3. ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กับพระราชกิจของพระวิญญาณ

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

การช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าไม่ได้ทำโดยตรงด้วยการใช้วิธีการของพระวิญญาณและพระอัตลักษณ์ของพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณของพระองค์นั้นไม่สามารถสัมผัสและมองเห็นได้โดยมนุษย์ และมนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าใกล้ได้  หากพระองค์ทรงพยายามที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดโดยตรงในฐานะพระวิญญาณ มนุษย์ก็จะไม่สามารถรับความรอดของพระองค์ได้  หากพระเจ้ามิได้ทรงสวมรูปสัณฐานภายนอกของมนุษย์ทรงสร้าง ก็คงจะปราศจากหนทางที่มนุษย์จะได้รับความรอดนี้  เพราะมนุษย์ไม่มีหนทางที่จะเข้าใกล้พระองค์ได้เลย เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เมฆของพระยาห์เวห์ได้  ด้วยการบังเกิดเป็นมนุษย์ทรงสร้างเท่านั้น นั่นคือ ด้วยการนำพระวจนะของพระองค์มาไว้ในเนื้อหนังที่พระองค์จะใช้ประสูติเท่านั้น พระองค์จึงจะทำให้พระวจนะทำงานในตัวทุกคนที่ติดตามพระองค์ได้ด้วยพระองค์เอง  เมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงสามารถได้ยินและมองเห็นพระวจนะของพระองค์ได้ด้วยตนเอง และถึงกับได้รับพระวจนะของพระองค์ และโดยวิถีทางนี้จึงได้รับการช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์  หากพระเจ้ามิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้ที่มีเนื้อหนังและเลือดจะไม่สามารถได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้เลย และจะไม่มีใครสักคนที่ได้รับการช่วยให้รอด  หากพระวิญญาณของพระเจ้าทรงพระราชกิจโดยตรงท่ามกลางมวลมนุษย์ มนุษยชาติทั้งมวลก็จะถูกบดขยี้ หรือถูกซาตานจับเป็นเชลยทั้งหมดเมื่อไร้หนทางมาสัมผัสพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

พระเจ้าทรงเข้าสู่ช่วงระยะใหม่ของพระราชกิจในยุคสุดท้าย  พระองค์จะเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ให้มากขึ้นอีก ซึ่งจะไม่ใช่ความกรุณาและความรักอย่างในยุคของพระเยซู  เนื่องจากพระองค์มีพระราชกิจใหม่ในพระหัตถ์ พระอุปนิสัยใหม่จึงจะมาพร้อมพระราชกิจใหม่นี้  ดังนั้น หากพระวิญญาณเป็นผู้ทำพระราชกิจนี้—หากพระเจ้ามิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และพระวิญญาณตรัสโดยตรงผ่านทางฟ้าร้องแทน เพื่อให้มนุษย์ไร้หนทางที่จะติดต่อกับพระองค์ มนุษย์จะสามารถรู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ได้หรือไม่?  หากมีเพียงพระวิญญาณเท่านั้นที่ทรงพระราชกิจนี้ เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็คงไร้หนทางที่จะมารู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า  ผู้คนสามารถมองเห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้าด้วยตาของพวกเขาเองก็ต่อเมื่อพระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ต่อเมื่อพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และพระองค์แสดงพระอุปนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ผ่านทางเนื้อหนังเท่านั้น  พระเจ้าดำรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางมนุษย์จริงๆ  และโดยแท้จริง  พระองค์ทรงจับต้องได้ มนุษย์สามารถมีส่วนร่วมกับพระอุปนิสัยของพระองค์ มีส่วนร่วมกับสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นได้จริง  มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถมารู้จักพระองค์ได้อย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)

พระราชกิจแห่งเนื้อหนังพ่วงเอาความยากลำบากมากมาย และเนื้อหนังไม่สามารถมีอัตลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่แบบเดียวกับพระวิญญาณได้ พระองค์ไม่สามารถดำเนินกิจการทั้งหลายที่เหนือธรรมชาติแบบเดียวกับพระวิญญาณได้ นับประสาอะไรที่พระองค์จะสามารถมีสิทธิอำนาจแบบเดียวกับพระวิญญาณได้  กระนั้น แก่นแท้ของพระราชกิจที่กระทำโดยเนื้อหนังที่ไม่โดดเด่นนี้กลับเหนือกว่าแก่นแท้ของพระราชกิจที่พระวิญญาณทรงกระทำโดยตรงมากนัก และพระองค์เองในเนื้อหนังนี้ก็ทรงสนองตอบต่อความต้องการที่จำเป็นทั้งหลายของมวลมนุษย์ทั้งปวง  สำหรับบรรดาผู้ที่จะได้รับการช่วยให้รอดนั้น คุณค่าการใช้งานของพระวิญญาณด้อยกว่าคุณค่าการใช้งานของเนื้อหนังมากนัก กล่าวคือ พระราชกิจของพระวิญญาณสามารถครอบคลุมทั่วทั้งจักรวาล ตลอดทั้งภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทรทั้งหมด กระนั้น พระราชกิจของเนื้อหนังสัมพันธ์กับทุกคนที่พระองค์เสด็จมาติดต่อสัมผัสอย่างมีประสิทธิผลมากกว่า  ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหนังของพระเจ้าที่มีรูปทรงอันสัมผัสได้สามารถได้รับความเข้าใจและไว้วางใจจากมนุษย์ได้ดีกว่า และสามารถทำให้มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก  และสามารถทำให้มนุษย์เกิดความประทับใจลุ่มลึกยิ่งขึ้นกับกิจการอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหลายของพระเจ้าได้  พระราชกิจของพระวิญญาณถูกปกคลุมอยู่ในความล้ำลึก มันยากเย็นที่จะคาดการณ์ได้สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย และยิ่งยากมากขึ้นไปอีกสำหรับพวกเขาที่จะมองเห็น และดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเพียงพึ่งพาจินตนาการอันไม่มีแก่นสารของพวกเขาเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของเนื้อหนังก็เป็นปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีปัญญาอันอุดม และเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถมองเห็นได้โดยตาเนื้อของมนุษย์ มนุษย์สามารถรับประสบการณ์กับปัญญาแห่งพระราชกิจของพระเจ้าด้วยตนเอง และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จินตนาการอันอุดมสมบูรณ์ของเขา  นี่คือความแน่นอนและคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง  พระวิญญาณสามารถเพียงแค่ทำสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์มิอาจมองเห็นได้และยากสำหรับเขาที่จะจินตนาการ ตัวอย่างเช่น ความรู้แจ้งของพระวิญญาณ การทรงขับเคลื่อนของพระวิญญาณ การทรงนำของพระวิญญาณ แต่สำหรับมนุษย์ผู้มีความรู้สึกนึกคิด การเหล่านี้มิได้จัดเตรียมความหมายที่ชัดเจนอันใด  การเหล่านี้เพียงจัดเตรียมการขับเคลื่อน หรือความหมายกว้างๆ  เท่านั้น และไม่สามารถให้การอบรมสั่งสอนด้วยคำพูดได้  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังนั้นแตกต่างอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ เป็นพระราชกิจที่เกี่ยวข้องกับการทรงนำที่ถูกต้องแม่นยำด้วยพระวจนะ มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน และมีเป้าหมายที่พึงประสงค์ชัดเจนในการนี้  และดังนั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องควานไปทั่ว หรือใช้จินตนาการของเขา นับประสาอะไรที่จำเป็นต้องสร้างการคาดเดา  นี่คือความชัดเจนของพระราชกิจในเนื้อหนังกับความแตกต่างอันใหญ่หลวงจากพระราชกิจของพระวิญญาณ  พระราชกิจของพระวิญญาณเหมาะสมเพียงสำหรับขอบเขตจำกัดขอบเขตหนึ่งเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่พระราชกิจของเนื้อหนังได้  พระราชกิจของเนื้อหนังให้มนุษย์มีเป้าหมายที่แม่นยำและจำเป็นกว่า และให้ความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและมีคุณค่ากว่าพระราชกิจของพระวิญญาณมากมายนัก  พระราชกิจที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ที่สุดต่อมนุษย์ที่เสื่อมทรามคือพระราชกิจที่จัดเตรียมพระวจนะที่ถูกต้องแม่นยำ เป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อไล่ตามเสาะหา และที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้  มีเพียงพระราชกิจที่เป็นจริงและการทรงนำที่ทันกาลเท่านั้นที่เหมาะกับรสนิยมของมนุษย์ และมีเพียงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและต่ำช้าของเขาได้  การนี้สามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้น มีเพียงพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและต่ำช้าแต่เดิมนั้นของเขาได้  ถึงแม้พระวิญญาณจะเป็นแก่นแท้ในธรรมชาติของพระเจ้า แต่พระราชกิจดังเช่นการนี้สามารถทำได้โดยเนื้อหนังของพระองค์เท่านั้น  หากพระวิญญาณได้ทรงพระราชกิจเพียงฝ่ายเดียว เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระราชกิจของพระองค์จะมีประสิทธิผล—นี่คือความจริงที่ชัดแจ้ง  แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ได้กลายมาเป็นศัตรูของพระเจ้าเนื่องจากเนื้อหนังนี้ แต่เมื่อพระองค์ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ บรรดาผู้ที่ต่อต้านพระองค์จะไม่เพียงเลิกเป็นศัตรูของพระองค์เท่านั้น แต่ตรงกันข้าม จะกลายเป็นพยานของพระองค์  พวกเขาจะกลายเป็นพยานที่พระองค์ได้ทรงพิชิต พยานทั้งหลายที่เข้ากันได้กับพระองค์และมิอาจแยกจากพระองค์ได้  พระองค์จะทรงทำให้มนุษย์รู้จักความสำคัญของพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังที่มีต่อมนุษย์ และมนุษย์จะรู้จักความสำคัญของเนื้อหนังนี้ที่มีต่อความหมายแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ จะรู้จักคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของชีวิตมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น จะรู้ว่าเนื้อหนังนี้จะกลายเป็นน้ำพุแห่งชีวิตที่มีชีวิตที่มนุษย์ไม่สามารถทนแยกจากได้  แม้ว่าเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์จะห่างไกลจากการจับคู่กับพระอัตลักษณ์และฐานะของพระเจ้า และสำหรับมนุษย์แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งซึ่งเข้ากันไม่ได้กับสถานะจริงของพระองค์ แต่เนื้อหนังนี้ผู้ซึ่งไม่มีพระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้า หรือพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้า สามารถทรงพระราชกิจที่พระวิญญาณของพระเจ้าไม่สามารถทำได้โดยตรง เช่นนั้นเองที่เป็นนัยสำคัญและคุณค่าที่แท้จริงของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และนัยสำคัญและคุณค่านี้นี่เองที่มนุษย์ไม่สามารถซาบซึ้งและยอมรับได้  แม้มวลมนุษย์ทั้งปวงเทิดทูนพระวิญญาณของพระเจ้าและดูแคลนเนื้อหนังของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะมีทรรศนะหรือคิดอย่างไร นัยสำคัญและคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเนื้อหนังก็มากเกินกว่านัยสำคัญและคุณค่าของพระวิญญาณมากนัก  แน่นอนว่า การนี้เกี่ยวข้องกับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเท่านั้น  สำหรับทุกคนที่แสวงหาความจริงและถวิลหารอคอยการทรงปรากฏของพระเจ้า พระราชกิจของพระวิญญาณสามารถเพียงจัดเตรียมการดลใจหรือแรงบันดาลใจ และสำนึกรับรู้ถึงความน่าอัศจรรย์ว่าพระราชกิจนี้มิอาจอธิบายได้และมิอาจจินตนาการได้ และสำนึกรับรู้ว่ามันยิ่งใหญ่ สูงส่ง และน่าเลื่อมใส กระนั้นทุกคนก็ยังมิอาจบรรลุถึงได้และมิอาจได้มาได้ด้วยเช่นกัน  มนุษย์และพระวิญญาณของพระเจ้าสามารถเพียงมองดูกันและกันจากที่ห่างไกล ราวกับว่ามีระยะห่างใหญ่หลวงระหว่างพวกเขา และพวกเขาไม่สามารถมีวันที่จะเหมือนกันได้ ราวกับว่ามนุษย์และพระเจ้าถูกแยกออกจากกันโดยขีดคั่นที่ไม่ประจักษ์แก่ตา  ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือภาพมายาที่พระวิญญาณทรงมอบให้แก่มนุษย์ ซึ่งเป็นเพราะพระวิญญาณและมนุษย์ไม่ใช่ประเภทเดียวกันและจะไม่มีวันอยู่ร่วมกันในโลกเดียวกัน และเพราะพระวิญญาณไม่ทรงมีสิ่งใดเลยที่เป็นของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณไม่สามารถทรงพระราชกิจที่มนุษย์จำเป็นมากที่สุดได้โดยตรง  พระราชกิจของเนื้อหนังมอบวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเพื่อไล่ตามเสาะหา มอบพระวจนะที่ชัดเจน และมอบสำนึกรับรู้ว่าพระองค์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นปกติ ว่าพระองค์ทรงถ่อมพระทัยและทรงธรรมดาสามัญ  แม้มนุษย์อาจกลัวพระองค์ แต่สำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้วพระองค์ทรงง่ายที่จะมีสัมพันธ์ด้วย กล่าวคือ มนุษย์สามารถมองพระพักตร์ของพระองค์ และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และเขาไม่จำเป็นต้องมองพระองค์จากที่ห่างไกล  เนื้อหนังนี้ให้ความรู้สึกสามารถเข้าถึงได้แก่มนุษย์ ไม่ทรงห่างไกล หรือมิอาจหยั่งลึกได้ แต่เป็นที่ประจักษ์แก่ตาและสัมผัสได้ เพราะเนื้อหนังนี้ทรงอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

มนุษย์ได้สัมฤทธิ์สิ่งใดไปแล้วในตอนนี้—วุฒิภาวะ ณ ปัจจุบันของเขา ความรู้ ความรัก ความจงรักภักดี ความนบนอบ และความรู้ความเข้าใจเชิงลึก—เหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ได้บรรลุโดยผ่านทางการพิพากษาของพระวจนะ  การที่เจ้ามีความสามารถที่จะมีความจงรักภักดีและยังคงยืนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็บรรลุโดยผ่านทางพระวจนะ  ตอนนี้ มนุษย์สามารถมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์นั้นพิเศษจริงๆ และมีมากมายในนั้นที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้ และนั่นก็คือ ความล้ำลึกและการอัศจรรย์ทั้งหลายนั่นเอง  ดังนั้น หลายคนจึงได้นบนอบแล้ว  บางคนไม่เคยนบนอบมนุษย์คนใดเลยนับแต่วันที่พวกเขาถือกำเนิดมา กระนั้นเมื่อพวกเขามองเห็นพระวจนะต่างๆ ของพระเจ้าในทุกวันนี้ พวกเขาก็นบนอบอย่างสุดใจโดยมิได้สังเกตเลยว่าพวกเขาได้ทำเช่นนั้นลงไป และพวกเขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำการพินิจพิเคราะห์หรือกล่าวอะไรอื่นใด  มนุษยชาติได้ตกมาอยู่ภายใต้พระวจนะและหมอบราบภายใต้การพิพากษาของพระวจนะ  หากพระวิญญาณของพระเจ้าตรัสกับมนุษย์โดยตรง มวลมนุษย์ทั้งปวงย่อมจะนบนอบพระสุรเสียง ล้มลงแม้ไม่มีพระวจนะต่างๆ แห่งวิวรณ์ ไม่ต่างอะไรกับที่เปาโลล้มลงกับพื้นในความสว่างระหว่างการเดินทางไปสู่ดามัสกัส  หากพระเจ้าได้ทรงสานต่อพระราชกิจในหนทางนี้ มนุษย์ก็คงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะมารู้จักความเสื่อมทรามของตัวเขาเองโดยผ่านทางการพิพากษาของพระวจนะและบรรลุความรอดโดยการนั้น  โดยผ่านทางการบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นพระเจ้าจึงสามารถนำส่งพระวจนะต่างๆ ของพระองค์เข้าไปในหูของมนุษย์ทุกผู้ทุกคนได้ด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ เพื่อที่ทุกคนซึ่งมีหูอาจได้ยินพระวจนะทั้งหลายของพระองค์และรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยพระวจนะของพระองค์เอาไว้  ด้วยวิธีนี้เท่านั้น พระวจนะของพระองค์จึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์ แทนที่จะเป็นการที่พระวิญญาณทรงเกิดสำแดงออกมาให้มนุษย์หวาดผวาจนต้องนบนอบ  เพียงผ่านพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแต่ทว่ามีความพิเศษนี้เท่านั้น อุปนิสัยเดิมของมนุษย์ซึ่งซ่อนเร้นลึกอยู่ภายในมาหลายปีจึงจะสามารถถูกตีแผ่ออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อที่มนุษย์อาจจำมันได้และเปลี่ยนแปลงมันเสีย  สิ่งเหล่านี้คือพระราชกิจทั้งหมดซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์ ด้วยการตรัสและการทำการพิพากษาในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่ในนั้น พระองค์จึงทรงสัมฤทธิ์ผลลัพธ์แห่งการพิพากษาที่กระทำกับมนุษย์โดยพระวจนะ  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์และนัยสำคัญของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า  มันถูกทำไปก็เพื่อทำให้สิทธิอำนาจของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์เป็นที่รู้จัก ทำให้ผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระวจนะเป็นที่รู้จัก และทำให้เป็นที่รู้กันว่า พระวิญญาณได้มาอยู่ในเนื้อหนังแล้ว และแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระองค์โดยผ่านทางการตัดสินมนุษย์โดยพระวจนะ  แม้ว่าเนื้อหนังของพระองค์เป็นรูปสัณฐานภายนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและธรรมดา แต่ผลลัพธ์ต่างๆ ที่พระวจนะทั้งหลายของพระองค์สัมฤทธิ์นี่เองที่แสดงให้มนุษย์เห็นว่า พระองค์ทรงเต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เห็นว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง และเห็นว่าพระวจนะต่างๆ ของพระองค์คือการแสดงออกของพระเจ้าพระองค์เอง  โดยวิถีทางนี้ มนุษยชาติทั้งมวลได้ถูกแสดงให้เห็นว่า พระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ว่าพระองค์มิอาจทรงถูกทำให้ขุ่นเคืองโดยผู้ใดเลย และว่าไม่มีใครสามารถอยู่เหนือการพิพากษาโดยพระวจนะของพระองค์ได้ และไม่มีกำลังบังคับใดเลยของความมืดที่สามารถมีสิทธิพิเศษเหนือสิทธิอำนาจของพระองค์  การนบนอบของมนุษย์ต่อพระองค์ล้วนเนื่องเพราะพระองค์คือพระวจนะที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ล้วนเนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระองค์ และเนื่องเพราะการพิพากษาด้วยพระวจนะของพระองค์  พระราชกิจที่เนื้อหนังของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์นำมาก็คือสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงครอง  สาเหตุที่พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็เพราะเนื้อหนังสามารถครองสิทธิอำนาจได้เช่นกัน และพระองค์ก็สามารถที่จะดำเนินพระราชกิจในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงท่ามกลางมวลมนุษย์ในหนทางที่มองเห็นได้และจับต้องได้สำหรับมนุษย์  พระราชกิจนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งกว่าพระราชกิจที่พระวิญญาณของพระเจ้า ผู้ทรงครองสิทธิอำนาจทั้งมวล ทรงกระทำเองโดยตรงมากนัก และผลลัพธ์ของพระราชกิจก็เห็นได้ชัดแจ้งเช่นกัน  นี่เป็นเพราะเนื้อหนังที่ประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้านั้นสามารถพูดและทำงานในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  รูปสัณฐานภายนอกของเนื้อหนังของพระองค์มิได้กุมสิทธิอำนาจใดเลย และสามารถเข้าหาได้โดยมนุษย์ เมื่อเทียบกับการที่เนื้อแท้ของพระองค์นั้นถือครองสิทธิอำนาจอยู่จริง แต่สิทธิอำนาจของพระองค์ก็หาได้มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้เลย  เมื่อพระองค์ตรัสและทรงพระราชกิจต่างๆ มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะตรวจพบการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระองค์ได้ นี่อำนวยให้พระองค์สามารถทรงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์  พระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหมดนี้สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้  แม้ว่าไม่มีมนุษย์ใดเลยที่สามารถตระหนักว่าพระองค์ทรงกุมสิทธิอำนาจ หรือมองเห็นว่าพระองค์มิอาจทรงถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ หรือมองเห็นพระพิโรธของพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ของพระวจนะทั้งหลายของพระองค์โดยผ่านทางสิทธิอำนาจของพระองค์ซึ่งถูกปิดคลุมไว้ โดยผ่านทางพระพิโรธของพระองค์ที่ถูกซ่อนเร้นไว้ และโดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ตรัสอย่างเปิดเผย  กล่าวได้อีกอย่างว่า มนุษย์ถูกโน้มน้าวให้เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุดโดยผ่านทางกระแสพระสุรเสียงของพระองค์ ความเข้มขรึมของพระวาทะ และพระปัญญาทั้งมวลของพระวจนะทั้งหลายของพระองค์  ในหนทางนี้ มนุษย์จึงนบนอบพระวจนะของพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งดูเหมือนไม่มีสิทธิอำนาจเลย อันเป็นการทำให้จุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดนั้นลุล่วง  นี่คืออีกด้านของนัยสำคัญแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระองค์ นั่นก็คือ เพื่อที่จะตรัสให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และเอื้ออำนวยให้ความเป็นจริงแห่งพระวจนะทั้งหลายของพระองค์มีผลต่อมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์อาจเป็นพยานต่อฤทธานุภาพแห่งพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น หากพระราชกิจนี้ไม่ได้ถูกทำโดยวิถีทางของการประสูติเป็นมนุษย์ ก็คงจะไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์แม้เพียงน้อยนิด และคงจะไม่สามารถช่วยผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยบาปทั้งหลายให้รอดได้อย่างครบถ้วน  หากพระเจ้ามิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์คงจะยังเป็นพระวิญญาณผู้ซึ่งมนุษย์ทั้งไม่สามารถมองเห็นได้และไม่สามารถจับต้องได้  ด้วยความที่มนุษย์เป็นสิ่งทรงสร้างที่มีเนื้อหนัง เขากับพระเจ้าเป็นของสองโลกที่แตกต่างกัน และมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  พระวิญญาณของพระเจ้าเข้ากันไม่ได้กับมนุษย์ผู้ซึ่งมีเนื้อหนัง และจึงเป็นธรรมดาที่ไม่มีทางที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้เลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่มนุษย์นั้นไม่สามารถกลายไปเป็นพระวิญญาณ กับการที่เป็นเช่นนี้ พระวิญญาณของพระเจ้าจึงต้องทรงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างเพื่อที่จะทรงพระราชกิจดั้งเดิมของพระองค์  พระเจ้าสามารถทั้งเสด็จขึ้นไปยังสถานที่ซึ่งสูงที่สุดและถ่อมพระองค์เองกลายเป็นมนุษย์ที่ทรงสร้าง ทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์และดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกเขา แต่มนุษย์ไม่สามารถขึ้นไปยังสถานที่ซึ่งสูงที่สุดและกลายเป็นวิญญาณ และยิ่งน้อยนักที่เขาจะสามารถลงไปยังสถานที่ซึ่งต่ำที่สุดได้  นี่คือเหตุผลที่เหตุใดพระเจ้าจึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จ  ในทำนองเดียวกัน ในช่วงระหว่างการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งแรก มีเพียงเนื้อหนังซึ่งเป็นพระเจ้าที่ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่ได้สามารถไถ่มนุษย์โดยผ่านทางการตรึงกางเขนของพระองค์ ในขณะที่เมื่อเทียบไปแล้วก็คงจะไม่มีทางที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะถูกตรึงกางเขนในฐานะเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์  พระเจ้าได้สามารถบังเกิดเป็นมนุษย์โดยตรงเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์ แต่มนุษย์ไม่ได้สามารถขึ้นสู่สวรรค์โดยตรงเพื่อรับเอาเครื่องบูชาลบล้างบาปที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้สำหรับเขา  ด้วยความที่เป็นเช่นนี้ ทั้งหมดที่เป็นไปได้ก็คงจะเป็นการขอให้พระเจ้าเสด็จกลับไปกลับมาสักสองสามครั้งระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่ใช่ให้มนุษย์ขึ้นไปยังสวรรค์เพื่อรับความรอดนี้ เพราะมนุษย์ได้ตกต่ำลงไปแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ย่อมไม่สามารถขึ้นสู่สวรรค์ได้เป็นธรรมดา นับประสาอะไรที่จะได้รับเครื่องบูชาลบล้างบาป  ดังนั้นจึงได้จำเป็นสำหรับพระเยซูที่จะเสด็จมาท่ามกลางมวลมนุษย์และทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองซึ่งไม่อาจถูกทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยมนุษย์เป็นธรรมดา  ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ มันเป็นความจำเป็นอย่างสิ้นเชิงจริงๆ  หากช่วงระยะใดสามารถดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรงแล้วไซร้ พระองค์ก็คงจะไม่ยอมประสูติเป็นมนุษย์อันเป็นการไร้ศักดิ์ศรี

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (4)

เนื่องจากผู้ที่ได้รับการพิพากษาคือมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นเนื้อหนังและถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว และไม่ใช่วิญญาณของซาตานที่ได้รับการพิพากษาโดยตรง เพราะฉะนั้นพระราชกิจแห่งการพิพากษาจึงมิได้ดำเนินการในโลกวิญญาณ แต่ดำเนินการในหมู่มนุษย์  ไม่มีผู้ใดเหมาะสมและมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาความเสื่อมทรามของเนื้อหนังมนุษย์มากไปกว่าพระเจ้าในเนื้อหนัง  หากการพิพากษาดำเนินการโดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรง เช่นนั้นก็คงจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์จะยอมรับเรื่องนี้ได้ยาก เพราะพระวิญญาณไม่สามารถเสด็จมาเผชิญหน้ากับมนุษย์ได้  เมื่อพิจารณาเพียงประเด็นนี้ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นในทันที นับประสาอะไรที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นพระอุปนิสัยที่มิอาจถูกล่วงเกินของพระเจ้าได้ชัดเจนขึ้น  ซาตานสามารถได้รับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงก็ต่อเมื่อพระเจ้าในเนื้อหนังทรงพิพากษาความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์เท่านั้น  พระเจ้าในเนื้อหนังคือบุคคลผู้มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และพระองค์สามารถพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้โดยตรง นี่คือเครื่องหมายของความบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ของพระองค์ และของความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสม และทรงอยู่ในฐานะที่จะพิพากษามนุษย์ เพราะพระองค์ทรงครองความจริงและความชอบธรรม ดังนั้น พระองค์จึงสามารถพิพากษามนุษย์ได้  พวกที่ปราศจากความจริงและความชอบธรรมย่อมไม่เหมาะสมที่จะตัดสินผู้อื่น  หากพระราชกิจนี้ทำโดยพระวิญญาณของพระเจ้า เช่นนั้นก็จะไม่ได้หมายถึงชัยชนะเหนือซาตาน  โดยเนื้อแท้แล้ว พระวิญญาณทรงได้รับการยกชูมากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ต้องตายทั้งหลาย และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ และทรงมีชัยชนะเหนือเนื้อหนัง  หากพระวิญญาณทรงพระราชกิจนี้โดยตรง พระองค์ก็จะไม่สามารถพิพากษาความเป็นกบฏทั้งหมดของมนุษย์ได้ และไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมทั้งหมดของมนุษย์ออกมา  เนื่องจากพระราชกิจแห่งการพิพากษาถูกดำเนินการโดยผ่านมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าด้วย และมนุษย์ไม่เคยมีมโนคติอันหลงผิดใดเกี่ยวกับพระวิญญาณเลย ดังนั้น พระวิญญาณจึงไม่สามารถเผยความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้ดีกว่า และยิ่งไม่สามารถเปิดโปงความไม่ชอบธรรมเช่นนั้นอย่างครบถ้วน  พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงเป็นศัตรูของผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์ทั้งปวง  พระองค์ทรงเปิดโปงความเป็นกบฏทั้งหมดของมวลมนุษย์ผ่านการพิพากษามโนคติอันหลงผิดและการต่อต้านพระองค์ของมนุษย์  ผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังเป็นที่ประจักษ์ชัดมากกว่าผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระวิญญาณ  ดังนั้น การพิพากษามวลมนุษย์ทั้งปวงจึงไม่ถูกดำเนินการโดยพระวิญญาณโดยตรง แต่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสพระเจ้าในเนื้อหนังได้ และพระเจ้าในเนื้อหนังทรงสามารถพิชิตมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์  มนุษย์จึงก้าวหน้าจากการต่อต้านไปสู่การนบนอบพระองค์ จากการข่มเหงพระองค์ไปสู่การยอมรับพระองค์ จากการมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ไปสู่การรู้จักพระองค์ และจากการปฏิเสธพระองค์ไปสู่การรักพระองค์—เหล่านี้คือผลลัพธ์ของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  มนุษย์ได้รับการช่วยให้รอดโดยผ่านทางการยอมรับการพิพากษาของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ค่อยๆ มารู้จักพระองค์ทีละน้อยโดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลายจากพระโอษฐ์ของพระองค์เท่านั้น มนุษย์ได้รับการพิชิตโดยพระองค์ในระหว่างการที่เขาต่อต้านพระองค์ และเขาได้รับสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตจากพระองค์ในระหว่างการยอมรับการตีสอนของพระองค์  พระราชกิจทั้งหมดนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนัง และมิใช่พระราชกิจของพระเจ้าในพระอัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระวิญญาณ  พระราชกิจที่กระทำโดยพระเจ้าซึ่งประสูติเป็นมนุษย์คือพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และพระราชกิจที่ล้ำลึกมากที่สุด และตอนที่สำคัญยิ่งจากพระราชกิจสามช่วงระยะของพระเจ้านั้นก็คือสองช่วงระยะของพระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

จุดแข็งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกี่ยวกับพระราชกิจในเนื้อหนังของพระองค์ก็คือ พระองค์สามารถฝากพระวจนะและคำเตือนสติที่ถูกต้องเที่ยงตรง และเจตนารมณ์อันแน่ชัดที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ให้แก่คนที่ติดตามพระองค์ เพื่อที่หลังจากนั้นผู้ติดตามของพระองค์จะได้สามารถถ่ายทอดพระราชกิจทั้งปวงในเนื้อหนังของพระองค์ รวมทั้งเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทั้งมวล ให้แก่คนที่ยอมรับหนทางนี้ได้อย่างเที่ยงตรงยิ่งขึ้นและในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น  ด้วยการที่พระเจ้าในเนื้อหนังมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์เท่านั้นที่ทำให้พระเจ้าทรงอยู่ร่วมและดำรงพระชนม์ร่วมกับมนุษย์ได้จริง ทั้งยังลุล่วงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะยลพระพักตร์ของพระเจ้า เป็นพยานรู้เห็นพระราชกิจของพระเจ้า และได้ฟังพระวจนะที่พระเจ้านั้นตรัสด้วยพระองค์เอง  พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงสิ้นสุดยุคที่มวลมนุษย์มองเห็นแต่พระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์ และพระองค์ยังสรุปปิดยุคที่มวลมนุษย์เชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครืออีกด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกิจแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในครั้งที่ผ่านมานั้นพามนุษย์ทั้งปวงเข้าสู่ยุคที่มีความเป็นจริงมากขึ้น สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และงดงามขึ้น  พระราชกิจนี้ไม่เพียงสรุปปิดยุคธรรมบัญญัติและกฎข้อบังคับทั้งหลายเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ยังเผยให้มวลมนุษย์มองเห็นพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและปกติ ชอบธรรมและบริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงเปิดตัวพระราชกิจที่เป็นแผนการบริหารจัดการ แสดงให้เห็นความล้ำลึกทั้งหลายและบั้นปลายของมวลมนุษย์ สร้างมวลมนุษย์และสิ้นสุดพระราชกิจบริหารจัดการ ทั้งยังทรงซ่อนเร้นมานานหลายพันปีแล้ว  พระราชกิจนี้สิ้นสุดยุคแห่งความคลุมเครือโดยสิ้นเชิง สรุปปิดยุคที่มนุษย์ทั้งมวลปรารถนาที่จะแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้า แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เป็นการจบยุคที่มนุษย์ทั้งมวลรับใช้ซาตาน และนำมนุษย์ทั้งมวลผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ล่าสุด  ทั้งหมดนี้เป็นผลจากพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังซึ่งแทนที่พระวิญญาณของพระเจ้า  เฉพาะเมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนังของพระองค์เท่านั้น คนที่ติดตามพระองค์จึงจะไม่แสวงและควานหาสิ่งที่ดูเหมือนทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่อีกต่อไป ยุติการคาดเดาเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่คลุมเครือ  เมื่อพระเจ้าทรงเผยแผ่พระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังนั้น บรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์จะถ่ายทอดพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงกระทำในเนื้อหนังให้กับทุกๆ ศาสนาและคณะนิกายทั้งหมด และพวกเขาจะสื่อสารพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ไปถึงหูของมวลมนุษย์ทั้งหมด  ทุกอย่างที่บรรดาผู้ได้รับข่าวประเสริฐของพระองค์ได้ยินนั้นจะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพระราชกิจของพระองค์ จะเป็นสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ได้เห็นและได้ยินมาด้วยตนเอง และจะเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่เรื่องเล่าขาน  ข้อเท็จจริงเหล่านี้คือหลักฐานที่พระองค์ทรงใช้เผยแผ่พระราชกิจ และพวกมันยังเป็นเครื่องมือทั้งหลายที่พระองค์ทรงใช้ในการเผยแผ่พระราชกิจด้วยเช่นกัน  หากไม่มีการดำรงอยู่ของข้อเท็จจริงทั้งหลายแล้ว ข่าวประเสริฐของพระองค์ก็คงจะไม่เผยแผ่ไปทั่วทุกประเทศและทุกสถานที่ หากไม่มีข้อเท็จจริงแต่มีเพียงความคิดฝันของมนุษย์เท่านั้น พระองค์ก็คงจะไม่มีวันสามารถทรงพระราชกิจแห่งการพิชิตจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลได้  พระวิญญาณเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจสัมผัสได้ ไม่ปรากฏแก่ตามนุษย์ และพระราชกิจของพระวิญญาณก็ไม่สามารถทิ้งหลักฐานหรือข้อเท็จจริงอันใดเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าให้แก่มนุษย์ได้มากกว่านี้  มนุษย์จะไม่มีวันมองเห็นพระพักตร์อันแท้จริงของพระเจ้า เขาจะเชื่ออยู่เสมอในพระเจ้าที่คลุมเครือซึ่งไม่มีอยู่จริง  มนุษย์จะไม่มีวันได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า และจะไม่มีวันได้ฟังพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง  ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดฝันของมนุษย์ก็ว่างเปล่า และไม่สามารถแทนที่พระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า มนุษย์ไม่อาจแสดงอุปนิสัยประจำพระองค์ของพระเจ้าและทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้  มีเพียงพระเจ้าผู้บังเกิดเป็นเนื้อหนังและเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ด้วยพระองค์เองเท่านั้นที่สามารถนำพระเจ้าที่มองไม่เห็นบนฟ้าสวรรค์และพระราชกิจของพระองค์มายังแผ่นดินโลกได้  นี่คือหนทางซึ่งดีเลิศที่สุดที่พระเจ้าจะทรงปรากฏแก่มนุษย์ เป็นหนทางที่ทำให้มนุษย์มองเห็นพระเจ้าและมารู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ได้ประสูติเป็นมนุษย์ไม่อาจสัมฤทธิ์ได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ

ก่อนหน้า: 2. ความสำคัญของการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์

ถัดไป: 4. มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger