การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (12)

เราได้สามัคคีธรรมเรื่องอะไรในการชุมนุมครั้งที่แล้ว มีใครบอกพวกเราได้หรือไม่?  (ครั้งที่แล้วพระเจ้าทรงสามัคคีธรรมถึงสองแง่มุม  แง่มุมหนึ่งคือว่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างเกิดขึ้นในคริสตจักรในช่วงเวลาที่ต่างกันหรือช่วงระยะที่ต่างกัน—ตัวอย่างเช่น บางคนถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุม ผู้นำและคนทำงานบางคนถูกเปลี่ยนตัว บางคนป่วย และบางคนประสบประเด็นปัญหาความเป็นความตาย—เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และพวกเราจำเป็นต้องแสวงหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้  พระเจ้ายังทรงบอกให้รู้ถึงเส้นทางปฏิบัติบางเส้นทางอีกด้วย  เมื่อเผชิญหน้ากับรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ พวกเราควรยึดปฏิบัติตามสองสิ่งต่อไปนี้ สิ่งแรกคือให้ไปอยู่ในที่ทางอันถูกต้องเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สิ่งที่สองคือให้มีหัวใจที่จริงใจและเชื่อฟัง—ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับการพิพากษาและการตีสอน บททดสอบและกระบวนการถลุง หรือพระคุณและพระพร พวกเราก็ควรยอมรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจากพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น การสามัคคีธรรมของพระเจ้าได้ชำแหละคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีที่กล่าวว่า “คนเราไม่ควรถูกความอุดมโภคทรัพย์ทำให้เสื่อมทราม ถูกความยากจนเปลี่ยนแปลง หรือถูกกำลังบังคับให้คดงออย่างเด็ดขาด”)  หัวข้อหลักของสามัคคีธรรมครั้งที่แล้วคือปัญหาเรื่องคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเช่นกัน  เราได้สามัคคีธรรมในหัวข้อนี้มาเป็นเวลานาน เปิดโปงคำกล่าว ข้อกำหนด และคำนิยามทั่วไปบางประการที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณี  เมื่อได้สามัคคีธรรมในหัวข้อเหล่านี้แล้ว พวกเจ้ามีความเข้าใจใหม่ๆ และคำนิยามใหม่ๆ ของคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมหรือไม่?  เจ้าได้หยั่งรู้ถ้อยแถลงเหล่านี้ตามความเป็นจริง และมองเห็นแก่นแท้ของถ้อยแถลงเหล่านี้อย่างชัดเจนหรือไม่?  เจ้าสามารถปล่อยสิ่งเหล่านี้ไปจากส่วนลึกในหัวใจของเจ้า ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ หยุดนำสิ่งเหล่านี้ไปสับสนปนเปกับความจริง และหยุดมองสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นบวก และไล่ตามเสาะหาสิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นความจริง และยึดปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่?  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญเรื่องบางเรื่องในชีวิตประจำวันที่สัมพันธ์กับคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม มีความตระหนักรู้อยู่ในตัวเจ้าหรือไม่ และเจ้าสามารถคิดทบทวนอย่างรอบคอบว่าเจ้ายังคงได้รับอิทธิพลจากคำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมหรือไม่?  เจ้าถูกสิ่งเหล่านี้พันธนาการ ตีตรวน และควบคุมหรือไม่?  ภายในใจเจ้ายังคงสามารถใช้คำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่อจำกัดเหนี่ยวรั้งตนเองและมีอิทธิพลต่อวาทะและการวางตัวของเจ้า รวมทั้งค่าทีที่เจ้ามีต่อต่อสิ่งทั้งหลายได้หรือไม่?  จงแบ่งปันความคิดของพวกเจ้า  (ก่อนที่พระเจ้าจะทรงสามัคคีธรรมและชำแหละวัฒนธรรมตามประเพณี ฉันไม่ตระหนักรู้ว่าแนวคิดและทัศนะเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมผิด หรือสิ่งเหล่านี้จะทำร้ายฉันในลักษณะใด แต่ตอนนี้ฉันพอจะตระหนักรู้บ้างแล้ว)  การที่เจ้าพอจะตระหนักรู้บ้างแล้วเป็นสิ่งที่ดี  แน่นอนว่าหลังจากนั้นสักพัก เจ้าน่าจะสามารถตระหนักรู้ข้อผิดพลาดของคำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมได้  จากมุมมองส่วนตัว เจ้าน่าจะสามารถละทิ้งสิ่งเหล่านี้และหยุดถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นบวก แต่จากมุมมองที่เป็นกลาง เจ้ายังคงจำเป็นต้องรับรู้ ขุดคุ้ย และแยกแยะคำกล่าวเช่นนี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในชีวิตประจำวันอย่างรอบคอบระมัดระวัง เพื่อที่เจ้าจะได้สามารถมองเห็นคำกล่าวเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และละทิ้งไปเสีย  การตระหนักรู้จากมุมมองส่วนตัวไม่ได้หมายความว่าเจ้าสามารถละทิ้งแนวคิดและทัศนะที่ผิดเหล่านี้ของวัฒนธรรมตามประเพณีในชีวิตประจำวันของเจ้าได้  เมื่อเผชิญเรื่องแบบนี้ เจ้าอาจรู้สึกในทันทีทันใดว่าคำกล่าวเหล่านี้มีเหตุผล และไม่สามารถละทิ้งคำกล่าวเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์  ในกรณีเช่นนี้ เจ้าต้องแสวงหาความจริงในประสบการณ์ของเจ้า ชำแหละทัศนะที่ผิดเหล่านี้ของวัฒนธรรมตามประเพณีตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างรอบคอบระมัดระวัง และไปให้ถึงจุดที่เจ้าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแก่นแท้ของคำกล่าวเหล่านั้นจากวัฒนธรรมตามประเพณีตรงข้ามกับความจริง ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง หลอกลวง และเป็นอันตรายต่อผู้คน  ในหนทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถขับพิษของทัศนะที่หลอกลวงเหล่านี้ออกไปจากหัวใจของเจ้าได้อย่างถาวร  ตอนนี้พวกเจ้าได้ตระหนักถึงข้อเสียของคำกล่าวสารพัดของวัฒนธรรมตามประเพณีในแง่ของคำสอนแล้ว และนี่เป็นเรื่องที่ดี แต่นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น  ส่วนการที่อิทธิพลอันเป็นพิษของวัฒนธรรมตามประเพณีสามารถจะถูกถอนรากถอนโคนในอนาคตได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร

ไม่ว่าคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมจะเป็นอย่างไร ก็เป็นมุมมองทางอุดมคติประเภทหนึ่งที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมซึ่งมวลมนุษย์สนับสนุน  ก่อนหน้านี้พวกเราได้เปิดเผยแก่นแท้ของคำกล่าวสารพัดจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม แต่นอกเหนือจากแง่มุมที่พวกเราได้สามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ายังคงมีคำกล่าวมากกว่านี้บางข้อที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมซึ่งควรถูกเปิดเผย เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความเข้าใจและการหยั่งรู้ที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นในคำกล่าวมากมายเหลือคณานับที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมซึ่งมนุษย์สนับสนุน  นี่คือบางสิ่งที่พวกเจ้าควรทำ  สำหรับคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “คนเราไม่ควรถูกความอุดมโภคทรัพย์ทำให้เสื่อมทราม ถูกความยากจนเปลี่ยนแปลง หรือถูกกำลังบังคับให้คดงออย่างเด็ดขาด” ซึ่งพวกเราสามัคคีธรรมไปในครั้งก่อน เมื่อดูจากความหมายแล้ว ประโยคนี้มุ่งเป้าไปที่บุรุษเป็นหลัก  นี่เป็นข้อกำหนดสำหรับบุรุษ และก็เป็นมาตรฐานหนึ่งสำหรับสิ่งที่มวลมนุษย์เรียกว่า “บุรุษที่กำยำสมเป็นชาย” อีกด้วย  พวกเราได้เปิดโปงและชำแหละมาตรฐานนี้ที่เกี่ยวกับบุรุษ  นอกเหนือจากข้อกำหนดนี้ต่อผู้ชายแล้ว ยังมีคำกล่าวที่ว่า “สตรีต้องมีคุณธรรม มีเมตตา อ่อนโยน และมีศีลธรรม” อีกด้วย ซึ่งพวกเราได้สามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้ และซึ่งถูกนำเสนอเกี่ยวกับสตรี  จากคำกล่าวทั้งสองนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวัฒนธรรมตามประเพณีของมวลมนุษย์ไม่เพียงนำเสนอข้อกำหนดที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริงและไร้มนุษยธรรมสำหรับสตรีซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังไม่ละเว้นบุรุษอีกด้วย โดยการเสนอคำกล่าวอ้างและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับพวกเขาที่ผิดศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม และตรงข้ามกับธรรมชาติของมนุษย์ ส่งผลให้ไม่เพียงสตรีเท่านั้นที่ถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชน แต่บุรุษก็ด้วย  จากมุมมองนี้ ดูเหมือนว่าการเป็นกลางนั้นยุติธรรม โดยไม่ผ่อนปรนต่อสตรี หรือละเว้นบุรุษ  อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากข้อกำหนดและมาตรฐานที่วัฒนธรรมตามประเพณีมีต่อสตรีและบุรุษ ก็ชัดเจนว่าแนวทางนี้มีปัญหาที่ร้ายแรง  แม้ว่าในด้านหนึ่ง วัฒนธรรมตามประเพณีจะนำเสนอมาตรฐานที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมสำหรับสตรี และในอีกด้านหนึ่ง ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติสำหรับบุรุษที่กำยำสมเป็นชายอีกด้วย เมื่อดูจากข้อกำหนดและมาตรฐานเหล่านี้แล้ว ก็ชัดเจนว่าขาดความยุติธรรม  พูดเช่นนั้นได้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ข้อกำหนดและมาตรฐานเหล่านี้สำหรับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของสตรีจำกัดเสรีภาพของสตรีอย่างร้ายแรง ไม่เพียงตีตรวนความคิดของสตรีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเท้าของพวกเธอด้วย โดยกำหนดให้พวกเธอต้องอยู่บ้านและใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยว ไม่ออกจากบ้านเลย และติดต่อกับโลกภายนอกน้อยที่สุด  นอกจากการเตือนสอนสตรีให้มีคุณธรรม มีเมตตา อ่อนโยน และมีศีลธรรมแล้ว พวกเขาถึงกับกำหนดข้อบังคับอันเข้มงวดที่ว่าด้วยวงเขตของการกระทำและขอบเขตของชีวิตของสตรี โดยกำหนดให้พวกเธอไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะ ไม่เดินทางไกล และไม่ประกอบอาชีพใดๆ นับประสาอะไรกับการมีความทะเยอทะยาน ความปรารถนา และอุดมคติอันยิ่งใหญ่ใดๆ และไปไกลถึงขั้นนำเสนอคำกล่าวอ้างที่ไร้มนุษยธรรมยิ่งขึ้นเสียอีก—ว่าคุณธรรมในสตรีอยู่ที่ความไร้ทักษะ  พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังสิ่งนี้?  อันที่จริงคำกล่าวอ้างที่ว่า “คุณธรรมในสตรีอยู่ที่ความไร้ทักษะ” จริงแท้หรือไม่?  คุณธรรมในสตรีอยู่ที่ความไร้ทักษะได้อย่างไร?  คำว่า “คุณธรรม” นี้คืออะไรกันแน่?  คำคำนี้หมายความว่าขาดคุณธรรม หรือมีคุณธรรม?  หากถือว่าสตรีที่ไม่มีทักษะทุกคนมีคุณธรรม เช่นนั้นแล้วสตรีที่มีทักษะทุกคนก็ขาดคุณธรรมและไม่มีศีลธรรมกระนั้นหรือ?  นี่คือการพิพากษาและกล่าวโทษสตรีที่มีทักษะใช่หรือไม่?  นี่คือการลิดรอนสิทธิมนุษยชนของสตรีอย่างร้ายแรงใช่หรือไม่?  นี่คือการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของสตรีใช่หรือไม่?  (ใช่)  นี่ไม่เพียงเพิกเฉยต่อการดำรงอยู่ของสตรีเท่านั้น แต่ยังไม่คำนึงถึงการดำรงอยู่ของพวกเธออีกด้วย ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อสตรีและผิดศีลธรรม  ดังนั้นเจ้าคิดอย่างไรกับคำกล่าวนี้ที่ว่า “คุณธรรมในสตรีอยู่ที่ความไร้ทักษะ”?  คำกล่าวนี้ไร้มนุษยธรรมใช่หรือไม่?  (ใช่)  คำว่า “ไร้มนุษยธรรม” ควรตีความอย่างไร?  คือการขาดคุณธรรมใช่หรือไม่?  (ใช่)  นี่คือการขาดคุณธรรมอย่างร้ายแรง  หากใช้คำกล่าวของจีน จะพูดว่าขาดคุณธรรมแปดชั่วอายุคน  คำกล่าวอ้างแบบนี้ไร้มนุษยธรรมอย่างไร้ข้อกังขา!  ผู้คนที่ป่าวประกาศคำกล่าวอ้างที่ว่า “คุณธรรมในสตรีอยู่ที่ความไร้ทักษะ” เก็บงำเหตุจูงใจและจุดประสงค์ที่ซ่อนเร้น นั่นคือ พวกเขาไม่อยากให้สตรีมีทักษะ และพวกเขาไม่อยากให้ผู้หญิงร่วมงานของสังคมและมีจุดยืนที่เท่าเทียมกับบุรุษ  พวกเขาเพียงอยากให้สตรีเป็นเครื่องมือในการรับใช้บุรุษ ปรนนิบัติบุรุษที่บ้านอย่างว่าง่าย และไม่ทำอะไรอื่นเลยเท่านั้น—พวกเขาคิดว่านี่คือความหมายของการ “มีคุณธรรม”  พวกเขาเฝ้าถวิลที่จะนิยามสตรีว่าไร้ประโยชน์ และปฏิเสธคุณค่าของพวกเธอ ทำให้พวกเธอกลายเป็นเพียงทาสของบุรุษ และทำให้พวกเธอรับใช้บุรุษตลอดกาล ไม่เปิดโอกาสให้พวกเธอได้ยืนเสมอบุรุษและได้รับการปฏิบัติที่เสมอภาคเลย  มุมมองนี้มาจากการคิดอ่านที่ปกติของมนุษย์ หรือจากซาตาน?  (ซาตาน)  ถูกต้อง นี่ต้องมาจากซาตาน  ไม่ว่าสตรีจะมีจุดอ่อนอะไรทางสัญชาตญาณหรือทางกายภาพก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา และไม่ควรกลายเป็นข้ออ้างหรือเหตุผลให้บุรุษใส่ร้ายป้ายสีสตรี ดูหมิ่นศักดิ์ศรีของสตรี และลิดรอนเสรีภาพหรือสิทธิมนุษยชนของสตรี  ในสายพระเนตรของพระเจ้า จุดอ่อนและความเปราะบางตามธรรมชาติเหล่านี้ที่ผู้คนเชื่อมโยงกับสตรีไม่ใช่ปัญหา  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เพราะว่าพระเจ้าทรงสร้างสตรี สิ่งเหล่านี้ที่ผู้คนคิดว่าเป็นจุดอ่อนและปัญหาจึงมาจากพระเจ้าอย่างแน่นอน  พระองค์ทรงสร้างและกำหนดสิ่งเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า และอันที่จริงแล้วไม่ใช่ข้อเสียหรือปัญหา  โดยแก่นแท้แล้วสิ่งเหล่านี้ที่ดูเหมือนจุดอ่อนและข้อเสียในสายตาของมนุษย์และซาตานเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติและเป็นบวก และยังคล้อยตามกฎธรรมชาติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เมื่อพระองค์ทรงสร้างมวลมนุษย์อีกด้วย  มีเพียงซาตานเท่านั้นที่สามารถให้ร้ายสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นด้วยวิธีนี้ โดยถือว่าสิ่งทั้งหลายที่ไม่คล้อยตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เป็นข้อเสีย จุดอ่อน และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางสัญชาตญาณ และทำสิ่งเหล่านั้นให้เป็นเรื่องใหญ่ และใช้สิ่งเหล่านั้นใส่ร้ายป้ายสี เย้ยหยัน ให้ร้าย และกีดกันผู้คน และลิดรอนสิทธิของสตรีที่จะดำรงอยู่ สิทธิของพวกเธอที่จะลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตนในหมู่มวลมนุษย์ และยังลิดรอนสิทธิของพวกเธอที่จะแสดงทักษะและความสามารถพิเศษของตนในหมู่มวลมนุษย์อีกด้วย  ตัวอย่างเช่น คำศัพท์เช่น “คนขี้อาย” หรือ “ตุ้งติ้ง” มักใช้ในสังคมเพื่ออธิบายสตรีและลดค่าพวกเธอให้ไร้ค่า  มีคำอื่นๆ ที่คล้ายกันอีกบ้างหรือไม่?  “ตุ๊ด” “ผมยาวแต่สายตาสั้น” “สาวหน้าอกโต” และอื่นๆ ล้วนเป็นคำศัพท์ที่ดูหมิ่นสตรี  อย่างที่เจ้าบอกได้ คำศัพท์เหล่านี้ใช้ดูหมิ่นสตรีโดยพากพิงถึงลักษณะเฉพาะหรือสมญานามอันเด่นชัดที่เกี่ยวโยงกับสตรีเพศ  ชัดเจนว่าสังคมและเผ่าพันธุ์มนุษย์มองสตรีจากมุมมองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากของบุรุษ ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่เสมอภาคอีกด้วย  นี่ไม่อยุติธรรมหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่การพูดหรือมองเรื่องทั้งหลายจากรากฐานของความเสมอภาคระหว่างบุรุษกับสตรี แต่กลับเป็นการมองสตรีด้วยความเหยียดหยามจากมุมมองของความยิ่งใหญ่สูงสุดของบุรุษ และความไม่เสมอภาคโดยสิ้นเชิงระหว่างบุรุษกับสตรีเสียมากกว่า  เพราะฉะนั้นในสังคมหรือในหมู่มนุษย์จึงมีคำศัพท์ผุดขึ้นมามากมายที่พูดพาดพิงถึงลักษณะเฉพาะและสมญานามอันเด่นชัดของสตรีเพื่ออธิบายสารพันปัญหาที่เกี่ยวกับกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย  ตัวอย่างเช่น สำนวน “คนขี้อาย” “ตุ้งติ้ง” “ตุ๊ด” และก็ “ผมยาวแต่สายตาสั้น” “สาวหน้าอกโต” ที่พวกเราเอ่ยถึงเมื่อกี้ถูกผู้คนไม่เพียงใช้อธิบายสตรีและมุ่งเป้าไปที่สตรีเท่านั้น แต่ยังใช้เย้ยหยัน ด้อยค่า และเปิดโปงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาดูหมิ่นอีกด้วย โดยใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวโยงกับลักษณะเฉพาะของสตรีและสตรีเพศ  นี่ก็เหมือนกับเวลาที่อธิบายใครบางคนว่าไร้ซึ่งสภาวะความเป็นมนุษย์ คนเราอาจกล่าวได้ว่าคนคนนี้มีหัวใจของหมาป่าและปอดของสุนัข เพราะผู้คนคิดว่าทั้งหัวใจของหมาป่าและปอดของสุนัขต่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี ดังนั้นพวกเขาจึงนำสองสิ่งนี้มารวมกันเพื่ออธิบายว่าคนที่สูญเสียสภาวะความเป็นมนุษย์ไปจะต่ำทรามเพียงใด  ในทำนองเดียวกัน เพราะว่ามนุษย์ดูหมิ่นสตรีและไม่คำนึงถึงการดำรงอยู่ของพวกเธอ พวกเขาจึงใช้คำศัพท์บางคำที่เกี่ยวโยงกับสตรีเพื่อที่จะอธิบายผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาดูหมิ่น  ชัดเจนว่านี่คือการให้ร้ายสตรีเพศ  เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  ไม่ว่าจะอย่างไร วิธีที่เผ่าพันธุ์มนุษย์และสังคมคำนึงถึงและนิยามสตรีก็ไม่ยุติธรรมและตรงข้ามกับข้อเท็จจริง  กล่าวสั้นๆ ก็คือท่าทีที่มวลมนุษย์มีต่อสตรีสามารถอธิบายได้เป็นสองคำ ได้แก่ “ให้ร้าย” และ “เก็บกด”  สตรีไม่ได้รับโอกาศให้ยืนขึ้นและทำสิ่งต่างๆ หรือลุล่วงภาระผูกพันและความรับผิดชอบทางสังคมใดๆ นับประสาอะไรกับการมีบทบาทใดๆ ในสังคม  โดยสรุป สตรีไม่ได้รับโอกาสให้ออกนอกบ้านไปร่วมงานใดๆ ในสังคม—นี่คือการลิดรอนสิทธิของสตรี  สตรีไม่ได้รับโอกาสให้จินตนาการอย่างเสรี หรือพูดอย่างเสรี นับประสาอะไรกับการกระทำอย่างเสรี และพวกเธอไม่ได้รับโอกาสให้ทำสิ่งใดๆ ที่พวกเธอควรจะทำ  นี่คือการข่มเหงสตรีใช่หรือไม่?  (ใช่)  การข่มเหงสตรีโดยวัฒนธรรมตามประเพณีนั้นเห็นได้ชัดจากข้อกำหนดสำหรับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่วางไว้ให้พวกเธอ  เมื่อพิจารณาข้อกำหนดสารพัดที่ครอบครัว สังคม และชุมชนวางไว้ให้สตรี การข่มเหงสตรีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อชุมชนทั้งหลายก่อร่างขึ้นครั้งแรก และผู้คนสร้างการแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างเพศ  เรื่องนี้ไปถึงจุดสูงสุดเมื่อใด?  การข่มเหงสตรีไปถึงจุดสูงสุดหลังจากที่มีคำกล่าวและข้อกำหนดสารพัดที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีค่อยๆ ผุดขึ้นมา  เพราะว่ามีข้อบังคับที่เป็นลายลักษณ์อักษรและคำกล่าวที่ชัดแจ้ง ข้อบังคับที่เป็นลายลักษณ์อักษรและคำกล่าวที่ชัดแจ้งเหล่านี้ในสังคมจึงหล่อหลอมมติมหาชนและยังก่อให้เกิดพลังบางอย่างอีกด้วย  มติมหาชนและพลังนี้ได้กลายเป็นกรงและโซ่ตรวนที่ไม่อาจหยุดยั้งได้สำหรับสตรีที่ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมของตนเท่านั้น เพราะว่าการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์และในยุคต่างๆ ของสังคม สตรีทำได้เพียงสู้ทนต่อความอยุติธรรมและทุกข์ทนกับการดูหมิ่น ลดเกียรติตนเอง และกลายเป็นทาสของสังคมและแม้กระทั่งบุรุษ  จวบจนปัจจุบัน แนวคิดและคำกล่าวที่มีมาอย่างยาวนานและเก่าแก่เหล่านั้นซึ่งถูกเสนอในเรื่องของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมยังคงมีอิทธิพลอย่างลึกล้ำต่อสังคมมนุษย์สมัยใหม่ รวมถึงบุรุษและแน่นอนสตรี  โดยมิได้เฉลียวรู้เลยและไม่ทันรู้ตัว สตรีใช้คำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมและข้อคิดเห็นของสังคมโดยรวมเพื่อจำกัดเหนี่ยวรั้งตนเอง และแน่นอนว่าพวกเธอยังดิ้นรนต่อสู้โดยไม่รู้สึกตัวอีกด้วยเพื่อให้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนและกรงเหล่านี้  อย่างไรก็ตาม เพราะว่าผู้คนไม่ต้านทานพลังอันแข็งแกร่งของมติมหาชนในสังคมแต่อย่างใด—หรือกล่าวอย่างแม่นยำยิ่งขึ้นแล้วก็คือ มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นแก่นแท้ของคำกล่าวสารพัดในวัฒนธรรมตามประเพณีได้อย่างชัดเจน หรือมองคำกล่าวเหล่านี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่งไม่ได้—พวกเขาก็ไม่สามารถหลุดพ้นและก้าวออกจากโซ่ตรวนและกรงเหล่านี้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะอยากทำเช่นนั้นก็ตาม  ในระดับของแต่ละบุคคล นี่เป็นเพราะว่าผู้คนไม่สามารถมองเห็นปัญหาเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ในระดับที่เป็นกลาง นี่เป็นเพราะว่าผู้คนไม่เข้าใจความจริง หรือสิ่งที่พระผู้สร้างหมายถึงอย่างแน่ชัดในการสร้างผู้คน หรือเหตุใดพระองค์จึงทรงสร้างสัญชาตญาณบุรุษและสตรี  เพราะฉะนั้นทั้งบุรุษและสตรีจึงดำรงชีวิตและอยู่รอดภายในกรอบอันกว้างใหญ่นี้ของศีลธรรมทางสังคม และไม่ว่าพวกเขาจะดิ้นรนต่อสู้อย่างหนักเพียงใดในสภาพแวดล้อมทางสังคมอันกว้างใหญ่นี้ พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถหลีกหนีจากโซ่ตรวนของคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณี เป็นคำกล่าวที่กลายเป็นโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นในความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละคน

คำกล่าวเหล่านั้นที่ข่มเหงสตรีในวัฒนธรรมตามประเพณีเป็นเหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ไม่เพียงสำหรับผู้หญิงเท่านั้น แต่แน่นอนว่าสำหรับผู้ชายด้วย  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนั้น?  เนื่องจากได้เกิดมาท่ามกลางมวลมนุษย์ และในฐานะสมาชิกที่มีความสำคัญที่พอกันในสังคมนี้ บุรุษจึงได้รับการพร่ำสอนและได้รับอิทธิพลอย่างคล้ายคลึงกันจากวัฒนธรรมตามประเพณีเหล่านี้ในเรื่องของศีลธรรม  สิ่งเหล่านี้ยังหยั่งรากลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ทุกคนเช่นกัน และบุรุษทุกคนก็ได้รับอิทธิพลและถูกตีตรวนโดยวัฒนธรรมตามประเพณีโดยไม่ทันรู้ตัว  ตัวอย่างเช่น บุรุษยังเชื่ออย่างมั่นคงเช่นกันในสำนวนอย่างเช่น “คนขี้อาย” “คุณธรรมในสตรีอยู่ที่ความไร้ทักษะ” “สตรีต้องมีคุณธรรม มีเมตตา อ่อนโยน และมีศีลธรรม” และ “สตรีควรบริสุทธิ์” และถูกสิ่งเหล่านี้ของวัฒนธรรมตามประเพณีจำกัดขอบเขตอย่างลึกล้ำเช่นเดียวกับสตรี  ในด้านหนึ่งคำกล่าวเหล่านี้ที่ข่มเหงสตรีมีประโยชน์และช่วยอย่างมากในการเสริมสร้างสถานะของบุรุษ และจากสิ่งนี้จะเห็นได้ว่าในสังคม บุรุษได้รับการช่วยเหลืออย่างมากจากมติมหาชนในเรื่องนี้  เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงพร้อมยอมรับข้อคิดเห็นและสำนวนเหล่านี้ที่ข่มเหงสตรี  ในทางกลับกัน บุรุษก็ถูกตบตาและได้รับอิทธิพลจากสิ่งเหล่านี้ของวัฒนธรรมตามประเพณีด้านศีลธรรมเช่นกัน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้เช่นกันว่าบุรุษ—นอกเหนือจากสตรี—เป็นเหยื่อรายอื่นของสายธารแห่งวัฒนธรรมตามประเพณี  มีบางคนถามว่า “สังคมโดยรวมสนับสนุนความยิ่งใหญ่สูงสุดของสิทธิของบุรุษ แล้วทำไมถึงบอกว่าบุรุษก็เป็นเหยื่อเช่นกัน?”  นี่ต้องมองจากมุมมองที่ว่ามวลมนุษย์ถูกวัฒนธรรมตามประเพณีด้านศีลธรรมทดลอง ชักนำให้หลงผิด ตบตา ทำให้มึนชา และจำกัดขอบเขต  สตรีถูกแนวคิดที่ว่าด้วยศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีทำร้ายอย่างลึกล้ำ และในทำนองเดียวกันบุรุษก็ถูกตบตาอย่างลุ่มลึกและทนทุกข์อย่างมากมายเช่นกัน  ในอีกนัยหนึ่ง “ถูกตบตา” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าผู้คนไม่มีมุมมองที่ถูกต้องในการประเมินบุรุษและนิยามสตรี  ไม่ว่าพวกเขาจะมองสิ่งเหล่านี้จากมุมใดก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมตามประเพณี ไม่ใช่ความจริงทั้งหลายที่พระเจ้าทรงแสดง หรือกฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติสารพัดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับมวลมนุษย์ และไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นบวกที่พระองค์ทรงเปิดเผยต่อมวลมนุษย์  จากมุมมองนี้ บุรุษก็เป็นเหยื่อที่ถูกวัฒนธรรมตามประเพณีทดลอง ชักนำให้หลงผิด ตบตา ทำให้มึนชา และจำกัดขอบเขต  เพราะฉะนั้นบุรุษจึงไม่ควรคิดว่าสตรีน่าสมเพชเวทนาเพียงเพราะว่าฝ่ายหลังไม่มีสถานะในสังคมนี้ และไม่ควรชะล่าใจเพียงเพราะว่าสถานะทางสังคมของตนสูงกว่าของสตรี  จงอย่าชื่นบานเร็วเกินไป อันที่จริงบุรุษก็น่าเวทนามากเช่นกัน  หากเจ้าเทียบพวกเขากับสตรี พวกเขาก็น่าเวทนาพอกัน  เหตุใดเราจึงบอกว่าพวกเขาทั้งหมดน่าเวทนาพอกัน?  พวกเรามาดูคำจำกัดความและการประเมินบุรุษโดยสังคมและมวลมนุษย์กันอีกครั้ง และความรับผิดชอบบางประการที่พวกเขาได้รับมอบหมาย  เมื่อพิจารณาข้อกำหนดที่มวลมนุษย์มีต่อบุรุษที่พวกเราสามัคคีธรรมกันเมื่อครั้งที่แล้ว—“คนเราไม่ควรถูกความอุดมโภคทรัพย์ทำให้เสื่อมทราม ถูกความยากจนเปลี่ยนแปลง หรือถูกกำลังบังคับให้คดงออย่างเด็ดขาด”—จุดหมายสูงสุดของข้อกำหนดนี้คือการนิยามบุรุษว่าเป็นบุรุษกำยำสมเป็นชาย ซึ่งเป็นการกำหนดตามมาตรฐานสำหรับบุรุษ  เมื่อการกำหนดนี้ “บุรุษที่กำยำสมเป็นชาย” ถูกวางไว้บนบ่าของบุรุษ เขาก็จะต้องทำได้ดีสมกับนามนี้ และหากเขาอยากทำได้ดีสมกับนามนี้ เขาก็ต้องพลีอุทิศอย่างไร้ประโยชน์มากมาย และทำหลายสิ่งหลายอย่างในหนทางที่ขัดแย้งกับสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าเป็นบุรุษ และอยากให้สังคมยอมรับรู้ว่าเจ้าเป็นบุรุษที่กำยำสมเป็นชาย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่สามารถมีจุดอ่อนใดๆ เจ้าไม่สามารถขวัญอ่อนได้แต่อย่างใด เจ้าต้องมีเจตจำนงที่เข้มแข็ง เจ้าไม่สามารถพร่ำบ่นว่าเจ้าเหนื่อย เจ้าร้องไห้ไม่ได้ หรือแสดงความอ่อนแอของมนุษย์ไม่ได้ เจ้าไม่สามารถแม้แต่จะเศร้า และเจ้าย่อหย่อนไม่ได้  ตลอดเวลาเจ้าต้องมีประกายแวววาวในดวงตาของเจ้า ดูมุ่งมั่นและไม่เกรงกลัว และเจ้าต้องสามารถโกรธเกรี้ยวใส่ศัตรูของตน เพื่อที่จะทำได้ดีสมกับนามว่าเป็น “บุรุษที่กำยำสมเป็นชาย”  กล่าวคือ เจ้าต้องรวบรวมความกล้าและยืดอกในชีวิตนี้  เจ้าไม่สามารถเป็นคนที่ปานกลาง ธรรมดาสามัญ ทั่วไป หรือไม่น่าสนใจ  เจ้าต้องไปไกลโพ้นกว่าปุถุชนธรรมดาและเป็นยอดมนุษย์ที่มีกำลังใจที่พิเศษเหนือธรรมดาและความมานะบากบั่น ความสู้ทน และความดื้อดึงที่พิเศษเหนือธรรมดา เพื่อให้คู่ควรที่จะถูกจัดให้เป็น “บุรุษที่กำยำสมเป็นชาย”  นี่เป็นเพียงหนึ่งในข้อกำหนดทั้งหลายที่วัฒนธรรมตามประเพณีมีต่อบุรุษ  กล่าวคือ บุรุษออกไปดื่ม เที่ยวโสเภณี และเล่นการพนันได้ แต่พวกเขาจะต้องแข็งแรงกว่าสตรี และมีกำลังใจที่แข็งแรงเป็นพิเศษ  ไม่ว่าอะไรจะตกใส่เจ้า เจ้าต้องไม่ยอมจำนน สะดุ้งสะเทือน หรือพูดว่า “ไม่” และต้องไม่แสดงความขวัญอ่อน ความกลัว หรือความขลาด  เจ้าต้องซ่อนและปกปิดการแสดงออกเหล่านี้ของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และต้องไม่เปิดเผยสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใด และต้องไม่ให้ใครเห็นสิ่งเหล่านี้ แม้แต่พ่อแม่ของเจ้าเอง ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดที่สุดของเจ้า หรือผู้คนที่เจ้ารักที่สุด  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เพราะว่าเจ้าอยากเป็นบุรุษที่กำยำสมเป็นชาย  ลักษณะเฉพาะอีกอย่างหนึ่งของบุรุษที่กำยำสมเป็นชายก็คือไม่มีบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใดสามารถขัดขวางความมุ่งมั่นของพวกเขาได้  เมื่อใดก็ตามที่บุรุษอยากทำสิ่งใด—เมื่อเขามีความทะเยอทะยาน อุดมคติ หรือความปรารถนาใดๆ เช่น การรับใช้ชาติของตน การแสดงความจงรักภักดีต่อผองเพื่อนของตน หรือการยอมรับกระสุนแทนพวกเขา หรืออาชีพอะไรก็ตามที่เขาอยากทำ หรือความทะเยอทะยานอะไรก็ตามที่เขามี ไม่ว่าจะถูกหรือผิด—ไม่มีใครสามารถเหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้ และทั้งความรักที่เขามีต่อสตรี หรือเครือญาติ ครอบครัว หรือความรับผิดชอบต่อสังคมก็ไม่สามารถเปลี่ยนความมุ่งมั่นของเขา หรือทำให้เขายอมทิ้งความทะเยอทะยาน อุดมคติ และความปรารถนาของตน  ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนความมุ่งมั่นของเขา จุดหมายที่เขาปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ หรือเส้นทางที่เขาอยากใช้  ในเวลาเดียวกัน เขาก็ควรกวดขันตนเองไม่ให้ผ่อนคลายไม่ว่าจะชั่วขณะใด  ทันทีที่เขาผ่อนคลาย ย่อหย่อน และอยากกลับมาเพื่อลุล่วงความรับผิดชอบต่อครอบครัว เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ดูแลลูกๆ ของตน และเป็นคนที่ปกติ และยอมทิ้งอุดมคติ ความทะเยอทะยาน เส้นทางที่เขาอยากใช้ และจุดหมายที่เขาอยากสัมฤทธิ์ เขาก็จะไม่ใช่บุรุษที่กำยำสมเป็นชายอีกต่อไป  และหากเขาไม่ใช่บุรุษที่กำยำสมเป็นชาย เขาคืออะไร?  เขากลายเป็นคนอ่อนปวกเปียกตัวโต คนที่หาดีไม่ได้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่สังคมโดยรวมดูหมิ่น และแน่นอนว่าเขาเองก็ดูหมิ่นด้วย  เมื่อบุรุษคนหนึ่งตระหนักว่ามีปัญหาและข้อบกพร่องในการกระทำและการประพฤติปฏิบัติของตนที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสำหรับการเป็นบุรุษที่กำยำสมเป็นชาย เขาก็จะดูหมิ่นตัวเองในใจ และรู้สึกว่าตนไม่มีที่ทางในสังคมนี้ ไม่มีหน้าร้านสำหรับความสามารถของตน และเขาไม่สามารถถูกเรียกว่าเป็นบุรุษที่กำยำสมเป็นชาย หรือแม้แต่บุรุษเฉยๆ  ลักษณะเฉพาะอีกอย่างหนึ่งของบุรุษที่กำยำสมเป็นชายก็คือ พวกเขาไม่สามารถถูกกำลังบังคับให้คดงอได้ ซึ่งเป็นจิตวิญญาณประเภทหนึ่งที่ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะถูกสยบด้วยพลังอำนาจ ความรุนแรง การข่มขู่อันใด หรืออื่นๆ ที่คล้ายกันได้  ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับพลังอำนาจ ความรุนแรง การข่มขู่ หรือแม้แต่อันตรายถึงตายใดๆ บุรุษเช่นนี้ก็ไม่กลัวความตายและสามารถเอาชนะความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้  พวกเขาจะไม่ยอมถูกบังคับให้ทำสิ่งใด หรือถูกข่มขู่ให้ยอมจำนน พวกเขาจะไม่ยอมจำนนต่อกำลังบังคับใดๆ เพียงเพื่อที่จะอยู่รอด และพวกเขาจะไม่ลดตัวไปประนีประนอม  เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้พลังอำนาจหรือกำลังบังคับประเภทใดเพื่อความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน หรือเหตุผลอื่นบางอย่าง ต่อให้พวกเขาอยู่รอดและรักษาชีวิตของตนไว้ได้ พวกเขาก็จะรู้สึกขยะแขยงต่อพฤติกรรมของตนเนื่องจากวัฒนธรรมตามประเพณีด้านศีลธรรมที่พวกเขาปลาบปลื้มหลงใหล  จิตวิญญาณแห่งบูชิโดในญี่ปุ่นก็จะคล้ายคลึงอยู่บ้าง  เมื่อเจ้าล้มเหลวหรือละอายใจ เจ้าก็จะรู้สึกว่าเจ้าต้องฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้องตนเอง  ชีวิตได้มาง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?  ผู้คนมีชีวิตอยู่เพียงครั้งเดียว  หากแม้แต่ความล้มเหลวหรือความถดถอยเล็กๆ ก็กระตุ้นให้นึกถึงความตาย นี่มีสาเหตุมาจากอิทธิพลของวัฒนธรรมตามประเพณีใช่หรือไม่?  (ใช่)  เมื่อมีปัญหาตกใส่พวกเขา และพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว หรือเลือกได้ตรงตามข้อกำหนดของวัฒนธรรมตามประเพณี หรือพิสูจน์ศักดิ์ศรีและลักษณะนิสัยของตน หรือพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาเป็นบุรุษที่กำยำสมเป็นชาย พวกเขาจะแสวงหาความตายและฆ่าตัวตาย  เหตุผลที่บุรุษสามารถมีแนวคิดและทัศนะเหล่านี้ได้ก็เป็นเพราะผลกระทบที่ร้ายแรงของวัฒนธรรมตามประเพณี และวิธีที่วัฒนธรรมดังกล่าวจำกัดขอบเขตการคิดอ่านของพวกเขา  หากพวกเขาไม่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดและทัศนะของวัฒนธรรมตามประเพณี ก็คงจะไม่มีบุรุษมากมายขนาดนี้ฆ่าตัวตายหรือคว้านท้องตนเอง  ในส่วนของคำนิยามของบุรุษที่กำยำสมเป็นชาย บุรุษยอมรับแนวคิดและทัศนะเหล่านี้ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีอย่างมุ่งมั่นและมั่นใจมาก และถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นบวกที่ใช้ประเมินและเหนี่ยวรั้งตนเอง และก็ประเมินและเหนี่ยวรั้งบุรุษอื่นๆ อีกด้วย  เมื่อดูจากความคิดและทัศนะ อุดมคติ จุดหมายที่บุรุษมี และเส้นทางที่พวกเขาเลือก ทั้งหมดนี้พิสูจน์ว่าบุรุษทุกคนได้รับอิทธิพลและพิษอย่างลึกล้ำจากวัฒนธรรมตามประเพณี  เรื่องราวมากมายที่เกี่ยวกับวรีกรรมอันหาญกล้าและตำนานที่งดงามคือภาพที่แท้จริงของวิธีที่วัฒนธรรมตามประเพณีหยั่งรากลึกในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน  จากมุมมองนี้ บุรุษได้รับพิษจากวัฒนธรรมตามประเพณีอย่างลึกล้ำเทียบเท่ากับสตรีใช่หรือไม่?  วัฒนธรรมตามประเพณีเพียงแต่วางมาตรฐานของข้อกำหนดที่แตกต่างกันไว้ให้บุรุษและสตรี ดูหมิ่น ให้ร้าย จำกัด และควบคุมสตรีโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ขณะเดียวกันก็เร่งเร้า ล่อใจ ยุยง และยุแหย่อย่างดุเดือดให้บุรุษไม่เป็นคนขลาดหรือคนธรรมดาสามัญ  ข้อกำหนดสำหรับบุรุษก็คือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำต้องแตกต่างจากสตรี ล้ำเลิศกว่าพวกเธอ อยู่เหนือพวกเธอ และสูงกว่าพวกเธอมากนัก  พวกเขาต้องควบคุมสังคม ควบคุมเผ่าพันธุ์มนุษย์ ควบคุมกระแสนิยมและทิศทางของสังคม และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม  บุรุษต้องมีพลังอำนาจไม่สิ้นสุดในสังคมเสียด้วยซ้ำ มีพลังอำนาจในการควบคุมสังคมและมนุษย์ และพลังอำนาจนี้ก็รวมถึงการปกครองและควบคุมสตรีด้วย  นี่คือสิ่งที่บุรุษควรไล่ตามเสาะหา และนี่ก็เป็นลักษณะอันหาญกล้าของบุรุษที่กำยำสมเป็นชายอีกด้วย

ในยุคสมัยปัจจุบัน หลายประเทศได้กลายเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ซึ่งมีการรับประกันสิทธิและผลประโยชน์ของสตรีและเด็กอยู่บ้าง และอิทธิพลและการจำกัดควบคุมที่แนวคิดและทัศนะเหล่านี้ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีมีต่อผู้คนก็ไม่เห็นได้ชัดขนาดนั้นอีกต่อไป  จะว่าไปแล้ว สตรีจำนวนมากได้ก้าวหน้าในสังคม และพวกเธอมีส่วนเกี่ยวพันเพิ่มขึ้นในหลายสาขาและหลายอาชีพ  อย่างไรก็ตาม เพราะว่าแนวคิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีได้หยั่งรากลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์มายาวนาน—ไม่เพียงแต่ในความรู้สึกนึกคิดของสตรีเท่านั้น แต่ของบุรุษด้วย—ทั้งบุรุษและสตรีจึงนำมุมมองและตำแหน่งที่ได้เปรียบของวัฒนธรรมตามประเพณีมาใช้โดยไม่ทันรู้ตัวเวลาที่นึกถึงและเข้าหาสิ่งสารพัด  แน่นอนว่าพวกเขายังประกอบอาชีพและงานสารพัดภายใต้การนำของแนวคิดและทัศนะที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีอีกด้วย  ในสังคมปัจจุบัน แม้ว่าความเสมอภาคระหว่างบุรุษกับสตรีจะดีขึ้นบ้างแล้ว แต่แนวคิดเรื่องที่ว่าบุรุษเหนือกว่าในวัฒนธรรมตามประเพณียังคงมีอำนาจครอบครองความรู้สึกนึกคิดของผู้คน และในประเทศส่วนใหญ่ โดยรากฐานแล้วการศึกษาอิงตามแนวคิดหลักเหล่านี้ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณี  เพราะฉะนั้น แม้ว่าในสังคมนี้มนุษย์ไม่ค่อยได้ใช้คำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีในการพูดคุยถึงประเด็นสารพัด แต่พวกเขาก็ยังคงถูกกักขังอยู่ในกรอบเชิงอุดมคติของวัฒนธรรมตามประเพณี  สังคมสมัยใหม่มีคำศัพท์แบบใดสำหรับสรรเสริญสตรี?  ตัวอย่างเช่น “สตรีที่มีสภาพเหมือนบุรุษ” และ “สตรีที่มีพลังอำนาจ”  คำเรียกขานเหล่านี้เป็นไปอย่างนับถือหรืออย่างเสื่อมเสีย?  มีสตรีหลายคนกล่าวว่า “มีคนเรียกฉันว่าผู้หญิงที่มีสภาพเหมือนผู้ชาย ซึ่งฉันคิดว่ายกย่องมาก  เยี่ยมไปเลยใช่ไหมล่ะ?  ฉันกลืนเข้ากับสังคมผู้ชาย และสถานะของฉันก็ดีขึ้น  แม้ว่าฉันจะเป็นผู้หญิง แต่เมื่อเพิ่มคำว่า ‘ที่มีสภาพเหมือนผู้ชาย’ เข้ามา ฉันก็กลายเป็นผู้หญิงที่มีสภาพเหมือนผู้ชาย จากนั้นฉันก็สามารถเป็นคนที่เสมอภาคกับผู้ชายได้ ซึ่งเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง!”  นี่คือการตระหนักรู้และการยอมรับประเภทหนึ่งสำหรับสตรีผู้นี้โดยชุมชนหรือกลุ่มคนในสังคมมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีเกียรติอย่างที่สุดใช่หรือไม่?  หากสตรีถูกบรรยายว่าเป็นสตรีที่มีสภาพเหมือนบุรุษ นี่ก็พิสูจน์ว่าสตรีผู้นี้มีความสามารถมาก อย่างเดียวกันกับบุรุษ แทนที่จะด้อยกว่าพวกเขา และงานอาชีพ ความสามารถพิเศษ และแม้กระทั่งสถานะทางสังคมของเธอ ระดับเชาวน์ปัญญาของเธอ และวิถีทางที่เธอใช้ในการได้รับที่ยืนในสังคมก็เพียงพอที่จะเปรียบเทียบกับบุรุษ  ในสายตาของเรา สำหรับสตรีส่วนใหญ่ การขนานนามว่า “สตรีที่มีสภาพเหมือนบุรุษ” คือรางวัลจากสังคม เป็นการตระหนักรู้ประเภทหนึ่งของสถานะทางสังคมที่สังคมสมัยใหม่มอบให้แก่สตรี  มีสตรีคนใดอยากเป็นสตรีที่มีสภาพเหมือนบุรุษบ้างหรือไม่?  แม้ว่าการขนานนามเช่นนี้จะไม่น่ายินดี ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าการเรียกขานสตรีว่ามีสภาพเหมือนบุรุษย่อมเป็นการสรรเสริญเธอที่มีสมรรถนะและความสามารถอย่างมาก และเป็นการยกนิ้วให้เธอในสายตาของบุรุษ  ในส่วนของการขนานนามสำหรับบุรุษ ผู้คนยังคงยึดตามมโนคติอันหลงผิดตามประเพณีซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ตัวอย่างเช่น บุรุษบางคนไม่มีใจให้กับงานอาชีพ และไม่ไล่ตามไขว่คว้าพลังอำนาจหรือสถานะ แต่ยอมรับสถานการณ์ปัจจุบันของตน และพอใจกับงานและชีวิตที่ธรรมดาสามัญของตน และดูแลห่วงใยครอบครัวของตนอย่างดียิ่ง  สังคมนี้ตั้งชื่อแบบใดให้บุรุษเช่นนี้?  บุรุษเช่นนี้ถูกบรรยายว่าเป็นคนที่หาดีไม่ได้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  บุรุษบางคนละเอียดรอบคอบและพิถีพิถันในการจัดการกิจธุระของตน ทำสิ่งทั้งหลายทีละขั้นทีละตอนและด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง  บางคนเรียกพวกเขาว่าอะไร?  “เป็นผู้หญิงไปหน่อย” หรือ “คนขี้อาย”  เจ้าก็เห็นว่าบุรุษไม่ถูกดูหมิ่นด้วยคำพูดที่หยาบคาย แต่ด้วยสำนวนที่เกี่ยวโยงกับสตรีมากกว่า  หากผู้คนอยากยกระดับสตรีเพศ พวกเขาก็จะใช้คำศัพท์อย่าง “สตรีที่มีสภาพเหมือนบุรุษ” และ “สตรีที่มีพลังอำนาจ” เพื่อเสริมสร้างสถานะของสตรีและยืนยันความสามารถของพวกเธอ แต่คำศัพท์อย่าง “คนขี้อาย” ถูกใช้เพื่อให้ร้ายบุรุษและตำหนิพวกเขาที่ไม่ทำตัวให้สมเป็นชาย  นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แพร่หลายในสังคมหรอกหรือ?  (ใช่)  คำกล่าวเหล่านี้ที่ผุดขึ้นมาในสังคมสมัยใหม่พิสูจน์ปัญหาข้อหนึ่ง นั่นคือแม้ว่าวัฒนธรรมตามประเพณีจะดูเหมือนห่างไกลมากจากชีวิตสมัยใหม่ และห่างไกลมากจากความรู้สึกนึกคิดของผู้คน และแม้ว่าตอนนี้ผู้คนจะเสพติดอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สารพัด หรือหมกมุ่นอยู่กับรูปแบบการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ทุกชนิด และต่อให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายที่สุดในสภาพแวดล้อมสำหรับการใช้ชีวิตสมัยใหม่ หรือมีสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพ นี่ก็เป็นเพียงหน้าฉากเท่านั้น ข้อเท็จจริงก็คือพิษส่วนมากของวัฒนธรรมตามประเพณียังคงอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา  แม้ว่าผู้คนจะได้รับอิสรภาพทางร่างกายบ้างแล้ว และบางทัศนะอันสำคัญยิ่งที่พวกเขามีต่อผู้คนและสิ่งทั้งหลายก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้ว และดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับอิสรภาพในระดับหนึ่งในการคิดอ่านของตน และดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ ในสังคมสมัยใหม่นี้ อันเป็นผลของการเผยแพร่อย่างรวดเร็วของข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้า และพวกเขารู้และได้เห็นมากมายหลายสิ่งในโลกภายนอก มนุษย์ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในเงาของคำกล่าวมากมายเหลือคณานับที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมซึ่งวัฒนธรรมตามประเพณีสนับสนุน  ต่อให้มีบางคนพูดว่า “ฉันเป็นคนที่แหวกประเพณีที่สุดเท่าที่มี ฉันทันสมัยมาก ฉันเป็นคนสมัยใหม่” และพวกเขาก็มีแหวนทองทะลุจมูกของตน มีหมุดเรียงเป็นแถวที่ใบหู และเสื้อผ้าของพวกเขาก็แหวกแนวและเป็นกระแสนิยมอย่างมาก ทัศนะที่พวกเขามีต่อผู้คนและสิ่งทั้งหลาย ตลอดจนทัศนะที่พวกเขามีต่อวิธีที่พวกเขาควรวางตัวและกระทำการ ยังคงแยกไม่ออกจากวัฒนธรรมตามประเพณี  เหตุใดผู้คนจึงขาดวัฒนธรรมตามเพณีไม่ได้?  เพราะว่าหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาจมอยู่ในวัฒนธรรมตามประเพณี และถูกวัฒนธรรมตามประเพณีกักขัง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นในส่วนลึกในสุดของดวงจิตของพวกเขา และแม้แต่แนวคิดที่แวบขึ้นมาชั่ววูบผ่านความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา ก็มีสาเหตุมาจากการปลูกฝังและการพร่ำสอนวัฒนธรรมตามประเพณี และทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นภายในกรอบอันใหญ่โตมโหฬารนี้ของวัฒนธรรมตามประเพณี แทนที่จะแยกออกจากอิทธิพลของสิ่งนี้  ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่ามนุษย์ถูกวัฒนธรรมตามประเพณีกักขังไว้แล้วใช่หรือไม่?  (ใช่)  มนุษย์ถูกวัฒนธรรมตามประเพณีกักขังไว้แล้ว  ไม่ว่าเจ้าจะรอบรู้จากการอ่านหรือมีการศึกษาสูงหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่เจ้ามีชีวิตอยู่ในหมู่มนุษย์ เจ้าก็จะถูกพร่ำสอนและได้รับอิทธิพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากวัฒนธรรมตามประเพณีของมวลมนุษย์ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม เพราะว่าสิ่งทั้งหลายของวัฒนธรรมตามประเพณีเปล่งพลังและอำนาจที่มองไม่เห็นประเภทหนึ่งซึ่งมีอยู่ทุกหนแห่ง ไม่เพียงในโรงเรียนและในตำราเรียนของผู้คนเท่านั้น แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวของพวกเขา และแน่นอน ในทุกมุมของสังคม  ด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็จะถูกสิ่งเหล่านี้ปลูกฝัง มีอิทธิพล ตบตา และชักนำให้หลงผิด  เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงมีชีวิตอยู่ภายใต้พันธนาการ โซ่ตรวน และการควบคุมของวัฒนธรรมตามประเพณี และไม่สามารถซ่อนตัวหรือหลีกหนีจากวัฒนธรรมตามประเพณีได้ต่อให้พวกเขาอยากจะทำเช่นนั้นก็ตาม  พวกเขามีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมแบบนี้  นี่คือสภาวการณ์ปัจจุบัน และนี่ก็เป็นข้อเท็จจริงเช่นกัน

เมื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยอิงตามคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมและแก่นแท้ของคำกล่าวเหล่านี้ที่พวกเราสามัคคีธรรมกันครั้งที่แล้ว คำกล่าวเช่นนี้ในวัฒนธรรมตามประเพณีปกปิดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้ของมวลมนุษย์ และแน่นอนว่าคำกล่าวเหล่านี้ก็ปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามอีกด้วย  คำนิยามของบุรุษและสตรีในวัฒนธรรมตามประเพณีที่พวกเราสามัคคีธรรมกันวันนี้ สาธิตแสดงอย่างชัดเจนถึงอีกหนึ่งแง่มุมที่เป็นสาระสำคัญของคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม  นั่นคือแก่นแท้อันใด?  คำกล่าวเหล่านี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่เพียงทำให้การคิดอ่านของผู้คนสับสน หลงผิด และถูกจำกัดขอบเขตเท่านั้น แต่แน่นอนว่ายังปลูกฝังให้ผู้คนมีมโนทัศน์และทัศนะที่ผิดเกี่ยวกับสารพัดผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลายอีกด้วย  นี่คือข้อเท็จจริง และอีกหนึ่งแง่มุมที่เป็นสาระสำคัญของคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ซาตานสนับสนุน  การยืนยันเช่นนี้สามารถพิสูจน์ได้อย่างไร?  คำนิยามของบุรุษและสตรีในคำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่พวกเราสามัคคีธรรมกันเมื่อสักครู่นี้ก็เพียงพอที่จะแสดงตัวอย่างของประเด็นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  สิ่งเหล่านี้เพียงพอที่จะแสดงตัวอย่างของประเด็นนี้จริงๆ  คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมพูดถึงแต่พฤติกรรมที่ถูกและผิด และการปฏิบัติที่ดีและไม่ดีเท่านั้น และพูดเพียงผิวเผินเกี่ยวกับความดีและความชั่ว ความถูกต้องและความผิดพลาด  คำกล่าวเหล่านี้ไม่ปล่อยให้ผู้คนรู้ว่าอะไรเป็นบวกและลบ ดีและไม่ดี ถูกและผิดเมื่อเป็นเรื่องของผู้คน เรื่องราว และสิ่งทั้งหลาย  สิ่งที่ทำให้ผู้คนยึดถือนั้นไม่ใช่หลักเกณฑ์หรือหลักธรรมที่ถูกต้องสำหรับการประพฤติปฏิบัติและพฤติกรรมที่สอดคล้องกับสภาวะความเป็นมนุษย์หรือที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน  ไม่ว่าคำกล่าวเหล่านี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมจะละเมิดกฎธรรมชาติของมนุษยชาติหรือไม่ หรือผู้คนเต็มใจที่จะยึดตามคำกล่าวเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม คำกล่าวเหล่านี้ก็เคี่ยวเข็ญผู้คนให้ยึดติดกับหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยไม่แยกแยะระหว่างสิ่งที่ถูกและผิด ความดีและความชั่ว  หากเจ้าล้มเหลวในการยึดตามคำกล่าวเหล่านี้ สังคมก็จะติเตียนและกล่าวโทษเจ้า และเจ้าจะถึงกับติเตียนตนเอง  นี่เป็นภาพที่แท้จริงของวิธีที่วัฒนธรรมตามประเพณีจำกัดขอบเขตการคิดอ่านของมนุษย์ใช่หรือไม่?  นี่เป็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของวิธีที่วัฒนธรรมตามประเพณีจำกัดขอบเขตการคิดอ่านของมนุษย์อย่างแน่นอน  เมื่อวัฒนธรรมตามประเพณีก่อให้เกิดคำกล่าว ข้อกำหนด และกฎเกณฑ์ใหม่ๆ หรือหล่อหลอมมติมหาชน หรือสร้างกระแสนิยมหรือกติกาในสังคม เมื่อนั้นเจ้าก็จะถูกกระแสนิยมหรือกติกานี้ทำให้หลงไหลอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะไม่กล้าพูดว่า “ไม่” หรือปฏิเสธ นับประสาอะไรกับการตั้งข้อสงสัยและข้อคิดเห็นที่แตกต่าง  เจ้าทำได้เพียงทำตามสิ่งนั้นเท่านั้น มิฉะนั้น เจ้าจะถูกสังคมสบประมาทและด่าทอ และถึงขั้นถูกมติมหาชนติเตียน และถูกมวลมนุษย์กล่าวโทษ  อะไรคือผลสืบเนื่องของการถูกติเตียนและกล่าวโทษ?  เจ้าจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับการอยู่ร่วมกับผู้คนได้อีกต่อไป เพราะว่าเจ้าจะไม่มีศักดิ์ศรี เพราะว่าเจ้าไม่สามารถยึดตามจริยธรรมทางสังคม เจ้าไม่มีศีลธรรม และเจ้าไม่มีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่วัฒนธรรมตามประเพณีเรียกร้อง และดังนั้นเจ้าก็จะไม่มีสถานภาพทางสังคม  อะไรคือผลสืบเนื่องของการไม่มีสถานภาพทางสังคม?  คือเจ้าจะไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ และทุกแง่มุมของสิทธิมนุษยชนของเจ้าจะถูกริบเอาไป จนกระทั่งถึงจุดที่สิทธิ์ของเจ้าที่จะมีชีวิตอยู่ สิทธิ์ของเจ้าที่จะพูดจา และสิทธิ์ของเจ้าที่จะปฏิบัติภาระผูกพันของเจ้าจะถูกหน่วงเหนี่ยวและจำกัด  นี่คือวิธีที่วัฒนธรรมตามประเพณีส่งผลกระทบและข่มขู่มวลมนุษย์  ทุกคนเป็นเหยื่อของสิ่งนี้ และแน่นอนว่าทุกคนก็เป็นผู้บังคับใช้สิ่งนี้เช่นกัน  เจ้าตกเป็นเหยื่อของมติมหาชนเหล่านี้ เป็นธรรมดาที่เจ้าก็ตกเป็นเหยื่อของผู้คนสารพัดในสังคมอีกด้วย และในเวลาเดียวกัน เจ้าก็ตกเป็นเหยื่อของการที่ตัวเจ้าเองยอมรับวัฒนธรรมตามประเพณีอีกด้วย  เมื่อวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างครบแล้ว เจ้าก็ตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านี้ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณี  สิ่งเหล่านี้ในวัฒนธรรมตามประเพณีมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษย์ใช่หรือไม่?  (ใช่)  ตัวอย่างเช่น หากสตรีคนหนึ่งเป็นหัวข้อของข่าวลือที่ว่าเธอไม่มีคุณธรรม ไม่มีเมตตา ไม่อ่อนโยน และไม่มีศีลธรรม และไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี เช่นนั้นแล้วเมื่อใดก็ตามที่เธอไปเริ่มงานใหม่หรือเข้าร่วมกลุ่มใดในเวลาต่อมา ทันทีที่ผู้คนตระหนักรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับเธอ และฟังนักนินทาและตัดสินเธอ เธอก็จะไม่ถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่ดีในสายตาใครๆ  เมื่อเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น เธอจะหาทางไปหรืออยู่รอดในสังคมได้ยาก  บางคนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปกปิดตัวตนและย้ายไปเมืองหรือสภาพแวดล้อมที่แตกต่างเสียด้วยซ้ำ  มติมหาชนมีพลังอำนาจหรือไม่?  (มี)  พลังที่มองไม่เห็นนี้สามารถทำลายและย่ำยีใครก็ได้และเหยียบย่ำพวกเขาไว้ใต้ฝ่าเท้า  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการยากที่เจ้าจะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมทางสังคมของจีน  เหตุใดการอยู่รอดจึงยากนัก?  เพราะว่าเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและสละตนเองเพื่อพระองค์ บางครั้งเจ้าก็จะไม่หาเวลาไปดูแลห่วงใยครอบครัวของเจ้าอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และพวกมารที่ไม่เชื่อเหล่านั้นก็จะแพร่ข่าวลือว่าเจ้า “ไม่ได้มีชีวิตที่ปกติ” “ละทิ้งครอบครัว” “หนีไปกับใครบางคน” และอื่นๆ  แม้ว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้จะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และล้วนเป็นการคาดคะเนและข่าวลือที่เทียมเท็จ เมื่อเจ้าเป็นเป้าของข้อกล่าวหาเหล่านี้ เจ้าก็จะตกอยู่ในสภาวะลำบากใจอย่างยิ่ง  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าไปเดินซื้อของ ผู้คนจะมองเจ้าด้วยสายตาแปลกๆ และพูดพึมพำและแสดงความคิดเห็นลับหลังเจ้าว่า “คนคนนี้เคร่งศาสนา ขาดคุณธรรมแบบผู้หญิง ใช้ชีวิตที่ไม่ดีพร้อม และใช้เวลาทั้งวันวิ่งวุ่นไปสถานที่ต่างๆ  นี่คือผู้หญิงที่ไม่มุ่งเน้นพลังงานของเธอไปที่การใช้ชีวิตที่ปกติ  เธอกำลังทำอะไรที่วิ่งวุ่นไปทุกที่?  ผู้หญิงควรปฏิบัติตามข้อพึงปฏิบัติของขงจื๊อเรื่องการเชื่อฟัง 3 ประการและคุณธรรม 4 ประการ และเชื่อฟังสามีของตนและอบรมสั่งสอนลูกๆ ของตน”  เจ้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังเช่นนั้น?  เจ้าจะโกรธมากใช่หรือไม่?  การที่เจ้าเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นธุระอะไรของพวกเขาหรือ?  นี่ไม่ใช่ธุระของพวกเขาเลย แต่พวกเขาก็สามารถนำไปเป็นหัวข้อสนทนาหลังอาหารค่ำ และแสดงความคิดเห็นและนินทาเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนเป็นธุระที่สำคัญ  นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ในสังคมหรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่สามารถมองเห็นได้ทุกหนแห่งหรอกหรือ?  ตัวอย่างเช่น เจ้ามีเพื่อนร่วมงานที่เคยเข้ากับเจ้าได้ดี แต่เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็แพร่คำนินทาทุกชนิดเกี่ยวกับเจ้าลับหลังเจ้า ดังนั้นตอนนี้ผู้คนมากมายถอยห่างจากเจ้า และไม่เป็นมิตรกับเจ้าอีกต่อไป  แม้ว่าเจ้าจะมีท่าทีอย่างเดียวกันต่องานของเจ้าเหมือนเมื่อก่อน แต่ทันทีที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้ยินคำนินทานี้ เจ้าจะยังไปต่อในงานนี้ง่ายๆ ได้หรือ?  (ไม่ ไม่ง่าย)  ท่าทีที่ผู้คนมีต่อเจ้าจะแตกต่างจากเมื่อก่อนใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเขาทั้งหมดจะพูดคุยกันเรื่องอะไร?  “ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มุ่งเน้นพลังงานของตนไปที่การใช้ชีวิตที่ปกติ  เธอเชื่อในศาสนาด้วยจุดประสงค์ใด?” และ “ทำไมผู้ชายถึงเชื่อในศาสนา?  มีเพียงผู้แพ้เท่านั้นที่เชื่อในศาสนา!  นั่นคือบางสิ่งที่ผู้หญิงทำ แต่ผู้ชายที่กำยำสมเป็นชายควรมุ่งเน้นไปที่งานอาชีพของพวกเขา!”  มีใครพูดเรื่องเหล่านี้บ้างหรือไม่?  (มี)  คำพูดเหล่านี้มาจากที่ใด?  การที่เจ้าเชื่อในพระเจ้าเป็นธุระอะไรของพวกเขาหรือ?  ผู้คนมีอิสระที่จะเชื่อสิ่งที่พวกเขาอยากเชื่อ และคนอื่นไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซง  ดังนั้นเหตุใดพวกเขาจึงพูดคุยถึงเจ้าได้?  เหตุใดพวกเขาจึงวิพากษ์วิจารณ์เจ้าอย่างไม่ไว้หน้าเมื่อเจ้าเริ่มเชื่อในพระเจ้า?  ในระดับหนึ่ง กรอบอ้างอิงสำหรับความเห็นของพวกเขาย่อมอิงตามแนวคิดและทัศนะของวัฒนธรรมตามประเพณี และท่าทีที่รัฐบาลแห่งชาติมีต่อความเชื่ออย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  แม้ว่าจากภายนอกผิวเผินพวกเขาจะพูดคุยถึงเจ้า แต่ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขากำลังวิพากษ์วิจารณ์เจ้าอย่างไม่ไว้หน้า เล่านิทาน และกล่าวโทษเจ้าอย่างหยาบคาย  ไม่ว่าจะอย่างไร พื้นฐานสำหรับความเห็นและการตัดสินของผู้คน ตลอดจนทัศนะและท่าทีที่พวกเขามีต่อความเชื่อของเจ้า ได้รับอิทธิพลในระดับที่มีนัยสำคัญจากวัฒนธรรมตามประเพณีและอุดมคติที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า  เพราะว่านอกเหนือจากการสอนผู้คนให้รู้วิธีเป็นสตรีและวิธีเป็นบุรุษ แนวคิดที่เป็นสาระสำคัญของวัฒนธรรมตามประเพณีคืออะไร?  คือการที่ว่าไม่มีสวรรค์และไม่มีพระเจ้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง เหล่านี้เป็นแนวคิดและทัศนะที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า  เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธผู้คนที่มีความเชื่อ โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้  หากเจ้าทำกิจกรรมที่เชื่อโชคลาง เป็นส่วนหนึ่งของบางลัทธิ หรือทำศาสนกิจใดๆ พวกเขาอาจไม่คำนึงถึงเจ้า  หากเจ้าเชื่อโชคลาง พวกเขาอาจจะยังคงคบหากับเจ้า แต่ทันทีที่เจ้าเริ่มเชื่อในพระเจ้า อ่านพระวจนะของพระองค์ทุกวัน เผยแผ่ข่าวประเสริฐ ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และติดตามพระเจ้า พวกเขาก็จะเข้ากันไม่ได้กับเจ้า  ต้นเหตุที่พวกเขาเข้ากันไม่ได้กับเจ้าคืออะไร?  กล่าวอย่างแม่นยำแล้ว แง่มุมหนึ่งก็คือเพราะว่าพวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ และทั้งหมดติดตามซาตานและเป็นของซาตาน อีกแง่มุมหนึ่งคือว่าพวกเขาพิจารณาสิ่งทั้งหลายตามแนวคิดและทัศนะที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณี และตามนโยบายและกฎหมายของพญานาคใหญ่สีแดง—เหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขามองเห็นผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ไม่คล้อยตามแนวคิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณี และเมื่อใดก็ตามที่พวกเขามองเห็นว่าผู้เชื่อเป็นเป้าหมายของการปราบปรามของรัฐและกำลังถูกกวาดต้อน พวกเขาก็ดูหมิ่นพวกผู้เชื่อ วิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน และกล่าวโทษพวกผู้เชื่ออย่างไม่ไว้หน้า และร่วมมือกับรัฐบาลในการสอดส่องและรายงานผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า  การที่พวกเขาทำเช่นนี้อิงตามสิ่งใด?  โดยหลักแล้ว นี่อิงตามวัฒนธรรมตามประเพณี อุดมคติที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า และนโยบายอันชั่วร้ายของพญานาคใหญ่สีแดง  ตัวอย่างเช่น พวกเขาตัดสินผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยกล่าวว่า “นี่คือผู้หญิงที่ไม่ทุ่มเทพลังงานลงไปในการใช้ชีวิตที่ปกติ  เธอกำลังทำอะไรที่วิ่งวุ่นไปทุกที่?” และ “นี่คือผู้ชายที่ไม่ไล่ตามไขว่คว้างานอาชีพที่ถูกต้องเหมาะสม  เขากำลังทำอะไรที่เชื่อในศาสนา?  ผู้ชายที่เหมาะสมมีความมักใหญ่ใฝ่สูงที่กว้างไกล  ผู้ชายที่กำยำสมเป็นชายควรมุ่งเน้นไปที่งานอาชีพของตน!”  คิดดูเถิด ถ้อยแถลงที่ซ้ำซากน่าเบื่อเหล่านี้มาจากวัฒนธรรมตามประเพณีอย่างชัดเจนมิใช่หรือ?  (ใช่)  ถ้อยแถลงเหล่านี้ล้วนมาจากวัฒนธรรมตามประเพณี  ผู้คนที่ธรรมดาและน่าเบื่อเหล่านี้ไม่ไล่ตามไขว่คว้าความเชื่อใดๆ แต่ไล่ตามไขว่คว้าการกิน การดื่ม และความยินดีทั้งหลายของเนื้อหนังเท่านั้น  ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาไม่เพียงเต็มไปด้วยกระแสนิยมชั่วเท่านั้น แต่ยังถูกสิ่งเหล่านี้ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีพันธนาการและจำกัดขอบเขตอย่างลึกล้ำอีกด้วย ซึ่งพวกเขามีชีวิตอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งเหล่านี้โดยไม่ตระหนักรู้ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่พวกเขาจะเลือกใช้มุมมองเหล่านี้เมื่อคบหากับผู้ใดและจัดการกับสิ่งใด  นี่คือบางสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกมุมของสังคมสมัยใหม่ และเป็นปกติอย่างมาก  นี่คือสภาวะที่สิ่งทั้งหลายเป็นในโลกที่ถูกซาตานควบคุม และในยุคสมัยแห่งความชั่วและการล่วงประเวณี

คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่เพียงปลูกฝังมโนทัศน์และทัศนะที่ผิดให้แก่ผู้คนเท่านั้น แต่ยังเร่งเร้าและยุแหย่พวกเขาให้ทำตามบางความคิดที่สุดขั้วและเลือกใช้บางพฤติกรรมที่สุดขั้วในบริบทและรูปการณ์แวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงอีกด้วย  ตัวอย่างเช่น ดังที่เอ่ยถึงก่อนหน้านี้ “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” เป็นข้อกำหนดประเภทหนึ่งที่ซาตานนำเสนอโดยอ้างว่าเพื่อบังคับควบคุมการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของผู้คนเมื่อเป็นเรื่องของการคบหาเพื่อนของพวกเขา  เห็นได้ชัดว่าคำกล่าวที่ว่าด้วยแง่มุมนี้ของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมมีเจตนาที่จะทำให้ผู้คนมีความคิดและทัศนะที่ไร้เหตุผลและไม่เหมาะสมเวลาที่คบหากับเพื่อนของตน และถึงกับกระตุ้นพวกเขาให้สละชีวิตของตนเพื่อเพื่อนอย่างไม่ใส่ใจ  นี่เป็นข้อกำหนดที่สุดขั้วและมากเกินไปที่ซาตานวางไว้ให้มนุษย์ในเรื่องของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม  ข้อเท็จจริงก็คือมีคำกล่าวอื่นๆ บางคำที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่คล้ายคลึงกับ “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน” และซึ่งประสงค์ให้ผู้คนต้องเลือกใช้พฤติกรรมที่สุดขั้วเช่นเดียวกัน  เหล่านี้ล้วนเป็นคำกล่าวที่ไร้มนุษยธรรมและไร้เหตุผล  ในเวลาเดียวกันกับการปลูกฝังผู้คนด้วยแนวคิดและทัศนะของวัฒนธรรมตามประเพณี ซาตานยังประสงค์ให้ผู้คนปฏิบัติตามความคิดที่ไร้เหตุผลและคำกล่าวที่ไร้มนุษยธรรมเหล่านี้อีกด้วย และยังทำให้พวกเขายึดมั่นอย่างเคร่งครัดในแนวคิดและแนวปฏิบัติเหล่านี้อีกด้วย  อาจกล่าวได้ว่านี่เทียบเท่ากับการหยอกล้อและทำลายมวลมนุษย์!  คำกล่าวเหล่านั้นคือคำกล่าวอันใดบ้าง?  ตัวอย่างเช่น คำกล่าวสองคำที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงานและพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” และ “หนอนไหมแห่งฤดูใบไม้ผลิถักทอจนตัวตาย และเทียนลุกไหม้จนมอดดับเมื่อน้ำตาเทียนเหือดแห้ง” บอกกับผู้คน—อย่างชัดแจ้งยิ่งกว่าคำกล่าว “ฉันยอมรับกระสุนแทนเพื่อน”—ไม่ให้รักและทะนุถนอมชีวิต และบอกว่าชีวิตควรจะถูกผลาญด้วยวิธีนี้  เมื่อผู้คนถูกประสงค์ให้สละชีวิตของตน พวกเขาก็ไม่ควรรักและทะนุถนอมชีวิตมากเกินไป แต่ต้องยึดตามคำกล่าวที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงานและพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” และ “หนอนไหมแห่งฤดูใบไม้ผลิถักทอจนตัวตาย และเทียนลุกไหม้จนมอดดับเมื่อน้ำตาเทียนเหือดแห้ง” แทน  พวกเจ้าทุกคนเข้าใจความหมายตามตัวอักษรของคำกล่าวทั้งสองนี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมไม่มากก็น้อย แต่คำกล่าวทั้งสองนี้กล่าวประกาศและยุยงเรื่องอะไรกันแน่?  เจ้าควร “ก้มหน้าก้มตาทำงานและพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” เพื่อใคร?  “หนอนไหมแห่งฤดูใบไม้ผลิควรถักทอจนตัวตาย และเทียนควรลุกไหม้จนมอดดับเมื่อน้ำตาเทียนเหือดแห้ง” เพื่อใคร?  ผู้คนควรถามและคิดทบทวนตนเองว่า การทำตามสิ่งที่คำกล่าวเหล่านี้เสนอแนะมีความหมายหรือไม่?  ก่อนอื่นคำกล่าวเช่นนี้ตบตาและทำให้ความรู้สึกนึกคิดของเจ้ามึนชา รบกวนทัศนวิสัยของเจ้า แล้วริบเอาสิทธิมนุษยชนของเจ้าไป นำเจ้าไปในทิศทางที่ผิด ให้คำนิยามและมุมมองที่ผิดแก่เจ้า และหลังจากนั้นก็เคี่ยวเข็ญให้เจ้าสละความเยาว์วัยและชีวิตของเจ้าเพื่อประเทศ สังคม และชนชาตินี้ หรือเพื่องานอาชีพหรือเพื่อความรัก  ด้วยวิธีนี้ มนุษย์สละชีวิตของตนให้ซาตานในสภาพที่เลอะเลือนมึนงงโดยไม่ทันรู้ตัว และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเต็มใจทำเช่นนั้นและไม่พร่ำบ่นหรือเสียใจ  ในชั่วขณะที่พวกเขาสละชีวิตของตนเท่านั้นที่พวกเขาจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง และรู้สึกถูกหลอกว่าพวกเขากำลังทำสิ่งนี้ด้วยเหตุผลที่ไร้ความหมาย แต่ก็สายเกินไป และไม่มีเวลาเหลือสำหรับการเสียใจ  ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงใช้ชีวิตของตนในการถูกซาตานตบตา หลอก ทำลาย ทำให้ย่อยยับ และเหยียบย่ำใต้ฝ่าเท้า และท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดที่พวกเขามี นั่นคือชีวิต ก็ถูกพรากไปเช่นกัน  นี่เป็นผลสืบเนื่องจากการที่มนุษย์ได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณี และพิสูจน์อย่างเต็มที่ว่ามีชะตากรรมอันเลวร้ายอันใดรอคอยผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้พลังอำนาจของซาตาน และถูกซาตานหลอกลวงและตบตา  มีถ้อยคำอะไรบ้างที่อธิบายกลวิธีสารพัดที่ซาตานใช้ในการปฏิบัติต่อมวลมนุษย์?  ในขั้นต้นก็มี “ทำให้มึนชา” “ตบตา” และอะไรอีก?  บอกเรามาบ้างเถิด  (หลอก ทำให้ย่อยยับ เหยียบย่ำ ทำลายล้าง)  นอกจากนี้ยังมี “ยุแหย่” “ล่อใจ” “เรียกร้องชีวิตของตน” และสุดท้าย “ล้อเล่นกับผู้คนและเผาผลาญพวกเขา” นี่เป็นผลของการที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทราม  ผู้คนใช้ชีวิตภายใต้พลังอำนาจของซาตานและตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน  หากไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนพื่อช่วยผู้คนให้รอด มวลมนุษย์ทั้งปวงก็ย่อมจะถูกซาตานล้างผลาญ กัดกิน และทำลายมิใช่หรือ?

มวลมนุษย์กล่าวประกาศสิ่งใดบ้างในวัฒนธรรมตามประเพณี?  “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” หมายความว่าอย่างไร?  ข้อกำหนดหลักของคำกล่าวนี้คือว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขาควรจะจริงใจและขยัน ทุ่มสุดตัว และทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งพวกเขาตาย  ผู้คนที่ทำเช่นนี้กำลังรับใช้ใครกันแน่?  แน่นอนว่าคือสังคม ถิ่นกำเนิดของพวกเขา และชนชาติ  ดังนั้นใครเป็นผู้ควบคุมสังคมนี้ ถิ่นกำเนิดนี้ และชนชาตินี้?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นซาตานและพวกกษัตริย์มาร  ดังนั้นอะไรคือจุดมุ่งหมายที่ซาตานและพวกกษัตริย์มารต้องการสัมฤทธิ์ในการใช้วัฒนธรรมตามประเพณีเพื่อตบตาผู้คน? จุดมุ่งหมายหนึ่งคือการทำให้ประเทศมีพลังอำนาจและชนชาติเจริญรุ่งเรือง และอีกจุดมุ่งหมายหนึ่งคือการทำให้ผู้คนนำเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของตนและเป็นที่จดจำของคนรุ่นต่อๆ ไป  ด้วยวิธีนี้ ผู้คนจะรู้สึกว่าไม่มีเกียรติใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และพวกเขาจะรู้สึกสำนึกในบุญคุณของพวกกษัตริย์มาร และเต็มใจสละชีวิตของตนเพื่อชนชาติ เพื่อสังคม และเพื่อมาตุภูมิ  ในความเป็นจริง ทั้งหมดที่พวกเขาทำคือรับใช้ซาตานและพวกกษัตริย์มาร และรับใช้ตำแหน่งที่มีอำนาจเหนือกว่าของซาตานและพวกกษัตริย์มาร และสละชีวิตอันล้ำค่าของตนเพื่อพวกนั้น  หากคำกล่าวของวัฒนธรรมตามประเพณีไม่บอกผู้คนให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างสุดหัวใจ สุดจิตใจ และสุดกำลังของตน และดำรงชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ แต่กลับขอให้ผู้คนตายเพื่อชาติ เพื่อพวกกษัตริย์มาร หรือเพื่ออุดมการณ์อื่นบางอย่างแทน เช่นนั้นแล้วคำกล่าวเหล่านี้ก็กำลังตบตาผู้คน  จากภายนอกผิวเผินพวกเขาบอกผู้คนให้ทำหน้าที่ส่วนของตนเพื่อประเทศและชนชาติโดยใช้คำพูดที่ฟังดูสูงส่งและน่าเชื่อถือ แต่ข้อเท็จจริงคือพวกเขาเคี่ยวเข็ญผู้คนให้ทุ่มเทอุทิศความพยายามชั่วชีวิต และถึงกับพลีอุทิศชีวิตของตน เพื่อรับใช้ตำแหน่งที่มีอำนาจเหนือกว่าของซาตานและพวกกษัตริย์มาร  นี่ไม่ใช่การตบตา หลอก และทำร้ายผู้คนหรอกหรือ?  คำกล่าวสารพัดที่วัฒนธรรมตามประเพณีนำเสนอไม่ได้เรียกร้องให้ผู้คนควรดำรงชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติในชีวิตจริงอย่างไร หรือจะลุล่วงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนอย่างไร แต่กลับเรียกร้องให้ผู้คนควรแสดงการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมแบบใดภายในกรอบของสังคมโดยรวมเสียมากกว่า กล่าวคือ ภายใต้พลังอำนาจของซาตานนั่นเอง  ในทำนองเดียวกัน คำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ก็เป็นหลักปรัชญาที่ถูกนำเสนอเพื่อเคี่ยวเข็ญมนุษย์ให้จงรักภักดีต่อสังคม ต่อชนชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อถิ่นกำเนิดของตนอีกด้วย  หลักปรัชญาประเภทนี้กำหนดให้ผู้คนต้องก้มตัวลงเพื่อรับใช้ชนชาติ ถิ่นกำเนิดของตน และสังคม และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน  เฉพาะผู้ที่ขวนขวายและทุ่มสุดตัวจนกระทั่งวันตายของตนเท่านั้นจึงจะถือว่าสูงศักดิ์ มีคุณธรรม และคู่ควรที่คนรุ่นต่อๆ ไปจะเคารพและรำลึกถึง  ส่วนแรกของคำกล่าวนี้ “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุด” หมายถึงการขวนขวายและการทุ่มสุดตัว  วลีนี้มีปัญหาอันใดหรือไม่?  หากเรามองวลีนี้จากมุมมองของสัญชาตญาณมนุษย์และวงเขตของสิ่งที่มวลมนุษย์สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้ ก็ไม่มีประเด็นปัญหาที่สำคัญกับวลีนี้  นี่กำหนดให้ผู้คนต้องขยันและทุ่มสุดตัวเวลาทำสิ่งทั้งหลายหรือดำเนินการตามอุดมการณ์  โดยพื้นฐานแล้วไม่มีอะไรผิดในท่าทีนี้ ซึ่งค่อนข้างตรงตามมาตรฐานของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และผู้คนควรมีท่าทีประเภทนี้เวลาทำสิ่งทั้งหลาย  นี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างเป็นบวก  กล่าวคือ เวลาทำบางสิ่ง เจ้าเพียงจำเป็นต้องขวนขวาย ทุ่มสุดตัว ลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้า และทำได้ตามมโนธรรมของเจ้า  สำหรับคนใดก็ตามที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ มโนธรรม และสำนึกที่ปกติ ไม่มีอะไรจะปกติไปกว่านี้ และก็ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่มากเกินไป  แต่อะไรล่ะที่มากเกินไป?  เป็นส่วนที่กำหนดให้ผู้คนไม่หยุด “จนกระทั่งวันตายของตน” นั่นเอง  วลีที่ว่า “จนกระทั่งวันตายของตน” มีปัญหาตรงที่ไม่เพียงเจ้าต้องขวนขวายและทุ่มสุดตัวเท่านั้น แต่เจ้ายังต้องมอบถวายชีวิตของเจ้าด้วย และจะหยุดได้ก็ต่อเมื่อเจ้าตายเท่านั้น ไม่เช่นนั้น เจ้าจะหยุดไม่ได้  นี่หมายความว่าเจ้าต้องพลีอุทิศชีวิตของเจ้าและความพยายามชั่วชีวิต  เจ้าไม่สามารถมีเหตุจูงใจที่เห็นแก่ตัวได้ และเจ้าไม่สามารถเลิกล้มได้ตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่  หากเจ้าเลิกล้มกลางคันแทนที่จะมานะบากบั่นไปจนตาย เช่นนั้นแล้วนี่ก็ไม่ถือว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดี  นี่เป็นมาตรฐานหนึ่งสำหรับประเมินวัดการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมในวัฒนธรรมตามประเพณีของผู้คน  หากว่าในการทำบางสิ่งคนคนหนึ่งขวนขวายและทุ่มสุดตัวอยู่แล้วในวงเขตของสิ่งที่พวกเขาสัมฤทธิ์ได้ และยาวนานตราบเท่าที่พวกเขาเต็มใจที่จะทำ แต่เพียงไม่ได้ทำต่อไปจนตาย แล้วเลิกล้มไปกลางคัน และเลือกที่จะดำเนินการตามอุดมการณ์อื่น หรือหยุดพักเพื่อดูแลตนเองในปีท้ายๆ ของชีวิตของตน นี่ไม่ใช่การ “ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ดังนั้นคนคนนี้จึงไม่มีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดี  นี่สมเป็นมาตรฐานที่ใช้ได้หรือไม่?  มาตรฐานนี้ถูกหรือผิด?  (ผิด)  เห็นได้ชัดว่ามาตรฐานนี้ไม่สอดคล้องกับสัญชาตญาณของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และสิทธิที่ผู้คนที่ปกติต้องได้รับ  นี่ไม่เพียงกำหนดให้ผู้คนขวนขวาย ทุ่มสุดตัว และไม่มากไปกว่านั้น แต่กลับเคี่ยวเข็ญผู้คนให้ไปต่อและไม่หยุดจนกว่าพวกเขาจะตายเสียมากกว่า—นี่คือสิ่งที่มาตรฐานนี้เรียกร้องจากผู้คน  ไม่ว่าเจ้าจะขวนขวายเพียงใด หรือพากเพียรทุ่มสุดตัวมากเพียงใดเวลาทำบางสิ่ง ทันทีที่เจ้าเลิกล้มกลางคันเพราะว่าเจ้าไม่เต็มใจที่จะทำต่อ เมื่อนั้นเจ้าก็ไม่ใช่ใครบางคนที่มีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดี แต่หากเจ้าเปล่งความขยันในระดับปานกลาง และไม่ทุ่มสุดตัว แต่ไปต่อจนตาย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นคนที่มีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดี  นี่เป็นมาตรฐานสำหรับประเมินวัดการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของผู้คนในวัฒนธรรมตามประเพณีใช่หรือไม่?  (ใช่)  นี่เป็นมาตรฐานสำหรับประเมินวัดการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมของผู้คนในวัฒนธรรมตามประเพณีจริงๆ  เมื่อพิจารณาเรื่องนี้ในหนทางนี้ ข้อกำหนดที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ตรงตามสิ่งที่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติจำเป็นต้องมีหรือไม่?  นี่ยุติธรรมและมีมนุษยธรรมหรือไม่ในความคิดเห็นของผู้คน?  (ไม่ นี่ไม่ยุติธรรมและไร้มนุษยธรรม)  เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น?  (นี่ไม่ใช่ข้อกำหนดที่ถูกนำเสนอภายในวงเขตของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่เป็นบางสิ่งที่ผู้คนไม่เต็มใจที่จะเลือก และยังขัดแย้งกับมโนธรรมและสำนึกอีกด้วย)  ความหมายหลักของมาตรฐานนี้คือกำหนดให้ผู้คนเลิกล้มทางเลือกส่วนตัว และความปรารถนาและอุดมคติส่วนตัว  หากคุณสมบัติและความสามารถพิเศษของเจ้าสามารถถูกนำไปใช้เพื่อรับใช้สังคม เผ่าพันธุ์มนุษย์ ชนชาติ ถิ่นกำเนิดของเจ้า และนักปกครองได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรจะเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อแม้ และเจ้าก็ควรจะไม่มีตัวเลือกอื่น  เจ้าควรจะสละชีวิตของตนให้แก่สังคม ชนชาติ ถิ่นกำเนิดของเจ้า และแม้แต่นักปกครอง จนกระทั่งเจ้าตาย  ไม่อาจมีทางเลือกอื่นใดนอกเหนือจากอุดมการณ์ที่เจ้าต้องดำเนินการในชีวิตนี้—เจ้าไม่สามารถมีตัวเลือกอื่นใดได้  เจ้าสามารถมีชีวิตอยู่เพื่อชนชาติ เผ่าพันธุ์มนุษย์ สังคม ถิ่นกำเนิดของเจ้า และแม้แต่นักปกครองเท่านั้น  เจ้าสามารถรับใช้พวกเขาได้เท่านั้น และเจ้าต้องไม่มีความทะเยอทะยานส่วนตัวใดๆ นับประสาอะไรกับเหตุจูงใจที่เห็นแก่ตัว  เจ้าไม่เพียงต้องสละความเยาว์วัยและอุทิศพลังงานของเจ้าเท่านั้น แต่ยังต้องสละชีวิตของเจ้าอีกด้วย และนั่นคือหนทางเดียวที่เจ้าจะสามารถเป็นคนที่มีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดีได้  มวลมนุษย์เรียกการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมที่ดีเช่นนี้ว่าอะไร?  ความชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่า  เช่นนั้นแล้วอะไรคืออีกหนทางหนึ่งที่จะแสดงการ “ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน”?  แล้วคำกล่าวที่ว่า “วีรบุรุษผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่ทำหน้าที่ส่วนของตนเพื่อประเทศและประชาชนของตน” ที่ได้ยินกันทั่วไปนั้นเป็นอย่างไร?  นี่แถลงว่าผู้ที่เรียกกันว่าวีรบุรุษผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่ต้องทำหน้าที่ส่วนของตนเพื่อประเทศและประชาชนของตน  พวกเขาต้องทำเพื่อครอบครัว พ่อแม่ ภรรยาและลูกๆ พี่น้องชายหญิงของตนหรือไม่?  พวกเขาต้องทำสิ่งนี้เพื่อลุล่วงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนในฐานะคนคนหนึ่งหรือไม่?  ไม่ต้อง  แต่พวกเขาต้องจงรักภักดีต่อและอุทิศตนเพื่อประเทศและชนชาติ  นี่เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะกล่าวว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน”  การขวนขวายและทุ่มสุดตัว ซึ่งข้อกำหนดที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” พูดถึง เป็นเพียงคำกล่าวที่ผู้คนสามารถยอมรับได้ และถูกใช้เพื่อชักนำผู้คนให้เต็มใจ “ทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน”  ใครคือเป้าหมายของการมอบอุทิศชั่วชีวิตนี้?  (ประเทศและชนชาติ)  ดังนั้นใครเป็นตัวแทนของประเทศและชนชาติ?  (นักปกครอง)  ถูกต้อง คือนักปกครองนั่นเอง  ไม่มีคนหนึ่งคนใดหรือกลุ่มอิสระกลุ่มใดสามารถเป็นตัวแทนของประเทศและชนชาติได้  มีเพียงนักปกครองเท่านั้นที่สามารถเรียกขานว่าเป็นโฆษกของประเทศและชนชาติได้  จากภายนอกผิวเผิน คำกล่าวที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ไม่ได้บอกผู้คนว่าพวกเขาต้องขวนขวายทำหน้าที่ส่วนของตนเพื่อประเทศ ชนชาติ และนักปกครอง และทุ่มสุดตัวจนกระทั่งพวกเขาตาย  อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือคำกล่าวนี้เคี่ยวเข็ญผู้คนให้ทุ่มเทอุทิศชีวิตของตนให้แก่นักปกครองและกษัตริย์มารจนกระทั่งพวกเขาตาย  คำกล่าวนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่คนที่ไม่สำคัญคนใดก็ได้ในสังคมหรือในหมู่มวลมนุษย์ แต่มุ่งเป้าไปที่ผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่สามารถทำคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้แก่สังคม เผ่าพันธุ์มนุษย์ ถิ่นกำเนิดของตน ชนชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปกครอง  ในทุกราชวงศ์ ในทุกยุคสมัย และในทุกชนชาติ จะมีบางคนที่มีพรสวรรค์ ความสามารถ และความสามารถพิเศษอยู่เสมอ ซึ่งถูกสังคม “ยึดครอง” และถูกนักปกครองใช้หาประโยชน์และเคารพนับถือ  เพราะความสามารถพิเศษและความสามารถของพวกเขา และเพราะว่าพวกเขาสามารถนำความสามารถพิเศษและจุดแข็งของตนมาใช้ประโยชน์ที่ดีในสังคม ชนชาติ ถิ่นกำเนิดของตน และอำนาจครอบครองของนักปกครอง ในสายตาของนักปกครองเหล่านี้ พวกเขาจึงมักถูกมองว่าเป็นคนประเภทที่สามารถช่วยนักปกครองได้ในการปกครองมวลมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อรักษาเสถียรภาพของสังคมให้ดีขึ้น และทำให้อารมณ์ของสาธารณชนสงบลง  คนประเภทนี้มักถูกนักปกครองใช้หาประโยชน์ โดยหวังว่าคนเช่นนี้ไม่มี “อัตตา” แต่มีเพียง “ตัวตนที่ใหญ่กว่า” เท่านั้น และสามารถนำจิตวิญญาณอันทรงเกียรติของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นวีรบุรุษผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่มีแต่ประเทศและประชาชนเท่านั้นในหัวใจของตน และพวกเขาสามารถกังวลเกี่ยวกับประเทศและประชาชนอยู่เนืองนิตย์ และกระทั่งว่าพวกเขาสามารถก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน  หากพวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้จริงๆ หากพวกเขาสามารถขวนขวายรับใช้ประเทศและประชาชนอย่างสุดกำลังของตน และแม้กระทั่งเต็มใจที่จะทำไปจนตาย เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะกลายเป็นผู้ช่วยที่มีความสามารถให้แก่นักปกครองบางคน และถึงกับได้รับการยอมรับว่าเป็นความภาคภูมิใจของชนชาติหรือสังคม หรือแม้แต่เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลในระหว่างยุคสมัยหนึ่ง  เมื่อใดก็ตามที่มีกลุ่มคนเช่นนี้อยู่ในสังคมในระหว่างยุคสมัยหนึ่ง หรือมีผู้จงรักภักดีที่มีความชอบธรรมจำนวนหนึ่งหยิบมือซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่ และซึ่งสามารถก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่รับใช้สังคม มวลมนุษย์ ถิ่นกำเนิดของตน ชนชาติและนักปกครอง พากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน เมื่อนั้นมวลมนุษย์ก็จะถือว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยอันสง่างามแห่งประวัติศาสตร์

มีวีรบุรุษผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีนกี่คนที่สามารถก้มหน้าก้มหน้าทำงานรับใช้ประเทศและประชาชนของตน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน?  พวกเจ้าสามารถบอกชื่อพวกเขาบางคนได้หรือไม่?  (ชฺวียฺเหวียน จูกัดเหลียง งักฮุย เป็นต้น)  ในประวัติศาสตร์จีน มีบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งหยิบมือจริงๆ ที่สามารถห่วงใยประเทศและประชาชน ก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ประเทศและชนชาติของตน และเสริมสร้างความอยู่รอดของประชาชน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน  ในทุกยุคสมัยของประวัติศาสตร์ ในประเทศจีนและที่อื่นๆ ไม่ว่าจะในเวทีการเมืองหรือในหมู่ประชากรทั่วไป มีผู้คน—ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรืออัศวินพเนจร—ที่ยึดมั่นในคำกล่าวทางวัฒนธรรมตามประเพณีอย่าง “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน”  ผู้คนแบบนี้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ได้อย่างละเอียดรอบคอบ และยังสามารถยึดมั่นอย่างเคร่งครัดในแนวคิดนี้ที่เกี่ยวกับการรับใช้ประเทศและประชาชน และห่วงใยประเทศและประชาชน  พวกเขาสามารถยึดมั่นในคำกล่าวเช่นนี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม และกวดขันตนเองอย่างเข้มงวดให้ทำสิ่งเหล่านี้  แน่นอนว่าพวกเขาทำสิ่งนี้เพื่อชื่อเสียงของตน เพื่อให้ผู้คนจดจำพวกเขาได้ในอนาคต  นั่นเป็นแง่มุมหนึ่ง  อีกแง่มุมหนึ่งที่ต้องพูดถึงก็คือว่าพฤติกรรมเหล่านี้ผุดขึ้นมาโดยเป็นผลจากการที่ผู้คนแบบนี้ถูกพร่ำสอนและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของวัฒนธรรมตามประเพณี  ดังนั้นข้อกำหนดเหล่านี้ที่วัฒนธรรมตามประเพณีวางไว้ให้ผู้คนถูกต้องเหมาะสมจากมุมมองของสภาวะความเป็นมนุษย์หรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงไม่ถูกต้องเหมาะสม?  ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะมีความสามารถมากเพียงใด หรือมีพรสวรรค์ มีความสามารถพิเศษ หรือมีความรู้มากเพียงใด อัตลักษณ์และสัญชาตญาณของพวกเขาก็เป็นอัตลักษณ์และสัญชาตญาณของมนุษย์ และเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไปไกลเกินวงเขตนี้  พวกเขาก็แค่มีพรสวรรค์มากกว่าเล็กน้อยและมีคุณภาพมากกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย และเหนือกว่าคนทั่วไปในแง่ของมุมมองที่พวกเขามีต่อสิ่งทั้งหลาย และมีวิธีการอันหลากหลายและยืดหยุ่นมากกว่าในการทำสิ่งทั้งหลาย และมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า และสัมฤทธิ์ผลที่ดีกว่า—นั่นคือทั้งหมด  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะมีประสิทธิภาพมากเพียงใด หรือผลลัพธ์ดีเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปในแง่ของอัตลักษณ์และสถานะของตน  เหตุใดเราจึงบอกว่าพวกเขายังคงเป็นคนธรรมดาทั่วไป?  เพราะว่าคนคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง ไม่ว่าความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาจะเฉียบแหลมเพียงใด หรือพวกเขาจะมีพรสวรรค์หรือขีดความสามารถสูงเพียงใด จะปฏิบัติตามกฎแห่งการอยู่รอดของมนุษย์ทรงสร้างเท่านั้น และไม่มากไปกว่านี้  จงดูสุนัขเป็นตัวอย่าง  ไม่ว่าสุนัขจะสูง เตี้ย อ้วนหรือผอม หรือพันธุ์อะไรก็แล้วแต่ หรืออายุมากเท่าใดก็ตาม ทุกครั้งที่พบเจอกับสุนัขตัวอื่น โดยปกติก็จะแยกแยะเพศ บุคลิก และท่าทีของสุนัขตัวอื่นนั้นด้วยการดมกลิ่น  วิธีการสื่อสารนี้เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสุนัข และยังเป็นหนึ่งในกฎเกณฑ์เพื่อความอยู่รอดของสุนัขอีกด้วย ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดไว้  ในทำนองเดียวกัน ผู้คนยังคงอยู่รอดภายใต้กฎที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้อีกด้วย  ไม่ว่าเจ้าจะมีไหวพริบเฉียบแหลมหรือรอบรู้เพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะมีขีดความสามารถหรือความสามารถพิเศษสูงเพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะสามารถมากเพียงใด หรือความพยายามของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าก็ต้องนอนหลับหกถึงแปดชั่วโมง และกินอาหารครบสมบูรณ์สามมื้อทุกวัน  เจ้าจะรู้สึกหิวหากเจ้าพลาดอาหารไปหนึ่งมื้อ และกระหายน้ำหากเจ้าไม่ดื่มให้เพียงพอ  เจ้าต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพที่ดีต่อไป  เมื่อเจ้าอายุมากขึ้น การมองเห็นของเจ้าจะพร่ามัว และความเจ็บป่วยสารพัดอาจเกิดขึ้นกับเจ้าได้  นี่เป็นปกติ เป็นกฎธรรมชาติของการเกิดแก่เจ็บตาย และพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว  ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนกฎข้อนี้ หรือหนีรอดกฎข้อนี้ไปได้  เมื่ออิงตามกฎข้อนี้ ไม่ว่าเจ้าจะมีความสามารถมากเพียงใด และไม่ว่าเจ้าจะมีขีดความสามารถและความสามารถพิเศษมากเพียงใด เจ้าก็ยังคงเป็นคนธรรมดาทั่วไป  ต่อให้เจ้าสามารถติดปีกและบินเป็นวงกลมสองรอบบนฟ้าได้ แต่สุดท้ายเจ้าก็ยังคงต้องกลับลงมายังแผ่นดินโลกและเดินไปมาด้วยขาสองข้าง และหยุดพักเวลาที่เหนื่อย กินเวลาที่หิว และดื่มเวลาที่กระหายน้ำ  นี่คือสัญชาตญาณของมนุษย์ และสัญชาตญาณนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้เจ้า  เจ้าไม่มีวันเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ และเจ้าไม่สามารถหนีสิ่งนี้พ้น  ไม่ว่าเจ้าจะมีความสามารถยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าก็ไม่สามารถละเมิดกฎข้อนี้ได้ และเจ้าไม่สามารถไปพ้นวงเขตนี้ได้  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผู้คนจะสามารถเพียงใด อัตลักษณ์และสถานะของพวกเขาในฐานะผู้คนไม่เปลี่ยนแปลง และอัตลักษณ์และสถานะของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน  ต่อให้เจ้าสามารถทำคุณูปการที่พิเศษและโดดเด่นเพียงแค่น้อยนิดให้แก่มวลมนุษย์ เจ้าก็ยังคงเป็นมนุษย์ และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเผชิญกับอันตราย เจ้าก็จะยังคงรู้สึกกลัวและตื่นตระหนก เข่าอ่อน และถึงกับสูญเสียการควบคุมการทำงานของร่างกายของเจ้า  เหตุใดเจ้าจึงอาจประพฤติแบบนี้?  เพราะว่าเจ้าเป็นมนุษย์  ในเมื่อเจ้าเป็นมนุษย์ เจ้าจึงมีพฤติกรรมเหล่านี้ที่มนุษย์ควรต้องมี  เหล่านี้คือกฎแห่งธรรมชาติ และไม่มีใครสามารถหนีพ้นกฎเหล่านี้ได้  เพียงเพราะว่าเจ้าได้ทำคุณูปการอันโดดเด่นมากมาย ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะกลายเป็นยอดมนุษย์ หรือพิเศษเหนือธรรมดา หรือหยุดเป็นคนปกติอย่างแน่นอน  ทั้งหมดนี้เป็นไปไม่ได้  เพราะฉะนั้น ต่อให้เจ้าสามารถก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ประเทศและชนชาติ และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตนได้ เพราะว่าเจ้าใช้ชีวิตอยู่ภายในวงเขตของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เจ้าจะต้องแบกรับแรงกดดันที่ใหญ่มากลึกลงไปในหัวใจของเจ้า!  เจ้ากำหนดให้ตนเองห่วงใยประเทศและประชาชนตลอดทั้งวัน และกันที่ว่างไว้ให้ประชากรทั้งหมดและทั้งประเทศในหัวใจของเจ้า โดยเชื่อว่าขนาดของเวทีถูกกำหนดโดยขนาดของหัวใจของเจ้า—แต่เป็นเช่นนั้นหรือ?  (ไม่)  คนคนหนึ่งจะไม่แตกต่างจากคนธรรมดาเพราะคิดนอกกรอบเพียงอย่างเดียว และจะไม่แตกต่างจากหรือเหนือกว่าคนธรรมดา หรือได้รับอนุญาตให้ละเมิดกฎเกณฑ์ของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและกฎแห่งการอยู่รอดเพียงเพราะว่าพวกเขามีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ หรือเพราะว่าพวกเขาได้ทำคุณูปการอันโดดเด่นให้แก่เผ่าพันธุ์มนุษย์  เพราะฉะนั้น ข้อกำหนดนี้ที่วางไว้ให้มวลมนุษย์ให้ “ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” จึงไร้มนุษยธรรมอย่างมาก  ต่อให้คนคนหนึ่งมีความสามารถพิเศษและแนวคิดที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้คนทั่วไป หรือมีการมองการณ์ไกลและดุลพินิจที่ดีกว่า หรือเก่งกว่าคนธรรมดาในการจัดการกับเรื่องทั้งหลาย หรือเก่งกว่าในการมองและอ่านผู้คน—หรือไม่ว่าพวกเขาจะดีกว่าผู้คนธรรมดาอย่างไรก็ตาม—พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ในเนื้อหนังและยังคงต้องปฏิบัติตามกฎและกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  ในเมื่อพวกเขาต้องยึดปฏิบัติตามกฎและกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ จึงเป็นเรื่องไร้มนุษยธรรมมิใช่หรือที่จะเรียกร้องต่อพวกเขาอย่างไม่เป็นไปตามความเป็นจริงและไม่คล้อยตามสภาวะความเป็นมนุษย์?  นี่ไม่ใช่การเหยียบย่ำสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาแบบหนึ่งหรอกหรือ?  (ใช่)  บางคนพูดว่า “ด้วยพรสวรรค์และความสามารถพิเศษเหล่านี้ที่สวรรค์ประทานให้ฉัน ฉันจึงพิเศษเหนือธรรมดา และไม่ใช่คนธรรมดา  ฉันควรเก็บทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์ไว้ในหัวใจของฉัน—ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ชนชาติ ถิ่นกำเนิดของฉัน และโลก”  เราขอบอกเจ้าว่าการเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในหัวใจของเจ้าเป็นภาระพิเศษที่ชนชั้นปกครองและซาตานยัดเยียดให้แก่เจ้า ดังนั้นด้วยการทำเช่นนี้เจ้ากำลังนำตนเองไปบนเส้นทางแห่งหายนะ  หากเจ้าต้องการที่จะเก็บโลก ผู้คน ชนชาติ ถิ่นกำเนิดของเจ้า และอุดมคติและความปรารถนาของนักปกครองไว้ในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะตายเร็ว  หากเจ้าเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในหัวใจของเจ้า ก็เหมือนกับการเกาะอยู่บนสถานการณ์ที่ล่อแหลมและนั่งอยู่บนกระสอบวัตถุระเบิด  เป็นสิ่งที่อันตรายมากที่จะทำ และไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง  เมื่อเจ้าเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในหัวใจของเจ้า เจ้ากำลังกวดขันตนเองโดยคิดว่า “ฉันต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของฉัน  ฉันต้องทำคุณงามความดีให้แก่อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของชนชาติและมวลมนุษย์ และฉันต้องสละชีวิตของฉันเพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์”  การมีความมักใหญ่ใฝ่สูงอันยิ่งใหญ่และสูงส่งเช่นนี้มีแต่จะนำเจ้าไปสู่บทอวสานก่อนเวลาอันควร เป็นความตายที่ผิดธรรมชาติ หรือความย่อยยับโดยสิ้นเชิง  จงคิดดูว่ามีบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงกี่คนที่เก็บโลกไว้ในหัวใจของตนแล้วเสียชีวิตอย่างมีความสุข?  บางคนฆ่าตัวตายด้วยการกระโจนลงไปในแม่น้ำ บางคนถูกนักปกครองประหารชีวิต บางคนถูกตัดศีรษะด้วยกิโยติน และบางคนถูกเอาเชือกรัดคอจนตาย  เป็นไปได้หรือที่มนุษย์จะเก็บโลกไว้ในหัวใจของตน?  อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของบ้านเกิดเมืองนอนของคนเรา ความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติ โชคชะตาของประเทศ และชะตากรรมของมวลมนุษย์คือสิ่งทั้งหลายที่คนเราสามารถแบกไว้บนบ่าของตนและกันที่ว่างไว้ให้ในหัวใจของตนใช่หรือไม่?  หากเจ้าสามารถกันที่ว่างในหัวใจของเจ้าไว้ให้พ่อแม่และลูกๆ ของเจ้า ที่เจ้าใกล้ชิดที่สุดและรักที่สุด ความรับผิดชอบของเจ้าเอง และภารกิจที่สวรรค์ไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ทำได้ดีมากแล้ว และกำลังลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว  เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับประเทศและประชาชน และเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นวีรบุรุษผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่  ใครคือผู้คนที่อยากเก็บโลก ชนชาติ และบ้านเกิดเมืองนอนของตนไว้ในหัวใจของตนเสมอ?  พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้คนที่มักใหญ่ใฝ่สูงเกินไปและประเมินความสามารถของตนสูงเกินไป  หัวใจของเจ้าใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ หรือ?  เจ้าไม่ได้กำลังมักใหญ่ใฝ่สูงเกินไปหรอกหรือ?  ความมักใหญ่ใฝ่สูงของเจ้ามาจากไหนกันแน่?  เจ้าจะสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อเจ้าเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในหัวใจของเจ้า?  เจ้าสามารถบงการและควบคุมโชคชะตาของผู้ใดได้?  เจ้าไม่สามารถควบคุมโชคชะตาของตัวเองได้เสียด้วยซ้ำ แต่เจ้าก็ยังอยากเก็บโลก ชนชาติ และมวลมนุษย์ไว้ในหัวใจของเจ้า  นี่คือความมักใหญ่ใฝ่สูงของซาตานมิใช่หรือ?  ดังนั้น สำหรับผู้ที่มองตนเองว่าเป็นคนที่มีความสามารถ การยึดปฏิบัติตามข้อกำหนด “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” อย่างพิถีพิถัน คือการเดินตามเส้นทางสู่ความย่อยยับ คือการแสวงหาความตาย!  ใครก็ตามที่ต้องการกังวลเกี่ยวกับประเทศและประชาชน และก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ประชาชนและบ้านเกิดเมืองนอนของตน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน กำลังมุ่งหน้าไปสู่หายนะ  ผู้คนเหล่านี้ควรค่าที่จะรักหรือไม่?  (ไม่ พวกเขาไม่ควรค่าที่จะรัก)  ผู้คนเหล่านี้ไม่เพียงไม่ควรค่าที่จะรักเท่านั้น แต่พวกเขายังถึงกับน่าเวทนาและน่าหัวเราะเล็กน้อย และเบาปัญญาถึงขีดสุดจริงๆ!

ในฐานะคนคนหนึ่ง เจ้าต้องลุล่วงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าภายในครอบครัว มีบทบาทของเจ้าและลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าในกลุ่มสังคมหรือชาติพันธุ์ใดๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม ยึดปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของสังคม และกระทำการอย่างสมเหตุสมผล แทนที่จะพูดสิ่งที่ฟังดูสูงส่ง  การทำสิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้และควรทำ—นี่คือสิ่งที่สมควร  สำหรับเรื่องครอบครัว สังคม ประเทศ และประชาชน เจ้าไม่จำเป็นต้องก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้พวกเขา และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของเจ้า  เจ้าเพียงจำเป็นต้องทำหน้าที่ของเจ้าในครอบครัวของพระเจ้าด้วยสุดหัวใจ สุดจิตใจ และสุดกำลังของเจ้า และไม่มากไปกว่านี้  เช่นนั้นแล้วเจ้าควรทำหน้าที่ของเจ้าอย่างไร?  การทำตามพระวจนะของพระเจ้าและยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ก็เพียงพอแล้ว  เจ้าไม่จำเป็นต้องเก็บน้ำพระทัยของพระเจ้า ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร แผนการบริหารจัดการของพระองค์ พระราชกิจสามช่วงระยะของพระองค์ และพระราชกิจแห่งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระองค์ไว้ในหัวใจของเจ้าตลอดทั้งวัน  ไม่จำเป็นต้องเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในหัวใจของเจ้า  เหตุใดจึงไม่จำเป็น?  เพราะว่าเจ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ คนที่ไม่สำคัญ และเพราะว่าเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในพระหัตถ์ของพระเจ้า จุดยืนที่เจ้าควรเลือกใช้และความรับผิดชอบที่เจ้าควรแบกรับคือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ยอมรับอธิปไตยและการจัดแจงเตรียมการของพระเจ้า นบนอบต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงอย่างซื่อสัตย์ และนั่นก็เพียงพอแล้ว  ข้อกำหนดนี้มากเกินไปหรือไม่?  (ไม่ ข้อกำหนดนี้ไม่มากเกินไป)  พระเจ้าทรงขอให้เจ้าพลีอุทิศชีวิตของเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้เจ้าพลีอุทิศชีวิตของเจ้า แต่คำกล่าวนี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมกำหนดว่า “ตราบใดที่เจ้ามีความสามารถ หัวใจ และจิตวิญญาณอันทรงเกียรติแม้เพียงเล็กน้อยที่สุด ตราบนั้นเจ้าก็ควรก้าวมาข้างหน้า และก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้บ้านเกิดเมืองนอนของเจ้า และรับใช้ชนชาติ  จงสละชีวิตของเจ้า ละทิ้งครอบครัวและญาติพี่น้องของเจ้า ละทิ้งความรับผิดชอบของเจ้า  จงวางตัวเจ้าเองไว้ท่ามกลางสังคมนี้ ท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ และทำตามอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของชนชาติ อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของการฟื้นฟูประเทศ และอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของการช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอดจนกระทั่งเจ้าตาย”  นี่เป็นข้อกำหนดที่สุดโต่งใช่หรือไม่?  (ใช่)  เมื่อมนุษย์ยอมรับแนวคิดที่สุดโต่งเช่นนี้ พวกเขาก็จะเชื่อว่าตัวเองสูงส่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผู้คนบางคนที่มีความสามารถพิเศษ และความมักใหญ่ใฝ่สูงและความปรารถนาที่ใหญ่เป็นพิเศษ พวกเขาพยายามที่จะถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์ และถูกคนรุ่นต่อๆ ไปจดจำ และกำหนดให้ตนเองดำเนินการตามอุดมการณ์บางอย่างในชีวิตนี้ ดังนั้น พวกเขาจึงให้ค่าและเคารพเทิดทูนทัศนะของวัฒนธรรมตามประเพณี  ดังคำกล่าวที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” และ “ความตายอาจหนักกว่าเขาไท่ หรือเบากว่าขนนก” ซึ่งถูกวัฒนธรรมตามประเพณีนำเสนอ ผู้คนเช่นนี้มุ่งมั่นที่จะหนักกว่าเขาไท่  คำกล่าวที่ว่า “ความตายอาจหนักกว่าเขาไท่” หมายความว่าอย่างไร?  นี่ไม่เกี่ยวกับการตายเพื่อผลกำไรที่เล็กน้อย และไม่ใช่เพื่อการดำเนินชีวิตของคนธรรมดาสามัญ หรือลุล่วงหน้าที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง หรือทำตามกฎแห่งธรรมชาติ  แต่นี่เกี่ยวกับการตายเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ เพื่อการฟื้นฟูชนชาติ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และเพื่อการพัฒนาสังคม และเพื่อควบคุมทิศทางของมวลมนุษย์เสียมากกว่า  ความคิดที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริงเหล่านี้ของมนุษย์ได้ผลักพวกเขาเข้าไปในตาพายุ  นี่เป็นวิธีที่ผู้คนจะมีชีวิตอย่างมีความสุขใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเขาจะไม่มีชีวิตอย่างมีความสุข  เมื่อผู้คนมีชีวิตในตาพายุ พวกเขาจะคิดและกระทำแตกต่างจากคนธรรมดาสามัญ และยังไล่ตามสิ่งทั้งหลายที่แตกต่างกันอีกด้วย  พวกเขาอยากทำตามแผนการอันมักใหญ่ใฝ่สูงของตน บรรลุงานชิ้นสำคัญและวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ และสัมฤทธิ์สิ่งใหญ่ๆ ด้วยการโบกแขนของตนหนึ่งครั้ง  บางคนเข้าสู่การเมืองทีละเล็กทีละน้อยเพราะว่ามีเพียงเวทีการเมืองเท่านั้นที่สามารถสนองความปรารถนาและความมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกเขาได้  บางคนพูดว่า “เวทีการเมืองมืดมนเกินไป ฉันจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมือง แต่ฉันก็ยังคงมีความปรารถนานี้ที่จะทำคุณงามความดีบ้างเพื่ออุดมการณ์อันชอบธรรมของมวลมนุษย์”  ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าร่วมกับองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง  คนอื่นบางคนพูดว่า “ฉันจะไม่เข้าร่วมกับองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ฉันจะเป็นผู้กล้าเดียวดาย ใช้ความเชี่ยวชาญของฉันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปล้นคนรวยเพื่อช่วยเหลือคนจน และชำนาญเป็นพิเศษทางด้านการฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ทรราชท้องถิ่น พวกผู้ดีที่ชั่ว พวกตำรวจเลว โจรผู้ร้าย และคนพาล และช่วยเหลือผู้คนทั่วไปและคนจน”  ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเส้นทางใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตามประเพณี และไม่มีเส้นทางใดเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  ไม่ว่าการแสดงออกของผู้คนจะสอดคล้องมากเพียงใดกับกระแสนิยมทางสังคมและรสนิยมที่แพร่หลาย พวกเขาย่อมได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตามประเพณีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่ามวลมนุษย์มักจะคำนึงถึงสำนวนอย่าง “ห่วงใยประเทศและประชาชน” “เก็บทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์ไว้ในหัวใจของตน” “วีรบุรุษผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่” และ “อุดมการณ์อันชอบธรรมของบ้านเกิดเมืองนอนของคนเรา” ว่าเป็นจุดหมายที่ต้องไล่ตามเสาะหาและอุทิศตน ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน  นี่คือความเป็นจริงของสถานการณ์  มีใครเคยพูดว่า “สิ่งที่ฉันอยากได้ในชีวิตคือการเป็นชาวนา ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของฉัน” บ้างหรือไม่?  มีใครเคยพูดว่า “ฉันจะเป็นผู้เลี้ยงฝูงปศุสัตว์และแกะไปชั่วชีวิตที่เหลือของฉัน ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของฉัน” บ้างหรือไม่?  มีใครเคยใช้คำกล่าวนี้ในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้บ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  ผู้คนใช้คำกล่าวที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงประเภทหนึ่งและความอยากที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง โดยใช้วาทศิลป์ที่น่าฟังนี้เพื่อปกปิดความอยากและความมักใหญ่ใฝ่สูงภายในตนเอง  แน่นอนว่า คำกล่าวที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ยังก่อเกิดความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริงและผิดประหลาดอีกด้วย เช่น ห่วงใยประเทศและประชาชน และมีทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์อยู่ในหัวใจของตน ซึ่งได้ทำร้ายนักอุดมคติและนักมองการณ์ไกลจำนวนมาก

ตอนนี้เราก็ได้ชำแหละคำกล่าวที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” และสามัคคีธรรมถึงคำกล่าวนี้อย่างครอบคลุมแล้ว พวกเจ้าเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกกล่าวไว้หรือไม่?  (เข้าใจ)  โดยสรุป ตอนนี้พวกเราสามารถแน่ใจได้ว่าคำกล่าวนี้ไม่เป็นบวก และไม่มีความหมายที่เป็นบวกหรือสัมพันธ์กับชีวิตจริง  ดังนั้นคำกล่าวมีผลกระทบแบบใดต่อผู้คน?  คำกล่าวนี้เป็นอันตรายถึงตายหรือไม่?  คำกล่าวนี้เรียกร้องชีวิตของผู้คนหรือไม่?  คำกล่าวนี้สมควรที่จะเรียกว่า “คำกล่าวที่เป็นอันตรายถึงตาย” ใช่หรือไม่?  (ใช่)  ข้อเท็จจริงก็คือคำกล่าวนี้เอาชีวิตของเจ้าไป  คำกล่าวนี้ใช้ถ้อยคำที่ฟังดูดีเพื่อทำให้เจ้ารู้สึกว่าการสามารถใช้ชีวิตของเจ้าก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตนนั้นยิ่งใหญ่และงามสง่าเพียงใด และนั่นทำให้เจ้าเป็นคนใจกว้างยิ่งนัก  การมีใจกว้างเช่นนี้หมายความว่าเจ้าไม่มีที่ว่างสำหรับคิดเรื่องฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ชา และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ในครัวเรือนอีกต่อไป นับประสาอะไรกับการดูแลห่วงใยภรรยาและลูกๆ ของเจ้า หรือถวิลหาเตียงอันอบอุ่น  การที่คนใจกว้างขาดสิ่งพิเศษไม่กี่อย่างจะไม่เป็นไรได้อย่างไร?  การที่เจ้ามีเพียงที่ว่างในหัวใจของเจ้าสำหรับสิ่งทั้งหลาย เช่น ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และชา เป็นเรื่องธรรมดาโลกเกินไปหรือไม่?  เจ้าต้องกันที่ว่างในนั้นสำหรับสิ่งทั้งหลายที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ เช่น ชนชาติ วิสาหกิจอันยิ่งใหญ่ของบ้านเกิดเมืองนอนของเจ้า โชคชะตาของมวลมนุษย์ และอื่นๆ—นี่คือ “เมื่อสวรรค์กำลังจะประทานความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ให้แก่คนคนหนึ่ง”  เมื่อผู้คนมีแนวคิดแบบนี้ พวกเขาก็จะยิ่งปรารถนามากขึ้นที่จะก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน โดยใช้คำกล่าวนี้ที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเพื่อกระตุ้นตนเองอยู่เนืองนิตย์ และคิดว่า “ฉันต้องก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้โชคชะตาของบ้านเกิดเมืองนอนของฉันและมวลมนุษย์ และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของฉัน นี่คือความพยายามและความทะเยอทะยานชั่วชีวิตของฉัน”  แต่ปรากฎว่าพวกเขาไม่สามารถแบกรับอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของบ้านเกิดเมืองนอนและชนชาติของตนได้ และเหนื่อยมากเสียจนพวกเขาอาเจียนเป็นเลือด—การก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดเป็นเหตุให้พวกเขาตายในท้ายที่สุด  ผู้คนเช่นนี้ไม่รู้ว่าผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร หรือว่าสภาวะความเป็นมนุษย์คืออะไร หรือว่าความรู้สึกของมนุษย์เป็นอย่างไร หรือว่าความรักคืออะไร หรือว่าความเกลียดชังคืออะไร และถึงกับร้องไห้หนักมากด้วยความเป็นห่วงประเทศและประชาชนจนพวกเขาหมดน้ำตา และจนกระทั่งพวกเขาสิ้นลมหายใจ พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถปล่อยมือจากงานอันยิ่งใหญ่ของบ้านเกิดเมืองนอนและชนชาติของตนได้  “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” เป็นคำกล่าวที่เป็นอันตรายถึงตายซึ่งเรียกร้องชีวิตของผู้คนใช่หรือไม่?  ผู้คนเช่นนี้ไม่ตายอย่างน่าเวทนาหรอกหรือ?  (ใช่)  แม้เมื่อถึงจุดของความตาย ผู้คนเช่นนี้ก็ปฏิเสธที่จะละทิ้งความคิดและอุดมคติที่กลวงเปล่าของตน และสุดท้ายพวกเขาก็ตายพร้อมกับความคับข้องใจและความเกลียดชังในตัวพวกเขา  เหตุใดเราจึงบอกว่าพวกเขาตายพร้อมกับความคับข้องใจและความเกลียดชังในตัวพวกเขา?  เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถปล่อยมือจากชนชาติ บ้านเกิดเมืองนอนของตน ชะตากรรมของมวลมนุษย์ และภารกิจที่นักปกครองไว้วางใจมอบหมายให้พวกเขาทำ  พวกเขาคิดว่า “อนิจจา ชีวิตของฉันสั้นเกินไป  ถ้าเพียงแต่ฉันสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่พันปี ฉันก็จะได้เห็นว่าอนาคตของมวลมนุษย์มุ่งหน้าไปทางไหน”  พวกเขาใช้เวลาชั่วชีวิตของตนเก็บทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์ไว้ในหัวใจของตน และสุดท้ายพวกเขาก็ยังคงปล่อยสิ่งนั้นไปไม่ได้  แม้เมื่อถึงจุดแห่งความตาย พวกเขาก็ไม่รู้ว่าอัตลักษณ์ของตนเองคืออะไร หรือพวกเขาควรหรือไม่ควรทำอะไร  ข้อเท็จจริงก็คือว่าพวกเขาเป็นคนธรรมดาสามัญ และควรจะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาสามัญ แต่พวกเขายอมรับการหลอกลวงของซาตานและพิษของวัฒนธรรมตามประเพณีไปแล้ว และถือว่าตนเองเป็นผู้กอบกู้โลก  นั่นไม่น่าเวทนาหรอกหรือ?  (ใช่)  นั่นน่าเวทนาอย่างที่สุด!  จงบอกเราเถิดว่าหากชฺวียฺเหวียนไม่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดตามประเพณีนี้ที่เกี่ยวกับความชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าของชนชาติ เขาจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโจนลงไปในแม่น้ำหรือไม่?  เขาจะลงมือกระทำการสุดโต่งเช่นนี้โดยการจบชีวิตของตนหรือไม่?  (ไม่)  เขาคงไม่ทำแบบนั้นอย่างแน่นอนที่สุด  เขาเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมตามเพณีที่จบชีวิตของตนอย่างบุ่มบ่ามก่อนที่เขาจะได้ใช้ชีวิตจนจบ  หากเขาไม่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งเหล่านี้ และไม่ห่วงใยประเทศและประชาชน และมุ่งเน้นไปที่การใช้ชีวิตของตนเองแทน เขาจะสามารถไปถึงวัยชราและตายตามธรรมชาติได้หรือไม่?  เขาจะตายแบบปกติได้หรือไม่?  หากเขาไม่ปรารถนาที่จะก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน เขาจะมีความสุขมากขึ้น เป็นอิสระมากขึ้น และมีสันติสุขในชีวิตมากขึ้นได้หรือไม่?  (ได้)  ด้วยเหตุนี้ “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” จึงเป็นคำกล่าวที่เป็นอันตรายถึงตายซึ่งเรียกร้องชีวิตของผู้คน  เมื่อคนคนหนึ่งติดเชื้อจากความคิดประเภทนี้ พวกเขาก็เริ่มใช้เวลาทั้งวันทุกข์ทรมานเกี่ยวกับประเทศและประชาชน และลงเอยด้วยความเป็นห่วงจนตาย โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ปัจจุบันได้แต่อย่างใด  ชีวิตของพวกเขาไม่ได้ถูกแนวคิดและทัศนะนี้ที่เกี่ยวกับการก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตนปล้นหรอกหรือ?  แนวคิดและทัศนะดังกล่าวเป็นอันตรายถึงตายและเรียกร้องชีวิตของผู้คนจริงๆ  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนั้น?  ใครสามารถกันที่ว่างในหัวใจของตนไว้ให้ชะตากรรมของประเทศหรือชนชาติได้? ใครสามารถแบกรับภาระเช่นนี้ได้?  นี่ไม่ใช่การประเมินความสามารถของคนเราสูงเกินไปหรอกหรือ?  เหตุใดผู้คนจึงมีแนวโน้มที่จะประเมินความสามารถของตนสูงเกินไป?  บางคนหาเรื่องมาใส่ตนเองทั้งสิ้นใช่หรือไม่?  พวกเขาเต็มใจที่จะทำเรื่องนี้ด้วยความคิดริเริ่มของตนเองใช่หรือไม่?  ข้อเท็จจริงก็คือว่าพวกเขาเป็นเหยื่อ แต่ของอะไรล่ะ?  (แนวคิดและทัศนะที่ซาตานปลูกฝังให้กับผู้คน)  ถูกต้อง พวกเขาเป็นเหยื่อของซาตาน  ซาตานปลูกฝังแนวคิดเหล่านี้ให้กับผู้คน โดยบอกพวกเขาว่า “เจ้าต้องเก็บทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์ไว้ในหัวใจของเจ้า เก็บประชากรไว้ในหัวใจของเจ้า ห่วงใยประเทศและประชาชน เป็นอัศวินผจญภัย เป็นคนชอบธรรมที่ปล้นคนรวยเพื่อช่วยเหลือคนจน และสร้างคุณงามความดีให้แก่โชคชะตาของมวลมนุษย์ ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน แทนที่จะใช้ชีวิตแบบที่ไม่น่าจดจำ  เหตุใดจึงต้องลุล่วงความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม?  สิ่งเหล่านั้นไม่ควรค่าที่จะเอ่ยถึง และผู้คนที่ทำสิ่งเหล่านั้นก็เหมือนกับมด  เจ้าไม่ใช่มด และเจ้าก็ไม่ควรเป็นนกกระจอกด้วย  แต่เจ้าควรเป็นนกอินทรี และต้องสยายปีกของตนและทะยาน และมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่”  การยุแหย่และยุยงเช่นนี้ทำให้ผู้คนสับสนจนคิดไปว่า “นั่นถูกต้องอย่างแน่นอน!  ฉันเป็นนกกระจอกไม่ได้ ฉันต้องเป็นนกอินทรีที่ทะยานสูง”  อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่สามารถบินสูงได้ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างหนักเพียงใด และในที่สุดพวกเขาก็ตกลงมาตายเพราะหมดแรง หลังจากสร้างหายนะให้แก่ตนด้วยน้ำมือของตนเอง  ข้อเท็จจริงก็คือว่าเจ้าไม่ใช่สิ่งใดๆ  เจ้าไม่ใช่นกกระจอก และเจ้าก็ไม่ใช่นกอินทรีด้วย  ดังนั้นเจ้าเป็นอะไร?  (สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง)  ถูกต้อง เจ้าคือคนธรรมดาสามัญ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดาสามัญ  ไม่เป็นไรที่จะงดอาหารสักมื้อจากสามมื้อต่อวัน แต่การหยุดกินอาหารหลายวันติดต่อกันย่อมเป็นไร  เจ้าจะแก่ลง เจ้าจะป่วย เจ้าจะตาย เจ้าเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ  ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษและความสามารถสักหน่อยสามารถกลายเป็นโอหังอย่างเหลือล้น และหลังจากถูกซาตานยุยง ชักนำ กระตุ้น และตบตาในลักษณะนี้ พวกเขาก็สับสนจนคิดจริงๆ ว่าพวกเขาคือผู้กอบกู้โลก  พวกเขาเต้นรำเข้าไปนั่งอยู่ในสถานที่ของพระผู้ช่วยให้รอด และก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ประเทศและชนชาติ และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน และพวกเขาไม่คำนึงถึงภารกิจ ความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน หรือชีวิตของมวลมนุษย์ ซึ่งก็คือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่ผู้คน  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกว่าชีวิตไม่สำคัญหรือล้ำค่า ว่าอุดมการณ์ของบ้านเกิดเมืองนอนของตนเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด ว่าพวกเขาต้องเก็บทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์ไว้ในหัวใจของตน และห่วงใยประเทศและประชาชน ว่าโดยการทำเช่นนั้นพวกเขาจะมีลักษณะนิสัยอันล้ำค่าที่สุดและศีลธรรมอันสูงศักดิ์ที่สุด และผู้คนทั้งหมดควรดำเนินชีวิตเช่นนี้  ซาตานปลูกฝังความคิดเหล่านี้ให้กับผู้คน ตบตาพวกเขา และยุยงพวกเขาให้ปลดเปลื้องอัตลักษณ์ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและคนธรรมดาสามัญ และให้ทำบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  อะไรคือจุดจบของเรื่องนี้?  พวกเขาผลักดันตนเองไปตามเส้นทางสู่หายนะ และกระทำการอย่างสุดขั้วโดยมิได้เฉลียวรู้เลย  “กระทำการอย่างสุดขั้ว” หมายความว่าอย่างไร?  หมายความถึงการไถลห่างขึ้นเรื่อยๆ จากข้อกำหนดของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ และจากสัญชาตญาณที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับมวลมนุษย์  ในที่สุดผู้คนเช่นนี้ก็มาถึงทางตันซึ่งเป็นเส้นทางสู่หายนะของพวกเขาเอง

ในส่วนของวิธีที่ผู้คนควรใช้ชีวิต อะไรคือข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์?  ข้อเท็จจริงก็คือว่าข้อกำหนดเหล่านี้เรียบง่ายมาก  ข้อกำหนดเหล่านี้คือการเข้าสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและปฏิบัติหน้าที่ที่คนคนหนึ่งควรปฏิบัติ  พระเจ้าไม่ทรงขอให้เจ้าเป็นยอดมนุษย์หรือบุคคลที่โดดเด่น และพระองค์ก็ไม่ทรงมอบปีกให้เจ้าบินไปบนฟ้าด้วย  พระองค์เพียงทรงมอบสองมือและสองขาให้เจ้ามีโอกาสเดินบนพื้นได้ครั้งละก้าว และวิ่งเมื่อจำเป็น  อวัยวะภายในที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นให้แก่เจ้าย่อยและดูดซึมอาหาร และให้สารอาหารแก่ร่างกายทั้งมวลของเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงต้องเกาะติดกิจวัตรของการกินอาหารสามมื้อต่อวัน  พระเจ้าทรงมอบเจตจำนงอิสระ สติปัญญาของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และมโนธรรมและสำนึกที่มนุษย์ควรมีให้แก่เจ้า  หากเจ้าใช้สิ่งเหล่านี้อย่างดีและถูกต้อง ทำตามกฎเพื่อความอยู่รอดของร่างกายทางกายภาพ ดูแลสุขภาพของเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสม ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงขอให้เจ้าทำอย่างแน่วแน่ และสัมฤทธิ์สิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เจ้าสัมฤทธิ์ เช่นนั้นแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว และยังเรียบง่ายมากด้วย  พระเจ้าทรงขอให้เจ้าก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตนหรือไม่?  พระองค์ทรงขอให้เจ้าทรมานตนเองหรือไม่?  (ไม่)  พระเจ้าไม่ทรงประสงค์สิ่งดังกล่าว  ผู้คนไม่ควรทรมานตนเอง แต่ควรมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง และให้สารพัดสิ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องมีอย่างถูกต้องเหมาะสม  จงดื่มน้ำเวลาที่เจ้ากระหาย เสริมอาหารของเจ้ายามหิว หยุดพักเมื่อเหนื่อย ออกกำลังกายหลังจากนั่งเป็นเวลานาน ไปพบแพทย์เวลาที่เจ้าป่วย กินอาหารให้ครบสามมื้อทุกวัน และดำรงชีวิตของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  แน่นอนว่าเจ้าควรปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของเจ้าต่อไปเช่นกัน  หากหน้าที่ของเจ้าเกี่ยวพันกับความรู้เฉพาะทางบางอย่างที่เจ้าไม่เข้าใจ เจ้าก็ควรไปศึกษาและฝึกฝนปฏิบัติความรู้นั้น  นี่คือชีวิตที่ปกติ  สารพัดหลักธรรมแห่งการปฏิบัติที่พระเจ้าทรงนำเสนอสำหรับมนุษย์ล้วนเป็นสิ่งที่สติปัญญาของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติสามารถเข้าใจได้ สิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าใจและยอมรับได้ และไม่เกินวงเขตของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติแม้แต่น้อย  หลักธรรมเหล่านี้ล้วนอยู่ในวงเขตที่มนุษย์บรรลุได้ และไม่เกินขอบเขตของสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแต่อย่างใด  พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้ผู้คนเป็นยอดมนุษย์หรือผู้คนที่โดดเด่น แต่คำกล่าวที่เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมเคี่ยวเข็ญผู้คนให้ปรารถนาที่จะเป็นยอดมนุษย์หรือผู้คนที่โดดเด่น  พวกเขาไม่เพียงต้องแบกรับอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของประเทศและชนชาติของตนเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตนอีกด้วย  นี่เคี่ยวเข็ญพวกเขาให้ต้องสละชีวิตของตน ซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง  อะไรคือท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อชีวิตของผู้คน?  พระเจ้าทรงปกปักรักษาผู้คนให้ปลอดภัยในทุกสถานการณ์ และคุ้มครองพวกเขาจากการตกลงสู่การทดลองและสภาวการณ์อันตรายอื่นๆ และปกป้องชีวิตของพวกเขา  อะไรคือจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการทำเช่นนี้?  คือการทำให้ผู้คนดำรงชีวิตที่ดี  อะไรคือจุดประสงค์ของการทำให้ผู้คนดำรงชีวิตที่ดี?  พระองค์ไม่ทรงเคี่ยวเข็ญเจ้าให้เป็นยอดมนุษย์ หรือเก็บทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์ไว้ในหัวใจของเจ้า หรือห่วงใยประเทศและประชาชน และยิ่งไม่ต้องแทนที่พระองค์ในการปกครองทุกสรรพสิ่ง จัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่ง และปกครองมวลมนุษย์  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับทรงกำหนดให้เจ้ารับสถานภาพที่ถูกต้องเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ปฏิบัติหน้าที่ที่ผู้คนควรปฏิบัติ และทำสิ่งที่ผู้คนควรทำ  มีหลายสิ่งที่เจ้าไม่ควรทำ ซึ่งไม่รวมถึงการปกครองโชคชะตาของมวลมนุษย์ การเก็บทุกสิ่งทุกอย่างใต้สวรรค์ไว้ในหัวใจของเจ้า หรือการเก็บมวลมนุษย์ บ้านเกิดเมืองนอนของเจ้า คริสตจักร น้ำพระทัยของพระเจ้า หรือภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดไว้ในหัวใจของเจ้า  สิ่งเหล่านี้จะไม่ถูกรวมอยู่ด้วย  ดังนั้นสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรทำได้แก่อะไรบ้าง?  ได้แก่พระบัญชาที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ หน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เจ้า และข้อกำหนดทุกข้อที่พระนิเวศของพระเจ้าวางไว้ให้เจ้าในทุกช่วงเวลา  นี่ไม่เรียบง่ายหรอกหรือ?  นี่ทำได้ง่ายมิใช่หรือ?  นี่เรียบง่ายและทำง่ายมาก  แต่ผู้คนมักเข้าใจพระเจ้าผิด และคิดว่าพระองค์ไม่ทรงถือจริงจังกับสิ่งเหล่านี้  มีคนที่คิดว่า “ผู้คนที่มาเชื่อในพระเจ้าไม่ควรมองตนเองว่าสำคัญเหลือเกิน พวกเขาไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับร่างกายทางกายภาพของตน และควรทนทุกข์มากขึ้น และไม่เข้านอนเร็วเกินไปในตอนกลางคืน เพราะว่าพระเจ้าอาจจะไม่มีความสุขหากพวกเขาเข้านอนเร็วเกินไป  พวกเขาควรตื่นนอนแต่เช้า และเข้านอนตอนดึก และตรากตรำปฏิบัติหน้าที่ของตนตลอดทั้งคืน  ต่อให้พวกเขาไม่ผลิตผลลัพธ์ พวกเขาก็ยังคงต้องตื่นอยู่จนถึงตีสองหรือตีสาม”  ผลก็คือผู้คนเหล่านี้ทำงานอย่างหนักจนหมดแรงถึงขั้นที่แม้แต่การเดินก็ยังต้องใช้ความพยายามที่สุดขั้ว แต่พวกเขาบอกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาหมดแรง  นี่ไม่ได้เกิดจากความเบาปัญญาและความไม่รู้เท่าทันของผู้คนหรอกหรือ?  มีคนอื่นๆ ที่คิดว่า “พระเจ้าไม่มีความสุขเมื่อพวกเราสวมเสื้อผ้าที่พิเศษและดูดีสักหน่อย และพระองค์ก็ไม่มีความสุขที่พวกเรากินเนื้อสัตว์และอาหารดีๆ ทุกวัน  ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเราทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานของพวกเรา และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของพวกเรา” และพวกเขารู้สึกว่าในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า พวกเขาต้องลุล่วงหน้าที่ของตนจนตาย ไม่เช่นนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงละเว้นพวกเขา  เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?  (ไม่ใช่)  พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนลุล่วงหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบและความจงรักภักดี แต่พระองค์ไม่ทรงเคี่ยวเข็ญพวกเขาให้เข้มงวดกับร่างกายของตน นับประสาอะไรกับการที่พระองค์จะทรงขอให้พวกเขาไม่ใส่ใจและสุกเอาเผากิน หรือปล่อยเวลาทิ้งไป  เราเห็นว่าผู้นำและคนทำงานบางคนจัดแจงเตรียมการผู้คนให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในลักษณะนี้ ไม่เรียกร้องประสิทธิภาพ แต่แค่ผลาญเวลาและพลังงานของผู้คนเท่านั้น  ข้อเท็จจริงก็คือว่าพวกเขากำลังทำให้ชีวิตของผู้คนเสียเปล่า  ท้ายที่สุดแล้ว ในระยะยาว บางคนเกิดมีปัญหาทางสุขภาพ ปวดหลัง และปวดเข่า และพวกเขารู้สึกเวียนศีรษะเมื่อใดก็ตามที่พวกเขามองหน้าจอคอมพิวเตอร์  เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?  ใครเป็นเหตุให้เกิดสิ่งนี้?  (พวกเขาเป็นเหตุเสียเอง)  พระนิเวศของพระเจ้าเรียกร้องให้ทุกคนพักผ่อนไม่ช้าเกิน 22.00 น. แต่บางคนไม่เข้านอนจนกระทั่ง 23.00 หรือ 24.00 น. ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนของคนอื่น  บางคนถึงกับตำหนิคนที่พักผ่อนตามปกติเพราะต้องการความสะดวกสบายทั้งหลายของชีวิต  นี่เป็นสิ่งที่ผิด  เจ้าจะสามารถทำงานดีได้อย่างไรหากร่างกายของเจ้าไม่ได้พักผ่อนอย่างดี?  พระเจ้าตรัสอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?  พระนิเวศของพระเจ้าบังคับควบคุมเรื่องนี้อย่างไร?  ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำตามพระวจนะของพระเจ้าและข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า และนี่เท่านั้นที่ถูกต้อง  บางคนมีความเข้าใจที่ไร้สาระ กระทำการอย่างสุดขั้วเสมอ และถึงกับควบคุมคนอื่น  นี่ไม่ตรงตามหลักธรรมความจริง  บางคนเป็นเพียงคนโง่เขลาที่ไร้สาระไม่มีวิจารณญาณแต่อย่างใด และพวกเขาคิดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาต้องตื่นอยู่จนดึกแม้ในเวลาที่พวกเขาไม่ได้งานยุ่ง ไม่ให้โอกาสตนเองได้นอนเวลาที่เหนื่อย ไม่ยอมให้ตนเองบอกใครเวลาที่พวกเขาป่วย และที่แย่กว่านั้นคือไม่ให้โอกาสตนเองไปพบแพทย์ ซึ่งพวกเขาถือเป็นการเสียเวลาเปล่าทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของตนล่าช้า  มุมมองนี้ถูกต้องหรือไม่?  เหตุใดผู้เชื่อจึงยังคงคิดหาทัศนะที่ไร้สาระเช่นนี้มาได้หลังจากได้ฟังคำเทศนามามากมาย?  การจัดแจงเตรียมงานในพระนิเวศของพระเจ้ามีการบังคับควบคุมอย่างไร?  เจ้าต้องพักผ่อนตรงเวลาเมื่อถึง 22.00 น. และตื่นนอนเวลา 6.00 น. และเจ้าต้องแน่ใจว่าได้นอนหลับแปดชั่วโมง  นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำซ้ำๆ ว่าเจ้าควรดูแลสุขภาพของเจ้าโดยการออกกำลังกายหลังเลิกงาน และกินอาหารเพื่อสุขภาพและทำกิจวัตรเพื่อสุขภาพเป็นประจำ เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหาสุขภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  แต่บางคนก็ไม่เข้าใจ พวกเขาไม่สามารถยึดมั่นในหลักธรรมหรือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ได้ และอยู่จนดึกโดยไม่จำเป็นและกินของผิดประเภท  เมื่อพวกเขาทำให้ตนเองป่วย พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ และเมื่อถึงตอนนั้นก็เปล่าประโยชน์ที่จะเสียใจ  เราได้ฟังมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่ามีบางคนล้มป่วย  นี่เกิดจากการที่พวกเขาทำหน้าที่ของตนโดยไม่ยึดมั่นในหลักธรรมและกระทำการอย่างบ้าบิ่นมิใช่หรือ?  จริงอยู่ที่เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าอย่างจริงจังตั้งใจ แต่เจ้าไม่สามารถละเมิดกฎธรรมชาติของร่างกายของเจ้าได้  หากเจ้าละเมิดกฎเหล่านี้ เจ้าก็จะทำให้ตนเองป่วย  เจ้าต้องมีความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับวิธีดูแลสุขภาพของเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด  เจ้าควรออกกำลังกายเวลาที่สมควร และกินตามเวลาที่สม่ำเสมอ  เจ้าไม่สามารถกินหรือดื่มมากเกินไป และเจ้าไม่สามารถเป็นนักกินที่จู้จี้จุกจิกหรือกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้  นอกจากนี้ เจ้าจำเป็นต้องบังคับควบคุมอารมณ์ของเจ้า สนใจการดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และปฏิบัติความจริง และกระทำการตามหลักธรรม  ด้วยวิธีนี้ เจ้าจะมีสันติสุขและความยินดีในหัวใจของตน และจะไม่รู้สึกกลวงเปล่าหรือซึมเศร้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้คนปลดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทิ้งไป และใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เช่นนั้นแล้วสภาวะทางจิตใจของพวกเขาก็จะเป็นปกติอย่างสมบูรณ์และร่างกายของพวกเขาก็จะมีสุขภาพดี  เราไม่เคยบอกพวกเจ้าให้เข้านอนตอนดึกและตื่นเช้า หรือทำงานเกินสิบชั่วโมงต่อวัน  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้คนไม่ประพฤติตามกฎเกณฑ์และไม่ยึดปฏิบัติตามการจัดแจงเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า  ในท้ายที่สุด ผู้คนก็ไม่รู้เท่าทันเสียจนพวกเขาไม่เห็นคุณค่าของสุขภาพของตน  เราเห็นว่าในบางสถานที่ ผู้คนมักจะปฏิบัติหน้าที่ของตนในร่ม และไม่ออกไปรับแสงแดดบ้าง หรือกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงจัดแจงเตรียมการให้ผู้คนหาอุปกรณ์ออกกำลังกายมาให้พวกเขา และบอกพวกเขาให้ออกกำลังกายสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับกิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพ  ผู้คนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างถูกต้องเหมาะสมจะเจ็บป่วยตามธรรมชาติ และนี่มีผลกระทบต่อชีวิตที่ปกติของพวกเขาด้วย  เมื่อเราจัดแจงเตรียมการดังกล่าว เราจำเป็นต้องตรวจดูว่าใครออกกำลังกาย และบ่อยเพียงใดหรือไม่?  (ไม่)  เราไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เราได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเราแล้ว เราได้แสดงประเด็นของเราแล้ว และบอกเจ้าด้วยความจริงใจเต็มเปี่ยมถึงสิ่งที่เจ้าควรทำ โดยไม่มีคำพูดโกหกแม้แต่คำเดียว และเจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องทำตามคำสั่ง  แต่ผู้คนไม่ยอมเข้าใจเรื่องนี้ พวกเขาคิดว่าพวกเขาเยาว์วัยและมีสุขภาพดี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ถือจริงจังกับคำพูดของเรา  หากพวกเจ้าไม่ให้ค่าแก่สุขภาพของตนเอง เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเจ้า—แค่อย่าโทษคนอื่นเวลาที่เจ้าล้มป่วย  ผู้คนไม่สนใจการออกกำลังกาย  แง่มุมหนึ่งคือเพราะว่าพวกเขามีแนวคิดและทัศนะที่ผิดอยู่บ้าง  อีกแง่มุมหนึ่งคือว่าพวกเขายังมีปัญหาอุกฉกรรจ์ด้วย นั่นคือความเกียจคร้าน  หากผู้คนมีความเจ็บป่วยทางกายภาพเล็กน้อย ทั้งหมดที่พวกเขาจำเป็นต้องทำคือใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตนและกระฉับกระเฉงให้มากขึ้น  แต่บางคนกลับอยากไปฉีดยาหรือกินยาเมื่อพวกเขาล้มป่วย มากกว่าการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพของตน  นี่เกิดจากความเกียจคร้าน  ผู้คนเกียจคร้านและไม่เต็มใจที่จะออกกำลังกาย ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอะไรกับพวกเขา  ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ไม่สามารถติเตียนคนอื่นได้เวลาที่พวกเขาล้มป่วย พวกเขารู้อยู่ลึกๆ ว่าอะไรคือเหตุผลที่เป็นจริง  ทุกคนควรออกกำลังกายในปริมาณที่ปกติทุกวัน  ทุกวันเราต้องเดินอย่างน้อยหนึ่งหรือสองชั่วโมง และออกกำลังกายที่จำเป็นบ้าง  นี่ไม่เพียงช่วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังป้องกันความเจ็บป่วยและทำให้เรารู้สึกดีขึ้นทางกายภาพอีกด้วย  การออกกำลังกายไม่เพียงเกี่ยวกับการป้องกันความเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องมีตามปกติอีกด้วย  ในเรื่องนี้ ข้อกำหนดของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ก็คือ พวกเขาต้องมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกพอสมควร  จงอย่าขาดความรู้และอย่าเข้มงวดกับร่างกายของเจ้า แต่ทำตามกฎธรรมชาติของร่างกาย  จงอย่าใช้เนื้อหนังของเจ้าในทางที่ผิด แต่จงอย่าหมกมุ่นอยู่กับเนื้อหนังมากเกินไป  หลักธรรมนี้เข้าใจง่ายใช่หรือไม่?  (ใช่)  อันที่จริงแล้วนี่เข้าใจง่ายมาก ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าผู้คนนำหลักธรรมนี้ไปปฏิบัติหรือไม่  อะไรคืออีกหนึ่งจุดอ่อนอุกฉกรรจ์ของผู้คน?  คือการที่พวกเขามักจะปล่อยให้จินตนาการของตนวิ่งกระเจิงไปกับตน โดยคิดว่า “ถ้าฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันจะไม่ป่วย ฉันจะไม่แก่ และแน่นอน ฉันจะไม่ตายอย่างแน่นอน”  นี่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง  พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติเหล่านี้  พระองค์ทรงช่วยผู้คนให้รอด ให้สัญญากับพวกเขา และขอให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาและเข้าใจความจริง ปลดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งไป บรรลุความรอดของพระองค์ และเข้าสู่บั้นปลายอันงดงามของมวลมนุษย์  แต่พระเจ้าไม่เคยสัญญากับผู้คนว่าพวกเขาจะไม่ล้มป่วยหรือแก่ลง และพระองค์ไม่ได้สัญญากับผู้คนว่าพวกเขาจะไม่ตาย  และแน่นอนว่าพระเจ้าไม่ได้ตั้งข้อกำหนดใดๆ ให้ผู้คนควร “ก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน”  เมื่อเป็นเรื่องของการทำหน้าที่ของคนเรา และงานของคริสตจักร และความยากลำบากอันใดที่ต้องสู้ทน อะไรที่ต้องละทิ้ง อะไรที่ต้องสละ และอะไรที่ต้องปล่อยผ่าน ผู้คนควรจะกระทำการตามหลักธรรม  เวลาที่จัดการกับชีวิตทางกายภาพของตนและสิ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องมี ผู้คนควรมีสามัญสำนึกบ้าง และไม่ควรละเมิดความต้องการที่จำเป็นตามปกติของร่างกายของตน นับประสาอะไรกับกฎและกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงจัดตั้งไว้ให้ผู้คน  แน่นอนว่านี่ยังเป็นสามัญสำนึกขั้นต่ำสุดที่ผู้คนควรมีอีกด้วย  หากผู้คนไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะจัดการกับความต้องการที่จำเป็นและกฎของร่างกายทางกายภาพของตนอย่างไร และไม่มีสามัญสำนึกใดๆ เลย แต่เพียงพึ่งพาความคิดฝันและมโนคติที่หลงผิดเท่านั้น และถึงกับมีแนวคิดที่สุดโต่งบางอย่าง และเลือกใช้วิธีการอันสุดโต่งบางอย่างเพื่อปฏิบัติต่อร่างกายทางกายภาพของตน เช่นนั้นแล้วผู้คนเช่นนี้ก็มีความเข้าใจที่ไร้สาระ  ผู้คนที่มีขีดความสามารถประเภทนี้สามารถเข้าใจความจริงประเภทใดได้?  มีเครื่องหมายคำถามอยู่ที่ตรงนี้  พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนปฏิบัติต่อร่างกายทางกายภาพของตนอย่างไร?  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างผู้คน พระองค์ทรงจัดตั้งกฎเกณฑ์สำหรับพวกเขา ดังนั้นพระองค์จึงทรงประสงค์ให้เจ้าปฏิบัติต่อร่างกายทางกายภาพของเจ้าตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว  นี่คือข้อกำหนดและมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับผู้คน  จงอย่าพึ่งพามโนคติอันหลงผิด และจงอย่าพึ่งพาความคิดฝัน  เจ้าเข้าใจหรือไม่?

ภายใต้การพร่ำสอนและอิทธิพลของคำกล่าวนี้ที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ผู้คนไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อร่างกายทางกายภาพของตนอย่างไรหรือจะดำเนินชีวิตที่ปกติอย่างไร  นี่เป็นแง่มุมหนึ่ง  อีกแง่มุมหนึ่งคือว่าผู้คนไม่รู้ว่าจะจัดการกับความตายของตนอย่างไร หรือจะใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมายอย่างไร  เช่นนั้นแล้ว พวกเรามาดูท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อการจัดการกับความตายของผู้คนกัน  ไม่ว่าแง่มุมของหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้นจะเป็นเช่นไร จุดมุ่งหมายของพระเจ้าก็เพื่อให้ผู้คนที่อยู่ในกระบวนการทำหน้าที่ของตนเข้าใจความจริง นำความจริงไปปฏิบัติ ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาไป ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนคนที่ปกติ และไปให้ถึงมาตรฐานสำหรับการบรรลุความรอด แทนที่จะแล่นหัวซุนสู่ความตาย  บางคนเจ็บป่วยร้ายแรงหรือเป็นมะเร็ง และคิดว่า “นี่คือพระเจ้าทรงขอให้ฉันตายและสละชีวิตของฉัน ดังนั้นฉันจะเชื่อฟัง!”  อันที่จริงแล้วพระเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนั้น และแนวคิดเช่นนั้นก็มิได้เกิดขึ้นกับพระองค์ด้วย  นี่เป็นเพียงความเข้าใจผิดของผู้คนเท่านั้น  ดังนั้นพระเจ้าหมายความว่ากระไร?  ทุกคนมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนปีที่แน่นอน แต่อายุขัยของพวกเขาแตกต่างกัน  ทุกคนตายเมื่อพระเจ้าทรงกำหนดพิจารณาเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม  ทั้งหมดนี้ถูกพระเจ้ากำหนดไว้  พระองค์ทรงทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นตามเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้สำหรับอายุขัยของคนคนนั้น และสถานที่และลักษณะของความตายของพวกเขา แทนที่จะปล่อยให้ผู้ใดตายเพราะเรื่องที่ไร้กฎเกณฑ์บางอย่าง  พระเจ้าทรงถือว่าชีวิตของคนคนหนึ่งสำคัญมาก และพระองค์ยังทรงถืออีกด้วยว่าความตายของคนคนหนึ่ง และอวสานของชีวิตทางกายภาพของพวกเขาก็สำคัญมาก  ทั้งหมดนี้ถูกพระเจ้ากำหนดไว้  เมื่อพิจารณาจากมุมมองนี้ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงประสงค์ให้ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือติดตามพระองค์ พระองค์ก็ไม่ทรงขอให้ผู้คนแล่นหัวซุนสู่ความตาย  นี่หมายความว่ากระไร?  นี่หมายความว่าพระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้เจ้าเตรียมพร้อมที่จะสละชีวิตของเจ้าเมื่อใดก็ได้เพื่อเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หรือการสละเพื่อพระเจ้า หรือเพื่อประโยชน์ของพระบัญชาของพระองค์  เจ้าไม่จำเป็นต้องเตรียมการเช่นนั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องมีกรอบความคิดเช่นนั้น และแน่นอนว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องวางแผนหรือคิดแบบนั้น เพราะพระเจ้าไม่ต้องการชีวิตของเจ้า  เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้?  เป็นสิ่งที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าชีวิตของเจ้าเป็นของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตนั้น ดังนั้นพระองค์จะทรงต้องการชีวิตนั้นคืนไปเพื่ออะไร?  ชีวิตของเจ้ามีค่าหรือไม่?  จากมุมมองของพระเจ้า นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ว่าชีวิตของเจ้ามีค่าหรือไม่ แต่เจ้ามีบทบาทใดในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น  สำหรับชีวิตของเจ้านั้น หากพระเจ้าทรงต้องการจะเอาไปเสีย พระองค์ก็ทรงทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกนาที  เพราะฉะนั้นไม่ว่าชีวิตของผู้ใดก็สำคัญต่อพวกเขา และสำคัญต่อหน้าที่ ภาระผูกพัน และความรับผิดชอบของพวกเขา และต่อพระบัญชาของพระเจ้าด้วย  แน่นอนว่าชีวิตของพวกเขาก็สำคัญต่อบทบาทที่พวกเขามีในแผนการบริหารจัดการโดยรวมของพระเจ้าเช่นกัน  แม้ว่าชีวิตของเจ้าจะสำคัญ แต่พระเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของเจ้าไปเสีย  เพราะเหตุใด?  เมื่อชีวิตของเจ้าถูกเอาไปเสีย เจ้าจะกลายเป็นคนตาย และไม่มีประโยชน์อีกต่อไป  เฉพาะเมื่อเจ้ามีชีวิต ใช้ชีวิตท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่พระเจ้าทรงปกครองเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถมีบทบาทที่เจ้าถูกกำหนดให้มีในชีวิตนี้ และลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่เจ้าถูกกำหนดให้ลุล่วง และหน้าที่ที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เจ้าปฏิบัติในชีวิตนี้  เฉพาะเมื่อเจ้าดำรงอยู่ในรูปร่างนี้เท่านั้น ชีวิตของเจ้าจึงจะมีคุณค่าและทำให้คุณค่านั้นเป็นจริง  ดังนั้น จงอย่าเปล่งวลีอย่าง “ตายเพื่อพระเจ้า” หรือ “สละชีวิตของฉันเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า” ตามใจชอบ และอย่าทวนซ้ำ หรือเก็บวลีเหล่านี้ไว้ในจิตใจของเจ้าหรือลึกลงไปในหัวใจของเจ้าเพราะนั่นไม่จำเป็น  เมื่อคนคนหนึ่งอยากตายเพื่อพระเจ้าอยู่เนืองนิตย์ และถวายตัวเองและสละชีวิตของตนเพื่อหน้าที่ของตน นี่เป็นสิ่งที่น่าเหยียดหยาม ไม่ควรค่า และน่าดูหมิ่นที่สุด  เพราะเหตุใด?  หากชีวิตของเจ้าสิ้นสุดลง และเจ้าไม่ได้มีชีวิตอยู่ในรูปร่างของเนื้อหนังนี้อีกต่อไป เจ้าจะสามารถลุล่วงหน้าที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?  หากทุกคนตายหมดจะเหลือใครไว้ให้พระเจ้าทรงช่วยให้รอดโดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์?  หากไม่มีมนุษย์ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยให้รอด แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้นอย่างไร?  พระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจะยังคงดำรงอยู่หรือไม่?  จะยังคงสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่?  เมื่อพิจารณาเรื่องนี้จากแง่มุมเหล่านี้ การที่ผู้คนดูแลร่างกายของตนอย่างดี และดำเนินชีวิตที่มีสุขภาพดีก็เป็นเรื่องสำคัญมิใช่หรือ?  นี่ไม่ควรค่าหรอกหรือ?  นี่ควรค่าอย่างแน่นอนที่สุด และผู้คนควรทำสิ่งนี้  สำหรับคนไร้ปัญญาที่พูดเรื่อยเปื่อยว่า “ถ้าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น ฉันจะยอมตายเพื่อพระเจ้า” และที่สามารถไม่ถือจริงจังกับความตายอย่างไม่ใส่ใจ และยอมสละชีวิตของตน และใช้ร่างกายของตนในทางที่ผิด คนเหล่านี้คือคนประเภทใด?  พวกเขาเป็นคนที่ไม่เชื่อฟังใช่หรือไม่?  (ใช่)  คนเหล่านี้เป็นคนไม่เชื่อฟังที่สุด และควรถูกดูหมิ่นและสบประมาท  เมื่อบางคนสามารถพูดเรื่อยเปื่อยว่าพวกเขายอมตายเพื่อพระเจ้า ก็อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาคิดเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับการจบชีวิตของตนเอง ละทิ้งหน้าที่ของตน ละทิ้งพระบัญชาที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำ และป้องกันไม่ให้พระวจนะของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงในตัวพวกเขา  นี่ไม่ใช่วิธีที่เบาปัญญาสำหรับทำสิ่งทั้งหลายหรอกหรือ?  เจ้าอาจพร้อมสละชีวิตของเจ้า และพูดว่าเจ้าอยากมอบชีวิตของเจ้าให้พระเจ้าตามใจชอบ แต่พระเจ้าจำเป็นต้องให้เจ้ามอบชีวิตให้หรือไม่?  ชีวิตของเจ้าเองเป็นของพระเจ้า และพระเจ้าเอาไปเสียได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจะมีประโยชน์อันใดในการมอบชีวิตของเจ้าให้พระองค์?  หากเจ้าไม่มอบชีวิตของเจ้าแต่พระเจ้าทรงต้องการ พระองค์จะทรงขอจากเจ้าดีๆ หรือไม่?  พระองค์จะต้องเสวนาเรื่องนี้กับเจ้าหรือไม่?  ไม่ พระองค์จะไม่ต้องทำเช่นนั้น  แต่พระเจ้าจะทรงต้องการชีวิตของเจ้าเพื่ออะไร?  เมื่อพระเจ้าเอาชีวิตของเจ้าคืนไป เจ้าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้อีกต่อไป และคนคนหนึ่งก็จะหายไปจากแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  พระองค์จะทรงมีความสุขและพอพระทัยกับเรื่องนี้หรือไม่?  ใครจะมีความสุขและพอใจอย่างแท้จริง?  (ซาตาน)  หากเจ้าสละชีวิตของตน เจ้าจะสามารถได้อะไรจากการทำเช่นนั้น? และพระเจ้าจะสามารถได้อะไรจากการเอาชีวิตของเจ้าไปเสีย?  หากเจ้าพลาดโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด นี่เป็นกำไรหรือขาดทุนสำหรับพระเจ้า?  (ขาดทุน)  สำหรับพระเจ้าแล้วนี่ไม่ใช่กำไร แต่เป็นขาดทุน  พระเจ้าทรงเปิดโอกาสให้เจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่จะมีชีวิตและเข้าสู่ตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และโดยการทำเช่นนั้น จึงสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง เชื่อฟังพระเจ้า เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ และรู้จักพระองค์ ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ร่วมมือกับพระองค์ในการลุล่วงพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และติดตามพระองค์ไปจนถึงปลายทางจริงๆ  นี่คือความชอบธรรม และนี่คือคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ของชีวิตของเจ้า  หากชีวิตของเจ้าดำรงอยู่เพื่อสิ่งนี้ และเจ้าใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีเพื่อสิ่งนี้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็เป็นสิ่งที่มีความหมายที่สุด และสำหรับพระเจ้าแล้ว นี่คือการมอบอุทิศและความร่วมมือที่แท้จริง—สำหรับพระองค์ นี่เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจที่สุด  สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเห็นคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในเนื้อหนังปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนท่ามกลางการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ ปฏิเสธแนวคิดที่ผิดวิสัยมากมายเหลือคณานับที่ซาตานปลูกฝังในตัวพวกเขา และสามารถยอมรับความจริงและข้อกำหนดจากพระเจ้า นบนอบอย่างเต็มที่ต่ออำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง ลุล่วงหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติ และสามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงได้  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเห็น และนี่คือคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์  เพราะฉะนั้น สำหรับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ความตายไม่ใช่บั้นปลายท้ายสุด  คุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ไม่ใช่การตาย แต่เป็นการมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า ดำรงอยู่เพื่อพระเจ้า และเพื่อหน้าที่ของตน ดำรงอยู่เพื่อลุล่วงหน้าที่และความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เชื่อฟังน้ำพระทัยของพระเจ้า และเพื่อฉีกหน้าซาตาน  นี่คือคุณค่าของการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และความหมายของชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วย

สำหรับข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน วิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อชีวิตและความตายของผู้คนแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่อธิบายไว้ในคำกล่าว “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ในวัฒนธรรมตามประเพณี  ซาตานอยากให้ผู้คนตายอยู่เนืองนิตย์  ซาตานรู้สึกอึดอัดที่เห็นผู้คนมีชีวิต และคิดหาวิธีเอาชีวิตของพวกเขาอยู่เนืองนิตย์  เมื่อผู้คนยอมรับแนวคิดที่ผิดวิสัยของวัฒนธรรมตามประเพณีจากซาตาน ทั้งหมดที่พวกเขาต้องการก็คือพลีอุทิศชีวิตของตนเพื่อประเทศและชนชาติของตน หรือเพื่องานอาชีพของตน เพื่อความรัก หรือเพื่อครอบครัวของตน  พวกเขาถือว่าชีวิตของตนน่าเหยียดหยามอยู่เนืองนิตย์ พร้อมที่จะตายและสละชีวิตของตนทุกที่และทุกเวลา และไม่ถือว่าชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบให้พวกเขาเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดและบางสิ่งที่ควรรักและทะนุถนอม  เมื่อไม่สามารถลุล่วงหน้าที่และภาระผูกพันของตนได้ในระหว่างชั่วชีวิตของตน ในขณะที่พวกเขายังคงมีชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบให้ พวกเขากลับยอมรับเหตุผลวิบัติและเรื่องเหลวไหลของซาตานแทน ตั้งใจตลอดเวลาที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานของตน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน และเตรียมตนเองให้พร้อมที่จะตายเพื่อพระเจ้าทุกเวลา  ข้อเท็จจริงก็คือว่าหากเจ้าตายจริงๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้ทำเช่นนั้นเพื่อพระเจ้า แต่เพื่อซาตาน และพระเจ้าจะไม่จดจำเจ้า  เพราะว่ามีเพียงคนที่มีชีวิตเท่านั้นที่สามารถถวายพระสิริแด่พระเจ้า และเป็นพยานแด่พระองค์ได้ และมีเพียงคนที่มีชีวิตเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และลุล่วงหน้าที่ของตน และด้วยเหตุนี้จึงไม่ทิ้งความเสียใจไว้ข้างหลัง และสามารถฉีกหน้าซาตานได้ และเป็นพยานให้แก่กิจการอันอัศจรรย์ และอธิปไตยของพระผู้สร้าง—มีเพียงคนที่มีชีวิตเท่านั้นที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้  หากเจ้าไม่มีแม้แต่ชีวิต ทั้งหมดนี้ก็จะไม่ดำรงอยู่  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  เพราะฉะนั้น โดยการนำเสนอคำกล่าวที่ว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรม “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน” ซาตานกำลังหยอกเล่นและเหยียบย่ำชีวิตมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย  ซาตานไม่เคารพชีวิตมนุษย์ แต่เล่นไม่ซื่อกับชีวิตมนุษย์แทน ทำให้ผู้คนยอมรับแนวคิดอย่าง “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน”  พวกเขาดำเนินชีวิตตามแนวคิดเช่นนี้ และไม่รักและทะนุถนอมชีวิต หรือถือว่าชีวิตของตนเองล้ำค่า ดังนั้นพวกเขาจึงสละชีวิตของตนตามใจชอบ ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่ผู้คน  นี่เป็นสิ่งที่คิดคดทรยศและผิดศีลธรรม  ตราบใดที่ยังไม่ถึงเส้นตายที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับเจ้า เจ้าก็ไม่ควรพูดพล่อยๆ เกี่ยวกับการสละชีวิตของตนไม่ว่าจะเวลาใด  ตราบใดที่เจ้ายังมีลมหายใจอยู่ในตัวเจ้า จงอย่าเลิกล้ม จงอย่าละทิ้งหน้าที่ของตน และจงอย่าละทิ้งการมอบหมายและพระบัญชาที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เจ้า  เพราะว่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ดำรงอยู่เพื่อพระผู้สร้างเท่านั้น และสำหรับอธิปไตย การจัดวางเรียบเรียง และการจัดแจงเตรียมการของพระองค์เท่านั้น และยังดำรงอยู่และทำให้คุณค่าของชีวิตเป็นจริงสำหรับคำพยานของพระผู้สร้างและพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดเท่านั้นด้วย  เจ้าสามารถเห็นได้ว่าทัศนะที่พระเจ้าทรงมีเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากทัศนะของซาตาน  ดังนั้นใครรักและทะนุถนอมชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง?  (พระเจ้า)  พระเจ้าเท่านั้น แต่ผู้คนเองกลับไม่รู้จักที่จะรักและทะนุถนอมชีวิตของตน  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรักและทะนุถนอมชีวิตมนุษย์  แม้ว่ามนุษย์จะไม่ควรค่าที่จะรักหรือคู่ควรกับความรัก และเต็มไปด้วยความโสมม ความเป็นกบฏ และแนวคิดและทัศนะที่ไร้สาระมากมายหลายประเภทที่ซาตานปลูกฝังไว้ และแม้ว่าพวกเขาจะปลาบปลื้มหลงใหลและติดตามซาตาน จนถึงขั้นต่อต้านพระเจ้าก็ตาม เพราะว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และพระองค์ทรงมอบลมหายใจและชีวิตให้แก่พวกเขา จึงมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่รักและทะนุถนอมชีวิตมนุษย์ มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่รักผู้คน และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงดูแลห่วงใย และรักและทะนุถนอมมนุษย์อย่างต่อเนื่อง  พระเจ้าทรงรักและทะนุถนอมมนุษย์—ไม่ใช่ร่างกายทางกายภาพของพวกเขา แต่เป็นชีวิตของพวกเขา เพราะว่ามีเพียงมนุษย์ที่ได้รับชีวิตจากพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่นมัสการพระองค์และเป็นพยานแด่พระองค์อย่างแท้จริงในท้ายที่สุด  พระเจ้าทรงมีพระราชกิจ พระบัญชา และความมุ่งหวังสำหรับผู้คน สิ่งมีชีวิตทรงสร้างเหล่านี้  เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงรักและทะนุถนอมและเห็นความล้ำค่าในชีวิตของพวกเขา  นี่คือความจริง  เจ้าเข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)  ดังนั้น เมื่อผู้คนมาเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าพระผู้สร้าง ก็ควรมีหลักธรรมสำหรับวิธีที่พวกเขาควรปฏิบัติต่อชีวิตของร่างกายทางกายภาพของพวกเขา และจัดการกับกฎและความต้องการที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดของชีวิตมิใช่หรือ?  หลักธรรมเหล่านี้อิงตามอะไร?  หลักธรรมเหล่านี้อิงตามพระวจนะของพระเจ้า  อะไรบ้างคือหลักธรรมสำหรับปฏิบัติสิ่งเหล่านั้น?  ในด้านที่นิ่งเฉย ผู้คนต้องละทิ้งทัศนะที่ผิดวิสัยมากมายหลายประเภทที่ซาตานปลูกฝังไว้ในตัวพวกเขา เปิดโปงและตระหนักรู้ถึงเหตุผลวิบัติในทัศนะของซาตาน—อย่างคำกล่าวที่ว่า “จงก้มหน้าก้มตาทำงาน และพากเพียรทำให้ดีที่สุดจนกระทั่งวันตายของตน”—ซึ่งทำให้ผู้คนมึนชา ทำร้าย และจำกัดขอบเขตผู้คน และละทิ้งทัศนะเหล่านี้ นอกจากนี้ ในด้านที่คล่องแคล่ว พวกเขาต้องเข้าใจอย่างแม่นยำว่าข้อกำหนดที่พระเจ้าพระผู้สร้างทรงมีสำหรับมวลมนุษย์คืออะไร และทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ  ด้วยวิธีนี้ผู้คนจะสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องปราศจากการเบี่ยงเบน และไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง  อะไรคือการไล่ตามเสาะหาความจริง?  (การมองผู้คนและสิ่งทั้งหลาย และการวางตัวและการกระทำ ตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างครบถ้วน โดยมีความจริงเป็นหลักเกณฑ์)  การสรุปเรื่องนี้ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ก็ถูกต้องแล้ว

วันนี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับวิธีจัดการกับความตาย รวมทั้งวิธีจัดการกับชีวิตเป็นหลัก  ซาตานเหยียบย่ำ ทำลายล้าง และพรากชีวิตของผู้คน  นี่ทำให้ผู้คนสับสนและมึนชาโดยการปลูกฝังแนวคิดและทัศนะที่ผิดประเภทในตัวพวกเขา และทำให้ผู้คนปฏิบัติต่อสิ่งล้ำค่าที่สุดที่พวกเขามี—ชีวิตของพวกเขา—ด้วยความเหยียดหยาม ส่งผลให้เป็นการหยุดชะงักและทำลายพระราชกิจของพระเจ้า  จงบอกเราเถิดว่าหากคนทั้งโลกอยากตาย และทำแบบนั้นได้ตามใจชอบ สังคมจะไม่ตกลงสู่ความอลหม่านหรอกหรือ?  เช่นนั้นแล้วมนุษย์จะอยู่รอดและดำรงอยู่ได้ยากใช่หรือไม่?  (ใช่)  ดังนั้นพระเจ้าทรงมีท่าทีอย่างไรต่อชีวิตมนุษย์?  พระองค์ทรงรักและทะนุถนอมชีวิตมนุษย์  พระเจ้าทรงรักและทะนุถนอม และเห็นความล้ำค่าของชีวิตมนุษย์  ผู้คนควรได้รับเส้นทางแห่งการปฏิบัติใดจากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า?  ในระหว่างชั่วชีวิตของพวกเขา ขณะที่พวกเขายังคงมีชีวิตและลมหายใจซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่พระเจ้าทรงมอบให้ ผู้คนควรไล่ตามเสาะหาและเข้าใจความจริงอย่างถูกต้องเหมาะสม และลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างตามข้อกำหนดและหลักธรรมของพระเจ้า โดยไม่ทิ้งความเสียใจใดๆ ไว้ข้างหลัง เพื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาอาจได้เข้าสู่ตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเป็นพยานแด่และนมัสการพระผู้สร้าง  ในการทำเช่นนั้น พวกเขาจะมอบคุณค่าและความหมายให้แก่ชีวิตของตน โดยการไม่ใช้ชีวิตเพื่อซาตาน แต่เพื่ออธิปไตยของพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์ และคำพยานของพระองค์เสียมากกว่า  ชีวิตของผู้คนมีคุณค่าและความหมายเมื่อพวกเขาสามารถเป็นพยานเกี่ยวกับกิจการและพระราชกิจของพระเจ้า  แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าชีวิตมนุษย์ได้มาถึงเวลาที่งามสง่าที่สุดแล้ว  การพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้องนักเพราะว่าเวลานั้นยังมาไม่ถึง  เมื่อเจ้าเข้าใจความจริง ได้รับความจริง ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอย่างแท้จริง และสามารถเข้าสู่ตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเพื่อนมัสการพระเจ้า และเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง กิจการของพระองค์ และเกี่ยวกับ เนื้อแท้และอัตลักษณ์ของพระองค์ เมื่อนั้นคุณค่าของชีวิตของเจ้าก็จะถึงจุดสูงสุดและขอบข่ายกว้างที่สุด  จุดประสงค์และนัยสำคัญของการพูดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดคือการทำให้พวกเจ้าเข้าใจคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ของชีวิต และวิธีที่เจ้าควรปฏิบัติต่อชีวิตของตน เพื่อที่เจ้าจะได้เลือกเส้นทางที่เจ้าควรเดินโดยอิงตามสิ่งนี้  นี่เป็นหนทางเดียวที่จะเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

4 มิถุนายน ค.ศ. 2022

ก่อนหน้า: การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (11)

ถัดไป: การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (13)

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger