปฏิเสธ การรู้สึกสะอิดสะเอียนในใจ  อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องที่พวกเขาเต็มใจจะทำหรือเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ท่าทีของพวกเขาก็จะไม่เหมือนเดิม  ศัตรูของพระคริสต์อยากลุ่มหลงในความสะดวกสบายและโดดเด่น แต่เมื่อพวกเขาเผชิญกับความทุกข์ของเนื้อหนัง การจำเป็นต้องจ่ายราคา หรือแม้แต่ความเสี่ยงที่จะล่วงเกินผู้อื่น พวกเขาจะยินดีและเต็มใจยอมรับอย่างมีความสุขหรือไม่?  เมื่อนั้นพวกเขาจะสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบโดยสมบูรณ์ได้หรือไม่?  ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ท่าทีของพวกเขาคือการไม่เชื่อฟังและการดื้อแพ่งเท่านั้น  เมื่อผู้คนเช่นพวกศัตรูของพระคริสต์เผชิญกับสิ่งที่พวกเขาไม่อยากทำ สิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความชอบ รสนิยม หรือผลประโยชน์ส่วนตนของพวกเขา ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระคริสต์ย่อมกลายเป็นการปฏิเสธและความรู้สึกคัดค้านอย่างสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยของการนบนอบแม้แต่น้อย

ขณะที่ฟังพระคริสต์ตรัส บางคนก็เริ่มเกิดความคิดที่ว่า “ทำไมพระคริสต์ถึงตรัสเช่นนี้?  พระองค์ทรงปฏิบัติต่อเรื่องนี้ด้วยทัศนะเช่นนี้ได้อย่างไร?  พระองค์ทรงมีความคิดเห็นเช่นนี้ได้อย่างไร พระองค์ทรงนิยามบางสิ่งเช่นนี้ได้อย่างไร?  สิ่งนี้ก็ความจริงหรือ?  สิ่งเหล่านี้ก็เป็นพระวจนะของพระเจ้าด้วยหรือ?  ฉันไม่คิดเช่นนั้น  วิธีตรัสของพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้พระคัมภีร์นั้นต่างออกไป มีความมีเหตุผลบางอย่าง ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดและเรื่องจิปาถะเหล่านี้  ทำไมพระคริสต์ถึงตรัสเช่นนี้?  คำตรัสมักเกี่ยวกับรายละเอียดและการชำแหละรายละเอียดเสมอ พระเจ้าตรัสเช่นนี้ได้จริง หรือ?”  แต่ละครั้งที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้มีมโนคติอันหลงผิด และสิ่งที่พวกเขาคิดคือ “นี่คือพระวจนะของพระเจ้า ฉันต้องพึ่งพาพระวจนะเหล่านี้เพื่อให้ได้รับชีวิต ความรอด และพร”  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาปฏิสัมพันธ์กับพระคริสต์เข้าจริงๆ พวกเขาก็เริ่มเกิดความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมอง ความคิดเห็น และท่าทีของพระองค์ในบางเรื่อง ตลอดจนวิธีที่พระองค์ทรงจัดการกับคนบางคน และความคิดเห็นเหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดในใจ พวกเขาจะอธิษฐานต่อพระเจ้าให้ตัดแต่งมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่  พวกเขาเฝ้าประเมินพระวจนะของพระคริสต์ด้วยมโนคติอันหลงผิดของตนเองโดยไม่มีร่องรอยของหัวใจที่นบนอบเลยแม้แต่น้อย  ดังนั้น เมื่อพวกเขาเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระคริสต์ พวกเขาก็เริ่มรู้สึกคัดค้านอยู่ในใจและกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์มากขึ้นทีละน้อย  เมื่อความเป็นปฏิปักษ์เช่นนี้เกิดขึ้น ศัตรูของพระคริสต์ยังคงวางแผนที่จะนบนอบอยู่หรือไม่?  พวกเขายังคงวางแผนที่จะยอมรับอยู่หรือไม่?  พวกเขาเริ่มรู้สึกคัดค้านอยู่ในใจ พลางคิดว่า “หึ ตอนนี้ฉันมีข้อได้เปรียบเหนือพระองค์แล้ว  พระองค์ควรจะเป็นพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  คำพูดทั้งหมดของพระองค์คือความจริงไม่ใช่หรือ?  กลายเป็นว่าเวลาทำสิ่งต่างๆ พระองค์ก็ใช้เหตุผลในเชิงตรรกะ และตัดสินเรื่องต่างๆ จากสิ่งที่คุณเห็นด้วยตา  การกระทำของพระองค์ไม่สอดคล้องกับแก่นแท้ของพระเจ้า!”  พวกเขาเริ่มรู้สึกไม่เชื่อฟังอยู่ในใจ  เมื่อการไม่เชื่อฟังนี้เกิดขึ้น มันก็จะเผยออกมาภายนอก  พวกเขาอาจจะกล่าวว่า “สิ่งที่พระองค์พูดดูเหมือนถูกต้อง แต่ฉันต้องตรวจดูก่อนว่าพระวจนะของพระเจ้าพูดถึงเรื่องนั้นไว้อย่างไร  ฉันต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อดูว่าพระองค์ทรงนำฉันอย่างไร  ฉันต้องรอและแสวงหา เพื่อดูว่าพระเจ้าทรงชี้แนะและให้ความรู้แจ้งแก่ฉันอย่างไร  สิ่งที่พระองค์พูดไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของฉันอีกต่อไป และไม่สามารถเป็นรากฐานการกระทำของฉันได้”  นี่คือการสำแดงใดหรือ?  (การปฏิเสธพระคริสต์)  พวกเขาปฏิเสธพระคริสต์ แต่เหตุใดพวกเขาจึงยังอ่านพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนัง?  (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์คิดว่าพวกเขายอมรับเพียงพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์และปฏิเสธพระคริสต์บนแผ่นดินโลกอย่างสิ้นเชิง)  ศัตรูของพระคริสต์ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคำพูดและคำสอนที่กลวงเปล่ามาโดยตลอด เคารพพระเจ้าที่สูงส่งและมองไม่เห็น  ดังนั้น พวกเขาจึงเคารพและยกย่องนับถือพระวจนะที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นบันทึกคำตรัสของพระคริสต์อย่างสูง แต่กับพระคริสต์ผู้ซึ่งธรรมดาที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ กลับไม่มีสถานะใดๆ ในใจของพวกเขาเลย  การนี้ไม่ย้อนแย้งหรอกหรือ?  เมื่อพวกเขาเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระคริสต์ พวกเขาย่อมกล่าวว่า “ฉันต้องอธิษฐานและแสวงหาเพื่อดูว่าพระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่าอย่างไร”  การยอมรับเพียงพระวจนะของพระเจ้าแต่ไม่ยอมรับพระคริสต์ พวกเขาคือใครหรือ?  (ศัตรูของพระคริสต์)  ไม่ว่ามโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเกี่ยวกับพระวจนะของพระคริสต์จะสำคัญหรือลึกซึ้งเพียงใด ทันทีที่พระวจนะเหล่านั้นถูกตีพิมพ์ มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาก็จะหายไป  ทันทีที่พระวจนะกลายเป็นตัวอักษร พวกเขาก็จะบูชาพระวจนะเหล่านั้นว่าเป็นพระเจ้า  นี่คือความผิดพลาดแบบเดียวกับที่พวกฟาริสีและผู้คนในแวดวงศาสนาทำมิใช่หรือ?  การไม่เข้าใจความจริงทำให้เกิดการสำแดงและมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ขึ้นได้ง่าย  หลังจากที่ขึ้นมาศัตรูของพระคริสต์เกิดมโนคติอันหลงผิด หัวใจของพวกเขาก็ไม่สามารถนบนอบได้ ไม่มีการนบนอบ มีเพียงความรู้สึกคัดค้านเท่านั้น

ภายใต้สถานการณ์ใดที่ผู้คนทั่วไปจะเกิดมโนคติอันหลงผิด หรือผู้คนประเภทใดที่มักจะเกิดมโนคติอันหลงผิด?  ประเภทหนึ่งคือบรรดาผู้ที่ไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และอีกประเภทหนึ่งคือบรรดาผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่ยอมรับความจริง พวกเขามักจะเกิดมโนคติอันหลงผิด  เมื่อเกิดมโนคติอันหลงผิดขึ้น พวกเขาจะเริ่มรู้สึกคัดค้านอยู่ในใจ  ตัวอย่างเช่น เราอาจจะบอกให้ผู้คนทำบางสิ่งบางอย่างในหนทางหนึ่งตามภูมิหลัง สภาพแวดล้อม และความต้องการของมนุษย์ในเวลานั้น  ต่อมา เมื่อเวลาผ่านไปและสถานการณ์เปลี่ยนไป แนวทางและวิธีจัดการเรื่องดังกล่าวก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย  อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสให้ศัตรูของพระคริสต์เกิดมโนคติอันหลงผิดว่า “ก่อนหน้านี้พระองค์พูดแบบนี้ ประกาศว่าสิ่งนี้คือความจริงและบอกให้ผู้คนปฏิบัติในหนทางนั้น  ในที่สุดพวกเราก็เข้าใจและสามารถปฏิบัติ รวมทั้งยึดมั่นในสิ่งนั้นได้ คิดไปว่าพวกเรามีความหวังที่จะได้รับพร แล้วตอนนี้พระองค์กลับมาบอกให้พวกเราทำต่างออกไป—นี่หมายความว่าอย่างไร?  พระองค์ไม่ได้กำลังทรงทรมานพวกเราหรอกหรือ?  พระองค์ทรงปฏิบัติต่อพวกเราราวกับไม่ใช่คนไม่ใช่หรือ?  วิธีทำที่ถูกต้องคืออะไรกันแน่?”  ความเปลี่ยนแปลงในวิธีการ แนวทาง หรือคำกล่าวสามารถทำให้คนบางคนโกรธเคืองได้—บุคคลเหล่านี้คือคนที่ไม่เข้าใจความจริงเลยและไม่สามารถทำความเข้าใจความจริงได้  พวกเขาประเมินทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำด้วยมุมมองเก่าๆ ทฤษฎีเก่าๆ มาตรฐานทางศีลธรรมบางอย่างของมนุษย์ มาตรฐานทางมโนธรรม และแม้กระทั่งการคิดเชิงตรรกะและความรู้บางอย่างของมนุษย์  เมื่อทั้งหมดนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่พระคริสต์ได้ตรัสหรือเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นในสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร  เมื่อไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป อันดันแรกคนปกติควรจะสามารถสงบใจและยอมรับได้ จากนั้นจึงค่อยๆ เสาะแสวงที่จะทำความเข้าใจ  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้เป็นเช่นนี้  พวกเขาจะรู้สึกคัดค้านเป็นอันดับแรก แล้วจึงอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าที่คลุมเครือ เหมือนว่าพวกเขากำลังปฏิบัติความจริงและรักพระเจ้าอย่างมาก  จุดประสงค์ในการอธิษฐานของพวกเขาคืออะไร?  คือเพื่อหาหลักฐานที่เพียงพอมาปฏิเสธพระวจนะของพระคริสต์ เพื่อกล่าวโทษและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พระคริสต์ตรัส เพื่อทำให้จิตใจของตนสงบ  นี่คือวิธีที่พวกเขาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตน  สิ่งนี้สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เหตุใดจึงไม่ได้?  (เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริง  พวกเขาไม่ได้กำลังแสวงหาความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า แต่กำลังพยายามปฏิเสธพระเจ้า)  ถูกต้อง พวกเขาไม่ได้กำลังแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตนด้วยท่าทีที่ยอมรับความจริง หรือด้วยวิธีที่ยอมรับความจริง  พวกเขาไม่ได้ปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดนั้น แต่มโนคติอันหลงผิดนั้นยังคงฝังอยู่ในใจของพวกเขา  ด้วยเหตุนี้ วิธีดังกล่าวจึงไม่มีวันแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาได้ ไม่มีวันทำให้พวกเขาปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของตนได้  ในทางกลับกัน มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้จะพอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเวลาผ่านไปและจำนวนปีที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าก็เพิ่มมากขึ้น มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน  ด้วยเหตุนี้ ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์ ต่อคนธรรมดาคนนี้จึงโถมทับด้วยมโนคติอันหลงผิดที่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในเวลาเดียวกัน กำแพงในใจที่พวกเขามีต่อพระคริสต์และความขุ่นเคืองที่พวกเขามีต่อพระองค์ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน  เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตน เข้าร่วมการชุมนุม รวมถึงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วยกำแพงและมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ ท้ายที่สุดพวกเขาจะได้รับสิ่งใด?  นอกจากความอยากได้รับพรของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วันแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับสิ่งใดเลย

พวกเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดใดเกี่ยวกับพระคริสต์หรือไม่?  ข้อเรียกร้องที่ผู้คนมีต่อพระเจ้าทำให้พวกเขาเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระคริสต์  ข้อเรียกร้องเหล่านี้มาจากไหน?  ข้อเรียกร้องเหล่านี้เกิดขึ้นจากความทะเยอทะยาน ความอยาก มโนคติอันหลงผิด และความคิดฝันของผู้คน  แล้วผู้คนเกิดมโนคติอันหลงผิดประเภทใดหรือ?  พวกเขาเชื่อว่าพระคริสต์ควรตรัสสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น เชื่อว่าพระองค์ควรตรัสและทรงพระราชกิจในหนทางบางอย่าง  ตัวอย่างเช่น เมื่อใครบางคนรู้สึกคิดลบและอ่อนแอ พวกเขาอาจจะคิดว่า “พระเจ้าทรงเป็นความรักไม่ใช่หรือ?  พระเจ้าทรงเป็นเหมือนมารดาที่เปี่ยมรัก เป็นเหมือนบิดาผู้เปี่ยมด้วยเมตตา พระเจ้าทรงควรมอบความชูใจให้ผู้คน  เลิกคิดถึงพระเจ้าในสวรรค์ไปได้เลย พระองค์ทรงอยู่ไกลเกินเอื้อม  บัดนี้ที่พระเจ้าได้เสด็จมาบนแผ่นดินโลก ผู้คนจึงเข้าหาพระองค์ได้สะดวกเช่นนี้  ในเมื่อฉันรู้สึกคิดลบ ฉันก็ต้องไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและระบายความในใจ”  และในขณะที่ระบายความในใจ พวกเขาก็หลั่งน้ำตา พูดถึงความลำบากยากเย็น ความอ่อนแอของตน และพูดคุยถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอย่างเปิดอก  แท้จริงแล้วในใจของผู้คนกำลังต้องการสิ่งใด?  พวกเขาต้องการได้รับการปลอบใจ พวกเขาอยากได้ยินคำพูดที่รื่นหู พวกเขาต้องการให้พระเจ้าตรัสพระวจนะที่จะบรรเทาความเศร้าของพวกเขา ทำให้พวกเขาเบิกบานใจ นำความชูใจมาให้ และทำให้พวกเขาเลิกคิดลบ  เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนบางประเภท พวกเขาเก็บงำจินตนาการนี้ที่ว่า “สำหรับมนุษย์แล้ว ความอ่อนแอและความเป็นลบก็เป็นเพียงแค่นั้น แต่สำหรับพระเจ้า เพียงประโยคเดียวก็ทำให้คนเราเบิกบานใจได้โดยสมบูรณ์ ปัญหาและความเศร้าโศกในใจของพวกเขาทั้งหมดมลายหายไปในทันที  ความอ่อนแอและความเป็นลบย่อมจะสลายไปราวกับควัน และไม่ว่าเผชิญกับสิ่งใดพวกเขาก็เข้มแข็งได้ ไม่อ่อนแอหรือจมอยู่กับความเป็นลบอีกต่อไป อีกทั้งตั้งมั่นในคำพยานของตนได้  ถ้าเช่นนั้น ก็ให้พระคริสต์ตรัสสิ!”  บอกเราทีเถิดว่า เราควรพูดสิ่งใดเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้?  ประการหนึ่ง เราต้องทำความเข้าใจว่าเหตุใดคนคนนี้จึงรู้สึกเป็นลบและพวกเขากำลังทำหน้าที่ใดอยู่ อีกประการหนึ่ง เราควรสามัคคีธรรมเรื่องหลักธรรมที่คนเราควรค้ำจุนในกระบวนการทำหน้าที่ของตน  นี่เป็นการพูดที่ชัดเจนมิใช่หรือ?  สำหรับบางคนที่โง่เขลาและดื้อรั้นและไม่ยอมรับความจริง ย่อมจำเป็นต้องพูดสิ่งที่บ่มวินัยเพื่อกระตุ้นพวกเขา เพื่อหนุนใจพวกเขา  ในเวลาเดียวกันก็จำเป็นต้องเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของคนประเภทนี้ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าการเป็นลบอยู่เสมอคืออะไร และเหตุใดพวกเขาจึงเป็นลบอยู่ตลอดเวลา  หากเรากล่าวว่าคนที่เป็นลบอยู่ตลอดเวลาคือคนที่ไม่ยอมรับความจริง คือคนที่ไม่รักความจริง พวกเขาจะได้รับความชูใจหลังจากได้ยินสิ่งนี้หรือ?  (ไม่)  สมมุติเรากล่าวว่า “การเป็นลบอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ  นั่นเป็นการสำแดงแบบเด็กๆ เหมือนกับเด็กที่แบกภาระของผู้ใหญ่จนเริ่มคิดลบอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากภาระอันหนักอึ้งนั้น  เจ้ามีวุฒิภาวะน้อย อายุน้อย และยังไม่มีประสบการณ์มากนัก ดังนั้นเจ้าจึงต้องค่อยๆ เรียนรู้  มากไปกว่านั้น พ่อแม่ของเจ้าก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่ได้สอนเจ้ามาให้ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ความผิดของเจ้า”  จากนั้นพวกเขาอาจจะถามว่า “แล้วอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนี้ของข้าพระองค์คืออะไร?”  “นี่ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทราม เป็นเพียงเพราะเจ้าอายุน้อยเกินไปและมาจากสภาพแวดล้อมทางครอบครัวที่ดี เจ้าถูกตามใจและได้รับการประคบประหงม  อีกสองสามปีเมื่อเจ้าโตขึ้น ทุกอย่างก็จะดีขึ้น”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกเขาจะรู้สึกชูใจใช่หรือไม่?  หากเราเพิ่มการกอดแน่นๆ และส่งต่อพลังงานบวกบางอย่าง พวกเขาย่อมจะรู้สึกอบอุ่นอยู่ภายในใจมิใช่หรือ?  ด้วยวิธีนี้ พวกเขาย่อมจะรู้สึกว่าตนได้มีประสบการณ์กับความรักและความอบอุ่นของพระเจ้า  แต่โดยปกติแล้วพระคริสต์ไม่ทรงกระทำการเช่นนี้  ที่จริงแล้วพระองค์อาจจะทรงทำเช่นนั้นกับเด็กที่โตหน่อยเพื่อชูใจ แต่สำหรับผู้ใหญ่ทุกๆ คน พระองค์จะไม่ทรงกระทำการเช่นนี้ การทำเช่นนั้นเรียกว่าการหลอกคนโง่  กลับกัน พระองค์จะตรัสให้ตรงจุด ชี้เส้นทางให้เจ้า อธิบายให้ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น และปล่อยให้เจ้าเลือกอย่างอิสระ  สิ่งที่กำหนดเส้นทางที่เจ้าเดินคือตัวตนที่เจ้าเป็น  เมื่อมองดูแก่นแท้ของทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงทำ พระองค์ไม่ได้ทรงหลอกลวงหรือล้อเล่นกับผู้คน แต่พวกเขาไม่สามารถยอมรับสิ่งนี้ได้  พวกเขาไม่เผชิญหน้ากับข้อเท็จจริง ทว่านี่คือแก่นแท้ของพระคริสต์ พระองค์ทรงกระทำการได้ด้วยวิธีนี้เท่านั้น  หากผู้คนไม่สามารถยอมรับการนี้ได้ นี่ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้คนกับพระเจ้ามิใช่หรือ?  หากพวกเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตน อีกทั้งไม่ยอมรับความจริง นี่ย่อมทำให้เกิดกำแพงขวางกั้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  สิ่งนี้ฝังรากลึกในใจของผู้คน  เดิมทีผู้คนคิดว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมรักอย่างยิ่ง ทรงอ่อนโยนเหมือนมารดาหรือยาย  แต่บัดนี้ เมื่อผู้คนเห็นว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นและไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย พวกเขาย่อมรู้สึกท้อแท้ใจ  ความคิดฝันของพวกเขาที่ว่า “เพียงประโยคเดียวจากพระคริสต์ก็สามารถดึงฉันออกจากความเป็นลบได้” จะสามารถเป็นจริงได้หรือไม่?  “ตราบใดที่พระคริสต์เสด็จมาเพื่อแก้ไขปัญหาของฉัน ฉันรับรองว่าฉันจะรู้สึกอบอุ่นในใจทันที และฉันจะไม่มีวันคิดลบอีก ทุกสิ่งจะกระจ่างชัด และเส้นทางจะเปิดออก”  ความคิดฝันนี้เป็นจริงหรือไม่?  เป้าหมายนี้สามารถบรรลุได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ดังนั้นแล้วในเรื่องนี้ หากผู้คนพึ่งพามโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนอยู่เสมอ นี่ย่อมจะไม่ได้ผล พวกเขาต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหานั้น

บางคนทำบางสิ่งอยู่ลับหลัง และเมื่อพวกเขาพบเรา พวกเขาก็บอกเราว่า “ข้าพระองค์เคยทำบาปเรื่องการผิดประเวณีตอนที่ข้าพระองค์ยังเป็นวัยรุ่น”  เรากล่าวว่า “ได้โปรดอย่าบอกเรื่องนี้กับเรา  จงอธิษฐานอย่างจริงใจเป็นการส่วนตัวและกลับใจอย่างแท้จริง แล้วปัญหาก็จะได้รับการแก้ไข และพระเจ้าจะไม่ทรงจดจำเรื่องนั้น  เจ้าไม่จำเป็นต้องบอกเราต่อหน้า เราไม่เจาะลึกในเรื่องเหล่านี้”  เมื่อเราห้ามไม่ให้พวกเขาพูด พวกเขาก็เริ่มมีความคิดว่า “พระองค์เป็นพระเจ้าจริงหรือ?  ใจของฉันจริงใจมาก เป็นใจที่เร่าร้อน แต่พระองค์กลับสาดน้ำเย็นใส่  ฉันก็แค่ต้องการเปิดอกคุยกับพระองค์ ทำไมพระองค์ถึงไม่ฟัง?  ถ้าพระองค์ฟังก็คงจะดี ฉันยังมีรายละเอียดอีกมากที่จะเล่า”  เรากล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดของการสารภาพบาปของเจ้าคือการกลับใจ ไม่ใช่การเล่ารายละเอียดมากมาย  หากลึกๆ ในใจเจ้ากลับใจอย่างแท้จริงแล้ว รูปแบบก็ไม่สำคัญ การทำตามขั้นตอนเช่นนี้ย่อมไร้ประโยชน์  การอธิบายรายละเอียดและสถานการณ์ทั้งหมดให้เราฟังไม่ได้หมายความว่าเจ้ากลับใจแล้ว  หากเจ้ากลับใจอย่างแท้จริงแล้ว ต่อให้เจ้าไม่พูดอะไร เจ้าก็ยังคงกลับใจแล้วอยู่ดี  และหากเจ้ายังไม่ได้กลับใจ ต่อให้เจ้าพูดเรื่องนี้ไปก็เปล่าประโยชน์”  บางคนไม่เข้าใจ พลางคิดว่าเราต้องการฟังทุกเรื่อง เช่น การที่พวกเขาผิดประเวณี การลักขโมย หรือการกล่าวโทษและใส่ร้ายผู้อื่นก่อนที่พวกเขาจะมาเชื่อในพระเจ้า  พวกเขาคิดว่าเราเต็มใจที่จะฟังเรื่องราวชีวิตส่วนตัวทั้งหมดนี้ คิดว่าเราต้องการรู้และหยั่งรู้ถึงความคิดส่วนลึกที่สุดของทุกคนและการกระทำทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำไม่ว่าจะดีหรือร้าย  นี่ไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ?  พวกเขาคิดผิดแล้ว  เราเพียงต้องการรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน แก่นแท้ของพวกเขา และเส้นทางที่พวกเขาเดิน เท่านี้ก็เพียงพอแล้วกับการจัดการเรื่องที่สำคัญยิ่งยวดอย่างความรอดของพวกเขา  ไม่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับชีวิตนี้หรือชีวิตหน้าของแต่ละคน รายละเอียดเช่นนั้นไม่จำเป็น  ผู้คนทึกทักไปว่า “พระองค์ก็เป็นคนปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง  มีบางสิ่งที่พระองค์ไม่รู้ พระองค์อาจจะอยากเข้าใจภูมิหลังครอบครัวของแต่ละบุคคล สภาพแวดล้อมที่พวกเขาเติบโตมา รวมถึงประสบการณ์พิเศษทั้งหลายระหว่างการเติบโตเพื่อให้รู้จักพวกเขาอย่างถ่องแท้สำหรับจุดประสงค์เรื่องงาน เพื่อให้มีข้อได้เปรียบที่จะนำมาพิพากษาและเปิดโปงพวกเขา”  การนี้เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  คนบางคนที่มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันจิหล่านี้มักต้องการแบ่งปันการกระทำในอดีตของพวกเขาให้เราฟังเสมอเวลาที่พบเรา โดยกล่าวว่า “โอ้ พระองค์ไม่รู้หรอกว่าครอบครัวของข้าพระองค์เคยเป็นแบบนี้…”  เรากล่าวว่า “อย่าพูดถึงเรื่องครอบครัวของเจ้าเลย จงแบ่งปันประสบการณ์บางอย่างเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าเถิด”  คนอื่นๆ กล่าวว่า “โอ้ พระองค์ไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้ข้าพระองค์มีคู่ควงมาตั้งหลายคน” หรือ “พระองค์ไม่รู้หรอกว่าข้าพระองค์เคยใส่ร้ายใครมาก่อน”  การพูดสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์หรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขาคิดว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังเต็มใจที่จะรู้เรื่องเหล่านี้จริงๆ กระตือรือร้นที่จะทำความเข้าใจพฤติกรรมอันน่าอับอายทั้งหมดในหมู่ผู้คนและแง่มุมรายละเอียดต่างๆ ของชีวิตที่ตกต่ำของผู้คน  เมื่อพบเจอผู้คนเช่นนี้ เราบอกพวกเขาว่า “หากเจ้าต้องการสารภาพและกลับใจ จงอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเป็นการส่วนตัว อย่ามาบอกเรา  เรารับผิดชอบเพียงเรื่องการสอนเจ้าว่าควรทำหน้าที่ของตนให้ดีอย่างไร และควรนมัสการพระเจ้าในชีวิตจริงอย่างไรเพื่อช่วยให้เจ้าได้รับความรอด  พวกเราสามารถพูดคุยถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ได้ในยามที่พบกัน แต่ทางที่ดีอย่าเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องเลย”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ บางคนก็เริ่มคิดว่า “พระเจ้าทรงขาดความรักจริงๆ พระเจ้าไม่ทรงอดกลั้นเอาเสียเลย”  ในทัศนะของพวกเขา คนประเภทใดที่มีความรัก?  ผู้อำนวยการคณะกรรมการชุมชน คนที่คอยจัดการเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวันของผู้อื่นโดยเฉพาะ  เราควรจะจัดการเรื่องเช่นนั้นหรือ?  เราไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย!  เจ้าจะใช้ชีวิตอย่างไร เจ้าจะกินและสวมใส่อะไร เจ้าจะหาเงินอย่างไร สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเจ้าเป็นอย่างไร เจ้าจะเข้ากันได้กับเพื่อนบ้านอย่างไร—เราไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องเหล่านั้น  นี่คือท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระคริสต์เมื่อพวกเขาเก็บงำมโนคติอันหลงผิดเอาไว้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเกิดมโนคติอันหลงผิดต่อพระวจนะของพระคริสต์ หรือเมื่อพระวจนะของพระคริสต์ขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเองอย่างสิ้นเชิง ศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่ปล่อยมโนคติอันหลงผิดของตนไปหรือยอมรับความจริง และพวกเขาก็ไม่ชำแหละมโนคติอันหลงผิดของตนหรือแสวงหาความจริง กลับกัน พวกเขายึดติดกับมโนคติอันหลงผิดของตน และแอบกล่าวโทษสิ่งที่พระคริสต์ตรัสอยู่ในใจ

ในช่วงเวลาสุดท้ายนี้ พระเจ้าทรงกำลังดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย  ขณะที่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าเผยแผ่ออกไป งานหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพทั้งหลายก็เกิดขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น งานที่เกี่ยวกับดนตรี งานข้อเขียน งานผลิตภาพยนตร์ และอื่นๆ  ในระหว่างการทำงานนี้ พระคริสต์ก็ทรงมีส่วนร่วมในงานบางรายการที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเหล่านี้ด้วย แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการประทานการชี้แนะและกำหนดทิศทางของงานรายการต่างๆ พระองค์ทรงพระราชกิจในขอบเขตนี้  การที่พระคริสต์อาจจะไม่ทรงคุ้นเคยกับความรู้หรือข้อมูลทั่วไปบางอย่างที่เกี่ยวกับสาขาเหล่านี้ และอาจจะมีบางสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงเข้าใจย่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้  นี่เป็นเรื่องที่ปกติมากมิใช่หรือ?  สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ การนี้ดูเป็นเรื่องที่ปกติอย่างยิ่งและไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะทุกคนอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ และภายใต้การทรงนำของพระเจ้า งานทุกประเภทย่อมมีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ มีผลงานที่เสร็จสมบูรณ์และผลผลิตคุณภาพสูงออกมามากขึ้นเรื่อยๆ  แต่สำหรับศัตรูของพระคริสต์ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก  พวกเขากล่าวว่า “พระองค์ไม่คุ้นเคยกับสาขาใดสาขาหนึ่งเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นไม่รู้ความด้วยซ้ำ  พระองค์มีสิทธิ์อะไรมามีส่วนร่วม มากำกับและชี้แนะพวกเรา?  ทำไมพระองค์ต้องเป็นผู้ชี้ขาด?  ทำไมเราทุกคนต้องฟังพระองค์?  ฟังพระองค์แล้วจะถูกต้องเสมอไปหรือ?  หากพวกเราฟังพระองค์ พวกเราจะไม่เดินผิดทางหรือทำผิดพลาดในงานของพวกเราอย่างนั้นหรือ?  ฉันไม่แน่ใจเรื่องนั้น”  เมื่อพระคริสต์ประทานการชี้แนะในงาน คนบางคนกลับเข้าหาสิ่งนี้ด้วยท่าทีที่คาใจว่า “มาดูกันก่อนว่าสิ่งที่พระองค์พูดนั้นสมเหตุสมผลและอยู่ในขอบเขตความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมหรือไม่ และเหนือกว่าแนวคิดของพวกเราเองหรือไม่  หากเป็นเช่นนั้น พวกเราก็จะยอมรับและทำตามการชี้แนะของพระองค์  หากไม่ พวกเราก็จะเลือกทางอื่น หาทางอื่น”  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์แอบซ่อนความคิดที่ไม่เชื่อฟังโดยสิ้นเชิงไว้ในใจว่า “พวกเราเป็นมืออาชีพ ทำงานในสาขานี้มาหลายปี  พวกเราสามารถทำงานนี้ให้เสร็จได้โดยหลับตาทำด้วยซ้ำ  การทำตามการชี้แนะของพระองค์เป็นแค่การทำไปพอเป็นพิธีไม่ใช่หรือ?  ทำไมพวกเราต้องฟังพระองค์?  ข้อเสนอแนะของคุณก็เป็นแค่คำพูดทางการไม่ใช่หรือ?  หากพวกเราฟังพระองค์ นั่นจะไม่ทำให้พวกเราดูไร้ความสามารถหรอกหรือ?  แต่ตอนนี้ทุกคนฟังอยู่ และฉันก็ลุกขึ้นมาคัดค้านพระองค์ไม่ได้ เพราะนี่อาจจะทำให้ฉันถูกจัดการในฐานะศัตรูของพระคริสต์ได้  ดังนั้น ฉันจะเสแสร้งไปสักพัก แกล้งทำเป็นว่าฉันกำลังฟัง ทำไปพอเป็นพิธี แล้วค่อยทำต่อไปตามปกติทีหลังโดยไม่ให้กระทบกับสิ่งใด”  ดังนั้น ไม่ว่าพระคริสต์จะทรงสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงอย่างไร ไม่ว่าพระองค์จะทรงอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจนเพียงไร ศัตรูของพระคริสต์ก็มักจะมีชุดความคิดที่ตายตัวของพวกเขาเอง ทั้งยังเชื่ออยู่เสมอว่าพวกเขาเข้าใจวิชาชีพนั้น ว่าพวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่เข้าใจว่าหลักธรรมความจริงที่พระคริสต์ทรงสามัคคีธรรมอยู่นั้นคืออะไร  เมื่อใดก็ตามที่พระคริสต์ประทานการชี้แนะในงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของพวกเขา นั่นย่อมกลายเป็นจังหวะที่ศัตรูของพระคริสต์เปรียบเทียบความสามารถและพรสวรรค์ของตนกับพระคริสต์  ที่แย่ไปกว่านั้น บางครั้งเมื่อพระคริสต์ตรัสถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ก็มองว่านั่นคือการที่พระคริสต์ทรงแสดงความไม่รู้ และพวกเขาก็แอบเยาะเย้ยและดูหมิ่นพระคริสต์ รู้สึกคัดค้านและรังเกียจการชี้แนะของพระคริสต์ในงานของพวกเขามากขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว  ในใจของพวกเขาไม่เชื่อถืออย่างสิ้นเชิง พลางกล่าวว่า “พระองค์บอกให้พวกเราทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พระองค์รู้อะไรบ้าง?  พระองค์เข้าใจขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวในสาขาเหล่านี้หรือเปล่า?  พระองค์รู้ถึงรายละเอียดเฉพาะว่าสิ่งเหล่านั้นทำงานอย่างไรหรือไม่?  เวลาที่พระองค์ชี้แนะพวกเราในการสร้างภาพยนตร์ พระองค์รู้หรือไม่ว่าต้องแสดงอย่างไรให้สมจริงหรือต้องบันทึกเสียงอย่างไร?”  เมื่อใดก็ตามที่เผชิญกับเรื่องเหล่านี้ ในใจของศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ตั้งใจฟังหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องในแต่ละวิชาชีพเลย  ในทางกลับกัน พวกเขาแอบต่อสู้กับพระคริสต์อยู่ภายใน ถึงขั้นยืนดูในฐานะผู้สังเกตการณ์เพื่อเยาะเย้ยและล้อเลียนพระคริสต์  หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยการไม่เชื่อฟัง  เมื่อพวกเขาไปดำเนินงานของตน พวกเขาก็ทำตามขั้นตอนอย่างผิวเผิน โดยเริ่มจากทบทวนบันทึกการสามัคคีธรรมของพระเจ้าเพื่อดูว่าพระเจ้าตรัสว่าอย่างไร จากนั้นพวกเขาก็แค่เริ่มทำงาน ทำสิ่งต่างๆ ด้วยในหนทางเดิม  บางคนอาจจะกล่าวว่า “พระเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนั้น ทำไมคุณถึงทำแบบนี้?” ซึ่งพวกเขาตอบว่า “พระเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนั้น แต่พระเจ้าทรงรู้สถานการณ์ที่แท้จริงหรือ?  พวกเราคือคนที่ต้องทำงานนี้ให้เสร็จจริงๆ ไม่ใช่หรือ?  พระเจ้าทรงรู้อะไรบ้าง?  พระเจ้าแค่ประทานหลักธรรมมาให้ แต่พวกเราต้องจัดการงานนี้ตามสถานการณ์จริง  ต่อให้พระเจ้าทรงอยู่ที่นี่ พวกเราก็ยังคงต้องจัดการด้วยวิธีนี้อยู่ดี  พวกเราฟังพระวจนะของพระเจ้าในยามที่เกี่ยวข้องกับความจริง แต่ในเรื่องของงานวิชาชีพและไม่เกี่ยวข้องกับความจริง พวกเราคือคนตัดสินใจ”  พวกเขาฟังหลักธรรมความจริงที่พระเจ้าทรงสามัคคีธรรม และจดบันทึกสิ่งเหล่านั้น และทุกคนก็ทำตามขั้นตอนและทบทวนบันทึกแล้ว แต่ในเรื่องที่ว่าควรทำสิ่งต่างๆ อย่างไร ใครเป็นผู้ชี้ขาด?  ในกรณีของพวกเขา ความจริงไม่ได้กุมอำนาจ นับประสาอะไรกับการที่พระคริสต์ทรงกุมอำนาจ  แล้วใครเป็นผู้กุมอำนาจเล่า?  ศัตรูของพระคริสต์กำลังกุมอำนาจ ผู้ที่มีสิทธิ์ชี้ขาดคือมนุษย์  ในมุมมองของพวกเขา ความจริงเป็นเหมือนธาตุอากาศ เป็นเพียงคำสอนและคำขวัญที่ถูกพูดถึงอย่างส่งเดชแล้วก็จบไป—ผู้คนยังคงทำสิ่งที่ตนจำเป็นต้องทำ ทำแบบที่พวกเขาต้องการ  ในเวลานั้นพวกเขาเห็นด้วยเป็นอย่างดี และท่าทีของพวกเขาก็ดูจริงใจเป็นพิเศษ แต่พอถึงชีวิตจริงทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป การนี้กลับไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น

เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์เก็บงำมโนคติอันหลงผิดและความรู้สึกคัดค้านพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังอยู่เป็นนิจ และในใจของพวกเขาก็ไม่ยอมเชื่อ โดยพื้นฐานแล้ว หัวใจของพวกเขาจึงไม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง พวกเขาเชื่อแต่ในพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้น  พวกเขาเป็นเช่นเดียวกับเปาโล กล่าวคือ เขาไม่ได้เชื่อในพระเยซูในเนื้อหนังอย่างแท้จริง แต่กลับเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด  นั่นคือเหตุผลที่ในจดหมายทุกฉบับที่เขาเขียน เขาไม่เคยเป็นพยานยืนยันถึงพระเยซู ไม่เคยเป็นพยานยืนยันถึงพระวจนะของพระเยซูว่าเป็นความจริง และไม่เคยพูดคุยว่าเขามีความรักต่อพระเยซูบ้างหรือไม่  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้ เปาโลคือศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริง  บัดนี้ พวกเจ้าทุกคนย่อมตระหนักได้ว่าเปาโลคือตัวอย่างชั้นเยี่ยมของศัตรูของพระคริสต์  ต่อให้บรรดาพวกศัตรูของพระคริสต์ยอมรับว่าพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงคือความจริง พวกเขาจะสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาจะสามารถนบนอบพระคริสต์ได้หรือไม่?  พวกเขาจะสามารถเป็นพยานยืนยันถึงพระคริสต์ได้หรือไม่?  นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  พวกเขาจะสามารถนบนอบต่อทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงทำได้หรือไม่?  หากพระคริสต์ทรงจัดการเตรียมการหรือมอบหมายงาน โดยชี้แนะผู้คนว่าควรทำอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์จะสามารถเชื่อฟังได้หรือไม่?  เรื่องนี้เผยให้เห็นผู้คนได้ชัดเจนที่สุด  ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถเชื่อฟังได้ พวกเขาไม่ใส่ใจและไม่ให้ความสำคัญกับพระวจนะของพระคริสต์  ดังนั้น ไม่ว่าพระคริสต์จะประทานการชี้แนะอันเจาะจงหรือทรงมอบหมายหน้าที่สำหรับงานใดก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันนำสิ่งเหล่านั้นไปปฏิบัติ  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เต็มใจที่จะนบนอบพระคริสต์  ไม่ว่าพระองค์จะทรงจัดการเตรียมงานอย่างไร พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะดำเนินการ โดยเชื่ออยู่เสมอว่าแนวคิดของตนเองนั้นฉลาดกว่า และคิดว่าการทำตามแผนของพวกเขาย่อมดีที่สุด  หากเจ้าบอกพวกเขาว่า “เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกคุณควรทำงานร่วมกับคนอื่นอีกสามสี่คน ปรึกษาหารือกัน สามัคคีธรรมเรื่องหลักธรรมความจริงให้มากขึ้น และกระทำการตามหลักธรรมเหล่านั้นโดยไม่ละเมิด” พวกเขาจะฟังหรือไม่?  พวกเขาไม่ฟังเลยแม้แต่น้อย พวกเขาได้โยนคำพูดเหล่านี้ทิ้งไปจากความทรงจำนานแล้ว และต้องการเป็นคนชี้ขาดด้วยตัวเอง  เจ้าบอกพวกเขาว่า “หากมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ คุณสามารถแสวงหาจากเบื้องบนได้” แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ และทุกคนคิดที่จะแสวงหาจากเบื้องบน ศัตรูของพระคริสต์กลับกล่าวว่า “ทำไมต้องเอาเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไปถาม?  ทำแบบนั้นจะรบกวนเบื้องบนเปล่าๆ พวกเราจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องถามหรอก!  ฉันเป็นคนชี้ขาด และหากมีอะไรผิดพลาด ฉันจะรับผลที่ตามมาเอง!”  คำพูดเหล่านี้ฟังดูดีเหลือเกิน แต่เมื่อมีบางสิ่งผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ พวกเขาจะสามารถแบกรับผลที่ตามมาได้จริงหรือ?  หากงานของคริสตจักรเกิดความสูญเสีย พวกเขาจะสามารถรับผลพวงที่เกิดขึ้นได้หรือ?  ตัวอย่างเช่น หากพี่น้องชายหญิงถูกจับกุมระหว่างชุมนุมเนื่องจากผู้นำและคนทำงานจัดการเตรียมการชุมนุมด้วยความประมาทเลินเล่อ จนทำให้บางคนเกิดคิดลบและอ่อนแอและสะดุดล้ม ใครจะสามารถแบกรับความรับผิดชอบเช่นนี้ได้?  ศัตรูของพระคริสต์รับผิดชอบในคำพูดของตนหรือไม่?  พวกเขาไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง!  นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่องาน  บอกเราทีเถิดว่า ศัตรูของพระคริสต์สามารถยอมรับและนบนอบต่อพระวจนะที่พระคริสต์ตรัสได้อย่างแท้จริงหรือไม่?  (ไม่ได้)   ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ ท่าทีที่พวกเขามีต่อการปฏิบัติความจริงและการนบนอบต่อพระคริสต์คืออะไร?  คำเดียว นั่นคือการต่อต้าน  พวกเขาต่อต้านไม่หยุด  และมีอุปนิสัยเช่นไรอยู่ในการต่อต้านนี้?  อะไรก่อให้เกิดการต่อต้าน?  การไม่เชื่อฟังคือสิ่งที่ก่อให้เกิดการต่อต้าน  ในแง่ของอุปนิสัยแล้ว นี่คือการรังเกียจความจริง คือการมีความไม่เชื่อฟังอยู่ในหัวใจของพวกเขา คือการที่พวกเขาไม่ต้องการนบนอบ  และดังนั้น พวกศัตรูของพระคริสต์คิดอะไรอยู่ในหัวใจของตน เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าขอให้ผู้นำและคนทำงานเรียนรู้ที่จะให้ความร่วมมือด้วยความปรองดอง แทนที่จะเป็นบุคคลคนเดียวมีอำนาจตัดสินใจทุกเรื่อง และขอให้พวกเขาเรียนรู้วิธีหารือกับผู้อื่น?  “การหารือทุกสิ่งกับผู้คนนั้นยุ่งยากเกินไป!  ฉันสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้  การทำงานร่วมกับผู้อื่น พูดคุยเรื่องนี้กับพวกเขา ทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรม—ช่างดูขี้ขลาดและน่าขายหน้าเสียจริง!”  พวกศัตรูของพระคริสต์นึกว่าพวกเขาเข้าใจความจริง นึกว่าทุกสิ่งชัดเจนสำหรับพวกเขา ว่าพวกเขามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและหนทางทำสิ่งต่างๆ ของตนเอง และดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่น พวกเขาไม่หารือสิ่งใดกับผู้คน พวกเขาทำทุกสิ่งในหนทางของตนเองและไม่โอนอ่อนกับใครเลย!  แม้ว่าศัตรูของพระคริสต์จะประกาศด้วยวาจาว่าพวกเขาเต็มใจนบนอบและเต็มใจร่วมมือกับผู้อื่น ไม่ว่าภายนอกแล้วคำตอบของพวกเขาจะดูดีเพียงใด ไม่ว่าคำพูดของพวกเขาจะฟังเพราะเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะที่เป็นกบฏของตน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตน  อย่างไรก็ตาม ภายในนั้นพวกเขาต่อต้านอย่างดุดัน—ถึงเพียงใดกัน?  หากอธิบายด้วยภาษาของความรู้ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อของสองสิ่งที่มีธรรมชาติแตกต่างกันถูกนำมารวมกัน นั่นคือการผลักไสกัน ซึ่งพวกเราสามารถตีความเป็น “การต่อต้าน”  นี่คืออุปนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์โดยแท้ กล่าวคือการต่อต้านเบื้องบน  พวกเขาชอบต่อต้านเบื้องบนและพวกเขาไม่เชื่อฟังผู้ใด

เมื่อเผชิญกับพระวจนะของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์ก็มีท่าทีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ การไม่เชื่อฟัง และแนวทางเดียวของพวกเขาก็คือการต่อต้าน  ตัวอย่างเช่น เรากล่าวว่า “ลานบ้านของพวกเราค่อนข้างใหญ่และไม่มีร่มเงา  ในฤดูหนาว แสงแดดส่องถึงทั่วบริเวณ ทำให้ผู้คนสามารถอาบแดดได้ แต่ในฤดูร้อนจะร้อนไปสักหน่อย  พวกเรามาซื้อต้นไม้กันเถิด เอาต้นที่โตเร็วและจะให้ร่มเงาที่มากพอในอนาคต และเป็นต้นที่ค่อนข้างสะอาดและดูสวยงาม”  ในเรื่องนี้มีหลักธรรมกี่ประการ?  (สามประการ)  ประการหนึ่งคือต้นไม้โตเร็ว อีกประการหนึ่งคือต้นไม้ที่สะอาดและค่อนข้างดูดี และอีกประการหนึ่งคือต้นไม้ที่จะให้ร่มเงามากพอในอนาคต ซึ่งหมายความว่าต้องมีกิ่งก้านและใบหนาทึบ  ผู้คนเพียงแค่ต้องนำหลักธรรมสามประการนี้ไปปฏิบัติ ส่วนจะซื้อกี่ต้น จะปลูกที่ไหน และต้นไม้สายพันธุ์ใด เราก็ได้แจ้งพวกเขาไปแล้วเช่นกัน  งานนี้นำไปปฏิบัติได้ง่ายใช่หรือไม่?  (ใช่)  นี่ถือว่าเป็นงานที่ยากหรือไม่?  (ไม่)  นี่ไม่ใช่งานที่ยาก  เหตุใดนี่จึงไม่ใช่งานที่ยาก?  มีสถานที่ที่ขายต้นไม้ พระนิเวศของพระเจ้ามอบเงินให้ และเงื่อนไขเบื้องต้นของการซื้อต้นไม้ก็ครบถ้วนแล้ว  สิ่งที่เหลือคือการที่ผู้คนไปดำเนินการ งานนี้ไม่มีอะไรยากเลย  แต่สำหรับศัตรูของพระคริสต์กลับมีความยากลำบากอยู่ กล่าวคือ “อะไรนะ?  ซื้อต้นไม้หรือ?  ใช้เงินเพียงเพื่อร่มเงาและทำให้สภาพแวดล้อมสวยงามขึ้นน่ะหรือ?  นั่นคือการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังไม่ใช่หรือ?  เงินนั่นเป็นของถวายแด่พระเจ้า จะใช้จ่ายส่งเดชแบบนั้นได้หรือ?  ร้อนนิดร้อนหน่อยจะเป็นอะไรไป?  ดวงอาทิตย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า คุณอาบแดดแล้วจะตายหรือ?  นั่นเรียกว่าการรับแสงแดดและเพลิดเพลินกับสายฝนต่างหาก  ถ้าไม่อยากตากแดดก็อยู่ข้างในสิ  คราวนี้คุณอยากจะใช้เงินเพื่อความสะดวกสบายนี้—คุณต้องฝันอยู่แน่ๆ!”  พวกเขาใคร่ครวญว่า “ฉันไม่ใช่ผู้ตัดสินชี้ขาดในเรื่องนี้เพียงคนเดียว หากฉันต่อต้านโดยตรง เช่นนั้นก็คงจะไม่ดีแน่  ฉันอาจถูกกล่าวโทษ และคนอื่นๆ ก็อาจจะไม่เห็นด้วย  ดังนั้น ฉันจะรายงานเรื่องนี้ต่อกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ  อีกอย่าง การให้พี่น้องชายหญิงแสดงความคิดเห็นด้วยก็น่าจะดีที่สุด  หากกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจอนุมัติ พวกเราก็จะซื้อต้นไม้ หากพวกเขาไม่อนุมัติ พวกเราก็จะไม่ซื้อ ต่อให้พี่น้องชายหญิงจะเห็นด้วยก็ตาม”  พวกเขาเรียกทุกคนมารวมตัวกัน เอ่ยถึงเรื่องนี้ แล้วปล่อยให้ทุกคนปรึกษาหารือและแสดงความคิดเห็นของตน  ทุกคนกล่าวว่า “การซื้อต้นไม้เป็นเรื่องดี ทุกคนได้ประโยชน์”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเช่นนี้ก็กล่าวว่า “การซื้อต้นไม้เป็นเรื่องดีอย่างไร?  แค่เพราะทุกคนได้ประโยชน์ นี่ก็เป็นเรื่องที่โอเคแล้วอย่างนั้นหรือ?  ทุกคนกำลังได้ประโยชน์จากเงินของใคร?  นั่นคือการใช้เงินของพระเจ้า เป็นการผลาญของถวายไม่ใช่หรือ?  สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือ?”  ทุกคนต่างใคร่ครวญว่า “การผลาญของถวายเพื่อประโยชน์ของทุกคน เพื่อผลประโยชน์ของผู้คนดูจะไม่ค่อยเหมาะสมจริงๆ”  หลังจากปรึกษาหารือกันไปมา การตัดสินใจท้ายที่สุดคือไม่ซื้อต้นไม้  ต้องประหยัดเงินไว้ ไม่ว่าใครจะสั่งก็ทำไม่ได้  หลังจากการปรึกษาหารือเช่นนี้ก็ได้ข้อสรุป  ข้อสรุปที่ว่าคืออะไร?  “สำหรับคำสั่งของพระคริสต์ในครั้งนี้ มติสุดท้ายของพวกเราคือการต่อต้านคำสั่งนั้น พวกเราจะไม่ใช้ของถวายหรือสิ้นเปลืองเงินของพระนิเวศของพระเจ้าแม้แต่แดงเดียว  พูดให้เห็นภาพก็คือ สิ่งนี้หมายความว่าพวกเราจะไม่ซื้อต้นไม้ พวกเราจะไม่เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับลานบ้าน”  นี่คือการตัดสินใจที่เกิดขึ้น  ไม่กี่วันต่อมา เราสังเกตเห็นว่ายังไม่ได้ซื้อต้นไม้ จึงเอ่ยถามว่า “ทำไมเจ้าถึงยังไม่ซื้อต้นไม้?”  “อ้อ พวกเราจะซื้อเร็วๆ นี้”  เมื่อถึงฤดูกาลและต้นไม้ของคนอื่นผลิใบแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงยังไม่ซื้อเล่า?  เมื่อสอบถามดู เราก็พบว่าหลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเขาไม่ตกลงที่จะซื้อต้นไม้ คำพูดของเราสูญเปล่า  หลังจากปรึกษาหารือ พูดคุย และวิเคราะห์แล้ว ทุกคนก็ร่วมกันตัดสินใจว่าจะปฏิเสธคำสั่งของเรา ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า “พวกเราเป็นผู้ตัดสินใจที่นี่  พระองค์ถอยไปเถอะ  นี่คือบ้านของพวกเรา ไม่เกี่ยวอะไรกับพระองค์”  นี่คือแนวทางประเภทใดกัน?  นี่คือการต่อต้านมิใช่หรือ?  พวกเขาต่อต้านถึงระดับไหน?  พวกเขามีเหตุผลรองรับ โดยอ้างว่าจะไม่สิ้นเปลืองเงินของพระนิเวศของพระเจ้าแม้แต่แดงเดียว จะไม่ใช้ของถวายของพระเจ้า  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับเหตุผลรองรับข้อนี้?  คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  บ่อยครั้ง บรรดาผู้ที่ผลาญและนำของถวายไปใช้ในทางที่ผิดก็คือศัตรูของพระคริสต์พวกนี้นี่เอง  พวกเขาต้องการเป็นผู้ชี้ขาด ดังนั้นพวกเขาจึงคิดทฤษฎีชุดนี้ขึ้นมาเพื่อชักพาบรรดาผู้ที่โง่เขลา ไม่รู้ความ และขาดวิจารณญาณให้หลงผิด  คนบางคนหลงกลและกระทำการตามคำพูดของพวกเขาอย่างแท้จริง ในขณะที่พระวจนะของพระคริสต์ถูกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและบ่อนทำลาย จนก่อให้เกิดความล่าช้าในการนำไปปฏิบัติ  รากเหง้าของปัญหานี้คืออะไร?  กุญแจสำคัญอยู่ที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมองความหน้าซื่อใจคดของศัตรูของพระคริสต์ไม่ออก มักถูกแง่มุมอันผิวเผินของเรื่องทั้งหลายชักพาให้หลงผิดอยู่ และไม่เข้าใจแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ  ศัตรูของพระคริสต์ก่อการขัดขวางอย่างเผด็จการในหมู่ผู้คนเหล่านี้ ทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรบางคนที่ขาดวิจารณญาณมักจะถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้

ในการจัดแจงเตรียมงานและพระบัญชาที่เจาะจงทุกประการที่พระคริสต์ทรงทำในคริสตจักร หากไม่มีศัตรูของพระคริสต์ก่อการรบกวน สิ่งเหล่านั้นย่อมนำไปปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม เมื่อศัตรูของพระคริสต์เข้ามาก้าวก่าย งานนั้นก็จะล่าช้าและไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้  บางครั้ง การจัดการเตรียมการและพระบัญชาที่พระคริสต์ทรงตั้งพระทัยให้ผู้คนดำเนินการกลับถูกศัตรูของพระคริสต์ปัดทิ้งอย่างสิ้นเชิงโดยใช้ข้ออ้างบางอย่าง  ในการทำเช่นนั้น พวกเขานำแนวทางที่ทุกคนตัดสินใจร่วมกันมาใช้ พลางกล่าวว่า “เรื่องนี้ผ่านการลงมติของพี่น้องชายหญิง นี่เป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่ฉันตัดสินคนเดียว”  เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งใด?  เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า มติของพี่น้องชายหญิงนั้นสอดคล้องกับความจริง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น การตัดสินใจร่วมกันของพี่น้องชายหญิงหมายความว่าความจริงกำลังกุมอำนาจ  แต่เมื่อศัตรูของพระคริสต์ที่เป็นผู้มีอำนาจต่อต้านสิ่งที่พระคริสต์ตรัส สิ่งนี้คือความจริงกำลังกุมอำนาจใช่หรือไม่?  เห็นได้ชัดว่า แท้จริงแล้วนี่คือการที่ศัตรูของพระคริสต์กำลังกุมอำนาจ  การกล่าวว่าความจริงกำลังกุมอำนาจในยามที่ศัตรูของพระคริสต์กำลังควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดย่อมเป็นเรื่องไร้สาระและหลอกลวงมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์เก่งกาจในการพรางตัวอย่างแท้จริง!  เมื่อพระคริสต์ทรงขอให้พวกเขานำบางสิ่งไปปฏิบัติ และทุกคนรับรู้กันโดยทั่วว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ รู้ว่าพระองค์ทรงกระทำโดยคำนึงถึงทุกคน และทุกคนต่างซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้า สิ่งนี้ย่อมทำให้ศัตรูของพระคริสต์ไม่พอใจและอึดอัดใจ  พวกเขาจึงเค้นสมองหาหนทางที่จะก่อกวนและบ่อนทำลาย  อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาเป็นคนริเริ่มและลงเอยด้วยการที่ทุกคนรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งในตัวพวกเขาอย่างยิ่ง พวกเขาก็จะนำสิ่งนั้นไปปฏิบัติอย่างแข็งขันยิ่งกว่าใคร เต็มใจที่จะสู้ทนกับความทุกข์  คนที่เป็นศัตรูของพระคริสต์เช่นนี้น่ารังเกียจไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คืออุปนิสัยประเภทใด?  (อุปนิสัยที่เลวร้าย)  ศัตรูของพระคริสต์สามารถอำพรางตน แสร้งว่าเป็นคนดีเพื่อชักพาผู้อื่นให้หลงผิดและดึงผู้อื่นเข้ามา ถึงกับแสร้งว่าพวกเขากำลังปฏิบัติความจริงเสียด้วยซ้ำ  นี่คือความเลวร้าย  เจ้ากำลังปฏิบัติความจริงใดหรือ?  เจ้าปฏิเสธพระวจนะและพระบัญชาที่พระคริสต์ประทานให้ ไม่สามารถนบนอบและนำสิ่งเหล่านั้นไปปฏิบัติได้  ความจริงที่เจ้าอ้างว่าปฏิบัตินั้นอยู่ที่ใด?  เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าว่าเป็นพระเจ้าหรือไม่?  พระเจ้าที่เจ้าเชื่อไม่ใช่เพื่อนร่วมงานของเจ้า ไม่ใช่คนที่ทำงานร่วมกับเจ้า ไม่ใช่เพื่อนของเจ้า พระองค์คือพระคริสต์ พระองค์คือพระเจ้า!  เจ้าไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้หรือ?  การเฝ้าวิเคราะห์และพินิจพิจารณาพระวจนะของพระคริสต์อยู่เสมอ พยายามแยกแยะความถูกต้องของพระวจนะเหล่านั้น ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสีย—เจ้ากำลังอยู่ผิดที่มิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์เชี่ยวชาญเรื่องการพินิจพิจารณาและวิเคราะห์คำพูดของผู้คน และสุดท้ายพวกเขาก็นำการพินิจพิเคราะห์อย่างไม่หยุดหย่อนนี้มาใช้กับพระคริสต์  การพินิจพิเคราะห์และปฏิบัติต่อพระคริสต์ในลักษณะนี้—พวกเขาคือผู้ติดตามพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ?  พวกเขามักจะพินิจพิเคราะห์พระคริสต์อยู่เสมอ ทว่าพวกเขาสามารถเข้าใจแก่นแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ได้หรือไม่?  ยิ่งพวกเขาพินิจพิเคราะห์พระคริสต์ พวกเขาก็ยิ่งกังขา จนท้ายที่สุดก็กำหนดว่าพระคริสต์เป็นคนธรรมดา  ในตัวของพวกเขายังมีความเชื่อหรือการนบนอบที่แท้จริงหลงเหลืออยู่หรือไม่?  ไม่มีเลย  ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พระคริสต์ถูกมองว่าเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น  การปฏิบัติต่อพระคริสต์ในฐานะมนุษย์ดูจะเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกว่าตนเองสามารถเพิกเฉยต่อพระวจนะและพระบัญชาของพระคริสต์ได้ ไม่ใส่ใจ เพียงแต่หยิบยกสิ่งเหล่านั้นมาหารือและพินิจพิเคราะห์ระหว่างชุมนุมเท่านั้น  สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ตัดสินใจว่าจะทำสิ่งต่างๆ อย่างไรคือศัตรูของพระคริสต์ ไม่ใช่พระเจ้า  พวกเขามองพระคริสต์เป็นสิ่งใด?  พวกเขามองพระองค์เป็นเพียงผู้นำธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระคริสต์ว่าเป็นพระเจ้าเลย  สิ่งนี้มีธรรมชาติแบบเดียวกับความเชื่อในพระเจ้าของเปาโลมิใช่หรือ?  เปาโลไม่เคยปฏิบัติต่อองค์พระเยซูเจ้าว่าเป็นพระเจ้า ไม่เคยกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ และไม่เคยแสวงหาที่จะนบนอบองค์พระเยซูเจ้า  เขาคิดอยู่เสมอว่าสำหรับเขาการมีชีวิตอยู่คือพระคริสต์ พยายามที่แทนที่องค์พระเยซูเจ้า และผลที่ตามมาก็คือ เขาได้รับการลงโทษจากพระเจ้า  ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้วว่าพระคริสต์คือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง เจ้าก็ควรนบนอบพระคริสต์  ไม่ว่าพระคริสต์จะตรัสสิ่งใด เจ้าก็ควรยอมรับและนบนอบ ไม่ใช่พินิจพิเคราะห์และหารือว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้องหรือสอดคล้องกับความจริงหรือไม่  พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้มีไว้ให้เจ้าวิเคราะห์และพินิจพิจารณา แต่มีไว้ให้นบนอบและนำไปปฏิบัติ  วิธีดำเนินการสิ่งทั้งหลาย และวิธีกำหนดขั้นตอนในการนำไปปฏิบัติ—นั่นคือขอบเขตในการสามัคคีธรรมและการหารือของพวกเจ้า  เพราะในหัวใจของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์กังขาในแก่นแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์เสมอ และมีอุปนิสัยที่ไม่เชื่อฟังเสมอ เมื่อพระคริสต์ทรงขอห้พวกเขาทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขาจึงพินิจพิเคราะห์และหารือถึงสิ่งเหล่านี้เสมอ และขอให้ผู้คนกำหนดว่าสิ่งเหล่านี้ถูกหรือผิด  นี่คือปัญหาที่หนักหนาใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเขาไม่ได้เข้าหาสิ่งเหล่านี้จากมุมมองของการนบนอบความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับเข้าหาสิ่งเหล่านี้เพื่อต่อต้านพระเจ้า  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อพวกเขาได้ฟังพระบัญชาและการจัดการเตรียมงานของพระคริสต์ พวกเขาก็ไม่ยอมรับและไม่นบนอบสิ่งเหล่านี้ แต่เริ่มหารือกัน  และสิ่งที่พวกเขาหารือกันคืออะไร?  พวกเขาหารือถึงวิธีปฏิบัติการนบนอบใช่หรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาหารือกันว่าพระวจนะและพระบัญชาของพระคริสต์ถูกหรือผิด และตรวจสอบว่าควรนำสิ่งเหล่านี้ไปดำเนินการหรือไม่  ท่าทีของพวกเขาคือท่าทีที่ต้องการนำสิ่งเหล่านี้ไปดำเนินการจริงๆ หรือไม่?  ไม่—พวกเขาต้องการยุยงให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นเป็นเหมือนพวกเขา ยุยงให้ไม่ทำสิ่งเหล่านี้  และการไม่ทำสิ่งเหล่านี้คือการปฏิบัติความจริงว่าด้วยการนบนอบกระนั้นหรือ?  เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่  ดังนั้นพวกเขากำลังทำอะไรอยู่?  (กำลังต่อต้าน)  พวกเขาไม่เพียงกำลังต่อต้านพระเจ้าด้วยตนเองเท่านั้น พวกเขากำลังมองหาการต่อต้านร่วมกันอีกด้วย  นี่คือธรรมชาติของการกระทำของพวกเขามิใช่หรือ?  การต่อต้านร่วมกันคือการทำให้ทุกคนเป็นเหมือนตน ทำให้ทุกคนคิดอย่างเดียวกับตน พูดอย่างเดียวกับตน ตัดสินใจเหมือนอย่างตน รวมตัวกันต่อต้านการตัดสินพระทัยและพระบัญชาของพระคริสต์  นี่คือวิธีปฏิบัติการของศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่า “กฎหมายไม่อาจบังคับใช้ได้ในยามที่ทุกคนเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย” ดังนั้นพวกเขาจึงรบเร้าให้ผู้อื่นต่อต้านพระเจ้าร่วมกับตน โดยคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ พระนิเวศของพระเจ้าก็จะไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้  นี่ไม่โฉดเขลาหรอกหรือ?  ความสามารถของพวกศัตรูของพระคริสต์เองในการต่อต้านพระเจ้ามีอยู่จำกัดอย่างที่สุด พวกเขาล้วนโดดเดี่ยว  ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามเกณฑ์ผู้คนให้มาร่วมกันต่อต้านพระเจ้า โดยคิดอยู่ในหัวใจของตนว่า “ฉันจะชักพาผู้คนกลุ่มหนึ่งให้หลงผิด ทำให้พวกเขาคิดและทำในหนทางเดียวกันกับฉัน  พวกเราจะร่วมกันปฏิเสธคำพูดของพระคริสต์ ปิดกั้นพระวจนะของพระเจ้า และหยุดยั้งพระวจนะไม่ให้บังเกิดผล  และเมื่อใครบางคนมาตรวจงานของฉัน ฉันจะบอกว่าทุกคนตัดสินใจทำแบบนี้—และจากนั้นพวกเราจะดูว่าพระองค์จะทรงรับมือการนั้นอย่างไร  ฉันจะไม่ทำงานเพื่อพระองค์  ฉันจะไม่ดำเนินการให้สิ่งนี้เสร็จสิ้น—และมาดูกันว่าพระองค์จะทรงทำอะไรฉัน!” พวกเขาคิดว่าตนมีอำนาจ คิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่สามารถทำสิ่งใดเพื่อจัดการพวกเขาได้ และพระคริสต์ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน  พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร คนเช่นนี้จัดการได้ง่ายหรือไม่?  ควรจัดการกับคนประเภทนี้อย่างไร?  วิธีที่เรียบง่ายที่สุดคือปลดและตรวจสอบพวกเขา  เมื่อปีศาจเผยตัวมันเองออกมา ก็จงกำจัดมันด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว เท่านั้นก็จบ  พระนิเวศของพระเจ้าอนุญาตให้เจ้าเป็นผู้นำ แต่เจ้ากลับไม่นบนอบ ทั้งยังกล้าต่อต้านพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ เจ้าไม่ใช่ปีศาจหรอกหรือ?  พระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายให้เจ้านำเพื่อให้เจ้าได้ทำงานจริง เพื่อให้เจ้านบนอบการจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า และเพื่อให้เจ้าสามารถทำหน้าที่ของตนให้ดี  เจ้าควรยอมรับและนบนอบพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าตรัสเช่นไร เจ้าก็ควรยอมรับและนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ ไม่ใช่ต่อต้านพระองค์  เจ้าถือเอาการต่อต้านพระเจ้าเป็นหน้าที่ของเจ้า—เช่นนั้นแล้วก็เสียใจด้วย แต่การปลดเจ้าคือทางออกที่เรียบง่ายที่สุด  พระนิเวศของพระเจ้ามีอำนาจที่จะใช้เจ้า และก็มีอำนาจที่จะปลดเจ้าเช่นกัน  บางคนกล่าวว่า “ฉันก็ทำหน้าที่ผู้นำได้ดีอยู่แล้ว ทำไมฉันถึงถูกปลดล่ะ?  นี่มันเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลไม่ใช่หรือ?”  ตอนที่เจ้าถูกปลด เจ้าทำได้ดีอยู่แล้วจริงหรือ?  โคถึกที่ถีบและกัดอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ อีกทั้งไม่จดจ่อกับงานที่ถูกควรไม่ว่าจะถูกฝึกมาอย่างไรก็ตาม ย่อมจะต้องถูกฆ่าทิ้งโดยแท้จริงเมื่อ “มันทำนาเสร็จ”  ส่วนจะฆ่ามันเมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับผลงานของมัน  บอกเราทีเถิดว่า มีใครเต็มใจที่จะกำจัดโคถึกดีๆ ทิ้งหรือ?  ระหว่างการทำนา โคคือผู้ช่วยที่สำคัญและจำเป็นที่สุด  ในยามที่ต้องการมันมากที่สุด จะมีใครโง่เขลาพอที่จะฆ่าโค หยุดทำนา และยอมไม่มีข้าวกระนั้นหรือ?  มีใครทำเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่มี)  มีเพียงสถานการณ์เดียวเท่านั้นที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น นั่นคือ โคไม่ยอมเชื่อฟังการฝึก และเอาแต่ถีบและกัดอย่างบ้าคลั่งจนไม่สามารถทำนาใดได้เลย  ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะต้องหยุดทำนาและฆ่าโคทิ้ง ถูกต้องหรือไม่?  (ใช่)  บรรดาผู้ที่มีวิจารณญาณในเรื่องนี้ย่อมมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน  ดังนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่เชื่อฟัง ดื้อแพ่ง และไม่นำงานใดไปปฏิบัติควรถูกจัดการอย่างไร?  วิธีที่เรียบง่ายที่สุดคือปลดพวกเขาออกจากตำแหน่งเสียก่อน  บางคนถามว่า “แค่ปลดก็จบแล้วหรือ?”  จะรีบร้อนไปไยเล่า?  จงสังเกตดูพฤติกรรมของพวกเขา  เมื่อพวกเขาถูกปลดและเสียอำนาจ หากพวกเขายังสามารถใช้แรงงานในพระนิเวศของพระเจ้าได้ พวกเขาก็จะไม่ถูกขับไล่  อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่ลงแรงทำงาน แต่กลับทำให้เรื่องราวแย่ลงไปอีกด้วยการเผยแพร่มโนคติอันหลงผิด ทำความชั่ว และสร้างการก่อกวนไปทั่ว เช่นนั้นแล้ว ตามหลักธรรม พวกเขาก็จะต้องถูกขับไล่     โดยรวมแล้ว สิ่งเหล่านี้ที่สำแดงอยู่ในศัตรูของพระคริสต์นั้นน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  (สิ่งเหล่านี้น่ารังเกียจอย่างยิ่ง)  และอะไรทำให้สิ่งเหล่านี้น่ารังเกียจ?  ศัตรูเหล่านี้ของพระคริสต์ปรารถนาที่จะยึดอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถนำพระวจนะของพระคริสต์ใไปดำเนินการได้ พวกเขาจะไม่นำพระวจนะไปดำเนินการ  แน่นอนว่าเมื่อผู้คนไม่สามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระคริสต์ก็อาจมีสถานการณ์อีกประเภทหนึ่งเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ ผู้คนบางคนมีขีดความสามารถอ่อนด้อย พวกเขาไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าเมื่อได้ฟังพระวจนะ และไม่รู้ว่าจะนำพระวจนะไปดำเนินการอย่างไร ต่อให้เจ้าสอนวิธีแก่พวกเขา พวกเขาก็ยังคงทำไม่ได้  นี่คือเรื่องที่ต่างออกไป  หัวข้อที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันอยู่ในตอนนี้คือแก่นแท้แห่งศัตรูของพระคริสต์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการที่ผู้คนสามารถทำสิ่งทั้งหลายได้หรือไม่ หรือขีดความสามารถของพวกเขาเป็นเช่นไร นี่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาต่อต้านพระคริสต์ การจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และหลักธรรมของความจริงอย่างสิ้นเชิง  พวกเขาไม่นบนอบ มีแต่ต่อต้านเท่านั้น  ศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้

จงพิจารณาและแยกแยะว่า ในสถานการณ์ต่อไปนี้มีการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ประการใดที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้อยู่บ้าง  มีผู้นำคนหนึ่งที่ทำงานทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ดูเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากทีเดียว  ทว่ากลับไม่ค่อยมีใครเห็นเขา จนเป็นภาพจำว่าเขายุ่งกับงานมากและไม่น่าจะอยู่เฉยๆ ดูเหมือนกำลังจ่ายราคาเพื่อทำหน้าที่ของตน  ต่อมา เมื่อมีงานที่ต้องทำในที่พักและลานบ้านของพวกเขา พวกเราได้จัดแจงให้ใครบางคนไปชี้แนะพวกเขาในงานนี้  เมื่อพวกเราไม่อยู่ เขาควรจะลุกขึ้นมาช่วยชี้แนะและรับผิดชอบงานนี้ เขาควรเป็นฝ่ายริเริ่ม  นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและเหมาะสมมิใช่หรือ?  เราควรจะอยู่ที่นั่นเพื่อกำกับดูแลงานบ้านและงานทั้งหลายภายในบ้านตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ควร)  ส่วนใหญ่แล้ว งานที่ต้องใช้แรงงานประเภทนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเลย ผู้คนเพียงต้องทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่สร้างความเสียหาย ว่านอนสอนง่าย และทำตามที่ถูกขอให้ทำ—นี่เป็นเรื่องที่เรียบง่ายและทำให้สำเร็จได้ง่าย  ต่อมา เมื่องานทั้งหลายในพื้นที่นั้นโดยพื้นฐานเสร็จสมบูรณ์แล้วแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เราจึงมอบหมายความรับผิดชอบนี้ให้กับผู้นำคนนี้  เราบอกให้เขารักษาความสะอาดของพื้นที่ ดูให้แน่ใจว่าทุกสิ่งที่จำเป็นต้องบำรุงรักษาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี  โดยหลักแล้วมีอยู่สองประการ ประการแรก ดูแลพื้นที่ใช้สอยและห้องหับทั้งหมดทั้งภายในและภายนอกให้สะอาดและเป็นระเบียบอยู่เสมอ  ประการที่สอง ดูแลต้นไม้ให้ดี ตัวอย่างเช่น รดน้ำต้นไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่เพื่อไม่ให้ตาย ตัดแต่งกิ่งตามความจำเป็นตามฤดูกาลและการเจริญเติบโต รวมถึงใส่ปุ๋ยเมื่อจำเป็น  งานแค่สองอย่างนี้—พวกเจ้าคิดว่ามากเกินไปอย่างนั้นหรือ?  งานนี้จะเหนื่อยอย่างนั้นหรือ?  (ไม่)  งานสองอย่างนี้ไม่ได้มากมายอะไรเลย แค่เดินย่อยหลังกินข้าวคนเราก็ทำเสร็จได้แล้ว  นอกจากนี้ เจ้าก็ต้องดูแลสภาพแวดล้อมที่เจ้าอยู่อาศัยด้วยด้วยมิใช่หรือ?  นี่คือวิถีชีวิตของมนุษย์ งานประเภทนี้คือสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับชีวิตมนุษย์ปกติ  เจ้าจำเป็นต้องบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ตัวเจ้าเองอยู่อาศัย  หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์  แล้วเจ้ายังจะถูกเรียกว่ามนุษย์ได้อีกหรือ?  สัตว์ไม่บริหารจัดการสภาพแวดล้อมของพวกมัน พวกมันไม่มีสถานที่ที่กำหนดไว้สำหรับขับถ่าย และไม่มีสถานที่ประจำสำหรับการกินและการนอน  มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ในแง่นี้ มนุษย์บริหารจัดการสภาพแวดล้อมของตน ใส่ใจเรื่องความสะอาด และมีมาตรฐานสำหรับสภาพแวดล้อมของตน  ดังนั้น การที่เราขอให้เขาทำเช่นนี้จึงไม่ได้มากเกินไป ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  หลังจากมอบหมายงานเหล่านี้แล้ว เราก็จากไปอีกที่หนึ่ง และผู้นำคนนั้นก็ควรจะดำเนินการงานที่เจาะจงนี้  วันหนึ่ง เราไปตรวจสอบดูว่ามีการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมอย่างไร และระหว่างที่เดินดู เราก็รู้สึกปวดใจ หงุดหงิด และโกรธเคือง!  พวกเจ้าคิดว่าเกิดอะไรขึ้น?  สิ่งใดที่ทำให้เกิดอารมณ์เช่นนี้ได้?  (เขาไม่ได้ดำเนินการพระบัญชาและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า)  ถูกต้อง เรื่องนี้กล่าวได้ในหนทางเดียว—เขาไม่ได้นำสิ่งเหล่านั้นไปปฏิบัติ  ในช่วงที่เราไม่อยู่ อากาศไม่ได้แห้งแล้งผิดปกติ แต่ต้นกล้าที่เพิ่งปลูกใหม่หลายต้นกลับมีใบเหลือง บางต้นถึงกับใบร่วง  สิ่งที่น่าโมโหก็คือ ใบของไม้ดอกยอดนิยมสองต้นได้เปลี่ยนจากสีเขียวชอุ่มเป็นสีแดงอมม่วง และเกือบจะกลายเป็นสีเหลือง  ได้ยินเช่นนี้แล้วพวกเจ้าโกรธหรือไม่?  ที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นคือ ลานปูนที่สะอาดตรงทางเข้าเต็มไปด้วยตะกร้า ถุงพลาสติก ขยะ เศษไม้จากงานที่ทำเสร็จแล้ว ตะปู เครื่องมือ—ทุกสิ่งกระจัดกระจายไปทั่ว ทำให้เกิดความสกปรกและยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ!  เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ใครเล่าจะไม่โกรธ?  มีเพียงคนประเภทเดียวเท่านั้นที่จะไม่โกรธ—พวกที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับสัตว์ ซึ่งไม่มีมาตรฐานหรือความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมของตน ไม่แยแสต่อกลิ่น ความสะอาด หรือความสะดวกสบาย และไม่ตระหนักโดยสิ้นเชิงว่าสิ่งใดที่ดีหรือแย่  ใครก็ตามที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ มีมาตรฐานสำหรับสภาพแวดล้อมของตนและมีความสามารถในการคิด ย่อมจะโกรธเคืองเมื่อเห็นสภาพเช่นนี้  ผู้คนกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ที่นั่น แต่พวกเขากลับไม่สามารถจัดการงานเล็กน้อยเช่นนี้ได้เสียด้วยซ้ำ  พวกเขาเป็นคนประเภทใดกัน?  หลังจากที่เราให้คำชี้แนะไปแล้ว นี่คือวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อคำชี้แนะเหล่านั้น นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำ  การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่นี่และการดูแลเพียงไม่กี่สิ่งนี้ไม่ได้เหนื่อยยากอะไรเลยมิใช่หรือ?  การนี้ไม่ได้ขัดขวางกิจกรรมใดๆ ของเจ้าเลยมิใช่หรือ?  การไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการชุมนุม การอธิษฐาน หรือการอ่านพระวจนะของพระเจ้าของเจ้ามิใช่หรือ?  แล้วเหตุใดจึงทำไม่ได้เล่า?  ในยามที่เราอยู่ คอยกำกับดูแลและเฝ้ามอง คนเหล่านี้ก็ทำงานอยู่บ้าง แต่ทันทีที่เราจากไป พวกเขาก็หยุด ไม่มีใครรับผิดชอบ  เกิดอะไรขึ้นในเรื่องนี้?  พวกเขาถือว่าสถานที่นี้เป็นบ้านของพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขายังคงกล่าวว่าราชอาณาจักรของพระคริสต์คือบ้านอันอบอุ่นของพวกเขา ทว่าพวกเขาคิดเช่นนั้นจริงหรือ?  พวกเขาปฏิบัติตัวเช่นนั้นจริงหรือ?  ไม่ใช่  พวกเขาไม่บริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่เสียด้วยซ้ำ  ถึงแม้ว่าเราจะสั่งพวกเขาไปแล้ว ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ และไม่มีใครใส่ใจ  เมื่อบอกให้ทำงาน พวกเขาก็ทำเล็กน้อย แต่หลังจากทำเสร็จ พวกเขาก็โยนเครื่องมือทิ้งไว้ข้างๆ อย่างมักง่าย พลางคิดว่า “ใครสนก็จัดการไปสิ ไม่ใช่ธุระของฉัน  ตราบใดที่ฉันมีข้าวให้กินมีที่ให้ซุกหัวนอน ฉันก็สบายแล้ว”  นี่คือความเป็นมนุษย์ประเภทใด?  คือศีลธรรมประเภทใด?  คนเช่นนี้ยังมีเศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ที่ปกติอยู่หรือไม่?  การที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลยนั้นเป็นเรื่องที่เกินจะเชื่ออย่างแท้จริง!  เราทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพวกเจ้า จัดแจงทุกสิ่งเป็นอย่างดี  เราไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ เราไม่ได้เพลิดเพลินกับสิ่งใดเลย—ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพวกเจ้า  พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกขอบคุณ เพียงแค่บริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่พวกเจ้าเองอยู่อาศัยก็พอแล้ว—เหตุใดจึงทำได้ยากนัก?  ต่อมา เราก็ตระหนักได้ว่าพฤติกรรมนี้มีเหตุผลอยู่  ไม่ว่าผู้คนจะทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานไว้เบื้องหลัง หรือยอมทิ้งการเรียนและจุดหมายปลายทางในอนาคตของตน พวกเขาก็มาที่พระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ใช่เพื่อมาเป็นคนทำงานระยะยาวให้เรา  เพราะเหตุใดหรือ?  พวกเขาไม่ได้รับเงินแม้แต่แดงเดียว แล้วเหตุใดพวกเขาจึงควรฟังเรา?  เหตุใดพวกเขาจึงควรบริหารจัดการสภาพแวดล้อมให้เรา?  เหตุใดพวกเขาจึงควรทุ่มเทความพยายามนี้เพื่อเรา?  นี่คือวิธีที่พวกเขาคิด  พวกเขารู้สึกว่าการทำงานของตนเองให้ดีและลุล่วงหน้าที่ของตนก็เพียงพอแล้ว คิดว่าการจัดการดูแลเรื่องราวทั้งหลายในขอบข่ายงานของตนถือเป็นการทำความรับผิดชอบของตนให้เสร็จสมบูรณ์  สิ่งอื่นใดที่เราขอ ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และวิชาชีพของพวกเขา พวกเขาก็อาจจะพิจารณา แต่ส่วนที่เหลือเราควรไปหาคนอื่นมาทำ  ข้อความที่บอกเป็นนัยก็คือ “พวกเราคือประชากรแห่งราชอาณาจักร พวกเราจะทำงานที่สกปรกและเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ได้อย่างไร?  พวกเราคือมนุษย์ที่เหนือกว่า การให้พวกเราทำงานที่ต่ำต้อยและด้อยค่าอยู่เสมอเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของพวกเรา!  พวกเราเป็นคนที่มีอัตลักษณ์บางอย่าง ทำไมพระองค์ถึงคอยสร้างความยากลำบากให้พวกเราอยู่เรื่อย?”  หลังจากเข้าใจสิ่งนี้ เราก็เกิดความเข้าใจเชิงลึกบางอย่างว่าเหตุใดผู้คนส่วนใหญ่จึงรังเกียจ รู้สึกคัดค้าน และไม่เต็มใจที่จะทำงาน เหตุใดพวกเขาจึงเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นและอาศัยเล่ห์เหลี่ยมเพื่อหลบเลี่ยงหน้าที่ของตนเวลาทำงาน—นี่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  การไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นคำกล่าวที่ได้ยินกันทั่วไป แต่ในความเป็นจริง โดยธรรมชาติแล้วผู้คนมากมายย่อมมีแนวโน้มที่จะรักความสบายและเกลียดการทำงาน  ประกอบกับการที่พวกเขาถูกควบคุมด้วยชุดความคิดที่ว่าขอแค่ให้อยู่รอดไปวันๆ พวกเขาจึงเชื่อว่าการไล่ตามเสาะหาความจริงหมายถึงการนั่งด้วยกัน พูดคุย และหารือกัน เหมือนในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงที่ผู้คนเอาแต่ประชุม อ่านหนังสือพิมพ์ และจิบชาอยู่ตลอดเวลา—พวกเขาคิดว่านั่นคือการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่ของตน  ทันทีที่มีการหยิบยกหัวข้อเรื่องการทำงานและการใช้แรงงานเช่นชาวนาขึ้นมา หลายคนก็คิดว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับคริสตชนอย่างพวกเรา  ชีวิตของคริสตชนห่างไกลจาก “ความพึงพอใจอันต่ำต้อย”  โดยนัยแล้ว พวกเขาเชื่อว่าตนเองอยู่เหนืองานทางโลกทั้งหลาย—การทำความสะอาด การกำจัดศัตรูพืช การทำเพาะปลูก การตัดแต่งกิ่ง การปลูกดอกไม้ และอื่นๆ ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา พวกเขาได้ก้าวข้ามวิถีชีวิตที่ต่ำต้อยเช่นนั้นมานานแล้ว  นี่คือสภาวะของผู้คนส่วนใหญ่มิใช่หรือ?  (ใช่)  สภาวะเช่นนี้แก้ไขได้ง่ายหรือไม่?  บางคนเมื่อถูกขอให้เรียนรู้วิธีใช้งานเครื่องจักร กลับไม่จริงจังและถึงขั้นจงใจใช้งานผิดวิธี ทำให้เครื่องจักรเสียหายในเวลาเพียงไม่กี่วัน  เครื่องจักรที่เพิ่งซื้อมาใหม่พังเสียหาย และค่าซ่อมก็ไม่ถูก  พวกเขาคิดว่า “คุณไม่ได้ขอให้ฉันเรียนรู้ไม่ใช่หรือ?  ในเมื่อตอนนี้ฉันทำเครื่องจักรพังและไม่มีเครื่องจักรเหลือแล้ว ฉันก็มีข้ออ้างที่จะพักผ่อนแล้วใช่ไหม?  ฉันไม่ต้องทำงานอีกแล้วใช่ไหม?  คุณเอาแต่ขอให้ฉันเรียนรู้ และนี่ก็คือผลลัพธ์  นี่คือสิ่งที่คุณต้องการเห็นใช่ไหม?”  ค่าซ่อมเครื่องจักรบางเครื่องแทบจะเท่ากับการซื้อเครื่องใหม่เลยทีเดียว  หลังจากทำผิดพลาดเช่นนี้ บางคนไม่รู้สึกแย่หรือรู้สึกผิดเลย  เมื่อเปรียบเทียบสิ่งนี้กับมโนคติอันหลงผิดที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ที่ว่า “ไม่ใช้เงินของพระนิเวศของพระเจ้าแม้แต่แดงเดียว เพราะนั่นคือของถวายแด่พระเจ้า” คำกล่าวใดที่พูดออกมาจากใจจริง และพฤติกรรมใดคือความเป็นจริงกันเล่า?  พวกเขาทำเครื่องจักรพัง และค่าซ่อมเพียงไม่กี่ครั้งก็มากพอที่จะซื้อเครื่องจักรใหม่ได้  พฤติกรรมที่สิ้นเปลืองนี้คือความเป็นจริง ในขณะที่คำกล่าวเรื่องการไม่ผลาญของถวายนั้นเป็นเรื่องเท็จ หลอกลวง และชักพาให้หลงผิด  เมื่ออ้างอิงถึงตัวอย่างที่หารือกันก่อนหน้านี้ หากพวกเราจะจัดหมวดหมู่เรื่องนี้ให้อยู่ภายใต้อุปนิสัยหรือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับแง่มุมใดของการหารือในวันนี้?  เรื่องนี้จะถูกจัดอยู่ภายใต้แง่มุมใด?  พวกเขากล่าวว่า “ฉันมาที่นี่เพื่อทำหน้าที่ของฉัน ไม่ใช่เพื่อมาเป็นคนใช้แรงงานระยะยาวของคุณ”  คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  เจ้ามาที่นี่เพื่อทำหน้าที่ของเจ้า แต่ใครเล่าเป็นผู้กำหนดว่าหน้าที่นั้นครอบคลุมหรือไม่ครอบคลุมสิ่งใดบ้าง?  งานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เจ้าควรทำมิใช่หรือ?  เช่นเดียวกับในชีวิตประจำวัน การออกไปหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวคือความรับผิดชอบของเจ้า  หากเจ้าต้องการผักและตัดสินใจปลูกเอง นั่นเป็นทางเลือกของเจ้า แต่นั่นหมายความว่างานบ้านอื่นๆ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้ากระนั้นหรือ?  คำกล่าวที่ว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อทำหน้าที่ของเจ้านั้นถูกต้อง แต่การกล่าวว่าเจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นคนใช้แรงงานระยะยาวนั้นเป็นปัญหา  คำว่า “คำใช้แรงงานระยะยาว” หมายความว่าอย่างไร?  ผู้ใดกำลังปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนั้นหรือ?  ไม่มีใครมองว่าเจ้าเป็นคนใช้แรงงานระยะยาว และการทำงานเหล่านี้หรือทุ่มเทความพยายามสักหน่อยก็ไม่ได้ทำให้เจ้ากลายเป็นคนใช้แรงงานระยะยาว  เราไม่ได้มองว่าเจ้าเป็นคนใช้แรงงานระยะยาว และพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ได้ใช้เจ้าเช่นนั้น  เจ้าดำเนินงานที่เป็นความรับผิดชอบของเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบข่ายหน้าที่ของเจ้า  ในระดับที่เล็กลงมา นี่คือเรื่องของการรักษาชีวิตประจำวันของเจ้า การทำให้แน่ใจเรื่องสุขภาวะทางร่างกายและการทำงานของร่างกายตามปกติของเจ้า การทำให้แน่ใจว่าเจ้ามีความเป็นอยู่ที่ดี  ในระดับที่ใหญ่ขึ้นมา งานทุกงานล้วนเกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้า  แล้วเหตุใดเจ้าจึงเต็มใจที่จะทำงานบางอย่างนี้ แต่ไม่ทำงานอย่างอื่นเล่า?  เหตุใดเจ้าจึงเลือกทำตามใจชอบ?  เหตุใดเจ้าจึงถือว่าการทุ่มเทความพยายามเล็กน้อย การทำความสะอาดบ้าง และการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมเป็นงานของคนใช้แรงงานระยะยาว เป็นงานกรรมกรเล่า?  ในเรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ สำหรับพระบัญชาของพระคริสต์และข้อกำหนดทั้งหมดของพระองค์ ผู้คนจะถือว่างานที่พวกเขาเต็มใจทำเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของตน ในขณะที่งานที่พวกเขาไม่เต็มใจหรือรู้สึกคัดค้านที่จะทำจะถูกมองว่าเป็นงานของคนใช้แรงงานระยะยาว  นี่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงมิใช่หรือ?  นี่คือการเบี่ยงเบนในความเข้าใจของผู้คน  สิ่งใดทำให้เกิดการเบี่ยงเบนนี้?  ความชอบส่วนตัวของผู้คนนั่นเอง  แล้วความชอบเหล่านี้เอนเอียงไปทางใด?  สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหนังต้องทนทุกข์หรือไม่  หากเนื้อหนังไม่สามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบาย หากต้องสู้ทนกับความยากลำบากหรือความเหนื่อยล้า ผู้คนก็จะรู้สึกคัดค้าน  งานที่พวกเขาเต็มใจจะทำ ซึ่งเป็นงานทั้งหลายที่ดูดีและน่าเคารพนับถือ ย่อมถูกยอมรับและถือว่าเป็นการทำหน้าที่ของตนอย่างเสียไม่ได้  ท่าทีเช่นนี้สามารถจัดว่าเป็นการต่อต้านพระคริสต์ได้หรือไม่?  ผู้คนต่อต้านอย่างหนักแน่นและไม่ยอมทำงานที่พวกเขาไม่เต็มใจทำ ไม่ว่าเจ้าจะอ้างเหตุผลได้ดีเพียงใด พวกเขาก็เพียงแค่ปฏิเสธและต่อต้าน  สภาวะและปัญหาเหล่านี้ของผู้คนเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ง่ายหรือไม่?  ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าคนคนหนึ่งรักความจริงมากเพียงใด  หากใครบางคนไม่รักความจริงเลย ทั้งยังรังเกียจความจริง เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  อย่างไรก็ตาม หากเจ้ามีความแน่วแน่ที่จะทนทุกข์ สามารถขบถต่อเนื้อหนัง และมีการนบนอบที่แท้จริงรวมถึงมีท่าทีแห่งการนบนอบ เช่นนั้นแล้วปัญหาเหล่านี้ก็สามารถพลิกให้กลับมาดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  ในชีวิตของคนเรา การไม่ทำงานใดเลยนั้นไม่มีอยู่จริง  บางคนกล่าวว่า “จักรพรรดิสมัยก่อนไม่ได้ทำงานใดๆ เลย”  นั่นเป็นเรื่องจริงจริงหรือ?  จักรพรรดิส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการสุเพลิดเพลินกับชีวิตในวัง  บางพระองค์เริ่มศึกษาบทกวีและวรรณกรรมตั้งแต่วัยเยาว์ ทรงงานตั้งแต่เช้าจดค่ำ  หลังจากขึ้นครองราชย์ พวกพระองค์จะเสด็จประพาสต้นเพื่อทำความเข้าใจความทุกข์ยากของประชาชน และในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตระดับชาติ บางพระองค์ถึงกับเสด็จไปที่สนามรบ  ถึงแม้ว่าจะมีจักรพรรดิเช่นนี้อยู่ไม่มากนัก แต่ก็มีอยู่จริง  ต่อให้มีจักรพรรดิที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลยอย่างที่บางคนกล่าวอ้าง ผู้ที่เป็นเช่นนั้นก็มีน้อยมาก  คนที่ไม่ได้ทำกิจกรรมใดที่ถูกควร แต่ยังคงใฝ่ฝันที่จะเพลิดเพลินกับสิ่งที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว ย่อมกำลังเพ้อฝันอยู่เท่านั้นเอง

ผู้คนมากมายมักคิดว่าการทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการใช้แรงงานเป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรี  ทัศนะเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  นอกจากนี้ ยังมีคนที่มองว่าการทุ่มเทเช่นนั้นคือการใช้แรงงาน คนที่เชื่อว่ามีเพียงผู้นำและคนทำงานที่ทำงานของคริสตจักรเท่านั้นที่นับว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่—ความเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  เจ้าต้องเข้าใจเรื่องนี้ในหนทางต่อไปนี้ กล่าวคือ ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำและงานทุกประเภทในพระนิเวศของพระเจ้าคือสิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องทำ—ทั้งหมดนับว่าเป็นหน้าที่ของผู้คน  ไม่ว่าผู้คนจะทำงานใด นี่คือหน้าที่ที่พวกเขาควรปฏิบัติ  หน้าที่มีขอบเขตครอบคลุมที่กว้างมาก ทั้งยังเกี่ยวข้องกับหลายด้าน แต่ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ใด กล่าวโดยพูดง่ายก็คือ นั่นเป็นภาระผูกพันของเจ้าและเป็นสิ่งที่เจ้าควรทำ  ตราบใดที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่นั้นให้ดีด้วยหัวใจของเจ้า พระเจ้าก็จะทรงเห็นชอบในตัวเจ้า และจะทรงยอมรับเจ้าว่าเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง  ไม่ว่าเจ้าเป็นใคร หากเจ้าพยายามหลบเลี่ยงหรือซ่อนตัวจากหน้าที่ของตนอยู่เสมอ เช่นนั้นก็มีปัญหาแล้ว  พูดสถานเบาก็คือเจ้าเกียจคร้านเกินไป ปลิ้นปล้อนเกินไป เจ้าทำตัวลอยชาย และเจ้ารักความสบายและเกลียดการใช้แรงงาน  พูดให้ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ เจ้าไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเจ้าก็ไม่มีการอุทิศตนหรือการนบนอบเลย  หากเจ้าไม่สามารถแบกรับงานที่ต้องใช้แรงกายของเจ้าได้เสียด้วยซ้ำ แล้วเจ้าจะทำสิ่งใดได้?  เจ้าจะสามารถทำสิ่งใดให้ถูกควรได้?  หากคนคนหนึ่งอุทิศตนอย่างแท้จริงและมีสำนึกของความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน เช่นนั้นแล้ว ตราบใดที่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนด และตราบใดที่เป็นสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าต้องการ พวกเขาก็จะทำทุกสิ่งที่ถูกขอให้ทำโดยไม่เลือกทำตามใจชอบ  การทำหน้าที่ที่ตนสามารถทำได้และควรทำให้ดีและแบกรับหน้าที่นั้น ถือเป็นหนึ่งในหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่มิใช่หรือ?  (ใช่)  บางคนที่ใช้แรงงานอยู่ข้างนอกไม่เห็นด้วย และกล่าวว่า “พวกคุณใช้เวลาทั้งวันทำหน้าที่ของคุณอยู่ในห้อง หลบจากลมและแดด  ไม่มีความยากลำบากเลยสักนิด หน้าที่ของพวกคุณสบายกว่าของพวกเรามาก  ลองมาอยู่ในจุดของพวกเราดูสิ มาดูกันว่าพวกคุณจะทนทำงานข้างนอกหลายๆ ชั่วโมง และทนตากแดดตากฝนได้หรือไม่”  อันที่จริง ทุกหน้าที่ต่างมีความยากลำบากบางอย่าง  การใช้แรงงานทางกายย่อมมีความยากลำบากทางกาย และการใช้แรงงานทางสมองก็มีความยากลำบากทางสมอง แต่ละหน้าที่ต่างมีความยากลำบากในตัวเอง  ทุกสิ่งล้วนพูดง่ายกว่าทำ  เมื่อผู้คนรับดำเนินงานจริงๆ สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในแง่หนึ่งคือลักษณะนิสัยของพวกเขา และในอีกแง่หนึ่งคือพวกเขารักความจริงหรือไม่  พวกเรามาพูดถึงลักษณะนิสัยกันก่อนเถิด  หากคนคนหนึ่งมีลักษณะนิสัยที่ดี พวกเขาย่อมมองเห็นด้านที่เป็นบวกของทุกสิ่ง และสามารถยอมรับและทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จากมุมมองที่เป็นบวกและบนพื้นฐานของความจริง กล่าวคือ พวกเขามีหัวใจ ลักษณะนิสัย และวิญญาณที่ซื่อตรง—นี่คือจากมุมมองด้านลักษณะนิสัย  ต่อไป พวกเรามาพูดถึงอีกแง่มุมหนึ่งกันเถิด—นั่นคือ คนคนหนึ่งรักความจริงหรือไม่  การรักความจริงหมายถึงการสามารถยอมรับความจริงได้ กล่าวคือ ไม่ว่าเจ้าจะทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ ไม่ว่าทัศนะ ความคิดเห็น และมุมมองที่เจ้ามีต่องาน ต่อหน้าที่ที่เจ้าพึงปฏิบัติจะสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ เจ้าก็ยังคงสามารถยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้าได้ หากเจ้านบนอบและจริงใจ เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว สิ่งนี้ทำให้เจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และนี่คือข้อกำหนดขั้นต่ำ  หากเจ้านบนอบและจริงใจ เช่นนั้นเมื่อเจ้าทำงาน เจ้าจะไม่ทำอย่างสุกเอาเผากิน และเจ้าจะไม่หย่อนยานอย่างหลอกลวง กลับกัน เจ้าจะทุ่มเททั้งหัวใจและกำลังทั้งหมดของเจ้าลงในงานนั้น  หากสภาวะภายในของคนคนหนึ่งไม่ถูกต้อง และความเป็นลบเกิดขึ้นในตัวพวกเขา พวกเขาก็จะสูญเสียแรงขับเคลื่อนและต้องการทำตัวสุกเอาเผากิน  หากพวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าสภาวะของตนไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังไม่พยายามแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการแสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้ว คนประเภทนี้ก็ไม่ได้รักความจริง—พวกเขาแค่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ต้องการทุ่มเทความพยายามหรือทนทุกข์กับความยากลำบากใดๆ และพวกเขาก็พยายามหย่อนยานอย่างหลอกลวงอยู่เสมอ  อันที่จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงพินิจพิเคราะห์ทั้งหมดนี้แล้ว—แล้วเหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงใส่พระทัยผู้คนเหล่านี้เล่า?  พระเจ้าเพียงทรงรอให้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรตื่นขึ้นมา แยกแยะและเปิดโปงผู้คนเหล่านั้น และกำจัดพวกเขาออกไป  อย่างไรก็ตาม ผู้คนเช่นนั้นก็ยังคงคิดอยู่ในใจว่า “ดูสิว่าฉันฉลาดแค่ไหน  พวกเรากินอาหารเหมือนกัน แต่หลังจากทำงาน พวกคุณกลับเหนื่อยล้าจนหมดแรง ส่วนฉันไม่เหนื่อยเลยสักนิด  ฉันคือคนที่ฉลาด  ฉันไม่ได้ทำงานหนักขนาดนั้น ใครที่ทำงานหนักก็คือคนโง่”  การที่พวกเขามองคนซื่อสัตย์ในหนทางเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  ไม่ถูกต้อง  แท้จริงแล้ว ผู้คนที่ทำงานหนักในยามที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนคือคนที่กำลังปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพอพระทัย ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นคนที่ฉลาดที่สุด  สิ่งใดที่ทำให้พวกเขาฉลาด?  พวกเขากล่าวว่า “ฉันไม่ทำสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้ทรงขอให้ฉันทำ และฉันทำทุกสิ่งที่พระองค์ทรงขอให้ฉันทำ  ฉันทำทุกสิ่งที่พระองค์ทรงขอ ฉันทุ่มเทหัวใจและพลังงานทั้งหมดให้กับสิ่งนั้น และฉันไม่ได้ทำไปพอเป็นพิธีเลย  ฉันไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อใคร ฉันกำลังทำเพื่อพระเจ้า  พระเจ้าทรงรักฉันมาก ฉันควรทำเช่นนี้เพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย”  นี่คือสภาวะจิตใจที่ถูกต้อง  ด้วยเหตุนี้ เมื่อคริสตจักรชำระผู้คนออกไป พวกที่ทำตัวปลิ้นปล้อนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนย่อมถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น ในขณะที่คนซื่อสัตย์ที่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้ายังคงอยู่  สภาวะของคนที่ซื่อสัตย์เหล่านั้นดีขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาก็ได้รับการคุ้มครองจากพระเจ้าในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา  แล้วสิ่งใดที่ทำให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองนี้?  นี่เป็นเพราะในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์  พวกเขาไม่กลัวความยากลำบากหรือความเหนื่อยล้าในยามที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน และพวกเขาไม่จุกจิกในสิ่งใดก็ตามที่ได้รับมอบหมาย  พวกเขาไม่ถามว่าทำไม พวกเขาเพียงแค่ทำตามที่บอก พวกเขาเชื่อฟัง โดยไม่พินิจพิเคราะห์หรือวิเคราะห์สิ่งใด และไม่มีการพิจารณาใดๆ เพิ่มเติม  พวกเขาไม่มีการคิดคำนวณ และสามารถเชื่อฟังได้ในทุกสิ่ง  สภาวะภายในของพวกเขามักจะเป็นปกติมาก  เมื่อเผชิญกับอันตราย พระเจ้าทรงคุ้มครองพวกเขา เมื่อความเจ็บป่วยหรือโรคระบาดมาเยือน พระเจ้าก็ทรงคุ้มครองพวกเขาเช่นกัน และในวันหน้าพวกเขาก็จะเพลิดเพลินกับพรเท่านั้น  บางคนไม่สามารถมองเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  เมื่อพวกเขาเห็นผู้คนที่ซื่อสัตย์เต็มใจสู้ทนกับความยากลำบากและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็คิดว่าคนที่ซื่อสัตย์เหล่านี้โง่เขลา  บอกเราทีเถิดว่า นี่คือความโง่เขลาหรือ?  นี่คือความจริงใจ นี่คือความเชื่อที่แท้จริง  หากปราศจากความเชื่อที่แท้จริง ย่อมมีหลายสิ่งที่คนเราไม่มีวันเข้าใจหรืออธิบายได้อย่างแท้จริง  มีเพียงบรรดาผู้ที่เข้าใจความจริง บรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอและมีความสัมพันธ์ที่ปกติกับพระองค์ รวมถึงบรรดาผู้ที่นบนอบและยำเกรงพระเจ้าอย่างแท้จริงเท่านั้นที่รู้ชัดเจนที่สุดในหัวใจของตนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่  เหตุใดพวกเขาจึงรู้ในขณะที่คนอื่นไม่รู้?  สิ่งนั้นมาจากการที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ผ่านการปฏิบัติความจริงและการเป็นคนซื่อสัตย์  นี่คือประสบการณ์ไม่มีผู้ใดสามารถมอบให้ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถขโมยหรือพรากเอาไปได้  นี่คือพรมิใช่หรือ?  การได้รับพรเช่นนี้เป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถได้รับ  และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  นั่นเป็นเพราะผู้คนหลอกลวงและเลวร้ายมากเกินไป พวกเขาขาดความซื่อสัตย์ พวกเขาไม่สามารถเป็นคนที่ซื่อสัตย์ได้ และพวกเขาขาดหัวใจที่จริงใจ ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาได้รับจึงมีจำกัด  ส่วนศัตรูของพระคริสต์ยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย  เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่พวกเขามีต่อเรื่องทั้งหลาย ตลอดจนแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์ คนเช่นศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันได้รับพรนี้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  นี่เป็นเพราะพวกเขามีหัวใจที่เลวร้ายและเจ้าเล่ห์เกินไป!  พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล พวกเขาเปลี่ยนสีเหมือนกิ้งก่า และความคิดของพวกเขาก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ปล่อยเหยี่ยวจนกว่าจะเห็นกระต่าย ไม่มีความจริงใจต่อพระเจ้า ไม่มีการนบนอบต่อพระองค์ และกระทำการแลกเปลี่ยนกับพระองค์เท่านั้น  ผลที่ตามมาของท่าทีและแก่นแท้เช่นนี้คืออะไร?  นั่นคือ ไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม พวกเขาไม่สามารถมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งหรือเข้าใจแก่นแท้ของผู้คนและสถานการณ์อันหลากหลาย ตลอดจนความจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เหล่านี้ได้  พระวจนะของพระเจ้าวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา และพวกเขาก็มีการศึกษา รู้วิธีอ่านและวิเคราะห์ มีสติปัญญา และรู้วิธีพินิจพิเคราะห์ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่เข้าใจ?  ไม่ว่าพวกเขาจะมีอายุยืนยาวเพียงใด ต่อให้มีอายุถึงแปดสิบปี พวกเขาก็จะยังไม่เข้าใจ  เหตุใดพวกเขาจึงจะไม่เข้าใจ?  เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเขาถูกปิดตาเอาไว้  บางคนกล่าวว่า “แต่พวกเราไม่เห็นว่าพวกเขาถูกปิดตาเลย”  หัวใจของพวกเขาต่างหากที่ถูกปิดบังไว้  การถูกปิดบังหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าหัวใจของพวกเขาไม่ได้รับความรู้แจ้ง พวกเขาถูกบังเอาไว้ตลอดเวลา  ก่อนหน้านี้มีคำกล่าวว่า “หัวใจของผู้คนนั้นหยาบกระด้าง”  แล้วใครเล่าที่ทำให้หัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์หยาบกระด้าง?  ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าต่างหากที่ไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา  พระองค์ไม่ตั้งพระทัยที่จะทำให้พวกเขาเพียบพร้อมหรือช่วยพวกเขาให้รอด  พระองค์เพียงแค่ทรงแทรกแซงในเวลาที่เหมาะสม ในช่วงเวลาที่วิกฤตและสำคัญ เพื่อรั้งพวกเขาไว้สักหน่อยและป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความเสียหาย  แต่ส่วนใหญ่แล้ว ในเรื่องของพระวจนะของพระเจ้า ความจริง การนบนอบพระองค์ การรู้จักตนเอง และการรู้จักพระองค์นั้น พระองค์ไม่เคยทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขาเลย  บางคนอาจจะกล่าวว่า “นั่นไม่ถูกต้อง  พระองค์จะตรัสได้อย่างไรว่าพระเจ้าไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่พวกเขา?  บางคนที่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ฉลาดมาก  หลังจากฟังคำเทศนา หากคุณพูดสามชั่วโมง พวกเขาสามารถพูดได้ถึงหกชั่วโมง  นั่นคือความรู้แจ้งไม่ใช่หรือ?”  ไม่ว่าพวกเขาจะพูดได้กี่ชั่วโมง ต่อให้พูดได้สามสิบชั่วโมง นั่นก็เป็นเพียงคำพูดและคำสอนมากมาย  พวกฟาริสีและธรรมาจารย์สามารถพูดได้ดีกว่าคนเหล่านี้ใช่หรือไม่?  พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเทศนา และแต่ละคนก็พูดจาฉะฉาน แต่นั่นมีประโยชน์อันใด?  เมื่อพระเจ้าเสด็จมา พวกเขาก็ยังคงต่อต้านและกล่าวโทษพระองค์  การนี้นำสิ่งใดมาสู่พวกเขา?  การนี้นำมาซึ่งการถูกทำลาย ความพินาศ และความวิบัติครั้งใหญ่หลวงมาสู่พวกเขา  เมื่อมองจากภายนอก ทุกคนในพระนิเวศของพระเจ้าต่างดูเหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ละคนกินอาหารสามมื้อต่อวัน ปฏิบัติหน้าที่ของตนในตอนกลางวัน และพักผ่อนในตอนกลางคืน  อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปหลายปี ความแตกต่างระหว่างผู้คนนานาประเภทก็เริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้น และจุดจบของผู้คนประเภทต่างๆ ก็ถูกเผยให้เห็นและถูกแยกออกจากกัน  บางคนประกาศด้วยวาจาว่าตนเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่เดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง กลับมุ่งหน้าสู่นรกแทน  บางคนรักความจริงและมุมานะเพื่อความจริงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง  บางคนมักต้องการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่เสมอและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเจ้าเล่ห์มากขึ้นเรื่อยๆ และท้ายที่สุดก็ถูกกำจัดออกไป  บางคนสามารถยอมรับความจริงได้ เริ่มมีหัวใจที่ซื่อสัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ และมีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของตน กลายเป็นที่รักของทั้งพระเจ้าและผู้คน  บางคนมุ่งเน้นที่การเทศนาคำพูดและคำสอนอยู่เสมอ และหลังจากที่เทศนามาทั้งหมด พวกเขาก็ถูกพระเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์และถูกทำลายในที่สุด  บางคนไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และยิ่งพวกเขาฟังคำเทศนามากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งสับสน สนใจความจริงน้อยลง และนบนอบน้อยลง ต้องการทำตามอำเภอใจและเอาแต่ใจ มักเสาะแสวงหาที่จะสนองความอยากของตนเองและมุ่งหวังชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ—นี่เป็นเรื่องอันตราย  บางคนติดตามพระเจ้ามาหลายปี และหลังจากกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับหลายสิ่งหลายอย่าง พวกเขาก็เริ่มเข้าใจความจริงมากมาย มีความเชื่อในพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และได้รับความเห็นชอบจากพระองค์  ผู้คนทั้งหมดนี้เชื่อในพระเจ้า ใช้ชีวิตคริสตจักร และปฏิบัติหน้าที่ของตน แล้วเหตุใดหลังจากผ่านไปแปดหรือสิบปี ผลลัพธ์ของพวกเขาจึงแตกต่างกันไปตามประเภทของแต่ละคน?  นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด?  ในแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนนั้นมีความแตกต่างกันอยู่มิใช่หรือ?  (ใช่)

นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้พวกเจ้าฟัง และพิจารณาดูว่าเรื่องนี้อยู่ในหมวดหมู่ใดของการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ที่พวกเราได้พูดคุยกันไป  ในคริสตจักรบางแห่ง เห็นได้ชัดว่ามีคนชั่วที่กระทำการอย่างเผด็จการและไร้สำนึกอยู่  พวกเขาไม่สามารถทำงานที่เป็นรูปธรรมใดๆ ได้ แต่พวกเขากลับต้องการกุมอำนาจอยู่เสมอ  ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานใด พวกเขาก็ก่อการรบกวนและการทำลาย ทั้งยังไม่ยึดมั่นในหลักธรรม และไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็ไม่เคยต้องการจ่ายราคา แต่กลับต้องการให้ผู้อื่นฟังตนอยู่เสมอ  สรุปก็คือ ตราบใดที่คนเช่นนั้นอยู่ในคริสตจักร คนอื่นๆ มากมายย่อมจะถูกพวกเขาก่อกวน และงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ตลอดจนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคริสตจักรก็จะได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหาย  ถึงแม้ผู้คนเช่นนั้นจะไม่ได้กระทำชั่วร้ายแรงอย่างโจ่งแจ้งหรือสร้างความเสียหายต่อพี่น้องชายหญิง แต่หากเจ้าดูที่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขา แก่นแท้ของพวกเขา มุมมองที่พวกเขามีต่อเรื่องทั้งหลาย ตลอดจนท่าทีที่พวกเขามีต่อพี่น้องชายหญิง งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และหน้าที่ของพวกเขาเองนั้น พวกเขาย่อมจัดอยู่ในหมู่คนชั่วโดยแท้  เราควรจัดการกับคนเช่นนั้นอย่างไรหากเราพบเจอพวกเขาก่อนที่พี่น้องชายหญิงจะสังเกตเห็น?  เราควรรอจนกว่าพวกเขาจะทำผิดพลาดร้ายแรงหรือก่อให้เกิดความวิบัติครั้งใหญ่แล้วค่อยคัดพวกเขาออก ไล่พวกเขาออกไปตอนที่พวกเขา “กลายเป็นจุดสนใจ” อย่างนั้นหรือ?  เรื่องนั้นจำเป็นหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร?  อย่างน้อยที่สุด เราก็ควรปลดพวกเขาจากหน้าที่ของตน  ต่อจากนั้น เราก็ควรแยกพวกเขาออกไปหรือคัดพวกเขาออกเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาทำหน้าที่ของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อผู้อื่น  ในงานที่สำคัญยิ่งของพระนิเวศของพระเจ้า ห้ามมีคนชั่วอยู่ในงานนี้—หลักธรรมนี้ถูกต้องหรือไม่?  หากพวกเขายังไม่ถูกเผย เช่นนั้นก็ปล่อยไปก่อน แต่เมื่อพวกเขาถูกเผย ถูกมองเห็นอย่างชัดเจน และถูกระบุว่าเป็นคนชั่ว การชำระพวกเขาออกไปย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องใช่หรือไม่?  (ใช่)  บางคนอาจจะกล่าวว่า “ทำแบบนั้นไม่ได้ผลหรอก  คุณมองเห็นพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่คนอื่นยังไม่เห็น  การชำระพวกเขาออกไปจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่น  หากคุณชำระพวกเขาออกไปแค่เพราะคุณมองเห็นพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง นั่นก็หมายความว่าคุณกำลังจะตัดสินใจเพียงลำพังไม่ใช่หรือ?  นั่นคือการปล่อยให้ความจริงกุมอำนาจจริงหรือ?  พวกเราควรชุมนุมและสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิง ชำแหละร่วมกับพวกเขา ทำงานในเชิงอุดมการณ์กับพวกเขา รวบรวมข้อมูลและขอความเห็นชอบจากทุกคนก่อนดำเนินการ  คุณต้องทำตามขั้นตอน และหากคุณไม่ทำ คุณก็กำลังละเมิดการจัดแจงเตรียมงานของคริสตจักรอยู่ไม่ใช่หรือ?  แบบนี้จะไม่ผิดหรอกหรือ?  ตัวคุณเองควรปฏิบัติตามการจัดแจงเตรียมงานของคริสตจักรเป็นอันดับแรก คุณจะบ่อนทำลายการจัดแจงเหล่านั้นไม่ได้  ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ก็ล้วนทำไปเพราะคำนึงถึงพี่น้องชายหญิงไม่ใช่หรือ?  ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คุณก็ต้องทำให้พี่น้องชายหญิงทุกคนตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างเต็มที่และกระจ่างในความจริงแง่มุมนี้  คุณจะปล่อยให้พวกเขาสับสนไม่ได้ คุณต้องทำให้พี่น้องชายหญิงทุกคนแยกแยะได้”  หากไม่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ และเราบอกให้คัดใครบางคนออก พวกเจ้าจะดำเนินการอย่างไร?  พวกเจ้าคงจะทำอะไรไม่ถูกใช่หรือไม่?  การที่พวกเจ้าพบว่าตัวเองติดขัดนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า มีมุมมองดังกล่าวอยู่ในหมู่พวกเจ้า  สิ่งที่เรากำลังพูดถึงได้เกิดขึ้นแล้ว  ในสภาพแวดล้อมของงานที่สำคัญยิ่ง มีมารตนหนึ่งที่มีความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่ ในขณะที่เขาทำหน้าที่ของตน เขากลับย่อหย่อนอย่างหลอกลวง พยายามที่จะหลีกเลี่ยงความยากลำบากและความเหนื่อยล้า  เขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรในทุกโอกาส และเมื่อถูกตัดแต่ง เขาก็กลายเป็นคนดื้อรั้น ปฏิเสธความจริงโดยสิ้นเชิง  เขาอยากมีอำนาจและเป็นคนสั่งการอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็สั่งการผู้อื่นด้วย และเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ของคริสตจักรหรือยึดมั่นในหลักธรรม กระทำการตามความชอบของตนแต่เพียงผู้เดียว  ในช่วงเวลาที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบงาน เขาเพิกเฉยต่อหลายสิ่งที่เราสั่งให้เขาทำ โดยปฏิบัติต่อวจนะของเราประหนึ่งเป็นสายลมที่พัดผ่านหูของเขา  นอกจากการไม่ทำงานของตนแล้ว เขายังก่อการรบกวนอีกด้วย  คริสตจักรเป็นสถานที่ทำงานที่สำคัญสำหรับการทำหน้าที่ของคนเรา—หากเขาคิดว่าเขาไม่ได้มาเพื่อทำหน้าที่ของตน แต่มาเพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายดั่งเจ้าชายหรือเพลิดเพลินสุขกับการเกษียณก่อนกำหนด เช่นนั้นเขาก็คิดผิด  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่ทั้งหน่วยงานด้านสวัสดิการและศูนย์พักพิง  ไม่ว่าจะไปที่ใด คนต่ำช้าเช่นชายผู้นี้ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาไม่เคยจงรักภักดีในหน้าที่ของตน ทำตัวสุกเอาเผากินและเพียงแค่ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายเสมอ  ดังนั้น เราจึงบอกให้คัดเขาออกทันที  เรื่องนี้น่าจะนำไปปฏิบัติได้ง่ายใช่หรือไม่?  (ใช่)  อย่างไรก็ตาม สำหรับคนบางประเภท แม้แต่เรื่องที่เรียบง่ายเช่นนี้ก็ยังนำไปปฏิบัติได้ยาก  ผ่านไปสามเดือนหลังจากที่เราพูดขึ้นมา ในที่สุดคนชั่วคนนี้ก็ถูกบีบให้ออกไป  เหตุผลสำหรับเรื่องนี้คืออะไร?  หลังจากที่เราออกคำสั่งให้คัดชายผู้นี้ออก ผู้นำของคริสตจักรแห่งนั้นก็เริ่ม “นำ” งานนี้ “ไปปฏิบัติ”  พวกเขานำงานนี้ไปปฏิบัติอย่างไร?  พวกเขาเรียกชุมนุมเพื่อให้ทุกคนลงคะแนนเสียงในการตัดสินใจ  หลังจากหารือกันอย่างหนัก ในที่สุดเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องให้คัดเขาออก แต่มีหนึ่งเสียงที่คัดค้าน ดังนั้นเรื่องนี้จึงถูกระงับไว้  ผู้นำคนนี้กล่าวว่าพวกเขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับคนที่ไม่เห็นด้วย หารือกับพวกเขา และขอความยินยอมจากพวกเขา  ในระหว่างนั้น เราถามถึงสองครั้งว่าชายผู้นั้นถูกส่งตัวไปหรือยัง และผู้นำก็ตอบว่ายัง พวกเขายังคงรวบรวมและสรุปข้อมูลอยู่  ลับหลังเรา พวกเขายังกล่าวด้วยว่า “ตราบใดที่มีคนคนหนึ่งไม่เห็นด้วย พวกเราก็ไม่สามารถคัดเขาออกได้”  ความหมายที่พวกเขากล่าวเช่นนี้ก็คือ พวกเขาไม่ต้องการคัดชายผู้นี้ออก ดังนั้นพวกเขาจึงหาเหตุผลที่ไร้สาระนี้ขึ้นมา  ในความเป็นจริง พวกเขากำลังหลอกลวงผู้อื่น พวกเขากลัวว่าจะล่วงเกินชายผู้นี้และไม่กล้าคัดเขาออก  ในที่สุด เบื้องบนก็ยื่นคำขาดมาว่า “ชายผู้นี้ต้องถูกส่งตัวออกไป  หากเขาไม่ไป เช่นนั้นคุณก็ต้องไป  พวกคุณคนใดคนหนึ่งต้องออกไป คุณเลือกเอา!”  เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่า “ฉันไปไม่ได้ ฉันยังเพลิดเพลินกับตำแหน่งของฉันได้ไม่นานพอเลย!”  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะส่งมารตนนี้ออกไป  บอกเราทีเถิดว่า เหตุใดผู้นำคนนี้จึงปกป้องมารตนนั้น?  นี่คือแนวทางของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  นี่คือพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์อย่างแท้จริง

บางคนประกาศความเชื่อในพระเจ้าของตนอยู่เป็นนิจ แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขากลับเที่ยวเสาะแสวงความคิดเห็นของพี่น้องชายหญิงทุกคน ในขณะที่ไม่เคยแสวงหาความคิดเห็นของพระคริสต์เลย  พวกเขาไม่สอบถามว่าพระคริสต์ตรัสสิ่งใด พระองค์ทรงมีข้อสรุปอย่างอะไร เหตุใดพระองค์จึงทรงต้องการทำสิ่งนี้ หรือผู้คนควรนบนอบอย่างไร  พวกเขาเสาะแสวงความคิดเห็นของพี่น้องชายหญิงทุกคนและสามารถเคารพทุกความคิดเห็นและความคิดของคนเหล่านั้นได้ แต่พวกเขาไม่ยอมรับสิ่งที่พระคริสต์ตรัสแม้แต่ประโยคเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาที่จะนบนอบเลย  ธรรมชาติของเรื่องนี้คืออะไร?  พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  เกิดอะไรขึ้นในสถานการณ์นี้?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่นำเรื่องนี้ไปปฏิบัติ?  เหตุใดการที่พวกเขาจะนำเรื่องนี้ไปปฏิบัติจึงยากนัก?  เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่  พวกเขาคิดว่า “พระคริสต์มีความจริงและแก่นแท้ของพระเจ้า แต่ทั้งหมดนั้นเป็นแค่คำพูดทางการ เป็นเพียงคำสอนและคำขวัญเท่านั้น  เมื่อเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง พระองค์กลับมองใครไม่ออกเลยสักคน  คำพูดของพระองค์เป็นเพียงสิ่งที่พูดให้พวกเราฟัง เป็นสิ่งที่ตีพิมพ์ในหนังสือ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความสามารถที่แท้จริงของพระองค์เลย  ดังนั้น หากพระองค์ระบุว่าใครบางคนเป็นคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ นั่นก็อาจจะไม่ถูกต้อง  ทำไมฉันถึงไม่สังเกตเห็นว่าเขาเป็นคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์?  ทำไมฉันถึงไม่เข้าใจเรื่องนี้?”  นี่คือวิธีคิดของพวกเขามิใช่หรือ?  พวกเขาเชื่อว่า “พระองค์เพิ่งเคยพบคนคนนี้แค่สองครั้ง เห็นเขาพูดไม่กี่คำและทำสิ่งเดียว แล้วพระองค์ก็บอกว่าเขาเป็นคนชั่ว  พี่น้องชายหญิงไม่คิดว่าเขาเป็นคนชั่ว แล้วพระองค์คิดแบบนั้นได้อย่างไร?  ทำไมคำพูดของพระองค์ถึงต้องมีน้ำหนักมากขนาดนั้น?  ฉันไม่เห็นการทำชั่วใดๆ จากคนคนนี้ และฉันก็ไม่รู้ว่าเขาทำเรื่องแย่ๆ อะไรมาบ้าง ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถพูดคำว่า ‘อาเมน’ กับสิ่งที่พระองค์พูดได้  ฉันมีมโนคติอันหลงผิดและข้อกังขาเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์กำลังทำ  แต่ถึงจะมีมโนคติอันหลงผิด ฉันก็ไม่สามารถแสดงออกมาตรงๆ ได้ ดังนั้นฉันจึงต้องใช้วิธีการทางอ้อม ฉันจะให้พี่น้องชายหญิงตัดสินเรื่องนี้ผ่านการลงคะแนนเสียง  หากพี่น้องชายหญิงไม่เห็นด้วย เช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้—พระองค์จะตัดแต่งพวกเขาทุกคนได้จริงหรือ?  อีกอย่าง พระองค์ก็เพิ่งมีปฏิสัมพันธ์กับคนคนนี้เพียงไม่กี่ครั้ง แล้วพระองค์ก็ระบุว่าเขาเป็นคนชั่ว  ทำไมพระองค์ไม่ให้โอกาสเขาบ้าง?  ดูสิว่าพี่น้องชายหญิงมีความผ่อนปรนและเปี่ยมรักขนาดไหน  ฉันจะเป็นคนเลวไม่ได้ ฉันเองก็ต้องเปี่ยมรักและให้โอกาสผู้คนเช่นกัน—ไม่เหมือนพระองค์ที่ด่วนกำหนดผู้คน  การคัดใครบางคนออกไม่ใช่เรื่องง่าย—ถ้าหลังจากนั้นคนคนนั้นเกิดอ่อนแอขึ้นมาจะทำอย่างไร?  เมื่อเผชิญกับปัญหา พระคริสต์ควรคุ้มครองพี่น้องชายหญิง  พระองค์ควรอดกลั้นในความโง่เขลา การกบฏ หรือความไม่รู้ใดๆ ของพี่น้องชายหญิง ไม่ทำตัวเด็ดขาดและไร้ความรักเช่นนั้น  พระเจ้าควรที่จะเปี่ยมกรุณาอย่างล้นเหลือไม่ใช่หรือ?  ความกรุณานั้นหายไปไหนหมด?  การระบุคนที่พระองค์ไม่ชอบว่าเป็นคนชั่วและต้องการส่งพวกเขาออกไป แบบนั้นไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์เลย!”  สิ่งเหล่านี้คือมโนคติอันหลงผิดใช่หรือไม่?  (ใช่)  เมื่อพระคริสต์ทรงทำสิ่งใดหรือทรงตัดสินพระทัย หากพวกเขาไม่เห็นด้วย เรื่องนั้นก็กลายเป็นเรื่องที่นำไปปฏิบัติได้ยาก  พวกเขาถ่วงเวลา ใช้ข้ออ้างและวิธีการทั้งหลายมาต่อต้าน พวกเขาแค่ไม่ยอมนำสิ่งนั้นไปปฏิบัติหรือเชื่อฟัง  เจตนาของพวกเขาคือ “ถ้าฉันไม่นำสิ่งนี้ไปปฏิบัติ งานของพระองค์ก็จะไม่สำเร็จลุล่วง!”  เราจะบอกเจ้าว่า ถ้าเจ้าไม่นำไปปฏิบัติ เช่นนั้นเราก็จะหาคนที่ทำได้มาเป็นผู้นำ และเจ้าก็กลับไปยังที่ที่เจ้าจากมาได้เลย!  เรื่องนี้ควรถูกการจัดการด้วยวิธีนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  เราส่งพวกเขาไปเช่นนั้นเอง ตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ—ไม่มีความจำเป็นต้องปรึกษาหารือกับใคร

บางคนไม่เคยเข้าใจความจริงและมักจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอ  พวกเขากล่าวว่า “ความจริงกุมอำนาจเหมือนกับพระคริสต์กุมอำนาจหรือไม่?  พระวจนะของพระคริสต์ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป เพราะพระองค์มีแง่มุมที่เป็นมนุษย์”  พวกเขาไม่สามารถยอมรับการที่พระคริสต์ทรงกุมอำนาจได้  หากเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าที่ทรงกุมอำนาจ พวกเขาก็จะไม่มีมโนคติอันหลงผิด  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  ผู้คนเช่นนั้นไม่มีข้อสงสัยแม้แต่น้อยเกี่ยวกับพระเจ้าในสวรรค์ แต่มักจะสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังอยู่เสมอ  พระคริสต์ได้ทรงแสดงความจริงมากมาย กระนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง  ดังนั้น พวกเขาจะสามารถยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิตได้หรือ?  นั่นเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก  ต่อให้ผู้คนเช่นนั้นจะติดตามพระคริสต์ พวกเขาจะสามารถเป็นพยานถึงพระองค์ได้หรือ?  พวกเขาเข้ากันกับพระคริสต์ได้หรือไม่?  ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามเหล่านี้  นอกจากนี้ยังไม่แน่นอนด้วยว่า ผู้คนเช่นนั้นจะสามารถติดตามไปจนสุดเส้นทางได้หรือไม่  บางคนยอมรับอย่างเต็มที่ในหัวใจของพวกเขาว่าในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงกุมอำนาจ  แต่พวกเขาเข้าใจเรื่องความจริงกุมอำนาจอย่างไร?  พวกเขาคิดว่าไม่ว่าจะทำงานใด ตราบใดที่งานนั้นเกี่ยวข้องกับพระนิเวศของพระเจ้า ทุกคนก็ควรหารือและตัดสินใจร่วมกัน  ตราบใดที่บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ก็ควรนำสิ่งนั้นไปปฏิบัติ  พวกเขาเชื่อว่า นั่นคือความหมายของการที่ความจริงกุมอำนาจ  ทัศนะนี้ถูกต้องหรือไม่?  นี่คือความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เป็นคำกล่าวที่เหลวไหลและไร้สาระที่สุด  ความจริงมาจากที่ใด?  ความจริงเป็นสิ่งที่พระคริสต์ทรงแสดง  มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่เป็นความจริง ในขณะที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนั้นไม่มีความจริงเลยแม้แต่น้อย แล้วผู้คนจะสร้างความจริงผ่านการปรึกษาหารือได้อย่างไร?  หากผู้คนสร้างความจริงผ่านการปรึกษาหารือได้ นั่นย่อมหมายความว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีความจริง  นั่นเป็นสิ่งที่ไร้สาระที่สุดมิใช่หรือ?  ดังนั้นแล้ว ความจริงกุมอำนาจจึงหมายถึงพระคริสต์ทรงกุมอำนาจ หมายถึงพระวจนะของพระเจ้ากุมอำนาจ ไม่ใช่ทุกคนมีอำนาจหรือมีสิทธิ์มีเสียง  การชุมนุมร่วมกันเพื่อสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงและพระวจนะของพระเจ้านั้นถูกต้อง นี่คือชีวิตคริสตจักร  แต่ผลลัพธ์ของการปฏิบัติในหนทางนี้คืออะไร?  คือการให้ทุกคนเข้าใจความจริงและรู้จักพระวจนะของพระเจ้า เพื่อทำให้ทุกคนสามารถนบนอบพระวจนะของพระเจ้าและทำงานตามพระวจนะเหล่านั้นได้  ผู้คนชุมนุมกันเพื่อสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงก็เพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริงนั่นเอง  หากพวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาก็สามารถนบนอบพระคริสต์และพระวจนะของพระเจ้าได้โดยตรง นั่นจึงจะเป็นการนบนอบที่แท้จริง  หากวันหนึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนเข้าใจความจริง ทุกคนสามารถนบนอบ ยกชู และเป็นพยานถึงพระคริสต์ได้โดยตรง นั่นย่อมจะเป็นสัญญาณว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น นั่นจะเป็นพยานว่าพระนิเวศของพระเจ้าถูกปกครองโดยความจริง โดยพระคริสต์  มีเพียงข้อเท็จจริงและคำพยานดังกล่าวเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ว่า พระเจ้าได้ทรงปกครองแผ่นดินโลกในฐานะกษัตริย์แล้ว และราชอาณาจักรของพระคริสต์ได้ปรากฏขึ้นแล้ว  แต่ศัตรูของพระคริสต์และผู้นำเทียมเท็จบางคนเข้าใจเรื่องที่ความจริงกุมอำนาจอย่างไร?  ในการนำไปปฏิบัติของพวกเขา ความจริงกุมอำนาจหมายถึงพี่น้องชายหญิงกุมอำนาจ  ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานใด หากพวกเขาสามารถจับความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขาก็จะทำตามความต้องการของตนเอง หากพวกเขาไม่สามารถทำได้ พวกเขาก็จะสามัคคีธรรมกับคนสักสองสามคนและปล่อยให้กลุ่มเป็นผู้ตัดสินใจ  สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่?  การตัดสินใจของกลุ่มจำเป็นต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่?  การปฏิบัติเช่นนั้นทำให้ความจริงกุมอำนาจได้หรือไม่?  การนั้นสามารถเป็นพยานว่าพระคริสต์ทรงกุมอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาปฏิบัติต่อการอนุญาตให้พี่น้องชายหญิงแสดงความคิดเห็น หารือเกี่ยวกับทัศนะของตน รวมถึงบรรลุข้อตกลงร่วมกันและทำการตัดสินใจในท้ายที่สุดว่าเป็นการที่ความจริงกุมอำนาจ มีนัยยะว่าพี่น้องชายหญิงคือโฆษกของความจริง เทียบเท่าความจริงนั่นเอง  การเข้าใจในหนทางนี้ถูกต้องหรือไม่?  ชัดเจนว่าไม่ถูกต้อง แต่ศัตรูของพระคริสต์และผู้นำเทียมเท็จบางคนก็กระทำการเช่นนี้และนำไปปฏิบัติเช่นนี้จริงๆ  พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนั้นคือการที่พวกเขากำลังทำตัวเป็นประชาธิปไตย พวกเขากำลังตัดสินใจแบบประชาธิปไตย และนี่คือสิ่งที่ควรทำไม่ว่าจะสอดคล้องกับความจริงหรือไม่ก็ตาม  แก่นแท้ของการกระทำการในหนทางนี้คืออะไร?  เรื่องที่ตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตยย่อมสอดคล้องกับความจริงโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่?  เรื่องเหล่านั้นย่อมเป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่?  หากประชาธิปไตยคือความจริง ก็ไม่มีความจำเป็นที่พระเจ้าจะต้องทรงแสดงความจริง การปล่อยให้ประชาธิปไตยปกครองก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ?  ไม่ว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจะใช้หลักประชาธิปไตยอย่างไร ก็ไม่สามารถสร้างความจริงผ่านการใช้หลักประชาธิปไตยได้  ความจริงมาจากพระเจ้า มาจากการทรงแสดงของพระคริสต์  ไม่ว่าวิธีการของมนุษย์จะสอดคล้องกับแนวคิดหรือรสนิยมของมนุษย์มากเพียงใด สิ่งนั้นก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของความจริงได้  นี่คือข้อเท็จจริง  แก่นแท้ของแนวทางของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ก็คือ ภายใต้ฉากบังหน้าที่ว่าความจริงกุมอำนาจ พวกเขาได้กีดกันพระคริสต์ออกไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่พระคริสต์ด้วยประชาธิปไตย และแทนที่การปกครองของพระคริสต์ด้วยวิธีการสามัคคีธรรมร่วมกันและการปกครองระบอบประชาธิปไตย  ธรรมชาติและผลสืบเนื่องของเรื่องนี้แยกแยะได้ง่ายใช่หรือไม่?  ผู้คนที่มีวิจารณญาณควรจะเห็นถึงสิ่งเหล่านั้นได้  ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่บรรดาผู้ที่นบนอบพระคริสต์ แต่เป็นบรรดาผู้ที่ปฏิเสธและต่อต้านพระองค์  ไม่ว่าพระคริสต์จะทรงสามัคคีธรรมสิ่งใดในคริสตจักร ต่อให้พวกเขาจะรับฟังและเข้าใจ แต่ผู้คนก็ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นประหนึ่งสายลมที่พัดผ่านหูของพวกเขา และไม่เต็มใจที่จะนำไปปฏิบัติ  กลับกัน พวกเขาให้ความสนใจกับสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์พูด สุดท้ายแล้ว คำพูดของคนเหล่านั้นต่างหากที่สำคัญ  ผู้คนจะสามารถปฏิบัติตามพระวจนะของพระคริสต์ได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ และผู้คนส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มที่จะติดตามพวกเขา  ศัตรูของพระคริสต์จับตาดูงานของคริสตจักรอย่างเข้มงวด โดยอนุญาตให้มีเพียงพวกตนเองเท่านั้นเป็นผู้ตัดสินใจ และไม่ยอมให้พระเจ้าทรงมีสิทธิ์มีเสียงหรือทรงกุมอำนาจ  พวกเขาคิดว่า “พระคริสต์มาที่นี่เพื่อตรวจสอบงานเท่านั้น  พระองค์พูดในส่วนของตัวเองและจัดแจงงานได้ แต่จะนำไปปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับพวกเรา  อย่าเข้ามาก้าวก่ายงานของพวกเรา”  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์มักจะพูดว่า “พี่น้องชายหญิงทุกคนได้สามัคคีธรรมกันแล้ว” หรือ “พี่น้องชายหญิงทุกคนได้ข้อตกลงร่วมกันแล้ว”—บรรดาผู้ที่พูดเช่นนั้นเข้าใจความจริงจริงหรือ?  พี่น้องชายหญิงคือใคร?  พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มคนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งมิใช่หรือ?  พวกเขาเข้าใจความจริงมากเพียงใด พวกเขามีความเป็นจริงความจริงมากเพียงใดหรือ?  พวกเขาสามารถเป็นตัวแทนของพระคริสต์ได้หรือ?  พวกเขาเป็นร่างจำแลงของความจริงอย่างนั้นหรือ?  พวกเขาสามารถเป็นโฆษกของความจริงได้หรือไม่?  พวกเขามีความสัมพันธ์ใดๆ กับความจริงหรือไม่?  (ไม่มี)  ในเมื่อไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ เหตุใดบรรดาผู้ที่พูดเช่นนั้นจึงถือว่าพี่น้องชายหญิงอยู่สูงสุดเสมอ?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยกชูและเป็นพยานถึงพระเจ้า?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดและกระทำการตามความจริง?  บรรดาผู้ที่พูดในหนทางนี้เป็นคนไร้สาระมิใช่หรือ?  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าและฟังคำเทศนามานานหลายปี พวกเขาก็ไม่เข้าใจความจริงใดๆ และมองไม่เห็นว่าพี่น้องชายหญิงที่แท้จริงคืออะไร  พวกเขาตาบอดมิใช่หรือ?  บัดนี้ ทุกคนต่างถูกคัดแยกไปตามประเภทของตนแล้ว หลายคนได้เผยลักษณะนิสัยที่แท้จริงออกมา พวกเขาล้วนเป็นพวกเดียวกับซาตาน—พวกเขาเป็นเพียงสัตว์ร้ายเท่านั้น  พวกเจ้ามองไม่เห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจนหรือ?  พวกเจ้าไม่มีความจริงอยู่เลย!  คนบางคนไม่เต็มใจที่จะฟังเราชำแหละศัตรูของพระคริสต์  พวกเขากล่าวว่า “โอ้ อย่ามัวแต่พูดถึงเรื่องสัพเพเหระอย่างศัตรูของพระคริสต์เลย มันน่าอาย ทำไมพระองค์จึงชำแหละศัตรูของพระคริสต์อยู่เสมอ?”  การไม่ชำแหละพวกเขาจะไม่เป็นไรหรือ?  พวกเขาต้องถูกชำแหละในหนทางนี้เพื่อสอนให้ผู้คนรู้จักแยกแยะ  มิฉะนั้น เมื่อศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว พวกเขาจะปล่อยความคิดเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติมากมายออกมา ชักพาผู้คนมากมายให้หลงผิด และถึงขั้นควบคุมคริสตจักรและสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเอง  พวกเจ้าย่อมเห็นอย่างชัดเจนใช่หรือไม่ว่าผลสืบเนื่องของเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด?  เมื่อครู่นี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมกันว่าการที่ความจริงกุมอำนาจคืออะไร  ผ่านการสามัคคีธรรม ผู้คนได้เห็นวิธีการที่ไร้สาระและทัศนะที่เหลวไหลของศัตรูของพระคริสต์  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการกุมอำนาจด้วยตนเองอยู่เสมอและไม่ต้องการให้พระคริสต์ทรงกุมอำนาจ ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนการปกครองของความจริงให้เป็นรูปแบบประชาธิปไตย สนับสนุนว่าการที่ทุกคนปรึกษาหารือกันในเรื่องต่างๆ คือการที่ความจริงกุมอำนาจ  ในเรื่องนี้มีเล่ห์เหลี่ยมของซาตานอยู่มิใช่หรือ?  ความจริงคือสิ่งที่ทุกคนสามารถบรรลุได้ผ่านการปรึกษาหารืออย่างนั้นหรือ?  ความจริงเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงแสดงและกำเนิดมาจากพระเจ้า  เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่สามารถปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าโดยตรง นบนอบพระเจ้าโดยตรง และนบนอบการจัดการเตรียมการของพระเจ้าโดยตรงได้?  เหตุใดพระบัญชาของพระคริสต์จึงต้องถูกกำหนดผ่านการปรึกษาหารือของทุกคน?  นี่คือการวางแผนร้ายของซาตานมิใช่หรือ?  ศัตรูของพระคริสต์มักจะปล่อยชุดทฤษฎีออกมาชักพาผู้คนให้หลงผิด และไม่ว่าพวกเขาจะนำงานใดไปปฏิบัติ พวกเขาก็เป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งเป็นการละเมิดหลักธรรมความจริงอย่างสิ้นเชิง  เมื่อมองเรื่องนี้จากการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขามีอุปนิสัยอย่างไรกันแน่?  พวกเขาคือคนที่รักสิ่งที่เป็นบวกและรักความจริงหรือไม่?  พวกเขามีการนบนอบที่แท้จริงต่อพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  แก่นแท้ของพวกเขาคือการรังเกียจและเกลียดชังความจริง  มากไปกว่านั้น พวกเขายังโอหังมากเสียจนสูญสิ้นความมีเหตุผลทั้งปวง ถึงขั้นขาดมโนธรรมและสำนึกพื้นฐานที่ผู้คนควรมี  ผู้คนเช่นนั้นไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่ามนุษย์  กล่าวได้เพียงว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกับซาตาน พวกเขาคือปีศาจ  ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อยย่อมเป็นปีศาจ—เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น

ยังมีบางคนที่มีท่าทีไม่ถ่อมใจ แต่ก็ไม่โอหังต่อพระวจนะของพระคริสต์  พวกเขาไม่ได้แสดงการยอมรับอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ต่อต้าน  ในยามที่พระคริสต์ตรัส สามัคคีธรรมความจริง แยกแยะบุคคล หรือมอบหมายงาน พวกเขาก็ดูเหมือนกำลังรับฟังและจดบันทึก แสดงให้เห็นถึงความจริงจังและการให้ความร่วมมือ  พวกเขาจดบันทึกทุกสิ่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำเครื่องหมายต่างๆ นานา ดูเหมือนสนใจความจริงเป็นอย่างมากและให้คุณค่ากับสิ่งที่พระคริสต์ตรัสอย่างสูง ราวกับว่าพวกเขารักความจริงเป็นพิเศษและสัตย์ซื่อต่อพระคริสต์อย่างแน่วแน่  แต่ท่าทีที่ผู้คนดังกล่าวมีต่อความจริง อุปนิสัยของพวกเขา และแก่นแท้ของพวกเขาสามารถเห็นได้จากปรากฏการณ์อันผิวเผินเช่นนั้นหรือไม่?  ไม่สามารถมองเห็นได้  จากภายนอก ผู้คนเช่นนั้นดูเหมือนกำลังจดบันทึกและรับฟัง แต่แท้จริงแล้วในใจของพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่?  เมื่อพวกเขามองดูสิ่งที่ตนจดบันทึกไว้ พวกเขาก็คิดว่า “ทั้งหมดนี้คืออะไรกัน?  ไม่มีประโยคไหนที่เป็นประโยชน์เลย ไม่มีอะไรที่ดูสูงส่งหรือสอดคล้องกับความจริง และไม่มีอะไรที่ดูสมเหตุสมผลสำหรับฉันเลย  ฉันฉีกมันทิ้งเสียยังจะดีกว่า!”  นี่คือท่าทีแบบหนึ่งมิใช่หรือ?  เราได้เห็นผู้คนมากมายพยักหน้าและแสดงสีหน้าต่างๆ นานาขณะฟังคำเทศนา พร้อมกับจดบันทึกไปด้วย แต่หลังจากนั้น พวกเขากลับไม่จริงจังกับเรื่องนี้เลย  พวกเขาจำไม่ได้ว่าควรนำสิ่งใดไปปฏิบัติ ทั้งยังไม่เก็บสิ่งมาใส่ใจหรือกระทำการตามสิ่งนั้น  ส่วนการปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาควรปฏิบัตินั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย  สิ่งที่พวกเขาควรนำไปปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและหน้าที่ของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาควรเข้าสู่ก็เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ส่วนบุคคลของพวกเขา  พวกเขาไม่นำสิ่งที่ควรปฏิบัติไปปฏิบัติ นับประสาอะไรการเอาจริงเอาจังกับการเข้าสู่ส่วนบุคคลของตน  พวกเขากล่าวว่า “มีคำกล่าวว่าทุกประโยคที่พระคริสต์พูดและแสดงออกมาคือความจริง คือสิ่งที่ผู้คนควรเข้าสู่ ทั้งหมดนั้นคือความจริง หนทาง และชีวิต—แต่ในสิ่งที่ฉันจดบันทึกแต่ละครั้ง ฉันไม่เห็นความจริงหรือหนทางใดๆ เลย และฉันก็ไม่รู้สึกว่านั่นคือชีวิตด้วย  แล้วคำกล่าวที่ว่าพระคริสต์มีแก่นแท้ของพระเจ้าจะลุล่วงได้อย่างไร?  เรื่องนั้นจะกลายเป็นจริงได้อย่างไร?  เรื่องนั้นจะตรงกับสิ่งที่ฉันเห็นได้อย่างไร?  มันไม่ตรงกันง่ายๆ หรอก”  บางคนกล่าวว่า “หากฟังแล้วพวกเขามีท่าทีเช่นนี้ แล้วทำไมพวกเขาถึงยังจดบันทึกเล่า?  พวกเขาดูเหมือนมีท่าทีที่ถูกควร จริงจัง และมีความรับผิดชอบ เกิดอะไรขึ้นหรือ?”  มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น  หากคนที่ไม่รักความจริงและรังเกียจความจริงอย่างยิ่งดูตั้งอกตั้งใจและใส่ใจเวลาที่พระคริสต์ตรัสได้เป็นพิเศษ เจตนาเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำไปพอเป็นพิธีแบบไม่ตั้งใจ ไม่ใช่การยอมรับอย่างแท้จริง  ทุกๆ ครั้งที่พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือติดต่อกับพระคริสต์และสนทนากับพระองค์ สิ่งที่พวกเขารับรู้ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าความสูงส่ง ความมิอาจหยั่งถึงได้ หรือการอัศจรรย์ของพระเจ้า แต่เป็นความสัมพันธ์กับชีวิตจริง ความเป็นปกติ และความไม่สำคัญของพระองค์  ดังนั้น จากมุมมองและจุดยืนของพวกเขาเอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเชื่อมโยงคำพูดของคนธรรมดาผู้นี้เข้ากับความจริง หนทาง หรือชีวิต  ไม่ว่าพวกเขาจะมองคนคนนี้อย่างไร พวกเขาก็เห็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่ง พวกเขาไม่สามารถมองว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหรือพระคริสต์ได้  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีทางมองว่าคำพูดที่แสนจะธรรมดาอย่างยิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่จะสังเกต นำไปปฏิบัติ และใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต เป็นเป้าหมายสำหรับการดำรงอยู่ และอื่นๆ ได้เลย—พวกเขาพบว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ  พวกเขากล่าวว่า “ทำไมฉันถึงมองไม่เห็นความจริงใดๆ ในคำพูดธรรมดาๆ เหล่านี้เลย?  พวกคุณทุกคนเห็นได้อย่างไร?  นี่เป็นแค่คำพูดธรรมดาไม่ใช่หรือ?  คำพูดเหล่านี้เป็นภาษามนุษย์ ข้อความของมนุษย์ ไวยากรณ์ของมนุษย์ ถึงกับใช้วลีและคำศัพท์บางอย่างของมนุษย์ และชำแหละสุภาษิตและแง่มุมทางวัฒนธรรมบางอย่างของมนุษย์เสียด้วยซ้ำ  คำพูดเหล่านี้จะมีความจริงอยู่ได้อย่างไร?  ทำไมฉันถึงมองไม่เห็น?  ในเมื่อพวกคุณทุกคนบอกว่านี่คือความจริง เช่นนั้นฉันก็จะแค่ตามน้ำและพูดตามคนอื่นเหมือนนกแก้วนกขุนทอง ฉันจะจดบันทึกเพราะนั่นคือสิ่งที่ทุกคนทำกัน แต่ในขณะที่พวกคุณทุกคนมองว่าพระคริสต์เป็นความจริง ฉันไม่คิดเช่นนั้นอย่างแน่นอน  ‘ความจริง’ เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์มาก นี่ต้องเป็นสิ่งที่สูงส่งอย่างยิ่ง!  เมื่อพูดถึงความจริง นี่ย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า และเมื่อเกี่ยวข้องกับพระเจ้า ก็ไม่มีทางธรรมดา ไร้ความสำคัญ และสามัญเช่นนั้นได้  ดังนั้น ไม่ว่าฉันจะพินิจพิจารณาและวิเคราะห์อย่างไร ฉันก็ไม่พบวี่แววใดๆ ของพระเจ้าในตัวพระองค์เลย  หากไม่มีวี่แววของพระเจ้าในตัวพระองค์ พระองค์จะช่วยพวกเราให้รอดได้อย่างไร?  เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้  หากคำพูดของพระองค์ไม่สามารถช่วยพวกเราให้รอดหรือเป็นประโยชน์ต่อพวกเราได้ ทำไมพวกเราถึงควรจะติดตามพระองค์ด้วย?  ทำไมพวกเราถึงควรจะนำคำพูดของพระองค์ไปปฏิบัติ?  ทำไมพวกเราถึงควรจะดำเนินชีวิตตามคำพูดของพระองค์?”  ตอนนี้พวกเขาได้แสดงธาตุแท้ของตนในฐานะศัตรูของพระคริสต์ออกมาแล้วมิใช่หรือ?  ตั้งแต่ต้นจนจบ ท่าทีที่พวกเขามีต่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดคือการพินิจพิเคราะห์  ในวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าไม่มีการยอมรับหรือการนบนอบอยู่เลย นับประสาอะไรกับการปฏิบัติหรือการมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้น  ในทางกลับกัน พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีของการรู้สึกคัดค้าน การต่อต้าน และการปฏิเสธ  พวกเขาฝืนจดบันทึกในยามที่พระคริสต์ทรงสนทนากับผู้คน แต่ลึกลงไปแล้ว พวกเขาไม่ยอมรับเลยแม้แต่น้อย  หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับพระคริสต์ บางคนกล่าวว่า “การได้พูดคุยและสามัคคีธรรมกับพระเจ้าต่อหน้านั้นเป็นสิ่งที่ช่างเพลิดเพลินอย่างแท้จริง”  ศัตรูของพระคริสต์กล่าวว่า “ฉันจะลองดูบ้าง  ฉันจะคุยกับพระคริสต์ต่อหน้าและดูว่าสีหน้า ท่าทาง และคำพูดของพระคริสต์เป็นอย่างไรกันแน่เวลาที่พระองค์คุยกับผู้คน  ฉันจะดูว่าคนเราจะได้รับหรือค้นพบอะไรจากเรื่องนี้บ้าง สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้คนในการวางรากฐานและยืนยันความเชื่อที่พวกเขามีต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าเที่ยงแท้หรือไม่”  ด้วยท่าทีที่มีต่อพระคริสต์และพระวจนะของพระองค์เช่นนี้ พวกเขาจะสามารถใช้หรือนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่?  ไม่ พวกเขาย่อมไม่สามารถทำได้  พวกเขาเป็นเพียงผู้ชมที่มาดูความตื่นเต้นเท่านั้น พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อแสวงหาความจริงเลย  พวกเจ้าคิดว่าท่าทีที่คนเหล่านี้ใช้ปฏิบัติต่อพระคริสต์และสนทนากับพระองค์นั้น คล้ายกับกลุ่มป้าข้างบ้านที่จับกลุ่มคุยกันที่ระเบียง จะพูดคุยกับใครก็ไม่จำเป็นต้องจริงจัง และทุกคนเพียงแค่พูดในสิ่งที่ตนต้องการพูดหรือไม่?  ผู้คนเหล่านี้ปฏิบัติต่อพระคริสต์ในหนทางเดียวกันคือ “พระองค์ก็แสดงทัศนะของพระองค์ไป ส่วนฉันก็จะยึดมั่นในทัศนะของฉัน  พวกเราต่างคนต่างอยู่ พระองค์อย่าหวังว่าจะโน้มน้าวฉันได้ และฉันก็จะไม่ยอมรับสิ่งที่พระองค์พูดอย่างแน่นอน”  นั่นเป็นท่าทีแบบนั้นมิใช่หรือ?  ท่าทีนี้คืออะไร?  (ดูแคลนและไม่เคารพ)  ผู้คนเหล่านี้ช่างแปลกประหลาด  ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด แล้วเหตุใดเจ้าถึงเชื่อและติดตามพระองค์เล่า?  หากเจ้าไม่เชื่อ เหตุใดจึงไม่จากไปให้จบๆ เสียเล่า?  ใครบังคับให้เจ้าเชื่อหรือ?  ไม่มีใครบังคับให้เจ้าเชื่อในพระเจ้า นี่เป็นทางเลือกของเจ้าเอง

บางคนเมื่อฟังสามัคคีธรรมของเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พวกเขาก็จะเกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็วว่า “พระองค์คิดแบบนั้น แต่ฉันคิดแบบนี้  ในแต่ละเรื่องพระองค์มีแนวคิดของตัวเอง และฉันก็มีความคิดของฉัน ทุกคนต่างก็มีแนวคิดเป็นของตัวเอง”  สิ่งมีชีวิตประเภทใดที่จะพูดเช่นนี้?  เมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียมความจริงให้แก่ผู้คน นั่นคือการโต้แย้งแบบหนึ่งหรือ?  พระวจนะของพระเจ้าเป็นทฤษฎีทางวิชาการอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  แล้วพระวจนะเหล่านั้นคืออะไร?  (คือความจริง)  เจาะจงให้มากกว่านี้เถิด  (พระวจนะของพระเจ้าคือหลักธรรมและทิศทางสำหรับการประพฤติปฏิบัติตนของมนุษย์ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของผู้คน)  เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมความจริงให้แก่ผู้คน?  เคยมีคำกล่าวว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมความรู้ให้หรือไม่?  (ไม่เคย)  เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าพระวจนะของพระเจ้ามีไว้ให้ผู้คนกินและดื่ม?  พระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนอาหารของผู้คน พระวจนะเหล่านั้นสามารถค้ำจุนร่างกายเนื้อหนังของเจ้าและทำให้เจ้ามีชีวิตอยู่ได้ และยิ่งไปกว่านั้น พระวจนะเหล่านั้นยังทำให้เจ้ามีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี ทำให้เจ้ามีชีวิตอยู่ด้วยสภาพเสมือนมนุษย์  พระวจนะคือชีวิตสำหรับคนเรา!  พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่ความเชื่อ ข้อโต้แย้ง หรือคำกล่าวรูปแบบหนึ่ง  ความรู้ ข้อโต้แย้ง และวัฒนธรรมดั้งเดิมของมนุษย์รังแต่จะทำให้ผู้คนเสื่อมทรามเท่านั้น  ผู้คนสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยมีหรือไม่มีสิ่งเหล่านั้น แต่หากใครปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ถึงเกณฑ์และได้มาตรฐาน พวกเขาย่อมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้หากไร้ซึ่งความจริง  แล้วความจริงคืออะไรกันแน่?  (คือหลักเกณฑ์สำหรับการประพฤติปฏิบัติตน สำหรับการกระทำการ และสำหรับการนมัสการพระเจ้า)  ถูกต้อง คำอธิบายนั้นเจาะจงมากขึ้น  ศัตรูของพระคริสต์มองเช่นนี้หรือไม่?  พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้  พวกเขาคัดค้าน ต่อต้าน และกล่าวโทษข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รับความจริง  ในความคิดและทัศนะของพวกเขา พวกเขาคิดว่า “พระองค์ก็เป็นแค่คนธรรมดา  พระองค์พูดอย่างหนึ่งแล้วคนอื่นก็ไปปฏิบัติตามคำพูดของพระองค์ แล้วทำไมฉันถึงพูดสิ่งที่ถูกต้องและให้ผู้คนไปปฏิบัติตามบ้างไม่ได้?  ทำไมสิ่งที่พระองค์พูดถึงถูกต้องเสมอและสิ่งที่ฉันพูดถึงผิดเสมอ?  ทำไมคำพูดของพระองค์ถือเป็นความจริง ในขณะที่คำพูดของฉันถือเป็นความรู้และคำสอน?”  เรื่องนี้ไม่ได้อิงจากสิ่งใดเลย—นี่คือข้อเท็จจริง และถูกกำหนดโดยแก่นแท้  พระคริสต์ทรงเป็นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด และแก่นแท้ของพระองค์คือพระเจ้า  ไม่มีใครสามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้ ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์จะไม่ยอมรับรู้หรือยอมรับ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้  ช่วงเวลาที่มนุษย์หันหลังให้พระคริสต์และปฏิเสธพระองค์คือช่วงเวลาแห่งการทำลายล้างมนุษย์  หากปราศจากพระคริสต์และพระวจนะของพระองค์ ก็ไม่มีใครได้รับการช่วยให้รอดเลย  นี่คือข้อเท็จจริงมิใช่หรือ?  (ใช่)  คำพูดและทฤษฎีเหล่านั้นของศัตรูของพระคริสต์นำความเจริญใจประเภทใดมาสู่ผู้คนได้บ้าง?  หากผู้คนไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น พวกเขาจะสูญเสียสิ่งใดหรือไม่?  ไม่ จะไม่มีการสูญเสียใดๆ เลย  คำพูดของศัตรูของพระคริสต์ไม่มีอิทธิพลในทางบวกต่อใครเลย แต่กลับมีผลกระทบในทางลบมากมาย  หากพระคริสต์ไม่ได้ตรัสแม้แต่ประโยคเดียวและเพียงแค่เสด็จมาใช้ชีวิตตามปกติเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะจากไป มวลมนุษย์จะได้รับสิ่งใดหรือ?  นอกจากการแบกกางเขนแล้ว มวลมนุษย์จะได้รับสิ่งใดอีก?  พวกเขาจะยังคงมีชีวิตอยู่ในบาป สารภาพและกลับใจ ติดอยู่ในบาปอย่างไม่อาจดิ้นหลุดได้ กลายเป็นเลวทรามลงเรื่อยๆ และท้ายที่สุดเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง พวกเขาทุกคนก็จะถูกทำลาย  นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์  แต่พระคริสต์ได้เสด็จมา ทรงแสดงพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าตั้งพระทัยจะตรัสกับมนุษย์ ทรงจัดเตรียมความจริงทั้งปวงที่มนุษย์ต้องการ และทรงเผยให้มนุษย์เห็นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น  การนี้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนสำหรับมนุษย์มิใช่หรือ?  กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระวจนะของพระคริสต์สร้างจุดเปลี่ยนให้กับมนุษย์มิใช่หรือ?  (ใช่)  จุดเปลี่ยนนี้คืออะไร?  ประการแรกก็คือ เปลี่ยนจากการที่มนุษย์เผชิญกับการกล่าวโทษและการทำลายล้างมาเป็นการมีโอกาสและความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด  นั่นคือจุดเปลี่ยนมิใช่หรือ?  ความหวังของผู้คนมาถึงแล้ว พวกเขาเห็นรุ่งอรุณและมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดและรอดชีวิต  เมื่อพระเจ้าทรงทำลายและลงโทษมวลมนุษย์ พวกเขาก็สามารถหลีกเลี่ยงการทำลายล้างและการลงโทษได้  ดังนั้น สำหรับมวลมนุษย์ที่รอดชีวิตได้เช่นนี้ พระคริสต์และพระวจนะของพระองค์เป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดี?  (สิ่งที่ดี)  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี  การที่ศัตรูของพระคริสต์เป็นปฏิปักษ์และเกลียดชังพระคริสต์เช่นนั้น คนธรรมดาเช่นนั้นมากถึงเพียงนี้ ย่อมถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของพวกเขา

ในการปฏิบัติต่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ศัตรูของพระคริสต์ยังมีการสำแดงศัอีกประการหนึ่ง นั่นคือ พวกเขากล่าวว่า “ทันทีที่ฉันเห็นว่าพระคริสต์เป็นเพียงคนธรรมดา มโนคติอันหลงผิดก็ก่อตัวขึ้นในใจฉัน  พระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังคือการแสดงของพระเจ้า สิ่งนั้นคือความจริง และฉันก็ยอมรับเรื่องนั้น  ฉันมีหนังสือพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังหนึ่งเล่ม และนั่นก็เพียงพอแล้ว  ฉันไม่จำเป็นต้องติดต่อกับพระคริสต์  หากฉันมีมโนคติอันหลงผิด ความคิดลบ หรือความอ่อนแอ ฉันก็สามารถแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้เพียงแค่อ่านพระวจนะของพระเจ้า  การติดต่อกับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทำให้ฉันเกิดมโนคติอันหลงผิดได้ง่าย และนี่จะแสดงให้เห็นว่าฉันถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งเกินไป  หากบังเอิญฉันถูกพระเจ้ากล่าวโทษ ฉันก็จะหมดหวังในความรอด  ดังนั้น หากฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตัวเองก็น่าจะดีกว่า  พระเจ้าในสวรรค์ต่างหากที่ทรงสามารถช่วยผู้คนให้รอดได้”  พระวจนะและการสามัคคีธรรมในปัจจุบันของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระวจนะทั้งหลายต่างหากที่เปิดโปงอุปนิสัยและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ที่ทิ่มแทงหัวใจของศัตรูของพระคริสต์มากที่สุดและเจ็บปวดที่สุดสำหรับพวกเขา  สิ่งเหล่านี้คือถ้อยคำที่ศัตรูของพระคริสต์เต็มใจที่จะอ่านน้อยที่สุด  ดังนั้น ในใจของศัตรูของพระคริสต์จึงปรารถนาให้พระเจ้าเสด็จไปจากแผ่นดินโลกโดยเร็ว เพื่อที่พวกเขาจะได้ปกครองด้วยอำนาจของตนเองบนแผ่นดินโลก  พวกเขาเชื่อว่าเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด คนธรรมดาผู้นี้ เป็นส่วนเกินสำหรับพวกเขา  พวกเขามักครุ่นคิดอยู่เสมอว่า “ก่อนฟังคำเทศนาของพระคริสต์ ฉันรู้สึกว่าฉันเข้าใจทุกสิ่ง และก็สบายดีในทุกด้าน แต่หลังจากฟังคำเทศนาของพระคริสต์แล้ว มันกลับต่างออกไป  ตอนนี้ฉันรู้สึกราวกับว่าฉันไม่มีอะไรเลย ฉันรู้สึกว่าฉันช่างไร้ความสำคัญและน่าสมเพชเหลือเกิน”  ดังนั้น พวกเขาจึงกำหนดว่าพระวจนะของพระคริสต์ไม่ได้กำลังเปิดโปงพวกเขา แต่เปิดโปงผู้อื่น และคิดว่าไม่จำเป็นต้องฟังคำเทศนาของพระคริสต์ แค่อ่านพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังก็เพียงพอแล้ว  ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ เจตนาหลักของพวกเขาคือการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่พระคริสต์ทรงแสดงความจริง โดยคิดว่าพวกเขามีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดผ่านความเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ และพวกเขาสามารถปกครองในฐานะกษัตริย์ในคริสตจักรได้ ซึ่งเป็นการสนองเจตนาเริ่มแรกของพวกเขาในการเชื่อในพระเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติแห่งการไม่ยอมรับพระเจ้าที่มีมาแต่กำเนิด พวกเขาเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังราวกับไฟและน้ำที่ขัดแย้งกันอยู่ชั่วนิรันดร์  พวกเขาคิดว่าทุกๆ วันที่พระคริสต์ทรงดำรงอยู่เป็นวันที่พวกเขายากจะโดดเด่น และพวกเขาตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกล่าวโทษ ถูกกำจัด ถูกทำลาย และถูกลงโทษ  ดังนั้น ตราบใดที่พระคริสต์ไม่ตรัสและไม่ทรงพระราชกิจ และตราบใดที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่เคารพยกย่องพระคริสต์ เมื่อนั้นโอกาสของศัตรูของพระคริสต์ย่อมมาถึง  พวกเขามีโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตน  เพียงแค่โบกมือ ผู้คนมากมายก็จะแปรพักตร์มาอยู่ข้างพวกเขา และศัตรูของพระคริสต์ก็สามารถปกครองในฐานะกษัตริย์ได้  ศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ธรรมชาติที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังพระคริสต์  พวกเขาแข่งขันกับพระคริสต์ว่าใครมีพรสวรรค์มากกว่าหรือใครมีความสามารถมากกว่า พวกเขาแข่งขันกับพระคริสต์ว่าคำพูดของใครมีอำนาจมากกว่าและความสามารถของใครยิ่งใหญ่กว่า  ในขณะที่พวกเขากำลังทำสิ่งเดียวกับพระคริสต์ พวกเขาก็ตั้งใจที่จะทำให้ผู้อื่นเห็นว่า ถึงแม้พวกเขาและพระองค์จะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ความสามารถและความรู้ของพระคริสต์ไม่ได้ดีไปกว่าคนธรรมดาเลย  ศัตรูของพระคริสต์แข่งขันกับพระคริสต์ในทุกวิถีทาง แย่งชิงกันว่าใครดีกว่า และพยายามปฏิเสธจากทุกมุมมองถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นร่างจำแลงของพระวิญญาณของพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นร่างจำแลงของความจริง  พวกเขายังคิดหาวิธีการและหนทางนานาประการในทุกด้านเพื่อป้องกันไม่ให้พระคริสต์ทรงกุมอำนาจในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ป้องกันไม่ให้พระวจนะของพระคริสต์ถูกถ่ายทอดหรือนำไปปฏิบัติในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และถึงกับป้องกันไม่ให้สิ่งที่พระคริสต์ทรงทำ รวมถึงข้อเรียกร้องและความหวังที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนกลายเป็นจริงในหมู่ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ราวกับว่าเมื่อพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ พวกเขาก็ถูกเมินเฉย ทั้งยังถูกคริสตจักรกล่าวโทษและปฏิเสธ—เป็นกลุ่มคนที่ถูกจับไปไว้ในมุมมืด  จากการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ พวกเราย่อมเห็นว่าโดยแก่นแท้และโดยอุปนิสัยแล้ว พวกเขาไม่อาจปรองดองกับพระคริสต์ได้—พวกเขาไม่สามารถอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันกับพระองค์ได้!  ศัตรูของพระคริสต์เป็นศัตรูกับพระเจ้ามาตั้งแต่เกิด พวกเขาออกมาเพื่อต่อต้านพระคริสต์โดยเฉพาะ และพวกเขาก็ต้องการเอาชนะและกำราบพระคริสต์  พวกเขาต้องการให้พระราชกิจทั้งหมดที่พระคริสต์ทรงทำนั้นสูญเปล่าและไร้ผล เพื่อที่ในท้ายที่สุดพระคริสต์จะไม่ทรงได้รับผู้คนมากมาย และเพื่อที่ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจที่ใด พระองค์ก็จะไม่ทรงเกิดผลลัพธ์ใดทั้งสิ้น  เมื่อนั้นเท่านั้นที่ศัตรูของพระคริสต์จะมีความสุข  หากพระคริสต์ทรงแสดงความจริงและผู้คนกระหายความจริงเหล่านั้น แสวงหาความจริงเหล่านั้น ยอมรับอย่างยินดี เต็มใจที่จะสละตนเพื่อพระคริสต์ ละทิ้งทุกสิ่งและถ่ายทอดข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เช่นนั้นศัตรูของพระคริสต์ก็จะเกิดความท้อแท้และรู้สึกว่าไม่มีความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว จะไม่มีโอกาสให้พวกเขาได้โดดเด่นอีกต่อไป ราวกับว่าพวกเขาถูกโยนลงนรก  เมื่อมองดูการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ แก่นแท้ของพวกเขาที่ต่อสู้กับพระเจ้าและมองพระองค์ด้วยความเป็นปฏิปักษ์นี้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมาปลูกฝังไว้ในตัวพวกเขาใช่หรือไม่?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน พวกเขาเกิดมาพร้อมกับสิ่งนั้น  ดังนั้นแล้ว ศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นคนประเภทเป็นมารกลับชาติมาเกิดตั้งแต่เกิด เป็นมารที่มายังแผ่นดินโลก  พวกเขาไม่มีวันยอมรับความจริงได้ และจะไม่มีวันยอมรับพระคริสต์ ยกชูพระคริสต์ หรือเป็นพยานถึงพระคริสต์  ถึงแม้ว่าโดยเปลือกนอกเจ้าจะไม่เห็นพวกเขาตัดสินหรือกล่าวโทษพระคริสต์อย่างเปิดเผย และถึงแม้ว่าพวกเขาสามารถทุ่มเทความพยายามและจ่ายราคาอย่างว่าง่าย แต่ทันทีที่พวกเขามีโอกาส เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ความไม่อาจปรองดองกับพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์ก็จะแสดงตัวออกมา  ข้อเท็จจริงที่ว่าศัตรูของพระคริสต์ต่อสู้กับพระเจ้าและสถาปนาอาณาจักรอิสระจะกลายเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน  สิ่งเหล่านี้ล้วนเคยเกิดขึ้นมาก่อนในสถานที่ที่มีศัตรูของพระคริสต์ และเกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นพิเศษในช่วงหลายปีมานี้ที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระองค์ ผู้คนมากมายได้มีประสบการณ์และได้สังเกตถึงสิ่งเหล่านั้น

27 มิถุนายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่สาม)

ถัดไป: บทแทรก สอง: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger