การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (13)

ในการชุมนุมครั้งที่แล้ว พวกเราสามัคคีธรรมและชำแหละคำกล่าวในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนวันตาย” เป็นหลัก  คำกล่าวและทฤษฎีของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ซาตานใช้ล้างสมองผู้คนนั้นไม่ถูกต้อง และถ้อยคำที่ฟังดูสูงส่งที่มันให้ผู้คนยึดปฏิบัติก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน  ในทางตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนสับสนและหลงผิด และจำกัดขอบเขตการคิดอ่านของพวกเขา  การอบรมสั่งสอน ล้างสมอง และครอบงำมวลชนด้วยแนวคิดและทัศนะที่ผิดพลาดเหล่านี้ในวัฒนธรรมดั้งเดิม มีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการทำให้พวกเขาตายใจจนยอมนบนอบต่ออำนาจครอบครองของชนชั้นปกครอง และถึงกับยอมรับใช้นักปกครองด้วยความจงรักภักดีของผู้ที่รักประเทศและพรรคของตน มุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเรือนของตนและพิทักษ์รัฐ  นี่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลแห่งชาติทำให้การศึกษาตามแนววัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นที่นิยมเพื่อเอื้อต่อการควบคุมมวลมนุษย์และกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายทั้งปวงโดยนักปกครอง และเพื่อทำให้ระบอบการปกครองของนักปกครองมั่นคงยิ่งขึ้น เพิ่มความปรองดองและความมั่นคงให้แก่สังคมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา  ไม่ว่าชนชั้นปกครองจะเผยแพร่ ส่งเสริม และทำให้การศึกษาแนววัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นที่นิยมเช่นไร โดยทั่วไปแล้วคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมนี้ก็ตบตาและชักนำผู้คนให้หลงผิดตลอดมา และขัดขวางพวกเขาอย่างร้ายแรงให้ไม่สามารถแยกแยะเรื่องจริงออกจากเรื่องโกหก แยกแยะดีชั่ว ถูกผิด และแยกแยะสิ่งที่เป็นบวกออกจากสิ่งที่เป็นลบ  อาจกล่าวได้อีกด้วยว่าคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมทั้งหลายนี้สับเปลี่ยนดำขาว ผสมเรื่องจริงกับเรื่องโกหกเข้าด้วยกัน และตบตาสาธารณชนอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้คนถูกข้อคิดเห็นที่มาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมหลอกลวงในบริบทที่พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือคำโกหก สิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ สิ่งใดมาจากพระเจ้า และสิ่งใดมาจากซาตาน  วิธีที่วัฒนธรรมดั้งเดิมนิยามสิ่งทั้งหลายและจำแนกผู้คนทุกประเภทว่าดีหรือไม่ดี เมตตาหรือชั่ว ได้ก่อกวน สร้างความสับสน และชักนำมนุษย์ให้หลงผิด ถึงขั้นจำกัดขอบเขตความคิดของผู้คนให้อยู่ในคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมต่างๆ ที่วัฒนธรรมดั้งเดิมให้การสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาไม่สามารถถอนตัวได้  ผลก็คือ ผู้คนมากมายเต็มใจปฏิญาณว่าจะสวามิภักดิ์ต่อพวกกษัตริย์มาร แสดงให้เห็นการอุทิศตนอย่างมืดบอดไปจนถึงปลายทาง และทำตามคำปฏิญาณนั้นไปจนตาย  สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่ทว่าก็มีบางคนที่คิดได้  แม้ว่าทุกวันนี้ผู้คนมากมายที่เชื่อในพระเจ้าสามารถตระหนักรู้ความจริงได้ แต่ก็มีอุปสรรคมากมายในการที่พวกเขาจะยอมรับความจริงและนำไปปฏิบัติ  อาจกล่าวได้ว่าอุปสรรคเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากแนวคิดและทัศนะของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่หยั่งรากอยู่ในหัวใจของพวกเขามานานแล้ว  ผู้คนเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เป็นอันดับแรก และสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีอำนาจครอบงำ โดยควบคุมความคิดอ่านของผู้คนไปแล้ว ซึ่งก่อให้เกิดอุปสรรคและการต้านทานมากมายเหลือเกินในเรื่องที่ผู้คนจะยอมรับความจริงและนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า  นี่เป็นแง่มุมหนึ่ง  อีกแง่มุมหนึ่งก็คือ เพราะผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีที่วัฒนธรรมดั้งเดิมตบตาและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม  วัฒนธรรมดั้งเดิมแทรกแซงและส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทัศนะที่ผู้คนมีเกี่ยวกับวิธีประเมินวัดความดีความชั่ว เรื่องจริงและเรื่องโกหก และทำให้ผู้คนมีมโนคติ แนวคิด และทัศนะที่หลงผิดมากมาย  เรื่องนี้ทำให้ผู้คนไม่สามารถยอมรับสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก งดงาม และดีได้อย่างสนิทใจ รวมทั้งกฎเกี่ยวกับสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง และข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงปกครองทุกสิ่ง  แต่ผู้คนกลับเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด และแนวคิดทุกประเภทที่คลุมเครือและไม่ตรงกับความเป็นจริง  เหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องจากแนวคิดต่างๆ ที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวผู้คน  เมื่อมองจากอีกมุมหนึ่ง คำกล่าวต่างๆ ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิมล้วนเป็นคำกล่าวเทียมเท็จที่ทำให้การคิดอ่านของผู้คนเสื่อมทราม รบกวนความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา และทำให้กระบวนการคิดที่ปกติของพวกเขาเสียหาย ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการที่ผู้คนจะยอมรับสิ่งที่เป็นบวกและความจริง และยังส่งผลร้ายแรงต่อการจับใจความและความเข้าใจอันถ่องแท้ที่ผู้คนมีต่อธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง

ในแง่หนึ่ง คำกล่าวต่างๆ ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิมได้รบกวนวิธีคิดที่ถูกต้องที่ผู้คนใช้แยกแยะถูกผิด ทั้งยังขัดขวางเจตจำนงเสรีของพวกเขาอีกด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อยอมรับคำกล่าวต่างๆ ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมทั้งหลายนี้แล้ว มนุษย์ก็กลายเป็นคนหน้าซื่อใจคดและเทียมเท็จ  พวกเขาเสแสร้งเก่ง—จนถึงขั้นที่เรียกกวางเป็นม้า สับเปลี่ยนดำขาว และปฏิบัติต่อสิ่งที่เป็นลบ อัปลักษณ์ และชั่วเหมือนสิ่งที่เป็นบวก งดงาม และดี และในทางกลับกัน—และพวกเขาก็เข้าสู่ระยะของการเทิดทูนความชั่วแล้ว  ทั่วทั้งสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยหรือราชวงศ์ใด สิ่งที่มนุษย์สนับสนุนและเคารพโดยพื้นฐานแล้วก็คือคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ในวัฒนธรรมดั้งเดิม  ภายใต้ผลกระทบที่ร้ายแรงของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้ กล่าวคือ ภายใต้การล้างสมองอย่างต่อเนื่อง ลุ่มลึกและถ้วนทั่วยิ่งขึ้นของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเหล่านี้จากวัฒนธรรมดั้งเดิม ผู้คนใช้คำกล่าวเหล่านี้เป็นต้นทุนในการดำรงอยู่และเป็นกฎของการดำรงอยู่โดยไม่รู้ตัว  ผู้คนเอาแต่ยอมรับคำกล่าวเหล่านี้อย่างเต็มที่โดยไม่มีวิจารณญาณ ทำเหมือนสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวก เป็นอุดมคติและหลักเกณฑ์ที่นำทางว่าพวกเขาควรคบค้าคนอื่น มองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย วางตัวและกระทำการอย่างไร  ผู้คนปฏิบัติต่อคำกล่าวเหล่านี้เหมือนเป็นกฎหมายสูงสุดที่พวกเขาใช้กรุยทางให้ตนในสังคม หรือสัมฤทธิ์ชื่อเสียงและเกียรติยศ หรือให้ตนได้รับความนับถือและความเคารพ  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตามในสังคมหรือในชนชาติใด ในช่วงเวลาใด—ผู้คนที่พวกเขานับถือ เคารพ และกล่าวประกาศว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ดีที่สุด ก็เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่าแบบอย่างทางศีลธรรมเท่านั้น  ไม่ว่าผู้คนดังกล่าวจะใช้ชีวิตแบบใดอยู่หลังฉาก ไม่ว่าการกระทำของพวกเขาจะมีเจตนาและเหตุจูงใจอะไร และแก่นแท้แห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาจะประพฤติปฏิบัติตนและคบค้าสมาคมกับคนอื่นอย่างไร และไม่ว่าแก่นแท้ของคนที่ห่มเสื้อคลุมแห่งการประพฤติปฏิบัติอันดีและงดงามทางศีลธรรมจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครใส่ใจสิ่งเหล่านี้ และไม่พยายามสืบค้นเพิ่มเติม  ตราบใดที่พวกเขาจงรักภักดี รักชาติ และแสดงความสวามิภักดิ์ต่อนักปกครอง ผู้คนย่อมปลาบปลื้มหลงใหลและพากันชื่นชมสรรเสริญพวกเขา และถึงกับเลียนแบบพวกเขาในฐานะวีรบุรุษ เพราะทุกคนใช้การประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่คนคนหนึ่งแสดงให้เห็นภายนอก เป็นหลักในการประเมินว่าพวกเขาเมตตาหรือชั่ว ดีหรือไม่ดี และใช้วัดความมีหน้ามีตาของพวกเขา  แม้ว่าพระคัมภีร์จะบันทึกเรื่องราวของธรรมิกชนและปราชญ์สมัยโบราณเอาไว้ชัดเจนอยู่หลายคน อาทิ โนอาห์ อับราฮัม โมเสส โยบ และเปโตร รวมทั้งเรื่องราวของผู้เผยพระวจนะมากมาย และอื่นๆ และแม้ว่าผู้คนมากมายจะคุ้นเคยกับเรื่องราวดังกล่าว แต่ก็ยังคงไม่มีประเทศ ชนชาติ หรือกลุ่มใดที่ส่งเสริมสภาวะความเป็นมนุษย์และลักษณะนิสัยทางศีลธรรมของธรรมิกชนและปราชญ์สมัยโบราณเหล่านี้อย่างกว้างขวาง—หรือตัวอย่างการนมัสการพระเจ้าของพวกเขา หรือแม้แต่หัวใจอันยำเกรงพระเจ้าที่พวกเขาเผยให้เห็น—ไม่ว่าจะเป็นในสังคม ทั่วทั้งชาติ หรือในหมู่ผู้คน  ไม่มีประเทศ ชนชาติ หรือกลุ่มใดทำเช่นนี้สักแห่งหรือสักกลุ่มเดียว  แม้แต่ประเทศที่มีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำรัฐ หรือประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา ก็ไม่รณรงค์ให้สนใจและเคารพลักษณะนิสัยที่เป็นมนุษย์ของธรรมิกชนและปราชญ์สมัยโบราณเหล่านี้ หรือเรื่องราวของพวกเขาที่ยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้า ตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์อยู่ดี  นี่บ่งบอกปัญหาอะไร?  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามได้ตกต่ำจนถึงจุดที่ผู้คนเบื่อหน่ายความจริง เบื่อหน่ายสิ่งที่เป็นบวก และเทิดทูนความชั่ว  หากพระเจ้าไม่ได้ตรัสและทรงพระราชกิจท่ามกลางผู้คนด้วยพระองค์เอง ตรัสบอกผู้คนอย่างชัดเจนว่าสิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ สิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด สิ่งใดงดงามและดี สิ่งใดอัปลักษณ์ และอื่นๆ เช่นนั้นแล้วมวลมนุษย์ย่อมจะไม่มีวันสามารถแยกแยะดีชั่วได้ และจะไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นบวกออกจากสิ่งที่เป็นลบ  นับแต่เริ่มมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ และแม้กระทั่งในช่วงที่มนุษย์มีพัฒนาการ กิจการเหล่านี้และบันทึกทางประวัติศาสตร์เรื่องการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าก็ได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้ในบางประเทศและบางกลุ่มชาติพันธุ์ในยุโรปและทวีปอเมริกาแล้ว  อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังคงไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นบวกออกจากสิ่งที่เป็นลบ หรือสิ่งที่ดีและงดงามออกจากสิ่งที่ชั่วและอัปลักษณ์  มนุษย์ไม่เพียงไม่สามารถแยกแยะได้เท่านั้น แต่พวกเขายังกระตือรือร้นและเต็มใจที่จะยอมรับคำกล่าวอ้างทุกประเภทจากซาตานอีกด้วย เช่น คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม รวมทั้งคำนิยามและแนวคิดที่ผิดของซาตานเกี่ยวกับผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลาย  นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด?  เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมวลมนุษย์ไม่มีสัญชาตญาณที่จะยอมรับสิ่งที่เป็นบวกด้วยตนเอง หรือสัญชาตญาณที่จะแยกแยะสิ่งที่เป็นบวกออกจากสิ่งที่เป็นลบ แยกแยะดีชั่ว ถูกผิด เรื่องจริงเรื่องโกหก?  (เป็นไปได้)  ในหมู่มวลมนุษย์มีสิ่งที่แพร่หลายในเวลาเดียวกันอยู่สองประเภท ซึ่งหนึ่งในนั้นมาจากซาตาน ส่วนอีกหนึ่งมาจากพระเจ้า  แต่ในท้ายที่สุด ทั่วทั้งสังคมมนุษย์และในประวัติศาสตร์ทั้งมวลแห่งพัฒนาการของมวลมนุษย์ พระวจนะที่พระเจ้าตรัสไว้ และสิ่งทั้งปวงที่เป็นบวกซึ่งพระองค์ทรงสอนและอธิบายแก่มวลมนุษย์เอาไว้ ก็ไม่อาจเป็นที่เคารพของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลได้ และไม่สามารถแม้แต่จะกลายเป็นกระแสหลักในหมู่มวลมนุษย์ หรือทำให้เกิดความคิดอ่านที่ถูกต้องในตัวผู้คน หรือนำพวกเขาให้ใช้ชีวิตที่ปกติท่ามกลางสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าทรงสร้าง  ผู้คนดำรงอยู่ภายใต้การชี้นำของความคิดเห็น แนวคิด และมโนทัศน์ต่างๆ ของซาตาน และใช้ชีวิตภายใต้การชี้นำของทัศนะที่ผิดพลาดเหล่านี้โดยไม่ทันรู้ตัว  เมื่อใช้ชีวิตในหนทางนี้ พวกเขาก็ไม่ได้ทำเช่นนี้อย่างเฉื่อยชา แต่ทำอย่างแข็งขัน  แม้พระเจ้าจะทรงทำสิ่งที่พระองค์ทำลงไป แม้จะทรงสำเร็จลุล่วงการสร้างและปกครองสรรพสิ่ง และมีพระวจนะมากมายที่พระราชกิจของพระเจ้าทิ้งไว้เบื้องหลังในบางประเทศ รวมทั้งคำนิยามถึงผู้คน เรื่องราว และสิ่งต่างๆ ที่มีการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่มนุษย์ก็ใช้ชีวิตตามแนวคิดและทัศนะต่างๆ ที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวผู้คนโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี  แนวคิดและทัศนะนานัปการที่ซาตานปลูกฝังและสนับสนุนเหล่านี้เป็นแนวคิดและทัศนะกระแสหลักที่แพร่ไปทั่วสังคมมนุษย์แม้กระทั่งในประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์กันอย่างแพร่หลาย  แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทิ้งถ้อยแถลงที่เป็นบวก แนวคิดและทัศนะที่เป็นบวก คำนิยามที่เป็นบวกเกี่ยวกับผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายไว้มากมายเพียงใดให้แก่มวลมนุษย์ผ่านทางการทรงพระราชกิจของพระองค์ สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ในบางมุมของโลกเท่านั้น หรือที่แย่กว่านั้นก็คือ มีการรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในหมู่ชนกลุ่มน้อยจำนวนน้อยมากเท่านั้น และหลงเหลืออยู่ตามริมฝีปากเฉพาะของบางคนเท่านั้น แต่ไม่อาจได้รับการยอมรับอย่างแข็งขันจากมนุษย์ได้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวกซึ่งจะชี้แนะและนำทางพวกเขาในชีวิต  เมื่อเปรียบเทียบสองสิ่งที่ต่างชนิดกันนี้ และดูจากท่าทีต่างๆ ที่มวลมนุษย์มีต่อสิ่งที่เป็นลบจากซาตาน และต่อสิ่งที่เป็นบวกนานาประการจากพระเจ้า เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลย่อมตกอยู่ในเงื้อมมือของมารร้าย  นี่คือข้อเท็จจริง และสามารถยืนยันได้ด้วยความแน่ใจ  ส่วนใหญ่แล้วข้อเท็จจริงนี้หมายความว่าความคิด วิธีคิด และวิธีที่ผู้คนใช้รับมือคน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายล้วนถูกแนวคิดและทัศนะต่างๆ ของซาตานควบคุม ครอบงำ บงการ และแม้กระทั่งจำกัดขอบเขตเอาไว้  ตลอดประวัติศาสตร์ที่มนุษย์มีพัฒนาการมา ไม่ว่าจะเป็นระยะใดหรือช่วงเวลาใด—ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยที่ค่อนข้างล้าหลัง หรือยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจแล้ว—และไม่ว่าจะเป็นภูมิภาค สัญชาติ หรือคนกลุ่มใด วิธีการดำรงอยู่ รากฐานของการดำรงอยู่ และทัศนะว่าควรรับมือผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายอย่างไร ล้วนอิงตามแนวคิดต่างๆ ที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวผู้คนทั้งสิ้น ไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า  นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก  พระเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ และช่วยมวลมนุษย์ให้รอดในสถานการณ์ที่มนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำเหลือเกิน และเป็นสถานการณ์ที่แนวคิดและมุมมองของพวกเขา รวมทั้งวิธีที่พวกเขามองผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายทุกประเภท ตลอดจนวิธีใช้ชีวิตและรับมือโลก ถูกแนวคิดของซาตานตีกรอบเอาไว้อย่างสิ้นเชิง  คนเราสามารถจินตนาการได้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นหนักหนาและลำบากยากเย็นเพียงใดภายในบริบทดังกล่าว  นี่เป็นบริบทแบบใด?  บริบทที่พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์นั้นเป็นบริบทที่หัวใจและความรู้สึกนึกคิดของผู้คนถูกปรัชญาและพิษของซาตานครอบงำและตีกรอบเอาไว้อย่างสิ้นเชิงมานานแล้ว  พระองค์ไม่ได้เสด็จมาทรงพระราชกิจของพระองค์ภายในบริบทที่ผู้คนไม่มีอุดมคติ หรือทัศนะใดๆ เกี่ยวกับผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลาย แต่อยู่ในบริบทที่ผู้คนมีวิธีพิจารณาคน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลาย และบริบทที่วิธีมอง วิธีคิด และวิธีใช้ชีวิตเหล่านี้ถูกซาตานทำให้สับสนและหลงผิดอย่างร้ายแรง  กล่าวคือ พระเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดภายในบริบทที่มนุษย์ยอมรับแนวคิดและทัศนะของซาตานแล้วทั้งใจ และถูกแนวคิดของซาตานเข้าครอง ครอบงำ พันธนาการ และควบคุม  นี่คือผู้คนประเภทที่พระเจ้ากำลังช่วยให้รอด ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระราชกิจของพระองค์ลำบากยากเย็นเพียงใด  พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้คนที่ถูกแนวคิดของซาตานครอบงำและตีกรอบดังกล่าวมาตระหนักรู้อีกครั้งถึงสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบ ความงดงามและความอัปลักษณ์ ถูกและผิด ความจริงและเหตุผลวิบัติอันชั่ว และแยกแยะทั้งหมดนี้ออกจากกัน และท้ายที่สุดก็ไปถึงจุดที่พวกเขาสามารถรังเกียจและปฏิเสธแนวคิดและความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนต่างๆ ที่ซาตานปลูกฝังไว้ทั้งหมดจากก้นบึ้งของหัวใจของตน และด้วยเหตุนี้จึงยอมรับทัศนะที่ถูกต้องและวิธีใช้ชีวิตที่ถูกต้องทั้งปวงที่มาจากพระเจ้า  นี่คือความหมายจำเพาะของการที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด

ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใดของมนุษยชาติ หรือสังคมได้พัฒนาไปถึงขั้นใด หรือวิธีการปกครองของนักปกครองจะเป็นอย่างไร—จะเป็นเผด็จการนิยมศักดินา หรือระบบสังคมแบบประชาธิปไตยก็ตาม—สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าทฤษฎีทางอุดมคติและคำกล่าวต่างๆ ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ซาตานสนับสนุนนั้นมีอยู่ทั่วไปในสังคมมนุษย์  จากสังคมแบบศักดินามาจนถึงสังคมสมัยใหม่ แม้ว่าขอบเขต หลักธรรมที่ใช้นำทาง และวิธีการปกครองของนักปกครองจะเปลี่ยนแปลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า และจำนวนของกลุ่มชาติพันธุ์ เชื้อชาติ และชุมชนความเชื่อต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่องเช่นกันก็ตาม แต่พิษของคำกล่าวต่างๆ ในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวผู้คนยังคงมีอยู่ทั่วไปและกำลังแพร่กระจาย หยั่งรากลึกลงไปในความคิดของผู้คนและส่วนลึกสุดในดวงจิตของพวกเขา ควบคุมวิธีการดำรงอยู่ของพวกเขา และครอบงำความคิดและทัศนะที่พวกเขามีต่อผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลาย  แน่นอนว่าพิษนี้ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระเจ้าอีกด้วย และกัดกร่อนความเต็มใจและการโหยหาที่จะยอมรับความจริงและความรอดของพระผู้สร้างในตัวมวลมนุษย์อย่างร้ายแรง  เพราะฉะนั้น ตัวอย่างคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่มาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยกมาจึงควบคุมการคิดอ่านของผู้คนทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์มาโดยตลอด ฐานะและบทบาทที่คำกล่าวเหล่านี้มีอำนาจเหนือมวลมนุษย์ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะในช่วงเวลาหรือในบริบทใดทางสังคม  ไม่ว่านักปกครองคนหนึ่งจะเป็นใหญ่ในช่วงเวลาใด ไม่ว่าจะขยันหมั่นเพียรหรือล้าหลัง วิธีการปกครองของพวกเขาจะเป็นแบบประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่สามารถหยุดยั้งหรือกวาดล้างความสับสนและการควบคุมมนุษย์ที่เกิดจากแนวคิดและทัศนะของวัฒนธรรมดั้งเดิมได้  ไม่ว่าจะเป็นยุคใดในประวัติศาสตร์ หรือในกลุ่มชาติพันธุ์ใด หรือความเชื่อของมนุษย์จะก้าวหน้าหรือก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด และไม่ว่ามนุษย์จะก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดในด้านการคิดอ่านที่พวกเขามีต่อชีวิตและกระแสนิยมทางสังคมก็ตาม อิทธิพลที่คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิมมีต่อการคิดอ่านของมนุษย์ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และผลกระทบที่สิ่งเหล่านี้มีต่อผู้คนก็ไม่เคยเบาลงเลย  จากมุมมองนี้ คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมจึงจำกัดขอบเขตการคิดอ่านของผู้คนไว้มากเกินไป ไม่เพียงส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงท่าทีที่ผู้คนมีต่อความจริงอีกด้วย ทั้งยังส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ทรงสร้างกับพระผู้สร้าง  แน่นอนว่าสามารถกล่าวได้อีกด้วยว่าซาตานใช้แนวคิดของวัฒนธรรมดั้งเดิมเพื่อทดลอง ตบตา ตีกรอบ และทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นด้านชา และใช้วิธีการเหล่านี้คว้าตัวมนุษย์ไปจากพระเจ้า  ยิ่งมีการเผยแพร่แนวคิดด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของวัฒนธรรมดั้งเดิมในหมู่มวลมนุษย์อย่างกว้างขวางมากเพียงใด และยิ่งแนวคิดเหล่านี้หยั่งรากในหัวใจของผู้คนลึกเพียงใด มนุษย์ก็จะยิ่งอยู่ห่างไกลจากพระเจ้ามากเพียงนั้น และความหวังที่พวกเขาจะได้รับความรอดก็จะยิ่งห่างไกลมากเพียงนั้นเช่นกัน  จงคิดดูเถิดว่าก่อนที่อาดัมและเอวาจะถูกงูทดลองให้กินผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว พวกเขาเชื่อว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาของพวกเขา  แต่เมื่องูทดลองเอวาโดยพูดว่า “จริงหรือ?  ที่พระเจ้าตรัสว่า ‘ห้ามพวกเจ้ากินผลจากต้นไม้ทุกต้นในสวนนี้’” (ปฐมกาล 3:1) และ “พวกเจ้าไม่ใช่ว่าจะต้องตายแน่ เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า พวกเจ้ากินผลจากต้นไม้นั้นวันใด ตาของพวกเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วพวกเจ้าจะเป็นเหมือนอย่างพระเจ้า คือรู้ความดีและความชั่ว” (ปฐมกาล 3:4-5) อาดัมและเอวาก็ยอมจำนนต่อการทดลองของงู และสัมพันธภาพของพวกเขากับพระเจ้าก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  มีการเปลี่ยนแปลงเช่นใดเกิดขึ้น?  พวกเขาไม่ได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในสภาพเปลือยเปล่าอีกต่อไป แต่มองหาวัตถุมากำบังและปกปิดตนเอง และหลีกเลี่ยงความสว่างแห่งการสถิตของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงตามหาพวกเขา พวกเขาก็ซ่อนตัวจากพระองค์ และไม่พูดคุยกับพระองค์ซึ่งหน้าเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสัมพันธภาพที่อาดัมและเอวามีกับพระเจ้านี้ไม่ใช่เพราะพวกเขากินผลจากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว แต่เพราะถ้อยคำที่งู—ซาตาน—พูดนั้นได้ปลูกฝังการคิดแบบผิดๆ ในตัวผู้คน ทดลองและชักนำพวกเขาให้หลงคิดสงสัยพระเจ้า ไถลห่างจากพระองค์ และซ่อนตัวจากพระองค์  ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงไม่อยากมองดูความสว่างแห่งการสถิตของพระเจ้าตรงๆ อีกต่อไป และไม่อยากมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์โดยไร้สิ่งปกปิดร่างกายอย่างสิ้นเชิง และความเหินห่างก็บังเกิดระหว่างผู้คนกับพระเจ้า  ความเหินห่างนี้เกิดขึ้นอย่างไร?  ไม่ใช่เพราะความเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม หรือเพราะกาลเวลาล่วงเลยไป แต่เพราะหัวใจของผู้คนเปลี่ยนแปลง  หัวใจของผู้คนเปลี่ยนแปลงอย่างไร?  ผู้คนเองไม่ได้ริเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง  แต่เป็นเพราะถ้อยคำที่งูพูด ซึ่งหว่านความแตกแยกไว้ในสัมพันธภาพของผู้คนกับพระเจ้า ทำให้พวกเขาหมางใจกับพระเจ้า และทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความสว่างแห่งการสถิตของพระเจ้า หลบเลี่ยงการดูแลของพระองค์ และสงสัยพระวจนะของพระองค์  อะไรคือผลสืบเนื่องของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว?  ผู้คนไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป หัวใจและความคิดของพวกเขาไม่บริสุทธิ์ขนาดนั้นอีกต่อไป และพวกเขาก็ไม่ได้มองว่าพระเจ้าคือพระเจ้า และเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ใกล้ชิดพวกเขาที่สุดอีกต่อไป แต่กลับนึกสงสัยและเกรงกลัวพระองค์แทน และด้วยเหตุนี้จึงไถลห่างจากพระองค์ เกิดความคิดที่อยากจะซ่อนเร้นจากพระเจ้าและอยู่ห่างจากพระองค์ และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความล่มจมของมวลมนุษย์  จุดเริ่มต้นแห่งความล่มจมของมวลมนุษย์เกิดจากถ้อยคำที่ซาตานเอ่ย ถ้อยคำที่เป็นพิษ ทดลอง และชักนำให้หลงผิด  ความคิดที่ถ้อยคำเหล่านี้ปลูกฝังเอาไว้ในตัวผู้คนทำให้พวกเขาสงสัย เข้าใจผิด และนึกระแวงพระเจ้า ทำให้พวกเขาเหินห่างจากพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เพียงไม่เต็มใจที่จะเผชิญหน้าพระเจ้าอีกต่อไปเท่านั้น แต่ยังอยากซ่อนตัวจากพระเจ้าอีกด้วย และถึงกับไม่เชื่อสิ่งที่พระองค์ตรัสอีกต่อไป  พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไร?  พระเจ้าตรัสว่า “ผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ แต่ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่” (ปฐมกาล 2:16-17)  แต่ซาตานพูดว่าผู้คนที่กินผลจากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วจะไม่จำเป็นต้องตาย  เป็นเพราะวาจาหลอกลวงที่ซาตานพูด ผู้คนจึงเริ่มสงสัยและไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า กล่าวคือ ผู้คนมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมาในหัวใจของตน และพวกเขาไม่บริสุทธิ์เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป  เนื่องจากข้อคิดเห็นและข้อสงสัยทั้งหลายที่ผู้คนมีนี้ พวกเขาจึงไม่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้าอีกต่อไป เลิกเชื่อว่าพระเจ้าคือพระผู้สร้าง และผู้คนย่อมมีสัมพันธภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้กับพระเจ้า พวกเขาถึงกับเลิกเชื่อว่าพระเจ้าสามารถคุ้มครองและดูแลผู้คนได้  ทันทีที่พวกเขาเลิกเชื่อสิ่งเหล่านี้ ผู้คนก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับการดูแลและคุ้มครองจากพระเจ้าอีกต่อไป และแน่นอนว่าไม่เต็มใจที่จะยอมรับพระวจนะใดๆ จากพระโอษฐ์ของพระเจ้าอีกแล้ว  ความล่มจมของมวลมนุษย์เริ่มขึ้นซึ่งเป็นผลจากถ้อยคำที่ซาตานใช้ทดลอง และเริ่มต้นจากแนวคิดและทัศนะที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวผู้คน  แน่นอนว่าความล่มจมนี้ยังเริ่มต้นโดยเป็นผลจากการที่ซาตานทดลอง หลอกลวง และชักนำผู้คนให้หลงผิดอีกด้วย  แนวคิดและทัศนะที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวผู้คนนี้ทำให้พวกเขาเลิกเชื่อในพระเจ้าหรือพระวจนะของพระองค์ และยังทำให้พวกเขาสงสัยพระเจ้า เข้าใจพระองค์ผิด ระแวงพระองค์ ซ่อนเร้นจากพระองค์ ไถลห่างจากพระองค์ ไม่ยอมรับสิ่งที่พระองค์ตรัส ไม่ยอมรับอัตลักษณ์ที่จริงแท้ของพระองค์ และถึงกับไม่ยอมรับว่าผู้คนมาจากพระเจ้าอีกด้วย  นี่คือวิธีที่ซาตานใช้ทดลองและทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขัดขวางและสร้างความเสียหายแก่สัมพันธภาพที่พวกเขามีกับพระเจ้า และยังขัดขวางมนุษย์ไม่ให้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับพระวจนะใดๆ จากพระโอษฐ์ของพระองค์อีกด้วย  ซาตานขัดขวางไม่ให้ผู้คนเต็มใจที่จะแสวงหาความจริงและยอมรับพระวจนะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง  เมื่อไร้อำนาจที่จะต้านทานความคิดเห็นนานัปการของซาตาน ผู้คนจึงถูกความคิดเห็นเหล่านี้กัดกร่อนและครอบงำโดยไม่ทันรู้ตัว และในที่สุดก็เสื่อมจนถึงขั้นกลายเป็นศัตรูและปรปักษ์ของพระเจ้า  โดยรากฐานแล้วนี่เป็นผลกระทบและความเสียหายที่คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมมีต่อมวลมนุษย์  แน่นอนว่าด้วยการสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้ พวกเรากำลังวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้จากรากเหง้าอีกด้วย เพื่อให้ผู้คนสามารถเกิดความเข้าใจในระดับพื้นฐานว่าซาตานทำอย่างไรให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม และมันใช้วิธีการอะไร  กลวิธีหลักๆ ที่ซาตานใช้ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามคือการมุ่งเป้าไปที่ความคิดและทัศนะของผู้คน ทำลายสัมพันธภาพระหว่างผู้คนกับพระเจ้า และค่อยๆ เอาตัวพวกเขาไปจากพระเจ้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  ในขั้นแรก เมื่อได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้ถูกต้อง และอยากกระทำและปฏิบัติตามพระวจนะ  ในสถานการณ์เช่นนี้นี่เองที่ซาตานใช้แนวคิดและถ้อยคำสารพัดชนิดมาค่อยๆ กัดกร่อนและสลายความเชื่อ ความแน่วแน่ และความมุ่งมาดปรารถนาที่ผู้คนมีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น รวมทั้งสิ่งที่เป็นบวกนิดๆ และความปรารถนาที่เป็นบวกหน่อยๆ ซึ่งพวกเขายึดถืออยู่เพียงไม่กี่อย่าง แล้วก็แทนที่สิ่งเหล่านั้นด้วยคำกล่าวของมันเอง คำนิยาม ข้อคิดเห็น และมโนคติอันหลงผิดที่มันมีในสิ่งต่างๆ  เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนจึงถูกแนวคิดของซาตานควบคุมโดยไม่ทันรู้ตัว กลายเป็นเชลยและทาสของมัน  ย่อมเป็นเช่นนี้ใช่ไหม?  (ใช่)  ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ ยิ่งมนุษย์ยอมรับแนวคิดของซาตานอย่างลึกล้ำและเป็นรูปธรรมมากเท่าใด สัมพันธภาพระหว่างมวลมนุษย์กับพระเจ้าก็ยิ่งห่างไกลกันมากเท่านั้น และดังนั้นข้อความที่ว่า “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพระเจ้าคือพระผู้สร้าง” ก็ย่อมห่างไกลจากผู้คนมากขึ้นเท่านั้นด้วย ผู้คนจำนวนมากจึงไม่เชื่อและไม่ยอมรับรู้ข้อความนี้อีกต่อไป  แต่กลับถือว่าข้อความนี้คือนิทานปรัมปราและตำนาน เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่จริง และเหตุผลวิบัติอันชั่ว ถึงกับมีบางคนในสังคมปัจจุบันกล่าวโทษว่านอกรีต  ต้องกล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดจากเหตุผลวิบัติต่างๆ อันชั่วของซาตานที่เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในหมู่มวลมนุษย์  และต้องกล่าวด้วยว่าตลอดประวัติศาสตร์แห่งพัฒนาการของมนุษย์ ภายใต้การแสร้งทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก เช่น การสอนผู้คน กำกับวาจาและการกระทำของพวกเขา และอื่นๆ ซาตานได้ลากมวลมนุษย์ลงสู่เหวลึกแห่งบาปและความตายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พามวลมนุษย์ออกห่างจากความสว่างแห่งการสถิตของพระเจ้า ห่างจากการดูแลและคุ้มครองของพระองค์ และไกลจากความรอดของพระองค์  พันธสัญญาเดิมในพระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับทูตสื่อสารของพระเจ้าที่มาพูดคุยกับผู้คนและใช้ชีวิตในหมู่พวกเขา แต่ก็ไม่มีเรื่องราวเช่นนี้อีกแล้วในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล ไม่มีใครเป็นเหมือนธรรมิกชนและปราชญ์สมัยโบราณที่มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์อีกต่อไป—อาทิ โนอาห์ อับราฮัม โมเสส โยบ หรือเปโตร—และเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลก็ถูกแนวคิดและข้อคิดเห็นของซาตานครอบงำและพันธนาการเอาไว้  นี่คือความจริงของเรื่องนี้

สิ่งที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันไปเป็นแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับแก่นแท้ของคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งบ่งชี้ พิสูจน์ และเป็นสัญลักษณ์ของการที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามอีกด้วย  เมื่อพิจารณาเรื่องนี้จากแก่นแท้ของประเด็นปัญหาเหล่านี้ มนุษย์ทุกคน—ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเด็กน้อยหรือผู้สูงวัย หรือใช้ชีวิตอยู่ในชนชั้นใดทางสังคม หรือมาจากภูมิหลังทางสังคมเช่นใด—ย่อมถูกความคิดเห็นนานัปการของซาตานตีกรอบโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้จะไม่มีการแบ่งระดับความแตกต่างให้เห็นก็ตาม และใช้ชีวิตอยู่ในวิถีการดำรงอยู่ที่เต็มไปด้วยแนวคิดเยี่ยงซาตาน  และแน่นอน ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คืออะไร?  คือการที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทราม  สิ่งที่ซาตานทำให้เสื่อมทรามไม่ใช่อวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ แต่เป็นความคิดของพวกเขาต่างหาก  การทำให้ความคิดของมนุษย์เสื่อมทรามนั้นทำให้มวลมนุษย์ทั้งปวงหันมาต่อต้านพระเจ้า เพื่อให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างไม่สามารถนมัสการพระองค์ได้ แต่กลับใช้แนวคิดและทัศนะทุกอย่างของซาตานมากบฏต่อพระเจ้า ต้านทาน ทรยศ และปฏิเสธพระองค์แทน  นี่คือความมักใหญ่ใฝ่สูงและอุบายที่ฉลาดแกมโกงของซาตาน และแน่นอนว่าเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของซาตาน นี่คือวิธีการที่ซาตานใช้ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าซาตานจะทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามมานานกี่พันปีแล้ว หรือมีข้อเท็จจริงมากมายเพียงใดที่ชี้ไปยังการที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม ไม่ว่าแนวคิดและทัศนะต่างๆ ที่ซาตานใช้ทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามจะผิดพลาดและไร้สาระเพียงใด และความคิดของมนุษย์จะถูกสิ่งเหล่านี้ตีกรอบเอาไว้อย่างลึกล้ำเพียงใด—สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเช่นไร เมื่อพระเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยผู้คนให้รอด และเมื่อพระองค์ทรงแสดงความจริง ต่อให้ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในบริบทแบบนี้ พระเจ้าก็สามารถดึงพวกเขากลับออกมาจากพลังอำนาจของซาตานอยู่ดี และยังคงสามารถพิชิตพวกเขาได้  และแน่นอนว่าพระเจ้ายังคงสามารถทำให้ผู้คนเข้าใจความจริงด้วยการตีสอนและพิพากษาของพระองค์ ทำให้รู้จักแก่นแท้และความจริงแห่งความเสื่อมทรามของพวกเขา ละทิ้งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขา เชื่อฟังพระองค์ ยำเกรงพระองค์ และหลบเลี่ยงความชั่ว  นี่คือผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายที่ย่อมจะสัมฤทธิ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระเจ้าย่อมบรรลุผลในทิศทางนี้อย่างแน่นอน และพระเจ้าก็ย่อมปรากฏองค์ต่อทุกประเทศและทุกกลุ่มชนที่ถวายพระสิริแด่พระองค์ตามแนวทางนี้  เหมือนที่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ไม่มีผิดว่า “พระเจ้าทรงดีงามเช่นเดียวกับพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นจะคงอยู่ตลอดกาล”  ประโยคนี้เป็นเรื่องจริง  พวกเจ้าเชื่อเช่นนี้หรือไม่?  (เชื่อ)  นี่คือข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  เพราะพระราชกิจระยะสุดท้ายของพระเจ้าคือพระราชกิจแห่งการประทานความจริงและชีวิตแก่มวลมนุษย์  ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสามสิบกว่าปี ผู้คนจำนวนมากได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ถูกพระองค์พิชิต และตอนนี้ก็ติดตามพระองค์ด้วยความแน่วแน่ที่ไม่อาจโยกคลอนได้  พวกเขาไม่ต้องการผลประโยชน์ใดๆ จากซาตาน พวกเขาเต็มใจที่จะยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และความรอดของพระองค์ ทุกคนเต็มใจที่จะเข้าประจำที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกครั้ง ยอมรับอธิปไตยและการจัดแจงเตรียมการของพระผู้สร้าง  นี่เป็นเครื่องหมายว่าแผนการของพระเจ้ากำลังบรรลุผลไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปและเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วอีกด้วย และแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ว่าซาตานจะทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามอย่างไร หรือใช้วิธีการใดก็ตาม พระเจ้าย่อมจะมีหนทางเสมอที่จะดึงมนุษย์กลับมาจากพลังอำนาจของซาตาน ช่วยพวกเขาให้รอด นำพวกเขากลับมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างมวลมนุษย์กับพระผู้สร้าง  นี่คือมหิทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ วันนั้นย่อมจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว

ในการชุมนุมครั้งที่แล้ว พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนวันตาย” และใช้เวลาบางส่วนชำแหละและเปิดโปงข้อกำหนด การแสดงออก รวมทั้งแนวคิดและทัศนะที่มีอยู่ในคำกล่าวนี้ และผู้คนก็เกิดความเข้าใจบางอย่างในแก่นแท้ของคำกล่าวนี้แล้ว  แน่นอนว่าในส่วนของหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับแง่มุมนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมว่าแท้จริงแล้วเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร ท่าทีของพระองค์เป็นเช่นใด คำกล่าวนี้มีความจริงอะไรอยู่ด้วย และผู้คนควรมองความตายอย่างไร  หลังจากเข้าใจความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนเผชิญสิ่งต่างๆ ดังกล่าว พวกเขาก็ควรพิจารณาประเด็นปัญหาดังกล่าวตามพระวจนะของพระเจ้า และจัดการเรื่องเหล่านี้ตามความจริง เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้  ยิ่งไปกว่านั้น คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่พวกเราเอ่ยถึงเมื่อครั้งก่อนที่ว่า—“หนอนไหมแห่งฤดูใบไม้ผลิถักทอจนตัวตาย ส่วนเทียนไขก็มอดไหม้จนน้ำตาเทียนเหือดแห้ง”—นั้นตื้นเขินเกินไป และขอบเขตทางความคิดของคำกล่าวนี้ก็หยาบเกินไป จึงไม่ควรค่าที่จะชำแหละเพิ่มเติม  คำกล่าวถัดไปด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” ซึ่งพวกเราจะสามัคคีธรรมนั้นควรค่าที่จะชำแหละ  สิ่งที่ควรค่าแก่การชำแหละย่อมมีพื้นที่ในความคิดและมโนคติอันหลงผิดของผู้คนอยู่บ้าง  ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ย่อมจะครอบงำการคิดอ่านของผู้คน วิธีการดำรงอยู่ของพวกเขา เส้นทางของพวกเขา และแน่นอน ตัวเลือกของพวกเขาด้วย  นี่คือผลสืบเนื่องที่ซาตานสัมฤทธิ์ด้วยการอาศัยวัฒนธรรมดั้งเดิมมาทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม  คำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” ยึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งในหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของผู้คน กล่าวคือ ประเด็นที่คำกล่าวนี้พูดถึงนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นพิเศษ  ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ชะตากรรมของประเทศเกิดวิกฤติ ผู้คนจะเลือกสิ่งต่างๆ ตามคำกล่าวนี้ และนี่จะพันธนาการและจำกัดการคิดอ่านและกระบวนการคิดที่ปกติของพวกเขา  เพราะฉะนั้นแนวคิดและทัศนะเช่นนี้จึงควรค่าที่จะชำแหละ  เมื่อเทียบกับคำกล่าวที่พวกเราเอ่ยถึงไปก่อนหน้านี้อันได้แก่ “จงอย่านำเงินที่เจ้าเก็บได้มาใส่กระเป๋า” “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” “ความใจดีมีเมตตาที่ได้รับควรตอบแทนอย่างสำนึกในบุญคุณ” “เมตตาให้น้ำหนึ่งหยดควรตอบแทนด้วยน้ำพุอันพรั่งพรู” “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนวันตาย” เป็นต้น มาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในคำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” มีขอบข่ายที่สูงกว่าในโลกของซาตาน  คำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่พวกเราชำแหละไปก่อนหน้านี้อ้างอิงถึงคนจำพวกหนึ่ง หรือเรื่องราวเล็กๆ อย่างหนึ่งในชีวิต ซึ่งล้วนมีขอบเขตจำกัด แต่คำกล่าวนี้ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างกว่า  คำกล่าวนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ภายในขอบเขตของ “ตัวตนที่เล็กลงมา” แต่เกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาและสิ่งต่างๆ มากมายที่เกี่ยวพันกับ “ตัวตนที่ใหญ่กว่า”  เพราะฉะนั้นคำกล่าวนี้จึงมีสถานะที่สำคัญยิ่งในหัวใจของผู้คน และต้องถูกชำแหละเพื่อดูว่าควรมีฐานะบางอย่างในหัวใจของผู้คนหรือไม่ และเพื่อให้แน่ใจว่าผู้คนควรมองดูคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมนี้อย่างไรจึงจะสอดคล้องกับความจริง

คำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” บังคับผู้คนให้ยอมคำนึงถึงความรับผิดชอบที่ตนมีต่อชะตากรรมของประเทศของตน โดยเสนอแนะว่าทุกคนควรรับผิดชอบในเรื่องนี้  หากเจ้าลุล่วงความรับผิดชอบที่ตนมีต่อชะตากรรมของประเทศของตน รัฐบาลก็จะปูนบำเหน็จเจ้าด้วยเกียรติอันสูงส่ง และเจ้าจะถูกมองว่าเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยอันสูงศักดิ์ แต่หากเจ้าไม่ห่วงใยชะตากรรมของประเทศและยืนดูเฉยๆ ขณะที่ประเทศซวนเซ และไม่เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญมาก หรือเจ้าหัวเราะใส่เรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมถูกมองว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการลุล่วงความรับผิดชอบของตน  หากเจ้าไม่ลุล่วงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเวลาที่ประเทศของเจ้าต้องการเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่ค่อยได้ความ และเป็นคนที่ไม่สำคัญจริงๆ  ผู้คนเช่นนี้ถูกทิ้งขว้างและสบประมาทในสังคม และถูกพวกพ้องเหยียดหยามและดูแคลน  สำหรับพลเมืองใดก็ตามของรัฐอธิปไตยใดก็ตาม คำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” เป็นคำกล่าวที่ผู้คนเห็นชอบ เป็นคำกล่าวที่ผู้คนสามารถยอมรับได้ และเป็นแม้กระทั่งคำกล่าวที่มวลมนุษย์เคารพ  นี่ยังเป็นแนวคิดที่มวลมนุษย์ถือว่าสูงศักดิ์อีกด้วย  คนที่สามารถกังวลและห่วงใยในชะตากรรมของบ้านเกิดเมืองนอนของตน และมีสำนึกรับผิดชอบที่ลึกล้ำต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตน คือคนที่มีความชอบธรรมมากกว่า  ผู้คนที่กังวลและห่วงใยในครอบครัวของตนมีความชอบธรรมน้อยกว่า แต่ผู้ที่ดูแลชะตากรรมของประเทศของตนคือผู้คนที่มีจิตวิญญาณแห่งความชอบธรรมมากกว่า และพวกเขานี่เองที่ควรได้รับการสรรเสริญจากนักปกครองและผู้คนมากกว่าใคร  กล่าวสั้นๆ คือ มีการตระหนักรู้อย่างมิอาจโต้แย้งได้ว่าแนวคิดเช่นนี้มีนัยสำคัญที่เป็นบวกสำหรับมนุษย์ และทำหน้าที่นำมวลมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย และแน่นอนว่ามีการตระหนักรู้อีกด้วยว่าแนวคิดเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นบวก  พวกเจ้าคิดแบบเดียวกันใช่หรือไม่?  (ใช่)  เป็นเรื่องปกติที่พวกเจ้าจะคิดแบบนี้  นี่หมายความว่าการคิดอ่านของพวกเจ้าไม่แตกต่างจากผู้คนที่ปกติ และพวกเจ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ  คนธรรมดาสามัญสามารถยอมรับแนวคิดที่อยู่ในความนิยม และสิ่งต่างๆ ที่เรียกกันว่าแนวคิดและความคิดเห็นที่เป็นบวก เป็นเชิงรุก ใฝ่สูงและสูงศักดิ์ทั้งหมดที่มาจากมวลมนุษย์ที่เหลือ  เหล่านี้คือผู้คนที่ปกติ  แนวคิดที่คนธรรมดาสามัญยอมรับและเคารพจำเป็นต้องเป็นบวกหรือไม่?  (ไม่จำเป็น)  กล่าวตามทฤษฎีแล้ว แนวคิดเหล่านี้ไม่เป็นบวก เพราะไม่สอดคล้องกับความจริง ไม่ได้มาจากพระเจ้า และพระเจ้าไม่ได้ทรงสอนหรือตรัสแนวคิดเหล่านี้แก่มวลมนุษย์  ดังนั้นข้อเท็จจริงคืออะไรกันแน่?  ควรอธิบายเรื่องนี้อย่างไร?  ตอนนี้เราจะอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียด และเมื่อเรากล่าวจบ พวกเจ้าก็จะรู้ว่าเหตุใดคำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก  ก่อนที่เราจะเปิดเผยคำตอบ จงคิดดูเสียก่อนเกี่ยวกับคำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” นี้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวกจริงๆ หรือ?  การทำให้ผู้คนรักประเทศของตนผิดหรือ?  บางคนกล่าวว่า “ชะตากรรมของบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเราเชื่อมโยงกับความอยู่รอด ความสุขและอนาคตของพวกเรา  พระเจ้าตรัสบอกผู้คนให้เคร่งครัดต่อหน้าที่กับพ่อแม่ของตน เลี้ยงดูลูกหลานของตนให้ดี และลุล่วงความรับผิดชอบทางสังคมของตนมิใช่หรือ?  มีอะไรผิดหรือกับการที่พวกเราลุล่วงความรับผิดชอบไม่กี่อย่างในประเทศของพวกเรา?  นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกหรอกหรือ?  แม้ว่าจะไม่ขึ้นไปถึงระดับของความจริง แต่นี่ก็ควรจะเป็นแนวคิดที่ถูกต้องใช่หรือไม่?”  ในความเห็นของผู้คน เหตุผลเหล่านี้ใช้ได้หรือไม่?  ผู้คนใช้คำกล่าวอ้างและเหตุผลเหล่านี้ และแม้กระทั่งการอ้างเหตุผลเหล่านี้โต้เถียงให้แก่ความถูกต้องของคำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน”  ดังนั้นคำกล่าวนี้ถูกต้องจริงๆ หรือไม่?  หากถูกต้องจริงๆ ถูกต้องอย่างไร?  หากไม่ถูกต้อง คำกล่าวนี้ผิดอย่างไร?  หากพวกเจ้าสามารถตอบคำถามสองข้อนี้ได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็จะเข้าใจความจริงแง่มุมนี้จริงๆ  มีคนอื่นที่กล่าวว่า “คำกล่าวที่ว่า ‘ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน’ ไม่ใช่เรื่องจริง  ประเทศทั้งหลายถูกปกครองโดยนักปกครอง และถูกกำกับโดยระบบการเมือง  เมื่อใดก็ตามที่การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเราก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะพระเจ้าไม่ทรงเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองของมนุษย์  เพราะฉะนั้นพวกเราจึงไม่เข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองเช่นกัน ดังนั้นคำกล่าวนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา อะไรก็ตามที่สัมพันธ์กับการเมืองไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา  ใครก็ตามที่เข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองและชอบการเมืองต้องรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศ  พวกเราไม่ยอมรับคำกล่าวนี้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกในมุมมองของพวกเรา”  คำอธิบายนี้ถูกหรือผิด?  (ผิด)  เหตุใดจึงผิด?  พวกเจ้ารู้ในทางทฤษฎีว่าคำอธิบายนี้ไม่ลงตัว ไม่จัดการแก้ไขรากเหง้าของปัญหา และไม่เพียงพอที่จะอธิบายแก่นแท้ของปัญหา  นี่เป็นเพียงคำอธิบายทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำแก่นแท้ของเรื่องนี้ให้กระจ่าง  ไม่ว่าคำอธิบายจะเป็นประเภทใด ตราบใดที่ไม่พัวพันกับแก่นแท้จำเพาะของประเด็นปัญหานี้ก็ย่อมไม่ใช่คำอธิบายจริง ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องแม่นยำ และไม่ใช่ความจริง  ดังนั้นคำกล่าวด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ผิดอย่างไร?  ประเด็นปัญหานี้สัมพันธ์กับความจริงอันใด?  ความจริงในเรื่องนี้ไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนในหนึ่งหรือสองประโยค  คงจะต้องอธิบายมากมายเพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจความจริงที่มีอยู่ในนั้น  ดังนั้นพวกเรามาสามัคคีธรรมถึงเรื่องนี้อย่างเรียบง่ายกัน

คำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ควรมองและวินิจฉัยอย่างไร?  นี่เป็นสิ่งที่เป็นบวกหรือไม่?  เพื่ออธิบายคำกล่าวนี้ ก่อนอื่นพวกเรามาดูกันว่าประเทศคืออะไร  มโนทัศน์ที่เกี่ยวกับประเทศในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนคืออะไร?  มโนทัศน์ที่เกี่ยวกับประเทศนั้นคือประเทศใหญ่มากใช่หรือไม่?  กล่าวตามทฤษฎีแล้ว ประเทศคือดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ประกอบด้วยบ้านเรือนทั้งหมดที่ถูกปกครองโดยคนปกครองคนเดียวกัน และถูกกำกับโดยระบบสังคมระบบเดียวกัน  นั่นจึงหมายความว่าบ้านเรือนจำนวนมากประกอบกันเป็นประเทศ  นั่นเป็นวิธีที่สังคมนิยามประเทศใช่หรือไม่?  (ใช่)  เฉพาะเมื่อมีบ้านเรือนหลังเล็กเท่านั้นจึงจะมีบ้านเรือนหลังใหญ่ได้ และบ้านเรือนหลังใหญ่แสดงถึงประเทศ—นี่คือคำจำกัดความของประเทศ  ดังนั้นคำจำกัดความนี้ยอมรับได้หรือไม่?  ในใจพวกเจ้าเชื่อมโยงกับคำจำกัดความนี้หรือไม่?  คำจำกัดความนี้เหมาะกับรสนิยมและผลประโยชน์ของใครที่สุด?  (นักปกครอง)  ถูกต้อง ควรเป็นนักปกครองเป็นอันดับแรกสุด  เพราะว่าโดยการมีทุกครอบครัวอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของตน พวกเขาย่อมมีอำนาจอยู่ในมือของตน  ดังนั้น ในความเห็นของนักปกครอง คำจำกัดความนี้จึงเป็นคำจำกัดความที่ใช้ได้ และพวกเขาเชื่อมโยงกับคำจำกัดความนี้  ไม่ว่านักปกครองจะนิยามประเทศว่าอย่างไร สำหรับคนทั่วไปแล้ว ย่อมมีระยะห่างระหว่างประเทศกับทุกคนที่อยู่ในนั้น  สำหรับผู้คนทั่วไป ซึ่งก็คือผู้คนแต่ละคนในแต่ละประเทศ คำจำกัดความที่พวกเขามีเกี่ยวกับประเทศแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำจำกัดความที่นักปกครองหรือชนชั้นปกครองสนับสนุน  วิธีที่ชนชั้นปกครองนิยามประเทศนั้นอิงตามอำนาจครอบครองและส่วนได้ส่วนเสียของตน  พวกเขายืนบนที่สูงและใช้ตำแหน่งสูงที่ได้เปรียบและมุมมองที่กว้างของตน ซึ่งถูกเจือด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยาก นิยามว่าประเทศคืออะไร  ตัวอย่างเช่น นักปกครองถือว่าประเทศเป็นบ้านของตนเอง เป็นแผ่นดินของตนเอง และคิดว่าประเทศมีไว้ให้ตนชื่นชมยินดี และทุกตารางนิ้วของประเทศ และทรัพยากรทุกอย่างและแม้แต่ทุกคนในนั้นควรเป็นของตน และอยู่ภายใต้การควบคุมของตน และพวกเขาควรจะสามารถชื่นชมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และบงการผู้คนได้ตามใจชอบ  แต่ผู้คนทั่วไปไม่มีความอยากเช่นนี้ อีกทั้งไม่มีภาวะเช่นนี้ด้วย และแน่นอนว่าพวกเขาไม่มีมุมมองที่กว้างเช่นนั้นสำหรับนิยามว่าประเทศคืออะไร  ดังนั้น สำหรับผู้คนทั่วไป สำหรับบุคคลใดที่เป็นเอกเทศ พวกเขานิยามประเทศว่าอะไร?  หากพวกเขามีการศึกษาดีและสามารถอ่านแผนที่ได้ พวกเขาย่อมรู้เพียงขนาดของดินแดนของประเทศของตน และประเทศเพื่อนบ้านใดอยู่รายรอบ และมีแม่น้ำและทะเลสาบกี่แห่ง และมีภูเขากี่ลูก มีป่าไม้มากเพียงใด มีแผ่นดินมากเพียงใด และมีผู้คนมากเพียงใดในประเทศของตน…  มโนทัศน์ที่พวกเขามีเกี่ยวกับประเทศเป็นเพียงสิ่งที่อิงตามแผนที่และความเป็นจริง เป็นเพียงมโนทัศน์ทางทฤษฎีในลายลักษณ์อักษร และไม่สอดคล้องกับประเทศที่มีอยู่ในความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง  สำหรับคนที่ได้รับการศึกษาค่อนข้างดีและมีสถานะทางสังคมอยู่บ้าง มโนทัศน์ที่พวกเขามีเกี่ยวกับประเทศก็เป็นบางสิ่งในทำนองนั้น  ดังนั้นผู้คนทั่วไปที่อยู่ชั้นล่างสุดของสังคมล่ะ?  พวกเขานิยามประเทศว่าอะไร?  ในทัศนะของเรา คำจำกัดความที่ผู้คนเหล่านี้มีเกี่ยวกับประเทศเป็นเพียงแผ่นดินผืนพอประมาณของครอบครัวของตน มีหลิวต้นใหญ่ที่ขอบตะวันออกของหมู่บ้าน มีภูเขาที่ขอบตะวันตก มีถนนที่ทางเข้าหมู่บ้าน และรถยนต์ที่มักจะแล่นผ่านไปตามถนนนี้ รวมถึงเหตุการณ์ที่ค่อนข้างน่าตื่นเต้นบางอย่างที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน และแม้แต่การนินทาที่ไม่สลักสำคัญ  สำหรับผู้คนทั่วไป มโนทัศน์ที่เกี่ยวกับประเทศเป็นบางสิ่งที่คล้ายแบบนั้น  แม้ว่าอาณาเขตของคำจำกัดความนี้จะเล็กมากและขอบเขตก็แคบมาก ในความเห็นของผู้คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตในบริบททางสังคมเช่นนี้ คำจำกัดความนี้ย่อมเป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก—สำหรับพวกเขา ประเทศไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่านี้  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในโลกภายนอก และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศ สำหรับพวกเขาแล้วก็เป็นเพียงข่าวที่สำคัญปานกลางบางอย่างที่พวกเขาสามารถเลือกที่จะรับฟังหรือไม่ก็ได้  ดังนั้นสิ่งใดสัมพันธ์กับผลประโยชน์โดยตรงของพวกเขา?  สิ่งนั้นคือการที่พืชพันธุ์ธัญญาหารที่พวกเขาปลูกไว้ในปีนี้จะให้ผลเก็บเกี่ยวดีมากหรือไม่ จะเพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงครอบครัวของตนหรือไม่ ปีหน้าจะปลูกอะไร แผ่นดินของตนจะถูกน้ำท่วมหรือไม่ จะถูกคนพาลรุกรานและยึดครองหรือไม่ และเรื่องราวและสิ่งเช่นนี้อื่นๆ ที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชีวิตเรื่อยลงไปจนถึงสิ่งทั้งหลายเช่น สิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้าน ลำธาร ทางเดินเท้า เป็นต้น  สิ่งที่พวกเขาสนใจและพูดถึง รวมถึงสิ่งที่ทิ้งภาพจำที่ลึกล้ำไว้ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายรอบตัวพวกเขาที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชีวิตของตน  พวกเขาไม่มีมโนทัศน์ว่าขอบเขตของประเทศใหญ่เพียงใด อีกทั้งพวกเขาไม่มีมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองหรือการเสื่อมถอยของประเทศด้วย  ยิ่งสิ่งทั้งหลายแปลกใหม่มากเพียงใด และยิ่งกรณียกิจของประเทศสำคัญมากเพียงใด สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งอยู่ห่างจากผู้คนดังกล่าวมากเพียงนั้น  สำหรับผู้คนทั่วไปเหล่านี้ มโนทัศน์ที่เกี่ยวกับประเทศเป็นเพียงผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาสามารถใส่ไว้ในความรู้สึกนึกคิดของตนได้อย่างเหมาะเจาะ และผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาประสบพบพานในชีวิตของตนเท่านั้น  ต่อให้พวกเขาได้รับข่าวสารที่เกี่ยวกับชะตากรรมของประเทศ นี่ก็อยู่ห่างไกลจากพวกเขามากเหลือเกิน  การอยู่ห่างไกลจากพวกเขามากเหลือเกินนั้นหมายความว่าข่าวสารนี้ไม่ได้ครองพื้นที่ในหัวใจของพวกเขาแต่อย่างใด และจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา ดังนั้นความเจริญรุ่งเรืองและการเสื่อมถอยของประเทศจึงไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาแต่อย่างใด  ในหัวใจของพวกเขา ชะตากรรมของประเทศของตนคืออะไร?  คือการที่พืชพันธุ์ที่พวกเขาปลูกไว้ในปีนี้จะได้รับพรจากสวรรค์หรือไม่ การเก็บเกี่ยวพืชผลจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ ครอบครัวของตนจะประคองตัวไปอย่างไร และเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน แต่กรณีกิจของชาติไม่เกี่ยวพันกับพวกเขาแต่อย่างใด  เรื่องราวที่มีความสำคัญระดับชาติ การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การที่ดินแดนของประเทศได้ขยายหรือหดลง สถานที่ที่นักปกครองได้ไปเยือน และสิ่งใดได้เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครอง—สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือการจับความเข้าใจของผู้คนทั่วไปอย่างแน่นอน  ต่อให้พวกเขาสามารถจับความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นจะมีประโยชน์อันใด?  ต่อให้หลังอาหารเย็น พวกเขาพูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับชนชั้นปกครอง พวกเขาจะสามารถทำอะไรได้หรือ?  หลังจากวางชามและตะเกียบลงแล้ว พวกเขายังคงต้องประทังชีวิตและออกไปทำงานในไร่นา  ไม่มีสิ่งใดดูเหมือนเป็นจริงเท่ากับพืชผลในไร่นาของพวกเขาที่สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้  สิ่งที่คนสนใจคือสิ่งที่พวกเขายึดถือในหัวใจของตน  ขอบเขตทั้งหลายของคนคนหนึ่งกว้างเท่ากับสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาใส่ไว้ในหัวใจของตนอย่างพอดิบพอดีเท่านั้น  ขอบเขตทั้งหลายของคนธรรมดาสามัญขยายไปไกลถึงสถานที่ที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้รอบตัวและสถานที่ที่พวกเขาสามารถไปได้เท่านั้น  สำหรับชะตากรรมของประเทศของตนและเรื่องสำคัญระดับชาตินั้น พวกเขาอยู่ห่างไกลและเอื้อมไม่ถึงเหลือเกิน  เพราะฉะนั้นเมื่อชะตากรรมของประเทศตกอยู่ในความเสี่ยง หรือประเทศกำลังเผชิญหน้ากับการรุกรานของศัตรูที่มีอำนาจ พวกเขาก็คิดทันทีว่า “พืชผลของฉันจะลงเอยด้วยการถูกผู้บุกรุกยึดไปหรือไม่?  ปีนี้พวกเราหวังจะขายธัญญาหารเหล่านั้นเพื่อเอาเงินมาส่งลูกหลานของพวกเราเข้ามหาวิทยาลัย!”  เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่มีความเกี่ยวข้องที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากที่สุดกับผู้คนทั่วไป คือสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาสามารถจับความเข้าใจ และสิ่งทั้งหลายที่ความรู้สึกนึกคิดและวิญญาณของพวกเขาสามารถทานทนได้  สำหรับผู้คนธรรมดาสามัญ คำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” นั้นยากเย็นเกินไป  พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำเรื่องนี้อย่างไร และพวกเขาไม่อยากแบกรับภาระที่หนักหน่วงและความรับผิดชอบที่ยากเย็นนี้  มโนทัศน์ที่ผู้คนทั่วไปมีเกี่ยวกับประเทศเป็นบางสิ่งในทำนองนั้น  เพราะฉะนั้น ขอบเขตของชีวิตของพวกเขา และสิ่งทั้งหลายที่ความคิดและวิญญาณของพวกเขาเกาะติดอยู่นั้นจึงเป็นเพียงดินและน้ำของเมืองเกิดของตนที่ให้อาหารแก่พวกเขาวันละสามมื้อและให้ทุกสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องมีในการเติบโต รวมถึงอากาศและสภาพแวดล้อมของเมืองเกิดของตนแก่พวกเขา  นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วจะมีอะไรอื่นได้อีกหรือ?  ต่อให้มีบางคนออกไปนอกสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยของเมืองเกิดที่พวกเขาเกิดและเติบโต เมื่อใดก็ตามที่ประเทศซวนเซและจำเป็นต้องให้พวกเขาลุล่วงความรับผิดชอบที่ตนมีต่อประเทศชาติ ก็ไม่มีใครคิดที่จะคุ้มครองประเทศทั้งมวล  แต่ผู้คนกลับคิดเรื่องอะไรแทนเล่า?  ทั้งหมดที่พวกเขาคิดคือการลุล่วงความรับผิดชอบของตนในการคุ้มครองเมืองเกิดของตนและพิทักษ์ผืนแผ่นดินที่พวกเขายึดถือในหัวใจของตน และแม้กระทั่งพลีอุทิศชีวิตของตนเพื่อการนี้  ไม่ว่าผู้คนจะไปที่ใด คำว่า “ประเทศ” ก็เป็นเพียงคำสรรพนาม เครื่องหมายและสัญลักษณ์สำหรับพวกเขา  สิ่งที่กินเนื้อที่มากในหัวใจของพวกเขาจริงๆ ไม่ใช่อาณาเขตของประเทศ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นใหญ่ของนักปกครอง แต่เป็นภูเขา ผืนแผ่นดิน แม่น้ำและบ่อน้ำที่ให้อาหารแก่พวกเขาวันละสามมื้อ ให้ชีวิตแก่พวกเขาและช่วยค้ำจุนชีวิตของพวกเขาต่างหาก นั่นคือทั้งหมด  นี่คือมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับประเทศในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน—เป็นมโนทัศน์ที่เป็นจริงเหลือเกิน เป็นรูปธรรมเหลือเกิน และแน่นอน แม่นยำเหลือเกิน

เหตุใดแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” จึงได้รับการสนับสนุนในวัฒนธรรมดั้งเดิมเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคิดอ่านด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม?  นี่เกี่ยวข้องกับทั้งช่วงเวลาเป็นใหญ่ของนักปกครอง และความตั้งใจและจุดมุ่งหมายของผู้คนที่ปกป้องแนวคิดนี้  หากคำจำกัดความของประเทศในความรู้สึกนึกคิดของทุกปัจเจกบุคคลนั้นไม่สำคัญ เป็นรูปธรรมและเป็นจริงขนาดนั้น ใครเล่าจะคุ้มครองประเทศ?  ใครจะค้ำจุนการเป็นใหญ่ของนักปกครอง?  ตรงนี้ไม่มีปัญหาหรอกหรือ?  มีปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้จริงๆ  หากมโนทัศน์ที่ทุกคนมีเกี่ยวกับประเทศเป็นทำนองนี้ นักปกครองก็ย่อมจะถูกทำให้กลายเป็นเพียงเจว็ดมิใช่หรือ?  หากประเทศของนักปกครองเผชิญหน้ากับการรุกรานของศัตรูที่มีอำนาจ และการป้องกันประเทศนั้นแค่พึ่งพานักปกครองเพียงผู้เดียว หรือพรรคพวกนักปกครอง จะไม่ปรากฏเหมือนว่าพวกเขากำลังดิ้นรนต่อสู้ อับจนหนทาง ถูกโดดเดี่ยวและอ่อนแอหรอกหรือ?  นักคิดตอบสนองปัญหาเหล่านี้โดยใช้สมองของตน  พวกเขาเชื่อว่าเพื่อคุ้มครองประเทศและค้ำจุนการเป็นใหญ่ของนักปกครอง เป็นไปไม่ได้ที่จะพึ่งพาเพียงแค่คนจำนวนน้อยที่จะมีส่วนร่วมแบ่งปัน แต่จำเป็นต้องปลุกระดมประชากรทั้งมวลให้มารับใช้นักปกครองมากกว่า  หากนักคิดเหล่านี้บอกผู้คนตรงๆ ให้รับใช้นักปกครองและคุ้มครองประเทศ ผู้คนจะเต็มใจทำหรือ?  (ไม่ พวกเขาจะไม่เต็มใจทำ)  ผู้คนย่อมจะไม่เต็มใจอย่างแน่นอน เพราะจุดมุ่งหมายเบื้องหลังคำขอนี้จะโจ่งแจ้งเกินไป และพวกเขาจะไม่เห็นด้วย  นักคิดเหล่านั้นรู้ว่าพวกเขาต้องปลูกฝังให้ผู้คนมีการแสดงออกที่ฟังไพเราะ สูงศักดิ์ และเลิศหรูอย่างผิวเผิน และบอกผู้คนว่าใครก็ตามที่คิดแบบนี้ย่อมมีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่สูงศักดิ์  ด้วยวิธีนี้ ผู้คนย่อมจะยอมรับแนวคิดนี้อย่างง่ายดาย และแม้กระทั่งพลีอุทิศและทำคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของแนวคิดนี้  เช่นนั้นแล้วจุดมุ่งหมายของพวกเขาย่อมจะสัมฤทธิ์ใช่หรือไม่?  ในบริบททางสังคมนี้นั่นเอง และเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่นักปกครองจำเป็นต้องมี คำกล่าวและแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” จึงเกิดขึ้น  ธรรมชาติมนุษย์เป็นถึงขั้นที่ไม่ว่าจะมีแนวคิดใดผุดขึ้นมา ก็มักจะมีบางคนที่มองว่าแนวคิดนี้มีความทันสมัยและล้ำยุค และยอมรับแนวคิดนี้ตามพื้นฐานนั้น  การที่บางคนยอมรับแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ไม่เป็นประโยชน์ต่อนักปกครองหรอกหรือ?  นี่หมายความว่าจะมีผู้คนที่พลีอุทิศและทำคุณงามความดีให้แก่ระบอบการปกครองของนักปกครอง  ด้วยเหตุนี้ นักปกครองจึงมีความหวังที่จะเป็นใหญ่ไปอีกนานใช่หรือไม่?  เช่นนั้นแล้วเมื่อกล่าวในเชิงเปรียบเทียบ การเป็นใหญ่ของพวกเขาจะไม่มั่นคงกว่านี้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  เพราะฉะนั้น เมื่อการเป็นใหญ่ของนักปกครองถูกท้าทายหรือเผชิญหน้ากับความย่อยยับ หรือประเทศของพวกเขาเผชิญกับการรุกรานของศัตรูที่มีอำนาจ เมื่อนั้นผู้ที่ยอมรับแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ก็จะก้าวออกมาอย่างกล้าหาญและไม่สะทกสะท้านเพื่อทำคุณงามความดีหรือพลีอุทิศชีวิตของตนเพื่อคุ้มครองประเทศ  ใครคือผู้รับประโยชน์สูงสุดของเรื่องนี้?  (นักปกครอง)  ผู้รับประโยชน์สูงสุดคือนักปกครอง  จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนเหล่านั้นที่ยอมรับแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” และเต็มใจสละชีวิตอันล้ำค่าของตนเพื่อแนวคิดนี้?  พวกเขากลายเป็นบันไดสู่ความสำเร็จและเบี้ยที่สามารถสละได้ของนักปกครอง พวกเขากลายเป็นเหยื่อของแนวคิดนี้  ผู้คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตที่ชั้นล่างสุดของสังคมไม่มีมโนทัศน์ที่แน่นอนและชัดเจน หรือคำจำกัดความที่ชัดเจนของสิ่งที่ประเทศเป็น  พวกเขาไม่รู้ว่าประเทศคืออะไร หรือว่าประเทศใหญ่แค่ไหน และพวกเขารู้น้อยยิ่งกว่านั้นเสียอีกเกี่ยวกับเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับชะตากรรมของประเทศ  เพราะคำจำกัดความและมโนทัศน์ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับประเทศนั้นคลุมเครือ ชนชั้นปกครองจึงใช้คำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ตบตาพวกเขาและปลูกฝังแนวคิดนี้ไว้ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา เพื่อให้ทุกคนยืนขึ้นป้องกันประเทศและยอมเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อชนชั้นปกครอง และด้วยเหตุนี้ จุดมุ่งหมายของชนชั้นปกครองก็จะสัมฤทธิ์ผล  อันที่จริง ในความเห็นของผู้คนทั่วไป ไม่ว่าใครจะปกครองประเทศ หรือผู้บุกรุกจะดีกว่าหรือแย่กว่านักปกครองคนปัจจุบัน สุดท้ายแล้วผืนแผ่นดินอันน้อยนิดของครอบครัวของพวกเขาก็ยังคงต้องเพาะปลูกทุกปี และต้นไม้ที่ขอบตะวันออกของหมู่บ้านของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ภูเขาที่ขอบตะวันตกของหมู่บ้านไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป บ่อน้ำที่ใจกลางหมู่บ้านก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน และนั่นคือทั้งหมดที่สำคัญ  สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกหมู่บ้าน มีนักปกครองมาแล้วก็ไปกี่คนแล้ว หรือพวกนั้นปกครองประเทศอย่างไร ทั้งหมดนี้ไม่สัมพันธ์กับพวกเขาแต่อย่างใด  ชีวิตของผู้คนทั่วไปก็เป็นเช่นนี้เอง  ชีวิตของพวกเขาเป็นจริงและเรียบง่ายเหลือเกิน และมโนทัศน์ที่พวกเขามีเกี่ยวกับประเทศก็เป็นรูปธรรมมากพอๆ กับมโนทัศน์ที่พวกเขามีเกี่ยวกับครอบครัว เพียงแต่ว่านี่มีขอบเขตที่ใหญ่กว่าครอบครัวเท่านั้น  แต่ว่าเมื่อประเทศถูกศัตรูที่มีอำนาจรุกราน และการดำรงอยู่และความอยู่รอดของประเทศอยู่ในความไม่แน่นอน และการเป็นใหญ่ของนักปกครองถูกรบกวนและสั่นคลอน ผู้คนเหล่านั้นที่ยอมรับว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ก็จะถูกแนวคิดนี้ครอบงำ และทั้งหมดที่พวกเขาอยากทำคือใช้จุดแข็งส่วนบุคคลของตนเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ที่มีผลกระทบต่อชะตากรรมของประเทศและแทรกแซงการเป็นใหญ่ของนักปกครอง  แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในที่สุด?  อันที่จริง พวกเขาเปลี่ยนแปลงอะไร?  ต่อให้พวกเขาทำให้นักปกครองอยู่ในอำนาจต่อไปได้สำเร็จ นี่จะหมายความว่าพวกเขาได้ทำสิ่งที่ชอบธรรมแล้วอย่างนั้นหรือ?  นี่หมายความว่าการพลีอุทิศของพวกเขาเป็นบวกอย่างนั้นหรือ?  นี่ควรค่าที่จะถูกจดจำหรือไม่?  ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ผู้คนเหล่านั้นซึ่งให้ค่าสูงมากแก่แนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ยังค้ำจุนจิตวิญญาณของแนวคิดนี้อย่างแข็งขันในการป้องกันประเทศและทำให้นักปกครองอยู่ในอำนาจต่อไปอีกด้วย แต่การเป็นใหญ่ของนักปกครองที่พวกเขาทำให้อยู่ในอำนาจต่อไปนั้นล้าหลัง กระหายเลือด และไม่มีความหมายหรือคุณค่าสำหรับมวลมนุษย์  จากมุมมองนี้ สิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบที่ผู้คนเหล่านี้ได้ลุล่วงไปนั้นเป็นบวกหรือเป็นลบ?  (เป็นลบ)  คนเราสามารถกล่าวได้ว่าสิ่งนี้เป็นลบ ไม่ควรค่าที่จะจดจำ และถูกผู้คนดูหมิ่น  ในทางตรงกันข้าม ผู้คนทั่วไปไม่เชื่อมโยงอย่างลึกล้ำกับแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ซึ่งนักคิดจอมวางแผนเหล่านั้นสนับสนุน และอันที่จริงผู้คนทั่วไปไม่ได้ยอมรับและนำไปปฏิบัติ  เพราะฉะนั้น ชีวิตของพวกเขาจึงค่อนข้างมั่นคง  แม้ว่าความสำเร็จลุล่วงชั่วชีวิตของพวกเขาจะไม่น่าประทับใจเท่ากับความสำเร็จลุล่วงของผู้คนที่สละชีวิตของตนเพื่อชะตากรรมของประเทศของตน แต่พวกเขาก็ได้ทำสิ่งที่มีความหมายแล้ว  สิ่งที่มีความหมายนี้คืออะไร?  กล่าวคือ พวกเขาไม่แทรกแซงอย่างหลอกๆ ในชะตากรรมของประเทศ หรือในกระบวนการกำหนดว่าใครเป็นคนปกครองประเทศ  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดที่พวกเขาขอคือการมีชีวิตที่ดี เพาะปลูกพืชพันธุ์ ป้องกันเมืองเกิดของตน มีอาหารให้กินตลอดทั้งปี และมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ สะดวกสบาย เปี่ยมสันติสุข และมีสุขภาพดี โดยไม่ก่อปัญหาใดๆ ให้แก่ประเทศของตน โดยไม่ขออาหารหรือเงินทองจากประเทศของตน และจ่ายภาษีตามปกติเมื่อถึงกำหนด—นี่คือการลุล่วงความรับผิดชอบที่พลเมืองคนหนึ่งควรลุล่วง  หากเจ้าสามารถเป็นอิสระจากการแทรกแซงใดๆ จากแนวคิดของพวกนักคิด และใช้ชีวิตของเจ้าเองอย่างผู้คนทั่วไปในลักษณะตามความเป็นจริงที่เหมาะสมกับฐานะของเจ้า และพึ่งพาตนเองได้ เช่นนั้นแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว และเจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนแล้ว  นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนที่ใช้ชีวิตบนแผ่นดินโลกนี้ควรลุล่วง  การดูแลความอยู่รอดของคนเราและสิ่งพื้นฐานที่คนเราจำเป็นต้องมี คือประเด็นปัญหาที่คนเราควรแก้ไขด้วยตนเอง แต่สำหรับเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของประเทศ และที่เกี่ยวข้องกับวิธีที่นักปกครองกำกับประเทศนั้น ผู้คนทั่วไปไม่สามารถแทรกแซงหรือทำสิ่งใดกับเรื่องเหล่านี้ได้เลย  พวกเขาเพียงสามารถปล่อยให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นไปตามโชคชะตา และปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติเท่านั้น  สิ่งใดก็ตามที่สวรรค์ประสงค์ สิ่งนั้นย่อมจะบังเกิด  ผู้คนทั่วไปรู้น้อยมาก และนอกเหนือจากนั้น สวรรค์ไม่ได้ไว้วางใจมอบหมายให้ผู้คนมีความรับผิดชอบแบบนี้ต่อประเทศของตน  ผู้คนทั่วไปมีเพียงบ้านของตนเองในหัวใจของตนเท่านั้น และตราบใดที่พวกเขาธำรงรักษาบ้านของตนเองไว้ นั่นก็เพียงพอแล้ว และพวกเขาได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนแล้ว

เช่นเดียวกับคำกล่าวอื่นๆ ด้านการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” เป็นแนวคิดและทัศนะที่นักคิดนำเสนอเพื่อให้นักปกครองอยู่ในอำนาจต่อไป และแน่นอนว่าเป็นแนวคิดและทัศนะที่ถูกสนับสนุนเพื่อให้มีผู้คนมาเกื้อหนุนนักปกครองมากขึ้นอีกด้วย  อันที่จริง ไม่ว่าผู้คนจะมีชีวิตอยู่ในชั้นใดทางสังคม หากพวกเขาไม่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากใดๆ และไม่อยากเข้าสู่การเมืองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับชนชั้นปกครอง คำจำกัดความที่ประชาชนมีเกี่ยวกับประเทศจากมุมมองของสภาวะความเป็นมนุษย์ก็เป็นเพียงสถานที่ที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้ในแนวสายตาของตน หรือแผ่นดินที่พวกเขาเดินเท้าประเมินวัดได้ หรือแวดวงที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข อิสระและถูกต้องตามกฎหมาย  สำหรับใครก็ตามที่มีมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับประเทศเช่นนี้ แผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่และแวดวงชีวิตของพวกเขาสามารถให้ชีวิตที่มั่นคง มีความสุขและเป็นอิสระแก่พวกเขาได้ ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีในชีวิตของตน  สิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีนี้ยังเป็นทิศทางและจุดหมายที่ผู้คนเพียรพยายามป้องกันอีกด้วย  ทันทีที่สิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีนี้ถูกท้าทาย รบกวนหรือละเมิด ก็เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะยืนขึ้นและป้องกันสิ่งนี้อย่างแน่นอน  การป้องกันนี้มีความชอบธรรม และเกิดจากสิ่งที่สภาวะความเป็นมนุษย์จำเป็นต้องมี และสิ่งที่จำเป็นต้องมีของความอยู่รอดด้วย  ไม่มีใครจำเป็นต้องบอกผู้คนว่า “เมื่อเมืองเกิดของคุณและถิ่นที่อยู่ของคุณเผชิญหน้ากับการรุกรานของศัตรูต่างชาติ คุณต้องยืนขึ้นและป้องกันสิ่งเหล่านั้น ยืนขึ้นและต่อสู้กับผู้รุกราน”  พวกเขาจะยืนขึ้นและป้องกันสิ่งเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ  นี่คือสัญชาตญาณมนุษย์ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีของความอยู่รอดของมนุษย์ด้วย  ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องของผู้คนที่ปกติ เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้แนวคิดอย่าง “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ปลุกใจพวกเขาให้คุ้มครองเมืองเกิดและถิ่นที่อยู่ของตน  หากมีบางคนอยากปลูกฝังแนวคิดดังกล่าวไว้ในตัวผู้คนจริงๆ เช่นนั้นแล้วจุดมุ่งหมายของพวกเขาก็ไม่เรียบง่ายขนาดนั้น  จุดมุ่งหมายของพวกเขาไม่ใช่เพื่อให้ผู้คนป้องกันถิ่นที่อยู่ของตน รับประกันสิ่งที่จำเป็นต้องมีในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานของตน หรือเพื่อให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  พวกเขามีอีกจุดมุ่งหมายหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่อื่นใดนอกจากการทำให้นักปกครองอยู่ในอำนาจต่อไป  ผู้คนจะพลีอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างโดยสัญชาตญาณ เพื่อคุ้มครองถิ่นที่อยู่ของตนเอง และจะคุ้มครองถิ่นที่อยู่และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของตนเองอย่างมีสติ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐานของตนจะได้รับการตอบสนอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นใช้สำนวนอันรื่นหูใดๆ เพื่อบอกพวกเขาถึงสิ่งที่ต้องทำ หรือวิธีที่จะยืนขึ้นและคุ้มครองบ้านของตนเอง  แม้แต่สัตว์ยังมีสัญชาตญาณนี้และความรู้สึกตัวขั้นพื้นฐานนี้ ดังนั้นมนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่สูงส่งกว่าสัตว์ใดๆ ก็ย่อมมีสิ่งเหล่านี้เช่นกัน  แม้แต่สัตว์ก็ยังคุ้มครองถิ่นที่อยู่และอาณาเขต บ้านและชุมชนของตนจากการรุกรานของศัตรูต่างถิ่น  และหากสัตว์มีความรู้สึกตัวแบบนี้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็ย่อมมีเหมือนกันอย่างแน่นอน!  เพราะฉะนั้น แนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ซึ่งนักคิดเหล่านั้นเสนอไว้ จึงเกินความจำเป็นสำหรับสมาชิกทุกคนของเผ่าพันธุ์มนุษย์  และเมื่อเป็นเรื่องของคำจำกัดความของประเทศที่อยู่ลึกลงไปในหัวใจของผู้คน โดยพื้นฐานแล้วแนวคิดนี้ก็เกินความจำเป็นเช่นกัน  แต่เหตุใดนักคิดเหล่านั้นจึงยังคงเสนอแนวคิดนี้?  เพราะพวกเขาอยากสัมฤทธิ์อีกจุดมุ่งหมายหนึ่ง  จุดมุ่งหมายจริงของพวกเขาไม่ใช่เพื่อทำให้ผู้คนสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นในถิ่นที่อยู่ปัจจุบันของตน หรือเพื่อทำให้พวกเขาสามารถมีสภาพแวดล้อมสำหรับการดำรงชีวิตที่มั่นคง น่าชื่นบานและมีความสุขมากขึ้น  พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากมุมมองของการคุ้มครองผู้คน หรือจากมุมมองของการป้องกันถิ่นที่อยู่ของผู้คน แต่จากมุมมองและจุดยืนของนักปกครอง เพื่อปลูกฝังให้ผู้คนมีแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” และยุยงพวกเขาให้มีแนวคิดนี้  หากเจ้าไม่มีแนวคิดเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วขอบเขตทางความคิดของเจ้าจะถูกมองว่าเป็นรอง และเจ้าจะถูกทุกคนเยาะเย้ยและถูกทุกกลุ่มชาติพันธุ์ดูแคลน หากเจ้าไม่มีแนวคิดเช่นนี้ หากเจ้าไม่มีความชอบธรรมที่มากขึ้นนี้และกรอบความคิดนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะถูกมองว่าเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยทางศีลธรรมที่เป็นรอง เป็นคนต่ำช้าที่เห็นแก่ตัวและน่าเหยียดหยาม  สิ่งที่เรียกว่าคนต่ำช้าเหล่านี้คือผู้คนที่ถูกดูหมิ่นในสังคม และถูกสังคมเลือกปฏิบัติและดูหมิ่น

ในโลกนี้และในสังคม ใครก็ตามที่เกิดในประเทศที่ยากจนหรือล้าหลัง หรือมาจากประเทศที่ด้อยสถานะ ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน ทันทีที่พวกเขาแจ้งสัญชาติของตน สถานะของพวกเขาก็จะถูกกำหนดเดี๋ยวนั้น และจะถูกมองว่าเป็นรองคนอื่น ถูกดูแคลน และถูกเลือกปฏิบัติ  หากสัญชาติของเจ้าเป็นสัญชาติของประเทศที่มีอำนาจ เจ้าก็จะมีสถานะที่สูงมากในบรรดากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และจะถูกมองว่าเหนือกว่าคนอื่น  ดังนั้นแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” จึงมีพื้นที่อันสำคัญในหัวใจของผู้คน  ผู้คนมีมโนทัศน์ที่จำกัดและเป็นรูปธรรมมากเกี่ยวกับประเทศ แต่เพราะวิธีที่มวลมนุษย์ทั้งปวงปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์และคนที่มาจากต่างประเทศ รวมทั้งวิธีการและหลักเกณฑ์ที่ใช้กำหนดสถานะของคนเหล่านั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับชะตากรรมของประเทศของคนเหล่านั้น ภายในตัวทุกคนจึงได้รับอิทธิพลในระดับต่างๆ กันจากแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน”  ดังนั้นผู้คนควรสลัดอิทธิพลของแนวคิดนี้ทิ้งไปอย่างไร?  ก่อนอื่นมาดูกันว่าแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อผู้คนอย่างไร  แม้ว่าคำนิยามที่ผู้คนมีเกี่ยวกับประเทศ จะไม่ขยายออกไปนอกสภาพแวดล้อมจำเพาะที่พวกเขาอาศัยอยู่ และผู้คนก็เพียงต้องการธำรงรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของตนในการดำรงชีวิตและต้องการรักษาสิ่งที่ตนจำเป็นต้องมีเพื่อความอยู่รอดเพื่อให้พวกตนมีการดำรงอยู่ที่ดีขึ้นได้เท่านั้น แต่ทุกวันนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลก็เคลื่อนไหวและโยกย้ายอยู่ตลอดเวลา และมนุษย์ก็ยอมรับแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” โดยไม่รู้ตัว  นั่นจึงหมายความว่าจากมุมมองของสภาวะความเป็นมนุษย์ ผู้คนไม่อยากยอมรับคำจำกัดความอันกลวงเปล่าและยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้นเกี่ยวกับประเทศ เช่น “ชาติที่ยิ่งใหญ่” “ราชวงศ์ที่เจริญรุ่งเรือง” “มหาอำนาจ” “อำนาจทางด้านเทคโนโลยี” “อำนาจทางการทหาร” เป็นต้น  ไม่มีมโนทัศน์เช่นนี้ในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และผู้คนก็ไม่อยากหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวันของตน  แต่ในขณะเดียวกัน เวลาปะปนอยู่กับมวลมนุษย์ที่เหลือ ผู้คนก็ยังคงหวังที่จะถือสัญชาติของประเทศที่มีอำนาจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าเดินทางไปต่างประเทศและอยู่ท่ามกลางผู้คนเชื้อชาติอื่นๆ เจ้าจะรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าชะตากรรมของประเทศของเจ้าเชื่อมโยงกับผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของเจ้า  หากประเทศของเจ้ามีอำนาจ มั่งคั่ง และมีสถานะสูงส่งในโลก เช่นนั้นแล้วสถานะของเจ้าท่ามกลางผู้คนก็จะถูกยกระดับให้สอดคล้องกับสถานะของประเทศของเจ้า และเจ้าก็จะได้รับการยกย่องอย่างสูง  หากเจ้ามาจากประเทศที่ยากจน ชาติที่เล็ก หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก เช่นนั้นแล้วสถานะของเจ้าก็จะลดลงตามสัญชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ของตน  ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนแบบใด หรือสัญชาติอะไร หรือเป็นคนเชื้อชาติใด หากเจ้าใช้ชีวิตอยู่แต่ในแวดวงเล็กๆ แนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” ก็จะไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อเจ้า  แต่เมื่อผู้คนจากประเทศต่างๆ ในหมู่มวลมนุษย์มารวมตัวกัน แนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” ย่อมได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมากขึ้น  การยอมรับนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างนิ่งเฉย แต่กลับเป็นการตระหนักในระดับที่ลึกกว่าตามเจตจำนงส่วนตัวของเจ้าว่าคำกล่าวว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” นั้นถูกต้อง เพราะชะตากรรมของประเทศของเจ้าสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับสถานะ ความมีหน้ามีตา และคุณค่าที่เจ้ามีในหมู่ผู้คน  ถึงตรงนี้ เจ้าก็ไม่รู้สึกอีกต่อไปแล้วว่ามโนทัศน์และคำจำกัดความของประเทศของเจ้านั้นเป็นเพียงสถานที่เล็กๆ ที่เจ้าเกิดและเติบโต  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับหวังว่าประเทศของเจ้าจะใหญ่โตขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้ากลับประเทศ ประเทศของเจ้าก็กลับมามีความพิเศษในความรู้สึกนึกคิดของเจ้าอีกครั้ง  สถานที่เฉพาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นชาติที่มีสัณฐานไม่เป็นรูปเป็นทรง แต่กลับเป็นเส้นทาง ลำธาร และบ่อน้ำในเมืองเกิดของเจ้า และไร่นาของบ้านเจ้าที่เจ้าใช้ปลูกพืชพันธุ์  เพราะฉะนั้น ในความเห็นของเจ้า หากจะกล่าวให้แน่ชัดยิ่งขึ้นก็คือการกลับไปที่ประเทศของตนเองคือการกลับสู่เมืองเกิดของเจ้า เป็นการกลับบ้าน  และเมื่อเจ้ากลับบ้านก็ไม่สำคัญว่าประเทศจะดำรงอยู่หรือไม่ หรือคนปกครองเป็นใคร หรืออาณาเขตของประเทศใหญ่โตขนาดไหน หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นเช่นไร หรือประเทศยากจนหรือร่ำรวย—ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรสำคัญสำหรับเจ้า  ตราบใดที่บ้านของเจ้ายังอยู่ตรงนั้น ตราบนั้นเมื่อเจ้าสะพายกระเป๋าเดินทางด้วยความตั้งใจที่จะกลับไป เจ้าย่อมจะมีทิศทางและเป้าหมาย  ตราบใดที่เจ้ายังคงมีที่ให้แขวนหมวกของตน และสถานที่ที่เจ้าเกิดและเติบโตยังคงอยู่ตรงนั้น เจ้าย่อมจะรู้สึกถึงความผูกพันและจุดหมายปลายทาง  ต่อให้ประเทศที่บ้านของเจ้าตั้งอยู่นั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว และนักปกครองก็เปลี่ยนคนไปแล้ว ตราบใดที่บ้านของเจ้ายังคงอยู่ตรงนั้น เจ้าก็มีบ้านให้กลับไปอยู่ดี  นี่คือมโนทัศน์เกี่ยวกับประเทศในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ซึ่งย้อนแย้งและคลุมเครือมาก แต่ก็เป็นมโนทัศน์เกี่ยวกับบ้านที่เป็นรูปธรรมมากเช่นกัน  อันที่จริงผู้คนไม่แน่ใจนักว่าแนวคิดเรื่อง “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” นั้นถูกต้องหรือไม่  แต่เพราะแนวคิดนี้มีผลกระทบบางอย่างต่อสถานะทางสังคมของตนโดยเฉพาะ ผู้คนจึงมีสำนึกที่แรงกล้าเกี่ยวกับประเทศ สัญชาติ และเชื้อชาติโดยไม่ทันรู้ตัว  เมื่อผู้คนอาศัยอยู่แต่ในแวดวงเล็กๆ ของเมืองเกิดของตน พวกเขาก็มีภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานในระดับหนึ่งต่อแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน”  แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาจากเมืองเกิดและแผ่นดินเกิดของตนไป และออกนอกเขตปกครองของประเทศตน พวกเขาก็พอจะตระหนักรู้และยอมรับแนวคิดเรื่อง “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” อยู่บ้าง  ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าไปต่างประเทศ หากมีใครถามเจ้าว่าเจ้ามาจากประเทศไหน เจ้าย่อมจะนึกสงสัยอยู่ว่า “ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นชาวสิงคโปร์ ผู้คนก็จะยกย่องฉัน แต่ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นชาวจีน ผู้คนจะดูแคลนฉัน”  ดังนั้นเจ้าจึงไม่กล้าบอกความจริงกับพวกเขา  แต่วันหนึ่งสัญชาติของเจ้าย่อมเปิดเผยออกมา  ผู้คนค้นพบว่าเจ้าเป็นชาวจีน และตั้งแต่นั้นมาพวกเขาย่อมมองเจ้าต่างไปจากเดิม  เจ้าถูกเลือกปฏิบัติ ถูกดูแคลน และแม้กระทั่งถูกมองว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง  ถึงตรงนี้เจ้าย่อมคิดโดยไม่ทันรู้ตัวว่า “คำกล่าวที่ว่า ‘ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน’ นั้นถูกต้องจริงๆ!  ฉันเคยคิดว่าชะตากรรมของประเทศตัวเองไม่ใช่เรื่องของฉัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าชะตากรรมของประเทศของคนเราส่งผลกระทบต่อทุกคน  เมื่อประเทศเจริญรุ่งเรือง ทุกคนก็เจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อประเทศล่มสลาย ทุกคนก็ทนทุกข์ไปด้วย  ประเทศของพวกเราไม่ยากจนหรอกหรือ?  ไม่ใช่เผด็จการหรอกหรือ?  และพวกนักปกครองก็มีชื่อเสียงไม่ดีไม่ใช่หรือ?  นั่นคือสาเหตุที่ผู้คนดูแคลนฉัน  ดูสิว่าผู้คนในประเทศตะวันตกมีฐานะดีและมีความสุขกันขนาดไหน  พวกเขามีอิสระที่จะไปไหนก็ได้และเชื่ออะไรก็ได้  แต่พวกเราที่อยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ กลับถูกข่มเหงเพราะเชื่อในพระเจ้า และต้องหลบหนีกันไปทั่วทุกสารทิศ ไม่สามารถกลับบ้านได้  จะวิเศษขนาดไหนถ้าพวกเราได้เกิดในประเทศตะวันตก!”  ถึงตรงนี้เจ้าย่อมรู้สึกว่าสัญชาติสำคัญอย่างยิ่ง และชะตากรรมของประเทศของเจ้าก็กลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเจ้า  ไม่ว่าในกรณีใด เมื่อผู้คนใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมและบริบทเช่นนี้ พวกเขาย่อมได้รับอิทธิพลโดยไม่ทันรู้ตัวจากแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” และถูกแนวคิดนี้ครอบงำในระดับต่างๆ  ถึงตรงนี้พฤติกรรมของผู้คน ทัศนะ มุมมอง และจุดยืนที่พวกเขามีต่อผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปในระดับต่างๆ กัน และแน่นอนว่านี่ก่อให้เกิดผลสืบเนื่องและผลกระทบมากน้อยต่างกัน  เพราะฉะนั้นจึงพอจะมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมอยู่บ้างในเรื่องที่ว่าคำกล่าวว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” มีอิทธิพลต่อการคิดอ่านของผู้คน  แม้ว่ามโนทัศน์ที่ผู้คนมีเกี่ยวกับประเทศจะไม่ชัดเจนขนาดนั้นเมื่อมองจากสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่ในบริบททางสังคมบางอย่าง สัญชาติที่มาพร้อมกับการเป็นคนของประเทศหนึ่งๆ ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คน  หากผู้คนไม่เข้าใจความจริง และไม่ตระหนักถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจน พวกเขาย่อมจะไม่สามารถปลดโซ่ตรวนและขจัดผลกระทบจากแนวคิดนี้ที่กัดกร่อนพวกเขาอยู่ ซึ่งจะพลอยส่งผลกระทบต่ออารมณ์และท่าทีที่พวกเขามีต่อการรับมือสิ่งทั้งหลายด้วย  ไม่ว่าจะดูจากมุมมองของสภาวะความเป็นมนุษย์ หรือมองในแง่ของความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญในการคิดอ่านของผู้คนเมื่อสภาพแวดล้อมทั่วไปเปลี่ยนแปลง แนวคิดที่ซาตานนำเสนอว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” ก็มีอิทธิพลบางอย่างต่อผู้คน และมีผลกระทบที่กัดกร่อนการนึกคิดของมนุษย์  เนื่องจากผู้คนไม่เข้าใจว่าจะอธิบายเรื่องราวทั้งหลาย เช่น ชะตากรรมของประเทศ ให้ถูกต้องอย่างไร และไม่เข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พวกเขาจึงมักจะถูกแนวคิดนี้ครอบงำหรือทำให้เสื่อมทรามในสภาพแวดล้อมต่างๆ หรือไม่ก็ได้รับผลกระทบทางอารมณ์จากแนวคิดนี้—นี่ไม่คุ้มค่าจริงๆ

ส่วนเรื่องชะตากรรมของประเทศนั้น ผู้คนควรเข้าใจว่าพระเจ้าทรงมองเรื่องนี้อย่างไร และผู้คนควรมองเรื่องนี้ให้ถูกต้องอย่างไร จริงไหม?  (จริง)  ผู้คนควรเข้าใจโดยแท้ว่าพวกเขาควรเลือกใช้จุดยืนเช่นใดเวลามองเรื่องนี้ เพื่อจะได้ขจัดผลกระทบและอิทธิพลของแนวคิดเรื่อง “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” ที่กัดกร่อนพวกเขาอยู่  ก่อนอื่นพวกเรามาดูกันว่าชะตากรรมของประเทศสามารถถูกคนคนหนึ่ง กองกำลัง หรือกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งๆ ครอบงำได้หรือไม่  ใครเป็นคนตัดสินชะตากรรมของประเทศ?  (พระเจ้าคือผู้กำหนด)  ถูกต้อง ต้องมีการทำความเข้าใจสาเหตุที่เป็นรากเหง้านี้  ชะตากรรมของประเทศสัมพันธ์กับอธิปไตยของพระเจ้าอย่างแนบแน่น และไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครอื่น  ไม่มีกองกำลัง แนวคิด หรือบุคคลใดสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของประเทศได้  โชคชะตาของประเทศประกอบด้วยอะไรบ้าง?  ความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมถอยของประเทศ  ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาแล้วหรือล้าหลัง และไม่ว่าจะตั้งอยู่ตรงไหนทางภูมิศาสตร์ ครอบคลุมอาณาเขตมากเพียงใด มีขนาดเท่าใด และมีทรัพยากรทั้งหมดเท่าใด—ทั้งทรัพยากรบนดิน ใต้ดิน และในอากาศ—ใครปกครองประเทศ ลำดับการปกครองประกอบด้วยผู้คนประเภทใดบ้าง หลักการทางการเมืองและวิธีการปกครองที่ผู้ปกครองใช้นำทางคืออะไร พวกเขายอมรับพระเจ้า เชื่อฟังพระองค์หรือไม่ และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าเป็นเช่นใด เป็นต้น—ทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับชะตากรรมของประเทศทั้งสิ้น  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีใครคนหนึ่งเป็นคนกำหนด และยิ่งไม่ใช่กองกำลังใดๆ  ไม่มีใครหรืออำนาจใดมีสิทธิ์ชี้ขาด รวมทั้งซาตานด้วย  ดังนั้นใครเป็นผู้ชี้ขาด?  พระเจ้าเท่านั้นคือผู้ชี้ขาด  มนุษย์ไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ และซาตานก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่มันก็ท้าทาย  มันอยากกำกับดูแลมนุษย์และอยากมีอำนาจครอบงำพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นมันจึงใช้แนวคิดและข้อคิดเห็นที่ปลุกปั่นและหลอกลวงอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมสิ่งทั้งหลาย เช่น การประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม และจารีตประเพณีทางสังคม และทำให้ผู้คนยอมรับแนวคิดเหล่านี้ อันเป็นการหาประโยชน์จากผู้คนเพื่อรับใช้นักปกครอง และทำให้นักปกครองอยู่ในอำนาจต่อไป  แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ว่าซาตานจะทำอะไร ชะตากรรมของประเทศก็ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับซาตาน และไม่ได้สัมพันธ์กับระดับความแข็งขัน ลุ่มลึก และกว้างขวางของการเผยแพร่แนวคิดเหล่านี้ของวัฒนธรรมดั้งเดิมแต่อย่างใด  สภาพความเป็นอยู่และรูปแบบการดำรงชีวิตในประเทศใดๆ ก็ตามในช่วงเวลาใดๆ—ไม่ว่าประเทศนั้นจะมั่งคั่งหรือยากจน ล้าหลังหรือพัฒนาแล้ว และไม่ว่าจะอยู่ในอันดับที่เท่าใดท่ามกลางประเทศมากมายในโลก—ทั้งหมดนี้ไม่ได้สัมพันธ์แต่อย่างใดกับความแข็งแกร่งในการปกครองของนักปกครอง หรือกับสาระสำคัญของแนวคิดทั้งหลายของนักคิดเหล่านี้ หรือความกร้าวแกร่งที่พวกเขาใช้ในการเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว  ชะตากรรมของประเทศสัมพันธ์กับอธิปไตยของพระเจ้าและช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการมวลมนุษย์ทั้งปวงเท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดก็ตามที่พระเจ้าจำเป็นต้องทรงพระราชกิจใดๆ ปกครองและจัดวางเรียบเรียงสิ่งใด นำสังคมทั้งหมดไปในทิศทางใด และทำให้เกิดสังคมในรูปแบบใดก็ตาม—ในช่วงเวลานั้น บุคคลสำคัญที่พิเศษบางคนย่อมจะปรากฏตัว และบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และพิเศษก็จะเกิดขึ้น  ตัวอย่างเช่น สงคราม หรือการผนวกแผ่นดินบางประเทศโดยประเทศอื่น หรือการเกิดเทคโนโลยีพิเศษที่กำลังทวีความสำคัญ หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวของมหาสมุทรและแผ่นเปลือกโลกตามทวีปต่างๆ ทั่วทั้งโลก เป็นต้น—ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยและการจัดแจงเตรียมการแห่งพระหัตถ์ของพระเจ้าทั้งสิ้น  เป็นไปได้เช่นกันว่าการปรากฏตัวของคนที่ไม่มีอะไรพิเศษคนหนึ่งจะนำเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลให้ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก  และเป็นไปได้เช่นกันว่าการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีอะไรพิเศษและไม่มีนัยสำคัญเอามากๆ อาจกระตุ้นให้เกิดการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ของมวลมนุษย์ หรืออาจเป็นได้ว่าภายใต้ผลกระทบจากเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่ไม่มีนัยสำคัญ มวลมนุษย์ทั้งปวงจะก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หรือจะมีความเปลี่ยนแปลงในระดับต่างๆ ทางเศรษฐกิจ การทหาร ธุรกิจ หรือการรักษาพยาบาล เป็นต้น  ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีอิทธิพลต่อชะตากรรมไม่ว่าจะของประเทศไหนบนแผ่นดินโลก รวมทั้งความเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของประเทศใดๆ ด้วย  นั่นคือสาเหตุที่โชคชะตา ความรุ่งเรือง และการล่มสลายของประเทศใดๆ ไม่ว่าจะมีอำนาจหรืออ่อนแอ ล้วนสัมพันธ์กับการบริหารจัดการมวลมนุษย์ของพระเจ้าและอธิปไตยของพระองค์  เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดพระเจ้าจึงทรงต้องการที่จะทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้?  เจตนารมณ์ของพระองค์อยู่ที่รากเหง้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  กล่าวสั้นๆ คือ การอยู่รอด ความรุ่งเรือง และการล่มสลายของประเทศหรือชาติใดๆ ไม่ได้สัมพันธ์แต่อย่างใดกับเชื้อชาติ อำนาจ ชนชั้นปกครอง รูปแบบหรือวิธีการปกครอง หรือบุคคลใดทั้งสิ้น  สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้น และยังสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่พระผู้สร้างบริหารจัดการมวลมนุษย์ รวมทั้งขั้นตอนถัดไปที่พระผู้สร้างจะดำเนินการในการบริหารจัดการและนำทางมวลมนุษย์อีกด้วย  เพราะฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำย่อมมีอิทธิพลต่อโชคชะตาของประเทศ ชนชาติ เชื้อชาติ กลุ่ม หรือตัวบุคคล  เมื่อมองจากมุมนี้ก็สามารถกล่าวได้ว่าแท้จริงแล้วโชคชะตาของปัจเจกบุคคล เชื้อชาติ ชนชาติ และประเทศใดก็ตามย่อมเชื่อมโยงและผูกพันกันอย่างแนบแน่น และย่อมมีสัมพันธภาพที่แยกออกจากกันไม่ได้ระหว่างสิ่งเหล่านี้  อย่างไรก็ตาม สัมพันธภาพระหว่างสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากแนวคิดและทัศนะที่ว่า “ทุกคนมีส่วนในชะตากรรมของประเทศของตน” แต่เกิดจากอธิปไตยของพระผู้สร้างต่างหาก  เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะโชคชะตาของสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว คือพระผู้สร้าง จึงมีสัมพันธภาพที่มิอาจแยกออกจากกันได้ระหว่างสิ่งเหล่านี้  นี่คือรากเหง้าและแก่นแท้แห่งชะตากรรมของประเทศ

ดังนั้น เมื่อพิจารณาเรื่องนี้จากมุมมองของประชากรส่วนใหญ่ คนเราควรมีทัศนคติเช่นไรเกี่ยวกับชะตากรรมของประเทศตน?  ก่อนอื่น คนเราควรพิจารณาว่าประเทศดำเนินการมากเพียงใดเพื่อพิทักษ์ประชากรส่วนใหญ่ และทำให้พวกเขาพึงพอใจไปตลอด  หากประชากรส่วนใหญ่มีชีวิตที่ดี มีอิสรภาพ และมีสิทธิ์ที่จะพูดอย่างเสรี หากนโยบายทั้งหมดที่รัฐบาลรัฐประกาศใช้นั้นสมเหตุสมผลมาก และผู้คนถือว่านโยบายเหล่านี้ยุติธรรมและสมเหตุสมผล หากสามารถพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของคนธรรมดาสามัญได้ และหากผู้คนไม่ถูกถอนสิทธิ์ของตนในการมีชีวิต เช่นนั้นแล้วก็เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะมาพึ่งพาประเทศนี้ รู้สึกมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตที่นั่น และรักที่นั่นจากก้นบึ้งของหัวใจของตน  เมื่อนั้น ทุกคนจะรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศนี้ และผู้คนจะเต็มใจอย่างจริงแท้ที่จะลุล่วงความรับผิดชอบที่ตนมีต่อประเทศนี้ และพวกเขาจะอยากให้ประเทศนี้ดำรงอยู่ตลอดกาล เพราะนี่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขา และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวพวกเขา  หากประเทศนี้ไม่สามารถพิทักษ์ชีวิตของคนธรรมดาสามัญได้ และไม่ให้พวกเขามีสิทธิมนุษยชนที่พวกเขาสมควรมี และพวกเขาไม่มีแม้แต่เสรีภาพในการพูด และหากผู้ที่พูดในสิ่งที่ตนคิดถูกจำกัดและปราบปราม และผู้คนถูกห้ามไม่ให้พูดหรือเสวนาสิ่งที่พวกเขาต้องการเสียด้วยซ้ำ และหากว่าเมื่อผู้คนอยู่ภายใต้การระราน การดูหมิ่นเหยียดหยาม และการข่มเหง ประเทศก็ไม่สนใจ และหากไม่มีอิสรภาพแต่อย่างใด และผู้คนถูกตัดขาดจากสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และสิทธิ์ในการมีชีวิต และหากแม้แต่ผู้ที่เชื่อและติดตามพระเจ้าก็ยังถูกปราบปรามและข่มเหงจนพวกเขาไม่สามารถกลับบ้านได้ และหากผู้เชื่อถูกฆ่าโดยที่คนทำไม่ต้องรับโทษ เช่นนั้นแล้วประเทศนี้ก็เป็นประเทศของพวกมาร ประเทศของซาตาน และไม่ใช่ประเทศจริง  ในกรณีนั้น ทุกคนก็ยังคงควรรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศใช่หรือไม่?  หากผู้คนเกลียดชังประเทศนี้ในหัวใจของตนอยู่แล้ว เช่นนั้นแล้วต่อให้พวกเขายอมรับความรับผิดชอบต่อประเทศนี้ในทางทฤษฎี พวกเขาก็จะไม่เต็มใจที่จะลุล่วงความรับผิดชอบนี้  หากศัตรูที่มีพลังอำนาจมารุกรานประเทศนี้ แม้แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังจะเก็บงำความหวังว่าประเทศใกล้จะล่มสลาย เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่มีความสุข  เพราะฉะนั้น การที่ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลของประเทศปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไร  ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะหรือไม่—ซึ่งถูกพิจารณาโดยอิงจากแง่มุมนี้เป็นหลัก  กล่าวโดยพื้นฐานแล้ว อีกแง่มุมหนึ่งคือว่าเบื้องหลังสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับประเทศใด มีเหตุผลและปัจจัยจำนวนหนึ่งที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น และนี่ไม่ใช่บางสิ่งที่สามารถได้รับอิทธิพลจากคนธรรมดาสามัญหรือคนที่ไม่สำคัญได้  เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นเรื่องของชะตากรรมของประเทศ ไม่มีปัจเจกบุคคลใดหรือกลุ่มชาติพันธุ์ใดเป็นผู้ชี้ขาด หรือมีพลังอำนาจที่จะแทรกแซง  นี่คือข้อเท็จจริงใช่หรือไม่?  (ใช่)  ตัวอย่างเช่น สมมติว่าชนชั้นปกครองในประเทศของเจ้าต้องการแผ่ขยายอาณาเขตของประเทศ และยึดครองแผ่นดิน โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศเพื่อนบ้าน  หลังจากตัดสินใจแล้ว ชนชั้นปกครองก็เริ่มตระเตรียมกำลังทหาร ระดมทุน สะสมเสบียงทุกประเภท และเสวนาถึงเวลาที่จะเริ่มแผ่ขยายแผ่นดิน  ชาวบ้านทั่วไปมีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องนี้ทั้งหมดหรือไม่?  เจ้าไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะรู้  ทั้งหมดที่เจ้ารู้ก็คือไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเก็บภาษีของรัฐได้เพิ่มขึ้น ส่วยและค่าธรรมเนียมทั้งหลายที่เรียกเก็บภายใต้สารพัดข้ออ้างได้เพิ่มขึ้น และหนี้ของชาติได้เพิ่มขึ้น  ภาระผูกพันเพียงอย่างเดียวของเจ้าคือการจ่ายภาษี  สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และสิ่งที่นักปกครองจะทำ นี่เกี่ยวกับเจ้าแต่อย่างใดหรือไม่?  จวบจนชั่วขณะที่ประเทศตัดสินใจเข้าสู่สงคราม ประเทศใดและแผ่นดินใดที่ประเทศจะรุกราน และจะรุกรานพวกนั้นอย่างไร เป็นสิ่งที่มีเพียงชนชั้นปกครองเท่านั้นที่รู้ และแม้แต่ทหารที่จะถูกส่งไปรบก็ไม่รู้  พวกเขาไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะรู้  พวกเขาต้องต่อสู้ทุกแห่งที่นักปกครองชี้  สำหรับสาเหตุที่พวกเขาต้องต่อสู้ ต้องต่อสู้นานแค่ไหน พวกเขาสามารถชนะได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถกลับบ้านได้เมื่อใด พวกเขาไม่รู้ พวกเขาไม่รู้อะไรเลย  ลูกหลานแท้ๆ ของบางคนถูกส่งไปทำสงคราม แต่พวกเขาในฐานะพ่อแม่ไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ  ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเมื่อลูกหลานของพวกเขาถูกฆ่า พวกเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ  พวกเขาไม่รู้ว่าลูกหลานของตนตายจนกระทั่งเถ้าถูกนำกลับมา  ดังนั้น จงบอกเราเถิดว่า ชะตากรรมของประเทศของเจ้า และสิ่งทั้งหลายที่ประเทศของเจ้าจะทำ และประเทศของเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร มีความสัมพันธ์อันใดกับเจ้าในฐานะคนธรรมดาสามัญหรือไม่?  ประเทศนี้บอกเรื่องเหล่านี้แก่เจ้าในฐานะคนธรรมดาสามัญหรือไม่?  เจ้ามีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือไม่?  เจ้าไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะรู้ นับประสาอะไรกับสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ  ไม่ว่าประเทศของเจ้าจะเป็นอะไรสำหรับเจ้า วิธีที่ประเทศพัฒนา ทิศทางที่ประเทศกำลังมุ่งหน้าไป และวิธีที่ประเทศถูกปกครอง มีความสัมพันธ์อันใดกับเจ้าหรือไม่?  ประเทศไม่มีความสัมพันธ์กับเจ้า  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เพราะเจ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ และสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สัมพันธ์กับนักปกครองเท่านั้น  การชี้ขาดเป็นของนักปกครองและชนชั้นปกครอง และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ไม่มีความสัมพันธ์แต่อย่างใดกับเจ้าในฐานะคนธรรมดาสามัญ  ดังนั้น เจ้าควรมีความตระหนักรู้ในตนเองสักหน่อย  จงอย่าทำสิ่งที่ไร้เหตุผล ไม่จำเป็นต้องสละชีวิตของเจ้า หรือทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายเพื่อนักปกครอง  พวกเรามาสมมุติกันว่านักปกครองของประเทศเป็นนักเผด็จการ และพลังอำนาจอยู่ในมือของพวกมารที่ไม่จัดการทำหน้าที่ที่ถูกต้องเหมาะสมของตน และใช้เวลาทั้งวันหลงระเริงกับการดื่มและความเสเพล ใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ และไม่ทำอะไรเพื่อผู้คน  ประเทศตกอยู่ในภาวะหนี้สินและความอลหม่าน และนักปกครองก็เสื่อมทรามและไร้ความสามารถ ส่งผลให้ถูกศัตรูต่างชาติประเทศรุกราน  เมื่อนั้นเท่านั้นที่นักปกครองนึกถึงผู้คนทั่วไป ร้องเรียกพวกเขาและพูดว่า “‘ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน’  หากประเทศพินาศ ชีวิตที่ยากลำบากย่อมรอพวกเจ้าทั้งหมดอยู่  ขณะนี้ประเทศกำลังลำบาก และผู้รุกรานได้เข้ามาในเขตแดนของพวกเราแล้ว  เพื่อปกป้องประเทศ จงรีบไปที่สนามรบ ถึงเวลาที่ประเทศต้องการพวกเจ้าแล้ว!”  เจ้าขบคิดเรื่องนี้ และคิดว่า “ถูกต้อง ‘ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน’  ในที่สุดประเทศก็ต้องการฉันสักครั้ง ดังนั้น ในเมื่อฉันมีความรับผิดชอบนี้ ฉันควรสละชีวิตของฉันเพื่อปกป้องประเทศ  ประเทศของพวกเราไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ ถ้าไม่มีนักปกครองคนนี้อยู่ในอำนาจ พวกเราก็จบเห่!”  การคิดแบบนี้เบาปัญญาหรือไม่?  นักปกครองของระบอบเผด็จการเหล่านี้ปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้า กิน ดื่ม และสนุกสนานตลอดทั้งวัน ประพฤติตัวอย่างบ้าบิ่น ทำสิ่งทั้งหลายตามใจชอบเหนือผู้คนทั่วไป และทำร้ายและทำทารุณมวลชน  หากเจ้าเร่งรีบอย่างกล้าหาญและไม่สะทกสะท้านเพื่อปกป้องนักปกครองแบบนี้ ทำหน้าที่เป็นทหารเลวให้พวกเขาในสนามรบ และโยนชีวิตของตนทิ้งเพื่อพวกเขา เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเบาปัญญาอย่างไม่ต้องสงสัย และสัญญาว่าจะจงรักภักดีอย่างมืดบอด!  เหตุใดเราจึงบอกว่าเจ้าเบาปัญญาอย่างไม่ต้องสงสัย?  ทหารในสนามรบต่อสู้เพื่อใครกันแน่?  พวกเขากำลังโยนชีวิตของตนทิ้งเพื่อใคร?  พวกเขาทำหน้าที่ทหารเลวเพื่อใคร?  และหากพวกเจ้าซึ่งเป็นเพียงสามัญชนที่อ่อนแอและปวกเปียกเข้าสู่การรบ เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นเพียงการแสดงให้เห็นความมุทะลุและชีวิตหนึ่งที่เสียเปล่า  หากสงครามเกิดขึ้น เจ้าควรอธิษฐานถึงพระเจ้า และขอให้พระองค์ปกป้องเจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถหลบหนีไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย แทนที่จะพลีอุทิศและต้านทานอย่างไร้จุดหมาย  การพลีอุทิศอย่างไร้จุดหมายถูกนิยามไว้ว่าอย่างไร?  ความมุทะลุ  โดยปกติแล้ว ประเทศนี้จะมีผู้คนที่เต็มใจที่จะค้ำจุนจิตวิญญาณของ “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” เพื่อปกป้องนักปกครอง และยอมเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อพวกนั้น  ชะตากรรมของประเทศมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อผลประโยชน์และความอยู่รอดของผู้คนดังกล่าว ดังนั้นจงให้พวกเขาดูแลกรณียกิจของประเทศ  เจ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ เจ้าไม่มีพลังอำนาจในการปกป้องประเทศ และสิ่งเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์กับเจ้า  ประเทศประเภทใดกันแน่ที่ควรค่าที่จะปกป้อง?  หากเป็นประเทศที่มีระบบเสรีและเป็นประชาธิปไตย และผู้ปกครองทำสิ่งทั้งหลายเพื่อประชาชน และสามารถรับประกันให้พวกเขามีชีวิตที่ปกติได้จริงๆ เช่นนั้นแล้วประเทศเช่นนี้ก็ควรค่าที่จะพิทักษ์และปกป้อง  ผู้คนทั่วไปรู้สึกว่าการปกป้องประเทศเช่นนี้เทียบเท่ากับการปกป้องบ้านของตนเอง ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ไม่สามารถบ่ายเบี่ยงได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มใจทำงานเพื่อประเทศ และลุล่วงความรับผิดชอบของตน  แต่หากพวกมารหรือซาตานปกครองประเทศนี้ และนักปกครองก็ชั่วร้ายและไร้ความสามารถถึงขนาดที่การเป็นใหญ่ของกษัตริย์ปีศาจเหล่านี้หมดเรี่ยวแรง และพวกเขาควรลาออก พระเจ้าก็จะทรงสร้างประเทศที่มีพลังอำนาจขึ้นมาเพื่อรุกราน  นี่เป็นสัญญาณจากสวรรค์ถึงมนุษย์ที่บอกพวกเขาว่านักปกครองของระบอบนี้ควรลาออก และพวกเขาไม่ควรค่าที่จะมีพลังอำนาจเช่นนี้ หรือมีอำนาจครอบครองแผ่นดินนี้ หรือทำให้ผู้คนของประเทศนี้เลี้ยงดูพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดเลยเพื่อให้ความอยู่ดีมีสุขแก่ประชากรในประเทศ และการเป็นใหญ่ของพวกเขาก็ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้แก่ผู้คนทั่วไปแต่อย่างใด หรือนำความสุขใดมาให้แก่ชีวิตของผู้คน  พวกเขาเพียงแต่ทรมานผู้คนทั่วไป ทำร้ายพวกเขา และทรมานและข่มเหงพวกเขาเท่านั้น  เพราะฉะนั้น นักปกครองเช่นนี้จึงควรลาออก และยอมทิ้งตำแหน่งของตน  หากระบอบการปกครองนี้ถูกแทนที่ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีคนที่มีคุณธรรมอยู่ในอำนาจ นี่ย่อมจะลุล่วงความหวังและความมุ่งหวังของประชากร และจะเป็นไปตามเจตจำนงของสวรรค์ด้วย  ผู้ที่คล้อยตามหนทางทั้งหลายของสวรรค์จะเจริญรุ่งเรือง ขณะที่ผู้ที่ต้านทานสวรรค์จะพินาศ  ในฐานะพลเมืองธรรมดาสามัญ หากเจ้าถูกแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศของตน” ทำให้หลงผิด และมักจะปลาบปลื้มหลงใหลและติดตามชนชั้นปกครองอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะตายก่อนวัยอันควร และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเหยื่อเพื่อการพลีอุทิศ และวัตถุงานศพของชนชั้นปกครอง  หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง หลีกเลี่ยงการถูกซาตานหลอกลวง และสามารถหลีกหนีจากอิทธิพลของซาตาน และรักษาชีวิตของเจ้าได้ เจ้าก็มีความหวังที่จะเห็นประเทศที่เป็นบวกผุดขึ้นมา และเห็นมหาปราชญ์และนักปกครองที่เฉลียวฉลาดเข้าสู่อำนาจ และเห็นการก่อตั้งระบบสังคมที่ดี และเจ้าจะมีโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตที่มีความสุข  นี่ไม่ใช่ตัวเลือกของคนมีปัญญาหรอกหรือ?  จงอย่าคิดว่าใครก็ตามที่บุกรุกเป็นศัตรูหรือมาร เพราะนั่นผิด  หากเจ้ามักจะถือว่านักปกครองสูงสุดและเหนือคนอื่นทั้งหมด และปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะเจ้านายชั่วนิรันดร์ของแผ่นดินนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งไม่ดีมากมายเพียงใด หรือพวกเขาจะต่อต้านพระเจ้าและทำทารุณกับผู้เชื่อมากเพียงใด นั่นเป็นความผิดพลาดมหันต์  ลองคิดดูว่า เมื่อราชวงศ์ที่อยู่ในอำนาจระบบศักดินาเหล่านั้นในอดีตถูกกวาดล้าง และมนุษย์มีชีวิตภายใต้ระบบสังคมนานาชนิดที่ค่อนข้างเป็นประชาธิปไตย พวกเขาก็กลายเป็นค่อนข้างอิสระและมีความสุขมากขึ้น ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นกว่าเดิมในทางวัตถุ และความกว้างของวิสัยทัศน์ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และทัศนะในเรื่องสารพัดของมวลมนุษย์ ก็ก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม  หากผู้คนล้วนแต่มีการคิดที่ล้าหลัง และเชื่ออยู่เนืองนิตย์ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” และอยากรื้อฟื้นประเพณีเก่าๆ ฟื้นฟูการเป็นใหญ่ของจักรพรรดิ และกลับคืนสู่ระบบศักดินาอยู่เสมอ มวลมนุษย์จะสามารถพัฒนามาไกลเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้หรือไม่?  ถิ่นที่อยู่ของพวกเขาจะเป็นเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือไม่?  ย่อมไม่เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้น เมื่อประเทศลำบาก หากกฎหมายของประเทศกำหนดว่าเจ้าต้องลุล่วงหน้าที่พลเมืองของตน และปฏิบัติราชการทหาร เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรปฏิบัติราชการทหารตามกฎหมาย  หากเจ้าจำเป็นต้องเข้าสู่การรบในระหว่างราชการทหารของตน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรลุล่วงความรับผิดชอบของตนในทำนองเดียวกัน เพราะนี่คือสิ่งที่เจ้าต้องทำตามกฎหมาย  เจ้าไม่สามารถทำผิดกฎหมายได้ และเจ้าต้องปฏิบัติตามกฎหมาย  หากกฎหมายไม่ประสงค์สิ่งนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีอิสระที่จะเลือก  หากประเทศที่เจ้าอาศัยอยู่ยอมรับรู้ถึงพระเจ้า ติดตามพระองค์ นมัสการพระองค์ และมีพรของพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ควรได้รับการปกป้อง  หากประเทศที่เจ้าอาศัยอยู่ต้านทานและข่มเหงพระเจ้า และจับกุมและกดขี่คริสตชน เช่นนั้นแล้วประเทศดังกล่าวก็เป็นประเทศแบบซาตานที่พวกมารปกครอง  โดยการต้านทานพระเจ้าอยู่เนืองนิตย์ด้วยความเดือดดาลที่บ้าคลั่ง นี่เป็นการล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า และถูกพระองค์สาปแช่งแล้ว  เมื่อประเทศเช่นนี้เผชิญหน้ากับการรุกรานของศัตรูต่างชาติ และถูกรุมเร้าด้วยปัญหาภายในและภายนอกเขตแดนของตน ก็ถึงเวลาแห่งความไม่พอใจ ความไม่สมดังใจ และความขุ่นเคืองที่แพร่กระจายท่ามกลางพระเจ้าและมวลมนุษย์  นี่ไม่ใช่เวลาที่พระเจ้าทรงต้องการสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาเพื่อทำลายประเทศนี้หรอกหรือ?  นี่คือเวลาที่พระเจ้าทรงเริ่มกิจการ  พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของผู้คน และถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงแก้ไขความผิดพลาดที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับ  นี่เป็นสิ่งที่ดี และยังเป็นข่าวดีอีกด้วย  เวลาที่พระเจ้าจะทรงลบล้างพวกมารและซาตานก็เป็นเวลาที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะตื่นเต้นที่สุด และไปกระจายข่าวให้ทั่วอีกด้วย  ในเวลานี้ เจ้าต้องไม่เสี่ยงชีวิตของตนเพื่อชนชั้นปกครอง  เจ้าควรใช้ปัญญาของตนเพื่อปลดเปลื้องการจำกัดควบคุมที่ชนชั้นปกครองบังคับใช้ รีบหลบหนีเอาชีวิตรอด และช่วยตัวเองให้รอดอย่างเร่งด่วน  บางคนกล่าวว่า “ถ้าฉันหนีฉันจะเป็นผู้ละทิ้งกิจของตนหรือไม่?  นั่นไม่เป็นการเห็นแก่ตัวหรอกหรือ?”  เจ้ายังไม่สามารถเป็นผู้ละทิ้งกิจของตนได้อีกด้วย และเพียงแค่คุ้มครองบ้านของตน และรอให้ผู้บุกรุกเข้ามาระเบิดและยึดครอง และดูว่าจุดจบเป็นเช่นไรเมื่อถึงตอนนั้น  ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ใดที่มีความสำคัญระดับชาติเกิดขึ้น คนธรรมดาสามัญไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกให้แก่ตนเอง  ทุกคนเพียงสามารถรอ เฝ้าดู และอดทนอย่างเฉยเมยกับผลลัพธ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ของเหตุการณ์นี้  นี่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ?  (ใช่)  จริงๆ แล้วนี่คือข้อเท็จจริง  ไม่ว่าในกรณีใด การหลบหนีคือกระบวนการดำเนินการที่เฉลียวฉลาดที่สุด  นี่เป็นความรับผิดชอบของเจ้าในการปกป้องชีวิตของตนเอง และความปลอดภัยของครอบครัวของตน  หากทุกคนต้องรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศของตน และนั่นทำให้พวกเขาทั้งหมดถูกฆ่า และทั้งหมดที่เหลืออยู่ของประเทศก็คือแผ่นดินกว้างใหญ่ผืนหนึ่ง แก่นแท้ของประเทศจะยังคงดำรงอยู่หรือไม่?  “ประเทศ” คงเป็นเพียงคำที่ไร้แก่นสารใช่หรือไม่?  ในสายตาของนักเผด็จการ ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับความมักใหญ่ใฝ่สูง และความอยากของตน การกระทำก้าวร้าวของตน และการตัดสินใจและการกระทำใดๆ ของตน แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ชีวิตมนุษย์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  ให้ผู้ที่เต็มใจเป็นทหารเลวให้กับนักเผด็จการ และค้ำจุนจิตวิญญาณของคำกล่าวที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” สร้างคุณูปการและพลีอุทิศเพื่อนักปกครองเถิด  ผู้ที่ติดตามพระเจ้าไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องพลีอุทิศใดๆ เพื่อประเทศของซาตาน  เจ้ายังสามารถกล่าวเช่นนี้ได้อีกด้วย—ปล่อยให้เลือดเนื้อเชื้อไขที่เคร่งครัดต่อหน้าที่ของซาตาน และผู้ที่ติดตามซาตานพลีอุทิศเพื่อการปกครองของซาตาน และเพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูง และความอยากของซาตาน  เป็นการถูกต้องที่จะปล่อยให้พวกนั้นเป็นทหารเลว  ไม่มีใครใช้กำลังบังคับพวกนั้นให้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้  พวกนั้นชอบติดตามนักปกครอง และมุ่งมั่นที่จะสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อพวกมาร ต่อให้ต้องตายเพราะสิ่งนี้ก็ตาม  ในท้ายที่สุด พวกเขาก็กลายเป็นเหยื่อของการพลีอุทิศ และเครื่องประดับงานศพของซาตาน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ

เมื่อประเทศใดรุกรานอีกประเทศหนึ่ง หรือเมื่อการทำธุรกรรมที่ไม่เท่าเทียมกันกับอีกหนึ่งประเทศนำไปสู่สงคราม ท้ายที่สุดแล้วเหยื่อก็คือผู้คนทั่วไป คือทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้  เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าบางสงครามสามารถหลีกเลี่ยงได้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถประนีประนอม ละทิ้งความมักใหญ่ใฝ่สูง ความอยาก และพลังอำนาจของตน และนึกถึงการอยู่รอดของผู้คนทั่วไป  จริงๆ แล้วสงครามมากมายเกิดจากการที่นักปกครองยึดติดกับการเป็นใหญ่ของตนเอง ไม่อยากละทิ้งหรือสูญเสียพลังอำนาจในมือของตน แต่กลับยึดมั่นในความเชื่อของตนอย่างแน่วแน่ เกาะติดพลังอำนาจ และติดแน่นอยู่กับผลประโยชน์ของตน  เมื่อสงครามปะทุขึ้น ชาวบ้านทั่วไป คนธรรมดาสามัญก็เป็นเหยื่อ  พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วทุกหัวระแหงในช่วงเวลาของสงคราม และมีความสามารถน้อยที่สุดในการต้านทานทั้งหมดนี้ได้  นักปกครองเหล่านี้คำนึงถึงผู้คนทั่วไปหรือไม่?  ลองจินตนาการดูว่าหากมีนักปกครองคนหนึ่งพูดว่า “ถ้าข้าพเจ้ายึดมั่นในความเชื่อ และทฤษฎีของตนเอง ข้าพเจ้าอาจจะลงเอยด้วยการเริ่มสงคราม และเหยื่อก็จะเป็นคนธรรมดาสามัญ  ต่อให้ข้าพเจ้าชนะ แผ่นดินนี้ก็จะถูกอาวุธและเครื่องกระสุนปืนทำลาย และบ้านเรือนที่ผู้คนอาศัยอยู่จะถูกทำลาย ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ไม่มีชีวิตที่มีความสุขในอนาคต  เพื่อปกป้องผู้คนทั่วไป ข้าพเจ้าจะลาออก ปลดอาวุธ ยอมแพ้ และประนีประนอม” และหลังจากนั้น สงครามก็ถูกหลีกเลี่ยง  มีนักปกครองเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  อันที่จริง ผู้คนทั่วไปไม่อยากต่อสู้ และไม่อยากมีส่วนร่วมในการชิงดีชิงเด่น หรือการแข่งขันระหว่างกองกำลังทางการเมือง  พวกเขาทั้งหมดถูกนักปกครองส่งไปยังสนามรบ และขึ้นเขียงอย่างเฉยเมย  ผู้คนเหล่านี้ที่ถูกส่งไปยังสนามรบทั้งหมด ไม่ว่าพวกเขาจะตายหรือรอด ท้ายที่สุดก็ทำหน้าที่ให้นักปกครองอยู่ในอำนาจต่อไป  ดังนั้นนักปกครองจึงเป็นผู้รับประโยชน์สูงสุดใช่หรือไม่?  (ใช่)  ผู้คนทั่วไปสามารถได้รับอะไรจากสงครามหรือ?  ผู้คนทั่วไปสามารถถูกสิ่งนี้ล้างผลาญได้เท่านั้น และทุกข์ทนกับการทำลายบ้านเรือนของตน และถิ่นที่อยู่ที่พวกเขาพึ่งพา  บางคนสูญเสียครอบครัว และผู้คนมากกว่านั้นถูกขับไล่กลายเป็นคนไร้บ้าน โดยไม่มีวี่แววว่าจะได้หวนกลับมา  ถึงกระนั้น นักปกครองก็ยังกล่าวอ้างอย่างโอ้อวดว่าสงครามถูกก่อเพื่อปกป้องบ้านเรือนของผู้คนและการอยู่รอดของพวกเขา  การกล่าวอ้างนี้ฟังขึ้นหรือไม่?  นี่ไม่ใช่การพูดพล่ามที่วกวนหรอกหรือ?  ในท้ายที่สุด เป็นชาวบ้านทั่วไปหรือประชาชนนั่นเองที่ต้องทานทนผลสืบเนื่องที่ชั่วทั้งหมดจากสิ่งนี้ และผู้รับประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือนักปกครอง  พวกเขาสามารถปกครองประชาชนต่อไป ปกครองแผ่นดิน รักษาพลังอำนาจไว้ในมือของตน และยืนในตำแหน่งของนักปกครองที่ออกคำสั่งต่อไป ขณะที่คนธรรมดาสามัญมีชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่ตกยากไร้อนาคตและสิ้นหวัง  บางคนคิดว่าแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” นั้นถูกต้องอย่างแน่นอนที่สุด  เมื่อพิจารณาแนวคิดนี้ในตอนนี้มันถูกต้องแล้วใช่หรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  คำกล่าวนี้ไม่มีความถูกต้องเลยสักนิดเดียว  ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมมองของสิ่งจูงใจของซาตานในการปลูกฝังแนวคิดนี้ให้แก่ผู้คน หรืออุบาย ความอยาก และความมักใหญ่ใฝ่สูงของนักปกครองในสารพัดช่วงระยะตลอดประวัติศาสตร์ของการพัฒนามนุษย์ หรือข้อเท็จจริงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของประเทศ การเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ก็ไม่สามารถถูกคนธรรมดาสามัญ ปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ ควบคุมได้  ในท้ายที่สุด เหยื่อก็คือมวลชนและชาวบ้านทั่วไปที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือชนชั้นปกครองของประเทศ นักปกครองที่อยู่บนสุดนั่นเอง  เมื่อประเทศเดือดร้อนพวกเขาก็ส่งผู้คนทั่วไปไปที่แนวหน้าเพื่อถูกใช้เป็นทหารเลว  เมื่อประเทศไม่เดือดร้อน ผู้คนทั่วไปคือมือที่เลี้ยงดูพวกเขา  พวกเขาหาประโยชน์จากผู้คนทั่วไป รีดเลือดของพวกนั้นจนแห้ง และเอารัดเอาเปรียบพวกนั้น บีบบังคับให้ผู้คนหาเลี้ยงพวกเขา และท้ายที่สุดถึงกับปลูกฝังแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ให้แก่ผู้คน และบังคับผู้คนให้ยอมรับแนวคิดนี้  ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับแนวคิดนี้จะถูกตีตราว่าไม่รักชาติ  สารที่นักปกครองเหล่านี้กำลังสื่อคือ “การปกครองของข้าพเจ้ามีจุดประสงค์เพื่อให้พวกท่านได้ใช้ชีวิตที่มีความสุข  ถ้าไม่มีการปกครองของข้าพเจ้า พวกท่านย่อมจะไม่สามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นพวกท่านต้องทำตามที่ข้าพเจ้าบอก เป็นพลเมืองที่เชื่อฟัง และพร้อมเสมอที่จะทุ่มเทอุทิศตัวเอง และพลีอุทิศตัวเองเพื่อชะตากรรมของประเทศของท่าน”  ใครคือประเทศ?  ใครมีความหมายเหมือนกันกับประเทศ?  นักปกครองมีความหมายเหมือนกันกับประเทศ  ด้วยการปลูกฝังแนวคิดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน” ให้แก่ผู้คน ในแง่หนึ่ง พวกเขากำลังบีบบังคับผู้คนให้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนโดยไม่มีทางเลือก ไม่ลังเล หรือคัดค้านใดๆ  ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาบอกผู้คนว่าชะตากรรมของประเทศ และคำถามที่ว่าการที่นักปกครองของประเทศอยู่ในอำนาจกับการที่นักปกครองถูกโค่นล้มอย่างไหนมีความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ต่อประชากร ดังนั้นพวกเขาจึงต้องระมัดระวังอย่างมากในการปกป้องทั้งประเทศและนักปกครองของประเทศ เพื่อรับประกันการดำรงอยู่ตามปกติของตน  เป็นเช่นนี้จริงๆ ใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  เห็นได้ชัดทีเดียวว่าไม่ใช่เช่นนั้น  นักปกครองที่ไม่สามารถเชื่อฟังพระเจ้า ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ หรือทำงานเพื่อผู้คนทั่วไป จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และจะไม่ใช่นักปกครองที่ดี  หากนักปกครองเพียงแต่ไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของตนเอง ทำสิ่งทั้งหลายตามใจชอบเหนือผู้คน และรีดเหงื่อและเลือดจากพวกเขาเหมือนปรสิต แทนที่จะกระทำการเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไป เช่นนั้นแล้วนักปกครองเช่นนี้ก็คือซาตานและพวกมาร และไม่สมควรได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ไม่ว่าพวกเขาจะมีพลังอำนาจมากเพียงใดก็ตาม  หากประเทศไม่มีนักปกครองเช่นนี้ประเทศจะดำรงอยู่หรือไม่?  ชีวิตของประชาชนจะดำรงอยู่หรือไม่?  สิ่งเหล่านั้นย่อมจะดำรงอยู่เหมือนเดิม และผู้คนอาจมีชีวิตที่ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ  หากประชาชนมองเห็นอย่างชัดเจนถึงแก่นแท้ของคำถามที่ว่าภาระผูกพันและความรับผิดชอบที่ตนมีต่อประเทศของตนควรเป็นเช่นไร เช่นนั้นแล้วไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในประเทศใด ก็ควรมีทัศนะที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ในประเทศนั้น และประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับการเมือง และชะตากรรมของประเทศนั้น  เมื่อทัศนะที่ถูกต้องเหล่านี้เกิดขึ้นมา เจ้าก็จะสามารถเลือกอย่างถูกต้องได้ในเรื่องที่เกี่ยวพันกับชะตากรรมของประเทศ  สำหรับเรื่องชะตากรรมของประเทศนั้น โดยพื้นฐานแล้วพวกเจ้าเข้าใจความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)

เราได้สามัคคีธรรมกันมากมายเกี่ยวกับคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “ทุกคนมีส่วนแบ่งปันความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศตน”  สำหรับมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับประเทศนั้น อิทธิพลที่คำว่า “ประเทศ” มีต่อผู้คนในสังคม ผู้คนควรมีความรับผิดชอบใดบ้างต่อประเทศและชนชาติของตนเมื่อเป็นเรื่องของชะตากรรมของประเทศ พวกเขาควรเลือกสิ่งใด และพระเจ้าทรงประสงค์สิ่งใดจากมวลมนุษย์ในเรื่องนี้ เราได้สามัคคีธรรมถึงทั้งหมดนี้อย่างชัดเจนหรือไม่?  (ชัดเจน)  เช่นนั้นแล้วการสามัคคีธรรมของเราสำหรับวันนี้ก็จบลงตรงนี้

11 มิถุนายน ค.ศ. 2022

ก่อนหน้า: การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (12)

ถัดไป: การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (14)

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger