ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่สาม)

II. การดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด

หัวข้อของการสามัคคีธรรมครั้งที่แล้วคือการสำแดงประการที่สิบของศัตรูของพระคริสต์—การดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า  ประการนี้ถูกแบ่งออกเป็นอีกสามส่วนเพื่อสามัคคีธรรมถึงรายละเอียด  ส่วนแรกคือการดูหมิ่นพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ส่วนที่สองคือการดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด และส่วนที่สามคือการดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า  ทั้งสามส่วนนี้ถูกใช้เพื่อชำแหละการสำแดงอันหลากหลายของศัตรูของพระคริสต์ในประการที่สิบ  ส่วนแรกได้สามัคคีธรรมกันไปแล้ว และสำหรับส่วนที่สอง การดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด ได้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนเพื่อสามัคคีธรรม  สี่ส่วนนี้มีอะไรบ้าง?  (ก. การป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดี ข. การพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับความอยากรู้อยากเห็น ค. วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา และ ง. การแค่รับฟังสิ่งที่พระคริสต์ตรัส แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ)  คราวที่แล้วได้สามัคคีธรรมสองส่วนแรกกันไปแล้ว คราวนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมส่วนที่สามกัน

ค. วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา

ส่วนที่สามคือ “วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา” พวกเราจะดูการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์โดยอ้างอิงจากวลีอันเรียบง่ายนี้  ในความรู้สึกของพวกเจ้า หรือจากสิ่งที่พวกเจ้าได้เห็นและได้ผ่านประสบการณ์มานั้นน่าจะมีตัวอย่างเกี่ยวกับส่วนนี้อยู่บ้างมิใช่หรือ?  บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับพระคริสต์เลย ฉันแค่เคยฟังคำเทศนาของพระองค์เท่านั้น  ฉันไม่มีประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการสำแดงนี้ และไม่เคยเห็นผู้อื่นมีการสำแดงเช่นนี้ออกมาในความเป็นจริงเลย”  แล้วคนที่มีประสบการณ์จริงในส่วนนี้เล่า พวกเจ้ามีความรู้สึกหรือความเข้าใจที่สอดคล้องกับส่วนนี้บ้างหรือไม่?  ไม่มีเลยหรือ?  เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็จำเป็นต้องสามัคคีธรรมกันอย่างลึกซึ้งจริงๆ ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อมองแบบผิวเผิน ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับท่าทีและการสำแดงอันหลากหลายในยามที่ผู้คนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับพระคริสต์  อันที่จริง จากส่วนนี้ คนเราไม่เพียงเห็นการสำแดงและท่าทีอันหลากหลายที่ผู้คนมีต่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถแยกแยะท่าทีและการสำแดงที่แท้จริงที่ผู้คนมีต่อพระเจ้าได้จากการที่พวกเขาปฏิบัติต่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดอีกด้วย  กล่าวคือ จากการนี้ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้คนปฏิบัติต่อพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงมีอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าด้วยท่าทีเช่นไร และพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า มีความเชื่อที่แท้จริง และมีการนบนอบที่แท้จริงหรือไม่  เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระคริสต์ย่อมเผยให้เห็นท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อ  ในการปฏิบัติต่อพระคริสต์ผู้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาคนนี้ การที่เจ้ามีมโนคติอันหลงผิด มีความเชื่อที่แท้จริง หรือมีการนบนอบที่แท้จริงหรือไม่นั้นชี้ให้เห็นว่าเจ้ามีความเชื่อที่แท้จริงและมีการนบนอบที่แท้จริงต่อพระเจ้าที่เจ้าเชื่อ ซึ่งก็คือพระเจ้าพระองค์เองหรือไม่  ในการปฏิบัติของผู้คนต่อพระเจ้าในสวรรค์—ท่าที ทัศนะ และสิ่งที่พวกเขาคิดอย่างแท้จริง—สิ่งเหล่านั้นค่อนข้างคลุมเครือ ไม่ได้เผยให้เห็นท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้คนได้พบกับพระเจ้าอย่างแท้จริง และได้เห็นร่างกายที่จับต้องได้และมีเลือดเนื้อที่พระเจ้าทรงบังเกิด ท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็ถูกเผยออกมาอย่างหมดเปลือก  คำพูดที่ผู้คนกล่าว ความคิดในจิตใจของพวกเขา มุมมองที่พวกเขาสร้างและยึดถือไว้ในหัวใจของพวกเขา แม้กระทั่งความคิดและท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์ในหัวใจของพวกเขา แท้จริงแล้วเป็นการสำแดงนานาประการถึงวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้า  เนื่องจากพระเจ้าในสวรรค์นั้นมองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ เรื่องของวิธีที่ผู้คนคิดเกี่ยวกับพระองค์ วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระองค์ วิธีที่พวกเขาตีกรอบพระองค์ และเรื่องที่ว่าพวกเขาเป็นผู้นบนอบหรือไม่นั้น แท้จริงแล้วในตัวผู้คนนั้นไม่มีมาตรฐานที่ใช้วัดว่าการสำแดงของพวกเขาถูกต้องหรือสอดคล้องกับความจริงหรือไม่  แต่เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะพระคริสต์ ทั้งหมดนี้ก็เปลี่ยนไป นั่นคือ มีมาตรฐานในการวัดการสำแดงและท่าทีทั้งหมดที่ผู้คนมีต่อพระเจ้า ทำให้เห็นชัดเจนถึงท่าทีที่แท้จริงที่ผู้คนมีต่อพระเจ้า  บ่อยครั้งที่ผู้คนคิดว่าตนเองมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในพระเจ้าและมีการเชื่อที่แท้จริง รู้สึกว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ เป็นองค์สูงสุด และควรค่าที่จะรัก  แต่สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขา หรือเป็นเพียงแค่อารมณ์เท่านั้น?  การนี้ยากที่จะกำหนดได้  เมื่อผู้คนมองไม่เห็นพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อพระองค์ด้วยเจตนาที่ดีเพียงใด การปฏิบัติที่พวกเขามีต่อพระองค์ก็ปลอมปนไปด้วยความคลุมเครือ ความกลวงเปล่า และความไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่เสมอ และเต็มไปด้วยจินตนาการที่ว่างเปล่าบางอย่างตลอดเวลา  เมื่อผู้คนได้เห็นและมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริง ระดับความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ระดับการนบนอบพระเจ้าของพวกเขา และเรื่องที่ว่าพวกเขามีความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าหรือไม่ก็ถูกเผยออกมาอย่างหมดเปลือก  ด้วยเหตุนั้น เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์ทรงกลายเป็นคนธรรมดาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื้อหนังนี้ คนธรรมดาคนนี้ย่อมกลายเป็นบททดสอบสำหรับทุกคน ทั้งยังเผยความเชื่อและวุฒิภาวะที่แท้จริงของแต่ละคนอีกด้วย  เจ้าอาจจะติดตามพระเจ้าได้ในทีแรกที่เจ้ารับรู้ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ แต่เมื่อเจ้ายอมรับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง เห็นพระเจ้าทรงกลายเป็นคนธรรมดา จิตใจของเจ้าก็ย่อมเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด  ในเวลานี้ พระคริสต์ที่เจ้าเชื่อ—คนธรรมดาคนนี้—กลับกลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อการเชื่อของเจ้า  เช่นนั้นแล้ว วันนี้พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงผลกระทบที่คนธรรมดาคนนี้ พระคริสต์ผู้เป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดนี้มีต่อผู้คน รวมถึงการสำแดงที่แท้จริงที่ผู้คนแสดงต่อพระคริสต์ ผู้เป็นคนธรรมดาคนนี้ ซึ่งเผยให้เห็นท่าทีและมุมมองที่แท้จริงนานาประการที่พวกเขามีต่อพระเจ้ากันเถิด

เนื้อหาหลักของส่วนที่สามคือ ผู้คนปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา  ศูนย์กลางและการมุ่งเน้นของสามัคคีธรรมในวันนี้อยู่ที่ความหมายที่แท้จริงของอารมณ์นี้  แน่นอนว่าอารมณ์นี้เป็นเพียงนามนัย เป็นการเรียกแบบกว้างๆ  สิ่งนี้ไม่ใช่อารมณ์ ทว่ามีมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการอันหลากหลายของผู้คน ตลอดจนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสารพัดอย่างของพวกเขา หรือแม้กระทั่งแก่นแท้ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาซ่อนอยู่เบื้องหลัง  เมื่อคนเราไม่ได้เผชิญกับอุปสรรคในการทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า ก็ไม่มีสิ่งใดไปกระทบอารมณ์ของพวกเขา และทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น พวกเขาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้บ่อยครั้ง และใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติยิ่ง เปี่ยมด้วยความชื่นบานยินดีและสันติสุข  สภาพแวดล้อมรอบตัวพวกเขาก็ราบรื่นเช่นกัน พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่เข้ากันได้ดี พระเจ้ามักจะทรงชี้แนะพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและการเรียนรู้ทักษะทางวิชาชีพ ทรงให้ความรู้แจ้งและความกระจ่าง และหลักธรรมของการปฏิบัติก็ค่อนข้างชัดเจน—ทุกสิ่งช่างเป็นปกติและดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งนัก  ในเวลานี้ ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขามีความเชื่อในพระเจ้าอย่างมาก ในหัวใจของพวกเขารู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้าเป็นพิเศษ สามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและเปิดใจได้บ่อยครั้ง รู้สึกผูกพันใกล้ชิดกับพระเจ้า และพบว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักเป็นพิเศษ  อารมณ์ของพวกเขาในเวลานี้ดีมาก พวกเขามักจะใช้ชีวิตอยู่ในสันติสุขและความชื่นบานยินดี กระตือรือร้นที่จะพูดคุยในการชุมนุม และพวกเขาสามารถอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้าและเรียนรู้บทเพลงนมัสการได้เป็นประจำทุกวัน  เมื่อทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดีและราบรื่นเช่นนี้ ผู้คนก็ขอบพระคุณพระเจ้าอยู่ในหัวใจตลอดเวลา อธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่เงียบๆ และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสละตนเพื่อพระเจ้าไปตลอดชีวิต ถวายทุกสิ่งที่ตนมี รวมถึงสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาเพื่อลุล่วงหน้าที่ของตนให้ดี  พวกเขารู้สึกว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เหลือเกิน ทรงควรค่าที่จะรักยิ่งนัก และพวกเขาก็มีความแน่วแน่และความเต็มใจที่จะถวายตนแด่พระเจ้า อุทิศชีวิตทั้งชีวิตของตนแด่พระองค์  นี่คือภาวะที่กระตือรือร้นและเป็นบวกอย่างยิ่งมิใช่หรือ?  จากเรื่องนี้ ดูเหมือนพวกเราจะเห็นได้ถึงความจงรักภักดีของผู้คน ความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้า และการพลีอุทิศที่พวกเขาทำ  ทุกสิ่งทุกอย่างดูช่างยอดเยี่ยม สงบสุข และราบรื่น  จากการสำแดงทั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่าผู้คนเพียงแค่พยายามอย่างแข็งขันในส่วนของตน ให้ความร่วมมือกับพระราชกิจของพระเจ้าและข้อกำหนดของพระองค์โดยไม่มีสิ่งใดที่ไม่เอื้ออำนวยเลย  ดังนั้น พวกเขาจึงเฝ้าขอบพระคุณพระเจ้าอยู่ในหัวใจ ขอบพระคุณพระเจ้าในสวรรค์ และขอบพระคุณพระคริสต์บนแผ่นดินโลก เปี่ยมไปด้วยความรักและความเคารพต่อพระคริสต์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  เมื่อใดที่พวกเขาร้องคำว่า “บุคคลที่ไร้ความสำคัญผู้นี้” ในบทเพลงนมัสการ พวกเขาก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง โดยคิดว่า “เป็นบุคคลที่ไร้ความสำคัญผู้นี้จริงๆ ที่ช่วยฉันให้รอด ที่มอบโอกาสนี้ให้ฉัน ทำให้วันนี้ฉันได้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในพระนิเวศของพระเจ้า!”  บางคนถึงกับอธิษฐานออกมาตรงๆ ว่า “โอ้พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง พระคริสต์ ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระองค์ ข้าพระองค์ขอสรรเสริญพระองค์ที่ประทานพรทั้งหมดนี้แก่ข้าพระองค์ พระองค์ประทานพระคุณแก่ข้าพระองค์  พระองค์คือพระเจ้าในหัวใจของข้าพระองค์ พระองค์คือพระผู้สร้าง พระองค์คือผู้ที่ข้าพระองค์ปรารถนาจะติดตาม  ข้าพระองค์เต็มใจที่จะสละตนเพื่อพระองค์ไปตลอดชีวิตของข้าพระองค์”  ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ช่างสงบสุข ช่างงดงาม และดูปรองดองกันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับการได้รับการช่วยให้รอดนั้นแสนง่ายดายและไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ  แต่ความปรองดองและสันติสุขนี้จะคงอยู่ตลอดไปได้จริงหรือ?  จะไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้นหรือ?  การนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น

1. พฤติกรรมของพวกเขาเมื่อเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง

ในกระบวนการทำหน้าที่ของผู้คนย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนออกมา บ่นพึมพำในสภาพการณ์ที่พวกเขาเผชิญ มีทัศนะของตนเอง และยิ่งไปกว่านั้นคือทำสิ่งต่างๆ ตามอำเภอใจและบุ่มบ่าม  ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้คนย่อมเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เมื่อเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง คนที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น คนที่เต็มไปด้วยจินตนาการและมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้านั้นมีวุฒิภาวะที่จะเผชิญกับทั้งหมดนี้ มีประสบการณ์กับทั้งหมดนี้อย่างแท้จริง และผ่านพ้นสถานการณ์เช่นนี้ไปได้อย่างราบรื่นจริงหรือ?  นี่จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมา และปัญหาก็อยู่ตรงนี้  เมื่อผู้คนรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างช่างยอดเยี่ยม เมื่อพวกเขารู้สึกว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักยิ่งนัก พระเจ้าทรงรักผู้คนอย่างมาก ความรักของพระองค์ช่างยิ่งใหญ่และเป็นจริงยิ่งนัก แล้วจากนั้นพวกเขาก็เผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง เผชิญหน้ากับการถูกเผย บรรดาผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงมักจะรู้สึกงุนงงและสับสน หวาดกลัวและหวั่นวิตก  ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกราวกับตนเองร่วงลงสู่ความมืดมิด ไม่สามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้า ไม่รู้ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างไร  เมื่อพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาก็เสาะหาความรู้สึกเดิมที่เคยมี อธิษฐานด้วยอารมณ์ ความคิด มุมมอง และท่าทีเดียวกับเมื่อก่อน  แต่แล้วพวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถสัมผัสถึงพระเจ้าได้อีกต่อไป  เมื่อพวกเขารู้สึกว่าไม่สามารถสัมผัสถึงพระเจ้าได้ พวกเขาก็เริ่มคิดว่า “พระเจ้าไม่ทรงต้องการฉันแล้วหรือ?  พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์ฉันหรือ?  เป็นไปได้ไหมว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันทำให้พระเจ้าไม่ทรงชอบฉันอีกต่อไป?  พระเจ้าจะทรงกำจัดฉันหรือไม่?  ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันก็จบเห่แล้วไม่ใช่หรือ?  ตอนนี้ฉันมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?  การเชื่อในพระเจ้ามีประโยชน์อะไร?  ฉันไม่เชื่อเสียยังจะดีกว่า  หากฉันไม่เชื่อ ตอนนี้ฉันอาจจะมีงานที่ดีทำ มีครอบครัวที่กลมเกลียว มีอนาคตที่สดใส!  การเชื่อในพระเจ้ามาจนถึงตอนนี้ไม่ได้นำสิ่งใดมาให้ฉันเลย แต่ถ้าฉันเลิกเชื่อจริงๆ นั่นก็จะหมายความว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาของฉันสูญเปล่า การสละตนและการพลีอุทิศทั้งหมดที่ผ่านมาของฉันไร้ผลไม่ใช่หรือ?”  ด้วยการคิดทบทวนเหล่านี้ พวกเขาก็พลันรู้สึกอ้างว้างและไม่สบายไปทั้งตัว คิดว่า “พระเจ้าในสวรรค์ช่างห่างไกลเหลือเกิน ส่วนพระเจ้าบนแผ่นดินโลกองค์นี้ นอกจากสามัคคีธรรมและประทานความจริงแล้ว พระองค์จะทรงช่วยอะไรฉันได้อีก?  พระองค์จะยังประทานสิ่งใดให้ฉันได้อีก?  พระองค์ทรงดูไร้ความสำคัญเหลือเกิน และไม่เห็นอกเห็นใจเอาเสียเลย  การมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่บ้างเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน?  หากจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีของมนุษย์ พระเจ้าก็คงจะมองข้ามผู้คนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเล็กน้อยไป พระองค์จะทรงจัดการด้วยความผ่อนปรนและไม่จับผิดข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คน  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงตัดแต่งและบ่มวินัยฉันเช่นนี้ และถึงกับทรงเพิกเฉยฉันด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?  การเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นนี้ออกมาในสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่พระเจ้ากลับรังเกียจฉันจริงๆ  พระองค์ทรงรักผู้คนจริงหรือ?  ความรักของพระองค์ถูกเผยให้เห็นที่ใด?  พระองค์ทรงรักผู้คนอย่างไรกันแน่?  ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้ฉันก็ไม่สามารถสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว”  เมื่อพวกเขาไม่สามารถสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าได้ พวกเขาก็รู้สึกห่างไกลจากพระเจ้าในสวรรค์ในทันที และยิ่งรู้สึกห่างไกลจากพระคริสต์บนแผ่นดินโลกพระองค์นี้ ห่างไกลจากคนธรรมดาคนนี้มากขึ้นไปอีก  เมื่อรู้สึกถึงความอ้างว้างเช่นนี้ในหัวใจ พวกเขาก็อธิษฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า และชูใจตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “อย่ากลัวไปเลย จงฝากความหวังไว้กับพระเจ้าในสวรรค์  พระเจ้าทรงเป็นโล่กำบังของฉัน พระเจ้าทรงเป็นพละกำลังของฉัน พระเจ้ายังทรงรักผู้คนอยู่”  ในเวลานี้ พระเจ้าที่พวกเขาพูดถึงอยู่ที่ใด?  ในสวรรค์ ท่ามกลางสรรพสิ่ง พระเจ้าพระองค์นั้นคือผู้ที่รักผู้คนอย่างแท้จริง คือพระเจ้าที่ผู้คนเคารพนับถือและเทิดทูน ผู้ที่สามารถเป็นโล่กำบังของพวกเขา เป็นความช่วยเหลือที่อยู่กับพวกเขาเสมอ และสามารถชูใจพวกเขาได้  พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งพิงสำหรับวิญญาณ หัวใจ และเนื้อหนังของพวกเขา  แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่พระเจ้าบนแผ่นดินโลกพระองค์นี้ทรงทำได้ ตอนนี้ในหัวใจของผู้คนก็ไม่มีที่พึ่งพิงอีกต่อไป  ท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไป  ท่าทีนั้นเปลี่ยนไปในสถานการณ์ใด?  เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่งและการถูกเผย และพบกับความพ่ายแพ้ ความเชื่อที่แท้จริงของพวกเขาก็ถูกออกมา

เมื่อผู้คนเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อที่แท้จริงของพวกเขาก็หันไปพึ่งพิงพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์ทันที  แล้วกับพระเจ้าที่มองเห็นได้บนแผ่นดินโลก พวกเขามีท่าทีเช่นไร?  ปฏิกิริยาแรกของผู้คนคือปฏิเสธและปล่อยมือ ไม่พึ่งพาหรือเชื่ออีกต่อไป แต่กลับหลบเลี่ยงพระองค์ ซ่อนตัว และตีตัวออกห่างจากพระองค์  ผู้คนมีอารมณ์ลักษณะนี้  เมื่อเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง ความจริงที่ผู้คนเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อที่แท้จริง ความจงรักภักดี ความรัก และการนบนอบของพวกเขาก็กลายเป็นสิ่งที่เปราะบางยิ่งนัก  เมื่อรูปการณ์แวดล้อมทั้งหมดนี้เปลี่ยนไป ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังก็เปลี่ยนไปตามนั้นด้วยเช่นกัน  การพลีอุทิศก่อนหน้านี้ของพวกเขา—สิ่งที่เรียกว่าความจงรักภักดี การสละตน และราคาที่พวกเขาจ่าย ตลอดจนสิ่งที่เรียกว่าการนบนอบของพวกเขา—ถูกเผยให้เห็นในเวลานี้เองว่าไม่ใช่ความจงรักภักดีหรือการนบนอบที่แท้จริงใดๆ แต่เป็นเพียงความกระตือรือร้นเท่านั้น  แล้วสิ่งใดปลอมปนอยู่ในความกระตือรือร้นนี้?  ความกระตือรือร้นนี้ปลอมปนไปด้วยความรู้สึกของมนุษย์ ความดีงามของมนุษย์ และความภักดีแบบมนุษย์  ความภักดีนี้ถูกเข้าใจว่าเป็นความหัวร้อนได้เช่นกัน ดังเช่น “หากฉันติดตามใครสักคน ฉันต้องแสดงความภักดีฉันพี่น้องอย่างแท้จริง เต็มใจที่จะสละชีวิตเพื่อพวกเขา ทุ่มเทกำลัง รับกระสุนแทนพวกเขา ถวายทุกสิ่งเพื่อพวกเขา” ซึ่งเป็นการสำแดงถึงความหัวร้อนของมนุษย์  การสำแดงเช่นนี้ของมนุษย์ถูกเผยออกมาในเวลานี้  เหตุใดสิ่งเหล่านี้จึงถูกเผยออกมา?  นี่เป็นเพราะในความคิดและมุมมองของผู้คนนั้นดูเหมือนพวกเขาจะยอมรับว่าคนธรรมดาคนนี้คือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง คือพระคริสต์ คือพระเจ้า และพระองค์ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า—แต่เมื่อดูที่วุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขา ความจริงที่พวกเขาเข้าใจ และความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ยอมรับคนธรรมดาคนนี้อย่างแท้จริง และไม่ได้ปฏิบัติต่อคนธรรมดาคนนี้ในฐานะพระคริสต์ ในฐานะพระเจ้า  เมื่อทุกสิ่งดำเนินไปได้ด้วยดี เมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามที่ใจหวัง เมื่อผู้คนรู้สึกว่าพระเจ้ากำลังทรงอวยพร ทรงให้ความกระจ่าง ทรงนำ และประทานพระคุณแก่พวกเขา และเมื่อสิ่งที่ผู้คนได้รับจากพระเจ้านั้นสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของพวกเขา พวกเขาก็สามารถยอมรับได้ตามมุมมองของตนเองว่าคนธรรมดาที่พระเจ้าทรงเป็นพยานให้นั้นคือพระเจ้าของมนุษย์  อย่างไรก็ตาม เมื่อรูปการณ์แวดล้อมทั้งหมดนี้เปลี่ยนไป เมื่อพระเจ้าทรงริบทั้งหมดนี้ไป และเมื่อผู้คนขาดความเข้าใจที่แท้จริงและไม่มีวุฒิภาวะที่แท้จริง ทุกสิ่งเกี่ยวกับพวกเขาก็ถูกเผยออกมา และสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมาก็คือท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อพระเจ้านั่นเอง  ท่าทีที่แท้จริงนี้เกิดขึ้นมาอย่างไร?  สิ่งนี้กำเนิดมาจากที่ใด?  ท่าทีที่แท้จริงกำเนิดมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนและการที่พวกเขาขาดความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามในตัวผู้คนนี้คืออะไร?  (หลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ในใจผู้คนก็ระวังตัวจากพระเจ้าและสร้างกำแพงกั้นพระองค์  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด พวกเขาก็มักสงสัยเสมอว่า “พระเจ้ากำลังจะทำร้ายฉันหรือ?”)  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพระเจ้าเป็นเพียงเรื่องของการมีกำแพงกั้นเท่านั้นหรือ?  เรื่องนี้เรียบง่ายเช่นนั้นหรือ?  นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีกำแพงกั้นเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของแก่นแท้ที่ต่างกันสองประการ  มนุษย์มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม—พระเจ้าทรงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามหรือไม่?  (ไม่มี)  แล้วเหตุใดระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าจึงมีความไม่ลงรอยกัน เหตุใดผู้คนจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า?  เหตุผลอยู่ที่ใด?  อยู่ที่พระเจ้าหรืออยู่ที่ผู้คน?  (อยู่ที่ผู้คน)  ตัวอย่างเช่น หากคนสองคนทะเลาะกันและเลิกพูดคุยกัน ต่อให้พวกเขาพูดคุยกัน ก็จะเป็นเพียงการพูดคุยแบบผิวเผิน โดยมีกำแพงกั้นก่อตัวขึ้นในหัวใจของพวกเขา  กำแพงกั้นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  มันเกิดขึ้นเพราะพวกเขามีมุมมองที่แตกต่างกันโดยไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ และไม่มีใครเต็มใจที่จะทิ้งมุมมองของตน ทำให้ไม่สามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้  กำแพงกั้นระหว่างผู้คนเกิดขึ้นมาเช่นนี้เอง  แต่หากพวกเราอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพระเจ้าว่าเป็นเพียงการมีกำแพงกั้น นั่นย่อมจะเป็นการกล่าวเบาเกินไปและไม่ตรงจุดนักมิใช่หรือ?  เป็นความจริงที่มีกำแพงกั้น แต่หากพวกเราใช้แค่คำว่า “กำแพงกั้น” มาอธิบายปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน นั่นก็คงจะเบาเกินไป  นี่เป็นเพราะหลังจากถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ผู้คนก็มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้เยี่ยงซาตาน และธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิดของพวกเขาก็เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า  ซาตานเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า  มันปฏิบัติต่อพระเจ้าว่าเป็นพระเจ้าหรือไม่?  มันมีความเชื่อในพระเจ้าหรือการนบนอบต่อพระเจ้าหรือไม่?  มันไม่มีทั้งความเชื่อที่แท้จริงหรือการนบนอบที่แท้จริง—นี่คือสิ่งที่ซาตานเป็น  ผู้คนก็เหมือนกับซาตาน พวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้ของซาตาน และยังขาดความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงต่อพระเจ้าอีกด้วย  ดังนั้นแล้ว พวกเราจะกล่าวได้หรือไม่ว่าระหว่างผู้คนกับพระเจ้ามีกำแพงกั้นเพราะขาดความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงนี้?  (ไม่ได้)  สิ่งนี้ชี้ให้เห็นเพียงว่าผู้คนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า  เมื่อสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นสอดคล้องกับรสนิยม อารมณ์ และความต้องการของผู้คน ตอบสนองความชอบของพวกเขา และทำให้ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่พวกเขาปรารถนา เมื่อนั้นผู้คนก็รู้สึกว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักยิ่งนัก  แต่ความรู้สึกที่ว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักในเวลานี้เป็นของจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่เป็นเพียงการที่ผู้คนฉวยโอกาส กล่าวคำพูดที่ดีสองสามคำเป็นการตอบแทน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการกอบโกยผลประโยชน์แล้วแสร้งทำดี  ในสถานการณ์เช่นนี้ คำที่ผู้คนพูดนั้นสะท้อนให้เห็นความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่?  ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้านี้เป็นจริงหรือเป็นเท็จ?  (เป็นเท็จ)  ความรู้นี้ไม่สอดคล้องกับความจริง และไม่สอดคล้องกับแก่นแท้ของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง แต่เป็นจินตนาการ เป็นมโนคติอันหลงผิดที่เกิดจากความรู้สึกและความหัวร้อนของมนุษย์  เมื่อมโนคติอันหลงผิดนี้ถูกทำลาย ถูกเปิดโปง และถูกเผยออกมา ผู้คนก็รู้สึกผิดหวัง สิ่งนี้บ่งบอกว่าทุกสิ่งที่พวกเขาปรารถนาจะได้รับนั้นถูกริบไปแล้ว  ความเข้าใจเดิมของผู้คนที่มองว่าพระเจ้าทรงควรค่าที่จะรักและทรงดีงามในหลากหลายแง่มุมนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกกล่าวโทษมิใช่หรือ?  สิ่งนี้ตรงข้ามกับสิ่งที่พวกเขาเคยเชื่อมาก่อนอย่างพอดิบพอดี  ผู้คนสามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เมื่อพระเจ้าไม่ประทานสิ่งใดให้เจ้า พระองค์เพียงแค่ปล่อยให้เจ้าใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ พูดและกระทำการ ทำหน้าที่ของเจ้า รับใช้พระเจ้า เข้ากับผู้อื่น และอื่นๆ ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามพระวจนะของพระองค์  เมื่อเจ้าใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์อย่างแท้จริง และสามารถสัมผัสได้ถึงเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้า และเจ้าสามารถรักและนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้นความไม่บริสุทธิ์ในตัวเจ้าก็จะน้อยลง และความน่ารักและแก่นแท้ของพระเจ้าที่เจ้าสัมผัสได้ก็จะเป็นของจริง

เมื่อผู้คนเผชิญหน้าการบ่มวินัยและการถูกตัดแต่ง พวกเขาก็เกิดมโนคติอันหลงผิด คำพร่ำบ่น และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า  เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏขึ้น ผู้คนก็พลันรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นอกเห็นใจ ราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงน่ารักอย่างที่พวกเขาจินตนาการไว้ โดยคิดว่า “ทุกคนบอกว่าพระเจ้าทรงน่ารัก แต่ทำไมฉันไม่เห็นรู้สึกเลย?  หากพระเจ้าทรงน่ารักจริงๆ พระองค์ก็ควรทรงอวยพรและชูใจฉัน  เมื่อฉันกำลังจะทำผิดพลาด พระองค์ก็ควรทรงเตือนฉันแทนที่จะปล่อยให้ฉันต้องอับอายหรือทำผิด พระองค์ควรทรงทำสิ่งเหล่านี้ก่อนที่ฉันจะทำผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ฉันทำผิดพลาดหรือเดินไปบนเส้นทางที่ผิด!”  มโนคติอันหลงผิดและความคิดเช่นนี้วนเวียนอยู่ในจิตใจของผู้คนเมื่อพวกเขาเผชิญกับความทุกข์ยาก  ในเวลานี้ วิธีพูดและกระทำการของผู้คนย่อมเปิดเผยน้อยลง  เมื่อผู้คนเผชิญกับการถูกตัดแต่ง เมื่อพวกเขาเผชิญกับความทุกข์ยาก อารมณ์ของพวกเขาก็แย่ลง พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงรักพวกเขามากเท่าเดิมหรือปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยพระคุณมากเท่าเดิม และพวกเขาไม่เป็นที่โปรดปรานมากเท่าเดิม  พวกเขาคิดในใจว่า “หากพระเจ้าไม่ทรงรักฉัน แล้วทำไมฉันต้องรักพระองค์ด้วย?  ฉันก็จะไม่รักพระเจ้าเช่นกัน”  ก่อนหน้านี้ ในการสนทนาของพวกเขากับพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าทรงถามสิ่งใด พวกเขาก็ตอบ พวกเขากระตือรือร้นมาก  พวกเขามักจะต้องการแบ่งปันให้มากขึ้น ไม่เคยหมดเรื่องที่จะพูด ต้องการแสดงออกและถ่ายทอดทุกสิ่งในหัวใจของพวกเขา ปรารถนาที่จะเป็นคนสนิทของพระเจ้า  แต่เมื่อเผชิญกับการถูกตัดแต่ง พวกเขาก็รู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงน่ารักอีกต่อไป พระเจ้าไม่ทรงรักพวกเขามากเท่าเดิม และพวกเขาก็ไม่อยากรักพระเจ้าเช่นกัน  เมื่อพระเจ้าทรงถามบางสิ่ง พวกเขาก็แค่ตอบสั้นๆ อย่างสุกเอาเผากิน ถามคำตอบคำเท่านั้น  หากพระเจ้าทรงถามว่า “ช่วงนี้เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าได้ดีแค่ไหน?” พวกเขาตอบว่า “ก็ใช้ได้”  “เจ้ามีความยากลำบากใดหรือไม่?”  “ก็มีบ้าง”  “เจ้าสามารถร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงอย่างกลมเกลียวได้หรือไม่?”  ในใจของพวกเขาก็คิดว่า “หึ ฉันยังดูแลตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วฉันจะให้ความร่วมมือกับคนอื่นอย่างกลมเกลียวได้อย่างไร?”  “เจ้ามีความอ่อนแอใดหรือไม่?”  “ข้าพระองค์ไม่เป็นไร”  พวกเขาเริ่มไม่เต็มใจที่จะพูดคุยมากขึ้น แสดงท่าทีที่เป็นลบและพร่ำบ่นออกมาอย่างเต็มที่  ตัวตนทั้งหมดของพวกเขากลายเป็นท้อแท้และสิ้นหวัง เต็มไปด้วยความขุ่นข้องหมองใจและความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่เต็มใจที่จะพูดเกินความจำเป็น  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เพราะตอนนี้พวกเขาอารมณ์ไม่ดี สภาวะของพวกเขาค่อนข้างสิ้นหวัง และพวกเขาไม่มีอารมณ์จะพูดคุยกับใคร  เมื่อถูกถามว่า “ช่วงนี้คุณได้อธิษฐานบ้างหรือไม่?” พวกเขาก็ตอบว่า “คำอธิษฐานของฉันก็ยังคงเป็นแค่คำพูดเดิมๆ”  “ช่วงนี้สภาวะของคุณไม่ดีเลย คุณได้แสวงหาความจริงเวลาเผชิญกับความยากลำบากบ้างหรือเปล่า?”  “ฉันเข้าใจทุกอย่าง ฉันแค่ไม่สามารถคิดบวกได้”  “คุณเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า  คุณเห็นหรือไม่ว่าปัญหาของคุณอยู่ที่ไหน?  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามประการใดที่กำลังขัดขวางไม่ให้คุณมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า?  อะไรทำให้คุณคิดลบเสียจนคุณไม่รู้สึกอยากมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสียด้วยซ้ำ?”  “ฉันไม่รู้”  นี่คือท่าทีประเภทใด?  (เป็นลบและชวนปะทะ)  ถูกต้อง ไม่มีการนบนอบอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่พวกเขากลับเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นและความขุ่นข้องหมองใจ  ในโลกฝ่ายวิญญาณและทางจิตใจของพวกเขา พวกเขามองว่าพระเจ้านั้นคล้ายกับพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ที่มนุษย์บรรยายไว้  ไม่ว่าผู้คนจะทำสิ่งใดหรือใช้ชีวิตอย่างไร พระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์เหล่านั้นก็ไม่เคยเอื้อนเอ่ยคำใด เพียงแค่ยอมจำนนต่อการบงการของผู้คน  พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าไม่ควรตัดแต่งพวกเขา นับประสาอะไรกับการทำร้ายพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดอย่างไร พระเจ้าก็ควรจะปลอบโยนพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ตัดแต่ง เปิดโปง หรือเผยพวกเขา และแน่นอนว่าต้องไม่บ่มวินัยพวกเขา  พวกเขาต้องการเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนตามอารมณ์และอุปนิสัยของตนเอง ทำตามอำเภอใจ คิดว่าไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พระเจ้าก็ควรจะพอพระทัย มีความสุข และยอมรับ  อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาปรารถนา พระเจ้าไม่ได้ทรงกระทำการในหนทางนี้  ผู้คนจึงคิดว่า “หากพระองค์ไม่ทรงกระทำการอย่างที่ฉันจินตนาการไว้ พระองค์จะยังทรงเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่?  พระองค์จะยังทรงควรค่าแก่การลงทุน การสละตน และการเสียสละของฉันหรือไม่?  หากว่าไม่ การมอบหัวใจที่จริงใจของฉันก็คงจะเป็นเรื่องโง่เขลาใช่หรือไม่?”  ด้วยเหตุนั้น เมื่อถึงเวลาที่ถูกตัดแต่ง จากมุมมองของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนั้น การตอบสนองแรกเริ่มของผู้คนก็คือ การไม่รับฟังสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสหรือสิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ของพระองค์ ทั้งยังไม่รับฟังสิ่งที่เป็นปัญหา สภาวะ หรืออุปนิสัยแบบมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเปิดโปง อีกทั้งยังไม่รับฟังวิธีที่มนุษย์ควรยอมรับ ปฏิบัติ หรือนบนอบต่อสิ่งเหล่านี้  สิ่งทั้งหลายดังกล่าวไม่อยู่ในจิตใจของผู้คน  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสกับผู้คนอย่างไรหรือว่าพระองค์ทรงนำพวกเขาอย่างไร หากน้ำเสียงหรือลักษณะของพระดำรัสของพระองค์ไม่คำนึงถึงผู้อื่น—หากอารมณ์ ความเคารพนับถือตนเอง และจุดอ่อนของพวกเขาไม่ได้รับการคำนึงถึง—เช่นนั้นแล้ว ผู้คนย่อมเกิดมโนคติอันหลงผิด และพวกเขาย่อมไม่ต้องการที่จะปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะที่เป็นพระเจ้า ทั้งยังไม่ต้องการที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ปัญหาใหญ่ที่สุดตรงนี้ก็คือ ยามที่พระเจ้าทรงนำส่งช่วงเวลาที่ดีๆ ทรงทำให้ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ผู้คนต้องการ พวกเขาก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตนในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่เมื่อพระเจ้าทรงนำเสนอความทุกข์ยากเพื่อที่จะบ่มวินัยและเปิดเผยผู้คน ที่จะให้พวกเขาเรียนรู้บทเรียน และที่จะปล่อยให้พวกเขาได้เข้าใจความจริงและรู้เจตนารมณ์ของพระองค์—ณ เวลาเหล่านี้ ผู้คนก็หันหลังให้พระองค์ทันทีและไม่ปรารถนาที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกต่อไป  เมื่อบุคคลไม่ต้องการที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เช่นนั้นแล้ว จากมุมมองนั้นและตำแหน่งนั้น พวกเขาจะมีความสามารถที่จะนบนอบต่อพระเจ้าได้กระนั้นหรือ?  พวกเขาจะมีความสามารถที่จะยอมรับพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ?  พวกเขาจะไม่มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้  ในยามที่ช่วงเวลาทั้งหลายแห่งอารมณ์ที่ดี สภาวะที่ดี และความมีใจกระตือรือร้น—ช่วงเวลาเหล่านั้นซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนต้องการที่จะเป็นคนไว้ใจของพระเจ้า—หลีกทางให้กับช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการที่จะทอดทิ้งพระองค์ในยามที่เผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง เผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ นี่ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงราวกับละครอะไรเช่นนี้!  อะไรกันแน่คือความจริงของเรื่องนี้?  คือสิ่งใดกันเล่าที่ผู้คนควรรู้?  บุคคลไม่ควรรู้หรือว่าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเขาควรมีท่าทีชนิดใดต่อพระเจ้า?  สิ่งใดหรือคือหลักธรรมทั้งหลายที่จำเป็นต้องได้รับการติดตาม?  ในฐานะที่เป็นบุคคล—มนุษย์ที่เสื่อมทราม—มุมมองและตำแหน่งใดกันแน่ที่คนเราควรรับมาใช้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงมอบให้พวกเขาและสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดเตรียม?  ผู้คนควรนำท่าทีและแนวทางใดมาใช้กับการตัดแต่งของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา?  ผู้คนไม่ควรไตร่ตรองเรื่องทั้งหลายดังกล่าวกระนั้นหรือ?  (ควร)  ผู้คนควรทบทวนและใคร่ครวญเรื่องเหล่านี้  ไม่สำคัญว่าบุคคลปฏิบัติต่อพระเจ้าเมื่อใดและไม่สำคัญว่าบุคคลปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร ในข้อเท็จจริงแล้ว อัตลักษณ์ของพวกเขาย่อมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ผู้คนย่อมเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเสมอ  หากเจ้าไม่ปรับให้เข้ากันกับที่ทางของเจ้าในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นั่นย่อมหมายความว่าเจ้าเป็นกบฏมาก และเจ้าห่างไกลจากความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยของเจ้า ห่างไกลจากการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว  หากเจ้าปรับให้เข้ากันกับที่ทางของเจ้าในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เช่นนั้นแล้ว ท่าทีใดเล่าที่เจ้าควรมีต่อพระเจ้า?  (การนบนอบอันปราศจากเงื่อนไข)  อย่างน้อยที่สุด เจ้าต้องครองหนึ่งสิ่งนี้ นั่นก็คือ การนบนอบอันปราศจากเงื่อนไข  นั่นหมายความว่า ไม่ว่าในเวลาใดก็ตาม สิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นไม่ผิดเลย และมีเพียงผู้คนเท่านั้นที่ได้ทำข้อผิดพลาด  ไม่ว่าคนเราจะเผชิญกับสภาพแวดล้อมใด—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เผชิญหน้ากับความทุกข์ยาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระเจ้าทรงเผยหรือทรงเปิดโปงพวกเขา—สิ่งแรกที่คนเราควรทำคือมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อทบทวนตนเองและตรวจสอบวาจา ความประพฤติ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน แทนที่จะตรวจสอบ พินิจพิเคราะห์ และตัดสินว่าพระวจนะและการกระทำของพระเจ้านั้นถูกหรือผิด  หากเจ้าอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมของเจ้า เจ้าก็ควรรู้อย่างแน่ชัดถึงสิ่งที่เจ้าควรที่จะกำลังทำอยู่  ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่เข้าใจความจริง  นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่อะไรนัก  แต่เมื่อผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่เข้าใจความจริง ทว่ายังคงไม่แสวงหาความจริง นี่ย่อมเป็นปัญหาใหญ่  เจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่เข้าใจความจริง เจ้าจึงมีความสามารถที่จะตัดสินพระเจ้าตามอำเภอใจ เข้าหาและมีปฏิสัมพันธ์กับพระองค์ตามที่ความรู้สึก ความชอบ และภาวะอารมณ์ของเจ้าบอกให้ทำ  อย่างไรก็ดี หากเจ้าไม่แสวงหาและปฏิบัติความจริง สิ่งทั้งหลายจะไม่เรียบง่ายเช่นนั้น  ไม่เพียงเจ้าจะไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้เท่านั้น แต่เจ้าอาจเข้าใจพระองค์ผิดและบ่นพระองค์ กล่าวโทษ ต่อต้าน และถึงขั้นสาปแช่งและปฏิเสธพระองค์ในหัวใจของเจ้าได้ บอกว่าพระองค์ไม่ทรงชอบธรรม ว่าไม่จำเป็นที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำนั้นต้องชอบธรรม  การที่เจ้าอาจทำให้เกิดสิ่งทั้งหลายดังกล่าวขึ้นนั้นเป็นภัยอันตรายอย่างยิ่งมิใช่หรือ?  (ใช่)  นั่นเป็นภัยอันตรายอย่างยิ่ง  การไม่แสวงหาความจริงสามารถทำให้คนเราเสียชีวิตได้!  และเรื่องนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา  ไม่ว่าภาวะอารมณ์ ความแน่วแน่ ความอยาก หรือความมุ่งมาดปรารถนาของเจ้าในปัจจุบันนี้สมบูรณ์เบิกบานเพียงใดก็ตาม และไม่ว่าเจ้ารักพระเจ้าในหัวใจของเจ้า ณ ชั่วขณะนี้มากเพียงใดก็ตาม นั่นล้วนแต่เป็นการชั่วคราวทั้งสิ้น  การนี้เหมือนกับเวลาที่ศิษยาภิบาลประกอบพิธีแต่งงานและถามทั้งสองฝ่ายว่า “คุณรับเขา (หรือเธอ) เป็นสามี (หรือภรรยา) ของคุณหรือไม่?  ในยามป่วยและยามสบาย ในยามวิบัติ ในยามยากจน และอื่นๆ คุณเต็มใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขา (หรือเธอ) หรือไม่?”  ทั้งสองฝ่ายซึ่งมีน้ำตาคลอเบ้าและหัวใจเปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก ต่างสาบานที่จะอุทิศชีวิตให้แก่กันและรับผิดชอบซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิต  คำสาบานที่ขึงขังในเวลานั้นคืออะไร?  สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงภาวะอารมณ์และความปรารถนาชั่วครู่ของผู้คน  แต่ทั้งสองฝ่ายมีความซื่อตรงเช่นนั้นอยู่จริงหรือไม่?  พวกเขามีความเป็นมนุษย์เช่นนั้นอย่างแท้จริงหรือไม่?  นั่นยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ ความจริงจะถูกเผยให้เห็นในช่วงสิบ ยี่สิบ หรือสามสิบปีข้างหน้า  บางคู่หย่าร้างกันหลังจากผ่านไปสามถึงห้าปี บางคู่หลังจากผ่านสิบปี และคู่อื่นๆ หลังจากผ่านไปสามสิบปีก็เลิกรากันไปดื้อๆ  ความปรารถนาแรกเริ่มของพวกเขาหายไปไหน?  เกิดอะไรขึ้นกับคำสาบานอันขึงขังของพวกเขา?  สิ่งเหล่านั้นถูกโยนทิ้งไปไกลแสนไกลตั้งนานแล้ว  คำสาบานอันขึงขังเหล่านี้มีบทบาทอะไร?  ไม่มีเลย สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความปรารถนา เป็นภาวะอารมณ์ชั่วขณะ—ภาวะอารมณ์และความปรารถนาไม่ได้เป็นตัวกำหนดอะไรทั้งสิ้น  คู่รักจำเป็นต้องมีสิ่งใดเพื่อที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแท้จริง เพื่อแก่เฒ่าไปด้วยกัน?  หากพูดตามอุดมคติ อย่างน้อยที่สุด บุคคลทั้งสองจำเป็นต้องมีความสุจริตและมีลักษณะนิสัยที่ซื่อตรง  หากพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในช่วงชีวิตของพวกเขา พวกเขาจะเผชิญกับสิ่งต่างๆ มากมาย—ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก เรื่องดีและเรื่องร้าย ความทุกข์ลำบาก ความพ่ายแพ้ ความยากลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ  การนี้พึงให้ทั้งสองฝ่ายมีความผ่อนปรน ความอดทน ความรัก การคำนึงถึง ความห่วงใย รวมถึงสิ่งที่เป็นบวกอื่นๆ ในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงเพื่อเกื้อหนุนซึ่งกันและกันจนสุดปลายทาง  หากปราศจากคุณสมบัติเหล่านี้ โดยพึ่งพาเพียงคำสาบานและความมุ่งมาดปรารถนา ความปรารถนา และจินตนาการจากช่วงเวลาที่พวกเขาแต่งงานกัน พวกเขาย่อมไม่สามารถไปถึงปลายทางได้อย่างแน่นอน  การเชื่อในพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน หากคนเราไม่แสวงหาความจริง แต่พึ่งพาเพียงความกระตือรือร้นและความปรารถนาเพียงเล็กน้อย พวกเขาย่อมไม่สามารถตั้งมั่นได้อย่างแน่นอน และไม่สามารถติดตามพระเจ้าไปจนถึงปลายทางได้โดยเด็ดขาด

คนเราจะสามารถเชื่อและติดตามพระเจ้าโดยไม่พึ่งพาอารมณ์ของตน และไม่ได้รับอิทธิพลจากอารมณ์หรือสภาพแวดล้อมของตนได้อย่างไร?  คนเราจะสามารถสัมฤทธิ์สิ่งนี้ได้อย่างไร?  ข้อกำหนดขั้นต่ำที่สุดสำหรับการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร?  สิ่งนี้พึงให้มีท่าทีของการรักความจริงและแสวงหาความจริง  คนบางคนถามว่า “การมีความแน่วแน่และการให้คำสาบานเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่?”  สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงระยะของความเชื่อ  หากใครบางคนอยู่ในช่วงหนึ่งหรือสองปีแรกของการเชื่อ หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ความกระตือรือร้นของพวกเขาย่อมไม่อาจถูกจุดประกายขึ้นมาได้  หากปราศจากความกระตือรือร้น คนที่เริ่มเชื่อในพระเจ้าก็อาจจะเฉยชา ไม่กระตือรือร้นในการไล่ตามเสาะหาของตนมากนัก และไม่ถอนตัว เพียงแค่ทำในสิ่งที่ถูกขอให้ทำ  คนเช่นนี้ต้องดิ้นรนเพื่อที่จะก้าวหน้า และพวกเขาขาดท่าทีที่ชัดเจน  ดังนั้น ผู้เชื่อใหม่จึงจำเป็นต้องมีความกระตือรือร้นนี้  ความกระตือรือร้นนี้สามารถนำสิ่งที่เป็นบวกมากมายมาสู่คนเรา ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริง นิมิต และจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งวางรากฐานได้อย่างรวดเร็ว  นอกจากนี้ เมื่อผู้คนสละตนและจ่ายราคาอย่างแข็งขันและกระตือรือร้น พวกเขาก็จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ในตอนแรก คนเราจำเป็นต้องมีความกระตือรือร้นนี้ อีกทั้งควรมีความแน่วแน่และความมุ่งมาดปรารถนา  อย่างไรก็ตาม หากหลังจากเชื่อในพระเจ้ามานานกว่าสามปีแล้วคนเรายังคงอยู่ในช่วงระยะของความกระตือรือร้น นี่อาจจะเป็นอันตรายได้  อันตรายนี้อยู่ที่ใด?  ผู้คนมักจะปฏิบัติต่อความเชื่อในพระเจ้าของตนและเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยโดยอ้างอิงจากจินตนาการและมโนคติอันหลงผิดของตน  พวกเขาพยายามที่จะรู้จักพระเจ้าและได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์และข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์โดยอ้างอิงจากจินตนาการและมโนคติอันหลงผิดของตน  ผู้คนเช่นนี้สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงหรือเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  หากคนเราไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้น  มีใครบ้างที่เชื่อในพระเจ้าและใช้ทั้งชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการเอาอกเอาใจ อยู่ในพระคุณและพรเสมอ?  ไม่มี ไม่ช้าก็เร็ว ทุกคนต้องเผชิญกับชีวิตจริงและสภาพแวดล้อมนานาประการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้พวกเขา  เมื่อเจ้าเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเหล่านี้และเผชิญกับปัญหานานาประการในชีวิตจริง ความกระตือรือร้นของเจ้าจะมีบทบาทใดได้บ้าง?  มันทำได้เพียงขับเคลื่อนให้เจ้ายับยั้งตนเอง จ่ายราคา ทนทุกข์ แต่ไม่สามารถนำเจ้าให้เข้าใจความจริงหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าแสวงหาความจริงและเข้าใจความจริง เรื่องนี้ย่อมจะแตกต่างออกไป  แตกต่างอย่างไรหรือ?  เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงและเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ เจ้าก็จะไม่ปฏิบัติต่อสถานการณ์เหล่านี้ตามความกระตือรือร้นหรือมโนคติอันหลงผิดของเจ้าอีกต่อไป  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับสิ่งต่างๆ อันดับแรกเจ้าจะมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาและอธิษฐาน เพื่อค้นหาหลักธรรมความจริง  หลังจากนั้น เจ้าจะสามารถกลายเป็นผู้นบนอบ และมีความตระหนักรู้และท่าทีเช่นนั้นได้  ท่าทีและความตระหนักรู้นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง  เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ว่าในบททดสอบใดบททดสอบหนึ่ง เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดเลย ไม่ได้เข้าสู่ความจริงอย่างลึกซึ้งนัก และไม่เข้าใจว่าความเป็นจริงของความจริงคืออะไรกันแน่  อย่างไรก็ตามในระหว่างบททดสอบนี้ การมีความตระหนักรู้และท่าทีที่นบนอบเช่นนี้ทำให้เจ้าสามารถมีประสบการณ์อย่างแท้จริงว่า ในฐานะที่ผู้คนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเขาควรจะกระทำการอย่างไรและควรจะทำสิ่งใดเพื่อที่จะเป็นปกติและเหมาะสมที่สุดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ถึงแม้ว่าเจ้าอาจจะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือรู้แน่ชัดว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เจ้าบรรลุหรือได้รับสิ่งใดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น แต่เจ้าย่อมรู้สึกว่าเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าและรูปการณ์แวดล้อมดังกล่าวได้  เจ้าจะสามารถยอมรับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้าได้จากส่วนลึกของหัวใจ  เจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้รักษาที่ทางอันถูกควรของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่ต่อต้านหรือกบฏต่อพระเจ้า และหัวใจของเจ้ารู้สึกมั่นคง  ในขณะที่รู้สึกมั่นคงนั้น การพึ่งพิงพระเจ้าในสวรรค์ของเจ้าจะไม่คลุมเครือ และเจ้าจะไม่รู้สึกห่างเหินหรือปฏิเสธพระเจ้าบนแผ่นดินโลก  กลับกัน เจ้าย่อมเกิดความยำเกรงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยและมีความใกล้ชิดเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจากส่วนลึกของหัวใจ  จงดูเรื่องนี้เถิด ความแตกต่างระหว่างคนที่แสวงหาความจริงและสามารถนบนอบได้ กับคนที่พึ่งพาความกระตือรือร้นและมีความแน่วแน่เพียงเล็กน้อย—ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญใช่หรือไม่?  ความแตกต่างนั้นมหาศาล  เมื่อคนที่พึ่งพาความกระตือรือร้นและมีเพียงความแน่วแน่เผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาย่อมจะต่อต้าน โต้เถียง พร่ำบ่น และรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง  พวกเขาอาจจะคิดว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงทรงปฏิบัติต่อฉันเช่นนี้?  ฉันยังเด็ก เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงเกลี้ยกล่อมฉัน?  เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงนับความสำเร็จในอดีตของฉัน?  เหตุใดจึงลงโทษแทนที่จะให้รางวัลฉัน?  ฉันยังเด็กมาก ฉันจะไปรู้อะไร?  แม้แต่พ่อแม่ของฉันที่บ้านก็ไม่เคยปฏิบัติต่อฉันแบบนี้ พวกเขาทะนุถนอมฉันเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวน เป็นลูกน้อยของพวกเขา  หลังจากมาที่พระนิเวศของพระเจ้า ตอนนี้ฉันโตขึ้นมากแล้ว การที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อฉันเช่นนี้ดูจะไม่เห็นอกเห็นใจกันเกินไปหน่อยหรือ!”  นี่คือข้อโต้แย้งที่ผิดพลาดที่พวกเขาสร้างขึ้น  ข้อโต้แย้งที่ผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  หากคนเราแสวงหาและเข้าใจความจริง พวกเขายังจะมีข้อโต้แย้งที่ผิดพลาดเหล่านี้อยู่อีกหรือ?  หากคนเราเข้าใจและรู้ถึงความจริงเหล่านี้ในขณะที่ทำหน้าที่ของตนตามปกติ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ พวกเขายังจะเก็บงำคำพร่ำบ่นและความมุทะลุเช่นนี้ไว้อีกหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาจะไม่พูดเช่นนี้อย่างแน่นอน  กลับกัน พวกเขาจะมองว่าตนเองเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดาและมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ หรือฐานะและสถานะ เพียงแค่นบนอบและรับฟังพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อผู้คนสามารถรับฟังพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและข้อกำหนดของพระองค์ได้ พวกเขาย่อมมีการนบนอบในหัวใจของตน  เมื่อคนเราสามารถนบนอบได้อย่างมีสติ เมื่อพวกเขามีท่าทีของการนบนอบ พวกเขาย่อมยืนอยู่ในตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างแท้จริง มีความรัก การนบนอบ และความยำเกรงพระเจ้า ไม่พึ่งพาอารมณ์หรือภาวะอารมณ์ของตน  สิ่งเหล่านี้คือการตอบสนองบางอย่างเมื่อผู้คนเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง  การตอบสนองหลักคืออะไร?  คือความรู้สึกแย่ ความรู้สึกผิดหวัง ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และความต้องการการชูใจ  เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการชูใจหรือความอบอุ่น พวกเขาก็เริ่มเก็บงำคำพร่ำบ่นและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ในหัวใจ  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าอีกต่อไป และลึกๆ แล้ว พวกเขาคิดที่จะละทิ้งพระเจ้า ต้องการตีตัวออกห่างจากพระองค์—ทั้งพระเจ้าในสวรรค์และพระเจ้าบนแผ่นดินโลก  คนบางคน หากเราตัดแต่งพวกเขาเล็กน้อย ครั้งต่อไปที่พบกัน พวกเขาก็จะหลบหน้า ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับเรา  โดยปกติแล้ว เมื่อพวกเขาไม่ได้ถูกตัดแต่ง พวกเขาก็มักจะอยู่รอบตัวเราเสมอ คอยเสิร์ฟชา ถามว่าเราต้องการสิ่งใดหรือไม่ อารมณ์ดี ขยันขันแข็ง ช่างพูด และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า  แต่เมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป—พวกเขาไม่เสิร์ฟชาหรือทักทายอีกต่อไป และหากเราถามคำถามพวกเขาเพิ่มอีกสองสามข้อ พวกเขาก็แค่เดินหนีไป ไม่ให้เห็นหน้าอีกเลย

ย้อนกลับไปตอนที่เราอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ เราพักอยู่ที่บ้านของพี่น้องชายหญิงบางคน  ในหมู่พี่น้องชายหญิงเหล่านี้ มีบางคนที่มีความเป็นมนุษย์ย่ำแย่ บางคนเป็นผู้เชื่อใหม่ บางคนเกิดมโนคติอันหลงผิดมากมายเมื่อพวกเราพูดคุยติดต่อกันเป็นครั้งแรกและไม่เข้าใจความจริง และคนอื่นๆ ก็ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย  เมื่อเห็นผู้คนเหล่านี้เผยความเสื่อมทรามของพวกเขาออกมา เราก็ไม่สามารถตัดแต่งพวกเขาได้ เราต้องพูดอย่างอ่อนโยนและมีชั้นเชิง  หากเจ้าตัดแต่งพวกเขาจริงๆ พวกเขาก็จะเกิดมโนคติอันหลงผิดและเกิดความเป็นกบฏ ดังนั้นเจ้าจำเป็นต้องเกลี้ยกล่อมและเจรจากับพวกเขา รวมถึงสามัคคีธรรมความจริงให้มากขึ้นเพื่อชี้แนะพวกเขา  หากเจ้าไม่เจรจาหรือสามัคคีธรรม และเพียงแค่เรียกร้องโดยตรง การนั้นย่อมจะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน  ตัวอย่างเช่น เจ้าอาจกล่าวว่า “อาหารมื้อนี้เค็มไปหน่อย คราวหน้าอาจจะทำเค็มน้อยลงสักเล็กน้อย  การกินเกลือมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพของคุณ  ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า คุณควรใช้สามัญสำนึกและไม่เพิกเฉยด้วย คุณต้องยอมรับสิ่งที่เป็นบวก  หากคุณไม่เชื่อฉัน คุณถามแพทย์แผนจีนเกี่ยวกับผลกระทบของการกินเกลือมากเกินไปที่มีต่อไตดูก็ได้”  แนวทางนี้เป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับได้  แต่หากเจ้ากล่าวว่า “อาหารนี้เค็มมาก คุณพยายามจะทำให้ใครเค็มตายหรือ?  ทำไมถึงชอบทำเค็มขนาดนี้?  นี่เค็มจนกินไม่ได้แล้ว!  คุณเพิกเฉยขนาดนี้ได้อย่างไร?  คราวหน้าอย่าทำเค็มขนาดนี้นะ!” เช่นนั้นย่อมจะไม่ได้ผล  มื้อต่อไปพวกเขาอาจจะไม่ใส่เกลือเลย  แล้วเจ้าก็กล่าวว่า “ทำไมถึงจืดชืดขนาดนี้?”  “จืดชืดหรือ?  คุณบอกว่ามันเค็มเกินไปไม่ใช่หรือ?  ใส่เกลือมากเกินไปจะทำร้ายไต ดังนั้นไม่ใส่เกลือเลยไม่ดีกว่าหรือ?  ไม่ทำร้ายไตด้วย”  การกร้าวกระด้างเกินไปย่อมจะไม่ได้ผล เจ้าจำเป็นต้องเจรจาและเกลี้ยกล่อม  ผู้คนมากมายค่อนข้างน่ารำคาญ เวลาพูดคุยกับพวกเขา เจ้าต้องระมัดระวังลักษณะและจังหวะเวลาในการพูดของเจ้า และต้องคำนึงถึงอารมณ์ของพวกเขาด้วย—เจ้าต้องใช้การเจรจาต่อรองบ้าง  บางครั้ง หากเจ้าเผลอพูดแรงเกินไปเล็กน้อย เจ้าอาจจะสร้างความเจ็บปวดให้พวกเขา และพวกเขาอาจรู้สึกคัดค้านอยู่ในใจ  จากภายนอกอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่ภายในกลับต่างออกไป  โดยปกติแล้ว เมื่อเจ้าขอให้พวกเขาทำบางสิ่ง พวกเขาก็จะทำทันที แต่หากเจ้าทำร้ายความรู้สึกของพวกเขา พวกเขาก็จะกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลง ถ่วงเวลา และไม่เต็มใจอย่างยิ่ง  พวกเขากล่าวว่า “ฉันจะดีกับคุณได้อย่างไรในเมื่อฉันอารมณ์ไม่ดี?  ฉันจะนิสัยดีขึ้นเมื่อฉันอารมณ์ดี แต่เมื่อฉันอารมณ์ไม่ดี แค่ให้มันจบๆ ไปก็พอแล้ว”  นี่คือสิ่งมีชีวิตประเภทใดกันแน่?  ผู้คนนั้นรับมือยากมิใช่หรือ?  (ใช่)  ผู้คนก็เป็นเช่นนี้ ไม่รับฟังเหตุผลและอยู่เหนือตรรกะ  เมื่อพวกเขาทบทวนตนเองในภายหลัง พวกเขาอาจจะก้มศีรษะ สารภาพบาป และร้องไห้อย่างขมขื่น แต่พวกเขาก็ยังคงมีปฏิกิริยาเช่นเดิมเมื่อพวกเขาเผชิญกับเรื่องเช่นนี้และถูกตัดแต่งอีกครั้ง  นี่คือคนที่แสวงหาความจริงใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่คือคนประเภทใด?  คนเช่นนี้ทำตามอำเภอใจและไม่ยอมรับความจริงเลย  นี่คือท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระเจ้าเมื่อพวกเขาเผชิญกับการถูกตัดแต่งและความทุกข์ยาก   กล่าวโดยสรุปคือ พวกเขาไม่นบนอบ ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ และเมื่อถูกทำร้าย พวกเขาก็ปฏิบัติต่อพระเจ้าตามความมุทะลุของตน  นี่เป็นปัญหาร้ายแรงมิใช่หรือ?  เมื่อเราพบเจอคนบางคน เพียงแค่พูดถึงเรื่องที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ทันตัดแต่งพวกเขาเสียด้วยซ้ำ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป พวกเขาพูดจาหงุดหงิด มีท่าทีที่ไม่ดี และถึงกับขว้างปาสิ่งของ  เจ้าไม่สามารถพูดกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาได้ เจ้าต้องพูดอ้อมค้อมและมีชั้นเชิง  เราสามารถพูดอ้อมค้อมเช่นเดียวที่ผู้คนทำได้หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับได้หรือไม่ เราต้องพูดสิ่งที่เป็นจริง—สิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามหลักธรรมความจริงในพระนิเวศของพระเจ้า  คนบางคนไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ที่ภายนอกเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง แต่ภายในพวกเขากำลังบึ้งตึง  คนเช่นนี้สามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  หากพวกเขาไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกควร ทั้งยังทำผิดพลาดอยู่เรื่อย คริสตจักรก็ต้องจัดการกับพวกเขาตามหลักธรรม

2. พฤติกรรมของพวกเขาที่มีต่อพระคริสต์เมื่อพระองค์ทรงถูกตามล่า โดยไม่มีสถานที่ให้พระศิระของพระองค์ทรงเอนพัก

การเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ในจีนแผ่นดินใหญ่นั้นมีอันตรายอยู่ทุกวัน  การที่คนเราอาจจะถูกจับกุมได้ทุกเมื่อเป็นสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายอย่างยิ่ง   พวกเจ้าล้วนเคยมีประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมของการถูกไล่ล่า—เราเองก็มีเช่นกันมิใช่หรือ?  พวกเจ้าและเราอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ดังนั้นในสภาพแวดล้อมนั้น เราจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องซ่อนตัวอยู่บ่อยครั้ง  บางครั้งเราต้องเปลี่ยนสถานที่สองหรือสามครั้งในหนึ่งวัน บางครั้งเราต้องไปยังสถานที่ซึ่งเราไม่เคยนึกฝันว่าจะไปเสียด้วยซ้ำ  ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดคือช่วงเวลาที่เราไม่มีที่ไป—เราจะจัดการชุมนุมในตอนกลางวัน แล้วพอตกกลางคืน เราก็ไม่รู้ว่าจะมีที่ใดปลอดภัยบ้าง  บางครั้ง หลังจากดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาที่พักสักแห่ง เราก็ต้องจากไปในวันรุ่งขึ้นเพราะพญานาคใหญ่สีแดงกำลังบุกเข้ามาใกล้  เมื่อผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงเห็นฉากนี้ พวกเขาคิดอย่างไร?  “การที่พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกในเนื้อหนังเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดคือราคาที่พระองค์ทรงจ่าย  นี่คือหนึ่งในความทุกข์ที่พระองค์ทรงเผชิญ และนี่ลุล่วงพระวจนะของพระองค์ที่ว่า ‘หมาจิ้งจอกยังมีโพรง และนกในอากาศก็ยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ’ (มัทธิว 8:20)  สิ่งต่างๆ เป็นเช่นนั้นจริงๆ—และพระคริสต์ผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังก็ทรงมีประสบการณ์กับความทนทุกข์เช่นนั้นด้วยพระองค์เอง เหมือนกับที่มนุษย์มี”  ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมเห็นได้ว่าพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดของพระองค์นั้นยากลำบากเพียงใด และด้วยเหตุนี้ พวกเขาย่อมจะรักพระเจ้า และพวกเขาจะขอบพระคุณพระองค์สำหรับราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อมวลมนุษย์  บรรดาผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่เป็นพิเศษ ผู้ที่มุ่งร้ายและปฏิเสธความจริงโดยสิ้นเชิง ตลอดจนผู้ที่ติดตามพระคริสต์เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรือต้องการเป็นประจักษ์พยานถึงปาฏิหาริย์ ย่อมไม่คิดเช่นนี้เมื่อพวกเขาเห็นฉากดังกล่าว  พวกเขาคิดในใจว่า “พระองค์ไม่มีที่พักอย่างนั้นหรือ?  พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ทรงงานเพื่อช่วยผู้คนให้รอด แต่พระองค์กลับช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะทรงไปพักที่ไหน  ตอนนี้พระองค์ไม่มีแม้กระทั่งที่หลบภัย—แล้วข้าพระองค์จะเชื่อในพระองค์หรือติดตามพระองค์ได้อย่างไร?”  ยิ่งรูปการณ์แวดล้อมอันตรายมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งปลาบปลื้มมากเท่านั้น พลางคิดว่า “โชคดีที่ฉันไม่ได้ทิ้งทุกสิ่งไปจนหมด โชคดีที่ฉันเก็บแผนสำรองเอาไว้  เห็นไหม?  ตอนนี้พระองค์ไม่มีที่ไหนให้เรียกว่าบ้านแล้ว!  ฉันรู้ว่ามันจะต้องลงเอยแบบนี้—พระองค์ไม่มีที่เอนกายเลย แถมฉันยังต้องช่วยหาที่หลบภัยให้พระองค์ด้วยซ้ำ”  พวกเขาถูกเผยออกมาแล้วมิใช่หรือ?  หากผู้คนเช่นนั้นได้เป็นประจักษ์พยานถึงฉากที่องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน พวกเขาจะประพฤติตนอย่างไร?  ในตอนที่องค์พระเยซูเจ้าทรงแบกกางเขนไปยังกลโกธา ผู้คนเช่นนั้นอยู่ที่ใด?  พวกเขาสามารถติดตามพระองค์ต่อไปได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระเจ้า แก่นแท้ของพระองค์ และแม้กระทั่งการทรงดำรงอยู่ของพระองค์  พวกเขาหลบหนีไป เอาตัวรอดเพียงลำพัง ไม่ติดตามพระเจ้าอีกต่อไป  ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะเคยฟังคำเทศนามามากเพียงใด ทั้งหมดนั้นล้วนก็อันตรธานไปจากหัวใจของพวกเขา หายไปอย่างไร้ร่องรอย  พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องจริงและมาจากมนุษย์ ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า  พวกเขาคิดว่า “คนคนนี้เป็นเพียงมนุษย์ ในตัวเขามีอัตลักษณ์หรือแก่นแท้ของพระเจ้าเสียที่ไหน?  หากเขาคือพระเจ้า เขาจะซ่อนตัวและปิดบังตัวเองแบบนี้ ถูกซาตานไล่ล่าโดยไม่มีที่เอนกาย ไม่มีที่ให้หลบภัยอย่างนั้นหรือ?  หากเขาคือพระเจ้า เมื่อถูกตามล่าเขาก็ควรจะแปลงกายและหายตัวไปต่อหน้าต่อตาทุกคน ทำให้ไม่มีใครเห็นเขาได้ และรู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองล่องหนได้—นั่นถึงจะเป็นพระเจ้า!”  ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายของจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อพี่น้องชายหญิงบางคนเห็นว่าเราไปยังสถานที่ของพวกเขา พวกเขาก็ยอมเอาความปลอดภัยของตนมาเสี่ยงเพื่อเป็นเจ้าภาพรับรองและปกป้องเรา ในขณะที่คนอื่นๆ หลบหนี หายไปอย่างไร้ร่องรอย  บางคนถึงกับเฝ้าดูด้วยความขบขัน โดยมองดูอยู่ห่างๆ  คนเหล่านี้คือใคร?  พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ คือศัตรูของพระคริสต์  เมื่อผู้คนเหล่านี้เห็นพระคริสต์ทรงถูกตามล่าจากเมืองนี้ไปยังอีกเมืองหนึ่ง พวกเขามองสถานการณ์นี้อย่างไร?  พวกเขาเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร?  “พระคริสต์ก็ตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน  ถ้าพระองค์ถูกจับ งานของคริสตจักรก็จะจบสิ้น และงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าก็จะหยุดชะงัก  สิ่งนี้จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่พระเจ้าเป็นพยานยืนยันนั้นผิด—ว่านี่ไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากมนุษย์  ฉันรีบกลับบ้านไปใช้ชีวิตของตัวเองดีกว่า ฉันจะไปหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัวแล้ว!”  นี่คือพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อพระคริสต์ทรงเผชิญกับการถูกไล่ล่าโดยไม่มีที่ให้ซ่อนและไม่มีที่ให้เอนพระวรกายพัก แทนที่จะร่วมใจกันทนทุกข์กับพระเจ้าและสานต่องานของคริสตจักรร่วมกับพระองค์ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น พวกเขากลับกลายเป็นผู้ชมที่ยืนดูพระองค์และเยาะเย้ย  พวกเขาถึงกับยุยงผู้อื่นให้ก่อการทำลายล้าง การขัดขวาง และการก่อกวน และมากไปกว่านั้น เมื่อบางคนเห็นเราไม่มีที่ซ่อนและไม่มีที่ให้ลงหลักปักฐาน พวกเขาก็ฉวยโอกาสนี้ก่อกวนงานของคริสตจักรและยึดทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้าไป  นี่เหมือนกับตอนที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขน ผู้ไม่เชื่อและศัตรูของพระคริสต์มากมายคิดว่า “คริสตจักรจบสิ้นแล้ว งานของพระเจ้าก็จบสิ้นแล้ว ถูกซาตานทำลายล้างจนหมดสิ้น  พวกเรารีบหนีและเริ่มแบ่งข้าวของกันดีกว่า!”  ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับรูปการณ์แวดล้อมใด ผู้ไม่เชื่อและศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้จะเผยอุปนิสัยที่ชั่วช้าของพวกเขาออกมาเสมอ เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้ไม่เชื่อ  เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรเผชิญกับสัญญาณของปัญหาหรือรูปการณ์แวดล้อมที่เลวร้ายแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็ต้องการที่จะหนีในทันที กุลีกุจอให้พี่น้องชายหญิงทุกคนแยกย้าย ถอนตัว และไม่ติดตามพระคริสต์อีกต่อไป  พวกเขาปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้กระแสนี้เป็นเรื่องผิด และให้พระราชกิจของพระเจ้าถูกทิ้งไว้ไม่ครบบริบูรณ์  นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์  นี่คือท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระคริสต์เมื่อเผชิญกับรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้น

3. พฤติกรรมของพวกเขาเมื่อพวกเขาก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระคริสต์ขึ้นมา

อีกประการหนึ่งคือ การสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์เมื่อพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง  ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเขาเห็นพระเจ้าในเนื้อหนังทรงทำบางสิ่งหรือตรัสบางคำที่เหมือนมนุษย์มาก โดยไม่รับรู้ถึงเทวสภาพแม้แต่น้อย พวกเขาก็เกิดการไม่ยอมรับและก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดและการกล่าวโทษากส่วนลึกในหัวใจของพวกเขา โดยคิดว่า “ไม่ว่าฉันจะมองเขาอย่างไร คนคนนั้นก็ดูไม่เหมือนพระเจ้าเลย เขาดูเหมือนแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง  ถ้าเขาเหมือนมนุษย์ แล้วเขายังจะเป็นพระเจ้าได้อยู่อีกหรือ?  ถ้าเขาเป็นมนุษย์ การติดตามเขาแบบนี้ย่อมจะโง่เขลาอย่างเหลือเชื่อไม่ใช่หรือ?”  พวกเขาก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับคำตรัสและการกระทำของพระคริสต์ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระคริสต์ การแต่งกายและรูปลักษณ์ของพระองค์ และแม้กระทั่งวิธีที่พระองค์ตรัส น้ำเสียงของพระองค์ การเลือกใช้คำของพระองค์ และอื่นๆ—พวกเขาสามารถก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับทั้งหมดนี้ได้  เมื่อเกิดมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ขึ้นมา พวกเขาปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร?  พวกเขาเก็บงำความคิดเหล่านี้ไว้และไม่ยอมปล่อยไป เชื่อว่าการกุมมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ไว้เหมือนกับการยึดกุญแจสำคัญไว้  พวกเขาคิดว่า “กุญแจสำคัญ” นี้มาได้ทันท่วงที คิดว่าการที่พวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ทำให้พวกเขามีข้อได้เปรียบ และเมื่อพวกเขามีข้อได้เปรียบ ก็ย่อมจัดการอะไรๆ ได้ง่าย  นี่คือวิธีคิดของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขารู้สึกว่าการมีมโนคติอันหลงผิดเท่ากับการกุมข้อได้เปรียบไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธพระคริสต์ได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังสามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดนั้นมีแก่นแท้ของพระเจ้า  บางคนถามว่า “เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงซ่อนเร้นเจตนาเช่นนั้น?”  บอกเราทีเถิดว่า ศัตรูของพระคริสต์ซึ่งเป็นพรรคพวกของซาตานนั้นหวังให้พระราชกิจของพระเจ้าเสร็จบริบูรณ์ด้วยดีหรือไม่?  (พวกเขาไม่หวังเช่นนั้น)  เหตุใดพวกเขาจึงไม่หวังเช่นนั้น?  สิ่งที่เผยให้เห็นเรื่องนี้คืออะไร?  ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริงโดยเนื้อแท้ และพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงก็คือความจริง ซึ่งพวกเขารู้สึกรังเกียจอย่างยิ่งในหัวใจ และไม่เต็มใจที่จะรับฟังหรือยอมรับ  พระวจนะแห่งการเปิดโปงและการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์คือการกล่าวโทษพวกศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วเหล่านี้ และสำหรับพวกเขาแล้ว พระวจนะเหล่านี้คือการกล่าวโทษ การพิพากษา และคำสาปแช่ง ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจเมื่อได้ยิน  พวกเขาคิดสิ่งใดอยู่ในใจ?  “พระวจนะที่พระเจ้าตรัสทั้งหมดนี้กำลังพิพากษาและกล่าวโทษฉัน  ดูเหมือนว่าคนอย่างฉันจะไม่ได้รับการช่วยให้รอด ฉันเป็นประเภทที่ถูกกำจัดและถูกปฏิเสธ  ในเมื่อฉันหมดหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด แล้วการเชื่อในพระเจ้าจะมีประโยชน์อะไร?  แต่ข้อเท็จจริงคือเขายังเป็นพระเจ้า เขาคือเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดผู้ซึ่งกล่าวพูดคำพูดมากมายและมีผู้ติดตามมากมาย  ฉันควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี?”  เรื่องนี้ทำให้พวกเขาวิตกกังวล หากพวกเขาไม่ได้อะไรบางอย่าง พวกเขาก็ไม่อยากให้คนอื่นได้สิ่งนั้นไปเช่นกัน  หากคนอื่นได้สิ่งนั้นไปขณะที่พวกเขาไม่ได้ พวกเขาก็จะเริ่มเกลียดชังอย่างขมขื่นและไม่มีความสุข  พวกเขาหวังให้พระเจ้าในเนื้อหนังไม่ใช่พระเจ้า และหวังให้พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นเท็จและไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำ  หากเป็นเช่นนี้ ในใจพวกเขาจะรู้สึกสมดุล และปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ  พวกเขาคิดในใจว่า “ถ้าคนคนนี้ไม่ใช่พระเจ้าในเนื้อหนัง เช่นนั้นก็หมายความว่า คนที่ติดตามเขากำลังถูกหลอกไม่ใช่หรือ?  หากเป็นเช่นนั้น ไม่ช้าก็เร็วคนเหล่านี้จะแยกย้ายกันไป  หากพวกเขากระจัดกระจายกันไปและไม่มีใครได้รับสิ่งใดเลย เช่นนั้นฉันก็วางใจได้และรู้สึกสมดุลที่รู้ว่าฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลย ถูกต้องไหม?”  นี่คือความคิดของพวกเขา พวกเขาไม่ได้รับสิ่งใด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้รับสิ่งใดเช่นกัน  วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้คนอื่นได้รับสิ่งใดคือการปฏิเสธพระคริสต์ ปฏิเสธแก่นแท้ของพระคริสต์ ปฏิเสธพระราชกิจที่พระคริสต์ทรงทำ และปฏิเสธพระวจนะทั้งหมดที่พระคริสต์ตรัส  วิธีนี้จะทำให้พวกเขาไม่ถูกกล่าวโทษ และพวกเขาก็ยอมจำนนและรู้สึกสงบสุขการไม่ได้รับสิ่งใดเลย ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป  นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนอย่างศัตรูของพระคริสต์  แล้วพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระคริสต์หรือไม่?  และเมื่อพวกเขามีมโนคติอันหลงผิด พวกเขาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นหรือไม่?  พวกเขาสามารถปล่อยสิ่งเหล่านั้นไปได้หรือไม่?  พวกเขาทำไม่ได้  มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร?  เป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิด กล่าวคือ “เวลาที่พระองค์ตรัส ข้าพระองค์ก็พินิจพิเคราะห์พระองค์ พยายามเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังพระวจนะของพระองค์และที่มาของพระวจนะเหล่านั้น  พระวจนะเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ยินหรือเรียนรู้มา หรือมีใครสั่งให้พระองค์ตรัส?  มีใครมารายงานหรือร้องเรียนกับพระองค์หรือเปล่า?  พระองค์กำลังเปิดโปงใครอยู่?”  พวกเขาพินิจพิเคราะห์ในหนทางนี้  พวกเขาจะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาไม่มีวันเข้าใจความจริงได้ พวกเขารู้สึกคัดค้านความจริงอยู่ในหัวใจ  พวกเขารังเกียจความจริง ต่อต้านความจริง และเกลียดชังความจริง และพวกเขาก็ฟังคำเทศนาด้วยแก่นแท้ธรรมชาติเช่นนี้  นอกเหนือจากทฤษฎีและคำสอนแล้ว สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้มาล้วนเป็นมโนคติอันหลงผิดทั้งสิ้น  มโนคติอันหลงผิดประเภทใด?  “พระคริสต์พูดแบบนี้ บางครั้งก็เล่าเรื่องตลกเสียด้วยซ้ำ แบบนั้นไม่สำรวมเลย!  บางครั้งพระองค์ใช้คำเปรียบเปรย แบบนั้นดูไม่จริงจังเลย!  คำพูดของพระองค์ไม่สละสลวย พระองค์ไม่ได้มีการศึกษาสูง!  บางครั้งพระองค์ต้องใคร่ครวญและคิดเรื่องการเลือกใช้คำ พระองค์ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยใช่ไหม?  บางครั้งคำพูดของพระองค์ก็เจาะจงพุ่งเป้าไปที่ใครบางคน—ใครกันนะ?  มีใครไปร้องเรียนหรือเปล่า?  คนคนนั้นคือใคร?  ทำไมเวลาพระคริสต์พูดถึงวิพากษ์วิจารณ์ฉันอยู่เสมอ?  พระองค์เฝ้าดูและสังเกตฉันอยู่ทั้งวันเลยหรือ?  พระองค์ใช้เวลาทั้งวันขบคิดเรื่องผู้คนอย่างนั้นหรือ?  ในหัวใจพระคริสต์กำลังคิดอะไรอยู่?  คำตรัสของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังฟังดูไม่เหมือนพระสุรเสียงอันกึกกองของพระเจ้าในสวรรค์ที่เปี่ยมสิทธิอำนาจอย่างไม่ต้องสงสัยเลยได้—ทำไมสิ่งที่พระคริสต์สำแดงออกมาถึงดูเหมือนมนุษย์มากขนาดนี้?  ไม่ว่าฉันจะมองอย่างไร พระองค์เป็นแค่คนคนหนึ่ง  พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังมีจุดอ่อนบ้างไหม?  ในใจของพระองค์เกลียดชังผู้คนหรือเปล่า?  พระองค์มีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนบ้างไหม?”  มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้มีอยู่มากมายมิใช่หรือ?  (ใช่)  ความคิดของศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง เป็นสิ่งที่มาจากความคิดและตรรกะของซาตาน จากปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตานทั้งสิ้น  ลึกๆ แล้วพวกเขาเต็มไปด้วยความเลว เต็มไปด้วยสภาวะและอุปนิสัยที่รังเกียจความจริง  พวกเขาไม่ได้มาเพื่อแสวงหาหรือได้รับความจริง แต่มาเพื่อพินิจพิเคราะห์พระเจ้า  มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และพวกเขาก็ก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดขึ้นมาในขณะที่สังเกต ในขณะที่พินิจพิเคราะห์  มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาก่อตัวขึ้นขณะที่พวกเขาพิพากษาและกล่าวโทษ และพวกเขาก็ยึดถือมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ไว้ในใจอย่างแน่นหนา  เมื่อพวกเขาสังเกตดูด้านที่เป็นมนุษย์ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง พวกเขาก็ก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิด  เมื่อพวกเขาเห็นด้านเทวสภาพ พวกเขาก็เริ่มอยากรู้อยากเห็นและประหลาดใจ ซึ่งนำไปสู่การก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดเช่นกัน  ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์และต่อเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดไม่ใช่ท่าทีแห่งการนบนอบหรือการยอมรับอย่างแท้จริงจากส่วนลึกของหัวใจพวกเขา  กลับกัน พวกเขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระคริสต์ สังเกตและพินิจพิเคราะห์สายตา ความคิด และท่าทางของพระองค์ และถึงกับสังเกตและพินิจพิเคราะห์ทุกการแสดงออกของพระคริสต์ ฟังน้ำเสียง ท่วงทำนองการพูด และการเลือกใช้คำทุกรูปแบบ และฟังสิ่งที่ถูกอ้างถึงในคำตรัสของพระคริสต์ เป็นต้น  เมื่อศัตรูของพระคริสต์สังเกตและพินิจพิเคราะห์พระคริสต์ในหนทางนี้ ท่าทีของพวกเขาย่อมไม่ใช่ท่าทีที่ตั้งใจจะแสวงหาความจริงและเข้าใจความจริงเพื่อให้ยอมรับพระคริสต์ว่าเป็นพระเจ้าของพวกเขา และยอมรับว่าพระคริสต์ทรงเป็นความจริงของพวกเขาและกลายเป็นชีวิตของพวกเขาได้  ตรงกันข้าม พวกเขาต้องการพินิจพิเคราะห์คนคนนี้ ต้องการพินิจพิเคราะห์และทำความเข้าใจพระองค์อย่างทะลุปรุโปร่ง  พวกเขาพยายามทำความเข้าใจสิ่งใดอยู่?  พวกเขากำลังพินิจพิเคราะห์ว่าคนคนนี้เหมือนพระเจ้าอย่างไร และหากพระองค์ทรงเหมือนพระเจ้าจริงๆ พวกเขาก็จะยอมรับพระองค์  หากไม่ว่าพวกเขาจะพินิจพิเคราะห์พระองค์อย่างไร พระองค์ก็ดูไม่เหมือนพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาก็จะล้มเลิกแนวคิดนั้นโดยสิ้นเชิงและยึดติดกับมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าในเนื้อหนังต่อไป หรือเมื่อเชื่อว่าไม่มีหวังที่จะได้รับพร พวกเขาก็จะมองหาโอกาสที่จะรีบจากไป

การที่ศัตรูของพระคริสต์ก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดนั้นเป็นเรื่องปกติมาก  เนื่องจากแก่นแท้ของพวกเขาในฐานะศัตรูของพระคริสต์นั้นรังเกียจความจริง จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของตน  ในยามที่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พวกเขาก็อ่านหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและมองว่าพระวจนะเหล่านี้คือพระเจ้า แต่เมื่อได้ติดต่อกับพระเจ้าในเนื้อหนังและพบว่าพระองค์ไม่ทรงเหมือนพระเจ้า พวกเขาก็ก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดขึ้นโดยพลันและท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไป  ในยามที่ไม่ได้ติดต่อกับพระเจ้าในเนื้อหนัง พวกเขาเพียงถือหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและมองว่าพระวจนะของพระองค์คือพระเจ้า และพวกเขาก็ยังสามารถเก็บงำจินตนาการที่คลุมเครือและเจตนาที่จะได้รับพรเพื่อฝืนทุ่มเทความพยายามบางอย่าง ปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง และมีบทบาทในพระนิเวศของพระเจ้า  แต่ทันทีที่พวกเขาติดต่อกับเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด จิตใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด  ต่อให้พวกเขาจะไม่ถูกตัดแต่ง แต่ความกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ของพวกเขาก็อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าและเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด  พวกเขามักจะแยกพระวจนะของพระเจ้าออกจากเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด โดยปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นพระเจ้าและเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดว่าเป็นมนุษย์  เมื่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดไม่สอดคล้องหรือขัดต่อมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็จะรีบหันไปหาพระวจนะของพระเจ้าและอ่านอธิษฐานพระวจนะเหล่านั้น พยายามฝืนใจข่มมโนคติอันหลงผิดของตนและขังสิ่งเหล่านั้นเอาไว้  จากนั้น พวกเขาก็บูชาพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งว่าพวกเขากำลังนมัสการพระเจ้าพระองค์เอง และนี่ก็ดูราวกับว่ามโนคติอันหลงผิดของพวกเขาได้รับการแก้ไขแล้ว  อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงการไม่ปฏิบัติตาม ความขุ่นเคือง และการดูถูกพระคริสต์ในใจพวกเขานั้นไม่ได้รับการแก้ไขเลย  ในการปฏิบัติต่อพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์ก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดอยู่เนืองๆ และดื้อดึงที่จะยึดถือมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นจนวันตาย  เมื่อพวกเขาไม่มีมโนคติอันหลงผิด พวกเขาก็พินิจพิจารณาและวิเคราะห์ เมื่อพวกเขามีมโนคติอันหลงผิด พวกเขาไม่เพียงพินิจพิจารณาและวิเคราะห์เท่านั้น แต่พวกเขายังดึงดันที่จะยึดถือมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นอีกด้วย  พวกเขาไม่แก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตนและไม่แสวงหาความจริง พวกเขาเชื่อมั่นว่าตนเองถูก  พวกเขามีธรรมชาติของซาตานมิใช่หรือ?  (ใช่)  สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์เมื่อพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง

4. พฤติกรรมของพวกเขาเมื่อพวกเขาได้รับการเลื่อนขั้นหรือถูกปลด

ในคริสตจักร คนบางคนพอจะมีขีดความสามารถและมีความสามารถในการทำงานอยู่บ้าง  เมื่อพวกเขาได้รับการเลื่อนขั้น พวกเขาก็มีความกระตือรือร้นอย่างมาก พวกเขาทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน มีความรับผิดชอบ เต็มใจที่จะจ่ายราคา ทั้งยังมีความจงรักภักดีอีกด้วย  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากไร้ความสามารถในการปฏิบัติงานและสูญเสียสถานะของตน ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็เปลี่ยนไป  เมื่อพวกเขามีสถานะ พวกเขาพูดกับพระเจ้าเช่นนี้ว่า “พี่น้องชายหญิงในครอบครัวของเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อาคารของครอบครัวเราต้องได้รับการปรับปรุง ลานบ้านของครอบครัวเราต้องได้รับการจัดแจงให้เป็นระเบียบ…”  ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวกับ “ครอบครัวของเรา”  เมื่อพวกเขาได้รับการเลื่อนขั้น พวกเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาดูเหมือนจะมีหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เป็นเหมือนครอบครัว สามารถดูแลงานของพระนิเวศของพระเจ้าได้โดยคำนึงถึงพระทัยของพระเจ้าและอยู่เคียงข้างพระองค์ และมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างเท่าเทียมกัน  เมื่อพวกเขาได้รับการเลื่อนขั้นและได้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ พวกเขาก็รู้สึกเป็นเกียรติ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความรับผิดชอบของตน  ไม่ว่าจะพูดกับเราหรือพูดกับพี่น้องชายหญิง พวกเขาก็มักจะกล่าวคำว่า “ครอบครัวของพวกเรา”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจ้าก็คงคิดว่าคนคนนี้ไม่ได้ย่ำแย่ มีหัวใจที่ดี มีหัวใจที่อบอุ่น ปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าเหมือนเป็นบ้านของตนเอง ใส่ใจและมีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งเป็นอย่างมาก และคิดทุกอย่างไว้ล่วงหน้า ดูเหมือนเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและกระตือรือร้นที่จะจ่ายราคา  แต่หลังจากพวกเขาถูกปลด พวกเขายังคงพูดเช่นนี้อยู่หรือไม่?  ทันทีที่พวกเขาถูกปลด พวกเขาก็ไม่มีอารมณ์แบบเดิมอีกต่อไป—ท่าทีนั้นหายไป  พวกเขาไม่พูดคำว่า “ครอบครัวของพวกเรา” อีกต่อไป และเมื่อถูกขอให้ทำบางสิ่ง พวกเขาก็ไม่กระตือรือร้นเช่นนั้นอีกต่อไป  พวกเขาคิดเช่นไรเล่า?  “ก่อนหน้านี้ ตอนที่คุณเลื่อนขั้นให้ฉัน ฉันมีสถานะ และฉันก็อยู่กับคุณด้วยหัวใจทั้งหมด  ตอนนี้ฉันไม่มีสถานะแล้ว พวกเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันอีกต่อไป ดังนั้นคุณก็ทำเองเถอะ  ไม่ต้องมาปรึกษาฉันว่าคุณจะทำอย่างไร และไม่ต้องให้ฉันรู้ มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน  ฉันจะแค่ส่งข้อความไปให้คุณเท่านั้น—ฉันจะทำในสิ่งที่คุณขอให้ฉันทำสักเล็กน้อย แต่ฉันไม่ได้มีใจเป็นหนึ่งเดียวกับคุณอีกต่อไปแล้ว”  จากนั้น พวกเขาก็ปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเป็นคนนอก  หากเจ้าขอให้พวกเขาทำบางสิ่ง พวกเขาก็ทำสิ่งนั้นราวกับว่ากำลังทำงานให้คนอื่น ทำอย่างผิวเผินแค่พอเป็นพิธี  ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะทำงานห้างาน แต่ตอนนี้พวกเขาทำแค่หนึ่งหรือสองงาน แค่ทำไปตามขั้นตอน ทำแบบสุกเอาเผากิน ทำงานที่ผิวเผินบางอย่างเท่านั้นเอง  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  พวกเขากล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ฉันอยู่กับคุณด้วยหัวใจทั้งหมด ช่วยคุณทำนั่นทำนี่ ปฏิบัติต่อเรื่องของคุณเหมือนเป็นเรื่องของฉันเอง เหมือนเป็นงานร่วมกันของเรา ทำงานแทนคุณ  แต่แล้วคุณก็ปลดฉันโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของฉันเลย!  คุณไม่คำนึงถึงความรู้สึกของฉัน—แล้วฉันจะทำงานให้คุณได้อย่างไร?  ถ้าคุณเลื่อนขั้นให้ฉันอีกครั้งและให้สถานะแก่ฉัน แบบนั้นก็โอเค  แต่ถ้าคุณไม่ให้สถานะแก่ฉัน เช่นนั้นก็ลืมไปเถอะ  ถ้าคุณอยากจะเรียกให้ฉันทำสิ่งต่างๆ อีกครั้ง มันก็จะไม่ได้ผลดีเหมือนเมื่อก่อน  ถ้าคุณใช้ฉัน คุณก็ต้องให้ชื่อเสียงและสถานะแก่ฉัน  ถ้าไม่มีสถานะ และคุณกลับแค่สั่งและคาดหวังให้ฉันทำงานบางอย่าง แล้วการยอมรับในเรื่องนั้นอยู่ที่ไหน?  มันควรจะมีคำอธิบายบ้างสิ!”  บัดนี้เมื่อเจ้าพูด นี่ก็ย่อมไม่ได้ผลอีกต่อไป  เมื่อเจ้าขอให้พวกเขาทำบางสิ่งบางอย่าง พวกเขาก็ไม่ทุ่มเทเหมือนเมื่อก่อน ไม่อุทิศตนสุดหัวจิตหัวใจอีกต่อไป ท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว  หากเจ้าขอให้พวกเขาทำบางสิ่งอีกครั้ง หรือหากพระนิเวศของพระเจ้าขอให้พวกเขาทำอะไรบางอย่าง พวกเขาก็จะปฏิบัติต่อสิ่งนั้นเป็นงานพิเศษ เป็นกิจธุระของคนนอก ราวกับการที่พวกเขาทำสิ่งนั้นเป็นการให้เกียรติเจ้าอย่างมากแล้ว  พวกเขารู้สึกว่าหากพวกเขาไม่ทำ นี่ย่อมดูไม่ชอบด้วยเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า  แต่หากพวกเขาไปทำสิ่งนั้น พวกเขาก็ทำอย่างไม่เต็มใจและแค่ทำไปพอเป็นพิธีเท่านั้น  เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนี้?  พวกเขาคิดว่า “ก่อนหน้านี้ฉันเชื่อใจคุณเต็มร้อย ปฏิบัติต่อเรื่องของคุณเหมือนเป็นเรื่องของฉันเอง แต่แล้วคุณก็โยนฉันทิ้งไปดื้อๆ ทำร้ายหัวใจและความภาคภูมิใจในตัวเองของฉัน คุณเมินฉัน  ก็ได้ ถ้าคุณใจร้ายกับฉัน ก็อย่ามาโทษว่าฉันใจดำแล้วกัน  ถ้าคุณใช้ฉันอีกครั้ง ฉันก็ไม่มีทางเป็นเหมือนเมื่อก่อนได้ เพราะความสัมพันธ์ของเรามันขาดสะบั้นไปแล้ว  ฉันไม่ใช่คนที่จะมาสั่งกันได้ง่ายๆ ไม่ใช่คนเรียกก็มาพอไล่ก็ไป  ฉันเป็นใคร?  ถ้าไม่ใช่เพราะเชื่อในพระเจ้า ฉันจะยอมให้คนอื่นมาบงการฉันแบบนี้หรือ?”  เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกปลดและเสียสถานะของตนไป ท่าทีของพวกเขาก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ได้  เมื่อพวกเขามีสถานะ ถึงแม้พวกเขาจะเรียกพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ครอบครัวของพวกเรา” และพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อเรื่องของพระนิเวศของพระเจ้าเหมือนเป็นเรื่องของตนเองจริงๆ  หลังจากถูกปลดและสูญเสียสถานะ หากพระนิเวศของพระเจ้าขอให้พวกเขาทำหน้าที่ของตน พวกเขาย่อมไม่เต็มใจที่จะทำหากไม่มีการต่อรอง และถึงจะต่อรองแล้ว พวกเขาก็ยังต้องการคำอธิบายหรือการยอมรับบางอย่างอยู่ดี  บางคนถึงกับกล่าวว่า “คราวก่อนคุณปลดฉัน โยนฉันทิ้งไปดื้อๆ  ถ้าตอนนี้คุณอยากให้ฉันทำอะไรบางอย่าง ให้ชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้มาพูดกับฉันเอง หรือให้พระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังมาพูดกับฉันด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็ลืมไปได้เลย!”  พวกเขาช่างบังอาจเหลือเกิน!  บอกเราทีเถิดว่า พระนิเวศของพระเจ้าควรใช้ผู้คนเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญ แต่ในความเป็นจริง พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ให้คุณค่ากับผู้คนเช่นนั้น  ไม่ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์ มีความสามารถ หรือมีทักษะในการเป็นผู้นำมากเพียงใด พระนิเวศของพระเจ้าก็จะไม่ใช้เจ้า  บางคนอาจจะถามว่า “นี่เป็นเพราะพระองค์จะไม่ทรงก้มหัวให้คนชั่วใช่หรือไม่?”  ไม่ใช่ นี่คือกฎการปกครองของพระนิเวศของพระเจ้าและหลักการในการใช้ผู้คนของพระนิเวศ  หากปล่อยให้ศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า นั่นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องแย่สำหรับพี่น้องชายหญิง สำหรับคริสตจักร?  (เป็นเรื่องแย่)  พระนิเวศของพระเจ้าสามารถทำเรื่องแย่เช่นนั้นได้หรือ?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  ก่อนพวกเขาจะถูกเผยว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ พระนิเวศของพระเจ้าได้จำใจเลื่อนขั้นให้พวกเขาเพื่อให้ทำงานให้  ทันทีที่พวกเขาถูกเผยว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ พระนิเวศของพระเจ้ายังจะเลื่อนขั้นให้พวกเขาได้อยู่หรือไม่?  เป็นไปไม่ได้  พวกเขากำลังหมกมุ่นอยู่กับจินตนาการและความคิดที่แสนเพ้อฝัน  ศัตรูของพระคริสต์บางคนคิดเช่นนี้ว่า “หึ พระนิเวศของพระเจ้าดำเนินต่อไปไม่ได้หรอกถ้าไม่มีฉัน  ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีใครที่แบกรับงานนี้ได้นอกจากฉัน  ใครจะมาแทนที่ฉันได้?”  ศัตรูของพระคริสต์ต้องการกล่าวอ้างเช่นนี้  มาแสดงให้พวกเขาเห็นเถิดว่าหากไม่มีศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ในพระนิเวศของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้าจะสามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นและลุล่วงโดยบริบูรณ์ได้หรือไม่

ความคืบหน้าและการพัฒนาอย่างราบรื่นของงานนานาประเภทในพระนิเวศของพระเจ้าในตอนนี้—สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการคัดออกและการขับไล่ศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วทุกประเภทออกจากคริสตจักรหรือไม่?  เกี่ยวข้องกันอย่างยิ่ง!  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ตระหนักเรื่องนี้ พวกเขาไม่รู้ตัวว่าที่จริงแล้วงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าสามารถก้าวหน้าไปได้อย่างราบรื่นเพราะพวกเขาถูกคัดออก ถูกขับไล่ และถูกตีกรอบ—พวกเขาวางมาดและพร่ำบ่นเสียด้วยซ้ำ!  เจ้ากำลังพร่ำบ่นเรื่องอะไร?  เจ้าคิดว่าเจ้ามีความสามารถพิเศษและมันสมอง มีขีดความสามารถและมีความสามารถในการทำงาน แต่เจ้าสามารถทำสิ่งใดในพระนิเวศของพระเจ้าได้บ้าง?  คนเหล่านี้เพียงแค่สวมบทบาทเป็นข้ารับใช้ของซาตาน มีบทบาทในการก่อกวนและบ่อนทำลายพระราชกิจของพระเจ้า  หากไม่มีพวกเขา ชีวิตคริสตจักรของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ชีวิตในการทำหน้าที่ของพวกเขา และชีวิตประจำวันของพวกเขาย่อมจะสงบสุข ราบรื่น และสันติมากขึ้น—ซึ่งเป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ตระหนัก  ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ประเมินความสามารถของตนสูงเกินไปและไม่ตระหนักว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นอะไร  พวกเขาคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่สามารถดำเนินไปได้หากไม่มีพวกเขา คิดว่างานไม่สามารถดำเนินไปได้และงานด้านวิชาชีพหลากหลายรายการจะไม่สามารถดำเนินไปได้หากไม่มีพวกเขา  พวกเขาไม่เข้าใจว่าความชอบธรรมและความจริงต่างหากที่กุมอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า  เหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้?  เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถเข้าใจเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ได้?  นี่แสดงให้เห็นเพียงว่า ศัตรูของพระคริสต์มีแก่นแท้ที่รังเกียจความจริงและเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง  โดยแท้แล้วนี่เป็นเพราะพวกเขารังเกียจความจริงและเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง พวกเขาจึงไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกคืออะไร  ในทางกลับกัน พวกเขาคิดว่าพฤติกรรมอันเลวร้ายและมุ่งร้ายที่ต่อต้านพระเจ้าของตนนั้นดีงามและถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ  พวกเขาเชื่อว่ามีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจความจริง จงรักภักดีต่อพระเจ้า และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่คู่ควรจะกุมอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาคิดผิด!  ความจริงต่างหากที่กุมอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า  ศัตรูของพระคริสต์ทั้งหมดจะต้องถูกกล่าวโทษ ถูกปฏิเสธ และถูกกำจัด พวกเขาไม่มีทางมีที่ทางในพระนิเวศของพระเจ้า และทำได้เพียงถูกปฏิเสธไปตลอดกาลเท่านั้น

ศัตรูของพระคริสต์บางคนมีพรสวรรค์อยู่บ้าง มีขีดความสามารถอยู่บ้าง และมีความสามารถอยู่บ้าง ทั้งยังมีทักษะในการเล่นเกมอำนาจ  พวกเขาคิดว่าตนเองควรเป็นผู้ที่ได้รับการเลื่อนขั้นและถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญในพระนิเวศของพระเจ้า  แต่เมื่อมองดูในวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น  ผู้คนเหล่านี้ถูกกล่าวโทษ ถูกจำกัดห้าม และถูกปฏิเสธ และบางคนถึงกับถูกคัดออกหรือถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร  พวกเขาไม่เคยนึกฝันว่าบุคคลที่ “สูงส่ง” อย่างพวกเขา คนที่มีความสามารถอันยิ่งใหญ่และมีไหวพริบสูง จะมาสะดุดล้มในพระนิเวศของพระเจ้าและถูกปฏิเสธจริงๆ  พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม  แล้วพวกเราควรทำงานกับพวกเขาต่อไปหรือไม่?  ไม่จำเป็น  เจ้าสามารถใช้เหตุผลกับเหล่าซาตานได้หรือ?  การพยายามใช้เหตุผลกับเหล่าซาตานก็เหมือนกับการเทศนาให้คนหูหนวกฟัง มีหนทางวิธีเดียวที่จะอธิบายเหล่าซาตานได้—นั่นคือ พวกเขาไม่รับฟังเหตุผล  เหมือนกับที่บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนเป็นคนซื่อสัตย์ แต่การเป็นคนซื่อสัตย์มันดียังไง?  การพูดโกหกสักสองสามเรื่อง การหลอกลวงผู้คนมันผิดตรงไหน?  การคดโกงและหลอกลวงมันผิดตรงไหน?  การไม่จงรักภักดีมันผิดตรงไหน?  การเป็นคนปลิ้นปล้อน การทำแบบสุกเอาเผากินมันผิดตรงไหน?  การตัดสินพระเจ้ามันผิดตรงไหน?  การมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้ามันผิดตรงไหน?  การกบฏต่อพระเจ้ามันผิดตรงไหน มันเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงอะไรนักหนา?  นี่ไม่ใช่เรื่องของหลักธรรมเลย!”  บางคนถึงกับกล่าวว่า “คนมีความสามารถจะก่อตั้งอาณาจักรอิสระของตนเองก็เป็นเรื่องปกติมากไม่ใช่หรือ?  ในโลกนี้ ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็ก โลกที่ผู้แข็งแกร่งล่าผู้อ่อนแอ  ถ้าคุณมีความสามารถ คุณก็ควรเดินหน้าสร้างอาณาจักรของคุณเอง แบบนั้นมันผิดตรงไหน?  ทุกคนมีอำนาจมากเท่าที่ความสามารถของตนกำหนด และควรปกครองผู้คนมากเท่าที่อำนาจของตนจะเอื้ออำนวย!”  คนอื่นๆ กล่าวว่า “การสำส่อนมันผิดตรงไหน?  การสำส่อนมีปัญหาอย่างไร?  การทำตามกระแสที่เลวร้ายมันผิดตรงไหน?”  และอื่นๆ  หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร?  (ขยะแขยง)  แค่ขยะแขยงหรือ?  หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ คนเราย่อมรู้สึกว่า “พวกเราทุกคนต่างก็สวมใส่ผิวหนังมนุษย์เหมือนกัน แล้วทำไมบางคนนอกจากจะไม่รังเกียจสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้แล้ว ยังถึงกับทะนุถนอมสิ่งเหล่านั้นด้วย?  แล้วทำไมบางคนถึงรังเกียจสิ่งเหล่านี้?  ทำไมผู้คนถึงแตกต่างกันมากขนาดนี้?  ทำไมคนที่รังเกียจความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกถึงไม่รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก?  ทำไมพวกเขาถึงทะนุถนอมสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบเหลือเกิน ถึงขั้นถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสมบัติ?  ทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถตระหนักถึงความเลวร้ายและความน่ารังเกียจของสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ได้?”  การทบทวนดังกล่าวเกิดขึ้นในหัวใจของผู้คน  เมื่อได้ยินคำพูดจากศัตรูของพระคริสต์ ในแง่หนึ่งผู้คนย่อมรู้สึกขยะแขยง และในอีกแง่หนึ่งย่อมพูดไม่ออก  ธรรมชาติของผู้คนเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงช่วยพวกมารหรือเหล่าซาตานให้รอด  ความรอดของพระเจ้านั้นมีไว้สำหรับมวลมนุษย์ ไม่ใช่สำหรับสัตว์ร้ายหรือพวกปีศาจ  ผู้คนเช่นศัตรูของพระคริสต์พวกนี้นี่เองคือสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวว่าเป็นพวกมารและสัตว์ร้าย พวกเขาไม่อาจนับรวมในมวลมนุษย์ได้  เรื่องนี้ชัดเจนมิใช่หรือ?

5. พฤติกรรมของพวกเขาต่อคริสตจักรในรูปการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

วิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา—เมื่อสักครู่นี้ได้สามัคคีธรรมเรื่องนี้ไปกี่แง่มุม?  พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ในหนทางหนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง นั่นคือแง่มุมหนึ่ง  มีอะไรอีก?  (เมื่อพวกเขาก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง เมื่อพวกเขาได้รับการเลื่อนขั้นหรือถูกปลด และเมื่อพระคริสต์ทรงถูกตามล่า)  ทั้งหมดเป็นสี่แง่มุม  พวกเรามาสามัคคีธรรมกันต่อเถิด  ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับความจริง—พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพร พวกเขามีแผนการ เจตนา และจุดประสงค์ของตนเอง  มากไปกว่านั้น พวกเขาชื่นชอบอำนาจและความมีอิทธิพล ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อในพระเจ้าด้วยท่าทีแบบรอดูสถานการณ์  พวกเขารอดูสถานการณ์อย่างไร?  การนี้หมายความว่าในขณะที่พวกเขาเชื่อ พวกเขาก็สังเกตดูด้วยว่าจำนวนผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้ากำลังเพิ่มขึ้นหรือไม่ งานข่าวประเสริฐกำลังเผยแผ่ไปอย่างไร ราบรื่นหรือไม่ และอิทธิพลของพระนิเวศของพระเจ้ากำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่  นอกจากนี้ พวกเขายังสังเกตดูด้วยว่าจำนวนผู้คนที่ทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้ากำลังเพิ่มขึ้นหรือไม่ มีผู้คนที่เต็มใจทำงานให้พระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ และมีผู้คนที่เต็มใจทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่  พวกเขายังสังเกตภูมิหลังทางสังคมและการศึกษาของบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า สังเกตว่าพวกเขามีอัตลักษณ์และสถานะในสังคมอย่างไรกันแน่  ผ่านการสังเกตนี้ พวกเขาได้เห็นว่ามีผู้คนเชื่อในพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ คนในพระนิเวศของพระเจ้ามีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีคนที่เต็มใจละทิ้งครอบครัว งาน และโอกาสในอนาคตของตนเพื่อมาทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้ามากขึ้น  เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็รู้สึกว่าไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป และควรอุทิศตนให้กับงานของพระนิเวศของพระเจ้าด้วยเช่นกัน จะได้อยู่ในกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ กลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งเพื่อที่พวกเขาอาจจะได้มีส่วนในพรในวันหน้าด้วย  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าได้และมีบทบาทในที่แห่งนั้น แต่พวกเขาไม่เคยยอมปล่อยมือจากจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเลย ทั้งยังคิดคำนวณอยู่ในใจอย่างไม่ว่างเว้น  เพราะศัตรูของพระคริสต์กลุ่มนี้มีความทะเยอทะยานและอุปนิสัยเช่นนี้เอง สิ่งนี้จึงกำหนดว่าท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์และพระเจ้าจะเปลี่ยนไปในขณะที่สถานะและชื่อเสียงของพระนิเวศของพระเจ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นแล้ว ในกระบวนการทำหน้าที่ของพวกเขา ในแง่หนึ่งพวกเขากำลังตั้งหน้าตั้งตาวางแผน คิดคำนวณ และจัดการเพื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเอง ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็กำลังเฝ้าดูพัฒนาการของพระนิเวศของพระเจ้า อิทธิพลของพระนิเวศของพระเจ้าทั้งในและต่างประเทศ ดูว่าจำนวนผู้คนกำลังค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่ ขนาดของคริสตจักรกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องหรือไม่ คริสตจักรได้ติดต่อกับผู้มีชื่อเสียงในสังคมบ้างหรือไม่ คริสตจักรได้รับชื่อเสียงในโลกตะวันตกบ้างหรือไม่ และได้สร้างรากฐานที่มั่นคงแล้วหรือยัง  พวกเขาจับตาดูและไถ่ถามเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา  แม้กระทั่งบางคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานของคริสตจักรและไม่ได้ทำหน้าที่ก็ยังคงคิดคำนวณเพื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเองอยู่เป็นนิจ แสดงความอยากรู้อยากเห็นอย่างมากเกี่ยวกับการพัฒนาของคริสตจักร  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทั้งค้นหาข้อมูลนี้บนเว็บไซต์ของคริสตจักรและถามไถ่เรื่องเหล่านี้ในคริสตจักร  เมื่อพวกเขาพบว่างานของพระนิเวศของพระเจ้าในต่างประเทศกำลังเผยแผ่ไปอย่างราบรื่นและเริ่มมีอนาคตที่สดใสมากขึ้น งานในโลกตะวันตกกำลังเผยแผ่ไปได้ดีขึ้นและสถานการณ์กำลังดีขึ้น พวกเขาก็รู้สึกเบาใจ  ความรู้สึกเบาใจของพวกเขาบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในตัวพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  ในขณะที่พวกเขารู้สึกเบาใจ ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ต่อพระคริสต์ กลับเป็นเพียง “ความเคารพ” และความชื่นชมที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีการนบนอบอย่างแท้จริงเลย

เมื่อตอนที่พระคริสต์ทรงงานอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ศัตรูของพระคริสต์ก็มักจะสงสัยว่า “พระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังถูกจับได้ไหม?  พระองค์จะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าหน้าฝ่ายปกครองได้หรือไม่?”  เมื่อพวกเขาคิดเช่นนี้ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกดูถูก “บุคคลที่ไม่สำคัญ” ผู้นี้ขึ้นมาเล็กน้อย  เมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังมักจะไม่มีที่ให้เรียกว่าบ้าน ไม่มีที่ให้เอนพระวรกาย ทั้งยังทรงซ่อนพระองค์ในทุกที่ที่ทำได้เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกจับกุม ความอยากรู้อยากเห็นเล็กๆ น้อยๆ และ “ความเคารพ” อย่างฝืนใจยิ่งที่พวกเขามีต่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ซึ่งก็คือพระคริสต์ ทรงอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในดินแดนแห่งเสรีภาพที่มนุษยชาติโหยหา พวกเขาก็รู้สึกอิจฉาพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง—ไม่ใช่ความเคารพ แต่เป็นความอิจฉา  แต่เมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงอยู่ในโลกตะวันตก ทรงถูกปฏิเสธ ถูกใส่ร้าย ถูกกล่าวโทษ และถูกตัดสินในหมู่มนุษยชาติ คลื่นแห่งความปั่นป่วนในส่วนลึกของหัวใจศัตรูของพระคริสต์ก็ก่อตัวขึ้น “พระองค์คือพระเจ้า ทำไมผู้คนถึงไม่ยอมรับพระองค์?  พระองค์คือพระเจ้า ทำไมโลกศาสนาถึงไม่ยอมรับพระองค์ แต่กลับเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลมากมายเกี่ยวกับพระองค์?  ทำไมพระองค์ถึงไม่ออกมาปกป้องตัวเอง?  พระองค์ควรจะจ้างทีมทนายความ!  ดูถ้อยคำหมิ่นประมาทและว่าร้ายบนโลกออนไลน์พวกนั้นสิ ข่าวลือที่โลกศาสนากุขึ้นมาทำให้พระองค์ฟังดูแย่มาก!  พวกเรารู้สึกอับอายที่จะติดตามพระองค์ และการเอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้น่าอึดอัดใจเสียด้วยซ้ำ  พระองค์ถูกกล่าวโทษทั้งในตะวันออกและในตะวันตก ถูกปฏิเสธโดยโลกศาสนา โดยมนุษยชาติ โดยโลกนี้  พวกเรารู้สึกเสียเสียเกียรติที่ติดตามพระองค์” นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจศัตรูของพระคริสต์  ขณะที่รู้สึกเสียเสียเกียรติอยู่ในใจ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกดูแคลนและเห็นใจ—เป็นความเห็นใจที่ฝืนใจที่สุด—ต่อ “บุคคลที่ไม่สำคัญ” ผู้นี้ที่พวกเขามองเห็นในสายตาและในหัวใจของตน  ความเห็นใจนี้เกิดขึ้นมาอย่างไร?  พวกเขาคิดว่า “พระองค์ทรงทำงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้โดยไม่ห่วงผลประโยชน์หรือความสูญเสียส่วนตัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ตัว  พระองค์ทรงมีจุดมุ่งหมายอะไรในการสู้ทนกับความทุกข์และความอับอายหนักหนาเช่นนี้?  พูดตามหลักเหตุผลแล้ว พระองค์ต้องเป็นคนดี มิเช่นนั้นพระองค์จะสู้ทนกับความอับอายอย่างใหญ่หลวงและทนทุกข์กับความเจ็บปวดมากขนาดนั้นได้อย่างไร?  มันช่างน่าเวทนาและไม่ง่ายเลย พระองค์ต้องรู้สึกไม่เป็นธรรมอยู่ในใจอย่างมากแน่ๆ”  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกเห็นใจพระคริสต์ขึ้นมาเล็กน้อย  พวกเขาครุ่นคิดว่า “ถ้าเป็นฉัน ฉันคงแบกรับความทุกข์ที่หนักหนาเช่นนี้ไม่ได้ ฉันจะโต้แย้งมวลมนุษย์เพื่อปกป้องตัวเอง  ในแง่หนึ่ง ฉันจะจ้างทีมทนายความมาลบข่าวลือเท็จพวกนั้นบนอินเทอร์เน็ต และในอีกแง่หนึ่งก็จะแสดงปาฏิหาริย์และการอัศจรรย์บางอย่างในโลกศาสนาให้พวกเขาเห็นว่าใครคือพระเจ้า—ใครจริงและใครเท็จ—เพื่อปิดปากพวกที่ว่าร้ายและกล่าวโทษ เพื่อลงโทษพวกเขาและสอนบทเรียนให้พวกเขา  พวกเขาก็จะไม่กล้าทำอีกไม่ใช่หรือ?  ทำไมพระองค์ไม่ทำเช่นนั้น?  ทำไมพระองค์ถึงไม่เคยปกป้องตัวเองเลย?  เป็นเพราะพระองค์ขาดอำนาจ ขาดความกล้าหาญ หรือขาดความเก่งกล้าหรือเปล่า?  เกิดอะไรขึ้นกันแน่?  หรือว่าจะเป็นความขี้ขลาด?  โอ้ พระองค์มีเรื่องซ่อนอยู่ในใจมากมาย สู้ทนกับความไม่ยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงแต่ก็ยังปิดปากเงียบ ยังคงเผยแผ่งาน และพูดคุยกับคนในคริสตจักรอย่างอดทนและจริงจัง จัดหาให้พวกเขา แต่พวกเขากลับมีมโนคติอันหลงผิดและเป็นกบฏอยู่เสมอ  หัวใจของพระองค์ต้องทุกข์มากแน่ๆ!  พอเห็นพระองค์สู้ทนทั้งหมดนี้ได้ พระองค์ก็เป็นคนดีมากคนหนึ่ง และสมควรได้รับความเห็นใจจริงๆ”  ความเห็นใจของพวกเขาเกิดขึ้นมาเช่นนี้เอง  นี่คือความเห็นใจของศัตรูของพระคริสต์  ตั้งแต่เริ่มเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์มาจนถึงตอนนี้ นี่เป็น “ความดี” เพียงอย่างเดียวที่พวกเขาทำ  “ความดี” นี้ทำได้ดีเพียงใด?  ความดีนี้เป็นของจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)

ศัตรูของพระคริสต์ติดตามพระคริสต์และยอมรับพระวจนะที่พระคริสต์ตรัสมาหลายปีแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยรู้สึกเป็นเกียรติที่สามารถยอมรับพระคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของตนในชีวิตนี้ และไม่เคยรู้สึกเป็นเกียรติเลยที่ได้ทนทุกข์เหมือนที่พระคริสต์ทรงทนทุกข์ ถูกกล่าวโทษและถูกปฏิเสธจากโลกนี้เหมือนกับพระคริสต์  ตรงกันข้าม พวกเขากลับมองความทุกข์นของพระคริสต์เป็นข้อได้เปรียบและหลักฐานที่จะใช้ดูหมิ่นและปฏิเสธพระคริสต์  พวกเขาไม่มีความเต็มใจหรือท่าทีที่จะร่วมแบ่งปันความทุกข์ทั้งหมดนี้กับพระคริสต์  แต่พวกเขากลับยืนดูในฐานะผู้สังเกตการณ์ เฝ้าดูความทุกข์ทั้งปวงที่พระคริสต์ทรงสู้ทน เฝ้าดูว่ามวลมนุษย์ปฏิบัติต่อพระคริสต์อย่างไร และพวกเขาใช้การสังเกตเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติต่อพระคริสต์  เมื่อมีการกล่าวประกาศพระนามของพระเจ้าและงานข่าวประเสริฐค่อยๆ เผยแผ่ไปในหมู่มวลมนุษย์ และจุดหมายปลายทางในอนาคตของงานข่าวประเสริฐดูสดใส ศัตรูของพระคริสต์ก็ค่อยๆ เข้าใกล้พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังมากขึ้น รู้สึกเคารพและอิจฉาพระองค์เล็กน้อย  ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็พยายามอย่างมากที่จะเข้าใกล้พระนิเวศของพระเจ้า เพียรพยายามที่จะเป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้าและเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้า  เพียงเท่านั้นใช่หรือไม่?  มันเรียบง่ายเช่นนั้นใช่หรือไม่?  ไม่ใช่ ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระนิเวศของพระเจ้าและพระคริสต์นั้นเปลี่ยนไปตามสถานะการขยายตัวของโครงการงานต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า เปลี่ยนไปทุกที่ทุกเวลา  หากพวกเขาได้ยินว่าในหมู่มวลมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก มีคนเชื้อชาติหนึ่งกล่าวว่า “พระวจนะเหล่านี้เป็นพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง มีสิทธิอำนาจจริงๆ!  จากพระวจนะของพระเจ้า พวกเราได้เห็นแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเราแน่ใจว่าบุคคลธรรมดาผู้นี้คือพระเจ้า และหนทางนี้คือหนทางที่แท้จริง” ศัตรูของพระคริสต์ก็แอบปลื้มปลิ่มอยู่ในใจว่า “โชคดีที่ฉันไม่ได้จากไป นี่คือหนทางที่แท้จริงจริงๆ!  ดูสิ แม้แต่ชาวตะวันตกก็ยังพูดว่าพระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังอยู่ที่ไหน  ฉันควรฟังพระวจนะของพระองค์ให้มากขึ้น ฉันต้องรีบไปฟังคำเทศนาเสียแล้ว!”  ในเวลานี้ ศัตรูของพระคริสต์ย่อมรู้สึกว่าพระสุรเสียงของพระเจ้านั้นช่างไพเราะ ชำระจิตวิญญาณของพวกเขาให้บริสุทธิ์ และพวกเขาก็รู้สึกว่าควรทะนุถนอมสิ่งนี้เอาไว้  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าเผชิญกับความล้มเหลวในการเผยแผ่งานในต่างประเทศและในหมู่มวลมนุษย์เป็นครั้งคราว หรือเมื่องานของพระนิเวศของพระเจ้าถูกรบกวนหรือได้รับผลกระทบ ถูกแทรกแซงโดยกองกำลังภายนอก หรือแม้แต่เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าเผชิญกับความยากลำบากบางอย่าง ศัตรูของพระคริสต์ก็เริ่มกระวนกระวายใจอีกครั้งว่า “พระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังอยู่ที่ไหน?  พระองค์กำลังตรัสอยู่หรือเปล่า?  เรื่องนี้ถูกจัดการอย่างไร?  พระเจ้าทำให้สิ่งต่างๆ ถูกต้องหรือไม่?  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรรู้สึกกลัวบ้างหรือไม่?  มีใครออกจากพระนิเวศของพระเจ้าบ้างไหม?  มีผู้อาวุโสหรือคนที่มีชื่อเสียงจากโลกภายนอกออกมาพูดหรือทำอะไรเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า หรือยืนหยัดเพื่อพระนิเวศของพระเจ้าบ้างไหม?  ฉันได้ยินมาว่าไม่มีเลย  แล้วควรทำอย่างไรดี?  คริสตจักรของพระเจ้าจบสิ้นแล้วหรือ?  ฉันควรจะออกไปตอนที่ยังทำได้ไหม?”  ความว้าวุ่นใจนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดหรือไม่?  ในช่วงเวลานี้ เมื่อฟังคำเทศนาของพระเจ้าอีกครั้ง พวกเขาก็จะคิดว่า “อย่าตรัสคำพูดที่ว่างเปล่าเหล่านั้นหรือเอ่ยวาจาที่สูงส่งอีกเลย  ฉันไม่ฟังพระองค์แล้ว  พระนิเวศของพระเจ้าอาจถูกโลกกลืนกินได้ทุกเมื่อ คำพูดเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร?  มันช่วยผู้คนให้รอดได้ไหม?  อิทธิพลของพระนิเวศของพระเจ้าสามารถหายไปได้ในพริบตา ผู้คนของพระนิเวศก็จะกระจัดกระจายไปแบบนั้นเอง”  พวกเขาไม่ชอบฟังสิ่งที่เราพูดอีกต่อไป  ในการนี้ยังมีความเคารพเหลืออยู่หรือไม่?  มีความเห็นใจเหลืออยู่หรือไม่?  (ไม่มี)  มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่บ้าง?  มีเพียงความอยากที่จะเฝ้าดูและเยาะเย้ย  คนบางคนพูดจาร้ายกาจลับหลัง พูดจาทำร้ายผู้อื่น และสะใจในความโชคร้ายของพระนิเวศของพระเจ้าว่า “ฉันว่ากำลังจะมีปัญหาแล้วละ ฉันไม่คิดว่าคุณจะตั้งหลักได้  ความจริงเหล่านั้นมีประโยชน์อะไรไหม?  คำพูดของคุณได้ผลไหม?  คราวนี้เป็นอย่างไร?  เกิดปัญหาขึ้นแล้วใช่ไหม?”  ด้านปีศาจของพวกเขาผุดขึ้นมา  ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำเป็นสิ่งที่พวกปีศาจจะทำเลยมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่มีศีลธรรมพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เสียด้วยซ้ำ พวกเขาเลวร้ายอย่างถึงที่สุด แว้งกัดคนที่ให้อาหารพวกเขา!  พวกเขากินจากพระนิเวศของพระเจ้า เพลิดเพลินการค้ำจุนจากพระวจนะของพระเจ้า เพลิดเพลินกับการคุ้มครองและพระคุณของพระเจ้า แต่เมื่อมีสัญญาณแรกเริ่มของปัญหา พวกเขาก็เข้าข้างคนนอก ทรยศผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และสะใจในความโชคร้ายของพระนิเวศ  หากไม่ใช่ปีศาจแล้วพวกเขาเป็นอะไรเล่า?  พวกเขาเป็นปีศาจอย่างแท้จริง!  เมื่อพวกเขาเห็นพระนิเวศของพระเจ้าเดินหน้าไปด้วยดี พวกเขาก็ “ทรุด” เข่าลงตรงหน้าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ราวกับพวกเขาเป็นผู้ติดตามของพระเจ้า  แต่เมื่อพวกเขาเห็นพระนิเวศของพระเจ้าถูกซาตานปิดล้อมและกล่าวโทษ พวกเขาก็ไม่หมอบกราบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอีกต่อไป  กลับกัน แต่พวกเขายืนหยัดอย่างภาคภูมิและสง่าผ่าเผย เชื่อว่าตนเองมีศักดิ์ศรีเกินกว่าจะคุกเข่าต่อหน้าใคร ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะเยาะเย้ยเจ้า  น้ำเสียงและระดับเสียงเวลาที่พวกเขาพูดกับเจ้าก็เริ่มดังขึ้นเช่นกัน พวกเขาเริ่มพูดจาวางอำนาจ ทำตัวผิดปกติ ท่าทางเยี่ยงปีศาจของพวกเขาเผยออกมา เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  บอกเราทีเถิดว่า เมื่อใดผู้คนเหล่านี้จะยำเกรงพระเจ้า?  (ไม่มีวัน)  ถูกต้องทีเดียว นั่นเป็นคำกล่าวที่จริงอย่างยิ่ง  คนเหล่านี้คือพวกพ้องของซาตาน พวกเขาจะไม่มีวันยำเกรงพระเจ้าเพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริง—พวกเขามีธรรมชาติของซาตาน  นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติเยี่ยงซาตาน คือโฉมหน้าที่น่ารังเกียจของศัตรูของพระคริสต์ ผู้ซึ่งมีธรรมชาติของซาตาน  พวกเขาพร้อมเสมอที่จะเยาะเย้ยพระนิเวศของพระเจ้า มองหาโอกาสที่จะล้อเลียนพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังอยู่ตลอด เตรียมการและรวบรวมข้อมูลอยู่เป็นนิจเพื่อใช้ปฏิเสธพระคริสต์และปฏิเสธแก่นแท้ของพระเจ้า และพวกเขาที่จะเข้าข้างคนนอกและทรยศผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าอยู่ตลอด  ยิ่งพระนิเวศของพระเจ้าเผชิญกับปัญหามากเท่าไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งมีความสุขและยินดีมากขึ้นเท่านั้น  ในยามที่พี่น้องชายหญิงสามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติและทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นระเบียบเรียบร้อย พวกเขาก็รู้สึกไม่สบายใจและไม่พอใจ ปรารถนาให้เกิดปัญหาขึ้นกับพระนิเวศของพระเจ้าโดยพลัน หวังว่างานของพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ดำเนินไปอย่างราบรื่น ให้งานพบกับความล้มเหลวและอุปสรรค  กล่าวสั้นๆ ก็คือ หากทุกอย่างในพระนิเวศของพระเจ้าดำเนินไปด้วยดี และพี่น้องชายหญิงสามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติและกระทำการตามหลักธรรมความจริง ในใจของศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะไม่ชื่นบานยินดี  เมื่อพี่น้องชายหญิงฟังพระวจนะของพระเจ้า ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ เทิดทูนว่าพระเจ้าและพระคริสต์นั้นยิ่งใหญ่ อีกทั้งสามารถเป็นพยานและยกชูพระคริสต์ได้ นั่นย่อมเป็นช่วงเวลาที่เหลือทนที่สุดสำหรับศัตรูของพระคริสต์ เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาถูกพิพากษาและถูกทรมานมากที่สุด

ศัตรูของพระคริสต์ถามไถ่ถึงข่าวสารนานาในพระนิเวศของพระเจ้า  หากพวกเขาไม่ได้คำตอบเป็นเวลานานว่าการเผยแผ่งานข่าวประเสริฐของพระนิเวศของพระเจ้ากำลังคืบหน้าไปอย่างไร งานด้านวิชาชีพทั้งหลายในพระนิเวศของพระเจ้ากำลังพัฒนาไปอย่างไร สิ่งเหล่านั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือไม่ จำนวนผู้คนในต่างประเทศกำลังเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขนาดของคริสตจักรกำลังขยายตัวหรือไม่ มีการสถาปนาคริสตจักรในประเทศต่างๆ หรือไม่ หรือหากพวกเขาไม่ได้ยินว่ามีบุคคลที่มีความมุ่งมาดปรารถนาหรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคมเข้ามาสู่พระนิเวศของพระเจ้ามากขึ้น พวกเขาก็จะรู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าในเนื้อหนังนั้นน่าเบื่อและไม่น่าสนใจ  พวกเขาเลิกให้ความสนใจพระเจ้าในเนื้อหนัง และถึงกับพิจารณาที่จะเข้าร่วมกับนิกายอื่นที่มีชีวิตชีวาหรือมีอิทธิพลมากกว่า  อย่างไรก็ตาม บางครั้งหากพวกเขาได้ยินข่าวดีบางอย่างเกี่ยวกับพระนิเวศของพระเจ้า เช่น วีดิทัศน์คำพยานของพี่น้องชายหญิงจุดประกายความสนใจและดึงดูดความสนใจองค์กรสิทธิมนุษยชนบางแห่งเป็นอย่างมาก หัวใจของพวกเขาก็จะเปี่ยมไปด้วยความสุข ความหวัง และความชื่นบานยินดี  ตัวอย่างเช่น หากพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความสนใจหรือถูกนำเสนอข่าวจากกลุ่มที่มีชื่อเสียง พวกเขาก็จะยินดีและตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม “ดูเหมือนว่าคนธรรมดาคนนี้จะไม่ธรรมดาเลย ดูเหมือนว่าเขากำลังจะบรรลุบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่!”  หากชื่อของคริสตจักรโชคดีได้รับการกล่าวถึงโดยบุคคลสำคัญหรือแม้กระทั่งผู้นำ ศัตรูของพระคริสต์ก็จะยิ่งตื่นตัวมากขึ้นว่า “ในชีวิตนี้ ฉันได้ตัดสินใจเลือกครั้งใหญ่ที่สุดและถูกต้องที่สุด ซึ่งก็คือการติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  จากนี้ไป ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีวันทิ้งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จะปฏิบัติต่อคนคนนี้ในฐานะพระเจ้า และเคารพเขาอยู่ในใจ เพราะพระเจ้าองค์นี้ได้รับความเคารพจากผู้นำคนนั้นคนนี้  ถ้าผู้นำเคารพเขา ฉันก็ควรเคารพเขาด้วย  พระเจ้าองค์นี้ได้รับการเอ่ยชื่อและได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้นำ แล้วการเชื่อและติดตามเขาจะทำให้เสียใจได้อย่างไร?  ฉันควรติดตามเขาด้วยความแน่วแน่มากขึ้นไม่ใช่หรือ?  จากนี้ไป ฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีวันคิดเรื่องการออกจากคริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เลย  ฉันต้องทำผลงานให้ดี สู้ทนกับความทุกข์ให้มากขึ้น จ่ายราคาให้มากขึ้น ปรึกษาหารือกับพี่น้องชายหญิงให้มากขึ้นเมื่อทำสิ่งต่างๆ และทำตามที่คริสตจักรบอกทุกอย่าง  บางทีในวันข้างหน้าเมื่อคริสตจักรขยายตัวและมีชื่อเสียงมากขึ้น ฉันอาจจะได้ตำแหน่งระดับสูงและโดดเด่นขึ้นมาก็ได้!”  เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็รู้สึกยินดีอยู่ในใจว่า “ฉันช่างเลือกได้ดีและถูกต้องเสียนี่กระไร!  ฉันช่างฉลาดหลักแหลมเหลือเกิน!  เมื่อก่อนฉันเคยคิดที่จะจากไปด้วยซ้ำ—ตอนนั้นฉันช่างโง่เขลาและไม่รู้ความเอาเสียเลย!  ฉันยังเด็กและหุนหันพลันแล่น มักจะตัดสินใจและตัดสินผิดพลาด  ตอนนี้ฉันอายุมากขึ้นแล้ว ฉันเริ่มมั่นคงขึ้นและรู้จักวิธีเก็บซ่อนเอาไว้ และในที่สุดฉันก็เห็นความหวัง  โชคดีที่ฉันไม่ได้จากไป ไม่ได้เชื่อข่าวลือพวกนั้น และไม่ได้ถูกชักพาให้หลงผิดหรือหวั่นไหวไปกับมัน  นั่นค่อนข้างอันตรายทีเดียว!  วันข้างหน้าฉันต้องระมัดระวังให้มากขึ้น  ดูเหมือนว่าคนคนนี้จะไม่ธรรมดา และฉันต้องปฏิบัติต่อเขาให้ดี!”  เมื่อรู้สึกตื่นเต้นและเกิดความหุนหันพลันแล่น พวกเขาก็ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและของดีๆ บางอย่างมาถวาย โดยเขียนไว้บนนั้นว่า “ขออุทิศแด่พระเจ้าผู้เป็นที่รักของข้าพระองค์ ด้วยสิ่งของดังต่อไปนี้”  ด้านล่าง พวกเขาลงนามว่า “นำเสนอเป็นพิเศษ ส่งด้วยความเคารพโดยคนนั้นคนนี้ในวันนั้นวันนี้”  นี่เป็นของขวัญที่พิเศษและมีค่า แต่มีเรื่องราว มีแรงจูงใจแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง  เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกเจ้าย่อมจะกล่าวว่า “พระองค์ทรงเข้าใจว่าของถวายที่ผู้คนมอบให้พระเจ้าเป็นเช่นนี้หรอกหรือ?”  มิใช่หรือ?  ไม่ใช่ว่าเราเข้าใจเช่นนี้ และไม่ใช่ว่าทุกคนจะกระทำการในลักษณะนี้ และไม่ใช่ของถวายทั้งหมดจะมาพร้อมกับแรงจูงใจเช่นนี้  อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการการถวายสิ่งของของคนบางคนนั้นได้รับอิทธิพลและถูกขับเคลื่อนโดยเจตนาเช่นนั้นและภูมิหลังเช่นนั้นจริงๆ  นี่คือมุมมองที่เป็นจริงใช่หรือไม่?  (ใช่)

เวลาที่ศัตรูของพระคริสต์คิดคำนวณทุกสิ่งอยู่ในใจ สิ่งแรกที่พวกเขาคำนึงถึงคือผลประโยชน์ส่วนตัว  พวกเขาเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ มีการคิดคำนวณของตนเองในทุกสิ่ง  คนส่วนใหญ่ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงส่วนใหญ่ ตลอดจนผู้เชื่อธรรมดาส่วนมากย่อมไม่ปรารถนาที่จะรู้หรือไถ่ถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของงานต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า เพราะการรู้เรื่องราวทั่วไปเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไล่ตามเสาะหาความจริง  การตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ การนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้ามีชีวิตหรือความจริง และความไม่รู้เรื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเจ้ามีวุฒิภาวะน้อย  เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง และไม่ช่วยเรื่องการเข้าใจความจริงหรือการมีความยำเกรงต่อพระเจ้าแต่อย่างใด  คนที่มีสำนึกย่อมมาถึงระดับนี้ได้  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับยึดติดในเรื่องเหล่านี้อย่างเหนียวแน่น ปฏิบัติต่อเรื่องราวเหล่านี้ว่าเป็นความจริงสูงสุด  พวกเขาไถ่ถามและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  หลังจากรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มาแล้ว พวกเขาไม่เก็บไว้แค่กับตัว แต่พวกเขาเผยแพร่เรื่องเหล่านี้ไปทั่ว โดยเชื่อว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง ผู้คนมากมายจะไม่ได้สนใจเลยก็ตาม  ตัวเราเองแทบจะไม่ไถ่ถามเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย  หากบังเอิญพบผู้ที่เกี่ยวข้อง เราก็อาจจะพูดคุยเรื่องนี้บ้าง แต่เราไม่กระตือรือร้นที่จะเสาะหาผู้คนเพื่อไถ่ถาม  มีเพียงสถานการณ์เดียวเท่านั้นที่เราจะไถ่ถาม นั่นคือ สถานการณ์ที่ว่างานบางอย่างควรดำเนินการอย่างไร ความคืบหน้าในงานของพวกเจ้า รวมถึงมีปัญหาหรือการตกหล่นใดๆ หรือไม่  นี่เป็นกรณีเดียวที่เราจะถาม แต่นอกเหนือจากนี้ เราจะไม่ไถ่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือความห่วงใยอย่างเด็ดขาด  การไถ่ถามของเราเกี่ยวข้องกับงานเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับแหล่งข้อมูลหรือความอยากรู้อยากเห็น  ศัตรูของพระคริสต์ผู้ซึ่งไม่รักความจริง กระตือรือร้นที่จะเจาะลึกเรื่องราวเหล่านี้ และพวกเขามีจุดประสงค์เฉพาะในการทำเช่นนั้น  พวกเขาใช้สถานการณ์และสภาพแวดล้อมภายนอก รวมถึงรูปการณ์แวดล้อมของคริสตจักรในยุคสมัยต่างๆ และในหมู่นิกาย เชื้อชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายมาตัดสินความถูกหรือผิดของพระราชกิจของพระเจ้า และถึงขั้นตัดสินว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่  พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทใดหรือ?  พวกเขากำลังเชื่อในพระเจ้าอยู่หรือ?  เห็นได้ชัดว่า พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ  ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถรับฟังหรือเข้าใจความจริงนั้นได้  อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไถ่ถามถึงการประเมินคริสตจักรจากภายนอก ตลอดจนสถานะและรูปการณ์แวดล้อมของคริสตจักรในนานาประเทศโดยละเอียด จนแทบจะไม่ต่างจากผู้ไม่เชื่อเลย  สิ่งเหล่านี้เป็นการสำแดงของผู้ไม่เชื่อที่มีวาระซ่อนเร้น  รอบตัวพวกเจ้ามีผู้คนเช่นนั้นอยู่บ้างหรือไม่?  พวกเจ้าอาจจะไม่ได้สังเกต  ทุกๆ ครั้งที่พวกเราชุมนุมและเปิดโปงแก่นแท้นานาประการของศัตรูของพระคริสต์ ย่อมมีคนจำนวนหนึ่งที่ถูกกล่าวโทษ  เมื่อถูกเปิดโปง ธาตุแท้ของพวกเขาก็ถอยหนีไป และพวกเขาไม่กล้าเผยตัวออกมา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการสามัคคีธรรมนี้ คนบางคนจะไม่กล้าไถ่ถามอีกต่อไป  แต่ถึงแม้พวกเขาอาจจะไม่กล้าถามตรงๆ อีกต่อไปแล้ว ลับหลังพวกเขาก็ยังคงรวบรวมเรื่องซุบซิบนินทากันอยู่ดี  พวกเขาเลิกถามท่ามกลางพี่น้องชายหญิง แต่แอบไปถามบนอินเทอร์เน็ต  นอกจากนี้ พวกเขายังพยายามสุดตัวในการหาคำตอบว่าบรรดาผู้ไม่มีความเชื่อ นิกายทั้งหลาย และประเทศตะวันตกทั้งหลายคิดและพูดถึงคริสตจักรของพวกเราอย่างไร ราวกับว่าพวกเขาเสียสติไปแล้ว  การนี้ไม่ดูวิกลจริตไปหน่อยหรือ?  พวกเขาหมกมุ่น พวกเขาห้ามตัวเองไม่ได้  ผู้คนที่ไม่รักความจริงและรังเกียจความจริงนั้นเกินที่จะใช้เหตุผลด้วยได้

สิ่งที่พวกเราเพิ่งเปิดโปงไป คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อคริสตจักรและเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดตามรูปการณ์แวดล้อมของคริสตจักรและการเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้า  นี่คือแง่มุมหนึ่งของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์โดยขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา  สิ่งที่พวกเราหารือกันไปนี้กำลังเกิดขึ้นในคริสตจักรหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงใช่หรือไม่?  เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงใช่หรือไม่?  (ใช่)  คุณค่าในการสามัคคีธรรมเรื่องราวเหล่านี้คืออะไร?  หมายความว่าหลังจากได้ยินเช่นนี้แล้ว บางคนจะไม่กล้าไถ่ถามเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป ไม่กล้าที่จะอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และรูปการณ์แวดล้อมของคริสตจักรอีกต่อไปใช่หรือไม่?  นั่นคือคุณค่าเพียงอย่างเดียวหรือ?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้ว คุณค่าในการเปิดโปงสิ่งเหล่านี้คืออะไร?  ผู้คนควรเข้าใจความจริงใดจากการเปิดโปงนี้?  หากพวกเจ้ายังคิดไม่ออก พวกเจ้าจะเงียบไว้ก่อนก็ได้  เราจะสามัคคีธรรมเรื่องนี้กับพวกเจ้าในตอนท้าย  เรื่องเหล่านี้ห่างไกลจากพวกเจ้าเกินไป พวกเจ้าจึงอาจจะพบว่าการตอบออกมาชัดๆ ในทันทีนั้นเป็นเรื่องยาก  พวกเจ้าจำเป็นต้องรวบรวมความคิดและเรียบเรียงภาษาของพวกเจ้า พวกเจ้าอาจจะไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน หรือพวกเจ้าอาจจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นออกมาได้อย่างชัดเจน  สิ่งที่ผู้คนเข้าใจนั้นมีจำนวนน้อยเกินไป ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน  การไม่สามารถอธิบายแก่นแท้และสาเหตุของเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจนเป็นสัญญาณของการมองสิ่งต่างๆ ไม่ทะลุปรุโปร่ง

เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้าในสวรรค์และสละตนเองรวมถึงทำหน้าที่ของตนเพื่อพระเจ้า นี่อาจกล่าวได้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว คริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้า และพระเจ้าเป็นแนวคิดเดียวกันสำหรับผู้คน  การทำหน้าที่ของคนเราในคริสตจักรถือเป็นการสละตนเพื่อพระเจ้า การทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้าก็เหมือนกับการทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักร และยังเป็นการจงรักภักดีต่อพระเจ้าและยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าอีกด้วย  สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาพูดคุยแทนกันได้และถูกมองว่าเป็นแนวคิดเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและทรงปรากฏเป็นคนธรรมดา สำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว คริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้า และพระเจ้า (กล่าวคือ พระคริสต์) กลับกลายเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันได้อย่างง่ายดาย  ผู้คนคิดว่า “การทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักรก็เหมือนกับการทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อพระเจ้า การทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้าคือการทำหน้าที่ของตน  แต่กับการทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระคริสต์นั้น ฉันไม่ค่อยแน่ใจนัก  นั่นหมายถึงการรับใช้คนคนหนึ่งไม่ใช่หรือ?  มันดูเหมือนเป็นการทำงานให้คนคนหนึ่งอย่างไรชอบกล”  ลึกลงไปในหัวใจของผู้คนมากมาย การแยกแยะสามสิ่งนี้อย่างชัดเจนและเชื่อมโยงสามสิ่งนี้เข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาก  สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือแนวคิดพื้นฐานของพวกเขาว่าพวกเขาทำหน้าที่เพื่อใคร กล่าวคือ เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตนภายในคริสตจักร พวกเขากำลังทำหน้าที่ของตนเพื่อองค์กรที่ก็คือคริสตจักร คือชื่อเรียกนี้  แล้วใครคือผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ที่อยู่เหนือคริสตจักร?  แน่นอนว่าคือพระเจ้าในสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยในจิตใจของทุกคน  การทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้านั้น ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการรับใช้ชื่อเรียกและกลุ่มของบรรดาพี่น้องชายหญิง และแน่นอนว่าสามารถจัดอยู่ในหมวดหมู่ของการทำหน้าที่ได้ นี่คือการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา ซึ่งแน่นอนว่ามุ่งตรงไปยังพระเจ้าด้วยเช่นกัน  ดังนั้น ในจิตใจของผู้คน คริสตจักร พี่น้องชายหญิง และพระนิเวศของพระเจ้าจึงเทียบเท่ากันได้ โดยทั้งหมดมุ่งเป้าไปที่พระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์  สิ่งนี้บ่งบอกถึงอะไร?  สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนหรือจัดการกิจธุระทั้งหลายในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็กำลังทำเพื่อคริสตจักรในฐานะสถาบันที่จับต้องไม่ได้ กลุ่มพี่น้องชายหญิงที่จับต้องได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าที่คลุมเครือและมองไม่เห็นในสวรรค์—พวกเขาทำหน้าที่ให้สามสิ่งนี้  ส่วนพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังนั้น ผู้คนอาจจะถือว่าพระองค์ทรงเป็นสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักร หรือเป็นผู้นำสูงสุดในหมู่พี่น้องชายหญิง และแน่นอนว่าบางคนก็เข้าใจว่าพระคริสต์ทรงเป็นโฆษกหรือตัวแทนของพระนิเวศของพระเจ้า  ดังนั้น สำหรับผู้คนมากมาย แนวคิดที่ว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ของตนเพื่อใครในคริสตจักรนั้นจึงคลุมเครือมาก  ตัวอย่างเช่น หากใครคนหนึ่งถูกขอให้ทำบางสิ่งเพื่อพี่น้องชายหญิง หรือทำงานรับใช้บางอย่าง พวกเขาก็รู้สึกว่าการทำเช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลโดยสมบูรณ์  หรือหากพวกเขาถูกขอให้ทำบางสิ่งเพื่อคริสตจักรหรือพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ยินดีที่จะทำ โดยรู้สึกว่านั่นคือหน้าที่ที่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้  อย่างไรก็ตาม หากพระคริสต์ผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงมีพระบัญชาหรือทรงไว้วางพระทัยมอบหมายงานที่คล้ายคลึงกันให้พวกเขา พวกเขากลับรู้สึกท้อแท้ใจ โดยคิดว่า “ทำงานให้คนคนหนึ่งหรือ?  ฉันไม่ได้มาเชื่อในพระเจ้าเพื่อรับใช้ผู้คน ฉันมาเพื่อทำหน้าที่ของฉัน  ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อคอยปรนนิบัติใคร ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับใช้หรือทำงานให้ใคร!”  มีผู้คนมากมายที่กำลังทำหน้าที่ของตนในคริสตจักร  หากเจ้าขอให้พวกเขาทำบางสิ่งเพื่อคริสตจักร ทำบางสิ่งเพื่อพระนิเวศของพระเจ้าหรือเพื่อพี่น้องชายหญิง พวกเขาก็จะยอมรับงานเหล่านี้ด้วยความชื่นบานยินดี โดยรู้สึกว่าพวกเขามีรากฐานที่หนักแน่นในการทำเช่นนั้น  รากฐานอะไรหรือ?  “ฉันยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า นี่คือหน้าที่ของฉัน คือความรับผิดชอบของฉัน”  แต่เมื่อพระเจ้าในเนื้อหนังทรงขอให้พวกเขาทำบางสิ่ง รากฐานทางทฤษฎีของพวกเขาที่ว่า “ยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า” กลับหายไป และพวกเขากลายเป็นอิดออดและไม่มีความสุข ไม่เต็มใจที่จะทำ  พวกเขาคิดว่า “ถ้าเพื่อคริสตจักรก็ไม่เป็นไร เพราะฉันเป็นคนที่ทำงานให้คริสตจักร ถ้าเป็นเพื่อพี่น้องชายหญิง นั่นก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะพวกเขาทุกคนล้วนเป็นของพระนิเวศของพระเจ้า เป็นของพระเจ้า ถ้าเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า เนื่องจากชื่อ ‘พระนิเวศของพระเจ้า’ นั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ยิ่งใหญ่และสูงส่งยิ่งนัก เช่นนั้นแล้วการทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระนิเวศของพระเจ้าจึงเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ และยังนำมาซึ่งความรุ่งโรจน์และการยอมรับอีกด้วย  แต่การทำบางสิ่งเพื่อคนที่ไร้ความสำคัญอย่างคุณ สิ่งนั้นคืออะไร?  นั่นคือการทำหน้าที่ของฉันหรือ?  ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องหรือถูกควรมเลย  นี่ไม่ใช่การทำหน้าที่ของฉัน และไม่ใช่งานด้วย  ฉันควรปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างไรดี?”  พวกเขาเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร  พวกเขาครุ่นคิดว่า “นี่ไม่ใช่งาน และไม่ใช่การทำหน้าที่ของฉัน และแน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิง  ถ้าคุณขอให้ฉันทำเพื่อคุณ ก็ได้ ฉันจะทำไปอย่างนั้น แต่ฉันจะไม่มีความสุขหรือพอใจกับเรื่องนี้  ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องหรือถูกควรเลย!  ใครจะจดจำหรือรู้ว่าฉันทำอะไรให้คุณบ้าง?  สิ่งนี้จะได้รับความโปรดปรานจากใครหรือ?  นี่จะทำให้ฉันได้รับบำเน็จอะไรไหม?  สิ่งนี้นับเป็นการทำหน้าที่ของฉันหรือไม่?  ฉันควรทำตามหลักธรรมความจริงหรือไม่?”  ในใจของพวกเขาไม่เต็มใจ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่สะดวก ไม่จำเป็น เหมือนกับการยอมรับงานที่พวกเขาไม่ควรยอมรับ  พวกเขารู้สึกลำบากใจและทำไปอย่างเสียไม่ได้ ขณะเดียวกันก็หวังว่าจะได้รับผลประโยชน์บางอย่าง และถึงกับเปล่งเสียงออกมาว่า “ฉันไม่อยากทำสิ่งนี้” เป็นการแสดงความอิดออดอย่างยิ่ง  เราขอบอกว่าหากเจ้าไม่อยากทำ เจ้าก็ไม่ต้องทำ  เราไม่บังคับให้ใครมาทำงานส่วนตัวให้เรา  หากเจ้าอยากทำ ก็ทำไป หากไม่ เราก็จะหาคนอื่น  ใครก็ตามที่เต็มใจ เราก็จะขอให้พวกเขาทำ  การนี้เรียบง่ายแค่นั้นมิใช่หรือ?  เนื่องจากในพระนิเวศของพระเจ้ามีผู้ติดตามอยู่มากมาย จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะหาใครสักคนที่เห็นพ้องและเต็มใจที่จะทำงานนี้  เราสามารถหาคนเช่นนั้นได้  ไม่จำเป็นต้องเลือกเจ้า นี่เป็นเรื่องง่ายมาก!  การหาใครสักคนในพระนิเวศของพระเจ้าที่พึ่งพาได้ ไร้เล่ห์มารยา และสามารถจัดการงานต่างๆ ได้เป็นเรื่องยากอย่างนั้นหรือ?  (ไม่)  ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดหรือดีกับบุคคลใดเป็นการส่วนตัวเป็นพิเศษ อีกทั้งไม่ได้มีมิตรภาพส่วนตัวหรือความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ทว่าตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทุกคนในคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้กินและดื่ม และได้รับฟัง ก็ล้วนเป็นวจนะของเราทั้งสิ้น  ผู้คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะโดยแก่นแท้หรือลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา ไม่ว่าจะโดยผิวเผินหรือโดยคำพูด ก็ล้วนเชื่อและติดตามเรา  ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มอบผลประโยชน์หรือคำสัญญาพิเศษใดๆ แก่ใครโดยตรง และเราก็ไม่ได้ยกย่องหรือเลื่อนขั้นใครโดยตรง แต่ทุกคนที่ติดตามเรามาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ก็ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าไปมากมาย  ผ่านสิ่งที่เราได้พูดไป ไม่ว่าคนเหล่านี้จะเข้าใจความจริงบางประการหรือเข้าใจคำสอนเรื่องการประพฤติปฏิบัติตนหรือไม่ พวกเขาทุกคนก็ได้รับไปไม่น้อยเลยมิใช่หรือ?  (ใช่)  จากมุมมองนี้ เราไม่ควรติดค้างสิ่งใดต่อพวกเจ้า ถูกต้องหรือไม่?  เราไม่ควรพูดเช่นนี้ แต่วันนี้เราจำเป็นต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ที่นี่  พวกเจ้าควรจะคนที่ติดค้างบางสิ่งต่อเรามิใช่หรือ?  (ใช่)  ดังนั้น หากเราขอให้พวกเจ้าคนใดทำบางสิ่งเป็นการส่วนตัว พวกเจ้าก็ไม่ควรอิดออด ถูกต้องหรือไม่?  (พวกเราเต็มใจ)  ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เมื่อเราขอให้พวกเจ้าทำบางสิ่ง เราควรต้องเกลี้ยกล่อมหรือประจบประแจงพวกเจ้า หรือเอ่ยคำพูดที่รื่นหูและคำสัญญาแก่พวกเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  แต่คนบางคนกลับไม่เต็มใจ พลางกล่าวว่า “ทำไมการทำบางสิ่งให้คุณถึงไม่น่าสนใจเลย?  นอกจากจะไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังเหนื่อยและยุ่งยากอีกด้วย!”  พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินเช่นนี้?  (ขุ่นเคืองใจ)  หากคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรในสายตาของชาวโลกได้รับการมาเยือนจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มอบหมายงานให้เขา เขาก็อาจพยายามประจบสอพลอเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนั้นทุกวิถีทาง รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และจะไม่มีวันลืมเรื่องเล็กน้อยนั้นไปตลอดชีวิต  หากผู้คนสามารถปฏิบัติต่อคนที่มีสถานะเช่นนี้ได้ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถทำเช่นเดียวกันกับพระคริสต์ได้?  เหตุใดจึงเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่อาจทำได้?  เพราะเหตุใดหรือ?  (เพราะโดยเนื้อแท้แล้วมนุษย์เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า)  ถูกต้อง การนี้เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นถึงประเด็นนั้น  ผู้คนเข้ากันได้กับซาตานที่มีสถานะสูงส่ง แต่จากหัวใจของพวกเขาแล้ว พวกเขาดูหมิ่นพระคริสต์ รู้สึกคัดค้าน ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ และละทิ้งพระองค์  หากถูกขอให้ก้มหัวและบูชาปีศาจตนหนึ่ง พวกเขาย่อมจะคลานเข่าไปอย่างมีความสุข แต่กับพระคริสต์ กับคนธรรมดาคนนี้ที่พวกเขาได้รับสิ่งต่างๆ มามากมาย พวกเขากลับไม่เต็มใจที่จะยืนและพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างเท่าเทียมเสียด้วยซ้ำ  สิ่งมีชีวิตเช่นนี้คืออะไร?  พวกเขาคือพวกปีศาจ พวกเขาไม่ใช่มนุษย์  ต่อมา เราได้ขอให้คนอื่นจัดการงานนี้ และคนคนก็ใช้ได้  คนที่ถ่ายทอดข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้กล่าวว่า “คนที่จัดการงานในครั้งนี้มีความสุขมาก เขาเต็มใจอย่างยิ่งที่จะทำบางสิ่งเพื่อพระเจ้า”  เรากล่าวว่า “เอาเถิด หากพวกเขาเต็มใจก็ย่อมเป็นเรื่องดี  แต่การทำงานเล็กน้อยเช่นนี้เป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน?  นี่คือเรื่องที่เป็นไปตามคาด ไม่จำเป็นต้องส่งข้อความมาประกาศหรอก”  พวกเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับข้อความที่ถูกถ่ายทอดมานี้?  เมื่อได้ฟังแล้วพวกเจ้ารู้สึกอย่างไร?  สิ่งนี้ทำให้พวกเจ้ารู้สึกเย็นเยียบหรือไม่?  (ใช่)  เหตุใดจึงทำให้พวกเจ้ารู้สึกเย็นเยียบ?  (นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนควรทำ แต่พวกเขากลับพยายามประจบประแจงพระเจ้า ราวกับการทำบางสิ่งเพื่อพระเจ้าเป็นความกรุณาอันใหญ่หลวงต่อพระเจ้า)  ดังนั้น คนที่พูดเช่นนี้เป็นคนประเภทใด?  แล้วลักษณะนิสัยของพวกเขาเป็นอย่างไร?  (พวกเขามีลักษณะนิสัยที่ต่ำช้า พวกเขาขาดมโนธรรม)  นี่คือการขาดความเป็นมนุษย์

สำหรับคนบางคน ทันทีที่พวกเขาได้ยินเรื่องพระคุณและพรของพระเจ้า เรื่องการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้มนุษย์ พวกเขาก็รู้สึกตื้นตันในหัวใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังขอบคุณพระเจ้าอย่างไม่ขาดปากว่า “พระเจ้าทรงรักมนุษย์เหลือเกิน!”  พวกเขาท่วมท้นไปด้วยความตื่นเต้น!  เมื่อใดก็ตามที่เอ่ยถึงหัวข้อเหล่านี้ ดวงตาของผู้คนเหล่านี้ก็จะเอ่อด้วยน้ำตา หัวใจของพวกเขาถูกกระตุ้น และพวกเขาก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะสละตนเองอย่างแข็งขันเพื่อพระเจ้า  แต่เมื่อพวกเขาถูกขอให้ทำสิ่งเล็กน้อยเพื่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังที่มองเห็นและจับต้องได้พระองค์นี้ พวกเขากลับรู้สึกอับอาย อิดออด และไม่เต็มใจอย่างหนักหนา  เกิดอะไรขึ้นในเรื่องนี้?  (พวกเขาเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือ ไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง  พวกเขามองว่าพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่ แต่มองว่าพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังนั้นไร้ความสำคัญ)  เราได้ยินมาว่าบางคนเต็มใจอย่างยิ่งที่จะขัดรองเท้า ซักถุงเท้า และถึงกับซักเสื้อผ้าให้บรรดาพี่น้องชายหญิง แต่เมื่อถูกขอให้ทำบางสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อพระคริสต์ พวกเขากลับไม่เต็มใจ  คนอื่นๆ ทนดูเรื่องนี้ไม่ได้และกล่าวว่า “คนคนนี้เป็นอะไรไป?  พวกเขาเลือกที่จะทำสิ่งต่างๆ เพื่อพี่น้องชายหญิงมากกว่าเพื่อพระคริสต์  นี่คือคนประเภทไหนกัน?”  เมื่อเรามอบหมายงานให้คนบางคน โดยให้พวกเขากระทำการตามหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าและข้อบังคับของคริสตจักร หลังจากได้ฟังแล้ว พวกเขากลับไม่จริงจังกับงานนั้น พลางกล่าวว่า “พระองค์พูดเรื่องอะไร?  ฉันต้องถามพี่น้องชายหญิง ฉันต้องคำนึงถึงพี่น้องชายหญิง เพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องชายหญิงคนมาก”  ตัวอย่างเช่น เราได้มอบหมายความรับผิดชอบให้บางคนปลูกไม้ผล และยังได้สั่งให้พวกเขาไปที่ตลาดเพื่อดูว่าไม้ผลชนิดใดที่เหมาะสำหรับเพาะปลูกในพื้นที่นี้  ในแง่หนึ่ง ไม้ผลเหล่านั้นต้องเหมาะกับสภาพอากาศและดินในท้องถิ่น และในอีกแง่หนึ่ง พวกเราควรดูว่าผลไม้ชนิดใดที่ผู้คนในท้องถิ่นมองว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเลือกผลไม้เหล่านั้นมาปลูกในปริมาณที่เหมาะสม  หลังจากที่เราพูดจบ ผู้ที่ได้ยินเราควรจะกระทำการอย่างไร?  (พวกเขาควรดำเนินการตามที่พระองค์ทรงขอทันที)  พวกเขาควรดำเนินการอย่างไร?  (พวกเขาควรค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สอบถามผู้รู้ เรียนรู้เกี่ยวกับรายละเอียดบางอย่าง แล้วจึงดำเนินการ)  การดำเนินการในหนทางนี้คือการทำตามคำสั่งของเรา ซึ่งก็คือการคำนึงถึงสภาพอากาศในท้องถิ่นและตรวจสอบด้วยว่าผลไม้ชนิดใดที่มีคุณค่าทางโภชนาการ  ทีนี้ พวกเจ้าคิดว่าการพิจารณาของเรานั้นครอบคลุมและสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่?  อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ยินวจนะของเราดำเนินการอย่างไร?  พวกเขาขอความคิดเห็นจากพี่น้องชายหญิงทุกคนในคริสตจักรท้องถิ่น ถามทุกคนว่าชอบกินผลไม้ชนิดใด จากนั้นจึงรวบรวมผลไม้ที่ทุกคนชื่นชอบเพื่อนำมาปลูกตามปริมาณและสัดส่วน  นี่คือวิธีที่พวกเขาดำเนินการ  พวกเขาไล่ถามความคิดเห็นของพี่น้องชายหญิง โดยถือว่ากลุ่มนี้ ชื่อเรียกนี้ เป็นสิ่งสูงสุดในหัวใจของพวกเขา  การรับใช้พี่น้องชายหญิงคือวัตถุประสงค์และเป้าหมายของหน้าที่ของพวกเขา  พวกเขาเชื่อว่าการรับใช้พี่น้องชายหญิงคือการรับใช้พระนิเวศของพระเจ้า และการรับใช้พระนิเวศของพระเจ้าคือการรับใช้พี่น้องชายหญิง  หากพี่น้องชายหญิงมีความสุขและพอใจ พระเจ้าก็ทรงมีความสุขและพอใจเช่นกัน  พี่น้องชายหญิงคือตัวแทนที่สมบูรณ์ของพระเจ้า เป็นสัญลักษณ์ของความจริง และเป็นโฆษกของพระเจ้า  พี่น้องชายหญิงมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ พวกเขาคือเสาหลักในพระนิเวศของพระเจ้า  ดังนั้น ไม่ว่าจะทำสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่อาจแยกออกจากชื่อเรียกและกลุ่มของพี่น้องชายหญิงได้  สำหรับใครก็ตามที่ทำสิ่งต่างๆ หรือทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า มีเพียงพี่น้องชายหญิงเท่านั้นที่เป็นเป้าหมายอันถูกควรที่พวกเขาจะรับใช้  นี่คือวิธีที่พวกเขาดำเนินการ สิ่งที่เราพูดไปไม่มีความหมายเลย  ไม่ว่าคำสั่งของเราจะละเอียดเพียงใด สำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงคำสอนที่กลวงเปล่า เป็นเพียงคำขวัญเท่านั้น  พวกเขาเชื่อว่าการอนุญาตให้พี่น้องชายหญิงแสดงความคิดเห็นของตนอย่างเต็มที่ การมอบสิทธิ์อันเหลือเฟือในการพูดและการตัดสินใจให้แก่พวกเขา รวมถึงการใช้ระบอบประชาธิปไตยในพระนิเวศของพระเจ้าคือความจริงสูงสุด  ไม่ว่าเราจะพูดสิ่งใด พวกเขาก็มองเช่นนี้ว่า “พระองค์ก็แค่ยิงกระสุนเปล่า ทำไปตามพิธีการ แล้วจากนั้นก็เป็นเรื่องของพี่น้องชายหญิง ไม่ใช่เรื่องของพระองค์อีกต่อไป  พระองค์หลบไปอยู่ข้างๆ ได้เลย!  สิ่งที่พวกเรากินและดื่มไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระองค์ แค่จ่ายเงินมาก็พอ  พวกเรามีอาหารและเครื่องดื่ม และนั่นคือความจริงสูงสุด  การรับใช้พระนิเวศของพระเจ้า การรับใช้พี่น้องชายหญิง การทำให้พี่น้องชายหญิงมีความสุข การอนุญาตให้พวกเขาเพลิดเพลินกับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพอย่างเต็มที่ นี่คือความจริงสูงสุด”  ผู้คนเหล่านี้คือคนประเภทใด?  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์จะทำมิใช่หรือ?  การสำแดงแรกของศัตรูของพระคริสต์ที่รังเกียจความจริงก็คือ พวกเขากล่าวโทษและปฏิเสธความจริง จากนั้น พวกเขาก็หาชุดทฤษฎีและคำขวัญทางเลือกที่พวกเขาเชื่อว่าใช้การได้และมีน้ำหนักมาดำเนินการ ฝ่าฝืนความจริงอย่างเปิดเผย กล่าวโทษและปฏิเสธพระคริสต์อย่างโจ่งแจ้ง  ศัตรูของพระคริสต์ถูกเผยผ่านเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เอง  พวกเขาเป็นคนที่ยอมรับความจริงใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)

เรามักจะได้ยินบางคนพูดว่า “โอ้ ดูสิว่าพี่น้องชายหญิงอารมณ์เสียขนาดไหน” หรือ “โอ้ ดูสิว่าพี่น้องชายหญิงมีความสุขแค่ไหน” หรือ “โอ้ ดูสิว่าพี่น้องชายหญิงถูกโบยตีหนักขนาดไหน พวกเขากำลังทนทุกข์จริงๆ”  เหตุใดพี่น้องชายหญิงจึงมีสถานะสูงส่งเช่นนั้นในหัวใจของพวกเขา?  เหตุใดพวกเขาจึงรักพี่น้องชายหญิงมากขนาดนั้น?  การรักผู้คนมากมาย พวกเขาต้องใจกว้างขนาดไหนหรือ?  เช่นนั้นแล้ว เราจะพูดบางสิ่งและเจ้าก็ทำตามที่เราบอก ตกลงหรือไม่?  เจ้าสามารถให้ความช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย การเพิ่มคนอย่างเราเข้าไปอีกสักคนก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา ถูกต้องหรือไม่?  เจ้าน่าจะให้ความช่วยเหลือเราได้เช่นกันใช่หรือไม่?  ในทางกลับกัน พวกเขาไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่เราพูด และไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเราได้  พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงได้ทุกคน สามารถให้ความช่วยเหลือทุกคนในคริสตจักรได้ แต่พวกเขากลับไม่สามารถให้ความช่วยเหลือพระคริสต์ได้  นี่คือสิ่งมีชีวิตประเภทใด?  นี่คือมนุษย์ใช่หรือไม่?  คนเช่นนี้คู่ควรที่จะเป็นผู้ติดตามพระคริสต์หรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้ว พวกเราควรระบุลักษณะของพวกเขาว่าอย่างไร?  (เป็นปีศาจ เป็นศัตรูของพระคริสต์)  พวกเขากำลังตีความแนวคิดเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในพระนิเวศของพระเจ้าผิดไปมิใช่หรือ?  การให้พี่น้องชายหญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจธุระของพระนิเวศของพระเจ้า การให้พวกเขาแสดงความคิดเห็น การให้พวกเขาเลือกตั้งและปลดผู้นำ รวมถึงการให้พวกเขาตัดสินใจ—พวกเขาคิดว่าพี่น้องชายหญิงคือสิ่งสูงสุดในพระนิเวศของพระเจ้าใช่หรือไม่?  นี่ไม่ใช่ความเข้าใจผิดเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในพระนิเวศของพระเจ้าหรอกหรือ?  หลักธรรมของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยคืออะไร?  การอนุญาตให้พี่น้องชายหญิงลงคะแนนเสียงตามระบอบประชาธิปไตยหมายความว่าพวกเขามีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจใช่หรือไม่?  หมายถึงการปล่อยให้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจใช่หรือไม่?  หมายถึงการปล่อยให้พวกปีศาจและเหล่าซาตานกุมอำนาจใช่หรือไม่?  ไม่ใช่ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหมายถึงการปล่อยให้ความจริงที่พี่น้องชายหญิงเข้าใจอยู่ในหัวใจกุมอำนาจ ไม่ใช่ตัวบรรดาพี่น้องชายหญิงซึ่งเป็นมนุษย์ตามธรรมชาติและเสื่อมทรามเหล่านี้  นี่ไม่ใช่การปล่อยให้ความมุทะลุกุมอำนาจ ไม่ใช่การปล่อยให้มโนคติอันหลงผิดของมนุษย์กุมอำนาจ ไม่ใช่การปล่อยให้ความเป็นกบฏและความรู้สึกคัดค้านของมนุษย์กุมอำนาจ และไม่ใช่การปล่อยให้อุปนิสัยที่เลวร้ายของผู้คนกุมอำนาจ—แต่เป็นการปล่อยให้ความจริงกุมอำนาจ  บางคนถามว่า “เหตุใดการเลือกตั้งของคริสตจักรบางครั้งจึงลงเอยด้วยการเลือกศัตรูของพระคริสต์ หรือเหตุใดผู้นำและคนทำงานของคริสตจักรจึงตัดสินใจผิดพลาด?”  นั่นเป็นเพราะว่าผู้คนมีวุฒิภาวะน้อยเกินไป พวกเขาไม่เข้าใจความจริงและไม่สามารถแยกแยะผู้คนได้  อย่างไรก็ตาม หลักธรรมของการเลือกตั้งของคริสตจักรนั้นอ้างอิงจากหลักธรรมความจริง สิ่งนี้ตั้งอยู่บนความจริง  แล้วศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้—บรรดาผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ—พวกเขาเชื่อแบบผิดๆ ว่าอย่างไร?  พวกเขาคิดว่าในพระนิเวศของพระเจ้า พี่น้องชายหญิงถูกเทิดทูนว่ายิ่งใหญ่ พี่น้องชายหญิงถูกยกชู ชื่อเรียกและกลุ่มของพี่น้องชายหญิงถูกมองว่ามีเกียรติในสายพระเนตรของพระเจ้า  แต่ในความเป็นจริง พี่น้องชายหญิงมีเกียรติหรือไม่?  พวกเขามีความจริงหรือไม่?  พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นจริงความจริง กระทำการโดยขาดหลักธรรม ทั้งยังก่อความวุ่นวายให้กับโครงการงานอันหลากหลายของพระนิเวศของพระเจ้าได้เสียด้วยซ้ำ  หากไม่ใช่เพราะการแทรกแซงและการแก้ไขรวมถึงการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงทีจากเบื้องบน พี่น้องชายหญิงเหล่านี้จะสามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีได้หรือไม่?  พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีได้เท่านั้น แต่พวกเขายังก่อให้เกิดการก่อกวนและการขัดขวางมากมายได้อีกด้วย  ผู้คนเหล่านี้มีความจริงหรือไม่?  พวกเขาคู่ควรที่จะได้รับการเทิดทูนว่ายิ่งใหญ่หรือไม่?  พวกเขาไม่คู่ควร  แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงยังคงกระทำการเช่นนี้?  นี่คือธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิดของพวกเขา  พวกเขาหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธความจริงและกล่าวโทษพระคริสต์—นี่คือธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิดของพวกเขามิใช่หรือ?  พวกเขามีธรรมชาติของซาตาน พวกเขาถูกธรรมชาติดังกล่าวขับเคลื่อนอย่างไม่อาจควบคุมได้!

จุดมุ่งเน้นหลักของสามัคคีธรรมในวันนี้คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา  ทุกแง่มุมของสิ่งที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมล้วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของศัตรูของพระคริสต์  โดยผิวเผินดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้ แต่อันที่จริง อารมณ์นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?  สิ่งนี้ถูกกำหนดโดยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  เนื่องจากการมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจึงก่อกำเนิดความคิดทุกรูปแบบ และภายใต้การควบคุมของความคิดอันหลากหลายนี้เอง พวกเขาจึงก่อกำเนิดมโนคติอันหลงผิด มุมมอง ทัศนะ และจุดยืนต่างๆ นานาที่ก่อให้เกิดอารมณ์ต่างๆ  หลังจากที่อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ศัตรูของพระคริสต์ก็ปฏิบัติต่อพระเจ้าในสวรรค์และพระเจ้าบนแผ่นดินโลก—พระคริสต์—ในหนทางอันหลากหลาย และด้วยวิธีการ รวมถึงท่าทีนานาประการ  จากหนทาง วิธีการ และท่าทีเหล่านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์นั้นรังเกียจความจริง เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง ปฏิเสธพระคริสต์ และกล่าวโทษพระคริสต์  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความจริง ตลอดจนแก่นแท้และพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง พวกเขาจงใจยืนอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า สวมบทบาทเป็นศัตรูของพระเจ้า  เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาก็จะร้องเรียกพระนามของพระเจ้า ถึงกับเอ่ยว่า “พระเจ้า พระเจ้าของฉัน” ในคำพูดของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา  ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดต้องเริ่มต้นด้วยการร้องเรียก “พระเจ้า ดูสิ” “พระเจ้า คุณรู้ไหม” “พระเจ้า ฟังฉันนะ” “พระเจ้า ฉันมีเรื่องจะแสวงหา” “พระเจ้า สถานการณ์เป็นแบบนี้” และอื่นๆ  ขณะที่ร้องเรียก “พระเจ้า” ในหัวใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด ความเป็นปฏิปักษ์ และความดูถูกเหยียดหยามต่อพระคริสต์  เมื่อคริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้า และพระคริสต์เผชิญกับสภาพแวดล้อมและรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระคริสต์และพระเจ้าก็เปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไป  เมื่อพระคริสต์ทรงตั้งข้อเรียกร้องต่อพวกเขาและทรงแสดงความกรุณารวมถึงความเป็นมิตรต่อพวกเขา ท่าทีของพวกเขาก็ดูอ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายทีเดียว เมื่อพระคริสต์ทรงเข้มงวดกับพวกเขา ทรงตัดแต่งพวกเขา ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์ก็กลายเป็นความรังเกียจ ความเกลียดชัง และการดูถูกเหยียดหยาม ถึงกับหลีกเลี่ยงและปฏิเสธพระองค์  เมื่อพระคริสต์ทรงสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะปูนบำเน็จและประทานพรแก่พวกเขา พวกเขาก็แอบปลื้มปริ่มอยู่ในใจ และถึงกับประจบประแจง ป้อยอ และยกยอพระองค์ ไม่ลังเลที่จะอุทิศศักดิ์ศรีและความซื่อตรงของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะมีท่าทีเช่นไร พวกเขาก็ไม่เคยมีการยอมรับและความเชื่อที่แท้จริงในพระคริสต์ นับประสาอะไรกับการนบนอบพระองค์อย่างจริงใจ  ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสต์มักจะเป็นการหลีกเลี่ยง การกล่าวโทษ และการลังเลจากการสังเกตอยู่เสมอ โดยปฏิเสธพระองค์จากส่วนลึกของหัวใจของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดหรือมีอารมณ์เช่นไร แก่นแท้ของพวกเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  ต่อให้พวกเขาจะแสดงการเปลี่ยนแปลงหรือจุดพลิกผันที่คาดไม่ถึงออกมาเป็นครั้งคราว แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงชั่วคราว  เหตุผลสำหรับเรื่องนี้ก็คือ แก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์นั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ พวกเขาจึงจะไม่มีวันยอมรับด้วยใจจริงว่าคนธรรมดาคนนี้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา เป็นพระเจ้าของพวกเขา

โดยพื้นฐานแล้ว แง่มุมอันหลากหลายของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขานั้นมีการสามัคคีธรรมไปโดยครอบคลุมแล้ว  ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึง ดังที่เราได้ถามพวกเจ้าไปก่อนหน้านี้ก็คือ คุณค่าของการเปิดโปงเรื่องราวเหล่านี้คืออะไร และความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจคืออะไร  คุณค่าของการเปิดโปงเรื่องราวเหล่านี้อาจกล่าวได้อย่างเรียบง่ายจากสองแง่มุม  แง่มุมหนึ่ง นี่คือการเปิดโปงว่าแท้จริงแล้วแก่นแท้ของท่าทีที่แท้จริงที่ผู้คนมีต่อพระเจ้าคืออะไร ซึ่งช่วยให้ผู้คนตระหนักถึงการสำแดงนานาประการของความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์  สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อการรู้จักตนเองและต่อการรู้จักอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คน  อีกแง่มุมหนึ่ง นี่เป็นการให้ผู้คนรู้ว่าแท้จริงแล้วท่าทีที่ถูกต้องต่อพระเจ้าควรเป็นเช่นไร  เจ้าอาจจะคิดว่าวิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้านั้นเป็นการปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าอยู่แล้ว แต่อันที่จริงมีความไม่บริสุทธิ์มากมายอยู่ในการนี้ มีองค์ประกอบมากมายที่มีธรรมชาติของซาตาน—สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งพระเจ้าไม่ทรงรับรู้หรือทรงยอมรับ  นี่คือความไม่บริสุทธิ์ที่จำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์  ในที่นี้มีคุณค่าจากทั้งมุมมองที่เป็นบวกและเป็นลบอยู่ กล่าวคือ อย่างน้อยที่สุดจากมุมมองที่เป็นลบ นี่ทำให้เจ้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นลบ คือการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์  แง่มุมที่เป็นบวกก็คือ นี่ทำให้เจ้ารู้ว่าพระเจ้าไม่ทรงโปรดปรานสิ่งเหล่านี้ พระองค์ไม่ทรงยอมรับการที่เจ้าปฏิบัติต่อพระองค์ในหนทางนี้  ความหมายโดยนัยก็คือ ไม่ว่าผู้คนจะเชื่อว่าการปฏิบัติต่อพระเจ้าของพวกเขานั้นถูกต้องเพียงใด ดีเพียงใด มีเหตุผลเพียงใด หรือสอดคล้องกับความรู้สึกของมนุษย์เพียงใด พระเจ้าก็ไม่ทรงซื้อการนั้น  หากพระเจ้าไม่ทรงซื้อการนั้น เช่นนั้นเจ้าควรทำอย่างไร?  หากเจ้ากล่าวว่า “ฉันจะทำในหนทางนี้ ฉันเชื่อว่ามันดีและฉันจะยึดมั่นเช่นนี้ ไม่ว่าพระองค์จะทรงซื้อหรือไม่ ฉันก็แค่เป็นคนซื่อตรง” แบบนี้ใช้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเราจะไม่หารือกันว่าเมื่อเป็นเรื่องอื่นๆ ท่าทีนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่ในการปฏิบัติต่อพระเจ้านั้น การกระทำการในหนทางนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และเจ้าควรกลับลำเสีย  ผู้คนควรมีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งที่พระเจ้าไม่สามารถยอมรับได้?  ท่าทีเดียวที่ผู้คนควรมีคือการยอมรับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูดีหรือแย่สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะฟังดูรื่นหูหรือหยาบคายและไม่น่าพอใจ พวกเขาก็ควรยอมรับและนบนอบอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยปฏิบัติต่อสิ่งนั้นว่าเป็นความจริงเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและชำระตนเองให้บริสุทธิ์  คุณค่าของการเปิดโปงเรื่องราวเหล่านี้คืออะไร?  สิ่งนี้ถูกพูดถึงทั้งในแง่มุมที่เป็นลบและเป็นบวกแล้วมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว ความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจคืออะไร?  (พระเจ้าทรงเป็นความจริง พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง  ไม่ว่าจะทรงบังเกิดในเนื้อหนังหรือทรงปรากฏในหนทางอื่น พระวจนะที่พระองค์ตรัสก็เป็นความจริง และพวกเราควรนบนอบและยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข)  ทุกคนสามารถกล่าวอาเมนกับถ้อยแถลงนี้ได้หรือไม่?  (อาเมน)  เราก็กล่าวอาเมนกับสิ่งนั้นเช่นกัน การยอมรับและการนบนอบอย่างไม่มีเงื่อนไข นี่คือความจริง  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงปรากฏและทรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางผู้คนในรูปแบบหรือลักษณะใด ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงดำรงอยู่ในรูปแบบใด พระเจ้าก็ทรงเป็นพระเจ้าตลอดกาล  นี่คือความจริง และเป็นความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจมากที่สุด  ประการที่สอง ท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีต่อพระเจ้าคือการนบนอบอย่างไม่มีเงื่อนไข  นอกจากนี้ ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ผู้คนไม่เข้าใจ นั่นคือ เหตุใดผู้คนจึงติดตามพระเจ้า?  เพื่อคลายความเบื่อหน่ายหรือ?  เพื่อเติมเต็มจิตใจของพวกเขาและแก้ไขความว่างเปล่าฝ่ายวิญญาณของพวกเขาหรือ?  เพื่อแก้ไขชะตากรรมในอนาคตของพวกเขาหรือ?  เพื่อได้รับการทำให้สะอาด หรือเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งความจริงหรือ?  ผู้คนเสาะแสวงที่จะแก้ไขสิ่งใดด้วยการติดตามพระเจ้า?  นี่คือสิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องรู้  (พวกเขาเสาะแสวงที่จะแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน)  ถูกต้อง  ผู้คนติดตามพระเจ้าเพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา  ผู้คนสามารถจัดการกับอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาได้ด้วยตนเองหรือไม่?  คนที่มีชื่อเสียง มีความรู้ และมีการศึกษาสามารถแก้ไขสิ่งดังกล่าวได้หรือไม่?  ในหมู่มวลมนุษย์ มีใครที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่?  (ไม่มีใครสามารถแก้ไขสิ่งนี้ได้)  พระเจ้าได้เสด็จมาในวันนี้เพื่อแก้ไขปัญหานี้ มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้  เหตุใดพระคริสต์ผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ผู้ดูเหมือนกับมนุษย์ จึงสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้?  มนุษย์มีภาษา ความคิด และแนวคิด แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้?  ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ใด?  (พระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต มนุษย์ไม่มีความจริง)  พระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต  มีเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงข้อนี้และยอมรับเนื้อหนังทั้งหมดที่พระเจ้าทรงบังเกิดเท่านั้นที่จะแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนได้  สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา ซึ่งหมายถึงการมาหาพระเจ้าเพื่อให้ได้รับความจริง  มีเพียงการได้รับความจริงเท่านั้นที่จะแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนได้  เจ้าจะแก้ไขอุปนิสัยเหล่านั้นได้อย่างไรหากไม่ได้รับความจริง?  คำสอนสามารถแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามได้หรือ?  ความรู้สามารถทำได้หรือ?  มโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการทั้งหลายสามารถทำได้หรือ?  สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำได้  มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงเท่านั้นที่สามารถช่วยเจ้าแก้ไขอุปนิสัยเหล่านั้นได้  ด้วยเหตุนี้ การบูชาบุคคลที่มีชื่อเสียง บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ หรือปราชญ์คนใดก็ตามย่อมเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ พวกเขาไม่สามารถแก้ไขความยากลำบากที่แท้จริงของเจ้าหรือช่วยเจ้าให้รอดได้  ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนรู้วิชา อาชีพ หรือองค์ความรู้ใดๆ ก็ไม่สามารถแก้ไขความยากลำบากที่แท้จริงหรือปัญหาที่แท้จริงของเจ้าได้  หากเจ้ากล่าวว่า “ฉันก็แค่ดูถูกคนธรรมดาคนนี้” เช่นนั้นแล้ว เจ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมอง  ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ นี่คือวิธีที่พระเจ้าได้ทรงกระทำการ  หากเจ้าต้องการยอมรับพระเจ้าว่าเป็นชีวิตของเจ้า เจ้าก็ควรยอมรับทุกประโยคที่พระเจ้าตรัสและทุกการกระทำที่พระเจ้าทรงทำ  หากเจ้ายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง เช่นนั้นเจ้าก็ควรเชื่อและยอมรับความชัดเจนและความเด็ดขาดของข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงดำรงอยู่หรือทรงปรากฏในหนทางหรือรูปแบบใด พระองค์ก็ทรงเป็นความจริงเสมอ  หลังจากยอมรับข้อเท็จจริงนี้แล้ว เจ้าควรปฏิบัติต่อเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด ซึ่งก็คือคนธรรมดาคนนี้ด้วยท่าทีเช่นไร?  นั่นคือความจริงที่ควรแสวงหา

การเปิดโปงการสำแดงนานาประการของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังที่ผู้คนควรเข้าใจคืออะไร?  จงทำสรุปแบบที่มีเนื้อหาไม่กี่ประการ แล้วสิ่งเหล่านั้นจะกระจ่างแจ้ง และเจ้าก็จะเข้าใจและชัดเจนเกี่ยวกับความจริงนี้  (พวกเราได้ทำบทสรุปออกมาเป็นเนื้อหาสี่ประการ ประการแรกคือพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเสมอ และนี่คือความจริง  ประการที่สองคือท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีต่อพระเจ้าคือการนบนอบอย่างไม่มีเงื่อนไข  ประการที่สามคือพระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต และมีเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงข้อนี้และการยอมรับเนื้อหนังทั้งหมดที่พระเจ้าทรงบังเกิดเท่านั้นที่จะแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คนได้  ประการที่สี่คือหากผู้คนยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง พวกเขาก็ควรเชื่อและยอมรับความชัดเจนของข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงดำรงอยู่หรือทรงปรากฏในหนทางหรือรูปแบบใด พระองค์ก็ทรงเป็นความจริงเสมอ)  ทั้งสี่ประการนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดใช่หรือไม่?  (ใช่)  โดยแท้จแล้ว ทุกคนรู้จักแต่ละประการนี้ในแง่ของคำสอน แต่เมื่อเป็นเรื่องของหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องกับวิธีปฏิบัติต่อพระคริสต์ ผู้คนกลับสับสนเมื่อเผชิญกับสถานการณ์จริง  พวกเขาไม่รู้วิธีปฏิบัติหลักธรรมความจริงเหล่านั้น และความจริงที่พวกเขาเคยเข้าใจก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นเพียงคำสอนที่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้  สิ่งนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าผู้คนจะเข้าใจคำสอนมากเพียงใด นั่นก็ย่อมไร้ประโยชน์ หากไม่เข้าใจความจริง ปัญหาของพวกเขาก็ยังคงไม่สามารถได้รับการแก้ไขได้

20 มิถุนายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่สอง)

ถัดไป: ລາຍການທີສິບ: ພວກເຂົາດູໝິ່ນຄວາມຈິງ, ຝ່າຝືນຫຼັກການຢ່າງບໍ່ອາຍ ແລະ ເມີນເສີຍການຈັດແຈງຂອງເຮືອນຂອງພຣະເຈົ້າ (ພາກທີສີ່)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger