33 หลังการโกหก

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกเจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าชอบคนจำพวกที่มีความซื่อสัตย์ โดยเนื้อแท้แล้ว พระเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยความสัตย์ซื่อ และดังนั้น พระวจนะของพระเจ้าสามารถเชื่อถือไว้วางใจได้เสมอ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การกระทำของพระองค์นั้นสมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่องผิดพลาดและปราศจากข้อให้กังขา และนี่เองที่เป็นเหตุผลว่า เหตุใดพระเจ้าจึงชอบคนจำพวกที่มีความซื่อสัตย์ต่อพระองค์โดยสมบูรณ์ปราศจากข้อกังขาสงสัย ความซื่อสัตย์หมายถึงการมอบหัวใจของเจ้าให้แก่พระเจ้า จริงแท้ต่อพระเจ้าในทุกสิ่งสรรพ์ เปิดเผยต่อพระเจ้าในทุกสิ่งสรรพ์ ไม่เคยซุกซ่อนความเป็นจริง ไม่พยายามหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่สูงกว่าและต่ำกว่าเจ้า และไม่ทำสิ่งต่างๆเพื่อหวังประจบประแจงให้พระเจ้าโปรดปราน กล่าวสั้นๆก็คือ การมีความซื่อสัตย์คือการมีความบริสุทธิ์ในการกระทำและคำพูดทั้งหลาย และการไม่หลอกลวงทั้งพระเจ้าและมนุษย์” (“การตักเตือนสามประการ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสอีกด้วยว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3) เราเห็นได้จากพระวจนะของพระเจ้าว่าพระองค์ทรงสัตย์ซื่อ ว่าพระองค์โปรดความซื่อสัตย์ และทรงชิงชังการหลอกลวง และมีเพียงคนที่ซื่อสัตย์ที่จะได้รับการช่วยให้รอด และได้เข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราซื่อสัตย์ ครั้งแล้วครั้งเล่า และให้เราแก้ไขการโกหก และแรงจูงใจให้หลอกลวง แต่ในชีวิตจริง เมื่อไรก็ตามที่มีบางสิ่งมาแตะต้องชื่อเสียงและสถานะของฉัน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะโกหกและหลอกลวง ถ้าไม่มีการพิพากษาและการเปิดเผยพระวจนะของพระเจ้า ไม่มีการสั่งสอนและการบ่มวินัยของพระองค์ ฉันก็คงไม่มีวันกลับใจ หันหนีไปจากการโกหก และปฏิบัติความจริงในฐานะคนที่ซื่อสัตย์ได้อย่างแท้จริง

เมื่อสองสามปีก่อน ฉันได้ทำหน้าที่ผู้นำของคริสตจักรแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง ผู้นำของฉันขอให้ฉันเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อนร่วมงาน ฉันมีความสุขมาก ฉันคิดถึงว่า ไม่นานมานี้ ฉันได้ทำงานในคริสตจักรหนักขนาดไหน จัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมทุกวัน และพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างกระตือรือร้น บางกลุ่มมีความก้าวหน้ามาก ฉันเลยคิดด้วยความแน่ใจว่า การชุมนุมครั้งนี้คือโอกาสที่ฉันจะได้แสดงผลงาน ฉันสามารถแสดงให้ผู้นำและพวกเพื่อนร่วมงานเห็นได้ว่า ตัวฉัน ตัวฉันดีกว่าคนอื่นๆ เมื่อฉันไปถึง ฉันเห็นพี่หลิวกำลังขมวดคิ้วด้วยความกังวล และเธอก็พูดพร้อมถอนหายใจว่า “งานรดน้ำและสนับสนุนเหล่าพี่น้องชายหญิงของคุณเป็นยังไงบ้าง? พวกเรากำลังลำบาก ฉันต้องขาดความเป็นจริงของความจริงไปแน่ มีปัญหามากมายที่ฉันแก้ไม่ได้จริงๆ” ฉันยิ้มและพูดว่า “งานรดน้ำที่คริสตจักรของเราเป็นไปได้ด้วยดีค่ะ ดีกว่าเมื่อก่อนมาก” แล้วตอนนั้นเองผู้นำก็เข้ามา และเริ่มถามเรื่องงานรดน้ำในคริสตจักรต่างๆ ฉันคิดว่ามันคือโอกาสให้ฉันได้เฉิดฉาย ฉันจึงต้องแสดงออกให้ดี ที่น่าแปลกใจก็คือ เธอไม่ได้ถามถึงความสำเร็จในงานรดน้ำของเรา แต่ถามว่ามีความยากลำบากอะไรเกิดขึ้นบ้าง เรื่องพวกนั้นได้รับการแก้ไขผ่านการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงยังไง และมีความยากลำบากอะไรบ้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข ฉันตื่นตระหนก โดยทั่วไปแล้ว ฉันก็แค่ทำงานประสานงาน และไม่รู้รายละเอียดต่างๆ เลย ฉันจึงไม่ได้ทำการรดน้ำจริงๆ ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ฉันควรจะพูดว่าอะไรตอนที่ผู้นำถามฉัน? ถ้าฉันบอกความจริง เธอจะคิดว่าฉันไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงรึเปล่า? ฉันเพิ่งจะโอ้อวดพี่หลิวไป ว่างานที่ฉันรับผิดชอบเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าฉันพูดถึงรายละเอียดไม่ได้ เธอจะบอกว่าฉันโอ้อวดเกินจริงรึเปล่า? ฉันจะทำอะไรได้บ้าง? ฉันรู้สึกกังวลมากขึ้นทุกที ตอนนั้นเอง พี่โจวก็พูดถึงปัญหาบางอย่างที่พวกเขาเผชิญ ในงานรดน้ำที่คริสตจักรของพวกเขา และความเสื่อมทรามที่เขาได้เปิดเผยในงานของเขา จากนั้นเขาก็อธิบายว่าเขาเสาะหาความจริงเพื่อคลี่คลายเรื่องพวกนี้ยังไง เขาอธิบายในแบบที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและละเอียดมากๆ ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงเส้นทางแห่งการปฏิบัติ ฉันรู้สึกได้ถึงความละอายที่แท้จริง หลังจากที่ได้ฟังการสามัคคีธรรมของเขา ฉันรู้ตัวว่าฉันไม่ได้ทำงานปฏิบัติเลย ฉันก้มหน้าลง และใบหน้าของฉันร้อนผ่าว แล้วตอนนั้นเองผู้นำก็ขอให้ฉันพูด หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะ ฉันควรจะพูดอะไร? ฉันไม่มีรายละเอียดอะไรมาแบ่งปัน และการบอกแค่ภาพรวมจะแสดงให้เห็นว่าฉันไม่ได้ทำงานปฏิบัติ คนอื่นๆ จะคิดกับฉันยังไงถ้าฉันพูดความจริง? ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่สามารถตรงไปตรงมาได้ ฉันก็เลยพูดว่า “สถานการณ์ของฉันก็คล้ายๆ กับของพี่โจว ไม่ต้องพูดซ้ำหรอกค่ะ” ผู้นำฟังและไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็เริ่มการชุมนุมด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ในการชุนนุมนั้น ฉันรู้สึกราวกับว่า ฉันได้ขโมยอะไรบางอย่างไปจากใครสักคน ฉันวิตกกังวลจริงๆ กลัวว่าวันที่ผู้นำของฉันมาตรวจสอบหรือควบคุมงานของฉัน เขาจะพบว่าการปฏิบัติของฉันไม่เหมือนกับของพี่โจว และย้ายฉันออกจากหน้าที่เพราะฉันไม่ได้ทำงานปฏิบัติ เพราะฉันโกหกและหลอกลวง ความร้อนรนของฉันเพิ่มขึ้น แต่ฉันยังขาดความกล้าที่จะพูดความจริง ฉันตัดสินใจอย่างเงียบๆ “ฉันต้องทำงานแบบที่พี่โจวทำให้ได้ เพื่อชดใช้ความไม่ซื่อสัตย์ของฉันในวันนี้”

เมื่อฉันกลับไปที่คริสตจักร ฉันพบกับผู้ดูแลและผู้นำกลุ่มทันที มอบการสามัคคีธรรมอย่างละเอียดด้วยตัวเอง และให้พวกเขาเริ่มในทันที จากนั้นฉันก็ขี่จักรยานไปที่บ้านของพี่หลิว ฉันเล่าเรื่องเส้นทางของพี่โจวให้เธอฟังอย่างละเอียด และบอกให้เธอนำไปแบ่งปันกับพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ที่มีหน้าที่รดน้ำ เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และฉันรอคอยที่จะเก็บเกี่ยวผลจากการตรากตรำของฉันอย่างมีความสุขมาก แต่ฉันก็ต้องแปลกใจ พวกเขาบอกว่าพวกเขาเจอปัญหามากมายในงานรดน้ำของพวกเขา บางเรื่องพวกเขาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ และผู้มาใหม่ก็หลงเชื่อคำโกหก ของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนและศิษยาภิบาลทางศาสนา เพราะพวกเขาไม่ได้รับการรดน้ำทันเวลา และพวกเขาก็เลยไม่กล้าที่จะมาชุมนุมอีกแล้ว ความคิดของฉันหมุนเคว้ง เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นได้ยังไง? ฉันรีบกลับไปที่บ้านของพี่หลิว และทันทีที่เธอเห็นฉัน เธอก็พูดอย่างร้อนรนว่า “ตอนนี้เราจะทำยังไงกับปัญหาพวกนี้ในงานรดน้ำของเราดี? ฉันไม่รู้เลยจริงๆ” ฉันไม่รู้จะพูดว่าอะไร ฉันได้แนะนำเธอผ่านการสามัคคีธรรมเป็นพิเศษ และได้สามัคคีธรรมอย่างละเอียดมากๆ แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจ ฉันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนั้น ฉันสามัคคีธรรมชัดเจนขนาดนั้น แต่พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ ผู้นำจะมองฉันยังไง ถ้างานของฉันไม่เป็นไปได้ด้วยดี? ยิ่งฉันคิดเรื่องนี้เท่าไร ฉันก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดและหดหู่มากเท่านั้น ฉันได้แต่นอนกระสับกระส่ายในตอนกลางคืน ไม่สามารถหลับได้ รู้สึกไร้พลังงานโดยสิ้นเชิง ในที่สุดฉันก็อธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า “พระเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำหน้าที่ของตัวเองหนักขึ้นมากในช่วงสองสามวันมานี้ แต่ข้าพระองค์ไม่ประสบความสำเร็จเลย ข้าพระองค์ไม่รู้สึกถึงการนำทางของพระองค์ และข้าพระองค์กำลังใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด พระเจ้า ข้าพระองค์กำลังทำสิ่งที่ขัดกับน้ำพระทัยของพระองค์ ปลุกเร้าความรังเกียจและความเกลียดชังของพระองค์ใช่หรือไม่? ได้โปรดทรงให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์ได้เข้าใจสถานะของข้าพระองค์เองด้วยเถิด”

จากนั้นฉันก็ได้อ่านพระวจนะทรงเปิดเผยจากพระเจ้าพวกนี้ “เป้าหมายและเจตนาทั้งหลายของเจ้าเกิดขึ้นโดยมีเราอยู่ในจิตใจไหม? คำพูดและการกระทำทั้งปวงของเจ้าถูกกล่าวและกระทำต่อหน้าเราไหม? เราตรวจสอบความคิดและแนวคิดทั้งปวงของเจ้า เจ้าไม่รู้สึกผิดเลยหรือ? เจ้าสวมฉากหน้าอันเป็นเท็จให้คนอื่นๆ เห็น และเจ้าแสร้งทำอย่างสงบว่าตนนั้นถูกเสมอ เจ้าทำการนี้เพื่อกำบังตัวเจ้าเอง เจ้าทำการนี้เพื่อปกปิดความชั่วของเจ้า และเจ้าถึงกับคิดหาหนทางที่จะผลักความชั่วนั้นไปให้คนอื่น การทรยศแบบไหนกันที่อยู่อาศัยในหัวใจของเจ้า!” (“บทที่ 13” ของ ” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “จงอย่ากระทำการวิธีหนึ่งต่อหน้าผู้อื่น แต่กระทำการอีกวิธีหนึ่งลับหลังพวกเขา เรามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำอย่างชัดเจน และแม้ว่าเจ้าอาจจะหลอกผู้อื่นได้ แต่เจ้าไม่สามารถหลอกเราได้ เราเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน เป็นไปไม่ได้สำหรับเจ้าที่จะปกปิดสิ่งใด ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายในมือของเรา อย่าคิดว่าตัวเจ้าเองเฉลียวฉลาดมากนักที่ทำการคำนวณเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าออกมาเพื่อความได้เปรียบของเจ้า เราบอกเจ้าว่า ไม่ว่ามนุษย์อาจจะคิดวางแผนการมากมายเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าแผนเหล่านั้นจะเป็นจำนวนพันหรือเป็นจำนวนหมื่น ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถหนีรอดจากฝ่ามือของเราได้ สรรพสิ่งและวัตถุทั้งหมดถูกควบคุมโดยมือของเรา นับประสาอะไรกับคนๆ เดียว! จงอย่าพยายามหลบเลี่ยงเราหรือหลบซ่อน จงอย่าพยายามฉอเลาะหรือปกปิด เป็นไปได้หรือที่เจ้ายังคงไม่เห็นว่าใบหน้าอันรุ่งโรจน์ของเรา ความโกรธของเราและการพิพากษาของเรา ได้รับการเผยต่อสาธารณะแล้ว? ใครก็ตามที่ไม่ต้องการเราอย่างจริงใจ เราก็จะพิพากษาพวกเขาทันทีและโดยไม่มีความปรานี ความสงสารของเราได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่มีเหลืออีกแล้ว จงอย่าเป็นพวกคนหน้าซื่อใจคดอีกต่อไป และหยุดวิถีทางต่างๆ อันป่าเถื่อนและบุ่มบ่ามของเจ้าเสีย” (“บทที่ 44” ของ ” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันไตร่ตรองตัวเองหลังจากที่ได้อ่านข้อความนี้ ฉันรีบเร่งจัดการชุมนุมและการสามัคคีธรรมกับเหล่าผู้ดูแลและผู้นำกลุ่ม แต่ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร? ฉันทำเพื่อประโยชน์ของงานของคริสตจักร เพื่อชีวิตของพี่น้องชายหญิงของฉันจริงๆ หรือ? ฉันทำไปเพื่อแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพวกเขารึเปล่า? จากนั้นฉันก็คิดถึงเรื่องที่ฉันได้โกหกในการชุมนุม ตอนที่ผู้นำถามถึงงานรดน้ำ ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเลย แต่ฉันก็หลอกลวง เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ดูเหมือนคนโง่ เพื่อที่ผู้คนจะได้ไม่มองผ่านฉันไป หรือดูถูกฉัน ฉันรีบกลับมาเพื่ออุดช่องโหว่ในงานของฉัน เพื่อแค่ว่าผู้นำจะไม่ค้นพบว่าฉันโกหก ฉันตระหนักได้ตอนนั้นเองว่า ฉันทำงานอย่างหนัก แค่เพื่อให้คำโกหกของฉันไปต่อได้ เพื่อปกปิดความจริงว่าฉันไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และเพื่อชื่อเสียงและสถานะของฉันเอง ฉันแค่ใช้เส้นทางที่พี่โจวได้สามัคคีธรรมไว้ แทนที่จะเข้าใจถึงความยากลำบากที่แท้จริงของพี่น้องชายหญิงของฉัน และแก้ปัญหาของพวกเขาด้วยการสามัคคีธรรมไปบนความจริง ฉันไม่ใส่ใจในหน้าที่ของฉัน เก็บแรงจูงใจอันเลวทรามไว้ในใจ นั่นจะสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ยังไง? พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นหัวใจในส่วนที่ลึกที่สุดของเรา แล้วพระองค์จะไม่ทรงรังเกียจฉันที่พยายามหลอกลวงพระองค์ โกงพระองค์ และทำราวกับพระองค์เป็นตัวตลกแบบนั้นได้ยังไง? ความมืดที่ฉันตกลงไปคือการที่พระเจ้าทรงสั่งสอนและทรงบ่มวินัยฉัน การตระหนักถึงเรื่องนี้ทำให้ฉันกลัวพอควร และฉันคิดถึงการปฏิบัติความจริงและการเปิดเผยตัวเองในการชุมนุมครั้งต่อไป แต่ฉันก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง เมื่อคิดว่าฉันได้พูดโกหกคำโตเอาไว้ คนอื่นจะมองฉันว่ายังไงถ้าฉันออกมายอมรับ? พวกเขาจะบอกว่าฉันเจ้าเล่ห์รึเปล่า?

จากนั้นฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง “เมื่อเจ้าพูดโกหก เจ้าไม่เสียหน้าตรงนั้นทันที แต่ในหัวใจของเจ้า เจ้ารู้สึกว่า เจ้าได้ถูกทำลายความน่าเชื่อถือไปแล้วอย่างถึงที่สุด และมโนธรรมของเจ้าจะกล่าวหาเจ้าเรื่องที่เจ้าไม่ซื่อสัตย์ ลึกลงไปนั้น เจ้าจะดูหมิ่นตัวเองและรู้สึกเหยียดหยามตัวเอง และคิดว่า ‘ฉันดำรงชีวิตอยู่อย่างน่าเวทนายิ่งนักได้อย่างไรกัน? มันยากลำบากมากจริงหรือที่จะพูดความจริง? ฉันต้องพูดคำโกหกเหล่านี้เพียงเพื่อประโยชน์ของความมีหน้ามีตาของฉันหรือ? เหตุใดชีวิตนี้จึงน่าเหนื่อยหน่ายเหลือเกินสำหรับฉัน?’ เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตที่น่าเหนื่อยหน่าย แต่เจ้าไม่ได้เลือกเส้นทางของความสบายและอิสรภาพ เจ้าได้เลือกเส้นทางที่ค้ำจุนความมีหน้ามีตาของเจ้าและสิ่งไร้ค่า ดังนั้นสำหรับเจ้าแล้ว ชีวิตช่างน่าเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก […] เจ้าไม่สามารถปล่อยวางสิ่งทั้งหลาย อาทิเช่น ความมีหน้ามีตาและชื่อเสียงเกียรติยศของเจ้าได้เลย ดังนั้นเจ้าจึงทำได้เพียงค้ำจุนสิ่งเหล่านั้นด้วยคำโกหกทั้งหลายเท่านั้นเอง เจ้ารู้สึกว่าเจ้าสามารถใช้คำโกหกทั้งหลายยึดจับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ แต่อันที่จริงแล้ว เจ้าไม่สามารถเลย ความไม่จริงทั้งหลายของเจ้าไม่เพียงแค่ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการธำรงรักษาความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีของเจ้าเอาไว้เท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เจ้าได้สูญเสียโอกาสที่จะปฏิบัติความจริง ต่อให้เจ้าได้ค้ำจุนความมีหน้ามีตาและเกียรติยศของเจ้าเอาไว้ แต่เจ้าก็ได้สูญเสียความจริงไป เจ้าได้สูญเสียโอกาสเหมาะที่จะนำมันไปปฏิบัติ รวมถึงโอกาสที่จะเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ นี่คือการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) พระวจนะของพระเจ้าทุกคำพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของฉัน ฉันรักษาชื่อเสียงของตัวเองเอาไว้ได้หลังจากที่ฉันพูดโกหก แต่ฉันไม่ได้รู้สึกถึงความสุขเลยสักนิด ตรงกันข้าม ฉันไม่สบายใจ รู้สึกแย่กับสิ่งที่ฉันได้ทำลงไปอยู่ตลอดเวลา บางครั้ง ฉันก็ไม่อยากสบตากับผู้คนเวลาที่ฉันพูด กลัวว่าพวกเขาจะเห็นความหลอกลวงของฉัน และจะไม่ไว้ใจฉันอีก ฉันถึงกับพยายามทำทุกอย่างเพื่อปกปิดคำโกหกของฉัน เพื่อทำให้มันน่าเชื่อถือ มันเป็นการใช้ชีวิตที่ยากและเหน็ดเหนื่อย และฉันก็ไม่สามารถหาความโล่งใจได้เลย ฉันได้โกหกและหลอกลวง และฉันก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างหลอกลวง และไร้เกียรติ เมื่อไม่อยากจะปกปิดตัวเองอีกต่อไปแล้ว ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อสารภาพและกลับใจ และตัดสินใจว่าฉันจะละทิ้งเนื้อหนังของฉัน และเปิดเผยในครั้งต่อไปที่ฉันได้พบกับพี่น้องชายหญิง

ผู้นำมาร่วมงานชุมนุมกับเราในอีกสองสามวันต่อมา และฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงกำลังให้โอกาสฉันในการปฏิบัติความจริง ฉันอธิษฐาน “โอ้ พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะเปิดเผยคำโกหกและการหลอกลวงของข้าพระองค์ ได้โปรดประทานความแน่วแน่ในการปฏิบัติความจริงให้แก่ข้าพระองค์ด้วย” เมื่อฉันไปถึง ฉันถึงได้รู้ว่าเธอมาเพื่อ เลือกคู่ร่วมงานจากกลุ่มผู้นำคริสตจักรในหมู่พวกเรา การดื้นรนภายในเกิดขึ้นในใจฉัน ในหมู่ผู้นำคริสตจักรของเรา ความสามารถและผลงานของฉันดีกว่าคนอื่นอยู่บ้าง ดังนั้นพวกเขาจึงอาจมองไว้แล้วว่าฉันเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ถ้าฉันพูดความจริง และเปิดเผยคำโกหกของฉัน พวกเขาจะเห็นค่าฉันน้อยลงรึเปล่า? พวกเขาจะคิดว่าฉันเจ้าเล่ห์เกินไป และไม่เลือกฉันรึเปล่า? ฉันจะกล้าโผล่หน้ามาอีกได้ยังไงถ้าคนอื่นได้รับเลือกแทน? ฉันคิดได้ว่าฉันไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้ ขณะที่ฉันก้มหน้าลง จมอยู่ในความคิด ผู้นำก็บอกให้ฉันแบ่งปันเรื่องราวของฉันในช่วงนี้ ฉันพูดถูๆ ไถๆ ด้วยคำพูดตะกุกตะกัก “ฉันอยู่ในสถานะที่ดีค่ะ เมื่อเจอกับความยากลำบาก ฉันรู้ว่าควรอธิษฐานต่อพระเจ้า และเสาะหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น...” หลังจากที่พูดแบบนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันได้ทำสิ่งที่น่าอับอาย และฉันก็เต็มไปด้วยความร้อนรน จนเหงื่อออกเยอะมาก เมื่อผู้นำเห็นฉันเช็ดเหงื่อไม่หยุด เธอก็เอาน้ำร้อนมาให้ฉันแก้วหนึ่ง และถามฉันอย่างอ่อนโยนว่าฉันเป็นหวัดรึเปล่า ฉันบอกว่า “ฉันไม่รู้ว่าทำไมค่ะ ฉันรู้สึกร้อนรนและเหงื่อไหลไม่หยุดเลย” ความจริง ฉันรู้เป็นอย่างดี มันเป็นเพราะว่าฉันโกหกอีกแล้ว และไม่ได้ปฏิบัติความจริง ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ “พระเจ้า ข้าพระองค์ได้โกหกครั้งแล้วครั้งเล่า ปฏิเสธที่จะปฏิบัติความจริงอย่างดื้อดึง ข้าพระองค์ช่างแข็งขืน กระด้างกระเดื่อง ได้โปรดทรงนำทางให้ข้าพระองค์ได้ปฏิบัติความจริงและเป็นคนที่ซื่อสัตย์ด้วยเถิด”

จู่ๆ ภคินีหลิวก็เสนอ ให้เราร้องเพลงสรรเสริญของพระวจนะของพระเจ้า “ความซื่อสัตย์หมายถึงการมอบหัวใจของเจ้าให้แก่พระเจ้า จริงแท้ต่อพระเจ้าในทุกสิ่งสรรพ์ เปิดเผยต่อพระเจ้าในทุกสิ่งสรรพ์ ไม่เคยซุกซ่อนความเป็นจริง ไม่พยายามหลอกลวงบรรดาผู้ที่อยู่สูงกว่าและต่ำกว่าเจ้า และไม่ทำสิ่งต่างๆเพื่อหวังประจบประแจงให้พระเจ้าโปรดปราน กล่าวสั้นๆก็คือ การมีความซื่อสัตย์คือการมีความบริสุทธิ์ในการกระทำและคำพูดทั้งหลาย และการไม่หลอกลวงทั้งพระเจ้าและมนุษย์... หากคำพูดของเจ้าพรุนไปด้วยข้อแก้ตัวกับเหตุผลข้ออ้างที่ไร้ราคาฟังไม่ขึ้น เมื่อนั้นเราก็จะพูดว่า เจ้าคือใครบางคนที่ไม่เต็มใจจะนำความสัตย์จริงมาปฏิบัติ หากเจ้ามีความลับมากมายซึ่งเจ้าลังเลที่จะแบ่งปัน หากเจ้ารังเกียจยิ่งนักในการนำความลับของเจ้า—ความยากลำบากของเจ้า—มาตีแผ่ต่อหน้าคนอื่นๆ เพื่อหาทางออก เมื่อนั้นเราก็จะพูดว่า เจ้าคือใครบางคนที่จะไม่ได้รับความรอดโดยง่าย และเป็นคนที่จะไม่โผล่พ้นจากความมืดมิดโดยง่าย หากการแสวงหาความสัตย์จริงสร้างความพอใจให้กับเจ้าเป็นอย่างดี เมื่อนั้นเจ้าก็คือใครบางคนที่อาศัยอยู่ในแสงสว่างตลอดเวลา” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ๆ ระหว่างที่ฉันร้องเพลงสรรเสริญนี้ ฉันทั้งรู้สึกเจ็บปวดและอับอาย ฉันได้อธิฐานก่อนการชุมนุม เพราะฉันต้องการจะเปิดเผยว่าฉันได้โกหกและหลอกลวงยังไง แต่เมื่อฉันรู้ว่าผู้นำกำลังเลือกคนไปทำงานด้วย ฉันก็ไม่อยากเปิดเผยความลับอะไรทั้งนั้น ฉันกลัวผู้นำและเพื่อนร่วมงานจะรู้ว่าฉันไม่ได้ทำงานปฏิบัติ แถมยังโกหกด้วย ฉันกลัวพวกเขาจะบอกว่าฉันเจ้าเล่ห์เกินไป และจะไม่เลือกให้ฉันรับตำแหน่ง แบบนั้นฉันก็จะเสียโอกาสในการเป็นผู้นำ ฉันช่างหลอกลวงเหลือเกิน! พระเจ้าทรงเห็นทุกอย่าง ฉันอาจจะสามารถหลอกคนอื่นๆ ได้ แต่พระเจ้าน่ะเหรอ? พระวจนะเหล่านี้เด่นชัดมากจริงๆ “หากเจ้ามีความลับมากมายซึ่งเจ้าลังเลที่จะแบ่งปัน หากเจ้ารังเกียจยิ่งนักในการนำความลับของเจ้า—ความยากลำบากของเจ้า—มาตีแผ่ต่อหน้าคนอื่นๆ เพื่อหาทางออก เมื่อนั้นเราก็จะพูดว่า เจ้าคือใครบางคนที่จะไม่ได้รับความรอดโดยง่าย และเป็นคนที่จะไม่โผล่พ้นจากความมืดมิดโดยง่าย” ๆ ฉันยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นอีก ไม่ใช่ว่าฉันคือคนที่มีความลับมากมายที่ลังเลที่จะแบ่งปันอย่างที่พระเจ้าตรัสไว้หรอกหรือ? ฉันรู้เป็นอย่างดีว่าฉันไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานรดน้ำเลย แต่เมื่อผู้นำถามเรื่องพวกนั้นกับฉัน ฉันก็เล่นเกม และโกหกทั้งๆ ที่รู้ดี และเมื่อฉันกลับไปยังคริสตจักร ฉันก็ไม่ได้เปิดเผยต่อคนอื่นๆ เพื่อเปิดเผยความเสื่อมทรามของฉัน และความบกพร่องในงานของฉัน แทนที่จะทำอย่างนั้น ฉันพยายามจะปกปิดคำโกหกของฉันและโกหกต่อไป และทำเหมือนว่าฉันทำหน้าที่ของฉันอยู่ แบบนั้นจะเรียกว่าฉันทำหน้าที่ได้ยังไง? ทั้งหมดมันก็เพื่อปกป้องชื่อและสถานะของฉัน ฉันพยายามจะหลอกพระเจ้า และชี้นำผู้คนไปผิดทาง และอีกครั้ง เพื่อที่จะให้ได้รับตำแหน่งใหม่นี้ ฉันผิดคำสาบานของฉันอย่างหน้าไม่อาย โกงทั้งพระเจ้าและมนุษย์ ฉันโกหกและหลอกลวงครั้งแล้วครั้งเล่า! แล้วจู่ๆ พระวจนะจากพระเจ้าพวกนี้ก็สะกิดใจฉันค่ะ “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ คำพูดที่เกินกว่านี้มาจากความชั่ว เรื่องการตอบแทน” (มัทธิว 5:37) “พวกท่านมาจากพ่อของท่านคือมาร และท่านอยากจะทำตามความปรารถนาของพ่อ มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เริ่มแรกและไม่ได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา” (ยอห์น 8:44) ฉันรู้ดีว่าพระเจ้าโปรดผู้คนที่ซื่อสัตย์ แต่ฉันโกหกและปกปิดคำโกหกของฉันซ้ำแล้วซ้ำอีก พยายามจะหลอกพระเจ้าและพี่น้องชายหญิงของฉัน ฉันต่างจากซาตานตรงไหนกัน? ฉันมีเศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ที่เหมาะสมรึเปล่า? ถ้าฉันไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลง ฉันรู้เลยว่าฉันต้องพบจุดจบเดียวกับซาตานแน่นอน ความคิดนี้ทำให้ฉันหวาดกลัว ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า และฉันก็รวบรวมความกล้าที่จะฉีกชื่อเสียงของฉันออกเป็นชิ้นๆ ฉันเปิดเผยคำโกหกและการอำพรางในสิ่งที่ฉันได้ทำลงไป รวมถึงแรงจูงใจอันเลวทรามและเจ้าเล่ห์ของฉัน จนหมดเปลือก ไม่เหลืออะไรเอาไว้เลย หลังจากที่ฉันสารภาพอย่างหมดจด ฉันรู้สึกราวกับน้ำหนักอันหนักอึ้งถูกยกออก และจู่ๆ ฉันก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก ในใจฉันรู้สึกเป็นอิสระและสบายใจ

พี่น้องชายหญิงไม่ได้ดูหมิ่นฉัน และผู้นำยังอ่านบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าให้ฉันฟังด้วย “เมื่อผู้คนเข้าร่วมในเล่ห์ลวง เจตนาใดหรือที่มีต้นกำเนิดมาจากการนี้? อุปนิสัยจำพวกใดหรือที่พวกเขาเปิดเผยออกมา? เหตุใดพวกเขามีความสามารถที่จะแสดงอุปนิสัยประเภทนี้ออกมา? รากเหง้าของมันคืออะไร? มันคือการที่ผู้คนเห็นผลประโยชน์ของตัวเองสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาเข้าร่วมในเล่ห์ลวงเพื่อที่จะหาประโยชน์ใส่ตน และอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของพวกเขานั้นจึงถูกเปิดเผยออกมาด้วยการนี้เอง ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างไรเล่า? ก่อนอื่นเจ้าต้องปล่อยวางผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองลงเสียก่อน การทำให้ผู้คนปล่อยวางผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเองนั้นเป็นสิ่งซึ่งยากลำบากที่สุดที่จะทำ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่แสวงหาสิ่งใดเลยนอกจากผลกำไร ผลประโยชน์ของผู้คนคือชีวิตของพวกเขา และการทำให้พวกเขาปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นย่อมเทียบเท่ากับการบังคับพวกเขาให้ล้มเลิกชีวิตของพวกเขา ดังนั้นแล้ว เจ้าควรทำสิ่งใดเล่า? เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ละทิ้ง ทนทุกข์ และสู้ทนความเจ็บปวดของการปล่อยมือจากผลประโยชน์ทั้งหลายที่เจ้ารัก ทันทีที่เจ้าได้สู้ทนความเจ็บปวดนี้และปล่อยวางผลประโยชน์ของเจ้าไม่กี่อย่างไป เจ้าจะรู้สึกผ่อนบรรเทาลงสักเล็กน้อยและมีอิสระเสรีขึ้นมาสักนิด และในหนทางนี้ เจ้าย่อมจะชนะเนื้อหนังของเจ้า อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเกาะติดอยู่กับผลประโยชน์ของเจ้าและล้มเหลวที่จะปล่อยมือจากผลประโยชน์เหล่านั้น พลางพูดว่า ‘ฉันได้เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ว่าแต่ว่า แล้วมันเป็นอะไรหรือ? พระเจ้าไม่ได้ทรงลงโทษฉัน ดังนั้นแล้วผู้คนจะสามารถทำอะไรต่อฉันได้หรือ? ฉันจะไม่ปล่อยวางอะไรทั้งนั้น!’ เมื่อเจ้าไม่ปล่อยวางอันใดเลย ก็ไม่มีใครอื่นที่ทนทุกข์กับการสูญเสีย เป็นตัวเจ้าเองนั่นเองที่สูญเสียทั้งหมดไปในท้ายที่สุด ในข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อเจ้าระลึกรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง นี่ย่อมเป็นโอกาสเหมาะสำหรับเจ้าที่จะเข้าสู่ ก้าวหน้า และเปลี่ยนแปลง มันเป็นโอกาสสำหรับเจ้าที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับการทรงพินิจพิเคราะห์ของพระองค์และการพิพากษากับการตีสอนของพระองค์ ที่มากไปกว่านั้นคือ นี่เป็นโอกาสเหมาะสำหรับเจ้าที่จะบรรลุความรอด หากเจ้าล้มเลิกการแสวงหาความจริงแล้วไซร้ นั่นย่อมเทียบเท่ากับการล้มเลิกโอกาสเหมาะที่จะบรรลุความรอดและที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอน […] หากผู้คนเลือกที่จะปฏิบัติความจริงแล้วไซร้ ต่อให้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์ของตัวพวกเขาไป พวกเขาก็กำลังได้รับความรอดของพระเจ้าและชีวิตนิรันดร์ ผู้คนเหล่านั้นเป็นคนที่หลักแหลมที่สุด หากผู้คนได้รับประโยชน์จากการสละความจริงแล้วไซร้ สิ่งที่พวกเขาสูญเสียก็คือชีวิตและความรอดของพระเจ้า ผู้คนพวกนั้นเป็นพวกโง่เง่าที่สุด สำหรับสิ่งที่บุคคลหนึ่งจะเลือกในท้ายที่สุดนั้น—ผลประโยชน์ของตัวเอง หรือความจริง—นี่ก็คือสาระหนึ่งซึ่งเปิดเผยบุคคลหนึ่งมากกว่าสาระอื่นใด บรรดาผู้ซึ่งรักความจริงจะเลือกความจริง พวกเขาจะเลือกที่จะนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และติดตามพระองค์ พวกเขาจะเลือกที่จะทอดทิ้งผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเองเสียมากกว่า ไม่สำคัญว่าพวกเขาจำเป็นต้องทนทุกข์เพียงใด พวกเขามุ่งมั่นที่จะยืนหยัดคำพยานเพื่อที่จะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย นี่คือเส้นทางเดินแห่งการฝึกฝนปฏิบัติความจริง และการเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) การได้ฟังพระวจนะเหล่านี้ทำให้หัวใจของฉันสดใส ฉันได้ไตร่ตรองว่าฉันโกหกและโกงครั้งแล้วครั้งเล่า หลักๆ เป็นเพราะฉันใส่ใจกับชื่อเสียงและตำแหน่งมากเกินไป และเพราะว่าฉันมีธรรมชาติอันหลอกลวง ฉันได้รับการศึกษาและถูกปลูกฝังโดยซาตานตั้งแต่ยังเล็ก และได้ซึมซับยาพิษของมันมามากมาย อย่าง “ตัวใครตัวมันและปีศาจจะรอจัดการผู้รั้งท้าย” “ต้นไม้อยู่เพื่อลำต้นฉันใด คนย่อมอยู่เพื่อหน้าตาฉันนั้น” “คำโกหกจะกลายเป็นจริง ถ้าพูดซ้ำหมื่นครั้ง” “คนเราจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยปราศจากการโกหก” “คิดก่อนพูดและจากนั้นก็พูดอย่างสงวนท่าที” และอื่นๆ อีกมากมาย ปรัชญาซาตานพวกนี้ได้กลายมาเป็นกฎในการเอาชีวิตรอดของฉัน ฉันนำมันมาใช้ในการดำเนินชีวิต กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว หลอกลวง และจอมปลอมมากขึ้น ฉันคิดถึงแค่ผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น และอดไม่ได้ที่จะโกหกและหลอกลวงให้ได้มา แม้ว่าฉันจะรู้สึกผิดและตำหนิตัวเองหลังจากที่โกหก และฉันต้องการกลับใจต่อพระเจ้า และเปิดเผยต่อคนอื่นๆ ความกลัวที่จะได้รับความอับอายและถูกหัวเราะเยาะของฉัน ก็ทำให้ฉันปกปิดเพื่อตัวเอง และเสแสร้งจอมปลอมต่อไป ฉันไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยตัวตนและเผยแรงจูงใจอันเจ้าเล่ห์และพฤติกรรมหลอกลวงของฉัน ที่สำคัญก็คือ ฉันขาดความกล้าหาญที่จะเลิกคิดรักษาหน้าตัวเองและทำตัวซื่อสัตย์ คิดว่าทันทีที่ฉันบอกความจริง ผู้คนจะมองฉันในสิ่งที่ฉันเป็น และพวกเขาจะไม่ยกย่องชื่นชมฉันอีก ฉันยอมที่จะดิ้นรนในความมืดมิดและความเจ็บปวด มากกว่าที่จะปฏิบัติความจริงและทำตัวซื่อสัตย์ ฉันได้มองเห็นว่าฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกขนาดไหน! ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเปิดโปงฉันแบบนั้น หากไม่มีการพิพากษาและการเปิดเผยพระวจนะของพระองค์ ฉันก็ไม่มีวันเห็นว่า ธรรมชาติของฉันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแค่ไหน และฉันจะไม่ได้แรงจูงใจที่จะปฏิบัติความจริง และเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของฉันค่ะ ตอนนั้นฉันได้สังเกตว่า การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าคือการที่พระองค์ทรงปกป้องและช่วยให้ฉันรอด และฉันรู้สึกว่าการไล่ตามความจริงและปฏิบัติตัวอย่างซื่อสัตย์สำคัญแค่ไหน

จากนั้นเป็นต้นมา ฉันก็ตั้งใจฝึกฝนการพูดความจริงและเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หลังจากนั้นไม่นาน ฉันพบว่าผู้นำที่เข้าร่วมในงานชุมนุมกับเรา บางครั้งก็เย่อหยิ่งและคิดว่าตัวเองถูกอยู่เสมอ และไม่ยอมรับคำแนะนำของคนอื่นง่ายๆ ฉันอยากจะพูดเรื่องนี้กับเธออยู่สองสามครั้ง แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าเธอยอมรับสิ่งที่ฉันพูดก็ดีอยู่ แต่ถ้าไม่ เธอจะมองฉันว่ายังไงกันนะ?” ฉันตัดสินใจที่จะรอดูไปก่อน วันหนึ่ง เธอก็ถามฉันว่า “น้องคะ ตอนนี้เราก็รู้จักกันมาสักพักแล้ว ถ้าน้องเห็นว่าพี่มีปัญหาตรงไหน ช่วยบอกพี่ด้วยนะคะ แบบนั้นจะช่วยพี่ได้มากเลย” ฉันมองดูเธอ และกำลังจะพูดว่า “ไม่มีอะไรนะคะ คุณพี่เก่งมากค่ะ” แต่ฉันตระหนักได้ว่านั่นเป็นการหลอกลวง ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า และทำให้ตัวเองเต็มใจที่จะยอมรับการใคร่ครวญของพระองค์ ฉันไม่สามารถโกหกหลอกลวงและยั่วยุให้พระเจ้าทรงรังเกียจต่อไปได้ ฉันจึงเปิดเผยความคิดออกมา และบอกว่าปัญหาของเธอคืออะไร เธอรับฟัง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างรวดเร็วและพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้า! พี่คงไม่มีวันตระหนักในเรื่องนี้ได้เลยถ้าน้องไม่บอกพี่ พี่จำเป็นต้องพิจารณาตัวเองและทำความเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ” ฉันมีความสุขมากตอนที่ฉันเห็นว่าเธอยอมรับได้ ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสงบและการปลดปล่อยอย่างไม่น่าเชื่อ และได้รับประสบการณ์ว่ามันวิเศษแค่ไหนที่ได้ปฏิบัติความจริงและเป็นคนที่ซื่อสัตย์!

ก่อนหน้า: 29 ความหยิ่งยโสมาก่อนความล้มเหลว

ถัดไป: 34 การทดสอบนี้ของฉัน

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

20 ความฝันที่จะเป็นผู้กำกับของฉัน

โดย Bai Xue, เกาหลีใต้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า: “หากมนุษย์ปรารถนาจะได้รับการชำระให้สะอาดและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา...

19 ข้าราชการกลับใจ

โดย Zhen Xin, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

41 ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้