21. หลุดพ้นจากกับดักข่าวลือ

โดย Xiaoyun, จีน

ฉันเคยเป็นนายทหารหญิงประจำกองทัพบก  วันหนึ่งในปีค.ศ.1999 ศิษยาภิบาลชาวเกาหลีคนหนึ่งได้เทศนาข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูเจ้าแก่ฉัน  เป็นเพราะการไล่ตามเสาะหาที่จริงจังจริงใจของฉัน ในไม่ช้าฉันจึงได้กลายเป็นจุดสนใจของการฝึกฝนอบรมของศิษยาภิบาลกับผู้ช่วยหลักของเขา  ในฤดูร้อนของปีค.ศ.2000 ศิษยาภิบาลได้มาที่มณฑลยูนนานในการเดินทางหน้าร้อนสั้นๆ เพื่องานเผยแผ่ศาสนา พร้อมด้วยนักศึกษาอีกสิบกว่าคนจากคริสตจักรข่าวประเสริฐของเกาหลี  โดยไม่คาดคิด การนี้ได้สร้างความตระหนกแก่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน  พวกเราถูกจับกุมขณะที่กำลังมีการประชุมที่บ้านของศิษยาภิบาล และจากนั้นก็ถูกนำตัวไปซักถามที่กรมรักษาความสงบภายในประจำมณฑลยูนนาน  นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีทั้งหลายถูกส่งตัวออกนอกประเทศในคืนเดียวกันนั้น และศิษยาภิบาลชาวเกาหลีก็ถูกขับออกจากประเทศเช่นกัน  คริสตจักรได้ทนทุกข์กับการข่มเหงโดยรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน และผู้เชื่อหลายคนได้กลายเป็นกลัวและไม่กล้าเชื่อ  ผู้เชื่อส่วนหนึ่งได้ถูกบังคับให้ไปยังคริสตจักรพึ่งพาตนเองสามประการด้วย และนี่คือวิธีที่คริสตจักรถูกสลายโดยรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน  ฉันเป็นผู้ร่วมงานหลักในคริสตจักรและการข่มเหงโดยรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนคราวนี้ทำให้ฉันสูญเสียงานของฉันอีกด้วย

ในเดือนมีนาคม ค.ศ.2005 ฉันได้ยินข่าวประเสริฐแห่งการเคลื่อนลงสถิตของราชอาณาจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  เมื่อฉันได้เรียนรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว ฉันตื่นเต้นมากเหลือเกินจนน้ำตาแห่งความชื่นบานยินดีเอ่อท้นดวงตาของฉัน และฉันได้รู้สึกสำนึกรู้คุณเหลือเกินอย่างสุดจะพรรณนาได้  ฉันเพียงต้องการที่จะพาพี่น้องชายหญิงของฉันมาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่ฉันจะสามารถทำได้  ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า พี่น้องชายหญิงคนแล้วคนเล่าได้ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า  แต่โดยไม่คาดคิด หนึ่งในบรรดาผู้ร่วมงานที่มีความสามารถเป็นเลิศที่สุดของคริสตจักร หลังจากที่ได้ยินคำพยานเกี่ยวกับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ก็ประกาศว่า “หลักข้อเชื่อนี้ฟังดูถูกต้อง แต่พวกเราจำเป็นต้องถามศิษยาภิบาลก่อนและดูสิ่งที่เขาพูด”  ไม่นานหลังจากนั้น ศิษยาภิบาลก็ได้โทรศัพท์หาฉันและพูดว่า “ข้างนอกตอนนี้ชุลมุนมาก  เธอยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเป็นเวลานานนักและวุฒิภาวะของเธอก็น้อย  ไม่ว่าเธอจะทำสิ่งใดก็ตาม อย่าฟังคำเทศนาต่างๆ จากภายนอกคริสตจักรอย่างไม่รอบคอบระมัดระวัง และเช่นนั้นแล้วเธอจะไม่หลงทาง  พวกเราสามารถยอมรับได้เพียงการเลี้ยงดูของคริสตจักรนี้เท่านั้น  อย่าฟังหนทางทั้งหลายที่คริสตจักรอื่นเทศนา”  หลังจากฟังแล้ว ฉันก็พูดอย่างสงบว่า “โดยตลอดช่วงเวลานี้ของการศึกษาพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันได้พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเทศนาสอดคล้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเป็นหนทางที่เที่ยงแท้”  ศิษยาภิบาลของฉันกล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าพวกเขาเทศนาดีขนาดไหน พวกเราต้องเข้าใจว่าเพียงองค์พระเยซูเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้  พวกเราต้องไม่ผละจากองค์พระผู้เป็นเจ้า!”  ฉันก็พูดอย่างหนักแน่นว่า “ฉันไม่ได้ผละจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่กำลังติดตามก้าวพระบาทของพระเมษโปดก  องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว  จึงเป็นการถูกต้องที่เราควรต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าดุจดังหญิงพรหมจารีที่ชาญฉลาดทั้งหลาย”  ศิษยาภิบาลก็กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “คริสตจักรข่าวประเสริฐของเกาหลีจะไม่สามารถรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้วได้อย่างไร?”  ฉันได้พูดว่า “นี่ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่สามารถอธิบายด้วยคำพูดไม่กี่คำได้”  ศิษยาภิบาลจึงได้ยืนยันอย่างฉะฉานว่า “สิ่งที่พวกเขาเชื่อคือฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ซึ่งได้เป็นเป้าหมายของการปราบปรามของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน  มีการอธิบายไว้อย่างชัดเจนมากทางอินเทอร์เน็ต  เชื่อมต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ตสิ และเธอจะเห็น  เธอจำต้องเชื่อมต่อออนไลน์เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้…”  หลังจากวางโทรศัพท์ หัวใจของฉันไม่สามารถสงบลงได้เป็นเวลานาน  คำพูดของศิษยาภิบาลยังก้องกังวานอยู่ในหูของฉัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันต้องการที่จะรู้ให้แน่ชัดถึงสิ่งที่พูดกันทางออนไลน์

เพื่อที่จะสืบค้น ฉันได้วิ่งอย่างรวดเร็วไปยังร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แห่งหนึ่ง  ชั่วขณะที่ฉันได้เปิดเว็บไซต์ต่างๆ ฉันก็อึ้งตะลึงงัน  บนเว็บไซต์ทั้งหลายมีการหมิ่นประมาทและการกล่าวโทษพระเจ้าโดยรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่มากมาย ตลอดจนการใส่ร้ายป้ายสีและการหมิ่นประมาทจากบุคคลต่างๆ ที่มีสิทธิอำนาจทางศาสนา  ฉันมีความสงสัยบางประการ กล่าวคือ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไม่สามารถที่จะกล่าวโดยสักแต่ว่าผู้ใดก็ได้  พระวจนะคือการแสดงออกซึ่งพระวิญญาณแห่งความจริง  นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ระลึกรู้โดยผู้คนมากมายจากหลายนิกายที่แตกต่างกัน ผู้ซึ่งเชื่ออย่างจริงใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าและโหยหาความจริง  แต่เหตุใดเว็บไซต์ทั้งหลายจึงสร้างข่าวลือที่จะทำให้ผู้คนปฏิเสธพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันเล่า?  มีศิษยาภิบาลที่มีชื่อเสียงหลายคนด้วยเช่นกันที่กล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระเจ้าไปพร้อมกับรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย  กำลังเกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือ? เมื่อได้เห็นโฆษณาชวนเชื่อเชิงลบทั้งหมดนี้ ฉันก็รู้สึกถึงความลังเลวูบหนึ่ง  หลังจากนั้นฉันก็ได้เห็นการโจมตีผู้ชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ทางออนไลน์  หัวใจของฉันจึงหล่นลงไปอีกครั้ง  ฉันได้เชื่อในชายคนหนึ่งจริงๆ ล่ะหรือ?  ขณะที่ฉันยังคงกวาดตาอ่านข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตต่อไป ฉันก็ได้กลายเป็นปั่นป่วนมากขึ้นและรู้สึกงุนงงสับสนและฉงนใจมากจนในท้ายที่สุดฉันก็ไม่แน่ใจว่าฉันได้ออกจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แห่งนั้นอย่างไร

ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันหวนนึกถึงเวลาทั้งหมดที่ฉันได้ใช้แสวงหาและค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  เมื่อใดก็ตามที่ฉันได้ตั้งคำถามบางอย่างขึ้นมา พี่น้องชายหญิงจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ย่อมอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ฉันฟัง  ทุกปัญหาได้รับการแก้ไขทีละเปลาะ และฉันก็ได้กลายเป็นเชื่อมั่นอย่างสมบูรณ์  ใช้เวลาอภิปรายและค้นคว้าอยู่สิบเอ็ดวันเต็มก่อนที่ฉันจะเชื่ออย่างหนักแน่นว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมา  ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนด้วย  พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยความลี้ลับทั้งหมดของพระราชกิจสามช่วงระยะและแผนการบริหารจัดการหกพันปี และพระองค์ได้ทรงอธิบายความจริงต่างๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังและแก่นแท้ของพระคริสตธรรมคัมภีร์ สิ่งใดในพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าและสิ่งใดเป็นคำพูดของผู้คน และผู้คนควรเข้าหาพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างไร  เมื่อฉันได้อ่านสิ่งเหล่านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้กลายเป็นชัดเจนและฉันได้เก็บเกี่ยวประโยชน์อันใหญ่หลวง  ฉันได้มองเห็นว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ควรจะทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมา จากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า  แต่เหตุใดโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ตถึงได้เป็นเชิงลบทั้งหมดเล่า?  ยิ่งฉันคิดเกี่ยวกับข่าวลือเหล่านั้นมากเท่าใด หัวใจของฉันก็ยิ่งรู้สึกหดหู่และหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น และฉันก็เกือบจะถูกรถชนขณะที่ฉันข้ามถนน

หลังจากกลับบ้านแล้ว หัวใจของฉันไม่สามารถสงบลงได้ง่ายๆ และบางครั้งบางคราวจิตใจของฉันก็คิดเกี่ยวกับข่าวลือทางอินเทอร์เน็ตเหล่านั้นและอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น  หัวใจของฉันรู้สึกท่วมท้นขณะที่ฉันคิดถึงสิ่งหนึ่งแล้วจากนั้นก็ไปหาอีกสิ่งหนึ่ง  ฉันไม่สามารถนอนได้ในคืนนั้นและฉันคิดว่า “หากฉันเลือกเส้นทางผิด เช่นนั้นแล้วความเชื่อของฉันทั้งหมดจะไม่เปล่าประโยชน์หรอกหรือ?  ไม่นะ ฉันจำต้องหันหลังกลับทันทีเดี๋ยวนี้เลย  แต่หากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาเล่า?  เช่นนั้นแล้วฉันจะไม่พลาดโอกาสของฉันที่จะถวายการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและจะไม่สูญเสียโอกาสของฉันที่จะได้รับการช่วยให้รอดหรอกหรือ?”  ขณะที่ฉันหวั่นไหวไปมา ฉันก็ได้มาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าในการอธิษฐานว่า “โอ พระเจ้า! นับแต่ยอมรับพระราชกิจขั้นตอนนี้ หัวใจของลูกก็ได้รู้สึกสบายใจเสมอมา ลูกได้พบว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้านั้นน่าชื่นชมยินดีอย่างมาก และดวงจิตของลูกได้รู้สึกว่าได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างมาก  แต่หลังจากที่เห็นโฆษณาชวนเชื่อเชิงลบบางอย่างทางอินเทอร์เน็ต ลูกก็ไม่สามารถสงบลงได้  โปรดทรงเฝ้าระวังรักษาหัวใจของลูก  โอ พระเจ้า!  วุฒิภาวะของลูกนั้นน้อยและลูกไม่ทราบวิธีหยั่งรู้สิ่งเหล่านี้  หากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นพระองค์ผู้ซึ่งได้เสด็จกลับมาอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วลูกขอพระองค์โปรดเฝ้าระวังรักษาลูกให้มั่นใจในพระราชกิจของพระองค์โดยปราศจากการถูกผู้ใดหรือสิ่งใดรบกวน  หากไม่ใช่ เช่นนั้นแล้วลูกขอพระองค์โปรดนำลูกในการพัฒนาวิจารณญาณ…”  ภายหลังการอธิษฐาน แนวคิดประการหนึ่งก็มาสู่หัวใจของฉันว่า ให้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อที่จะกำหนดพิจารณาว่าเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าหรือไม่  คืนนั้นฉันจึงอ่านพระวจนะของพระเจ้าทั้งคืน และฉันก็ไม่รู้ว่าตนเองผล็อยหลับไปที่โต๊ะเมื่อใด

เช้าตรู่วันต่อมา ฉันถูกเสียงเคาะประตูปลุกให้ตื่น และฉันก็ไปเปิดประตูอย่างงัวเงีย  กลับกลายเป็นพี่น้องหญิงแซ่อู๋ซึ่งได้เคยให้น้ำแก่ฉัน  เธอเห็นฉันดูง่วงงุนและถามในลักษณะที่กังวลสนใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น  ฉันจึงพูดว่า “ฉันได้เชื่อมต่อออนไลน์เมื่อวานนี้และเห็นสิ่งต่างๆ มากมายที่ต้านทานและหมิ่นประมาทพระเจ้า และตอนนี้ฉันรู้สึกขัดแย้งเป็นอย่างมาก…”  หลังจากได้ยินการนี้ พี่น้องหญิงแซ่อู๋ก็ได้สามัคคีธรรมกับฉันว่า “พี่น้องหญิง เธอรู้อย่างดีมากถึงท่าทีที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีต่อคริสตชนทั้งหลาย  พวกเขาได้จับกุมและข่มเหงคริสตชนจำนวนนับไม่ถ้วน  นี่เป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้  ข่าวลือออนไลน์ทั้งหมดล้วนถูกรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกุขึ้นมาเพื่อข่มเหงคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  จุดมุ่งหมายของพวกเขาก็คือเพื่อข่มปรามพระราชกิจของพระเจ้าและเพื่อทำให้จีนเป็นเขตที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่อนุญาตให้ผู้คนติดตามหรือนมัสการพระเจ้า  พี่น้องหญิง พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นรัฐบาลที่ไม่เชื่อในพระเจ้า  แล้วพวกเราจะสามารถเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูดได้หรือ?”  ความคิดเห็นของพี่น้องหญิงคนนี้เป็นคำเตือนความจำที่มาถูกเวลา  ถูกต้อง!  พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นพวกไม่เชื่อในพระเจ้า  พวกเขาคือพวกที่เกลียดชังและต้านทานพระเจ้ามากที่สุด  แล้วคนคนหนึ่งจะสามารถเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูดได้อย่างไร?  รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนเคลื่อนไหวภายใต้เปลือกปลอมของป้าย “เสรีภาพทางศาสนา” แต่เบื้องหลังฉากเหตุการณ์ทั้งหลาย พวกเขาบังคับขู่เข็ญและจับกุมผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจงใจปองร้าย  ฉันนึกถึงวิธีที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้บังคับขู่เข็ญและกดขี่ผู้คนจากคริสตจักรของพวกเราก่อนหน้านี้ และพี่น้องชายหญิงมากมายเพียงใดได้สูญเสียความเชื่อและไม่กล้าเชื่อไป และฉันนึกถึงว่าฉันได้สูญเสียงานของฉันเพราะการนี้ด้วยอย่างไร—นี่ไม่ใช่ท่าทีของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าหรอกหรือ?  เพื่อที่จะยับยั้งการเชื่อทางศาสนา รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ก่อตั้งคริสตจักรพึ่งพาตนเองสามประการและขอผู้คนให้ “รักรัฐ” เป็นประการแรก จากนั้นจึง “รักศาสนา”  จุดประสงค์ของพวกเขาคือเพื่อรักษาการควบคุมผู้คนไว้ในมือของพวกเขาอย่างหนักแน่น และเพื่อยับยั้งเสรีภาพทางการเชื่อของผู้คน  เมื่อฉันคิดถึงการนี้ ฉันก็มามีวิจารณญาณบางอย่างเกี่ยวกับเจตนาอันน่าดูหมิ่นของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน  รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ข่มเหงการเชื่อทางศาสนาและกล่าวโทษหนทางอันเที่ยงแท้เสมอมา  ดังนั้นการกุข่าวลือและการกล่าวโทษพระราชกิจในยุคสุดท้ายแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของพวกเขานั้นไม่ใช่การเปิดเผยอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาที่เกลียดชังพระเจ้าและต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ?

พี่น้องหญิงแซ่อู๋ได้สามัคคีธรรมกับฉันต่อไปอีกว่า “รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นระบอบการปกครองเยี่ยงซาตานที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า  เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความใฝ่สูงอันดิบเถื่อนของพวกเขาในการควบคุมผู้คนอย่างถาวร พวกเขาบิดเบือนสีดำให้เป็นสีขาวอย่างผิดประหลาด เพื่อที่จะกล่าวโทษและทำให้คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สูญเสียความน่าเชื่อถือ  พวกเราสามารถที่จะหยั่งรู้การนี้ได้อย่างดีทีเดียว  แต่เหล่าศิษยาภิบาลกับผู้อาวุโสทางศาสนาสามารถติดตามระบอบการปกครองที่ไม่เชื่อในพระเจ้า โดยการต้านทาน กล่าวโทษ และหมิ่นประมาทพระเจ้าได้อย่างไร?  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถขบคิดปัญหานี้ออก  อันที่จริงแล้วการนี้สัมพันธ์กับธรรมชาติและแก่นแท้ของการต้านทานพระเจ้าและการเกลียดชังความจริงของเหล่าผู้นำทางศาสนา  พอคิดย้อนไปยังสองพันปีก่อนเมื่อองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจเพื่อไถ่มวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงพบกับการต่อต้านและการข่มเหงระดับสูงสุดจากพวกหัวหน้าปุโรหิต พวกอาลักษณ์ และพวกฟาริสี  นี่เป็นเพราะว่าหนทางที่องค์พระเยซูเจ้าทรงเทศนาและปาฏิหาริย์ที่พระองค์ทรงทำในเวลานั้นก่อให้เกิดความตื่นเต้นสนใจอย่างหนึ่งทั่วทั้งยูเดีย  พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ดึงดูดใจผู้คนธรรมดาสามัญมากมาย และพวกเขาก็หันไปหาองค์พระเยซูเจ้าทีละคนๆ  พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกอาลักษณ์ และพวกฟาริสีได้มองเห็นการนี้ในฐานะภัยคุกคามต่อสถานภาพและทางดำรงชีพของพวกเขา และพวกเขาสมคบคิดกับรัฐบาลโรมันเพื่อต้านทานและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า  พวกเขาแพร่กระจายข่าวลือต่างๆ ใส่ร้ายป้ายสีพระราชกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตรึงกางเขนองค์พระเยซูเจ้า  บัดนี้ประวัติศาสตร์เมื่อสองพันปีก่อนกำลังซ้ำรอยตัวมันเอง  เหล่าผู้นำทางศาสนามองเห็นว่าพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมากขึ้นทุกที และในทันใดพวกเขาก็กลายเป็นอิจฉาริษยาและร่วมกับรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการต้านทานและกล่าวโทษพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้า  นี่แสดงให้เห็นอย่างสมบูรณ์ว่าผู้นำทางศาสนาส่วนใหญ่เป็นศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่รักความจริงและรักแต่สถานภาพเท่านั้น  ‘หนทางที่เที่ยงแท้ได้ถูกข่มปรามเสมอมานับแต่ยุคโบราณแล้ว’  ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่พระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะสามารถถูกพลังชั่วทั้งหลายของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนและชุมชนทางศาสนาต่อต้านและกล่าวโทษอย่างแรงกล้า”  ใช่ พวกฟาริสี พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกอาลักษณ์ทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลที่มีสิทธิอำนาจในชุมชนทางศาสนา แต่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้เชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและไม่ได้รักความจริง  พวกเขารู้ว่าพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้ามีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ แต่พวกเขาไม่แสวงหาหรือค้นคว้าสิ่งใดทั้งสิ้น  ตรงกันข้าม เพื่อที่จะดำรงสถานภาพและทางดำรงชีพของพวกเขาเอาไว้ พวกเขาได้กล่าวโทษและหมิ่นประมาทองค์พระผู้เป็นเจ้า  แท้ที่จริงแล้วธรรมชาติของพวกเขาคือการต้านทานพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า  ทุกวันนี้วิธีที่เหล่าศิษยาภิบาลกับผู้อาวุโสของชุมชนทางศาสนากระทำการในเรื่องการเสด็จมาเป็นครั้งที่สองขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็เป็นอย่างเดียวกันกับสิ่งที่พวกฟาริสีได้ทำ  กลับกลายเป็นว่าพวกเขานั้นคือศัตรูของพระคริสต์ที่เกลียดชังพระเจ้าและเกลียดชังความจริง!  เมื่อการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าได้รับการเผยวจนะในพระคริสตธรรมคัมภีร์ การเผยวจนะนั้นกล่าวว่า “แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน(ลูกา 17:25)  บัดนี้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้เสด็จมาเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์แล้ว แม้กระนั้นพระองค์ก็กำลังทรงถูกต้านทานและกล่าวโทษโดยชุมชนทางศาสนากับระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า  นี่ไม่ได้ทำให้การเผยวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าลุล่วงหรอกหรือ?  ในชั่วขณะนั้นเองหัวใจของฉันก็ได้รับความกระจ่าง  พี่น้องหญิงแซ่อู๋ได้ดำเนินการสามัคคีธรรมของเธอต่อไปว่า “โฆษณาชวนเชื่อเชิงลบที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับชุมชนทางศาสนาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตนั้น มุ่งที่จะทำลายและรบกวนพระราชกิจของพระเจ้า  ซาตานได้ใช้คำโกหกทั้งหลายเพื่อที่จะหลอกลวงและทำให้ผู้คนสับสนงุนงง และเพื่อที่จะทำให้ผู้คนสงสัย ปฏิเสธ และทรยศพระเจ้าเสมอมา  ในท้ายที่สุดพวกเขาย่อมจะถูกพระเจ้าลงโทษและถูกส่งไปยังนรก และพวกเขาจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการทรงช่วยให้รอดจากพระเจ้าตลอดไป  พวกเราต้องสามารถที่จะหยั่งรู้ข่าวลือของพวกเขา และตระหนักในเจตนาอันมุ่งร้ายทั้งหลายกับจุดประสงค์ที่น่ารังเกียจของการแพร่กระจายข่าวลือของพวกเขา  มิเช่นนั้นพวกเราก็จะกลายเป็นถูกล่อลวงและจะสูญเสียโอกาสในการได้รับการทรงช่วยให้รอดจากพระเจ้า”  ฉันพยักหน้าเห็นชอบด้วยและรู้สึกว่าการสามัคคีธรรมและความช่วยเหลือของพี่น้องหญิงคนนี้ได้มาทันกาลทันเวลา  ฉันแทบไม่สามารถรอฟังต่อไปได้…

พี่น้องหญิงแซ่อู๋หยิบหนังสือเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าออกมาและพูดกับฉันว่า “พี่น้องหญิง มาอ่านบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันเถอะ!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ตรัสว่า ‘ในแผนการของเรานั้น ซาตานได้ย่องตามหลังแต่ละขั้นตอนตลอดมา และในฐานะตัวประกอบเสริมความเด่นแห่งสติปัญญาของเรา ได้พยายามค้นหาหนทางและวิถีทางที่จะทำให้แผนการดั้งเดิมของเรายุ่งเหยิงเสมอ  กระนั้นเราสามารถพ่ายแพ้ต่ออุบายลวงของมันได้หรือ?  ทุกสิ่งทุกอย่างในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลกรับใช้เรา อุบายลวงของซาตานจะสามารถแตกต่างในทางใดได้หรือ?  นี่คือที่ที่สติปัญญาของเราตัดกันอย่างแม่นยำ เป็นสิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับกิจการของเราอย่างแม่นยำ และมันเป็นหลักการแห่งการปฏิบัติงานสำหรับแผนการบริหารจัดการทั้งปวงของเรา  ในขณะที่ราชอาณาจักรกำลังถูกสร้าง เรายังคงไม่หลีกเลี่ยงอุบายลวงของซาตาน แต่ยังทำงานที่เราต้องทำต่อไป  ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนั้น เราได้เลือกสรรความประพฤติของซาตานมาเป็นตัวประกอบเสริมความเด่นของเรา  นี่ไม่ใช่การสำแดงถึงสติปัญญาของเราหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่สิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับงานของเราอย่างแม่นยำหรอกหรือ?’ (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 8)

หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พี่น้องหญิงแซ่อู๋ก็พูดสามัคคีธรรมว่า “พวกเรามองเห็นจากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ว่า ทุกขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าแสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัย พระปรีชาญาณ และความมหัศจรรย์ของพระเจ้า  ตั้งแต่ต้นจนจบ พระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้เลี่ยงหลบเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน แต่กลับใช้เล่ห์เหลี่ยมของซาตานเพื่อประโยชน์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าในการทำให้บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงเพียบพร้อม และในการทำให้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นสำเร็จสมบูรณ์  มองเผินๆ ซาตานดูจะพองด้วยความโอหังในการต้านทานพระเจ้าของมัน แต่พระปรีชาญาณของพระเจ้าก็ถูกใช้บนพื้นฐานของเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน  ในปฐมกาลซาตานได้ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงทำลายมันโดยตรง  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระเจ้าทรงใช้พระราชกิจสามช่วงระยะของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และระหว่างที่ทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ซาตานสร้างการรบกวนและการขัดจังหวะต่างๆ จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อแสดงใบหน้าปีศาจที่แท้จริงของซาตาน ใบหน้าแห่งการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามและสับสนงุนงง แห่งการต้านทานพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้าด้วยความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เพื่อให้มวลมนุษย์มองเห็นใบหน้าอันน่าขยะแขยงและแก่นแท้อันชั่วของซาตานอย่างแท้จริง  เมื่อทรงทำดังนั้นแล้ว ผู้คนย่อมสามารถปฏิเสธและละทิ้งซาตานในเชิงรุกและกลับมาหาพระเจ้า และซาตานย่อมจะถูกทำให้อับอายและปราชัยอย่างสิ้นเชิง  นี่คือคำพยานต่อต้านซาตานที่ทรงพลังอำนาจที่สุด และมันเผยพระปรีชาญาณกับความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า  เฉกเช่นที่โยบเป็นคนยำเกรงพระเจ้าที่หลีกเลี่ยงความชั่ว แม้กระนั้นพระเจ้าก็ได้ทรงอนุญาตให้ซาตานสร้างความทุกข์แก่โยบและในที่สุดพระองค์ก็ได้ทรงใช้คำพยานของโยบในบททดสอบทั้งหลายเพื่อทำให้ซาตานได้อายและเพื่อพิสูจน์ว่าการประเมินโยบของพระเจ้านั้นถูกต้องทั้งสิ้น  นี่คือพระปรีชาญาณของพระเจ้า  นอกจากนี้สิ่งที่พระเจ้าทรงทำในยุคสุดท้ายคือพระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดและการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อม  ตลอดจนพระราชกิจแห่งการแยกผู้คนออกจากกันโดยสอดคล้องกับประเภทของพวกเขาและโดยการอวสานยุคปัจจุบัน  พระเจ้าทรงใช้การข่มเหงของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับชุมชนทางศาสนาเพื่อทำให้ผู้คนมีประสบการณ์กับบททดสอบและความทุกข์ลำบากนานา  บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมสามารถเข้าใจความจริงและพัฒนาวิจารณญาณโดยการมีประสบการณ์กับความทุกข์ลำบากทั้งหลาย พวกเขาย่อมสามารถรู้ถึงความทรงมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้า มองทะลุความชั่วร้ายของซาตาน และในบั้นปลายย่อมปฏิเสธซาตานและได้มาซึ่งความรอดจากพระเจ้าอย่างสมบูรณ์  แม้กระนั้นพวกที่ขลาดกลัว พวกที่ขาดพร่องการเชื่อที่แท้จริง พวกที่เบื่อหน่ายความจริงและพวกคนชั่วที่เกลียดชังความจริง ทั้งหมดล้วนถูกเปิดโปงโดยผ่านทางบททดสอบและความทุกข์ลำบากต่างๆ และพวกเขาย่อมกลายเป็นเป้าหมายที่จะถูกถอนทิ้งเยี่ยงวัชพืช  ด้วยเหตุนี้พวกแพะจึงถูกแยกออกจากพวกแกะ ข้าวละมานจากข้าวสาลี พวกผู้ปรนนิบัติที่ชั่วจากบรรดาผู้ปรนนิบัติที่ดี และหญิงพรหมจารีที่โง่เขลาจากหญิงพรหมจารีที่ชาญฉลาด เพราะทั้งหมดย่อมถูกแยกออกจากกันโดยสอดคล้องกับประเภทของพวกเขา  นี่คือพระปรีชาญาณและความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า”  หลังจากฟังการสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงแซ่อู๋แล้ว ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคิดย้อนไปถึงสองพันปีก่อนเมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขนโดยพวกยิวฟาริสีกับรัฐบาลโรมัน  จากมุมมองของมนุษย์ พระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าได้ล้มเหลวไปแล้ว แต่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” (ยอห์น 19:30)  เป็นการแน่นอนที่พระเจ้าทรงทำให้พระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์แล้วเสร็จโดยผ่านทางการข่มเหงของซาตานและการตรึงกางเขน  วันนี้ในยุคสุดท้าย การกล่าวโทษและการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงโดยรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับชุมชนทางศาสนาได้ทำการปรนนิบัติแด่พระเจ้าอย่างแน่แท้โดยทำให้บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริงมีความเพียบพร้อม และการกระทำเหล่านั้นของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนและชุมชนทางศาสนายังได้กลายเป็นหลักฐานของพระเจ้าในการตัดสินพวกเขาว่ามีความผิดจริงอีกด้วย  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เราใช้สติปัญญาของเราโดยมีพื้นฐานอยู่บนกลอุบายของซาตาน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1))  ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีบันทึกไว้ว่า “โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้” (โรม 11:33)  พอคิดถึงการนี้ ฉันก็เห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นชาญฉลาดยิ่งนักและมหัศจรรย์เหลือเกิน และฉันได้สรรเสริญพระเจ้าจากส่วนลึกสุดของหัวใจของฉัน

โดยผ่านทางการสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงแซ่อู๋ ฉันจึงมามีความเข้าใจเล็กน้อยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และสามารถหยั่งรู้ได้บ้างถึงแก่นแท้ของการต้านทานพระเจ้าของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับชุมชนทางศาสนา แต่ฉันก็ยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่พูดกันทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับพวกเราว่าเชื่อในชายคนหนึ่ง นั่นคือ การที่เชื่อในชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้  ฉันได้ถามพี่น้องหญิงแซ่อู๋ว่า “ในอินเทอร์เน็ตพูดว่าพวกเราเชื่อในชายคนหนึ่ง  เป็นกรณีเช่นนั้นจริงหรือ?”  พี่น้องหญิงแซ่อู๋กล่าวสามัคคีธรรมเกี่ยวกับคำถามนี้ว่า “ปัญหาของเธอคือว่าเธอไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงที่สัมพันธ์กับความแตกต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้ากับงานของมนุษย์  มาอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันสองบทตอนเถอะ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า ‘พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองเกี่ยวพันกับงานของมวลมนุษย์ทั้งหมด และยังเป็นสิ่งแทนพระราชกิจของทั้งยุคสมัยด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าพระราชกิจของพระเจ้าเองเป็นสิ่งแทนทุกๆ การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและแนวโน้มของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในขณะที่งานของอัครทูตมาหลังจากพระราชกิจของพระเจ้าเองและติดตามพระราชกิจของพระเจ้าเอง และไม่ได้นำยุคสมัย อีกทั้งไม่ได้เป็นสิ่งแทนแนวโน้มของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทั้งยุคสมัย  พวกเขาเพียงทำงานที่มนุษย์ควรทำ ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการเลย  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำด้วยพระองค์เองคือโครงการที่อยู่ภายในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการ  ส่วนงานของมนุษย์เป็นเพียงหน้าที่ที่ผู้คนที่ได้รับการใช้งานทำให้ลุล่วง และไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการ’ (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์)  ‘พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้เป็นสิ่งแทนถึงประสบการณ์ของเนื้อหนังของพระองค์ ส่วนงานที่มนุษย์ทำเป็นสิ่งแทนถึงประสบการณ์ของเขา  ทุกคนพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา  พระเจ้าทรงสามารถแสดงออกถึงความจริงได้โดยตรง ในขณะที่มนุษย์สามารถแสดงออกได้เพียงประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความจริงที่เขาได้รับประสบการณ์มาแล้วเท่านั้น […] ในการที่จะบอกว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นพระราชกิจของพระเจ้าเองหรืองานของมนุษย์นั้น เจ้าเพียงต้องเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทั้งสอง’ (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เปิดโอกาสให้เราเข้าใจว่า พระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นพระราชกิจแห่งการนำมาซึ่งยุคใหม่  เป็นพระราชกิจที่ช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอด  มนุษย์ไม่สามารถนำมาซึ่งยุคใดได้ อีกทั้งเขาก็ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกิจแห่งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้  งานของมนุษย์นั้นเป็นเพียงแค่การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์บนรากฐานของพระราชกิจของพระเจ้า  เป็นการทำงานบางอย่างโดยการให้น้ำ จัดหา และนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และแล้วเสร็จด้วยความร่วมมือกับพระเจ้า แต่งานของมนุษย์นั้นไม่สามารถแทนที่พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้เลย อีกทั้งไม่สามารถถือว่าอยู่ในประเภทเดียวกันกับพระราชกิจของพระเจ้า  เอายุคพระคุณเป็นตัวอย่างนะ เมื่อองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงเริ่มต้นยุคพระคุณและทรงอวสานยุคธรรมบัญญัติ นำทางมวลมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่  หลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจของพระองค์แล้วเสร็จ อัครทูตเปโตรและคนอื่นๆ ก็ได้เริ่มสืบสานพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า โดยนำทางและเลี้ยงดูคริสตจักร และนำทางพี่น้องชายหญิงให้ติดตามหนทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า  การนี้อยู่ในความร่วมมือกับพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าทั้งสิ้น  ณ เวลานั้น ผู้คนของคริสตจักรได้ยอมรับการเลี้ยงดูและการนำทางของเปโตร แต่ไม่มีผู้ใดพูดว่าพวกเขากำลังเชื่อในเปโตรหรืออัครทูตอื่นบางคน  นี่คือข้อเท็จจริง  ในหนทางเดียวกัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้ายได้เสด็จมาและได้ทรงอวสานยุคพระคุณและได้ทรงนำมาซึ่งยุคแห่งราชอาณาจักร  พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มด้วยพระนิเวศของพระเจ้าและทรงแสดงให้เห็นซึ่งความจริงทั้งปวงเพื่อชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยมวลมนุษย์ให้รอด  หากพวกเราสามารถเข้าใจ ปฏิบัติ และเข้าสู่ความจริงเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเราก็จะเป็นผู้ที่จะได้มาซึ่งความรอดอันแท้จริงและจะได้รับการทำให้เพียบพร้อม  อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะขีดความสามารถของพวกเรานั้นต่ำ การสัมฤทธิ์ความรอดอันแท้จริงโดยผ่านทางการอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตัวเราเองและโดยผ่านทางการมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า จึงเป็นกระบวนการที่ลำบากยากเย็นและเชื่องช้ามาก  ด้วยเหตุนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงเกณฑ์ชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้เพื่อให้นำทางพวกเรา  ชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้นั้นได้รับการตระเตรียมและได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว  เขาได้รับประสบการณ์ของการได้มาซึ่งความรอดและความเพียบพร้อมโดยผ่านทางการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า  เขาใช้ประสบการณ์ของเขาเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าเพื่อนำพวกเราให้รู้จักพระวจนะของพระเจ้าและให้เข้าสู่พระวจนะของพระเจ้า  การนี้ช่วยพวกเราให้เบี่ยงเบนจากวิถีน้อยลง  ตราบเท่าที่พวกเรายอมรับและเชื่อฟังการนำทางและการให้น้ำของชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ เช่นนั้นแล้วพวกเราย่อมสามารถเลือกเส้นทางที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าและแห่งการได้มาซึ่งความรอดอันแท้จริง  นี่คือพระเมตตาและพระพรที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเราทั้งสิ้น  งานซึ่งชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้นั้นทำ กำลังยกย่องและเป็นพยานให้พระเจ้า และกำลังนำพวกเราให้เชื่อฟังและนมัสการพระเจ้า  เขาไม่เคยได้ขอให้พวกเราปฏิบัติต่อเขาในฐานะพระเจ้า อีกทั้งเขาก็ไม่เคยเรียกร้องให้พวกเราเชื่อในตัวเขา  ประชากรทั้งหมดที่พระเจ้าทรงเลือกสรรล้วนชัดเจนมากเกี่ยวกับการนี้ว่า ชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้นั้นเป็นเพียงพี่น้องชายของพวกเราและผู้นำของพวกเรา และพวกเราเชื่อในพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มิใช่ผู้ชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้  มีข่าวลือทางอินเทอร์เน็ตว่าพวกเราเชื่อในชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้  นี่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งหลายและเป็นความสับสนงุนงงระหว่างถูกกับผิดอย่างสิ้นเชิง  เป็นการเชื่อที่ผิดของซาตานและเป็นคำโกหกที่ล่อลวงผู้คน  เธออาจจะไปที่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ด้วยก็ได้ เพื่อดูด้วยตัวเธอเอง เพื่อเดินในท่ามกลางพี่น้องชายหญิงทั้งหลาย เพื่อฟังพวกเขาและเข้าใจอย่างแท้จริง  เมื่อนั้นเธอจะเห็นว่าพวกเราอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเราอธิษฐานในพระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และพวกเราเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์พระองค์เอง นั่นก็คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย  พระคริสต์ทรงใช้ฤทธานุภาพเหนือคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทั้งสิ้น  เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ใช้ฤทธานุภาพ  ดังนั้นบอกฉันสิว่า พวกเราเชื่อในชายคนหนึ่งหรือในพระเจ้ากันแน่?  นี่ไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดหรอกหรือ?”  หลังจากฟังการสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงแล้ว ฉันก็มารู้เล็กน้อยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์ และฉันได้เข้าใจเล็กน้อยเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการเกณฑ์ชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้อีกด้วย  ฉันได้รู้ด้วยว่าพวกเราได้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ในชายคนหนึ่ง  ฉันอดที่จะพูดกับตัวฉันเองไม่ได้ว่า สิ่งที่พวกเราได้รับไว้แล้วคือพระราชกิจของพระเจ้าและสิ่งหล่อเลี้ยงแห่งพระวจนะของพระเจ้า  พวกเราเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเราไม่ได้ติดตามและเชื่อในชายคนหนึ่ง  ดูเหมือนว่าข่าวลือออนไลน์เหล่านั้นคือคำโกหกทั้งหลายของซาตาน เป็นความเทียมเท็จต่างๆ ที่มุ่งจะล่อลวงผู้คน  ในปฐมกาล บรรพบุรุษคนแรกๆ ของพวกเรา อาดัมกับเอวา ถูกเล่ห์เหลี่ยมของซาตานทำให้หลงเชื่อ พวกเขาได้กระทำบาปและได้ถูกขับออกจากสวนเอเดนเพราะพวกเขาฟังคำโกหกของซาตาน  ผู้คนชาวยิวที่ร่วมกับพวกฟาริสีในการตรึงกางเขนองค์พระเยซูเจ้าก็ได้ฟังข่าวลือต่างๆ และถูกเล่ห์เหลี่ยมของซาตานทำให้หลงเชื่อเช่นกัน และได้กลายเป็นพวกคนบาปนิรันดร์ผู้ต่อต้านพระเจ้า  ฉันต้องเรียนรู้จากบทเรียนของความล้มเหลวก่อนหน้านี้ทั้งหลาย  ฉันไม่ควรถูกซาตานทำให้หลงเชื่ออีกต่อไป!

ตอนที่พี่น้องหญิงแซ่อู๋จากไป เธอได้บอกให้ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และได้ทิ้งการสามัคคีธรรมของชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ไว้ให้ฉันอ่าน  วันหนึ่งฉันได้เห็นบทตอนหนึ่งของการสามัคคีธรรมนั้นว่า “ณ ชั่วขณะสุดท้ายที่วิกฤตินี้ ผู้คนควรทำให้สิ่งต่อไปนี้เป็นลำดับความสำคัญแรกสุดในการปฏิบัติของพวกเขา กล่าวคือ การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้า การทำสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าวางพระทัยฝากไว้ให้พวกเขาทำ การดำเนินหน้าที่ต่างๆ ของพวกเขาให้เสร็จสิ้น การทำให้พระเจ้าพอพระทัย และการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า—โดยการปฏิบัติในหนทางเหล่านี้เท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถรักภักดีต่อพระเจ้า  เหล่าวิสุทธิชนในอดีตพูดบ่อยครั้งว่า ‘สิ่งที่พวกเราได้หรือสูญเสียนั้นหาได้สำคัญไม่ พวกเราควรให้ความสนใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า’  นี่ควรเป็นคติประจำตัวของผู้คนทั้งปวง  การปฏิบัติโดยเฉพาะเจาะจงมีดังต่อไปนี้คือ หากถูกการก่อกวนของซาตานทำให้ทุกข์ร้อน เช่นนั้นแล้วกิจแรกย่อมเป็นการดำรงคำพยานของพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้าเอาไว้ และใช้ความจริงในการทำให้ซาตานปราชัย  หากเผชิญหน้ากับบาปหรือการทดลอง เช่นนั้นแล้วการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าย่อมมาก่อนเป็นอันดับแรก และคนเราต้องไม่ทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองและทรงอาย  หากผู้คน ปัญหา หรือสิ่งต่างๆ ถ่วงการทำหน้าที่ของคนเราให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วสิ่งที่พระเจ้าวางพระทัยฝากไว้ให้คนเราทำย่อมมาก่อนเป็นอันดับแรก และคนเราต้องหลุดพ้นจากการพัวพันทั้งปวงและรักภักดีต่อพระเจ้า  หากและเมื่อเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนบุคคลของคนคนหนึ่งเกิดขึ้น เช่นนั้นแล้วผลประโยชน์ของครอบครัวของพระเจ้าย่อมมาก่อนเป็นอันดับแรก  การทอดทิ้งผลประโยชน์ส่วนบุคคลของคนเราและการคำนึงถึงพระทัยของพระเจ้านั้นสำคัญยิ่งชีพ  หากเรื่องทางโลกพัวพันและจำกัดควบคุมคนเราไว้ เช่นนั้นแล้วการทำหน้าที่ของคนเราให้ลุล่วงและการทำให้พระเจ้าพอพระทัยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก และคนเราต้องทิ้งสิ่งอื่นทั้งหมดและสละตนเองเพื่อพระเจ้า” (การสามัคคีธรรมจากเบื้องบน)  จากการสามัคคีธรรมของชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ ฉันก็ได้มารู้อย่างชัดเจนมากถึงวิธีที่ฉันควรปฏิบัติในชีวิตจริงเพื่อที่จะทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าพอพระทัย ตลอดจนสิ่งที่ควรทำเพื่อที่จะสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า  ฉันรู้สึกว่าชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้นั้นกำลังนำพวกเราให้เชื่อฟังพระเจ้าอย่างแท้จริง ให้พวกเราเข้าสู่ความจริงและทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วง  ฉันได้มาซึ้งคุณค่าว่า “ล่าม” ที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการให้พวกเรานั้นช่างดีจริงๆ!  ฉันถึงกับรู้สึกอย่างชัดเจนมากขึ้นอีกว่า พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ไว้ล่วงหน้าสำหรับพวกเรา เพื่อนำพวกเราให้เข้าใจความจริงรวดเร็วยิ่งขึ้นและให้มารู้จักพระเจ้า  นี่คือความรักอันจริงใจที่พระเจ้าทรงมีให้พวกเรา!  ณ จุดนี้ฉันก็ได้มองทะลุและละทิ้งข่าวลือเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์ ข่าวลือที่ได้ถูกแพร่กระจายทางออนไลน์ซึ่งกล่าวโทษพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าและโจมตีชายที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้  จากที่รู้สึกกระวนกระวาย ฉันก็สามารถสบายใจได้ในที่สุด  ฉันได้มาเชื่ออย่างแท้จริงว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมา  โดยการยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันจึงตามทันก้าวพระบาทของพระเมษโปดก ไปร่วมงานอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก และได้รับการยกขึ้นเบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า!

หลังจากผ่านการรบกวนครั้งนี้ของซาตานมาได้ ฉันถึงกับได้กลายเป็นเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  บัดนี้ฉันได้ติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มานานกว่าหนึ่งทศวรรษแล้ว  ฉันคิดย้อนกลับไปยังมโนคติอันหลงผิดทั้งหมดที่ฉันได้มีเมื่อฉันเพิ่งได้ยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้า คิดย้อนกลับไปยังการเข้าใจความจริงบางอย่างและมองทะลุข่าวลือของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับชุมชนทางศาสนา การทิ้งมโนคติอันหลงผิดของฉันและไม่ถูกล่อลวงอีกต่อไป ฉันคิดย้อนกลับไปยังการเพียรพยายามที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและการทำหน้าที่ของฉันในฐานะชีวิตที่ได้รับการทรงสร้างชีวิตหนึ่งและการตอบแทนความรักของพระเจ้า และติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างแน่วแน่  ทั้งหมดนี้ได้ทำให้ฉันซึ้งคุณค่าอย่างแท้จริงในความจริงของพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า กล่าวคือ “ในสัมพันธภาพเช่นนี้กับพระเจ้าในเนื้อหนัง มนุษย์จึงก้าวหน้าจากการต่อต้านไปสู่การเชื่อฟัง จากการข่มเหงไปสู่การยอมรับ จากมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายไปสู่ความรู้ และจากการปฏิเสธไปสู่ความรัก  เหล่านี้คือประสิทธิผลทั้งหลายจากพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า) ขอบพระทัยพระเจ้า!

ก่อนหน้า: 20. การฝ่าฟันผ่านคำโกหกเพื่อหันเข้าหาพระเจ้า

ถัดไป: 23. แขวนอยู่บนเส้นด้าย

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger