บทแทรก สอง: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่หนึ่ง)

I. โนอาห์สร้างเรือใหญ่ขึ้น

วันนี้ เราจะเริ่มต้นด้วยการบอกเรื่องราวหลายเรื่องแก่เจ้า  จงฟัง และดูว่าหัวข้อที่เรากำลังพูดถึงคืออะไร และมีความเชื่อมโยงใดๆ กับหัวข้อที่พวกเราครอบคลุมไปก่อนหน้านี้หรือไม่  เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ลึกซึ้ง พวกเจ้าทุกคนน่าจะเข้าใจได้  พวกเราเคยเล่าเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนแล้ว เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่  ลำดับแรกเลยก็คือเรื่องราวของโนอาห์  ในระหว่างกาลสมัยของโนอาห์ มนุษยชาตินั้นเสื่อมทรามอย่างสุดขีด กล่าวคือ ผู้คนสักการบูชารูปเคารพ ต้านทานพระเจ้า และกระทำการปฏิบัติตนชั่วทุกลักษณะ สายพระเนตรของพระเจ้ามองเห็นการทำชั่วของพวกเขา วาจาทั้งหลายที่พวกเขาพูดนั้นได้ไปถึงพระกรรณของพระเจ้า และพระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาว่าพระองค์จะทรงทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ด้วยอุทกภัย ว่าพระองค์จะทรงลบล้างโลกนี้ ดังนั้น ผู้คนทั้งหมดจะถูกถอนรากถอนโคนโดยไม่มีสักคนเดียวที่จะหลงเหลืออยู่ใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  ชายผู้หนึ่งวาสนาดี เขาได้รับความโปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า และจะไม่ใช่เป้าหมายของการทำลายล้างของพระเจ้า กล่าวคือ ชายผู้นี้คือโนอาห์  โนอาห์จะยังคงเหลืออยู่หลังจากพระเจ้าได้ทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม  หลังจากกำหนดพิจารณาว่าพระองค์จะทรงยุติยุคสมัยนี้และทรงทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ พระเจ้าได้ทรงทำบางสิ่ง  สิ่งนั้นคืออะไรนะหรือ?  วันหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงเรียกหาโนอาห์มาจากท้องฟ้า  พระองค์ได้ตรัสว่า “โนอาห์เอ๋ย ความชั่วของเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ได้มาถึงหูของเราแล้ว และเราได้กำหนดพิจารณาแล้วที่จะทำลายโลกนี้ด้วยน้ำท่วม  เจ้าจะต้องสร้างเรือใหญ่จากไม้สนโกเฟอร์  เราจะให้ขนาดสามมิติของเรือใหญ่แก่เจ้า และเจ้าต้องรวบรวมสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทุกชนิดเพื่อใส่ไว้ภายในเรือใหญ่  เมื่อทำเรือใหญ่จนครบบริบูรณ์และสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งเพศชายและเพศหญิงได้ถูกรวบรวมไว้ภายในแล้ว วันของพระเจ้าก็จะมาถึง  ณ เวลานั้น เราจะให้ให้สัญญาณแก่เจ้า”  หลังจากดำรัสพระวจนะเหล่านี้แล้ว พระเจ้าก็ทรงจากไป  และหลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว โนอาห์ก็ได้เริ่มดำเนินการทุกๆ กิจที่พระเจ้าได้ตรัส โดยไม่มีการละเว้น  เขาได้ทำสิ่งใดหรือ?  เขาได้ค้นหาไม้สนโกเฟอร์ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสถึง และวัสดุอันหลากหลายที่จำเป็นสำหรับการสร้างเรือใหญ่  เขายังได้ตระเตรียมสำหรับการรวบรวมและเลี้ยงดูสิ่งสร้างซึ่งมีชีวิตทุกชนิดด้วยเช่นกัน  การเข้ารับทั้งสองภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่นั้นฝังจำไม่เลือนอยู่ในหัวใจของเขา  จากเมื่อครั้งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายการก่อสร้างเรือใหญ่ให้โนอาห์ทำ ไม่มีที่จุดใดเลยที่โนอาห์ได้คิดกับตัวเองว่า “เมื่อไหร่หรือที่พระเจ้าจะทรงทำลายโลก?  เมื่อไรพระองค์จะทรงให้สัญญาณแก่ฉันว่าพระองค์จะทรงทำเช่นนั้น?”  แทนที่จะไตร่ตรองเรื่องทั้งหลายดังกล่าว โนอาห์กลับเอาจริงเอาจังกับการนำแต่ละสิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกเขามาใส่หัวใจ แล้วดำเนินการไปทีละอย่าง  หลังจากยอมรับสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ โนอาห์ก็เริ่มดำเนินการและทำการสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าตรัสถึง ในฐานะสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ไม่มีวี่แววว่าเต็มไปด้วยความละเลยแม้แต่น้อย  หลายวันผ่านไป หลายปีผ่านพ้น วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พระเจ้าไม่ได้ทรงกำกับดูแลโนอาห์หรือเร่งเร้าเขาเลย แต่ตลอดเวลาทั้งหมดนี้ โนอาห์ได้พากเพียรบากบั่นในกิจสำคัญซึ่งพระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ  ทุกวจนะและวลีที่พระเจ้าได้ดำรัสนั้นได้ถูกจารึกไว้ภายในหัวใจของโนอาห์เสมือนคำพูดที่สลักอยู่บนแผ่นหิน  ตลอดหนทางนั้นเขาได้พากเพียรบากบั่นในสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ ไม่หมดกำลังใจหรือคิดถึงการเลิกล้มเลย โดยไม่ใส่ใจต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลกภายนอก ต่อการเยาะเย้ยถากถางของพวกที่อยู่รอบตัวเขา ต่อความยากลำบากที่เกี่ยวข้อง หรือต่อความลำบากยากเย็นที่เขาได้เผชิญ  พระวจนะของพระเจ้าถูกจารึกไว้บนหัวใจของโนอาห์ และโนอาห์ได้ดำเนินการตามพระวจนะเหล่านั้นในชีวิตในทุกๆ วันของเขา  โนอาห์ตระเตรียมวัสดุแต่ละชนิดที่จำเป็นต้องใช้สร้างเรือใหญ่ รูปทรงและรายละเอียดเฉพาะสำหรับเรือใหญ่ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชานั้นค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นด้วยการกระหน่ำด้วยค้อนและสิ่วของโนอาห์แต่ละครั้งอย่างระมัดระวัง  ผ่านลมและฝน และไม่ว่าผู้คนได้เย้ยหยันหรือใส่ร้ายเขาอย่างไร ชีวิตของโนอาห์ได้เดินหน้าไปในลักษณะนี้ ปีแล้วปีเล่า  พระเจ้าได้ทรงเฝ้าดูทุกการกระทำของโนอาห์อย่างลับๆ โดยไม่ดำรัสพระวจนะกับเขาอีกเลย และโนอาห์ก็ได้ทำให้พระองค์ซาบซึ้งพระทัย  อย่างไรก็ตาม โนอาห์ทั้งไม่รู้และไม่รู้สึกถึงการนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เขาก็เพียงได้สร้างเรือใหญ่ขึ้น และได้รวบรวมสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกประเภท ด้วยความภักดีอันไม่หวั่นไหวต่อพระวจนะของพระเจ้า  ในหัวใจของโนอาห์ พระวจนะของพระเจ้าคือคำแนะนำที่สูงส่งที่สุดที่เขาควรที่จะติดตามและดำเนินการ และพระวจนะของพระเจ้าคือเป้าหมายและทิศทางที่เขาไล่ตามเสาะหาตลอดทั้งชีวิตของเขา  ดังนั้น ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใดกับเขา ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเอ่ยขอให้เขาทำสิ่งใด จะทรงบัญชาให้เขาทำสิ่งใด โนอาห์ก็ยอมรับไว้หมด และนำมาใส่หัวใจ เขาถือว่านั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต และจัดการเรื่องดังกล่าวเช่นนั้น  เขาไม่เพียงไม่ลืมเท่านั้น ไม่เพียงเก็บเอาไว้ในหัวใจของเขาเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นจริงในชีวิตประจำวันของตนอีกด้วย ยอมรับและดำเนินการตามพระบัญชาของพระเจ้าด้วยชีวิตของเขา  และในหนทางนี้ เรือใหญ่จึงได้ถูกสร้างขึ้น ทีละแผ่นกระดาน  ทุกการดำเนินการของโนอาห์ ทุกวันของเขา ถูกทุ่มเทอุทิศให้แก่พระวจนะและพระบัญชาของพระเจ้า  อาจจะไม่ได้ดูเหมือนว่าโนอาห์กำลังปฏิบัติการเข้ารับภาระหน้าที่ซึ่งสำคัญยิ่งและสั่นสะเทือนเลือนลั่น แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว ทุกความเคลื่อนไหวของโนอาห์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพยายามทำกับแต่ละขั้นตอนที่เขาใช้ ทุกงานที่มือของเขาออกแรงทำ—สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ล้ำค่า และสมควรกับการรำลึกถึง และควรได้รับการเอาอย่างโดยมวลมนุษย์นี้  โนอาห์ยึดตามสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ เขาไม่หวั่นไหวในความเชื่อของตนที่ว่าพระวจนะทุกคำที่พระเจ้าตรัสนั้นจริงแท้ เขาไม่มีความสงสัยในการนี้  และผลก็คือ เรือใหญ่ได้มาถึงความครบบริบูรณ์ และสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกรูปแบบก็มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่บนเรือใหญ่นั้น  ก่อนที่พระเจ้าทรงทำลายโลกนั้น พระองค์ทรงมอบสัญญาณให้โนอาห์ อันเป็นสัญญาณที่บอกโนอาห์ว่าน้ำท่วมนั้นกำลังใกล้เข้ามา และว่าเขาควรขึ้นเรือใหญ่โดยไม่ล่าช้า  โนอาห์ทำดังที่พระเจ้าตรัสไม่มีผิด  เมื่อโนอาห์ขึ้นเรือใหญ่ เมื่อฝนกระหน่ำห่าใหญ่เทมาจากท้องฟ้า โนอาห์ก็ได้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าได้เป็นจริงแล้ว ว่าพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำลุล่วงแล้ว กล่าวคือ ความพิโรธของพระเจ้าได้ตกมาถึงโลกแล้ว และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้

โนอาห์ใช้เวลากี่ปีหรือที่จะสร้างเรือใหญ่ลำนี้ขึ้นมา?  (120 ปี)  120 ปีนั้นเป็นตัวแทนสิ่งใดหรือสำหรับผู้คนในวันนี้?  นั่นนานกว่าชั่วอายุของบุคคลปกติ  บางทีอาจจะนานกว่าชั่วอายุของผู้คนสองคนเสียด้วยซ้ำ  แต่กระนั้นตลอด 120 ปีนี้ โนอาห์ก็ได้ทำหนึ่งสิ่ง และเขาก็ได้ทำสิ่งเดียวกันนั้นทุกวัน  ในกาลก่อนยุคอุตสาหกรรม ในยุคสมัยนั้นก่อนการสื่อสารข้อมูล ในยุคนั้นที่ทุกสิ่งทุกอย่างพึ่งพาสองมือและการใช้แรงงานทางกายของผู้คน โนอาห์ได้ทำสิ่งเดียวกันนั้นทุกวัน  เขาไม่ได้เลิกล้มหรือหยุดยั้งเป็นเวลา 120 ปี  หนึ่งร้อยยี่สิบปี พวกเราสามารถให้มโนทัศน์ต่อการนี้อย่างไรหรือ?  ผู้อื่นใดในเผ่าพันธุ์มนุษย์จะสามารถยังคงหมายมั่นที่จะทำหนึ่งสิ่งได้เป็นเวลา 120 ปีหรือ?  (ไม่ได้)  การที่ไม่มีใครสามารถยังคงหมายมั่นที่จะทำหนึ่งสิ่งได้เป็นเวลา 120 ปีนั้นไม่น่าแปลกใจ  แต่กระนั้นก็มีชายคนหนึ่งที่พากเพียรบากบั่นเป็นเวลา 120 ปีในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายต่อเขาโดยไม่มีการแปรเปลี่ยน โดยไม่พร่ำบ่นร้องทุกข์หรือเลิกล้มเลย ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกอันใด และในท้ายที่สุดแล้วก็เป็นการทำการนั้นจนครบบริบูรณ์ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ไม่มีผิด  นี่คือเรื่องประเภทใดหรือ?  ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ การนี้พบไม่บ่อยเลย ไม่ใช่พบเห็นทั่วไป—ถึงขึ้นเป็นเอกลักษณ์เสียด้วยซ้ำ  ในช่วงเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์มนุษย์ ท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดที่ได้ติดตามพระเจ้า การนี้ปราศจากสิ่งเปรียบเปรยโดยสิ้นเชิง  ในแง่ของความใหญ่โตมโหฬารและความลำบากยากเย็นทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง ระดับของแง่มุมทางกายภาพและความทุ่มเทที่การนั้นพึงกำหนด และระยะเวลาที่การนั้นพ่วงเอามาด้วย นี่ไม่ใช่การผจญภัยที่ง่ายเลย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่า ในยามที่โนอาห์ทำสิ่งนี้ นั่นจึงเป็นเอกลักษณ์ท่ามกลางมวลมนุษย์ และเขาก็เป็นต้นแบบและแบบอย่างสำหรับทุกคนที่ติดตามพระเจ้า  โนอาห์ได้ฟังเพียงไม่กี่ข้อความ และในเวลานั้นพระเจ้าไม่ได้ทรงแสดงพระวจนะมากมาย และดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าโนอาห์ย่อมไม่เข้าใจความจริงหลายประการ  เขาไม่ได้จับใจความวิทยาศาสตร์สมัยใหม่หรือความรู้สมัยใหม่  เขาเป็นคนธรรมดาเหลือเกิน เป็นสมาชิกที่ไม่น่าสนใจจดจำของเผ่าพันธุ์มนุษย์  กระนั้นในแง่มุมหนึ่ง เขากลับไม่เหมือนใครอื่น กล่าวคือ เขารู้จักเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เขารู้วิธีติดตามและยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า เขารู้ว่าตำแหน่งที่ถูกควรของมนุษย์คืออะไร และเขาก็สามารถที่จะเชื่อและนบนอบพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง—ไม่มีอะไรอื่นนอกเหนือจากนั้น  หลักความเชื่ออันเรียบง่ายสองสามอย่างเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเปิดโอกาสให้โนอาห์สำเร็จลุล่วงทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายต่อเขา และเขาก็ได้พากเพียรบากบั่นในการนี้ไม่ใช่เป็นเวลาแค่สองสามเดือน ทั้งยังไม่ใช่เป็นเวลาหลายปี ทั้งยังไม่ใช่เป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่เป็นเวลากว่าศตวรรษ  ตัวเลขนี้ไม่น่าทึ่งหรอกหรือ?  นอกจากโนอาห์แล้วใครหรือที่สามารถทำเช่นนี้ได้?  (ไม่มีใครเลย)  แล้วเหตุใดจึงไม่ล่ะ?  ผู้คนบางคนพูดว่านั่นก็เนื่องมาจากการไม่เข้าใจความจริง—แต่นั่นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง  โนอาห์เข้าใจความจริงกี่ประการ?  เหตุใดโนอาห์จึงสามารถทำทั้งหมดนี้ได้?  ผู้เชื่อทุกวันนี้ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมาย พวกเขาพอเข้าใจความจริงอยู่บ้าง—ดังนั้นเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้?  ผู้อื่นพูดว่านั่นเป็นเพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน—แต่โนอาห์มิได้มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมิใช่หรือ?  เหตุใดโนอาห์จึงสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ แต่ผู้คนสมัยนี้กลับทำไม่ได้?  (เพราะผู้คนในวันนี้ไม่เชื่อพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาทั้งไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นและไม่ยึดปฏิบัติตามพระวจนะเหล่านั้นในฐานะที่เป็นความจริง)  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าในฐานะที่เป็นความจริง?  เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถยึดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า?  (พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า)  ดังนั้นเมื่อผู้คนไม่เข้าใจความจริง และยังไม่ได้ฟังความจริงมากนัก หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าจะเกิดขึ้นในตัวพวกเขาได้อย่างไร?  (พวกเขาต้องมีความเป็นมนุษย์และมโนธรรม)  ถูกต้อง  ในความเป็นมนุษย์ของผู้คนนั้นต้องมีสองสิ่งซึ่งล้ำค่าที่สุด สิ่งแรกคือมโนธรรม และสิ่งที่สองคือเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  การมีมโนธรรมและเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดของการเป็นคน เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดและพื้นฐานที่สุดในการประเมินคน  แต่สิ่งนี้กลับขาดหายไปจากผู้คนทุกวันนี้ และดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะได้ฟังและเข้าใจความจริงไปมากเพียงใดแล้วก็ตาม การมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมพ้นวิสัยของพวกเขา  แล้วสิ่งใดคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างผู้คนทุกวันนี้กับโนอาห์?  (พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์)  แล้วอะไรคือแก่นแท้ของการไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์?  (พวกเขาย่อมเป็นสัตว์ป่าและปีศาจ)  “สัตว์ป่าและปีศาจ” ฟังดูไม่ดีนัก แต่นี่ตรงกับข้อเท็จจริง หากจะกล่าวให้สุภาพขึ้นก็คือพวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์  ผู้คนที่ไร้ความเป็นมนุษย์และเหตุผลย่อมไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาต่ำกว่าสัตว์ป่าด้วยซ้ำ  การที่โนอาห์สามารถทำพระบัญชาของพระเจ้าจนสำเร็จสมบูรณ์ได้ก็เพราะเมื่อโนอาห์ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า เขาก็สามารถเก็บพระวจนะเหล่านั้นไว้ในหัวใจของเขาได้อย่างมั่นคง สำหรับเขาแล้ว พระบัญชาของพระเจ้าคือภาระหน้าที่ชั่วชีวิต ความเชื่อของเขาไม่สั่นคลอน เจตจำนงของเขาไม่เปลี่ยนแปลงอยู่หนึ่งร้อยปี  นี่เป็นเพราะเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เขาเป็นคนอย่างแท้จริง และมีเหตุผลอันสูงสุดว่าพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาสร้างเรือใหญ่  ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์และเหตุผลมากเท่าโนอาห์นี้หาได้ยากมาก การหาโนอาห์ให้พบอีกสักคนหนึ่งก็ย่อมจะยากมาก

อันที่จริงแล้วโนอาห์สามารถทำได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น  สิ่งนั้นเรียบง่ายมาก กล่าวคือ หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เขาก็ดำเนินการตามพระวจนะเหล่านั้น และทำเช่นนั้นโดยปราศจากการประนีประนอม  เขาไม่เคยมีความกังขาใดเลย ทั้งเขายังไม่เคยเลิกล้มเลย  เขาคอยทำสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงเอ่ยขอให้เขาทำ เขากระทำการการนั้นและนำการนั้นมาดำเนินการในหนทางที่พระเจ้าตรัสบอกให้เขาทำโดยปราศจากการประนีประนอม ปราศจากการพิจารณาอันใดถึงเหตุผล หรือถึงผลกำไรหรือผลขาดทุนของตัวเอง  เขาจำพระวจนะของพระเจ้าได้ ที่ว่า “พระเจ้าจะทรงทำลายโลก  เจ้าต้องสร้างเรือใหญ่โดยไม่ล่าช้า และเมื่อทำเรือใหญ่นั้นจนครบบริบูรณ์แล้วและน้ำที่มาจากน้ำท่วมมาถึง พวกเจ้าทุกคนจะต้องขึ้นเรือใหญ่ และพวกเหล่านั้นทุกคนที่ยังไม่ได้ขึ้นเรือใหญ่จะพินาศ”  เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสถึงจะมาถึงการผลิดอกออกผลเมื่อใด รู้เพียงว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสถึงย่อมต้องได้รับการทำให้ลุล่วง พระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าล้วนเป็นความจริง โดยไม่มีคำเท็จแม้แต่คำเดียวในนั้น และสำหรับเรื่องที่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมาถึงการผลิดอกออกผลเมื่อใด จะปรากฏเป็นจริงในเวลาใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า  เขารู้ว่างานของเขาในเวลานั้นคือจดจำทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ในหัวใจอย่างมั่นคง จากนั้นก็ดำเนินการทันทีโดยไม่เสียเวลา  ความคิดของโนอาห์เป็นเช่นนั้น  นี่คือสิ่งที่เขาคิด และนี่คือสิ่งที่เขาทำ และสิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริง  ดังนั้น อะไรคือความแตกต่างในทางแก่นแท้ระหว่างพวกเจ้ากับโนอาห์? (เมื่อพวกเราได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พวกเราไม่ได้นำไปปฏิบัติ)  นี่คือพฤติกรรม อะไรคือความแตกต่างในทางแก่นแท้? (พวกเราไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์)  นั่นคือการที่โนอาห์มีสองสิ่งที่ถือเป็นขั้นต่ำที่สุดที่มนุษย์ควรมี—มโนธรรมและสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  พวกเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้  เป็นธรรมหรือไม่ที่จะกล่าวว่าโนอาห์สามารถเรียกว่าเป็นมนุษย์ได้ และพวกเจ้าไม่คู่ควรที่จะเรียกว่ามนุษย์?  (เป็นธรรม)  เหตุใดหรือเราจึงพูดเช่นนี้?  ข้อเท็จจริงทั้งหลายก็อยู่ตรงนั้นเอง กล่าวคือ  ในแง่ของสิ่งที่โนอาห์ได้ทำนั้น พวกเจ้าไม่สามารถจะทำได้แม้สักซีกส่วนเล็กๆ อย่าว่าแต่ครึ่งหนึ่งเลย  โนอาห์มีความสามารถที่จะยืนนานได้เป็นเวลา 120 ปี พวกเจ้าสามารถยืนนานได้เป็นเวลากี่ปีหรือ?  100 ปีหรือ?  10 ปีหรือ?  ห้าปีหรือ?  สองปีหรือ?  ครึ่งปีหรือ?  ใครหรือในพวกเจ้าสามารถยืนนานได้เป็นเวลาครึ่งปี?  การออกไปและมองหาไม้ที่พระเจ้าตรัสถึง การตัดไม้นั้นลง การลอกเปลือกไม้ออก การทำให้ไม้นั้นแห้ง แล้วก็การตัดไม้นั้นเป็นรูปทรงและขนาดที่หลากหลาย—พวกเจ้าสามารถดำเนินการนั้นต่อไปเป็นเวลาครึ่งปีได้หรือไม่?  พวกเจ้าส่วนใหญ่กำลังส่ายหัว—พวกเจ้าไม่อาจแม้กระทั่งบริหารจัดการได้ครึ่งปีเสียด้วยซ้ำ  แล้วถ้าสามเดือนล่ะ?  ผู้คนบางคนพูดว่า “ฉันคิดว่าสามเดือนก็คงจะยากลำบากเช่นกัน  ฉันตัวเล็กและบอบบาง  มียุงและแมลงอื่นๆ ในป่าไม้ มดและหมัดด้วย  ฉันไม่อาจทนได้หากพวกมันทุกตัวกัดฉัน  ที่มากไปกว่านั้นก็คือ การโค่นไม้ลงทุกวัน การทำงานที่สกปรกและเหนื่อยล้าเช่นนั้นข้างนอกด้วยดวงอาทิตย์ที่แผดเผาและลมที่พัดวนอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสองวันฉันก็คงจะถูกแดดเผาเสียแล้ว  นั่นไม่ใช่งานประเภทที่ฉันต้องการทำ—มีบางสิ่งที่ง่ายกว่าหรือไม่ที่สามารถสั่งฉันให้ทำได้?”  เจ้าสามารถเลือกสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาเจ้าให้ทำได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  หากเจ้าไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เป็นเวลาสามเดือน เจ้ามีการนบนอบที่แท้จริงหรือไม่?  เจ้าครองความเป็นจริงแห่งการนบนอบหรือไม่?  (ไม่)  เจ้าไม่อาจอยู่ได้ถึงสามเดือน  ดังนั้น มีใครหรือไม่ที่สามารถอยู่ได้ถึงครึ่งเดือน?  ผู้คนบางคนพูดว่า “ฉันไม่สามารถระลึกถึงไม้สนโกเฟอร์หรือโค่นต้นไม้ลงมาได้  ฉันไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าต้นไม้นั้นจะล้มลงทางไหนเมื่อฉันตัดมันลงมา—แล้วถ้ามันล้มลงมาใส่ฉันล่ะ?  นอกจากนี้แล้ว หลังจากตัดไม้เหล่านั้นลงมาแล้ว อย่างมากที่สุดฉันก็คงจะแบกลำต้นของต้นไม้ได้หนึ่งหรือสองชิ้น  หากแบกมากกว่านั้นอีกก็คงจะเป็นปลายทางของหลังและไหล่ของฉัน ใช่ไหมเล่า?”  เจ้าไม่สามารถแม้แต่จะบริหารจัดการได้ครึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำ  ดังนั้น พวกเจ้าสามารถทำอะไรได้หรือ?  พวกเจ้าสามารถสัมฤทธิ์สิ่งใดได้หรือเมื่อพวกเจ้าถูกเอ่ยขอให้เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ให้นบนอบพระวจนะของพระเจ้า ให้นำพระวจนะของพระองค์มาดำเนินการ?  นอกไปจากการใช้คอมพิวเตอร์และการออกคำสั่ง พวกเจ้าสามารถทำสิ่งใดได้หรือ?  หากนี่เป็นเวลาของโนอาห์ พวกเจ้าจะเป็นผู้ที่พระเจ้าได้ทรงเรียกหาหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน!  พวกเจ้าจะไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าได้ทรงเรียกหา พวกเจ้าจะไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าทรงมองด้วยความโปรดปราน  เหตุใดหรือ?  เพราะเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่สามารถนบนอบได้หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้า  และหากนั่นไม่ใช่บุคคลประเภทที่เจ้าเป็น เจ้าสมควรมีชีวิตอยู่หรือไม่?  เมื่อน้ำท่วมมาถึง เจ้าสมควรมีชีวิตรอดหรือไม่?  (ไม่สมควร)  หากเจ้าไม่สมควร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะถูกทำลาย  เจ้าเป็นบุคคลประเภทใดหรือ หากเจ้าไม่สามารถแม้แต่จะนำพระวจนะของพระเจ้ามาดำเนินการได้สำเร็จเป็นเวลาครึ่งเดือน?  เจ้าเป็นใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่?  หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่สามารถดำเนินการพระวจนะเหล่านั้นได้ หากเจ้าไม่สามารถอยู่ได้ถึงครึ่งเดือน ไม่สามารถแม้แต่จะทนความยากลำบากเป็นเวลาสองสัปดาห์ได้เสียด้วยซ้ำ ความจริงเล็กน้อยนั้นที่เจ้าเข้าใจมีผลใดต่อเจ้าหรือ?  หากความจริงนั้นไม่แม้แต่จะมีผลเล็กน้อยในการคอยดูแลควบคุมเจ้าเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นแล้ว สำหรับเจ้า ความจริงก็เป็นแค่คำพูดบางคำ และไม่มีประโยชน์ใดเลยอย่างแน่นอนที่สุด  เจ้าเป็นบุคคลประเภทใดหรือหากเจ้าเข้าใจความจริงเหล่านั้นทั้งหมด แต่ทว่าเมื่อเจ้าได้รับการเอ่ยขอให้นำพระวจนะของพระเจ้ามาดำเนินการและทนทุกข์กับความยากลำบากเป็นเวลา 15 วัน เจ้าไม่สามารถทนการนั้นได้?  ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานหรือไม่? (ไม่)  เมื่อพิจารณาถึงความทุกข์ยากและความเพียรพยายามตลอด 120 ปีของโนอาห์ ระหว่างพวกเจ้ามีอะไรมากกว่าแค่ระยะห่างเล็กน้อย—เทียบกันไม่ได้เลย  เหตุผลที่พระเจ้าทรงเรียกใช้โนอาห์และไว้วางพระทัยมอบหมายทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ให้ทำแก่เขานั้น เป็นเพราะในสายพระเนตรของพระเจ้า โนอาห์สามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ เขาเป็นคนที่สามารถได้รับความไว้วางใจให้ทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ และเป็นคนที่สามารถทำให้สิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้ทำกลายเป็นความจริงได้ ในสายพระเนตรของพระเจ้า นี่คือคนที่แท้จริง  แล้วพวกเจ้าเล่า?  พวกเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้เลย  ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าพวกเจ้าทั้งหมดเป็นอะไรในสายพระเนตรของพระเจ้า  พวกเจ้าเป็นมนุษย์หรือ?  พวกเจ้าคู่ควรที่จะได้รับเรียกว่ามนุษย์หรือ?  คำตอบนั้นชัดเจน: พวกเจ้าไม่คู่ควร!  เราย่นเวลาให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เหลือ 15 วัน เพียงแค่สองสัปดาห์ และไม่มีพวกเจ้าสักคนที่บอกว่าทำได้  นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด?  แสดงให้เห็นว่าความเชื่อ ความจงรักภักดี และการนบนอบของพวกเจ้านั้นไม่มีค่าอะไรเลย  สิ่งที่พวกเจ้าเชื่อว่าเป็นความเชื่อ ความจงรักภักดี และการนบนอบนั้น เรามองว่าไม่มีค่าอะไรเลย!  พวกเจ้าโอ้อวดว่าพวกเจ้าค่อนข้างดี แต่ในสายตาของเรา พวกเจ้าขาดพร่องอย่างที่สุด!

สิ่งที่เหลือเชื่อที่สุด น่าเลื่อมใสที่สุด และควรค่าแก่การเอาอย่างที่สุดในเรื่องราวของโนอาห์ก็คือ 120 ปีของเขาแห่งความพากเพียรบากบั่น 120 ปีของเขาแห่งการนบนอบและความจงรักภักดี  จงดูสิ พระเจ้าทรงผิดพลาดในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกหรือไม่?  (ไม่)  พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตสิ่งที่เป็นอยู่ซึ่งอยู่ลึกที่สุดของมนุษย์  ท่ามกลางทะเลอันกว้างไพศาลนั้นของผู้คน พระองค์ได้ทรงเลือกโนอาห์ พระองค์ได้ทรงร้องเรียกโนอาห์ และพระเจ้าไม่ได้ทรงผิดพลาดในสิ่งที่พระองค์ทรงเลือกสรร กล่าวคือ โนอาห์ทำได้ดีเทียบเท่าความคาดหวังของพระองค์ เขาได้ทำสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายต่อเขาจนครบบริบูรณ์อย่างประสบความสำเร็จ  นี่คือคำพยาน!  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงต้องประสงค์ นี่คือคำพยาน!  แต่ในตัวพวกเจ้านั้น มีคำใบ้หรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนี้หรือไม่?  ไม่มี  เป็นที่ชัดเจนว่า คำพยานดังกล่าวขาดหายไปในตัวพวกเจ้า  สิ่งที่เปิดเผยในตัวพวกเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทอดพระเนตรเห็น คือเครื่องหมายแห่งความละอาย ทั้งนี้ ไม่มีสักสิ่งเดียวในตัวเจ้าที่สามารถดลใจผู้คนจนหลั่งน้ำตาได้ในยามที่ถูกพูดถึง  ในส่วนของการสำแดงต่างๆ ของโนอาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่ออันมั่นคงของเขาในพระวจนะของพระเจ้าที่ปราศจากความสงสัยหรือการเปลี่ยนแปลงตลอดหนึ่งศตวรรษ และความเพียรพยายามของเขาในการสร้างเรือใหญ่ที่ไม่สั่นคลอนตลอดหนึ่งศตวรรษ และในส่วนของความเชื่อและพลังจิตของเขานี้ ไม่มีใครในยุคปัจจุบันเทียบได้ ไม่มีใครทัดเทียมเขาได้  กระนั้น ก็ไม่มีใครแยแสความจงรักภักดีและการนบนอบของโนอาห์ ไม่มีใครเชื่อว่ามีสิ่งใดในการนี้ที่คู่ควรแก่การที่ผู้คนจะทะนุถนอมและเอาเยี่ยงอย่าง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สิ่งใดสำคัญกว่าสำหรับผู้คนในตอนนี้?  การท่องสโลแกนและการพูดถึงคำสอน  พวกเขาดูเหมือนจะเข้าใจความจริงมากมาย และได้รับความจริงแล้ว—แต่เมื่อเทียบกับโนอาห์แล้ว พวกเขาไม่ได้สัมฤทธิ์แม้แต่หนึ่งในร้อย หนึ่งในพัน ของสิ่งที่เขาทำ  พวกเขาขาดพร่องเพียงใด!  ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว  จากการสร้างเรือใหญ่ของโนอาห์ พวกเจ้าค้นพบหรือไม่ว่าคนประเภทใดที่เป็นที่รักของพระเจ้า?  คุณภาพ หัวใจ และความซื่อตรงประเภทใดกันแน่ที่พบในบรรดาผู้ที่เป็นที่รักของพระเจ้า?  พวกเจ้ามีทุกสิ่งที่โนอาห์มีหรือไม่?  หากเจ้ารู้สึกว่าเจ้ามีความเชื่อและลักษณะนิสัยของโนอาห์ เช่นนั้นแล้วก็พอจะให้อภัยได้บ้างที่เจ้าจะตั้งเงื่อนไขกับพระเจ้า และพยายามต่อรองกับพระองค์  หากเจ้ารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีในตัวเจ้าเลย เช่นนั้นเราจะบอกความจริงแก่เจ้า: อย่าหลงตัวเอง—เจ้าไม่มีค่าอะไรเลย  ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าต่ำต้อยยิ่งกว่าตัวหนอน  กระนั้นเจ้าก็ยังกล้าที่จะพยายามตั้งเงื่อนไขและต่อรองกับพระเจ้าอีกหรือ?  บางคนกล่าวว่า “หากฉันต่ำต้อยยิ่งกว่าตัวหนอน ถ้าอย่างนั้นฉันรับใช้เป็นสุนัขในพระนิเวศของพระเจ้าได้ไหม?”  ไม่ เจ้าไม่คู่ควรกับการนี้  เพราะเหตุใด?  เจ้าไม่สามารถแม้แต่จะเฝ้าประตูพระนิเวศของพระเจ้าให้ดี ดังนั้นในสายตาของเรา เจ้าไม่เท่าเทียมกับสุนัขเฝ้าบ้านด้วยซ้ำ  คำพูดเหล่านี้ทำร้ายจิตใจพวกเจ้าหรือไม่?  การได้ยินสิ่งนี้ไม่น่าอภิรมย์สำหรับพวกเจ้าใช่หรือไม่?  นี่ไม่ได้เจตนาทำลายความเคารพตนเองของพวกเจ้า นี่เป็นถ้อยแถลงที่อิงตามข้อเท็จจริง เป็นคำยืนยันที่อิงตามหลักฐาน และไม่เป็นเท็จเลยแม้แต่น้อย  นี่คือวิธีที่พวกเจ้าประพฤติอย่างแท้จริง คือสิ่งที่แสดงออกมาในตัวพวกเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือวิธีที่พวกเจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และยังเป็นวิธีที่พวกเจ้าปฏิบัติต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงไว้วางพระทัยมอบหมายแก่พวกเจ้าอีกด้วย  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพูดไปนั้นเป็นความจริงและออกมาจากหัวใจ  พวกเราจะจบการเสวนาเรื่องราวของโนอาห์ไว้ที่ตรงนี้

II. อับราฮัมมอบถวายอิสอัค

มีอีกหนึ่งเรื่องราวซึ่งควรค่าที่จะเล่า นั่นคือ เรื่องราวของอับราฮัม  อยู่มาวันหนึ่ง ทูตสื่อสารสองคนได้มายังบ้านของอับราฮัมที่ต้อนรับพวกเขาอย่างมีใจกระตือรือร้น  ทูตทั้งสองคนนั้นได้รับมอบกิจในการบอกกับอับราฮัมว่า พระเจ้าจะประทานบุตรชายคนหนึ่งให้เขา  ทันทีที่อับราฮัมได้ยินการนี้ เขาก็ชื่นบานล้นพ้น โดยกล่าวว่า “ขอขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์!”  แต่ลับหลังพวกเขา ซาราห์ผู้เป็นภรรยาของอับราฮัมก็แอบหัวเราะกับตัวเอง  การที่เธอแอบหัวเราะนั้นหมายความว่า “นั่นเป็นไปไม่ได้ ฉันแก่แล้ว—ฉันจะสามารถมีบุตรได้อย่างไรกัน?  ที่ว่าฉันจะได้ลูกชายน่ะ ช่างเป็นเรื่องตลกเสียจริง!”  ซาราห์ไม่เชื่อเรื่องนี้  พวกทูตสวรรค์ได้ยินเสียงหัวเราะของซาราห์หรือไม่?  (ได้ยิน)  แน่นอนว่าพวกเขาย่อมได้ยิน และพระเจ้าก็ทรงเห็นเช่นกัน  แล้วพระเจ้าทรงทำอย่างไร?  พระเจ้าทรงเฝ้ามองอยู่โดยที่ไม่มีใครเห็น  ซาราห์ หญิงผู้ไม่รู้ความคนนั้นไม่เชื่อเรื่องนี้—แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดว่าจะทำนั้นทนต่อการก่อกวนของมนุษย์หรือไม่?  (ไม่)  สิ่งนั้นไม่ทนต่อการก่อกวนของมนุษย์คนใดทั้งสิ้น  เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดว่าจะทำบางสิ่ง บางคนอาจกล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อ ฉันต่อต้าน ฉันปฏิเสธ ฉันคัดค้าน ฉันมีปัญหากับเรื่องนี้”  คำพูดของพวกเขามีน้ำหนักหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงเห็นว่ามีผู้ที่ไม่เห็นด้วย มีบางสิ่งจะกล่าว ผู้ที่ไม่เชื่อ พระองค์จำเป็นต้องทรงอธิบายให้พวกเขาฟังหรือไม่?  พระองค์จำเป็นต้องทรงอธิบายให้พวกเขาฟังถึงวิธีการและเหตุผลในสิ่งที่พระองค์ทรงทำหรือไม่?  พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นกระนั้นหรือ?  พระเจ้าไม่ทรงทำเช่นนั้น  พระองค์ไม่ใส่พระทัยต่อสิ่งที่ผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ทำและพูด พระองค์ไม่สนพระทัยว่าท่าทีของพวกเขาคืออะไร  ในพระหทัยของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ได้ทรงกำหนดพิจารณาว่าจะทรงทำนั้น ได้รับการกำหนดไว้อย่างมั่นคงถาวรนานมาแล้ว กล่าวคือ นี่คือสิ่งที่พระองค์จะทรงทำ  ทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมและอธิปไตยแห่งพระหัตถ์ของพระเจ้า ซึ่งรวมถึงเมื่อใดที่ใครคนหนึ่งมีบุตร และเขาเป็นบุตรประเภทใด ทั้งนี้ เรื่องนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรอีก—ว่าเรื่องนี้ก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเช่นกัน  เมื่อพระเจ้าได้ทรงส่งทูตสื่อสารทั้งสองคนให้ไปบอกแก่อับราฮัมว่าพระองค์จะทรงมอบบุตรชายคนหนึ่งให้เขา ในข้อเท็จจริงนั้น พระเจ้าได้ทรงวางแผนเอาไว้มานานแล้วในสิ่งทั้งหลายมากมายที่พระองค์จะทรงทำในภายหลัง  บุตรชายคนนั้นจะเข้ารับภาระหน้าที่ตามความรับผิดชอบใด เขาจะมีชีวิตประเภทใด พงศ์พันธุ์ของเขาจะเป็นเหมือนสิ่งใด—พระเจ้าได้ทรงวางแผนทั้งหมดนี้ไว้นานมาแล้ว และจะไม่มีความผิดพลาดหรือการแปรเปลี่ยนใดเลย  ดังนั้นแล้ว การแอบหัวเราะของหญิงที่โง่เขลาอยู่บ้างจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือ?  นั่นไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย  และเมื่อเวลานั้นได้มาถึง พระเจ้าจึงได้ทรงทำดังที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้แล้ว และทั้งหมดนี้ก็ลุล่วงดังที่พระเจ้าได้ตรัสและได้ทรงกำหนดพิจารณาไว้แล้ว

เมื่ออับราฮัมมีอายุ 100 ปี พระเจ้าได้ทรงมอบบุตรชายคนหนึ่งให้เขา  เมื่อได้ดำรงชีวิตเรื่อยมา 100 ปีโดยไม่มีบุตรชายสักคน วันเวลาของอับราฮัมจึงจืดชืดน่าเบื่อและโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา  ชายอายุ 100 ปีที่ไม่มีลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรชาย รู้สึกอย่างไรหรือ?  “บางสิ่งกำลังขาดหายไปในชีวิตของฉัน  พระเจ้ายังไม่ได้ทรงมอบบุตรชายให้ฉันสักคน และชีวิตของฉันก็รู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเล็กน้อย เสียใจอยู่เล็กน้อยมาตลอด”  แต่เมื่อพระเจ้าได้ทรงส่งทูตสื่อสารทั้งสองคนให้ไปบอกแก่เขาว่าเขาจะได้บุตรชาย อะไรเล่าคืออารมณ์ของอับราฮัม?  (ความปีติยินดี)  นอกจากเปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นบานแล้ว เขายังเต็มไปด้วยความคาดหวังด้วยเช่นกัน  เขาได้ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณของพระองค์ สำหรับการทรงอนุญาตให้เขาฟูมฟักลูกคนหนึ่งในเวลาหลายปีที่เขายังเหลืออยู่  นี่ช่างเป็นสิ่งที่วิเศษนัก และสิ่งนั้นก็ได้เกิดขึ้นเช่นนั้นนั่นเอง  ดังนั้นเขามีความสุขด้วยสิ่งใดบ้างหรือ?  (เขาได้มีพงศ์พันธุ์ เชื้อสายวงศ์ตระกูลของเขาจะคงอยู่ต่อไป)  เหตุผลนั้นนั่นเอง  มีสิ่งที่น่าชื่นบานที่สุดอีกสิ่งเช่นกัน—นั่นคือสิ่งใดหรือ?  (พระเจ้าประทานเด็กคนนี้ด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ)  นั่นถูกต้องแล้ว  เมื่อบุคคลธรรมดาคนหนึ่งจะมีลูก พระเจ้าเสด็จมาแล้วตรัสบอกพวกเขาหรือไม่?  พระองค์ตรัสกระนั้นหรือว่า “เรามอบเด็กคนนี้ที่เราได้ให้สัญญากับเจ้าไว้ให้เจ้าด้วยตัวเราเองหรือ”?  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำกระนั้นหรือ?  ไม่ใช่  ดังนั้นอะไรเล่าที่พิเศษเกี่ยวกับเด็กคนนี้?  พระเจ้าได้ทรงส่งทูตสื่อสารให้ไปบอกแก่อับราฮัมด้วยตัวเองว่า “เมื่ออายุ 100 ปี ท่านจะรับเด็กคนหนึ่งไว้ เป็นเด็กที่พระเจ้าประทานด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ”  นี่คือสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับเด็กคนนี้ กล่าวคือ พระเจ้าได้ตรัสถึงเขา และพระเจ้าได้ทรงมอบเขาด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ  นี่ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก!  และนัยสำคัญพิเศษของเด็กคนนี้เป็นสาเหตุให้ความคิดต่างๆ พรั่งพรูเข้ามาในจิตใจของผู้คนไม่ใช่หรือ?  อับราฮัมรู้สึกอย่างไรเมื่อเขาเห็นการกำเนิดของเด็กคนนี้?  “ในที่สุดฉันก็มีลูก  พระวจนะของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วงแล้ว พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะประทานบุตรให้ฉัน และพระองค์ก็ทรงทำเช่นนั้นจริงๆ!”  เมื่อเด็กคนนี้เกิดมาและเขาอุ้มไว้ในอ้อมแขนของตนเอง สิ่งแรกที่เขารู้สึกก็คือ “ฉันไม่ได้รับเด็กคนนี้จากมือมนุษย์ แต่ได้รับจากพระหัตถ์ของพระเจ้า  การมาถึงของเด็กคนนี้ช่างถูกเวลาเหลือเกิน  พระเจ้าประทานเขามา และฉันต้องเลี้ยงดูเขาให้ดี อบรมสั่งสอนเขาให้ดี และทำให้เขานมัสการพระเจ้าและเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เพราะเขามาจากพระเจ้า”  เขาทะนุถนอมเด็กคนนี้มากใช่หรือไม่?  (ใช่)  เด็กคนนี้เป็นเด็กที่พิเศษ  เมื่อคำนึงถึงอายุของอับราฮัมด้วย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าเขาทะนุถนอมเด็กชายคนนี้มากเพียงใด  ความหวงแหน ความอ่อนโยน และความรักใคร่เอ็นดูที่คนปกติมีต่อลูกของตนล้วนพบได้ในตัวอับราฮัมเช่นกัน  อับราฮัมเชื่อพระวจนะที่พระเจ้าตรัส และได้เป็นพยานถึงการลุล่วงของพระวจนะของพระองค์ด้วยตาตนเอง  เขายังได้เป็นพยานถึงพระวจนะเหล่านี้ตั้งแต่มีการตรัสออกมาจนถึงการลุล่วง  เขารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าเปี่ยมสิทธิอำนาจเพียงใด กิจการของพระองค์น่าอัศจรรย์เพียงใด และที่สำคัญที่สุดคือ พระเจ้าใส่พระทัยมนุษย์มากเพียงใด  แม้เมื่อมองดูเด็กคนนี้ อับราฮัมจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนและรุนแรงหลากหลายประการ แต่ในหัวใจของเขามีเพียงสิ่งเดียวที่จะทูลต่อพระเจ้า  จงบอกเราว่า พวกเจ้าคิดว่าเขากล่าวว่าอะไร?  (ขอบพระคุณพระเจ้า!)  “ขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์!”  อับราฮัมรู้สึกสำนึกคุณ และยังถวายคำขอบพระคุณและการสรรเสริญอย่างสุดซึ้งแด่พระเจ้าอีกด้วย  สำหรับพระเจ้าและอับราฮัม เด็กคนนี้มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  นั่นเป็นเพราะ จากชั่วขณะที่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงมอบบุตรคนหนึ่งให้อับราฮัม พระเจ้าได้ทรงวางแผนและทรงกำหนดพิจารณาแล้วว่าพระองค์จะทรงสำเร็จลุล่วงบางสิ่ง กล่าวคือ  มีหลายเรื่องที่สำคัญ หลายเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ที่พระองค์ได้ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์โดยผ่านทางเด็กคนนี้  เช่นนั้นคือนัยสำคัญของเด็กคนนี้สำหรับพระเจ้า  และสำหรับอับราฮัม เพราะพระคุณอันพิเศษของพระเจ้าที่มีต่อเขา เพราะพระเจ้าได้ประทานบุตรคนหนึ่งให้เขา ในครรลองแห่งประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดทั้งมวล และในแง่ของมวลมนุษย์ทั้งปวงนั้น คุณค่าและนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของเขาจึงพิเศษเหนือธรรมดา อยู่เลยพ้นธรรมดา  แล้วนั่นใช่ปลายทางของเรื่องราวนี้หรือไม่?  นั่นไม่ใช่  ส่วนที่สำคัญยิ่งยวดยังไม่เริ่มขึ้น

หลังจากที่อับราฮัมได้รับอิสอัคจากพระเจ้าแล้ว เขาก็ได้ฟูมฟักอิสอัคดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาและทรงเอ่ยขอ  ในชีวิตประจำวันของเขาตลอดหลายปีที่ไม่น่าสนใจจดจำเหล่านั้น อับราฮัมได้นำอิสอัคให้พลีอุทิศ และได้บอกอิสอัคถึงเรื่องราวทั้งหลายเกี่ยวกับพระเจ้าในสวรรค์  อิสอัคได้มาเข้าใจสิ่งทั้งหลายทีละน้อย  เขาได้เรียนรู้วิธีมอบคำขอบคุณแด่พระเจ้า และมอบการสรรเสริญแด่พระเจ้า และเขาได้เรียนรู้วิธีเชื่อฟัง และมอบของถวาย  เขาได้รู้ว่ามีการมอบของถวายตอนไหน และแท่นบูชานั้นอยู่ตรงไหน  ถัดไป พวกเราไปที่ประเด็นที่เป็นกุญแจสำคัญของเรื่องราวนี้  วันหนึ่ง ณ เวลาที่อิสอัคได้เริ่มที่จะเข้าใจสิ่งทั้งหลายแต่ยังไม่ได้ไปถึงความเป็นผู้ใหญ่ พระเจ้าได้ตรัสกับอับราฮัมว่า “เราไม่ต้องการแกะสำหรับการพลีอุทิศนี้  จงถวายอิสอัคแทน”  สำหรับใครบางคนเช่นอับราฮัม ผู้ที่ทะนุถนอมอิสอัคยิ่งนัก พระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนสิ่งที่ไม่คาดคิดโดยสิ้นเชิงหรือไม่?  ยังไม่ต้องไปนึกถึงอับราฮัมที่มีอายุมากขนาดนั้น มีผู้คนในช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต—ผู้คนในวัยสามสิบและสี่สิบปี—สักกี่คนกันเล่าที่สามารถทนได้ยินข่าวนี้ได้?  มีใครบ้างไหมที่สามารถทนได้?  (ไม่มี)  แล้วอะไรเล่าคือปฏิกิริยาของอับราฮัมหลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า?  “หา?  พระเจ้าทรงผิดพลาดในสิ่งที่พระองค์ตรัสหรือเปล่านี่?  พระเจ้าไม่ทรงผิดพลาดเลย ดังนั้นนั่นเป็นกรณีที่หูของคนแก่อย่างฉันได้ยินผิดไปหรือเปล่านี่?  ฉันจะตรวจดูอีก”  เขาได้ถามว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์กำลังทรงเอ่ยขอให้ข้าพระองค์ถวายอิสอัคกระนั้นหรือ?  อิสอัคคือเครื่องบูชาที่พระองค์ทรงต้องประสงค์กระนั้นหรือ?”  พระเจ้าได้ตรัสว่า “ใช่แล้ว นั่นถูกต้องแล้ว!”  หลังจากที่ทรงยืนยันแล้ว อับราฮัมก็รู้ว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ผิด ทั้งพระวจนะเหล่านั้นยังจะไม่เปลี่ยนแปลง  นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงหมายถึงไม่มีผิด  แล้วการที่อับราฮัมได้ยินการนี้เป็นการยากลำบากหรือไม่?  (เป็นการยากลำบาก)  ยากลำบากเพียงใดหรือ?  ในจิตใจของเขา อับราฮัมคิดว่า “ตลอดหลายปีมานี้ ลูกของฉันก็ได้เริ่มที่จะเติบโตแล้วในที่สุด  หากเขาถูกถวายเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต นั่นย่อมหมายความว่าเขาจะถูกแล่เนื้อบนแท่นบูชาเหมือนแกะตัวหนึ่งที่ถูกฆ่าเป็นอาหาร  การถูกแล่เนื้อนั้นหมายความว่าเขาจะถูกฆ่า และการที่เขาถูกฆ่าหมายความว่าจากวันนี้เป็นต้นไป ฉันจะปราศจากลูกคนนี้....”  ด้วยความคิดของเขาที่ได้ไปถึงจุดนี้แล้ว อับราฮัมกล้าคิดไปไกลกว่านั้นอีกหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดเล่าจึงไม่?  การคิดไปไกลกว่านั้นจะนำพามาซึ่งความเจ็บปวดที่ใหญ่หลวงขึ้นไปอีก เหมือนมีดที่ปักหัวใจ  การคิดไปไกลกว่านั้นอีกจะไม่ได้หมายถึงการคิดถึงสิ่งที่มีความสุข—นั่นจะหมายถึงความร้าวราน  มิใช่ว่าเด็กคนนี้กำลังจะถูกพรากห่างไปโดยไม่มีใครพบเห็นเป็นเวลาสองสามวันหรือสองสามปี แต่ก็ยังคงอยู่ตรงนั้น ทั้งนี้ นั่นไม่เหมือนกับที่อับราฮัมจะคิดอยู่เป็นนิตย์เกี่ยวกับเด็กคนนี้ และจากนั้นก็พบกับเด็กคนนี้อีกครั้ง ณ ชั่วขณะที่เป็นโอกาสเหมาะเมื่อเขาได้เติบโตขึ้นแล้ว  นั่นไม่ใช่กรณีนั้น  ทันทีที่เด็กคนนี้ถูกถวายบนแท่นบูชา เขาก็จะไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว จะไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย เขาจะได้ถูกพลีอุทิศแด่พระเจ้าแล้ว และเขาจะได้กลับคืนสู่พระเจ้าแล้ว  สิ่งทั้งหลายก็จะเป็นดังที่เคยเป็นเมื่อก่อน  ก่อนหน้าที่จะมีเด็กคนนี้ ชีวิตโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา  แล้วหากสิ่งทั้งหลายได้ดำเนินต่อไปเช่นนั้น การที่เขาไม่มีบุตรเลยนั้น นั่นจะเจ็บปวดหรือไม่?  (นั่นจะไม่ได้เจ็บปวดมากนัก)  การมีบุตรแล้วก็สูญเสียเขาไป—นั่นเจ็บปวดอย่างมากมายมหาศาล  นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายอย่างมาก!  การส่งเด็กคนนี้คืนสู่พระเจ้าคงจะหมายความว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป จะไม่มีใครพบเห็นเด็กคนนี้อีก จะไม่มีใครได้ยินเสียงของเขาอีก อับราฮัมจะไม่มีวันได้เฝ้าดูเขาเล่นอีก จะไม่มีความสามารถที่จะฟูมฟักเขา จะไม่มีความสามารถที่จะทำให้เขาหัวเราะ จะไม่ได้เห็นเขาเติบโตขึ้น จะไม่มีความสามารถที่จะชื่นชมความชื่นบานทั้งหมดของครอบครัวซึ่งมากับการปรากฏอยู่ของเขา  ทั้งหมดที่เหลืออยู่คงจะเป็นความเจ็บปวดและการถวิลหา  ยิ่งอับราฮัมคิดเกี่ยวกับการนั้นมากขึ้นเท่าใด นั่นก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น  แต่ไม่สำคัญว่านั่นยากลำบากเพียงใด มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนอยู่ในหัวใจของเขา กล่าวคือ “สิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสและสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำนั้นไม่ใช่เรื่องตลก นั่นไม่อาจผิดพลาดได้ นับประสาอะไรที่นั่นอาจเปลี่ยนแปลงได้  ที่มากกว่านั้นก็คือ เด็กคนนี้ได้มาจากพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาและสมเหตุสมผลอย่างสมบูรณ์แบบที่เขาถูกถวายแด่พระเจ้า และเมื่อพระเจ้าทรงปรารถนาเด็กคนนี้ ฉันก็ย่อมมีพันธะตามหน้าที่ที่จะส่งเขาคืนให้แด่พระเจ้า โดยปราศจากการประนีประนอม  ทศวรรษที่ผ่านมาแห่งความชื่นบานของครอบครัวเป็นของขวัญพิเศษมาโดยตลอด เป็นของขวัญที่ฉันได้ชื่นชมอย่างอุดม ทั้งนี้ ฉันควรมอบคำขอบคุณแด่พระเจ้า และไม่สร้างข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลต่อพระเจ้า  เด็กคนนี้เป็นของพระเจ้า ฉันไม่ควรกล่าวอ้างเอาเขามาเป็นของฉันเอง เขาไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคลของฉัน  ผู้คนทั้งหมดมาจากพระเจ้า  ต่อให้ฉันถูกเอ่ยขอให้ถวายชีวิตของฉันเอง ฉันก็ไม่ควรลองพยายามที่จะโต้เถียงกับพระเจ้าหรือกำหนดเงื่อนไขทั้งหลาย ไม่ต้องพูดถึงในยามที่พระเจ้าได้ตรัสถึงและประทานเด็กคนนี้ด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ  หากพระเจ้าตรัสให้ถวายตัวเขา เช่นนั้นแล้วฉันก็จะถวาย!”

นาทีต่อนาที วินาทีต่อวินาที เวลาได้ผ่านไปในหนทางนี้ ชั่วขณะของการพลีอุทิศเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที  แต่แทนที่จะรู้สึกเป็นทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ อับราฮัมกลับรู้สึกสงบลงเรื่อยๆ  สิ่งใดทำให้เขาสงบลง?  สิ่งใดทำให้อับราฮัมหลุดพ้นจากความเจ็บปวดและมีท่าทีที่ถูกต้องต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น?  เขาเชื่อว่าท่าทีที่คนเราควรมีต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำคือท่าทีของการนบนอบเท่านั้น ไม่ใช่ท่าทีของการพยายามโต้เถียงกับพระเจ้า  เมื่อความคิดของเขาได้มาถึงจุดนี้ เขาก็ไม่เจ็บปวดอีกต่อไป    เขาพาอิสอัคผู้เยาว์วัยไป ก้าวทีละก้าวมุ่งหน้าไปที่ด้านข้างของแท่นบูชา  ไม่มีอะไรบนแท่นบูชาเลย—ไม่เหมือนที่เป็นตามปกติ ในยามที่แกะตัวหนึ่งจะรออยู่ตรงนั้นแล้ว  “ท่านพ่อ ท่านได้ตระเตรียมเครื่องบูชาของวันนี้แล้วหรือยัง?” อิสอัคถามขึ้น  “หากไม่แล้ว เช่นนั้นแล้วอะไรหรือที่จะถูกพลีอุทิศวันนี้?”  อับราฮัมรู้สึกอย่างไรหรือเมื่ออิสอัคถามเช่นนี้?  เป็นไปได้หรือไม่ที่เขารู้สึกมีความสุข?  (ไม่)  ดังนั้นแล้วเขาทำอะไรเล่า?  ในหัวใจของเขานั้น เขาเกลียดชังพระเจ้าหรือไม่?  เขาพร่ำบ่นร้องทุกข์ต่อพระเจ้าหรือไม่?  เขาต้านทานหรือไม่?  (ไม่)  เขาไม่ได้ทำสิ่งใดเลยในบรรดาสิ่งเหล่านี้  นี่แสดงให้เห็นอะไรหรือ?  จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้นถัดไป เป็นที่ชัดเจนว่า อับราฮัมนั้นไม่ได้คิดสิ่งทั้งหลายดังกล่าวอย่างแท้จริง  เขาวางไม้ฟืนที่เขากำลังจะจุดไฟบนแท่นบูชา แล้วก็เรียกอิสอัคให้มาหา  และเมื่อได้เห็นภาพของอับราฮัมเรียกอิสอัคให้ไปที่แท่นบูชา ณ ชั่วขณะนั้น ผู้คนคิดอะไรหรือ?  “ท่านช่างเป็นชายชราที่ไร้หัวใจเสียจริง  ท่านไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ ท่านไม่ใช่มนุษย์!  เด็กคนนั้นคือบุตรชายของท่าน ท่านทนทำการนี้ได้อย่างแท้จริงหรือ?  ท่านทำการนี้ได้จริงๆ หรือ?  ท่านโหดร้ายขนาดนั้นจริงๆ กระนั้นหรือ?  ท่านมีแม้แต่หัวใจหรือไม่?”  นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิดหรอกหรือ?  แล้วอับราฮัมคิดสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่)  เขาได้เรียกอิสอัคให้มาอยู่ด้านข้างเขา หยิบเอาเชือกที่เขาได้ตระเตรียมออกมา แล้วก็พันมือและขาของอิสอัคไว้ โดยไร้ความสามารถที่จะพูดคำพูดสักคำ  การกระทำเหล่านี้ทำให้นึกถึงหรือไม่ว่าของถวายนี้จะเป็นจริงหรือปลอม?  ของถวายนี้จะเป็นจริง ปราศจากสิ่งเจือปน ไม่ใช่เพื่อการแสดง  เขายกอิสอัคขึ้นบนบ่าของเขา และไม่สำคัญว่าเด็กผู้เยาว์วัยดิ้นรนต่อสู้และร่ำร้องออกมาอย่างไร อับราฮัมก็ไม่เคยพิจารณาที่จะล้มเลิกเลย  เขาวางบุตรชายของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวไว้บนไม้ฟืน เพื่อที่จะถูกเผาที่แท่นบูชา  อิสอัคร้องไห้ ตะโกน ดิ้นรนต่อสู้—แต่อับราฮัมกำลังปฏิบัติการกระทำทั้งหลายสำหรับการพลีอุทิศแด่พระเจ้า โดยตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการพลีอุทิศ  หลังจากที่วางอิสอัคไว้บนแท่นบูชา  อับราฮัมก็หยิบมีดเล่มหนึ่งออกมาที่โดยปกติแล้วใช้เพื่อแล่เนื้อพวกแกะ และถือมีดเล่มนั้นไว้ในทั้งสองมืออย่างมั่นคง ขณะที่เขายกมีดขึ้นเหนือศีรษะของเขา และเล็งมีดเล่มนั้นไปที่อิสอัค  เขาหลับตาลง และขณะที่มีดเล่มนั้นกำลังจะเคลื่อนลงมา พระเจ้าก็ได้ตรัสกับอับราฮัม  พระเจ้าได้ตรัสสิ่งใดหรือ?  “อับราฮัม จงหยุดก่อน!”  อับราฮัมคงจะไม่มีวันได้จินตนาการว่าพระเจ้าอาจตรัสสิ่งเช่นนั้นขณะที่เขากำลังจะส่งอิสอัคคืนสู่พระองค์  นั่นไม่ใช่บางสิ่งที่เขาได้เคยกล้าคิด  แต่ถึงกระนั้น พระวจนะของพระเจ้าก็กระแทกเข้าสู่หัวใจของเขา ทีละวจนะ  ด้วยเหตุนั้นเองอิสอัคจึงได้รับการช่วยให้รอด  วันนั้น เครื่องบูชาที่จะถูกมอบแด่พระเจ้าจริงๆ อยู่หลังอับราฮัม ทั้งนี้ นั่นก็คือแกะตัวหนึ่ง  พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมการนี้ไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว แต่พระเจ้ามิได้ทรงให้ข้อบ่งชี้ล่วงหน้าอันใดเลยแก่อับราฮัม แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับตรัสบอกเขาให้หยุดพอดีกับที่เขาได้ยกมีดขึ้นและพร้อมที่จะลดมีดเล่มนั้นลง  ไม่มีใครสามารถคาดคิดถึงเรื่องนี้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอับราฮัมหรืออิสอัค  เมื่อดูจากการที่อับราฮัมพลีอุทิศอิสอัค อับราฮัมตั้งใจที่จะพลีอุทิศบุตรของตนจริงๆ หรือเขากำลังแสร้งทำ?  (เขาตั้งใจที่จะทำเช่นนี้จริงๆ)  เขาตั้งใจที่จะทำเช่นนี้จริงๆ  การกระทำของเขาบริสุทธิ์ ไม่มีการหลอกลวงเจือปน

อับราฮัมได้ถวายเลือดเนื้อของเขาเองเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า—และเมื่อพระเจ้าได้ทรงให้เขาทำของถวายนี้ อับราฮัมไม่ได้ลองพยายามที่จะโต้เถียงกับพระองค์โดยพูดว่า “พวกเราไม่สามารถใช้ใครคนอื่นได้กระนั้นหรือ?  ข้าพระองค์จะทำเองก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้นบุคคลอื่นก็ต้องทำ”  แทนที่จะพูดสิ่งทั้งหลายดังกล่าว อับราฮัมกลับมอบบุตรชายอันเป็นที่ทะนุถนอมและล้ำค่าที่สุดของเขาแด่พระเจ้า  แล้วของถวายนี้ทำขึ้นอย่างไรเล่า?  เขาได้ยินสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัส และจากนั้นก็แค่ไปลงมือทำการนั้น  หากพระเจ้าประทานบุตรแก่อับราฮัม และหลังจากบุตรคนนั้นเติบโตขึ้น พระองค์ก็ทรงขอให้อับราฮัมคืนบุตรคนนั้น และต้องประสงค์จะเอาตัวบุตรคนนั้นไป นั่นจะสมเหตุสมผลสำหรับผู้คนหรือไม่?  (นั่นจะไม่สมเหตุสมผล)  จากมุมมองของมนุษย์ นั่นย่อมจะไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงไม่ใช่หรือ?  นั่นจะไม่ดูเหมือนว่าพระเจ้ากำลังทรงล้อเล่นกับอับราฮัมหรอกหรือ?  วันหนึ่งพระเจ้าประทานเด็กคนนี้แก่อับราฮัม และเพียงไม่กี่ปีต่อมา พระองค์ก็ต้องประสงค์จะเอาตัวเด็กไป  หากพระเจ้าทรงต้องการเด็กคนนี้ พระองค์ก็ควรจะเพียงทรงเอาตัวเด็กไป ไม่จำเป็นต้องทำให้คนคนนั้นทนทุกข์เช่นนั้นโดยการขอให้เขาพลีอุทิศเด็กคนนั้นบนแท่นบูชา  การที่เด็กถูกถวายบนแท่นบูชาหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าอับราฮัมต้องฆ่าบุตรชายแล้วเผาบุตรชายด้วยสองมือของเขาเอง  นี่ใช่สิ่งที่คนคนหนึ่งจะทนทำได้หรือ?  (ไม่ใช่)  พระเจ้าทรงหมายความว่าอย่างไรเมื่อพระองค์ทรงขอเครื่องบูชานี้?  หมายความว่าอับราฮัมควรทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง กล่าวคือ มัดบุตรของตนด้วยตนเอง วางบุตรของตนบนแท่นบูชาด้วยตนเอง ฆ่าบุตรของตนด้วยมีดด้วยตนเอง แล้วจากนั้นก็เผาบุตรของตนเป็นของถวายพระเจ้าด้วยตนเอง  สำหรับมนุษย์แล้ว สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์เลย ไม่มีสิ่งใดที่จะสมเหตุสมผลตามมโนคติอันหลงผิด วิธีคิด ปรัชญาทางจริยธรรม หรือศีลธรรมและขนบธรรมเนียมของพวกเขา  อับราฮัมไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสุญญากาศ และไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกของมนุษย์  เขามีความคิดแบบมนุษย์และมีทัศนะแบบมนุษย์  แล้วเขาคิดอย่างไรเมื่อเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับเขา?  นอกจากความทุกข์ของเขา และนอกเหนือจากบางสิ่งที่ทำให้เขาสงสัยแล้ว มีการกบฏหรือการปฏิเสธอยู่ในตัวเขาหรือไม่?  เขาโจมตีและด่าทอพระเจ้าด้วยวาจาหรือไม่?  ไม่เลย  ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เขาทำเรื่องนี้ อับราฮัมไม่กล้าปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างไม่จริงจัง แต่กลับเริ่มเตรียมการในทันที  แล้วอารมณ์ของเขาเป็นอย่างไรขณะที่เริ่มเตรียมการเหล่านี้?  เขาดีใจ เบิกบาน และมีความสุขหรือไม่?  หรือเขาเจ็บปวด โศกเศร้า และหนักใจ?  (เขาเจ็บปวดและโศกเศร้า)  เขาเจ็บปวด!  ทุกย่างก้าวของเขาหนักอึ้ง  หลังจากตระหนักถึงเรื่องนี้ และหลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้า แต่ละวันสำหรับอับราฮัมรู้สึกยาวนานเหมือนหนึ่งปี เขาทุกข์ระทม ไม่สามารถมีความสุขได้ และหัวใจของเขาหนักอึ้ง  อย่างไรก็ตาม อะไรคือความเชื่อมั่นเพียงหนึ่งเดียวของเขา?  (เขาต้องเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า)  ถูกต้อง นั่นคือเขาต้องเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า  เขาพูดกับตัวเองว่า “สาธุการแด่พระนามของพระยาห์เวห์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้า และควรเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า  ไม่ว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสจะถูกหรือผิด และไม่ว่าอิสอัคจะมาหาข้าพระองค์ได้อย่างไร หากพระเจ้าทรงขอ ข้าพระองค์ก็ต้องให้ นี่คือเหตุผลและท่าทีที่ต้องพบในมนุษย์”  อับราฮัมไม่ได้ปราศจากความเจ็บปวดหรือความยากลำบากหลังจากยอมรับพระวจนะของพระเจ้า เขารู้สึกเจ็บปวดและมีความยากลำบากของตนเอง และสิ่งเหล่านี้ไม่ง่ายที่จะเอาชนะ!  กระนั้นก็ตาม ในที่สุดแล้วเกิดอะไรขึ้นเล่า?  อับราฮัมได้นำพาบุตรชายของเขาเอง เด็กผู้เยาว์วัย ไปยังแท่นบูชาดังที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนา และพระเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ทำ  ดังที่พระเจ้าได้ทรงเฝ้าดูโนอาห์ พระองค์ได้ทรงเฝ้าดูทุกความเคลื่อนไหวของอับราฮัมเช่นกัน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ทำก็ได้ทำให้พระองค์ทรงซาบซึ้ง  แม้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่ได้ลงเอยดังที่ใครๆ ได้คิดว่าจะลงเอย แต่สิ่งที่อับราฮัมได้ทำนั้นก็เป็นเอกลักษณ์ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งมวล  เขาควรทำหน้าที่เป็นตัวอย่างสำหรับบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระเจ้าหรือไม่?  (ควร)  เขาเป็นต้นแบบสำหรับทุกคนท่ามกลางมวลมนุษย์ที่ติดตามพระเจ้า  เหตุใดเล่าเราจึงพูดว่าเขาเป็นต้นแบบสำหรับมวลมนุษย์?  อับราฮัมไม่ได้เข้าใจความจริงมากมาย ทั้งเขายังไม่ได้ยินความจริงหรือคำเทศนาอันใดที่พระเจ้าดำรัสกับเขาด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ  เขาได้เพียงแค่เชื่อ ยอมรับรู้ และเชื่อฟัง  สภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาครองสิ่งใดหรือที่เป็นเอกลักษณ์ยิ่งนัก?  (สำนึกของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง)  คำพูดใดหรือสะท้อนการนี้?  (เขาได้พูดว่า “สาธุการแด่พระนามองค์พระยาห์เวห์เจ้าของข้าพระองค์ ทั้งนี้ ข้าพระองค์ควรเชื่อฟังพระวจนะแห่งพระเจ้า และไม่ว่าพระวจนะเหล่านั้นสอดรับกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์หรือไม่ก็ตาม ข้าพระองค์ต้องนบนอบ”)  ในการนี้ อับราฮัมได้ครองสำนึกของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ที่มากไปกว่านั้นก็คือ เขายังได้ครองมโนธรรมแห่งภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติด้วยเช่นกัน  แล้วมโนธรรมนี้สะท้อนให้เห็นตรงไหนเล่า?  อับราฮัมรู้ว่าพระเจ้าได้ประทานอิสอัคไว้แล้วว่าเขาคือสิ่งหนึ่งของพระเจ้า ว่าเขาเป็นของพระเจ้า และว่าอับราฮัมควรส่งเขาคืนให้กับพระเจ้าเมื่อพระองค์ทรงเอ่ยขอ แทนที่จะเกาะติดกับเขาอยู่เสมอ ทั้งนี้ เช่นนั้นคือมโนธรรมที่มนุษย์ควรครอง

ผู้คนในวันนี้ครองมโนธรรมและสำนึกหรือไม่?  (ไม่)  การนี้สะท้อนอยู่ในสิ่งใดเล่า?  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าประทานพระคุณมากเพียงใดแก่ผู้คน และไม่สำคัญว่าพวกเขาชื่นชมพระพรมากมายเพียงใดหรือพระคุณมากเพียงใด อะไรเล่าคือท่าทีของพวกเขาเมื่อพวกเขาถูกเอ่ยขอให้ชดใช้คืนความรักของพระเจ้า?  (การต้านทาน และบางครั้งก็เป็นการกลัวความยากลำบากและความเหนื่อยล้า)  การกลัวความยากลำบากและความเหนื่อยล้าเป็นการสำแดงที่เป็นรูปธรรมของการไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึก  การหาข้อแก้ตัว การพยายามตั้งเงื่อนไขและต่อรอง ก็เป็นการสำแดงที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน ใช่หรือไม่?  (ใช่)  นอกจากนี้ยังมีการพร่ำบ่น การทำสิ่งต่างๆ แบบสุกเอาเผากินและกลับกลอก และการละโมบความสะดวกสบายของเนื้อหนัง—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงที่เป็นรูปธรรม  ผู้คนทุกวันนี้ไม่มีมโนธรรม แต่ยังคงสรรเสริญพระคุณของพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง และนับพระคุณทั้งหมดนั้น และขณะที่นับ พวกเขาก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พวกเขานับเสร็จแล้ว เรื่องก็จบลงเพียงแค่นี้ พวกเขายังคงทำแบบสุกเอาเผากิน ยังคงทำพอเป็นพิธี ยังคงหลอกลวง และยังคงเจ้าเล่ห์และอู้งาน โดยไม่มีการสำแดงถึงการกลับใจใดๆ เป็นพิเศษ  เช่นนั้นจุดประสงค์ในการนับของเจ้าคืออะไร?  นี่คือการสำแดงของการไร้ซึ่งมโนธรรม  แล้วการไร้สำนึกสำแดงออกมาอย่างไร?  เมื่อพระเจ้าทรงตัดแต่งเจ้า เจ้าก็พร่ำบ่น เจ้ารู้สึกเจ็บปวด แล้วเจ้าก็ไม่ปรารถนาที่จะทำหน้าที่ของตนอีกต่อไปและกล่าวว่าพระเจ้าไม่ทรงมีความรัก เมื่อเจ้าทนทุกข์เล็กน้อยขณะทำหน้าที่ของตน หรือเมื่อสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เจ้านั้นลำบากยากเย็นเล็กน้อย ท้าทายเล็กน้อย หรือหนักหนาไปสักหน่อย เจ้าก็ไม่ปรารถนาที่จะทำอีกต่อไป และในสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้นั้น ไม่มีสภาพแวดล้อมใดเลยที่เจ้าสามารถแสวงหาที่จะนบนอบได้เลย เจ้าคำนึงถึงแต่เนื้อหนังเท่านั้น และเจ้าปรารถนาเพียงที่จะปล่อยตัวตามสบายและไม่ยับยั้งตนเอง  นี่คือการปราศจากสำนึกใช่หรือไม่?  เจ้าไม่ปรารถนาที่จะยอมรับอธิปไตยและการจัดเตรียมการของพระเจ้า และเจ้าต้องการเพียงได้รับผลประโยชน์จากพระองค์เท่านั้น  เมื่อเจ้าทำงานเล็กน้อยและทนทุกข์นิดหน่อย เจ้าก็อ้างคุณสมบัติของเจ้า คิดว่าตัวเองอยู่เหนือผู้อื่นขณะที่สุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง และเริ่มวางมาดของข้าราชการ  เจ้าไม่มีความอยากที่จะทำงานจริงใดๆ และไม่มีความสามารถที่จะทำงานจริงใดๆ—เจ้าปรารถนาเพียงที่จะออกคำสั่งและเป็นข้าราชการเท่านั้น  เจ้าต้องการตั้งตนเป็นกฎเกณฑ์ ทำอะไรก็ได้ที่เจ้าต้องการ และกระทำผิดอย่างไม่ยั้งคิด  นอกจากการปล่อยตัวตามสบายและไม่ยับยั้งตนเองแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดสำแดงออกมาในตัวเจ้า  นี่คือการมีสำนึกหรือไม่?  (ไม่ใช่)  หากพระเจ้าประทานบุตรที่ดีแก่พวกเจ้า และต่อมาก็ตรัสกับเจ้าอย่างตรงไปตรงมาว่าพระองค์จะทรงเอาตัวบุตรคนนั้นไป ท่าทีของเจ้าจะเป็นอย่างไร?  เจ้าจะมีท่าทีเช่นเดียวกับอับราฮัมได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  บางคนอาจจะกล่าวว่า “ทำไมฉันจะทำไม่ได้?  ลูกชายของฉันอายุยี่สิบปี และฉันก็ถวายเขาให้กับพระนิเวศของพระเจ้า ที่ซึ่งเขาทำหน้าที่อยู่ในตอนนี้!”  นี่คือการพลีอุทิศหรือ?  อย่างดีที่สุด เจ้าก็แค่นำลูกของเจ้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง—แต่เจ้ามีแรงจูงใจแอบแฝงด้วย กล่าวคือ เจ้ากลัวว่าหากไม่ทำเช่นนั้น ลูกของเจ้าอาจพินาศท่ามกลางความวิบัติ  เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?  สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่นี้ไม่เรียกว่าการพลีอุทิศ นี่ไม่เหมือนกับการพลีอุทิศอิสอัคของอับราฮัมเลยแม้แต่น้อย  เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย  เมื่ออับราฮัมได้ยินสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่เขา คำสั่งนี้จะลำบากยากเย็นเพียงใดสำหรับเขา—หรือสำหรับมนุษย์คนใดก็ตาม—ที่จะปฏิบัติตาม?  นั่นคงจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในโลก ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้แล้ว  นี่ไม่ใช่การถวายบางสิ่งเช่นลูกแกะหรือเงินเล็กน้อย และไม่ใช่ทรัพย์สินทางโลกหรือวัตถุสิ่งของ และไม่ใช่สัตว์ที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับผู้ถวาย  สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งสามารถถวายได้ด้วยความพยายามเพียงชั่วขณะ—ในขณะที่การพลีอุทิศที่พระเจ้าทรงขอจากอับราฮัมคือชีวิตของอีกคนหนึ่ง  นั่นมาจากเลือดเนื้อของอับราฮัมเอง  นั่นต้องช่างลำบากยากเย็นเป็นแน่!  เด็กคนนี้ยังมีภูมิหลังพิเศษด้วยเช่นกัน ในการที่เขานั้นได้รับการประทานโดยพระเจ้า  อะไรหรือคือเป้าหมายของพระเจ้าในการประทานบุตรคนหนึ่งแก่เขา?  นั่นเป็นไปเพื่อที่อับราฮัมจะได้มีบุตรชายที่จะได้รับการฟูมฟักเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่งงาน และผลิตลูกหลาน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการสืบสานนามสกุลต่อไป  และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้บุตรคนนี้กำลังจะถูกส่งคืนให้กับพระเจ้าก่อนที่เขาจะได้ไปถึงวัยผู้ใหญ่ และสิ่งเหล่านั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น  ดังนั้น อะไรเล่าคือเหตุผลในการที่พระเจ้าได้ประทานบุตรคนหนึ่งแก่อับราฮัม?  ผู้สังเกตการณ์จะสามารถเข้าใจการนี้ได้บ้างหรือไม่?  ในมุมของมโนคติอันหลงผิดของผู้คนนั้น นั่นไม่มีเหตุผลเลย  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนั้นเห็นแก่ตัว ทั้งนี้ ไม่มีผู้ใดจะสามารถเข้าใจการนี้ได้  อับราฮัมไม่อาจหาทองออกในการนี้ได้เลยเช่นกัน ทั้งนี้ เขาไม่ได้รู้ว่าในท้ายที่สุดแล้วพระเจ้าได้ทรงต้องประสงค์จะทรงทำสิ่งใด นอกจากว่าพระองค์ได้ทรงเอ่ยขอให้เขาพลีอุทิศอิสอัค  ด้วยเหตุนั้น อับราฮัมได้ทำการตัดสินใจเล่า?  อะไรเล่าคือท่าทีของเขา?  แม้ว่าเขาจะไม่สามารถหาคำตอบเรื่องทั้งหมดนี้ได้ แต่เขาก็ยังคงมีความสามารถที่จะทำดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชา ทั้งนี้ เขาเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบทุกวจนะของสิ่งที่พระองค์ทรงเอ่ยขอโดยปราศจากการต้านทานหรือถามหาตัวเลือก นับประสาอะไรที่จะลองพยายามกำหนดเงื่อนไขทั้งหลายหรือโต้เถียงกับพระเจ้า  ก่อนที่อับราฮัมจะมีความสามารถที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น เขามีความสามารถที่จะเชื่อฟังและนบนอบ—ซึ่งหาได้ยากและน่าชมเชยอย่างสมบูรณ์ที่สุดและอยู่เลยพ้นความสามารถของพวกเจ้าคนใดที่นั่งอยู่ตรงนี้  อับราฮัมไม่ได้รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และพระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกเรื่องราวทั้งหมดแก่เขา กระนั้นก็ตาม เขาคิดกับการนั้นทั้งหมดอย่างจริงจัง โดยเชื่อว่าผู้คนควรนบนอบต่อสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าต้องประสงค์จะทำ และพวกเขาไม่ควรถามคำถาม เชื่อมั่นว่าหากพระเจ้าไม่ตรัสอะไรเพิ่มเติมอีก เช่นนั้นแล้ว นั่นย่อมไม่ใช่บางสิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องเข้าใจ  ผู้คนบางคนพูดว่า “กระนั้นก็ตาม แน่นอนว่าท่านจำเป็นที่จะต้องไปให้ถึงก้นบึ้งของการนั้น ถูกไหม?  ต่อให้นั่นเกี่ยวข้องกับการตาย ท่านก็จำเป็นที่จะต้องรู้เหตุผลให้ได้”  นี่ใช่ท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรที่จะมีกระนั้นหรือ?  เมื่อพระเจ้ายังไม่ได้ทรงเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจ เจ้าควรเข้าใจหรือไม่?  เมื่อเจ้าได้รับการเอ่ยขอให้ทำบางสิ่ง เจ้าก็ทำสิ่งนั้น  เหตุใดเล่าจึงทำให้สิ่งทั้งหลายซับซ้อนนัก?  หากพระเจ้าได้ทรงปรารถนาให้เจ้าเข้าใจ พระองค์ก็คงจะได้ทรงอธิบายการนั้นแก่เจ้าแล้ว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ยังไม่ได้ทรงทำเช่นนั้น ก็ย่อมไม่มีความต้องการจำเป็นอันใดที่เจ้าจะต้องเข้าใจ  เมื่อเจ้าไม่พึงต้องเข้าใจ และเมื่อเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับวิธีที่เจ้าปฏิบัติตนและขึ้นอยู่กับว่าเจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าได้หรือไม่  นี่ยากลำบากสำหรับพวกเจ้า มิใช่หรือ?  ในรูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายดังกล่าว พวกเจ้าย่อมไม่นบนอบ และพวกเจ้าก็ไม่มีอะไรเหลือในตัวเจ้าเลย นอกจากการพร่ำบ่นร้องทุกข์ การตีความผิด และการต้านทาน  อับราฮัมนั้นตรงข้ามกันพอดิบพอดีกับสิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นในตัวพวกเจ้า  เขาก็เป็นเช่นเดียวกับพวกเจ้า คือไม่ได้รู้ว่าพระเจ้ากำลังจะทรงทำสิ่งใด ทั้งเขายังไม่ได้รู้การใช้เหตุผลเบื้องหลังการกระทำของพระเจ้า ทั้งนี้ เขาไม่ได้เข้าใจ  เขาต้องการที่จะถามหรือไม่?  เขาต้องการที่จะรู้หรือไม่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น?  เขาต้องการ แต่หากพระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกเขา เขาจะไปถามที่อื่นใดได้เล่า?  เขาจะถามใครได้เล่า?  เรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับพระเจ้าคือความล้ำลึก ทั้งนี้ ใครเล่าสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับพระเจ้าได้?  ใครเล่าสามารถเข้าใจเรื่องเหล่านั้นได้?  เหล่ามนุษย์ไม่สามารถยืนแทนที่พระเจ้าได้  ถามใครคนอื่นดูสิ แล้วพวกเขาก็จะไม่เข้าใจเช่นกันอยู่ดี  เจ้าสามารถคิดทบทวนได้ แต่เจ้าจะขบคิดการนั้นไม่ออก นั่นจะไม่อาจจับใจความได้สำหรับเจ้า  ดังนั้น หากเจ้าไม่เข้าใจบางสิ่ง เช่นนั้นแล้ว นั่นหมายความว่าเจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องทำดังที่พระเจ้าตรัสกระนั้นหรือ?  หากเจ้าไม่เข้าใจบางสิ่ง เจ้าสามารถเพียงแค่เฝ้าสังเกต ผัดวันประกันพรุ่ง รอโอกาส และมองหาทางเลือกอื่นบางอย่างได้หรือไม่?  หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจบางสิ่งได้—หากนั่นไม่อาจจับใจความได้สำหรับเจ้า—นั่นหมายความว่าเจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องนบนอบกระนั้นหรือ?  นั่นหมายความใช่หรือไม่ว่า เจ้าสามารถเกาะติดอยู่กับสิทธิมนุษยชนของเจ้าและพูดว่า “ข้าพระองค์มีสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ข้าพระองค์เป็นบุคคลที่พึ่งตนเอง ดังนั้นอะไรเล่าทำให้พระองค์ทรงมีสิทธิทำให้ข้าพระองค์ทำสิ่งทั้งหลายที่โง่?  ข้าพระองค์ตระหง่านง้ำระหว่างสวรรค์กับแผ่นดินโลก—ข้าพระองค์สามารถไม่เชื่อฟังพระองค์ก็ได้”?  นี่ใช่สิ่งที่อับราฮัมได้ทำกระนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  เพราะเขาได้เชื่อว่าเขาเป็นแค่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งซึ่งธรรมดาและไม่น่าสนใจจดจำ เป็นบุคคลหนึ่งภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า เขาจึงได้เลือกที่จะเชื่อฟังและนบนอบ ที่จะไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะอันใดของพระเจ้าอย่างไม่สลักสำคัญ แต่ปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นในความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระวจนะเหล่านั้น  ไม่ว่าพระเจ้าตรัสอะไร และไม่ว่าพระเจ้าตรัสบอกพวกเขาให้ทำอะไร ผู้คนไม่มีตัวเลือกอื่นใดเลย ทั้งนี้ พวกเขาต้องฟัง และหลังจากที่ฟังแล้ว พวกเขาควรไปนำสิ่งนั้นไปสู่การปฏิบัติ  ที่มากกว่านั้นก็คือ ในยามที่นำสิ่งนั้นไปสู่การปฏิบัติ ผู้คนควรนบนอบอย่างถ้วนทั่วและด้วยสันติสุขแห่งจิตใจ  หากเจ้ายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ควรเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ สงวนที่ทางให้กับพระองค์ในหัวใจของเจ้า และนำพระวจนะของพระองค์ไปสู่การปฏิบัติ  หากพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ควรลองพยายามที่จะวิเคราะห์สิ่งที่พระองค์ตรัสกับเจ้า ทั้งนี้ ไม่ว่าพระองค์ตรัสว่าสิ่งทั้งหลายจะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นย่อมเป็นเช่นนั้น และการที่เจ้าไม่เข้าใจหรือไม่จับใจความนั้นไม่สำคัญเลย  สิ่งสำคัญก็คือเจ้าควรยอมรับและนบนอบสิ่งที่พระองค์ตรัส  นี่คือท่าทีที่อับราฮัมมีเมื่อมาถึงเรื่องของพระวจนะของพระเจ้า  แน่นอนว่าเป็นเพราะอับราฮัมได้ครองท่าทีนี้ เขาจึงมีความสามารถที่จะเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า มีความสามารถที่จะนบนอบสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาเขาให้ทำ และสามารถกลายเป็นคนที่ชอบธรรมและเพียบพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้  การนี้ได้เป็นไปทั้งที่มีข้อเท็จจริงที่ว่า ในสายตาของพวกผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่หยิ่งผยองและจองหอง อับราฮัมได้ปรากฏให้เห็นว่าโง่เขลาและเลอะเลือน โดยการที่ไม่คำนึงถึงชีวิตของบุตรชายของเขาเองเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของความเชื่อของเขา และโดยวางบุตรชายของเขาไว้บนแท่นบูชาเพื่อที่จะถูกแล่เนื้ออย่างสบายๆ ไม่คิดอะไร  นั่นช่างเป็นการปฏิบัติตนที่ไร้ความรับผิดชอบเสียจริง พวกเขาคิด เขาช่างเป็นบิดาที่ไร้สมรรถภาพและไร้หัวใจเสียจริง และเขาช่างเห็นแก่ตัวเสียจริงในการที่จะทำสิ่งเช่นนั้นเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของความเชื่อของเขา!  ในสายตาของผู้คนทั้งมวลการมีทรรศนะถึงอับราฮัมเป็นเช่นนี้นั่นเอง  อย่างไรก็ตาม นั่นใช่วิธีที่พระเจ้าได้ทอดพระเนตรเขากระนั้นหรือ?  ไม่ใช่  พระเจ้าได้ทอดพระเนตรเขาอย่างไรเล่า?  อับราฮัมมีความสามารถที่จะเชื่อฟังและนบนอบสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัส  เขามีความสามารถที่จะนบนอบจนถึงขอบข่ายใดเล่า?  เขาทำเช่นนั้นโดยปราศจากการประนีประนอม  เมื่อพระเจ้าได้ทรงเอ่ยขอสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเขา อับราฮัมได้ส่งสิ่งนั้นคืนสู่พระเจ้า โดยถวายสิ่งนั้นแด่พระเจ้า  อับราฮัมเชื่อฟังและนบนอบทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงเอ่ยขอต่อเขา  คำร้องขอของพระเจ้านั้นปรากฏให้เห็นว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างสูง ไม่ว่าจะมองโดยผ่านทางเลนส์แห่งมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์หรือโดยผ่านทางสายตาของคนเสื่อมทราม แต่กระนั้นอับราฮัมกลับยังคงมีความสามารถที่จะนบนอบได้ ทั้งนี้ ความสัตย์สุจริตของเขา ซึ่งแสดงลักษณะโดยความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบพระเจ้า มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการนี้  ความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบนี้สะท้อนให้เห็นอย่างไรเล่า?  ด้วยคำพูดแค่สองคำ นั่นคือ ความเชื่อฟังของเขา  ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าหรือมีคุณค่ามากไปกว่านี้แล้วสำหรับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงสิ่งหนึ่งจะครอง และไม่มีสิ่งใดหายากมากไปกว่านี้และน่าชมเชยมากไปกว่านี้แล้ว  แน่นอนว่าสิ่งที่ล้ำค่า หายาก และน่าชมเชยมากที่สุดนี่เองที่ขาดหายไปมากในบรรดาผู้ติดตามพระเจ้าในวันนี้

ผู้คนในวันนี้ได้รับการศึกษาและมีความรู้  พวกเขาเข้าใจวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และได้ถูกทำให้ติดเชื้อ ถูกสร้างเงื่อนไข และได้รับอิทธิพลอย่างถลำลึกโดยวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมและจารีตทางสังคมต่ำทราม ทั้งนี้ จิตใจของพวกเขาวกวน พวกเขามีมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายแบบเขาวงกต และพวกเขาระส่ำระสายอย่างที่สุดอยู่ภายใน  เมื่อได้ฟังคำเทศนามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และขณะที่ยอมรับรู้และวางใจว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์แห่งทุกสรรพสิ่ง พวกเขาก็ยังคงครองท่าทีอันไม่นบนอบและปล่อยปละละเลยที่มีต่อแต่ละพระวจนะของพระเจ้า  ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะเหล่านี้ก็คือการเพิกเฉยต่อพระวจนะเหล่านี้ ทั้งนี้ นั่นคือการแสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่และทำเป็นหูหนวกกับพระวจนะเหล่านี้  นี่คือบุคคลประเภทไหนกัน?  พวกเขาถามว่า “ทำไม” เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งนี้ พวกเขารู้สึกถึงความต้องการจำเป็นในการที่จะขบคิดทุกสิ่งทุกอย่างให้ออกและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างอย่างถ่องแท้  พวกเขาดูเหมือนว่าจริงจังมากเกี่ยวกับความจริง ทั้งนี้ พฤติกรรมภายนอกและความพยายามของพวกเขา และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาสละทิ้งที่ภายนอกนั้น—ทำให้นึกถึงท่าทีอันไม่ย่อท้อที่มีต่อความเชื่อและการเชื่อในพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม จงถามตัวเจ้าเองเช่นนี้ว่า  พวกเจ้าได้ยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าและทุกการให้คำแนะนำของพระเจ้าแล้วหรือยัง?  พวกเจ้าได้นำพระวจนะและการให้คำแนะนำเหล่านั้นทั้งหมดมาดำเนินการแล้วหรือยัง?  พวกเจ้าเป็นใครบางคนที่เชื่อฟังหรือไม่?  ในหัวใจของเจ้า หากเจ้าคอยตอบคำถามเหล่านี้เรื่อยไปว่า “ไม่” และ “ฉันยังไม่ได้ทำ” เช่นนั้นแล้ว เจ้ามีการเชื่อจำพวกใดกันแน่?  อันที่จริงแล้ว เจ้าเชื่อในพระเจ้าเพื่อปลายทางใดหรือ?  สิ่งใดกันแน่ที่เจ้าได้รับไปแล้วจากความเชื่อของเจ้าในพระองค์?  สิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การสำรวจค้นหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การขุดคุ้ยลงไปหรือไม่?  (ควรค่า)  พวกเจ้าทั้งหมดสวมแว่นตา ทั้งนี้ พวกเจ้าเป็นอารยชนสมัยใหม่  อะไรเล่าเกี่ยวกับพวกเจ้าที่สมัยใหม่จริงๆ?  อะไรเล่าเกี่ยวกับพวกเจ้าที่มีอารยะ?  การเป็นผู้ที่ “สมัยใหม่” และ “มีอารยะ” พิสูจน์หรือไม่ว่าเจ้าคือใครคนหนึ่งซึ่งเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า?  สิ่งทั้งหลายดังกล่าวไม่มีความหมายอะไรเลย  ผู้คนบางคนพูดว่า “ฉันมีการศึกษาสูง และฉันได้ศึกษาเทววิทยามาแล้ว”  บางคนพูดว่า “ฉันได้อ่านพระคัมภีร์อันเป็นอมตะมาแล้วหลายครั้ง และฉันพูดภาษาฮีบรู”  บางคนพูดว่า “ฉันเคยไปอิสราเอลแล้วหลายครั้ง และได้สัมผัสกางเขนที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงแบกด้วยตัวเองแล้ว”  บางคนพูดว่า “ฉันเคยไปภูเขาอารารัตแล้วและได้เห็นส่วนที่คงเหลืออยู่ของเรือใหญ่แล้ว”  บางคนพูดว่า “ฉันได้เห็นพระเจ้าแล้ว” และ “ฉันได้รับการรับไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว”  ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ใดหรือ?  พระเจ้าไม่ทรงเอ่ยขอสิ่งใดที่เป็นการเรียกร้องมากเกินไปต่อเจ้า แค่ให้เจ้าเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์อย่างจริงจังตั้งใจ  หากการนี้ยากเกินไปสำหรับเจ้า เช่นนั้นแล้ว ก็จงลืมสิ่งอื่นใดทั้งหมด ทั้งนี้ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าพูดที่จะเป็นประโยชน์อันใดเลย  พวกเจ้าทั้งหมดรู้เรื่องราวทั้งหลายเกี่ยวกับโนอาห์และอับราฮัม แต่การแค่รู้เรื่องราวทั้งหลายนั้น โดยตัวมันเองแล้วไร้ประโยชน์  พวกเจ้าเคยคิดเกี่ยวกับสิ่งที่หายากและน่าชมเชยที่สุดในตัวชายสองคนนั้นหรือไม่?  พวกเจ้าปรารถนาที่จะเป็นเหมือนพวกเขาหรือไม่?  (ปรารถนา)  เจ้าปรารถนามากเพียงใด?  บางคนกล่าวว่า “ฉันปรารถนาเหลือเกินที่จะเป็นเหมือนพวกเขา ฉันคิดถึงเรื่องนี้ทุกครั้งที่ฉันกำลังกิน กำลังฝัน กำลังทำหน้าที่ของฉัน กำลังอ่านพระวจนะของพระเจ้า และกำลังเรียนบทเพลงนมัสการ  ฉันอธิษฐานขอเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว และถึงขั้นเขียนคำปฏิญาณไว้ด้วย  ขอให้พระเจ้าทรงสาปแช่งฉันหากฉันไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์  เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พระเจ้ากำลังตรัสกับฉัน เพราะไม่ใช่ว่าพระองค์ตรัสบอกฉันด้วยเสียงฟ้าร้องบนท้องฟ้า”  ทั้งหมดนี้มีประโยชน์อะไร?  เวลาที่เจ้ากล่าวว่า “ฉันปรารถนาเหลือเกิน” หมายความว่าอย่างไร?  (นั่นเป็นเพียงการคิดเพ้อฝัน เป็นเพียงความใฝ่ฝัน)  ความใฝ่ฝันมีประโยชน์อะไร?  นั่นก็เหมือนกับนักพนันที่ไปบ่อนกาสิโนทุกวัน แม้เขาเสียจนหมดตัวแล้ว เขาก็ยังอยากเล่นการพนัน  บางครั้งเขาอาจคิดว่า “ขออีกตาเดียว แล้วฉันสัญญาว่าจะเลิกและไม่เล่นการพนันอีกเลย”  เขาคิดแบบเดียวกันไม่ว่าจะกำลังฝันหรือกำลังกิน แต่หลังจากคิดเช่นนี้แล้ว เขาก็ยังกลับไปที่บ่อนกาสิโนอยู่ดี  ทุกครั้งที่เขาเล่นการพนัน เขากล่าวว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย และทุกครั้งที่เขาออกจากประตูบ่อนกาสิโน เขาก็กล่าวว่าจะไม่มีวันกลับมาอีก—ผลก็คือ หลังจากพยายามมาตลอดชีวิต เขาก็ยังเลิกไม่ได้  พวกเจ้าเป็นเหมือนนักพนันคนนั้นหรือไม่?  พวกเจ้ามักจะตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำสิ่งต่างๆ แล้วก็ปฏิเสธปณิธานของตนเองอยู่เนืองๆ การหลอกลวงพระเจ้ากลายเป็นธรรมชาติที่ประจำตัวของพวกเจ้าไปแล้ว และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลง

III. เปิดโปงวิธีที่ผู้คนทุกวันนี้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า

เรื่องราวที่เราเพิ่งเล่าไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับหัวข้ออะไร?  (เกี่ยวกับท่าทีที่มีต่อพระเจ้าและเกี่ยวกับวิธีที่พวกเราสามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระเจ้าเมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น)  สิ่งสำคัญที่เรื่องราวทั้งสองนี้สอนพวกเจ้าคืออะไร?  (ให้เชื่อฟังและนบนอบ และกระทำการตามข้อกำหนดแห่งพระวจนะของพระเจ้า)  การเรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง และการปฏิบัติการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าเป็นเรื่องสำคัญ  เจ้ากล่าวว่าเจ้าเป็นผู้ติดตามของพระเจ้า เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ว่าเจ้าเป็นมนุษย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม ในสิ่งที่เจ้าใช้ดำเนินชีวิตและสำแดงออกมานั้น ไม่มีวี่แววของการนบนอบหรือการปฏิบัติที่เกิดขึ้นหลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้าเลย  ดังนั้น หลังคำว่า “สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง” “ผู้ที่ติดตามพระเจ้า” และ “มนุษย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า” ควรมีเครื่องหมายคำถามหรือไม่ เมื่อนำคำเหล่านี้มาใช้กับเจ้า?  และเมื่อพิจารณาเครื่องหมายคำถามเหล่านี้ เจ้ามีความหวังที่จะได้รับความรอดมากเพียงใดกันแน่?  เรื่องนี้ไม่อาจรู้ได้ โอกาสนั้นริบหรี่ และตัวเจ้าเองก็ไม่กล้าพูด  ก่อนหน้านี้ เราได้เล่าเรื่องราวสุดคลาสสิกสองเรื่องเกี่ยวกับวิธีเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า  ใครก็ตามที่เคยอ่านพระคัมภีร์และติดตามพระเจ้ามาหลายปีย่อมคุ้นเคยกับเรื่องราวสองเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว  แต่จากการอ่านเรื่องราวเหล่านี้ ยังไม่เคยมีใครได้รับความจริงประการหนึ่งที่สำคัญที่สุดในบรรดาทั้งปวง นั่นคือการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า  บัดนี้เมื่อพวกเราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าไปแล้ว พวกเรามาเปลี่ยนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนที่ไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้ากันบ้าง  ในเมื่อมีการเอ่ยถึงการไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เรื่องราวเหล่านี้ก็ต้องเป็นเรื่องของผู้คนในทุกวันนี้  บางสิ่งที่เราพูดเมื่อได้ยินแล้วอาจจะไม่สบายใจ และอาจทำร้ายความภาคภูมิใจและความเคารพในตนเองของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะถูกแสดงให้เห็นว่าไร้ซึ่งความซื่อตรงและศักดิ์ศรี

มีแผ่นดินอยู่ผืนหนึ่งที่เราได้เอ่ยขอให้ผู้คนบางคนปลูกผัก  นี่ก็เพื่อให้ผู้คนที่ทำหน้าที่ของตนจะสามารถมีอาหารเกษตรอินทรีย์บางอย่างได้ และจะได้ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อผักอนินทรีย์ที่ใช้ยาฆ่าแมลง  นี่ก็คือสิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง ถูกไหม?  ในแง่มุมหนึ่งนั้น ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกัน เหมือนครอบครัวใหญ่ และทุกคนก็มีความสามารถที่จะเชื่อในพระเจ้าร่วมกัน โดยรักษาระยะห่างจากกระแสนิยมทั้งหลายและการทะเลาะวิวาทของสังคม  การสร้างสภาพแวดล้อมเช่นนี้ช่วยให้ทุกคนลงหลักปักฐานเพื่อลุล่วงหน้าที่ของตนได้  นั่นมาจากมุมมองในวงแคบ  จากมุมมองในวงกว้างขึ้น การปลูกผักเพื่อให้บรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของตนได้รับประทาน และการมีส่วนร่วมในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระเจ้าก็เหมาะสมเช่นกัน  เมื่อเรากล่าวว่า “จงปลูกผักบางส่วนให้ผู้คนที่ทำหน้าที่ของตนในละแวกใกล้เคียงได้รับประทาน” คำพูดเหล่านี้เข้าใจง่ายมากไม่ใช่หรือ?  เมื่อเราขอให้คนคนหนึ่งโดยเฉพาะทำเช่นนี้ เขาก็เข้าใจ และได้ปลูกผักที่รับประทานกันทั่วไปบางชนิด  เราคิดว่าเรื่องอย่างการปลูกผักนั้นเรียบง่าย  คนธรรมดาสามัญทุกคนสามารถทำได้  นั่นไม่ได้ยากเหมือนการประกาศข่าวประเสริฐหรืองานของคริสตจักรรายการต่างๆ  ดังนั้นเราจึงไม่ได้สนใจการนั้นมากเกินไปนัก  ไม่นานหลังจากนั้น เราได้ไปที่นั่นและได้เห็นว่าพวกเขาล้วนแต่กำลังกินผักที่พวกเขาได้ปลูกด้วยตัวเอง และได้ยินว่าบางครั้งก็มีบางส่วนเหลือทิ้ง ซึ่งพวกเขาก็ป้อนให้พวกไก่  เราพูดว่า “เจ้าปลูกผักทั้งหมดเหล่านี้ และได้ผลิตผลที่ดี  พวกเจ้าได้ส่งผลิตผลใดให้คริสตจักรทั้งหลายบ้างหรือยัง?  ผู้คนในคริสตจักรอื่นๆ ได้กินผักที่พวกเราปลูกแล้วหรือยัง?”  ผู้คนบางคนพูดว่าพวกเขาไม่รู้  บางคนพูดว่าผู้คนในสถานที่อื่นๆ ได้ซื้อผักของพวกเขา และไม่ได้กินผักจากที่นี่  ทุกคนพูดบางสิ่งที่แตกต่างออกไป  ไม่มีใครดูแลเอาใส่ใจเรื่องนี้ ตราบที่พวกเขาเองมีผักบางอย่างให้กิน พวกเขาย่อมรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอันใด  นี่ไม่น่าเกลียดน่าชังหรอกหรือ?  ต่อมาเราได้พูดกับบุคคลที่ควบคุมดูแลว่า “การที่พวกเจ้ากินสิ่งที่พวกเจ้าปลูกย่อมสมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง แต่ผู้คนอื่นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องกินเช่นกัน  การที่พวกเจ้าได้ปลูกมากมายเหลือเกินและไม่สามารถกินทั้งหมดนั้นได้ ขณะที่สถานที่อื่นๆ ยังคงจำเป็นที่จะต้องซื้อผักของพวกเขา นั่นถูกต้องหรือไม่?  เราไม่ได้บอกเจ้าหรอกหรือว่า ผักเหล่านี้ไม่ใช่ปลูกเพื่อพวกเจ้าเท่านั้น—เจ้าจำเป็นที่จะต้องส่งผักเหล่านี้ไปยังคริสตจักรอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ด้วยเช่นกัน?”  พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่าเราควรจำเป็นที่จะต้องบอกพวกเขาเรื่อยไปว่าต้องทำอะไรและสร้างกฎที่ชัดแจ้งเมื่อเป็นเรื่องเล็กๆ เช่นนี้?  เราควรจำเป็นที่จะต้องสร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดแจ้งสำหรับการนี้กระนั้นหรือ?  เราได้จำเป็นต้องทำการประโคมอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการนั้น โดยเรียกทุกคนมาอยู่ร่วมกันเพื่อการชุมนุมและจัดให้มีการเทศนากระนั้นหรือ?  (ไม่)  เราก็ไม่คิดเช่นนั้นเหมือนกัน  เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้คนจะสามารถขาดพร่องความคำนึงถึงเล็กน้อยนี้?  หากพวกเขาได้ขาดพร่อง พวกเขาคงจะไม่ใช่มนุษย์  ดังนั้นเราจึงได้บอกกับบุคคลนั้นอีกว่า “จงรีบส่งผักเหล่านั้นไปยังคริสตจักรอื่นๆ  จงไปทำการนั้นให้แล้วเสร็จ”  “ตกลง” เขาพูด “ข้าพระองค์ขอคิดดูก่อน”  นี่คือท่าทีที่เขามี  ไม่นานหลังจากนั้น เราได้ไปที่นั่นอีก และได้เห็นแปลงผักกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ในไร่ ทุกประเภทที่จินตนาการได้  เราถามผู้คนที่ได้ปลูกผักเหล่านั้นว่าพวกเขาได้ผลผลิตมากหรือไม่  พวกเขาพูดว่ามีมากมายจนพวกเขาไม่อาจกินผักเหล่านั้นได้หมด และบางส่วนก็เน่าเสียไป  เราถามอีกว่าพวกเขาได้ส่งผักไปให้คริสตจักรใกล้ๆ บ้างหรือไม่  พวกเขาตอบว่าพวกเขาไม่รู้ พวกเขาไม่แน่ใจ  พวกเขาพูดเช่นนั้นอย่างคลุมเครือและสุกเอาเผากินอย่างยิ่ง  เป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีใครได้จริงจังกับเรื่องนี้เลย  ตราบที่พวกเขามีอาหารให้กิน พวกเขาก็ไม่ใส่ใจเกี่ยวกับผู้ใดอื่น  เป็นอีกครั้งที่เราได้ไปมองหาบุคคลที่ควบคุมดูแล  เราถามเขาว่าพวกเขาได้ส่งผักออกไปบ้างหรือไม่  เขาพูดว่าพวกเขาได้ส่งออกไป  เราถามว่าการจัดส่งเป็นไปอย่างไร  เขาพูดว่าส่งผักเหล่านั้นไปแล้ว  ณ จุดนี้ สำหรับพวกเจ้าแล้วฟังดูเหมือนว่าได้มีปัญหาหรือไม่?  ท่าทีของผู้คนเหล่านี้ไม่ถูกต้อง  พวกเขาไม่ได้มีท่าทีของความจงรักภักดีและความรับผิดชอบเมื่อพวกเขาได้ทำหน้าที่ของตน ซึ่งน่าเกลียดน่าชัง—แต่สิ่งที่จะตามมานั้นน่าเกลียดน่าชังมากขึ้นไปอีกเสียด้วยซ้ำ  ต่อมา เราได้ถามเหล่าพี่น้องชายหญิงที่คริสตจักรทั้งหลายที่อยู่ใกล้ว่าพวกเขาได้รับการจัดส่งผักบ้างหรือไม่  “มีการส่งผักมา” พวกเขาตอบ “แต่ผักเหล่านั้นอยู่ในสภาพที่แย่กว่าผักที่ท่านจะพบว่าถูกโยนทิ้งบนพื้นของตลาดเสียอีก  ไม่มีอะไรเลยนอกจากใบผักเน่าๆ ปนกับกรวดทราย  ผักเหล่านั้นกินไม่ได้”  การได้ยินการนี้ทำให้พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเล่า?  มีโทสะในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่?  พวกเจ้าเดือดดาลหรือไม่?  (เดือดดาล)  และหากพวกเจ้าทั้งหมดเดือดดาล พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่าเราก็คงจะได้โกรธไปด้วย?  พวกเขาส่งผักบางอย่างมาให้อย่างไม่เต็มใจนัก แต่พวกเขาก็ทำงานได้ไม่ดี  แล้วใครคือต้นเหตุของการทำผลงานที่ไม่ดีเช่นนี้?  มีคนชั่วคนหนึ่งในสถานที่แห่งนั้น ซึ่งคอยห้ามไม่ให้ส่งผักเหล่านั้นออกไป  เขาพูดว่าอย่างไรหลังจากที่เราสั่งให้ส่งผักไป?  “ในเมื่อคุณบอกให้ฉันทำสิ่งนี้ ฉันก็จะรวบรวมใบไม้เน่าๆ และผักที่พวกเราไม่อยากกินส่งไปให้พวกเขาบ้าง  นั่นก็นับว่าเป็นการส่งให้ไม่ใช่หรือ?”  เมื่อรู้เรื่องนี้ เราจึงสั่งให้โยนเศษขยะเยี่ยงปีศาจคนนี้ออกไป  นี่เป็นสถานที่แบบใด เขาจึงกล้าทำตัวเป็นเผด็จการที่นี่?  นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า  ไม่ใช่สังคม และไม่ใช่ตลาดเสรี  หากเจ้าอาละวาดและทำตัวเป็นเผด็จการที่นี่ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เป็นที่ต้อนรับที่นี่ และเราไม่อาจทนให้เจ้ามาอยู่ตรงหน้าเราได้ รีบไสหัวไปซะ!  จงอยู่ห่างเราให้ไกลที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้ กลับไปยังที่ที่เจ้าจากมาซะ!  พวกเจ้าคิดว่าการที่เราจัดการเรื่องนี้เช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  เพราะเหตุใด?  (คนประเภทนี้ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์มากเกินไป)  แล้วเหตุใดบางคนที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์จึงไม่ถูกไล่ออกไป?  บางคนไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งชั่วร้าย ก่อกวนงานของคริสตจักร มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น หรือมีอิทธิพลต่อชีวิตคริสตจักร  ผู้คนประเภทนี้ควรถูกเก็บไว้ให้ทำงานไปก่อน แต่เมื่อพวกเขาทำความชั่วและก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน เมื่อนั้นการไล่พวกเขาออกไปก็ยังไม่สายเกินไป  แล้วเหตุใดเราจึงต้องโยนขยะชิ้นนี้ทิ้งไป?  เขาต้องการทำตัวเป็นเผด็จการและเป็นผู้ชี้ขาดในพระนิเวศของพระเจ้า  เขาได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตปกติของเหล่าพี่น้องชายหญิง และได้ส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  ผู้คนบางคนพูดว่าเขาเห็นแก่ตัวเกินไป ขี้เกียจเกินไป เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างสุกเอาเผากิน  เป็นกรณีเช่นนั้นหรือไม่?  เขาต้องการที่จะตั้งตนเป็นคู่เปรียบแข่งขันกับเหล่าพี่น้องชายหญิงทั้งหมด กับบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ทั้งหมด และกับพระเจ้า  เขาต้องการที่จะเข้าทำการควบคุมพระนิเวศของพระเจ้า  เขาต้องการที่จะเป็นคนฟันธงในพระนิเวศของพระเจ้า  หากเจ้าต้องการที่จะเป็นคนฟันธง เช่นนั้นแล้ว เขาก็ควรจะได้ทำบางสิ่งที่ดีไปแล้ว  แต่เขาไม่ได้ทำอะไรที่ดีเลย  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ทำนั้นเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  พวกเจ้าสามารถทนยอมรับใครบางคนเยี่ยงนี้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  และหากไม่มีใครเลยในบรรดาพวกเจ้าสามารถทำเช่นนั้นได้ เจ้าคิดว่าเราสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่?  ในวันนี้มีผู้คนที่ยังคงไม่มีความสุขเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่าคนชั่วคนนี้ถูกคัดออกไปแล้ว  พวกเขาไม่สามารถมองเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และยังคงตั้งท่ารบกับเราในจิตใจของพวกเขา  ในวันนี้ เมื่อพาดพิงถึงบุคคลนั้น มีผู้คนที่ยังคงไม่คิดว่าเราได้จัดการรับมือกับเรื่องนี้อย่างพอเหมาะพอควร ที่คิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ชอบธรรม  นี่เป็นแก๊งประเภทไหนกัน? พวกเจ้ารู้วิธีที่บุคคลนี้เลือกผักกวางตุ้งที่พวกเขาได้ปลูกไว้หรือไม่?  โดยปกติแล้ว เจ้าดึงทั้งลำต้นออกมากินใช่หรือไม่?  มีใครแค่เด็ดใบออกมาหรือไม่?  (ไม่มี)  เอาล่ะ ชายแปลกประหลาดคนนี้ไม่ได้อนุญาตให้ผู้อื่นดึงต้นไม้นี้ทั้งต้นออกมาโดยจับที่ลำต้น ทั้งนี้ เขาได้บอกให้พวกเขาเหล่านั้นแค่เด็ดใบออกมา  นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เคยบังเอิญพบเจอสิ่งเช่นนั้น  พวกเจ้าคิดว่าเขาได้ทำการนี้ด้วยเหตุใดเล่า?  เหตุใดเล่าเขาจึงไม่ได้อนุญาตให้ผู้อื่นดึงต้นไม้นี้ทั้งต้นออกมา?  เพราะหากพวกเขาดึงผักกวางตุ้งทั้งต้นออกมา เช่นนั้นแล้ว ไร่นาก็จะว่างเปล่า และจะจำเป็นที่จะต้องกลับหน้าดินและเพาะปลูกอีก  เพื่อตัวเองจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนลำบาก เขาจึงได้เอ่ยขอให้ผู้อื่นเด็ดใบออกมา  เมื่อเขาบอกผู้คนให้ทำการนี้ ไม่มีใครกล้าต่อต้านเขา  ผู้คนเหล่านั้นเป็นเหมือนทาสของเขา—พวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพูด  ที่นั่นเขาเคยเป็นคนฟันธง  ดังนั้นพวกเจ้าคิดหรือไม่ว่า การไม่กำจัดเขาทิ้งจะเป็นที่ยอมรับกันได้?  (ไม่)  การอนุญาตให้คนเช่นนี้อยู่ต่อจะเป็นภัยพิบัติ  บางโอกาสเมื่อเขาแสดงบางสิ่งที่ดีออกมาให้เห็นจริงๆ นั่นเป็นเพราะการนั้นไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเขาเอง  จงมองดูอย่างใกล้ชิดในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ กล่าวคือ  ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ไม่ก่อความไม่สงบและทำความเสียหายต่อผลประโยชน์ของผู้อื่น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ไม่ทำอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า บุคคลนี้กำเนิดมาเป็นปีศาจ เขาตั้งตัวเองต่อต้านพระเจ้า และเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์  บุคคลเช่นนี้สามารถได้รับอนุญาตให้คงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่?  เขาคู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่หรือไม่?  (ไม่คู่ควร)  แต่กระนั้นผู้คนก็ลองพยายามที่จะปกป้องใครบางคนเยี่ยงนี้  พวกเขาเลอะเลือนเพียงใดกันแน่?  นี่ไม่น่าเกลียดน่าชังหรอกหรือ?  เจ้ากำลังลองพยายามอยู่หรือไม่ที่จะแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความรัก?  หากเจ้ามีความรัก เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จัดเตรียมให้เขา หากเจ้ามีความรัก จงปล่อยให้เขาทำอันตรายเจ้า—แต่จงอย่าปล่อยให้เขาทำอันตรายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า!  หากเจ้ามีความรัก เช่นนั้นแล้ว เมื่อเขาถูกชำระออก ก็จงไปกับเขาเสียเถิด—ที่ยังคงวนเวียนอยู่ตรงนี้ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ?  ผู้คนเหล่านี้เชื่อฟังและนบนอบหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขากำเนิดมาเป็นแก๊งพวกปีศาจ บุคคลนั้นไม่เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราได้พูด  หากเราได้พูดว่าตะวันตก เขาก็คงจะมุ่งหน้าไปทางตะวันออก และหากเราได้พูดว่าตะวันออก เขาก็คงจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตก  เขายืนกรานที่จะต่อต้านเราในทุกสิ่งทุกอย่าง  เหตุใดเล่าการที่เขาเชื่อฟังเรานิดหน่อยจึงยากลำบากยิ่งนัก?  การที่เราขอให้เขาส่งผักไปให้เหล่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ หมายความว่าเขาจะถูกลิดรอนส่วนแบ่งของเขาไปหรือไม่?  เรากำลังลิดรอนสิทธิที่จะกินผักเหล่านี้ไปจากเขากระนั้นหรือ?  (ไม่)  ดังนั้นเหตุใดเล่าเขาจึงไม่ได้ส่งผักเหล่านี้?  เขาไม่ได้จำเป็นที่จะต้องแบกผักเหล่านี้ด้วยตัวเอง นั่นจะไม่ได้ใช้ความพยายามอันใดในส่วนของเขาเลย  แต่ไม่เพียงแค่เขาไม่ได้มอบผักที่ดีส่วนใดเลยให้ผู้อื่นเท่านั้น เขาได้มอบผักเน่าๆ ให้พวกเขาเหล่านั้น  เขาต้องแย่เพียงใดกันแน่ถึงจะทำเช่นนี้ได้?  สามารถพิจารณาได้ว่าเขาเป็นบุคคลหนึ่งหรือไม่?  เราได้บอกเขาให้ส่งผัก ไม่ใช่ขยะ  บางสิ่งนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ง่ายยิ่งนัก เป็นแค่เรื่องการขยับแขนของเขา แต่กระนั้นเขากลับไม่สามารถแม้แต่จะทำการนั้นได้  นี่ใช่บุคคลกระนั้นหรือ?  หากแม้แต่บางสิ่งเช่นนี้ยังยากเกินไปสำหรับเจ้า เจ้าจะสามารถกล่าวอ้างการนบนอบพระเจ้าได้อย่างไรเล่า?  เจ้าใช้เขาขวิด เจ้าโต้กลับ แต่กระนั้น  เจ้าก็ยังคงลองพยายามที่จะเอาเปรียบกินแรงผู้อื่นที่พระนิเวศของพระเจ้าอยู่ดี  การนั้นจะสามารถมีวันเกิดขึ้นได้กระนั้นหรือ?  แม้กระทั่งวันนี้ ก็มีพวกเหล่านั้นที่ยังไม่ลืมว่า “ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงทำร้ายความรู้สึกของพวกเรา  ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงไล่พวกเราหลายคนออกไป แต่พวกเราก็ไม่ได้เห็นด้วย ทั้งนี้ พวกเราต้องการให้พวกเขาอยู่ต่อ แต่พระองค์คงจะไม่ทรงมอบโอกาสให้พวกเขา  พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมหรือไม่?”  พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่าพวกปีศาจจะมีวันพูดว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม?  (ไม่เลย)  ปากของพวกเขาอาจพูดว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม แต่เมื่อพระเจ้าทรงปฏิบัติพระองค์ นั่นไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับพวกเขา ทั้งนี้ พวกเขาไม่สามารถบังคับตัวเองให้สรรเสริญความชอบธรรมของพระเจ้าได้  นี่คือปีศาจและคนหน้าซื่อใจคด

แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการส่งผักนี้แสดงให้เห็นสิ่งใด?  เป็นเรื่องง่ายหรือที่ผู้คนจะนบนอบพระเจ้าและเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า?  (ไม่)  ผู้คนกินอาหารที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม พวกเขาใช้สิ่งของที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม แต่เมื่อพระเจ้าทรงขอให้พวกเขาแบ่งปันผักที่เหลือใช้กับผู้อื่น พวกเขานบนอบหรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้สามารถมาเกิดดอกออกผลในตัวพวกเขาได้หรือไม่?  พระวจนะเหล่านี้สามารถมาเกิดดอกออกผลได้ในตัวผู้คน  สามารถดำเนินการได้  แต่ในหมู่มาร เหล่าซาตาน และพวกศัตรูของพระคริสต์ พระวจนะเหล่านี้จะไม่มีวันมาเกิดดอกออกผล  คนคนนั้นคิดในใจว่า “ถ้าฉันส่งผักพวกนี้ไป จะมีใครจำได้ไหมว่าฉันทำสิ่งที่ดี?  ถ้าคนอื่นกินผักพวกนี้แล้วบอกว่าเป็นพระคุณของพระเจ้า บอกว่าพระเจ้าขอให้ฉันทำ ถ้าพวกเขาพากันขอบคุณพระเจ้า แล้วใครจะขอบคุณฉันล่ะ?  ฉันคือฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลัง ฉันคือคนที่ตรากตรำ  ฉันเป็นคนปลูกผักพวกนี้นะ  คุณควรจะขอบคุณฉัน  และถ้าคุณไม่ขอบคุณฉัน ถ้าคุณไม่รู้ว่าฉันนั่นเองที่เป็นคนทำเรื่องนี้ เช่นนั้นคุณก็ฝันไปเถอะถ้าคิดว่าจะได้กินผักที่ฉันปลูก!”  นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดหรอกหรือ?  และนี่ไม่ใช่ความชั่วหรอกหรือ?  ช่างชั่วยิ่งนัก!  คนชั่วจะสามารถปฏิบัติความจริงและเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?  คนคนนี้เกิดมาเป็นมารและซาตานตนหนึ่ง  เขายืนหยัดต่อต้านพระเจ้า เขาต่อต้านความจริง และเขาดูหมิ่นความจริง  เขาไม่สามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าได้ ดังนั้นมีความจำเป็นใดที่เขาต้องเชื่อฟังพระวจนะเหล่านั้นด้วยหรือ?  ไม่มี  เช่นนั้นแล้วควรจัดการเรื่องเช่นนี้อย่างไร?  เตะเขาออกไป และหาคนที่สามารถเชื่อฟังมาแทนที่เขา  ก็แค่นั้น มันเรียบง่ายเช่นนั้นเอง  การจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีนี้เหมาะสมหรือไม่?  (เหมาะสม)  เราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน  หากเขาไม่ไป เขาก็จะสร้างปัญหา และทำร้ายคนอื่นๆ ทุกคน  บางคนกล่าวว่า “เป็นเพราะพระองค์ไม่พอพระทัยเพราะเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ใช่หรือไม่?  สิ่งที่เขาทำคือการไม่เชื่อฟังพระองค์—เรื่องนี้ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?  พระองค์ทรงไล่เขาออกไปด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ทำอะไรแย่เลย  เขาแค่ส่งผักเน่าๆ ไปให้ และมีอยู่สองสามครั้งที่เขาไม่ได้ส่งอะไรไปและไม่ได้เชื่อฟังพระองค์  นั่นเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยไม่ใช่หรือ?”  เป็นเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  แล้วพวกเจ้าคิดว่าเรามองเรื่องนี้อย่างไร?  เขาไม่สามารถแม้แต่จะเชื่อฟังได้เมื่อเป็นเรื่องของสิ่งที่เล็กน้อยเช่นนี้ ทว่าเขากลับพยายามขัดขวางสิ่งต่างๆ อย่างไร้เหตุผลในที่แห่งนี้  นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่นี่เป็นของเขา  หญ้าทุกต้น ต้นไม้ทุกต้น เนินเขาทุกลูก แหล่งน้ำทุกแห่งที่นี่—เขาไม่มีสิทธิอำนาจที่จะควบคุมหรือเป็นผู้ชี้ขาดสิ่งใดๆ เหล่านี้เลย  เขาพยายามเป็นผู้ชี้ขาด เพื่อขัดขวางสิ่งต่างๆ อย่างไร้เหตุผล  เขาเป็นอะไร?  ไม่มีสิ่งใดของเขาที่จะถูกนำไปหรือถูกใช้เลย และไม่มีสิ่งใดที่เป็นของเขาที่จะถูกส่งออกไปเลย สิ่งที่เขาถูกขอให้ทำก็คือขยับแขนของเขาและลุล่วงความรับผิดชอบที่เขาควรทำ แต่เขากลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยซ้ำ  ในเมื่อเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เราจึงไม่ยอมรับเขาในฐานะผู้เชื่อ และเขาต้องออกไปจากพระนิเวศของพระเจ้า เขาต้องถูกคัดออก!  การที่เราทำเช่นนี้สมเหตุสมผลหรือไม่?  (สมเหตุสมผล)  นี่คือกฎการปกครองแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  หากเราพบเจอคนชั่วที่ทำความชั่วเช่นนี้แล้วไม่ชำระเขาออกไป หากเราไม่แสดงท่าทีใดๆ ต่อพวกเขา เช่นนั้นพวกเจ้าคิดว่าจะมีผู้คนกี่คนที่ถูกทำร้าย?  นี่จะไม่ทำให้พระนิเวศของพระเจ้าตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายหรอกหรือ?  และกฎการปกครองแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่กลายเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่าหรอกหรือ?  แล้วกฎการปกครองแห่งพระนิเวศของพระเจ้าระบุไว้ว่าอย่างไรเกี่ยวกับพวกศัตรูของพระคริสต์และพวกปีศาจชั่วเหล่านี้ที่ไม่เชื่อฟัง ก่อให้เกิดการก่อกวน ขัดขวางสิ่งต่างๆ อย่างไร้เหตุผล และกระทำการอย่างหน้าไม่อาย?  เอาตัวพวกเขาออกไปและขับไล่พวกเขาออกจากพระนิเวศของพระเจ้า  ชำระพวกเขาออกจากแวดวงของพี่น้องชายหญิง  พวกเขาไม่นับว่าเป็นสมาชิกแห่งพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับการจัดการกับพวกเขาเช่นนี้?  เมื่อผู้คนประเภทนี้ถูกชำระออกไปแล้ว งานทั้งหมดก็จะดำเนินไปอย่างราบรื่น  หมู่มารและเหล่าซาตานมุ่งที่จะแสวงหาผลประโยชน์แม้แต่สิ่งเล็กน้อยอย่างการกินผัก  แม้แต่กับเรื่องนี้ พวกเขาก็พยายามเป็นผู้ชี้ขาด และทำในสิ่งที่ตนต้องการ  ทุกสิ่งที่พวกเราพูดถึงเป็นสิ่งเล็กน้อย แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม นี่ก็สัมพันธ์กับความจริงที่เป็นพื้นฐานที่สุดจากความจริงทั้งหมด  ความจริงที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า  อุปนิสัยของพวกที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยซ้ำเป็นเช่นไร?  พวกเขามีมโนธรรมและสำนึกของคนปกติหรือไม่?  ไม่มีเลย  นี่คือผู้คนที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์

นอกเหนือจากผักแล้ว ผู้คนยังต้องบริโภคเนื้อสัตว์และไข่ในชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วยเช่นกัน  ดังนั้นเราจึงได้บอกผู้คนบางคนให้เก็บไก่ไว้สองสามตัว และให้ป้อนข้าว ผัก และสิ่งอื่นๆ ในทำนองเดียวกันให้เป็นอาหารของไก่เหล่านั้น  พวกมันควรเป็นไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยให้เป็นอิสระ  ในหนทางนั้น พวกมันจะออกไข่ดีกว่าไข่ที่ขายในตลาด  ตัวเนื้อไก่เองก็จะเป็นแบบอินทรีย์เหมือนกัน ทั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดมันจะไม่มีฮอร์โมนอันใดในตัวมัน และจะไม่ทำอันตรายต่อผู้คนเมื่อพวกเขาได้กินมัน  พวกไก่เหล่านั้นอาจจะไม่ได้ผลิตไข่หรือเนื้อจำนวนมากมาย แต่คุณภาพก็จะได้รับการรับประกัน  พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เราหมายถึงจากการนี้หรือไม่?  (เข้าใจ)  เช่นนั้นบอกเราทีว่า มีข้อมูลกี่ประการรวมอยู่ในสิ่งที่เราเพิ่งกล่าวไป?  ประการแรก การเลี้ยงไก่ด้วยวิธีนี้จะทำให้พวกเรามีไข่ออร์แกนิกไว้กิน  ไม่ว่าพวกเราจะกินได้มากเพียงใด อย่างน้อยที่สุด พวกเราก็จะไม่ต้องกินไข่ที่มียาปฏิชีวนะเจือปน  นั่นคือข้อกำหนดเกี่ยวกับไข่  ประการที่สอง ข้อกำหนดเกี่ยวกับเนื้อไก่คือเนื้อนั้นไม่มีฮอร์โมน เพื่อให้ผู้คนกินได้อย่างไร้ข้อกังขาใดๆ  คำขอเหล่านี้มากเกินไปหรือไม่?  (ไม่)  คำขอที่เราเสนอไม่เพียงไม่มากเกินไปเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับชีวิตจริงด้วยใช่หรือไม่?  (ใช่)  ต่อมา มีการซื้อลูกไก่และนำมาเลี้ยง  เมื่อพวกมันเริ่มออกไข่ พวกเราก็กินไข่เหล่านั้น ทว่ากลับมีรสชาติของยาปฏิชีวนะจางๆ คล้ายกันมากกับไข่ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต  เราจึงนำมาคิดทบทวนว่า พวกเขาให้อาหารที่มียาปฏิชีวนะเจือปนแก่พวกไก่หรือเปล่า?  ต่อมา เราถามคนที่ดูแลไก่ว่าไก่ได้กินอาหารอะไร และพวกเขาก็บอกว่าเป็นกระดูกป่น  เรากล่าวว่า “พวกเราไม่จำเป็นต้องให้ไก่พวกนี้ออกไข่เร็วหรอก ให้อาหารพวกมันโดยใช้วิธีเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติและเป็นออร์แกนิกตามปกติ ปล่อยให้พวกมันออกไข่ตามปกติเถิด”  “พวกเราไม่ได้เลี้ยงพวกมันเพื่อให้ได้ไข่จำนวนมากๆ เพียงแค่ให้พวกเรามีไข่ออร์แกนิกกินเท่านั้น นี่คือทั้งหมดที่เป็นข้อกำหนด”  เราหมายความว่าอย่างไรเมื่อเรากล่าวเช่นนี้?  เรากำลังบอกพวกเขาว่าอย่าให้ไก่กินอะไรที่มียาปฏิชีวนะ ฮอร์โมน และอะไรทำนองนั้น  ไก่ควรได้รับอาหารที่แตกต่างจากอาหารที่ไก่ในที่อื่นๆ กิน  ในที่อื่นๆ ไก่จะโตเต็มวัยหลังจากผ่านไปเพียงสามเดือน พวกมันออกไข่ทุกวัน และถูกใช้งานเหมือนเครื่องจักรผลิตไข่ไปจนถึงวันที่พวกมันถูกเชือด  การทำเช่นนี้ให้ไข่ที่ดีหรือไม่?  และเนื้อไก่นั้นอร่อยหรือไม่?  (ไม่)  เราขอให้เลี้ยงไก่แบบปล่อยเป็นอิสระ ปล่อยให้พวกมันหาอาหารข้างนอก กินแมลงและวัชพืช แล้วจึงให้อาหารจำพวกธัญพืช เมล็ดพืช และอะไรทำนองนั้นบ้าง  แม้ว่าการทำเช่นนี้จะให้ไข่น้อยลง แต่คุณภาพย่อมจะดีกว่า ซึ่งจะดีต่อทั้งตัวไก่และต่อมนุษย์  สิ่งที่เราขอสัมฤทธิ์ได้ง่ายหรือไม่?  (ง่าย)  และเข้าใจง่ายหรือไม่?  มีความลำบากยากเย็นใดในการเชื่อฟังสิ่งที่เรากล่าวหรือไม่?  (เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย  นี่ไม่ใช่เรื่องยาก)  เราไม่รู้สึกว่ามีความลำบากยากเย็นใดๆ มาเกี่ยวข้องเลย  นี่เป็นเรื่องง่าย  เราไม่ได้เรียกร้องเรื่องจำนวนไข่ที่ผลิตได้ เพียงแต่เรียกร้องเรื่องคุณภาพของไข่เท่านั้น  ผู้คนที่มีสำนึกที่เป็นปกติและมีวิธีคิดตามปกติย่อมจะเข้าใจเรื่องนี้ทันทีที่ได้ยิน  พวกเขาย่อมจะรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องเรียบง่าย เป็นเรื่องที่ทำได้ และในไม่ช้าพวกเขาก็จะดำเนินการเสร็จสิ้น  นี่เรียกว่าการเป็นคนเชื่อฟัง  แล้วคนที่เลี้ยงไก่ได้ทำเช่นนี้หรือไม่?  พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่?  การสามารถทำเช่นนี้ได้ย่อมจะหมายถึงการมีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  การไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ย่อมจะหมายความว่ามีปัญหา  หลังจากที่เรากล่าวเรื่องนี้ได้ไม่นาน อากาศก็เริ่มหนาวเย็น  ตามกฎธรรมชาติที่เป็นปกติ อากาศเช่นนี้ย่อมจะทำให้ไก่หยุดออกไข่  แต่มีบางสิ่งที่บอกใบ้อย่างชัดเจน นั่นคือ เมื่ออากาศหนาวเย็นขึ้น ไก่ไม่ได้ออกไข่น้อยลง พวกมันกลับออกไข่มากขึ้น  มีไข่ให้กินทุกวัน แต่ไข่แดงไม่ได้มีสีเหลืองเหมือนอย่างที่เคยเป็น และไข่ขาวก็เริ่มแข็งขึ้นเรื่อยๆ  ไข่มีรสชาติอร่อยน้อยลงเรื่อยๆ  เกิดอะไรขึ้น?  เรากล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?  แค่ให้ไก่พวกนี้ผ่านฤดูหนาวไปได้ก็ยากพออยู่แล้ว ตอนนี้พวกเจ้ากำลังพยายามทำอะไรเพื่อจะให้พวกมันออกไข่ให้ผู้คนกัน?  นั่นโหดร้ายไปสักหน่อย!”  เมื่อเราไปถามในภายหลัง เราค้นพบว่าไก่ยังคงได้รับอาหารที่ซื้อมาจากที่อื่น—อาหารซึ่งรับประกันว่าพวกมันจะออกไข่ต่อไปไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว  เรากล่าวว่า “ตามปกติไก่จะไม่ออกไข่ในช่วงฤดูนี้  พวกเราอยู่ได้โดยไม่มีไข่ แค่ดูแลพวกมันต่อไปก็พอ  เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิพวกมันจะเริ่มออกไข่อีกครั้ง และไข่พวกนั้นจะมีคุณภาพดี”  “อย่าตะกละนักเลย  เราไม่ได้ขอให้เจ้าทำให้พวกมันออกไข่ตลอดเวลา และไม่ได้ขอให้เจ้าจัดเตรียมไข่ให้ในฤดูหนาวด้วย  ในเมื่อเราไม่ได้ขอสิ่งนี้จากเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าจึงเอาแต่ให้อาหารที่เจ้าซื้อมาแก่พวกมัน?  ห้ามเจ้าให้อาหารเหล่านั้นแก่พวกมันอีก”  เราอธิบายได้ชัดเจนแล้วหรือไม่?  ประการแรก เราไม่ได้เรียกร้องว่าต้องมีไข่ให้กินอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ตาม  ประการที่สอง เราบอกพวกเขาแล้วว่าอย่าให้อาหารนั้นแก่ไก่ อย่าเร่งกระบวนการออกไข่  คำขอเล็กๆ น้อยๆ นี้สัมฤทธิ์ได้ยากหรือไม่?  (ไม่)  แต่ผลลัพธ์ก็คือ ในเวลาต่อมาไม่นานเราก็ได้กินไข่บางส่วนที่ไก่ของเราออกไข่อีกครั้ง  เรากล่าวกับตัวเองว่า กลุ่มคนพวกนี้ช่างเลอะเลือนเสียจริง เหตุใดพวกเขาจึงไม่เชื่อฟังสิ่งที่เรากล่าว?  ไก่ยังคงออกไข่อยู่ ดังนั้นพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนอาหารอย่างแน่นอน—นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

พวกเจ้าสามารถแยกแยะสิ่งใดได้จากเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเลี้ยงไก่?  (ผู้คนไม่นบนอบหรือเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า)  บางคนกล่าวว่า “การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า—นั่นหมายถึงการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  พวกเราต้องเชื่อฟังเมื่อเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และสูงส่ง เรื่องเหล่านั้นคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า การดำเนินการพระราชกิจของพระเจ้า และพระราชกิจที่สำคัญของพระองค์  ทุกสิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องเล็กน้อยจากชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเลย—ดังนั้นพวกเราจึงไม่จำเป็นต้องทำตามที่พระองค์ตรัส  สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของพวกเรา และไม่เกี่ยวข้องกับการนบนอบและการเชื่อฟังที่พวกเรามีต่อพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นพวกเราจึงมีเหตุผลอันสมควรที่จะต่อต้านพระองค์ ในการเลือกว่าพวกเราจะเชื่อฟังหรือไม่  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ปกติ เกี่ยวกับกิจธุระในครอบครัว?  พระองค์ไม่เข้าพระทัย ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงมีสิทธิ์ที่จะตรัส  โปรดอย่าตรัสเรื่องไร้สาระกับพวกเรา—พวกเราไม่ต้องเชื่อฟังพระองค์ในเรื่องนี้”  นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากำลังคิดหรอกหรือ?  และการคิดเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  ข้อผิดพลาดอยู่ที่ใด?  (การทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าไม่ได้แยกแยะระหว่างเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ตราบที่เป็นพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนก็ควรเชื่อฟัง และพวกเขาควรนบนอบและนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ)  บางคนกล่าวว่า “ฉันเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นความจริง ฉันไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังพระวจนะที่ไม่ใช่ความจริง  ฉันนบนอบความจริงเท่านั้น  ‘การทำตามหนทางของพระเจ้า’ หมายถึงการทำตาม การเชื่อฟัง และการนบนอบส่วนนั้นของพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าซึ่งเป็นความจริง  พระวจนะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และไม่เกี่ยวข้องกับความจริง สามารถเพิกเฉยได้”  ความเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  แล้วพวกเจ้าคำนึงถึงความจริงและพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร?  พวกเขาไม่ได้จำแนกความแตกต่างระหว่างพระวจนะของพระเจ้ากับความจริงหรอกหรือ?  และนี่ไม่ได้ทำให้ความจริงกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดหรอกหรือ?  พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงความจริงว่ากลวงเปล่ามากหรอกหรือ?  การที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่ง รูปทรงและสีสันของใบไม้บนต้นไม้ รูปทรงและสีสันของดอกไม้ การดำรงอยู่และการขยายพันธุ์ของสรรพสิ่ง—ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับความจริงหรือไม่?  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรอดของมนุษย์หรือไม่?  โครงสร้างของร่างกายมนุษย์เชื่อมโยงกับความจริงหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับความจริงเลย แต่ล้วนมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น  หากสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเลย เจ้าจะไม่สามารถยอมรับความถูกต้องของสิ่งเหล่านี้ได้หรือ?  เจ้าสามารถปฏิเสธความถูกต้องของสิ่งเหล่านี้ได้หรือ?  เจ้าสามารถทำลายกฎแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าตามอำเภอใจของเจ้าได้หรือ?  (ไม่ได้)  แล้วท่าทีของเจ้าควรเป็นเช่นไร?  เจ้าต้องปฏิบัติตามกฎแห่งการทรงสร้างของพระองค์  เมื่อมีสิ่งต่างๆ ที่เจ้าไม่เข้าใจ การวางใจในสิ่งที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง  เจ้าไม่จำเป็นต้องศึกษา หรือพยายามทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้นให้ลึกซึ้งจนเกินไป—เจ้าเพียงแค่ต้องไม่ละเมิดกฎของสิ่งเหล่านั้นก็พอ  นี่คือความหมายของการวางใจและการนบนอบ  เมื่อเป็นเรื่องของนิสัย สามัญสำนึก และกฎเกณฑ์ของชีวิตประจำวัน และอื่นๆ ในทำนองเดียวกันที่พระเจ้าทรงกำหนดในชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงความรอดของมนุษย์ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในระดับหรือขั้นเดียวกันกับความจริง แต่ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นบวกทั้งสิ้น  สิ่งที่เป็นบวกทั้งมวลล้วนมาจากพระเจ้า ดังนั้นผู้คนจึงควรยอมรับสิ่งเหล่านั้น—คำพูดเหล่านี้ถูกต้อง  นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นผู้คน พวกเขาควรมีสำนึกและมโนธรรมใดอยู่ภายในตัวพวกเขา?  อันดับแรกคือพวกเขาควรเรียนรู้วิธีที่จะเชื่อฟัง  เชื่อฟังคำพูดของใคร?  เชื่อฟังคำพูดของพวกมารและซาตานหรือ?  เชื่อฟังคำพูดของผู้คนหรือ?  เชื่อฟังคำพูดของผู้คนที่ยิ่งใหญ่ ผู้คนที่โดดเด่นหรือ?  เชื่อฟังคำพูดของพวกศัตรูของพระคริสต์หรือ?  ไม่ใช่ทั้งหมดนี้  พวกเขาควรเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า  หลักธรรมและการปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงในการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าคืออะไร?  เจ้าไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ว่าหลักธรรมและการปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงดังกล่าวถูกหรือผิด และเจ้าไม่จำเป็นต้องถามว่าทำไม  เจ้าไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าเจ้าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นก่อนที่จะนำไปปฏิบัติ  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น อันดับแรกเจ้าควรรับฟัง ดำเนินการ ปฏิบัติงาน และยึดมั่น ซึ่งก็ควรเป็นท่าทีแรกของเจ้าเช่นกัน  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเป็นมนุษย์ที่เหมาะสมและถูกควร  หากแม้แต่มาตรฐานที่เป็นพื้นฐานที่สุดของการเป็นมนุษย์เหล่านี้ยังเกินความสามารถของเจ้า และพระเจ้าไม่ทรงยอมรับว่าเจ้าเป็นมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้หรือ?  เจ้าคู่ควรที่จะได้ยินพระวจนะของพระเจ้าหรือ?  เจ้าคู่ควรที่จะได้ยินความจริงหรือ?  เจ้าคู่ควรกับความรอดหรือ?  เจ้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับสิ่งเหล่านี้เลย

ผู้คนที่เราเพิ่งพูดถึงซึ่งเกี่ยวข้องกับไก่และไข่ได้นบนอบและเชื่อฟังหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเช่นไร?  ราวกับสายลมที่พัดผ่านหูของพวกเขา และในความคิดของพวกเขาก็มีทัศนะบางอย่างว่า “พระองค์จะตรัสอะไรก็ตรัสไป และข้าพระองค์ก็จะทำในสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องทำ  ข้าพระองค์ไม่สนใจข้อกำหนดของพระองค์หรอก!  แค่ข้าพระองค์มีไข่ให้พระองค์เสวยก็พอแล้ว—ใครจะไปสนว่าพระองค์เสวยไข่อะไร  พระองค์ต้องประสงค์จะเสวยไข่ออร์แกนิกหรือ?  ไม่มีทาง  ฝันไปเถอะ!  พระองค์ทรงขอให้ข้าพระองค์เลี้ยงไก่ และนี่ก็คือวิธีที่ข้าพระองค์เลี้ยงพวกมัน แต่พระองค์กลับทรงเพิ่มข้อเรียกร้องของพระองค์เองเข้าไปอีก—พระองค์ทรงมีสิทธิ์ที่จะพูดเรื่องนี้หรือ?”  คนเหล่านี้คือผู้ที่นบนอบและเชื่อฟังใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเขาพยายามทำสิ่งใด?  พวกเขาพยายามที่จะเป็นกบฏ!  พระนิเวศของพระเจ้าคือสถานที่ซึ่งพระเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจ และเป็นสถานที่ซึ่งความจริงครองอำนาจ—หากในยามที่พระเจ้าตรัสบางสิ่งต่อหน้าพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ไม่เชื่อฟัง ไม่นบนอบ พวกเขาจะสามารถปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าลับหลังพระองค์ได้หรือ?  นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้มากขึ้นไปอีก!  จากที่เป็นไปไม่ได้ไปจนถึงยิ่งเป็นไปไม่ได้มากขึ้นไปอีก เมื่อพิจารณาจากสองสิ่งนี้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาหรือไม่?  (ไม่)  แล้วใครคือพระเจ้าของพวกเขา?  (ตัวพวกเขาเอง)  ถูกต้องแล้ว—พวกเขาปฏิบัติต่อตนเองประหนึ่งเป็นพระเจ้า พวกเขาเชื่อในตัวเอง  ในกรณีนี้ พวกเขายังมาป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร?  ในเมื่อพวกเขาเป็นพระเจ้าของตนเอง แล้วพวกเขามาชูธงแห่งความเชื่อในพระเจ้าเพื่ออะไร?  นี่ไม่ใช่การหลอกลวงผู้อื่นหรอกหรือ?  พวกเขาไม่ได้กำลังหลอกลวงตัวเองหรอกหรือ?  หากนี่คือท่าทีที่ผู้คนดังกล่าวมีต่อพระเจ้า พวกเขาจะสามารถเชื่อฟังได้หรือไม่?  (ไม่ได้อย่างแน่นอนที่สุด)  แม้แต่กับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าหรือนบนอบพระเจ้าได้ พระวจนะของพระเจ้าไม่มีผลใดๆ ต่อพวกเขา และพวกเขาไม่รับพระวจนะเหล่านั้นไว้และไม่สามารถนบนอบต่อพระวจนะเหล่านั้นได้  ผู้คนเช่นนี้สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  แล้วพวกเขาอยู่ห่างไกลจากความรอดมากเพียงใด?  ไกลเกินไป ไม่ใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย!  ลึกๆ แล้ว พระเจ้าเต็มพระทัยที่จะช่วยพวกที่ไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ผู้ที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับพระองค์ให้รอดหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน  แม้แต่ผู้คนก็คงจะไม่เต็มใจทำเช่นนี้เมื่อประเมินเรื่องนี้จากความคิดของตนเอง  หากหมู่มารและเหล่าซาตานเยี่ยงนี้ยืนหยัดต่อต้านเจ้า เพื่อตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเจ้าในทุกแง่มุม เจ้าจะช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่?  เป็นไปไม่ได้  ไม่มีใครต้องการช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอด  ไม่มีใครต้องการเป็นเพื่อนกับผู้คนเช่นนี้  ในเรื่องของการเลี้ยงไก่—ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้—ธรรมชาติของผู้คนกลับถูกเปิดโปงออกมา ในเรื่องที่เล็กน้อยเพียงนี้ ผู้คนกลับไม่สามารถเชื่อฟังสิ่งที่เราพูดได้  นี่ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงหรอกหรือ?

ถัดไปพวกเรามาพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวกับแกะกันเถิด  แน่นอนว่า นั่นยังสัมพันธ์กับผู้คนอยู่  ฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้ว  สภาพอากาศอบอุ่นและดอกไม้ก็ผลิบาน  พฤกษชาติงอกงาม หญ้ามีสีเขียว  ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเริ่มที่จะเปล่งรัศมีไปด้วยชีวิต  แกะกินหญ้าแห้งมาตลอดฤดูหนาว และไม่อยากกินอีกต่อไป ดังนั้นพวกมันจึงเฝ้ารอเวลาที่หญ้าจะเติบโตเขียวขจีและพวกมันจะได้กินหญ้าสด  บังเอิญว่านี่เป็นช่วงเวลาที่แม่แกะตกลูกด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่ายิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีกที่พวกมันจะต้องกินหญ้าเขียวขจี  ยิ่งหญ้ามีคุณภาพสูงขึ้นและมีปริมาณมากขึ้นเท่าใด พวกมันก็ยิ่งจะผลิตน้ำนมได้มากขึ้นเท่านั้น และลูกแกะก็ยิ่งจะเติบโตเร็วขึ้น ผู้คนก็ย่อมจะมีความสุขที่ได้เห็นเช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่น่าเฝ้ารอ กล่าวคือ การได้กินลูกแกะตัวอ้วนพีเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน  และเมื่อพิจารณาจากการที่ผู้คนมีบางสิ่งให้เฝ้ารอ พวกเขาควรคิดหาวิธีที่จะให้ลูกแกะได้กินหญ้าดีๆ มากขึ้น เพื่อขุนพวกมันให้แข็งแรงและอ้วนท้วนหรือไม่?  พวกเขาไม่ควรไตร่ตรองหรือว่า “ตอนนี้หญ้าในทุ่งไม่ค่อยดีนัก  ลูกแกะจะโตช้าถ้าพวกมันกินหญ้านี้  ที่ไหนมีหญ้าดีๆ บ้าง?”  พวกเขาไม่ควรทุ่มเทความพยายามให้กับเรื่องนี้สักนิดหรือ?  แต่ใครจะรู้ว่าคนที่ดูแลแกะกำลังคิดอะไรอยู่  วันหนึ่งเราไปดูแกะ  เราเห็นว่าลูกแกะกำลังเติบโตดี และพวกมันก็กระโดดขึ้นเมื่อเห็นผู้คน เอาขาหน้าเกาะหน้าแข้งของผู้คนเพื่อเอื้อมขึ้นมา ด้วยอยากจะพูดคุยกับพวกเขา  ลูกแกะบางตัวมีเขาตอกขึ้นมา เราจึงจับเขาเล็กๆ ของพวกมันและเล่นกับพวกมัน  ลูกแกะเหล่านั้นกำลังเติบโตดี แต่พวกมันผอมแห้งมาก  เราคิดว่าลูกแกะนั้นนุ่มนิ่มและขนของพวกมันก็ไม่หนา แต่พวกมันก็ยังคงอบอุ่น และเราก็คิดว่าคงจะดีกว่านี้หากพวกมันถูกขุนให้อ้วนขึ้นอีกสักหน่อย  เมื่อคิดเรื่องนี้กับตัวเราเอง เราจึงถามคนที่เลี้ยงแกะว่า “หญ้านี้คุณภาพไม่ดีหรือ?  ในทุ่งมีหญ้าไม่พอให้แกะกินหรือ?  ควรพลิกหน้าดินและปลูกหญ้าใหม่บ้างหรือไม่ เพื่อให้พวกมันมีกินมากพอ?”  เขาตอบว่า “มีหญ้าเขียวให้กินไม่มากพอ  ณ ชั่วขณะนี้ พวกแกะยังคงกำลังกินหญ้าแห้งอยู่”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ เราได้พูดว่า “เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่านี่มันฤดูไหนกัน?  เหตุใดเล่าเจ้าจึงยังกำลังให้พวกมันกินหญ้าแห้งอยู่?  พวกแม่แกะได้ให้กำเนิดพวกลูกแกะ พวกมันควรจะกำลังกินหญ้าเขียวอยู่  เหตุใดเล่าเจ้าจึงยังกำลังให้พวกมันกินหญ้าแห้งอยู่?  พวกเจ้าคิดถึงทางออกของปัญหาสำหรับการนี้หรือยัง?”  เขาได้พูดข้อแก้ตัวที่ไม่คาดคิดออกมาหลายอย่าง  เมื่อเราบอกเขาให้กลับหน้าดินทุ่งนา เขาพูดว่าเขาไม่สามารถทำได้—หากเขาทำ ตอนนี้พวกแกะจะไม่มีอะไรให้กินเลย  หลังจากที่ได้ยินทั้งหมดนี้แล้วพวกเจ้าคิดอะไรหรือ?  พวกเจ้ารู้สึกถึงสำนึกอันใดในเรื่องของภาระหรือไม่?  (ข้าพระองค์คงจะได้คิดถึงหนทางทั้งหลายที่จะหาทุ่งนาที่ดีสักแห่งที่มีหญ้า หรือดายหญ้าบางส่วนในที่อื่นใด)  นั่นเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขการนั้น  เจ้าจำเป็นที่จะต้องคิดถึงทางออกของปัญหา  จงอย่าแค่กินจนอิ่มท้องแล้วลืมสิ่งอื่นใดทั้งหมด—พวกแกะก็จำเป็นต้องกินจนอิ่มท้องเหมือนกัน  ต่อมา เราได้พูดกับผู้คนอื่นๆ สองสามคนว่า “ทุ่งนาแห่งนี้สามารถกลับหน้าดินได้หรือไม่?  ต่อให้เจ้าปลูกในฤดูใบไม้ร่วง พวกแกะจะมีความสามารถที่จะกินหญ้าเขียวได้ในปีถัดไป  ที่มากไปกว่านั้นก็คือ สถานที่อื่นๆ มีทุ่งนาสองทุ่ง สามารถต้อนพวกแกะให้ไปกินหญ้าเขียวที่นั่นทุกวันได้หรือไม่?  หากมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนทุ่งนาสองทุ่งนี้ พวกแกะจะไม่มีความสามารถที่จะกินหญ้าเขียวได้กระนั้นหรือ?”  สิ่งที่เราได้พูดนั้นทำได้ง่ายหรือไม่?  (นั่นทำได้ง่าย)  ผู้คนบางพูดว่า “การนั้นพูดง่ายกว่าทำ  ท่านพูดอยู่เสมอว่าสิ่งทั้งหลายนั้นทำได้ง่าย—เป็นอย่างไรหนอถึงง่ายอย่างนั้น? มีแกะตั้งมากมาย และเวลาที่พวกมันวิ่งไปมา ก็ต้อนไม่ง่ายเลย”  แค่การต้อนแกะก็เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขามีข้อแก้ตัวและความลำบากยากเย็นมากมาย แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ตกลง  หลายวันต่อมาเราไปดูอีกครั้ง  หญ้าโตขึ้นมากจนเกือบถึงระดับเอว  เราสงสัยว่าหญ้าจะสูงขนาดนี้ได้อย่างไรในเมื่อแกะกินมันอยู่  หลังจากถามคำถามบางคำถามแล้ว เราก็พบว่าแกะไม่ได้ถูกปล่อยให้มากินหญ้าที่นี่เลย  ผู้คนก็มีข้อแก้ตัวเช่นกันว่า “ไม่มีโรงเรือนในทุ่งนั้น แกะก็เลยร้อนเกินไป”  เรากล่าวว่า “แล้วทำไมไม่สร้างโรงเรือนให้พวกมันล่ะ?  มีแกะอยู่แค่ไม่กี่ตัว  พวกเจ้ามุ่งหมายทำอะไรที่นี่กันแน่?  พวกเจ้าไม่ควรจะจัดการเรื่องง่ายๆ เหล่านี้หรอกหรือ?”  พวกเขาตอบว่า “พวกเราหาคนมาสร้างไม่ได้”  เรากล่าวว่า “มีคนทำเรื่องอื่นๆ แล้วทำไมถึงไม่มีใครทำเรื่องนี้?  พวกเจ้าได้มองหาใครสักคนแล้วหรือยัง?  สิ่งที่พวกเจ้าใส่ใจมีแค่การกินแกะ ไม่ใช่การเลี้ยงพวกมัน  พวกเจ้าเห็นแก่ตัวขนาดนี้ได้อย่างไร?  พวกเจ้าอยากกินเนื้อลูกแกะแต่พวกเจ้ากลับไม่ยอมให้พวกมันกินหญ้าเขียวขจีเลย—พวกเจ้าไร้จรรยาบรรณขนาดนี้ได้อย่างไร!”  ทันทีที่พวกเขาได้ถูกบังคับให้ทำ โรงนาก็ถูกสร้างขึ้นและพวกแกะก็ได้กินหญ้าเขียว  การที่พวกมันได้กินหญ้าสดนิดหน่อยนั้นเป็นการง่ายกระนั้นหรือ?  บางสิ่งที่เรียบง่ายเช่นนั้นดำเนินการได้ยากลำบากยิ่งนักสำหรับผู้คนเหล่านี้  พวกเขามีข้อแก้ตัวแบบทันควันในทุกขั้นตอน  ในเวลาที่พวกเขามีข้อแก้ตัว ในเวลาที่มีความลำบากยากเย็นใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาก็เลิกล้มไปและรอให้เรามาจัดแจงให้การนั้นเข้าที่เข้าทาง  เราจำเป็นอยู่เสมอที่จะต้องคอยแกะรอยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เราจำเป็นอยู่เสมอที่จะต้องจับตาดูการนี้ เราจำเป็นอยู่เสมอที่จะต้องกดดันพวกเขา—เราไม่สามารถไม่กดดันพวกเขาได้  เหตุใดเล่าเราจึงควรจำเป็นที่จะต้องกังวลในบางสิ่งสัพเพเหระเช่นการป้อนอาหารพวกแกะ?  เราตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นเหตุใดเล่าจึงต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกินที่จะทำให้พวกเจ้าเชื่อฟังคำพูดของเราสองสามคำ?  เรากำลังเอ่ยขอให้เจ้าเข็นครกขึ้นภูเขาหรืองมเข็มในมหาสมุทรกระนั้นหรือ?  หรือเป็นการลำบากยากเย็นเกินไปที่จะนำมาดำเนินการกระนั้นหรือ?  นี่มิใช่ความรับผิดชอบของเจ้ากระนั้นหรือ?  นี่ล้วนอยู่ภายในอำนาจของเจ้าที่จะสัมฤทธิ์  นี่อยู่ภายในขอบเขตของความสามารถของเจ้า  นี่ไม่มากเกินไปที่จะเอ่ยขอ  เป็นอย่างไรหนอที่เจ้าไม่มีความสามารถที่จะสำเร็จลุล่วงการนี้ได้?  ปัญหานั้นอยู่ตรงไหนเล่า?  เราได้เอ่ยขอให้เจ้าสร้างเรือใหญ่ขึ้นมากระนั้นหรือ?  (ไม่ได้เอ่ยขอ)  ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เจ้าได้รับการเอ่ยขอให้ทำกับการสร้างเรือใหญ่นั้นมากเพียงใดเล่า?  นั่นใหญ่มหึมามาก  กิจที่เจ้าได้รับการร้องขอให้ดำเนินการนั้นคงจะใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งหรือสองวันเท่านั้น  ทั้งหมดที่จะต้องใช้คือคำพูดไม่กี่คำ  การนั้นสัมฤทธิผลได้  การสร้างเรือใหญ่ขึ้นมาเป็นการเข้ารับภาระหน้าที่อันใหญ่โต เป็นการเข้ารับภาระหน้าที่ซึ่งกินเวลา 100 ปี  เรากล้าพูดเลยว่าหากพวกเจ้าได้ถือกำเนิดในยุคเดียวกับโนอาห์ ในบรรดาพวกเจ้าไม่มีสักคนที่จะสามารถเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าได้  ตอนที่โนอาห์ได้เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ในตอนที่เขาได้สร้างเรือใหญ่ขึ้นทีละน้อย ดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชา พวกเจ้าคงจะเป็นผู้คนที่ยืนอยู่ทางด้านหนึ่ง ฉุดรั้งโนอาห์ ทำให้เขาเป็นตัวตลก เย้ยหยันเขา และหัวเราะเยาะเขา  พวกเจ้าเป็นคนประเภทนั้นอย่างแน่นอน  พวกเจ้าปราศจากท่าทีของการเชื่อฟังและนบนอบโดยสิ้นเชิง  ตรงกันข้าม พวกเจ้ากลับเรียกร้องให้พระเจ้าทรงแสดงพระคุณเป็นพิเศษต่อพวกเจ้า และให้ทรงอวยพรและให้ความรู้แจ้งแก่พวกเจ้าเป็นพิเศษ  พวกเจ้าไร้ยางอายขนาดนี้ได้อย่างไร?  พวกเจ้าว่าอย่างไร สิ่งใดที่เราเพิ่งพูดถึงไปนั้นเป็นความรับผิดชอบของเรา?  สิ่งใดที่เราต้องทำ?  (ไม่มีเลย)  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของมนุษย์  ไม่ใช่กิจธุระของเรา  เราควรจะสามารถปล่อยพวกเจ้าไว้ตามลำพังได้  แล้วทำไมเราถึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย?  เราไม่ได้ทำเช่นนี้เพราะเป็นภาระผูกพันของเรา แต่เพื่อผลประโยชน์ของพวกเจ้าเอง  ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่ใส่ใจเรื่องนี้ ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่มีเจตนาที่ดีเหล่านี้—ดังนั้นเราจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่ให้มากขึ้นกับเรื่องนี้  สิ่งที่จำเป็นทั้งหมดก็คือให้พวกเจ้าเชื่อฟังและให้ความร่วมมือ นั่นเรียบง่ายมาก—แต่พวกเจ้าก็ยังทำเช่นนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ  พวกเจ้ายังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?

ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น  มีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งกำลังก่อสร้างอาคาร  ตัวอาคารนั้นค่อนข้างสูงและครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างใหญ่  มีการจัดเตรียมเครื่องเรือนจำนวนค่อนข้างมากไว้ข้างใน และเพื่อให้สะดวกต่อการขนย้าย อย่างน้อยที่สุดก็จำเป็นต้องมีชุดประตูบานคู่ และประตูนั้นก็ควรจะสูงอย่างน้อยแปดฟุต  คนปกติย่อมจะคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้  แต่มีใครบางคนยืนกรานที่จะติดตั้งประตูบานเดี่ยวสูงหกฟุต  เขาเพิกเฉยต่อคำแนะนำของคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม  คนคนนี้เป็นคนที่เลอะเลือนหรือไม่?  เขาเป็นคนพาลโดยแท้  ต่อมา เมื่อมีคนมาบอกเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราจึงกล่าวกับคนคนนั้นว่า “เจ้าต้องติดตั้งประตูบานคู่ และประตูต้องสูงกว่านี้”  เขาตกลงอย่างไม่เต็มใจนัก  เอาล่ะ ดูผิวเผินแล้วเขาตกลง แต่เขาพูดว่าอย่างไรเป็นการส่วนตัว?  “จะให้ประตูสูงขนาดนั้นไปเพื่ออะไร?  เตี้ยกว่านี้แล้วมันผิดตรงไหน?”  ต่อมา เราไปดูอีกครั้ง  มีแค่การเพิ่มประตูเข้าไปอีกบาน แต่ความสูงยังคงเท่าเดิม  แล้วทำไมความสูงถึงเท่าเดิมล่ะ?  เป็นไปไม่ได้หรือที่จะสร้างประตูให้สูงกว่านี้?  หรือประตูจะสูงไปชนเพดาน?  เกิดอะไรขึ้นหรือ?  เรื่องของเรื่องก็คือเขาไม่ต้องการที่จะเชื่อฟัง  สิ่งที่เขาคิดจริงๆ ก็คือ “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพระองค์หรือ?  แถวนี้ฉันเป็นเจ้านาย ฉันเป็นผู้ชี้ขาด  คนอื่นต้องทำตามที่ฉันบอก ไม่ใช่ในทางกลับกัน  พระองค์ทรงรู้อะไรบ้าง?  พระองค์เข้าพระทัยเรื่องการก่อสร้างหรือ?”  การไม่เข้าใจเรื่องการก่อสร้างหมายความว่าเรามองไม่ออกหรือว่าสัดส่วนนั้นดูเป็นอย่างไร?  ด้วยประตูที่เตี้ยขนาดนั้นในอาคารที่สูงขนาดนี้ เมื่อใครสักคนที่สูงกว่า 6 ฟุต 2 นิ้วเดินผ่าน หากเขาไม่ก้มหัว หัวของเขาก็จะชนขอบประตู  นี่มันประตูแบบไหนกัน?  เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องการก่อสร้าง—บอกเราทีเถิดว่า มุมมองของเราในเรื่องนี้มีเหตุผลหรือไม่?  สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่?  แต่ความสัมพันธ์กับชีวิตจริงเช่นนั้นเป็นสิ่งที่คนคนนั้นไม่อาจเข้าใจได้  สิ่งเดียวที่เขารู้คือการทำตามกฎข้อบังคับโดยกล่าวว่า “ประตูที่บ้านเกิดของฉันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น  ทำไมฉันต้องทำให้สูงอย่างที่พระองค์ตรัสด้วย?  พระองค์ทรงขอให้ฉันทำ และนี่ก็คือวิธีที่ฉันทำ  หากพระองค์ไม่ทรงเห็นประโยชน์ในตัวฉัน ก็ช่างมันเถอะ!  นี่คือวิธีที่ฉันทำสิ่งต่างๆ และฉันจะไม่เชื่อฟังพระองค์!”  คนคนนี้เป็นสิ่งประเภทใดกัน?  พวกเจ้าคิดว่าเขายังสามารถถูกใช้โดยพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  แล้วควรทำอย่างไรในเมื่อเขาไม่สามารถถูกใช้ได้?  แม้ผู้คนเช่นนี้จะทำเป็นใช้ความพยายามอยู่บ้างในพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ได้ถูกไล่ออกไปในทันที และแม้พี่น้องชายหญิงจะสามารถทนยอมรับพวกเขาได้ และเราก็สามารถทนยอมรับพวกเขาได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา—ลืมเรื่องที่ว่าพวกเขาเข้าใจความจริงหรือไม่ไปก่อนเถิด—เมื่อทำงานและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเช่นพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่ต่อไปหรือไม่?  (ไม่)  พวกเราจำเป็นต้องไล่พวกเขาออกไปหรือไม่?  (ไม่จำเป็น)  พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่ในคริสตจักรในระยะยาวหรือไม่?  (ไม่)  ทำไมถึงไม่ล่ะ?  พักเรื่องที่ว่าพวกเขาสามารถเข้าใจสิ่งที่บอกพวกเขาได้หรือไม่เอาไว้ก่อน  ด้วยอุปนิสัยของพวกเขาที่เป็นอยู่เช่นนี้ หลังจากทำเป็นใช้ความพยายามอยู่บ้าง พวกเขาก็เริ่มวางมาด และพยายามที่จะเป็นผู้ชี้ขาด  การทำเช่นนี้จะใช้ได้ในพระนิเวศของพระเจ้าหรือ?  พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่กลับคิดว่าตัวเองเก่งกาจ คิดว่าตนเป็นเสาหลักและที่พึ่งพิงในพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขากระทำผิดอย่างไม่ยั้งคิด และพยายามที่จะเป็นผู้ชี้ขาด  พวกเขาย่อมต้องเผชิญกับปัญหาอย่างแน่นอน และพวกเขาจะอยู่ได้ไม่นาน  กับผู้คนเช่นนี้ ต่อให้พระนิเวศของพระเจ้าไม่ไล่พวกเขาออกไป เมื่อพวกเขาอยู่ที่นี่ได้สักพัก พวกเขาก็จะสังเกตเห็นว่าในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนมักจะพูดถึงความจริง พูดถึงหลักธรรมอยู่เสมอ พวกเขาไม่มีความสนใจในเรื่องนี้ วิธีการทำงานของพวกเขาไม่มีประโยชน์ที่นี่  ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใดและกำลังทำสิ่งใด พวกเขาก็ไม่สามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่นได้ และพวกเขาก็มักจะต้องการเป็นผู้ชี้ขาดอยู่เสมอ  แต่นั่นไม่ได้ผล และพวกเขาก็พบว่าตนเองถูกจำกัดในทุกแง่มุม  เมื่อเวลาผ่านไป พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่มาเข้าใจความจริงและหลักธรรม ในขณะที่ผู้คนเหล่านี้พยายามทำตามอำเภอใจ พยายามเป็นเจ้านายและเป็นผู้ชี้ขาด และไม่กระทำการตามหลักธรรม ผู้คนมากมายจึงส่งสายตาดูแคลนพวกเขา—พวกเขาจะทนเรื่องนี้ได้หรือ?  เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเขาก็จะรู้สึกได้ว่าพวกเขาเข้ากันไม่ได้กับผู้คนเหล่านี้ โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่ พวกเขาอยู่ผิดที่ “ฉันบังเอิญหลงเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร?  ความคิดของฉันมันเรียบง่ายเกินไป  ฉันคิดว่าถ้าฉันใช้ความพยายามสักหน่อย ฉันก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความวิบัติ และจะได้รับพร  ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น!”  โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาไม่เหมาะที่จะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า หลังจากอยู่ไปได้สักพัก พวกเขาก็หมดความสนใจ พวกเขากลายเป็นคนเฉยเมย และไม่มีความจำเป็นต้องไล่พวกเขาออกไป—พวกเขาจะค่อยๆ หายหน้าไปเอง

บางคนกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์จะไม่ทรงเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยหรือ?  พระองค์ทรงชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น ไม่ใช่หรือ?  พระองค์เพียงแค่ทรงสร้างเกียรติของพระองค์ ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์ และให้ผู้คนรู้ถึงมหิทธานุภาพของพระองค์ด้วยการเข้าไปก้าวก่ายกิจการของผู้อื่น ไม่ใช่หรือ?”  บอกเราทีเถิดว่า จะเป็นไรหรือไม่หากเราไม่ดูแลสิ่งเหล่านี้?  ในความเป็นจริง เราไม่ต้องการดูแลสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แต่ถ้าเราไม่ดูแล ก็คงจะมีปัญหา และงานที่จะตามมาก็คงจะได้รับผลกระทบ  เราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องเช่นนี้หรือไม่หากพวกเจ้าสามารถแก้ไขได้ หากพวกเจ้าทำตามที่เราขอ?  หากเราไม่ใส่ใจพวกเจ้า พวกเจ้าก็คงจะไม่ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ใดๆ และพวกเจ้าก็จะไม่ใช้ชีวิตได้ดี  พวกเจ้าจะไม่สามารถทำสิ่งใดได้ด้วยตัวเองเลย  และแม้จะเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าก็ยังคงไม่เชื่อฟังเรา  เราจะพูดกับพวกเจ้าถึงบางสิ่งที่เรียบง่ายอย่างยิ่ง นั่นคือ เรื่องเล็กน้อยเหลือเชื่อเกี่ยวกับสุขอนามัยและการดูแลสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของพวกเจ้า  พวกเจ้าปฏิบัติตนอย่างไรในเรื่องนี้?  หากเราไปที่ใดสักแห่งและไม่ได้แจ้งให้พวกเจ้าทราบล่วงหน้า ที่นั่นก็จะรกอย่างผิดปกติ และพวกเจ้าก็จะต้องทำความสะอาดที่นั่นในตอนนั้น ซึ่งจะทำให้พวกเจ้ารู้สึกอารมณ์เสียและไม่สบายใจ  หากเราบอกพวกเจ้าล่วงหน้าว่าเรากำลังจะไป เช่นนั้นสถานการณ์ก็คงจะไม่แย่นัก—แต่พวกเจ้าคิดว่าเราไม่รู้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นลับหลัง?  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นบางจุดที่เรียบง่ายที่สุดและพื้นฐานที่สุดของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  แต่พวกเจ้าก็เกียจคร้านเช่นนี้  พวกเจ้าสามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีได้จริงๆ หรือ?  เราพักอยู่ในบางสถานที่ในจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลาสิบปี สอนผู้คนในที่เหล่านั้นให้รู้จักพับผ้าห่มและนำไปตากแดด รู้จักทำความสะอาดบ้าน และรู้จักจุดเตาไฟในบ้าน  แต่หลังจากสอนมาสิบปี เราก็ไม่สามารถสอนพวกเขาได้  เป็นเพราะเราไม่มีความสามารถในการสอนหรือ?  ไม่ใช่ ผู้คนเหล่านี้ต่ำช้าเกินไปต่างหาก  ต่อมาเราจึงเลิกสอน  เมื่อเราไปที่ใดสักแห่งและพบผ้าห่มที่ไม่ได้พับ เราก็จะหันหลังกลับและจากไปทันที  สถานที่แห่งนี้โสโครกเกินไป แค่มองก็ทำให้เราสะอิดสะเอียนแล้ว  มองแวบเดียวก็บอกได้เลยว่าเป็นที่ที่สัตว์เดรัจฉานอาศัยอยู่ ไม่ต่างจากเล้าหมูหรือกรงสุนัข  ผู้คนที่นั่นมักง่ายถึงเพียงนี้—พวกเขายังมีความเป็นมนุษย์อยู่หรือ?  ปัญหาเล็กน้อยที่กล่าวถึงข้างต้นชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วทำไมพวกเขาถึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ล่ะ?  ผู้คนเช่นนี้ ที่มีขีดความสามารถเช่นนี้ จะสามารถเข้าใจความจริงได้หรือ?  พวกเขาจะสามารถไปถึงระดับของการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและเดินตามหนทางของพระเจ้าได้หรือ?  เรื่องนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยสำหรับพวกเขา  ตอนนี้เราจะบอกพวกเจ้าตามตรงว่า ขีดความสามารถของพวกเจ้านั้นย่ำแย่เกินไป—พวกเจ้าไม่สามารถแม้แต่จะเข้าใกล้ความจริงได้เลย  ประเด็นหลักที่เรากำลังพูดถึงในวันนี้คืออะไร?  การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้านั้นสำคัญมาก และพวกเจ้าต้องไม่เพิกเฉยต่อสิ่งนี้  การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเจ้าควรวิเคราะห์ ศึกษา หารือ หรือสืบสาวพระวจนะของพระเจ้า หรือหมายความว่าเจ้าควรตรวจสอบเหตุผลเบื้องหลังพระวจนะเหล่านั้น และพยายามหาคำตอบว่าทำไม แต่เจ้าควรนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติและดำเนินการตามนั้นต่างหาก  เมื่อพระเจ้าตรัสกับเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบัญชาให้เจ้าปฏิบัติภารกิจหรือไว้วางพระทัยมอบหมายบางสิ่งให้กับเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะเห็นต่อไปก็คือการที่เจ้าลงมือกระทำ และวิธีที่เจ้าดำเนินการเรื่องนี้ไปทีละขั้นตอน  พระเจ้าไม่สนพระทัยว่าเจ้าจะเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่ และพระองค์ก็ไม่สนพระทัยว่าในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าจะอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่  สิ่งที่พระเจ้าทอดพระเนตรก็คือเจ้าทำสิ่งนั้นหรือไม่ เจ้ามีท่าทีของการเชื่อฟังและนบนอบหรือไม่

บังเอิญว่า เรากำลังพูดคุยกับผู้คนบางคนเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงอยู่  หลักธรรมหลักก็คือสีและรูปแบบของเครื่องแต่งกายเหล่านี้จะต้องเหมาะสม ภูมิฐาน มีรสนิยม และสง่างาม  เครื่องแต่งกายเหล่านี้จะต้องไม่ดูเหมือนชุดที่แปลกประหลาด  ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ไม่มีความต้องการจำเป็นอันใดที่จะใช้เงินตรามากเกินไป  เครื่องแต่งกายเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องมาจากนักออกแบบเฉพาะ นับประสาอะไรที่จะต้องมีความต้องการจำเป็นอันใดในการไปซื้อเครื่องแต่งกายเหล่านี้ยังร้านค้ายี่ห้อหรู  ทรรศนะของเราก็คือเครื่องแต่งกายเหล่านี้ควรทำให้บรรดาผู้แสดงดูสง่างาม เหมาะสม และภูมิฐาน เครื่องแต่งกายเหล่านี้ควรจะสามารถสวมใส่ในที่สาธารณะได้  ไม่มีข้อจำกัดอันใดว่าด้วยสี นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่ดูทึบหรือมืดเกินไปบนเวที  สีอื่นๆ ส่วนใหญ่นั้นใช้ได้ กล่าวคือ สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงินเข้ม สีม่วง—ไม่มีข้อบังคับอันใดสำหรับการนี้  เหตุใดเล่าจึงใช้หลักธรรมนี้?  สิ่งทรงสร้างของพระเจ้าบรรจุทุกสี  ดอกไม้ปรากฏให้เห็นเป็นสี เช่นเดียวกับต้นไม้ พืช และนก  ดังนั้นพวกเราต้องไม่มีมโนคติอันหลงผิดหรือกฎเกณฑ์อันใดเกี่ยวกับสี  หลังจากที่พูดเช่นนั้น เราก็กลัวว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจ  เราได้ตั้งคำถามกับพวกเขาอีกครั้ง และได้มั่นใจก็ตอนที่บรรดาผู้ที่ได้ยินเราล้วนพูดว่าพวกเขาเข้าใจเท่านั้นเอง  ส่วนที่เหลือนั้นก็คือการที่พวกเขาดำเนินการไปตามหลักธรรมที่เราได้พูดถึงแล้ว  นี่ใช่เรื่องที่เรียบง่ายหรือไม่?  นี่เป็นบางสิ่งที่ใหญ่โตหรือไม่?  นี่เป็นการเข้ารับภาระหน้าที่ที่ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าการสร้างเรือใหญ่?  (เล็กกว่า)  เมื่อเทียบกับการที่อับราฮัมถวายอิสอัค นี่ลำบากยากเย็นกระนั้นหรือ?  (ไม่)  แน่นอนอย่างที่สุดว่าไม่มีความลำบากยากเย็นอันใดเข้ามาเกี่ยวข้อง และนี่เรียบง่าย—ก็แค่เรื่องของเสื้อผ้า  ผู้คนสัมผัสกับเสื้อผ้าจากชั่วขณะที่พวกเขาเกิดมา ทั้งนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ลำบากยากเย็น  ในเมื่อเราได้นิยามหลักธรรมเฉพาะบางอย่างแล้ว สิ่งทั้งหลายก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เสียด้วยซ้ำที่ผู้คนจะดำเนินการ  สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือพวกเขาได้เชื่อฟังหรือไม่ และพวกเขาเต็มใจที่จะทำการนั้นหรือไม่  หลังจากที่ผ่านไปไม่นาน เมื่อได้มีการผลิตการแสดงและภาพยนตร์ไปสองสามเรื่องแล้ว เราจึงได้เห็นว่าเครื่องแต่งกายทั้งหมดของตัวละครหลักเป็นสีฟ้า  เราได้คิดถึงการนั้นอยู่บ้างว่า “ความคิดจิตใจของผู้คนที่ผลิตการแสดงเหล่านี้มีปัญหาหรือเปล่า?  เราชัดเจนอย่างยิ่งในสิ่งที่เราพูด  เราไม่ได้สร้างกฎเกณฑ์ว่าเครื่องแต่งกายเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องเป็นสีฟ้า และว่าใครก็ตามที่ไม่สวมใส่สีฟ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเวที  มีสิ่งใดที่ผิดปกติกับผู้คนเหล่านี้หรือ?  สิ่งใดกำลังยุยงและครอบงำพวกเขาอยู่?  กระแสในโลกภายนอกเปลี่ยนไปแล้ว และตอนนี้ผู้คนสวมแต่สีฟ้าเท่านั้นหรือ?  ไม่ใช่  โลกภายนอกไม่มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสีสันและรูปแบบ ผู้คนสวมใส่สีสันสารพัดชนิด  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องแปลกที่สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในคริสตจักรของเรา  ใครเป็นคนตรวจสอบเครื่องแต่งกายในขั้นตอนสุดท้าย?  ใครเป็นคนควบคุมเรื่องนี้?  มีใครบางคนชักใยอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า?”  มีคนชักใยอยู่เบื้องหลังจริงๆ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด เครื่องแต่งกายทั้งหมดล้วนเป็นสีฟ้าโดยไม่มีข้อยกเว้น  สิ่งที่เราพูดไปนั้นไม่มีผลใดๆ เลย  พวกเขาได้กำหนดไว้แล้วว่าเสื้อผ้าทั้งหมดต้องเป็นสีฟ้า—ผู้คนจะไม่สวมสีอื่นนอกจากสีฟ้า  สีฟ้าเป็นตัวแทนของความเป็นฝ่ายวิญญาณและความบริสุทธิ์ เป็นสีประจำเครื่องหมายการค้าของพระนิเวศของพระเจ้า  หากเครื่องแต่งกายของพวกเขาไม่ใช่สีฟ้า เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่อนุญาตให้มีการแสดง และก็จะไม่กล้าทำเช่นนั้นด้วย  เราบอกว่าผู้คนเหล่านี้จบเห่แล้ว  นี่เป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก เราอธิบายแต่ละประเด็นอย่างชัดเจนมาก และทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจหลังจากที่เราอธิบายจบแล้ว เมื่อพวกเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้วเท่านั้น เราจึงปิดหัวข้อนี้  แล้วผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไร?  สิ่งที่เราพูดไปก็เหมือนเป็นเพียงอากาศธาตุ  ไม่มีใครมองว่าสิ่งนี้สำคัญ  พวกเขายังคงทำและปฏิบัติตามที่ตนปรารถนา ไม่มีใครดำเนินการตามสิ่งที่เราพูด ไม่มีใครทำให้สิ่งนี้ลุล่วง  พวกเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่เวลาที่บอกว่าพวกเขาเข้าใจแล้ว?  ผู้คนเหล่านี้กำลังเออออตามใจเรา  พวกเขาซุบซิบนินทากันทั้งวันเหมือนพวกผู้หญิงวัยกลายคนตามท้องถนน  นี่ก็เป็นวิธีที่พวกเขาพูดกับเราและเป็นท่าทีที่พวกเขามีเช่นกัน  ดังนั้นเราจึงมีความรู้สึกหนึ่งในหัวใจของเราว่า ท่าทีที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อพระคริสต์ก็คือท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า และเป็นท่าทีที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เป็นสัญญาณอันตราย เป็นสัญญาณที่ไม่ดี  พวกเจ้าอยากรู้หรือไม่ว่านั่นเป็นสัญญาณของสิ่งใด?  พวกเจ้าควรจะรู้ไว้  เราต้องบอกสิ่งนี้กับพวกเจ้า และพวกเจ้าต้องฟังให้ดี เมื่อตัดสินจากสิ่งที่แสดงให้เห็นในตัวพวกเจ้า จากท่าทีของพวกเจ้าที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าหลายคนจะถูกทิ้งลงสู่ความวิบัติ บางคนในหมู่พวกเจ้าจะถลำเข้าสู่ความวิบัติเพื่อรับการลงโทษ และบางคนเพื่อรับการถลุง และความวิบัตินั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  พวกที่ถูกลงโทษจะตายในทันที พวกเขาจะพินาศ  อย่างไรก็ตาม สำหรับบรรดาผู้ที่ถูกถลุงในความวิบัติ หากสิ่งนั้นทำให้พวกเขาสามารถเชื่อฟังและนบนอบ และสามารถตั้งมั่น และพวกเขามามีคำพยาน เช่นนั้นแล้วบททดสอบที่ยากที่สุดก็ย่อมจะผ่านพ้นไป มิฉะนั้นแล้ว ก็จะไม่มีความหวังสำหรับพวกเขาในอนาคต พวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกต่อไป  พวกเจ้าได้ยินเราชัดเจนหรือไม่?  (ใช่)  สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเจ้าหรือไม่?  สรุปสั้นๆ ก็คือ สำหรับเราแล้ว นี่ไม่ใช่ลางดีเลย  เรารู้สึกว่านี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดี  เราได้ให้ข้อเท็จจริงแก่พวกเจ้าแล้ว ทางเลือกที่พวกเจ้าจะตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับพวกเจ้า  เราจะไม่พูดเรื่องนี้อีก เราจะไม่พูดซ้ำ และเราจะไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีก

หัวข้อที่เราได้สามัคคีธรรมในวันนี้คือวิธีปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า  การเชื่อฟังและการนบนอบพระวจนะของพระเจ้านั้นสำคัญมาก  การสามารถดำเนินการ ทำให้ลุล่วง และนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัตินั้นสำคัญมาก  บางคนกล่าวว่า “แม้แต่ทุกวันนี้ พวกเราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะปฏิบัติต่อพระคริสต์อย่างไร”  วิธีปฏิบัติต่อพระคริสต์นั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือ ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระคริสต์ก็คือท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้า  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้าก็คือท่าทีที่เจ้ามีต่อพระคริสต์  แน่นอนว่า ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระคริสต์ก็คือท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้าในสวรรค์  ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระคริสต์นั้นเป็นจริงที่สุดในบรรดาทุกสิ่ง—ท่าทีนี้สามารถมองเห็นได้ และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์อย่างแท้จริง  ผู้คนปรารถนาที่จะเข้าใจวิธีปฏิบัติต่อพระเจ้าในแบบที่พระเจ้าทรงปรารถนา และเรื่องนี้ก็เรียบง่าย  มีอยู่สามประเด็นคือ ประเด็นแรกคือความจริงใจ ประเด็นที่สองคือความเคารพ การเรียนรู้วิธีเคารพพระคริสต์ และประเด็นที่สาม—และนี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด—คือการเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์  การเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์นั้นหมายถึงการฟังด้วยหูของเจ้า หรือด้วยสิ่งอื่นใด?  (ด้วยหัวใจของพวกเรา)  เจ้ามีหัวใจหรือไม่?  หากเจ้ามีหัวใจ เช่นนั้นแล้ว ก็จงฟังด้วยหัวใจ  เฉพาะเมื่อเจ้าฟังด้วยหัวใจของเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะเข้าใจ และมีความสามารถที่จะนำสิ่งที่เจ้าได้ยินไปสู่การปฏิบัติได้  แต่ละประเด็นในสามประเด็นเหล่านี้เรียบง่ายมาก  ความหมายตามตัวอักษรของประเด็นเหล่านี้ควรเข้าใจได้ง่าย และหากพูดตามตรรกะแล้ว ประเด็นเหล่านี้ควรดำเนินการได้ง่าย—แต่วิธีที่พวกเจ้าดำเนินการประเด็นเหล่านี้ และการที่พวกเจ้ามีความสามารถที่จะดำเนินการได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพวกเจ้า ทั้งนี้ เราจะไม่อธิบายเพิ่มอีก  ผู้คนบางคนพูดว่า “พระองค์ทรงเป็นแค่คนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง  เหตุใดเล่าพวกเราจึงควรจริงใจกับพระองค์?  เหตุใดเล่าพวกเราจึงควรเคารพพระองค์?  เหตุใดเล่าพวกเราจึงเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์?”  เรามีเหตุผลของเรา  เหตุผลเหล่านี้มีอยู่สามประการด้วยเช่นกัน  จงฟังให้ดีและดูว่าสิ่งที่เราพูดนั้นมีเหตุผลหรือไม่  หากนั่นมีเหตุผล พวกเจ้าก็ควรยอมรับสิ่งนั้น ทั้งนี้ หากเจ้ารู้สึกว่านั่นไม่มีเหตุผล เจ้าก็ไม่ต้องยอมรับสิ่งนั้น และเจ้าก็สามารถมองหาเส้นทางอีกเส้นทางได้  เหตุผลประการที่หนึ่งก็คือ นับตั้งแต่ที่เจ้าได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าช่วงระยะนี้ เจ้าก็ได้กิน ดื่ม ชื่นชม และอธิษฐาน-อ่านทุกวจนะที่เราได้พูดไปแล้วเรื่อยมา  เหตุผลประการที่สองก็คือ ตัวเจ้าเองยอมรับรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ติดตามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เจ้าเป็นผู้เชื่อของพระองค์คนหนึ่ง  ดังนั้น อาจพูดได้หรือไม่ว่า เจ้ารับรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ติดตามของเนื้อหนังธรรมดาซึ่งมีพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น?  อาจพูดได้  โดยสรุปก็คือ ประการที่สองก็คือเจ้ายอมรับรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ติดตามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  เหตุผลประการที่สามสำคัญที่สุดในบรรดาทั้งหมด กล่าวคือ ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง มีเพียงเราเท่านั้นที่มองพวกเจ้าในฐานะผู้คน  ประเด็นนี้สำคัญหรือไม่?  (ประเด็นนี้สำคัญ)  สามประเด็นเหล่านี้ประเด็นไหนที่พวกเจ้าไร้ความสามารถที่จะยอมรับได้?  พวกเจ้าว่าอย่างไรเล่า สามประเด็นเหล่านี้ที่เราเพิ่งจะพูดถึงไปมีประเด็นใดบ้างไม่แท้จริง ไม่เป็นตามข้อเท็จจริงแวดล้อม ไม่เป็นตามข้อเท็จจริง?  (ไม่มี)  ดังนั้นเมื่อรวมกันแล้วจึงมีหกประเด็น  เราจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับแต่ละประเด็นเหล่านี้ ทั้งนี้ จงไตร่ตรองประเด็นเหล่านี้ด้วยตัวพวกเจ้าเอง  เราได้พูดเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้มาอย่างยืดยาวแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าก็ควรมีความสามารถที่จะเข้าใจได้

4 กรกฎาคม ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ถัดไป: ประการที่สิบเอ็ด: พวกเขาไม่ยอมรับการตัดแต่ง ทั้งพวกเขายังไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจใหม่เมื่อพวกเขากระทำการสิ่งที่ผิดอันใด แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger